• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก แถลงการณ์
แถลงการณ์

แถลงการณ์ : วันผู้พิทักษ์ป่าโลก

อีเมล พิมพ์ PDF
แถลงการณ์วันผู้พิทักษ์ป่าโลก
ปัจจุบัน ประเทศไทย มีผืนป่าอยู่ 102 ล้านไร่ คิดเป็น 31% ของพื้นที่ประเทศ โดยสองในสามของพื้นที่หรือ 21% (61 ล้านไร่) ได้รับการประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์ คือ อุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ดูแลโดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
ผืนป่าอนุรักษ์นี้ ถือได้ว่าเป็นหัวใจของการรักษาผืนป่า เป็นบ้านของสัตว์ป่า และความหลากหลายของระบบนิเวศทางธรรมชาติ ที่ยังประโยชน์ต่อมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลผืนป่าอนุรักษ์ไว้ คือ พนักงานพิทักษ์ป่า   ​
พนักงานพิทักษ์ป่า คือ บุคคลที่ทำหน้าที่ในการเดินลาดตระเวน ดูแลรักษาผืนป่า และสัตว์ป่า โดยปัจจุบันมีพนักงานพิทักษ์ป่าทั่วประเทศประมาณ 15,000 คน ในจำนวนนี้ พบว่าบุคลากรที่มีความพร้อมในการปฏิบัติงานลาดตระเวนในพื้นที่เพียง 5,000 คน กับภารกิจที่พร้อมจะเสี่ยงชีวิตจากการปะทะกับผู้กระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ หรืออุบัติเหตุต่างๆ ที่มีโอกาสเกิดขึ้นขณะปฏิบัติหน้าที่ และอดทนต่อสภาวะกดดันจากผู้ต้องการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
แต่ในทางกลับกันนั้นพบว่า การดูแลระบบสวัสดิการ สวัสดิภาพ ยังไม่เพียงพอหรือเหมาะสมต่อความเสี่ยงที่ต้องเผชิญ เพื่อให้เขาได้ทำหน้าที่ปกป้อง ดูแลทรัพยากรได้อย่างเต็มกำลังและความสามารถ
ที่ผ่านมา มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เห็นความพยายามของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบบุคลากรกลุ่มนี้โดยตรง ได้ปรับปรุงระบบสวัสดิการและสวัสดิภาพให้กับพนักงานพิทักษ์ป่าเมื่อเทียบกับช่วงที่คุณสืบ นาคะเสถียร มีชีวิตอยู่ และพยายามเริ่มต้นทำเรื่องนี้ จนเกิดกองทุนเพื่อผู้พิทักษ์ป่า เมื่อมีการก่อตั้งมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เพื่อสานต่อการแนวคิด การทำงานของคุณสืบ นาคะเสถียร แต่ก็ยังไม่สามารถดูแลหรือช่วยเหลือได้ครบในทุกประเด็น
จากสภาพปัญหาที่กล่าวมา มีความจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข ปรับปรุง และพัฒนาอย่างทันท่วงที เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การยกระดับความสำคัญของผู้พิทักษ์ป่าในด้านอื่นๆ ต่อไป
จึงนำมาซึ่งข้อเสนอเนื่องในวันผู้พิทักษ์ป่าโลก วันที่ 31 กรกฎาคม นี้ เสนอต่อกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐบาล และประชาชนคนไทยทุกๆ ท่าน ดังนี้
1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ควรบริหารบุคลากรในตำแหน่งงานของพนักงานพิทักษ์ป่า ให้ปฏิบัติหน้าที่ตรงตามตำแหน่ง ไม่โยกย้ายสับเปลี่ยนตำแหน่งไปทำงานอื่นนอกเหนือจากหน้าที่หลัก คือ งานลาดตระเวนป้องกัน ดูแลผืนป่าและสัตว์ป่า ขณะเดียวกันรูปแบบการสอบบรรจุพนักงานราชการ  และการจัดจ้างพนักงานพิทักษ์ป่า ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ ได้มีโอกาสใช้ทักษะ ความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ป่า อันเป็นทักษะที่สำคัญของการทำงานมาประกอบการพิจารณาคัดเลือก ไม่ควรมุ่งเน้นการใช้ความรู้ด้านวิชาการ หรือการวิ่งทดสอบเพียงเท่านั้น
2. ควรมีนโยบาย งบประมาณสนับสนุน และโครงสร้างบุคลากรของหน่วยงานด้านการทำงานอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชนที่อยู่ประชิดหรือตั้งอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมดูแล และรักษาผืนป่า สัตว์ป่า ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการทำงานของผู้พิทักษ์ป่าได้เป็นอย่างดี
3. ปัจจุบันอุปกรณ์การทำงานของพนักงานพิทักษ์ป่า ไม่เพียงพอต่อการทำงานเช่น อาวุธและเครื่องกระสุน แผนที่ เครื่องหาพิกัดบนพื้นโลก วิทยุสื่อสาร อุปกรณ์ภาคสนาม ฯลฯ ทำให้เกิดความเสี่ยงเมื่อต้องเดินลาดตระเวน หรือเมื่อมีการเข้าจับกุมผู้กระทำผิด ตลอดจนเครื่องมือการเก็บข้อมูลต่างๆ ในพื้นที่ จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดหาอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็นต่อการทำงานอย่างเพียงพอและเหมาะสมในทุกๆ ชุดการลาดตระเวนดูแลรักษาป่า
4. รัฐควรปรับปรุงสวัสดิภาพ สวัสดิการ รวมถึงพัฒนาทักษะองค์ความรู้ในการทำงานของพนักงานพิทักษ์ป่าอย่างเหมาะสมกับภารกิจการปกป้องดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นความมั่นคงทางชีวิตของประชาชนทุกคน โดยพิจารณาตัวอย่างประกอบจากหน่วยงานด้านความมั่นคงต่างๆ ของประเทศ เพราะสวัสดิการ สวัสดิภาพที่ดีของบุคลากร และความเชื่อมั่นของครอบครัว เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ประเทศมีผู้พิทักษ์ป่าที่ดี ที่พร้อมจะทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของทุกๆ คน การดูแลสวัสดิการ สวัสดิภาพ ของผู้พิทักษ์ป่า เพื่อให้บุคคลเหล่านี้ได้ทำหน้าที่แทนเราอย่างมีประสิทธิภาพ มีศักดิ์ศรี และความภาคภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่รักษาผืนป่าและสัตว์ป่าให้กับทุกๆ คนต่อไป
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
27 กรกฎาคม 2560
พิทักษ์ป่าปัจจุบัน ประเทศไทย มีผืนป่าอยู่ 102 ล้านไร่ คิดเป็น 31% ของพื้นที่ประเทศ โดยสองในสามของพื้นที่หรือ 21% (61 ล้านไร่) ได้รับการประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์ คือ อุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ดูแลโดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
 

80 องค์กรไทย-พม่า ร่วมหนุน ‘เสรีภาพสื่อ’ หลังเหมืองไทยในพม่าเดินหน้าฟ้อง ‘ผู้สื่อข่าวเนชั่น’

อีเมล พิมพ์ PDF
80 องค์กรไทย-พม่า ร่วมหนุน ‘เสรีภาพสื่อ’ หลังเหมืองไทยในพม่าเดินหน้าฟ้อง ‘ผู้สื่อข่าวเนชั่น’
ผู้สนับสนุนเสรีภาพสื่อและภาคประชาสังคมไทย-พม่า 80 องค์กร ร่วมออกแถลงการณ์ร้องรัฐบาลไทยคุ้มครอง ‘เดอะเนชั่น-ผู้สื่อข่าว’ หลังถูกฟ้องหมิ่นประมาท-ผิด พ.ร.บ.คอมพ์ฯ จากการรายงานปัญหาเหมืองเฮงดาในพม่าที่มีคนไทยเป็นเจ้าของ ชี้เป็นการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายละเมิดสิทธิเสรีภาพการแสดงออก สร้างบรรยากาศแห่งความกลัวให้สื่อ-ประชาชน
14 พ.ค. 2560 องค์การแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers) เผยแพร่แถลงการณ์ร่วมผู้สนับสนุนเสรีภาพสื่อและภาคประชาสังคมเรียกร้องรัฐบาลไทยให้คุ้มครองหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น และผู้สื่อข่าวซึ่งรายงานปัญหาที่เกิดขึ้นจากเหมืองเฮงดาที่เป็นของคนไทยแต่ประกอบการในพม่า ลงนามโดย 80 องค์กรภาคประชาสังคมทั้งไทยและพม่า รวมทั้งนักกิจกรรมจากทั้งสองประเทศ
จากกรณีที่ปรัชญ์ รุจิวนารมย์ นักข่าวหนังสือพิมพ์ The Nation ถูกฟ้องในคดีหมิ่นประมาท และการละเมิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 จากการเขียนข่าวกรณีความทุกข์ยากของชุมชนในภาคตะนาวศรี ประเทศพม่า จากผลกระทบของการทำเหมืองดีบุกซึ่งดำเนินการโดยบริษัทไทย
คดีนี้ฝ่ายโจทก์อ้างว่าการรายงานข่าวนั้นบิดเบือนให้ร้ายบริษัท ทำให้บริษัทได้รับความเสียหายและอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตการประกอบเหมืองแร่ดีบุกในประเทศพม่าได้ ต่อมาเมื่อ วันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดนครปฐมได้นัดฝ่ายโจทก์และจำเลยมาไกล่เกลี่ย แต่โจทก์ไม่ประสงค์ที่จะไกล่เกลี่ย คดีจึงต้องเดินหน้าต่อไป ศาลจึงนัดไต่สวนมูลฟ้องล่วงหน้าในวันที่ 29 พ.ค. 2560 แต่ทางจำเลยขอเลื่อนเป็นวันที่ 17 ก.ค. 2560
แถลงการณ์ดังกล่าวระบุรายละเอียด ดังนี้
แถลงการณ์ร่วม
ผู้สนับสนุนเสรีภาพสื่อและภาคประชาสังคมเรียกร้องรัฐบาลไทยให้คุ้มครองหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น และผู้สื่อข่าวซึ่งรายงานปัญหาที่เกิดขึ้นจากเหมืองเฮงดาที่เป็นของคนไทยแต่ประกอบการในพม่า
กรุงเทพฯ 14 พฤษภาคม 2560 – พวกเราซึ่งมีชื่อด้านท้ายนี้ ขอกระตุ้นให้รัฐบาลไทยคุ้มครองเสรีภาพสื่อ ลดการเอาผิดทางอาญากับการหมิ่นประมาท และปรับปรุงเนื้อหาของพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ให้สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานระหว่างประเทศ รวมทั้งสิทธิที่จะมีเสรีภาพด้านความเห็นและการแสดงออก
เราได้รับแจ้งว่าเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 บริษัทเมียนมาร์ พงษ์พิพัทธ์ (Myanmar Phongpipat Co. Ltd. – MPC) ซึ่งประกอบกิจการเหมืองแร่ได้ฟ้องคดีต่อปรัชญ์ รุจิวนารมย์ ผู้สื่อข่าว (จำเลยที่ 1) และบริษัท เนชั่น นิวส์ เน็ตเวิร์ค จำกัด (จำเลยที่ 2) ในข้อหาหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59, 83, 91, 326 และ 328 และการละเมิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 เราเรียกร้องให้ทางบริษัท MPC ถอนฟ้องคดีอาญาดังกล่าวโดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข สอดคล้องกับหลักการชี้นำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights) ทางบริษัท MPC ควรคุ้มครองและเคารพสิทธิมนุษยชนและจัดให้มีการเยียวยาต่อผลกระทบร้ายแรงใด ๆ ที่เป็นผลมาจากการดำเนินงานของตน
MPC อ้างว่าปรัชญ์ รุจิวนารมย์ และหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของบริษัท โดยได้รายงานการปล่อยหางแร่ออกจากเหมืองดีบุกและไหลลงสู่แม่น้ำโดยตรง ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักสำหรับการบริโภคของชาวบ้านที่หมู่บ้านเมืองเพียว เขตตะนาวศรี พม่า
เนื่องจากปรัชญ์ รุจิวนารมย์ และหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นได้เผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวทั้งทางสื่อสิ่งพิมพ์และออนไลน์ในวันที่ 1 มีนาคม 2560 เป็นเหตุให้ถูกฟ้องคดีหมิ่นประมาททางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญาของไทย และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ รวมทั้งข้อหาอื่น ๆ
ในบทความที่ชื่อ “เหมืองแร่ไทยทำลายทรัพยากรน้ำในเมียนมา” ปรัชญ์ได้อ้างข้อมูลที่ได้รับฟังมาโดยตรงจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบที่เมืองเพียว ซึ่งมีการปนเปื้อนของน้ำดื่ม “เราไม่สามารถใช้น้ำนี้ได้เลย แม้แต่ใช้รดน้ำต้นไม้ เพราะเป็นน้ำที่ไหลออกมาโดยตรงจากเหมืองแร่” เอยีเว (Eyi We) กล่าวระหว่างการเยี่ยมของกรรมการสิทธิมนุษยชนไทย
จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความเป็นพิษด้านสิ่งแวดล้อมของ ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ นักวิจัยด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งศึกษาการปนเปื้อนของโลหะหนักในพื้นที่เมื่อปี 2558 ผลการศึกษาพบว่าน้ำที่มาจากบ่อเก็บกักตะกอนของเหมืองเฮงดาปนเปื้อนด้วยแมงกานีส สารหนู และตะกั่วจำนวนมาก จากตัวอย่างน้ำ 34 ตัวอย่างที่มีการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม และมีการนำเสนอข้อมูลต่อที่ประชุมของคณะอนุกรรมการของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และองค์กรพัฒนาเอกชนเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 ที่สำนักงานของ กสม. งานวิจัยของ ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์เผยให้เห็นการปนเปื้อนของแมงกานีสในระดับที่สูงกว่าค่ามาตรฐานที่ปลอดภัยถึง 53-600 เท่าในน้ำตัวอย่างที่ทำการทดสอบใกล้เหมือง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดื่มหลักของชาวบ้าน
การแจ้งความดำเนินคดีและข้อหาที่มีต่อปรัชญ์ รุจิวนารมย์และหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น สะท้อนให้เห็นการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย ซึ่งละเมิดสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การเอาผิดทางอาญากับเสรีภาพในการแสดงออกทำให้เกิดบรรยากาศของความหวาดกลัวสำหรับสื่อมวลชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งรายงานข่าวของพวกเขาทั้งในประเด็นสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน ล้วนสำคัญต่อการตอบสนองประโยชน์สาธารณะ สิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออกได้รับการคุ้มครองตามข้อ 19 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) ซึ่งไทยเป็นรัฐภาคี ตามกฎหมายระหว่างประเทศ การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีกฎหมายบัญญัติไว้ และให้ทำโดยได้สัดส่วนและจำเป็นเพื่อบรรลุเป้าประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมาย
หากศาลตัดสินว่ามีความผิดฐานหมิ่นประมาททางอาญาตามมาตรา 328 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ผู้สื่อข่าวเดอะเนชั่นอาจได้รับโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เรายังคงกังวลกับการใช้กฎหมายหมิ่นประมาททางอาญาและพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เพื่อจำกัดสิทธิที่จะมีเสรีภาพด้านความเห็นและการแสดงออกในประเทศไทย รวมทั้งเพื่อข่มขู่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและผู้สื่อข่าว เราประณามการใช้กฎหมายหมิ่นประมาททางอาญาเพื่อข่มขู่ผู้สื่อข่าว และชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากการใช้กลยุทธ์การฟ้องคดีเพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมหรือแสดงความคิดเห็นของประชาชน (strategic act (litigation) against public participation – SLAPP)
โทษจำคุกในคดีหมิ่นประมาท นับว่าไม่ได้สัดส่วนกับการจำกัดสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก และเป็นรูปแบบการลงโทษต่อการหมิ่นประมาทที่ไม่เหมาะสม ทั้งนี้ตามความเห็นของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งเป็นคณะผู้ชำนาญการที่ดูแลการปฏิบัติตามกติกา ICCPR ประเทศไทยควรลดการเอาผิดทางอาญากับการหมิ่นประมาทโดยทันที และปฏิเสธการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งทำให้เกิดข้อกังวลด้านสิทธิมนุษยชน
สิทธิที่จะมีเสรีภาพด้านความเห็นและการแสดงออกเป็นพื้นฐานสำคัญของทุกสังคม เสรีภาพเหล่านี้สนับสนุนให้เกิดความโปร่งใส การตรวจสอบได้ และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์ก็ต่อเมื่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้สื่อข่าว และสื่อมวลชน ได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติหน้าที่ตามวิชาชีพของตนอย่างสงบ และสามารถทำงานโดยไม่กลัวต่อการข่มขู่หรือการคุกคามโดยใช้กระบวนการศาล
นักปกป้องสิทธิมนุษยชนมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนสิทธิมนุษยชน ซึ่งครอบคลุมถึงสิทธิที่จะมีชีวิตรอด สิทธิที่จะได้รับอาหารและน้ำ สามารถเข้าถึงมาตรฐานด้านสุขภาพขั้นสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ สามารถเข้าถึงที่พักอาศัยที่เพียงพอ การได้รับชื่อและสัญชาติ การได้รับการศึกษา เสรีภาพในการเดินทางและการไม่ถูกเลือกปฏิบัติ เป็นความรับผิดชอบของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่จะต้องรวบรวมข้อมูล รายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชน และตรวจสอบโครงการและกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนในท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อม และรัฐมีหน้าที่คุ้มครองบุคคลเหล่านี้ ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ไม่ควรมีการใช้กลยุทธ์การฟ้องคดีเพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมหรือแสดงความคิดเห็นของประชาชน เพื่อขัดขวางการวิพากษ์วิจารณ์และปิดปากผู้ทำงานปกป้องสิทธิ ปฏิญญาว่าด้วยสิทธิและความรับผิดชอบของปัจเจกบุคคล กลุ่มบุคคล และองค์กรของสังคมในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างสากล (Declaration on the Right and Responsibility of Individuals, Groups and Organs of Society to Promote and Protect Universally Recognized Human Rights and Fundamental Freedoms)
ประเทศไทย
ลงนามโดยองค์กร
1. Reporters Without Borders
2. เสมสิกขาลัย Spirit in Education Movement (SEM)
3. Earth Rights International
4. มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน Community Resource Centre Foundation
5. โครงการฟื้นฟูนิเวศในภูมิภาคแม่น้ำโขง TERRA
6. สมาคมพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหา Kaokuha Community Rights Protection Association
7. มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม EnLaw
8. Focus on the Global South
9. มูลนิธิสืบนาคะเสถียร Seub Nakasatien Foundation
10. กลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน Land Watch Thai
11. Sustainable Agriculture Foundation Thailand
12. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม Cross Cultural Foundation
13. เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก Alternative Agriculture Network
14. สมาคมส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม Human Rights and Environment Promotion Association
15. โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ Campaign for Public Policy for Mineral Resources
16. โครงการพัฒนาคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม Young Leadership for Social Change Program
17. องค์กรแม่น้ำนานาชาติ Internatioanl Rivers
18. เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง The Network of Thai People in Eight Mekong Provinces
19. Mymekong.org
20. กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch)
21. International Accountability Project (IAP)
22. มูลนิธิบูรณะนิเวศ Ecological Alert and Recovery – Thailand
23. ศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา Karen Studies and Development Centre)
24. กลุ่มรักษ์เชียงของ Chiang Khong Conservation Group
บุคคล
1. เอกชัย อิสระทะ Eakachai Issaratha
2. อาภา หวังเกียรติ Arpa Wangkiat
3. ไพรินทร์ เสาะสาย Phairin Sohsai
4. พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ Pornpen Khongkachonkiet
5. นภวรรณ งามขำ Noppawan Ngamkame
6. เพียรพร ดีเทศน์ Pianporn Deetes
7. นายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ Suwit Kularbwong
8. ศิริพร ฉายเพ็ชร Siriphorn Chaiphet
9. เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ Lertsak Kumkongsak
10. ธารา บัวคำศรี Tara Buakamsri
11. เรวดี ประเสริฐเจริญสุข Ravadee Prasertcharoensuk
12. ชุมพล คำวรรณะ Chumpol Kamwanna
13. ประสาท นิรันดรประเสริฐ Prasat Nirundornprasert
14. วิชชุกร ตั้งไพบูลย์ Vichukorn Tangpaiboon
15. อำนาจ เกตุชื่น Amnat Ketchuen
16. ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร Teerachai Sanjaroenkijthawon
17. ญาศศิภาส์ สุกใส Yasasipa Suksai
18. ชวิศา อุตตะมัง Chawisa Uttamang
19. จามร ศรเพชรนรินทร์ Jamon Sonpednarin
20. ทวีศักดิ์ เกิดโภคา Taweesak Kerdpoka
21. รพีพัฒน์ มัณฑนะรัตน์ Rapeepat Mantanarat
22. จารยา บุญมาก Jaraya Boonmark
23. ลัลธริมา หลงเจริญ Lantharimar Longcharoen
24. จิตติมา ผลเสวก Jittima Pholsawek
25. สาธิต รักษาศรี Satit Raksasri
26. วิชัย จันทวาโร Wichai Juntavaro
27. จักรกริช ฉิมนอก Chakkrit Chimnok
28. นฤมล ทับจุมพล Assistant Professor Dr.Narumon Thabchumpon
29. สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์ Sayan Chuenudomsavad
30. อารีวัณย์ สมบุญวัฒนกุล Areewan Sombunwatthanakun
ประเทศพม่า
1. Myanmar ICT for Development Organization (MIDO)
2. IFI Watch Myanmar
3. Dawei Watch
4. Dawei Research Association (DRA)
5. Dawei Probono Lawyer Network (DPLN)
6. Tavoyan Women’s Union
7. Dawei Development Association (DDA)
8. Tarkapaw Youth Group
9. Dawei Farmers’ Union
10. Human Rights Watch (Dawei)
11. Karen Environmental and Social Action Network (KESAN)
12. Karen River Watch
13. Save the Salween Network
14. Burma Environmental Working Group
15. Association of Labor right defender
16. Kyunsu Youth Network
17. IFI watch (Kyunsu)
18. 88 Generation Open and Peace Society (Myeik)
19. ေတာင္သူလယ္သမားမ်ားနွင္႔ ေျမယာလုပ္သားမ်ားသမဂၢ ( ျမိတ္ခရိုင္)
20. Green Network Mergui Archipelago
21. ပဲခူးတိုင္း MATA အလုပ္အဖြဲ႕
22. Political and Civil Engagement Group (PACE-G)
23. ျမစ္မခေစာင့္ၾကည့္ေရးအဖြဲ႕
24. Public Network
25. မ်က္၀န္းသစ္ အသိပညာရပ္၀န္း
26. ေရႊရိပ္စစ္ အဖြဲ႕
27. ေရႊက်င္ခ်စ္သူအဖြဲ႕
28. ရိုးမခ်စ္သူ အဖြဲ႕
29. Edu-Wave Foundation
30. ေမာ္ကြန္းသစ္ အရပ္ဘက္လူမႈအဖြဲ႕အစည္း
31. အလင္းေစတမာန္ ေဒသဖြံ႕ၿဖိဳေရးအဖြဲ႕
32. သဲကုန္းလူငယ္အဖြဲ႕ခ်ဳပ္
33. Thuriya Sandra Environmental Watch Group
34. Chinland Natural Resources Watch Group
35. Mwetaung Area Development Group
36. Community Response Group
37. Ayearwaddy West Development Organization (AWDO) (Magway Region)
38. Satotetayar Development Orginization (SDO) (Magway Region)
39. Pwinphu Development Organization-PDO(Magway Region)
40. AWDO (Ngaphe)
41. လြတ္လပ္ေသာအရိႈခ်င္းမ်ားအင္အားစု (နတ္ေရကန္ေတာင္ထိန္းသိမ္းေရး) ငဖဲ။
42. ရိုးမခ်င္းအဖဲြ႕ (ေစတုတၲရာ)။
43. ေက်းလက္လူငယ္ကြန္ယက္ (ေစတုတၲရာ)
44. Myanmar-China Pipeline Watch Committee
45. Peace & Open Society Kyaukse Township
46. Myanmar Alliance for Transparency & Accountability Mandalay Division
47. Mong Pan Youth Association
48. လူထုမဟာမိတ္ ( ရွမ္းျပည္ )
49. Alin Ein Development Centre
50. Green Memo alternative newsletter
51. ေရွ႕ေျပးအသံ အဖဲြ႔
52. Twantay Youth
53. Land in our hand
54. Environmental Conservation And Farmers Development Organization E.C.F.D.O(Southern Shan)
55. Farmers And Land Workers Union (Myanmar)
56. ေပါင္းကူး
 80 องค์กรไทย-พม่า ร่วมหนุน ‘เสรีภาพสื่อ’ หลังเหมืองไทยในพม่าเดินหน้าฟ้อง ‘ผู้สื่อข่าวเนชั่น’
ผู้สนับสนุนเสรีภาพสื่อและภาคประชาสังคมไทย-พม่า 80 องค์กร ร่วมออกแถลงการณ์ร้องรัฐบาลไทยคุ้มครอง ‘เดอะเนชั่น-ผู้สื่อข่าว’ หลังถูกฟ้องหมิ่นประมาท-ผิด พ.ร.บ.คอมพ์ฯ จากการรายงานปัญหาเหมืองเฮงดาในพม่าที่มีคนไทยเป็นเจ้าของ
 

คณะนักวิชาการแถลงคัดค้านรัฐบาลเรื่อง 'การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและลิดรอนสิทธิผู้ได้รับผลกระทบ'

อีเมล พิมพ์ PDF
แถลงการณ์คณะนักวิชาการ 289 คน จาก 37 สถาบันการศึกษา
ขอคัดค้านรัฐบาลเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและการลิดรอนสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบ
จากกรณีที่นายกรัฐมนตรีได้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 และมีมติเห็นชอบให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพาตามแผน PDP 2015 โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านของประชาชนในพื้นที่ เสียงของนักวิชาการและภาคประชาสังคมที่ต่างก็เตือนให้รัฐบาลเห็นถึงภัยของโรงไฟฟ้าถ่านหินและเสนอให้ทุกฝ่ายร่วมกันแสวงหาทางเลือกที่ดีกว่า และท้ายที่สุดรัฐบาลถึงกับใช้กำลังจับกุมแกนนำชาวบ้านที่เดินทางเข้ามาชุมนุมประท้วงอย่างสงบ ทำลายการชุมนุมของชาวบ้านอย่างขาดมนุษยธรรม  ทั้งนี้กลุ่มนักวิชาการจึงขอประณามการกระทำของรัฐบาล และมีความเห็นเพิ่มเติมดังต่อไปนี้
1. ถ่านหินไม่ว่าจะเป็นประเภทไหนล้วนแต่เป็นเชื้อเพลิงที่มีสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตของประชาชน  ยังไม่มีเทคโนโลยีใดที่จะกำจัดสารพิษดังกล่าวได้หมด มีงานวิจัยที่ยืนยันข้อเท็จจริงนี้ได้อย่างชัดเจน และมีหลายประเทศที่กำลังทยอยยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหิน และหันไปพัฒนาพลังงานทางเลือกอื่น แต่ที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยสนใจชุดความรู้ด้านพลังงานสะอาดอีกด้านหนึ่งเลย ได้แต่หยิบเอาวาทกรรมถ่านหินสะอาดในมุมของนายทุนมาเผยแพร่ด้านเดียว โดยมิได้ใส่ใจว่าจะนำผลเสียมาสู่ประเทศชาติและชีวิตของประชาชนและลูกหลานในระยะยาว
2. เป็นที่แน่ชัดแล้วว่ารัฐบาลไม่รับฟังเหตุผลทางวิชาการใดๆ ไม่ฟังเสียงของประชาชนที่จะได้รับผลกระทบ  และมีนัยไปในทางใช้อำนาจโดยไม่สุจริต ดังจะเห็นได้จากการใช้ ม.44 เปิดทางให้ทางโครงการไม่ต้องผ่านมาตรการควบคุมทางกฎหมายและสังคม เช่น ไม่ต้องติดขัดเรื่องผังเมือง นอกจากนั้น ยังใช้อำนาจที่มีในการผลักดันโครงการโดยไม่ต้องรอผลการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ  การอนุมัติให้บริษัทลูกของ กฟผ.ใช้เงินถึง 1.7 หมื่นล้านบาทไปลงทุนซื้อหุ้นเพื่อเป็นเจ้าของเหมืองถ่านหินที่อินโดนีเซียมาก่อนหน้านี้ การใช้ข้าราชการและฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่แอบปฏิบัติการสนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและข่มขู่ประชาชนผู้คัดค้าน ดังนั้นการที่นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติและมีมติให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินดังกล่าวจึงเป็นเพียงการแสดงละคร  เพราะในความเป็นจริงกลุ่มทุนและรัฐบาลได้ร่วมกับวางแผนและตัดสินใจเรื่องนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว การบริหารประเทศด้วยวิธีที่ไม่สุจริตใจเช่นนี้ นอกจากจะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนแล้วยังจะนำมาสู่ความขัดแย้งจนประเทศชาติหาความสงบสุขได้ยาก
3. รัฐบาลกำลังแสดงถึงธาตุแท้ของความเป็นเผด็จการ ด้วยการใช้กำลังกับกลุ่มคนที่คัดค้านนโยบายทั้งๆที่เป็นการส่งเสียงคัดค้านของผู้เดือดร้อนจากนโยบายโดยตรงและเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม อีกทั้งยังเป็นการคัดค้านโดยสงบ  โดยการอ้างเอากฎหมายและคำสั่งต่างๆ มาเป็นเครื่องมือในการปราบปราม ทั้งยังมีการปิดตึกไม่ให้ประชาชนเข้าไปใช้ห้องน้ำและไม่ให้รถสุขาเคลื่อนที่มาให้บริการ  การปิดล้อมไม่ให้ส่งอาหารให้แก่ผู้ชุมชน และมีการจับกุมผู้ชุมนุม การใช้อำนาจรัฐเข้าจับกุมแกนนำและชาวบ้านที่ชุมนุมอย่างสงบและปราศจากอาวุธเพื่อต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และถือว่ารัฐบาลไทยได้กระทำผิดกฏหมายระหว่างประเทศที่รัฐบาลไทยได้ให้การรับรองไว้เอง
จากข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมา  พวกเราในฐานะนักวิชาการจึงไม่สามารถนิ่งเฉยต่อการที่รัฐบาลรังแกประชาชนได้ จึงขอเรียกร้องด้วยความสุจริตใจดังนี้
1. รัฐบาลต้องยกเลิกมติของคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติในการเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินทุกแห่งในประเทศไทย เมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2560 และเปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มได้มีส่วนร่วมในการตัดสินเรื่องพลังงานของประเทศร่วมกัน พิจารณาทางเลือกในการพัฒนาไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเป็นอันดับแรก ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวทาง COP21 ที่รัฐบาลได้ไปลงนามไว้
2. รัฐบาลต้องยุติการผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เทพา และที่อื่นๆ โดยทันที และหันมาพิจารณาทางเลือกอื่นโดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียน
3. รัฐบาลต้องยุติการส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไปเยี่ยมเยือนหรือข่มขู่ชาวบ้านที่คัดค้านดังที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
4. รัฐบาลต้องเคารพสิทธิของประชาชนในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ซึ่งเป็นสิทธิพลเมืองตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองข้อที่ 21 ที่ระบุว่า สิทธิในการชุมนุมโดยสงบย่อมได้รับการรับรอง ทั้งนี้กติการะหว่างประเทศดังกล่าว ประเทศไทยเป็นภาคี เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2539 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2540
5. ขอให้สังคมไทยร่วมกันต่อสู้ให้เพื่อให้เกิดความยุติธรรมในสังคมและเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
ด้วยความสุจริตใจ
คณะนักวิชาการ
20 กุมภาพันธ์ 2560
หมายเหตุ : คณะนักวิชาการได้มีการร่างแถลงการณ์ฉบับนี้ตั้งแต่บ่ายวันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 และได้มีกระบวนการจัดส่งแถลงการณ์ไปเพื่อรวบรวมรายชื่อ โดยกำหนดว่าจะมีการแถลงเป็นทางการในวันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560  แต่เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงและมีการปล่อยผู้ถูกควบคุมตัวทั้งหมดแล้ว เราจึงได้ตัดข้อเรียกร้องเดิมที่ว่า “รัฐบาลต้องปล่อยตัวผู้ถูกควบคุมตัวจากการชุมนุมดังกล่าวโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข” ออกจากแถลงการณ์เดิม และเรายังยืนยันในเจตนารมย์และข้อเรียกร้องอื่นๆ ในแถลงการณ์ฉบับนี้
รายชื่อนักวิชาการที่ร่วมลงชื่อ
1.ดร.เลิศชาย ศิริชัย มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
2.ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
3.รศ.ดร.ณัฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
4.รศ.ดร.สุธี ประศาสน์เศรษฐ์ คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
5.ดร.ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
6.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
7.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
8.รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
9.ดร.เดชรัต สุขกำเนิด คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
10.อาจารย์อานันท์ หาญพาณิชยพันธ์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
11.ดร.วิชา มหาคุณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
12.อ. สุนี  ไชยรส   วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
13.อาจารย์บุญส่ง ชเลธร วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
14.อาจารย์อนุสรณ์ ศรีแก้ว คณบดีวิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
15.ดร.วรชาติ เฉิดชมจันทร์ คณบดีคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยรังสิต
16.ผศ.ดร.ภก.ธนภัทร ทรงศักดิ์ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรัสิต
17.ดร.กัญจน์นิตา สุเชาว์อินทร์ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติจีน มหาวิทยาลัยรังสิต
18.ดร.สุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม
19.ผศ.ดร.ฐิติพร พันธเสน รองคณบดีฝ่ายวิชาการ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม
20.ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
21.ดร.จินตนีย์ รู้ซื่อ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
22.ดร.ไพโรจน์ นวลนุ่ม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
23.ดร.พิมพ์ลภัส พงศกรรังศิลป์   มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
24.ผศ.ดร.จอม สุวรรณโณ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
25.ดร.เยี่ยมดาว ณรงคะชวนะ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
26.ผศ.สมใจ หนูผึ้ง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
27.ดร.พุทธรดา นิลเอสงค์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
28.อาจารย์สุนทร บุญแก้ว มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
29.ดร.รุ่งรวี จิตภักดี   มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
30.ดร.อรอนงค์ เฉียบแหลม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
31.ดร.วิทยา อาภรณ์ สำนักรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
32.ดร.ทวีลักษณ์ พลราชม สำนักศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
33.รศ.ดร.พรพันธ์ เขมคุณาศัย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
34.ผศ พรชัย นาคสีทอง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
35.ดร.ศันสนีย์ จันทร์อานุภ . คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
36.ดร.จันทราทิพย์ สุขุม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
37.อาจารย์เสาวณีย์ แก้วจุลกาญจน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
38.อาจารย์นฤมล ฐานิสโร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
39.อาจารย์จิรนันท์ ไชยบุปผา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
40.อาจารย์ เจษฎา ทองขาว คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
41.อาจารย์นิจนิรันดร์ อวะภาค คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
42.อาจารย์หทัยกาญจน์ กำเนิดเพชร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
43.ดร.ฐากร สิทธิโชค คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
44.ดร.อนินทร์ พุฒิโชติ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
45.ดร.พรไทย ศิริสาธิตกิจ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
46.อาจารย์ซากีย์ พิทักษ์คุมพล สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
47.ทพญ.อัจฉรา วัฒนาภา คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
48.อาจารย์นวมน จันทร์กลิ่น คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
49.ผศ.ดร.จรีรัตน์ รวมเจริญ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
50.ผศ.ดร. พวงทิพย์ แก้วทับทิม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
51.ดร.สินาด ตรีวรรณไชย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
52.ดร.พิชญา บุญศรีรัตน์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
53.ดร.สุกำพล จงวิไลเกษม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
54.ดร.โสภิณ จิระเกียรติกุล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
55.ดร.ศักดิ์ชัย คีรีพัฒน์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
56.ผศ.สมัย โกรทินธาคม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
57.ดร.ธัญรดี ทวีกาญจน์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
58.ผศ.รัสมี จิวสุวรรณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
59.ผศ.ดร.ทัศนีย์ นะแส มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
60.อาจารย์เฉลิม  ใจตั้ง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
61.อาจารย์ปพิชญา  แซ่ลิ่ม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
62.อาจารย์จตุเอก ภูมพฤทธิ์ คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
63.ดร.อุทัย ปริญญาสิทธินนท์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
64.รศ.ดร.วรรณนะ หนูหมื่น คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
65.อาจารย์เพียงเพ็ญ สิทธิจันทร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
66.ดร.สมพร ช่วยอารีย์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
67.นางชนัญญา มีงาม นักวิชาการอุดมศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
68.อาจารย์สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
69.ผศ.ดร.ลักษณา ไชยมงคล คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
70.อาจารย์เศวต ไชยมงคล คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
71.อาจารย์ศุภกาญจน์ บัวทิพย์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
72.ผศ.ดร.ทพ.ประกาศ สว่างโชติ อดีตอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
73.อาจารย์อัสมา มังกรชัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
74.อาจารย์พิชญาภา เอ่งฉ้วน คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
75.อาจารย์อำไพ ลำน้อย คณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
76.รศ.ดร.ภาคภูมิ พาณิชยูปการนันท์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
77.ดร.กุลจิรา อุดมอักษร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
78.อาจารย์เจตน์สฤษฎิ์ สังขพันธ์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
79.ผศ.ดร.เก็ตถวา บุญปราการ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
80.ผศ.ดร.นพดล นิ่มสุวรรณ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
81.อาจารย์ธีรสุดา ประเสริฐ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
82.ผศ.นุกูล รัตนดากุล คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
83.ผศ.ดร.เยาวนิจ กิตติธรกุล สถาบันทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
84.อาจารย์สุภาพร ฝั่งชลจิตต์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
85.ผศ.ดร.สิทธิศักดิ์ จันทรัตน์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
86.อาจารย์พิมลรัตน์ ทองโรย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
87.อาจารย์เกื้อ ฤทธิบูรณ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
88.ผศ.ดร.นิเวศน์ อรุณเบิกฟ้า คณะมนุษศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
89.ปิง วิชัยดิษฐ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
90.อันธิฌา แสงชัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
91.บัณฑิต ไกรวิจิตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
92.ธัญญธร สายปัญญา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
93.รชฎ  สาตราวุธ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
94.กษมาพร แสงสุระธรรม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
95.ณภัค เสรีรักษ์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
96.พุทธพล มงคลวรวรรณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
97.สุไรนี สายนุ้ย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
98.ธีรวัฒน์ ขวัญใจ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
99.สายฝน สิทธิมงคล คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
100.อสมา มังกรชัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
101.ดร.วีรศักดิ์  คงฤทธิ์ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สุราษฎร์ธานี
102.พรชัย นาคสีทอง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
103.ดร.ณวงศ์ บุนนาค มหาวิทยาลัยทักษิณ
104.ผศ. ดร. ซอบีเราะห์  การียอ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยฟาฏอนี
105.ผศ. ดร. สุมิตรา แสงวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยฟาฏอนี
106.อาจารย์ศรีสุดาไชยวิจารณ์ คณะมนุษศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
107.อาจารย์รัตนา ไกรนรา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
108.อาจารย์มลิมาศ จริยพงศ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
109.รศ ดร อดิศร ศักดิ์สูง มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
110.ผศ ดร ศุภการ สิริไพศาล มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
111.ผศ.ปริทรรศน์ หุตางกูล คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
112.อาจารย์ดำรงพันธ์ ใจห้าววีรพงศ์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
113.อาจารย์บุญยิ่ง ประทุม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
114.อาจารย์เชษฐา มูหะหมัด คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
115.อาจารย์ภาณุวัฒน์ เพชรโชติ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
116.อาจารย์ศรีสุดา ไกรนที คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
117.อาจารย์พงษ์ประสิทธิ์ อ่อนจันทร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
118.ผศ.นฤมล ขุนวีช่วย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
119.อาจารย์มานะ ขุนวีช่วย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
120.ผศ.ดร.สืบพงศ์ จินดาพล คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
121.อาจารย์รวิศ คำหาญพล คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
122.ดร.วีระพล ปานศรีนวล คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
123.อาจารย์กรีฑา แก้วคงธรรม คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
124.อาจารย์อดิศร ไกรนรา คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
125.ผศ.ดร.บูฆอรี ยีหมะ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
126.สิรีธร ถาวรวงศา มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
127.อาจารย์ธวัช บุญนวล คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
128. อาจารย์กฤษณพงษ์ วิชัยดิษฐ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
129.อาจารย์เพ็ญนภา สวนทอง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี
130.อาจารย์ผกามาศ อรุณสวัสดิ์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่
131.อาจารย์งามเพชร อัมพรวัฒนพงศ์ คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
132.ผศ.ดร.อภิรักษ์ สงรักษ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง
133.ดร. สาดี สายทอง แฮมิลตัน วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ตรัง
134.นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ โรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา
135.อาจารย์พรรณิภา โสติพันธุ์ สงขลาฟอรั่ม
136.พว.อุไรวรรณ พานทอง พยาบาลวิชาชีพ ศิษย์เก่าวิทยาลัยพยาบาลสงขลา
137.พว.จิรมิตร หมื่นไวย พยาบาลวิชาชีพ ศิษย์เก่าวิทยาลัยพยาบาลสงขลา
138.นิรันดร คำนุ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
139.วินัย ผลเจริญ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
140.ผศ.สมเกียรติ รุ่งเรืองวิริยะ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยรังสิต
141.อาจารย์อชิตพล ฉัตรวรากร ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต
142.ดร. อรนันท์ พรหมมาโน รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต
143.อาจารย์นวรัตน์ ก๋งเม่ง รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
144.อาจารย์ช่อผกา ดำรงไทน รองคณบดีฝ่ายกิจการและพัฒนานักศึกษา คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยรังสิต
145.ผศ.ดร.พลเรือตรี วิโรจน์ พิมานมาศสุริยา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
146.ดร. ชุลีรัตน์ เจริญพร วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
147.อาจารย์สานิตย์ แสงขาม วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
148.ดร.สมิตต์ ตุงคะสมิต วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
149.ดร. อาภา  หวังเกียรติ วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
150.ดร. เจริญวิชญ์ หาญแก้ว วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
151.อาจารย์ ภัทรมน สุวพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
152.อาจารย์ศิวพล ละอองสกุล คณะรัฐศาสตร์ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
153.ดร.นพปฎล สุวรรณทรัพย์ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
154.ผศ.ชัชชัย คุ้มทวีพร คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
155.ผศ.ดร.วลัยภรณ์ นาคพันธุ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
156.อาจารย์อำนาจ มะหะหมัด คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
157.อาจารย์วสันต์ ยอดอิ่ม คณะศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยรังสิต
158.รศ.ดร.นริศา คำแก่น คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
159.ผศ.ดร.ภญ.ปิยนุช ทองผาสุก คณะเภสัชศาสตร์ ม.รังสิต
160.ผศ.ดร.ภญ.สุชาดา จงรุ่งเรืองโชค คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
161.ดร.ภก. อภิรุจ เชียงโสม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
162.ดร.ภก.ศักดิพัฒน์ แสงสุริยงค์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
163.อาจารย์ ภก.อานุภาพ ปิติรัตนวรนาท คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
164.อาจารย์ ภก.ชัยวัฒน์ ลิ้มประเสริฐ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
165.ชินวัจน์ แสงอังศุมาลี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
166.ดร.จิรัชฌา วิเชียรปัญญา วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
167.อาจารย์กิตติมา รงค์สวัสดิ์ คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยรังสิต
168.อาจารย์นุจรีย์ โลหะการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
169.อาจารย์กิตติวัฒน์ โลหะการ คณะศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยรังสิต
170.ผศ.ดร. โอฬาร ถิ่นบางเตียว คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
171.ดร.รุ้งนภา ยรรยงเกษมสุข คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
172.กฤษณ์พชร โสมณวัตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
173.ชัยพงษ์. สำเนียง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
174.สิงห์ สุวรรณกิจ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
175.สายชล สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
176.สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
177.อิสราภรณ์ พิศสะอาด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
178.อาจารย์มาลี สิทธิเกรียงไกร ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
179.อาจารย์นงเยาว์ เนาวรัตน์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
180.อาจารย์นันต์ณภัส แสงฮอง คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
181.ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
182.ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
183.ผศ.ดร.ภญ.ยุพดี ริสินสุข คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
184.ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล คณะคุรุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
185.ดร.สุรางค์รัตน์ จำเนียรพล สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
186.ดร.ศยามล  เจริญรัตน์ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย
187.น.ส.รัศมี  เอกศิริ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
188.น.ส.วาสนา  ศรีจำป สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
189.มนทกานต์ ฉิมมามี สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
190.ณัฐช์นิชา ตั้งวีรัตน์กร สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
191.ธนานนท์ บัวทอง วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
192.ผศ.ดร. นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี อดีตอาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
193.รศ.ดร.ภญ. จิราพร ลิ้มปานานนท์ อดีตอาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
194.คารินา โชตรวี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
195.ดร.ภญ.อารยา ศรีไพโรจน์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
196.อาจารย์ ภก.ปรุฬห์ รุจนธำรงค์ คณะเภสัชสาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
197.ดร.ฐิติกาญจน์ อัศตรกุล คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
198.ผศ ฐิติรัตน์ กิตติวิวัฒน์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
199.ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
200.ภาสกร อินทุมาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
201.สามชาย ศรีสันต์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
202.กิตติกาญจน์ หาญกุล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
203.สร้อยมาศ รุ่งมณี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
204.เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
205.ดร.สมนึก จงมีวศิน วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศิลปากร
206.รศ.ดร.เรณู เวชรัชต์พิมล ข้าราชการบำนาญ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
207.สุรวัฒน์ ชลอสันติสกุล มหาวิทยาลัยศิลปากร
208.นาตยา อยู่คง มหาวิทยาลัยศิลปากร
209.คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง มหาวิทยาลัยศิลปากร
210.บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
211.ประภัสสร์ ชูวิเชียร มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ
212.ผศ.นพ. กำธร มาลาธรรม คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
213.ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
214.ดร.สุภาสเมต ยุนยะสิทธิ์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
215.สุภาสเมต ยุนยะสิทธิ์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
216.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
217.บดินทร์ สายแสง สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
218.เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
219.งามศุกร์ รัตนเสถียร สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
220.เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว มหาวิทยาลัยมหิดล
221.ณรงค์ อาจสมิติ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล
222.ผศ.ดร.ภก.ไกรสร ชัยโรจน์กาญจนา อดีตคณบดี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ
223.ชาติ เศรษฐมาลินี มหาวิทยาลัยพายัพ
224.ดร.ธนพฤกษ์ ชามะรัตน์ สาขาวิชาพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยขอนแก่น
225.ดร.สมพันธ์. เตชะอธิก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
226.ดร.อัครานี ทิมินกุล คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
227.อาจารย์สุภาวณีย์ อมรจิตสุวรรณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
228.อาจารย์ศรีสดา ไพศาลสกุลชัย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
229.ดร.สุวรรณี ทองรอด คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
230.อาจารย์ณรงค์กรรณ รอดทรัพย์ มหาลัยนเรศวร
231.อาจารย์สุวิมล ใจยศ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
232.ผศ.ดร.วรรณดี สุทธินรากร คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
233.สุรินทร์ อ้นพรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
234.ชลิตา บัณฑุวงศ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
235.ทนุวงศ์ จักษุพา คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ กำแพงแสน
236.ผศ.ดร.กตัญญู แก้วหนาม สาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
237.นพพล  อัคฮาด คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
238.ไชยันต์ รัชชกูล คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา
239.มนตรา พงษ์นิล มหาวิทยาลัยพะเยา
240.ผศ.พรพิมล จันทรวิโรจน์ รองคณบดีฝ่ายวิจัย วิทยาลัยเซนต์หลุยส์
241.อ.อภิรดี เจริญนุกูล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิ
242.ดร.บุญสืบ โสโสม       วิทยาลัยพยายาลบรมราชชนนี พระพุทธบาท
243.ผศ.ดร.ชญานิศวร์ โคโนะ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนคริทราวิโรฒ
244.อ.สันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
245.อ. อภัยชนม์ สัจจะพัฒนกุล คณะคุรุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
246.ผศ.ดร.ปวีณา ลี้ตระกูล คณะวิทยาจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
247.อ.จตุพร ดอนโสม สาขาวิชาพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
248.กิติมา ขุนทอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
249.อาจารย์ภาณุวัฒน์ สกุลสืบ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
250.อ.อัครวินท์ ศาสนพิทักษ์ สาขาการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
251.คมลักษณ์ ไชยยะ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
252.อาจารย์รัฐพล ทองแตง มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์
253.เอกฤทัย ฉัตรชัยเดช มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์
254.ผศ.ดร. สิตางค์ พิลัยหล้า นักวิชาการอิสระ
255.นพ.ธนสาร พฤฒิสถาพร นักวิชาการอิสระ
256.พว.ไพลิน สุวรรณมาลา พยาบาลวิชาชีพ นักวิชาการอิสระ
257.อนรรฆ พิทักษ์ธานิน นักวิชาการอิสระ
258.กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร นักวิชาการอิสระ
259.ศิรินันต์ สุวรรณโมลี นักวิชาการอิสระ
260.สมภพ ดอนดี นักวิชาการอิสระ
261.ผศ จำนงค์ แรกพินิจ นักวิชาการอิสระ
262.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว นักวิชาการอิสระ
263.นางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ นักวิชาการอิสระ
264.อาจารย์เพ็ญประไพ ภู่ทอง นักวิชาการอิสระ
265.ดร.โกมล แพรกทอง นักวิชาการอิสระ
266.อาจารย์กมลวรรณ ชื่นชูใจ นักวิชาการอิสระ
267.อาจารย์ประภัสสร เธียรปัญญา นักวิชาการอิสระ
268.ดร.เบญจพร ดีขุนทด นักวิชาการอิสระ
269.ผศ.ดร.ประภาศ ปานเจี้ยง นักวิชาการอิสระ
270.ดร.ลั่นทม จอนจวบทรง นักวิชการอิสระ
271.อาจารย์ธนู จำปาทอง นักวิชาการอิสระ
272.สมิทธิรักษ์ จันทรักษ์ นักวิชาการอิสระ
273.นางสาวสวรินทร์ เบ็ญเด็มอะหลี นักวิชาการอิสระ
274.โศจิรัตน์ ศุภนิจวัฒนา นักวิชาการอิสระ
275.เชษฐา พวงหัตถ์ นักวิชาการอิสระ
276.สมพร เพ็งค่ำ นักวิชาการอิสระด้านการประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน
277.ภญ.จินดา หวังวรวงศ์ อดีตนักวิชาการกลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส
278.กุลธีร์ บรรจุแก้ว
279.นายจตุรงค์ คงแก้ว
280.เคท ครั้งพิบูลย์
281.ชำนาญ จันทร์เรือง
282.วิริยะ สว่างโชติ
283.ปวินท์ ระมิงค์วงศ์
284.ขวัญชนก กิตติวาณิชย์
285.ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
286.จักรกริช สังขมณี
287.ศรันย์ สมันตรัฐ
288.บุศรินทร์ เลิศชวลิตสกุลา
289.Rosenun Chesof University of Malaya , Kuala Lumpur, Malaysia
คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินและลิดรอนสิทธิมนุษยชน
คณะนักวิชาการ 289 คน จาก 37 สถาบันการศึกษา ออกแถลงการณ์คัดค้านรัฐบาลเรื่อง "การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน" และ "การลิดรอนสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบ" มีใจความดังต่อไปนี้...
 

คำแถลงต่อกรณีความขัดแย้งเรื่องการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่

อีเมล พิมพ์ PDF
คำแถลงต่อกรณีความขัดแย้งเรื่องการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่
จากกรณีที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ เห็นชอบการเดินหน้าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใน จ.กระบี่ ซึ่งนำไปสู่การชุมนุมคัดค้านของเครือข่ายปกป้องอันดามัน และประชาชนจากจังหวัดกระบี่ รวมทั้งประชาชนจากพื้นที่ใกล้เคียงที่ต้องการปกป้องสิทธิชุมชนของตนเอง ที่ไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าวบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลมาตั้งแต่วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์
เพื่อเป็นการป้องกันมิให้ความขัดแย้งนำไปสู่การเผชิญหน้ารุนแรงระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน และเพื่อเป็นการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งอย่างสันติวิธีที่จำเป็นยิ่งในห้วงเวลาของการเริ่มต้นกระบวนการปรองดองในสังคมไทยอย่างแท้จริง   องค์กรและผู้ที่มีรายชื่อแนบท้ายคำแถลงฉบับนี้ มีข้อเรียกร้อง เสนอแนะ และสื่อสารต่อรัฐบาล และประชาชนทั้งประเทศในฐานะที่เป็นผู้ใช้พลังงาน เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการตัดสินใจกำหนดนโยบายในเรื่องดังกล่าว ดังนี้
๑. กรณีเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ รวมทั้งในพื้นที่อื่นๆ เป็นกรณีรูปธรรมที่สะท้อนถึงปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยที่ยังคงดำรงอยู่ อันเนื่องมาจากเรื่องแนวคิดการพัฒนาประเทศ  เรื่องทิศทางการพัฒนาด้านพลังงาน เรื่องกระบวนการตัดสินใจนโยบายสาธารณะ เรื่องความแตกต่างของข้อมูลด้านพลังงาน เรื่องระบบการทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องปฏิรูป เป็นประเด็นที่เกี่ยวโยงกับการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว และเป็นโจทย์ท้าทายต่อการสร้างความปรองดอง
รัฐบาลและสังคมไทยควรใช้เรื่องนี้เป็นกรณีตัวอย่างของการจัดการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ หาทางเลือกทางออกโดยใช้สันติวิธี ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นและผลลัพธ์รูปธรรมของการปฏิรูป การสร้างความสามัคคีปรองดองอย่างแท้จริง และการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาล ตามที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ (ม.๖๕) และเป็นภารกิจหลักของ ป.ย.ป.
๒. รัฐบาลควรจัดเวทีสาธารณะที่เป็นกลางที่เป็นที่ยอมรับโดยทุกฝ่าย เพื่อให้ทั้งฝ่ายสนับสนุน และฝ่ายคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ รวมทั้งในพื้นที่อื่นๆ ได้ถกแถลงเหตุผลและข้อมูลของทั้งสองฝ่าย และเพื่อให้ประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นผู้ใช้พลังงานไฟฟ้าได้รับทราบข้อมูลอย่างรอบด้าน เป็นโอกาสของการสร้างการเรียนรู้เรื่องพลังงานแก่สังคมไทย ให้มีส่วนร่วมรับรู้ข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจ รับรู้ภาระและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่ารัฐบาลจะตัดสินใจเลือกกำหนดนโยบายอย่างไร ทั้งนี้ อาจให้สถาบันอุดมศึกษาอย่างน้อยจำนวน ๓ สถาบัน ที่จัดการเรียนการสอนเรื่องพลังงานและเรื่องสิ่งแวดล้อม ร่วมกันเป็นองค์กรเจ้าภาพจัดเวทีและกระบวนการดังกล่าว และเป็นผู้จัดทำรายงานสรุปผลการจัดเวทีสาธารณะเสนอต่อรัฐบาลและเผยแพร่ต่อสาธารณะ และให้รัฐบาลนำรายงานดังกล่าวเป็นฐานในการกำหนดตัดสินใจทางนโยบายต่อไป
๓. การจัดเวทีสาธารณะและการตัดสินใจทางนโยบายในกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ รวมทั้งในพื้นที่อื่นๆ ควรมีประเด็นที่ครอบคลุมอย่างน้อยใน ๔ เรื่องดังนี้
๓.๑ การพิจารณาถึงความสอดคล้องกับเป้าหมาย เป้าประสงค์ และตัวชี้วัดเรื่องเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่ประเทศไทยมีข้อผูกพันทางการเมืองในการมุ่งมั่นดำเนินการให้บรรลุผลตั้งแต่ปี ๒๕๕๘
๓.๒ การพิจารณาถึงความสอดคล้องกับพันธะสัญญาภายใต้ความตกลงปารีส ที่ประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมายการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ ๒๐- ๒๕ จากอัตราการปล่อยปกติให้ได้ภายในปี ๒๕๗๓ และต้องมีการทบทวนเป้าหมายดังกล่าวให้มีระดับก้าวหน้าขึ้นทุกๆ ๕ ปีนับตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ เป็นต้นไป
๓.๓ การพิจารณาถึงเป้าหมายความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศทั้งในระยะสั้น และระยะยาว
๓.๔ การพิจารณาถึงทางเลือกของการจัดหาพลังงานอย่างรอบด้าน ทั้งที่เป็นพลังงานฟอสซิล พลังงานหมุนเวียน โดยมีการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนโดยรวมของแต่ละทางเลือก ทั้งที่เป็นต้นทุนด้านเศรษฐกิจ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม และด้านสุขภาพ
ณ  ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐
รายนามผู้ลงนามสนับสนุน
รายชื่อองค์กร
๑. สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน
๒. มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา
๓. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
๔. คณะทำงานความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (TJ – Thailand)
๕. เครือข่ายผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้า
๖. มูลนิธิผู้หญิง
๗. มูลนิธิส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
๘. มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
๙. เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี
๑๐. เครือข่ายชาวเล อันดามัน
๑๑. เครือข่ายชนเผ่าฯ ภาคใต้
๑๒. เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมืองจังหวัดพังงา
๑๓. เครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิ
๑๔. เครือข่ายสิทธิคนจนพัฒนาภูเก็ต
๑๕. เครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทยพลัดถิ่น จังหวัดระนองและประจวบคีรีขันธ์
๑๖. เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.)
๑๗. เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง จ.อุบลราชธานี
๑๘. เครือข่ายชุมชนจัดการภัยพิบัติ
๑๙. เครือข่ายภัยพิบัติตำบลท่าหิน จ.สงขลา
๒๐. เครือข่ายสิ่งแวดล้อมจังหวัดปทุมธานี
๒๑. เครือข่ายรักอ่าวไทยตอนบนอ่าว"ก"
๒๒. มูลนิธิสืบศักดิ์สิน แผ่นดินสี่แคว
๒๓. มูลนิธิเครือข่ายอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก
๒๔. มูลนิธิสถาบันปฎิปัณ
๒๕. มูลนิธิจัดการความรู้ และเครือข่ายโรงเรียนชาวนา จ.นครสวรรค์
๒๖. องค์การความร่วมมือเพื่อการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอันดามัน (ARR)
๒๗. มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC)
๒๘. มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
๒๙. มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
๓๐. สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย
๓๑. กลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม
๓๒. กลุ่มใบไม้
๓๓. กลุ่มรักษ์เขาใหญ่
๓๔. เยาวชนต้นกล้า
๓๕. กลุ่มรักษ์เขาชะเมา
๓๖. ชมรมคนรักสัตว์ป่า
รายชื่อบุคคล
๓๗. ศ.สุริชัย หวันแก้ว ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย
๓๘. นพ. นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๓๙. รศ.ดร. โคทม อารียา
๔๐. ดร. ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ นักวิชาการอิสระ
๔๑. นายสมชาย หอมลออ นักกฎหมาย อดีตกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
๔๒. นายจอน อึ๊งภากรณ์
๔๓. นายชำนาญ จันทร์เรือง เครือข่ายจังหวัดจัดการตนเอง
๔๔. ดร.จุฑาทิพย์ มณีพงษ์ มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)
๔๕. นางเรวดี ประเสริฐเจริญสุข ผู้อำนวยการ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
๔๖. นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35
๔๗. รศ.ดร. ประภาส ปิ่นตบแต่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
๔๘. ดร.สมนึก จงมีวศิน เครือข่ายเพื่อนตะวันออก วาระเปลี่ยนตะวันออก
๔๙. อ.ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
๕๐. ดร. กฤษฎา บุญชัย รองเลขาธิการ สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (LDI)
๕๑. ดร. บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการ สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและ
สิ่งแวดล้อม (GSEI)
๕๒. อ. ไพสิฐ พาณิชย์กุล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารงานทั่วไปและกฎหมาย/
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
๕๓. นางสมศรี หาญอนันทสุข กรรมการมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย
๕๔. ผศ.ดร. ภูมิ มูลศิลป์ รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
๕๕. นางสาวศยามล ไกรยูรวงศ์ นักวิชาการอิสระ
๕๖. ดร. อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ รองผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยา
๕๗. นายประดิษฐ์ เรื่องดิษฐ์ อดีตนายกสมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
๕๘. นายพลาย ภิรมย์ นักวิชาการอิสระด้านสิ่งแวดล้อม
๕๙. นางสาวกัญญารัตน์ วิภาตวัต นักวิชาการด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชน
๖๐. นายมนต์ชีพ ศิวะสินางกูร ศิลปิน
๖๑. นายวิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ นักออกแบบและศิลปิน
๖๒. นายชลัท ประเทืองรัตนา นักวิชาการด้านสันติวิธี
๖๓. ดร. อลงกต ชูแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและอนุรักษ์ช้างไทย
๖๔. นางสาวอาภาภรณ์ แสวงพรรค นักเศรษฐศาสตร์
๖๕. นางสาวโซไรดา ซาลวาลา มูลนิธิเพื่อนช้าง
๖๖. นายดิชฐ์พิเชษ สุวรรณโพธิ์ นายกสมาคมเครือข่ายกองทัพสีเขียวด้วยชีวิตพอเพียง
๖๗. ดร. ศักดิ์ ประสานดี มหาวิชชาลัยภูมิปัญญาชุมชนท้องถิ่น
๖๘. อ.ชล บุนนาค อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
๖๙. นายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษา Human Rights Watch ประเทศไทย
๗๐. นายสมภพ บุนนาค นักพัฒนาสังคมอิสระ
๗๑. ดร. นฤมล อรุโณทัย
๗๒. ศ.ดร. เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ นักวิชาการอิสระ
๗๓. นายอรรถเศรษฐ์ จริยธรรมานุกูล นักวิชาการอิสระ
๗๔. อ.ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
๗๕. นางสาวธนวดี ท่าจีน ประธานเครือข่ายสตรี 4 ภาคเพื่อความก้าวหน้าของผู้หญิง
๗๖. ชุติมา แต่งเกลี้ยง นักกิจกรรม
๗๗. จารุวรรณ สาทลาลัย นักกิจกรรม
๗๘. ดร. ชวลิต วิทยานนท์ มูลนิธิสืบสืบนาคะเสถียร
๗๙. นางสาวณัติกาญจน์ สูติพันธ์วิหาร นักวิชาการอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA-EIA)
๘๐. นางสาววรลักษณ์ ศรีใย นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม
๘๑. นายประพจน์ ศรีเทศนัก นักวิชาการอิสระ จังหวัดพิษณุโลก
๘๒. ดร.เชิญ ไกรนา นักวิชาการอิสระ
๘๓. ดร.ทรงกฤษณ์ ประภักดี นักวิชาการอิสระ
๘๔. น.ส.สุปราณี กำปงซัน IUCN
๘๕. รศ.ดร.ฉันทนา บรรพศิริโชติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แถลงการณ์โรงไฟฟ้าถ่านหินจากกรณีที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ เห็นชอบการเดินหน้าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใน จ.กระบี่ ซึ่งนำไปสู่การชุมนุมคัดค้านของเครือข่ายปกป้องอันดามัน และประชาชนจากจังหวัดกระบี่ รวมทั้งประชาชนจากพื้นที่ใกล้เคียงที่ต้องการปกป้องสิทธิชุมชนของตนเอง ที่ไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าวบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลมาตั้งแต่วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์
 

แถลงการณ์ : แสดงความห่วงใย ประเด็นการแก้ไขปัญหาชุมชนในป่าอนุรักษ์

อีเมล พิมพ์ PDF

อุทยานแห่งชาติแถลงการณ์แสดงความห่วงใย ร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. .... ประเด็นการแก้ไขปัญหาชุมชนในป่าอนุรักษ์

 

คัดค้าน การขยายเส้นทางหมายเลข 12 ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว

อีเมล พิมพ์ PDF
คัดค้าน การขยายเส้นทางหมายเลข 12 ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว
แถลงการณ์คัดค้าน การก่อสร้างขยายเส้นทางหมายเลข 12 ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์โดย เครือข่ายองค์กรและกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ตามที่กรมทางหลวง จะดำเนินการก่อสร้างขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 บริเวณเส้นทางระหว่างหล่มสัก-ชุมแพ ซึ่งจะผ่านกลางอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อจะใช้เป็นเส้นทางคมนาคมเชื่อมต่อระหว่างภาคเหนือกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศไทย และมีเป้าหมายจะเชื่อมต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สายทางเริ่มต้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ถึงจังหวัดมุกดาหาร โดยกู้เงินจากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเซีย (ADB) มาดำเนินการ
ปัจจุบันรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการดังกล่าว ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเตรียมนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในวันพุธที่ 28 ธันวาคม 2559 นั้น
จากการที่เครือข่ายองค์กรและกลุ่มอนุรักษ์ฯ สำรวจพื้นที่ที่จะมีการก่อสร้างขยายเส้นทางดังกล่าว พบว่า ปัจจุบันมีช้างป่าจำนวนมากที่เดินข้ามถนนสายนี้เพื่อใช้เป็นแหล่งหากิน และเป็นที่อยู่อาศัยตลอดระยะทางของถนนที่ตัดผ่านอุทยานแห่งชาติ เป็นระยะทางทั้งสิ้น 43 กิโลเมตร โดยตลอดเส้นทางดังกล่าว ทางอุทยานแห่งชาติได้จัดทำป้ายเตือนอยู่เป็นระยะเพื่อบ่งบอกว่าเป็นทางที่สัตว์ใช้ข้าม ผู้ขับขี่บนท้องถนนควรใช้ความระมัดระวัง นอกจากนี้ ห่างทางหลวงหมายเลข 12 ระยะทางเพียง 2 กิโลเมตร ยังมีโป่งขนาดใหญ่ที่ฝูงสัตว์จำนวนมากใช้เป็นแหล่งหากินอยู่เป็นประจำ ดังนั้นการขยายถนนดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในพื้นที่อย่างแน่นอน เครือข่ายองค์กรและกลุ่มอนุรักษ์ฯ จึงขอคัดค้านการดำเนินโครงการดังกล่าว โดยมีเหตุผลดังต่อไปนี้
1. รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการก่อสร้างขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 ขาดความน่าเชื่อถือ และไม่เปิดเผยข้อมูลการศึกษาผลกระทบและโครงการต่อสาธารณะได้รับรู้และมีส่วนร่วมในการพิจารณาถึงความเหมาะสมที่จะดำเนินการ อันขาดหลักธรรมาภิบาลของรัฐบาลไทยที่มุ่งเน้นการบริหารราชการแผ่นดินที่โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และกิจกรรมที่ทำไม่ควรสร้างผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้และสัตว์ป่าที่มีความสำคัญในฐานะเป็นต้นทุนธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน
2. การก่อสร้างขยายเส้นทางเป็นการทำลายป่าน้ำหนาวให้แยกออกเป็นสองส่วน นอกจากพื้นที่ป่าลดลงแล้ว ยังส่งผลให้ระบบนิเวศแยกขาดออกจากกันกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และเมื่อถนนมีขนาดความกว้างมากขึ้นกว่าเดิม โอกาสในการเชื่อมต่อระบบนิเวศในพื้นที่จึงเป็นไปได้ยากมากขึ้นเพราะสัตว์ป่าที่เดินทางข้ามไปมามีโอกาสถูกทำร้าย หรือเกิดอุบัติเหตุกับรถยนต์ที่เดินทางผ่านไปมา แม้ใน EIA จะได้เสนอให้มีการจัดทำสะพานรถข้ามยกระดับสูงประมาณ 10 เมตร ระยะทางยาวประมาณ 500 เมตร จำนวน 5 แห่ง เพื่อให้สัตว์ป่าลอดใต้สะพานได้นั้นยังไม่เพียงพอและไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมสำหรับการใช้งานจริงของสัตว์ป่าขนาดใหญ่ในพื้นที่
3. สภาพเส้นทางที่ผ่านอุทยานแห่งชาติน้ำหนาวรวมถึงในหลายๆช่วงตลอดเส้นทางหมายเลข 12 มีความสูงชัน ไม่เหมาะสมสำหรับการขนส่งสินค้าด้วยรถยนต์ขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันจะเลี่ยงใช้ทางหลวงหมายเลข 2216 ที่มีความลาดชันน้อยกว่า ดังนั้น การก่อสร้างขยายเส้นทางจึงเป็นการลงทุนที่ไม่เกิดประโยชน์และไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงควรศึกษาเปรียบเทียบประเมินความเหมาะสมใหม่ก่อนการตัดสินใจดำเนินการตามแบบเดิมๆ
4. การดำเนินการดังกล่าวขัดกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2550 ข้อ 2.2 เส้นทางสาธารณะเดิมที่มีอยู่แล้ว ไม่ให้ขยายช่องจราจร โดยให้ปรับปรุงผิวจราจรหรือการชะลอความเร็วแทน
ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายองค์กรและกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงขอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติระงับการพิจารณาข้อมูลรายงานการรวิเคราห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ไม่ชอบธรรมนี้ และเสนอให้รัฐบาลยุติการดำเนินโครงการดังกล่าว เพื่อทบทวนการศึกษาในรายละเอียดข้อมูลให้ครบถ้วนและรอบด้านมากยิ่งขึ้น อันสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ รวมถึงแนวนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการฟื้นฟู ดูแลรักษาผืนป่าที่เหลืออยู่น้อยเต็มทีในประเทศไทยต่อไป
เครือข่ายองค์กรและกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า(WCS)ประเทศไทย
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
ชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา
มูลนิธิโลกสีเขียว
A call for Animal Rights
กลุ่มใบไม้
สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย
กลุ่มรักษ์เขาใหญ่
กลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม
อุทยานแห่งชาติน้ำหนาวแถลงการณ์คัดค้าน การก่อสร้างขยายเส้นทางหมายเลข 12 ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์โดย เครือข่ายองค์กรและกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
 

แถลงการณ์ คัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์

อีเมล พิมพ์ PDF

เขื่อนแม่วงก์สืบเนื่องจากการที่ พลเอกฉัตรชัย สาลิกัลยะ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่าจะใช้มาตรา 44 ผลักดันการสร้างเขื่อนแม่วงก์ (ตามเอกสารแนบ3) ซึ่งเครือข่ายและองค์กรต่างๆ เห็นว่าเป็นเรื่องไม่ควรดำเนินการ ดังนั้นทางเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคเหนือ (คปน.) และเครือข่ายองค์กรภาคี ขอคัดค้านไม่เห็นด้วยกับ การใช้ ม. 44 ผลักดันสร้างเขื่อนแม่วงก์ ด้วยเหตุผล 7 ประการ ตามในเนื้อความในแถลงการณ์ ทั้งนี้มีผู้ร่วมลงชื่อแนบท้ายแถลงการณ์ในนามองค์กรและเครือข่าย 150 องค์กร ในนามบุคคล 184 คน โดยผู้ร่วมลงนาม คือ กลุ่มภาคประชาสังคม เครือข่ายประชาชน และบุคคลทั่วไป

 

หยุดใช้ ม. 44 ผลักดันสร้างเขื่อนแม่วงก์

อีเมล พิมพ์ PDF

เขื่อนแม่วงก์ตามที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ให้สัมภาษณ์หลังลงพื้นที่ดูปริมาณน้ำเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก โดยมีแนวคิดจะใช้มาตรา 44 ในการผลักดันสร้างเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ทางเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคเหนือ (คปน) เห็นว่าไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะใช้มาตราการดังกล่าวเนื่องจากเรื่องโครงการเขื่อนแม่วงค์ไม่ใช่เรื่องความผิดอันใด แต่เป็นเรื่องที่ต้องใช้เหตุและผลในการดำเนินการ อีกทั้งการเร่งรัดก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 โดยมิได้พิจารณาผลกระทบและทางเลือกจัดการน้ำอย่างรอบด้าน มีแต่จะทำให้เกิดความมืดบอดในการจัดการน้ำของประเทศ เราเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคเหนือ (คปน) และเครือข่ายองค์กรภาคี ขอคัดค้านการ ใช้ มาตรา 44 ผลักดัน เร่งรัด การก่อสร้างโครงการเขื่อนแม่วงก์ ด้วยเหตุผลดังนี้

 

แจ้งแก้ไขข้อผิดพลาด แผ่นพับสถานการณ์ป่าไม้ไทย พุทธศักราช 2559

อีเมล พิมพ์ PDF

แจ้งแก้ไขข้อผิดพลาด แผ่นพับสถานการณ์ป่าไม้ไทย พุทธศักราช 2559จากที่มีการเผยแพร่ภาพแผ่นพับสถานการณ์ป่าไม้ไทย พุทธศักราช 2559 ที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้จัดทำขึ้นในโอกาสครบรอบงานรำลึก 26 ปี สืบ นาคะเสถียร ผ่านทาง Facebook และ Twitter ของ Sasin Chalermlarp ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมานั้น

 

ทบทวนการก่อสร้างฝายประชารัฐในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

อีเมล พิมพ์ PDF
เรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เรื่อง ขอให้ทบทวนการก่อสร้างฝายประชารัฐในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
สืบเนื่องจากการที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ได้จัดทำโครงการเพื่อสนองนโยบายรัฐบาลในการสร้างฝายประชารัฐในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ  และจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จครบ  8,984 แห่ง ภายในสิ้นปี 2559 นี้นั้น ทางเครือข่ายเห็นว่า เป็นการกระทำที่รบกวนระบบนิเวศ และอาจจะไม่ได้รับประโยชน์ตามที่ตั้งใจไว้
ทั้งนี้กลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นบุคคลที่รวมตัวกันเพื่องานอนุรักษ์ โดยการใช้ข้อมูลวิชาการทำความเข้าใจและเผยแพร่องค์ความรู้ให้กับบุคลทั่วไป เพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้องเหมาะสม ร่วมกับสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย  มูลนิธิโลกสีเขียว และมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ซึ่งเป็นตัวแทนเครือข่ายองค์กรและกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  จึงมีความเป็นกังวลต่อโครงการดังกล่าวด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
(1)  การสร้างฝายนั้นทำให้เกิดการตกสะสมของตะกอนดินทรายหลังฝาย  ซึ่งจะเป็นการทำลายถิ่นอาศัยของสัตว์น้ำในลำธาร เพราะในเขตป่าอนุรักษ์ส่วนใหญ่ เป็นแหล่งอาศัยของปลาที่เป็นสัตว์หายาก  ใกล้สูญพันธุ์  มีการกระจายพันธุ์แคบ เป็นสัตว์เฉพาะถิ่นของประเทศไทยกว่า 100 ชนิด และยังเป็นถิ่นอาศัยของกลุ่มสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก สัตว์เลื้อยคลาน นก ปู แมลงน้ำ ฯลฯ ซึ่งหลายชนิดเป็นสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์  การสร้างฝายซึ่งเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศลำธารดังกล่าว จึงส่งผลกระทบต่อสัตว์เหล่านี้ไม่มากก็น้อย โดยมีกรณีตัวอย่างการสร้างฝายที่น้ำตกห้วยทรายเหลือง อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ในปีพ.ศ.2553 (รายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย)
(2) ฝายส่วนใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้น อาจจะอยู่ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม เพราะสร้างในป่าอนุรักษ์ที่มีความชุ่มชื้นและเป็นลำธารถาวรอยู่แล้ว นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แล้วยังส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศน้ำไหลอย่างรุนแรง เพราะเมื่อตะกอนตกสะสมจนล้นฝาย จะทำให้ลำธารเสียสภาพการเป็นทางไหลของน้ำ  และน้ำที่ไหลหลากออกสองฝั่งยังทำลายระบบนิเวศป่าไม้ริมลำธารอีกด้วย
(3)  ลำธาร/ห้วย ในป่ามีใบไม้-เศษไม้ (litters) มากซึ่งโดยปรกติแล้วจะถูกพัดลงแหล่งน้ำด้านล่างซึ่งมีขนาดใหญ่ การสร้างฝายจะเป็นการดักจับวัสดุเหล่าไว้ ซึ่งการกักน้ำให้นิ่งอยู่หลังฝายจะทำให้เกิดการเน่าเสียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  มีผลต่อคุณภาพน้ำ และไม่เหมาะต่อการใช้ประโยชน์ของสัตว์ป่าในที่สุด
ดังนั้น การสร้างฝายไม่ควรมองแต่เพียงแค่น้ำ (H2O) แต่ต้องคำนึงถึงความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศนั้นๆ การสร้างฝายมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ ไม่มีความจำเป็นสำหรับป่าในเขตอนุรักษ์ซึ่งมีความสมบูรณ์อยู่แล้ว แต่จะมีประโยชน์ในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมซึ่งไม่สามารถเก็บความชื้นได้ การสร้างจึงควรสำรวจพื้นที่และสร้างฝายตามความเหมาะสม ให้สอดคล้องกับธรรมชาติในแต่ละลำธารและพื้นที่ที่มีความแตกต่างกันทั้งทางด้านภูมิศาสตร์ น้ำ และระบบนิเวศ มิใช่การกำหนดจำนวนฝายที่ต้องสร้างในแต่ละพื้นที่แบบปูพรมเป็นพิมพ์เขียวเหมือนกันทั่วทั้งประเทศ ซึ่งจะทำให้เกิดการสร้างฝายในบริเวณที่ไม่จำเป็นและเป็นการรบกวนระบบนิเวศลำธารดังกล่าว
ด้วยเหตุผลดังกล่าว เครือข่ายองค์กรและกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงขอให้มีการทบทวนการก่อสร้างฝายประชารัฐในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และขออนุญาตเข้าพบท่านเพื่อชี้แจงข้อมูลและหาแนวทางร่วมกันเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดความยั่งยืนสมดังเจตนารมณ์ของทุกฝ่ายสืบไป
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา และขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้
ขอแสดงความนับถือ
ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ ผู้แทนเครือข่าย
4 สิงหาคม 2559
ฝายเรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ขอให้ทบทวนการก่อสร้างฝายประชารัฐในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

สืบเนื่องจากการที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ได้จัดทำโครงการเพื่อสนองนโยบายรัฐบาลในการสร้างฝายประชารัฐในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ  และจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จครบ  8,984 แห่ง ภายในสิ้นปี 2559 นี้นั้น ทางเครือข่ายเห็นว่า เป็นการกระทำที่รบกวนระบบนิเวศ และอาจจะไม่ได้รับประโยชน์ตามที่ตั้งใจไว้
 

หนังสือแสดงข้อกังวลและชี้แจงความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำระดับชาติอ่าวไทยตอนในต่อกรณีการก่อสร้างโครงการโซล่าร์ฟาร์ม

อีเมล พิมพ์ PDF

โซล่าฟาร์ม2 สิงหาคม 2559 สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย ร่วมกับ มูลนิธิโลกสีเขียว มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และ ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติโคกขาม ส่งหนังสือแสดงข้อกังวลและชี้แจงความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำระดับชาติอ่าวไทยตอนในต่อกรณีการก่อสร้างโครงการโซล่าร์ฟาร์มในเขตพื้นที่นาเกลือ ม.3 ต.โคกขาม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ถึงเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีเนื้อหาดังนี้

 

ขอให้เร่งดำเนินการแก้ไขข้อมูลภาพสัตว์ป่าสงวนของประเทศไทยที่ผิดพลาด

อีเมล พิมพ์ PDF
จากกรณีที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าข้อมูล ข้อมูลสัตว์ป่าสงวนของประเทศไทยพร้อมภาพประกอบ บรรจุไว้ในแท็บเล็ต (Tablet) และส่งมอบให้โรงเรียนนำไปใช้ประกอบการเรียนการสอนนั้นมีข้อผิดพลาดไม่ตรงกับข้อเท็จจริง อีกทั้งบางภาพไม่สามารถระบุหรือจำแนกชนิดพันธุ์ได้อย่างชัดเจน
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร จึงได้ส่งหนังสือถึงปลัดกระทรวงศึกษาธิการเพื่อให้เร่งดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลที่ผิดพลาด เพื่อให้ผู้เรียนได้รับความรู้อย่างถูกต้อง
โดยเนื้อหาทั้งหมดของจดหมายมีดังนี้
เรื่อง ขอให้เร่งดำเนินการแก้ไขข้อมูลภาพสัตว์ป่าสงวนของประเทศไทยที่ผิดพลาด
เรียน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ตามที่ปรากฏข้อมูลว่ากระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำข้อมูลสัตว์ป่าสงวนของประเทศไทยพร้อมภาพประกอบ บรรจุไว้ในแท็บเล็ต (Tablet) และส่งมอบให้โรงเรียนนำไปใช้ประกอบการเรียนการสอนกับเด็กนักเรียนนั้น
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้และสัตว์ป่าพบว่า  ข้อมูลภาพสัตว์ป่าสงวนของประเทศไทยหลายชนิดพันธุ์มีความผิดพลาด ไม่ตรงกับความเป็นจริงหรือบางภาพไม่สามารถจำแนกชนิดพันธุ์ได้อย่างชัดเจน (รายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย) มูลนิธิสืบฯ จึงขอวิงวอนให้กระทรวงศึกษาธิการเร่งดำเนินการตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขข้อมูล ที่ผิดพลาดในสื่อการเรียนการสอน เพื่อให้ความรู้กับนักเรียนอย่างถูกต้อง รวมถึงในการนำภาพมาใช้ประกอบข้อมูลสื่อการเรียนการสอนชุดดังกล่าว ควรใส่ข้อมูลที่มาของภาพและเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพ เพื่อปลูกฝังเด็กๆได้รู้เรื่องลิขสิทธิ์ทางปัญญาด้วยเช่นกัน
วันที่ 29 มิถุนายน 2559
ลงชื่อ ภาณุเดช เกิดมะลิ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
รายละเอียดที่แนบมาด้วย
มูลนิธิสืบนาคะเสถียรจากกรณีที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าข้อมูล ข้อมูลสัตว์ป่าสงวนของประเทศไทยพร้อมภาพประกอบ บรรจุไว้ในแท็บเล็ต (Tablet) และส่งมอบให้โรงเรียนนำไปใช้ประกอบการเรียนการสอนนั้นมีข้อผิดพลาดไม่ตรงกับข้อเท็จจริง อีกทั้งบางภาพไม่สามารถระบุหรือจำแนกชนิดพันธุ์ได้อย่างชัดเจน
 

สถานการณ์นกแต้วแล้วท้องดำในประเทศไทย ฉบับที่ 2

อีเมล พิมพ์ PDF
สืบเนื่องจากการพบนกแต้วแล้วท้องดำ (Gurney's Pitta; Pitta gurneyi) เพศเมีย เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2559 โดยการสำรวจของเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม ร่วมกับนายโยธิน มีแก้ว นายคณิต คณีกุล ซึ่งก่อนให้เกิดความตื่นตัวทั้งในกลุ่มนักดูนก นักอนุรักษ์ และสังคมในวงกว้างเกี่ยวกับการดำเนินการป้องกันไม่ให้นกแต้วแล้วท้องดำสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย สามารถสรุปความคืบหน้าได้ดังนี้
1. ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เปิดเผยข้อมูลว่ามีนกแต้วแล้วท้องดำเพศผู้อยู่จริง ภายใต้การดูแลของสถานีวิจัยสัตว์ป่าคลองแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 1 ตัว ตามโครงการฟื้นฟูประชากรนกแต้วแล้วท้องดำ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551
2. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ และจัดประชุมเพื่อระดมและรับฟังความคิดเห็น ร่วมกับตัวแทนจากสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย คณะวนศาสตร์ และคณะสัตวแพทยศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยสามารถแบ่งข้อสรุปออกเป็น 2 แนวทางหลัก คือ
- มาตรการระยะสั้น นำนกแต้วแล้วท้องดำเพศผู้จากสถานีวิจัยสัตว์ป่าคลองแสงมาทำการฝึกเพื่อให้นกมีสัญชาตญาณป่า (Re-Wilding) และคุ้นเคยกับพื้นที่สภาพแวดล้อม ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม โดยทำกรงเลี้ยงขนาด 5x5 เมตร ในพื้นที่ใกล้เคียงกับบริเวณจุดที่พบนกแต้วแล้วท้องดำเพศเมีย ทำการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมนกในการตอบสนองต่อการร้องของนกเพศผู้ ดูปฏิกิริยาของนกเพศเมียต่อนกเพศผู้ในพื้นที่เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจับคู่ของนกทั้งสองต่อไป ทั้งนี้เนื่องจากนกเพศผู้ยังไม่มีประสบการณ์ในป่า การปล่อยออกไปในทันทีมีความเสี่ยงมากเกินไป จึงขอให้ฟื้นฟูพฤติกรรมตามธรรมชาติในกรงเลี้ยงไปสักระยะหนึ่ง หากนกตัวเมียมีการตอบสนองดี จะมีการสร้างกรงขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบพื้นที่อาณาเขตที่จำเป็นในการทำรัง เพื่อให้นกทั้งคู่สามารถจับคู่ทำรังได้ในขั้นต่อไป โดยมีแผนป้องกันภัยและศัตรูผู้ล่าให้นกแต้วแล้วท้องดำทั้งคู่อย่างเข้มงวด
- มาตรการระยะยาว กรมอุทยานแห่งชติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะปรับปรุงแผนการฟื้นฟูประชากรและอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำแห่งชาติ (Gurneu's Pitta National Conservation Action Plan) โดยให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้มาเสนอแนะ เพื่อนนำไปศุ่แนวทางการปฏิบัติระดับนโยบายและความร่วมมือของทุกกระทรวง โดยจะทำคู่ขนานไปกับมาตรการระยะสั้น
ล่าสุด ได้มีการเคลื่อนย้ายนกแต้วแล้วท้องดำเพศผู้จากสถานีวิจัยสัตว์ป่าคลองแสง เข้าไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางครามแล้ว เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2559 โดยนกมีสภาพแข็งแรงดี ไม่เซื่องซึม สามารถบินขึ้นไปเกาะต้นไม้ รวมทั้งส่งเสียงร้องได้เองเป็นระยะ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการพบเห็นนกเพศเมียภายหลังการนำนกเพศผู้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ ซึ่งยังคงต้องเฝ้าติดตามกันอย่างต่อเนื่อง
ทางสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาตอแห่งประเทศไทย จะเข้าร่วมสำรวจนกแต้วแล้วท้องดำในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางครามอีกครั้ง ในระหว่างวันที่ 27-31 พฤษภาคม 2559 ร่วมกับกลุ่มวิจัยสัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อสำรวจหานกแต้วแล้วท้องดำ รวมถึงนกในป่าที่ราบต่ำชนิดอื่นที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ และติดตามการดำเนินการเกี่ยวกับนกแต้วแล้วท้องดำเพศผู้ในกรงเลี้ยงต่อไป
สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
มูลนิธิรักษ์สัตว์ป่า
กลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม
รายละเอียดเพิ่มเติม สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย โทร 02-588-2277 อีเมล์ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
นกแต้วแล้วท้องดำสืบเนื่องจากการพบนกแต้วแล้วท้องดำ (Gurney's Pitta; Pitta gurneyi) เพศเมีย เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2559 โดยการสำรวจของเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม ร่วมกับนายโยธิน มีแก้ว นายคณิต คณีกุล ซึ่งก่อนให้เกิดความตื่นตัวทั้งในกลุ่มนักดูนก นักอนุรักษ์ และสังคมในวงกว้างเกี่ยวกับการดำเนินการป้องกันไม่ให้นกแต้วแล้วท้องดำสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย สามารถสรุปความคืบหน้าได้ดังนี้
 

แถลงการณ์ แสดงความเป็นกังวล เรื่อง การเพิกถอนพื้นที่ป่าเพื่อพัฒนาสิ่งปลูกสร้าง

อีเมล พิมพ์ PDF
ตามที่ที่ราชพัสดุ ซึ่งอยู่ในความดูแลของมณฑลทหารบกที่ 33  ได้อนุญาตให้ศาลอุธารณ์ภาค 5 ดำเนินการก่อสร้าง อาคารศาลอุทรณ์ภาค 5 และบ้านพักข้าราชการตุลาการ และอาคารชุดของข้าราชการศาลยุติธรรมในตัวจังหวัดเชียงใหม่ โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ประจักษ์ได้ชัดว่ามีความสูงชัน และยังคงเป็นสภาพป่าธรรมชาติที่เชื่อมต่อกับอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย อันเป็นป่าต้นน้ำที่สำคัญของประเทศ เมื่อเปิดพื้นที่ป่าขนาดใหญ่ ประชาชนที่เดินทางโดยเครื่องบิน และใช้เส้นทางบริเวณดังกล่าวสามารถมองเห็นได้ชัดเจนจนเกิดเป็นทัศนอุจาด และข้อข้องใจเรื่องของการรุกล้ำพื้นที่ป่าธรรมชาติเป็นจำนวนมาก เพื่อพัฒนาสิ่งปลูกสร้างของรัฐ
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร มีความเป็นกังวล ต่อการเพิกถอนพื้นที่ป่า เพื่อนำไปพัฒนาสิ่งปลูกสร้าง หรือใช้เพื่อการดำเนินกิจกรรมอื่นที่ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการรักษาป่าและพื้นที่อนุรักษ์ที่มีอยู่ให้เป็นแหล่งคุ้มครองสภาพทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารให้คงเดิมไว้มิให้เปลี่ยนแปลงไป เพื่ออำนวยประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่รัฐและประชาชนเนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน พื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีนโยบายและการประชาสัมพันธ์รณรงค์เพื่อขอความร่วมมือกับประชาชน รวมถึงปราบปราม ดำเนินคดีกับผู้บุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าให้มากขึ้น แต่การอนุญาตให้หน่วยงานรัฐมีการพัฒนาสิ่งปลูกสร้างโดยการทำลายพื้นที่ป่าธรรมชาติ อันเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารและสาธารณะสมบัติของประชาชนคนไทยทั้งประเทศกิจกรรมที่เกิดขึ้นเหล่านี้ล้วนเป็นตัวอย่างที่กลับมาทำลายนโยบายและการประชาสัมพันธ์รณรงค์กับสาธารณะชน และยังทำลายความเชื่อมั่นจากประชาชนและภาคเอกชนทั้งประเทศ ว่าการทำลายพื้นที่ป่าเป็นเรื่องที่ใครก็สามารถทำได้โดยง่ายแม้แต่หน่วยงานของรัฐเอง
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร จึงขอให้รัฐบาล ทบทวนการอนุญาตให้หน่วยงานราชการเข้าไปพัฒนาสิ่งปลูกสร้าง หรือการดำเนินกิจกรรมใดๆ ที่จะมีผลกระทบต่อพื้นที่ป่าธรรมชาติไม่ว่าพื้นที่นั้นจะอยู่ในสถานะทางกฎหมายใดๆ ก็ตาม เพื่อเรียกศรัทธาความเชื่อมั่น และแบบอย่างที่ดีให้กับประชาชนคนไทยกลับคืนมา
มูลนิธิสืบนาคะเสถียรตามที่ที่ราชพัสดุ ซึ่งอยู่ในความดูแลของมณฑลทหารบกที่ 33  ได้อนุญาตให้ศาลอุธารณ์ภาค 5 ดำเนินการก่อสร้าง อาคารศาลอุทรณ์ภาค 5 และบ้านพักข้าราชการตุลาการ และอาคารชุดของข้าราชการศาลยุติธรรมในตัวจังหวัดเชียงใหม่ โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ประจักษ์ได้ชัดว่ามีความสูงชัน และยังคงเป็นสภาพป่าธรรมชาติที่เชื่อมต่อกับอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย อันเป็นป่าต้นน้ำที่สำคัญของประเทศ เมื่อเปิดพื้นที่ป่าขนาดใหญ่ ประชาชนที่เดินทางโดยเครื่องบิน และใช้เส้นทางบริเวณดังกล่าวสามารถมองเห็นได้ชัดเจนจนเกิดเป็นทัศนอุจาด และข้อข้องใจเรื่องของการรุกล้ำพื้นที่ป่าธรรมชาติเป็นจำนวนมาก เพื่อพัฒนาสิ่งปลูกสร้างของรัฐ
 

Network of Thai Non Governmental Organizations on Natural Resources and Environment on the raids and confiscations at the Tiger Temple

อีเมล พิมพ์ PDF

Tiger TempleNetwork of Thai Non Governmental Organizations on Natural Resources and Environment on the raids and confiscations at the Tiger Temple

 

แถลงการณ์ กรณีปฏิบัติการขนย้ายเสือโคร่ง จากวัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน (วัดเสือ)

อีเมล พิมพ์ PDF
แถลงการณ์จากองค์กรเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรณีปฏิบัติการขนย้ายเสือโคร่ง จากวัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน (วัดเสือ)
จากการที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ปฏิบัติการขนย้ายเสือโคร่ง จากวัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน (วัดเสือ) อ.ไทรโยคจ.กาญจนบุรี ตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2559 ถึงวันที่ 4 มิถุนายน 2559  โดยสามารถยึดเสือโคร่งได้เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 137 ตัว นอกจากนี้ยังค้นพบสัตว์ป่ารวมถึงซากสัตว์ป่าที่ทางวัดดังกล่าวครอบครองโดยผิดกฎหมายอีกเป็นจำนวนมาก
จากปฏิบัติการดังกล่าวองค์กรเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขอชื่นชมในการทำงานของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ร่วมกันสนธิกำลังจนสามารถขนย้ายเสือโคร่งได้สำเร็จและยังสามารถตีแผ่เบื้องหลังการลักลอบค้าสัตว์ป่าตามที่ปรากฏเป็นข่าวได้อีกด้วย  โดยขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด เพื่อให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังของภาครัฐในการหยุดยั้งกระบวนการลักลอบค้าสัตว์ป่าของประเทศไทย
แต่อย่างไรก็ดีองค์กรเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังคงมีความเป็นห่วงและกังวลในประเด็นดังต่อไปนี้
1. กรณีเสือที่ถูกขนย้ายไปดูแลที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาประทับช้างและสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสน จ.ราชบุรี สวัสดิภาพของเสือโคร่งในระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญ ด้วยงบประมาณและกำลังคนที่มีอยู่อย่างจำกัด อาจทำให้เสือไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอ องค์กรเครือข่ายอนุรักษ์ฯขอเสนอเพื่อร่วมกันหาทางออก โดยให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ ร่วมมือกับองค์กรอนุรักษ์ด้านสัตว์ป่าที่มีความชำนาญ ความพร้อมในการดูแลสัตว์ป่าเหล่านี้และร่วมกันบริหารงานภายใต้การกำกับดูแลของกรมอุทยานฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างเป็นเขตอนุรักษ์เสือในพื้นที่กึ่งธรรมชาติหลังจากที่ดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายเสร็จสิ้นโดยพัฒนาพื้นที่วัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ห้องเรียนธรรมชาติเรื่องเสือต่อไป
2. ทางเจ้าหน้าที่พบหลักฐานว่าวัดเสือมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจค้าสัตว์ป่า  ซึ่งเป็นหนึ่งในอาชญากรรมข้ามชาติที่มีกำไรเทียบเท่าการค้าอาวุธสงครามและยาเสพติดโดยขอเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาปัญหาอาชญากรรมสัตว์ป่าเป็นวาระแห่งชาติ โดยเร่งดำเนินการดังนี้
- พิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องในการเพิ่มบทลงโทษกรณีดังกล่าวทั้งทางแพ่งและอาญา
- เร่งสืบสวนขยายผลอย่างจริงจังเพื่อให้เป็นคดีตัวอย่าง รวมทั้งพิจารณาความเชื่อมโยงความผิดฐานฟอกเงินและทุจริตคอรัปชั่น
- แสดงความเป็นผู้นำผลักดันความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพื่อแลกเปลี่ยนการข่าวและปราบปรามเครือข่ายค้าสัตว์ป่าให้หมดไป
- ให้การสนับสนุนหน่วยงานด้านการปราบปรามอาชญากรรมสัตว์
-  ให้เร่งประกาศใช้ระเบียบในการควบคุมมาตรฐานสวนสัตว์สาธารณะ รวมไปถึงกระบวนการควบคุมทะเบียนสัตว์ในสวนสัตว์สาธารณะให้มีความเหมาะสม โปร่งใส และสามารถตรวจสอบหรือเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้
รายชื่อองค์กรเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า(WFFT)
สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย Love Wildlife Foundation
สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน มูลนิธิเพื่อนช้าง
มูลนิธิพื้นที่ชุ่มน้ำไทย A CALL for Animal Rights
กลุ่มรักษ์เขาใหญ่ กลุ่มใบไม้
ชมรมคนรักษ์สัตว์-ป่า กลุ่มเยาวชนต้นกล้า นครนายก
กลุ่มเยาวชนต้นกล้าน้อย ชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา
ชมรมโอเคเนเจอร์
10  มิถุนายน  2559
เสือโคร่งแถลงการณ์จากองค์กรเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรณีปฏิบัติการขนย้ายเสือโคร่ง จากวัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน (วัดเสือ)
จากการที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ปฏิบัติการขนย้ายเสือโคร่ง จากวัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน (วัดเสือ) อ.ไทรโยคจ.กาญจนบุรี ตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2559 ถึงวันที่ 4 มิถุนายน 2559  โดยสามารถยึดเสือโคร่งได้เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 137 ตัว นอกจากนี้ยังค้นพบสัตว์ป่ารวมถึงซากสัตว์ป่าที่ทางวัดดังกล่าวครอบครองโดยผิดกฎหมายอีกเป็นจำนวนมาก
 

สถานการณ์นกแต้วแล้วท้องดำในประเทศไทย ฉบับที่ 1

อีเมล พิมพ์ PDF

นกแต้วแล้วท้องดำนกแต้วแล้วท้องดำ (Gurney's Pitta; Pitta gurneyi) เป็นหนึ่งในสัตว์ป่าสงวนของประเทศไทย และถูกจัดให้เป็นนกใกล้สูญพันธุ์ (Endangered - EN) ตามบัญชีแดงขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN Red List of Threatened Species) เคยเชื่อว่าสูญพันธุ์ไปแล้วจากประเทศไทย แต่นักปักษีวิทยาได้สำรวจพบว่ายังมีประชากรเหลืออยู่ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม จังหวัดกระบี่ ตั้งแตพ.ศ. 2529 โดยมีประชากรประมาณ 30-40 คู่ แต่ประชากรขนาดเล็กยังถูกรบกวนจากมนุษย์และสัตว์ผู้ล่าตามธรรมชาติ จึงพบแนวโน้มของประชากรลดลงตามลำดับ ถูกรายงานการพบเห็นครั้งสุดท้ายในประเทศไทยในปี พ.ศ.2555 ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม

 

ขอชี้แจงข้อมูลความสำคัญของเสือโคร่ง

อีเมล พิมพ์ PDF

เสือโคร่ง24 มีนาคม ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ทำหนังสือถึง พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อชี้แจงข้อมูลความสำคัญของเสือโคร่ง ตามที่เป็นข่าวในเดลินิวส์ออนไลน์ พาดหัว “รมว.เกษตร เหน็บ! เอ็นจีโอ ต้านแม่วงก์กลัวเสือสูญพันธุ์” พร้อมกันนี้ยังได้เสนอทางเลือกในการจัดการน้ำแบบูรณาการกรณีไม่ต้องสร้างเขื่อนแม่วงก์แนบไปด้วย โดยมีเนื้อหาดังนี้

 

ขอให้พิจารณาทางเลือกในการจัดการน้ำแบบบูรณาการ กรณีไม่ต้องสร้างเขื่อนในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์

อีเมล พิมพ์ PDF
ขอให้พิจารณาทางเลือกในการจัดการน้ำแบบบูรณาการ กรณีไม่ต้องสร้างเขื่อนในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์
1 มีนาคม 2559 ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อขอให้รัฐบาลพิจารณาทางเลือกการจัดการน้ำแบบบูรณาการ แทนการก่อสร้างเขื่อนในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์
จากกรณีที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ภัยแล้งจังหวัดอุทัยธานีจนกลายเป็นกระแสข่าวว่ารัฐบาลจะนำเรื่องโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์กลับมาพิจารณาอีกครั้ง โดยมอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาทางเลือกการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำแม่วงก์ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ซึ่งรณรงค์ในประเด็นนี้มาโดยตลอด ได้ทำหนังสือส่งถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อเสนอทางเลือกในการจัดการแก้ปัญหาเรื่องน้ำเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม และใช้งบประมาณในการดำเนินการต่ำกว่าการสร้างเขื่อน
พร้อมกันนี้มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ส่งเอกสาร “ทางเลือกในการจัดการน้ำแบบบูรณาการ กรณีไม่ต้องสร้างเขื่อนในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์”ไปยังปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และขอเข้าพบพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อชี้แจงข้อมูลโดยละเอียด ประสานความร่วมมือในการให้ข้อมูลเพิ่มเติม อันเป็นประโยชน์สูงสุดในการบริหารจัดการน้ำโดยไม่ต้องสร้างเขื่อนในพื้นที่อนุรักษ์
อ่านจดหมายฉบับเต็ม “ขอให้พิจารณาทางเลือกในการจัดการน้ำแบบบูรณาการ กรณีไม่ต้องสร้างเขื่อนในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์”
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี โดยได้มอบนโยบายและข้อสั่งการ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาทางเลือกการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำแม่วงก์เพื่อลดผลกระทบในด้านต่างๆ (รายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 1)
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ขอนำเสนอทางเลือกในการจัดการน้ำแบบบูรณาการ กรณีไม่ต้องสร้างเขื่อนในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวสามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งในรูปแบบอื่นได้หากมีการบริหารจัดการที่เหมาะสม  จึงใคร่ขอให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พิจารณาการจัดการน้ำทางเลือกเพื่อใช้เป็นแนวทางการจัดการน้ำที่มีปัญหาเรื้อรัง มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อชุมชน ในการเป็นโมเดลของประเทศต่อไป ซึ่งทางเลือกดังกล่าวจะได้จำนวนปริมาณน้ำที่ใกล้เคียง กล่าวคือ กรณีสร้างเขื่อนแม่วงก์ จะได้น้ำ 250 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยประมาณ ส่วนทางเลือกในการจัดการน้ำแบบบูรณาการ กรณีไม่ต้องสร้างเขื่อนในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จะได้น้ำ 200 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยประมาณ และงบประมาณในการจัดทำโครงการดังกล่าวอาจะถูกกว่าการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์มาก (รายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 2,3) เพื่อใช้ประกอบการพิจารณา โดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ประสานจัดส่งข้อมูลดังกล่าวไปยังปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และขอเข้าพบพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อชี้แจงข้อมูลโดยละเอียด ประสานความร่วมมือในการให้ข้อมูลเพิ่มเติม อันเป็นประโยชน์สูงสุดในการบริหารจัดการน้ำโดยไม่ต้องสร้างเขื่อนในพื้นที่อนุรักษ์
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาและขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้
ขอแสดงความนับถือ นายศศิน เฉลิมลาภ (ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร)
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
1 ภาพข่าว ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลงพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี
โพสต์ทูเดย์ 27 กุมภาพันธ์ 2559, "บิ๊กตู่"ปลุกผีเขื่อนแม่วงก์อ้างแก้ภัยแล้งภาคกลาง http://www.posttoday.com/politic/418527
บ้านเมือง วันเสาร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, ดันเขื่อนแม่วงก์แก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง http://www.banmuang.co.th/news/politic/41355
2 เอกสารทางเลือกในการจัดการน้ำแบบบูรณาการ กรณีไม่ต้องสร้างเขื่อนในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ดาวน์โหลดที่นี่
3 แผนที่ทางเลือกในการจัดการน้ำแบบบูรณาการ กรณีไม่ต้องสร้างเขื่อนในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์
no dam เขื่อนแม่วงก์ ขอให้พิจารณาทางเลือกในการจัดการน้ำแบบบูรณาการ กรณีไม่ต้องสร้างเขื่อนในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ : 1 มีนาคม 2559 ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อขอให้รัฐบาลพิจารณาทางเลือกการจัดการน้ำแบบบูรณาการ แทนการก่อสร้างเขื่อนในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์
 

แถลงการณ์คัดค้านโครงการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง

อีเมล พิมพ์ PDF
22 กุมภาพันธ์ 2555 คณะรัฐมนตรี มีมติให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เป็นผู้รับไปดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง ในอุทยานแห่งชาติภูกระดึง เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว โดยให้ศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ควบคู่ไป
หลังจากจัดทำเป็นรายงานศึกษาความเป็นไปได้โครงการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง รายงานการศึกษาขั้นกลาง ฉบับปรับปรุงแก้ไข 20 มิถุนายน 2557 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และเครือข่ายองค์กรอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ได้นำเสนอข้อคิดเห็นประกอบรายงานดังกล่าวในเดือนมีนาคม 2558 เสนอต่อองค์กรบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษฯ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีเนื้อหาสรุปได้ดังนี้
1. บนหลังแปภูกระดึง เป็นพื้นที่ราบกว้างใหญ่นับสิบตารางกิโลเมตร เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่า หากขาดการควบคุมดูแลหรือขาดการจัดการนักท่องเที่ยวที่ดีพอ หรือมีนักท่องเที่ยวขึ้นไปใช้พื้นที่เป็นจำนวนมากจนไม่สามารถควบคุมได้ ย่อมส่งผลกระทบต่อสัตว์ป่า และระบบนิเวศ    ในพื้นที่
2. เนื่องจากพื้นที่บริการท่องเที่ยวเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า คือที่ราบหลังแป โอกาสที่นักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากที่จะขึ้นไปรบกวนถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าจะสูงมากขึ้น รวมถึงอันตรายจากการถูกสัตว์ป่าทำร้ายย่อมเกิดขึ้นด้วย
3. การเดินเท้าศึกษาธรรมชาติ เป็นกระบวนการสร้างการเรียนรู้ระหว่างคนกับธรรมชาติ การสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงช่วยให้การเดินทางรวดเร็วและเพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น นั่นย่อมส่งผลให้คุณค่าทางธรรมชาติถูกลดลง
4. กระเช้าไฟฟ้าจะทำลายอาชีพของลูกหาบ และร้านค้าบริเวณจุดพักระหว่างเส้นทางขึ้นภูกระดึงจากการใช้บริการกระเช้าไฟฟ้า
5. การศึกษาความเป็นไปได้ และรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ควรจัดทำพร้อมกัน เนื่องจากเนื้อหาข้อมูลและวิธีการเก็บข้อมูลมีความแตกต่างกัน กระบวนการในการพิจารณามีความแตกต่างกัน ข้อมูลที่ได้จะขาดความรอบคอบ และไม่เป็นธรรม
จนถึงวันนี้กลุ่มที่ปรึกษานำโดยศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับบริษัท แกรนด์เทค จำกัด และบริษัทไทยซิสเทมเอนไว แอนด์ เอนจิเนียริ่ง จำกัด ที่รับเป็นผู้ดำเนินการ และได้จัดทำรายงานผลการศึกษาแล้วเสร็จ พร้อมให้อพท. นำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 และที่ประชุมมีมติรับทราบรายงานผลการศึกษา พร้อมกับได้ให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมที่หลากหลายทั้งในด้านของความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ ซึ่งจะเห็นข่าวที่รองนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีด้านการท่องเที่ยวในครม.ชุดนี้ออกมาสนับสนุนโครงการนี้สุดตัว ถึงกับเตรียมจะอนุมัติงบประมาณให้รีบไปดำเนินการก่อสร้าง
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ขอยืนยันการแสดงเจตนาที่จะคัดค้านโครงการกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง ดังเหตุผลที่ได้กล่าวมา โดยหลังจากนี้จะศึกษาวิเคราะห์เอกสารรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง เพื่อเสนอความเห็นไปยังอพท. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป เพราะคุณค่าของภูกระดึง คือการได้เดินศึกษาระบบนิเวศในธรรมชาติระหว่างเส้นทางเดินขึ้นภูไปจนถึงเส้นทางบนหลังแป จึงต้องมีการจัดการพื้นที่ที่เหมาะสมทั้งการอนุรักษ์ระบบนิเวศในพื้นที่และการเปิดรับนักท่องเที่ยวศึกษาธรรมชาติที่เหมาะสม รวมถึงกระบวนการศึกษาที่ต้องทำอย่างรอบคอบ และพิจารณาครอบคลุมถึงการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวบนหลังแปของภูกระดึงทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีโครงการกระเช้าไม่ใช่การศึกษาแค่พื้นที่ก่อสร้างกระเช้า จึงไม่สมควรที่จะนำเอาพื้นที่ที่มีคุณค่าทางระบบนิเวศมาทดลอง เพื่อนำร่องไปสู่การพัฒนาท่องเที่ยวในป่าอื่นๆ ของประเทศไทยต่อไป
หมายเหตุ ปีที่ผ่านมา มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้จัดเสวนาในหัวข้อ กระเช้าภูกระดึง มโนโปรเจ็คท์ สามารถรับชมแทบบันทึกงานเสวนาได้ที่ http://goo.gl/ctlI21
อ่านบทสัมภาษณ์ ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ต่อสถานการณ์เรื่องกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง ที่ "ศศิน" ชี้ กระเช้าไฟฟ้าทำลายเสน่ห์การเดินขึ้น "ภูกระดึง"

ภูกระดึง22 กุมภาพันธ์ 2555 คณะรัฐมนตรี มีมติให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เป็นผู้รับไปดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง ในอุทยานแห่งชาติภูกระดึง เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว โดยให้ศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ควบคู่ไป
 

ขอให้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญปี 2559

อีเมล พิมพ์ PDF
วันนี้ (3 กุมภาพันธ์ 2559) มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ทำหนังสือส่งถึงนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องขอให้แก้ไข(ร่าง)รัฐธรรมนูญปี 2559 ซึ่งจากการติดตามและศึกษาร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ทำให้ทราบว่าร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 ได้ตัดเรื่องสิทธิชุมชนในด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมออกไป ทำให้ชุมชน บุคคล กลุ่ม ฯลฯ ขาดหลักประกันในการใช้อำนาจเพื่อปกป้อง ดูแล มีส่วนร่วม และฟ้องเมื่อได้รับผลกระทบ โดยร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 กลับเอาไปไว้ในอำนาจแห่งรัฐให้จัดการแทน ซึ่งอาจทำให้เกิดการเอื้อประโยชน์กับกลุ่มทุนได้
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้และสัตว์ป่า มีความเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำให้ประชาชนเกิดความอ่อนแอ และขาดสมดุลในการจัดการอย่างมีส่วนร่วม พร้อมให้อำนาจรัฐและกลุ่มทุนเข้ามาดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติได้โดยง่าย เนื่องจากภาคประชาชนขาดอำนาจในการติดตามและการตรวจสอบ จึงได้ทำจดหมายส่งถึงประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญปี 2559
ในจดหมายมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ระบุข้อเรียกร้องไว้ 3 ข้อ คือ 1) ขอให้คงหมวดสิทธิชุมชน  ถ้อยคำ และระดับการมีส่วนร่วมของชุมชน บุคคล ในการดูแล จัดการ ฯลฯทรัพยากร ไม่ให้น้อยไปกว่ารัฐธรรมนูญปี 50 2)  ขอให้คงถ้อยคำการใช้สิทธิชุมชนในการคุ้มครอง ดูแล กิจกรรม โครงการที่อาจจะมีผลกระทบต่อชุมชน และบุคคล รวมถึงมีกระบวนการตรวจสอบ และมีองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมร่วมให้ความเห็น (ตามรัฐธรรมนูญปี 50) และ 3) ควรเพิ่มระดับการมีส่วนร่วมของผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งชุมชน บุคคล กลุ่ม องค์กร ในการร่วมพิจารณาอย่างรอบด้าน ร่วมถึงการตัดสินใจก่อนการดำเนินโครงการ
นอกจากนี้ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เตรียมจัดเวทีหารือร่วมกับเครือข่ายองค์กรอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อนำเสนอข้อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2559 ในรายละเอียดอีกครั้ง
เรื่อง ขอให้แก้ไข(ร่าง)รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
เรียน นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ
ด้วยมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้และสัตว์ป่า ได้ติดตามและศึกษาร่างรัฐธรรมนูญของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ได้มีการเผยแพร่ในเบื้องต้น เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2559 นั้น ได้ตัดสิทธิชุมชน ที่จะเป็นหลักประกันการให้อำนาจกับประชาชน และชุมชน ในการผลักดันให้เกิดการจัดการตามสิทธิของชุมชนและบุคคล และไปเพิ่มหน้าที่แห่งรัฐ ซึ่งเป็นการให้อำนาจกับหน่วยงานของรัฐในการดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำให้ประชาชนเกิดความอ่อนแอ และขาดสมดุลในการจัดการอย่างมีส่วนร่วม พร้อมให้อำนาจรัฐและกลุ่มทุนเข้ามาดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติได้โดยง่าย เนื่องจากภาคประชาชนขาดอำนาจในการติดตามและการตรวจสอบ มูลนิธิสืบนาคะเสถียรจึงมีข้อเรียกร้องให้มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ดังต่อไปนี้
1. ขอให้คงหมวดสิทธิชุมชน และขอให้คงถ้อยคำและระดับของการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการ การบํารุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืนรวมถึงสิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการอนุรักษ์บํารุงรักษา และการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และในการคุ้มครอง ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดํารงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อม ที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของตนที่ย่อมได้รับความคุ้มครองตามความเหมาะสมออก ให้ไม่น้อยกว่ารัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่ผ่านมา
2. ในหมวดสิทธิชุมชนขอให้คงถ้อยคำการดําเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้ เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทาง ด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทํามิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน การจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้ องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดําเนินการดังกล่าว สิทธิของชุมชนที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคลเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัตินี้ย่อมได้รับความคุ้มครอง
3. ควรเพิ่มระดับการมีส่วนร่วมจากผู้ได้รับผลกระทบทางตรง ทั้งชุมชน หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง บุคคล นิติบุคคลโดยกระบวนการพิจารณาอย่างรอบด้าน เช่น การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ กระบวนการประชุมเพื่อปรึกษาหารือ จนกระทั้งการร่วมตัดสินใจ ก่อนที่จะมีการตัดสินใจดำเนินโครงการ
ความเห็นดังกล่าวเป็นความเห็นเบื้องต้น ทั้งนี้มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และเครือข่ายองค์กรอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จะร่วมกันปรึกษาหารือและนำเสนอในรายละเอียดอื่นๆ ต่อไป
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาและขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้
ขอแสดงความนับถือ
นายศศิน  เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
ภาพประกอบจากเว็บไซต์ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ http://www.parliament.go.th/ewtcommittee/ewt/draftconstitution2/main.php?filename=index
รัฐธรรมนูญ 2559วันนี้ (3 กุมภาพันธ์ 2559) มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ทำหนังสือส่งถึงนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องขอให้แก้ไข(ร่าง)รัฐธรรมนูญปี 2559 ซึ่งจากการติดตามและศึกษาร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ทำให้ทราบว่าร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 ได้ตัดเรื่องสิทธิชุมชนในด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมออกไป ทำให้ชุมชน บุคคล กลุ่ม ฯลฯ ขาดหลักประกันในการใช้อำนาจเพื่อปกป้อง ดูแล มีส่วนร่วม และฟ้องเมื่อได้รับผลกระทบ โดยร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 กลับเอาไปไว้ในอำนาจแห่งรัฐให้จัดการแทน ซึ่งอาจทำให้เกิดการเอื้อประโยชน์กับกลุ่มทุนได้
 



รับข่าวสาร