• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


จากป่าสู่เมือง : วัชรบูล ลี้สุวรรณ

อีเมล พิมพ์ PDF
จากป่าสู่เมือง : วัชรบูล ลี้สุวรรณ
วัชรบูล ลี้สุวรรณ หรือโน้ต ที่รู้จักกันดีในฐานะนักแสดงสังกัดช่อง 7 สี แต่ในอีกบทบาทเขาคือผู้ชายที่รักษ์ในธรรมชาติ ป่าไม้ สัตว์ป่า ซึ่งเราจะเห็นโน้ตเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในด้านสิ่งแวดล้อมอยู่บ่อยครั้ง เช่น ร่วมเดินเท้าคัดค้าน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์ร่วมกับ อ.ศศิน เฉลิมลาภ เมื่อปี พ.ศ. 2556
นอกจากนั้นในเวลาว่าง โน้ตยังมีงานอดิเรก คือ การถ่ายภาพสัตว์ป่า มีผลงานออกมามากมายหลายชิ้น (ในเร็วๆ นี้สามาถติดตามผลงานภาพถ่ายของโน้ต วัชรบูลที่ได้เฟสบุ๊คแฟนเพจมูลนิธิสืบนาคะเสถียร) รวมถึงยังติดตามข่าวสารประเด็นสิ่งแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าจะคิวงานการแสดงที่รัดตัวแค่ไหนก็ตาม
เมื่อปี พ.ศ. 2558 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ปรับแผนยุทธศาสตร์การทำงานขององค์กรใหม่อีกครั้ง มีการเปลี่ยนตัวประธานองค์กร โดย อ.ศศิน เฉลิมลาภ เดิมตำแหน่งเลขาธิการขึ้นมารับเป็นประธานแทน อ.รตยา จันทรเทียร ประธานคนก่อนซึ่งอายุมากแล้ว พร้อมทั้งมีการปรับเปลี่ยนกรรมการองค์กรที่หมดอายุไปตมวาระ และได้ชักชวนคุณโน้ต วัชรบูล เข้ามารับตำแหน่งกรรมการ ซึ่งเจ้าตัวตอบรับด้วยความยินดี
ในวาระ 27 ปี การจากไปของคุณสืบ นาคะเสถียร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ชวนคุณโน้ต มาร่วมบอกเล่าเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับความประทับใจต่อคุณสืบ นาคะเสถียร และแสดงความคิดเห็นเรื่องสถานการณ์สิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน
ลองไปฟังกันดูว่า นักแสดงผู้หลงใหลในธรรมชาติคนนี้ เขามีความคิดเห็นอย่างไรต่อประเด็นซักถาม
วัชรบูล ลี้สุวรรณวัชรบูล ลี้สุวรรณ หรือโน้ต ที่รู้จักกันดีในฐานะนักแสดงสังกัดช่อง 7 สี แต่ในอีกบทบาทเขาคือผู้ชายที่รักษ์ในธรรมชาติ ป่าไม้ สัตว์ป่า ซึ่งเราจะเห็นโน้ตเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในด้านสิ่งแวดล้อมอยู่บ่อยครั้ง เช่น ร่วมเดินเท้าคัดค้าน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์ร่วมกับ อ.ศศิน เฉลิมลาภ เมื่อปี พ.ศ. 2556
 

จากป่าสู่เมือง : เสื้อรำลึก 27 ปี สืบ นาคะเสถียร

อีเมล พิมพ์ PDF
เป็นธรรมเนียมในวาระรำลึกการจากไปของคุณ สืบ นาคะเสถียร วันที่ 1 กันยายนของทุกปี ที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร จะผลิตเสื้อยืด "รำลึก สืบ นาคะเสถียร" ขึ้นมา เพื่อระลึกถึงเจตนารมย์และแนวคิดอนุรักษ์ผืนป่าและสัตว์ป่าของคุณสืบ นาคะเสถียร
โดยในปีนี้เสื้อยืดรำลึกวาระ 27 ปี สืบ นาคะเสถียร มูลนิธิได้ออกแบบในคอนเส็ปต์ถอดแบบมาจากรูปปั้นสืบ นาคะเสถียรที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
รูปปั้นสืบ นาคะเสถียร เป็นส่วนหนึ่งของอนุสรณ์สถานสืบ นาคะเสถียร ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง อ. ลานสัก จ.อุทัยธานี สถานที่ที่สร้างเพื่อให้คนรุ่นหลังได้รำลึกถึงคุณสืบ นาคะเสถียร และผลงานที่ทุ่มเทให้กับงานอนุรักษ์ผืนป่าและสัตว์ป่ามาตลอดทั้งชีวิต
โดยรูปปั้น สืบ นาคะเสถียรนี้ ผู้ออกแบบและปั้น คือ อาจารย์เสวต เทศน์ธรรม อาจารย์คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ออกแบบอิริยาบถให้คุณสืบกำลังก้าวเดิน ใบหน้าและดวงตามองตรงเข้าไปยังผืนป่าตะวันตก บ้านหลังใหญ่ที่สุดของสัตว์ป่าในประเทศไทยและเอเชียอาคเนย์
คุณสืบแต่งตัวเช่นที่คุ้นตาของลูกน้อง คือ ชุดลุยป่า แบกเป้และเครื่องนอน ในกระเป๋ากางเกงข้างหนึ่งมีซองบุหรี่ มือหนึ่งถือสมุดบันทึก อีกมือหนึ่งถือปากกา มีกล้องส่องทางไกลคล้องคอ สะพายกล้องถ่ายรูป พร้อมบันทึกข้อมูลต่างๆ ตามประสานักวิชาการ
รูปปั้นคุณสืบแล้วเสร็จและนำไปติดตั้งในห้วยขาแข้งเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2536 โดยมีพิธีบวงสรวงและพิธีทางศาสนา ณ อนุสรณ์สถาน สืบ นาคะเสถียร เนื่องในโอกาสครบรอบปีที่สามของการจากไปของคุณสืบ นาคะเสถียร
และในวันที่ 1 กันยายนของทุกปีจะมีพิธีวางพวงมาลาระลึกถึงคุณสืบ นาคะเสถียรที่หน้ารูปปั้น
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบทอดเจตนาสืบ นาคะเสถียร ผ่านการสนับสนุนเสื้อยืด 27 ปี สืบ นาคะเสถียร ตัวละ 300 บาท ค่าจัดส่งครั้งละ 40 บาท (แบบลงทะเบียน) สามารถสนับสนุนได้ทาง Line Id : snfshop สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง ไลน์ไอดี snfshop หมายเลขโทรศัพท์ 083-095-0695
นอกจากนี้สามารถสนับสนุนได้ที่ร้านสำนักงานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ที่อยู่ 140 ถ.ติวานนท์ ต.บางกระสอ อ.เมือนนทบุรี จ.นนทบุรี 11000 [ดูแผนที่] หรือสนับสนุนได้ในงานจากป่าสู่เมือง บันทึกหยุดเขื่อนน้ำโจน วันที่ 8 - 10 กันยายน 2560 ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร [ดูรายละเอียดกิจกรรม]
ขนาดเสื้อ
Size S : ขนาดรอบอก 36 นิ้ว, ยาว 27 นิ้ว
Size M : ขนาดรอบอก 38 นิ้ว, ยาว 28 นิ้ว
Size L : ขนาดรอบอก 40 นิ้ว, ยาว 29 นิ้ว
Size XL : ขนาดรอบอก 42 นิ้ว, ยาว 30 นิ้ว
Size 2XL : ขนาดรอบอก 46 นิ้ว, ยาว 30.5 นิ้ว(หมด)
เสื้อยืดรำลึก 27 ปี สืบ นาคะเสถียรนี้ ได้รับการสนับสนุนจากผลิตภัณฑ์เสื้อยืดตราห่านคู่ บริษัท โรงงานไทยแลนด์นิตติ้ง จำกัด
วัชรบูล ลี้สุวรรณในวาระรำลึกการจากไปของคุณสืบ นาคะเสถียร วันที่ 1 กันยายนของทุกปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ผลิตเสื้อยืด "รำลึก สืบ นาคะเสถียร" ขึ้นมา เพื่อระลึกถึงเจตนารมย์และแนวคิดอนุรักษ์ผืนป่าและสัตว์ป่าของคุณสืบ นาคะเสถียร
 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 11 มหากาพย์เขื่อนแม่วงก์ part 2

อีเมล พิมพ์ PDF

เขื่อนแม่วงก์เรื่องราวของเขื่อนแม่วงก์นั้นกลับมาเป็นที่สนใจและต้องเฝ้าระวังอย่างหนักและยกเป็นวาระเร่งด่วนขององค์กรอีกครั้งในเดือนเมษายน พ.ศ. 2555 หนึ่งปีหลังเหตุอุทกภัย พ.ศ. 2554 เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ดำเนินโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ด้วยงบประมาณก่อสร้างทั้งสิ้น 13,280 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง เก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง

 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 11 มหากาพย์เขื่อนแม่วงก์ part 1

อีเมล พิมพ์ PDF

เขื่อนแม่วงก์ในตอนที่แล้วนั้นได้เล่าถึง “หน้าที่” ในฐานะ “หมาเฝ้าป่า” บทนี้จึงอยากขอเล่าขยายถึงงานอนุรักษ์ที่ทำไม่เสร็จและยังคงทำหน้าที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน อย่างการคัดค้านโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์

 

จากป่าสู่เมือง : บันทึกหยุดเขื่อนน้ำโจน (รำลึก 27 ปี สืบ นาคะเสถียร)

อีเมล พิมพ์ PDF
จากป่าสู่เมือง บันทึกหยุดเขื่อนน้ำโจน รำลึก 27 ปี สืบ นาคะเสถียร ระหว่างวันที่ 8 - 10 กันยายน 2560 เวลา 10.00 น. - 20.00 น. ณ ห้องอเนกประสงค์ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มีกิจกรรมอะไรบ้าง ?
8 กันยายน 2560 แรงบันดาลใจที่สืบต่อ
เวทีนำเสนอเรื่องราวแรงบันดาลใจจาก 'คุณสืบ นาคะเสถียร' ถึงช่างภาพผืนป่าสัตว์ป่าในประเทศไทย ที่รวมกันเป็นทีมทำงานเดียวกันในชื่อ 'สารคดีสัญชาติไทย' นำทีมโดย ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ กับเรื่องเล่าเรื่องราวสื่อความหมายงานอนุรักษ์ทรัพยากรผ่านภาพถ่ายและงานสารคดีภาพเคลื่อนไหว ในเรื่องราวจากยอดดอยสูงที่อยู่ของกวางผา ไปจนสู่ระบบนิเวศแห่งท้องทะเล อันประกอบด้วยเรื่องเล่าจากยอดดอย พื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าตะวันตก ทะเลและวาฬ ผ่านช่างภาพหลากหลายชีวิตที่ทำงานฝังตัวอยู่ในพื้นที่จริง ที่จะออกจากป่ามาอธิบายความสำคัญของผืนป่า สัตว์ป่า และระบบนิเวศ ผ่านศิลปะการถ่ายภาพ ซึ่งเป็นงานนำเสนออีกมิติ นอกเหนือจากการศึกษาผ่านงานวิชาการ
และจากเรื่องราวทั้ง 5 พื้นที่ที่กล่าวมา จะถูกร้อยเรื่องออกเป็นสารคดีขนาดสั้น 1 เรื่อง ในชื่อ SIAM SPECIES กำหนดฉายครั้งแรกในงานนี้ เวลา 17.00 น.
ปิดท้ายกิจกรรมวันแรกด้วยการแสดงดนตรีของคุณมาโนช พุฒตาล ที่จะเป็นการนำเสนอผ่านบทเพลงที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจต่อผู้ฟัง และสื่อความหมายถึงคนทำงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการแสดงดนตรีของนักดนตรีสาวคุณน้ำ คีตาญชลี
13.00 น. ดนตรี กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
13.30 น. แรงบันดาลที่สืบต่อ โดย ทีมงานสารคดีสัญชาติไทย
17.00 น. ฉายภาพยนตร์สารคดี SIAM SPECIES
17.30 น. ดนตรี มาโนช พุฒตาล
18.00 น. ดนตรี น้ำ คีตาญชลี
9 กันยายน 2560 : บันทึกหยุดเขื่อนน้ำโจน
ร่วมรำลึกเหตุการณ์หยุดเขื่อนน้ำโจน โดยคุณสืบ นาคะเสถียร และผองเพื่อน ผ่านงานบรรยายจากบุคคลที่ร่วมในเหตุการณ์ ทั้งจากนักวิชาการ ภาคประชาชน สื่อมวลชน รวมถึงเพื่อนสนิทของคุณสืบ นาคะเสถียร อาทิ เช่น คุณไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ คุณคุณภินันทน์ โชติรสเศรณี คุณวีระวัฒน์ ธีระประศาสน์ ผลัดเปลี่ยนหวุนเวียนขึ้นมาเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ใหญ่เมื่อ 30 ปีที่แล้ว
นอกจากเรื่องของเขื่อนน้ำโจนแล้ว มูลนิธิได้ใช้วาระนี้ สรุปการทำงานในยุทธศาสตร์ที่ 1 งานเฝ้าระวังสถานการณ์ผืนป่าและสัตว์ป่า ในประเด็นเรื่องเขื่อนแม่วงก์ หลังจากเหตุการณ์เดินเท้าคัดค้าน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์ผ่านมาครบ 4 ปี ปัจจุบันโครงการนี้อยู่ตรงไหน มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ทำอะไรเพิ่มเติมไปแล้วบ้าง คุณอรยุพา สังขะมาน หัวหน้าฝ่ายวิชาการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
ในส่วนของภาคดนตรี สุรชัย จันทิมาธร และวงคาราวานจะคืนเวทีรำลึก สืบ นาคะเสถียร อีกครั้ง พร้อมบทเพลงเรื่องเล่าจากพงไพร ร่วมด้วยวงมโหระทึก นำโดย คุณนพพล โกมารชุน และคุณปรียานุช ปานประดับ และอีกหนึ่งศิลปินหนุ่มมากความสามารถ คุณแม็ก เจนมานะ
13.00 น. ดนตรี แม็ก เจนมานะ
13.40 น. เสวนา บันทึกหยุดเขื่อนน้ำโจน
17.00 น. เรื่องเล่าจากพงไพร โดย สุรชัย จันทิมาธร และวงคาราวาน
18.00 น. บันทึก 4 ปี คัดค้านเขื่อนแม่วงก์ และการจัดการน้ำทางเลือก
18.30 น. ดนตรี มโหระทึก
10 กันยายน 2560 : รายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมประเทศไทย
วันสุดท้ายของกิจกรรมจากป่าสู่เมือง เป็นเวทีรายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของไทย ประกอบไปด้วย รายงานสถานการณ์ป่าไม้ประเทศไทย โดย คุณภาณุเดช เกิดมะลิ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และรายงานสุขภาพกลุ่มป่าประเทศไทย โดย ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร รวมถึงสถานการณ์อื่นๆ จากนักวิชาการที่เชี่ยวชาญในแต่ละแขนง และรายงานสถนการณ์เสือโคร่งในผืนป่าไทย โดย ทีมวิจัยเสือโคร่งจากสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ
และปิดท้ายงานจากป่าสู่เมืองด้วยการแสดงดนตรี โดย วงจินตะ ริค วชิรปิลันธ์ วงพอส วงซิกชายด์ และมาโนช พุฒตาล กับวงเดอะ แลมบ์
13.00 น. ดนตรี จินตะ
13.40 น. เรื่องเล่าจากนักวิจัย เสือโคร่งกับงานอนุรักษ์ผืนป่าไทย
14.20 น. รายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อม
15.40 น. รายงานสถานการณ์ป่าไม้ประเทศไทย และสุขภาพกลุ่มป่าไทย
16.20 น. ดนตรี ริค วชิรปิลันธ์
17.00 น. ดนตรี พอส
17.50 น. ดนตรี ซิกชายด์
18.50 น. ดนตรี เดอะ แลมบ์ (มาโนช พุฒตาล)
นอกจากภาคกิจกรรมบนเวทีแล้ว มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ยังมีซุ้มกิจกรรมให้ร่วมชมและสนับสนุนกิจกรรมรักษาผืนป่าและสัตว์ป่าของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรอีกหลายกิจกรรม อาทิ ซุ้มจำหน่ายของที่ระลึกองค์กร ซุ้มกิจกรรมระดมทุนเพื่อรักษาผืนป่าและสัตว์ป่า ซุ้มกิจกรรมจากโครงการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนในผืนป่าตะวันตก และจัดแสดงนิทรรศการสืบ นาคะเสถียร กับเขื่อนน้ำโจนให้ชมในบริเวณงาน
กิจกรรม จากป่าสู่เมือง บันทึกหยุดเขื่อนน้ำโจน (รำลึก 27 ปี สืบ นาคะเสถียร) ทั้ง 3 วัน เปิดให้เข้าชมงานได้ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ตามเวลาเปิดทำการของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ส่วนกิจกรรมด้านเวที จะเริ่มกิจกรรมตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป
หลังเหตุการณ์อพยพสัตว์ป่าตกค้างที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน สืบ นาคะเสถียร ได้เขียนรายงานสรุปภารกิจครั้งนั้นเอาไว้ว่า “ผลกระทบจากการสร้างเขื่อน เป็นกระบวนการทำลายแหล่งพันธุกรรมตลอดจนแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารที่สำคัญของสัตว์ป่า ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจของผืนป่าทั้งหมดที่มนุษย์มิอาจสร้างขึ้นมาได้”
จากเหตุการณ์หนึ่ง นำไปสู่อีกหนึ่งเรื่องราวสำคัญในชีวิตของสืบ
ในปี 2530 รัฐบาลมีแนวโน้มที่จะอนุมัติโครงการเขื่อนน้ำโจนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งหากมีการก่อสร้างเขื่อนเกิดขึ้นจะทำให้พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรประมาณ 150,000 ไร่ ต้องจมน้ำกลายเป็นพื้นที่อ่างเก็บน้ำ
สืบ นาคะเสถียร ซึ่งเฝ้าติดตามสถานการณ์มาเป็นเวลานาน ได้เข้าร่วมการต่อสู้คัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจนอย่างแข็งขัน โดยใช้บทเรียนจากการอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลานเป็นกรณีศึกษา พร้อมกับเริ่มผันตัวเองจากความเป็นนักวิชาการสู่เส้นทางนักอนุรักษ์ที่ทำงานรณรงค์คัดค้านอย่างเต็มตัว
สืบใช้ความเป็นนักวิชาการอธิบายต่อสาธารณชนให้เห็นว่า เราจะสูญเสียสัตว์ป่ามหาศาลเพียงใดหากมีการสร้างเขื่อนน้ำโจน บางครั้งมีโอกาสพาสื่อมวลชนลงพื้นที่ที่จะมีการสร้างเขื่อนน้ำโจน สืบจะเล่าบทเรียนจากเขื่อนเชี่ยวหลานให้นักข่าวฟังว่า ในอนาคตบริเวณนี้จะกลายสภาพเป็นทะเลสาบ เนินสูงตรงนี้จะกลายสภาพเป็นเกาะจากการถูกน้ำท่วม สัตว์จะตายจากการสร้างเขื่อนได้อย่างไร และจะมีผลกระทบตามมาอีกมากเท่าไหร่
นอกจากตัวของสืบแล้ว ในงานคัดค้านเขื่อนน้ำโจน ยังมีนักวิชาการ ข้าราชการ นักศึกษา และประชาชนในจังหวัดกาญจนบุรี ออกมาร่วมกันคัดค้านโครงการนี้เป็นจำนวนมาก จนเกิดเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่มีสาธารณชนจากทุกภาคส่วนร่วมกันจนเกิดเป็นเครือข่ายอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขนาดใหญ่
ด้วยความพยายามในการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อรักษาผืนป่าและสัตว์ป่าของเหล่านักอนุรักษ์ ทำให้ในท้ายที่สุด รัฐบาลได้มีมติระงับการสร้างเขื่อนน้ำโจน (เมษายน พ.ศ.2531) ทำให้ผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวรยังคงอุดมสมบูรณ์เป็นบ้านหลังใหญ่ของสัตว์ป่ามาจนถึงทุกวันนี้
ในวาระครบรอบ 27 ปี การจากไปของสืบ นาคะเสถียร และเหตุการณ์ปกป้องผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ขอชวนผู้สนใจเข้าร่วมรำลึกเหตุการณ์สำคัญทางสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ของประเทศ ในงาน จากป่าสู่เมือง บันทึกหยุดเขื่อนน้ำโจน (รำลึก 27 ปี สืบ นาคะเสถียร) ระหว่างวันที่ 8 - 10 กันยายน 2560 ระหว่างเวลา 11.00 - 19.00 น. ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
สืบ นาคะเสถียรจากป่าสู่เมือง บันทึกหยุดเขื่อนน้ำโจน รำลึก 27 ปี สืบ นาคะเสถียร ระหว่างวันที่ 8 - 10 กันยายน 2560 เวลา 10.00 น. - 20.00 น. ณ ห้องอเนกประสงค์ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มีกิจกรรมอะไรบ้าง ?
 

จากป่าสู่เมือง : สืบ นาคะเสถียร ในวันที่ร่วมกันหยุดเขื่อนน้ำโจน

อีเมล พิมพ์ PDF
ทศวรรษที่ 2520 - 2530 เป็นทศวรรษของการสร้างเขื่อนในประเทศไทย ในยุคนั้นมีทั้งเขื่อนที่อยู่ระหว่างเตรียมการขอก่อสร้าง กำลังก่อสร้าง สร้างเสร็จแล้ว และกำลังเก็บน้ำ เฉพาะที่จังหวัดกาญจนบุรีก็มีเขื่อนใหญ่อยู่ 4 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนท่าทุ่งนา เขื่อนเขาแหลม และเขื่อนท่าม่วง และกำลังเตรียมการสร้างเขื่อนน้ำโจนในผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นเขื่อนที่ 5
เวลานั้นได้เกิดปรากฎการณ์สำคัญเพื่อคัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจนขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยชาวเมืองกาญจนบุรี ชมรมอนุรักษ์ระดับต่างๆ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน ฯลฯ ต่างร่วมคัดค้านการสร้างเขื่อนนี้
สมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้เขียนเป็นสมาชิกอยู่ ได้ทำหนังสือ ลงวันที่ 30 เดือนกันยายน พ.ศ. 2525 ความสำคัญว่า สมาคมฯ ยังไม่เห็นวิถีทางที่หน่วยงานใดจะรับผิดชอบรักษาสภาพป่าทุ่งใหญ่นเรศวรไว้ได้อย่างจริงจัง เมื่อจะมีการก่อสร้างเขื่อนน้ำโจน และเน้นว่า "ไม่เห็นด้วยที่จะสละป่าทุ่งใหญ่ให้แก่เขื่อนน้ำโจน” ลงนามโดย นายนัดดา ศรียาภัย นายกสมคมฯ
ข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ต้นน้ำของเขื่อนน้ำโจน ซึ่งจะกั้นแม่น้ำแม่กลอง ใจกลางป่าทุ่งใหญ่นเรศวรซึ่งมีคุณค่าของระบบนิเวศเกินกว่าที่จะประเมินค่าได้ ป่าทุ่งใหญ่ฯ ซึ่งมีสภาพเป็นป่าทุ่ง มีต้นปรงต้นเป้งขึ้นกระจายอยู่ทั่วบริเวณ เป็นบ้านของสัตว์ป่านานาชนิด ทั้งกระทิง กวาง เก้ง ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้นำเสนอโดยนักวิชาการของกรมป่าไม้ในยุคนั้น ได้แก่ คุณสืบ นาคะเสถียร คุณนพรัตน์ นาคสถิตย์ คุณนริศ ภูมิภาคพันธ์ และคุณวีรวัธน์ ธีระประสาธน์
สมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม ได้นำข้อมูลมาย่อยให้เข้าใจง่ายๆ สรุปเป็นข่าวอยู่ในกระดาษเอสี่ 2 แผ่น เช่นเดียวกับความรู้เรื่องอื่นๆ เช่น รอยแยกของโลก (Fault) แผ่นดินไหว และความรู้สำคัญอื่นๆ เป็นข่าวที่เผยแพร่เป็นระยะๆ เอกสารคัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจนยังมีอีกหลายฉบับ จัดทำโดยหลายองค์กร เอกสารบางฉบับยังเหลือให้สืบค้นได้ในปัจจุบัน
คุณสืบ นาคะเสถียร ที่เคยเป็นหัวหน้าคณะทำงานอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลาน (เขื่อนรัชชประภา) จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาพจากโทรทัศน์รายงานการทำงานอย่างเข็มแข็งของคุณสืบ ไม่ว่าการช่วยปั้มหัวใจกวางในเรือ การช่วยเหลือชีวิตงูจงอางจากอ่างเก็บน้ำ รวมถึงภาพคุณสืบนั่งอย่างหมดหวังที่จะยื้อชีวิตสัตว์ป่าไว้ ล้วนสร้างผลสะเทือนหัวใจของผู้คน เธอจึงได้ประจักษ์ชัดเจนว่าการทำลายบ้านและที่หาอยู่หากินของสัตว์ป่าด้วยการนำน้ำไปท่วมไม่มีทางที่จะช่วยให้สัตว์คงเผ่าพันธุ์อยู่ได้ เธอจึงทุ่มเทที่จะหยุดการทำร้ายสัตว์ป่า คือ ต้องหยุดการสร้างเขื่อน
มีเหตุการณ์สำคัญประการหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อการเก็บกักน้ำเขื่อนศรีนครินทร์เก็บกักน้ำสูงสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2525 และในวันที่ 18 และ 22 เมษายน พ.ศ. 2526ได้เกิดแผ่นดินไหวระดับ 5.3 และ 5.8 ริกเตอร์ (สหรัฐ) ศูนย์กลางอยู่ที่อำเภอศรีสวัสดิ์ ห่างจากตัวเขื่อนประมาณ 30 กม. ตรงตามที่นักธรณีวิทยาได้เตือนไว้แล้วว่าการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่เก็บน้ำจำนวนมากๆ นั้น อาจเป็นเหตุให้เกิดแผ่นดินไหว และเขื่อนเขาแหลมและเขื่อนศรีนครินทร์ล้วนตั้งอยู่บนรอยเลื่อนที่ยังมีชีวิตทั้งสิ้น
ประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งก็คือข้อถกเถียงว่าป่าทุ่งใหญ่นเรศวรนั้นเป็นผืนป่าที่ยังมีระบบนิเวศธรรมชาติที่ยังสมบูรณ์จริงหรือไม่ ฝ่ายที่ต้องการสร้างเขื่อนก็บอกว่าเป็นป่าที่ถูกทำลายจนกลายเป็นทุ่งโล่งๆ แล้ว ฝ่ายคัดค้านการสร้างก็บอกว่า ทุ่งหญ้าธรรมชาติแห่งนี้เป็นที่หาอยู่หากินของสัตว์กินพืชทั้งหลายที่ยังอยู่ได้อย่างปกติสุข
คำตัดสินมาจากที่วันหนึ่งมีโทรทัศน์นำเฮลิคอปเตอร์ไปบินถ่ายภาพ และได้ภาพกระทิงฝูงใหญ่กว่า50 ตัวกำลังวิ่งเต็มฝีเท้าในทุ่ง เป็นอันว่าท่านพ่อฤๅษีทุ่งใหญ่ทุ่งใหญ่นเรศวรส่งกระทิงมายุติข้อถกเถียง และอาจหมายถึงการยุติการสร้างเขื่อนน้ำโจน เพราะหลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลในยุคนั้นก็ได้มีมติให้ชะลอการสร้างเขื่อนน้ำโจน เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2531
มีเกร็ดเล่ากันต่อมาว่าในวันที่คณะกรรมการพิจารณาเรื่องเขื่อนน้ำโจนประชุมกันเป็นครั้งสุดท้าย และมีมติให้ชะลอการสร้างเขื่อนน้ำโจนนั้น เมื่อ ศ.ดร.สุรพล สุดารา ออกจากห้องประชุม และแจ้งให้คุณสืบ นาคะเสถียร ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่รอฟังผลอยู่นอกห้องประชุมได้ทราบ คุณสืบถึงกับกระโดดกอด ศ.ดร.สุรพล พร้อมพูดด้วยเสียงสั่นๆ ด้วยอารมณ์ว่า “อาจารย์เราทำได้แล้ว เราทำได้แล้ว”และน้ำตาซึมด้วยความยินดี
ศ.ดร.สุรพล ได้บันทึกเหตุการณ์ครั้งนั้นเอาไว้ความว่า “คุณสืบ ต่อสู้ด้วยความรู้ทางวิชาการและประสบการณ์อย่างทุ่มเทมาตลอดระยะเวลาแห่งการพิจารณานั้น และความสำเร็จที่เกิดขึ้นได้ต้องถือว่าเป็นผลงานของคุณสืบด้วยส่วนหนึ่งแน่นอน”
เมื่อวิกฤตการณ์เขื่อนน้ำโจนยุติลงเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2531 ฝ่ายค้านที่เคยรวมพลังกันอย่างเหนียวแน่นต่างแยกย้ายกันไปดำเนินชีวิตตามแนวทางของแต่ละคน สำหรับคุณสืบ นาคะเสถียร กลับมาใช้เวลาในงานวิจัย รวมถึงลงพื้นที่ทำงานภาคเหนือภาคใต้ ผลิตเอกสารวิชาการต่างๆ จากประสบการณ์
และความเป็นห่วงความอยู่รอดของระบบนิเวศ ธรรมชาติ ผืนป่า สัตว์ป่า ทุ่งใหญ่นเรศวร - ห้วยขาแข้ง คุณสืบและผองเพื่อน ตัดสินใจว่า จะต้องใช้ความยอมรับของนานาชาติ เข้าช่วยอนุรักษ์ผืนป่านี้ “ป่าผืนนี้ต้องเป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก”
เดือนธันวาคม พ.ศ. 2532 คุณสืบรับหน้าที่เป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เธอทำงานด้วยความมุ่งมั่นที่จะรักษาระบบนิเวศธรรมชาติไว้ให้ได้ สมกับที่ได้ติดตั้งป้ายเตือนใจไว้ตั้งแต่เข้ามารับหน้าที่ว่า “ข้าจะรักษาผืนป่าและสัตว์ป่าด้วยชีวิต”
ในยุคนั้นห้วยขาแข้งเป็นเสมือนแดนมิคสัญญีของสัตว์ป่า เสียงปืนที่ดังขึ้นตอนกลางคืนเป็นธรรมดา การล่าสัตว์ทำกันเป็นขบวนการ มีทีมไล่ล่า เข้าไปไล่ยิงสัตว์ป่าแล้วทิ้งซากเอาไว้ให้อีกทีมตามเข้ามาแล่เนื้อและขนออกมาขาย
ภาพแห่งความน่าเศร้าที่กล่าวไปนั้น คุณบุหลัน รันตี นักเขียนเรื่องราวป่าไม้สัตว์ป่า ได้เขียนบันทึกเรื่องราวของป่าห้วยขาแข้งเวลานั้นลงในหนังสือ ‘เที่ยวไปในป่าลึก’ บทหนึ่งชื่อ ‘นักล่าห้วยขาแข้ง’ บรรยายเอาไว้ว่า “การเห็นซากกวางถูกชำแหละทิ้งไว้เช่นนี้มิได้เป็นของแปลกสำหรับเราอีกต่อไป เพราะมีให้เห็นตลอดเส้นทาง แต่ละซากมีสภาพคล้ายๆ กัน ถ้าซากไหนไม่มีหัวตัดทิ้งไว้ แสดงว่ากวางตัวนั้นเป็นตัวผู้ เขาสวยของมันสามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้เช่นกัน ตลอดการเดินทางเราพบซากกวางถูกฆ่าตายเกือบสามสิบซาก ผมได้ถ่ายเป็นภาพสไลด์เอาไว้ ถ่ายจนฟิล์มเกือบจะหมดจนเลิกถ่าย พิจารณาดูแล้วว่ามันจะต้องเป็นการล่าเพื่อการค้าอย่างแน่นอน”
ในงาน ‘วันสิ่งแวดล้อม 33’ เดือนมิถุนายน พ.ศ.2533 คุณสืบได้รับเชิญไปบรรยายเรื่องสัตว์ป่าเมืองไทย ในวันนั้นคุณสืบบรรยายประกอบภาพถึงวิกฤตของสัตว์ป่า และบ้านของเขาด้วยความรักและห่วงใยอย่างจริงจัง ตรึงหัวใจผู้ฟังร่วมพันคน
ในวันนั้นคุณสืบได้กล่าวประโยค ที่ยังจำได้ถึงวันนี้ว่า “ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่า”
ช่วงเวลา 8 เดือนที่คุณสืบทำหน้าที่หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จากธันวาคม พ.ศ.2532 ถึง 1 กันยายน พ.ศ. 2533 ดูเหมือนว่ากิจกรรมที่ต้องทำเพื่อการอนุรักษ์ คุณสืบได้กระทำแล้ว ไม่ว่าการลงพูดคุยตามบ้านของชาวบ้าน การกระตุ้นให้โรงเรียนใกล้ป่าได้เข้าใจความสำคัญของการอนุรักษ์ป่า ภาพคุณสืบยืนบรรยายให้แถวนักเรียนชั้นประถมตัวเล็กๆ ฟัง การทำงานป้องกันการตัดไม้ทำลายป่าอย่างแข็งขันตรงไปตรงมาจนมีค่าหัว ไปจนถึงเรื่องที่จัดนิทรรศการและสัมมนาที่เมืองอุทัยธานีต่อต้านการให้สัมปทานป่าที่อยู่ระหว่างเขานางรำกับสวนป่าระบำไว้ได้ ความสมบูรณ์ของป่านี้ยังอยู่ประจักษ์แก่สายตาของผู้ที่มีโอกาสไปดูจุดชมวิวที่เขานางรำ
คุณสืบเป็นผู้นำที่ลูกน้องทั้งรักและเกรงใจ หลังจากการทำงานหนักมาแล้วในตอนกลางวัน คุณสืบใช้เวลาตอนกลางคืนเขียนรายงานการนำเสนอองค์การสหประชาชาติเพื่อให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวนและห้วยขาแข้งได้รับการสถาปนาเป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก
หลังสี่ทุ่มที่เครื่องปั่นไฟถูกปิดแล้ว คุณสืบจะยังจุดเทียนนั่งทำรายงานต่อไปจนดึกดื่น จนสเร็จเป็นรายงานชื่อ Nomination of the ThungYai-HuayKhaKhaeng Wildlife Sanctuary to be a UNESCO World Heritage Site present by SeubNakasathien and Belinda Stewart-Cox - เขียนร่วมกับคุณเบลินดา สจ๊วต ค็อกซ์
แปดเดือนแห่งความกดดัน ที่ตั้งปณิธานไว้ว่าจะรักษาผืนป่าสัตว์ป่าห้วยขาแข้งด้วยชีวิต แต่ผลดูเหมือนจะยากที่จะรักษาไว้ได้ มีหลายคนที่พบคุณสืบช่วงเวลานั้นต่างบอกว่า คุณสืบผอมลงมาก เครียดมาก มีข่าวเล่าลือกันต่อมาว่าคุณสืบเข้าพบผู้ใหญ่ระดับรัฐมนตรี อธิบายเรื่องราวต่างๆ แต่กลับได้รับคำแนะนำว่า “คุณต้องทำงานให้หนักกว่านี้”
คำตอบของคำแนะนำนี้ น่าจะอยู่ในคำให้สัมภาษณ์ของคุณสืบว่า
“ผมทำได้ดีที่สุดแล้วเท่าที่ผมมีชีวิตอยู่ผมคิดว่าผมได้ช่วยเหลือสังคมดีแล้วผมคิดว่าผมได้ทำตามกำลังของผมดีแล้วและผมพอใจผมภูมิใจสิ่งที่ผมทำ”
เสียงปืนหนึ่งนัดเมื่อเช้ามืดของวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2533 ได้ปิดชีวิตของชายผู้ซึ่งรักษาผืนป่า สัตว์ป่า ด้วยชีวิต ด้วยกาย วาจา และใจ
การจากไปของคุณสืบมิได้สูญเปล่า
แต่เป็นการเปิดตำนาน ‘ไอ้พวกอนุรักษ์’
สืบ นาคะเสถียรทศวรรษที่ 2520 - 2530 เป็นทศวรรษของการสร้างเขื่อนในประเทศไทย ในยุคนั้นมีทั้งเขื่อนที่อยู่ระหว่างเตรียมการขอก่อสร้าง กำลังก่อสร้าง สร้างเสร็จแล้ว และกำลังเก็บน้ำ เฉพาะที่จังหวัดกาญจนบุรีก็มีเขื่อนใหญ่อยู่ 4 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนท่าทุ่งนา เขื่อนเขาแหลม และเขื่อนท่าม่วง และกำลังเตรียมการสร้างเขื่อนน้ำโจนในผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นเขื่อนที่ 5
 

การมาถึงของการสูญพันธุ์ครั้งที่ 6

อีเมล พิมพ์ PDF

สิงโต‘หายนะทางชีวภาพ’ ของสัตว์ป่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมายืนยันว่าโลกการสูญพันธ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 6 ในประวัติศาสตร์โลกอาจรุนแรงกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์

 

รู้จัก 6 ชนิดพันธุ์ย่อยของ 'เสือโคร่ง'

อีเมล พิมพ์ PDF

เสือโคร่ง‘เสือโคร่ง’ หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Panthera tigris เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นับว่าเป็นหนึ่งในสัตว์ใหญ่ที่เป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ เนื่องจากการปรากฏตัวของเสือโคร่ง คือสิ่งที่บ่งหมายว่าป่าแห่งนั้นมีระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ ทั้งพืชพรรณและสัตว์กินพืชต่างๆ และหากระบบนิเวศเสียสมดุลดังกล่าวไป ชนิดพันธุ์ที่จะสูญหายไปเป็นอันดับต้นๆ ก็คงหนีไม่พ้นเสือโคร่ง จึงไม่น่าแปลกใจ หากเสือโคร่งจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของการอนุรักษ์ผืนป่า

 

เสือโคร่งกับนักวิจัย เรียนรู้ ผูกพัน และอนุรักษ์

อีเมล พิมพ์ PDF

เสือโคร่งบางท่านอาจได้ชมภาพยนตร์สารคดี Kedi เมืองแมว ที่นำเสนอชีวิตของแมวพร้อมนางหรือนายทาสแต่ละคนแห่งเมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี ทำให้เห็นความพฤติกรรมจำเพาะของเจ้าแมวหง่าวพอให้หลงรักกันไปตามสมควร

 

ผืนป่าที่ไร้พรมแดนของ ‘เสือโคร่ง’ และบทเรียนจากการตายของ HKT178

อีเมล พิมพ์ PDF

HKT178

1

นักวิจัยเสือโคร่ง ศักดิ์สิทธิ์ ซิ้มเจริญ ได้ออกมายืนยันว่า เสือโคร่งซึ่งพบในพื้นที่ ต.แม่ถอด อ.เถิน จ.ลำปาง เป็นเสือโคร่งจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พื้นที่มรดกโลกของประเทศไทย และเป็นพื้นที่ที่มีประชากรเสือโคร่งอาศัยอยู่มากที่สุดของประเทศ
 

จากป่าสู่เมือง : สืบ นาคะเสถียร กับเหตุการณ์หยุดเขื่อนน้ำโจน

อีเมล พิมพ์ PDF
“วันนี้ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่าทุกตัว เพราะพวกเขาพูดเพื่อตัวเองไม่ได้”
ในช่วงเวลานั้นเอง ที่จังหวัดกาญจนบุรี ได้มีโครงการก่อสร้างเขื่อนน้ำโจนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งจะทำให้ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรประมาณ 1400,000 ไร่ ต้องจมน้ำกลายเป็นพื้นที่อ่างเก็บน้ำและกำลังได้รับการคัดค้านจากนักอนุรักษ์ฯ นักวิชาการ ข้าราชการกรมป่าไม้บางส่วน และชาวเมืองกาญจนบุรี ด้วยเหตุผลว่าจะทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าจำนวนมหาศาล และเสี่ยงต่อโอกาสที่จะเกิดแผ่นดินไหวในอนาคต
ในปี 2530 รัฐบาลมีแนวโน้มที่จะอนุมัติโครงการขนาดยักษ์แห่งนี้ ในขณะที่ฝ่ายคัดค้านการสร้างเขื่อนถูกรัฐบาลกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อความวุ่นวายมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง และกำลังตกเป็นรองทั้งข้อมูลและการเผยแพร่
สืบ นาคะเสถียร ซึ่งเฝ้าติดตามสถานการณ์มาเป็นเวลานาน จึงได้เข้าร่วมการต่อสู้คัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจนอย่างแข็งขัน โดยใช้บทเรียนจากการอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลานเป็นกรณีศึกษา
วีรวัธน์ ธีรประสาธน์ เพื่อนสนิทของสืบและหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรในเวลานั้น เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการชักชวนให้ สืบ นาคะเสถียร ไปช่วยทำงานด้านข้อมูลในการเคลื่อนไหวคัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจน เขากล่าวว่า
“สืบก็รู้ว่าผมค้านเขื่อน ช่วงนั้นสืบเขาเป็นนักวิจัย ไม่ค่อยมีมิติทางด้านงานเคลื่อนไหว สืบก็เล่าให้ฟังว่างานอพยพสัตว์ป่าไม่ประสบความสำเร็จ สัตว์รอดไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ทีนี้เขื่อนน้ำโจนก็มีโครงการอพยพสัตว์ป่าเหมือนกัน เราจึงคิดว่าน่าจะเอากรณีที่เชี่ยวหลานมาเป็นบทเรียนว่า สัตว์ตายมากเพียงใด สืบก็เห็นด้วย เราจึงจัดนิทรรศการทุ่งใหญ่นเรศวร เพื่อให้คนเมืองกาญจน์ได้รู้จักป่าทุ่งใหญ่ฯ ว่าคืออะไร สืบก็มาเสนอข้อมูลว่า ถ้ามีการสร้างเขื่อนแล้ว การอพยพสัตว์ออกจากพื้นที่จะมีปัญหาอะไรบ้าง จำได้ว่าคนเมืองกาญจน์ประทับใจการพูดของสืบมาก และรู้สึกจะเป็นครั้งแรกที่สืบพูดว่า เขาพูดในนามของสัตว์ป่าที่กำลังจะตาย”
บุญส่ง จันทร์ส่องรัศมี แกนนำของกลุ่มอนุรักษ์เมืองกาญจน์ ยอมรับว่าสืบเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้พ่อค้าอย่างเขากลายมาเป็นนักอนุรักษ์จนถึงทุกวันนี้
“คืนหนึ่งในงานนิทรรศการ คุณสืบ ฉายสไลด์เกี่ยวกับการอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลาน แกเป็นคนบรรยายทำให้เรารู้สึกว่าสัตว์ป่าในภาพมีชีวิต มันร้องขอชีวิต มันครวญคราง เจ็บปวดรวดร้าว มันออกมาพร้อมกับน้ำเสียงของคุณสืบ จากเหตุการณ์นั้น ทำให้มองเห็นวิญญาณการต่อสู้และปกป้องสัตว์ป่าจากคำพูดของคุณสืบที่เราไม่เคยพบจากใครมาก่อน”
สืบเดินป่าเข้าทุ่งใหญ่ฯ เป็นเวลาห้าวันห้าคืนเพื่อเสาะหาข้อมูล และเมื่อได้สำรวจทางอากาศ เขาพบฝูงกระทิงอยู่รวมกันถึง 50 ตัว เป็นกระทิงฝูงใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบเห็นในเมืองไทย เป็นหลักฐานแสดงความอุดมสมบูรณ์ของป่าผืนนี้ได้เป็นอย่างดี บางครั้งเขาได้มีโอกาสพานักข่าวลงพื้นที่ที่จะมีการสร้างเขื่อนน้ำโจน เล่าบทเรียนจากเขื่อนเชี่ยวหลานให้นักข่าวฟังว่า ในอนาคตบริเวณนี้จะกลายสภาพเป็นทะเลสาบ เนินสูงตรงนี้จะกลายสภาพเป็นเกาะจากการถูกน้ำท่วม สัตว์จะตายจากการสร้างเขื่อนได้อย่างไร
สืบใช้ความเป็นนักวิชาการของเขาอธิบายต่อสาธารณชนให้เห็นว่า เราจะสูญเสียสัตว์ป่ามหาศาลเพียงใดหากมีการสร้างเขื่อนน้ำโจน สืบยึดถือหลักความจริงในทางวิชาการอย่างเคร่งครัด เขาทนไม่ได้ที่จะมีใครพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงทางวิชาการ แม้กระทั่งผู้บังคับบัญชาของเขาเอง
อธิบดีกรมป่าไม้ในเวลานั้นได้ออกมาพูดสนับสนุนการสร้างเขื่อนในที่ประชุมแห่งหนึ่ง ว่าปัญหาด้านสัตว์ป่าไม่น่าเป็นห่วง สามารถแก้ไขได้ โดยยกตัวอย่างเรื่องนกยูงที่ต้องอาศัยหาดทรายดำรงชีพว่า แม้ว่าน้ำจะท่วมหาดทราย แต่เราสามารถสร้างหาดเทียมขึ้นมาทดแทนได้
สืบ ข้าราชการกรมป่าไม้ชั้นผู้น้อย ซึ่งอยู่ในที่ประชุมเวลานั้น ได้กล่าวแย้งอย่างไม่เกรงใจว่า “ความคิดนี้เป็นความคิดของคนที่ไม่รู้เรื่องการจัดการด้านสัตว์ป่าเลย”
สืบร่วมมือกับนักวิชาการคนอื่นๆ เร่งผลิตข้อมูลไม่ต่ำกว่า 10 ชิ้น ว่าด้วยผลกระทบต่อสัตว์ป่าหากมีการสร้างเขื่อนน้ำโจน รวมถึงปัญหาการทำไม้ภายหลังการสร้างเขื่อนเชี่ยวหลาน ซึ่งจะเป็นบทเรียนสำคัญให้แก่เขื่อนน้ำโจนเช่นกัน
อาทิตย์สุดท้ายก่อนการตัดสินใจของรัฐบาลว่าจะสร้างเขื่อนหรือไม่ สืบทำงานอย่างหนักจนสามารถจัดทำบทรายงานเรื่อง “การประเมินผลงานช่วยเหลือสัตว์ป่าตกค้างในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน” ได้สำเร็จ รายงานชิ้นนี้ส่งผลอย่างมากต่อการพิจารณาเพราะเป็นครั้งแรกที่มีการศึกษาผลกระทบของสัตว์ป่าจากการสร้างเขื่อน
ในวันตัดสิน สืบเข้าชี้แจงต่อกรรมการด้วยตนเอง หลายฝ่ายสิ้นความสงสัยว่า สัตว์จำนวนมากต้องล้มตายลงหากมีการสร้างเขื่อนน้ำโจน
“เราชนะแล้ว” สืบพูดสั้นๆ ภายหลักออกมาจากห้องประชุมด้วยรอยยิ้ม
ภายหลังเมื่อรัฐบาลมีมติระงับการสร้างเขื่อนน้ำโจน กลุ่มนักอนุรักษ์ได้วิเคราะห์ว่า น่าจะมีมาตรการระยะยาวเพื่อป้องกันไม่ให้มีการเสนอโครงการสร้างเขื่อนน้ำโจนในอนาคตอีก และในเวลานั้นประเทศไทยได้เป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลก จึงเห็นว่าสืบน่าจะมีส่วนสำคัญในการเขียนรายงานทางวิชาการเพื่อนำเสนอต่อกรรมการให้พิจารณาว่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเหมาะสมที่จะเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ
ที่มา นิตยสารสารคดี ฉบับ รำลึก 10 ปี สืบ นาคะเสถียร เขียนโดย วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์
สืบ นาคะเสถียร เขื่อนน้ำโจน“วันนี้ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่าทุกตัว เพราะพวกเขาพูดเพื่อตัวเองไม่ได้” ในช่วงเวลานั้นเอง ที่จังหวัดกาญจนบุรี ได้มีโครงการก่อสร้างเขื่อนน้ำโจนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งจะทำให้ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรประมาณ 1400,000 ไร่ ต้องจมน้ำกลายเป็นพื้นที่อ่างเก็บน้ำและกำลังได้รับการคัดค้านจากนักอนุรักษ์ฯ นักวิชาการ ข้าราชการกรมป่าไม้บางส่วน และชาวเมืองกาญจนบุรี ด้วยเหตุผลว่าจะทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าจำนวนมหาศาล และเสี่ยงต่อโอกาสที่จะเกิดแผ่นดินไหวในอนาคต
 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP กองทุนเพื่อผู้พิทักษ์ป่า

อีเมล พิมพ์ PDF
การที่จะรักษาระบบนิเวศและธรรมชาติไว้ให้ได้ จำเป็นต้องประกอบไปด้วยผู้เล็งเห็นคุณค่าและมุ่งมั่นที่จะรักษา ตั้งแต่บุคคลระดับรัฐบาล ผู้บังคับบัญชาหน่วยงาน ลงไปจนถึงข้าราชการในพื้นที่ หัวหน้าและผู้ช่วยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และอุทยานแห่งชาติ ฯลฯ
แต่คณะบุคคลที่จะต้องไปใช้ชีวิตอยู่กลางป่า ประจำหน่วยพิทักษ์ป่า ต้องเดินตระเวนข้ามห้วย ข้ามภู กินนอนอยู่ท่ามกลางเห็บและทาก ต้องเผชิญหน้ากับพราน คนรุกป่า ฯลฯ บางครั้งถึงกับยิงต่อสู้กัน กำลังพลเหล่านี้เรียกขานกันว่า ‘ผู้พิทักษ์ป่า’ หรือที่เรียกเป็นทางการในยุคนั้นว่า ‘ลูกจ้างชั่วคราวรายวัน’
ในพ.ศ. 2533 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มีพื้นที่ 1,019,379 ไร่ มีหน่วยพิทักษ์ป่ากระจายกันอยู่ทั่วพื้นที่ทั้งหมด 9 หน่วย แต่ละหน่วยมีกำลังพลอยู่ประมาณ 8-10 คน ลูกจ้างชั่วคราวรายวันรายได้เดือนละประมาณสี่พันกว่าบาท ไม่มีสวัสดิการใดๆ ช่วยเหลือหากได้รับบาดเจ็บขณะออกไปปฏิบัติหน้าที่ และในทุกๆ เดือนตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคม เงินเดือนจะยังไม่ออก ต้องรอไปถึงปลายเดือนธันวาคมจึงจะตกเบิก หัวหน้าเขตฯ จึงต้องไปหยิบยืมผู้อื่นมาบรรเทาความเดือดร้อนของลูกน้องไปก่อน
น้องชายของคุณสืบ กอบกิจ นาคะเสถียร ได้ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ต่อนิตยสารสารคดีเอาไว้ว่า “พี่สืบไปขอยืมเงินแม่เดือนละสองหมื่นบาท แล้วไม่บอกเหตุผลว่าเอาไปทำอะไร ทางบ้านจึงเข้าใจว่าพี่สืบใช้เงินเปลือง เอาไปเลี้ยงผู้หญิงหรือเปล่า ทีหลังถึงรู้ว่าเอาไปให้ลูกจ้างรายวันในป่ายืมก่อน เพราะเงินเดือนของพวกเขาตกเบิกช้ามาก พวกนี้ไม่มีอะไรจะกิน พี่สืบก็ต้องเอาเงินจากทางบ้านออกไปก่อน”
จากสภาพปัญหาที่กล่าวมาในข้างต้น จึงเป็นที่มาวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ ที่ระบุไว้ในตราสารมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ความว่า “ส่งเสริมสนับสนุน สวัสดิการและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ และลูกจ้างของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร”
ระยะแรกตั้งมูลนิธิฯ พ.ศ. 2533 – 2534 มีการจัดซื้อวัสดุและครุภัณฑ์ให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เป็นต้นว่า ชุดสนาม เปล เป้ จำนวน 215 ชุด กล้องส่องทางไกล กล้องถ่ายรูป เครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องปั้มน้ำรวมถึงค่าซ่อมถนน อาคารบ้านพักเรือยนต์พร้อมเครื่องยนต์ ช่วยสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ซื้อแทงค์น้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า อุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านพัก และซื้อเรือพร้อมเครื่องยนต์สองลำให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร
นอกจากเรื่องวัสดุ ครุภัณฑ์ การซ่อมแซมบ้านพัก ฯลฯ เหล่านี้แล้วมูลนิธิยังจัดหาเงินให้หัวหน้าเขตยืมไปจ่ายให้ลูกจ้างชั่วคราวที่ไม่ได้รับเงินเดือนในสามเดือนท้ายของปีไปก่อนเป็นบางส่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน และเงินยืมนี้จะต้องส่งคืนมูลนิธิเมื่อตกเบิกแล้ว
งานช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นงานหลักที่มูลนิธิทำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน พ.ศ. 2560 โดยระดมทุนจากผู้มีจิตศรัทธา สนับสนุนและช่วยเหลือในกิจกรรมต่างๆ อีกหลายงาน เช่น จัดให้มีแม่ข่ายวิทยุบนยอดเขาที่ตั้งหน่วยพิทักษ์ป่ายู่ยี่ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ทั่วทั้งผืนป่าตะวันตก และหน่วยพิทักษ์ป่าต่างสามารถติดต่อกันได้ หากมีเหตุการณ์ สถานการณ์ หรือเรื่องใดที่คนเดินเฝ้าป่าต้องการความช่วยเหลือ ก็สามารถรับรู้ผ่านการสื่อสารของแม่ข่ายวิทยุนี้ได้ เป็นต้น
ปากคำของ “หม่อม” จิตประพันธ์ กฤตาคม ลูกน้องคนสนิทของคุณสืบ ยืนยันว่าคุณสืบเป็นห่วงผู้พิทักษ์ป่ามาก จะคอยสอบถามสารทุกข์สุกดิบ ถ้าเป็นไปได้ในทุกครั้งจะเป็นคนขับรถไปส่งเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ายังจุดตั้งต้นออกเดินลาดตระเวน ก่อนเข้าป่าจะอวยพรให้ลูกน้องปลอดภัย กำชับไม่ให้ประมาท รู้ได้จากอากัปกิริยาว่าคุณสืบกล่าวอย่างจริงใจ
ในตอนนั้นอันตรายมีทั้งการล่าสัตว์และตัดไม้ แต่จำนวนเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ หนำซ้ำยังไม่มีสวัสดิการ เครื่องแบบก็ไม่มี ต่างคนมีอะไรก็ใส่อย่างนั้น ไม่มีเอกลักษณ์ของหน่วยงาน คุณสืบเคยปรารภว่า ป่าธรรมชาติดีๆ ที่รักษาไว้โดยต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เมื่อหารขนาดพื้นที่แล้วได้งบประมาณไร่ละไม่ถึงหนึ่งบาท ขณะที่ป่าถูกทำลายไปแล้ว ได้งบปลูกป่าไร่ละสองพันกว่าบาท
ต่อมามีคณะเพื่อนของคุณสืบช่วยกันจัดงานคอนเสิร์ตที่กรุงเทพฯ ได้เงินมาจัดหาเครื่องแบบลาดตระเวนสีดำ พร้อมอุปกรณ์เดินป่าให้ผู้พิทักษ์ป่า แต่หม่อมเธอไม่ได้ไปร่วมงาน จึงไม่ทราบรายละเอียด
เรื่องนี้มาต่อกับที่ฟังจากคุณจิระนันท์ พิตรปรีชา เธอเล่าว่าในยุคนั้นจะมีปีละครั้งที่สหายปฏิวัติที่เคยเข้าป่าจะมาพบกันและชวนกันไปรำลึกความหลังในป่า เมื่อตอน พ.ศ. 2532 นั้นได้ไปที่ห้วยขาแข้ง คืนนั้นกำลังเตรียมเข้านอนกันแล้ว หัวหน้าสืบก็ให้คนมาปลุกไปฟังบรรยายเรื่องผืนป่าและสัตว์ป่าประกอบสไลด์ที่คุณสืบถ่ายทำเอง คุณจิระนันท์เล่าว่าเป็นการบรรยายที่ชวนประทับใจมากๆ จนนำไปสู่การจัดคอนเสิร์ต “เสียงเรียกจากพงไพร” ที่หอประชุมธรรมศาสตร์ ได้เงินมาสองแสนกว่าบาทเพื่อเป็นสวัสดิการให้แก่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า
...แต่คุณสืบไม่ยอมรับ และกล่าวกลับมาว่า ถ้าบริจาคเช่นนี้จะต้องนำส่งกรมป่าไม้และเบิกออกมา และยังมีอีกหลายกิจกรรมที่อยากทำแต่เป็นกิจกรรมที่ทางการไม่อาจอนุมัติได้ ทางสหายจึงต้องไปซื้อหาเป็นสิ่งของมาบริจาคแทน และนั่นก็ต่อภาพจากที่หม่อมบอกว่า ผู้พิทักษ์ป่ามีเครื่องแบบสีดำที่เพื่อนหัวหน้าสืบจัดหามาให้
แนวคิดของคุณสืบ เรื่องการมีกองทุนเพื่อเป็นสวัสดิการ เป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้พิทักษ์ป่าที่เริ่มเป็นรูปธรรมจากเรื่องราวข้างต้น ก็เป็นอีกที่มาหนึ่งของการตั้งกองทุนผู้พิทักษ์ป่า เมื่อตั้งมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
กองทุนผู้พิทักษ์ป่า มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เป็นกองทุนที่ดูแลเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ทั่วประเทศไทย ที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิต เนื่องจากการดูแลรักษาป่า สัตว์ป่า ไม่ว่าจะถูกยิง ถูกทำร้าย หรือประสบอันตรายจากสัตว์ป่า
ความต้องการที่จะมีกองทุนช่วยดูแลเจ้าหน้าที่ที่ประสบอันตรายจากการพิทักษ์ป่า สัตว์ป่า เพื่อเป็นสวัสดิการและขวัญกำลังใจแก่คนทำงานของคุณสืบ เป็นที่เข้าใจ รับรู้ และเห็นด้วย ดังนั้น เพื่อสืบสานเจตนาของคุณสืบ งานชิ้นแรกของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรก็ได้แก่การตั้ง “กองทุนผู้พิทักษ์ป่า”
กองทุนนี้จะส่งลูกๆ ของผู้พิทักษ์ป่าที่เสียสละชีวิตเพื่อรักษาป่าและสัตว์ป่า ให้ได้รับการศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา ดูแลเมื่อบาดเจ็บต้องรักษาตัว ช่วยงานศพ รวมถึงการออกไปเยี่ยมผู้พิทักษ์ป่าที่บาดเจ็บและเยี่ยมเยียนครอบครัว ภายหลังได้ไปปรับกิจกรรมเป็นการไปเยี่ยมผู้พิทักษ์ป่าที่ประจำตามหน่วยพิทักษ์ป่าในพื้นที่มรดกโลกทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้ง สลับสับเปลี่ยนไปเยี่ยมปีละหนึ่งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
ตลอด 27 ปี ของอายุกองทุน มูลนิธิส่งลูกเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเรียนไปแล้ว 56 คน ช่วยเหลือผู้สละชีวิตพิทักษ์ไปแล้ว 99 คน บาดเจ็บ 72 คน กรณีบาดเจ็บและเสียชีวิตมีตั้งแต่ไปห้ามคนใกล้ชิดไม่ให้บุกรุกป่า ยิงต่อสู้กับพราน ขับจักรยานยนต์ไปชนกับช้างป่า เดินลาดตระเวนแล้วตกหน้าผา
ทุนของกองทุนผู้พิทักษ์ป่ามาจากหลากหลายบุคคล ร่วมสมทบเข้ามาให้กองทุนนี้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ จึงขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเป็นส่วนของการสนับสนุนกองทุนพิทักษ์ป่าไว้ ณ ที่นี้
อย่างไรก็ตาม นอกจากการช่วยเหลือตามที่กล่าวมาแล้ว มูลนิธิสืบนาคะเสถียรยังมีเป้าหมายสำคัญอีก 2 ประการ คือ ผลักดันให้ส่วนราชการเข้ามารับผิดชอบในส่วนนี้ให้มากขึ้น และผลักดันให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกรมอุทยานฯ หรือฝ่ายตำรวจ เร่งจัดการกับผู้กระทำความผิด และผู้อยู่เบื้องหลังโดยเร็ว ในท้ายที่สุดมูลนิธิฯ วางเป้าไว้ว่ากองทุนนี้จะหมดความจำเป็นไปในที่สุด ซึ่งก็คือ วันที่ไม่มีการลักลอบทำร้ายผู้รักษาป่าอีกต่อไป
พิทักษ์ป่าการที่จะรักษาระบบนิเวศและธรรมชาติไว้ให้ได้ จำเป็นต้องประกอบไปด้วยผู้เล็งเห็นคุณค่าและมุ่งมั่นที่จะรักษา ตั้งแต่บุคคลระดับรัฐบาล ผู้บังคับบัญชาหน่วยงาน ลงไปจนถึงข้าราชการในพื้นที่ หัวหน้าและผู้ช่วยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และอุทยานแห่งชาติ ฯลฯ
 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 10 ภารกิจหมาเฝ้าป่า

อีเมล พิมพ์ PDF
27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร บทที่ 8
หมาเฝ้าป่า
บทบาทการเป็น “หมาเฝ้าบ้าน” (Watch Dog) หรือในที่นี้ขอแทนว่า “หมาเฝ้าป่า” เป็นหนึ่งในงานหลักที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรดำเนินการมาตลอดนับแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน ถือได้ว่า “เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ”เพื่อเฝ้าระวังภัยให้ผืนป่าสัตว์ป่าและแหล่งธรรมชาติให้ได้รับการอนุรักษ์ในวิถีทางที่เอื้อประโยชน์อย่างยั่งยืน ทั้งต่อประชาชนในวันนี้ และอนุชนรุ่นหลังในวันหน้า และเป็นหนึ่งการสานต่อปณิธานของคุณสืบที่เคยตะโกนก้องรักษาพงไพรมาแต่ครั้งงานคัดค้านเขื่อนน้ำโจน และการทำสัมปทานไม้ที่ป่าห้วยขาแข้ง
หน้าที่ของ “หมาเฝ้าป่า” นั้น คืองานที่ต้องนำเสนอเนื้อหาแก่ผู้มีอำนาจตัดสินใจให้สามารถรับข้อมูลข่าวสารอย่างเพียงพอเพื่อใช้ตัดสินใจอนุมัติ ระงับ ยับยั้ง โครงการที่อาจก่อผลกระทบต่อผืนป่าและสัตว์ป่า
มูลนิธิสืบนาคะเสถียรวางขอบเขตงานเอาไว้ว่าจะรักษาผืนป่าธรรมชาติทั่วประเทศ เฝ้าระวังโครงการ นโยบาย หรือการออกกฎหมายที่จะสร้างผลกระทบต่อผืนป่าในระยะยาว ในที่นี้ผู้เขียนขอบันทึกไว้ว่างานแรกที่เริ่มคัดค้าน คือ เรื่องการตัดถนนผ่านป่า หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เส้นทางเพื่อความมั่นคง 48 สาย” ในปีพ.ศ. 2534 รัฐบาลในขณะนั้นให้เหตุผลว่าเพื่อแก้ปัญหาล่อแหลมต่อการต่อสู้เอาชนะคอมมูนิสต์และการคุกคามจากภัยนอกประเทศ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการตัดถนนผ่านพื้นที่อุทยานแห่งชาติ 6 สาย ผ่านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 8 สาย และตัดผ่านป่าสงวนแห่งชาติอีก 48 สายในครั้งนั้นมูลนิธิได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อ “เราควรตัดถนน 48 สาย ผ่านป่าอนุรักษ์ ?” และจัดทำข้อสรุปเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อธิบายถึงเหตุและผลที่กระทบผืนป่า จนในที่สุดให้รัฐบาลระงับการตัดถนนความมั่นคงแห่งชาติ 2 เส้นทาง คือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้ง ส่วนเส้นทางอื่นๆ จะนำกลับไปพิจารณากันใหม่ เช่น ถนนเส้นที่จะตัดผ่านอุทยานแห่งชาติคลองลานและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ที่จนถึงวันนี้ยังมีความพยายามนำเสนอโครงการอยู่ร่ำไปซึ่งก็เป็นตัวอย่างที่ดีของคำว่า “งานอนุรักษ์เป็นงานที่ทำไม่เสร็จ ยังต้องทำอยู่ตลอด” เพราะถึงครั้งนี้จะสามารถคัดค้านได้ แต่ก็ยังมีครั้งต่อๆ ไปเกิดขึ้นมาอย่างมิเว้นพัก
สิ่งสำคัญของการทำงานคัดค้านแต่ละครั้ง มูลนิธิจะให้ความสำคัญกับการหาข้อมูลและข้อเท็จจริงเราต้องมีข้อมูลพื้นฐานก่อน ซึ่งไม่เคยปรากฏเลยว่ามูลนิธิทำงานบนเสียงลือเล่าอ้าง เราจะระวังในเรื่องนี้มาก ไม่ใช่มีข่าวนินทามาแล้วไปทำ ต้องทำการบ้าน ต้องไปดูพื้นที่จริง ไปศึกษาเรื่องราวว่ามีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร
เมื่อมีข้อมูลครบถ้วนแล้วจึงนำประเด็นคัดค้านมาเข้าที่ประชุมกรรมการมูลนิธิเพื่อพิจารณาวิเคราะห์ สังเคราะห์ หาแนวทางดำเนินการเพื่อหยุดภัยคุกคามเหล่านั้นให้สัมฤทธิ์ผล เช่น ทำหนังสือส่งถึงผู้เกี่ยวข้อง ผู้รับผิดชอบโครงการ ผู้มีหน้าที่อนุมัติอธิบายผลกระทบที่จะเกิด แจกแจงข้อมูลผลเสีย (ที่มักไม่ปรากฏในรายงาน) รวมถึงการไปร่วมในเวทีเสวนาที่เปิดให้แสดงความคิดเห็น และใช้โอกาสนั้นชี้แจงรายละเอียดต่างๆ และส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการมีสื่อมวลชนช่วยเป็นกระบอกเสียงในการถ่ายทอดเรื่องราวออกไปในวงที่กว้างมากขึ้น
โดยส่วนมากงานเฝ้าระวังภัยคุกคามที่จะเกิดต่อผืนป่าสัตว์ป่ามูลนิธิจะรับทราบข้อมูลเบื้องต้นจากเครือข่ายองค์กรหรือบุคคลที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม  ซึ่งรู้จักกันจากงานสัมมนาสิ่งแวดล้อมประจำปี และได้ติดต่อสื่อสารกันอยู่เสมอ รวมตัวกันเป็นเครือข่ายแบบหลวมๆ เมื่อมีเหตุการณ์ใดก็จะเข้าช่วยเหลือกัน ใครถนัดเรื่องไหนงานใดก็ลงมือทำในสิ่งเหล่านั้น
งาน Watchdog ในหลายครั้งได้รับข่าวดีเป็นรางวัล แต่ก็มีไม่น้อยที่ได้รับข่าวร้าย บางโครงการนั้นผู้มีอำนาจตัดสินใจสั่งระงับไว้ก่อน แต่ไม่ได้ถอดออกไปจากแผนงาน หมายความว่า เป็นแค่การระงับไม่ใช่ยกเลิก ก็เป็นไปได้ว่าในอนาคตโครงการเหล่านั้นจะหวนกลับมาให้ได้ออกแรงกันในอีก ก็ยังต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์กันเป็นระยะๆ ดังเช่น โครงการเขื่อนแม่วงก์ หรือถนนคลองลาน-อุ้มผางที่จะตัดผ่านป่าอนุรักษ์ที่ยังอุดมสมบูรณ์
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าโครงการที่จะสร้างผลกระทบต่อผืนป่าสัตว์ป่านั้นเป็นโครงการที่มีคนได้ประโยชน์และเห็นเพียงแต่ประโยชน์เฉพาะหน้าเพียงด้านเดียว ไม่ได้มองว่าในระยะยาวจะต้องเสียอีกมากมายเท่าไหร่ เช่น เมื่อป่าถูกตัดแบ่งออกจากกัน สัตว์ป่าก็ไม่สามารถติดต่อกันได้ ป่าก็ค่อยๆ ถูกเจาะ พื้นที่ที่เป็นแหล่งต้นน้ำก็จะค่อยๆ เสื่อมสภาพจนไม่สามารถให้ประโยชน์ในอนาคต ตรงกันข้ามกับผลประโยชน์ระยะสั้นที่เห็นและจับต้องได้ทันที สิ่งเหล่านี้เป็นดังเรื่องพื้นฐานที่ต้องเผชิญอยู่เสมอตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิเป็นต้นมา
เมื่อเข้าขัดขวางผลประโยชน์แน่นอนว่าย่อมมีแรงเสียดทานเกิดตามมา งานเฝ้าระวังเช่นนี้จึงเป็นงานที่ได้รับคำด่ามากกว่าคำชม เมื่อโดนด่าก็ย่อมมีผลต่อคนทำงานเป็นธรรมดา แต่เราก็ต้องเข้าใจที่มาของเหตุที่เขาด่า เพราะเขาไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ขณะเดียวกันเราก็ต้องมองย้อนกลับมาที่ตัวเองว่าสิ่งที่กำลังทำนั้นถูกต้องไหม ถ้าสิ่งที่เราทำมันถูกคำด่านั้นก็ไม่มีผลใดใดกับเรา เป็นเรื่องของใจ
คำด่าที่มีมาบ่อย เช่น “เป็นพวกขวางการพัฒนา” ซึ่งขอยอมรับว่าเป็นพวกขวางการพัฒนาจริงๆ แต่ไม่ได้ขวางเพื่อตัวเอง เป็นการขวางเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ เพราะเรื่องที่กระโดดเข้าไปขวางเป็นการพัฒนาที่ได้แต่ผลเฉพาะหน้า ไม่ได้ประโยชน์ในระยะยาว การพัฒนาต้องเป็นการพัฒนาที่ไม่เกิดผลเสียไม่ว่าในระยะสั้นหรือระยะยาว หากว่าเป็นการพัฒนาที่ไม่สร้างผลกระทบแล้วก็คงไม่มีเหตุผลที่จะต้องคัดค้าน
ตลอดระยะเวลาการทำงาน Watch Dog มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ทำงานใดไปบ้าง ขอใช้พื้นที่สรุปผลงานเด่นไว้ตรงนี้ ได้แก่
พ.ศ. 2534 ร่วมรณรงค์คัดค้านถนน 48 สาย เพื่อความมั่นคง พ.ศ. 2538 คัดค้านการสร้างถนนสาย 3011 รอบป่ากันห้วยขาแข้ง พ.ศ. 2540 ร่วมคัดค้านท่อก๊าซไทยพม่าการบุกรุกอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด, คัดค้านนโยบายของกรมป่าไม้ในการร่างระเบียบอนุญาตให้เอกชนเช่าพื้นที่อุทยาน พ.ศ. 2541 คัดค้านการสร้างบ้านพัก VIP กลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง, รณรงค์หยุดเหมืองแร่ทุ่งใหญ่นเรศวร, ร่วมคัดค้านโรงไฟฟ้าบ่อนอกหินกรูด พ.ศ. 2544 ร่วมคัดค้าน พรบ.แร่ และเหมืองแร่โปแตซ, คัดค้านการสร้างถนนผ่านป่าทุ่งใหญ่นเรศวรตะวันตก, คัดค้านการจัดแรลลี่ปล่อยเป็ดก่า ในพื้นที่เขาบันได เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พ.ศ. 2545 คัดค้านโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาธรรมชาติห้วยขาแข้ง ณ สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ, ร่วมรณรงค์คัดค้าน ร่าง พรบ.แร่, ร่วมคัดค้านการปล่อยสารตะกั่วลงลำห้วยคลิตี้ พ.ศ. 2547 คัดค้านการตัดถนน คลองลาน – อุ้มผาง พ.ศ. 2548 คัดค้านการตัดถนนผ่านป่าทุ่งใหญ่นเรศวร พ.ศ. 2549 คัดค้านการขุดอุโมงค์ผันน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ผ่านพื้นที่อนุรักษ์, คัดค้านการเปลี่ยนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางเป็นอุทยานแห่งชาติ, คัดค้านการสร้างถนนผ่านอุทยานแห่งชาติแก่งกรุง, คัดค้านเหมืองแร่ และการขนส่งแร่ผ่านป่าทุ่งใหญ่นเรศวร พ.ศ. 2550 คัดค้านกฎหมายใช้เช่าพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2551 คัดค้านการให้เช่าพื้นที่อุทยานแห่งชาติทางทะเล (อันดามัน) พ.ศ. 2552 คัดค้านโครงการเขื่อนแม่วงก์ และยังคงคัดค้านโครงการนี้มาจนถึงปัจจุบัน
หากดูตามรายละเอียดที่กล่าวมา จะเห็นว่าบางโครงการได้เงียบไปแล้ว แต่บางโครงการยังได้ยินข่าวสารอยู่ เช่นโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ และเขื่อนแก่งเสือเต้น ซึ่งเป็นมหากาพย์คู่กันมาอย่างยาวนาน หรือโครงการถนนสายคลองลานอุ้มผางก็เช่นกันแม้จะเหมือนเป็นงานที่ทำไม่สำเร็จแต่ก็มองได้อีกมุมหนึ่งว่าอย่างน้อยก็ชะลอภัยคุกคามมาได้ตั้ง 20 ปี ช่วยรักษาป่าและสัตว์ป่าได้ตั้งมากมาย ส่วนเรื่องในอนาคตนั้นก็ยังคงต้องสู้กันต่อไป
อีกเรื่องที่น่ายินดีในวันนี้ คือ มีสาธารณะชนเห็นความสำคัญของผืนป่าและสัตว์ป่าเพิ่มมากขึ้นหากเทียบกับช่วงที่คุณสืบเสียสละชีวิต แม้ชื่อนี้จะเป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่คนที่เข้าใจถึงคุณค่าความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ไม่ได้มีมากเท่าวันนี้ ทั้งยังมีเครื่องมือใหม่ๆ อย่างโซเชี่ยลมีเดียไว้ช่วยกระจายข่าวสารและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นก็ทำได้ง่ายมากขึ้น
การมีคนเข้าใจมากขึ้น ก็ทำให้เรามีโอกาสมากขึ้น เมื่อนำเสนอข้อเท็จจริงออกไปสาธารณะชนก็ตอบรับมากขึ้น ให้สนับสนุนมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะเวลาที่ล่วงเลยมาได้แสดงผลของการทำลายป่า มีตัวอย่างของจริงให้เห็นในหลายพื้นที่ ขณะเดียวกันพื้นที่ที่ยังอุดมสมบูรณ์ก็แสดงให้เห็นว่าธรรมชาติได้เอื้อประโยชน์แก่เราอย่างมากมายแค่ไหน
ปัจจุบันหน้าที่ “หมาเฝ้าป่า” นั้นยังเป็นงานที่มูลนิธิดำเนินงานมาอย่างเข้มแข็ง ในแผนยุทธศาสตร์ปัจจุบัน พ.ศ.2558 – 2562 ก็ได้ยกเรื่องนี้เป็นงานลำดับที่หนึ่งของแผนงาน เพื่อรักษาผืนป่าสัตว์ป่าให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน
หมาเฝ้าป่าบทบาทการเป็น “หมาเฝ้าบ้าน” (Watch Dog) หรือในที่นี้ขอแทนว่า “หมาเฝ้าป่า” เป็นหนึ่งในงานหลักที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรดำเนินการมาตลอดนับแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน ถือได้ว่า “เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ”เพื่อเฝ้าระวังภัยให้ผืนป่าสัตว์ป่าและแหล่งธรรมชาติให้ได้รับการอนุรักษ์ในวิถีทางที่เอื้อประโยชน์อย่างยั่งยืน ทั้งต่อประชาชนในวันนี้ และอนุชนรุ่นหลังในวันหน้า และเป็นหนึ่งการสานต่อปณิธานของคุณสืบที่เคยตะโกนก้องรักษาพงไพรมาแต่ครั้งงานคัดค้านเขื่อนน้ำโจน และการทำสัมปทานไม้ที่ป่าห้วยขาแข้ง
 

'เมนูหูฉลาม' แลกชีวิตนับล้าน

อีเมล พิมพ์ PDF
องค์กรไวล์ดเอดเผย คนไทยส่วนใหญ่นิยมบริโภคหูฉลาม ส่งสัญญาณน่าเป็นห่วงชีวิตฉลามโลก
เมื่อวันื้ 18 ก.ค. ที่ผ่านมา องค์กรไวล์ดเอด (WildAid) ได้มีการแถลงการณ์ผลสำรวจความต้องการบริโภคหูฉลามในประเทศไทย ซึ่งจากการสำรวจพบว่าคนไทยมากกว่าครึ่งเคยบริโภคหูฉลาม และที่น่าเป็นห่วงคือมากกว่า 60% ยังต้องการบริโภคหูฉลามในอนาคต บ่งชี้ว่าความต้องการบริโภคหูฉลามของคนไทยมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น  นอกจากนั้นคนไทยจำนวนมากยังไม่ทราบถึงผลกระทบจากการบริโภคหูฉลามต่อประชากรฉลามทั่วโลก รวมถึงความโหดร้ายของการฆ่าฉลามเพื่อการค้าหูฉลาม
รายงาน “ผลสำรวจความต้องการบริโภคหูฉลามในประเทศไทย” รวบรวมข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงบทบาท ของประเทศไทยในเวทีการค้าหูฉลามของโลก พร้อมกับผลสำรวจความต้องการบริโภคหูฉลามในประเทศไทยที่จัดทำโดยองค์กรไวล์ดเอด และบริษัทวิจัย แรพพิด เอเชีย (Rapid Asia)  เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะทำความเข้าใจปัจจัยของการบริโภคหูฉลามของคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
จากการสำรวจพบว่า คนไทยบริโภคหูฉลามอย่างแพร่หลาย และมีแนวโน้มที่ประเทศไทยจะเป็นตลาดสำคัญของการค้าหูฉลาม โดยคนไทย 57% ที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองทั่วประเทศเคยบริโภค หรือยังคงบริโภคหูฉลามตามโอกาสต่างๆ ขณะที่ 29% ได้บริโภคหูฉลามในช่วง 12 เดือนที่่ผ่านมา และที่น่าเป็นห่วงคือ คนไทย 61% ยังต้องการบริโภคหูฉลามในอนาคต โดยให้เหตุผลว่า เพราะความอยาก รู้อยากลอง และเคยได้ยินมาว่าหูฉลามมีรสชาติดี ทั้งที่จริงแล้ว หูฉลามไม่มีรสชาติใดๆ แต่มาจากน้ำซุปที่ผ่านการปรุงรส
ผู้บริโภคบอกว่า ได้รับประทานหูฉลามบ่อยครั้งที่สุดที่งานแต่งงาน (72%) ทานกับครอบครัวที่ร้านอาหาร (61%) และในงานเลี้ยงธุรกิจ (47%) ซึ่งการสำรวจตลาดโดยองค์กรไวล์ดเอดพบว่า มีร้านอาหารอย่างน้อย 100 ร้านในกรุงเทพมหานครที่มีเมนูหูฉลาม แสดงให้เห็นว่าเมนูดังกล่าวพบได้ทั่วไป และผู้บริโภคสามารถซื้อหาได้อย่างง่ายดาย
แต่ละปี มีฉลามกว่า 100 ล้านตัวถูกฆ่าอย่างโหดร้าย ในจำนวนนี้ครีบของฉลามมากถึง 73 ล้านตัวถูกนำมาทำเป็น “ซุปหูฉลาม” หรือประกอบเป็นเมนูอื่นๆ ซึ่งประเทศไทยถูกจัดได้ว่าเป็นตลาดค้าครีบฉลามรายใหญ่แห่งหนึ่งของโลก โดยเกิดจากการที่ผู้บริโภคไม่ตระหนักถึงการกระทำอันโหดร้ายเบื้องหลังเมนูหูฉลามนั้น ที่เหล่าฉลามต่างถูกลากขึ้นมาเพื่อเฉือนครีบของมันออกทั้งหมด ก่อนจะถูกโยนทิ้งกลับลงสู่ท้องทะเล ซึ่งทำให้ฉลามเหล่านั้นต้องจมน้ำตายทั้งเป็น เนื่องจากสูญเสียครีบอันเป็นอวัยวะสำคัญในการดำรงชีวิต
“จากผลการสำรวจเป็นที่แน่ชัดว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความตระหนักให้คนไทยรับรู้ถึงผลกระทบจากการบริโภคหูฉลามที่มีต่อประชากรฉลามทั่วโลก และจำเป็นต้องลดความต้องการบริโภคหูฉลาม เพราะหยุดซื้อ คือ หยุดฆ่า” มร.จอห์น เบเกอร์ กรรมการผู้จัดการ องค์กรไวล์ดเอด กล่าว
ตามข้อมูลของศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร ระหว่าง พ.ศ.2555-2559 ประเทศไทยส่งออกครีบ ปลาฉลามและหูฉลามแปรรูปมากกว่า 22,467ตัน และนำเข้าผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันมากกว่า 451.57 ตัน ปี พ.ศ.2558 เพียงปีเดียว ไทยส่งออกมากกว่า 5,000 ตัน ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณผลิตภัณฑ์หูฉลามแปรรูปที่ฮ่องกงนำเข้าในปีเดียวกัน ทั้งนี้ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าแหล่งที่มาของครีบฉลามที่ไทยนำมาแปรรูป และส่งออกไปนั้นมาจากแหล่งใดบ้าง เนื่องจากประชากรฉลามในน่านน้ำไทยมีจำนวนไม่มากพอ เมื่อเทียบกับปริมาณการส่งออกที่ศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหารได้รับรายงาน ด้วยข้อมูลข้างต้นทำให้ไทยกลายเป็นผู้ส่งออกหูฉลามแปรรูปอันดับหนึ่งของโลกแทนฮ่องกง
ราคาซุปหูฉลามในประเทศไทย เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมการบริโภค โดยเริ่มต้นที่ชามละ 300 บาท ในร้านอาหารข้างทาง ไปจนถึงชามละ 4,000 บาท ในภัตตาคารหรู
ไวล์ดเอดยังได้ทำการสำรวจความตระหนักของคนไทยเกี่ยวกับภัยคุกคามประชากรฉลาม และพบว่า อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของประชาชนทั้งประเทศ  ยังไม่ได้รับทราบถึงผลกระทบจากการบริโภคและการค้าหูฉลามต่อประชากรฉลามโลก โดยพวกเขาไม่ทราบว่าส่วนใหญ่ฉลามจะถูกฆ่าเพียงเพื่อเอาครีบของมันมาประกอบอาหารเท่านั้น และจำนวนประชากรฉลามหลายสายพันธุ์ลดลงมากถึง 98% ในขณะที่คนไทย 85% ไม่ทราบจำนวนฉลามที่ถูกฆ่าในแต่ละปี
นอกจากนี้ในงานแถลงการณ์ไวลด์เอดได้เปิดตัวอินโฟกราฟิกเคลื่อนไหวเรื่อง “หูฉลามคนละชาม แลกกี่ล้านชีวิต” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างองค์กรไวล์ดเอด (WildAid) และ Infographic Thailand อีกด้วย
โดยมร.จอห์น เบเกอร์ ได้กล่าวเสริมว่า “ในปี 2560 นี้ องค์กร ไวลด์เอด ตั้งปณิธานที่จะดำเนินงานอย่างใกล้ชิดกับภาครัฐให้มากยิ่งขึ้น เพิ่มความร่วมมือ กับร้านอาหารและโรงแรมเพื่อขอให้ยกเลิกเมนูหูฉลาม รวมถึงสรรหาทูตตัวแทนจากเหล่าศิลปิน นักแสดง และผู้มีชื่อเสียงเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงสื่อและการรับรู้ของประชาชนให้ทั่วถึงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะเราเชื่อว่ายิ่งคนไทยได้รับรู้ถึงผลกระทบที่เกิดจากการบริโภคหูฉลามมากเท่าไหร่ พวกเขาก็จะไม่อยากเกี่ยวข้องกับการค้าการบริโภคหูฉลามมากเท่านั้น ด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของทุกคน เราจะสามารถยับยั้งความต้องการหู ฉลามในประเทศไทยได้ในที่สุด”
ที่มา องค์กรไวล์ดเอด (WildAid)
ซุปหูฉลาม18 กรกฎาคม องค์กรไวล์ดเอด (WildAid) ออกแถลงการณ์ผลสำรวจความต้องการบริโภคหูฉลามในประเทศไทย ข้อมูลจากการสำรวจพบว่าคนไทยมากกว่าครึ่งเคยบริโภคหูฉลาม และที่น่าเป็นห่วงคือมากกว่า 60% ยังต้องการบริโภคหูฉลามในอนาคต บ่งชี้ว่าความต้องการบริโภคหูฉลามของคนไทยมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น  นอกจากนั้นคนไทยจำนวนมากยังไม่ทราบถึงผลกระทบจากการบริโภคหูฉลามต่อประชากรฉลามทั่วโลก รวมถึงความโหดร้ายของการฆ่าฉลามเพื่อการค้าหูฉลาม
 

เมื่อโรงไฟฟ้า ‘ถ่านหินสะอาด’ แนวหน้าต้องเจอทางตัน

อีเมล พิมพ์ PDF

โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงไฟฟ้ามิสซิสซิปปี สหรัฐอเมริกา ซึ่งนับว่าเป็นโรงไฟฟ้าแนวหน้าด้านการพิสูจน์ว่าพลังงานถ่านหินสะอาดเกิดขึ้นได้จริง กำลังเผชิญอุปสรรคเมื่อดำเนินงานไม่ได้เป็นไปตามแผน เทคนิคการกักเก็บคาร์บอนซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นโอกาสของถ่านหินสะอาด ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าราคาแพงและยุ่งยากเกินกว่าจะทำได้ ปัจจุบัน โรงไฟฟ้าดังกล่าวจึงหันมาใช้แก๊สธรรมชาติทดแทน

 

21 มรดกวัฒนธรรมและธรรมชาติแห่งใหม่ของโลก

อีเมล พิมพ์ PDF
การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 41 ในระหว่างวันที่ 2 – 12 กรกฎาคม 2560 ณ เมืองประวัติศาสตร์คาร์คูฟ สาธารณรัฐโปแลนด์ ได้พิจารณาอนุมัติมรดกโลกใหม่ 21 แห่ง และมีการพิจารณาให้กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ และนครประวัติศาสตร์พะนครศรีอยุธยา ไม่ถูกจัดอยู่ในภาวะอันตราย
สำหรับการประกาศพื้นที่มรดกโลกใหม่ทั้ง 21 แห่งนั้น ในการประชุมครั้งนี้ ได้พิจารณาอนุมัติมรดกโลกทางวัฒนธรรม 18 แห่ง และมรดกโลกทางธรรมชาติ 3 แห่ง นอกจากนี้ยังมีการประกาศส่วนขยายเพิ่มเติมอาณาเขตพื้นมรดกโลกอีก 5 แห่ง
มรดกโลกทางธรรมชาติทั้ง 3 แห่ง ประกอบไปด้วย
พื้นที่ Dauria ประเทศมองโกเลีย และรัสเซีย เป็นพื้นที่แบบทุ่งหญ้าสเตปป์ (Steppe) ป่า ทะเลสาบ ตลอดจนพื้นที่ชุ่มน้ำ เป็นพื้นที่ที่ได้รับอิทธิพลสภาพภูมิอากาศสองทิศทางจากทางตะวันออกของมองโกเลียและรัสเซีย และทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ก่อให้เกิดสภาพอากาศที่มีลักษณะเฉพาะ มีระยะเวลาแห้งและเปียกที่แตกต่างกัน ส่งผลให้เกิดความหลากหลายทางระบบนิเวศที่มีความสำคัญระดับโลก เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสำหรับสัตว์ป่าที่หายาก เช่น นกกระเรียนขาว และลูกนกอินทรีที่มีขนาดใหญ่รวมทั้งสัตว์ที่มีสถานภาพถูกคุกคาม ทั้งยังเป็นเส้นทางที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของชาวมองโกเลียอีกด้วย
อุทยานแห่งชาติ Los Alerces ตั้งอยู่ในเทือกเขาแอนดีสตอนเหนือของ Patagonia ประเทศอาร์เจนติน่า อุทยานแห่งชาติแห่งนี้มีการก่อตัวของธารน้ำแข็งที่ต่อเนื่อง ทำให้เกิดภูมิทัศน์ในภูมิภาคที่สร้างความงดงาม ที่สำคัญ คือ มีระบบการจัดการและอนุรักษ์พืชไม้นานาพันธุ์ ให้อุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะต้นไซปรัส สายพันธุ์ปาตาโกเนีย (Patagonia) ซึ่งถือว่าเป็นต้นไม้ที่อายุยืนมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลก
ที่ราบสูง Qinghai Hoh Xil ประเทศจีน เป็นที่ราบสูงที่ใหญ่ที่สุดและสูงที่สุดในโลก มีความสูงกว่า 4,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีอุณหภูมิโดยเฉลี่ยต่ำกว่าศูนย์ตลอดทั้งปี สภาพภูมิศาสตร์และภูมิอากาศของพื้นที่มีความหลากหลายทางชีวภาพที่เป็นเอกลักษณ์ มากกว่าหนึ่งในสามของชนิดพันธุ์พืชและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เป็นพืชอาหารเฉพาะถิ่นที่ราบสูง และยังเป็นเส้นทางการอพยพละมั่งในทิเบต สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่กำลังใกล้จะสูญพันธุ์
ส่วนมรดกโลกทางวัฒนธรรม 18 แห่ง ประกอบไปด้วย โบราณสถานและเหมืองหินอ่อน Aphrodisias (ตุรกี), เมือง Asmara (เอริเทรีย), วิหารแห่ง Sviyazhsk (รัสเซีย), ถ้ำและศิลปะโบราณ Swabian Jura (เยอรมนี), ย่านเมืองเก่า Hebron/Al-Khalil (ปาเลสไตน์), เมืองประวัติศาสตร์ Ahmadabad (อินเดีย), เมืองประวัติศาสตร์ Historic City of Yazd (อิหร่าน), Kujataa Greenland (เดนมาร์ก), เกาะ Kulangsu (จีน), เมืองMbanza Kongo (แองโกลา), เกาะศักดิ์สิทธิ์ Okinoshima (ญี่ปุ่น), พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ Taputapuatea (ฝรั่งเศส), เหมือง Tarnowskie Góry (โปแลนด์), โซนปราสาทโบราณ Sambor Prei Kuk (กัมพูชา), เขตทะเลสาบ The English Lake District (สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ), ท่าเรือโบราณ Valongo (บราซิล), กำแพง Venetian Works of Defence (โครเอเชีย อิตาลี และ มอนเตรเนโกร) และพื้นที่ที่ผสมผสานระหว่างทะเลทรายที่กว้างใหญ่ กับวัฒนธรรมชนเผ่า Khomani (แอฟริกาใต้)
สำหรับมรดกโลกที่ประกาศเพิ่มส่วนขยาย ประกอบไปด้วย อาคารและอนุสาวรีย์ Bauhaus and its Sites (เยอรมนี), อารามหลวง Gelati Monastery (จอร์เจีย), เกาะกลางและเมืองใหม่ Strasbourg (ฝรั่งเศส) ป่าโบราณ Primeval Beech Forests of the Carpathians and Other Regions of Europe อยู่ในพื้นที่ 12 ประเทศของทวีปยุโรป และกลุ่มป่า W-Arly-Pendjari (เบนิน บูร์กินาฟาโซ และ ไนเจอร์)
หากนับรวมมรดกโลกใหม่ที่ประกาศเพิ่มในปีนี้ จนถึงปัจจุบัน มีมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติรวมกันทั้งหมด 1073 แห่ง เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม 814 แห่ง มรดกโลกทางธรรมชาติ 224 แห่ง ตลอดจนที่เป็นมรดกทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรม 35 แห่ง อยู่ใน 167 ประเทศ
ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 41 นี้ ยังมีการประชุมย่อยต่างๆ อีกหลายวาระ เช่น ได้มีแถลงการณ์เรียกร้องให้ส่งเสริมการรักษาและการฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรมและมรดกทางธรรมชาติ ตลอดจนเสริมสร้างจิตสำนึกหวงแหนของภาคประชาชน มีผู้แทนเยาวชน 32 คนจาก 32 ประเทศเข้าร่วมการประชุมแสดงความห่วงใยต่อสภาพการทำลายมรดกโลกในปัจจุบัน พร้อมเรียกร้องประชาคมโลกให้ความสำคัญ ร่วมกำลังรักษามรดกทางประวัติศาสตร์และส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ในส่วนประเทศไทยมีวาระเข้าร่วมการประชุมชี้แจงต่อคณะกรรมการมรดกโลก 2 เรื่อง มีข้อสรุปการประชุม ดังนี้ (1) มีมติให้แหล่งมรดกโลกกลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ และนครประวัติศาสตร์พะนครศรีอยุธยา ไม่จัดให้แหล่งมรดกโลกทั้ง 2 แห่งอยู่ในภาวะอันตรายพร้อมชื่นชมการดำเนินการของไทย ในการจัดทำมาตรการด้านต่างๆ เพื่อปกป้อง คุ้มครอง และรักษาคุณค่าความโดดเด่น อันเป็นสากล (OUV) ของแหล่งมรดกโลก (2) เห็นชอบการนำเสนอพระธาตุพนม กลุ่มสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์ และภูมิทัศน์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรจุไว้ในในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ของศูนย์มรดกโลก ซึ่งในขั้นตอนต่อไปจังหวัดนครพนมจะต้องดำเนินการจัดทำเอกสารการนำเสนอพื้นที่ดังกล่าวเป็นเเหล่งมรดกโลกต่อไป
เมื่อนับรวมพระธาตุพนม และสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์และภูมิทัศน์ที่เกี่ยวข้องแล้ว ปัจจุบันประเทศไทยมีมรดก สถานที่ที่ได้รับขึ้นบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) เพื่อพิจารณาเป็นมรดกโลกในอนาคตทั้งหมด 6 แห่ง ได้แก่ เส้นทางวัฒนธรรมพิมาย ปราสาทพนมรุ้ง-ปราสาทเมืองต่ำ, กลุ่มป่าแก่งกระจาน, วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช, อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท, สถานที่ อนุสรณ์สถาน และพื้นที่ทางวัฒนธรรมในเชียงใหม่ เมืองหลวงแห่งล้านนา และพระธาตุพนม และสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์และภูมิทัศน์ที่เกี่ยวข้อง
สามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับมรดกโลกแห่งใหม่ ทั้ง 21 แห่ง ได้ที่ World Heritage Site New Inscriptions in 2017
เรียบเรียง ฝ่ายสื่อสารองคืกรมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
มรดกโลกการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 41 ในระหว่างวันที่ 2 – 12 กรกฎาคม 2560 ณ เมืองประวัติศาสตร์คาร์คูฟ สาธารณรัฐโปแลนด์ ได้พิจารณาอนุมัติมรดกโลกใหม่ 21 แห่ง และมีการพิจารณาให้กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ และนครประวัติศาสตร์พะนครศรีอยุธยา ไม่ถูกจัดอยู่ในภาวะอันตราย
 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 9 ปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่กับภารกิจสิ่งแวดล้อมศึกษา

อีเมล พิมพ์ PDF
ทำไมต้อง “ปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่” เพื่อร่วมรักษาสิ่งแวดล้อม ? สิ่งแวดล้อมคืออะไร ? สำคัญอย่างไร ?
กล่าวโดยย่อ ทุกสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัวเราวันนี้ นั่นคือสิ่งแวดล้อม อากาศที่เราหายใจ น้ำที่เราดื่ม อาหารที่เรารับประทาน ฯลฯ สิ่งแวดล้อมยังโยงไกลไปจากนั้น ทำไมเขาหัวโล้นที่เมืองน่านจึงส่งผลให้น้ำท่วมถึงกรุงเทพฯ แล้วทำไมเขาจึงหัวโล้น ? ใครเป็นคนกระทำ ? คำตอบของคำถามเหล่านี้โยงมาถึง “มนุษย์” ผู้ที่รับผลกระทบจากการทำลายสิ่งแวดล้อมก็คือมนุษย์ ผู้ที่สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมก็คือมนุษย์ “การปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่” จึงเป็นงานสำคัญประการหนึ่ง เพื่อเป็นพลังในการรักษาสิ่งแวดล้อม
ให้มนุษย์ได้เกื้อกูลธรรมชาติ เพื่อธรรมชาติคงอยู่เพื่อเกื้อกูลมนุษย์ และเพื่อทดแทนส่วนเก่าๆ ที่เริ่มสึกหรอไปตามกาลเวลา
สำหรับประเทศไทยในวันนี้ จะเห็นว่ามีองค์กร มูลนิธิ สมาคม ชมรม ฯลฯ มากมายที่พยายามสร้างแนวร่วมเพื่อช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม แต่ผลที่ประจักษ์อยู่กลับพบว่า นโยบาย โครงการ กฎกติกา ที่ได้นำความเสื่อมโทรมไปให้ธรรมชาติยังไม่ได้ลดน้อยลง
การเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจในคุณค่า และวิถีที่เราทั้งหลายไม่ว่าจะอยู่ในเมือง ในชนบท หรือในป่า จะรักษาสิ่งแวดล้อมได้ก็โดยผ่านการเรียนรู้ โดยพื้นฐานที่สุดก็มาจากโรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย การมีหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษา ให้คุณครูหรืออาจารย์ที่สนใจใฝ่รู้ได้นำไปใช้ถ่ายทอดแก่ลูกศิษย์ สิ่งนี้เป็นแนวทางสากลที่ผู้ตระหนักในปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างยอมรับและนำไปใช้กันอย่างแพร่หลาย
ยิ่งกว่านั้น การให้ความรู้ผ่านการจัดค่ายธรรมชาติศึกษา จัดงานเสวนา การบรรยาย หรือการเขียนบทความ สารคดี เผยแพร่ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์หรือสื่อออนไลน์ การใช้สื่อวิทยุและโทรทัศน์ เหล่านี้ก็เป็นส่วนสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ให้ความสำคัญกับงานเผยแพร่เรื่องราวความรู้คำแนะนำเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่สาธารณชนมาตั้งแต่แรกเริ่มก่อตั้ง เป็นวัตถุประสงค์ข้อหนึ่งที่เขียนไว้ในตราสารมูลนิธิว่าจะ “ส่งเสริมและสนับสนุน การก่อให้เกิดความรู้ ความคิดเห็นและเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม”
สำหรับการปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่ หรือจะเรียกว่างานขยายแนวคิดการอนุรักษ์ที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เคยดำเนินงานมานั้น สามารถอธิบายแยกรายละเอียดตามช่วงเวลาและกิจกรรมได้หลายงานตามที่จะเล่าต่อจากนี้
ในเริ่มแรกมูลนิธิได้เริ่มพัฒนาเนื้อหาและวิธีการสอนมิติการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ กิจกรรมแรกๆ คือ การอบรมครูและศึกษานิเทศก์ ในสังกัดกรมสามัญศึกษาจากทั่วประเทศกว่า 100 คน ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน มฤคทายวันราชนิเวศน์ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี มูลนิธิได้เชิญผู้เชี่ยวชาญปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมหลายท่านมาเป็นวิทยากร อาทิ ดร.สุรพล สุดารา, ดร.ศรีศักร วิลลิโภดม, ดร.เกษมสันติ์ สุวรรณรัต และอีกหลายๆ ท่านมาร่วมให้ความรู้ในการอบรม โดยมูลนิธิได้ตั้งวัตถุประสงค์ของกิจกรรมเอาไว้เพื่อให้ครูอาจารย์ที่เข้าร่วมอบรมนั้นสามารถพัฒนาเนื้อหา และดำเนินการสอนเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแก่นักเรียนได้อย่างสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดพลังการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นของนักเรียนเอง ซึ่งได้ดำเนินงานลักษณะนี้อยู่หลายครั้งในช่วงแรกตั้งองค์กรก่อนจะพัฒนารูปแบบการให้ความรู้ที่หลากหลายยิ่งขึ้น เช่นการจัดกิจกรรมเรียนรู้นอกห้องเรียนในพื้นที่ธรรมชาติ อันถือเป็นกิจกรรมที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย
เมื่อทำกิจกรรมกับผู้สอนไปบ้างแล้ว มูลนิธิก็เริ่มทำกิจกรรมแก่ผู้เรียน หรือกลุ่มเป้าหมายที่จะเป็นเมล็ดพันธุ์ใหม่อย่างนักเรียน โดยเริ่มต้นที่กิจกรรมสัมมนาเครือข่ายเยาวชนจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น กลุ่มเยาวชนรักษ์ป่าสระบุรี กลุ่มเด็กรักษ์บ้านเพชรบุรี กลุ่มเยาวชนอาสาดับไฟป่าโรงเรียนจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เยาวชนพิทักษ์สิ่งแวดล้อมอุทัยธานี และกลุ่มเยาวชนจากพื้นที่กรุงเทพฯ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวคิดและประสบการณ์ทำงานร่วมกันที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พร้อมกันนั้นได้สร้างกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษาให้กับกลุ่มเยาวชนเพื่อให้พวกเขาได้นำไปต่อยอดและเผยแพร่ผ่านงานของกลุ่มกันต่อไป
นอกจากผู้เรียนและผู้สอน มูลนิธิได้ขยายความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการเรียนรู้พื้นที่อนุรักษ์ไปสู่เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของพื้นที่อนุรักษ์ โดยเน้นหลักไปที่ผืนป่าตะวันตก 17 พื้นที่อนุรักษ์และขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ รวมถึงกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่สนใจ จนกระทั่งงานด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาได้ขยายไปสู่รูปแบบการเรียนรู้ของกลุ่มกิจกรรมต่างๆ และถูกพัฒนาต่อยอดจนถึงปัจจุบัน มูลนิธิจึงได้ลดบทบาทการจัดกิจกรรมด้านนี้ลง แต่ยังคงให้การสนับสนุนกลุ่มที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาอยู่อย่างต่อเนื่อง
กิจกรรมต่อมาที่มูลนิธิได้ดำเนินการอย่างสม่ำเสมอจนถึงปัจจุบันในด้านการปลูกเมล็ดพันธุ์หรือการขยายแนวคิดอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คือ การสื่อสารเรื่องราวผ่านสื่อประเภทต่างๆ โดยเฉพาะงานสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นพับขนาดเล็ก โปสเตอร์ สติ๊กเกอร์ หนังสือความรู้ คู่มือสิ่งแวดล้อม งานบางชิ้นผลิตเพื่อให้ความรู้ บางชิ้นเพื่อในกิจกรรมรณรงค์ มีทั้งที่ผลิตเพื่อแจกจ่าย และผลิตเพื่อใช้ในงานการระดมทุนหารายได้ เมื่อมีโอกาสก็จะเผยแพร่ในการจัดงานรำลึกคุณสืบ งานสัมมนาต่าง หรือบางครั้งก็มีโรงเรียน หน่วยงานมาขอนำไปเผยแพร่ ทางมูลนิธิก็ดำเนินการส่งมอบให้ด้วยความยินดี นอกจากนี้งานบางส่วนก็ได้จัดส่งถึงสมาชิก (ผู้ให้การสนับสนุนมูลนิธิผ่านการบริจาคทุนทรัพย์)
เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เทคนิคการสื่อสารได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบครั้งใหญ่ เกิดสื่อแบบใหม่ๆ ขึ้นมากมาย สำหรับการใช้สื่อในสมัยใหม่นั้น ไม่ใช่เรื่องถนัดของผู้เขียนที่เคยชินกับการใช้งานสื่อสิ่งพิมพ์มากว่าครึ่งค่อนชีวิต แต่สำหรับคนรุ่นใหม่หรือเมล็ดพันธุ์ใหม่ๆ รูปแบบการสื่อสารในปัจจุบันถือเป็นช่องทางหลักที่ทำให้เข้าถึงข่าวสารได้โดยง่าย โดยไม่ต้องจัดกิจกรรมเข้าค่ายหรืออบรมกันเหมือนเมื่อก่อน แต่สามารถแลกเปลี่ยนเรื่องราวและประสบการณ์ถึงกันได้อย่างรวดเร็ว สื่อสมัยใหม่ที่ว่าเริ่มตั้งแต่การทำเว็บไซต์ของมูลนิธิ (seub.or.th) สำหรับนำเสนอเรื่องราวของคุณสืบ นาคะเสถียร และข่าวสารกิจกรรมการทำงานขององค์กร ตลอดจนข่าวสารสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่น่าสนใจ จนมาถึงในยุคการสื่อสารผ่านโซเชี่ยลมีเดีย มูลนิธิก็ได้ปรับบุคลิคการทำงานอีกครั้ง มีการทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อให้มูลนิธิเป็นองค์กรสื่อสารอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการใช้เครื่องมือใหม่ๆ อย่างเฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ และยูทูป เป็นต้น ซึ่งการสื่อสารในสมัยใหม่ที่มีความรวดเร็วนี้ ก็ช่วยให้หลายๆ คนได้ติดตามการทำงานของมูลนิธิอย่างใกล้ชิดมากขึ้น สามารถพูดคุยติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสื่อสารกันได้ง่าย และนำไปสู่การทำงานสิ่งแวดล้อมศึกษาในรูปใหม่ๆ เช่น การสร้างเครือข่ายเยาวชนเฟสบุ๊ครอบผืนป่าตะวันตกขึ้น
สำหรับเครือข่ายเยาวชนเฟสบุ๊ครอบผืนป่าตะวันตก เป็นงานเชิงทดลองที่มูลนิธินำเครื่องมือสมัยใหม่มาใช่สื่อสารกับเยาวชน เพื่อให้กลุ่มเยาวชนรอบผืนป่าตะวันตกได้สื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูล นำเสนอเรื่องราวธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ให้สาธารณชนได้เห็นในวงกว้าง โดยได้มีการสร้างแฟนเพจชื่อเครือข่ายเฟสบุ๊คผืนป่าตะวันตกขึ้นมาเป็นพื้นที่ส่วนกลางให้เยาวชนได้ส่งเรื่องราวธรรมชาติมาบอกเล่าให้กันและกันฟัง ก็นับเป็นอีกช่องทางที่ช่วยเติมเต็มการทำงานให้ครอบคลุมและเหมาะสมกับยุคสมัย
ถึงอย่างไร เรื่องของการรวมกลุ่มเครือข่ายคนรุ่นใหม่แบบออฟไลน์นั้น มูลนิธิก็ยังคงทำกันต่อเนื่อง อาจจะมีช่วงเข้มข้นและจืดจางมากน้อยไปตามภารกิจและยุทธศาสตร์แต่ละช่วงการทำงาน จนเมื่อ พ.ศ. 2559 ในงานรำลึก 25 ปี สืบ นาคะเสถียร ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มูลนิธิได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนการทำงานของกลุ่มนักศึกษาชมรมอนุรักษ์จากสถานบันการศึกษาต่างๆ ที่เคยมีประสบการณ์ร่วมงานกับมูลนิธิฯ โดยเฉพาะในช่วงการเดินเท้าคัดค้าน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์ ที่ทำให้ชมอนุรักษ์หลายสถาบันได้มาพบปะกันและรวมตัวกันอย่างหลวมๆ มูลนิธิก็ได้ใช้วาระรำลึก 25 ปีนั้นมาเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายนักศึกษาชมรมอนุรักษ์ขึ้นอีกครั้ง จนเกิดการรวมตัว จัดประชุมและทำกิจกรรมร่วมกันนับตั้งแต่นั้นเรื่อยมาจนถึงตอนนี้ สำหรับงานเครือข่ายชมรมอนุรักษ์นี้ มูลนิธิทำหน้าที่ในบทบาทของพี่เลี้ยง ตัวของนักศึกษาคือผู้กำหนดทิศทางและสร้างกระบวนการการดำเนินงานกันเอาเอง
ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวของใบไม้อ่อนที่กำลังผลิขึ้นมาในวันที่ใบไม้แก่กำลังร่วงหล่นไป
บทความโดย รตยา จันทรเทียร ประธานที่ปรึกษามูลนิธิสืบนาคะเสถียร
สิ่งแวดล้อมศึกษาทำไมต้อง “ปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่” เพื่อร่วมรักษาสิ่งแวดล้อม ? สิ่งแวดล้อมคืออะไร ? สำคัญอย่างไร ? กล่าวโดยย่อ ทุกสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัวเราวันนี้ นั่นคือสิ่งแวดล้อม อากาศที่เราหายใจ น้ำที่เราดื่ม อาหารที่เรารับประทาน ฯลฯ สิ่งแวดล้อมยังโยงไกลไปจากนั้น ทำไมเขาหัวโล้นที่เมืองน่านจึงส่งผลให้น้ำท่วมถึงกรุงเทพฯ แล้วทำไมเขาจึงหัวโล้น ? ใครเป็นคนกระทำ ? คำตอบของคำถามเหล่านี้โยงมาถึง “มนุษย์” ผู้ที่รับผลกระทบจากการทำลายสิ่งแวดล้อมก็คือมนุษย์ ผู้ที่สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมก็คือมนุษย์ “การปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่” จึงเป็นงานสำคัญประการหนึ่ง เพื่อเป็นพลังในการรักษาสิ่งแวดล้อม
 

โมเดลการปลูกป่าระดับโลกคอสตาริกาสู่ไทยโมเดล

อีเมล พิมพ์ PDF
กลไกพันธบัตรป่าไม้โมเดลการปลูกป่าระดับโลกคอสตาริกาสู่ไทยโมเดล
.
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการปลูกต้นไม้ค่อนข้างสูง เนื่องจากมีอาณาเขตพื้นที่ตั้งอยู่บริเวณโซนเขตร้อน มีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพรรณไม้ แนวคิดการปลูกต้นไม้ขายหรือการปลูกป่าเศรษฐกิจจึงเป็นอีกอาชีพทางเลือกที่น่าสนใจกว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างข้าวโพด เพื่อลดผลกระทบที่มีต่อระบบนิเวศ และยังเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้ในคราวเดียวกัน
.
อย่างไรก็ตาม การจะปลูกป่าเศรษฐกิจได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยแรงจูงใจสำคัญหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการลงทุน ผู้เข้ามามีส่วนร่วม ตลอดจนนโยบายของรัฐที่สอดคล้องไปในทางเดียวกัน ซึ่งสิ่งที่ว่ามานี้ เป็นสิ่งที่บางประเทศได้ดำเนินการไปแล้วและมีตัวอย่างของความสำเร็จให้เห็นเป็นรูปธรรม
.
ในเนื้อหานี้ คุณสันติ โอภาสปกรณ์ กลุ่มบิ๊กทรี จะชวนไปทำความรู้จักโมเดลการฟื้นฟูป่าของประเทศเกาหลีใต้และคอสตาริกา ที่สามารถพลิกฟื้นพื้นที่สีเขียวกลับคืนมาพร้อมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี หลังจากที่ทั้งสองประเทศต้องประสบกับภาวการณ์ลดลงของพื้นที่ป่าจนเกือบถึงขั้นวิกฤต ก่อนจะย้อนกลับมามองความเป็นไปได้ในประเทศไทย
.
เกาหลีเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในเอเชียตะวันออกไม่ห่างจากไป ลักษณะพื้นที่ประเทศเป็นภูเขา จึงมีป่าตามธรรมชาติเป็นจำนวนมาก คิดเป็นพื้นที่ป่า 75% ของพื้นที่ประเทศ วิกฤตป่าไม้ของเกาหลีเกิดขึ้นเมื่อประเทศญี่ปุ่นเปิดฉากรุกรานและยึดครองเกาหลี (ช่วงปี พ.ศ. 2453-2482) ทำให้พื้นที่ป่าลดลงจากการที่ญี่ปุ่นเข้าตัดไม้ในเกาหลีออกไปใช้ประโยชน์ และผลกระทบจากระเบิดของสงครามโลกครั้งที่สอง (ช่วงปี 2482-2488) ขณะเดียวกันการใช้ไม้เป็นเชื้อเพลิงในการทำฟืน ทั้งหมดนี้ส่งผลให้เกาหลีใต้ทำให้เหลือพื้นที่ป่า 35%
.
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประเทศเกาหลีสามารถกลับมาฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ได้สำเร็จเกิดจากสองช่วงใหญ่ๆ คือ ในช่วงประเทศเริ่มมีการพัฒนาการใช้พลังงานอื่นๆ แทนการใช้ฟืน และหลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายหลังเกาหลีแยกประเทศเป็นเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ปาร์คจุงฮีก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีปกครองเกาหลีใต้ เขาได้สั่งให้ประชาชนร่วมกันปลูกป่า โดยมีตำรวจป่าทำหน้าที่คอยตรวจดูแลป่าไม่ให้มีการตัดต้นไม่เพิ่มขึ้น สิ่งที่น่าประทับใจจากโมเดลตรงนี้ คือ ตลอดระยะเวลา 20-30 ปี เกาหลีสามารถปลูกต้นไม้ได้กว่า 10,000 ล้านต้น จนปัจจุบันประเทศเกาหลีใต้มีพื้นที่ป่าประมาณ 65%
.
แต่โมเดลที่น่าสนใจกว่าคือ กรณีของคอสตาริกา ประเทศเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในอเมริกากลาง ในอดีตเป็นประเทศที่มีพื้นที่ป่าอยู่ถึง 75% ของพื้นที่ประเทศ แต่ช่วงที่ประเทศกำลังพัฒนา ทำให้พื้นที่ป่าลดลงเหลือเพียง 21% จากสาเหตุสำคัญสามประการ คือ การตัดไม้ไปขาย การปลูกพืชเชิงเดี่ยว และการเลี้ยงปศุสัตว์
.
คนทั่วไปอาจคิดว่าความร่ำรวยต้องแลกด้วยการเสียพื้นที่ป่า แต่กลับเป็นเรื่องตรงกันข้าม สาธารณรัฐคอสตาริกาได้พิสูจน์ให้เห็นว่านั่นคือความเชื่อที่ผิด เมื่อรัฐบาลเล็งเห็นแล้วว่าประชาชนในประเทศไม่สามารถจะร่ำรวยได้โดยการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่นเดียวกับเรื่องการตัดไม้ เพราะยิ่งตัดไม้มากเท่าไหร่ฐานะประชาชนก็ยิ่งจนลง รัฐบาลจึงชวนให้ประชาชนหันมาปลูกป่า ยกเลิกการตัดไม้และปลูกพืชเชิงเดี่ยว นั่นส่งผลให้คอสตาริกามีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นจาก 21% มาเป็น 53% ในระยะเวลา 20 ปี รายได้ของประชาชนก็คืนกลับมาจากการปลูกป่า รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ป่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
.
จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าประเทศคอสตาริกากับไทยมีจุดร่วมที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะสาเหตุการลดลงของพื้นที่ป่า อันมีที่มาจากการตัดไม้ และการสนับสนุนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว จนส่งผลให้ชาวบ้านบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มมากขึ้น
.
ความเหมือนกันอีกอย่างหนึ่งคือ "ปลูกแล้วไม่รวย ปลูกแล้วยิ่งจน" คือ สาเหตุว่าทำไมเราควรมองประเทศคอสตาริกาเป็นกรณีศึกษา ว่าการปลูกป่าจนพื้นที่ป่าพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นจะสามารถประยุกต์กับเมืองไทยได้หรือไม่
.
ในปัจจุบัน หากเปรียบเทียบอัตราส่วนพื้นที่ป่าเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ เริ่มตั้งแต่เกาหลีใต้ พื้นที่ป่าที่เป็นของเอกชนคิดเป็น 70% ของพื้นที่ป่าทั้งหมด ด้านประเทศคอสตาริกาคิดเป็น 75% แต่ประเทศไทยกลับมีพื้นที่ป่าเอกชนเพียง 13% ของพื้นที่ป่าทั้งประเทศ ชี้ให้เห็นว่าเรากำลังคุยในเรื่องเดียวกันว่าเรากำลังใช้เอกชนในการปลูกป่า และรัฐบาลจะทำอย่างไรที่จะดึงเอกชนเข้ามาช่วยปลูกป่าให้มากขึ้น
.
กรณีความสำเร็จของประเทศคอสตาริกาเกิดขึ้นได้เพราะมีการจัดตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการปลูกป่าเศรษฐกิจ โดยมุ่งให้ความช่วยเหลือผู้ปลูกป่าเศรษฐกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง และคาดหวังให้ชาวบ้านช่วยกันดูแลต้นไม้อย่างเป็นอาชีพ ซึ่งงบประมาณที่นำมาใช้ในเรื่องนี้มาจากการบริหารจัดการภาษี 3 ด้าน คือ ภาษีน้ำมัน ภาษีไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ และการสร้างแรงจูงใจการลดภาษีแก่เจ้าของพื้นที่นำมาปลูกป่า ตามลำดับ เพื่อนำมาเป็นทุนในการปลูกและดูแลรักษาป่า
.
นอกจากนั้น กองทุนที่ตั้งขึ้นมายังเชื่อมโยงกับกองทุนทั่วโลก เพราะในเวทีระดับโลกมีกองทุนเป็นจำนวนมากที่สนับสนุนการปลูกป่าที่ดี หากประเทศไทยสามารถพัฒนาโมเดลการปลูกป่าที่ดี ก็จะสามารถสามารถดึงดูดแหล่งทุนที่จะเข้ามาสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรนานาชาติ เช่น เรดด์พลัสที่ได้สนับสนุนเวียดนามในการเพิ่มพื้นที่ป่า
.
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับโมเดลของสาธารณรัฐคอสตาริกา คือ รัฐบาลประกาศเลิกสนับสนุนการเลี้ยงปศุสัตว์ เพราะจะนำไปสู่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อป้อนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ซึ่งเคยเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พื้นที่ป่าของประเทศคอสตาริกาถูกบุกรุก
.
สำหรับกองทุนการปลูกป่าเศรษฐกิจในส่วนของประเทศไทยนั้น กลุ่มบิ๊กทรี สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ร่วมกันออกแบบแหล่งที่มาของกองทุนไว้ 3 ส่วน ได้แก่ (1) เงินของรัฐบาล (2) CSR บริษัทต่างๆ และ (3) พันธบัตร ซึ่งได้มาจากนักลงทุนและประชาชน งบประมาณที่ได้ทั้งหมดนี้จะนำไปสนับสนุนองค์กรที่มีบทบาทในการปลูกป่าเศรษฐกิจ เช่น สวนป่าเอกชน สหกรณ์สวนป่า และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เป็นต้น เมื่อปลูกเสร็จก็นำไม้มาขาย และนำรายได้ส่วนหนึ่งเข้ากองทุน เพื่อให้กองทุนมีต้นทุนเป็นของตนเอง ไม่ต้องรอเงินจากรัฐบาลหรือ CSR อย่างเดียว แต่สามารถมีรายได้จากการขายไม้ ภายในระยะเวลา 10-20 ปี เงินก็จะหมุนวนในระบบ หากสามารถนำโมเดลไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริงได้ จะไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาป่าไม้ แต่เป็นการแก้ปัญหาสังคมได้ด้วย
โมเดลการปลูกป่าเศรษฐิจคอสตาริกาประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการปลูกต้นไม้ค่อนข้างสูง เนื่องจากมีอาณาเขตพื้นที่ตั้งอยู่บริเวณโซนเขตร้อน มีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพรรณไม้ แนวคิดการปลูกต้นไม้ขายหรือการปลูกป่าเศรษฐกิจจึงเป็นอีกอาชีพทางเลือกที่น่าสนใจกว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างข้าวโพด เพื่อลดผลกระทบที่มีต่อระบบนิเวศ และยังเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้ในคราวเดียวกัน
 

'พันธบัตรป่าไม้' แนวทางการเพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

อีเมล พิมพ์ PDF
พันธบัตรป่าไม้ แนวทางการเพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
.
การสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยมีสาเหตุสำคัญมาจากการขยายตัวของการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวที่บุกรุกเข้าไปในพื้นที่ป่าสงวน ซึ่งที่ผ่านมาการฟื้นฟูสภาพป่าบนพื้นที่สูงยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวได้รับการสนับสนุนจากวงจรธุรกิจอาหารสัตว์ ส่วนการปลูกป่าโดยภาคประชาชนหรือหน่วยงานโดยไม่หวังผลกำไรก็ยังมีข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณและการทำงานที่ต่อเนื่อง
.
เหตุนี้ประเทศไทยจึงต้องพัฒนากลไกให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันโดยให้ความสำคัญกับการทำงานและคุณภาพชีวิตเกษตรกร สร้างอาชีพทางเลือกทดแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซึ่ง ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่ปรึกษาด้านการวิจัยทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ได้ตั้งข้อสังเกตผลกระทบจากพื้นที่ป่าหายไปหรือเขาหัวโล้นในหลายๆ พื้นที่ คือ ปัญหาภัยแล้ง เกษตรกรขาดน้ำ เมื่อถึงฤดูฝนน้ำก็จะหลาก ราษฎรประสบปัญหา รัฐบาลก็ต้องทำการชดเชย บางครั้งในหนึ่งจังหวัดเกิดทั้งภัยแล้งและอุทกภัยในเวลาเดียวกัน ปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นปัญหาที่ไม่สามารถควบคุมได้
.
ดร.อดิศร์ เสนอนวัตกรรม “กลไกพันธบัตรป่าไม้” บนเวทีงานเสวนา "พันธบัตรป่าไม้ เครื่องมือเศรษฐกิจสู่ป่า 40%" เป็นอีกทางออกหนึ่ง ซึ่งรวบรวมทั้งองค์ความรู้ด้านระบบนิเวศ หลักเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และนิติศาสตร์ ผนวกเข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันให้บังเกิดกลไกดังกล่าว ซึ่งมีความต้องการที่จะนำพลังของภาคเอกชนเข้ามาฟื้นสภาพป่าด้วยกัน ดังนั้นการที่ภาคเอกชนจะสามารถเข้ามาร่วมได้ก็ต้องมีการแสวงหาผลกำไร
.
“จริงๆ แล้วผมอยากให้การปลูกป่าเป็นธุรกิจที่สามารถทำกำไรได้ค่อนข้างดี เพราะ (1) เราต้องตอบแทนผู้ลงทุน (2) เราอยากให้ประชาชนที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวในพื้นที่สูงได้มีอาชีพใหม่จากการทำงานสวนป่า โดยมีรายได้สามารถเลี้ยงครอบครัวของเขาได้ นี่คือการนำกำลังของเอกชนฝ่ายดีมาสู้รบกับเอกชนที่มาทำลายป่ามา 20-30 ปีที่ผ่านมา”
.
กระบวนการทำงานจะต้องทำงานระดมทุนขึ้นมากลุ่มหนึ่ง ทุนที่หนึ่งคือ เงินกองทุน โดยการออกพันธบัตรป่าไม้ที่ได้ออกแบบไว้มีลักษณะใกล้เคียงกับกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) มาก หรือการที่กระทรวงการคลังระดมทุนเพื่อมาสร้างถนนมอเตอร์เวย์ จากนั้นจึงมีการเก็บค่าผ่านทาง และเมื่อได้เงินมาก็นำเงินรายได้ตรงนี้มาคืนให้แก่ผู้ลงทุน
.
พันธบัตรป่าไม้ก็ทำงานเหมือนกัน การออกพันธบัตรป่าไม้จำนวนหนึ่งผ่านกลไกของกระทรวงการคลัง เมื่อระดมเงินได้จำนวนหนึ่งอาจ 10,000-100,000 ล้านบาท เงินนี้ก็จะถูกนำไปใช้ปลูกป่าเศรษฐกิจโดยผู้ประกอบการ ซึ่งก็จะเป็นภาคเอกชนที่จะเข้ามาปลูก พอระดมทุนได้แล้ว ทุนที่เป็นเงินก็เป็นส่วนหนึ่ง เราจ่ายดอกเบี้ยให้แก่พันธบัตรหรือผู้ที่มาลงทุน 5%
.
ทุนที่สอง คือ เราต้องการพื้นที่จากกรมป่าไม้ ซึ่งคุณจงคล้าย วงพงศธร รองอธิบดี กรมป่าไม้ ระบุว่ามีพื้นที่ประมาณ 20 ล้านไร่
.
และทุนที่สาม คือ ทุนแรงงาน โดยแนวคิดนี้ไม่คิดจะผลักดันเกษตรกรหรือแรงงานในพื้นที่ให้ไปทำกินพื้นที่อื่น แต่เป็นการเปลี่ยนอาชีพจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาทำงานในสวนป่าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
.
พอมีการเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน ซึ่งสัญญาเช่าของกรมป่าไม้เปิดให้เอกชนเข้ามาเช่าพื้นที่ป่าได้รอบละประมาณ 30 ปี มันก็จะมีระยะเวลานานพอให้ปลูกไม้เศรษฐกิจ ซึ่งไม้เศรษฐกิจเองนั้นมีหลายสูตร บางสูตรมีสัดส่วนไม้สักมากหน่อย บางสูตรเป็นไม้พลังงาน บางสูตรก็ไม้ที่จะแปรรูปไปทำกระดาษ เป็นต้น โดยจะต้องมีการผสมผสานกันระหว่างพืชเศรษฐกิจบางตัวที่สามารถให้ผลตอบแทนได้เร็ว เพื่อให้แรงงานสามารถมีรายได้ไปเลี้ยงครอบครัว แต่พืชเศรษฐกิจบางชนิดอาจเป็นไม้ระยะยาวที่มีรอบตัด 8 ปี หรือ 20 ปี เป็นต้น
.
ป่าเศรษฐกิจให้ประโยชน์อะไรบ้าง
1. การปลูกไม้เศรษฐกิจ ช่วยประหยัดการนำเข้า และสามารถส่งออกได้
2. ไม้พลังงาน เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล
3. รักษาสมดุลของระบบนิเวศต้นน้ำ ชะลอการไหลของน้ำในฤดูฝน และเพิ่มปริมาณน้ำในฤดูแล้ง รวมถึงลดการพังทลายของหน้าดิน
4. คนในพื้นที่หรือเกษตรกรมีงานทำ รวมถึงเปลี่ยนอาชีพจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวหันมาเป็นผู้ปลูกและดูแลป่าเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคงให้กับชุมชน และพัฒนาคุณภาพชีวิต
5. เป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์
6. โอกาสที่จะพัฒนาเป็นการท่องเที่ยวในอนาคต
.
เมื่อป่าเศรษฐกิจผืนนี้มันสร้างประโยชน์มากมาย ผลตอบแทนจึงชัดเจน ซึ่งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ได้คำนวณผลตอบแทนเชิงพาณิชย์ประมาณ 15-19% (ขึ้นอยู่กับต้นทุนแต่ละพื้นที่จะไม่เหมือนกัน) หากบวกผลตอบแทนทางสังคมด้วยคิดเป็น 25% จากข้อมูลนี้แสดงให้ความคุ้มค่าในการลงทุน
.
ฉะนั้นเมื่อมีการขายหรือเก็บรายได้จากแหล่งเหล่านี้มา เงินเหล่านี้จะกลับเข้าสู่วงจรเดิม ก็คือนำมาจ่ายคืนให้แก่ผู้ที่มาซื้อพันธบัตรป่าไม้ด้วยต้นทุนเพียง 5% เท่านั้น ถือเป็นการระดมทุนที่ไม่แพง นี่คือหลักการของพันธบัตรป่าไม้ที่แสดงให้เห็นว่าระบบนิเวศกับกลไกทางเศรษฐกิจมันสามารถเกื้อก
พันธบัตรป่าไม้การสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยมีสาเหตุสำคัญมาจากการขยายตัวของการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวที่บุกรุกเข้าไปในพื้นที่ป่าสงวน ซึ่งที่ผ่านมาการฟื้นฟูสภาพป่าบนพื้นที่สูงยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวได้รับการสนับสนุนจากวงจรธุรกิจอาหารสัตว์ ส่วนการปลูกป่าโดยภาคประชาชนหรือหน่วยงานโดยไม่หวังผลกำไรก็ยังมีข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณและการทำงานที่ต่อเนื่อง
 

การหายไปของตะกอนแม่น้ำ สำคัญอย่างไร ?

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2554 โครงการรื้อเขื่อนเอลวาและไกลนส์เหนือลำน้ำเอลวา (Elwha River) ก็เริ่มเดินหน้าหลังจากวางแผนมาร่วม 20 ปี ซึ่งนับเป็นโครงการรื้อเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา และใช้เวลาทั้งสิ้นกว่า 3 ปีก่อนที่สันเขื่อนจะถูกนำออกจนหมด และแม่น้ำสามารถกลับมาไหลได้ตามธรรมชาติอีกครั้ง
ตลอดอายุร่วมศตวรรษ เขื่อนทั้งสองแห่งได้กักเก็บตะกอนปริมาณกว่า 18 ล้านลูกบาศก์เมตร และหลังจากที่เขื่อนถูกพังทลายลง ตะกอนเหล่านั้นก็ได้ถูกกระจายไปยังปลายน้ำ ทำให้ระบบนิเวศแม่น้ำกลับมามีชีวิตอีกครั้ง นอกจากนี้ ทั้งโคลนและกรวดได้ถูกพัดพาไปยังชายฝั่งและฟื้นคืนสภาพพื้นที่ชุ่มน้ำที่เดิมเผชิญกับปัญหาขาดแคลนตะกอน
“เราพบเห็นการขยายตัวของพื้นที่ชายฝั่ง” โจนาธาน วอร์ริค (Jonathan Warrick) นักวิจัยด้านธรณีวิยา ประจำ U.S. Geological Survey ผู้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงหลังจากการรื้อเขื่อนกล่าว “พื้นที่ชายหาดก็เพิ่มขึ้นจากเดิมเกือบ 150 เมตร และยังรวมถึงพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นหลังหาดแห่งนี้”
นักวิทยาศาสตร์ต่างกำลังชื่นชมผลการเปลี่ยนแปลงจากตะกอนดิน ซึ่งเดิมที ตะกอนดินเหล่านี้ถูกตีตราว่าเป็นปัญหาและทำร้ายสิ่งมีชีวิตทั้งในแม่น้ำ ลำธาร และพื้นที่ชุ่มน้ำ จากทั้งนักวิทยาศาสตร์และชุมชนโดยรอบ แต่ปัจจุบัน ปัญหาโลกร้อนซึ่งส่งผลให้น้ำแข็งละลายและระดับน้ำทะเลสูงขึ้น กลุ่มนักวิจัยกล่าวว่าเรากำลังเผชิญกับปัญหาขาดแคลนตะกอนจากแม่น้ำอย่างร้ายแรงและผลกระทบดังกล่าวจะเห็นเด่นชัดขึ้นโดยเฉพาะเมืองชายฝั่ง โดยตะกอนส่วนใหญ่นั้นถูกกักไว้ข้างหลังเขื่อน
“ประมาณ 10 หรือ 20 ปีที่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านพื้นที่ชุ่มน้ำต่างมองตะกอนในแง่ลบ” ริชาร์ด แอมโบรส (Richard Ambrose) นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียกล่าว “ตะกอนที่มากเกินไปจะมาทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำตื่นเขิน แต่ปัจจุบัน เรารู้แล้วว่าตะกอนคือทรัพยากรสำคัญที่จะทำให้เราลดผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น”
ปัจจุบัน ตะกอนแม่น้ำตามธรรมชาตินับพันล้านลูกบาศก์เมตรถูกกักไว้หลังเขื่อนขนาดใหญ่กว่า 57,000 แห่งทั่วโลก ยังไม่รวบถึงเขื่อนขนาดเล็กอีกจำนวนนับไม่ถ้วน มวลสารเหล่านี้คือสิ่งที่ควรจะถูกพัดพาลงสู่ปลายน้ำและชายฝั่งทะเล และช่วยฟื้นฟูหนองบึงและพื้นที่ชุ่มน้ำต่างๆ โดยทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ผู้เชี่ยวชาญจึงต่างหาทางออกเพื่อปล่อยตะกอนที่ถูกขังอยู่หลังเขื่อนเหล่านั้นคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อลดปัญหาการสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำ
“ตะกอนทำให้พื้นที่อยู่อาศัยชายฝั่งเพิ่มขึ้น รวมทั้งยังช่วยปรับพื้นที่และลดผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น” โรบิน กรอสซิงเกอร์ (Robin Grossinger) นักวิทยาศาสตร์อาวุโสแห่งสถาบันปากแม่น้ำซานฟรานซิสโก (San Francisco Estuary Institute) ซึ่งกำลังร่วมงานกับภาคประชาสังคมเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำบริเวณปากแม่น้ำซานฟรานซิสโกให้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า “ตะกอนก็คล้ายกับอาหาร คือประกอบด้วยสารอาหาร แร่ธาตุ และวิตามิน ที่ทำให้ระบบนิเวศเติบโต และปัจจุบันเรากำลังขาดแคลนมันอย่างมาก”
นักวิทยาศาสตร์เข้าใจถึงผลกระทบจากโครงการป้องกันอุทกภัยแม่น้ำมิสซิสซิปปี (MississippiRiver) แม่น้ำที่มีตะกอนจำนวนมากจนได้รับการขนานนามว่า “เครื่องสร้างผืนดิน” แต่โครงข่ายสิ่งปลูกสร้างป้องกันน้ำท่วมทำให้ตะกอนเหล่านั้นไม่ได้ถูกพัดพาไปตามธรรมชาติอีกต่อไป การกักตะกอนไว้ทำให้พื้นที่ชายฝั่งหายไปราว 5,200 ตารางกิโลเมตร โดยร้อยละ 20 เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ เปรียบเทียบกับเมื่อราวศตวรรษที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ภาครัฐวางแผนจะสร้างทางผันตะกอนเพื่อเลียนแบบการไหลแบบดั้งเดิมของตะกอนตามธรรมชาติ
พื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งประกอบด้วน หนองบึง พื้นที่หญ้าทะเล ปากแม่น้ำ และป่าชายเลน นับว่าเป็นระบบนิเวศที่มีประโยชน์อย่างมาก โดยเป็นสถานอนุบาลของปลา นก และสัตว์ป่าอื่นๆ สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection Agency) แห่งสหรัฐอเมริการะบุว่า หนึ่งในสามของชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามและอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์ในสหรัฐอมริกานั้นอาศัยอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำเพียงอย่างเดียว โดยชนิดพันธุ์ประมาณครึ่งหนึ่งใช้บางช่วงของชีวิตในพื้นที่ชุ่มน้ำ
ดินในพื้นที่ชุ่มน้ำยังเป็นดินที่มีการกักเก็บแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดโดยเปรียบเทียบกับระบบนิเวศอื่นๆ นอกจากนี้ การศึกษาระบุว่าการกักเก็บตะกอนหลังเขื่อนยังเป็นแหล่งปล่อยแก๊สมีเทน ซึ่งเป็นแก๊สเรือนกระจกที่อันตรายกว่าแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์อีกด้วย
นักวิจัยทั่วโลกต่างมองหาทางออกเพื่อขนย้ายตะกอนดินหลังเขื่อนให้กลับมาไหลตามธรรมชาติ การรื้อเขื่อนกลายเป็นเรื่องแพร่หลายมากขึ้น ทั้งในสหภาพยุโรป สเปน สหราชอาณาจักร และสวีเดน ทั้งเขื่อนขนาดเล็กหลายแห่งและเขื่อนขนาดใหญ่บางแห่งที่ถูกรื้อถอนลงเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี มีอีกหลายทางเลือกในการฟื้นฟูการไหลของตะกอนตามธรรมชาตินอกจากการรื้อเขื่อน เช่น การขุดเอาตะกอนที่สะสมอยู่ออกมา การสร้างท่อเพื่อระบายตะกอนหลังเขื่อน หรือโครงสร้างพยุงตลิ่งที่สามารถถอดออกได้เพื่อให้ตะกอนไหลตามธรรมชาติ
“คำตอบเรื่องนี้ค่อนข้างยุ่งยาก เราอาจมีแค่คำตอบที่เฉพาะเจาะจงของแม่น้ำแต่ละแห่ง โดยพิจารณาจากลักษณะแม่น้ำ ปริมาณของตะกอน และการไหลของแม่น้ำ รวมทั้งลักษณะของเขื่อน เนื่องจากเขื่อนเองก็มีหลายประเภท ทั้งใช้ป้องกันอุทกภัยหรือผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งสุดท้ายคำตอบของปัญหาอาจไม่ได้มีคำตอบเดียว” โจนาธาน วอร์ริค แสดงความเห็น
คำตอบหนึ่งคือเราต้องเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับตะกอน โดยปรับจากมุมที่ว่าตะกอนคือของเสีย เป็นมองว่าตะกอนคือทรัพยากรที่มีประโยชน์ โดยริชาร์ด แอมโบรส ได้ทดลองฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำโดยกระจายตะกอนเป็นชั้นบางๆ โดยในอีก 4 ปีข้างหน้า ก็จะกลับมาพิจารณาอีกครั้งว่าตะกอนส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนชนิดพันธุ์พืชและสัตว์อย่างไร
ถอดความบางส่วนและเรียบเรียงจากWhy the World’s Rivers Are Losing Sediment and Why It Matters โดย Jim Robbins เข้าถึงได้ที่ http://e360.yale.edu/features/why-the-worlds-rivers-are-losing-sediment-and-why-it-matters?utm_source=Mekong+Eye&utm_campaign=17b24b5087-EMAIL_CAMPAIGN_2017_135&utm_medium=email&utm_term=0_5d4083d243-17b24b5087-380869617
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
ตะกอนแม่น้ำเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2554 โครงการรื้อเขื่อนเอลวาและไกลนส์เหนือลำน้ำเอลวา (Elwha River) ก็เริ่มเดินหน้าหลังจากวางแผนมาร่วม 20 ปี ซึ่งนับเป็นโครงการรื้อเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา และใช้เวลาทั้งสิ้นกว่า 3 ปีก่อนที่สันเขื่อนจะถูกนำออกจนหมด และแม่น้ำสามารถกลับมาไหลได้ตามธรรมชาติอีกครั้ง
 
บทความ อื่นๆ ...


page 2 of 18

รับข่าวสาร