• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


จีนประกาศหยุดค้างาช้างภายในปี 2560

อีเมล พิมพ์ PDF
ประเทศจีนประกาศว่าจะห้ามการซื้อขายและแปรรูปงาช้างภายในประเทศภายในปี พ.ศ.2560 การดำเนินการดังกล่าวได้รับคำสรรเสริญจากนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมว่าเป็น “นโยบายที่จะพลิกชะตากรรมช้างในแอฟริกา”
งาช้างแอฟริกาเป็นที่ต้องการอย่างมากในประเทศจีน ซึ่งถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของสถานะทางสังคม โดยมีราคาราวกิโลกรัมละ 1,100 ดอลลาร์สหรัฐ
“จีนจะค่อยๆ หยุดกระบวนการซื้อขายและแปรรูปงาช้างเชิงพาณิชย์ภายในสิ้นปี พ.ศ. 2560”สำนักข่าว Xinhua รายงานโดยอ้างอิงจากคำแถลงการณ์ของรัฐบาลซึ่งผลของกฎหมายดังกล่าวจะกระทบต่อบริษัทแปรรูปงาช้าง 34 บริษัทและบริษัทซื้อขายงาช้าง 143 บริษัท โดยหลายบริษัทเริ่มปิดตัวลงแล้ว
“นับเป็นข่าวดีว่าจะมีการปิดตัวตลาดงาข้างที่ใหญ่ที่สุดในโลก” Ali Kang ผู้อำนวยการ Wildlife Conservation Society ประจำภูมิภาคเอเชียกล่าว “ผมรู้สึกภูมิใจในประเทศของผมมาก สำหรับการแสดงความเป็นผู้นำในครั้งนี้ที่จะช่วยให้ช้างยังมีโอกาสที่จะไม่สูญพันธุ์ นับว่าเป็นนโยบายที่พลิกชะตากรรมของช้างในทวีแอฟริกา”
นักอนุรักษ์คาดว่าช้างกว่า 20,000 เชือกถูกฆ่าเพื่อเอางาตลอดปีที่ผ่านมา โดยมีจำนวนการตายใกล้เคียงกับปีก่อนๆ โดย WWF ระบุว่ามีช้างเหลืออยู่บนโลกราว 415,000 เชือก
อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora– CITES) ประกาศห้ามซื้อขายงาช้างเมื่อปี พ.ศ. 2532
ประเทศจีนก็เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศที่อนุญาตให้ซื้อขายงาช้างที่ซื้อมาก่อนปี พ.ศ. 2532 และยังมีสินค้าอีกจำนวนหนึ่งซื้อซื้อขายภายใต้การอนุญาตของไซเตสในปี พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นการขายที่มีใบรับรอง
WWF ชื่นชมความก้าวหน้าของระเทศจีนในการห้ามซื้อขายทั้งหมดในจีนแผ่นดินใหญ่ และเรียกร้องให้ฮ่องกงดำเนินการในลักษณะเดียวกันภายในปี พ.ศ. 2564
“เมื่อตลาดซื้อขายงาช้างที่ตีนปิดตัวลง ฮ่องกงจะกลยเป็นพื้นที่ที่สะดวกกว่าในการลักลอบซื้อขายงาช้าง และเปลี่ยนแปลงงาช้างที่ผิดกฎหมายให้ถูกกฎหมาย” Cheryl Lo เจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายอาชญากรรมสัตว์ป่า ประจำ WWF แสดงความเห็น
ถอดความและเรียบเรียงจาก‘China to ban ivory trade by the end of 2017’ โดย Agence France-Presse in Beijing เข้าถึงได้ที่ https://goo.gl/L51FQn
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
งาช้างประเทศจีนประกาศว่าจะห้ามการซื้อขายและแปรรูปงาช้างภายในประเทศภายในปี พ.ศ.2560 การดำเนินการดังกล่าวได้รับคำสรรเสริญจากนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมว่าเป็น “นโยบายที่จะพลิกชะตากรรมช้างในแอฟริกา”
 

"ถ่านหิน-ไฟฟ้า-ทรัพยากร" บนฐานประโยชน์ของกลุ่มทุน

อีเมล พิมพ์ PDF
ถ่านหิน-ไฟฟ้า-ทรัพยากร “บนฐานประโยชน์ของกลุ่มทุน”
ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันมักมีคนจำพวกหนึ่งที่ใฝ่ฝันในความยิ่งใหญ่อลังการ ความสุขสบายของตัวเอง กอบโกยทรัพยากรมาเป็นทุนเพื่อความมั่งคั่งของตัวเอง ทรัพยากรเหล่านั้นได้มาจากการเบียดเบียนคนในพื้นถิ่น ซึ่งพวกเขาไม่ได้เต็มใจ
ยกตัวอย่างสมัยอดีตที่อาณาจักรโรมันมีระบบน้ำประปาที่ทันสมัยใช้ มีอ่างอาบน้ำสาธารณะ มีสถาปัตยกรรมที่สูงล้ำ การที่โรมันทำอย่างนี้ได้เพราะนำกำลังไปบุกรุกดินแดนอื่นนำทรัพย์สมบัติ และเอาประชาชนของดินแดนนั้นมาเป็นทาส ตกระกำลำบากลงไปขุนหิน ขุดน้ำมาให้คนอื่นใช้ สิ่งที่เรียกว่าความเจริญนั้นเกิดขึ้นกับคนเพียงแค่บางกลุ่ม แต่สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นเพียงในสมัยโบราณ
ปัจจุบัน ความเป็นทาสไม่ได้หมดไป เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบจากใช้กำลังมาเป็นเงิน โดยสิ่งนี้จะมาในรูปแบบของสินบน และหนี้สิน จุดหมายเพียงอย่างเดียวคือการยึดครองทรัพยากร สมบัติชาติ สิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอยู่ของประชากรในชาตินั้น ๆ เมื่อยึดแล้วจะสามารถกำหนดชะตาชีวิตประชากรประเทศนั้นได้ ประชากรจะไม่มีเสรีภาพ จะอยู่ภายใต้การควบคุมของคนบางกลุ่ม ซึ่งในระบบเหล่านี้สิ่งที่ผู้เอาเปรียบกลัวที่สุดคือ การพึ่งพาตัวเองได้ของประชากร
จากคำบอกเล่าของ Joseph E. Stiglitz อดีตผู้บริหาร WORLD BANK ที่ได้เปิดเผยว่า การที่ประเทศใดจะกู้เงินจำเป็นต้องทำข้อตกลงในการได้รับความช่วยเหลือทางการเงิน มีเขื่อนไขคือต้องเซ็นสัญญา ซึ่งสัญญาได้ระบุไว้ว่า 1.จะต้องยินยอมหารสมบัติของชาติ อาทิเช่น น้ำ ไฟฟ้า น้ำมัน และก๊าซ 2.เปิดให้เงินไหลเข้าออกได้โดยเสรีซึ่งโดยทั่วไปมักจะไหลออก 3.มีสิทธิในการขึ้นราคาอาหาร ไฟฟ้า น้ำมัน และก๊าซ โดยอ้างว่าเป็นราคาตลาดโลก 4.เปิดการค้าเสรีโดยต้องปฏิบัติตามกฎหมายของเจ้าหนี้
Joseph E. Stiglitz ยังเปิดเผยอีกว่า WORLD BANK และ IMF สามารถสั่งกีดกันทางการเงินได้ถ้าหากไม่ร่วมมือ ในเมื่อผู้บริหารของประเทศนั้น ๆ เจอข้อตกลงแบบนี้เขาจะรู้สึกอย่างไร เขาระบุว่าในทางตรงกันข้าม นักการเมืองและผู้บริหารของประเทศนั้น ๆ ยินดีที่จะยกบริษัทจำพวก น้ำ ไฟฟ้า น้ำมัน และก๊าซ ให้โดยไม่ลังเล หากคิดถึงค่าคอมมิชชั่นจากกการลดราคาหลายพัน ๆ ล้านจากการแปรรูปที่พวกเขาจะได้รับ ซึ่งนักการเมืองจะสามารถอ้างต่อประชาชนได้ว่าถูก WORLD BANK และ IMF บังคับ
ในประวัติศาสตร์ชาติไทย สิทธิเสรีภาพทุกอย่างของประชาชน ต้องถูกโอนย้ายไปเป็นสมบัติของต่างชาติ ทุนต่างชาติ ทุนไทยที่เป็นต่างชาติมาตลอด หากย้อนกลับไปมองเหตุการณ์ปี 2540 ประเทศไทยประสบวิกฤติต้มยำกุ้ง เกิดจากเงินไหลเข้ามาแต่ไปกระจุกตัวอยู่ข้างบน ไม่ได้ไหลลงมาทำประโยชน์ข้างล่าง รอจนกระทั่งให้ฟองสบู่แตก เพราะ György Schwartz มาทุบค่าเงินบาท ซึ่ง György Schwartz คือคนที่ถูกสร้างขึ้นโดย IMF กับ WORLD BANK และ Wall Street จนทำให้ประเทศไทยต้องนำ IMF เข้ามาเพื่อเซ็นสัญญาจำนวน 11 ฉบับ จนนำไปสู่การแปรรูปขายสมบัติชาติในราคาต่ำกว่าราคาจริงถึง 5 เท่า ไม่ใช่เพียงแค่รัฐบาลเดียว แต่มีหลาย ๆ รัฐบาลที่ทำอย่างนี้ ดูเหมือนจะเป็นประเพณีในประเทศเทศไทยไปแล้ว
บริษัทที่ได้รับผลกระทบในตอนนั้นคือ ปตท. ถูกขายภายในเวลา 77 วินาที ประชาชนรอซื้อหุ้นตั้งแต่ตี 4 ไม่สามารถมีใครซื้อได้ เป็นเรื่องที่น่าแปลกว่าหุ้นเหล่านี้ไปอยู่ที่ไหนหมด ปัจจุบันบริษัทนี้เป็น 1 ในร้อยบริษัท ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ได้กำไรปีละกว่าแสนแสนล้านบาท ถามว่ากำไรเหล่านี้ได้มาจากไหน คำตอบคือได้มาจากกระเป๋าของประชาชน ถามว่าราคาน้ำมันปัจจุบันนี้สร้างประโยชน์ให้กับคนในชาติหรือไม่ หากเปรียบเทียบกับราคาน้ำมันจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือราคาจากน้ำมันโลก เมื่อเปรียบเทียบดูแล้วพบว่าราคาไม่ตรงกัน ซึ่งทำให้ได้คำตอบว่าเกิดอะไรขึ้น
อีกบริษัทที่ได้มีการแปรรูปตาม IMF คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อาจจะไม่ได้ถูกแปรรูปทั้งหมด แต่ถูกหั่นเป็นส่วนย่อยแยกออกไป โดยมีสัญญาข้อตกลงที่ถูกเอาเปรียบเพราะรัฐจะต้องเสียเงินให้กลุ่มทุนโดยเปล่าประโยชน์เรื่อยไป รวมแล้ว 60% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทยทั้งหมดไม่ว่าเอกชนหรือรัฐ จะใช้สัญญาในลักษณะนี้ รวมทั้งโรงไฟฟ้ากระบี่
จังหวัดกระบี่มีนโยบายการท่องเที่ยวที่เน้นรักษาธรรมชาติสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดีและประสบความสำเร็จมาโดยตลอด คนกระบี่มีแผนจะสร้างพลังงานหมุนเวียนสะอาดใช้เอง จากการสำรวจพบว่ากระบี่มีศักยภาพการผลิตถึง 1,700 เมกะวัตต์ เท่ากับ 10 เท่าของการใช้ไฟฟ้าในปัจจุบัน โดยรวมสามารถทำได้อย่างแน่นอน จะส่งผลดีต่อชาวกระบี่เอง
ทว่ากับไม่ส่งผลดีต่อกลุ่มทุนที่เปรียบเสมือนเสือนอนกินไฟฟ้า คนพวกนี้จะเสียประโยชน์ทางธุรกิจเพราะกลุ่มทุนเหล่านี้ไม่ได้ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง แต่มองว่าชาวบ้านคือลูกค้าที่จะต้องซื้อไฟฟ้าใช้ และยอมรับไม่ได้หากจะมาผลิตไฟฟ้าแข่ง
จากการสำรวจของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติหากเกิดโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จังหวัดกระบี่ยังคงจะกลับมาเที่ยวหรือไม่ คำตอบที่ได้คือ 90% ไม่กลับมา จากผลสำรวจ 2 ครั้ง สิ่งเหล่านี้ใครจะรับผิดชอบ ความเจริญของคนเพียงบางกลุ่มบนความเสียสละของคนที่ไม่เต็มใจ สูญเสียทั้งสุขภาพ สูญเสียสิ่งแวดล้อม เกิดสารพิษกับอาหาร
เรื่องน่าแปลกคือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ระบุว่าไฟฟ้าไม่พอใช้จึงจำเป็นจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มและต้องเป็นถ่านหินเท่านั้น ปัจจุบันกระบี่มีโรงไฟฟ้าอยู่แล้ว ได้แก่ โรงไฟฟ้าไบโอแก๊ซ 9 โรง, โรงไฟฟ้าโซล่าเซลล์ 1 โรง, โรงไฟฟ้าพลังงานลม 1 โรง และโรงไฟฟ้าขยะ 1 โรง รวมแล้วผลิตได้ 109 เมกะวัตต์ แต่ทำไมการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ไม่รับซื้อ ส่วนการรับซื้อไฟฟ้าโซล่าจากประชาชน ภาครัฐระบุว่าจะรับซื้อในข้อตกลงคือจะกดราคาให้ต่ำสุดโดยรับซื้อเพียง 1 บาท เพื่อไม่ให้ประชาชนมีแรงจูงใจในการผลิตไฟฟ้าขาย ต้องกดราคาเพราะกลัวจะมาขายไฟให้
การสร้างวาทกรรมเท็จโดยกลุ่มทุนพลังงานให้เกิดความหวาดกลัวมีมายาวนาน เช่นเวลาจะเปิดสัมปทานพลังงาน จะมีข่าวออกมาอย่างก๊าซจะหมด หรือไปซื้อจากแหล่งอื่นนั้นแพง ควรจะสร้างโรงไฟฟ้าขึ้นมาเอง ยกตัวอย่างวาทกรรมของ ต้น มะขามป้อม ในหนังสือประชาธิปไตย พ.ศ. 2517 ระบุเอาไว้ว่า “การกักทุนความขาดแคลนนั้น เบื้องหลังของมันคือบริษัทผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่นน้ำมัน ในประเทศไทยจึงพยายามอย่างเหลือเกิดที่จะสร้างสถานการณ์ให้เห็นว่ามีการขาดแคลนน้ำมัน เพื่อที่จะให้รัฐบาลยอมให้ขึ้นราคาขายเป็นการชดเชยที่ขาดทุนกำไรโดยอ้างว่ากลุ่มผู้ค้าน้ำมันขึ้นราคาน้ำมันสูงหลายเท่าตัวและลดปริมาณการดูดลงมาก ซึ่งถ้าไม่แก้วิกฤตการณ์ด้วยการขึ้นราคาแล้ว ผลของการขาดแคลนน้ำมันจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอัมพาตไปหมด”
มล.รุ่งคุณ กิติยากร กล่าวสรุปว่า ควรปรับเปลี่ยนระบบทุกอย่างใหม่ ให้มองว่าสายไฟ หรือไฟฟ้า ทุกอย่างเป็นของประชาชน ไม่ใช่ให้กลุ่มทุนมาผูกขาดเพื่อเอื้ออำนวยกับตัวเอง อีกทั้งมองความมั่นคงของพลังงานด้วยการเปิดเสรีผลิตไฟฟ้าหลากหลายแหล่ง ที่กระจายตัว มั่นคง เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม ควรทบทวนสัญญาปารีสเนื่องจากไม่เป็นธรรม มีผลประโยชน์ทับซ้อน คนกระบี่ไม่ได้ต่อต้านอำนาจ แต่ต่อต้านการใช้อำนาจแบบผิดๆ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ไม่ได้มีไว้เพื่อเอาทรัพยากรของชาติไปเป็นของตัวเอง ไม่ควรใช้กลลวง กลยุทธ์แบ่งแยกปกครองยกมาให้ประชาชนทะเลาะกันเอง หากไม่สนใจว่าเป็นมรดกของลูกหลาน จะไม่เหลืออะไรเลย ผู้รับกรรมจะเป็นลูกหลานของเราเอง ถ้าหากยังเล่นการเมือง
เรียบเรียง ปาฐกถา เรื่อง " ถ่านหิน-ไฟฟ้า-ทรัพยากร " บนฐานประโยชน์ของกลุ่มทุน - มล.รุ่งคุณ กิติยากร เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน จากงานงานประเทศไทยในสัญญาปารีส (ถ่านหิน-ไฟฟ้า-ทรัพยากร) เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2560 ณ หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ ปทุมวัน โดย อาคม พรรณนิกร เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารองค์กร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
โรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันมักมีคนจำพวกหนึ่งที่ใฝ่ฝันในความยิ่งใหญ่อลังการ ความสุขสบายของตัวเอง กอบโกยทรัพยากรมาเป็นทุนเพื่อความมั่งคั่งของตัวเอง ทรัพยากรเหล่านั้นได้มาจากการเบียดเบียนคนในพื้นถิ่น ซึ่งพวกเขาไม่ได้เต็มใจ
.
 

ทางหลวงหมายเลข 3199 และผลกระทบที่มีต่อสัตว์ป่าในสลักพระ

อีเมล พิมพ์ PDF

สลักพระจากผลการศึกษาผลกระทบของทางหลวงหมายเลข 3199 ต่อสัตว์ป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ โดยคุณศศิ สุขเสวต พบว่ามีสัตว์ป่าเสียชีวิตในบริเวณทางหลวงหมายเลข 3199 เฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่าหมื่นตัว สัตว์เลื้อยคลานมีสถิติตายบนถนนสูงสุด

 

ฤาจะมาถึงวันอวสาน 'แม่น้ำโขง'

อีเมล พิมพ์ PDF

แม่น้ำโขงของขวัญส่งท้ายปีเก่าต้อนรับศักราชใหม่ ปี 2560 จากมติ ครม. ในกรณีอนุมัติการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงเพื่อการเดินเรือเชิงพาณิชย์ ไม่เป็นที่น่าประทับใจนัก ราวกับแจกใบสั่งโทษประหารชีวิต “แม่น้ำโขง” รวมถึงทุกชีวิตที่ต้องพึ่งพิงสายน้ำแห่งนี้

 

นวัตกรรมพันธบัตรป่าไม้ในประเทศอังกฤษ

อีเมล พิมพ์ PDF
เป็นเวลาหลายปี ที่โครงการนวัตกรรมหลายโครงการต่างพยายามที่จะดึงดูดการลงทุน และเป็นเวลาหลายปี ที่นักลงทุนภาคเอกชนต่างผลักดันให้ภาครัฐหาทางลงทุนในการปกป้องผืนป่า
“พันธบัตรป่าไม้” นวัตกรรมการลงทุนที่เพิ่งเปิดจำหน่ายเมื่อปลายปีที่ผ่านมา จะช่วยปิดช่องว่างโดยเปิดโอกาสการลงทุนจากภาคเอกชนเพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชนลดการตัดไม้ทำลายป่า
พันธบัตรป่าไม้จะเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนในตราสารทางการเงินที่สามารถเลือกรับได้ทั้งผลตอบแทนปกติ และอีกผลตอบแทนทางเลือกคือ คาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรอง (Verified Carbon Credits - VCUs) จากโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าในประเทศกำลังพัฒนา (Reducing Emission from Deforestation and Forest Degradation in Developing Countries– REDD) โครงการ REDD จะมอบผลตอบแทนให้กับผู้ถือครองที่ดินที่ช่วยปกป้องผืนป่า และช่วยดูดซับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
พันธบัตรป่าไม้นี้พัฒนาขึ้นภายใต้ความร่วมมือของบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (International Finance Corporation - IFC)ภายใต้เครือธนาคารโลก และ BHP Billiton บริษัทผู้นำด้านทรัพยากร ภายใต้การสนับสนันเชิงเทคนิคจากบริษัทที่ปรึกษา Baker & McKenzie และองค์กรไม่แสวงหากำไร Conservation International (CI)
ที่ผ่านมา REDD ยังประสบความสำเร็จไม่มากนัก เนื่องจากการขาดตลาดคาร์บอนที่มีสภาพคล่อง และต้องพึ่งพิงความสมัครใจจากภาคธุรกิจ และยังไม่มีความต้องการซื้อที่แน่นอนจากภาคเอกชน
“หากพิจารณาถึงขนาดของปัญหา ถ้าเราต้องการลดการตัดไม้ทำลายป่าลงครึ่งหนึ่งภายในทศวรรษหน้า ก็จำเป็นต้องใช้เงินประมาณ 100 ถึง 300 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะขับเคลื่อนเงินทุนจากนักลงทุนสถาบัน ซึ่งมากกว่าภาครัฐและภาคการกุศลอย่างมีนัยสำคัญ” Agustin Silvaniรองประธานด้าน conservation finance ของ CI กล่าว “กลไก REDD เดิมนั้นไม่ดึงดูดนักลงทุนสถาบันมากนัก เนื่องจากจำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญด้านคาร์บอน หรือมีความสนใจเกี่ยวกับป่าไม้”
พันธบัตรป่าไม้จำช่วยสร้างช่องทางให้ภาคเอกชนช่วยปกป้องป่า Agustin Silvani กล่าวเสริม “มันมีความแตกต่างระหว่างการริเริ่มโครงการหรือผลิตภัณฑ์ที่สามารถเลียนแบบได้ กับสินทรัพย์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งนี่คือสิ่งที่เรากำลังพยายามสร้าง และได้ผลลัพธ์คือพันธบัตรป่าไม้”
พันธบัตรป่าไม้ทำงานอย่างไร
พันบัตรป่าไม้ที่ขายในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอังกฤษจะช่วยสนับสนุนโครงการ REDDบริเวณระเบียงป่า Kasigau ทางตะวันออกของประเทศเคนยา โดยนักลงทุนสามารถเลือกว่าจะรับผลตอบแทนเป็นเงินสด คาร์บอนเครดิต หรือส่วนผสมของทั้งสองอย่าง กลไกดังกล่าวเกิดขึ้นได้จากการสนับสนุนด้านราคาจาก BHP Billiton
นักลงทุนในพันธบัตรป่าไม้สามารถเลือกรับเป็นคาร์บอนเครดิตเพื่อใช้หักกลับ (offset) กับรอยเท้าคาร์บอนขององค์กร หรือนำไปขายในตลาดคาร์บอน หรือเลือกที่จะรับผลตอบแทนเป็นตัวเงินแบบตราสารทางการเงินทั่วไปก็ได้ ทางเลือกดังกล่าวจะดึงดูดนักลงทุนสถาบันมากขึ้น ในขณะที่ยังคงช่วยลดการตัดไม้ทำลายป่าที่ได้รับการรับรองในรูปของเครดิตจากโครงการ REDD ซึ่งดำเนินการหลากหลายกิจกรรมตั้งแต่การปกป้องผืนป่า อาทิ การลาดตระเวน หรือการคำนวณคาร์บอนสะสม การพัฒนาชุมชนที่สนับสนุนการใช้ชีวิตที่เป็นมิตรกับผืนป่า อาทิ การปลูกป่าเพิ่มเติม การสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อผลิตถ่านไม้ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งโรงงานทำเสื้อผ้าออร์แกนิก
พันธบัตรดังกล่าวเป็นการเน้นย้ำความสำคัญของปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าที่เกิดขึ้นทั่วโลก เพราะทุกๆ ปี โลกสูญเสียพื้นที่ป่าราว 34 ล้านไร่ของป่าในเขตร้อน หรือขนาดประมาณประเทศคอสตาริกา นอกจากนี้ การตัดไม้ทำลายป่ายังคิดเป็นการปล่อยแก๊สเรือนกระจกราวร้อยละ 11 จากกิจกรรมของมนุษย์ทั้งหมด การปกป้องพื้นที่ป่าจึงมีบทบาทสำคัญในการบรรลุเป้าหมายไม่ให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสตามข้อตกลงปารีส
สรุปโครงสร้างพันธบัตรป่าไม้
- บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) จะเป็นผู้ออกพันธบัตรป่าไม้ และนำเงินลงทุนที่ได้ไปใช้สนับสนุนกลไกการรักษาป่าอย่างยั่งยืนของภาคเอกชน
- นักลงทุนสามารถเลือกผลตอบแทนเป็นตัวเงิน คาร์บอนเครดิต หรือส่วนผสมของทั้งสองอย่าง
- เมื่อถึงเวลาจ่ายผลตอบแทน IFC จะทำการซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการ REDDโดยจะส่งมอบคาร์บอนเครดิตให้กับนักลงทุน หรือเงินสดในมูลค่าที่เท่ากัน โดยนักลงทุนสามารถนำคาร์บอนเครดิตไปจำหน่ายได้ในตลาดรอง
- นักลงทุนไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากโครงการ REDD แต่จะเผชิญความเสี่ยงของ IFC ซึ่งเป็นองค์กรที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระบุสถานะความน่าเชื่อถือสูงสุด (ระดับ AAA โดย S&P และ Aaaโดย Moody’s)
- พันธบัตรนี้ได้รับการสนับสนุนกลไกจำหน่ายคาร์บอนจาก BHP Billiton เพื่อให้มั่นใจได้ว่า REDD จะสามารถจำหน่ายคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรอง (VCUs) ได้ถึงจำนวนขั้นต่ำต่อปี เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน
ถอดความและเรียบเรียงจาก
New bond aims to unlock private investment to protect forests
Forests Bond (FACTSHEET)
Forest Bond (Presentation)
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
พันธบัตรป่าไม้เป็นเวลาหลายปี ที่โครงการนวัตกรรมหลายโครงการต่างพยายามที่จะดึงดูดการลงทุน และเป็นเวลาหลายปี ที่นักลงทุนภาคเอกชนต่างผลักดันให้ภาครัฐหาทางลงทุนในการปกป้องผืนป่า
 

บทเรียนจากการตายของ HKT178

อีเมล พิมพ์ PDF

เสือโคร่งหนึ่งสัปดาห์หลังจากพยายามช่วยเหลือเสือโคร่งเพศผู้ที่บาดเจ็บอยู่ในไร่มันริมถนนสายลำปาง ขณะนี้เสือตัวดังกล่าวได้จบชีวิตลงแล้ว

 

การเลือกพื้นที่ล่าเหยื่อของเสือโคร่งในห้วยขาแข้ง

อีเมล พิมพ์ PDF
เสือโคร่งเป็นสัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่ มีความสามารถในการล่าสัตว์กีบขนาดใหญ่ได้อย่างน่าอัศจรรย์
จากผลการศึกษาในอดีตของ ดร.อัจฉรา ซิ้มเจริญ นักวิจัยเสือโคร่ง พบว่าอาหารของเสือโคร่งมีทั้ง กระทิง วัวแดง กวางป่า เก้ง และหมูป่า โดยพฤติกรรมในการล่าเหยื่อจะใช้วิธีซุ่มรอ  เมื่อได้ระยะที่เหมาะสม (ประมาณ 15 - 30 เมตร) จะทำการกระโจนเข้าหาเหยื่ออย่างรวดเร็ว เมื่อฆ่าเหยื่อได้มักจะกินไป และลากเหยื่อไป วิธีการล่าเหยื่อของเสือโคร่งจะแตกต่างจากสัตว์กลุ่มหมาหรือว่าสัตว์ในกลุ่มแมวป่าที่อยู่ในแอฟริกา เช่น เสือชีต้าห์ ที่จะใช้วิธีการวิ่งไล่ล่าเหยื่อ
การศึกษา เรื่อง การเลือกพื้นที่ล่าเหยื่อของเสือโคร่งในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี โดย สมพร พากเพียร ได้ทำการศึกษาอิทธิพลของปัจจัยแวดล้อมที่มีผลต่อความสำเร็จในการล่าเหยื่อของเสือโคร่ง รวมทั้งอธิบายพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการล่าเหยื่อของเสือโคร่ง
ผลการศึกษาข้อมูลพบว่า พื้นที่ที่เหมาะสำหรับการล่าเหยื่อของสัตว์ผู้ล่าโดยทั่วไป จะขึ้นอยู่กับความชุกชุมของเหยื่อ และลักษณะของพื้นที่ที่เอื้อต่อการล่าเหยื่อเป็นสำคัญ แต่สำหรับเสือโคร่งความชุกชุมของเหยื่อไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จในการล่าเหยื่อ ปัจจัยที่ส่งผลอย่างมาก คือ ลักษณะของพื้นที่ โดยลักษณะของพื้นที่ที่มีไม้พุ่มมากหรือมีความหนาแน่นของต้นไม้มากจะพบว่าความสำเร็จของการล่าเหยื่อของเสือโคร่งมีน้อยกว่าเมื่อเทียบกับพื้นที่ที่มีลักษณะของการปกคลุมเรือนยอดที่หนาแน่นกว่า
ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่าชนิดเหยื่อหลักๆ ของเสือโคร่ง มี 11 ชนิดด้วยกัน เช่น กวาง วัวแดง กระทิง สอดคล้องกับงานวิจัยชิ้นอื่นๆ ที่ได้ทำการศึกษาไว้ก่อนหน้านี้ และจากงานวิจัยยังพบว่าเสือเป็นผู้ล่าช้างที่สำคัญ
ในงานวิจัยได้ทำการเปรียบเทียบข้อมูลพื้นที่ที่มีความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า และข้อมูลสถานภาพสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมของกลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า พบว่าพื้นที่ที่มีความชุกชุมของช้างป่าปานกลางถึงสูง เป็นพื้นที่ที่ไม่มีเสือโคร่งหรือมีความชุกชุมของเสือโคร่งน้อยหรือน้อยมาก การศึกษาทำให้ทราบว่าเสือโคร่ง น่าจะเป็นสัตว์ผู้ล่าชนิดเดียวในประเทศไทยที่เป็นตัวควบคุมประชากรช้างป่า
นักวิจัยให้ความเห็นว่า พื้นที่ไหนมีช้างป่าเยอะควรมีการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งเพื่อให้เกิดความสมดุลในระบบนิเวศ
ปัจจุบัน ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้คำมั่นสัญญาในการประชุมเสือโคร่งระดับโลก (Tiger Summit)ปี 2553 ณ นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ว่าจะฟื้นฟูประชากรเสือโคร่ง ได้ให้เป็นสองเท่าของจำนวนประชากรในปัจจุบัน ภายในปี 2565 ซึ่งการจะฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งนั้นจำเป็นต้องมีปัจจัยเกื้อหนุนหลายอย่าง ที่สำคัญการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งให้ประสบผลสำเร็จ ระบบการป้องกันรักษาพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าพื้นที่ป้องกันดีมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการเป็นที่อยู่อาศัยของเสือโคร่ง ประชากรเหยื่อได้รับการฟื้นฟู เมื่อนั้นโอกาสในการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งให้กลับมาเพื่อสร้างความสมดุลในระบบนิเวศพื้นที่อื่นๆ ก็ยังคงมีความหวัง
บทความโดย อรยุพา สังขะมาน หัวหน้าฝ่ายวิชาการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
ภาพประกอบ WCS Camera Trapping @ HKK 2013 https://youtu.be/Us_GgjgkxT4
เสือโคร่งเสือโคร่งเป็นสัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่ มีความสามารถในการล่าสัตว์กีบขนาดใหญ่ได้อย่างน่าอัศจรรย์
 

10 บทความ-แถลงการณ์ ที่มีผู้อ่านมากที่สุดบน seub.or.th

อีเมล พิมพ์ PDF

มูลนิธิสืบนาคะเสถียรเมื่อปลายปี พ.ศ. 2559 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้นำเสนอ 10 กิจกรรมเด่นขององค์กร ตลอดปี 2559 มาแล้วครั้งหนึ่ง ในหนนี้มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ขอนำเสนอเรื่องราวยอดนิยมบนหน้าเวบไซต์องค์กร seub.or.th ว่ามีเนื้อหาส่วนใดบ้างที่มีผู้อ่านนิยมสูงสุดตลอดทั้งปี (ทั้ง 10 เรื่อง คัดมาจากจำนวนยอดผู้เข้าชม อันดับ 1 เข้าชมจำนวน 129,869 ครั้ง และอันดับ 10 เข้าชมจำนวน 17,714 ครั้ง)

 

7 ผลกระทบการระเบิดเกาะแก่ง "แม่น้ำโขง"

อีเมล พิมพ์ PDF
ชำแหละ 8 ผลกระทบการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง
หรือเราจำเป็นต้องไขว่คว้าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของคนส่วนใหญ่ตรงหน้า แล้วพราก 'ลมหายใจลุ่มน้ำโขง' ที่อุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพลำดับต้นๆ ของโลก ที่มีทั้งพืชพรรณ สิ่งมีชีวิต ทั้งสัตว์ใต้น้ำ สัตว์บนบก นกนานา และวิถีชีวิตสิทธิมนุษยชนของชุมชนสองฝั่งโขง กว่า 60 ล้านคน
เนิ่นนานมาแล้วมนุษย์เราหยิบยืมพื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติมาใช้งาน ดูแลบ้าง ปล่อยปละละเลยบ้าง ศักราช 2560 นี้ถึงวาระของ "แม่น้ำโขง" ตกเป็นเป้าของวาทกรรมกระบวนการหลับหูหลับตาพัฒนาเศรษฐกิจ ปฏิบัติการเสียสละ (คน) ส่วนน้อยและความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ เพื่อส่วนร่วม (?) อาจฟังเป็นเรื่องไกลตัวของคนนอกลุ่มน้ำโขง แต่อย่างหลงลืมว่ากระแสน้ำนอกจากจะซัดคลื่นออกจากฝั่งแล้ว ยังซัดกลับเข้ามาหาชายฝั่งเช่นกัน ผลกระทบจากการกลืนกินธรรมชาติก็ไม่ต่างกันนัก
ทั้งที่ปัจจุบันมีถนนเชื่อมสู่จีนอยู่แล้ว แต่จีนเลือกที่จะนำเรือใหญ่ล่องมาเรือจากท่าเรือซือเหมาของจีน ผ่านจังหวัดเชียงรายไปหลวงพระบาง ประเทศลาว เพราะเสียต้นทุนน้อยที่สุด ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจครั้งนี้ จะนำมาซึ่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตชุมชนลุ่มน้ำโขงอย่างไรบ้าง
1. ระบบนิเวศพังพินาศ
ภายหลังการก่อสร้างเขื่อนของจีนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ทำให้ประเทศไทยบริเวณน้ำโขงได้รับผลกระทบจากการระบายและกักน้ำ ระดับน้ำผันผวนไม่เป็นไปตามฤดูกาล ที่ระบบนิเวศยังไม่ล่มสลายลงเพราะมีเกาะแก่งคอยช่วยเหลือ แต่เมื่อเกาะแก่งแม่น้ำโขงตั้งขัดขวางการเดินเรือเชิงพาณิชย์ระหว่างประเทศ จึงกลายเป็นสาเหตุและที่มาโครงการปรับปรุงร่องน้ำโดยใช้วิธีการระเบิดกาะแก่งแม่น้ำโขงนั่นเอง โดยเฉพาะ ‘แก่งคอนผีหลง’ กลุ่มหินผาบริเวณตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย จะได้รับผลกระทบโดยตรง หากจะปรับปรุงร่องน้ำเป็นเส้นทางเดินเรือตามโครงการต้องทำการระเบิดแก่งคอนผีหลงทิ้ง ซึ่งบริเวณนี้มีระบบนิเวศหลากหลายนับ 10 ระบบ ทั้ง ผา หาดหิน หาดทราย ห้วย ร้อง หลง หนอง แจ๋ม ดอน ริมฝั่ง และคก ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ และยังเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีสำคัญ
2. ทำลายบ้านของสัตว์นานาชนิด
การทำลายแก่งคอนผีหลงยังมิใช่จุดจบของวัฏจักรนี้ เพราะระบบนิเวศภายในบริเวณแก่งคอนผีหลง ได้ถูกใช้ประโยชน์เป็นแหล่งอาศัย หากิน ผสมพันธุ์ และเจริญเติบโตของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกว่า 430 ชนิดพันธุ์ สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกกว่า 800 ชนิดพันธุ์ นกกว่า 1,200 ชนิดพันธุ์ ปลากว่า 1,100 ชนิดพันธุ์ และมีการค้นพบสายพันธุ์ใหม่ๆ ทุกปีที่มีความสำคัญต่อการอนุรักษ์
3. วิกฤตคอนพะเพ็ง
การระเบิดแก่งขุดลอดแม่น้ำโขงระหว่างซือเหมาของจีนมายังหลวงพระบาง อาจสร้างความวิบัติต่อ คอนพะเพ็ง มรดกโลกทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่สุดในเขตแม่น้ำโขงตอนล่าง ตั้งอยู่บนแก่งหินขนาดใหญ่ ความสวยงาม ดุดัน เกรี้ยวกราด และยิ่งใหญ่ของสายน้ำสมคำล่ำรือว่าเป็น ไนแองการ่าแห่งเอเชีย คงจะถูกกลืนกินด้วยการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงครั้งนี้เป็นแน่แท้
4. ขาด ‘ตัวช่วย’ ชะลอน้ำ
เนื่องจากการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงจะทำให้กระแสน้ำไหลแรงและรวดเร็วมากขึ้น เกาะแก่งที่เคยอำนวยประโยชน์ในการชะลอ ซับแรงปะทะของกระแสน้ำที่ไหลหลากของแม่น้้ำโขง ทำให้ (1) แม่น้ำกว้างขึ้น (2) พัดพาตะกอนไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้น้ำขุ่น (3) พืชเฉพาะถิ่นไม่สามารถเจริญเติบโตได้ อีกทั้งยังส่งผลให้ (4) ร่องน้ำเปลี่ยน นำไปสู่ความเสี่ยงในการสูญเสียดินแดน (อ่านต่อข้อ 8)
5. ทำลายพืชพรรณ
การขนส่งและการเดินเรือขนาดใหญ่ (500 ตัน) ยิ่งทวีความรุนแรงของกระแสน้ำโขง ทำลายพืชพรรณ ทั้งบนแก่ง ริมฝั่ง และหาดแม่น้ำโขง ทั้ง 65 ชนิด ซึ่งมีความสำคัญ อาทิ ไคร้นาค ที่เป็นอาหารของปลากินพืช และ ไก สาหร่ายน้ำจืดเฉพาะถิ่นที่มีอยู่บริเวณช่วงเชียงแสนถึงหลวงพระบาง การดำรงวิถีชีวิตของชุมชนริมสองฝั่งแม่น้ำโขงเป็นไปด้วยความเรียบง่าย พึ่งพาตนเองหากินและสร้างรายได้ด้วยการเก็บพืชผักขาย โดยเฉพาะไกที่สามารถสร้างรายได้จุนเจือครอบครัวนั่นเอง
6. ตลิ่งพังทลาย
จากการขาดตัวช่วยการชะลอน้ำ นำมาซึ่งผลพวงต่างๆ นาๆ ในหัวข้อนี้หยิบยกเรื่องการพังทลายของตลิ่งริมฝั่งแม่น้ำโขง ความต่อเนื่องของความเสียหายนี้เอง ทำให้ชาวบ้านสองริมฝั่งโขงทั้งประเทศไทยและลาว บ้านริมฝั่งแม่น้ำโขง พืชสวน ไร่นา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตได้รับความเดือดร้อน
เรามิอาจแยกมนุษย์ออกจาก ‘ธรรมชาติ’ ได้ เพราะเราเองก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของมัน จึงไม่อาจปฏิเสธผลกระทบจากการมหกรรมการรุมฉีกทึ้งกัดกินทรัพยากรธรรมชาติเพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มครั้งนี้ได้ แล้วคนที่ได้รับผลกระทบจากการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงก็มีนับล้านชีวิตที่ต้องเผชิญหน้าดิ้นรนกับความโหดร้าย ไม่ต่างอะไรกับการทรมานบีบบังคับให้คนและมนุษย์ที่อาศัยพึ่งพาสายน้ำแห่งชีวิตนี้ ให้ดิ้นรนและตรอมใจตายลงอย่างช้าๆ
7. ชาวบ้านขาดอาหาร และรายได้
ไม่นับความเสี่ยงเบื้องต้นที่ได้กล่าวไปแล้ว ผลพวงจากการทำลายระบบนิเวศที่สำคัญนี้เป็นสายป่านแห่งความพังพินาศที่ทอดยาวมาสู่วิถีชีวิต ปากท้อง และรายได้ของชาวบ้านริมสองฝั่งแม่น้ำโขงของทั้งคนไทยและลาวในด้านการประกอบอาชีพประมง เนื่องจากโครงการดังกล่าวมีข้อกำหนด ห้ามมิให้ประชาชนทั่วไปทำการที่กีดขวางการเดินเรือพาณิชย์ อาทิ ห้ามวางอวนจับปลาในแม่น้ำโขง ทำให้ชาวบ้านที่ดำรงชีพด้วยการหาปลาประสบปัญหา วิถีชีวิตของชาวบ้านที่พึ่งพาตนเองด้วยการหาอาหารเก็บเกี่ยวหาปลา หาพืชจากแม่น้ำ และปลูกกินริมฝั่งโขง ต้องผิดเพี้ยนไป ใครเล่ารับผิดชอบชีวิตนับล้าน?
8. แบกรับความเสี่ยงในการสูญเสียดินแดนหัวขวาน
เนื่องจากสนธิสัญญาฝรั่งเศสใช้ร่องน้ำลึกเป็นตัวชี้วัด เขตแดน ไทย-ลาว หากดำเนินการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงตามโครงการเพื่อปรับปรุงร่องน้ำ การระเบิดแก่งจะส่งผลให้ร่องน้ำเปลี่ยน เกาะแก่งบริเวณพรมแดนหายไป เขตแดนจะเปลี่ยนทันที ทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียดินแดนเป็นบริเวณกว้าง การอนุมัติโครงการดังกล่าวถือเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศเพื่อนบ้านสามารถละเมิดอธิปไตยของไทย ซึ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน
วาทะกรรม “การพัฒนา” เพื่อเศรษฐกิจครั้งนี้จะนำไปสู่ผลกระทบที่คุ้มค่าที่ต้องจ่ายด้วยความเสียหายทั้งทางธรรมชาติและสิทธิมนุษยชนตลอดสองฝั่งโขงกระนั้นหรือ ประเทศไทยจะได้อะไรจากการพัฒนาที่ไม่ต่างจากการฆ่าสิ่งแวดล้อมบริเวณสายน้ำแห่งชีวิตให้ตายทั้งเป็น ชวนทิ้งทางด้วยคำถามง่ายๆ ว่าเราสังเวยบรรณาการเหล่านี้เพื่อความสะดวกสบายนี้แด่ใคร?
หากคุณสนับสนุนให้รัฐบาลยุติโครงการสามารถร่วมกันลงชื่อเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย ทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชีวิตเพื่อนมนุษย์ทั้งริมสองฝั่งแม่น้ำโขงได้ที่ https://goo.gl/3K6ilG
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ขอเชิญสื่อมวลชนและผู้สนใจ เข้าร่วมเวทีเสวนา หัวข้อ เวทีวิพากษ์โครงการระเบิดเกาะแก่งแม่น้ำโขง วันอังคาร ที่ 17 มกราคม พ.ศ.2560 เวลา 9.30 – 12.15 น. ณ สำนักงานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร รายละเอียดเพิ่มเติม https://goo.gl/vYzZya
ขอขอบคุณ
ดร.ชวลิต วิทยานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพรรณปลาของประเทศไทย และกรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม และกรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ประเทศไทย ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ประเทศไทย องค์การแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers)
Source : https://goo.gl/xJvzBV, https://goo.gl/KO8WDc , https://goo.gl/U142qm
ผลกระทบการระเบิดเกาะแก่งแม่น้ำโขงหรือเราจำเป็นต้องไขว่คว้าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของคนส่วนใหญ่ตรงหน้า แล้วพราก 'ลมหายใจลุ่มน้ำโขง' ที่อุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพลำดับต้นๆ ของโลก ที่มีทั้งพืชพรรณ สิ่งมีชีวิต ทั้งสัตว์ใต้น้ำ สัตว์บนบก นกนานา และวิถีชีวิตสิทธิมนุษยชนของชุมชนสองฝั่งโขง กว่า 60 ล้านคน
 

ผืนป่าที่ไร้พรมแดนของ "เสือโคร่ง"

อีเมล พิมพ์ PDF

เสือโคร่ง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราพบเสือจากห้วยขาแข้งในผืนป่าอื่นๆ ก่อนหน้านี้มีข่าวและรายงานหลายชิ้นระบุว่า พบเสือจากห้วยขาแข้งในพื้นที่อื่น เช่น
การกระจายตัวของเสือโคร่งสู่ผืนป่าอุทยานแห่งชาติแม่วงก์และอุทยานแห่งชาติคลองลานซึ่งมีพื้นที่ติดต่อกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง โดยข้อมูลจาก WWF ประเทศไทย ระบุว่า สามารถถ่ายภาพเสือโคร่งตัวเมียที่ครั้งหนึ่งเคยถูกบันทึกภาพได้ที่ห้วยขาแข้งในปี พ.ศ. 2548 แต่ต่อมาได้เคลื่อนย้ายมายังอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ และได้ให้กําเนิดลูกจนกลายเป็นเสือประจำถิ่นของอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ไปแล้ว
พ.ศ. 2557 พบเสือโคร่งวัยรุ่นในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จ.กาญจนบุรี ซึ่งไม่ปรากฏรายงานการเจอเสือโคร่งในพื้นที่นั้นนานแล้ว เมื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบพบว่าเป็นเสือที่เคยอาศัยในห้วยขาแข้งมาก่อน
25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 พบ เสือโคร่ง รหัส HKT-206M ถูกยิงตาย ณ บริเวณหมู่บ้าน Kawkareik ซึ่งอยู่ทางตอนบนของรัฐกะเหรี่ยง (Kayin) ด้านตะวันออกของประเทศพม่า
สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนภาพความเป็นจริงให้เห็นว่าพรมแดนที่มนุษย์สร้างขึ้นบริหารจัดการพื้นที่ไม่มีผลใดๆ ต่อการกระจายตัวของสัตว์ป่า พวกเขาต่างต้องการถิ่นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับตัวเอง ต้องการแหล่งอาหาร และความสงบที่ไม่ถูกคุกคาม
นอกจากนี้ ยังสะท้อนบริบทของผืนป่าและสัตว์ป่าในประเด็นต่างๆ ได้อีกมาก เช่น การออกหาพื้นที่อาณาเขตองตัวเองของเสือหนุ่ม พื้นที่อยู่อาศัยเดิมคับแคบเกินไปต่อจำนวนประชากรที่กำลังขยายพันธุ์ อาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการ มีภัยคุกคาม(จากมนุษย์)เกิดขึ้นในถิ่นที่อยู่อาศัยเดิม ถูกแย่งอาณาเขตจากเสือหนุ่ม หรือพบพื้นที่ใหม่ที่มีศักยภาพเพียงพอต่อการย้ายเข้าไปอยู่อาศัย มากไปกว่าคือการหาคำตอบว่า เสือโคร่ง เดินทางไกลจากป่าหนึ่งไปสู่อีกป่าได้อย่างไร ทั้งๆ ที่บางแห่งนั้นมีเส้นถนน ชุมชน แบ่งผืนป่าเป็นสองฝั่ง
เหล่านี้ล้วนเป็นข้อมูลที่นำไปสู่การบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์เพื่อรักษาเผ่าพันธุ์ของเสือโคร่งต่อไปในอนาคต
หมายเหตุ ปัจจุบัน HKT178 ได้รับการดูแลรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยยางปาน จ.เชียงใหม่
บทความโดย เอกวิทย์ เตระดิษฐ์ หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
อ้างอิง
เฟสบุ๊ค Saksit Simcharoen 10 มกราคม 2559
มติชน ออนไลน์ 9 มกราคม พ.ศ. 2559 พบเสือโคร่ง ตัวใหญ่ ถูกยิงเจ็บหนัก ร้องครวญครางชายป่า จนท.วางยาสลบก่อนเข้ารักษา https://goo.gl/yAu3vF
มติชน ออนไลน์ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 : พบเสือโคร่งเดินข้ามถนน-ป่ากว่า100กม.ห้วยขาแข้งไปป่าสลักพระ′ป่าแม่วงก์′ตกลูก 5 ตัว https://goo.gl/w8Nqdj
สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย : เสือโคร่งไทยถูกยิงตายในประเทศพม่า https://goo.gl/aO4skF
WWF ประเทศไทย 14 มีนาคม พ.ศ. 2559 แม่วงก์ – คลองลาน ผืนป่าแห่งความหวัง ในการเป็นบ้านหลังใหม่ของเสือโคร่ง https://goo.gl/kLYZjx
แหล่งอ้างอิงทั้งหมด เข้าถึงเมื่อ 11 มกราคม พ.ศ. 2560
นักวิจัยเสือโคร่ง ศักดิ์สิทธิ์ ซิ้มเจริญ ได้ออกมายืนยันว่า เสือโคร่งซึ่งพบในพื้นที่ ต.แม่ถอด อ.เถิน จ.ลำปาง เป็นเสือโคร่งจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พื้นที่มรดกโลกของประเทศไทย และเป็นพื้นที่ที่มีประชากรเสือโคร่งอาศัยอยู่มากที่สุดของประเทศ

 

ตอบนายกฯ ‘ระเบิดแก่ง’ เสียประโยชน์ตรงไหน ?

อีเมล พิมพ์ PDF

ประยุทธ์ จันทร์โอชา“แม่น้ำโขงก็ไม่ใช่ของประเทศไทย เป็นแม่น้ำระหว่างประเทศไม่ใช่หรือ แล้วถ้ามีการดำเนินการจะเสียประโยชน์ตรงไหน” คำตอบกึ่งคำถาม (?) ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่กล่าวกับสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2560

 

รับสมัคร เจ้าหน้าที่พัฒนาระบบรายได้

อีเมล พิมพ์ PDF
มูลนิธิสืบนาคะเสถียรเปิดรับสมัครงาน ในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่พัฒนาระบบรายได้ ส่วนงาน Shop Online โดยคุณสมบัติผู้สมัคร ประกอบด้วย
คุณสมบัติ
- จบการศึกษาระดดับชั้น ปวส.หรือปริญญาตรี (สาขาคอมพิวเตอร์พิจารณาเป็นพิเศษ)
- เพศ ชาย อายุไม่เกิน 30 ปี (ยินดีรับนักศึกษาจบใหม่)
- มีความถนัดในการใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย
- มีความสามารถวางแผนการตลาดเพื่อเน้นการประชาสัมพันธ์องค์กร
- รวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ในการวิเคราะห์การตลาด
- มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
- สามารถขับรถได้ (มีใบขับขี่จะพิจารณาเป็นพิเศษ)
- สามารถทำงานนอกเวลาได้
- สามารถเดินทางไปต่างจังหวัดได้ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 วัน หรือทำงานวันหยุดได้
- สามารถเริ่มงานได้ทันที
รายละเอียดงาน
- ประชาสัมพันธ์ด้านการขายและการตลาด
- พบปะพูดคุยกับลูกค้า ในการนำเสนองาน สินค้า และประชาสัมพันธ์โครงการ
- ออกบูธจัดจำหน่ายสินค้าและเช็คสต็อกสินค้า
- งานอื่นๆ ตามความเหมาะสมและได้รับมอบหมาย
อัตราค่าเงินเดือน 12,000 บาท/เดือน (ในช่วงทดลองงาน)
ส่งประวัติการสมัครงานได้ที่ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 0-2580-4381-2
มูลนิธิสืบนาคะเสถียรมูลนิธิสืบนาคะเสถียรเปิดรับสมัครงาน ในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่พัฒนาระบบรายได้ ส่วนงาน Shop Online โดยคุณสมบัติผู้สมัคร ประกอบด้วย
 

เดินหน้าพันธบัตรป่าไม้ เพื่อการฟื้นที่ฟูพื้นที่ป่าอย่างยั่งยืน

อีเมล พิมพ์ PDF
ปลายปี 2559 ที่ผ่านมา มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้รับหนังสือสำนักกรมส่งเสริมการปลูกป่า กรมป่าไม้ เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษา วิเคราะห์ รูปแบบกลไกทางการเงินสนับสนุนการปลูกป่า (พันธบัตรป่าไม้)
.
โดยมีคำสั่งจาก พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และประธานกรรมการการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า ให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการทำงานเรื่องพันธบัตรป่าไม้ อันประกอบไปด้วยตัวแทนจากหลายฝ่ายและภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชน
.
ตัวแทนที่ว่าประกอบไปด้วย กรมป่าไม้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มูลนิธิสืบนาคะเสถียร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนากำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กลุ่ม Big Tree ฯลฯ
.
ในส่วนของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะอนุกรรมการ คือ นายศศิน เฉลิมลาภ ประธารมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และนางสายมะลิวรรณ นามขันธ์ เป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการพันธบัตรป่าไม้
.
คณะอนุกรรมการพันธบัตรป่าไม้นี้ มีอำนาจหน้าที่ในการศึกษา วิเคราะห์ เพื่อเสนอรูปแบบกลไกทางการเงินสนับสนุนการปลูกป่า ทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับแนวทางพันธบัตรป่าไม้ ตลอดจนเสนอแนะแก้ไขปรับปรุง กฎ ระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการเพิ่มพื้นที่ป่าให้สอดคล้องต่อการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
.
ในปี 2560 นี้ การผลักดันเรื่อง ‘พันธบัตรป่าไม้’ จะเป็นอีกงานสำคัญที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรเข้าไปมีส่วนร่วมผลักดัน เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าทั้งส่วนอนุรักษ์และเพื่อใช้ในทางเศรษฐกิจ และเพื่อทดแทนการใช้พื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เป็นอันตรายต่อระบบนิเวศ
.
สำหรับผู้ที่ยังไม่รู้จักว่าพันธบัตรป่าไม้คืออะไร เร็วๆ นี้ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร จะนำเสนอเรื่องราวพันธบัตรป่าไม้ให้ได้ทราบกัน ไม่นานเกินรอ
พันธบัตรป่าไม้ปลายปี 2559 ที่ผ่านมา มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้รับหนังสือสำนักกรมส่งเสริมการปลูกป่า กรมป่าไม้ เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษา วิเคราะห์ รูปแบบกลไกทางการเงินสนับสนุนการปลูกป่า (พันธบัตรป่าไม้)
.
 

ยุคทองของการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน กับความเสี่ยงต่อเสือโคร่ง

อีเมล พิมพ์ PDF
ยุคทองของการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน กับความเสี่ยงต่อเสือโคร่ง
การเติบโตของเมือง และโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานกำลังคุกคามประชากรเสือโคร่งในภูมิภาคเอเชียอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อ้างอิงจากรายงานเมื่อปลายปีที่ผ่านมาโดยกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (World Wide Fund for Nature – WWF)
หากไม่มีมาตรการที่ยั่งยืนในการรับมือโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้พื้นที่อยู่อาศัยของเสือโคร่งถูกตัดขาดออกจากกัน ประชากรเสือโคร่งในเอเชียก็มีแนวโน้มที่จะสูญพันธุ์
รายงานดังกล่าวระบุข้อความถึงหลายรัฐบาลในทวีปเอเชียว่า จะต้องพัฒนาโครงการริเริ่มด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ที่จะผนวกรวมระบบนิเวศเข้ากับการวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
หลายประเทศในทวีปกำลังเตรียมเดินหน้าก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของประชาชน เสือโคร่งถูกคุกคามจากทั้งความเสี่ยงที่จะสูญเสียที่อยู่อาศัย รวมถึงภัยจากการล่า อีกทั้งประเด็นกระทบกระทั่งระหว่างเสือโคร่งกับชุมชนในท้องถิ่นอีกด้วย
ปัจจุบัน รัฐบาลในเอเชียต่างกำลังก่อสร้างถนนและรางรถไฟความยาวกว่า 11,000 กิโลเมตรที่จะตัดผ่านที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของเสือโคร่ง ยังไม่รวมถึงการขุดคลอง และการวางท่อส่งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ
ประเทศจีน พม่า ไทย และมาเลเซีย ปัจจุบันเหลือประชากรเสือโคร่งประมาณ 500 ตัวที่อยู่อาศัยในผืนป่าระหว่างพรมแดน เสือจำนวนนี้อาจต้องสูญพันธ์ไปหากรัฐบาลยังคงเดินหน้าก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานตามแผนเดิม
“ประเทศพม่าคือหัวใจของรายงานนี้” U Win Myint ผู้จัดการด้านนโยบายรัฐบาล WWF ประเทศพม่า กล่าว
รายงานระบุว่า พื้นที่ Dawna Tenasserim Landscape (DTL) ซึ่งครอบคลุมระหว่างชายแดนไทยและพม่า เป็นที่อยู่อาศัยของประชากรเสือที่ใหญ่ที่สุดที่ยังเหลืออยู่ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
“เนื่องจากประชากรเสือในพม่ามีจำนวนค่อนข้างน้อย พวกมันจึงต้องพึ่งพาเสือในพรมแดนไทยเพื่อผสมพันธุ์และคงจำนวนประชากรไว้ให้คงเดิม” รายงานระบุ และอ้างถึงการก่อสร้างถนนจากกรุงเทพฯ – ทวาย ที่จะตัดผ่านพื้นที่ดังกล่าว และอาจเป็นอุปสรรคสำคัญในการเดินทางของเสือในพื้นที่ DTL
“โครงการก่อสร้างถนนดังกล่าวจะตัดผ่านกลางบ้านหลังสุดท้ายของเสือโคร่งในลุ่มน้ำโขง” U Win Myint กล่าว และเพิ่มเติมว่า “โครงสร้างพื้นฐานนั้นจำเป็นต่อการพัฒนาของพม่า แต่เราต้องมั่นใจว่าการก่อสร้างดังกล่าวจะมีความยั่งยืน และไม่เป็นผลร้ายต่อประชากรเสือและพื้นที่ดังกล่าว”
การวางแผนพัฒนาอย่างยั่งยืน และมาตรการฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อปกป้องประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่ได้จากที่อยู่อาศัยของเสือโคร่ง
การล่าเสือโคร่งและการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัย ทำให้ประชากรเสือโคร่งตามธรรมชาติลดลงกว่าร้อยละ 97 ในศตวรรษที่ผ่านมา ปี พ.ศ. 2553 คาดว่าประชากรเสือโคร่งหลงเหลือเพียง 3,200 ตัวตามธรรมชาติ จากเดิม 100,000 ตัวในศตวรรษที่ผ่านมา
เมื่อ พ.ศ. 2553 รัฐบาลพม่าเป็นหนึ่งใน 13 รัฐบาลที่ร่วมลงนามในภารกิจเพื่อเพิ่มจำนวนประชากรเสือโคร่งสองเท่าภายในปี พ.ศ. 2565 ในที่ประชุม ณ กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย
ปีที่ผ่านมา ระยะเวลาเพื่อบรรลุเป้าหมายผ่านพ้นไปครึ่งทาง และมีการคาดว่าประชากรเสือโคร่งในธรรมชาติเพิ่มขึ้นเป็น 3,890 ตัว โดยส่วนที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นผลจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในประเทศอินเดีย รัสเซีย เนปาล และภูฏาน
การตัดถนนผ่านผืนป่าที่ไม่เคยถูกรบกวนมาก่อนบริเวณชายแดนไทย-พม่า ย่อมเป็นการอำนวยความสะดวกให้นักล่าสัตว์ สามารถเดินทางเข้าไปล่าเสือโคร่งได้ง่ายขึ้น
“ข่าวดีคือเรายังมีทางออกอื่น และตอนนนี้ยังไม่สายเกินไป แต่หากหลายประเทศยังไม่ให้ความสำคัญ ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอาจไม่สามารถฟื้นฟูได้” Mike Baltzer ผู้อำนวยการโครงการ Tiger’s Alive Initiative กล่าว
อ่านรายงาน “The Road Ahead: Protecting tigers from Asia's infrastructure development boom” โดย WWF ได้ที่ https://c402277.ssl.cf1.rackcdn.com/publications/974/files/original/the_road_ahead__final_for_web_.pdf?1479905675
ถอดความและเรียบเรียงจาก Infrastructure boom threatening tigers โดย Kyi Kyi Sway  เข้าถึงได้ที่ http://www.mmtimes.com/index.php/national-news/23942-infrastructure-boom-threatening-tigers.html
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
ยุคทองของการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน กับความเสี่ยงต่อเสือโคร่ง
การเติบโตของเมือง และโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานกำลังคุกคามประชากรเสือโคร่งในภูมิภาคเอเชียอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อ้างอิงจากรายงานเมื่อปลายปีที่ผ่านมาโดยกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (World Wide Fund for Nature – WWF)
 

วารสารสาส์นสืบ ประจำปี 2559

อีเมล พิมพ์ PDF

สาส์นสืบในปี 2559 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร จัดทำวารสารสาส์นสืบ ออกมาจำนวน 3 ฉบับ ประกอบไปด้วย ฉบับผู้พิทักษ์ป่าไทย ฉบับ 30 ปี งานอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลาน และฉบับอาชญากรรมการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ

 

มูลนิธิสืบนาคะเสถียร : 10 กิจกรรมและข่าวสำคัญในรอบปี 2559 ขององค์กร

อีเมล พิมพ์ PDF

มูลนิธิสืบนาคะเสถียรตลอดปี .. 2559 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ยังคงทำหน้าที่เป็นองค์กรสิ่งแวดล้อมที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องป่าผืนใหญ่และแหล่งธรรมชาติซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ตามหลักการ ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ และยุทธศาสตร์ที่ตั้งไว้

 

คัดค้านโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง

อีเมล พิมพ์ PDF
แถลงการณ์เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง คัดค้านโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง เพื่อปกป้องผืนดินไทย และระบบนิเวศ-มรดกทางธรรมชาติ

สืบเนื่องจากกรณีที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแผนพัฒนาการเดินเรือระหว่างประเทศในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง พ.ศ.2558-2568 เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาการขนส่งทางน้ำระหว่างประเทศในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง ให้เกิดความสะดวก ปลอดภัย และเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างประเทศสมาชิก ในวันที่ 27 ธ.ค. ที่ผ่านมา ทำให้เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง และองค์กรภาคีเครือข่ายลุ่มน้ำโขง เล็งเห็นว่าโครงการนี้จะสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม อย่างกว้างขวาง ทั้งการทำลายระบบนิเวศ ทำลายแหล่งอาหารของชุมชน ชาวบ้านประสบปัญหาการประกอบอาชีพ โครงการดังกล่าวไม่คุ้มค่ากับการทำลายระบบนิเวศที่สำคัญ รวมถึงอาจมีเกิดการฉวยโอกาสจากโครงการเพื่อนบ้านเข้ามาละเมิดอธิปไตยไทยได้ เป็นต้น จึงออกแถลงการณ์ฉบับเต็มมีใจความดังต่อไปนี้

แถลงการณ์เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง

ยุติโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง
ปกป้องผืนดินไทย และระบบนิเวศ-มรดกทางธรรมชาติ

28 ธันวาคม 2559

จากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2559 ซึ่ง คณะรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาการเดินเรือระหว่างประเทศ ในแม่น้ำล้านช้าง – แม่น้ำโขง ค.ศ. 2015 – 2025 เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาการขนส่งทางน้ำระหว่างประเทศ ในแม่น้ำล้านช้าง – แม่น้ำโขง และการดำเนินงานเบื้องต้น (งานศึกษาสำรวจออกแบบ) รวมทั้งเห็นชอบให้กรมเจ้าท่าเป็นหน่วยงานปฏิบัติและประสานงาน
เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง และองค์กรเครือข่ายภาคีลุ่มน้ำโขง ซึ่งทำงานติดตามสถานการณ์แม่น้ำโขงมาโดยตลอด ขอแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับมติครม. ดังกล่าว และถือเป็นความผิดพลาดอย่างรุนแรงที่รัฐไทย ยินยอมให้ดำเนินโครงการที่จะสร้างความเสี่ยงและผลกระทบร้ายแรง เนื่องจากโครงการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ ที่ผลักดันโดยจีนมาตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา มีวัตถุประสงค์จะทำให้แม่น้ำโขงกลายเป็นคลองส่งน้ำ เพื่อให้เรือสินค้าขนาด 500 ตัน สามารถเดินทางขนส่งสินค้าได้จากท่าเรือซือเหมา มณฑลยูนนาน ลงมาผ่านไทยไปจนถึงหลวงพระบาง ประเทศลาว
ที่สำคัญ เป็นที่สังเกตว่า ข้อตกลงว่าด้วยการเดินเรือเสรีที่ร่วมลงนาม โดย 4 ประเทศน้ำโขงตอนบน ได้แก่ จีน พม่า ลาว และ ไทย ว่าด้วยการเดินเรือระหว่าง 4 ประเทศ เท่านั้น ไม่ได้ระบุครอบคลุมถึงการปรับปรุงร่องน้ำหรือระเบิดแก่งแต่อย่างใด แต่หลังจากการลงนามของ 4 ประเทศ ทีมดำเนินการระเบิดแก่งของจีนก็เริ่มปฏิบัติการในพื้นที่พรมแดนจีน-พม่า และพรมแดนลาว-พม่า โดยอ้างว่า การ “บูรณะร่องน้ำ” ดังกล่าวกระทำโดยถูกต้องตามหลักสากล แต่สุดท้ายก็ติดขัดที่บริเวณพรมแดนไทย-ลาว ที่ จ.เชียงราย จึงนำมาสู่การผลักดันที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวจะดำเนินการบนแม่น้ำโขงสายประธาน ซึ่งประเทศ ลาว และ ไทย เป็นประเทศสมาชิกในคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ MRC ที่จะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของข้อตกลงแม่น้ำโขงว่าด้วยกระบวนการ PNPCA แต่ไม่ปรากฏว่า มติครม.ดังกล่าวจะได้กล่าวถึงไว้แต่อย่างได้

เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง และองค์กรภาคีเครือข่ายลุ่มน้ำโขง เห็นว่าโครงการนี้จะสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม อย่างกว้างขวาง ดังนี้

1. ทำลาย "แก่งคอนผีหลง" ซึ่งเป็นแก่งขนาดใหญ่บนแม่น้ำโขง บริเวณพรมแดนไทย-ลาว ที่ จ. เชียงราย มีความยาว 1.6 กิโลเมตร และแก่งอื่น ๆ ในแม่น้ำโขง แก่งแม่น้ำโขง เป็นมรดกทางธรรมชาติอันทรงคุณค่า มีระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์และสลับซับซ้อน มีความสำคัญต่อวงจรชีวิตและเป็นแหล่งอาศัยและวางไข่ของ ปลา และ นก อีกทั้งยังเป็นพื้นที่หาปลาของชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขง การทำลายแก่งเท่ากับทำลาย บ้านของปลา บ้านของนก และแหล่งอาหารของชุมชนริมฝั่งโขงทั้งสองประเทศ

2. ทำลาย แหล่งพืชพรรณบนแก่ง ริมฝั่งน้ำ และหาดแม่น้ำโขง พืชพรรณหลากชนิดบนแก่งหินและริมน้ำโขงมีความสำคัญต่อการชะลอการไหลหลากของแม่น้ำโขง และเป็นอาหารสำคัญของปลาชนิดกินพืช รวมถึง “ไก” สาหร่ายแม่น้ำที่มีเฉพาะถิ่น ซึ่งอาศัยแก่งใต้น้ำบริเวณหาดเป็นแหล่งเจริญเติบโต และเป็นรายได้สำคัญของคนริมฝั่งโขงในช่วงฤดูแล้ง

3. เกิดการพังทลายของชายฝั่ง และทำลายการเดินเรือของประชาชนริมฝั่งโขงทั้งไทยและลาว การระเบิดแก่งในแม่น้ำโขงออก จะทำให้เกิดกระแสน้ำที่ไหลแรงและเร็วมากขึ้น อาจจะทำให้เกิดการกัดเซาะริมตลิ่ง ซึ่งจะทำให้แม่น้ำกว้างขึ้นอีกด้วย อันจะส่งผลให้การเดินเรือสัญจรและการทำประมงของชาวบ้านในเขตอำเภอเชียงแสน เชียงของ และเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย อันเป็นอุปสรรคในการเดินเรือริมฝั่งและข้ามฝั่งของประชาชนสองฝั่งโขง อีกทั้ง จากการระเบิดแก่งและมีการเดินเรือ ขนาด 500 ตัน โครงการดังกล่าว ได้มีข้อกำหนดห้ามมิให้ประชาชนทั่วไปทำการที่กีดขวางการเดินเรือพาณิชย์ อาทิ ห้ามวางอวนจับปลาในแม่น้ำโขง ซึ่งจะทำให้ชาวบ้านสองฝั่งโขง ประสบปัญหาในการประกอบอาชีพประมงเป็นอย่างมาก

4. การค้าขายชายแดนมีการเจริญเติบโตและรวดเร็วมากขึ้นอยู่แล้ว จากการขนส่งโดยถนนเอเชีย หมายเลข 13 และสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 เชียงของ – ห้วยทราย ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งสินค้าชายแดนระหว่างจีนและไทย อีกทั้ง ปัจจุบันก็ยังคงมีเรือขนส่งสินค้าจากมณฑลยูนานถึงท่าเรือเชียงแสนได้ตลอดปี ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศอยู่แล้ว การขนส่งและเดินเรือสินค้า ขนาด 500 ตัน ในอนาคตจะเป็นประโยชน์ของจีนเพียงประเทศเดียว แต่ต้องแลกกับทำลายระบบนิเวศสำคัญของแม่น้ำโขง จึงไม่มีความคุ้มค่าแต่อย่างใด

5. ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดน เนื่องจากการปักปันเขตแดน ไทย-ลาว ตามสนธิสัญญาฝรั่งเศส ใช้ร่องน้ำลึกเป็นตัวชี้วัด หากมีการระเบิดแก่ง ปรับปรุงร่องน้ำ ก็จะทำให้ไทยสูญเสียดินแดนเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งเหตุผลข้อนี้เอง ที่ก่อนหน้านี้ในปี 2546 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ชะลอโครงการและให้มีการศึกษาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและเสนอให้กระทรวงกลาโหมจัดทำข้อตกลงกับประเทศลาวให้แล้วเสร็จในปี 2546 และทำให้โครงการยุติมาจนปัจจุบัน หากปล่อยให้เกิดการระเบิดแก่งขึ้นได้ตามโครงการดังกล่าว ซึ่งโครงการนี้อาจจะกลายเป็นโครงการ ที่เปิดโอกาสให้ประเทศเพื่อนบ้านมาละเมิดอธิปไตยของไทยได้

6. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดว่า โครงการที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดินแดนจะต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่ปรากฏว่า มติครม.ดังกล่าว ยังมิได้ผ่านความเห็นของจากรัฐสภาแต่อย่างใด อันเป็นการละเมิดกฎหมายภายในประเทศ

7. โครงการนี้เป็นโครงการที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำนานาชาติ ซึ่งมีกฎหมายระหว่างประเทศคุ้มครองการดำเนินโครงการที่ส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้าน การลงนามร่วมกันของ 4 ประเทศ โดยไม่ได้ปรึกษาหารือกับกัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากโครงการเช่นเดียวกัน เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องชอบธรรม อีกทั้งยังขัดต่อทั้งข้อตกลงแม่น้ำโขง ว่าด้วย กระบวนการ PNPCA และ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยการบริหารจัดการแม่น้ำนานาชาติอีกด้วย

เครือข่ายประชาชน จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติโครงการดังกล่าวทันที เพื่อปกป้องผืนดินไทย และระบบนิเวศอันทรงคุณค่า

เหตุผลในการผ่านมติครม. ครั้งนี้ มีเบื้องลึกหรือข้อตกลงพิเศษกับจีนอยู่เบื้องหลังหรือไม่ สิ่งนี้ต้องอธิบายให้ประชาชนได้รับทราบทันที

ลงชื่อ
1 เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง
2 เครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมล้านนา
3 เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน(คสข.)
4 สมาคมคนฮักถิ่น จ.อำนาจเจริญ
5 กลุ่มรักษ์เชียงของ
6 เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสาน
7 ศูนย์พิทักษ์สิทธิการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำชีตอนล่าง
8 เครือข่ายชุมชนคนฮักน้ำของ จ.อุบลราชธานี
9 กลุ่มรักษ์เชียงคาน
10 สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต
11 สมาคมสถาบันชุมชนลุ่มน้ำโขง
12 ภาคีความร่วมมือเพื่อการอนุรักษ์แม่น้ำอิง
13 www.mymekong.org
14 มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน
15 สมาคมรักษ์ทะเลไทย
16 มหาวิทยาลัยชาวบ้านลานหอยเสียบ
17 โครงการอาหารปันรัก
18 สมาคมเพื่อผู้บริโภคสงขลา
19 มูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (Thai-Water Partnership)
20 เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีสาน

ภาพแก่งหินแม่น้ำโขงแถบอำเภอเชียงของ
ยุติโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงแถลงการณ์เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง คัดค้านโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง เพื่อปกป้องผืนดินไทย และระบบนิเวศ-มรดกทางธรรมชาติ
 

โปรดเกล้าฯ 'น้ำตกเจ็ดสาวน้อย' เป็นอุทยานแห่งชาติแรกในรัชกาลที่ 10

อีเมล พิมพ์ PDF

น้ำตกเจ็ดสาวน้อยพระราชกฤษฎีกา - กำหนดบริเวณที่ดินป่าทับกวางและป่ามวกเหล็ก แปลงที่ 1 และป่าดงพญาเย็น ในท้องที่ตำบลคำพราน ตำบลแสลงพัน อำเภอวังม่วง ตำบลหนองย่างเสือ ตำบลมวกเหล็ก อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี และตำบลพญาเย็น อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2559

 

รัฐบาลฮ่องกงประกาศออกกฎหมายยุติการค้างาช้าง

อีเมล พิมพ์ PDF

ค้างาช้างรัฐบาลฮ่องกงประกาศแผนการออกกฎหมายยุติ การค้างาช้างในฮ่องกง ถือเป็นการมอบของขวัญวันคริสต์มาสล่วงหน้าแก่บรรดาช้างแอฟริกาทั้งหลาย

 

"งานลาดตระเวนเชิงคุณภาพ" ท้าทายมรดกโลก

อีเมล พิมพ์ PDF
งานลาดตระเวน ท้าทายมรดกโลก - ดร.อนรรฆ พัฒนวิบูลย์ ผู้อำนวยการสมาคมอนุรักษ์ป่า (WCS)
สัตว์ป่ามีชีวิตอยู่ได้ภายใต้การป้องกันที่ดีเท่านั้น
วารสาร Science ซึ่งเป็นนิตยสารชื่อดังระดับโลกระบุว่า “การบังคับใช้กฎหมายมีผลต่อสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ มากกว่าการพยายามสร้างแรงจูงใจ”
ยกตัวอย่างอุทยานแห่งชาติเซเรงเกติ (Serengeti National Park) หลังจากทราบว่าการสร้างแรงจูงใจเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรักษาสัตว์ใหญ่ ได้แก่ ช้าง ควายป่าแอฟริกัน และแรดได้ อุทยานฯ เซเรงเกติจึงทุ่มงบประมาณหันมาสร้างความเข้มแข็งในการดูแลป้องกัน ผลที่ตามมาคือสามารถฟื้นฟูประชากรของสัตว์เหล่านั้นได้
การป้องกันดูแลที่มีประสิทธิภาพจึงจะทำให้งานป้องกันภัยคุกคามต่อสัตว์ป่าสัมฤทธิ์ผล
พื้นที่แห่งความหวังของโลก ‘ทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง’
แม้ผืนป่ามรดกโลกทางธรรมชาติ ‘ทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง’ รวมถึงบริเวณขอบป่าจะมีพื้นที่ประมาณ 20 ล้านไร่ แต่องค์กรระดับนานาชาติมิได้แบ่งแยกขอบเขตตามแผนที่จังหวัดหรือแผนที่ประเทศ โดยจะมองทั้งผืนป่า มององค์รวมตั้งแต่ป่าฝั่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาลากยาวมาจรดป่าแก่งกระจาน และหาวิธีการดูแลรักษาทรัพยากรนี้ ในรูปแบบกลุ่มป่า
กระนั้น ช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ประสบการณ์ในผืนป่าตะวันตกค่อนข้างมีกรณีพิเศษต่างกับป่าผืนอื่น ระหว่างปี 2544-2547 การจัดการผืนป่าตะวันตกเชิงระบบนิเวศประสบปัญหาทั้งด้านการจัดการพื้นที่ ขาดความรู้และเครื่องมือ การตรวจสอบวัดผลที่ชัดเจน ขาดการสนับสนุนจากชุมชน รวมไปถึงการดูแลสวัสดิภาพเจ้าหน้าที่ไม่ดี เจ้าหน้าที่บางพื้นที่กลายเป็นภัยคุกคาม ทำตัวเป็นพรานล่าสัตว์ป่าเสียเอง จากพื้นที่ป่าที่เคยมีสัตว์ป่าขนาดใหญ่อาศัยอยู่จึงแทบไม่เหลือสัตว์ใหญ่เลย มีเพียงทางด้านใต้ของป่าตะวันตกมีช้างเหลือแค่พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระเท่านั้น
“ชวนฉงนว่า อีกสิบปี ยี่สิบปี ห้าสิบปี หนึ่งร้อยปี หรือแม้แต่อนาคตที่เราหลายคนไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้ว จะเป็นเช่นไร” – ดร.อนรรฆ พัฒนวิบูลย์ ผู้อำนวยการสมาคมสัตว์ป่า (WCS)
ฆ่าช้างและใช้ยาเบื่อละเลงเพื่อล่อฆ่าเสือ ณ ป่าห้วยขาแข้ง ปี 2554
เจ้าหน้าที่อ่อนแอเป็นปัญหาระดับโลก
แม้พื้นที่อนุรักษ์จะมีเจ้าหน้าที่ และหน่วยป้องกันรักษาป่าเป็นจำนวนมาก แต่หากไม่มีระบบการทำงานที่เข้มแข็ง ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการภัยคุกคามในพื้นที่ได้  จึงได้เกิด “ระบบงานลาดตระเวนเชิงคุณภาพ” (Smart Patrol) ซึ่งเป็นการทำงานในรูปแบบของการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์แบบวิทยาศาสตร์ กระทั่งออกมาเป็นรูปธรรม
การลาดตระเวนเชิงคุณภาพควรมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
1. สัดส่วนเจ้าหน้าที่ต่อพื้นที่ต้องมีความเหมาะสม
2. มีการสนับสนุนอุปกรณ์ที่ทันสมัย และงบประมาณเสบียงอาหาร
3. การฝึกอบรมที่เน้นคุณภาพ
4. มีฐานข้อมูลลาดตระเวนที่มีคุณภาพและเป็นมาตรฐานสากล
5. มีระบบข่าวที่เข้มแข็ง
6. นำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนจัดการจริงจัง
และได้ปฏิรูปการทำงานเป็นการร่วมกันปรึกษาระหว่างหัวหน้ากับเจ้าหน้าที่เพื่อฝึกให้เจ้าหน้าที่คิดวิเคราะห์ และเพิ่มความมั่นใจและทำหน้าที่ได้อย่างภาคภูมิ
ระยะกว่า 10 ปี ผ่านมา การตรวจวัดจากทางสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ พบประชากรเสือโคร่งเพิ่มขึ้น อีกทั้งประชากรสัตว์อื่นก็ฟื้นกลับมา สถานการณ์การฟื้นฟูในพื้นที่ ‘ทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง’ มีพัฒนาการที่ดีขึ้น แน่นอนแล้วว่าหน่วยงานราชการ หัวหน้า และเจ้าหน้าที่ต้องเข้มแข็ง คนทำงานต้องการขวัญและกำลังใจ แต่หัวใจสำคัญของการทำงาน มิได้ขึ้นอยู่กับหน่วยงานราชการเพียงอย่างเดียว แต่ทุกภาคส่วนต้องให้ความร่วมมือรักษาผืนป่า
การล่าสัตว์ดร.อนรรฆ พัฒนวิบูลย์ ผู้อำนวยการสมาคมอนุรักษ์ป่า (WCS) ได้บรรยายถึงความสำคัญของการปกป้องดูแลรักษาสัตว์ป่าและความสมดุลของผืนป่าว่า จำเป็นต้องสร้างกระบวนการดูแลรักษาโดยการมีร่วมจากทุกภาคส่วน จากประชาชนในทั้งในและนอกพื้นที่ ให้เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสมดุลธรรมชาติ โดยการไม่สนับสนุนการซื้อ ล่า ค้าขาย และบริโภคสัตว์ป่า เมื่อความต้องการหมดไป การล่าก็จะลดลงไปด้วย
 
บทความ อื่นๆ ...


page 2 of 17

รับข่าวสาร