• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


มหากาพย์น้ำท่วมลาดยาว

อีเมล พิมพ์ PDF
ปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ลาดยาวเกิดขึ้นเป็นประจำ ทั้งจากภัยธรรมชาติและผลพวงจากน้ำมือมนุษย์เอง ที่ยังขาดการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานในแต่ละท้องที่, การขยายเมืองรุกล้ำพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งเคยเป็นแหล่งน้ำ, การสร้างสิ่งก่อสร้างสิ่งกีดขวางทางน้ำ รวมถึงปัญหาอำนาจควบคุมการ เปิด-ปิด ประตู ฝาย/ประตูระบายน้ำ/ท่อระบายน้ำ ที่ถือสิทธิโดยกฎหมู่, ฝาย/ประตูระบายน้ำ/ท่อระบายน้ำ ถูกทุบทำลาย สิ่งเหล่านี้เกิดจากการไม่เคารพกฎหมายของคนบางส่วนนั่นเอง ยกตัวอย่าง ด้านการถมดินรุกล้ำลำคลองที่เคยมีหน้ากว้างให้น้ำไหลผ่านไปได้สะดวกกลับแคบลงกว่าครั้งอดีต หรือ สร้างสิ่งก่อสร้างกีดขวางทางน้ำ “สะพานสาม” ที่เคยพาดผ่านลำน้ำถูกเททับด้วยถนนยางมะตอย อย่างไร้เงาท่อระบายน้ำที่พอจะเป็นช่องทางให้น้ำไหลผ่านได้ หรืออาคารสถานศึกษาบางแห่งก่อสร้างรุกล้ำพื้นที่ลำคลอง ข้อนี้คนเก่าแก่ในพื้นที่เป็นผู้นำทางชี้เป้าให้ได้ประจักษ์แก่สายตายโดยทั่วกัน
เมื่อวันที่ 11-12 ตุลาคม 2559 อรยุพา สังขะมาน หัวหน้าฝ่ายวิชาการ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการได้เดินทางสำรวจพื้นที่อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ เนื่องจากคนในท้องถิ่นแจ้งข่าวสถานการณ์น้ำท่วม และมี ฝาย/ประตูระบายน้ำ/ท่อระบายน้ำ 2-3 แห่งที่อาจมีผลต่อการเกิดน้ำท่วมอำเภอลาดยาว จึงต้องการสำรวจข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อหาทางออกการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและทางเลือกที่จะสามารถผันน้ำไปยังพื้นที่กักเก็บน้ำอันเหมาะสมได้หรือไม่ รวมไปถึงจากการตรวจสอบจากกูเกิล เอิร์ธ (Google Earth) พบฝายใหม่ๆ จึงต้องการทราบว่าฝายเหล่านี้มีผลต่อการเบนน้ำไปทางอื่นเพื่เก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งหรือไม่ และในวันที่ 12 ตุลาคม นี้เอง ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานสัมมนา “การบริหารจัดการน้ำ เพื่อป้องกันอุทกภัยในเขตอำภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์” ซึ่งจัดโดยนักศึกษาสาขาวิชารัฐศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ แต่ภายในงานสัมมนากลับเป็นไปอย่างไม่สร้างสรรค์ มุ่งชี้เป้าไปยังวาทกรรม “เอาเขื่อนแม่วงก์” ละเลยทางเลือกในการบริหารจัดการน้ำอื่นๆ
เส้นน้ำหลักที่มีอิทธิพลต่อสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่อำเภอลาดยาว ได้แก่...
(1) คลองไทร (2)คลองปางมะกอ (3) คลองม่วง และ (4) เส้นน้ำแม่วงก์ ซึ่งเส้นน้ำแม่วงก์ที่ออกจากอุทยานแห่งชาติแม่วงก์นี้เองมักถูกกล่าวหาเป็นแพะรับบาปอยู่เสมอ นักวิชาการได้อธิบายข้อมูลว่าเส้นน้ำคลองไทรและคลองปางมะกอมีขนาดใหญ่ไม่แพ้กัน แต่กลับขาดเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำ ในทางกลับกัน เส้นน้ำคลองม่วง (ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันกับเส้นน้ำแม่วงก์) ปรากฏ ฝาย/ประตูระบายน้ำ/ท่อระบายน้ำ นับ 10 แห่ง แต่มีปัญหาไม่สามารถใช้การได้ เช่น ฝายป่าสัก หนึ่งในฝายเส้นคลองม่วงถูกทุบทิ้งเหลือเพียงตอเสาให้ดูต่างหน้า ฝาย/ประตูระบายน้ำ/ท่อระบายน้ำ บางแห่งประตูหาย แต่ฝายสะเดาซ้ายและฝายบ้านดอนปอมีสภาพที่สามารถใช้งานได้ แต่ไม่มีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ รวมถึงเส้นน้ำคลองม่วงนี้เองถูกบีบขนาดจนมีหน้ากว้างแคบลง เหลือเพียง 10-15 เมตร เพราะเหตุนี้จึงทำให้น้ำล้นออกมานอกคันคลองหลายจุด เมื่อเปรียบเทียบเส้นน้ำคลองม่วงกับเส้นน้ำแม่วงก์แล้ว เส้นน้ำแม่วงก์หน้ากว้างถึง 40-50 เมตร เพราะฉะนั้นเส้นน้ำคลองม่วงจึงเป็นสายน้ำอีกเส้นที่น้ำล้น และไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่อำเภอลาดยาว
“พี่เห็นประตูระบายน้ำกระเด็นไปอยู่หน้าฝาย มันไม่มีตัวอะไรไว้กักเก็บน้ำเพื่อใช้ในหน้าแล้ง”
แหล่งกักเก็บน้ำ
พื้นที่ลาดยาวมีแหล่งกักเก็บน้ำหลักสำหรับรองรับน้ำหลากและเก็บเพื่อเป็นประโยชน์สำหรับใช้อุปโภคบริโภคในฤดูแล้ง 4 แห่งใหญ่ แต่ละแห่งต่างมีปัญหาทำให้ไม่สามารถรองรับได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ น้ำจึงเทเข้าท่วมลาดยาว ดังนี้
1. อ่างเก็บน้ำห้วยหินลับ ถ้าน้ำที่จะเข้าท่วมพื้นที่ลาดยาวสามารถเข้าสู่อ่างเก็บน้ำห้วยหินลับได้บางส่วนจะทำให้สามารถตัดยอดน้ำที่จะเข้าท่วมพื้นที่ลาดยาวและบริเวณโดยรอบได้ แต่ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำห้วยหินลับ แหล่งเก็บน้ำมีลักษณะตื้นเขิน และยังคงถูกรุกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
2. บึงหล่ม ประสบปัญหาพื้นที่มีลักษณะตื้นเขินกว่าที่ควรจะเป็น ถูกบุกรุกที่ ฝาย/ประตูระบายน้ำ/ท่อระบายน้ำ ที่ควรเป็นเครื่องมือในการผันนำน้ำเข้ามากักเก็บไว้ยังบึงหล่มถูกทุบทำลาย
3. หนองอีเหนี่ยง แต่อย่างไรก็ตาม พื้นที่หนองอีเหนี่ยงซึ่งแท้จริงแล้วเป็นพื้นที่สาธารณะ กลับถูกฉวยโอกาสนำไปออกโฉนดและรุกล้ำพื้นที่เพิ่มเติม จากเดิมที่อ่างมีบริเวณกว้างไร้รูปทรงขณะนี้กลายเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็ก โดยปัจจุบันประชาชนในท้องที่ได้ดำเนินการฟ้องร้องหน่วยงานรัฐในกรณีรุกที่สาธารณะประโยชน์แทน
4. อ่างเก็บน้ำวัดหลวงพ่อจ้อย สามารถรองรับน้ำได้พอสมควร แต่ติดปัญหาคือ น้ำส่วนใหญ่ไม่สามารถผันมาถึงอ่างเก็บน้ำวัดหลวงพ่อจ้อยได้ เนื่องจากอุปสรรคชิ้นใหญ่นั่นคือสิ่งกีดขวางทางน้ำ
5. วังสวัสดี บริเวณนี้เป็นพื้นที่ใหญ่ที่ควรรองรับน้ำได้ แต่ความเป็นจริงแล้วไม่สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้ น้ำทำได้เพียงไหลผ่านเท่านั้นไม่สามารถเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งได้ อาจมีรอยรั่วเกิดขึ้นก็เป็นได้ กรณีพื้นที่วังสวัสดีนี้ยังไม่ทราบเหตุผลที่แน่ชัด เนื่องยังไม่มีการศึกษาปัญหาเพิ่มเติม
ในปัจจุบันภาครัฐหลายหน่วยงานมีหน้าที่สร้าง ฝาย/ประตูระบายน้ำ/ท่อระบายน้ำ ซึ่งเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำ แต่ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลหลังการก่อสร้างนั้น ได้ถูกเขียนติดไว้บนแผ่นป้ายโครงการ ซึ่งส่วนใหญ่มักระบุว่า “มอบให้ราษฎรใช้โดยสาธารณะประโยชน์” ซึ่งจากแหล่งข่าวท้องถิ่นให้ข้อมูลว่า การ เปิด-ปิด ประตูจำเป็นต้องใช้กุญแจ ซึ่งผู้ที่มีอำนาจถือกุญแจจะเป็นไปตามกฏหมู่ และเลือกเปิดหรือปิดตามความต้องการของประชาชนที่มารวมกัน หมู่บ้านไหนพวกเยอะกว่าก็จะได้รับสิทธิมากกว่า ฝาย/ประตูระบายน้ำ/ท่อระบายน้ำ บางแห่งมีอายุการใช้งานได้เพียง 1 ปี ไม่ถูกทุบทำลายทิ้ง ก็ถูกน้ำซัดพังเพราะการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานตามหลักวิศวกรรม ปรากฏให้เห็นนับสิบสิบแห่ง บานประตูที่ใช้สำหรับ เปิด-ปิด ก็หายไปหลายจุด
ขณะที่ผู้เขียนและนักวิชาการกลุ่มหนึ่งลงพื้นที่พร้อมกันในตลาดได้ยินชาวบ้านพูดคุยกันเรื่องการปิดประตูระบายน้ำ ที่สร้างผลกระทบแก่ตัวชาวบ้านเอง การปิดประตูระบายน้ำทำให้น้ำไหลไปทางพื้นที่นาใกล้ช่วงเกี่ยวข้าวของเขาซึ่งยังไม่ได้ลงมือเก็บเกี่ยว ส่งผลให้ท้องนาได้รับความเสียหายทั้งหมด นักวิชาการได้ชี้ให้เห็นอีกหนึ่งปัญหา เรื่องการขาดการประชาคมที่ดี ในแต่ละพื้นที่ชุมชนไม่มีการทำประชาคมที่มุ่งสร้างความเข้าใจแก่คนแต่ละชุมชนร่วมกันให้รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์หรือผลเสีย ของการมี ฝาย/ประตูระบายน้ำ/ท่อระบายน้ำ ว่าพื้นที่บางแห่งอาจต้องเสียสละพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อคนส่วนใหญ่มากหรือน้อยเพียงใด จึงเป็นอีกหนึ่งที่มาของการทุบทำลายฝายเมื่อสร้างเสร็จ
อีกหนึ่งปัญหาเมื่อมีการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำด้วยความขาดข้อกำหนดที่ชัดเจน ด้วยกรรมวิธีการขุดลอก อย่างผิดวิธี ทำให้พืชที่มีส่วนในการยึดหน้าดินหายไปจนเกิดการพังทลายของหน้าดิน ดินตื้นกลับมาตื้นเขินอีกเรื่อยๆ ดังนั้นแล้วการขุดลอกควรมีการแบ่งสัดส่วนการขุดที่ชัดเจน ดังข้อกฎหมายของต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย ที่ออกกฎหมายระบุความเหมาะสมในเรื่องของลำน้ำว่าควรมีลักษณะห่างจากลำน้ำ คันดิน และปลูกต้นไม้ในระยะเท่าไหร่ เพื่อช่วยยึดหน้าดินมิให้หน้าดินพังทลายลงสู่ลำน้ำ แต่ในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายควบคุมดูแลใส่ใจเรื่องระบบนิเวศลำน้ำอย่างชัดเจน การขุดอย่างผิดวิธีนี้เองทำให้ต้องดำเนินการขุดลอกซ้ำๆ ทุกๆ ปี “แล้วเราต้องสูญเสียงบประมาณจากวัฎจักรการขุดลอกที่ขาดความเหมาะสมนี้เป็นงบประมาณเท่าไหร่?” หัวหน้าฝ่ายวิชาการมูลนิธิสืบฯ ตั้งคำถาม
ดังข้อมูลที่ปรากฏนี้เองทำให้เห็นว่าในพื้นที่มีเครื่องมือจำนวนมาก แต่กลับไม่สามารถบริหารจัดการใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เข้ามาแทรก ทำให้เกิดข้อขัดแย้งนานามากมาย บ้างรู้แต่ปิดตา บ้างหวังประโยชน์ส่วนตน บ้างมิได้รับข้อมูลข่าวสารรอบด้าน ทำให้ปักใจเชื่อคาดหวังกับแหล่งกักเก็บน้ำแห่งใหม่ “เขื่อนแม่วงก์” ทั้งที่จริงแล้ว พื้นที่สำหรับก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ตามโครงการสามารถบรรเทาน้ำท่วมได้จากเส้นน้ำเพียง 1 เส้น คือ เส้นน้ำแม่วงก์เท่านั้น เท่ากับว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอำเภอลาดยาวได้ เพราะน้ำยังสามารถไหลมาจากเส้นทางน้ำอื่นได้อีก ท้ายที่สุดแล้วเคราะห์กรรมของมหากาพย์ครั้งนี้จะตกอยู่ที่ใครได้ หากไม่ใช่ชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือและต้องทนรับกรรมต่อไป
อรยุพา สังขะมาน ฝากทิ้งท้ายด้วยคำถามว่า ผู้นำท้องถิ่นหรือคนในพื้นที่ทราบหรือไม่ว่าในพื้นที่ของตนเองมีเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำ ทั้งฝาย ประตูระบายน้ำ และท่อระบายน้ำ ทราบหรือไม่ว่ามีกี่แห่ง และแต่ละแห่งถูกใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพหรือไม่และชาวบ้านบริเวณไหนจะได้ประโยชน์จากฝายแต่ละตัวบ้าง ประโยคของชาวบ้านคนหนึ่ง “ถ้าฝายไม่พัง อ้อยผมคงไม่แห้งตายขนาดนี้หรอก ฝายพังตั้งแต่ปีแรกที่สร้าง” สะท้อนให้เห็นว่าเครื่องมือที่มีอยู่ในมือไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
มหากาพย์น้ำท่วมลาดยาวปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ลาดยาวเกิดขึ้นเป็นประจำ ทั้งจากภัยธรรมชาติและผลพวงจากน้ำมือมนุษย์เอง ที่ยังขาดการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานในแต่ละท้องที่, การขยายเมืองรุกล้ำพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งเคยเป็นแหล่งน้ำ, การสร้างสิ่งก่อสร้างสิ่งกีดขวางทางน้ำ, ปัญหาอำนาจควบคุมการ เปิด-ปิด ประตู ฝาย/ประตูระบายน้ำ/ท่อระบายน้ำ ที่ถือสิทธิโดยกฎหมู่, รวมถึง ฝาย/ประตูระบายน้ำ/ท่อระบายน้ำ ถูกทุบทำลาย สิ่งเหล่านี้เกิดจากการไม่เคารพกฎหมายของคนบางส่วนนั่นเอง

 

สถานการณ์การกัดเซาะชายฝั่ง

อีเมล พิมพ์ PDF
สถานการณ์การกัดเซาะชายฝั่ง : โดย อาจารย์ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง
ในปัจจุบันชายฝั่งทะเลของประเทศไทยประสบปัญหาการกัดเซาะบริเวณชายฝั่งทะเลในระดับรุนแรงหลายพื้นที่และมีแนวโน้มความถี่มากขึ้น ส่งผลให้เกิดความสูญเสียตามมามากมาย ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน แต่ดูเหมือนที่ผ่านมาปัญหาที่เกิดขึ้น วิธีแก้ปัญหาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเดินไปในทางที่ผิด
รู้จักแผ่นดินชายฝั่งของประเทศไทย และปัญหาที่เกิดขึ้น
ชายฝั่งทะเลของประเทศไทยมีความยาวประมาณ 2,600 กิโลเมตร มีจำนวนประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 11 ล้านคน สามารถแบ่งได้เป็น 1.ชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย มีความยาว 1,660 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่รวม 17 จังหวัด อันได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ตราด จันทบุรี ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส ปัจจุบันมีอัตราการกัดเซาะรุนแรงเฉลี่ยมากกว่า 5 เมตรต่อปี ถือเป็นพื้นที่วิกฤติหรือพื้นที่เร่งด่วน เกิดขึ้นในพื้นที่ชายฝั่งระยะทางรวม 180.9 กิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 10.9 ของแนวชายฝั่งอ่าวไทย
2.ชายฝั่งทะเลด้านอันดามัน มีความยาว 954 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่รวม 6 จังหวัด ได้แก่ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล มีอัตราการกัดเซาะน้อยกว่าชายฝั่งด้านอ่าวไทย โดยมีการกัดเซาะรุนแรงในอัตราเฉลี่ยมากกว่า 5 เมตรต่อปี ถือพื้นที่วิกฤติหรือพื้นที่เร่งด่วน รวมระยะทาง 23.0 กิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 2.4 ของแนวชายฝั่งอันดามัน
สาเหตุของการเกิด การกัดเซาะชายฝั่งในปัจจุบัน
เมื่อมีการกัดเซาะชายฝั่งเกิดขึ้น เรามักโทษว่าสาเหตุมาจากโลกร้อน แล้ววางมาตรการแก้ไขไปต่าง ๆ นานา โดยมาตรการป้องกันชายฝั่งที่นิยมใช้และได้ดำเนินการในการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลที่ผ่านมา ประกอบด้วย 2 วิธี คือ มาตรการโครงสร้างแบบแข็ง (Hard Solution) และมาตรการโครงสร้างแบบอ่อน (Soft Solution)
มาตรการโครงสร้างแบบแข็ง 4 วิธี คือ 1.เขื่อนกันคลื่น (Breakwater) 2.กำแพงกันคลื่น (Seawall) 3.รอดักทราย (Groin) 4.ไส้กรอกทราย (Sand Sausage)
มาตรการโครงสร้างแบบอ่อน 4 วิธี คือ 1.การสร้างหาดทราย (Beach Nourishment) 2.การสร้างเนินทราย (Dune Nourishment) 3.การปลูกป่าชายเลน (Mangrove a forestation) 4.การกำหนดระยะร่นถอย (Setback)
ยกตัวอย่างการกระทำของมนุษย์ที่เห็นผลอย่างชัดเจนในการแก้ปัญหาแบบผิดวิธี ส่งผลให้เกิดผลกระทบตามมาด้วยการสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลที่แก้ปัญหาไม่หมด คือ การสร้างรอดักทราย (Groin) สร้างขึ้น พ.ศ. 2527 ที่อำเภอปากพนัง อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช วัตถุประสงค์เพื่อป้องกันทรายมาปิดปากร่องน้ำ เมื่อเกิดน้ำท่วมจะสามารถระบายออกสู่ทะเลผ่านปากร่องน้ำสะดวก แต่เมื่อสร้างแล้วกับส่งผลกระทบคือ คันดักทรายนำทรายมารวมไว้ที่ชายหาดฝั่งทิศใต้ ส่งผลให้ชายฝั่งทางทิศเหนือพังตลอดแนว เพราะไม่มีทรายไปเติม
จากการสำรวจ โดยอาจารย์ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นักวิชาการด้านระบบนิเวศปะการัง ระบบนิเวศทางทะเลของประเทศไทย และอาจารย์ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ช่วงเดือนกันยายน ถึง ธันวาคม พ.ศ.2558 พบว่ามีการสร้างสิ่งป้องกันชายฝั่งรูปแบบใหม่ขึ้นมาชื่อว่า เขื่อนกันปากร่องน้ำคลองระบายน้ำ ซึ่งทำหน้าที่เหมือนกับรอดักทราย (Groin) แต่ผลลัพธ์ยังคงเหมือนเดิม คือดักทรายมารวมไว้ที่ชายหาดฝั่งทิศใต้ ส่วนชายฝั่งทางทิศเหนือพังตลอดแนวเพราะไม่มีทรายไปเติม ครั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แก้ปัญหาโดยการนำกองหินไปวางเรียงหน้ากระดาน โดยเว้นระยะห่างของแต่ละกองพอสมควร ตอนนี้บริเวณชายหาดระยะทางจาก อำเภอปากพนัง ถึงอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช จะมีกองหินมากว่า 140 กอง ผลลัพธ์คือมันสามารถกันได้เฉพาะส่วนที่มีกองหิน ส่วนบริเวณช่องว่างยังคงเกิดการกันเซาะ ส่วนเลยจากบริเวณสุดท้ายการวางกองหิน พบว่ายังคงเกิดการกัดเซาะ เหตุผลคือเกิดการเลี้ยวเบนของคลื่น และการสะท้อนหักเห
เมื่อรู้ว่าปัญหาแท้จริงเกิดจากอะไร วิธีแก้จึงเสนอให้ควรนำรอดักทราย (Groin) กับเขื่อนกันปากร่องน้ำคลองระบายน้ำออก และควรขุดลอกให้บ่อยขึ้นปัญหาจึงจะจบ แต่ปรากฏว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับนำกองหินไปถม ด้วยความหวังว่าสามารถป้องกันชายฝั่งไม่ให้พังทลายเอาไว้ได้ ทำให้หมดเงินหลายพันล้าน
หากพูดถึงผลกระทบจากสิ่งก่อสร้างสองสิ่งนี้ ส่งผลทำให้คลื่นแรงขึ้น เพราะเมื่อคลื่นมากระทบกับสิ่งกันคลื่นที่เป็นโครงสร้างรูปแบบแข็ง จะเกิดการสะท้อน เลี้ยวเบนมาอยู่อีกด้าน ทรายก็จะหายไปเร็วกว่าปกติ อีกทั้งยังทำให้เกิดสันดอนเชื่อมเกาะ (Tombolo) ซึ่งเชื่อมระหว่างกองหินกับแผ่นดิน ทำให้ตะกอนถูกกัก ตะกอนจากข้างล่างจึงไม่ไหลไปข้างบน แท้จริงปลายทางของตะกอนและทรายคือแหลมตะลุมพุก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยแหลมตะลุมพุก ตลอด 6 พันปีที่ผ่านมา จะมีตะกอนและทรายจากข้างล่างไหลมาทำให้ปลายแหลมงอกมาตลอด
ชายหายนั้นถูกหล่อเลี้ยงด้วยการเคลื่อนที่ของตะกอน เมื่อใดก็ตามที่เราสร้างสิ่งขัดขวางการเคลื่อนที่ของกระแสน้ำอย่างเขื่อนหินกั้นปากร่องน้ำ จะส่งผลทำให้เกิดชายหาดงอกฝั่งใดฝั่งหนึ่ง และชายหาดอีกฝั่งถูกกัดเซาะ อะไรก็ตามที่ไปอยู่กลางทะเล มันจะทำให้เปลี่ยนพฤติกรรมของคลื่น เกิดการกัดเซาะ ตามหลักของฟิสิกส์เมื่อคลื่นกระทบกำแพงกันคลื่น จะสามารถยกตัวได้สูงถึง 7 เท่าของขนาดความสูงคลื่นปกติจากนอกชายฝั่ง มีผลทำให้คลื่นคุ้ยทรายด้านล่างกำแพงออกไป ทางที่ดีไม่ควรมีสิ่งขัดขวางการเคลื่อนที่ของกระแสน้ำ
ทางวิศวกรรม ระบุว่า หากเราเลือกการถมกองหิน จะต้องถมไปจนถึงแหลมตะลุมพุก อีกประมาณ 40 กิโลเมตร โดยค่าใช้จ่ายตกประมาณกิโลเมตรละ 200 ล้านบาท ถามว่าคุ้มหรือไม่ คำตอบคือ เงินจำนวน 8 พัน ถึง 1 หมื่นล้าน แต่แก้ปัญหาไม่จบ เพราะว่าเมื่อสร้างเสร็จต้องกลับไปซ่อมตัวเก่าอีก เพราะว่าคลื่นซัดกับหินจะสะท้อนเอาทรายออก หากใช้วิธีนี้ต่อไปเราก็จะไม่เหลือหาดทรายอีก
ทางแก้ปัญหาประกอบไปด้วย 2 วิธี
1.แก้ที่ต้นเหตุ เสนอให้ ให้นำรอดักทราย (Groin) กับ เขื่อนกันปากร่องน้ำคลองระบายน้ำออก แต่ปัญหาตอนนี้คือเรานำกองหินไปวางกันคลื่นเป็นจำนวนมากกว่า 140 กอง หากเราใช้ค่าใช้จ่ายในการสร้างไป 5 พันล้านบาท การรื้อถอนจะมีค่าใช้จ่ายประมาณสองเท่า และเมื่อรื้อถอนออกไปเสร็จ ปัญหาจะเกิดขึ้นอีก เนื่องจากต้องรอให้ธรรมชาติปรับตัว ชาวบ้านพื้นที่บริเวณที่เคยได้ดินงอกมา ก็จะถูกกัดเซาะ
2.ทางเลือกสุดท้าย หยุดการสร้างสิ่งขัดขวางเพียงเท่านี้ พื้นที่ถูกกัดจะเยียวยาด้วยการเสริมทราย โดยนำทรายที่ถูกกัก ตรงปากร่องน้ำ ตรงสัดดอนเชื่อมเกาะ ไปเสริมบริเวณถูกกัดเซาะ ตามธรรมชาติ โดยลักษณะของทรายจะเป็นตัวลาดเอียงทำหน้าที่เบรกความแรงคลื่น คลื่นก็จะลดกำลังลงตั้งแต่นอกชายฝั่ง ทำให้มีพื้นที่ลาดชันของทรายเกิดขึ้นก่อนที่คลื่นจะเข้ามา แต่การทำอย่างนี้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เบ็ดเสร็จ เนื่องจากปัญหาการกัดเซาะยังคงอยู่ คือกองหิน โดยตรงนี้ให้ทยอยรื้อออก
สถานการณ์การกัดเซาะชายฝั่งในปัจจุบันชายฝั่งทะเลของประเทศไทยประสบปัญหาการกัดเซาะบริเวณชายฝั่งทะเลในระดับรุนแรงหลายพื้นที่และมีแนวโน้มความถี่มากขึ้น ส่งผลให้เกิดความสูญเสียตามมามากมาย ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน แต่ดูเหมือนที่ผ่านมาปัญหาที่เกิดขึ้น วิธีแก้ปัญหาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเดินไปในทางที่ผิด
 

พระราชดำรัสเรื่องโลกร้อน

อีเมล พิมพ์ PDF
พระราชดำรัสเรื่องโลกร้อน
เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดคิดขึ้น หรือควรพูดว่าได้ข้อมูลมาเกี่ยวกับเรื่องเรื่องหนึ่ง ซึ่งเขาเดือดร้อนกันทั่วโลก คือ ความเดือดร้อนที่ทุกคนจะต้องประสบแต่ไม่ใช่ทกคนจะได้รู้ แล้วคนที่รู้ บางทีก็โวยวาย ทําให้เกิดความวุ่นวายขึ้นมาก ปัญหานี้ เคยได้พูดถึงที่อื่นมาแล้ว เกี่ยวข้องกับสภาพสิ่งแวดล้อมของโลก ซึ่งกําลังวุ่นวายกันมากทั้งผู้ใหญ่ทั้งผู้น้อย ทั้งผู้ที่อยู่ในทวีปยุโรป อเมริกา เอเซีย ก็พูดกันทั้งนั้น คือปัญหาว่าสิ่งแวดล้อมจะทําให้โลกนี้เปลี่ยนแปลงไป
บางคนเขาบอกว่า ฝรั่งมาชี้หน้าและพูดว่า “นี่ บางกอกนี่ก็จะอยู่ใต้ทะเล ภายในไม่กี่ปีน้ำก็จะท่วม” ความจริงเราก็รู้อยู่แล้วว่า กรุงเทพฯ น้ำท่วม แต่เขาบอกว่า น้ำจะท่วมจากทะเล เพราะว่าสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลง เขาบอกว่าเพราะมีสารคาร์บอนขึ้นไปในอากาศมาก จะทำให้เหมือนเป็นตู้กระจกครอบ แล้วโลกนี้ก็จะร้อนขึ้น เมื่อโลกนี้ร้อนขึ้นมีหวังว่าน้ำแข็งจะละลายลงทะเล และรวมทั้งน้ำในทะเลนั้นจะพองขึ้น เพราะสิ่งของที่ร้อนขึ้นย่อมมีการพองขึ้น ปริมาตรก็มากขึ้น เมื่อน้ำพองขึ้นก็จะทําให้ที่ที่ต่ำ เช่น กรุงเทพฯถูกน้ำทะเลท่วม อันนี้ก็เป็นเรื่องเขาว่า ก็เลยสนใจว่าเรื่องเป็นอย่างไร จึงได้ข้อมูลว่าสิ่งที่ทําให้คาร์บอน (ในรูปคาร์บอนไดอ๊อกไซด์) ในอากาศ เพิ่มมากขึ้นนั้น มาจากการเผาเชื้อเพลิงซึ่งอยู่ในดินและจากการเผาไม้ ซึ่งตามตัวเลขจํานวนคาร์บอนในอากาศนี้... ไม่ทราบว่าท่านจะจดจําไดหรือไม่ เพราะว่าพูดไปอย่างนี้อาจจดจําไม่ได้แต่บอกได้ว่าในอากาศนี้มีสารคาร์บอนมีคาร์บอนอยู่เดี๋ยวนี้จํานวน 700 พันลานตัน โดยประมาณ (700 พันล้านก็คือ เจ็ดแสนล้านนั่นเอง แต่เมื่อนับเป็นจํานวน พันล้าน ซึ่งฝรั่งเรียกว่า “บิลเลี่ยน” จึงพูดไป 700 พันล้าน)
คราวนี้การเผาเชื้อเพลิง เช่น ถ่าน ถ่านหิน น้ำมัน เชื้อเพลิงอะไรๆ ต่างๆ เหล่านี้ทั้งหมดทําให้คาร์บอนขึ้นไปในอากาศจํานวน 5 พันล้านตันต่อปีแล้วก็ยังมีการเผาทําลายป่าอีก 1.5 พันล้านตัน รวมแล้วเป็น 6.5 พันล้านตัน ถ้าขึ้น ๆ ไปอย่างนี้ก็เท่ากับเกือบสิบเปอร์เซ็นต์ของจํานวนที่มีอยู่แล้วในอากาศ ถ้าไม่มีอะไรที่จะทําให้จำนวนของสารนี้ในอากาศลดลง ก็จะทําให้สารนี้กลายเป็นเหมือนตู้กระจกครอบ ทําใหโลกนี้ร้อนขึ้น ก็เกิดเรื่องยุ่งตามที่ได้กล่าวแล้ว
พูดกันว่าต้นไม้ทําให้จํานวนคาร์บอนมีน้อยลงได้ ก็เป็นความจริง ต้นไม้ทั่วโลกในปัจจุบันนี้กินคาร์บอนได้ในอัตรา 110 พันล้านตัน (แสนหนึ่งหมื่นล้านตัน) ต่อปี ก็เป็นอันว่าถ้าเปนเช่นนั้น ก็สบายใจได้ แต่ว่าถ้าเราดูต่อไปอีก ต้นไม้นั้นเองมันคายคาร์บอนออกมาในอัตราปีละ 55 พันล้านตัน (ห้าหมื่นห้าพันล้านตัน) ก็เหลือกําไรเพียงครึ่งเดียว ในครึ่งนี้ยังมีดินหรือสิ่งที่กําลังสลายตัวต่างๆ ที่จะส่งคาร์บอนขึ้นไปในอากาศอีก 54.5 พันล้านตัน (ห้าหมื่นสี่พันห้าร้อยล้านตัน) ลงท้ายก็จะได้กําไรเหลือเพียงห้าร้อยล้านตัน ฉะนั้นถ้าดูแล้ว ยังขาดทุนอีก 6 พันล้านตัน มีอีกอย่างหนึ่งก็คือทะเล ทะเลนั้น เขาจะส่งคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ขึ้นไปบนฟ้า 90 พันล้านตัน (เก้าหมื่นล้านตัน) แต่ในเวลาเดียวกันเขาก็ดูดคาร์บอนจากอากาศมา 93 พันล้านตัน (เก้าหมื่นสามพันล้านตัน) ที่เขาส่งออกไปนั้นเก้าสิบ ที่เขาดูดลงมา เก้าสิบสาม หมายความว่าเขาทํากําไรให้ 3 พันล้าน ถ้าบวกทั้งหมด เป็นอันว่ายังมีการเพิ่มคาร์บอนในอากาศ 3 พันล้านตัน ทุกปีๆ อันนี้ทําให้นักวิชาการเขาเดือดร้อน วิธีแก้ไขก็คือต้องเผาน้อยลงและต้องปลูกต้นไม้มากขึ้น
นี้ก็เป็นตัวเลข ท่านทั้งหลายฟังแล้วก็คงปวดหัว แต่คงหาผู้ที่จะเขียนตัวเลขเหล่านี้ให้ได้ก็เป็นอันว่าปัญหามันมีจริง ว่าเราจะประสบความเดือดร้อน ความเดือดร้อนก็จะมีในรูปน้ำท่วมอย่างที่เขาว่า แต่ข้อนี้ก็ยังไม่แน่ใจนัก เพราะว่าถ้าอุณหภูมิสูงขึ้น ก็จะทำให้น้ำนั้นระเหยมากขึ้น เมื่อน้ำระเหยมากขึ้น ก็จะทําให้อุณหภูมิลดลงมา ถ้าหากอยากจะขู่ท่านทั้งหลายว่าสถานการณ์แย่มาก ก็พูดว่ากรุงเทพฯ น้ำท่วมแน่สภาพของคนจะแย่จะสูญพันธุ์ไปในไม่ช้าไม่นาน แต่ว่าถ้าหากอยากจะปลอบใจ หรืออยากจะหาทางแก้ไข ก็ปลอบใจได้ว่าอุณหภูมิสูงขึ้น ทําให้น้ำระเหย น้ำระเหยทําให้เย็นลง อากาศก็เย็นลง แล้วปัญหาอื่นๆ ก็ไม่ยุ่ง เพราะว่าถ้าระเหยไปมากน้ำก็ไม่ท่วม ก็เป็นอันว่ายังไม่หมดหวัง
ทั้งหมดนี้ ถ้าหากแต่ละคนที่เป็นผู้ชอบศึกษา และชอบออกความเห็น ชอบมาขู่ชาวบ้าน หรือผู้ปกครองประเทศ ก็ต้องเป็นคนมีความรู้ก่อน คือผู้ที่จะมาขู่ต้องมีความรู้ ผู้ที่รับฟังการขู่ ก็ต้องมีความรู้ เพื่อที่จะไม่ให้ความหนักใจในระดับโลก ความหนักใจในเรื่องจะเป็นหรือตายนี้ กลายมาเป็นความรู้สึกหวาดกลัว หรือเกิดความยุ่งยากยุ่งเหยิงถึงขั้นที่จะปะทะกันเลยอย่างเช่นที่จะบอกว่าถ้าไม่ฟังก็จะเดินขบวน จะมาขัดขวางการจราจร อะไรต่างๆ อย่างนี้มันอันตรายมาก เพราะว่าถ้าเราเอาอะไรแม้ที่มีความจรงิ น่าหนักใจจริง แต่ว่านำมาก่อสิ่งที่น่าหนักใจ และสิ้นเปลือง เราก็อยู่ไม่ได้ โลกก็อยู่ไม่ได้
อาจเป็นข้อนี้เองที่ทําให้เกิดนึกมาพูดเรื่องคาร์บอน เรื่องจะร้อนจะเย็น น้ำจะท่วมไม่ท่วม เพราะว่าถ้าหากว่าเรามาศึกษาอย่างใจเย็นอย่างมีเหตุผลแล้ว ก็จะหาทางแก้ไขได้ หรืออย่างน้อยก็ให้พยายามแก้ไขมันจะดีกว่าที่จะมาขัดแย้งกัน แล้วเมื่อขัดแย้งกัน ก็มักก่อเกิดปัญหาใหม่ คือปัญหาการเดินขบวนที การประท้วงที การจราจรวุ่นวาย เป็นต้น แล้วก็ทําให้ผู้ที่รับผิดชอบปวดหัว เลยไม่ต้องคิดแก้ไขอะไรต้องมาคิดแก้ไขแต่สิ่งวุ่นวายที่มีขึ้นมาใหม่โดยใช้เหตุ เรียกว่าเสียแรงเปล่าๆ แล้วเมื่อเสียแรงเปล่าๆ นี้มันก็เรียกว่าสิ้นพลังงาน เมื่อสิ้นพลังงานแล้ว คนเราก็หายใจเอาคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ออกไปมากขึ้น มากกว่าคนที่ใจเย็นๆ ก็ทําให้ปัญหาที่เราเป็นห่วงแต่เดิมเพิ่มขึ้น ฉะนั้นที่พูดอย่างนี้ก็เพราะเห็นว่าในที่นี้มีผู้ที่รับผิดชอบงานต่างๆ ซึ่งปัญหาที่พูดนี้ก็เกี่ยวข้องกับทุกสาขา เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของโลกมนุษย์ ข้อต่างๆ เหล่านี้ก็เกี่ยวพันกันพาดพิงไปถึงปัญหาอื่นๆ ที่มีอยู่แล้ว
วันก่อนนี้เราพูดถึงปัญหาว่าเมืองไทยนี้อีกหน่อยจะแห้งไม่มีน้ำเหลือ จะต้องไปซื้อน้ำจากต่างประเทศ ซึ่งก็อาจเป็นได้ แต่เชื่อว่าจะไม่เป็นอย่างนั้น เพราะว่าถ้าคํานวณดู น้ำในประเทศไทยที่ไหลเวียนนั้นยังมีอยู่ เพียงแต่ต้องบริหารให้ดีถ้าบริหารให้ดีแล้ว มีเหลือเฟือ มีตัวเลขแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้ไปแยกแยะตัวเลขเหมือนที่ได้แยกแยะตัวเลขของคาร์บอน น้ำนั้นน่ะ ในโลกมีมากแล้วที่ใชจริงๆ มันเป็นเศษหนึ่งส่วนหมื่นของน้ำที่มีอยู่อาจไม่ถึง ก็ต้องบริหารให้ดีเท่านั้นเอง เดี๋ยวนี้ ก็มีปัญหาเกี่ยวกับน้ำน้ำนี้จะต้องใช้ให้ดีคือน้ำนั้นมีคุณ อย่างที่เราใช้น้ำสําหรับบริโภค น้ำสําหรับการเกษตร น้ำสําหรับอุตสาหกรรม ทั้งหมดนี้ต้องใช้น้ำที่ดี หมายความว่าน้ำที่สะอาด
น้ำมีมากในโลก เป็นน้ำทะเลเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะใช้อย่างนี้ไม่ได้แล้ว นอกจากนั้นเดี๋ยวนี้ที่กําลังมีมากขึ้น ก็คือน้ำเน่า จะต้องป้องกันไม่ให้มีน้ำเน่า น้ำเน่าจะมีอยู่เสมอ แต่อย่าให้น้ำเน่านั้นเป็นโทษมากเกินไป ฉะนั้นนี่เป็นอีกโครงการหนึ่ง ที่เราจะต้องปฏิบัติแล้วก็ถ้าไม่จัดการโดยเร็วเราก็จะนอนอยู่ในน้ำเน่า น้ำดีจะไม่มีใช้ แม้จะไปซื้อน้ำจากต่างประเทศมาก็กลายเป็นน้ำเน่าหมดเพราะว่าเอามาใช้โดยไม่ได้ระมัดระวัง
ถ้าเรามีน้ำแล้วมาใช้อย่างระมัดระวังข้อหนึ่ง และควบคุมน้ำที่เสียอย่างดีอีกข้อหนึ่ง ก็อยู่ได้เพราะว่าภูมิประเทศของประเทศไทย “ยังให้” ใช้คําว่า “ยังให้” ก็หมายความว่ายังเหมาะแก่การอยู่กินในประเทศนี้ไม่ใช้ไม่เหมาะ ประเทศไทยนี้เป็นที่เหมาะสมมากในการตั้งถิ่นฐาน แต่ว่าต้องรักษาเอาไว้ไม่ทําให้ประเทศไทย ซึ่งเป็นสวนเป็นนากลายเป็นทะเลทราย ก็ป้องกันได้ทําได้ พูดกันว่า ถ้าหากไปทําโครงการไฟฟ้าพลงน้ำก็จะไปทําลายป่า ทําใหเสียหายกับเรื่องของสิ่งแวดล้อมต่างๆ ผู้ที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมก็พูดอย่างนั้น อันนี้เป็นความจริง ถ้าไปทําลายป่าแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือสนามกอล์ฟ หรือการท่องเที่ยว หรือการลักลอบตัดป่า เป็นต้น ดังนี้ข้อเสียมันเพิ่มขึ้นได้จริง แต่ว่าถ้าหากไปทําในที่ที่เหมาะสม คำนวณได้ว่าผลเสียในการตัดไม้ส่วนหนึ่งจะคุมกับผลได้ คือเช่นที่บอกว่าตัดต้นไม้นั้น ทําให้คาร์บอนขึ้นไปในอากาศเป็นจำนวนเท่านั้นๆ ทําให้เกิดความระเหยของน้ำเท่านั้นๆ เราก็จะต้องมาเลือกดูว่าจะรักษาป่าไว้หรือจะต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
เมื่อใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เราจะต้องใช้อย่างหนึ่งอย่างใด อย่างมีผู้เสนอให้ไปซื้อถ่านหินจากออสเตรเลีย มาสร้างโรงไฟฟ้าใช้ไอน้ำ คือ ใช้ถ่านหินมาเผาเพื่อที่จะทําความร้อนและขับเทอร์ไบน์ให้เป็นไฟฟ้า คํานวณดูที่เราจะต้องซื้อถ่านหินจากประเทศออสเตรเลียมา ก็เสียเงินทองเท่าไหร่ มาเผาแล้วจะออกมาเป็นคาร์บอน เวลามาเผาสําหรับหมุนกังหันจะต้องเกิดคาร์บอนขึ้นไปเท่าไหร่ เปรียบเทียบกับที่จะเสียพลังการกําจัดคาร์บอนจากต้นไม้สัก 3-4 ต้น นั้นน่ะ มันคุ้มหรือเปล่าถ้าทําไฟฟ้าด้วยพลังน้ำที่ไม่ต้องตัดตนไม้ เพียงแต่ตัดต้นหญ้าก็คงไม่เสียหาย
พูดอย่างนี้ก็อาจฉงนว่าจะทําที่ไหน ไปคิดเอาเอง ว่าที่ไหนทําได้มันมีที่ที่จะทําได้รวมทั้งน้ำที่จะกักเอาไว้ปล่อยออกมาทําไฟฟ้าและปล่อยออกมาทําการเพาะปลูกในที่ที่อย่างน้อย 200,000 ไร่ ซึ่งปัจจุบันนี้รกร้างว่างเปล่า เพราะว่าไม่มีน้ำ เมื่อรกร้างว่างเปล่าอย่างนั้น ก็ทําใหเสียเศรษฐกิจไปแยะ จะต้องสงเคราะห์ชาวนา ชาวสวน ที่เป็นเจ้าของที่เหล่านั้น ลงท้ายพวกนั้นก็จะต้องขายที่ กลายเป็นทําให้ราคาของที่ดินแพงขึ้น ก็เป็นปัญหาอีกต่อไ
แล้วผู้ซื้อที่ดินนั้นก็จะอยากไปประกอบอุตสาหกรรมที่นั่น เมื่อมีอุตสาหกรรมที่นั่นก็จะต้องมีน้ำ ก็จะต้องขุดน้ำบาดาล หรือต้องทําโครงการนําน้ำมา เสียเงินเป็นหลายร้อยล้าน เป็นหมื่นเป็นแสนล้าน ฉะนั้นถ้าหากวาที่ดินเหล่านั้น จะมาใช้สําหรับการเกษตรได้โดยเหมือนว่าได้เปล่า รู้สึกว่าควรจะทํา แต่ถ้าไปทํา ก็จะมีผู้ที่คัดค้านว่าในการทําต้องไปตัดต้นไม้ ในข้อนี้ถ้าพิจารณาแล้ว ที่เขาคัดค้านไม่ให้ตัดต้นไม้เพราะเหตใดุ เขาก็ต้องคิดดูเหมือนกันว่าเราต้องการไฟฟ้า แล้วเราเผาถ่านหิน ก็จะเสียหายไปเท่าใด เปรียบเทียบกับการต้ดต้นไม้ไม่กี่ต้น
พูดอย่างนี้ท่านทั้งหลายก็งง วันนี้มีแต่งง เพราะวันนี้ไปถึงสิ่งแวดล้อมขั้นโลก แต่ก่อนนี้เคยพูดถึงสิ่งแวดล้อมขั้นประเทศ เดี๋ยวนี้ถึงขั้นโลก ก็เป็นความรับผิดชอบที่เรามี ความจริงต้องพูดถึงขั้นโลกเพราะประเทศไทยนี้ก็เติบโตขึ้นมาจะมีหน้ามีตาในโลกว่าเปนประเทศที่มั่นคง เป็นประเทศที่ดีอย่างนั้นอย่างนี้เราจึงต้องมีความรับผิดชอบในโลกมากขึ้น ทั้งนี้ก็เชื่อว่า เป็นความดีของประเทศไทยถ้ามีความดีแล้วต้องรักษาความดี ที่ไหนที่ไมมีความดีก็จะต้องสร้างความดี ที่ไหนที่มีความเลวก็จะต้องระงับความเลว ที่ไหนที่มีความดีแล้ว ก็ต้องรักษาความดีอันนี้เป็นหลัก แต่ว่าถ้าเรามีความดีอยู่แล้ว แล้วก็ทำลายความดีนั้น มันเป็นสิ่งที่นาเสียดาย ไม่ได้บอกว่าเป็นสิ่งที่เลว – มันก็เลวอยู่ในตัว – แต่น่าเสียดาย ถ้าเรามีของดีแล้ว เราต้องรักษา และส่งเสริมความดีในของดีนั้นให้ยิ่งๆ ขึ้นไป
คัดลอกมาจาก พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม 2532
ที่มา http://www1a.biotec.or.th/brt/dmdocuments/Sheech_of_king.pdf?phpMyAdmin=dc109ce0f4374de03bd82620757db7f3 เข้าถึงเมื่อ ตุลาคม 2559
พระราชดำรัสเรื่องโลกร้อนเมื่อเร็วๆ นี้ เกิดคิดขึ้น หรือควรพูดว่าได้ข้อมูลมาเกี่ยวกับเรื่องเรื่องหนึ่ง ซึ่งเขาเดือดร้อนกันทั่วโลก คือ ความเดือดร้อนที่ทุกคนจะต้องประสบแต่ไม่ใช่ทกคนจะได้รู้ แล้วคนที่รู้ บางทีก็โวยวาย ทําให้เกิดความวุ่นวายขึ้นมาก ปัญหานี้ เคยได้พูดถึงที่อื่นมาแล้ว เกี่ยวข้องกับสภาพสิ่งแวดล้อมของโลก ซึ่งกําลังวุ่นวายกันมากทั้งผู้ใหญ่ทั้งผู้น้อย
 

ความทรงจำเรื่องการอนุรักษ์ของรัชกาลที่ 9

อีเมล พิมพ์ PDF
ความทรงจำเรื่องการอนุรักษ์ของรัชกาลที่ 9
อีกหนึ่งเรื่องราวของกษัตริย์นักพัฒนา รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงจักรี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิรา บรมนาถบพิตร  ที่ทรงมุ่งมั่นในการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ราษฎรทั่วประเทศ แต่การพัฒนาของพระองค์นั้นมิได้ทรงละเลยเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะพระองค์ทรงได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์  ดังความตอนหนึ่งในพระบรมราโชวาทว่า
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
“…อาจมีบางคนเข้าใจว่า ทำไมจึงสนใจเรื่องชลประทาน หรือเรื่องป่าไม้ จำได้ว่าเมื่ออายุ 10 ขวบ ที่โรงเรียนมีครูคนหนึ่งซึ่งเดี๋ยวนี้ตายไปแล้ว สอนเรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องการอนุรักษ์ดิน แล้วให้เขียนว่า ภูเขาต้องมีป่าไม้อย่างนั้นเม็ดฝนลงมาแล้วจะชะดินลงมาเร็วทำให้ไหลตามน้ำไป ไปทำให้เสียหาย ดินหมดจากภูเขา เพราะไหลตามสายน้ำไป ก็เป็นหลักของป่าไม้เรื่องการอนุรักษ์ดิน และเป็นหลักของชลประทานที่ว่า ถ้าเราไม่รักษาป่าไม้ข้างบน จะทำให้เดือดร้อนตลอด ตั้งแต่ภูเขาจะหมดไปกระทั่งการมีตะกอนลงมาในเขื่อน มีตะกอนลงมาในแม่น้ำทำให้เกิดน้ำท่วม นี่น่ะ เรียนมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ...”  พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานแก่คณะกรรมการสโมสรไลออนส์สากล ภาค 310 (ประเทศไทยและประเทศลาว) ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันที่ 25 กันยายน 2512
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
พระองค์ได้ฟังเรื่องอนุรักษ์ป่าไม้ที่ครูสอนตั้งแต่ 10 พรรษา ซึ่งในขณะนั้นถ้าเป็นบุคคลทั่วไปคงเป็นเรื่องที่อยากจะเข้าใจได้ และอาจจะลืมเลือนไปแล้ว แต่พระองค์กลับทรงจำเรื่องนี้ได้อย่างแม่นยำแม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใดก็ตาม
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
พระองค์ทรงศึกษา เพื่อให้รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริง
พระองค์ทรงศึกษาปัญหาต่างๆ อย่างละเอียด ถี่ถ้วน เพื่อให้รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริง จึงจะเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกวิธี ดังพระราชดำรัสที่เคยทรงกล่าวเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อนความตอนหนึ่งว่า
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
“…สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลง เขาบอกว่าเพราะมีสารคาร์บอนขึ้นไปในอากาศมาก จะทำให้เหมือนเป็นตู้กระจกครอบ แล้วโลกนี้ก็ร้อนขึ้น เมื่อโลกนี้ร้อนขึ้นมีหวังน้ำแข็งจะละลายลงทะเล และรวมทั้งน้ำในทะเลนั้นจะพองขึ้น เมื่อน้ำพองขึ้นก็จะทำให้ที่ที่ต่ำ เช่น กรุงเทพฯ ถูกน้ำทะเลท่วม จึงได้ข้อมูลว่าสิ่งที่ทำให้คาร์บอนในอากาศเพิ่มมากขึ้นนั้น มาจากการเผาเชื้อเพลิงซึ่งอยู่ในดินและจากการเผาไหม้...ทำให้จำนวนคาร์บอนมีน้อยลงได้ก็เป็นความจริง ต้นไม้ทั่วโลกในปัจจุบันนี้กินคาร์บอนได้ในอัตรา 110 พันล้านตันต่อปี แต่ว่าถ้าเราดูต่อไปอีกต้นไม้นั้นเองมันคายคาร์บอนออกมาในอัตราปีละ 55 พันล้านตัน ก็เหลือกำไรเพียงครึ่งเดียว วิธีแก้ไขคือ ต้องเผาน้อยลง และต้องปลูกต้นไม้มากขึ้น...” พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้า ถวายมงคลชัย ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2532 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
พระองค์ทรงแก้ปัญหาโดยหลักวิชาการ
การแก้ไขปัญหาในทุกๆเรื่องของพระองค์จะคำนึงถึงหลักวิชาการ ความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่จริง การแก้ไขปัญหาด้านป่าไม้ก็เช่นเดียวกัน ดังพระราชดำรัส และพระบรมราโชวาทเพื่อแก้ไขปัญหาป่าไม้เรื่องต่างๆ ดังนี้
1. ปกป้องพื้นที่ป่า ฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม “…ให้ช่วยดูแลรักษาป่าอย่าไปรังแกป่าถ้าปล่อยทิ้งไว้ ไม่ให้ใครไปรบกวน ระยะ 30-40 ปี ป่าแห่งนี้จะฟื้นคืนสภาพจากป่าเต้งรังเป็นป่าเบญจพรรณ...”  พระราชดำริ วันที่ 15 กรกฎาคม 2539
2. ปลูกป่าทดแทนบริเวณป่าต้นน้ำ “…การปลูกป่าทดแทนจะต้องทำอย่างมีแผนโดยการดำเนินการพร้อมกับการพัฒนาชาวเขาในการนี้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ชลประทาน และฝ่ายเกษตรจะต้องร่วมมือกัน สำรวจต้นน้ำในบริเวณพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อวางแผนปรับปรุงต้นน้ำและพัฒนาอาชีพได้อย่างถูกต้อง สำหรับต้นที่ปลูกทดแทนป่าไม้ที่ถูกทำลายนั้น ควรใช้ต้นไม้โตเร็ว ที่มีประโยชน์หลายๆทางคละกันไป และควรปลูกพืชคลุมแนวร่องน้ำต่างๆ เพื่อยึดผิวดินและเก็บรักษาความชุ่มชื้น นอกจากนั้น จะต้องสร้างฝายเล็กเพื่อหนุนน้ำส่งไปตามเหมืองไปใช้ในพื้นที่เพาะปลูก 2 ด้าน ซึ่งจะทำให้น้ำค่อยๆแผ่ขยายออกไปทำความชุ่มชื้นให้บริเวณนั้นด้วย ในการนี้จะต้องอธิบายให้ราษฎรรู้ว่า การที่ปริมาณน้ำตามแหล่งน้ำลดลงนั้น ก็เพราะมีการทำลายป่าต้นน้ำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์...”  พระราชดำรัส เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2520 ณ สถานีหลวงพัฒนาชาวเขา จังหวัดเชียงใหม่
3. สร้างฝายในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม “…ให้ดำเนินการสำรวจทำเลสร้างฝายต้นน้ำลำธารในระดับที่สูง ใกล้บริเวณยอดเขามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ลักษณะของฝาย ดังกล่าวจำเป็นต้องออกแบบใหม่ เพื่อให้สามารถกักเก็บน้ำ ไว้ได้ปริมาณน้ำหล่อเลี้ยงและประคับประคองกล้าไม้พันธุ์ที่ แข็งแรง และโตเร็วที่ใช้ปลูกแซมในป่าแห้งแล้ง อย่างสม่ำเสมอ โดยการจ่ายน้ำไปรอบๆ ตัวฝายจนสามารถตั้งตัวได้...”  พระราชดำรัส วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2521 อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน
4. โครงการปลูกหญ้าแฝกเพื่อช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน “…และหญ้าที่มีคุณค่าอย่างหญ้าแฝก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่การอนุรักษ์ดินและน้ำ เพราะมีรากที่หยั่งลึกแผ่กระจายลงไปตรงๆ ทำให้อุ้มน้ำและยึดเหนี่ยวดินได้มั่นคง รักษาหน้าดินได้ดี...” พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ วันที่ 24 กรกฎาคม 2540
โดยแต่ละโครงการ ทรงแก้ไขธรรมชาติด้วยวิธีการที่เป็นธรรมชาติอย่างที่สุด
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนาคู่การรักษาทรัพยากร
โครงการพัฒนาต่างๆ พระองค์ทรงมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งหมายถึง การพัฒนาในรุ่นปัจจุบันโดยจะไม่ส่งผลกระทบกับการพัฒนาในอนาคต เช่นไม่เอาทรัพยากรมาพัฒนามากจนเกิดไป จนคนรุ่นลูกรุ่นหลาน ขาดแคลนทรัพยากรที่จะใช้พัฒนาในอนาคต ดังความตอนหนึ่งของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่พระราชทานสัมภาษณ์เกี่ยวกับหลักการทรงงานพัฒนาประเทศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในหนังสือ “พระมหากษัตริย์นักพัฒนา เพื่อประโยชน์สุขสู่ปวงประชา” ว่า “…เป้าหมายการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของคน โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมให้คนมีความสุข โดยต้องคำนึงถึงเรื่องสภาพภูมิศาสตร์ ความเชื่อทางศาสนา เชื้อชาติ และภูมิหลังทางเศรษฐกิจ สังคม แม้ว่าวิธีการพัฒนามีหลากหลาย แต่ที่สำคัญคือนักพัฒนาต้องมีความรัก ความห่วงใย ความรับผิดชอบ และการเคารพในเพื่อนมนุษย์...”
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
จากพระบรมราโชวาทที่เคยกล่าวเกี่ยวกับความทรงจำเมื่อ 10 พรรษา พระองค์ได้ทรงยึดมั่นในแนวทางพระราชดำริการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืนทั้งนี้ก็เพื่อเก็บมรดกอันลำค่านี้ไว้ให้ลูกหลานในอนาคต ดังพระราชดำริ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2521  “...ธรรมชาติแวดล้อมของเรา ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดิน ป่าไม้ แม่น้ำ ทะเล และอากาศ มิได้เป็นเพียงสิ่ง สวยๆ งามๆ เท่านั้น หากแต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตของเรา และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของเราไว้ให้ดีนี้ ก็เท่ากับเป็นการปกปักรักษาอนาคตไว้ให้ลูกหลานของเราด้วย...”
ความทรงจำเรื่องการอนุรักษ์ของรัชกาลที่ 9อีกหนึ่งเรื่องราวของกษัตริย์นักพัฒนา รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงจักรี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิรา บรมนาถบพิตร  ที่ทรงมุ่งมั่นในการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ราษฎรทั่วประเทศ
 

ลำดับวิกฤตการณ์ปลากระเบนราหูน้ำจืด

อีเมล พิมพ์ PDF
ปลากระเบนราหูน้ำจืด (Giant freshwater whipray; ชื่อวิทยาศาสตร์ Urogymnus polylepis) สาเหตุที่ชื่อ 'ราหู' เนื่องจากมีลักษณะลำตัวขนาดใหญ่เหมือนราหูอมจันทร์ตามความเชื่อของคนโบราณ ด้วยน้ำหนักกว่า 600 กิโลกรัม มีความกว้าง 2-3 เมตร และความยาวตั้งแต่ส่วนหัวจรดปลายหางที่บันทึกไว้ได้ใหญ่ที่สุด คือ 5 เมตร ทำให้เป็นปลากระเบนน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีแหล่งอาศัยตามแม่น้ำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา, แม่น้ำแม่กลอง, แม่น้ำบางปะกง, แม่น้ำโขง และบอร์เนียว เราสามารถพบปลากระเบนราหูขนาดใหญ่ได้ที่แม่น้ำแม่กลอง บริเวณ 20 กิโลเมตรก่อนไหลลงสู่อ่าวไทย ในเขตอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
แต่ปลากระเบนสายพันธุ์นี้มีความเปราะบาง ออกลูกจำนวนน้อย เจริญเติบโตช้า พร้อมทั้งถูกคุกคามจากมลพิษทำให้แหล่งที่อยู่อาศัยเสื่อมโทรม ซึ่ง สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ (The World  Conservation Congress หรือ IUCN) ได้กำหนดให้ปลากระเบนราหูนี้จัดอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ (Endangered) และเนื่องจากมีจำนวนประชากรในธรรมชาติที่ลดลง ทำให้ปลากระเบนราหูน้ำจืดในไทยนั้นถูกประเมินว่าอยู่ในสถานะเสี่ยงขั้นวิฤติต่อการสูญพันธุ์ (Critically endangered)
ปัจจุบันปลากระเบนราหูได้เดินหน้าเข้าสู่วิฤกตการณ์อย่างชัดเจน ตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 กันยายน ถึง 7 ตุลาคม 2559 พบปลากระเบนราหูตายที่บริเวณน้ำแม่กลอง 14 ตัว ก่อนจะทยานขึ้นเป็น 45 ตัวในเวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น
ปรากฏการณ์ปลากระเบนตายเป็นจำนวนมากสร้างความสนใจแก่ประชาชน สื่อมวลชน นักอนุรักษ์ คนในท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่จำนวนมาก โดยเริ่มเป็นประเด็นออกสื่อตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2559 เมื่อ รศ.สพญ.ดร นันทริกา ชันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ และอาจารย์ประจำคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอความช่วยเหลือผ่านเฟสบุ๊คถึงกรณีปลากระเบนราหูตายจำนวนมาก เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลือปลากระเบน ก่อนลงพื้นที่ตรวจสอบพร้อมอาสาสมัคร และเครือข่ายภาคประชาชนตรวจสอบที่แม่น้ำแม่กลองจังหวัดสมุทรสงคราม จึงพบความจริงว่าไม่เพียงปลากระเบนเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่ปลาในกระชังของชาวบ้าน รวมถึงปลากดคัง ก็ตายไปด้วย
กระทั่งวันที่ 7 ตุลาคม สื่อจากสำนักข่าวมติชนได้เผยแพร่ข่าวโศกนาฎกรรมหมู่ของเหล่าปลากระเบนราหู ที่ตายนับ 32 ตัว โดยมี 2 ตัวที่มีขนาดใหญ่ คาดว่าอายุประมาณ 50 ปี และจากการผ่าพิสูจน์พบว่ามันกำลังท้องและลูกทั้งหมดภายในท้องก็ตายลงตั้งแต่ยังไม่มีโอกาสได้เผชิญหน้ากับสายน้ำที่กว้างใหญ่ ด้านกรมควบคุมมลพิษเองไม่ได้นิ่งนอนใจ ลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำ และได้ออกใบแถลงการณ์ถึงสถานการณ์น้ำว่า สภาพน้ำทั่วไปไม่มีสิ่งผิดปกติ ไม่พบปลาลอยหัว น้ำมีสีน้ำตาลอ่อน อุณหภูมิน้ำ 31.1 องศา ความเป็นกรดด่าง 7.2 ความขุ่น 10.39 NTU ค่าออกซิเจนละลาย (DO) 2.64 mg/L
ดังนี้เองทำให้ประชาชาติพากันตั้งคำถามตามมาว่า “แล้วเพราะเหตุใดปลากระเบนถึงตาย?” และยังคงติมตามรอฟังผลการตรวจสอบด้านอื่นต่อไป
วันเดียวกันนั้น ส่วนศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสาคร ได้ตรวจสอบค่าออกซิเจนละลายในน้ำ หรือค่า DO ที่อำเภอบ้านโป่ง ค่า DO อยู่ที่ 3.35 มิลลิกรัมต่อลิตร, เทศบาลตำบลเบิกไพร ค่า DO อยู่ที่3.45 มิมิลลิกรัมต่อลิตร, อำเภอบางคนทีค่า DO อยู่ที่ 2.11 มิลลิกรัมต่อลิตร ,อำเภออัมพวา ค่า DO อยู่ที่ 2.10 มิลลิกรัมต่อลิตร และอำเภอบางจะเกร็ง ค่า DO อยู่ที่ 2.64 มิลลิกรัมต่อลิตร จะเห็นว่า ค่าออกซิเจนละลายในน้ำ ต่ำกว่าเกณฑ์ทั้งหมด คือต่ำกว่า 4 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยเฉพาะจุดที่พบซากปลากระเบนราหู บริเวณอำเภอบางคนทีและอัมพวา มีค่า DO ต่ำกว่าบริเวณอื่นๆ
นายวิจารณ์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ค่า DO ที่ตรวจพบในเบื้องต้นยืนยันได้ว่า น้ำในแม่น้ำแม่กลองปนเปื้อนสารบางอย่างจริง แต่จะเป็นสารใดนั้น ต้องรอผลตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง ส่วนการหาที่มาของสารปนเปื้อนต้องโฟกัสไปที่โรงงานที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลองเป็นหลัก
ด้านการตรวจสอบสุขภาพปลากระเบนราหู รศ.สพญ.ดร นันทริกา ชันซื่อ ได้เจาะเลือดปลากระเบนที่รอดชีวิตนำไปตรวจหาสารพิษ ซึ่งจากผลการตรวจเลือดพบว่าปลากระเบนได้รับสารเคมีที่เป็นพิษต่อระบบไต และระบบเหงือก ทำให้สูญเสียความสามารถในการควบคุมความสมดุลร่างกาย ดังนั้นสาเหตุหลักที่ปลากระเบนตายจึงคาดว่าน่าจะเกิดจากสารพิษ ที่พบเป็นสารที่ออกฤทธิ์เฉียบพลันไม่ได้ออกฤทธิ์สะสม
ต่อมา วันที่ 11 ตุลาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้สั่งการให้มีการติดตามหาสาเหตุของการตายปลากระเบนรอบด้าน โดยกรมประมงได้เผยข้อมูลสถานการณ์โดยรวมว่ายังอยู่ในระหว่างการเฝ้าระวัง ถึงแม้จำนวนการตายของปลากระเบนราหูและปลากะพงจะลดจำนวนน้อยลงแล้ว แต่ได้ส่งนักวิชาการประมงลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เองยังมีหน่วยงานจากภาครัฐและภาคประชาสังคมอื่นร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหาและช่วยเฝ้าระวัง
โดยยอดรวมการตายของสัตว์น้ำ ปลากระเบนราหูจากการเก็บข้อมูลของกรมประมงตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน -11 ตุลาคม 2559 พบว่ามีปลากระเบนราหูตายจำนวน 45 ตัว ซึ่งสัตวแพทย์ได้คาดการว่าที่พบซากทั้ง 45 ตัว เป็นเพียงแค่ 25 เปอร์เซ็นต์ของปลากระเบนราหูส่วนใหญ่ที่ตายเท่านั้น เพราะยังมีปลากระเบนจำนวนมากที่ตายแต่ไม่ได้ลอยอืดขึ้นมาให้เห็น
แต่ในความเลวร้ายยังมีข่าวดีให้เห็นบ้าง ทีมงานสัตวแพทย์พร้อมเจ้าหน้าที่สามารถช่วยปลากระเบนเพศเมียรอดตายได้จำนวน 2 ตัว และจากการที่สัตวแพทย์ได้ใช้เครื่องมืออัลตราซาวน์พบว่าปลากระเบนทั้งสองตัวมีลูกในท้อง ตัวละ 2 และ 3 ตัว ซึ่งขณะนี้ปลากระเบนเหล่านี้ถูกนำไปพักฟื้นอยู่ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสงคราม เพื่อรอให้สถานการณ์กลับมาสู่ปกติและให้ปลากระเบนทั้งสองคลอดลูกออกมาก่อน หลังจากนั้นกรมประมงจะนำไปปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำ นอกจากนี้กรมประมงยังเตรียมแผนฟื้นฟูประชากรปลากระเบนราหูในระยะยาว โดยจะเพาะขยายพันธุ์ และสร้างเครือข่ายเพื่อเฝ้าระวังระบบนิเวศของลุ่มน้ำของประเทศทั้งหมด สำหรับจังหวัดสมุทรสงครามกรมประมงเตรียมปลากระเบนราหูมาปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำในธรรมชาติเพิ่มเติมอีกด้วย
ด้าน รศ.สพญ.ดร นันทริกา ชันซื่อ ได้ออกมาประกาศผ่านเฟสบุ๊ค ในวันที่ 16 ตุลาคม ถึงการสิ้นสุดการทำงานช่วยเหลือวิกฤตการณ์ปลาตายจำนวนมากในแม่น้ำแม่กลองแล้ว พร้อมสรุปการศึกษาสาเหตุและผลกระทบต่อสุขภาพของปลากระเบนและปลากระพงที่ตายและมีชีวิตอยู่ โดยตรวจพิสูจน์และลงความเห็นร่วมกันกับสัตวแพทย์จากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และสถาบันสุขภาพสัตว์ ว่าปลาตายจากการที่ไตและตับถูกทำลายร่วมกับระบบประสาทและระบบเลือดผิดปกติ จากการตรวจวิเคราะห์พอสรุปได้ว่า สาเหตุที่ปลากระเบนราหูเสียชีวิต เกิดจากในช่วงระยะแรกปลากระเบนราหูได้รับสารพิษกลุ่มไซยาไนด์ในระดับสูง และในช่วงสัปดาห์ที่ 2 ปลากระเบนราหูได้รับสารพิษไซยาไนด์ในระดับต่ำตัว ทำให้รอดชีวิตและแสดงอาการไม่มาก
จากผลการตรวจสอบเพิ่มเติมของกรมควบคุมมลพิษล่าสุด (18 ตุลาคม) วัดค่าโลหะหนักในตะกอนดิน จำนวน 5 จุด ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม 1 จุด และพื้นที่จังหวัดราชบุรี 4 จุดพบว่า มีค่าโลหะหนักบางตัวสูงเกินมาตรฐาน ประกอบด้วย แคดเมียม, โครเมียม, สารหนู และทองแดง แต่เป็นค่าที่ไม่ส่งผลกระทบต่อความเป็นพิษต่อสัตว์น้ำที่ทำให้ตายอย่างเฉียบพลันได้ รวมทั้งทางกรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบโรงงานต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี เพื่อเก็บข้อมูลลักษณะและปริมาณน้ำเสียที่ระบายสู่แม่น้ำแม่กลอง ศึกษาความเป็นพิษที่อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำ วิเคราะห์ปริมาณและอัตราการไหลของน้ำ ทดสอบโดยการผสม น้ำ ตะกอนดิน กากน้ำตาล ในสัดส่วนเดียวกันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และวัดระดับความเป็นพิษของแอมโมเนียในน้ำ ว่า จะส่งผลให้เกิดปัญหาต่อปลากระเบนและสัตว์น้ำในแม่น้ำแม่กลองหรือไม่ ซึ่งคาดว่าจะรู้ผลภายใน 5 วัน
อนึ่งยังเกิดข้อกังขาจากนักอนุกรมวิธานปลาของไทย ดร.ชวลิต วิทยานนท์ ถึงสาเหตุการตายของปลากระเบนราหูและสัตว์น้ำแม่น้ำแม่กลองด้วยสารพิษไซยาไนด์ คาดการณ์ว่า สาเหตุการตายของปลากระเบนและสัตว์น้ำไม่น่าจะเกิดจากสารพิษกลุ่มไซยาไนด์เพียงอย่างเดียว เพราะหากเกิดจากสารพิษไซยาไนด์ ปลาชนิดพันธุ์ที่มีขนาดเล็กจะลอยคอตายก่อน ตามด้วยปลาตัวเล็กตัวใหญ่ในแม่น้ำแม่กลองตายเกือบหมด แต่ครั้งนี้เกิดขึ้นกับปลาขนาดใหญ่ที่อยู่ตามหน้าดินตาย จึงคิดว่าการตายของปลากระเบนราหูในครั้งนี้เกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งสารพิษกลุ่มไซยาไนด์เอง คุณภาพน้ำที่มีค่าออกซิเจนที่ต่ำกว่ามาตรฐาน เกิดการลดลงอย่างรวดเร็วเป็นระยะเวลานาน หากให้สรุปภาพรวมกว้างๆ ก็คือ น้ำเสียหรือน้ำเน่านั่นเอง
โดยสิ่งที่ส่งผลกระทบทำให้ปลาระเบนตาย ดร.ชวลิต วิทยานนท์ ได้ชี้แจงตามหลักการทางวิทยศาสตร์ทางคุณภาพน้ำ ว่ามีหลายปัจจัยด้วยกัน ดังนี้ (1) ออกซิเจนต่ำกว่าค่ามาตรฐาน (2) สารประเภทของเสียที่เป็นไนโตรจนเยอะ เช่น แอมโมเนียมไนเตรท (Ammonium Nitrate - NH4NO3)  ในปริมาณสูงเกินมาตรฐาน และ (3) สารอื่นๆ เช่น ยาฆ่าแมลง คลอรีน (Chlorine) และสารพิษกลุ่มไซยาไนด์ (Cyanides) สารพวกนี้เราจะตรวจพบในเนื้อเยื่อก็ต่อเมื่อสัตว์ตายใหม่ๆ ซึ่งต้องจำเป็นต้องใช้เครื่องมือในแลปที่ซับซ่อนจึงจะสามารถตรวจพบได้ แต่ถ้าปลาตายเป็นระยะเวลานานจะสามารถตรวจพบได้ยาก
แต่ด้วยข้อจำกัดในการตรวจสอบคุณภาพน้ำว่ามีสารอะไรผิดปรกตินั้นควรดำเนินการตรวจสอบอย่างรวดเร็วก่อนที่น้ำเสียจะถูกชะล้างออกไป ทำให้ไม่สามารถฟันธงสาเหตุที่แท้จริงทั้งหมดได้
การผ่านวิกฤตสิ่งแวดล้อมถูกคุกคามไปได้ครั้งนี้ด้วยความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน ทั้งสัตวแพทย์ นักวิชาการ อาสาสมัคร เครือข่ายภาพประชาชนที่เข็มแข้ง เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐบาล ร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขสถานการณ์การตายของสัตว์น้ำได้ แต่วิกฤตการณ์สังหารหมู่ปลากระเบนราหูจะสิ้นสุดลงได้หรือไม่ เราทุกคนต้องช่วยเฝ้าระวังกันต่อไป หากท่านใดพบเห็นกระเบนราหูตายหรือเกยตื้นบริเวณชายฝั่ง สามารถแจ้งสำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสงคราม โทร 034 711 258 ได้โดยตรง
แต่คำถามที่ยังค้างคาใจทุกคนจนถึงทุกวันนี้คือ สารพิษที่เป็นต้นเหตุให้ปลากระเบนราหู รวมทั้งสัตว์น้ำอื่นๆ ตาย มีที่มาจากแหล่งใด และหน่วยงานผู้รับผิดชอบจะสามารถหาฆาตกรผู้ลงมือสังหารหมู่ปลากระเบนราหูและสัตว์น้ำได้หรือไม่ คงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของราชการดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
อ้างอิงจาก
ราหูแห่งลำน้ำเจ้าพระยา : https://goo.gl/a9F6r6
สัตวแพทย์ดัง ร้อง “กระเบน” สมุทรสงคราม ตายอื้อนับสิบ เหตุปล่อยน้ำเสีย ห่วงสูญพันธุ์ วอน จนท.ตรวจสอบด่วน : https://goo.gl/EVLnbJ
ปล่อยไว้ไม่ได้!! "นายกฯ" ออกโรงเอง สั่งตรวจสอบสาเหตุ"ปลากระเบนราหู"ตายลอยเกลื่อนแม่กลอง ชี้ระบบมาตรฐานมีปัญหา : https://goo.gl/9rNEvR
คพ. ตรวจน้ำแม่กลอง พิสูจน์ กระเบนตาย งง ไม่พบสิ่งผิดปกติ : https://goo.gl/HQ7oAP
กรณีปลากระเบนราหูตายในแม่น้ำแม่กลองคพ. ลงพื้นที่ตรวจสอบ พบสภาพน้ำไม่มีสิ่งผิดปกติ : https://goo.gl/5pYWft
กระเบนสาวที่ช่วยมาเมื่อวานนี้ นินอกจากจะว่ายน้ำได้ หน้าตาแจ่มใสขึ้น มีแรงขึ้นแล้ว... วันนี้หมอๆไปตรวจท้องด้วย ultrasound : https://goo.gl/6m3Eeo
ปลากระเบนตายแล้ว 45 ตัว สัตว์น้ำอื่นทยอยตายเพิ่ม : https://goo.gl/e89ICg
ขอเรียนให้ทราบว่าทางศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ ได้สิ้นสุดงานท่ีเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ปลาตายมากมายในแม่น้ำแม่กลองแล้ว : https://goo.gl/NVsYMX
กรมประมงระดมนักวิชาการเร่งหาเหตุ “กระเบนราหูแม่กลอง” ตาย  พร้อมเตรียมปล่อยเพิ่มฟื้นฟูหลังเข้าสู่สภาวะปกติ : https://goo.gl/xBYPMP
จ.สมุทรสงครามและกรมควบคุมมลพิษ(คพ.) ลงพื้นที่หาสาเหตุที่แท้จริงการตายของปลากระเบนราหู พร้อมจัดชุดเฝ้าระวังช่วยเหลือหากพบปลาลอยหัว : https://goo.gl/y3q4pq
คพ. พบสารพิษโลหะหนัก 5 จุด น้ำแม่กลอง ยังไม่ฟันธงทำปลากระเบนราหูตาย : https://goo.gl/9tqMk0
ปลากระเบนราหูน้ำจืดจากสถานการณ์ปลากระเบนราหูน้ำจืดซึ่งถูกจัดอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ ตายเกลื่อนให้เห็นนับกว่า 50 ตัว ในลำน้ำแม่กลอง ถือเป็นการฆาตกรรมหมู่ปลากระเบนและสัตว์น้ำ ที่สร้างกระแสวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ นับตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน ที่พบซากปลากระเบนตายในพื้นที่ มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้รวบรวมลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงความเห็นของหน่วยงานต่างๆ โดยมีรายละเอียดดังนี้
 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

อีเมล พิมพ์ PDF
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาที่มีความสำคัญที่มักจะเกิดควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและความเจริญก้าวหน้า ซึ่งเป็นปัญหาร่วมกันของทุกประเทศ กล่าวคือ การพัฒนายิ่งรุดหน้าปัญหาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและภาวะมลพิษก็ยิ่งก่อตัวและทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่กำลังประสบกับปัญหาดังกล่าวอยู่ในขณะนี้ ทั้งนี้เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ แต่ไม่ได้มีการวางแผนการจัดการที่เหมาะสมรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้น ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติที่เหลืออยู่มีสภาพเสื่อมโทรมลง และปัญหาต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อมก็เพิ่มขึ้น ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและระบบนิเวศ จึงทรงให้มีการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นวิธีการที่จะทำนุบำรุงและปรับปรุงสภาพทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ดีขึ้นในด้านต่าง ๆ โดยในด้านการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้น ทรงเน้นงานการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของปัญหาน้ำเน่าเสีย
พระราชดำริ พระราชกรณียกิจ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญได้แก่ หลักการ "น้ำดีไล่น้ำเสีย" หลักการบัดน้ำเสียด้วยผักตบชวา ทฤษฎีการบำบัดน้ำเสียด้วยการผสมผสานระหว่างพืชน้ำกับระบบการเติมอากาศ ทฤษฎีการบำบัดน้ำเสียด้วยระบบบ่อบำบัดและวัชพืชบำบัด และ "กังหันน้ำชัยพัฒนา" ซึ่งมีสาระโดยสรุปดังนี้คือ
๑) ทฤษฎี "น้ำดีไล่น้ำเสีย" ได้ทรงนำหลักการบำบัดน้ำเสียโดยการทำให้เจือจางตามแนวทฤษฎีการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ "น้ำดีไล่น้ำเสีย" โดยใช้หลักการตามธรรมชาติแห่งแรงโน้มถ่วงของโลก เป็นการใช้น้ำคุณภาพดีมาช่วยบรรเทาน้ำเน่าเสีย ดังพระราชดำรัสเกี่ยวกับการใช้พื้นที่ในอำเภอธัญบุรี เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๒
"…แต่ ๓,๐๐๐ ไร่นั่นมันอยู่สูง จะนำน้ำโสโครกจากที่นี่ไปที่โน้นต้องสูบไปไม่ไหว แต่ว่าจะทำเป็นบึงใหญ่ที่จะเก็บน้ำได้สำหรับเวลาหน้าน้ำมีน้ำเก็บเอาไว้ หน้าแล้งก็ปล่อยลงมา ส่วนหนึ่งอาจปล่อยลงมาสำหรับล้างกรุงเทพ ได้เจือจางน้ำโสโครกในคลองต่างๆ…" (สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม, ๒๕๓๔: ๓๑-๒)
อีกทั้งได้พระราชทานแนวพระราชดำริโดยรับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา ส่งเข้าไปตามคลองต่างๆ เช่น คลองบางเขน คลองบางซื่อ คลองแสนแสบ คลองเทเวศร์ และคลองบางลำภู เป็นต้น โดยกระแสน้ำจะไหลแผ่กระจายขยายไปตามคลองซอยที่เชื่อมกับแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้านหนึ่ง ดังนั้นเมื่อทำการปล่อยน้ำให้ไหลเวียนจากปากคลองไปปลายคลองได้อย่างเหมาะสม ก็ย่อมจะช่วยเจือจางน้ำเน่าเสียได้มากโดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง (สำนักงาน กปร., ๒๕๔๐: ๑๐๑)
๒) การบำบัดน้ำเสียด้วยผักตบชวา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยในการปรับปรุงคุณภาพของแหล่งน้ำที่มีอยู่แล้ว เช่น บึงและหนองต่างๆ เพื่อทำเป็นแหล่งบำบัดน้ำเสีย โดยหนึ่งในจำนวนนั้นได้แก่ โครงการบึงมักกะสันอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีหลักการบำบัดน้ำเสีย ตามแนวทฤษฎีการพัฒนาโดยการกรองน้ำเสียด้วยผักตบชวา
๓) การบำบัดน้ำเสียด้วยการผสมผสานระหว่างพืชน้ำกับระบบเติมอากาศ ด้วยทรงห่วงใยในปัญหาน้ำเน่าเสียที่เกิดขึ้นในหนองหนองหาน จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นแหล่งรับน้ำเสียจากครัวเรือนในเขตเทศบาลเมืองสกลนคร ที่มีสภาพเกินขีดความสามารถในการรองรับของเสีย พระบาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระราชทานแนวพระราชดำริ ทฤษฎีการบำบัดน้ำเสียด้วยการผสมผสานระหว่างพืชน้ำกับระบบการเติมอากาศ ณ บริเวณหนองสนม-หนองหาน จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างวิธีธรรมชาติกับเทคโนโลยีแบบประหยัด โดยมีกรมประมงร่วมกับกรมชลประทานดำเนินการศึกษาและก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียในบริเวณดังกล่าว โดยมีระบบบำบัดด้วยพืชน้ำซึ่งเป็นวิธีการบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีธรรมชาติในพื้นที่ ๘๔.๕ ไร่ และได้มีการก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ (สำนักงานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, ๒๕๓๙: ๒๒๒)
๔) การบำบัดน้ำเสียด้วยระบบบ่อบำบัดและวัชพืชบำบัด โครงการวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลแหลมผักเบี้ย อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงปัญหาภาวะมลพิษที่มีผลต่อการดำรงชีพของประชาชน อันเนื่องมาจากชุมชนเมืองต่างๆ ยังขาดระบบบำบัดน้ำเสียและการกำจัดขยะมูลฝอยที่ดีและมีประสิทธิภาพ จึงทรงให้มีการดำเนินการตามโครงการดังกล่าวขึ้นในพื้นที่ ๑,๑๓๕ ไร่ โดยเป็นโครงการศึกษาวิจัยวิธีการบำบัดน้ำเสีย กำจัดขยะมูลฝอยและการรักษาสภาพป่าชายเลนด้วยวิธีธรรมชาติ
๕) กังหันน้ำชัยพัฒนา ในปัจจุบัน สภาพมลภาวะทางน้ำมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องกลเติมอากาศเพิ่มออกซิเจนเพื่อการบำบัดน้ำเสีย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยเกี่ยวกับอุปกรณ์การเติมอากาศ และทรงค้นคิดทฤษฎีบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีการเติมอากาศ โดยใช้วิธีทำให้อากาศสามารถละลายลงไปในน้ำเพื่อเร่งการเจริญเติบโตและการเพาะตัวอย่างรวดเร็วของแบคทีเรียจนมีจำนวนมากพอที่จะทำลายสิ่งสกปรกในน้ำให้หมดสิ้นไปโดยเร็ว ตามแนวทฤษฎีการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ "กังหันน้ำชัยพัฒนา" ซึ่งเป็นรูปแบบสิ่งประดิษฐ์ที่เรียบง่าย ประหยัด เพื่อใช้ในการบำบัดน้ำเสียที่เกิดจากแหล่งชุมชนและแหล่งอุตสาหกรรม และได้มีการนำไปใช้งานทั่วประเทศ (สำนักงานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, ๒๕๓๙: ๒๑๘-๙)
๖) การกำจัดน้ำเสียโดยวิธีธรรมชาติ ทรงมีพระราชดำริให้ทำการศึกษา ทดลองวิจัยดูว่า จะใช้ปลาบางชนิดกำจัดน้ำเสียได้หรือไม่ ปลาเหล่านี้น่าจะเข้าไปกินสารอินทรีย์ในบริเวณแหล่งน้ำเสีย ซึ่งปรากฎว่าปลาบางสกุลมีอวัยวะพิเศษในการหายใจ เช่น ปลากระดี่ ปลาสลิด เหมาะแก่การเลี้ยงในน้ำเสีย และชอบกินสารอินทรีย์ จึงช่วยลดมลภาวะในแหล่งน้ำ วิธีการนี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการกำจัดน้ำเสียได้ ซึ่งจะมีต้นทุนต่ำ และสามารถเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำได้อีกทางหนึ่ง (สำนักงาน กปร., ๒๕๓๑: ๕๒)
ด้วยพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (The Food and Agriculture Organization : FAO) ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญสดุดีพระเกียรติคุณในด้านการพัฒนาการเกษตร (Agricola Medal) แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ ในฐานะที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอุทิศพระองค์ เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยโดยเฉพาะผู้ซึ่งประกอบอาชีพเพาะปลูก บำรุงรักษาน้ำ และบำรุงรักษาป่า ซึ่งทรงยึดหลัก "สนับสนุนการพัฒนาแบบยั่งยืนเพื่อความมั่นคงในอนาคต" เป็นหลักปฏิบัติ เพื่อให้ประจักษ์ชัดเจนจากความสำเร็จในด้านการพัฒนา โดยองค์การฯ สดุดีพระองค์ว่า ทรงพระปรีชาสามารถเกี่ยวกับความยุติธรรมของสังคม ซึ่งได้ปรากฏเห็นเป็นตัวอย่างจากนโยบายเรื่องการแบ่งที่ดินทำกินเพื่อเกษตรกรและผู้ทำนุบำรุงรักษาป่า ทรงวิริยะอุตสาหะในเรื่องการกักเก็บน้ำให้เพียงพอเพื่อประกันผลผลิตอาหาร การอนุรักษ์สันปันน้ำและป้องกันการกัดเซาะผิวดิน ทรงสนับสนุนเผยแพร่การเกษตรสมบูรณ์ ซึ่งรวบรวมแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูก และขยายพันธุ์สัตว์ให้เจริญเติบโตขึ้น ตลอดจนการบำรุงผิวดิน ทรงมีพระอุตสาหะอันสูงส่งในการสงวนรักษาพันธุ์พืช ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อมนุษยชาติในการค้นคว้าเรื่องอาหาร ทั้งนี้ เนื่องจากทรงมีสายพระเนตรอันกว้างไกลในการที่จะทำให้โลกปราศจากความหิวโหย และประชาชนมีอาหารเพียงพอต่อการดำรงชีวิต
https://web.ku.ac.th/king72/2542-09/res06.html
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาที่มีความสำคัญที่มักจะเกิดควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและความเจริญก้าวหน้า ซึ่งเป็นปัญหาร่วมกันของทุกประเทศ กล่าวคือ การพัฒนายิ่งรุดหน้าปัญหาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและภาวะมลพิษก็ยิ่งก่อตัวและทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่กำลังประสบกับปัญหาดังกล่าวอยู่ในขณะนี้
 

สายน้ำติดเชื้อ : มลภาวะแม่น้ำกับภัยคุกคามต่อมนุษย์

อีเมล พิมพ์ PDF
สายน้ำติดเชื้อ: มลภาวะแม่น้ำกับภัยคุกคามต่อมนุษย์
เมื่อกลางเดือนกันยายนผ่านมา แม่น้ำ Daldykan ประเทศรัสเซียกลายเป็นสีแดงจากน้ำเสียที่รั่วไหลจากโรงงานถลุงเหล็ก ในขณะเดียวกัน รายงานองค์การสหประชาชาติระบุภัยคุกคามที่หลายคงมองข้ามว่า ประชากรกว่า 323 ล้านคนเสี่ยงต่อการติดโรคที่เป็นอันตรายถึงชีวิตจากมลภาวะในแม่น้ำและทะเลสาบ
รายงานของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ระบุว่า เชื้อโรค เช่น ท้องร่วง ไทฟอยด์ และเชื้อโรคที่เป็นอันตรายถึงชีวิต มีจำนวนเพิ่มขึ้นในแม่น้ำเกินกว่าครึ่งหนึ่งของทวีปแอฟริกา เอเชีย และอเมริกาใต้ ความเค็มยังเพิ่มขึ้นถึงราว 1 ใน 3 ของทางน้ำในทวีปดังกล่าวอีกด้วย
ทวีปเอเชียได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากแม่น้ำกว่าครึ่งหนึ่งพบการแพร่ระบาดของเชื้อโรคดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยมีสาเหตุจากการปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำโดยไม่มีการบำบัด ยาฆ่าแมลงและยาฆ่าหญ้าที่ถูกชะล้างลงสู่แหล่งน้ำ รวมทั้งมลภาวะจากโรงงานอุตสาหกรรม
จากเหตุวิกฤติ Norilsk ประเทศรัสเซีย องค์การนาซ่าได้เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมในวันที่ 15 กันยายน เหตุการณ์แม่น้ำ Dadylkan กลายเป็นสีแดงนั้นไม่ใช่ครั้งนี้เป็นครั้งแรก แต่เกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้วในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา
“ไม่มีแรงจูงใจใดสำหรับบริษัทหรือผู้เล่นรายอื่นๆ ที่อาศัยอยู่เหนือน้ำในการไม่ปล่อยสารพิษ เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นจะถูกพัดพาโดยกระแสน้ำและสุดท้ายทิ้งผลร้ายไว้ที่ปลายน้ำ โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่มีข้อกฎหมายที่บังคับในประเด็นดังกล่าว และไม่มีการตรวจวัดหรือจับตาคุณภาพน้ำอย่างเข้มงวดเพื่อสอบทานถึงแหล่งที่มาของมลภาวะ” Paul Reig จาก World Resources Institute แสดงความเห็น
ความต้องการน้ำทั่วโลกเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตคาดว่าจะเพิ่มถึง 400 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี พ.ศ. 2593 ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อทรัพยากรน้ำในแหล่งน้ำที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
Paul Reig กล่าวเพิ่มเติมว่า การเพิ่มความเข้มงวดในแง่กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ปัญหาน้ำเสียร้อยละ 80 ทั่วโลก ซึ่งถูกปล่อยลงสู่แม่น้ำโดยไม่มีการบำบัด แรงจูงใจในการนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ยังจำเป็นต้องมีการกระตุ้น เพื่อสร้างความต้องการซื้อในตลาดเทคโนโลยีเพื่อผลิตน้ำสะอาด
การเกษตรและการปล่อยน้ำเสียโดยไม่บำบัดมีปริมาณราว 2 ล้านตันทั่วโลก แม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป จะมีกรอบกฎหมายควบคุมการปล่อยน้ำเสียในภาคอุตสาหกรรม แต่ข้อกฎหมายดังกล่าวก็ยากที่จะจำกัดการทิ้งของเสียสู่แหล่งน้ำโดยตรง หรือการปนเปื้อนของยาฆ่าแมลงหรือปุ๋ย
“กฎหมายเกี่ยวกับการจำกัดมลภาวะในภาคการเกษตรค่อนข้างไม่เข้มงวด หากเทียบกับการปล่อยน้ำเสียในภาคอุตสาหกรรมหรือของเทศบาล” Dietrich Borchardt หัวหน้าคณะวิจัย รายงานฉบับล่าสุดของ UNEP กล่าว และอธิบายเพิ่มเติมว่าการทำความสะอาดแม่น้ำไรน์ ซึ่งนับว่าเป็นแม่น้ำที่มีมลภาวะสูงอันดับต้นๆ ของโลก รวมถึงกลยุทธ์การจัดการน้ำที่ปนเปื้อนของบริษัท เช่น BASF หรือ Bayer คือตัวอย่างที่น่าสนใจ
กฎหมายต่างๆ ทำให้ธุรกิจแทบทุกอุตสาหกรรมต้องเริ่มปรับตัวโดยลดการใช้น้ำหรือผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม บริษัทผลิตรถญี่ปุ่นเช่น Toyota ที่แม้จะมีฐานการผลิตอยู่ที่ประเทศจีน แต่ก็ดำเนินการภายใต้มาตรฐานทางสิ่งแวดล้อมที่สูงกว่ากฎหมายกำหนด ปัญหามลภาวะทางน้ำยังเกี่ยวข้องกับจำนวนมาก เนื่องจากในแต่ละปี จะมีผู้เสียชีวิตกว่า 3.4 ล้านคนจากโรคที่ระบาดทางน้ำ ซึ่งกว่าครึ่งของผู้เสียชีวิตคือเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี
ตัวเลขสถิติอีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจ คือประชากรโลกราว 1.2 พันล้านคนกำลังเผชิญภาวะน้ำขาดแคลน
ในสภาวะที่แหล่งน้ำกำลังร่อยหรอลงอย่างต่อเนื่อง Unesco คาดว่าน้ำจะไม่เพียงพอต่อความต้องการราวร้อยละ 40 ภายในปี พ.ศ. 2573 เหตุผลหนึ่งคือประชากรทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 9 พันล้านคนและความต้องการใช้น้ำจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ การจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งในศตวรรษที่ 21
ทางออกโดยใช้วิธีทางธรรมชาติซึ่งราคาประหยัดและมีประสิทธิภาพกว่าเทคโนโลยีทันสมัยกำลังได้รับความสนใจอย่างยิ่ง
“เราต้องปล่อยให้แม่น้ำเป็นไปตามธรรมชาติ โดยไม่ไปปรับแต่ง เช่น ผันน้ำ หรือสร้างสิ่งปลูกสร้างกั้นแม่น้ำ หรือทำโครงการชลประทานซึ่งส่งผลต่อศักยภาพตามธรรมชาติของลำน้ำ เพราะสิ่งแวดล้อมโดยธรรมชาติสามารถสลายมลภาวะได้ อีกทางเลือกหนึ่งเกี่ยวข้องกับการเกษตร เช่น การอนุรักษ์หรือฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งมีประสิทธิภาพในการกรองมลภาวะออกจากแหล่งน้ำ” Dietrich Borchardt อธิบาย
Paludiculture หรือการปลูกพืชตระกูลกกหรืออ้อเพื่อดูดซับสารเคมีส่วนเกินจากแหล่งน้ำ คือการสร้างสถานการณ์ที่ใครๆ ก็ได้ประโยชน์ เพราะนักสิ่งแวดล้อมก็มองว่าเป็นการดูดซับแก๊สคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพ และสามารถปกป้องพื้นที่ป่าพรุในประเทศ เช่น มาเลเซีย และอินโดนีเซียไว้ได้
อย่างไรก็ดี การแก้ปัญหาการปล่อยน้ำเสียที่ต้นทางคือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่อาจมีความรุนแรงอย่างมาก รวมถึงต้นทุนที่ค่อนข้างสูงในการทำความสะอาดแหล่งน้ำ
Paul Reig มองว่าทางเลือกที่ดีที่สุดในการป้องกันการปนเปื้อนของน้ำเสียในแหล่งน้ำคือใช้เครื่องมือทางกฎหมาย “แรงผลักดันให้เกิดการปล่อยน้ำเสียหรือน้ำที่ไม่ได้รับการบำบัดคือการขาดธรรมาภิบาลและไม่มีมาตรฐานคุณภาพน้ำที่ชัดเจนโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา หรือการมีกฎหมายแต่ขาดการบังคับใช้”
ในขณะที่ รายงานของ UNEP เน้นย้ำว่าต้องตรวจสอบปริมาณน้ำใช้และน้ำที่มีอย่างเข้มงวดขึ้น โดยทราบว่าปริมาณน้ำมีอยู่เท่าไร น้ำมาจากแหล่งไหน และมลภาวะเคลื่อนที่จากจุดใดไปยังจุดใด เพื่อป้องกันปัญหาการขาดข้อมูลพื้นฐานในเรื่องปัจจัยนำเข้าและผลที่เกิดขึ้นในกรณีการปล่อยน้ำเสียไปยังแหล่งน้ำที่อ่อนไหว
Dietrich Borchardt กล่าวว่า กลุ่มอุตสาหกรรมควรถูกมองว่าเป็นสมาชิกในแนวร่วมที่จะช่วยป้องกันการปล่อยมลภาวะลงสู่แม่น้ำ “ธุรกิจคือส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา และจำเป็นต้องเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหา เพราะสินค้าของเขาจะขายได้ยากอย่างยิ่งในระดับโลกเพราะผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมราคาแพง”
ถอดความและเรียบเรียงจาก River pollution puts 323m at risk from life-threatening diseases, says UN โดย Arthur Neslen เข้าถึงได้ที่ https://www.theguardian.com/sustainable-business/2016/sep/22/un-river-pollution-323m-people-risk-life-threatening-diseases
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
สายน้ำติดเชื้อเมื่อกลางเดือนกันยายนผ่านมา แม่น้ำ Daldykan ประเทศรัสเซียกลายเป็นสีแดงจากน้ำเสียที่รั่วไหลจากโรงงานถลุงเหล็ก ในขณะเดียวกัน รายงานองค์การสหประชาชาติระบุภัยคุกคามที่หลายคงมองข้ามว่า ประชากรกว่า 323 ล้านคนเสี่ยงต่อการติดโรคที่เป็นอันตรายถึงชีวิตจากมลภาวะในแม่น้ำและทะเลสาบ
 

รู้หรือไม่...6 เรื่องเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน

อีเมล พิมพ์ PDF
รู้หรือไม่... 6 ประเด็นที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน
จากกระแสข่าวโรงไฟฟ้าถ่านหินมีโครงการจะสร้างขึ้นในจังหวัดกระบี่ ตั้งแต่ปี 2558 แต่ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์อารยะขัดขืนจากคนท้องถิ่นและนักอนุรักษ์ทำให้เรื่องลากยาวมากระทั่งปัจจุบัน เกิดคำถามว่าคนเหล่านี้เขากลัวโรงไฟฟ้าถ่านหินทำไม จำเป็นต้องดิ้นรนต่อต้านคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินมากมายเพียงนี้เลยหรือ ก่อนเราจะตัดสินใจ มารู้จักกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้ง 6 ข้อ ที่คุณอาจไม่เคยรู้
1. ไฟฟ้าภาคใต้ไม่พอจริงหรือ?
ในความจริงภาคใต้ใช้พลังงานไฟฟ้าสูงสุด (จากตัวเลขปี 2556) 2,683 เมกะวัตต์ ซึ่งภาคใต้เองมีกำลังผลิตติดตั้ง 2,415.7 เมกะวัตต์ เมื่อรวมไฟฟ้าอีก 3 ระบบที่เข้ามาเสริม ได้แก่ สายส่งจากภาคกลาง 650 เมกะวัตต์ การแลกไฟฟ้ากับประเทศมาเลเซียอีก 300 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าใหม่จะนะ ชุดที่ 2 766 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าฉุกเฉินจังหวัดสุราษฎร์ธานี 234 เมกะวัตต์ เฉลี่ยแล้วรวมทั้งสิ้น 4,065.7 เมกะวัตต์ ทำให้มีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองล้นเกินในปัจจุบันถึงปี 2571 สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงข้ออ้างจากเหตุการณ์ไฟฟ้าดับพร้อมกันใน 14 จังหวัดภาคใต้นาน 6 ชั่วโมง เมื่อ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2556 ซึ่งเป็นความล้มเหลวของระบบการจ่ายไฟ ไม่เกี่ยวกับการที่กำลังการผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของประชาชน
2. ที่ตั้งโครงการอยู่บนแรมซ่าไซต์
โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่มีความต้องการใช้พื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบี่ ซึ่งถูกขึ้นทะเบียนให้เป็นหนึ่งในสิบของพื้นที่ชุ่มน้ำตามอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ (Ramsar Convention) หรือ แรมซ่าไซต์ พื้นที่แห่งนี้ครอบคลุมสุสานหอย 45 ล้านปีทอดยาวสู่คลองตลิ่งชัน บ้ายแหลมหิน และเกาะศรีบอยา เป็นบ้านของนกกว่า 221 ชนิด ปลากว่า 50 ชนิด รวมทั้งสิ่งมีชีวิตกว่า 10 ชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์ พื้นที่ปากแม่น้ำกระบี่นี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการอยู่ร่วมกันของพื้นที่เขตเมืองและธรรมชาติ โดยป่าชายเลน หญ้าทะเล และแนวปะการัง เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญ รวมถึงที่อนุบาลและวางไข่ของสิ่งมีชีวิตในทะเล
3. แล้วโรงไฟฟ้าถ่านหิน "สะอาด" จริงหรือ?
คำตอบคือ “ถ่านหินสะอาดไม่มีในโลก” งานวิจัยหลายเชื้อชาติได้ตอกย้ำผลกระทบจากมลพิษที่ปิดฝาโลงโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างชัดเจน และมีหลายประเทศออกมาประกาศหยุดโรงไฟฟ้าถ่านหินแล้ว โดยมีข้อมูลจาก National Geographic เมษายน 2557 ว่า ปี 2012 ทั่วโลกปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลทำสถิติสูงสุดคือ 64,500 ล้านตัน โดยมี “ถ่านหินเป็นตัวการใหญ่ที่สุด”
กลุ่มควันจากการเผาไหม้ถ่านหินก่อให้เกิด ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักภาวะโลกร้อนและฝนกรดนั่นเอง
ตัวอย่างงานวิจัยสนับสนุนผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทางคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ของสหประชาชาติ ระบุชัดเจนว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นสาเหตุหลักของการเกิดภาวะโลกร้อน
งานวิจัยในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ แหล่งน้ำ ทั้งสารอันตรายจากมลพิษถ่านหิน 80 ชนิด ร้อยละ 70 ของสารปรอทในน้ำฝนมาจากการเผาถ่านหิน สารปรอทจะสะสมในดิน น้ำ สัตว์น้ำ ส่งผลต่อมนุษย์ที่บริโภคสัตว์น้ำที่มีปรอทปนเปื้อน
งานวิจัยของมหาวิทยาลัย ชตุทท์การ์ท (Stuttgart) ประเทศเยอรมัน ระบุว่า คนยุโรปอายุขัยสั้นลงประมาณ 11 ปี จากมลพิษของโรงไฟฟ้าถ่านหิน 300 โรง และมียอดผู้เสียชีวิตจากโรคที่มีสาเหตุมาจากถ่านหิน ปีละ 20,000 ราย
รวมทั้งงานวิจัยในประเทศจีนระบุว่าจะก่อผลกระทบมหาศาลกับชีวิต ยังไม่นับระบบนิเวศที่จะได้รับความเสียหาย จากภาวะฝนกรด หรือการล่มของเรือที่บรรทุกถ่านหินมา
4. อ่าว! อย่างนี้ก็ทำลายระบบนิเวศทั้งหญ้าทะเล แนวปะการัง ป่าชายเลนก็ได้รับผลกระทบน่ะสิ
เนื่องจากกระบี่มีหญ้าทะเลที่สมบูรณ์ และมีพื้นที่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์ที่อาศัยตามแนวป่าชายเลนริมคลองออกสู่อันดามัน หากโรงไฟฟ้าถ่านหินก่อสร้างได้สำเร็จ สารปรอท ตะกั่ว แมงกานีส ซึ่งเป็นโลหะเป็นพิษหนักจากเถ้าถ่านหิน สร้างสารพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อม ไหลลงสู่แหล่งน้ำทางทะเล ก็จะทำให้หญ้าทะเลเสื่อมโทรม ถือเป็นการทำลายหญ้าทะเล 17,000 ไร่ และทำลายพื้นที่ป่าชายเลน 200,000 ไร่ รวมไปถึงแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ผลพวงนี้กระทบไปถึงสัตว์น้ำที่อาศัยตามพื้นที่ดังกล่าวย่อมติดร่างแหไปด้วยอย่างแน่นอน ทั้งพะยูน และปลา เป็นต้น
ด้านสภาพแวดล้อม น้ำทะเลบริเวณใกล้โรงไฟฟ้าถ่านหินก็ไม่น้อยหน้า น้ำทะเลมีลักษณะเป็นสีดำหรือน้ำตาล โดยมีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงให้เห็นแล้วจากผลการพัฒนาที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ที่น้ำทะเลและตะกอนดินเลนเป็นสีดำ รวมทั้งมีสารพิษก่อมะเร็งปนเปื้อน ซึ่งกรมควบคุมมลพิษพยายามหาทางกำจัด ด้านต่างประเทศเกิดที่บริเวณท่าเรือขนถ่านหิน เมืองกลาดสโตน ใกล้แนวปะการังที่ยาวที่สุดในโลก เกรตแบร์ริเออร์ (Great Barrier Reef) ประเทศออสเตรเลีย ที่น้ำทะเลมีลักษณะเป็นสีน้ำตาล
5. กระทบแค่ระบบนิเวศหรือ ?
ไม่เพียงแค่ระบบนิเวศหรอสิ่งแวดล้อมเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ มนุษย์ยังได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการมีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่อีกด้วย นั่นเหมารวมถึงประชาชนในพื้นที่และผู้ที่บริโภคสัตว์น้ำเช่นปลาเป็นอาหาร เพราะสารปรอทที่เกิดจากโรงไฟฟ้าถ่านหินเมื่อปนเปื้อนกับแหล่งน้ำหรือน้ำทะเลแล้ว ปลาที่อาศัยจะได้รับสารพิษปนเปื้อนไปด้วย ยิ่งสตรีมีครรภ์ควรระมัดระวังเนื่องจากเป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยงแรก หากสตรีมีครรภ์บริโภคปลาที่มีสารปรอทปนเปื้อน จะส่งผลไปถึงระบบประสาททารกในครรภ์ สติปัญญาต่ำ พัฒนาการเรียนรู้ช้า เป็นต้น ยังไม่นับมลพิษจากควันและเถ้าถ่าน ที่คร่าชีวิตผู้คนจนกลายเป็นบทเรียนราคาแพง ทั้งโรคหัวใจ มะเร็ง โรคระบบหายใจส่วนล่าง โรคสมองขาดเลือด ที่ยกตัวอย่างโรคดังกล่าวคือ 4 โรคจากมลพิษถ่านหินที่ทำให้คนอเมริกาตายมากที่สุดตามรายงานองค์กร "แพทย์เพื่อความรับผิดชอบต่อสังคม" (Physicians for Social Responsibilty)
6. ทั่วโลกมองโรงไฟฟ้าถ่านหินว่าอย่างไร ?
ด้วยเหตุผลทั้งหลายเหล่านี้ทำให้ทั่วโลกจึงพากันถอนทุนและปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นจำนวนมาก เมื่อปีที่แล้วประเทศสหรัฐอเมริกาประกาศปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินไปแล้ว 94 โรง โดยมีประธานาธิบดีบารัก โอบามา กล่าว (เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2556) ว่า ขอให้เลิกการใช้งบประมาณของรัฐในการสนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหินในต่างประเทศ และขอให้รัฐบาลของประเทศอื่นๆ ดำเนินการเช่นเดียวกัน และจะยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหิน 150 โรงภายใน 4 ปี แล้วทดแทนด้วยพลังงานหมุนเวียนและใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ
ประเทศเพื่อนบ้านสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่ารัฐบาลได้ประกาศว่าจะปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินและยกเลิกโครงการถ่านหินทวาย ประเทศมาเลเซีย เวียดนาม เองก็ประกาศไม่ให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ไม่ต้องพูดถึงประเทศทางยุโรปซึ่งประกาศไปนานแล้ว ด้านประชาชนอินโดนีเซียและจีนเองก็ได้รวมตัวกันคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน
ประเทศไทยคงเป็นหนึ่งเดียวที่ประกาศจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน และเป็นหนึ่งเดียวในเอเชียหรือหนึ่งเดียวในโลกที่ประกาศสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ เพราะแม่กระทั้งในประเทศญี่ปุ่นเองที่เป็นบริษัทที่สร้างถ่านหินก็เริ่มหันมาทำพลังงานทางเลือกมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อที่จะไม่ให้ก่อเกิดมลพิษที่จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและประชากรต่อประเทศของเขา
กระบี่สีเขียวหรือ Krabi Gose Green จะมีทางออกให้ประชาชนและสิ่งแวดล้อมได้หรือไม่ หนทางการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะตอบสนองกับที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีประเทศไทย ได้พูดบนเวทีว่า ต้องการใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อย่างนั้นหรือ หรือโรงไฟฟ้าถ่านหินคือคำตอบหนึ่งเดียวของพลังงาน ?
ด้านนายประสิทธิ์ชัย หนูนวล หนึ่งในเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ได้เดินทางมาสนทนาหัวข้อ “กระบี่พลังงานหมุนเวียนร้อยเปอร์เซ็นต์” และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้ร่วมงานประมาณ 24 คน ซึ่งประกอบไปด้วยนักอนุรักษ์ ประชาชนทั่วไป ประชาชนจากพื้นที่ นักศึกษา ตำรวจ และทหาร ณ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
โดยนายประสิทธิ์ชัยได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวมูลนิธิสืบฯว่า “ วันนี้เรามาพูดกับรัฐบาลและสาธารณะชนว่า ต้องการให้รัฐบาลที่ลงนามกับเราไว้รักษาสัญญา เราอยากจะเป็น Krabi Goes Green ใช้พลังงานหมุนเวียนร้อยเปอร์เซ็น ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับเรื่องที่นายกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้พูดไว้บนเวทีถึงความต้องการใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งในทางปฏิบัติปัจจุบันเมืองไทยมีแต่การจะเพิ่มค่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ขอให้รัฐบาลยุติโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะมลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหินสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตประชาชนในพื้นที่
จากข้อเรียกร้องเดิมเราได้เสนอพลังงานไฟฟ้าทางเลือก สิ่งที่เราเสนอนี้เองจะเป็นแนวทางเริ่มต้นในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเราจะลงมือทำโดยขอเวลาอย่างจำกัดเพียงแค่ 3 ปี ถ้าหากไฟฟ้า 160 เมกะวัต คือตัวเลขที่จังหวัดกระบี่ต้องใช้ เราสามารถผลิตไฟฟ้าได้เกิน 160 เมกะวัต แต่ถ้าเราทำไม่ได้ถึง 160 เมกะวัต ค่อยมาว่ากันเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน กล่าวได้ว่าการคัดค้านของเราเป็นการคัดค้านที่เรามีทางออก เราสามารถพิสูจน์ ภายในระยะเวลาจำกัด”
รู้หรือไม่...6 เรื่องเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน
จากกระแสข่าวโรงไฟฟ้าถ่านหินมีโครงการจะสร้างขึ้นในจังหวัดกระบี่ ตั้งแต่ปี 2558 แต่ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์อารยะขัดขืนจากคนท้องถิ่นและนักอนุรักษ์ทำให้เรื่องลากยาวมากระทั่งปัจจุบัน เกิดคำถามว่าคนเหล่านี้เขากลัวโรงไฟฟ้าถ่านหินทำไม จำเป็นต้องดิ้นรนต่อต้านคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินมากมายเพียงนี้เลยหรือ ก่อนเราจะตัดสินใจ มารู้จักกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้ง 6 ข้อ ที่คุณอาจไม่เคยรู้

 

Power of กุยบุรี ก้าวข้ามการบูรณาการ... จัดการความขัดแย้ง สู่การทำงานร่วมกันอย่างยั่งยืน

อีเมล พิมพ์ PDF
Power of กุยบุรี ก้าวข้ามการบูรณาการ... จัดการความขัดแย้ง สู่การทำงานร่วมกันอย่างยั่งยืน
หากย้อนหลังไปเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ผืนป่าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เกิดความขัดแย้งระหว่างช้างป่ากับชาวบ้านที่อาศัยทำไร่สัปปะรดอยู่บริเวณรอยต่อติดกับป่าอุทยานฯ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทวีความรุนแรงถึงขั้นมีช้างถูกวางยาพิษ เผานั่งยาง และถูกยิงจนเสียชีวิต และความขัดแย้งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งมีโครงการพระราชดำริเข้ามาในพื้นที่ในปี พ.ศ. 2542 มีแนวพระราชดำรัสในการแก้ไขปัญหาว่า “ช้างป่าควรอยู่ในป่า เพียงแต่ทำป่านั้นให้มีอาหารเพียงพอ การปฏิบัติคือให้ไปสร้างอาหารในป่าเป็นแปลงเล็กๆ และกระจาย กรณีช้างป่าออกมาที่ชายป่า ต้องให้ความปลอดภัยกับช้างป่า” กระแสพระราชดำรัสดังกล่าวเป็นเสมือนแนวทางในการแก้ไขปัญหา ภายหลังจากนั้นทางอุทยานฯกุยบุรีเริ่มสร้างแปลงอาหารและแหล่งน้ำในป่ามีการเวนคืนพื้นทางการเกษตรกว่า 20,000 ไร่ เพื่อสร้างแปลงหญ้า แต่ปัญหาไม่ได้จบลงเพราะช้างเป็นสัตว์ที่เรียนรู้และปรับพฤติกรรมได้เร็วโดยเฉพาะพฤติกรรมในการติดใจรสหวานของสัปปะรด การขับไล่ช้างในไร่ชาวบ้านยังคงเกิดขึ้นในทุกคืน
การแก้ไขปัญหาดำเนินเรื่อยมาจนกระทั้งปี 2548เป็นปีที่ช้างออกมากินสัปปะรดมากที่สุดซึ่งนับจำนวน 332 ครั้ง อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ชุมชน และ กองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) จึงได้ปรึกษาหารือกันเพื่อแก้ไขปัญหา ทำให้เกิดแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างมีส่วนร่วม จนเกิดกลุ่มท่องเที่ยวชมช้างป่าโดยชุมชนขึ้นในปี 2549
การแก้ไขปัญหาช้างป่าอย่างมีส่วนร่วมดำเนินเรื่อยมาจนกระทั่งปี พ.ศ. 2555 ได้มีการลงนาม “พันธะสัญญาเทือกเขาตะนาวศรี 5 ยุติ” ประกอบด้วย ยุติล่าสัตว์ป่า ยุติไม่เลี้ยงสัตว์ป่า ยุติไม่กินเนื้อสัตว์ป่า ยุติไม่ให้อาหารสัตว์ป่า และยุติไม่ใช้ผลิตภัณฑ์สัตว์ป่า โดยเป็นการลงนามของผู้บังคับบัญชาของแต่ละหน่วยงาน เกิดเป็นเครือข่ายอนุรักษ์สัตว์ป่ากุยบุรี หรือ ‘Power of กุยบุรี’
‘Power of กุยบุรี’ คือการรวมตัวกันของหน่วยงานในพื้นที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จำนวน 13 หน่วยงานในพื้นที่มีเป้าหมายเพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่ากุยบุรี ประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ฝ่ายปกครอง WWF ชุมชน ทหาร ตำรวจ และภาคเอกชนในอำเภอกุยบุรี แต่ละหน่วยงานที่ทำหน้าที่ของตนเองเพื่อการอนุรักษ์ เช่น อุทยานแห่งชาติกุยบุรีมีหน้าที่ลาดตระเวนป้องกันภัยคุกคามอย่างเข้มเข้มในป่าเก็บข้อมูล ฝ่ายปกครองหรือทางอำเภอมีหน้าที่ประชาสัมพันธ์ป้องกันดูแลภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจากภายนอก ชุมชนเองก็ตั้งกลุ่มท่องเที่ยวดูช้างโดยนำงบประมาณที่ได้ไปช่วยงานสังคมในหมู่บ้านภาคเอกชนก็จะสนับสนุนในเรื่องงบประมาณและการประชาสัมพันธ์ หน่วยงานทหารก็มีหน้าที่สนับสนุนกำลังคนรถขนบรรทุกน้ำมาเติมแหล่งน้ำในป่า โดยมีเจ้าหน้าที่ WWF เป็นผู้ประสานงาน และจะนำผลการปฏิบัติงานมาเข้าที่ประชุมร่วมกันทุกเดือนเรื่องเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่กุยบุรี โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเรื่องช้างป่า
นายพงษ์พันธ์ วิเชียรสมุทร ปลัดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า “Power of กุยบุรี” ก็คือความร่วมมือของพวกเราที่ก้าวข้ามคำว่าบูรณาการ คำว่า “ก้าวข้าม” หมายความว่า เราสามารถขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่อยู่ในเครือข่ายได้ทุกหน่วยงานเพียงแค่ยกหูโทรศัพท์ คือสามารถติดต่อประสานงานจนกลายเป็นเพื่อนกัน เพราะฉะนั้นองค์กรนี้เป็นองค์กรเหนือองค์กร คำว่าองค์กรเหนือองค์กร หมายถึงใครก็แล้วแต่ที่มาดำรงตำแหน่งในอำเภอกุยบุรี ต้องมาอยู่ในองค์กรนี้เข้ามาร่วมกับเครือข่าย นี่คือความร่วมมือและต้นแบบขององค์กร การที่จะดูแลเรื่องสัตว์ป่าหรือเรื่องสิ่งแวดล้อมจะพึ่งแต่กรมอุทยานฯเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีหน่วยงานอื่นๆ มาร่วมด้วย และที่สำคัญคือชาวบ้านเราได้รับความร่วมมือจากพี่ชาวบ้าน และชาวบ้านกลุ่มนี้จะเป็นคนดูแลสัตว์ป่าต่อไป”
นายวายุพงษ์ จิตร์วิจักษณ์ ผู้จัดการโครงการช้างป่ากุยบุรี WWFกล่าวว่า “ เราจะมีการประชุมร่วมกันทุกเดือนทั้ง 13 หน่วยงาน ในประเด็นเรื่องสัตว์ป่าที่กุยบุรี วิธีการในการประชุมคือ การพูดความจริงแสดงความจริงใจออกมา ที่ประชุมสามารถถกเถียงกันได้เหมือนพี่น้อง ออกมาจากที่ประชุมไม่โกรธกัน ไม่มีข้อจำกัดเรื่องหน่วยงาน เพราะการนำความจริงมาพูดเป็นแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาที่ถูกจุด”
แม้วันนี้แก้ไขปัญหาช้างป่าที่กุยบุรีเป็นเพียงการควบคุมสถานการณ์เท่านั้น แต่การรวมตัวกันของPower of กุยบุรี เพื่ออนุรักษ์และแก้ไขปัญห่าความขัดแย้งระหว่างคน กับช้างป่า เป็นรูปแบบที่ยึดเอาแนวทางพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน ซึ่งเป็นรากฐานแนวคิดที่สำคัญที่เชื่อมโยงบุคคลากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน ก้าวข้ามการบูรณาการ ระหว่างหน่วยงานและมองไปที่เป้าหมายเดียวกัน เกิดรูปแบบเฉพาะของกุยบุรีและเป็นกลุ่มพลังที่สำคัญในพื้นที่ ที่จะทำให้ คน ช้าง ปา อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข จนได้รับการยกย่องว่าเป็นอุทยานแห่งชาติที่แก้ไขปัญหาช้างป่าที่ดีที่สุดในเอเชีย
บทความโดย ปราโมทย์ ศรีใย เจ้าหน้าที่ภาคสนามมูลนิธิสืบนาคะเสถียรพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี
Power of กุยบุรีหากย้อนหลังไปเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ผืนป่าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เกิดความขัดแย้งระหว่างช้างป่ากับชาวบ้านที่อาศัยทำไร่สัปปะรดอยู่บริเวณรอยต่อติดกับป่าอุทยานฯ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทวีความรุนแรงถึงขั้นมีช้างถูกวางยาพิษ เผานั่งยาง และถูกยิงจนเสียชีวิต และความขัดแย้งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
 

รายงานสถานการณ์ป่าไม้ พ.ศ. 2558 -2559

อีเมล พิมพ์ PDF
รายงานสถานการณ์ป่าไม้ พ.ศ. 2558 -2559
ภาพรวมสถานการณ์ป่าไม้ของประเทศไทย  พ.ศ. 2504 เป็นปีแรกที่มีการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ซึ่งในช่วงปีนั้นประเทศไทย มีพื้นที่ป่าไม้อยู่ประมาณ 171 ล้านไร่ หรือร้อยละ 53.33 ของพื้นที่ประเทศ
จากภาพสถานการณ์พื้นที่ป่าไม้ไทยแสดงให้เห็นว่า พ.ศ. 2504 – 2531 พื้นที่ป่าไม้มีอัตราลดลงอย่างต่อเนื่อง จนปลายปี พ.ศ. 2531 เกิดเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากดินโคลนถล่ม ที่ต่างไปจากเดิมคือดินโคลนที่ถล่มนั้น มาพร้อมกับท่อนซุงจำนวนมหาศาล กวาดบ้านเรือนและประชาชนไปอย่างไม่ทันตั้งตัว ที่ตำบลกระทูน อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ความสูญเสียที่ใครมิอาจคาดคิดนี้ทำให้ภาครัฐตระหนักถึงความสำคัญของป่าไม้ และจำนวนป่าไม้ที่ลดลง
จนเป็นที่มาของการปิดสัมปทานป่าบกใน พ.ศ. 2532 ถ้าดูต่อมาเรื่อยๆ จะพบว่าพื้นที่ป่าไม้ก็ยังคงลดลงจนกระทั่งในช่วง พ.ศ. 2543 ตัวเลขพื้นที่ป่าไม้กลับมีอัตราที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่ตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงไปไม่ได้เกิดจาการที่มีพื้นที่ป่าไม้เพิ่มมากขึ้น แต่เกิดจากการที่มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมในการแปลพื้นที่ป่า จากเมื่อก่อนใช้แผนที่ในอัตรา 1:250,000 มาเป็น 1:50,000 ทำให้เห็นพื้นที่ป่าได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น จึงทำให้พื้นที่ป่าสูงขึ้นมาจนน่าตกใจ มาจนถึง พ.ศ.2558 เรามีตัวเลขพื้นที่ป่าล่าสุดอยู่ทั้งหมด 102,240,981.88 ไร่ หรือ ร้อยละ 31.60 ซึ่งพื้นที่ป่าลดลงจาก พ.ศ. 2557 อยู่ 44,418.74 ไร่ หรือลดลงร้อยละ 0.02
ตัวเลขพื้นที่ป่าไม้ของไทยที่สามารถเปรียบเทียบกันได้จริงจึงถูกแบ่งออกเป็น  2 ช่วง ช่วงที่ 1. 2516-2541 พื้นที่ป่าลดลงจาก 138,566,875 ไร่ เหลือ 81,076,250.00 ไร่ อัตราลดลงเท่ากับ 2,053,236.61 ไร่ ต่อปี ช่วงที่ 2. 2543-2557  พื้นที่ป่าลดลงจาก 106,319,237.50 ไร่ เหลือ 102,120,417.98 ไร่ อัตราลดลงเท่ากับ 299,915.68 ไร่ ต่อปี
สถานการณ์พื้นที่ป่าไม้รายภาคในปัจจุบัน ภาคเหนือมีพื้นที่ป่าไม้มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 64.48 ของพื้นที่ภาค รองลงมาคือ ภาคตะวันตก ร้อยละ 59.09 ภาคใต้ ร้อยละ 23.99 ภาคตะวันออก ร้อยละ 21.77 ภาคกลาง ร้อยละ 21.06 และภาคที่มีพื้นที่ป่าที่น้อยที่สุด คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 14.94 ของพื้นที่ภาค
จากข้อมูลล่าสุดปี 2558 ภาคตะวันออกเองก็ยังคงมีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นจากปี 2557 ร้อยละ 0.05 ภาคกลาง และภาคใต้มีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.15 และ 0.02 ส่วนอีก 3 ภาคกลับมีตัวเลขพื้นที่ป่าที่ลดลงจากปี 2557 คือ ภาคเหนือ ลดลงร้อยละ 0.09 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลดลงร้อยละ 0.08 และภาคตะวันตกลดลงร้อยละ 0.03
จังหวัดที่มีพื้นที่ป่ามากที่สุด 5 อันดับ  (1)แม่ฮ่องสอน 86.99 (2)ตาก 72  (3)ลำปาง 70.64  (4)เชียงใหม่ 69.96 (5)แพร่ 64.17
และถ้าหากนำข้อมูลพื้นที่ป่าปีปัจจุบันเปรียบเทียบกับปี 2557 พบว่า จังหวัดที่มีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น 5 อันดับแรก ได้แก่  (1)สระบุรี 1.16  (2)สุรินทร์ 1.12  (3)ประจวบคีรีขันธ์ 0.48  (4)ลพบุรี 0.47  (5)สุพรรณบุรี 0.46
และจังหวัดที่มีพื้นที่ป่าลดลง 5 อันดับแรก ได้แก่  (1)นครพนม 2.38 (2)อุดรธานี 0.72  (3)ยะลา 0.60  (4)เลย 0.49  (5)สมุทรสงคราม 0.47
ส่วนจังหวัดที่ไม่ถูกระบุว่ามีพื้นที่ป่าจากการแปลภาพถ่ายดาวเทียมมีอยู่ทั้งหมด  4 จังหวัด ได้แก่ (1)อยุธยา (2)นนทบุรี (3)ปทุมธานี (4)อ่างทอง ในปีนี้จังหวัดที่หลายๆ คนยังคงเป็นห่วงเนื่องจากมีกรณีเขาหัวโล้นที่ปรากฏเป็นข่าวอย่าง จังหวัดน่าน นั้น ยังคงมีพื้นที่ป่าอยู่ถึงร้อยละ 61.40 ของพื้นที่จังหวัด
ส่วนคนกรุงเทพฯอย่างเราๆ เมื่อก่อนถูกระบุว่าไม่มีพื้นที่ป่า แต่ตอนนี้กรุงเทพมีพื้นที่ป่าอยู่ร้อยละ 0.03 หรือประมาณ 3,253 ไร่ พื้นที่ที่ถูกตีความว่าเป็นป่า พบอยู่ที่เขตบางขุนเทียน
ลองหันมาดูนโยบายป่าไม้ของชาติบ้าง เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้อนุมัติแผนแม่บทการพิทักษ์ทรัพยากรไม้ของชาติ โดยกำหนดเป้าหมายพื้นที่ป่าของประเทศที่ควรมีไว้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศหรือประมาณ 128.41 ล้านไร่ ภายใน 10 ปี ดังนั้นพื้นที่ป่าของประเทศไทยจึงมีเป้าต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ประมาณ 27.29 ล้านไร่ หรือประมาณร้อยละ 8.43 ของพื้นที่ประเทศ
จากภาพนโยบายป่าไม้แห่งชาติในปี 2528  ที่ได้กำหนดให้มีพื้นที่ป่าทั่วประเทศอย่างน้อยในอัตราร้อยละ 40 เป็นป่าอนุรักษ์ร้อยละ 15 และป่าเพื่อเศรษฐกิจร้อยละ 25 ของพื้นที่ประเทศ โดยกำหนดจากฐานคิดที่ว่า ณ ช่วงเวลานั้นคนไทยมีประมาณ 52 ล้านคน จะใช้ไม้ประมาณ 13.31 ล้านม3 ซึ่งจะผลิตจากป่าประมาณ ร้อยละ 25 ของพื้นที่ประเทศ
แต่ปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจ สังคม ภาวะมลพิษ และจำนวนประชากรที่เปลี่ยนไปจากเดิมมาก จึงทำให้เกิดคำถามว่า ตัวเลขป่าอนุรักษ์ ร้อยละ 15 และป่าเพื่อเศรษฐกิจ ร้อยละ 25 ของพื้นที่ประเทศ ยังมีความเหมาะสมในสภาพปัจจุบันอยู่อีกหรือไม่ รวมไปถึงนโยบายของหลายๆ หน่วยงานที่ขัดแย้งกันเองทำให้เป็นอุปสรรคในการเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศ เช่น นโยบายประกันราคา หรือการส่งเสริมให้มีการปลูกพืชเชิงเดี่ยวบางชนิดของภาครัฐเองทำให้เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้พื้นที่ป่าโดนรุกอย่างหนัก การพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ซึ่งก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ป่าเสื่อมโทรมลงไปเรื่อยๆ
แต่ยังพอมีทางออก หากเรายังคงยอมรับตัวเลขที่ว่าประเทศไทยควรต้องมีป่าร้อยละ 40 จะทำอย่างไรได้บ้าง ศึกษาแนวทางเพิ่มเติมได้ที่ “ป่าไม้ไทยวิกฤติหรือไม่” (เชื่อมลิ้งค์ https://goo.gl/jee9VO ) โดย อ.ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
รายงานสถานการณ์ป่าไม้ พ.ศ. 2558 -2559 ภาพรวมสถานการณ์ป่าไม้ของประเทศไทย  พ.ศ. 2504 เป็นปีแรกที่มีการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ซึ่งในช่วงปีนั้นประเทศไทย มีพื้นที่ป่าไม้อยู่ประมาณ 171 ล้านไร่ หรือร้อยละ 53.33 ของพื้นที่ประเทศ

 

ธรรมชาติมาหานคร ความหวังการเปลี่ยนเชิงนโยบาย

อีเมล พิมพ์ PDF
ธรรมชาติมาหานคร ความหวังการเปลี่ยนเชิงนโยบาย
2 ปีที่ผ่านมา กับบทบาทการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมของ ศศิน เฉลิมลาภ นอกจากขยับตัวเองจากเก้าอี้เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรมาดำรงตำแหน่งประธาน คอยขับเคลื่อนงานด้านนโยบายให้กับองค์กร อีกงานหนึ่งที่ทำให้เราได้เห็นเขาอย่างสม่ำเสมอ คือ การผันตัวมารับงานพิธีกรทีวี ในรายการ “ธรรมชาติมาหานคร”
“ธรรมชาติมาหานคร” เป็นรายการถกประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เชิญนักวิชาการ นักเคลื่อนไหวที่เรียกว่าได้เป็น “ตัวจริง” ด้านสิ่งแวดล้อมในมิติต่างๆ มาพูดคุยถึงปัญหาและแนวทางแก้ไข เพื่อหวังว่าใครสักคนที่มีส่วนในการผลักดันงานเชิงนโยบายของชาติมาชม และนำเนื้อหาของรายการไปใช้เป็นแนวทางแก้ปัญหา
อาจจะดูผิดแผกแปลกตาจากหน้าที่เดิม แต่ความหวังดีที่จะช่วยเหลือสิ่งแวดล้อมไม่ต่างจากหน้าที่ที่ทำให้กับองค์กรหลัก
หากจะมีอะไรที่ต่างออกไป ก็เป็นเพียงเพราะรายการนี้นำเสนอปัญหาสิ่งแวดล้อมในทุกที่ ทุกมิติ ไม่ได้เฉพาะเจาะจงแค่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเหมือนอย่างงานที่ทำกับองค์กรหลัก
เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้มีแค่ในป่า มันมีอยู่ทุกที่รอบตัวเรา และมันเป็นงานที่ทำไม่มีวันเสร็จ...
ทำไมถึงตัดสินใจมารับงานพิธีกร
“ผมมองว่ารายการแบบนี้เป็นรายการที่มีประโยชน์ และเป็นโอกาสที่เราจะกระจายข่าวสารได้กว้าง เขียนหนังสือคนดูไม่มาก เล่นเฟสบุ๊คก็มีข้อจำกัด พอเป็นทีวีเราสามารถเอาทรัพยากรต่างๆ ที่เราสนใจมาใส่ลงไปได้เต็มที่ ยกตัวอย่างมูลนิธิสืบนาคะเสถียรอยากมีสารคดีสัก 15 นาที จะไปจ้างบริษัททำเขาเรียกเงินตั้งสองแสนบาท มันเป็นเรื่องที่เอ็นจีโอบ้านๆ ไม่มีทางหาเงินมาทำรายการสิ่งแวดล้อมดีๆ สักตอนให้ตัวเองได้ จะทำเองฝีมืออย่างเราก็ไม่ดี ทีนี้พอมีช่างภาพมืออาชีพ กล้องดีๆ โอกาสแบบนี้มีที่ไหน”
“อีกเหตุผล คือ รายการธรรมชาติมาหานครจะบริจาคให้มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ตอนละ 10,000 บาท ซึ่งเงินบริจาคในส่วนนี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงต่อการทำงาน เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อและมูลนิธิฯ กำลังมีวิกฤตเรื่องการเงิน แล้วนิวทีวีก็เข้ามา ผมก็ลดเงินเดือนตัวเองแล้วรับค่าตัวจากรายการแทน เราก็สามารถดำรงชีวิตด้วยงานตัวนี้ไปพร้อมกับลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับมูลนิธิฯ เงินที่ได้รับจากนิวทีวีผมก็เอามาปรับโครงสร้างการทำงานให้กับองค์กร รับเจ้าหน้าที่ฝ่ายระดมทุน เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ซึ่งปกติงานของเอ็นจีโอไม่มีฝ่ายแบบนี้ แต่ผมมองว่าถ้าจะทำให้มูลนิธิฯ อยู่รอดได้ เราไม่ต้องการแค่คนที่จะออกไปทำงานอนุรักษ์ในป่า เราต้องการคนทำงานในเมือง แต่ผมก็ไม่สามารถหางบประมาณส่วนนั้นได้ โชคดีที่นิวทีวีเข้ามาทำให้การทำงานในฝ่ายต่างๆ ขององค์กรกระเตื้องขึ้น”
งานของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร จริงๆ แล้วทำในป่าตะวันตก แต่เนื้อหาของรายการไม่ได้จำกัดอยู่แค่นั้น
“รายการต้องทำกว้างออกไปเพื่อหากลุ่มเป้าหมาย ถ้าทำแค่ป่าตะวันตกจะง่ายเพราะเรารู้จักกันหมด แต่โจทย์ของรายการธรรมชาติมาหานครเป็นรายการถกประเด็นหนักๆ ตามโจทย์ของโปรดิวเซอร์รายการเราต้องออกไปหาบุคลากรข้างนอก เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับประเทศ และที่สำคัญ ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้มีเฉพาะในป่า
ระหว่างปัญหาในป่ากับนอกป่า ที่ไหนดูน่ากลัวกว่ากัน
“ปัญหาสิ่งแวดล้อมนอกป่ารุนแรงกว่าในป่า เพราะในป่ามีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นผู้รับผิดชอบ มีนักอนุรักษ์เป็นผู้ปกป้องคุ้มครอง มีเรื่องราวคุณค่าของป่าที่คนตระหนักเพื่อปกป้องไว้ เวลามีปัญหาอะไรก็มาช่วยกัน เรื่องราวในป่าจะเป็นอารมณ์แบบนี้ แต่ข้างนอกเครียดเพราะเป็นปัญหาที่มันต้องหาทางออก ทำไมมันเกิดอะไรขึ้นได้ขนาดนี้”
ปัญหาสิ่งแวดล้อมมีมากมาย ไปเอาความรู้จากไหนมาดำเนินรายการ
"นักวิชาการหรือนักสิ่งแวดล้อมที่รายการเชิญมาล้วนเป็นมือหนึ่ง ซึ่งผมต้องมั่นใจก่อนว่า สิ่งที่เขาจะพูดออกมา คือ การแก้ไขเชิงนโยบายให้ประเทศนี้ได้จริงๆ"
"คือ ผมทำงานด้านสิ่งแวดล้อมมาจะครบ 30 ปี แล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 ตอนที่ยังเป็นนักศึกษา ฉะนั้นคนที่ทำงานมากกว่าผมก็จะมีอาจารย์รตยา จันทรเทียร อดีตประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร นอกจากนี้ก็จะเป็นคนในรุ่นผม เพื่อนผม เครือข่ายที่ผมรู้จัก ผมจะรู้ว่าถ้าเป็นปัญหาอะไรใครจะเป็นคนให้คำตอบได้ เพราะว่างานสิ่งแวดล้อมเป็นงานที่ทำกันเป็นเครือข่าย เช่น เมื่อก่อนมีงานประชุมสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เป็นวงประชุมที่เราได้เจอแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกันมาโดยตลอด"
ทำรายการมากว่า 100 ตอน ปัญหาสิ่งแวดล้อมประเด็นไหนที่คิดว่าหนักที่สุด
"ผมคิดว่าเรื่องการกัดเซาะชายฝั่งเป็นปัญหาที่หนักที่สุด ช่วงสองปีที่ผ่านมาผมอินกับเรื่องการกัดเซาะชายฝั่งมาก เรื่องป่าเราระดมกำลังทุ่มเทปกป้อง ขอความร่วมมือไปใครๆ ก็มาช่วย เรื่องปะการัง เรื่องการปิดเกาะเพื่อฟื้นฟูปะการัง บอกข้าราชการไปเขาก็เชื่อว่าถ้าปะการังตาย คนทั้งประเทศเดือดร้อนแน่ แต่บอกว่าหาดทรายจะหมดไม่มีใครเชื่อ บอกหน่วยงานที่รับผิดชอบไปช่วยหน่อย ก็กลับกลายเป็นว่าจะมีแต่ไปทำลายเพิ่ม ไปหาคนที่เก่งที่สุดเรื่องการกัดเซาะชายฝั่ง คือ อาจารย์สมบูรณ์ พรพิเนตพงศ์ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มาอธิบายให้ฟังแต่มันไม่มีคนดู คนที่ดูก็บอกว่ายิ่งดูยิ่งหดหู่ ยิ่งดูยิ่งเศร้าใจ เพราะมันไม่ได้เสียหายแค่เรื่องหาดทรายอย่างเดียว แต่มันบอกว่าประเทศนี้มันโง่มาก"
"ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งประเทศไทยมี 2 เรื่องใหญ่ๆ เรื่องแรก แถวๆ สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร บริเวณนั้นเป็นพื้นที่ปากแม่น้ำ การกัดเซาะเริ่มตั้งแต่เราสร้างเขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนภูมิพล และเขื่อนเจ้าพระยา ตะกอนมันไหลลงมาไม่ได้ ดังนั้น ชายฝั่งก็ไม่งอก แต่ที่ไม่มีปัญหาเพราะมีป่าชายเลน ป่าชายเลนจะทำหน้าที่ดึงตะกอนให้ทับถมตลอดเวลาก็ช่วยลดปัญหาการกัดเซาะไปได้ แต่มาพังตอนคนนิยมทำนากุ้งเมื่อปี 2540 ถางป่าชายเลนทำนากุ้งกันหมด พอคลื่นมาตูมเดียวก็พังกันหมด นี่คือเรื่องปากแม่น้ำที่เรากำลังเผชิญ"
"เรื่องที่สอง เรื่องหาดทราย เมื่อก่อนมีเรือขุดสันดอนเพื่อกันการทับถมของตะกอน เพราะหาดทรายจะพัดพาทรายมาปิดปากแม่น้ำ เรียกสันดอนปิดปากแม่น้ำ กรมเจ้าท่ามีหน้าที่ที่ต้องมาขุด เมื่อสัก 20 ปีที่ผ่านมา เขาบอกไม่อยากขุดเนื่องจากมีการบูมของเรือประมงต้องเข้าออกในร่องน้ำนี้ ก็เลยทำเขื่อนหินกันไม่ให้กระแสน้ำพัดทรายทับถมที่ปากแม่น้ำ ซึ่งได้ผลจริงๆ เพราะเรือเข้าออกได้และไม่ต้องขุด พอมีเขื่อนหินมาขวางทรายก็พัดไปอีกฝั่งหนึ่งไม่ได้ เขื่อนหินนี้มีขนาดแค่ 100 เมตรเอง แต่เมื่อไม่มีทรายมาคอยเติมแถวปากผนังก็เกิดการกัดเซาะไปเป็น 40 กิโลเมตร ที่แหลมผักเบี้ย มีหาดทรายยาวเหยียด มีโรงแรมบ้าอะไรไม่รู้เห็นแก่ตัวอยากจะมีหาดทรายส่วนตัวกว้างๆ เอาหินไปกองนิดเดียว หาดทรายของแหลมผักเบี้ยทั้งหาดหายไปหมดเลย แหล่งวางไข่นกหัวโตมลายูไม่เหลือเลย เราก็บอกอย่าไปทำเลย อย่าไปถมหินเลย ไปเอาออกเหอะ เขาก็บอกว่าคุณไม่รู้หรอก คุณไม่ใช่คนในพื้นที่ คนพื้นที่เขาเห็นน้ำทะเลมันขึ้นทุกปี โลกก็กำลังร้อน เราต้องย้ายบ้านหนี คุณจะมาห่วงนกอะไร... เราก็ทำรายการออกไป และก็พูดออกไป ปรากฏว่ากรมเจ้าท่าก็อยากจะรักษาร่องน้ำของฉัน กรมโยธาธิการบอกว่าดินแดนประเทศไทยจะเสียไปถ้าไม่เอาหินมาถม เทศบาลก็บอกว่าไม่ได้หรอกประชาชนผมเดือดร้อนต้องเอาหินมาถม ก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปตะโกนบอกใคร ถามผมว่าอะไรแย่ที่สุด ผมว่าการกัดเซาะชายฝั่งแย่ที่สุด"
คนดำเนินรายการเป็นเอ็นจีโอ หน่วยงานรัฐเลยไม่เชื่อดีกว่า
"ก็ไม่รู้ แต่ให้คนอื่นมาพูดก็พูดไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องง่ายที่สุดแต่ไม่มีคนรู้ เป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดทางธรณีสัณฐานชายฝั่ง แต่ไม่มีคนรู้เรื่อง ถ้าเป็นผลกระทบจากโครงการอุตสาหกรรมมันยังมีประโยชน์นะ หรือสร้างเขื่อนในป่าแม่วงก์มันก็ยังมีเหตุผล เพราะคนต้องการ จะตัดถนนก็ยังมีเหตุผลเพราะคนต้องการ ปัญหาสิ่งแวดล้อมในเมืองก็มีเหตุผลเพราะมีคนอยู่เยอะมลพิษก็เยอะตาม แต่ที่ไม่มีเหตุผลและทำลายโดยไร้เหตุผลที่สุด คือ การกัดเซาะชายฝั่ง ไร้เหตุผลแบบไม่มีเหตุผลอะไรนอกจากคอร์รัปชั่น หรือรู้แล้วทำแกล้งโง่ แล้วที่สำคัญไม่มีรัฐบาลหรือรัฐมนตรีหรือใครที่จะมีความรู้ได้เลย อธิบดีกรมชายฝั่ง อธิบดีกรมเจ้าท่า อธิบดีกรมโยธา อยู่ในประเทศที่ไร้ความรู้เรื่องนี้โดยสิ้นเชิง"
มีตอนไหนที่มีความหวังบ้าง
"ทุกตอนมีความหวังหมด ยกเว้นตอนกัดเซาะชายฝั่ง แขกรับเชิญเรื่องป่าเราไปเอาตัวอย่างที่ดีมา เช่น เรื่องป่าอนุรักษ์ เราทำเรื่องห้วยขาแข้งตั้งหลายตอนเพราะที่นี่เป็นตัวอย่างการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ เรื่องป่าชุมชนก็นำเสนอไปหลายตอน เรื่องสิ่งแวดล้อมในเมืองก็มีกรณีศึกษาดีๆ เยอะ การแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมหรือปะการังฟอกขาว ทุกตอนมีความหวังหมด ถ้าหยิบเอากรณีที่รายการไปทำเป็นนโยบายของชาติ รับรองประเทศไทยเจริญอย่างยั่งยืน ก็หวังว่าจะมีคนเข้ามาดู"
ทำรายการไปเรื่อยๆ คิดว่าเรื่องจะหมดไหม
"ทำอีก 5 ปี ก็ได้ งานอนุรักษ์เป็นงานที่ทำไม่เสร็จ ต้องทำเรื่อยๆ อยู่แล้ว เมื่อก่อนผมเป็นอาจารย์อยู่มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นนักวิชาการที่เคยทำงานช่วยเหลือเรื่องสิ่งแวดล้อมมามาก มีคนชวนไปทำเรื่องเหมืองแร่ ไปช่วยเรื่องน้ำ เรื่องชายฝั่ง ดูปัญหาจากอุตสาหกรรม ผมเคยทำงานตรวจสอบเรื่องสิทธิชุมชนด้านสิ่งแวดล้อมมาประมาณ 400 กรณี เคยทำงานกับกรรมการสิทธิมนุษยชน 7 ปี เอาเรื่องเหล่านั้นมาทำก็ยังไม่หมดเลย แถมยังมีเรื่องใหม่ๆ เข้ามาทุกวัน"
กันตภณ บุญญานนท์ โปรดิวเซอร์รายการธรรมชาติมาหานคร
“ผมเคยทำสารคดีรำลึก ‘สืบ นาคะเสถียร’ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว แล้วรู้สึกชอบ เลยเป็นแรงบันดาลใจให้ผมสนใจงานสิ่งแวดล้อม ประจวบเหมาะกับทางผู้ใหญ่ของนิวทีวีมีนโยบายว่าอยากทำรายการสิ่งแวดล้อมโดยให้ 'อาจารย์ศศิน เฉลิมลาภ' มาเป็นพิธีกร พอผู้ใหญ่ในช่องโทรมาชวน ว่ามาทำกับพี่ไหม ผมก็ตัดสินใจรับงานทันที
“การทำรายการสิ่งแวดล้อมให้คนสนใจถือเป็นโจทย์ที่ยากพอสมควร คนที่ทำงานด้านสื่อน่าจะเข้าใจดี ถ้าเปรียบเทียบเป็นหนังสือที่ขายตามตลาดก็คล้ายกันตรงที่ว่า หนังสือที่มีสาระข้อมูลดีๆ จะขายได้น้อยกว่าหนังสือบันเทิง ดารา รายการทีวีก็เหมือนกัน แต่ผมโชคดีตรงที่ว่าผู้บริหารสถานีเขามีความคิดที่จะทำรายการที่เป็นสาระประโยชน์ เราก็ต้องมาพยายามทำในทิศทางที่น่าจะมีคนดูมากขึ้น พยายามที่จะทำให้คนดูสามรถดูได้ง่าย เข้าถึงได้ง่าย ไม่ใช่แค่ชวนแขกรับเชิญมานั่งถกปัญหาหนักๆ เพียงอย่างเดียว ผมก็พยายามที่จะทำให้มันเป็นในรูปแบบสารคดี ใส่ฉาก ใส่บรรยากาศสวยๆ ตัดต่อสวยๆ พยายามใช้ชั้นเชิงในการดำเนินเรื่อง
“อาจารย์ศศิน ไม่ได้เป็นแค่พิธีกร แต่อาจารย์เป็นเหมือนโปรดิวเซอร์รายการอีกคนหนึ่งในเรื่องของเนื้อหา มีส่วนช่วยคิดรูปแบบและการนำเสนอของรายการ การทำงานง่ายและรวดเร็ว โดยปกติรายการที่ออกอากาศเป็นชั่วโมงมันต้องใช้เวลาในการทำงานที่เยอะพอสมควร อย่างน้อยต้องเตรียมเป็นสัปดาห์กว่าจะได้เริ่มถ่ายทำ แต่อาจารย์ศศินจะมีข้อมูลเบื้องต้นอยู่แล้ว แล้วไปคุยข้อมูลกับแขกรับเชิญทำข้อมูลกันวันสองวันก็เสร็จ มันทำให้เราประหยัดเวลาในการทำงานไปได้เยอะ เวลาไปถ่ายทำ คำถามที่พูดออกไป มันออกมาจากความคิดจริงๆ ของอาจารย์ศศินซึ่งดูเป็นธรรมชาติมาก
“ถ้าหากต้องเปลี่ยนเอาพิธีกรมืออาชีพหรือดาราที่ไม่ได้รู้เรื่องสิ่งแวดล้อมจริงๆ มาแทนอาจารย์ศศิน ผมคิดว่ารายการคงไม่ได้ออกมาในรูปแบบอย่างนี้ และรายการนั้นก็คงไม่ใช่รายการธรรมชาติมาหานครอย่างแน่นอน
ถอดความจาก เสวนาเปิดตัวหนังสือร้อยเรื่องธรรมชาติมาหานคร 11 กันยายน 2559
เรียบเรียง เอกวิทย์ เตระดิษฐ์ หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กร
ในวาระครอบรอบ 100 ตอน และ 2 ปี ของการออกอากาศของการทำรายการธรรมชาติมาหานคร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้จัดพิมพ์หนังสือชื่อ “ร้อยเรื่องธรรมชาติมาหานคร” ซึ่งเป็นการรวมบทสรุปท้ายรายการมาจัดพิมพ์เป็นหนังสือ เพื่อเป็นเหมือนการสรุปเรื่องราวของรายการอีกครั้ง และยังเป็นเหมือนสารานุกรมของรายการสำหรับสืบค้นเรื่องราวของการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเพื่อไม่ให้กลับมาซ้ำรอยอีกครั้งในอนาคต
ขอรับหนังสือได้โดยการสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ติดต่อ กล่องข้อความเฟสบุ๊ค มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และไลน์ ID snfshop
ติดตามชมรายการธรรมชาติมาหานคร ได้ทาง นิวทีวี ช่อง 18 ทุกบ่ายวันอาทิตย์ เวลา 13.30 - 14.00 น. รับชมรายการย้อนหลังทุกตอนได้ที่ www.newtv.co.th/mahanakhon
ธรรมชาติมาหานคร2 ปีที่ผ่านมา กับบทบาทการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมของ ศศิน เฉลิมลาภ นอกจากขยับตัวเองจากเก้าอี้เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรมาดำรงตำแหน่งประธาน คอยขับเคลื่อนงานด้านนโยบายให้กับองค์กร อีกงานหนึ่งที่ทำให้เราได้เห็นเขาอย่างสม่ำเสมอ คือ การผันตัวมารับงานพิธีกรทีวี ในรายการ “ธรรมชาติมาหานคร”
 

ไฟฟ้าจากเขื่อน ใครว่า ‘สะอาด’ ?

อีเมล พิมพ์ PDF
ไฟฟ้าจากเขื่อน ใครว่า ‘สะอาด’ ?
การผลิตไฟฟ้าจากการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำที่ผ่านมามักถูกมองว่าช่วยบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ถือเป็นพลังงานหมุนเวียนที่ไม่ปล่อยแก๊สเรือนกระจกหากเปรียบเทียบกับการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ความเป็นจริงแล้ว พลังงานน้ำอาจไม่ได้สะอาดเท่าไรนัก และเขื่อนในอดีตและแผนก่อสร้างเขื่อนอีกหลายร้อยแห่งทั่วโลกก็อาจส่งผลกระทบต่อการปลดปล่อยแก๊สคาร์บอนในอนาคต
งานวิจัยล่าสุดพบว่า อ่างเก็บน้ำปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกคิดเป็นร้อยละ 1.3 ของแก๊สเรือนกระจกที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ สัดส่วนดังกล่าวเทียบเท่ากับการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกของทั้งประเทศแคนาดา นักวิจัยได้คาดการณ์ว่าการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกจากอ่างเก็บน้ำอาจสูงกว่านี้ เนื่องจากอ่างเก็บน้ำจะปลดปล่อยแก๊สมีเทนซึ่งมีผลกระทบต่อปรากฏการณ์เรือนกระจกมากกว่าแก๊สคาร์บอนถึง 34 เท่า แก๊สมีเทนดังกล่าวเกิดจากสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วที่ย่อยสลายสารอินทรีย์ซึ่งสะสมอยู่ในตะกอนที่กักเก็บอยู่ใต้อ่างเก็บน้ำ
John Harrison นักชีวเคมี มหาวิทยาลัย Washington State และผู้ร่วมวิจัยได้รวบรวมข้อมูลจากงานศึกษาการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกกว่า 100 ชิ้นที่ครอบคลุมอ่างเก็บน้ำ 267 แห่งทั่วโลก การศึกษาชิ้นนี้ยังคำนึงถึงอีกปัจจัยที่งานวิจัยก่อนๆ มองข้ามคือฟองอากาศ แก๊สอย่างคาร์บอนไดออกไซด์ และไนตรัสออกไซด์ซึ่งละลายอยู่ในน้ำจะถ่ายเทสู่ชั้นบรรยากาศในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน แต่แก๊สมีเทนจะมีพฤติกรรมต่างออกไป โดยปรากฏในลักษณะฟองอากาศที่ลอยสู่ผิวน้ำ จึงเป็นเรื่องยากที่จะวัดอย่างชัดเจนว่าอ่างเก็บน้ำปลดปล่อยแก๊สมีเทนเท่าไร
เครื่องมือใหม่อย่างระบบหาฟองอากาศใต้น้ำด้วยเสียง (bubble-tracking sonar) พบว่าอ่างเก็บน้ำปล่อยแก๊สมีเทนมากกว่าที่คาด โดยพบฟองมีเทนเฉลี่ยมากกว่าที่เคยพบถึง 2 เท่า โดยกลุ่มนักวิจัยได้สรุปว่าทุกตารางเมตรของพื้นผิวอ่างเก็บน้ำจะปลดปล่อยแก๊สมีเทนสู่ชั้นบรรยากาศมากกว่าเดิมถึงร้อยละ 25
การศึกษาดังกล่าวสรุปว่า อ่างเก็บน้ำจะปล่อยแก๊สมีเทนเทียบเท่าคาร์บอนคิดเป็นร้อยละ 79 ในขณะที่แก๊สเรือนกระจกที่สำคัญอีก 2 ประเภทคือคาร์บอนไดออกไซด์ และไนตรัสออกไซด์คิดเป็นร้อยละ 17 และร้อยละ 4 ตามลำดับ
Vincent St. Louis นักชีวธรณีเคมี จากมหาวิทยาลัย Alberta ประเทศแคนาดาซึ่งเป็นหัวหน้าทีมวิจัยเรื่องการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกจากอ่างเก็บน้ำเมื่อปี พ.ศ. 2543 ชื่นชมงานวิจัยล่าสุดโดยมองว่างานชิ้นนี้แสดงให้เห็นถึงการปลดปล่อยแก๊สมีเทนอย่างชัดเจน
การจำเพาะในเรื่องแก๊สมีเทนสามารถเป็นหนึ่งในข้อมูลประกอบการตัดสินใจว่าควรจะสร้างเขื่อนตรงไหน เขื่อนที่ตั้งอยู่ในระบบแม่น้ำที่มีสาหร่ายค่อนข้างน้อยจะปล่อยมีเทนน้อยกว่าเขื่อนที่มีสารอาหารค่อนข้างมาก การศึกษาดังกล่าวยังสามารถนำไปใช้ในการระบุการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกโดยรวมของแต่ละประเทศอีกด้วย โดยสัดส่วนการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกของเขื่อนทั่วโลก สามารถเทียบเท่าได้กับการปลูกข้าวแบบน้ำขัง ซึ่งบางครั้งถูกนำมาคำนวณการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกในภาพรวม ในขณะที่ไม่มีใครเคยนึกถึงอ่างเก็บน้ำ
อย่างไรก็ดี การศึกษาชิ้นนี้ยังไม่ได้ครอบคลุมตลอดวัฎจักรของอ่างเก็บน้ำ  เนื่องจากไม่มีข้อมูลว่าก่อนที่ผืนดินจะแปรสภาพเป็นอ่างเก็บน้ำ ในพื้นที่ดังกล่าวมีการกักเก็บหรือปลดปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มากน้อยเพียงใด อีกทั้งยังไม่ได้คำนึงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่อ่างเก็บน้ำกลายเป็นอดีต
“เขื่อนมีประโยชน์กับเราค่อนข้างมาก และเรามักมองว่าเขื่อนเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนโดยไม่เคยคำนึงถึงการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจก งานศึกษาวิจัยของผมและอีกหลายๆ ท่าน กำลังพยายามให้เราเห็นเรื่องราวทั้งหมดทั้งประโยชน์และผลกระทบจากการสร้างเขื่อน” John Harrison สรุป
ถอดความและเรียบเรียงจาก ‘Hundreds of new dams could mean trouble for our climate’ โดย Warren Cornwall เข้าถึงได้ที่ http://www.sciencemag.org/news/2016/09/hundreds-new-dams-could-mean-trouble-our-climate และ ‘Reservoirs are a major source of global greenhouse gases, scientists say’ โดย Chris Mooney เข้าถึงได้ที่ https://www.washingtonpost.com/news/energy-environment/wp/2016/09/28/scientists-just-found-yet-another-way-that-humans-are-creating-greenhouse-gases/?utm_term=.7c5573cdad9f
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
ไฟฟ้าจากเขื่อน ใครว่า ‘สะอาด’ ?การผลิตไฟฟ้าจากการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำที่ผ่านมามักถูกมองว่าช่วยบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ถือเป็นพลังงานหมุนเวียนที่ไม่ปล่อยแก๊สเรือนกระจกหากเปรียบเทียบกับการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ความเป็นจริงแล้ว พลังงานน้ำอาจไม่ได้สะอาดเท่าไรนัก และเขื่อนในอดีตและแผนก่อสร้างเขื่อนอีก
 

สถานการณ์การสร้างฝายในป่าอนุรักษ์

อีเมล พิมพ์ PDF
สร้างฝายประชารัฐในป่าอนุรักษ์ ยากกว่าที่คิดพื้นที่ป่าถูกบุกรุก ภูเขาหัวโล้นเกิดขึ้นมากมาย ภัยแล้งซ้ำซากที่ต้องเผชิญ การที่ รัฐ กับ ราษฏร์ รวมกันแก้ปัญหาด้วยวิธีสร้างฝายประชารัฐเพื่อต้องการฟื้นฟูป่า และป้องกันน้ำท่วม คือคำตอบของการแก้ปัญหาอย่างแท้จริงหรือไม่ ทำไมจึงมีเสียงคัดค้านจากทางฝากนักอนุรักษ์ถึงโครงการสร้างฝายประชารัฐ รวมถึงฝายอื่น ๆ
 

"เขาสก-คลองแสง" 30 ปี วันวานที่ไม่อาจหวนคืน

อีเมล พิมพ์ PDF


เขาสก-คลองแสง
“เชี่ยวหลาน” เป็นชื่อแก่งกลางน้ำแห่งหนึ่งบริเวณคลองแสง คลองทอดยาวแบ่งระหว่างฝากฝั่งคือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสงและอุทยานแห่งชาติเขาสก ในอดีตพื้นที่นี้เคยเป็นป่าดิบชื้น เต็มไปด้วยทรัพยากรชีวภาพที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดของเทือกเขาตะนาวศรี ระบบนิเวศของป่าภาคใต้มีความเป็นเอกลักษณ์แตกต่างกับป่าอื่นๆ พื้นที่มีสภาพราบต่ำ ลำธารอยู่ในพื้นที่ราบต่ำจนถึงสูง โดยมีป่าปกคลุม เต็มไปด้วยชนิดพรรณพืช เป็นบ้านของสัตว์ป่านับน้อยใหญ่ ทั้งสัตว์ที่อาศัยและใช้ชีวิตอยู่บนผืนดิน ผืนน้ำ และผืนฟ้า และชนิดพันธุ์สัตว์ป่าหายากในพื้นที่
แต่ปัจจุบันบางชนิดสูญหายไปจากพื้นที่และกำลังสูญหายไปจากโลก ยังไม่รวมถึงนักวิจัยที่เชื่อว่ามีสัตว์ชนิดพันธุ์ใหม่ของโลกอาศัยอยู่ในพื้นที่ แต่น่าจะสูญพันธุ์ไปก่อนได้รับการสำรวจพบ อันมีสาเหตุมาจาก เขื่อนรัชชประภา ซึ่งสร้างเพื่อผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
เรื่องราวพลิกผันไปหลังเขื่อนถือกำเนิดเข้ามายังพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2529 ที่ กฟผ. เริ่มปิดอุโมงค์ทำให้พื้นที่เปลี่ยนแปลงสภาพไปเป็นอ่างเก็บน้ำ เกิดธุรกิจท่องเที่ยวของมนุษย์ และสร้างผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติสัตว์ป่าทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างใหญ่หลวงและกินระยะเวลายาวนาน
งานจากป่า สู่เมือง บทเรียนงานอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลาน (รำลึก 26 ปี สืบ นาคะเสถียร) ได้จัดเวที “วันนี้ของเขาสก-คลองแสง” ที่ได้แขกรับเชิญ คุณสมหญิง ทัฬหิกรณ์ คุณเกร็ก เออร์วิง และ ดร.ชวลิต วิทยานนท์ มาตีแผ่ข้อมูลในพื้นที่จริงที่ถูกฉาบไว้ใต้ความสวยงามของสถานที่
คุณสมหญิง ทัฬหิกรณ์ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ อ้างอิงงานวิจัยของคุณบุษบง กาญจนสาขา ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าคลองแสงว่า จากการวิจัยติดตามความชุกชุมและแพร่กระจายขอบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ในพื้นที่คลองแสง พบว่า ความหลากชนิดของพันธุ์สัตว์ป่าลดลง พบสัตว์ในกลุ่มผู้ล่าขนาดใหญ่ เสือดำ เสือไฟ แมวลายหินอ่อน แต่ไม่พบเสือโคร่ง ส่วนสัตว์กินพืชขนาดใหญ่พบ กระทิง เก้ง กวาง เก้งหมอ สมเสร็จ ช้าง หมูป่า และเลียงผา ในช่วงที่มีการสำรวจมีการกระจายตัวไม่มาก โดยเฉพาะเก้งมีความชุกชุมลดลงไปค่อนข้างเยอะ ด้านวัวแดงได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากเป็นสัตว์ที่มีถิ่นอาศัยอยู่บนพื้นที่ราบ มีความจำเพาะเจาะจงต่อการเลือกใช้พื้นที่ ไม่สามารถอพยพหรือเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ภูเขาสูงชันได้
สัตว์สำคัญที่เคยปรากฏในพื้นที่ได้สูญหายไป นั่นคือ วัวแดง เสือโคร่ง หมาไน นากจมูกขน และเสือปลา ซึ่งนากชนิดดังกล่าวนี้เป็นชนิดที่นับว่าหาได้ยากมากในโลก
นากจมูกขน หรือ นากใหญ่หัวปลาดุก (อังกฤษ: Hairy-nosed otter; ชื่อวิทยาศาสตร์: Lutra sumatrana)
งานวิจัยดังกล่าวสอดคล้องกับงานวิจัยของคุณสมหญิงในหัวข้อ การใช้ประโยชน์พื้นที่อาศัยของสมเสร็จ (Tapirus indicus) ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง จังหวัดจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่พบว่า พื้นที่ที่เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ของสัตว์ป่าสมเสร็จหลังเกิดความเปลี่ยนแปลงสภาพไปหลังจากมีการสร้างเขื่อนขึ้น
หลังการสร้างเขื่อนพื้นที่อาศัยของสมเสร็จย้ายถิ่นอาศัยอยู่ด้านบน ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาสลับซับซ้อนไม่ลาดชันมาก ผลกระทบของการสร้างเขื่อนทำให้เห็นว่าพื้นที่ที่มีความเหมาะสมของสัตว์ได้ถูกเปลี่ยนสภาพไป แทนที่จะได้อยู่อาศัยบนพื้นที่ราบที่มีทั้งแหล่งอาหาร สามารถหากินได้สะดวกและเหมาะสม กลับต้องอพยพย้ายถิ่นฐานไปอยู่พื้นที่สูงเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ของมันไว้ แม้จะลำบากในการดำรงชีวิตแต่เป็นสิ่งจำเป็นที่พวกมันต้องทำ
ผลสรุปของงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า สัตว์ป่าล้วนแล้วแต่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการสร้างเขื่อน ที่เข้ามาทำให้สภาพพื้นที่ป่าเปลี่ยนแปลงไป เกิดความไม่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ ก่อนที่สัตว์เหล่านี้จะทะยอยลดจำนวนประชากรและสูญหายไปจากพื้นที่ อีกทั้งยังเกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาจากมนุษย์ ทั้งด้านธุรกิจท่องเที่ยวที่ขาดมาตรการควบคุม การประมงขาดการดูแล และการลักลอบล่าสัตว์ในพื้นที่ ถึงแม้ภายหลังปี 2543 ถึงปัจจุบัน ภาครัฐจะนำบทเรียนในครั้งอดีตมาเรียนรู้ ปรับปรุง และเพิ่มมาตรการดูแล แต่ต้องยอมรับว่าการลักลอบล่าสัตว์ยังคงอยู่ และสัตว์ป่าที่สูยหายไปจากพื้นที่แล้วไม่สามารถฟื้นฟูประชากรกลับคืนมาได้อีก นับว่าเป็นการสูญเสียทรัพยากรทางชีวภาพที่สำคัญยิ่ง
คุณเกร็ก เออร์วิง (Mr. Greg Iring) นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ “ความหลากหลายของชนิดพันธุ์นกบนเกาะในบริเวณอ่างเก็บน้ำเชี่ยวหลาน” ว่า การสร้างเขื่อนป็นการทำลายพื้นที่ใจกลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง เกิดเป็นหย่อมป่าไม่เชื่อมต่อกัน ส่งผลให้นกแต่ละชนิดขาดแหล่งอาหารที่เพียงพอ ไม่มีพื้นที่หลบภัยจากผู้ล่า เกิดเลือดชิด (Inbreeding) และค่อยๆ สูญหายไปจากพื้นที่ เช่น นกปรอดแม่พะ นกกระสาคอปากแดง และกำลังเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ไปจากโลก
เคยมีคนกล่าวว่า ‘นกมีปีก พวกมันสามารถบินไปไหนก็ได้’ คุณเกร็กอธิบายอย่างชัดเจนว่าไม่เป็นความจริง นกป่าประจำถิ่นภาคใต้หรือนกซุนดาอิคเป็นนกพื้นที่ราบต่ำ ไม่สามารถกระจายตัวบินข้ามน้ำหรือข้ามภูเขาได้ เคยมีคนทำวิจัยนำนกลงเรือมาปล่อยให้มันบินเหนือน้ำ นกซุนดาอิคจะบินไปได้เพียงไม่กี่เมตรก่อนจมน้ำในที่สุด
จะเห็นว่าไม่ใช่นกทุกชนิดพันธุ์จะสามารถบินระยะไกลพอที่จะข้ามน้ำหรือภูเขาได้ ก็คงเหมือนมนุษย์ส่วนมากที่มีแขนและขาเหมือนกัน แต่ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ทุกคนจะว่ายน้ำหรือปีนภูเขาได้ทุกคนกระมัง
ดร.ชวลิต วิทยานนท์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านระบบนิเวศน้ำจืด เองก็ได้ให้ความเห็นไปในทางเดียวกันว่า การสร้างเขื่อนเป็นการทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนไปเป็น ‘ภูมิทัศน์ประดิษฐ์’ หรืออ่างเก็บน้ำส่งผลกระทบต่อพรรณปลา รวมทั้งได้แสดงความกังวลเพิ่มเติม เกี่ยวกับการใช้ปูนซีเมนต์อุดรูรั้วตามถ้ำซึ่งเป็นที่อยู่ของสิ่งมีชีวิต เช่น ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนและพิษณุโลก เราพบว่าในลำธารใต้ธรณีมีปลาชนิดใหม่และมีเพียงแห่งเดียวในโลก เชี่ยวหลานเอง มีความเป็นไปได้ที่จะมีสัตว์หรือพืชชนิดพันธุ์ใหม่ แต่น่าจะสูญพันธุ์ไปก่อนได้รับการสำรวจพบ
จากการสำรวจ 4-5 ปี หลังการสร้างเขื่อนพบว่าปลาหายไปจากพื้นที่เชี่ยวหลานจำนวนมาก หนึ่งในนี้มีปลาใกล้สูญพันธุ์ เช่น ปลาฝักพร้า ปลาตุม ปลากา ปลาตะโกก ปลาแค้ ปลาเค้า และภายหลังการสร้างเขื่อนได้ 5-10 ปี ปลาตะพัด ปลาแขยง ปลาหน้าหมอง ได้สูญหายไปจากพื้นที่
มีข้อสรุปอย่างหนึ่งจากการสร้างเขื่อนทั่วโลก ว่า ในระยะ 1-5 ปีแรก การประมงจะสามารถจับปลาได้หลายชนิดและจำนวนมากขึ้น เพราะเมื่อเขื่อนถูกปิดปลาจึงถูกไล่ออกมาจากแหล่งอาศัยและที่ซ่อนตามลำธาร ส่วนปลาหลากชนิดที่มีถิ่นอาศัยเฉพาะจะเริ่มลดจำนวนลงและหายไปเพราะขาดถิ่นอาศัยที่เหมาะสม การขยายพันธุ์ลดลง จะมีปลาบางชนิดพันธุ์ที่สามารถปรับตัวได้ แต่สิ่งที่มาซ้ำเติมคือ ไม่มีมาตรการควบคุมการประมง ปลาจึงถูกจับในปริมาณมากเกินกว่าที่ปลาจะสามารถขยายพันธุ์ตามธรรมขาติเพื่อทดแทนได้ทัน
“ระยะหลังการสร้างเขื่อน 15-20 ปี เป็นระยะที่ปริมาณประชากรปลาขึ้นอยู่กับการจัดการ แต่แม้จะสามารถจัดการได้ดีแล้วก็ตามก็ช่วยให้ปริมาณทรงตัวเท่านั้น ไม่สามารถเพิ่มให้คงเดิมเท่าที่เคยมีตามธรรมชาติได้ เพราะระบบนิเวศได้สูญไปแล้ว มีปลาหลายชนิดสูญพันธุ์ เช่น ปลาเค้าดำ ที่อยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ระดับประเทศ และปลาตะพัดที่ใกล้สูญพันธุ์ระดับโลก”
ด้วยระบบนิเวศที่มีอยู่อย่างจำกัด เมื่อผลผลิตแห่งความสมบูรณ์ถูกใช้ไปจนหมด ความเหมาะสมลดลง รอบข้างไม่มีป่า ปริมาณอาหารเริ่มจำกัด คุณภาพน้ำเริ่มแย่ลงเนื่องจากได้รับอิทธิพลจากสิ่งก่อสร้างรอบข้าง การปล่อยสิ่งปฏิกูลลงมายังแหล่งน้ำ ผลพวงจากการสร้างเขื่อนกัดกินทรัพยากรธรรมชาติอย่างโหดร้าย เกิดความเสียหายต่อสัตว์ป่าทุกหย่อมหญ้า สัตว์บนบกแม้หนีน้ำได้ทันก็ไม่สามารถปรับตัวให้มีชีวิตรอดได้ สัตว์ปีกเช่นนกบางชนิดพันธุ์ไม่สามารถบินหนีข้ามน้ำได้ และแม้แต่ปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำยังต้องเผชิญเคราะห์กรรมระบบนิเวศถูกทำลายด้วยความตั้งใจ เหลือเพียงภูมิทัศน์ประดิษฐ์ที่สวยงามเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาและคาบเลือดอันเศร้าหมองเก็บไว้ในความทรงจำมนุษย์ ให้ตราตรึงและตรึกตรองไว้เป็นบทเรียนราคาแพงว่าเมื่อครั้นอดีต 30 ปีที่ผ่านมา เราเคยมีและไปสูญเสียไป ด้วยความความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของพวกเราเอง
เขื่อนเชี่ยวหลาน“เชี่ยวหลาน” เป็นชื่อแก่งกลางน้ำแห่งหนึ่งบริเวณคลองแสง คลองทอดยาวแบ่งระหว่างฝากฝั่งคือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสงและอุทยานแห่งชาติเขาสก ในอดีตพื้นที่นี้เคยเป็นป่าดิบชื้น เต็มไปด้วยทรัพยากรชีวภาพที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดของเทือกเขาตะนาวศรี ระบบนิเวศของป่าภาคใต้มีความเป็นเอกลักษณ์แตกต่างกับป่าอื่นๆ พื้นที่มีสภาพราบต่ำ ลำธารอยู่ในพื้นที่ราบต่ำจนถึงสูง โดยมีป่าปกคลุม เต็มไปด้วยชนิดพรรณพืช เป็นบ้านของสัตว์ป่านับน้อยใหญ่ ทั้งสัตว์ที่อาศัยและใช้ชีวิตอยู่บนผืนดิน ผืนน้ำ และผืนฟ้า และชนิดพันธุ์สัตว์ป่าหายากในพื้นที่
 

ทบทวนโครงการความร่วมมือกับการไฟฟ้าฯ

อีเมล พิมพ์ PDF
27 กันยายน 2559 คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้) ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อให้ทบทวนการทำโครงการความร่วมมือระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อจัดตั้งกองทุนการวิจัยว่าด้วยเรื่องพลังงาน เนื่องจากมีความหวั่นเกรงว่าจะนำพาไปสู่ความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต
เนื้อหาในจดหมายระบุถึง เหตุผลที่สกว. ไม่ควรร่วมมือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เนื่องจากโครงการนี้เป็นเรื่องไม่ปกติ เพราะสถานการณ์ในปัจจุบันมีความขัดแย้งเรื่องพลังงานอย่างหนัก โดยที่กฟผ. ไม่เคยยอมรับว่าเชื้อเพลิงถ่านหิน คือ มลพิษที่ร้ายแรง แต่ยิ่งดึงดันที่จะหาความชอบธรรมทุกวิถีทางและกำลังจะใช้สถาบันอย่าง สกว. มารับรองความเชื่อนี้
ในจดหมายยังระบุอีกว่า สกว. ซึ่งเป็นสถาบันที่มีสถานะที่ดีทางสังคม และได้รับการยอมรับว่าเป็นองค์กรที่สร้างสรรค์สังคมไปสู่สิ่งดีงามผ่านกระบวนการศึกษาวิจัย จึงต้องระมัดระวังในการนำพาองค์กรไปสู่ความขัดแย้งอย่างไม่จำเป็น และอาจจะกลายเป็นคู่ขัดแย้งใหม่เสียเอง สกว. จึงควรเป็นองค์กรเพื่อการค้นหาคำตอบหรือหาทางออกให้กับสังคมอย่างเป็นธรรมและมีคุณธรรมตามหลักวิชาการ และไม่ควรลดบทบาทของตนเองเพียงเพราะเงินงบประมาณ
จดหมายเปิดผนึก ขอให้ทบทวนโครงการความร่วมมือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
สืบเนื่องจากโครงการความร่วมมือระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกันสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อจัดตั้งกองทุนการวิจัยว่าด้วยเรื่องพลังงาน เสมือนจะเป็นเรื่องปกติ และน่ายินดีที่ กฟผ.มีแนวความคิดที่จะส่งเสริม และสนับสนุนให้ทุนวิจัยผ่าน สกว. ในเรื่องนี้ หากแต่ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งอย่างหนักด้านพลังงาน โดยเฉพาะการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงจากถ่านหิน จึงถือเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะปกตินักของโครงการนี้
ทั้งนี้ เนื่องจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. เป็นที่รับรู้กันในสังคมวงกว้างว่า คือ สถาบันที่สร้างองค์ความรู้ และส่งเสริมให้เกิดกระบวนการวิจัยในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน และเป็นที่ยอมรับทั่วไปอย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะการส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นในประเทศไทยได้ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “งานวิจัย” เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งนับเป็นคุณค่าที่มิอาจประเมินได้ การสั่งสมชื่อเสียงและเกียรติภูมิของความเป็นสถาบันแห่ง
การสร้างการเรียนรู้นี้ จึงเป็นความภูมิใจร่วมกันของคนในสังคมไทย โดยเฉพาะประชาชนและภาคประชาสังคมทั่วไป
แต่ในประเด็นโครงการความร่วมมือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยในครั้งนี้ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ มีข้อสังเกตดังนี้กล่าวคือ
ที่ผ่านมา กฟผ. ไม่เคยยอมรับว่าเชื้อเพลิงถ่านหิน คือ มลพิษที่ร้ายแรง แต่ยิ่งดึงดันที่จะหาความชอบธรรมทุกวิถีทางและกำลังจะใช้สถาบันอย่าง สกว. มารับรองความเชื่อนี้อีกทางหนึ่ง โดยการสร้างความร่วมมือผ่านสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย เพื่อสร้างภาพลักษณ์องค์กรท่ามกลางความขัดแย้งเรื่อง การใช้พลังงานถ่านหินในโรงไฟฟ้าใช่หรือไม่ และการใช้งบประมาณหรือกองทุนส่วนนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการสร้างทางเลือกเพื่อเป็นทางออกของสังคม แต่แท้จริงแล้วเป็นการสนับสนุนผ่านบางกลุ่มบางฝ่ายเท่านั้น ดังนั้น การดำเนินงานในครั้งนี้ของ กฟผ. กำลังกลายเป็นการสร้างความแปลกแยกทางสังคมและในระดับชุมชนมากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น กฟผ. ก็กำลังกลายเป็นคู่ขัดแย้งที่สำคัญกับภาคประชาสังคม หรือคนทั่วไปที่พยายามทักท้วงถึงความอันตรายของโรงไฟฟ้าถ่านหิน อันถือเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งในขณะนี้
สำหรับ สกว. ซึ่งเป็นสถาบันที่มีสถานะที่ดีทางสังคม และได้รับการยอมรับว่าเป็นองค์กรที่สร้างสรรค์สังคมไปสู่สิ่งดีงามผ่านกระบวนการศึกษาวิจัย จึงต้องระมัดระวังในการนำพาองค์กรไปสู่ความขัดแย้งอย่างไม่จำเป็น และอาจจะกลายเป็นคู่ขัดแย้งใหม่เสียเอง สกว. จึงควรเป็นองค์กรเพื่อการค้นหาคำตอบหรือหาทางออกให้กับสังคมอย่างเป็นธรรมและมีคุณธรรมตามหลักวิชาการ และไม่ควรลดบทบาทของตนเองเพียงเพราะเงินงบประมาณจำนวนหนึ่งเพียงเพื่อไปรักษาภาพลักษณ์ขององค์กรใดองค์กรหนึ่งเท่านั้น
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ ซึ่งมีสมาชิกที่เป็นองค์กรนักพัฒนากว่า 20 องค์กรในภาคใต้ จึงของเรียกร้องให้สำนักงานกองทุนสนันสนุนการวิจัยทบทวนโครงการความร่วมมือที่ทำขึ้นกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และควรตระหนักถึงเกียรติภูมิขององค์กรที่ได้สั่งสมมาอย่างช้านาน ในฐานะองค์การสาธารณะของสังคมโดยรวม
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้)
วันที่ 27 กันยายน 2559
โรงไฟฟ้าถ่านหิน27 กันยายน 2559 คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้) ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อให้ทบทวนการทำโครงการความร่วมมือระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อจัดตั้งกองทุนการวิจัยว่าด้วยเรื่องพลังงาน เนื่องจากมีความหวั่นเกรงว่าจะนำพาไปสู่ความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต
 

ฝรั่งเศสประกาศห้ามใช้อุปกรณ์รับประทานอาหารที่ทำจากพลาสติก

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศฝรั่งเศสได้ประกาศกฎหมายห้ามใช้อุปกรณ์รับประทานอาหาร เช่น มีด ส้อม ช้อน จาน และแก้ว ที่ทำจากพลาสติก โดยกฎหมายดังกล่าวจะมีผลใน ค.ศ. 2020 และเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสู่การเติบโตสีเขียว (Energy Transition for Green Growth Act) ที่ได้ประกาศแบนถุงพลาสติกทั่วประเทศ
อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่เรื่องน่าตื่นตะลึงแต่อย่างใด การห้ามแจกถุงพลาสติกโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายถูกห้ามในหลายประเทศเป็นเวลากว่าทศวรรษ เช่น ไอร์แลนด์ (บังคับใช้ ค.ศ.2002) เดนมาร์ก (บังคับใช้ ค.ศ.2003) เบลเยียม (บังคับใช้ ค.ศ.2007) เม็กซิโก (บังคับใช้ ค.ศ.2010) เวลส์และอิตาลี (บังคับใช้ ค.ศ.2011) สก็อตแลนด์ (บังคับใช้ ค.ศ.2014) และอังกฤษ (บังคับใช้ ค.ศ.2015) ตัวอย่างเหล่านี้ต่างเป็นแนวทางการแก้ปัญหาโดยใช้กฎหมาย
สำหรับประเทศจีน บังคลาเทศ แอฟริกาใต้ อูกันดา โซมาเลีย รวันดา บอตสวานา เคนยา เอธิโอเปีย ประกาศห้ามใช้ถึงพลาสติกอย่างเด็ดขาด สำหรับสหรัฐอเมริกา รัฐบาลกลางไม่ได้มองประเด็นนี้เป็นเรื่องของประเทศ โดยเปิดโอกาสให้แต่ละรัฐกำหนดกฎหมายของตัวเอง
สำหรับกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นค่อนข้างช้า แม้ว่าแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งจะถูกคุกคามจากขยะพลาสติก EcoMENA รายงานว่ารัฐบาลในหลายประเทศพยายามสร้างจิตสำนึกและการตระหนักของสาธารณชน โดยพยายามหลีกเลี่ยงการห้ามใช้โดยเด็ดขาด
ในปี ค.ศ. 2009 กระทรวงสิ่งแวดล้อมและน้ำของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้เริ่มโครงการรณรงค์ “สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ปลอดพลาสติก” เพื่อกำจัดถุงพลาสติก 500 ล้านถุงออกจากระบบ ส่วนประเทศอย่างซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ และคูเวต ดำเนินการรณรงค์ขนาดเล็ก โดยเน้นการทำความสะอาดในทะเล ทะเลทราย และในเมือง
ปี ค.ศ. 2014 ประเทศจอร์แดนได้ประกาศแผนการห้ามใช้ถุงพลาสติกและพลาสติกห่ออาหารในการขายอาหาร  แต่สองปีที่ผ่านมาก็แทบไม่เห็นการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว ในปี ค.ศ. 2017 นี้ ประเทศอิสราเองจะเริ่มบังคับใช้กฎหมายที่ห้ามแจกจ่ายถุงพลาสติกโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และห้ามใช้ถุงพลาสติกที่บางเกินกว่า 20 ไมครอน
เมืองฮูร์กาดา ประเทศอียิปต์ เป็นเมืองแรกในอียิปต์ที่ปลอดถุงพลาสติกตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 การห้ามใช้ถุงพลาสติกยังสร้างรายได้ให้กลุ่มแม่บ้านในการผลิตถุงผ้าเพื่อทดแทนการใช้ถุงพลาสติกอีกด้วย
สำหรับกฎหมายที่กำลังจะบังคับใช้ในฝรั่งเศส ระบุให้จำหน่ายหรือใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับรับประทานอาหารที่เป็นพลาสติกที่มีส่วนผสมของวัสดุที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติอย่างน้อยร้อยละ 50 เท่านั้น ข้อบังคับดังกล่าวเกิดจากการบรรลุข้อตกลงปารีส ที่มีเป้าหมายรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา นับว่าเป็นประเทศแรกในโลกที่ข้ามผ่านการแบนถุงพลาสติกสู้พลาสติกสำหรับรับประทานอาหาร
การผลิตพลาสติกจำเป็นต้องใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งมีหลักฐานยืนยันว่าคือสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ จะกลายเป็นภูเขาขยะ หรืออาจปนเปื้อนสู่มหาสมุทรหรือทางน้ำ ซึ่งส่งผลกระทบทางลบต่อสัตว์ป่า
การใช้พลาสติกของมนุษย์กลายเป็นเรื่องแพร่หลายอย่างมาก โดยนักวิทยาศาสตร์ได้คาดการณ์ว่าภายในปี ค.ศ. 2050 จะมีพลาสติกมากกว่าปลาในทะเล หรือพลาสติกอาจมีมากพอที่จะกลายเป็นแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลแหล่งใหม่ในศตวรรษหน้า
“เราจะเป็นประเทศตัวอย่างที่ลดการปล่อยปล่อยแก๊สเรือนกระจก มีรูปแบบการผลิตพลังงานที่หลากหลาย และมีการติดตั้งพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น”ฟร็องซัวออล็องด์ ประธานาธิบดีฝรั่งเศสแสดงความเห็น
อย่างไรก็ดี บริษัทบรรจุภัณฑ์อย่าง Pack2Go แสดงความไม่เห็นด้วยกับกฎหมายดังกล่าว โดยมองว่าการออกกฎหมายของประเทศฝรั่งเศสขัดต่อข้อตกลงของสหภาพยุโรปว่าด้วยการเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์อย่างเสรีและการปกป้องผู้ผลิต
ถอดความและเรียบเรียงจาก‘France bans plastic cups, plates, and cutlery in a bid to save the planet’ โดย Chase Purdy เข้าถึงได้ที่ http://qz.com/788845/france-bans-plastic-cups-plates-and-cutlery-in-a-bid-to-save-the-planet/และ‘France’s new ban on plastic throwaways should be extended globally’ โดย Laurie Balbo เข้าถึงได้ที่ http://www.greenprophet.com/2016/09/frances-new-ban-on-plastic-throwaways-should-be-extended-globally/
ถอดความและเรียบเรียง โดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
พลาสติกเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศฝรั่งเศสได้ประกาศกฎหมายห้ามใช้อุปกรณ์รับประทานอาหาร เช่น มีด ส้อม ช้อน จาน และแก้ว ที่ทำจากพลาสติก โดยกฎหมายดังกล่าวจะมีผลใน ค.ศ. 2020 และเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสู่การเติบโตสีเขียว (Energy Transition for Green Growth Act) ที่ได้ประกาศแบนถุงพลาสติกทั่วประเทศ
 

Say Ball Point Pen ศิลปินผู้วาดผืนป่าด้วยหัวใจ

อีเมล พิมพ์ PDF
SAY BALL POINT PEN ศิลปินผู้วาดผืนป่าด้วยหัวใจ
ในงานจากป่า สู่เมือง บทเรียนงานอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลาน (รำลึก 26 ปี สืบ นาคะเสถียร) ที่ผ่านมา มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้จัดกิจกรรมประมูลภาพวาดสีน้ำมัน “นกเงือก 13 ชนิด” ขนาด 1.8X2 เมตร เพื่อหารายได้สมทบทุนการทำงานแก่มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก โดยมี บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ชนะการประมูลไปในมูลค่า 330,000 บาท และภาพวาดนี้จะถูกนำไปจัดแสดงที่หอภาคภูมิแผ่นดินไทย เพื่อบอกเล่าเรื่องราวความสำคัญของนกเงือก และการทำงานศึกษาวิจัยเพื่อการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศป่าและสัตว์ป่า
บางท่านอาจสงสัยว่าภาพนกเงือก 13 ชนิดนี้ มีที่มาอย่างไร ใครเป็นผู้วาด และวาดขึ้นมาด้วยแรงบันดาลใจใด ในบทความนี้ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร จะชวนมาทำความรู้จักกับเจ้าของผลงาน ศิลปินอิสระที่มีนามแฝงว่า Say Ball Point Pen
Say Ball Point Pen  หรือ ตุ๊ก ศิลปินสาวคนนี้อาจไม่ใช่ศิลปินชื่อดังที่มีชื่อติดทำเนียบหอศิลป์ใดๆ แต่สำหรับกิจกรรมสาธารณะกุศลแล้ว ชื่อของเธอมักถูกกล่าวขอบคุณบนเวทีอยู่บ่อยครั้งในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังผลงานภาพวาด หรือชิ้นงานที่จัดแสดงและนำมาใช้ในกิจกรรมระดมทุน เช่น งานรำลึก สืบ นาคะเสถียร ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง หรืองาน จากป่า สู่เมือง ซึ่งโดยจัดมูลนิธิสืบนาคะเสถียร หรือแม้แต่งานคัดค้านการสร้างท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบาราทางภาคใต้ เธอก็เคยเดินทางไปร่วมงานทำกิจกรรมผ่านงานศิลปะหารายได้มอบแก่ชุมน และหน่วยงานต่างๆ มากมาย
สำหรับผลงานล่าสุดของเธอ ภาพวาดนกเงือก 13 ชนิด ที่เพิ่งได้รับการประมูลไปเมื่อต้นเดือนกันยายน ศิลปินสาวเจ้าของผลงาน เล่าถึงที่มาการวาดภาพนกเงือกทั้ง 13 ชนิดนี้ว่า ตัวเองเป็นคนชอบนกเงือกอยู่แล้ว และมีโอกาสได้เห็นนกเงือก 2-3 ชนิด นกแก๊ก นกกก หรือนกกาฮัง และยังมีโอกาสเจอ ดร.พิไล พูลสวัสดิ์ ตอนที่ติดตามกองถ่าย รายการธรรมชาติมาหานคร ไปสัมภาษณ์ ดร.พิไล (ตอน หัวใจนี้ แด่...นกเงือก)
ประจวบเหมาะเลยได้ติดตามเข้าไปดูการทำงานศึกษาวิจัยนกเงือก ดูชีวิตนก จนได้ทราบปัญหาการขาดงบประมาณในการทำงานของมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก ที่ต้องนำเงินไปจ่ายให้ชาวบ้านอาสาสมัครที่ทำงานดูแลนกเงือก จึงเกิดความคิดร่วมกับอาจารย์ศศิน เฉลิมลาภ ประธารมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ว่าจะทำอย่างไรดีเพื่อช่วยเหลือมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือกได้
ศิลปินสาวบอกว่า ตัวเองไม่ได้เป็นคนร่ำรวย แต่พอมีความสามารถในทางการวาดภาพบ้าง เลยคิดว่าจะวาดภาพนกเงือกเพื่อนำไปประมูลหารายได้เพื่อสมทบทุนการทำงานให้มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก จนได้ไปปรึกษากับคุณนิวัติ กองเพียร ผู้จัดการมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก คุณนิวัติจึงเสนอให้วาดนกเงือก 13 ชนิดอยู่ในเฟรมภาพเดียวกันเป็นภาพขนาดใหญ่เลย
เป็นเวลาเวลากว่า 2 เดือนที่ Say Ball Point Pen หมกตัวอยู่กับเฟรมภาพขนาดใหญ่ ลงมือวาดภาพนกเงือกในอิริยาบถต่างๆ ด้วยเทคนิคสีน้ำมัน เพื่อแสดงให้เห็นถึงชนิดพันธุ์นกเงือก 13 ชนิดที่พบในผืนป่าของประเทศไทย จนอกมาสำเร็จเป็นภาพอย่างที่เห็นในงาน
แต่หากนับจำนวนนกในภาพจะพบว่ามีทั้งหมด 14 ตัว ศิลปินสาวเฉลยว่า มีนกกกเพียงชนิดเดียวที่เป็นคู่ผัวตัวเมียกัน วาดแถมให้เพราะชอบ
นอกจากจะวาดภาพนกเงือกขนาดใหญ่แล้ว ศิลปินสาวยังใช้เวลาโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันประมูล ลงมือเพ้นท์ภาพนกเงือกทั้ง 13 ชนิดลงบนเสื้อยืดไว้อีก 13 ตัว (ชนิดละตัว) เพื่อใช้สมทบทุนหารายได้เพิ่มเติมอีกทางหนึ่ง
ผลงานต่างๆ ของ Say Ball Point Pen ที่มอบให้แก่องค์กรการกุศล ในทุกๆ งานเธอบอกว่า ไม่เคยหักค่าต้นทุนหรือเอาอะไรคืนจากองค์กรเลย ที่เข้ามาทำงานตรงนี้เพราะอยากมีส่วนในการช่วยเหลือกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ตามความสามารถที่ตัวเองมี
หากจะกล่าวว่า Say Ball Point Pen เป็นศิลปินที่มีความรักต่อธรรมชาติจากภายใจหัวใจอย่างแท้จริงก็คงไม่ใช่คำกล่าวที่เกินเลยอะไร
บทความที่เกี่ยวข้อง
บ.สยามพิวรรธน์ ประมูลภาพนกเงือก 13 ชนิด มอบทุนงานวิจัยแก่ มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก https://goo.gl/17NDlK
ร่วมอนุรักษ์นกเงือก กับ มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก https://goo.gl/qvXGSk
SAY BALL POINT PEN ศิลปินผู้วาดผืนป่าด้วยหัวใจในงานจากป่า สู่เมือง บทเรียนงานอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลาน (รำลึก 26 ปี สืบ นาคะเสถียร) ที่ผ่านมา มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้จัดกิจกรรมประมูลภาพวาดสีน้ำมัน “นกเงือก 13 ชนิด” ขนาด 1.8X2 เมตร เพื่อหารายได้สมทบทุนการทำงานแก่มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก โดยมี บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ชนะการประมูลไปในมูลค่า 330,000 บาท และภาพวาดนี้จะถูกนำไปจัดแสดงที่หอภาคภูมิแผ่นดินไทย เพื่อบอกเล่าเรื่องราวความสำคัญของนกเงือก และการทำงานศึกษาวิจัยเพื่อการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศป่าและสัตว์ป่า

 

หยุดใช้ ม.44 จัดตั้ง “กรมพัฒนาน้ำ”

อีเมล พิมพ์ PDF
26 กันยายน 2559 วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ออกแถลงการณ์ คัดค้านการใช้มาตรา 44 จัดตั้ง “กรมพัฒนาน้ำ” เนื่องจาก เห็นว่าเป็นการกระทำที่รวบรัดจนเกินไป เพราะประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำ และร่างดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสปท. และการจัดตั้งในครั้งนี้จะก่อให้เกิดอำนาจเบ็ดเสร็จที่ขัดต่อหลักการปฏิรูปและหลักธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการประเทศ
อ่านเนื้อหาแถลงการณ์ คัดค้านการจัดตั้ง “กรมพัฒนาน้ำ” โดย วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
ตามที่มีกระแสข่าวความพยายามใช้มาตรา 44 เพื่อจัดตั้ง “กรมพัฒนาน้ำ” ขึ้นใหม่ในสังกัด กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการรวม กรมทรัพยากรน้ำ และ กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเดิม และเพิ่มอำนาจหน้าที่เข้าไปอย่างมากนั้น นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขอแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการพยายามดำเนินการดังกล่าว ด้วยเหตุผลและประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย มีพียงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พ.ศ. 2550
2. จะเป็นการขัดต่อร่างกฎหมายทรัพยากรน้ำที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่งมีเจตนารมณ์ที่จะปฏิรูปการบริหารจัดการน้ำของประเทศ โดยจะมีการจัดตั้งสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ (กนช.) ให้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดทำแผนนโยบาย และควบคุมกำกับการใช้งบประมาณของประเทศในการบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำ
3. เป็นการจัดตั้งหน่วยงานที่มีภารกิจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานเดิม ได้แก่ กรมชลประทาน ซึ่งปฏิบัติภารกิจด้านการพัฒนาแหล่งน้ำของประเทศอย่างยาวนาน
4. ในการกำหนดหน้าที่ของหน่วยงาน ซึ่งดำเนินงานทั้งการวางแผน ปฏิบัติงาน และติดตามประเมินผลภายในหน่วยงานเดียวกัน เป็นการรวมศูนย์อำนาจ เป็นแนวคิดการบริหารเบ็ดเสร็จแบบเดิมที่ขัดต่อหลักการปฏิรูปและหลักธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นแนวทางการบริหารจัดการของประเทศในอนาคต
จากเหตุผลและประเด็นดังกล่าว จึงยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ ซึ่งมีภารกิจที่ขัดต่อหลักการและแนวทางการปฏิรูประบบบริหารจัดการน้ำของประเทศ ซึ่งได้ดำเนินการมาเป็นลำดับ ตั้งแต่ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จนถึงขั้นการพิจารณาของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในปัจจุบัน
อนุกรรมวิศวกรรมแหล่งน้ำ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 26 กันยายน 2559
มาตรา 4426 กันยายน 2559 วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ออกแถลงการณ์ คัดค้านการใช้มาตรา 44 จัดตั้ง “กรมพัฒนาน้ำ” เนื่องจาก เห็นว่าเป็นการกระทำที่รวบรัดจนเกินไป เพราะประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำ และร่างดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสปท. และการจัดตั้งในครั้งนี้จะก่อให้เกิดอำนาจเบ็ดเสร็จที่ขัดต่อหลักการปฏิรูปและหลักธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการประเทศ
 

ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ : การจัดการรายได้อุทยานแห่งชาติ

อีเมล พิมพ์ PDF

ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ในตอนนี้หากพูดถึงนักวิชาการทางทะเล คงไม่มีใครไม่รู้จัก ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักสมุทรศาสตร์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ

 

โครงการทางเลียบแม่น้ำ 14 กม. ทำลายแม่น้ำ

อีเมล พิมพ์ PDF

แม่น้ำเจ้าพระยา 21 กันยายน 2559 สมัชชาแม่น้ำ The River Assembly ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อบกพร่องของโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา (Chaopharya For All) 6 ข้อ และขอให้รัฐบาลยุติโครงการพัฒนาฯ ที่กำลังดำเนินการอยู่ โดยแถลงการณ์ โครงการทางเลียบแม่น้ำ 14 กม. ทำลายแม่น้ำ มีรายละเอียดดังนี้

 
บทความ อื่นๆ ...


page 2 of 16

รับข่าวสาร