• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


นักอนุรักษ์ชาวญี่ปุ่นขอแรงคนไทย เรียกร้องให้ MUJI เลิกขายซุปครีบฉลาม

อีเมล พิมพ์ PDF
นักอนุรักษ์ชาวญี่ปุ่นเตรียมแผนการประท้วงบริษัทระดับโลกอย่าง MUJI ที่ใช้นโยบาย ‘เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม’ แต่กลับปฏิเสธที่จะหยุดจำหน่ายซุปครีบฉลามในร้านค้าปลีกที่ประเทศญี่ปุ่น
MUJI เป็นร้านค้าปลีกที่เริ่มต้นธุรกิจตั้งแต่ปี 2008 โดยชูประเด็นว่าเป็นร้านค้าที่ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมราคาสมเหตุสมผล และเป็นเครื่องใช้ภายในบ้านที่มีดีไซน์ จนปัจจุบันมีสาขาทั่วโลกแล้วกว่า 585 แห่งทั้งในทวีปอเมริกา ยุโรป และเอเชีย โดยสร้างภาพลักษณ์ความห่วงใยต่อสภาวะโลกร้อน และมุ่งมั่นที่จะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นมิตร
Tanaka Eriแกนนำโครงการ Change MUJI ได้กล่าวถึงความสำเร็จจากการรณรงค์ที่ไต้หวันว่า “MUJI ในไต้หวันได้ประกาศหยุดขายซุปครีบฉลามในร้านได้ราวหนึ่งเดือนที่พวกเราเริ่มโครงการนี้ โดยได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะไม่นำสินค้าดังกล่าวมาขายอีก ในเมื่อที่ไต้หวันยังทำได้ แน่นอนว่า MUJI ในประเทศญี่ปุ่นก็ควรดำเนินรอยตาม”
แต่คำตอบที่ Tanaka ได้รับจาก MUJI โตเกียวกลับไม่เป็นเช่นนั้น
“ซุปครีบฉลามเป็นอาหารพื้นถิ่น ดังนั้นเราจะไม่หยุดขายจนกว่าทางการของญี่ปุ่นจะออกกฎหมายห้ามจำหน่าย”
Tanaka แย้งว่าซุปครีบฉลามนั้นอาจเป็นอาหารพื้นถิ่น แต่ไม่ใช่ที่ญี่ปุ่น
ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าแหล่งกำเนิดของซุปครีบฉลามอยู่ที่ประเทศจีน ไม่ใช่ญี่ปุ่น และไม่กี่ปีมานี้ รัฐบาลจีนเองก็ได้เห็นความสำคัญในการอนุรักษ์ฉลาม และประกาศให้ยกเลิกเมนูครีบฉลามออกจากงานเฉลิมฉลองที่เป็นทางการภายใน 3 ปี
“ฉลามทั่วโลกกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต เพราะอาหารอย่างซุปครีบฉลามกลายเป็นของหายากจนเกิดความต้องการอย่างมากในหมู่ประชาชน” เธอกล่าว
ประเด็นสำคัญที่ Tanaka เพิ่งทราบและต้องต่อสู้คือประเทศญี่ปุ่นได้ปฏิเสธมติการประชุมไซเตสครั้งล่าสุด
“รัฐบาลญี่ปุ่นได้ตัดสินใจที่จะยื่นคำร้องไม่ยอมรับมติการประชุมไซเตสครั้งล่าสุดที่ได้ออกระเบียบเพื่อปกป้องฉลาม 5 สายพันธุ์จากการลงคะแนนเสียงในที่ประชุมไซเตสปี 2013” ข่าวดังกล่าวเปรียบเสมือนฝันร้ายของนักอนุรักษ์ที่พยายามแสดงให้เห็นว่าการอนุรักษ์ทางทะเลของประเทศญี่ปุ่น ทั้งการอนุรักษ์วาฬและโลมา เป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของญี่ปุ่น รวมทั้งภาพลักษณ์ในเวทีโลก
องค์กร Oceanic Defense ได้เปิดเผยว่าปลาฉลามกว่าหนึ่งร้อยล้านตัวถูกล่าเพื่อเอาครีบ ด้วยราคาที่สูงถึง 300 ดอลล่าร์สหรัฐต่อน้ำหนักหนึ่งปอนด์ แน่นอนว่ามันเป็นธุรกิจที่ทำเงินมหาศาล นอกจากนี้นิตยสาร TIME ยังตีพิมพ์ว่าการล่าครีบฉลาม ได้ทำให้ปลาฉลามราว 126 สายพันธุ์ จากประมาณ 460 สายพันธุ์เข้าสู่ภาวะใกล้สูญพันธุ์
ด้วยข้อเท็จจริงเหล่านี้ Tanaka จึงหวังที่จะเปลี่ยนร้านค้าปลีกรายใหญ่อย่าง MUJI ให้เลิกจำหน่ายซุปครีบฉลามภายใต้ตราสินค้าตน น่าเสียดายที่บริษัทปฏิเสธไม่รับแม้แต่รายชื่อกว่า 55,000 รายชื่อที่เรียกร้องให้มีการถอดถอนซุปครีบฉลามออกจากรายการสินค้าทันที เธอจึงเลือกใช้ทางเลือกสุดท้ายคือการชุมนุมอย่างสันติด้านหน้า MUJI สาขา Yakuchoในวันที่ 9 มิถุนายน ระหว่างเวลา 14.00น.– 15.00 น.
เสียงเรียกร้องดังข้ามมหาสมุทรมาถึงประเทศไทย กลุ่ม Fin Free Thailand ได้ร่วมเรียกร้องให้มีการแสดงพลังผ่านเวปไซต์Change.org โดยจะมีการนำรายชื่อทั้งหมดไปพับเป็น โอริกามิ รูปฉลาม และนำไปยื่นที่ร้าน มูจิ สาขา เซ็นทรัล พระราม 9 ในวันที่ 9 เดือน มิ.ย. เวลา 13.00น
ครีปฉลามนักอนุรักษ์ชาวญี่ปุ่นเตรียมแผนการประท้วงบริษัทระดับโลกอย่าง MUJI ที่ใช้นโยบาย ‘เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม’ แต่กลับปฏิเสธที่จะหยุดจำหน่ายซุปครีบฉลามในร้านค้าปลีกที่ประเทศญี่ปุ่น

MUJI เป็นร้านค้าปลีกที่เริ่มต้นธุรกิจตั้งแต่ปี 2008 โดยชูประเด็นว่าเป็นร้านค้าที่ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมราคาสมเหตุสมผล และเป็นเครื่องใช้ภายในบ้านที่มีดีไซน์ จนปัจจุบันมีสาขาทั่วโลกแล้วกว่า 585 แห่งทั้งในทวีปอเมริกา ยุโรป และเอเชีย โดยสร้างภาพลักษณ์ความห่วงใยต่อสภาวะโลกร้อน และมุ่งมั่นที่จะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นมิตร
 

มอง TOR น้ำ 3 แสนล้านผ่านสายตา รอยล จิตรดอน

อีเมล พิมพ์ PDF
อีกไม่กี่วันก่อนที่จะประกาศผลตัดสินโครงการบริหารจัดการน้ำในวันที่ 11 มิ.ย. ภายใต้การจับตามองของภาคประชาชนหลายกลุ่มที่ไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมกับโครงการโฮปเวลล์ หรือบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน
กระแสเสียงหนึ่งจากผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำอย่างรอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร หรือ สสนก. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อดีตกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ. ที่ลาออกไป คือหนึ่งในคณะผู้เขียนแบบกรอบแนวคิด หรือ Conceptual Plan ที่ออกมาแสดงทิศทางว่า ‘ไม่เห็นด้วย’ กับทีโออาร์ดังกล่าว
“ทีโออาร์ผิดร้ายยิ่งกว่าคอร์รัปชัน อย่างโครงการโฮปเวลล์ หรือโครงการคลองด่าน ล้มเหลวเพราะเขียนทีโออาร์ผิด แม้โครงการสนามบินสุวรรณภูมิที่ว่ากันว่ามีคอร์รัปชัน แต่ทีโออาร์ถูก โครงการยังแล้วเสร็จใช้งานได้ แต่ทีโออาร์ผิดทั้งคอร์รัปชันและใช้งานไม่ได้” รอยลกล่าว ก่อนสำทับเพิ่มเติมให้ประเทศไทยทบทวนเพื่อก้าวต่อ โดยยึดรูปแบบการทำงานของประเทศอื่นที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำ
“สิ่งสำคัญในการบริหารจัดการน้ำในภาพรวม ต้องพิจารณาองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้งและรอบคอบ อย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือจีน ต้องมีข้อมูลทางประวัติศาสตร์มาประกอบการตัดสินใจ เพราะทุกประเทศผ่านประสบการณ์เหตุการณ์มหาอุทกภัยมาแล้วทั้งสิ้น และต่างมีผลงานการบริหารจัดการน้ำฝากไว้ให้เห็นกันอยู่ในประเทศไทย”
รอยลยังยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการบริหารจัดการที่ดินอย่างเป็นระบบ ประเทศญี่ปุ่นมีผืนป่าคิดเป็นพื้นที่ราว 70% ขณะที่มีประชากรมากกว่าประเทศไทย อีกทั้งยังมีพื้นที่ขนาดเล็กกว่า นี่สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ส่วนประเทศเกาลีใต้จะมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ใช้เทคโนโลยีรูปแบบเดียวกับของโซนยุโรปในการทำแบบจำลองต่างๆ ประเทศจีนก็เช่นเดียวกัน
“หัวใจของการบริหารจัดการน้ำ คือการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีอยู่ประมาณ 80% ทั่วประเทศ เพราะเราเข้าใจการพยากรณ์การไหลของน้ำนอกเขตชลประทานหรือการบริหารน้ำท่าน้อยมาก ที่ผ่านมามีเพียงกรมป่าไม้และกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นฝ่ายดูแลการพยากรณ์น้ำหลาก ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์หรือปัญหาน้ำหลากขึ้นมาเมื่อไรก็ไม่สามารถที่จะควบคุมได้ เช่นเดียวกับเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในปลายปี 2554 ที่ผ่านมา”
รอยลยังเสนอทางออกในการบริหารจัดการน้ำนอกเขตชลประทานคือการทำแผนที่อย่างละเอียดเพื่อนำไปสู่การจัดทำโซนนิง หรือการจัดการการใช้ประโยชน์ที่ดินผ่านการทำแผนที่ใหม่ สิ่งสำคัญคือต้องทำให้ละเอียด ถูกต้อง และครบถ้วน เพื่อนำไปสู่การพยากรณ์ผ่านแบบจำลองน้ำหลากได้อย่างแม่นยำ
หากวันนี้ยังไม่มีการบริหารจัดการพื้นที่ 87% นอกระบบชลประทานในภาคเหนือ น้ำก็จะไหลเข้าสู่ระบบแบบเต็มๆ มีทางออกเดียวคือระบายน้ำทิ้ง แต่ถ้าเราสามารถจัดการน้ำนอกเขตชลประทานได้ บริหารจัดการก่อนที่น้ำจะลงสู่แม่น้ำหรือเขื่อน นี่ต่างหากที่เป็นการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน
ปลูกป่าล้านไร่ ไม่สำคัญเท่ารักษาผืนป่า
“แม้จะมีการปลูกป่าล้านไร่ก็ไม่เพียงพอ เพราะประเทศไทยส่วนใหญ่มีพื้นที่เป็นภูเขา โดยหลักการแล้วควรมีพื้นที่ป่าไม่ต่ำกว่า 70% อย่างประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลีใต้ ก็มีสัดส่วนพื้นที่ป่าประมาณนี้ ภาคเหนือของประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่มีความลาดชันและเป็นแหล่งต้นน้ำ จะต้องเน้นฟื้นฟูป่าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะป่าเป็นส่วนที่ช่วยในการซับน้ำ ชะลอน้ำ หน่วงน้ำ ยิ่งมีพื้นที่ป่ามากเท่าไร ก็จะยิ่งซับน้ำได้ดีเท่านั้น”
คำถามใหญ่ของรอยลคือ ทุกวันนี้แผนการปลูกป่าของเราตรงกับเป้าหมายหรือไม่ แค่ปลูกป่าหรือทำฝายในเขตป่าสงวนฯอาจยังไม่เพียงพอ ต้องทำนอกเขตป่าสงวนฯร่วมไปกับการส่งเสริมให้ประชากรทำเกษตรในรูปแบบของป่าเศรษฐกิจ ไม่ใช่ทำกินแบบไร่ข้าวโพด ไร่อ้อย แบบที่เกิดขึ้นในจังหวัดน่าน
สิ่งสำคัญคือเราจะเปลี่ยนอาชีพชาวบ้านอย่างไร เห็นได้ว่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือสถานการณ์เริ่มดีขึ้น เนื่องจากมีการปลูกต้นยางพารา แต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะการปลูกสวนยางพาราต้องคำนึงถึงพันธุ์ หากเป็นสายพันธุ์ที่ไม่มีรากแก้วแล้วไปปลูกบนพื้นที่ลาดชันก็ย่อมเกิดปัญหาตามมา สิ่งสำคัญคือเราต้องคิดให้ได้ว่าปลูกป่าเศรษฐกิจอย่างไรจึงจะซับน้ำได้ ต้องเปลี่ยนอาชีพชาวบ้าน เพราะถ้าวันนี้เรายังทำไร่ข้าวโพดไร่อ้อยอยู่ ประเทศไทยคงไปไม่รอด
ผสมผสานทุกศาสตร์ เพื่อการพยากรณ์
ที่ผ่านมาประเทศไทยมองปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำเป็นเรื่องเฉพาะศาสตร์ด้านวิศวกรรม แต่วันนี้เราพบว่าแค่วิศวกรอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แบบจำลองด้านทรัพยากรน้ำต้องมีการผสมผสานหลายสาขาวิชาชีพเข้าด้วยกัน เพื่อพัฒนาและประยุกต์ใช้ในการคำนวณปริมาณน้ำท่า อัตราการไหลของน้ำ และบ่งชี้บริเวณที่เกิดน้ำท่วมล้นตลิ่ง โดยจะประมวลข้อมูลดังกล่าวเพื่อใช้ในการวางแผนระบายน้ำ จัดสรรน้ำ หรือสำรองน้ำ
“ไม่ว่าจะเป็นการพยากรณ์อากาศหรือการไหลของน้ำ จำเป็นต้องมีความรู้ด้านฟิสิกส์ คอมพิวเตอร์ และคณิตศาสตร์มาร่วมศาสตร์ด้านวิศวกรรม สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตรหรือ สสนก. พัฒนาขึ้นมาได้เพราะว่าสถาบันมีครบทุกศาสตร์ ทั้งวิศวกร นักฟิสิกส์ นักคณิตศาสตร์ และนักคอมพิวเตอร์”
เตรียมพัฒนา ‘คน’ เพื่อรองรับเทคโนโลยี
วิธีการหนึ่งในการสร้างความมีส่วนร่วมเพื่อการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนคือการพัฒนาคน รอยลเสนอให้มีการบรรจุหลักสูตรการเรียนการสอนเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านการจัดการสารสนเทศทรัพยากรน้ำไว้ในสถาบันการศึกษา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาทรัพยากรบุคคลรองรับกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น
“ถามว่าทำไมการพัฒนาคนถึงได้ผลมากกว่าอย่างอื่น เพราะเราลงทุนเพียงการทำหรือบรรจุหลักสูตรการบริหารจัดการน้ำไว้ในการเรียนการสอนเท่านั้น ทั้งในระดับปริญญาตรี โท หรือเอก ที่จะนำไปสู่การพัฒนาบุคลากรรองรับเทคโนโลยีใหม่ที่จะนำมาใช้บริหารจัดการน้ำทั้งระบบ”
วันนี้มีคำถามว่าจะมีการจัดเตรียมบุคลากรอย่างไร หรือจะมีหลักสูตรการศึกษาอย่างไร เพื่อที่จะเตรียมคนรองรับหรือการพัฒนากำลังคน เท่าที่ทราบคือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กำลังเตรียมแผนที่จะพัฒนาหลักสูตรดังกล่าว แต่การผลักดันให้เกิดการเรียนการสอนในระดับสถาบันศึกษา ก็ต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลที่ควรเป็นฝ่ายเริ่มต้นและชี้ทิศทาง เพราะรัฐบาลมีอำนาจตัดสินใจและงบประมาณอยู่ในมือ
รอยลอีกไม่กี่วันก่อนที่จะประกาศผลตัดสินโครงการบริหารจัดการน้ำในวันที่ 11 มิ.ย. ภายใต้การจับตามองของภาคประชาชนหลายกลุ่มที่ไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมกับโครงการโฮปเวลล์ หรือบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน

กระแสเสียงหนึ่งจากผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำอย่างรอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร หรือ สสนก. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อดีตกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ. ที่ลาออกไป คือหนึ่งในคณะผู้เขียนแบบกรอบแนวคิด หรือ Conceptual Plan ที่ออกมาแสดงทิศทางว่า ‘ไม่เห็นด้วย’ กับทีโออาร์ดังกล่าว
 

สังคมไทย ได้-เสียอะไร จากโครงการวิจัยหมีแพนด้า

อีเมล พิมพ์ PDF
เกิดประเด็นเป็นที่ถกเถียงกันมากเรื่องรัฐบาลขอต่ออายุให้หลินปิงอยู่ประเทศไทยต่ออีก15 ปี และไทยต้องใช้งบประมาณที่เกี่ยวเนื่องกับหลินปิง ถึงปีละ 29 ล้านบาท รวม 15 ปี ต้องเสียค่าใช้จ่าย 435 ล้านบาท และการที่ขอให้ช่วงช่วงและหลินฮุ่ยอยู่ต่ออีก 1 ปี ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับจีนอีก 15 ล้านบาท ซึ่งรวมแล้วต้องเสียค่าใช้จ่ายในการสมทบเข้ากองทุนหมีแพนด้าในจำนวนรวม 450 ล้านบาท เป็นตัวเลขการลงทุนที่ถือว่าค่อนข้างสูงนำมาซึ่งความคลางแคลงใจว่าเหมาะสมหรือไม่ที่ลงทุนกับหมีแพนด้า 3 ตัวในจำนวนเงินดังกล่าว เพราะหลายฝ่ายเห็นว่าสัตว์ป่าไทยยังไม่ได้รับการดูแลที่ดีเลยจึงเป็นที่มาในการจัดเสวนาวิชาการ "สังคมไทย ได้-เสียอะไร จากโครงการวิจัยหมีแพนดา" เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมนี้ ที่คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
แพนด้าสัตว์ที่จุดประกายงานวิจัยไทย
แพนด้าถือเป็นทูตระหว่างประเทศในเรื่องการอนุรักษ์  ข้อมูลบางแง่มุมที่คนทั่วไปอาจยังไม่รู้ว่าโครงการวิจัยหมีแพนด้าไทย-จีน งบประมาณในการเช่าแพนด้าถูกนำมาเป็นทุนต่อยอดในการอนุรักษ์หมีแพนด้า และนอกจากนี้การมีศูนย์และเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยที่ทันสมัยอันเนื่องมาจากงานวิจัยหมีแพนด้าบางส่วนก็สามารถนำมาใช้ในการอนุรักษ์สัตว์ป่าไทยรวมถึงงานวิจัยและการอนุรักษ์งบประมาณบางส่วนก็นำจากรายได้ในการเข้าชมหมีแพนด้าในแง่ของบุคลากร การพัฒนาบุคลากรที่ได้ทำวิจัยหมีแพนด้าได้เสริมความรู้และประสบการณ์ต่างๆทำให้เกิดความภาคภูมิใจและสร้างความมั่นใจในฐานะนักวิจัยของไทย เช่น การผสมเทียมหมีแพนด้าได้ประสบความสำเร็จ และสามารถนำความรู้ที่ได้มาต่อยอดในการอนุรักษ์สัตว์ป่าไทยในหลายๆชนิด
หลายฝ่ายมองว่าถ้าภาครัฐกำหนดทิศทางให้ชัดเจนในการอนุรักษ์ช้างรวมถึงสัตว์ป่าอื่นๆ ของไทยให้มีศักดิ์ศรีเทียบเท่ากับหมีแพนด้า มีมาตรการลดภัยคุกคามที่เกิดกับสัตว์ป่า การดูแลที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า การสร้างคนทำงานที่เชี่ยวชาญในด้านการอนุรักษ์ การปรับปรุงสวนสัตว์เอกชนบางที่ที่ไม่ได้มาตรฐาน และรวมไปถึงการแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่าทั้งหมดเข้าไว้ในหมวดเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่นช้าง ซึ่งตอนนี้มีกฎหมายเกี่ยวข้องกับช้างอยู่ถึง 17 ฉบับ จึงควรมีการปรับปรุงแก้ไขเพื่อลดการซ้ำซ้อนของการบังคับใช้ การเพิ่มโทษในกรณีของการลักลอบค้าซากสัตว์ป่าและล่าสัตว์ พร้อมทั้งตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง
น.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน สัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชหนึ่งในผู้ร่วมการเสวนาในครั้งนี้กล่าวว่า ให้คิดว่าแพนด้าเป็นทูตในการอนุรักษ์ และสวนสัตว์เป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาวิจัยที่ดี สัตว์ป่าไม่มีพรมแดน การอนุรักษ์ในบ้านเราเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการอยู่รอดของสัตว์ป่าทั้งหมด จึงต้องมีความร่วมมือระหว่างประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมีการดูแลรักษาสัตว์ป่าของไทยโดยเฉพาะช้าง
"หากถามว่าแพนด้าจีนให้อะไรกับสัตว์ป่าไทยนั้น ผมมองว่าเป็นสิ่งสนับสนุนงานวิจัยสัตว์ป่าไทย ในหลายๆ เรื่องซึ่งคนทั่วไปอาจจะยังไม่รู้ว่าได้รับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการวิจัยแพนด้าและองค์การสวนสัตว์ฯ  เช่น โครงการนำช้างคืนถิ่น สร้างคชอาณาจักร"
น.สพ.ภัทรพล กล่าวอีกว่า เมื่อก่อนแพนด้าก็มีสถานะเหมือนช้างไทย มีการแก่งแย่งชิงดีในการดูแลขององค์กรหน่วยงานต่างๆ จนกระทั่งวันหนึ่งรัฐบาลจีนนำหน่วยงานวิจัยแพนด้ามาอยู่รวมกันเป็นหน่วยงานเดียว ซึ่งตนอยากเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นกับช้างไทย
"วิธีการที่ง่ายที่สุดต้องเอาโมเดลของแพนด้ามาเป็นที่ตั้งในการดูแลช้างไทย มีหน่วยงานดูเฉพาะ ทั้งในเรื่องการนำออกนอกประเทศ การดูแล รักษา  ซึ่งต้องมาประมวลกันใหม่  โดยขณะนี้มีการร่างระเบียบข้อตกลงโครงการความร่วมมือในการวิจัยและอนุรักษ์ช้างไทยไว้โดยมีเงื่อนไขใกล้เคียงกับแพนด้า เช่น ช้างทุกเชือกเป็นสมบัติของไทย ลูกที่เกิดในต่างประเทศจะต้องกลับประเทศไทยเมื่ออายุ  5 เป็นต้น  ทั้งนี้ในระดับนโยบายมีการหารือถึงการถอดช้างออกจาก พ.ร.บ. สัตว์พาหนะ ของกระทรวงมหาดไทย ที่จะเป็นทางออกสำคัญในการดูแลช้างไม่ให้ช้างมาเดินตามท้องถนน การทำแบบนี้เพื่อให้เกิดความสมดุลทางความรู้สึกที่คนไทยมีต่อแพนด้าและสัตว์อื่นทั่วโลก ซึ่งจะทำให้แพนด้าได้ชื่อว่าเป็นทูตแห่งการอนุรักษ์โดยแท้จริง”
ด้าน รศ.ดร.ภูมิภาคพันธ์ อาจารย์คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่าสัตว์ป่ามีบทบาทต่างกัน ซึ่งแพนด้าทำในเรื่องการบริการสังคม สร้างมูลค่าในสังคม เพราะดึงดูดมาก  การมีแพนด้ามีข้อดีในส่วนคุณค่าการศึกษาวิจัยและคุณค่าทางวิทยาศาสตร์  ทำให้สัตว์ป่าอื่นได้รับอานิสงส์ในเรื่องของการอนุรักษ์และการวิจัยไปด้วย สวนสัตว์ต่างๆ ดิ้นรนอยากมีแพนด้า เพราะแพนด้าเพิ่มมูลค่าของสวนสัตว์ ทำให้มีรายได้เพิ่มและสามารถเอาไปเสริมงานวิจัยสัตว์อื่นๆ ต่อไปได้
"จะเห็นได้จากสวนสัตว์เชียงใหม่ที่รายได้สูงต่างจากสวนสัตว์อื่นๆ  ซึ่งการลงทุนสำหรับแพนด้าค่อนข้างสูง แต่อย่าลืมว่าเงินเหล่านี้เป็นเงินบริจาค จีนไม่ได้บังคับเรา เราจะไม่เอาก็ได้ ส่วนงานวิจัยและการอนุรักษ์สัตว์ป่าไทยก็มีอยู่แล้ว เป็นงบประมาณที่แฝงอยู่ในหน่วยงานต่างๆ ในกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะมีหรือไม่มีแพนด้าก็เป็นหน่วยงานหลักที่มีและต้องดำเนินการอยู่แล้ว ทั้งนี้ ถ้าเราลงทุนกับแพนด้า 15 ปี  แล้วย้อนกลับมามองสัตว์ป่าไทย  อยากเห็นการตั้งเป้าว่าทำอย่างไรจะอนุรักษ์สัตว์ที่จะสูญพันธุ์ได้”
ความคาดหวังของคนไทย หากรัฐบาลลงทุนกับหมีแพนด้าได้ ก็น่าจะลงทุนในการอนุรักษ์สัตว์ป่าไทยได้ รวมถึงการนำข้อดีในการอนุรักษ์วิจัยหมีแพนด้าของประเทศจีนว่าทำอย่างไรถึงประสบความสำเร็จในการอนุรักษ์หมีแพนด้า ในเมื่อประเทศไทยมีโอกาสได้แพนด้ามาสังเกตพฤติกรรม ทำการศึกษาวิจัย และสามารถนำข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยมาต่อยอดเพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่าไทยแต่ข้อสำคัญที่จะเกิดเรื่องราวเหล่านี้ได้คือการที่รัฐบาลไทยมองเห็นความสำคัญในการอนุรักษ์สัตว์ป่าไทย มีเงินทุนสนับสนุนการวิจัยและอนุรักษ์สัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ของไทยอย่างต่อเนื่องจริงจัง โปร่งใส และหวังว่าจะเป็นจริงเช่นนี้ได้ในอนาคตอันใกล้
ไล่เรียงความเป็นมา
- เดือนมิถุนายน พ.ศ.2544 พล.อ.ชวลิต  ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในสมัยนั้นเยือนประเทศจีนและได้ขอหมีแพนด้าจากรัฐบาลจีน
- 22 ตุลาคม 2544 คณะรัฐมนตรีมีมติรับเรื่องหมีแพนด้าแล้วมอบหมายให้องค์การสวนสัตว์เตรียมปรับปรุงพัฒนาสถานที่สำหรับเลี้ยงและวิจัย
- 28 ตุลาคม 2544 ฯพณฯนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อนุมัติให้สวนสัตว์เชียงใหม่เป็นสถานที่สำหรับเลี้ยงและเดินทางไปดูสถานที่ด้วยตนเอง พร้อมจัดสรรงบประมาณจาก “งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น” จำนวน 39,818,313 บาท เพื่อใช้ก่อสร้างอาคารขนาดจุผู้ชมได้ 200 คน
- มีนาคม 2546 กองพลทหารช่างค่ายภาณุรังสี จังหวัดราชบุรี ได้รับมอบหน้าที่ให้ลงมือก่อสร้าง โดยกำหนดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 210 วัน ขณะเดียวกันมีการส่งเจ้าหน้าที่ไปศึกษาดูงานการเลี้ยงหมีแพนด้ายังเกาะฮ่องกงและมณฑลซื่อชวน
- กลางปี2546 งบประมาณการก่อสร้างสถานที่เลี้ยงต้องเพิ่มเติมจากเดิมอีกประมาณ 7 ล้านบาท รวมเป็น 46 ล้านบาท นอกจากนี้มีข่าวออกมาชัดเจนว่า จีนไม่ได้มอบหมีแพนด้าให้ไทยเป็นเจ้าของ แต่เป็นการให้เช่าภายใต้เงื่อนไขค่าเช่าปีละเกือบ 3 แสนยูเอสดอลลาร์ โดยมีสัญญาจะให้ไทยทดลองศึกษาวิจัยหมีแพนด้าคู่นี้เป็นเวลา 10 ปี ซึ่งในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ไทยต้องทำวิจัยเรื่องการจัดแสดงหมีแพนด้าในประเทศไทยในเรื่องของการเจริญเติบโต พฤติกรรม การกินอาหาร การผสมพันธุ์ การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม เป็นต้น ซึ่งไทยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด และจ่ายให้สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าจีน ปีละ 2 แสน 5 หมื่นดอลลาร์ ในการวิจัยเพื่ออนุรักษ์หมีแพนด้าในประเทศจีน เมื่อครบ 10 ปี ทั้งสองฝ่ายจะมาเจรจากันใหม่ว่าจะจัดการกับหมีคู่นี้อย่างไรต่อไป หลังจากนั้นจะต้องส่งกลับรวมถึงลูกที่เกิดจากทั้งคู่ด้วยลูกหมีแพนด้าไทยสามารถเลี้ยงไว้ในไทยได้ 24 เดือน แล้วต้องส่งคืนจีน
- 12 ตุลาคม2546  หมีแพนด้าสองตัวจากจีนก็มาถึงเมืองไทย
- และ 27 พ.ค. 2552 หลินปิงเกิดขึ้นในโลกใบนี้
มารู้จักหมีแพนด้า
แพนด้ากินแต่ไผ่และใช้เวลาในการกินอาหารวันละ 14 ชั่วโมง 12-15 กิโลกรัม อาณาเขตในการหากิน 3.9 – 12 ตารางกิโลเมตร แพนด้าไม่จำศีลเหมือนหมีหลายชนิดที่เรารู้จักกัน อายุเฉลี่ยของแพนด้าในธรรมชาติ 18 -20 ปี และในที่เลี้ยงอาจอายุได้มากถึง 30 ปี ภัยคุกคามเกิดจากการบุกรุกถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกมันและการล่า เพราะหนังแพนด้าเพียงชิ้นเดียวก็มีมูลค่าหลายล้านบาทขณะนี้หมีแพนด้าอยู่ในสถานภาพสิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธุ์ (EN - Endangered species) - ระดับความเสี่ยงขั้นสูงต่อสูญพันธุ์จากที่อาศัยตามธรรมชาติ
อ้างอิงจาก นิตยสารสารคดี ปีที่ 19 ฉบับที่ 228 กุมภาพันธ์ 2547
หมีแพนด้าเกิดประเด็นเป็นที่ถกเถียงกันมากเรื่องรัฐบาลขอต่ออายุให้หลินปิงอยู่ประเทศไทยต่ออีก15 ปี และไทยต้องใช้งบประมาณที่เกี่ยวเนื่องกับหลินปิง ถึงปีละ 29 ล้านบาท รวม 15 ปี ต้องเสียค่าใช้จ่าย 435 ล้านบาท และการที่ขอให้ช่วงช่วงและหลินฮุ่ยอยู่ต่ออีก 1 ปี ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับจีนอีก 15 ล้านบาท ซึ่งรวมแล้วต้องเสียค่าใช้จ่ายในการสมทบเข้ากองทุนหมีแพนด้าในจำนวนรวม 450 ล้านบาท เป็นตัวเลขการลงทุนที่ถือว่าค่อนข้างสูงนำมาซึ่งความคลางแคลงใจว่าเหมาะสมหรือไม่ที่ลงทุนกับหมีแพนด้า 3 ตัวในจำนวนเงินดังกล่าว เพราะหลายฝ่ายเห็นว่าสัตว์ป่าไทยยังไม่ได้รับการดูแลที่ดีเลยจึงเป็นที่มาในการจัดเสวนาวิชาการ "สังคมไทย ได้-เสียอะไร จากโครงการวิจัยหมีแพนดา" เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมนี้ ที่คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
 

ตีแผ่แผนการจัดการน้ำ จากเขื่อนแม่วงก์ ถึง 3.5 แสนล้าน

อีเมล พิมพ์ PDF
เขื่อนแม่วงก์
 

อินเดีย กับการปฏิวัติด้านพลังงานทดแทน

อีเมล พิมพ์ PDF
ร้อยละ 76 ของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะสร้างในอนาคต รวมทั้งการเติบโตร้อยละ 90 ของความต้องการถ่านหินของโลกในปี 2016 เกิดขึ้นจากยักษ์ใหญ่แห่งพลังงานถ่านหิน 2 ประเทศคือจีนและอินเดีย ในขณะที่ประชากรภายในประเทศของอินเดียมีแนวโน้มสูงขึ้นและอาจสูงกว่าประเทศจีนในไม่ช้า ข้อเท็จจริงหนึ่งที่น่าแปลกใจคือกว่า 1 ใน 4 ของประชาชนภายในประเทศยังไม่มีไฟฟ้าใช้
พลังงานไฟฟ้าในอินเดียยังคงผลิตโดยใช้ถ่านหินเป็นหลัก ซึ่งถ่านหินที่มีมากมายในอินเดียนั้นเริ่มเกิดปัญหาด้านการขนส่ง ส่งผลถึงต้นทุนของถ่านหินที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจนต้องพึ่งพาการนำเข้าถ่านหิน และกำลังจะเปลี่ยนสถานะเป็น ‘ผู้นำเข้า’ ถ่านหินเช่นเดียวกับประเทศจีนเมื่อปี 2009 ที่ผ่านมา แน่นอนว่าอุปสงค์ถ่านหินที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ประเทศมหาอำนาจทางถ่านหิน 6 ประเทศที่ผลิตถ่านหินส่งออกคิดเป็นร้อยละ 80 ของถ่านหินทั่วโลก ได้โอกาสขึ้นราคา การนำเข้าถ่านหินที่เพิ่มขึ้นและค่าเงินอินเดียที่อ่อนตัวลงย่อมส่งผลต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจจนโครงการผลิตไฟฟ้าถ่านหินหลายโครงการเริ่มประสบปัญหาทางการเงิน
การคาดการณ์ว่าราคาถ่านหินอาจสูงขึ้น 2 – 3 เท่าสร้างแรงกดดันอย่างมากให้กับบริษัทผู้ดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 4GW ซึ่งเป็นโรงงานถ่านหินที่มีกำลังผลิตสูงที่สุดในโลก หลายโรงงานเริ่มไม่สามารถจัดหาถ่านหินมาผลิตไฟฟ้าได้ จนเกิดภาวะขาดแคลนไฟฟ้า ในขณะที่รัฐบาลยังคงไม่ต้องการเพิ่มราคาไฟฟ้า กระทั่งปลายปี 2011 บริษัทจัดหาเงินทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Development Finance Company) ได้ยุติการปล่อยสินเชื่อสำหรับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มเติม และในเดือนกุมภาพันธ์ 2012 ธนาคารกลางของอินเดียได้ปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ธนาคารที่ประสบปัญหาจากการปล่อยสินเชื่อโรงไฟฟ้าถ่านหิน ต่อมา Tata Power บริษัทผู้ครอบครองโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดยักษ์ได้ประกาศเปลี่ยนแผนการพัฒนาจากโรงงานถ่านหิน สู่พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์แทน
ขณะที่ความต้องการไฟฟ้ามีสูงขึ้น อินเดียเริ่มประสบปัญหาด้านพลังงานที่เริ่มขาดแคลน รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของต้นทุน จนผู้นำด้านการผลิตไฟฟ้าของอินเดียบางรายเลือกมุ่งไปที่การสร้างประสิทธิภาพสูงสุดในการผลิตไฟฟ้า สนับสนุนพลังงานหมุนเวียน รวมทั้งริเริ่มโครงการผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก
อินเดียถือเป็นตลาดอันดับ 3 ของพลังงานลม และปัจจุบันได้ติดตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่มีกำลังการผลิตสูงราว 4 เท่าของกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ภายในประเทศ พร้อมทั้งเพิ่มกำลังผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์อีก 1 GW ในปี 2012 ซึ่งอินเดียนั้นมีโอกาสอย่างมากเนื่องจากยังไม่มีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่นโครงการของบริษัท Infosys ที่จะสร้างสำนักงานใหม่ที่ใช้พลังงานลดลง 70 เปอร์เซ็นต์ใน Bangalore ซึ่งได้รับความสนใจจากทั่วโลก ทั้งหมดนี้เกิดมาจากความร่วมมือรหว่างภาครัฐบาลและภาคเอกชนที่มุ่งปฏิวัติพลังงานในอินเดียและนำไปสู่การขับเคลื่อนธุรกิจ
ที่มา Asia’s Accelerating Energy Revolution: India
อินเดียร้อยละ 76 ของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะสร้างในอนาคต รวมทั้งการเติบโตร้อยละ 90 ของความต้องการถ่านหินของโลกในปี 2016 เกิดขึ้นจากยักษ์ใหญ่แห่งพลังงานถ่านหิน 2 ประเทศคือจีนและอินเดีย ในขณะที่ประชากรภายในประเทศของอินเดียมีแนวโน้มสูงขึ้นและอาจสูงกว่าประเทศจีนในไม่ช้า ข้อเท็จจริงหนึ่งที่น่าแปลกใจคือกว่า 1 ใน 4 ของประชาชนภายในประเทศยังไม่มีไฟฟ้าใช้
 

เดินทางมอบยา ณ ลุ่มน้ำแม่จันทะ

อีเมล พิมพ์ PDF

ฟ้ายามเย็น

 

วิถีพอเพียงริมผืนป่า ณ ศูนย์เรียนรู้เกษตรธรรมชาติและเศรษฐกิจพอเพียง ต.ระบำ

อีเมล พิมพ์ PDF

พอเพียงวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา .รตยา จันทรเทียร ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร คุณเสวก พุทธรักษา นายอำเภอลานสัก และคุณสมโภชน์ มณีรัตน์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พร้อมทั้งเครือข่ายป่าชุมชนจากจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี และกำแพงเพชร ได้เข้าร่วมพิธีเปิดอย่างเป็นทางการของศูนย์เรียนรู้เกษตรธรรมชาติและเศรษฐกิจพอเพียง .ระบำ ที่ดำเนินการโดยพี่ท็อป บุญเลิศ เทียนช้าง อดีตเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าห้วยขาแข้งที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยวิชาการการเกษตร อบต.ระบำ

 

Smart Patrol Ranger วิทยาการเพื่อพิทักษ์ผืนป่า

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อสองปีก่อนที่ข่าวใหญ่ที่สร้างความสะเทือนใจแวดวงอนุรักษ์ คือเรื่องพรานชาวเวียดนามเข้ามาล่าเสือถึงฝั่งไทย ก่อนที่จะถูกจับได้โดยขบวนเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า
สิ่งสำคัญที่ทำให้การตามจับผู้กระทำความผิดสำเร็จในครั้งนั้นเกิดจากระบบและกระบวนการใหม่ที่เกิดขึ้นในแวดวงคนทำงานพิทักษ์ป่าเมื่อ 6 ปีก่อน
ระบบนั้นถูกเรียกว่า การลาดตระเวนเชิงคุณภาพ หรือ Smart Patrol เป็นกระบวนที่นำเอาวิทยาการสมัยใหม่เข้ามาประกอบกับการลาดตระเวนแบบเก่าที่ถือเพียงปืนดุ่มๆ เดินเข้าป่า
การลาดตระเวนเชิงคุณภาพ ถูกนำมาใช้ในเมืองไทยครั้งแรกที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเมื่อปี 2549 โดยมีสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย เป็นผู้นำกระบวนการดังกล่าวเข้ามาใช้ ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่อนุรักษ์สำคัญๆ ของไทยอย่าง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติกุยบุรี และเตรียมต่อยอดไปยังพื้นที่อนุรักษ์อื่นๆ ต่อไปในอนาคต
ดร.อนรรฆ พัฒนวิบูลย์ ผู้อำนวยการสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย อธิบายถึงความสำคัญการลาดตระเวนเชิงคุณภาพว่า การจะทำให้การอนุรักษ์ในป่าให้มีประสิทธิผลจำเป็นต้องเอาวิทยาการมานำการจัดการ ซึ่งวิทยาการสมัยใหม่จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเก็บและรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการลาดตระเวนเพื่อนำมาวิเคราะห์และนำไปใช้ในการจัดการและวางแผนการอนุรักษ์ของพื้นที่นั้นๆ ได้ง่ายขึ้น
"การมีร่างกายที่แข็งแรงยังไม่เพียงพอต่อการทำงาน แต่จำเป็นต้องเอาวิทยาการเข้ามาใช้ในการทำงานด้วย"
ในมุมของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่เดินลาดตระเวนอยู่ในป่าอย่างน้อยเดือนละ 20 วันอย่าง สมหมาย ขันตรี หัวหน้าชุดลาดตระเวนพิทักษ์ป่า อุทยานแห่งชาติคลองลาน เขาสะท้อนภาพการทำงานในอดีตให้ฟังว่า เดิมทีการลาดตระเวนคือการเดินตามรุ่นพี่ รุ่นพี่พาไปไหนเราก็ไป ไปแบบมีจุดหมายว่าจะไปให้ถึงที่จุดไหนก็เดินไปที่จุดนั้นไม่ค่อยสนใจข้างทางและส่วนใหญ่จะเดินแต่ในเส้นทางที่ชำนาญเป็นหลักไม่ค่อยมีการเปิดเส้นทางใหม่ และสิ่งที่นำติดตัวไปด้วยจะมีแค่ปืนและสัมภาระสำหรับยังชีพ
แต่การลาดตระเวนตอนนี้สมหมายและทีมลาดตระเวนต้องมีแผนที่ แฟ้มบันทึกข้อมูล จีพีเอส กล้องดิจิตัล ตลอดจนวิทยุสื่อสารติดไปกับชุดลาดตระเวนเสมอ ในระหว่างลาดตระเวนหากพบอะไรที่เป็นสิ่งผิดปกติจะต้องมีการจดบันทึกไว้ตลอดเส้นทาง อย่างเช่น ห้างล่าสัตว์ รอยก่อกองไฟ ร่องรอยสัตว์ป่า และแม้แต่เศษถุงขยะ
ข้อมูลที่ชุดเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนบันทึกไว้นั้น จะถูกนำไปรวบรวมและประมวลผลออกมาในรูปแบบสถิติที่สามารถบอกได้ว่าภัยคุกคามเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด เกิดในบริเวนไหน นำไปสู่การวางแผนการลาดตระเวนครั้งต่อไปต่อไปของสมหมายและทีมลาดตระเวน
ที่ไหนที่พบภัยคุกคามมากก็อาจจะต้องเดินไปทางนั้นบ่อย และยังหมายรวมถึงการเดินลาดตระเวนในเวลากลางคืนอีกด้วย
สมหมายสารภาพว่าหลังจากเริ่มมีการเก็บข้อมูลและปรับเปลี่ยนเส้นทางลาดตระเวนอย่างเป็นระบบจากเดิมที่เขาเคยพบเห็นกระทิงในอุทยานแห่งชาติคลองลานเพียง 10 ตัว วันนี้เขาพบกระทิงเพิ่มขึ้นถึง 3-4 ฝูง อาศัยฝูงละ 10 ตัว
ปัจจุบันพื้นที่อุทยานแห่งชาติคลองลานตลอดจนอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ นับเป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่มีการใช้ระบบการลาดตระเวนเชิงคุณอย่างเข้มข้นไม่แพ้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เนื่องจากอุทยานแห่งชาติทั้งสองแห่งถือเป็นแหล่งความหวังในการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่ง ที่รัฐบาลไทยได้เคยให้คำมั่นสัญญาไว้ว่าจะฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งให้เพิ่มขึ้น 50% กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ร่วมกับกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ประเทศไทย กำหนดให้มี “โครงการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งและเหยื่อ" ในพื้นที่อนุรักษ์ทั้งสองแห่ง และการลาดตระเวนเชิงคุณภาพก็ช่วยให้สามารถจัดเก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งได้อย่างมาก
ย้อนไปกลับในเรื่องการจับพรานชาวเวียดนามที่เข้ามาล่าเสือโคร่งในประเทศไทย สมโภชน์ มณีรัตน์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง บอกว่าความสำเร็จในครั้งนั้นเกิดการจากการลาดตระเวนเชิงคุณภาพที่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าได้เก็บข้อมูลอย่างละเอียดทำให้ผู้บังคับบัญชาสามารถวิเคราะห์ถึงรูปแบบการจัดการได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น
อย่างไรก็ตามหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งบอกว่า กรณีการจับพรานได้นั้นจะไม่สำเร็จเลยหากไม่มีความร่วมมือของเขตอนุรักษ์อื่นๆ ซึ่งโชคดีว่าพื้นที่ที่ติดกับห้วยขาแข้งอย่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออกและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางก็มีการลาดตระเวนเชิงคุณภาพทำให้สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ร่วมกันเป็นภาพใหญ่ ซึ่งในอนาคตอยากให้พื้นที่อนุรักษ์ทุกๆ แห่งมีการนำระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพไปใช้ (ปัจจุบันกำลังขยายผลไปทางภาคใต้และภาคอีสาน)
"ทุกวันนี้การล่าสัตว์มันพัฒนามากกว่าเมื่อก่อน พรานมีโทรศัพท์มือถือ มีปืนที่มีคุณภาพสูง แต่ในปัจจุบันอุปกรณ์ของเจ้าหน้าที่ก็ยังคงสู้ไม่ได้ เราก็ต้องมาพัฒนาระบบ พัฒนาคน และนำวิทยาการ กระบวนการต่างๆ เข้ามาใช้แทน"
สำหรับในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง หัวหน้าเขตฯ ฉายภาพข้อมูลสำคัญหลังนำเอาระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพมาใช้ในพื้นที่ว่า ในปี 2549 - 2552 จำนวนบ้านพักพราน ห้างยิงสัตว์ ซากสัตว์ขนาดใหญ่ที่ถูกมนุษย์ล่าในห้วยขาแข้งมีปริมาณลดลง
ขณะที่ Smart Patrol ดูเหมือนจะเป็นการคำตอบของการทำงานของพิทักษ์ป่า แต่หัวหน้าเขตฯ ห้วยขาแข้งมองว่าการจะนำเอาระบบการลาดตระเวนเชิงคุณภาพมาใช้ในพื้นที่อนุรักษ์แค่มีการอบรมอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ องค์ประกอบอย่างเรื่องของวิสัยทัศน์ของผู้บังคับบัญชาที่ต้องใช้ข้อมูลให้เป็น เครื่องมือ ตลอดจนกำลังคน และสวัสดิการก็เป็นสิ่งสำคัญ
"ตอนนี้หน่วยพิทักษ์ป่าต่างๆ ยังต้องการอุปกรณ์อีกมาก โดยเฉพาะจีพีเอส ปัจจุบันมีเพียง 1 เครื่องต่อหนึ่งหน่วยพิทักษ์ป่า ซึ่งในการทำงานให้สำเร็จควรมี 3 เครื่อง ส่วนเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ายังมีเงินเดือนแค่ 7,500 บาท ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีประกันชีวิต แต่ต้องเดินทางทุกฤดูร้อน ฝน หนาว สุ่มเสี่ยงต่อการถูกทำร้ายจากพราน ที่ห้วยขาแข้งมีเจ้าหน้าที่ลาดตระเวน 200 คน เฉลี่ยแล้วพิทักษ์ป่าหนึ่งคนต้องดูแลพื้นที่คนละหนึ่งหมื่นไร่ถึงจะครอบคลุมทั้งป่า" หัวหน้าเขตฯ ห้วยขาแข้งกล่าวและย้ำว่ารัฐควรดูแลพิทักษ์ป่ามากกว่านี้
หากเปรียบเทียบป่าเป็นคน พิทักษ์ป่าก็ทำหน้าที่เป็นเม็ดเลือดขาว ถ้าเม็ดเลือดขาวอ่อนแอลงเมื่อไหร่ป่าก็หมด
พิทักษ์ป่าเมื่อสองปีก่อนมีข่าวใหญ่ที่สร้างความสะเทือนใจแก่คนรักป่า คือเรื่องพรานชาวเวียดนามเข้ามาล่าเสือถึงฝั่งไทย ก่อนที่จะถูกจับได้โดยขบวนเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า

สิ่งสำคัญที่ทำให้การตามจับผู้กระทำความผิดสำเร็จในครั้งนั้นเกิดจากระบบและกระบวนการใหม่ที่เกิดขึ้นในแวดวงคนทำงานพิทักษ์ป่าเมื่อ 6 ปีก่อน

ระบบนั้นถูกเรียกว่า การลาดตระเวนเชิงคุณภาพ หรือ Smart Patrol เป็นกระบวนที่นำเอาวิทยาการสมัยใหม่เข้ามาประกอบกับการลาดตระเวนแบบเก่าที่ถือเพียงปืนดุ่มๆ เดินเข้าป่า
 

สร้างเขื่อนได้ป่า อยากรวยกว่าต้องปลูกพริก ตรรกะพิสดาร EHIA เขื่อนแม่วงก์

อีเมล พิมพ์ PDF
เขื่อนแม่วงก์ คือหนึ่งในเขื่อนที่ทำลายผืนป่าตามแผนบริหารจัดการน้ำ 3 แสนล้านบาทของรัฐบาล แน่นอนว่าในมุมมองนักอนุรักษ์มันย่อมไม่ควรถูกสร้าง เพราะเป็นการทำลายผืนป่ากว้างขนาด 12,300 ไร่ซึ่งเป็นผืนป่าต้นน้ำอันอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่าหายากเช่นเสือโคร่ง และนกยูง ยังไม่นับว่าเป็นบริเวณที่ราบลุ่มริมน้ำหนึ่งในสองแห่งของผืนป่าตะวันตก ผืนป่ามรดกโลกของไทย
แต่ในบทความนี้ ผู้เขียนขอเปลี่ยนจากแว่นตาอนุรักษ์ มามองเขื่อนแม่วงก์ด้วยแว่นตาทางเศรษฐศาสตร์ ว่าโครงการดังกล่าวคุ้มค่าในการลงทุนหรือไม่
ตรรกะพิสดาร (1): สร้างเขื่อน ได้ป่า?
เชื่อว่าประชาชนคนทั่วไปน้อยคนนักที่จะมานั่งอ่านรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ (EHIA) โครงการเขื่อนแม่วงก์ ที่หนากว่าหนึ่งพันหน้า โดยเฉพาะในส่วนของการวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์ที่ยากจะเข้าใจ แต่หากลองอ่านดูสักนิด จะพบกับความแปลกประหลาดของโครงการเขื่อนแม่วงก์ ที่สร้างเขื่อนแต่ได้ป่า!?
การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์โครงการเขื่อนแม่วงก์ ในความเป็นจริงสามารถแบ่งออกได้เป็นสองส่วนใหญ่ คือโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ ที่มีต้นทุนในการก่อสร้าง ผลกระทบด้านการทำลายพื้นทีป่า ผละประโยชน์ด้านการผลิตไฟฟ้าและชลประทาน กับอีกโครงการหนึ่งที่แฝงมาด้วยคือโครงการปลูกป่าทดแทนพื้นที่ 3 เท่าจากพื้นที่ป่าที่เสียไป หรือประมาณ 36,900 ไร่ ที่ไม่ได้ระบุว่าจะสร้างตำแหน่งใดบนแผนที่ประเทศไทย
หลายคนอาจสงสัยว่าแค่ปลูกป่าทดแทน จะกระทบมูลค่าโครงการสักเท่าไรกันเชียว แต่คำตอบจากตัวเลขคือกระทบครับ และผลประโยชน์จากการปลูกป่าทดแทนแทบจะเป็นมูลค่าหลักที่ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในโครงการเขื่อนแม่วงก์มีค่าเป็นบวก
ผู้เขียนขอยกการคำนวณมูลค่าปริมาตรไม้ ที่ให้ผลตอบแทนคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันสูงถึง 1,349.57 ล้านบาท แน่นอนว่าการคำนวณดังกล่าวนอกจากจะใช้ตรรกะที่ผิดพลาด และยังผิดพลาดในเชิงวิชาการจากความสับสนระหว่างปริมาตรไม้ส่วนเพิ่ม (Wood Growth) และปริมาตรไม้สะสม (Wood Stock)
แม่วงก์เขื่อนแม่วงก์ คือหนึ่งในเขื่อนที่ทำลายผืนป่าตามแผนบริหารจัดการน้ำ 3 แสนล้านบาทของรัฐบาล แน่นอนว่าในมุมมองนักอนุรักษ์มันย่อมไม่ควรถูกสร้าง เพราะเป็นการทำลายผืนป่ากว้างขนาด 12,300 ไร่ซึ่งเป็นผืนป่าต้นน้ำอันอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่าหายากเช่นเสือโคร่ง และนกยูง ยังไม่นับว่าเป็นบริเวณที่ราบลุ่มริมน้ำหนึ่งในสองแห่งของผืนป่าตะวันตก ผืนป่ามรดกโลกของไทย

แต่ในบทความนี้ ผู้เขียนขอเปลี่ยนจากแว่นตาอนุรักษ์ มามองเขื่อนแม่วงก์ด้วยแว่นตาทางเศรษฐศาสตร์ ว่าโครงการดังกล่าวคุ้มค่าในการลงทุนหรือไม่
 

ค้านปลุกผีเหมืองตะกั่วรอบทุ่งใหญ่นเรศวร

อีเมล พิมพ์ PDF
ค้านกรมทรัพยากรธรณีปลุกผีเพื่อเปิดดำเนินการทำเหมืองแร่ตะกั่ว ในพื้นที่โดยรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จ้างอาจารย์จากภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่ ศึกษาและผลักดัน โดยไม่ใส่ใจสภาพแวดล้อมและมติหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ปิดถาวรเหมืองแร่โดยรอบทุ่งใหญ่นเรศวร
25 พ.ค. 56 – สืบเนื่องจากกรมทรัพยากรธรณีได้เร่งโครงการศึกษาประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์เบื้องต้น เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรธรณี (แร่ตะกั่ว สังกะสี) บริเวณอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี หวังเปิดเหมืองแร่ตะกั่ว อย่างน้อย 3 เหมือง ได้แก่ เหมืองแร่เค็มโก้ เหมืองแร่บ่อใหญ่ และเหมืองแร่เกริงกระเวีย โดยจ้างศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดยหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม ศึกษาและผลักดัน
นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา กล่าวว่า เหมืองแร่บริเวณโดยรอบทุ่งใหญ่นเรศวร เหมือนผีที่ลงโลงไปแล้ว จากกรณีพบการปล่อยของเสียจากการแต่งแร่ลงสู่ธรรมชาติ ทั้งกรณีเหมืองคลิตี้และเหมืองเค็มโก้ โดยในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2541 - 2545 ได้มีมติหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ซึ่งตกลงร่วมกับ กรมทรัพยากรธรณี, กรมป่าไม้, กรมควบคุมมลพิษ และสำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม, คณะสมาชิกวุฒิสภา มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, คณะกรรมาธิการการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เดินทางไปศึกษาสภาพปัญหาและตรวจสอบข้อเท็จจริง ต่อมาสรุปเป็นรายงานเสนอนายกรัฐมนตรี, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยนายเสน่ห์ จามริก ประธานมีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง, สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยนายอานันท์ ปันยารชุน ประธาน มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และรัฐมนตรี 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีมติให้ยุติการทำกิจกรรมเหมืองแร่ โดยรอบเขตรักษาพันธุสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ทั้งเหมืองแร่และโรงแต่งแร่อย่างเด็ดขาด และเร่งฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ให้รื้อถอนเครื่องจักร อุปกรณ์ บ้านพักคนงาน ออกนอกพื้นที่โดยเร็วที่สุด ตลอดจนดูแลสุขภาพของประชาชนโดยรอบ
นอกจากนี้แร่ตะกั่วเป็นสารพิษที่ร่างกายมนุษย์ไม่ต้องการเลย ที่อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี สินแร่นี้อยู่ใต้ดินลงไประดับลึก หากไม่มีการนำขึ้นมาก็จะไม่มีผลกระทบ การทำเหมืองแร่ตะกั่วในบริเวณนี้เป็นการนำสารพิษขึ้นมาทำเหมืองแร่ ซึ่งทำให้พิษตะกั่วเพิ่มขึ้น แล้วปล่อยของเสียจากการทำเหมืองแร่ออกสู่ธรรมชาติ ประกอบกับสภาพดินบริเวณนี้มีหลุมยุบจำนวนมาก ของเสียเหล่านี้จะไหลกับน้ำลงสู่หลุมยุบแล้วไปโผล่ในลำห้วยธรรมชาติ ทำให้มีผลต่อสภาพแวดล้อม
เหมืองเค็มโก้และเหมืองบ่อใหญ่ก็มีข้อมูลชัดเจนว่าปล่อยของเสียลงสู่ห้วยดินโส ซึ่งทำให้ลำห้วยมีตะกั่วปนเปื้อน ลำห้วยนี้ไหลลงสู่แควน้อยหรือแม่น้ำไทรโยค ส่วนเหมืองคลิตี้ เหมืองบ่องาม และบางส่วนของเหมืองเค็มโก้ ก็ปล่อยของเสียลงสู่แควใหญ่หรือแม่น้ำศรีสวัสดิ์ แม่น้ำทั้งสองไหลรวมกันเป็นแม่น้ำแม่กลองที่ตัวจังหวัดกาญจนบุรี
น้ำเหล่านี้เมื่อไหลถึงอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรีมีการผันน้ำผ่านคลองมหาสวัสดิ์เข้าสู่กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นน้ำประปาให้คนกรุงเทพมหานครฝั่งธนบุรีใช้
"กรมทรัพยากรธรณีควรปรับเปลี่ยนนโยบายจากการส่งเสริมการทำเหมืองแร่เป็นการรักษาทรัพยากรธรณี เล่นงานผู้มีทำให้ทรัพยากรธรณีเสียหายหรือเป็นพิษ ดังเช่นกรมป่าไม้ก็ได้ปรับเปลี่ยนจากการทำไม้เป็นรักษาป่าไม้และจับกุมผู้มาทำไม้ ขณะที่กรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ต้องเล่นงาน ผู้ประกอบการเหมืองแร่ที่บุกรุกยึดครองพื้นที่ป่าไม้อนุรักษ์ โดยไม่ฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้เป็นป่าสมบูรณ์ดังเดิม
ที่สำคัญคือกรมควบคุมมลพิษต้องเร่งรัดฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้ปราศจากมลพิษตะกั่วโดยเร็ว เนื่องจากมีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดออกมาแล้ว ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2556 ให้กรมควบคุมมลพิษจัดทำแผนการฟื้นฟู ภายใน 90 วัน แต่ปัจจุบันเลยมากว่า 100 วันแล้วก็ยังไม่เห็นแผนการฟื้นฟูตามคำพิพากษาของศาล" นายสุรพงษ์ กล่าวในที่สุด
ที่มา  ประชาไท
ทุ่งใหญ่นเรศวรค้านกรมทรัพยากรธรณีปลุกผีเพื่อเปิดดำเนินการทำเหมืองแร่ตะกั่ว ในพื้นที่โดยรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จ้างอาจารย์จากภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่ ศึกษาและผลักดัน โดยไม่ใส่ใจสภาพแวดล้อมและมติหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ปิดถาวรเหมืองแร่โดยรอบทุ่งใหญ่นเรศวร

25 พ.ค. 56 – สืบเนื่องจากกรมทรัพยากรธรณีได้เร่งโครงการศึกษาประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์เบื้องต้น เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรธรณี (แร่ตะกั่ว สังกะสี) บริเวณอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี หวังเปิดเหมืองแร่ตะกั่ว อย่างน้อย 3 เหมือง ได้แก่ เหมืองแร่เค็มโก้ เหมืองแร่บ่อใหญ่ และเหมืองแร่เกริงกระเวีย โดยจ้างศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดยหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม ศึกษาและผลักดัน
 

รัฐบาลพม่าสั่งระงับโครงการก่อสร้างเขื่อนตะนาวศรี

อีเมล พิมพ์ PDF
โครงการก่อสร้างเขื่อนตะนาวศรี หรือ ‘ตะนิ้นตะยี’ ทางตอนใต้ของพม่า บริเวณเมืองมะริด ซึ่งจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ราว 800 เมกะวัตต์ โดยจะสูญเสียพื้นที่ทำกินกว่าแสนไร่ในบริเวณดังกล่าว ซึ่งรายงานวิเคราะห์ผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมบ่งชี้ว่า โครงการดังกล่าวไม่ควรที่จะก่อสร้าง ซึ่งทางรัฐบาลพม่าเองก็เห็นชอบและสั่งระงับโครงการทันที
บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ผู้รับเหมาก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกทวาย และเขตเศรษฐกิจพิเศษในตะนิ้นตะยี ได้วางแผนที่จะส่งไฟฟ้าที่ผลิตได้จากเขื่อนไปขายยังประเทศไทย และใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้บางส่วนในท่าเรือน้ำลึกทวาย
บริษัทก่อสร้างสัญชาติได้ได้ทำการศึกษาข้อมูลเบื้องต้น (Feasibility Study) ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2554 โดยได้เสนอการก่อสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าความจุ 600 เมกะวัตต์เหนือแม่น้ำตะนิ้นตะยี และได้รับการอนุมัติการก่อสร้างจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไฟฟ้า
ต่อมาบริษัทฯได้วางแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตของเขื่อนเป็น 1,040 เมกะวัตต์ ซึ่งได้มีการศึกษาว่าเขื่อนดังกล่าวจะทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่กว่าหนึ่งแสนห้าหมื่นไร่ ซึ่งอาจไม่กระทบเพียงเมืองมะริด แต่ยังส่งผลถึง Aungthawara ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อุดมด้วยแร่ทองคำ
ในปัจจุบัน ยังไม่มีการก่อสร้างโครงการดังกล่าว โดยยังอยู่ในกระบวนการทำการศึกษาก่อนก่อสร้าง ซึ่งได้มีการตัดถนนเข้าไปในเขตก่อสร้าง ก่อนถูกสั่งระงับโครงการ
ข่าวจาก http://www.elevenmyanmar.com/
เขื่อนตะนาวศรีโครงการก่อสร้างเขื่อนตะนาวศรี หรือ ‘ตะนิ้นตะยี’ ทางตอนใต้ของพม่า บริเวณเมืองมะริด ซึ่งจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ราว 800 เมกะวัตต์ โดยจะสูญเสียพื้นที่ทำกินกว่าแสนไร่ในบริเวณดังกล่าว ซึ่งรายงานวิเคราะห์ผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมบ่งชี้ว่า โครงการดังกล่าวไม่ควรที่จะก่อสร้าง ซึ่งทางรัฐบาลพม่าเองก็เห็นชอบและสั่งระงับโครงการทันที
 

จะจัดการน้ำประเทศไทยต้อง ปลอดนักการเมืองขยะ

อีเมล พิมพ์ PDF

นักการเมืองขยะแถลงการณ์เครือข่ายประชาชนในลุ่มน้ำภาคเหนือและภาคอีสาน “จะจัดการน้ำประเทศไทยต้อง ปลอดนักการเมืองขยะ”

ตามที่นาย ปลอดประสพ สุรัสวดีผู้เป็นถึงรองนายกรัฐมนตรีของประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อ 12 พ.ค.56 ดังที่เป็นข่าวตามสื่อต่างๆ ว่าประชาชนที่จะมาแสดงออกความคิดเห็นในช่วงการประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่เชียงใหม่นั้นเป็น “พวกขยะ” เครือข่ายประชาชนในลุ่มน้ำต่างๆทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน รวมทั้งเครือข่ายประชาชนด้านอื่นๆ อันประกอบด้วยชุมชนท้องถิ่น กลุ่มองค์กร และเครือข่ายต่างๆ ตามรายชื่อแนบท้าย ฟังแล้วรู้สึกหดหู่อย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทยที่มี “นักการเมืองขยะ” อย่างนี้บริหารประเทศ นักการเมืองที่ดูถูกประชาชนอย่างนี้จึงไม่ต่างอะไรไปจากเศษขยะทางสังคม

 

ประชาชนอีสานประกาศไล่ปลอดประสพต้านโครงการจัดการน้ำ 3.5แสนล้าน

อีเมล พิมพ์ PDF

ปลอดประสพจากกรณีที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการและอุ ทกภัย (กบอ.) ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่12 พ.ค.2556 ระหว่างการเดินทางมาตรวจดูความเรียบ ร้อยของสถานที่จัดงานสัมมนาและนิทรรศการด้านการ บริหารจัดการน้ำระดับนานาชาติ หรือการประชุมผู้นำด้านน้ำ เอเชีย-แปซิฟิก(Asia Pacific water summit )ครั้งที่2 ระหว่างวันที่ 14 - 20 พฤษภาคม ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่ว่า "หากมีการชุมนุมประท้วงก็จะสั่งให้ตำรวจจับกุมผู้ประท้วงทั้งหมดไปดำเนินคดี ดังนั้น ขอเตือนอย่ามาชุมนุมประท้วงเด็ดขาด เพราะสถานที่จัดการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่สถานที่จัดการประท้วง จะไม่จัดสถานที่ไว้ให้ มีแต่จัดคุกไว้ให้เท่านั้น และจะไม่มีการเจรจาใดๆ ทั้งสิ้น มีแต่จับอย่างเดียว และคนเชียงใหม่ก็ไม่ควรปล่อยให้คนพวกนี้ที่เหมือนขยะมาเกะกะด้วย”

 

แถลงการณ์สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน เรื่อง การละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเสรีภาพในการชุมนุม

อีเมล พิมพ์ PDF
แถลงการณ์สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
เรื่อง การละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเสรีภาพในการชุมนุม กรณีการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนของนายปลอดประสพ สุรัสวดี
จากกรณีที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2556 ระหว่างการเดินทางมาตรวจดูความเรียบร้อยของสถานที่จัดการประชุมผู้นำด้านน้ำเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 2 ระหว่าง 14-20 พ.ค. 2556 นี้ ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จ.เชียงใหม่ เกี่ยวกับการที่อาจจะมีกลุ่มมวลชนที่ทำงานด้านทรัพยากรน้ำมาเคลื่อนไหวชุมนุมและแสดงความเห็นระหว่างการประชุมในครั้งนี้ว่า“มาก็จับ ทำผิดกฎหมายก็จับ มันไม่ใช่ที่ที่จะมาประท้วง ฝากบอกไปด้วย มาประชุม เพื่อสร้างชื่อเสียง สร้างหน้าสร้างตาให้ประชาชน ไม่มีที่ไหนใครเขาไปทำร้ายใคร บรูไนเขามาพูดเรื่องบรูไน อิหร่านเขาก็มาพูดเรื่องอิหร่าน เกาหลีเขาก็มาพูดเรื่องเกาหลี คุณจะมาประท้วงอะไร อย่ามานะ ทำผิดกฎหมาย สั่งจับเลย และคนเชียงใหม่ก็ไม่ควรปล่อยให้พวกขยะเหล่านี้มาเกะกะ คุณเขียนอย่างผมพูดเลย กล้าเขียนหรือไม่” นั้น
สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) มีความเห็นว่า คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และอาจนำไปสู่การละเมิดเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
1. การชุมนุมโดยสงบ เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ได้รับการรับรองไว้โดยรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 63 ซึ่งบัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ” และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ. 1966 ข้อ 21 “สิทธิในการชุมนุมโดยสงบย่อมได้รับการคุ้มครอง” ซึ่งประเทศไทยเข้าเป็นภาคีของสนธิสัญญาฉบับนี้โดยการภาคยานุวัติเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2539 และมีผลบังคับใช้กับไทยเมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2540” การภาคยานุวัติดังกล่าวผูกพันต่อประเทศไทย ทั้งรัฐบาล รัฐสภาและศาล ต้องมีหน้าที่ในการดำเนินการให้สิทธิเสรีภาพที่รับรองไว้ในกติกาฯได้รับการปฏิบัติจริง (fulfill)โดยรัฐมีหน้าที่เคารพสิทธิ (respect) กล่าวคือ ไม่กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนเสียเอง คุ้มครอง (protect) กล่าวคือ ป้องกันมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดกระทำการการละเมิดสิทธิผู้อื่นหรือมีการละเมิดสิทธิระหว่างประชาชนด้วยกัน แต่รัฐสามารถจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมดังกล่าวได้ หากเป็นการกระทำโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก[3] รัฐบาลจึงมีหน้าที่ในการคุ้มครองประชาชนทุกกลุ่มได้ใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ โดยต้องไม่เป็นผู้กระตุ้นหรือริเริ่มให้มีการละเมิดเสรีภาพดังกล่าวเสียเอง  ดังเช่นที่นายปลอดประสพ  ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน
2. คำให้สัมภาษณ์ของรองนายกรัฐมนตรี ที่ว่า “มา(ชุมนุม)ก็จับ” และ “อย่ามานะ ทำผิดกฎหมาย สั่งจับเลย “
เป็นการริเริ่มหรือกระตุ้นให้มีการละเมิดเสรีภาพในการชุมนุมโดยผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงของรัฐบาลอย่างชัดเจนและหากมีการปฏิบัติการตามที่กล่าวจริง ย่อมเป็นการปฏิเสธสิทธิที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจตามกฎหมาย เป็นการละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญ การกระทำของรัฐบาลจึงเป็นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนโดยรู้อยู่แล้วว่าไม่มีอำนาจ และหากมีการจับผู้ชุมนุมซึ่งชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ก็เป็นการจับโดยมิชอบ เพราะเจ้าพนักงานจะจับผู้อื่นได้เพียงเท่าที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้อำนาจไว้เท่านั้น ประชาชนไม่ว่าจะเป็นกลุ่มมวลชนด้านทรัพยากรน้ำหรือกลุ่มอื่นใดย่อมสามารถใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบได้เท่าเทียมกัน ตราบเท่าที่เป็นการชุมนุมโดยสงบและขอให้เจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายโดยคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ
3. การที่รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “คนเชียงใหม่ก็ไม่ควรปล่อยให้พวกขยะเหล่านี้มาเกะกะ” นั้น
ถ้อยคำดังกล่าว ถือเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะเป็นการลดคุณค่าของมนุษย์เป็นเพียงวัตถุ สิ่งของ และเป็นการหมิ่นเกียรติของความเป็นมนุษย์“เกียรติ” เป็นคุณค่าที่สำคัญของศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ มนุษย์ทุกคนต่างมีเกียรติเท่ากันโดยสมบูรณ์ตราบเท่าที่ยังไม่ถูกลบหลู่ การลบหลู่ทำให้คุณค่าของมนุษย์ลดน้อยถอยลง มนุษย์แต่ละคนแม้จะมีความแตกต่างกันในทางสังคม แต่มนุษย์ก็มีเกียรติเท่ากัน ความเป็นมนุษย์ของบุคคลย่อมเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการรับรองไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่แห่งใดก็ตาม ถ้อยคำดังกล่าวนอกจากเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แล้ว อาจเข้าข่ายเป็นการหมิ่นประมาทผู้ชุมนุมด้วย และยังเป็นการแสดงทัศนคติที่ขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้เสรีภาพในการชุมนุม  อันเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตย
จากเหตุผลดังกล่าวสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและองค์กรดังมีรายชื่อแนบท้ายนี้ขอเรียกร้องให้นายปลอดประสพ สุรัสวดีและรัฐบาล
1. ให้นายปลอดประสพ สุรัสวดี ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย กล่าวขอโทษประชนชนในการใช้ถ้อยคำดังกล่าวต่อสื่อมวลชนทุกแขนง
2. ให้ยุติการใช้ถ้อยคำข่มขู่ คุกคามและไม่เอื้อต่อการสิทธิเสรีภาพของประชาชน
3. ให้ยุติการการใช้ถ้อยคำที่มีลักษณะเป็นการลดทอนคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชน
4. ให้ยุติการให้ความเห็นที่มีลักษณะเป็นการกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่รัฐละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน
5. ให้ปฏิบัติต่อการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนตามกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น ๆ อย่างเคร่งครัด
ด้วยความเคารพในสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน( สนส.)
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน( สสส.)
ศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม
กลุ่มเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม(ดาวดิน)
ศูนย์ข้อมูลชุมนุม(CRC)
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ ( กป.อพช.ภาคใต้ )
เครือข่ายติดตามแผนพัฒนา จ.สตูล
ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น
แถลงการณ์สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
เรื่อง การละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเสรีภาพในการชุมนุม กรณีการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนของนายปลอดประสพ สุรัสวดี
จากกรณีที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2556 ระหว่างการเดินทางมาตรวจดูความเรียบร้อยของสถานที่จัดการประชุมผู้นำด้านน้ำเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 2 ระหว่าง 14-20 พ.ค. 2556 นี้ ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จ.เชียงใหม่ เกี่ยวกับการที่อาจจะมีกลุ่มมวลชนที่ทำงานด้านทรัพยากรน้ำมาเคลื่อนไหวชุมนุมและแสดงความเห็นระหว่างการประชุมในครั้งนี้ว่า“มาก็จับ ทำผิดกฎหมายก็จับ มันไม่ใช่ที่ที่จะมาประท้วง ฝากบอกไปด้วย มาประชุม เพื่อสร้างชื่อเสียง สร้างหน้าสร้างตาให้ประชาชน ไม่มีที่ไหนใครเขาไปทำร้ายใคร บรูไนเขามาพูดเรื่องบรูไน อิหร่านเขาก็มาพูดเรื่องอิหร่าน เกาหลีเขาก็มาพูดเรื่องเกาหลี คุณจะมาประท้วงอะไร อย่ามานะ ทำผิดกฎหมาย สั่งจับเลย และคนเชียงใหม่ก็ไม่ควรปล่อยให้พวกขยะเหล่านี้มาเกะกะ คุณเขียนอย่างผมพูดเลย กล้าเขียนหรือไม่” นั้น
 

ร่างมติ ข้อเสนอแนะการบริหารจัดการน้ำฯ สมัชชาปฏิรูประดับชาติ ครั้งที่ ๓

อีเมล พิมพ์ PDF
ร่างมติ ข้อเสนอแนะการบริหารจัดการน้ำและแก้ไขอุทกภัยอย่างมีส่วนร่วมและบูรณาการ สมัชชาปฏิรูประดับชาติ ครั้งที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๕๖
ในเวทีเสวนาปฏิรูปประเทศไทย “ส่อง 3.5 แสนล้าน ผ่านแว่นวิชาการ” เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 ณ ห้องประชุมสารนิเทศชั้น 2 หอประชุมใหญ่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการนำร่างมติ ข้อเสนอแนะการบริหารจัดการน้ำและแก้ไขอุทกภัยอย่างมีส่วนร่วมและบูรณาการออกเผยแพร่ ซึ่งมีมติ 5 ข้อดังต่อไปนี้
1. ข้อเสนอต่อโครงการออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำฯ
1.1 ขอให้ คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ทบทวนโครงการออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย ที่มีกรอบวงเงินงบประมาณ 350,000 ล้านบาท โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการสร้างระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นธรรม มีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืน
1.2 สร้างเสริมกลไกการจัดการน้ำแบบบูรณาการ โดยการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียและการมอบอำนาจสู่ระดับพื้นที่ลุ่มน้ำขนาดเล็ก โดย ขอให้สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นแกนหลักร่วมกับหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วิศวกรรมสถาน ศูนย์อุบัติภัยแห่งชาติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) สำนักคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ทั้งรี้กลไกการจัดการน้ำแบบพหุภาคี ประกอบด้วยภาคประชาชน/ผู้ใช้/ผู้มีส่วนได้เสีย เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐและภาคประชาสังม และกลไกนี้ทำหน้าที่สร้างความร่วมมือ สร้างกติกา/ข้อตกลงร่วมกันในระดับพื้นที่ลุ่มน้ำ รวมถึงการติดตาม ตรวจสอบดำเนินการโครงการเพื่อความโปร่งใส ตามนโยบายบริหารจัดการน้ำ
2.การสร้างบรรทัดฐานในการกำหนดนโยบายสาธารณะว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและการบริหารโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ โดยใช้หลักธรรมาภิบาล หลักความรับผิด (Accountability) หลักความโปร่งใสตรวจสอบได้ และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในการดำเนินโครงการแก้ไจและบรรเทาอุทกภัยของรัฐบาล โดย
2.1 ขอให้คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เปิดเผยข้อมูลรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการในโครงการออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย ซึ่งมีกรอบวงเงินจำนวน 350,000 ล้านบาท อย่างเป็นทางการต่อสาธารณะ
2.2 เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสีย ภาคประชาชน ชุมชน ท้องถิ่น ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาทบทวนและออกแบบทางเลือกในการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำที่มาจากการใช้ข้อมูล ความรู้ทั้งที่เป็นความรู้เชิงเทคโนโลยี และความรู้ท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ
2.3 ให้มีกลไกการประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategy Environment Assessment: SEA) เพื่อศึกษาผลกระทบของโครงการในระดับภาพรวมของโครงการ การประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) และการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (Health Impact Assessment: HIA) ตามที่กฎหมายกำหนด
3. ให้มีกระบวนการร่าง พรบ.น้ำ ฉบับประชาชนแบบมีส่วนร่วมและนำความรู้และบทเรียนการจัดการน้ำระดับพื้นที่เป็นฐาน ให้แล้วเสรจภายในปี พ.ศ. 2556 โดยขอให้สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) เป็นแกนหลักในการประสานงานกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) สถาบันการศึกษา สถาบันวิชาการที่เกี่ยวข้อง เครือข่ายการจัดการน้ำระดับพื้นที่ และภาคประชาสังคม โดยมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นขององค์กรภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในระดับลุ่มน้ำภูมิภาค ที่ประกอบด้วยภาคประชาชน ผู้มีส่วนได้-เสีย องค์กรผู้ใช้น้ำ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐและภาคประชาสังคม ก่อนผลักดันเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติของรัฐสภาพต่อไป
4. สนับสนุนให้เกิดการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้การบริหารจัดการน้ำในระดับประเทศโดยขอให้สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเป็นแกนหลักในการทำงานร่วมกับนักวิชาการจากสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ สถาบันวิชาการที่เกี่ยวข้อง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)  สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) สถาบันวิชาการเป็นต้น รวมทั้ง เครือข่ายการจัดการน้ำระดับพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาสังคม จัดกระบวนการสร้างความใจ การพัฒนาขีดความสามารถทางปัญญา การกำหนดแผนงานพัฒนาการจัดการทรัพยากรน้ำและทรัพยากรด้านอื่นๆ และสร้างความเข้มแข็งให้กับกลไกในระดับพื้นที่จนถึงระดับประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สมัชชาปฏิรูประดับชาติ ร่างมติ ข้อเสนอแนะการบริหารจัดการน้ำและแก้ไขอุทกภัยอย่างมีส่วนร่วมและบูรณาการ สมัชชาปฏิรูประดับชาติ ครั้งที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๕๖

ในเวทีเสวนาปฏิรูปประเทศไทย “ส่อง 3.5 แสนล้าน ผ่านแว่นวิชาการ” เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 ณ ห้องประชุมสารนิเทศชั้น 2 หอประชุมใหญ่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการนำร่างมติ ข้อเสนอแนะการบริหารจัดการน้ำและแก้ไขอุทกภัยอย่างมีส่วนร่วมและบูรณาการออกเผยแพร่ ซึ่งมีมติ 5 ข้อดังต่อไปนี้
 

การพัฒนาเศรษฐกิจกับความอยู่รอดของมนุษย์

อีเมล พิมพ์ PDF
ตอนนี้เรากำลังอยู่ในยุคที่ทั่วโลกต่างยอมรับว่าภาวะสิ่งแวดล้อมได้ก้าวเข้าสู่ขั้นวิกฤต การพัฒนาในอดีตที่มุ่งให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ แน่นอนว่าจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติและต้องเกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นต้นทุนในการใช้ชีวิตประจำวันของเรารวมไปถึงในการเป็นต้นทุนของการพัฒนาประเทศและสังคม ต้องถูกทำลายลงและยากที่จะฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพเดิมได้ ประชาชนเองก็เริ่มอ่อนแอลงไปเรื่อยๆทั้งจากปัญหามลพิษและปัญหาสังคมอื่นๆที่มีต้นเหตุมาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างไม่ระมัดระวังและขาดการวางแผนที่ดี การบริโภคเกินความพอดี ทำให้ผู้ผลิตเร่งที่จะผลิตของออกมามากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่มากขึ้นของคนเรา และเมื่อเป็นเช่นนี้กระบวนการผลิตก็ต้องปล่อยของเสียมากขึ้นเรื่อยๆโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยกากของเสียอันตราย สารพิษปนเปื้อนมากับน้ำดื่มน้ำใช้ ฯลฯ ปรากฏการณ์ทางสิ่งแวดล้อมทุกวันนี้ในความเป็นจริงแล้ว คือผลจากสิ่งที่พวกเราเคยทำไว้กับธรรมชาติต่อไปนี้ธรรมชาติก็คงจะโต้กลับแบบทีไม่มีใครสามารถยับยั้งได้ แล้วเราควรดำเนินชีวิตอย่างไรเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างธรรมชาติและมนุษย์?
มองประเทศไทย
ก่อนจะไปสู่การเลือกทางเดินในอนาคตของเรา สิ่งที่ต้องรู้คือการกลับมามองจุดเริ่มต้นในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยที่เป็นฐานรากซึ่งส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของเราเป็นดังเช่นทุกวันนี้ วิวัฒนาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในแผนพัฒนาฯ ฉบับแรกเริ่มต้นด้วย การเน้นเรื่องการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า สร้างโครงสร้างพื้นฐาน มีส่งเสริมการลงทุน และได้ตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(BOI) ในแผนฉบับนี้
แผนพัฒนาฯฉบับที่สอง ส่งเสริมเรื่องการส่งออกและลงทุนด้านสาธารณูปโภค ซึ่งในแผนฯฉบับนี้ส่งผลให้เศรษฐกิจของไทยขยายตัว แต่ก็ต้องแลกมากับการเริ่มสูญเสียพื้นที่ป่าไม้เพื่อผลิตสินค้าเกษตรส่งออก แต่การกระจายรายได้กลายเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับเรื่องเศรษฐกิจที่ขยายตัวเพราะการกระจายรายได้ในช่วงนี้ถือว่าย่ำแย่
ส่วนแผนพัฒนาฯฉบับที่สาม เน้นส่งเสริมการลงทุนที่ต้องใช้แรงงาน ขณะเดียวกันก็เริ่มกระจายการลงทุนออกไปสู่ภูมิภาคและมีการลงทุนในด้านการศึกษา
แผนพัฒนาฯฉบับที่สี่ เริ่มมีการพูดถึงการลดช่องว่างทางสังคมและการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ มีการลงทุนด้านความมั่นคงเพราะในช่วงนั้นมีสถานการณ์คอมมิวนิสต์
แผนพัฒนาฯฉบับที่ห้า เกิดปัญหาช่องว่างทางเศรษฐกิจทำให้ทิศทางของแผนฯหันมาเน้นการพัฒนาชนบทและการกระจายการลงทุนไปสู่ชนบทเพิ่มมากขึ้น
แผนพัฒนาฯฉบับที่หก รักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อรองรับการจ้างงานเพราะในช่วงนี้เศรษฐกิจดีและยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิต
แผนพัฒนาฯฉบับที่เจ็ด เขียนถึงการกระจายรายได้ การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม
แผนพัฒนาฯฉบับที่แปด เน้นเรื่องคนเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมการมีส่วนร่วมการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งในช่วงนี้มีสถานการณ์เศรษฐกิจ หนี้เสียภาคอสังหาริมทรัพย์ เกิดการปิดสถาบันการเงินถึง 56 แห่ง และต้องกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
มาถึงแผนพัฒนาฯฉบับที่เก้า ได้เพิ่มเรื่องราวของเศรษฐกิจพอเพียง สร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน ให้สังคมพึ่งตนเองและสามารถปรับตัวได้ แต่ในช่วงนี้ไม่ใช่ว่าสังคมจะมีความสุขแถมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมลงมาก
แผนพัฒนาฯฉบับที่สิบ ยังคงเน้นในเรื่องของหลักเศรษฐกิจพอเพียงแต่เป็นในรูปแบบ(Green Growth) และการพัฒนาอย่างยั่งยืน
แผนพัฒนาฯฉบับที่สิบเอ็ด คือแผนพัฒนาฯฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งยังคงเรื่องของวิถีชีวิตที่พอเพียง อยู่บนฐานของเศรษฐกิจที่พึ่งตนเองพร้อมกันนั้นยังสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ด้วย เสริมสร้างสังคมเน้นหลักธรรมาภิบาล การบริการขั้นพื้นฐานที่ทั่วถึง มีคุณภาพ มีความปลอดภัยในสังคม และอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ดี
เมื่อดูไล่เรียงมาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติทั้งหมดนับตั้งแต่ฉบับแรกมาจนถึงปัจจุบันดูเหมือนว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจในบางช่วงบางตอนจะขาดความสมดุลระหว่างทรัพยากรธรรมชาติและการบริโภคของมนุษย์ การขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างเร่งเร้าได้ส่งผลเสียมาจนถึงปัจจุบัน คงไม่ผิดนักถ้าจะสรุปว่าการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมโหฬารเกิดจากระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมและความเหลื่อมล้ำทางสังคม แต่ท้ายที่สุดการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศในทุกวันนี้หนีไม่พ้นในรูปแบบการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งสภาพัฒน์ได้ให้คำจำกัดความการพัฒนาที่ยั่งยืนว่า คือการพัฒนาที่ทำให้เกิดดุลยภาพระหว่าง เศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชนตลอดไป
มองโลก
ในการประชุมกรรมการของสำนักโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 25 เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2552 ที่กรุงไนโรบี ประเทศเคนย่า องค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติได้เรียกร้องให้ประเทศต่างๆหันมาลงทุนอุตสาหกรรมเพื่อสร้างระบบ “เศรษฐกิจสีเขียว” (Green Economy) ซึ่งเป็นกลไกในการผลักดันเศรษฐกิจของโลกให้พัฒนาไปยังทิศทางสีเขียวและยั่งยืน เพราะทั่วโลกต่างมองเห็นแล้วว่าการพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงศตวรรษที่ 20 เป็นการเดินทางที่ผิดและส่งผลใหญ่หลวงต่อธรรมชาติ จึงต้องหันมาป้องกันการล่มสลายของเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในช่วงศตวรรษที่ 21 โดยเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสีเขียวจะสามารถสร้างงาน การออมเงินและปกป้องผู้ด้อยโอกาส ลดปัญหาความยากจน รวมทั้งต้องลดการปล่อยคาร์บอนและลดการทำลายสิ่งแวดล้อมภายใน พ.ศ.2558 ให้ได้  ซึ่งหากมาตรการเศรษฐกิจสีเขียวในแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่างๆสามารถดำเนินไปได้ ก็ถือเป็นความหวังของมนุษยชาติที่จะนำไปสู่สังคมที่ยั่งยืน ทั้งในแง่ของการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ บนฐานศักยภาพของภูมิประเทศ วัฒนธรรมท้องถิ่นและความเป็นธรรม
วิกฤติการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ฤดูกาลที่ผันแปร มลพิษที่นับวันมีแต่จะมากขึ้น ถ้าเราไม่เริ่มเปลี่ยนแปลงวันนี้ทุกอย่างอาจสายเกินไป เพราะระบบการพัฒนาของเรามีแต่จะก่อให้เกิดผลเสียมากยิ่งขึ้นต่อวงจรธรรมชาติ หากเราสามารถเปลี่ยนมุมมองต่อโลก โดยมองว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตหนึ่งเดียวกับธรรมชาติที่ทุกสิ่งมีความเชื่อมโยงถึงกัน การฟื้นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ถูกดูดกลืนไปตั้งแต่ยุคพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม หันกลับมาเคารพธรรมชาติเหมือนที่บรรพบุรุษของเราเคยได้ทำ ฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่าก่อน นอบน้อมและดำรงตนให้สอดคล้องกับวัฏจักรของธรรมชาติรวมถึงการยอมรับและปรับตัวตามธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงเพื่อเตรียมความพร้อมต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
อ้างอิงจาก
เส้นทางสีเขียว ฉบับที่ 27 ก.ย.-ธ.ค. 2552
การพัฒนาเศรษฐกิจตอนนี้เรากำลังอยู่ในยุคที่ทั่วโลกต่างยอมรับว่าภาวะสิ่งแวดล้อมได้ก้าวเข้าสู่ขั้นวิกฤต การพัฒนาในอดีตที่มุ่งให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ แน่นอนว่าจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติและต้องเกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นต้นทุนในการใช้ชีวิตประจำวันของเรารวมไปถึงในการเป็นต้นทุนของการพัฒนาประเทศและสังคม ต้องถูกทำลายลงและยากที่จะฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพเดิมได้ ประชาชนเองก็เริ่มอ่อนแอลงไปเรื่อยๆทั้งจากปัญหามลพิษและปัญหาสังคมอื่นๆที่มีต้นเหตุมาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างไม่ระมัดระวังและขาดการวางแผนที่ดี การบริโภคเกินความพอดี ทำให้ผู้ผลิตเร่งที่จะผลิตของออกมามากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่มากขึ้นของคนเรา และเมื่อเป็นเช่นนี้กระบวนการผลิตก็ต้องปล่อยของเสียมากขึ้นเรื่อยๆโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยกากของเสียอันตราย สารพิษปนเปื้อนมากับน้ำดื่มน้ำใช้ ฯลฯ ปรากฏการณ์ทางสิ่งแวดล้อมทุกวันนี้ในความเป็นจริงแล้ว คือผลจากสิ่งที่พวกเราเคยทำไว้กับธรรมชาติต่อไปนี้ธรรมชาติก็คงจะโต้กลับแบบทีไม่มีใครสามารถยับยั้งได้ แล้วเราควรดำเนินชีวิตอย่างไรเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างธรรมชาติและมนุษย์?
 

3 ภัยคุกคามต่อสถานะมรดกโลก เขาใหญ่ – ดงพญาเย็น

อีเมล พิมพ์ PDF

เขาใหญ่อีกราวหนึ่งเดือน กับการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 37 ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ในวันที่ 16 - 27 มิ.ย.นี้ สิ่งที่ประเทศไทยต้องเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการฯคือมติ 5 ข้อที่ไทยต้องปฏิบัติตามในพื้นที่มรดกโลก เขาใหญ่-ดงพญาเย็น ซึ่งตกค้างจากการประชุมสามัญครั้งที่ 36 แน่นอนว่า มติดั่งกล่าวย่อมสั่นคลอนต่อสภาวะ ‘มรดกโลกทางธรรมชาติ’ ที่อาจถูกลดลำดับเข้าสู่บัญชี มรดกโลกที่อยู่ในภาวะอันตราย ก่อนถูกถอดในที่สุด

 

กลุ่มอนุรักษ์อุดรฯ ฟ้องศาลปกครอง เพิกถอนใบไต่สวนเขตเหมืองโปแตชไม่ชอบ

อีเมล พิมพ์ PDF

กลุ่มอนุรักษ์อุดรเมื่อวันที่ 9 พ.ค.56 ที่ผ่านมา ขบวนชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ประมาณ 200 คน นำเอาเอกสาร หลักฐานเกี่ยวกับการคัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี จำนวน 8 ชุด เดินทางไปที่ศาลปกครองอุดรธานี เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลในแผนกคดีสิ่งแวดล้อม กรณี รายงานการไต่สวนตามคำขอประทานบัตรเหมืองแร่ใต้ดิน เลขที่ 1/2547-4/2547  ของบริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (เอพีพีซี) เป็นรายงานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้ศาลเพิกถอนรายงานดังกล่าวเสีย

 

ชาวสะเอียบม็อบล้มเวทีรับฟังความเห็นแก่งเสือเต้น-ยมบน-ยมล่าง ระบุเป็นปาหี่

อีเมล พิมพ์ PDF

seub_newsชาวสะเอียบกว่า 1,000 คน ม็อบกลางเวทีรับฟังความเห็นโครงการแก่งเสือเต้น-ยมบน-ยมล่าง ของกรมชลฯ ระบุไม่อยากให้ปาหี่หลอกประชาชน เขื่อนใหญ่ไม่ใช่ทางออกน้ำท่วมน้ำแล้ง ขอค้านทุกเวที

วันที่ 10 พ.ค.56 ที่ศาลาว่าการอำเภอเชียงม่วน จ.พะเยา บริษัทปัญญาคอนซัลแตนท์จำกัด จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณีโครงการเขื่อนยมบน และเขื่อนแม่น้ำยม(เขื่อนยมล่าง ) ที่มีแผนที่จะสร้างที่ อ.สอง จ.แพร่ ซึ่งชาวบ้าน ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ และชาวบ้าน อ.เชียงม่วน จ.พะเยา กว่า 1,000 คน ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ในเวที แต่ขณะที่นายก่อบุญญ์ ปัญญาบุญ นายอำเภอเชียงม่วนกำลังจะกล่าวเปิดงาน ชาวบ้านสะเอียบก็เดินขึ้นเวทีขึงป้ายผ้าคัดค้านเขื่อนยมบนเขื่อนยมล่างและเขื่อนแก่งเสือเต้น ทำให้เวทีเกิดความวุ่นวายขึ้นจนต้องยุติลง

 

ชาวบ้านโพนพิสัยชุมนุมต้านบ่อขยะอำเภอรับตั้งกรรมการแก้ปัญหา

อีเมล พิมพ์ PDF

ขยะเมื่อวันที่ 7 ..ที่ผ่านมา ชาวบ้านจากพื้นที่ตำบลสร้างนางขาว .โพนพิสัย .หนองคาย ในนามกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมป่าโคกใหญ่ จำนวนกว่า 100 คน ซึ่งนำโดยนายวิรัตชัย โยธวงศ์ ประธานกลุ่ม ได้ออกมารวมตัวกัน ที่หน้าบริเวณที่ทำการ อบต.วัดหลวง เพื่อเรียกร้องให้นายกอบต.วัดหลวง และนายอำเภอโพนพิสัยแก้ไขปัญหาบ่อขยะของอบต.วัดหลวง ที่นำไปทิ้งบริเวณป่าโคกใหญ่ ซึ่งเป็นเขตติดต่อกับตำบลสร้างนางขาว

ทั้งนี้ กลุ่มชาวบ้านได้เสนอข้อเรียกร้องจำนวน 5 ข้อเพื่อให้อบต.วัดหลวง และทางอำเภอโพนพิสัย ดำเนินการ ได้แก่

 
บทความ อื่นๆ ...


page 10 of 16

รับข่าวสาร