• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


เขื่อนแม่วงก์: มหันตภัยคุกคามความอยู่รอดของเสือโคร่ง

อีเมล พิมพ์ PDF

เสือโคร่ง แม่วงก์ไม่นานมานี้ เราเพิ่งผ่านเทศกาลเนื่องในวันเสือโลก (Global Tiger Day) สัตว์อันน่าหลงใหลที่กำลังเผชิญกับภาวะสูญพันธุ์จากการล่าโดยมนุษย์ การลดลงของที่อยู่อาศัย และการลดจำนวนลงของเหยื่อตามธรรมชาติ

ประเทศไทยมีเสือโคร่งเหลืออยู่ราว 300 ตัว จากทั้งหมดทั่วโลกราว 3,500 ตัว เสือโคร่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์หนึ่งทางการอนุรักษ์ เพราะพวกเขามีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ อีกทั้งยังเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า

 

น้ำมันรั่ว: ผลกระทบที่อาจตกค้างกลางทะเล

อีเมล พิมพ์ PDF
วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม 2556 บริษัท PTTGC  หนึ่งในบริษัทเครือ ปตท. เกิดเหตุน้ำมันรั่วระหว่างทุ่นรับน้ำมันดิบนอกฝั่งกับท่อที่ขนขึ้นโรงกลั่น ซึ่ง ปตท. ได้ใช้ทุ่นลอยและเรือที่อยู่ในพื้นที่เข้าตอบสนองทันที และแจ้งให้หน่วยงานตามแผนรับมือเหตุน้ำมันรั่วไหลแห่งชาติ ได้แก่ กรมเจ้าท่า และ ทหารเรือ รับทราบทันที ซึ่งตามแผนดังกล่าว พื้นที่นี้ยังอยู่ในความรับผิดชอบในการควบคุมเหตุของ กรมเจ้าท่า เพราะยังไม่เกิน 12 ไมล์ทะเล
จากข่าวหลาย แหล่ง สามารถยืนยันปริมาณน้ำมันรั่วไหลได้ ว่าอยู่ประมาณ 50,000 - 70,000 ลิตร (หรือ 50-70 ตัน) จึงชี้ชัดได้ว่า ยังอยู่ในระดับ Tier 2 ตาม แผนชาติคือระหว่าง 20 - 1,000 ตัน
ด้วยความที่บริเวณรั่วไหลอยู่ใกล้กับพื้นที่อ่อนไหวทางธรรมชาติ เช่น หมู่บ้านประมง ชายหาด พื้นที่สถานที่ท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติ และอื่นๆ ปตท. จึงเลือกใช้วิธีการโรยสาร Oil Dispersant ซึ่งเป็นสารเคมีที่จะทำละลายกับคราบน้ำมันบริเวณผิวน้ำให้แตกตัวเป็นโมเลกุลเล็ก และกระจายรวมกับน้ำทะเล
อย่างไรก็ดี การสลายตัวของคราบน้ำมันที่ผิวน้ำ ไม่ได้หมายความว่าความเป็นพิษที่จะกระทบต่อระบบนิเวศนั้นหายไปแต่อย่างใด
อีกทางเลือกหนึ่งที่ส่งผลกระทบน้อยกว่าการใช้สารเคมีคือ การล้อมเพื่อเก็บ (booming and skimming) แต่ก็เป็นวิธีการที่ช้า ต้องรอเครื่องมือและเรือที่จะเข้ามาล้อมเก็บ ความล่าช้าจะทำให้น้ำมันเหล่านั้นกระจายไปเป็นบริเวณกว้าง และเป็นการยากที่จะล้อมน้ำมันเหล่านั้นได้ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการที่คราบน้ำมันจะถูกคลื่นซักเข้าสู่ฝั่ง ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงและใช้เวลาในการเก็บกู้นานกว่า
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เราๆ ท่านๆ ต่างจำเป็นต้องใช้น้ำมันในการดำรงชีวิต และเป็นส่วนหนึ่งของต้นเหตุในการก่อให้เกิดปัญหา แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ปตท. สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบ หรือปิดบังข้อเท็จจริงด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม
น่าแปลกใจที่ บริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) กลับให้การกับผู้สื่อข่าวว่าการรั่วไหลของน้ำมันที่เกิดขึ้นจะไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเน้นย้ำว่า ‘ปลอดภัย’ จากการใช้สารเคมีทำให้น้ำมันแตกตัว
ข้อมูลดังกล่าวแตกต่างจากที่ ดร.ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊คว่าการใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมัน (Oilspill Dispersant) ได้แก่สารกลุ่ม Triton-X และ Corexitจะมีความเป็นพิษสูง สามารถทำอันตรายสิ่งมีชีวิตในน้ำ มีการตกค้างเนื่องจากไม่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ
ซึ่งสอดคล้องกับรายงานวิจัยของRoberto Rico-MartínezTerry W. Snell,Tonya L. Shearer ที่ชี้ว่าหากน้ำมันดิบที่รั่วไหลลงทะเลผสมกับสาร Corexitที่ตัวทำละลาย จะทำให้เกิดมีความเป็นพิษกว่าคราบน้ำมันเพียงอย่างเดียวถึง 52 เท่า เนื่องจากโมเลกุลที่เป็นพิษเมื่อมีขนาดเล็กลงย่อมกลายเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเช่นแพลงก์ตอน รวมทั้งปนเปื้อนบริเวณผิวดินซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของกุ้ง ปู หอย และเป็นที่วางไข่ของปลา ซึ่งจะกระทบต่อห่วงโซ่อาหารและระบบนิเวศโดยรวมของทะเล
แม้แต่ผู้ผลิตสารดังกล่าวยังระบุว่า สาร Corexit มีความเป็นไปได้ที่จะสะสมในร่างกาย นั่นหมายความว่าหากสิ่งมีชีวิตในทะเลได้รับสารพิษดังกล่าวและถูกจับนำมาเป็นอาหาร สารเคมีก็จะถูกส่งมายังมนุษย์อีกทอดหนึ่ง
ข้อมูลที่น่าตกใจคือ สารดังกล่าวยังไม่มีการศึกษาความเป็นพิษในมนุษย์ และตามเอกสารข้อมูลก็ระบุว่า“เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์อย่างเฉียบพลัน” ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เกิดอาการชา อาจทำให้หมดสติ
ปัญหาน้ำมันรั่วกลางทะเลเป็นประเด็นใหญ่ในระดับโลก หลายแง่มุมยังขาดการศึกษาถึงผลกระทบ และยังไร้ข้อสรุปว่าวิธีการใดสามารถจัดการโดยมีประสิทธิภาพสูงสุด แต่สิ่งหนึ่งที่เราควรเรียกร้องต่อบริษัท PTTGC คือการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส มิใช่ออกแถลงการณ์ว่าปลอดภัยและปล่อยปัญหาให้หมักหมมไว้ใต้ท้องทะเล
ข้อมูลเพิ่มเติม
น้ำมันรั่วมโหฬาร เคราะห์กรรมสัตว์ 12 ชนิด http://www.greenworld.or.th/greenworld/foreign/613
Gulf Oil Spill http://ngm.nationalgeographic.com/2010/10/gulf-oil-spill/bourne-text/1
น้ำมันรั่วไหล (Oil Spill) http://www.mkh.in.th/index.php/2010-03-22-18-05-34/2011-08-24-04-53-01
Dispersant Makes Oil 52 Times More Toxic http://www.livescience.com/25159-oil-dispersant-increases-toxicity.html
Gulf Oil Spill: Dispersants Have Potential to Cause More Harm Than Good http://www.prnewswire.com/news-releases/gulf-oil-spill-dispersants-have-potential-to-cause-more-harm-than-good-93424899.html
PTT, navy insist oil slick safe http://www.bangkokpost.com/news/local/361946/oil-slick-tamed-off-rayong
ภาพประกอบ tittwe.com/padungsak
น้ำมันรั่ววันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม 2556 บริษัท PTTGC  หนึ่งในบริษัทเครือ ปตท. เกิดเหตุน้ำมันรั่วระหว่างทุ่นรับน้ำมันดิบนอกฝั่งกับท่อที่ขนขึ้นโรงกลั่น ซึ่ง ปตท. ได้ใช้ทุ่นลอยและเรือที่อยู่ในพื้นที่เข้าตอบสนองทันที และแจ้งให้หน่วยงานตามแผนรับมือเหตุน้ำมันรั่วไหลแห่งชาติ ได้แก่ กรมเจ้าท่า และ ทหารเรือ รับทราบทันที ซึ่งตามแผนดังกล่าว พื้นที่นี้ยังอยู่ในความรับผิดชอบในการควบคุมเหตุของ กรมเจ้าท่า เพราะยังไม่เกิน 12 ไมล์ทะเล

จากข่าวหลาย แหล่ง สามารถยืนยันปริมาณน้ำมันรั่วไหลได้ ว่าอยู่ประมาณ 50,000 - 70,000 ลิตร (หรือ 50-70 ตัน) จึงชี้ชัดได้ว่า ยังอยู่ในระดับ Tier 2 ตาม แผนชาติคือระหว่าง 20 - 1,000 ตัน
 

นางสิงห์เฝ้าป่า ภารกิจอนุรักษ์ที่ไม่อาจสิ้นสุด

อีเมล พิมพ์ PDF
รถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อมุ่งฝ่าผืนป่าบนหนทางที่ยากจะเรียกได้ว่าถนน หญิงแกร่งที่นั่งอยู่เบื้องหน้าใช้ฝ่ามือเหี่ยวย่นคว้ากุมราวจับอย่างแม่นมั่น ในขณะที่สองตายังคงมุ่งตรงไปยังจุดหมายปลายทาง ราวแปดชั่วโมงของการเดินทางท่ามกลางความยากลำบาก บ้างต้องใช้กำลังคนผสมกำลังเครื่องยนต์ บ้างต้องโยนตัวลงมาขุดหน้าดินออกเป็นร่องทดแทนถนนลื่น บ้างต้องขอแรงต้นไม้ใหญ่ให้เป็นเสาค้ำยันส่งกำลังให้รถพ้นเลนดิน ในที่สุดม้าเหล็กก็พาพวกเรามาถึงหน่วยพิทักษ์ป่าทุ่งมหาราช เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก
ยามบ่ายคล้อย ขณะที่เหล่าวัยรุ่นร่วมคณะต่างเตรียมแยกย้ายไปพักเอาแรงหลังการเดินทางอันยาวไกล หญิงชราในชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงขายาวกลับไม่มีทีท่าว่าจะเหน็ดเหนื่อย ทั้งยังสาวเท้าเข้ามาหาพวกเราด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนออกปากชักชวนให้เดินไปดูโป่งสัตว์ป่าที่อยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์ป่าราวหนึ่งกิโลเมตร ความมุ่งมั่นที่ฉายชัดในแววตาแรงกล้าเกินกว่าที่พวกเราจะปฏิเสธ
ไม่น่าเชื่อว่าหญิงวัยแปดสิบสองจะสามารถก้าวฝ่าสายน้ำและทางชันอย่างมั่นคง แม้ขณะเดินทาง เธอจะขอเวลานั่งพักบ้างตามสภาพสังขาร แต่ดวงหน้าของเธอกลับไม่เคยปราศจากรอยยิ้มละไม ราวกับไม่มีความสุขใดที่จะเทียบเท่าการได้อยู่ท่ามกลางผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ รอยยิ้มที่ทำให้ผมรู้ว่า ผืนป่าแห่งนี้สำคัญต่อชีวิตคนคนหนึ่งเพียงใด
นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้สัมผัสกับตัวตนของอาจารย์รตยา จันทรเทียร ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร หญิงแกร่งผู้ใช้ห้วงยามในวัยเกษียณอุทิศตนเพื่อเฝ้ารักษาผืนป่าทั่วประเทศไทย
เช้าวันนี้ แม้จะไม่มีภารกิจลงพื้นที่ป่าตะวันตก แต่อาจารย์รตยายังคงขับรถจากบ้านย่านเอกมัยแต่เช้าตรู่เพื่อมายังมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ห้องทำงานขนาดกะทัดรัด ที่นอกจากจะบรรจุไปด้วยหนังสือและเอกสารงานอนุรักษ์ แผนที่ผืนป่าขนาดใหญ่รูปลักษณ์ทันสมัย และภาพคุณสืบ นาคะเสถียร ในหลากอิริยาบถ สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาริมประตูทางเข้าคือแผนที่สีเหลืองซีดจางขนาดพอดีมือ แผนที่เก่าแก่สะท้อนเจตนารมณ์ของนักอนุรักษ์ผู้สละชีพเพื่อปกป้องผืนป่าห้วยขาแข้ง
“แผนที่นี้เป็นของคุณสืบสมัยยังมีชีวิตอยู่ ถ้าลองดูดีๆ จะเห็นรอยดินสอวงล้อมรอบผืนป่าตะวันตก เพราะนี่เป็นผืนป่าใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ผืนป่าที่คุณสืบตั้งใจจะรักษาไว้ ในเส้นดินสอบางๆนี่แหละคือสิ่งที่มูลนิธิสืบฯทำงานเพื่อปกป้องมา กว่ายี่สิบปี”
เธอกล่าวถึงการปกป้องผืนป่าด้วยแววตามุ่งมั่นแม้ในยามสังขารร่วงโรย บุคลิกสุขุมเยือกเย็นภายนอกไม่อาจบดบังความงามสง่าของหญิงผู้ได้ฉายาว่านางสิงห์เฝ้าป่า ที่พร้อมเข้าขย้ำศัตรูผู้คิดร้ายกับผืนป่าตะวันตก ผืนป่าที่เธอรักดั่งลูกในอุทร
นางสิงห์ในวัยเยาว์ ก้าวแรกสู่เส้นทางนักอนุรักษ์
เด็กหญิงรตยาเติบโตมาท่ามกลางสวนผลไม้ในจังหวัดจันทบุรี เธอจบปริญญาตรีด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งยังได้ทุนฟุลไบรท์ (Fulbright Scholars) ไปศึกษาต่อด้านสถาปัตยกรรมเขตร้อนที่สหรัฐอเมริกา ใครจะเชื่อว่า ครั้งหนึ่งเธอเคยเป็นเด็กที่แสนจะขี้เกียจ ก่อนจะมากลับตัวกลับใจหลังย้ายไปอยู่ที่บ้านหลังใหม่
“เริ่มเรียนหนังสือแล้วแต่ไม่ยอมไปโรงเรียน จนพ่อต้องขู่ว่าจะอุ้มไปทิ้งหนองตาพอง หนองน้ำใหญ่ที่เขาว่ามีปลาตัวเท่าโอ่ง เรียกได้ว่าเป็นเด็กขี้เกียจมาตลอดจนกระทั่งย้ายมาเรียนอำเภอพระตะบอง[1] ตอน ม.4 สมัยโน้น หรือม.2 สมัยนี้ เพื่อนร่วมชั้นมีสิบสองคน เป็นคนไทยแค่คนสองคน ส่วนใหญ่เป็นเด็กเขมร มันก็เกิดความคิดว่าพวกเขาไม่ได้เรียนทั้งภาษาไทยภาษาอังกฤษมาก่อน แต่กลับเรียนเก่งมากทั้งๆที่ต้องมาเรียนหลักสูตรของไทย หลังจากนั้นก็กลับมาตั้งใจเรียน แต่ก็ยังไม่ได้ที่หนึ่งนะ อย่างมากก็แค่ที่สาม”
นอกจากเริ่มขยันเรียนแล้ว เธอยังพัฒนาทักษะทางสถาปัตยกรรมไปพร้อมๆ กัน ผ่านกระดาษวาดเขียนที่ใช้ร่วมกับทุกวิชา คือทุกที่ว่างบนหน้าของหนังสือเรียน
“เราเป็นคนมืออยู่ไม่สุข หนังสือเรียนจะมีตัวอะไรต่ออะไรเลอะเทอะไปหมด แต่ที่น่าสนุกคือเวลาเรากลับมาเปิดดูรูปที่เขียนก็จะจำได้ว่าครูพูดอะไร มันก็เลยช่วยเสริมกัน ตอนสอบเข้าจุฬาฯได้ก็ไม่ใช่ว่าเก่ง ถ้าเด็กสมัยนี้รู้คงต้องอิจฉาแน่ เพราะสมัยนั้นมีคนสมัครแค่ 60 คน ซึ่งเขารับตั้ง 30 คน ถ้าเกิดในยุคนี้ก็คงจะสอบไม่ติด”
หลังจากเรียนจบปริญญาตรีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ อาจารย์รตยาก็เริ่มต้นทำงานโดยยึดอาชีพสถาปนิกที่กรมประชาสงเคราะห์อยู่สองปี ก่อนจะลาออกผันตัวเองมาเป็นอาจารย์แผนกช่างก่อสร้าง มหาวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ ร่วมสิบปีที่เธอเดินอยู่บนเส้นทางแม่พิมพ์ของชาติ กระทั่งปี พ.ศ. 2512 ก็ได้ไปทำงานที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการก่อสร้างแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์แห่งประเทศไทย ตามคำเชิญชวนของ ดร.วทัญญู ณ ถลาง อดีตผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติคนแรก นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางสายอนุรักษ์พร้อมกับการเป็นนักพัฒนา
“ที่ศูนย์วิจัยฯจะทำงานวิจัยสามด้านหลักคือเรื่องที่อยู่อาศัย โรงเรียน และโรงพยาบาล นั่นเป็นงานอาชีพ เราก็ทำหน้าที่เป็นเลขานุการให้กับอาจารย์วทัญญู นอกจากงานหลักก็มาเริ่มทำงานที่สมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม เวลาเขาพูดคุยกัน ประชุมกัน พวกมหาบุรุษ คือเขาล้อกันถึงบุรุษตัวโตๆ ก็จะคุยกันจนไม่มีใครสนใจจด เราก็เลยรับหน้าที่เป็นเสมียนเขียนสาร คอยจดสรุปการประชุม”
แต่ใครจะไปคาดถึงว่า ผู้หญิงตัวเล็กๆที่คอยทำงานด้านเอกสาร จะสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ รวมทั้งตำแหน่งระดับบริหารอีกหลายตำแหน่ง และด้วยความที่เติบโตมาจากตำแหน่งเสมียน ทำให้เธอสามารถทำงานกับผู้ใต้บังคับบัญชาได้ทุกระดับ อาจารย์รตยาจึงเป็นที่รักและเคารพในทุกองค์กรที่เธอเคยเข้าไปดูแล
นางสิงห์ คุณสืบ กับการต่อสู้ร่วมกันครั้งแรกและครั้งสุดท้าย
แม้อาจารย์รตยาจะไม่ได้รู้จักกับสืบ นาคะเสถียรเป็นการส่วนตัว แต่ด้วยความที่ร่วมกันต้านเขื่อนน้ำโจน โครงการเขื่อนขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อผืนป่าตะวันตกในบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก จึงทำเธอได้มีโอกาสรู้จักกับคุณสืบในฐานะเพื่อนร่วมอุดมการณ์
“การต่อสู้เรื่องเขื่อนน้ำโจนมาหนักประมาณปี 2529 เพราะรัฐบาลเริ่มเอาจริง สมัยนั้นอาจารย์เป็นนายกสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อมก็เลยเข้าไปร่วมด้วย การคัดค้านเรียกได้ว่ารวมทุกสรรพวิชา ข้อมูลสัตว์ป่าและผืนป่าก็ได้จากคุณสืบ นาคะเสถียร คุณวีรวัฒน์ ธีรประสาธน์ อาจารย์นริศ ภูมิภาคพันธ์ คุณนพรัตน์ นาคสถิตย์ เรียกได้ว่าเป็นทีมนักวิชาการและข้าราชการป่าไม้ที่เข้มแข็งมาก ตอนนั้นใครเชี่ยวชาญด้านไหนก็ช่วยกันเสนอข้อมูล ทางเราก็ช่วยย่อยข้อมูล แปลงจากเนื้อหายากๆให้เข้าใจง่าย สรุปเป็นเอกสารขนาดสองหน้ากระดาษเอสี่ เผยแพร่ทุกสองอาทิตย์”
การคัดค้านเขื่อนน้ำโจนนอกจากจะเป็นการรักษาผืนป่าใหญ่ แต่ยังนับเป็นเหตุการณ์หนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่สร้างนักอนุรักษ์รุ่นใหม่ รวมทั้งเป็นกำลังใจให้กับผู้พิทักษ์ป่าที่ปัจจุบันหลายคนยังคงยึดมั่นในอาชีพและอุดมการณ์ แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านมาเกือบสามสิบปีแล้วก็ตาม
“ที่เราคัดค้านเรื่องเขื่อนน้ำโจนได้ก็เพราะทุกคนร่วมกันแสดงพลัง เป็นการคัดค้านที่มีผู้ร่วมต่อต้านตั้งแต่ระดับนักเรียน นักศึกษา ไปจนถึงนักดนตรี นักเขียน ขนาดคนในตลาดกาญจนบุรีก็ยังขึ้นป้ายเลยว่าไม่เอาเขื่อนน้ำโจน พวกพิทักษ์ป่าก็ออกมาบอกว่าไม่เอา ข้าราชประจำหลายคนก็ลุกขึ้นมาต่อต้านโครงการของรัฐ อย่างตัวอาจารย์เองตอนนั้นก็เป็นรองผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เป็นตัวเต็งที่จะขึ้นเป็นผู้ว่าการฯ ในขณะเดียวกันก็ค้านรัฐบาล เพราะเลือกแล้วว่ายังไงก็เอาป่า สุดท้ายรัฐบาลก็ยอมชะลอโครงการในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2531”
หลังจากภารกิจต่อต้านเขื่อนน้ำโจนประสบผล ผู้คัดค้านต่างก็กระจัดกระจายกันไปโดยแทบไม่ได้ติดต่อกัน กระทั่งสองปีต่อมา เสียงปืนหนึ่งนัดที่ดังกึกก้องไปทั่วทั้งผืนป่าห้วยขาแข้ง เสียงปืนที่เป็นดั่งสัญญาณให้เหล่านักอนุรักษ์กลับมารวมตัวเพื่อปกป้องผืนป่าอีกครั้ง การจากไปของข้าราชการผู้ทุ่มเทเปรียบได้ดั่งเชื้อไฟที่ลุกโชติช่วงส่องสว่างท่ามกลางอนาคตอันมืดมัวของสัตว์ป่าและผืนป่า
“ตอนที่รู้ว่าคุณสืบตายใจหายมาก รู้สึกว่ามันต้องเป็นเรื่องที่เต็มที่มากคุณสืบถึงได้ยอมสละชีวิต ตอนหลังได้มาอ่านงานเขียนเรื่องนักล่าห้วยขาแข้งของคุณบุหลัน รันตี ถึงได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในห้วยขาแข้งก่อนคุณสืบตาย สมัยนั้นเขายกพวกมาล่ากันเป็นทีม ทีมหนึ่งมีหน้าที่ล่า อีกทีมหนึ่งมีหน้าที่แล่เนื้อออกไป ทำกันจนเรียกได้ว่าไม่เกรงใจคนเฝ้าป่าเลย ไม่ได้กลัวเกรงเลย แล้วเวลาล่าก็จะต้องจุดไฟเผาให้สัตว์หนีออกมา ไม่ใช่แค่ในป่านะ ขนาดพงหญ้าริมน้ำก็ยังเผา คุณสืบคงใจสลาย คงไม่รู้จะเอาอะไรไปหยุด ก็เลยต้องใช้ชีวิตตัวเองหยุด”
หลังการจากไปของคุณสืบร่วมหนึ่งเดือน ดร.ปริญญา นุตาลัย ก็ได้ติดต่อมายังอาจารย์รตยา ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เพื่อแจ้งข่าวการก่อตั้งมูลนิธิสืบนาคะเสถียร โดยคณะกรรมการได้มีมติเลือกอาจารย์รตยาให้ดำรงตำแหน่งประธาน
“ดร.ปริญญาบอกเราว่าห้ามปฏิเสธ พอได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกว่า คุณสืบยอมเสียสละได้แม้กระทั่งชีวิต แล้วเราเป็นใคร แค่ต้องรับหน้าที่เป็นประธาน ทำไมจะเสียสละไม่ได้”
นับแต่การรับตำแหน่งครั้งนั้นจนกระทั่งปัจจุบัน เป็นเวลาร่วม 23 ปีที่หญิงแกร่งผู้นี้มาทำงานทุกวันโดยไม่มีใครจ้าง ทำงานเพื่อรักษาผืนป่าผืนป่าใหญ่ ที่ไม่ใช่ผลประโยชน์ของใคร แต่มันคือผลประโยชน์ของมนุษย์ทุกคน
ความฝันของนางสิงห์ และการทำงานในวัยเกษียณ
นับตั้งแต่ก้าวแรกบนเส้นทางนักอนุรักษ์ อาจารย์รตยาได้เห็นการเปลี่ยนผ่านของผืนป่าที่ลดลงไปทุกขณะ ยิ่งในปัจจุบันที่ความเป็นเมืองเริ่มแพร่กระจายไปทั่วทั้งประเทศไทย ความเจริญที่นำพาอุตสาหกรรมพืชเชิงเดี่ยว ตัวการกัดกลืนผืนป่าสงวนที่เปรียบเสมือนแนวกันชนให้กับผืนป่าอนุรักษ์ จนสุ่มเสี่ยงที่จะแผ้วถางรุกล้ำเข้าสู่เขตผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์
เม็ดเงินที่สะพัดจากการทำเกษตรเชิงอุตสาหกรรมทำให้ชุมชนส่วนใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่ชุมชนในผืนป่า เริ่มหลงระเริงกับแสงสีจนหลงลืมไปว่า ทรัพยากรที่คอยหล่อเลี้ยงสรรพชีวิต มีแหล่งผลิตแห่งเดียวคือผืนป่าใหญ่ที่ถูกใช้ประโยชน์อย่างไม่ถนอมรักษา
“คนเราไม่ว่าจะอยู่ในไร่นา อยู่ในคอนโด หรืออยู่ในโรงงานอุตสาหกรรม ต่างก็จำเป็นต้องใช้น้ำจากป่า พอฝนตกลงมาป่าก็จะซับน้ำเอาไว้ไม่ให้ทะลักลงที่ราบ แล้วค่อยๆจ่ายน้ำออกมา ลองสังเกตดูสิ ในหน้าแล้งทำไมเราถึงยังมีน้ำใช้ทั้งๆที่ฝนก็ไม่ตก แต่พอป่าเริ่มหมด ปัญหามันก็เกิด เพราะน้ำฝนมันเทพรวดลงมา ไม่มีอะไรมาคอยชะลอ เราถึงต้องทำงานกับชุมชนในป่าอนุรักษ์ ไม่ให้ขยายพื้นที่ทำกินเพิ่มขึ้นอีก ส่วนป่าที่เหลืออยู่ข้างนอกก็พยายามสนับสนุนให้ตั้งเป็นป่าชุมชน”
ศาสตร์ในการรักษาผืนป่าไม่มีสูตรสำเร็จ ทั้งแนวคิดและวิธีการต้องปรับปรุงให้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย มูลนิธิสืบฯเองก็มีการปรับกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ในปี 2547 โดยเบนเข็มมาทำงานกับชุมชนทั้งในและรอบผืนป่า จนเกิดเป็นโครงการจอมป่าหรือโครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมในการบริหารการใช้ประโยชน์พื้นที่ของชุมชนในป่าอนุรักษ์ ผ่านกระบวนการทำงานร่วมกันทั้งภาคประชาชนและภาครัฐ โดยมีมูลนิธิสืบฯทำหน้าที่เป็นฝ่ายเชื่อมประสาน ภายใต้อุดมการณ์ ‘คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้ เสือก็อยู่ได้’
“แต่ก่อนพอเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเข้าไปในชุมชน พวกชาวบ้านเขาวิ่งหนีกันหมด คิดว่าจะมาจับ มายึดที่ เพราะเขาทำกินอยู่ในป่าอนุรักษ์ แต่เวลาพิสูจน์แล้วว่าแนวทางการใช้กฎหมายมันไปไม่รอด คือเราไล่เขาออกไปไม่ได้ แต่เราสามารถบริหารจัดการพื้นที่ได้ ป่าตรงไหนที่ถางไปแล้วก็ให้ชาวบ้านทำไร่ต่อไป แต่อย่าไปโค่นต้นไม้เพิ่ม ไปฟันป่าเพิ่ม ก็ต้องมาคุยกัน ปรับความเข้าใจกัน เพื่อให้ได้ข้อตกลงเรื่องแนวเขตพื้นที่ทำกินที่ชัดเจน เป็นเส้นแนวเขตที่ทุกคนยอมรับ ทำมาปีนี้ปีที่สิบ สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดเลยคือเกิดสันติสุขขึ้นในป่า จากที่เคยเป็นอริ ตอนนี้เดินกอดคอกัน พูดคุยกันเหมือนเป็นญาติ”
การป้องกันการเปิดพื้นที่ป่าเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของการทำงานทั้งหมด เพราะงานหลักอีกส่วนของนักอนุรักษ์คือการเฝ้าระวังและต่อต้านโครงการทำลายผืนป่าที่มาในนามของรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการเก่าเก็บที่ถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นตามรายสะดวก ในขณะที่หลายโครงการที่ก่อสร้างเสร็จ แทนที่จะช่วยแก้ไขปัญหาตามคำโฆษณา แต่กลับสร้างปัญหาเพิ่มเติมทิ้งไว้โดยไม่มีใครใส่ใจดูแล
“เวลาได้ยินว่ารัฐจะมีโครงการมันก็เหนื่อยนะ คิดว่ามันมาอีกแล้ว ขุดขึ้นมาอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนแก่งเสือเต้น เขื่อนวังสะพุง เขื่อนแม่วงก์ ที่ถูกขุดขึ้นมาในรัฐบาลนี้ ทั้งๆที่เขื่อนอย่างเขื่อนในลุ่มน้ำชี ที่สร้างแล้วทำให้น้ำท่วมหนักกว่าเดิม หรือเขื่อนทับเสลาที่ตอนนี้กลายเป็นลานเลี้ยงวัวจนน้ำสกปรก แทนที่โครงการจะช่วยแก้ปัญหากลับทำให้ปัญหาซับซ้อนขึ้น สะท้อนว่ารัฐบริหารจัดการไม่เป็น เร็วๆนี้รัฐบาลก็เพิ่งประกาศว่าจะสร้างถนนคลองลาน-อุ้มผาง ถนนที่ครั้งหนึ่งจะก่อสร้างเพื่อความมั่นคงสมัยรบกับคอมมิวนิสต์ ตอนนี้รัฐบาลได้ข้ออ้างใหม่ว่าจะสร้างเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ ก็ไม่รู้ว่าจะหยุดได้หรือเปล่า”
ถึงเธอจะบอกกับเราว่าเหนื่อย แต่ก็ไม่มีคำไหนที่บอกว่าท้อหรือยอมแพ้ แม้อายุจะล่วงเลยจนถึงเลขแปด แต่เธอก็ยังมาทำงานที่สำนักงานทุกวัน ทั้งยังขันอาสาเดินทางเข้าป่าเป็นประจำ โดยมีจุดประสงค์เพื่อไปให้กำลังใจผู้พิทักษ์ป่า และถือโอกาสเยี่ยมเยียนเพื่อนเก่าแก่ที่รู้จักกันมาตั้งแต่จำความได้
“อาจารย์ชอบทำงาน เรียกได้ว่าเกิดเป็นมดงานไม่ใช่มดนางพญา ถ้าไม่ได้ทำคงแย่ ป่านนี้อาจตายไปแล้ว อีกอย่างการทำงานสำหรับเราก็เหมือนการพัก อายุปูนนี้ยังมีโอกาสได้เข้าป่า และที่ต้องเข้าไปก็เพราะอยากเห็นสภาพตามจริง ถ้าเราไม่ไปเห็นเองเราก็พูดไม่ได้ เพราะถึงจะอ่านหนังสือ อ่านรายงาน มันเทียบกันไม่ได้กับการที่เราเข้าไปเห็นเอง อย่างเวลาเราเข้าไปที่โป่ง เจอรอยตีนสัตว์ เจอช้างเป็นโขลง เจอนกเป็นฝูง แสดงว่าเราทำงานได้ผล เพราะป่ายังอยู่ สัตว์ป่าก็ยังอยู่ ได้เข้าไปเห็นก็ดีใจ เพราะเราอยู่ด้วยกันมานาน รู้จักกันเหมือนเป็นเพื่อนคนนึง”
แม้จะอยู่ในวันวัยแห่งความร่วงโรย แต่อาจารย์รตยาไม่ยินดียินร้ายกับความตาย เธอยังคงทำงานดูแลภาพรวมทั้งหมดของมูลนิธิ งานที่เปรียบเสมือนหัวใจที่คอยสูบฉีดเลือดไปอวัยวะส่วนอื่นๆขององค์กร ทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้คนทำงานรักษาผืนป่า สามารถขับเคลื่อนเดินหน้าไปโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
“ทุกวันนี้ไม่ซีเรียสกับเรื่องอยู่หรือตาย พูดได้ว่าอายุเกินมามากแล้ว จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ ที่ผ่านมาเราทำงานอย่างประมาณตัว ไม่ว่าคนคนนี้จะอยู่หรือไม่อยู่ แต่มูลนิธิสืบฯจะต้องอยู่ ผืนป่าจะต้องอยู่ สัตว์ป่าจะต้องอยู่ เพราะงานอนุรักษ์เป็นงานที่ไม่อาจสิ้นสุด เมื่อไหร่ที่เราหยุด นั่นหมายถึงหายนะของผืนป่า”
รอยยิ้มอายุแปดสิบสองปีที่ประทับอยู่บนเรือนหน้าของหญิงแกร่งบอกเราว่า แม้วันหนึ่งร่างกายของเธอจะไร้ลมหายใจ ก็ขอให้เรา ในฐานะอนุชนคนรุ่นต่อไป ช่วยสืบสานเจตนารมย์ในการรักษาผืนป่าใหญ่ ปกป้องไว้ไม่ให้ผู้ใดแผ้วผลาญทำลาย
[1] ในปี พ.ศ. 2484 หลังสิ้นสุดกรณีพิพาทอินโดจีนไทย-ฝรั่งเศส ไทยได้ดินแดนส่วนที่เรียกว่าเขมรส่วนในและลาวฝั่งขวาของแม่น้ำโขงคืน จึงได้ประกาศจัดตั้งจังหวัดขึ้นใหม่ในดินแดนเหล่านี้ 4 จังหวัด ซึ่ง อ.พระตะบอง จ.พระตะบอง เป็นหนึ่งในดินแดนที่ไทยได้คืนจากฝรั่งเศส
รตยา จันทรเทียรรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อมุ่งฝ่าผืนป่าบนหนทางที่ยากจะเรียกได้ว่าถนน หญิงแกร่งที่นั่งอยู่เบื้องหน้าใช้ฝ่ามือเหี่ยวย่นคว้ากุมราวจับอย่างแม่นมั่น ในขณะที่สองตายังคงมุ่งตรงไปยังจุดหมายปลายทาง ราวแปดชั่วโมงของการเดินทางท่ามกลางความยากลำบาก บ้างต้องใช้กำลังคนผสมกำลังเครื่องยนต์ บ้างต้องโยนตัวลงมาขุดหน้าดินออกเป็นร่องทดแทนถนนลื่น บ้างต้องขอแรงต้นไม้ใหญ่ให้เป็นเสาค้ำยันส่งกำลังให้รถพ้นเลนดิน ในที่สุดม้าเหล็กก็พาพวกเรามาถึงหน่วยพิทักษ์ป่าทุ่งมหาราช เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก

ยามบ่ายคล้อย ขณะที่เหล่าวัยรุ่นร่วมคณะต่างเตรียมแยกย้ายไปพักเอาแรงหลังการเดินทางอันยาวไกล หญิงชราในชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงขายาวกลับไม่มีทีท่าว่าจะเหน็ดเหนื่อย ทั้งยังสาวเท้าเข้ามาหาพวกเราด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนออกปากชักชวนให้เดินไปดูโป่งสัตว์ป่าที่อยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์ป่าราวหนึ่งกิโลเมตร ความมุ่งมั่นที่ฉายชัดในแววตาแรงกล้าเกินกว่าที่พวกเราจะปฏิเสธ
 

‘โปร่งขุนเพชร’ บทสรุปการต่อสู้ สู่เส้นทางคอรัปชั่น

อีเมล พิมพ์ PDF
เขื่อนโปร่งขุนเพชร เป็นโครงการชลประทานในความรับผิดชอบของกรมชลประทานที่มีประกาศก่อสร้างในปี พ.ศ.2532โดยจะสร้างกั้นลำเชียงทาอันเป็นสาขาใหญ่ ของแม่น้ำชี กำหนดที่ตั้งหัวงานเขื่อนอยู่ในบริเวณบ้านกระจวน ต.โคกสะอาด อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ พื้นที่น้ำท่วม ประมาณ 12,300 ไร่  เดิมกำหนดพื้นที่ผิวน้ำ 16.2 ตารางกิโลเมตร ต่อมาลดลงเหลือ 14.6 ตารางกิโลเมตร  และระดับ ความจุจาก 112 ล้านลูกบาศก์เมตร ลงมาเหลือเพียง 97 ล้านลูกบาศก์เมตรในปี พ.ศ.2538  เพื่อให้ไม่อยู่ในเกณฑ์ต้องศึกษาผลกระทบด้าน สิ่งแวดล้อมตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535
ด้วยความคลุมเครือของโครงการในด้านการชดเชยค่าความเสียหายจากการก่อสร้างเขื่อน กลุ่มประชาชนในพื้นที่และสมัชชาคนจนได้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้มีการยกเลิกการก่อสร้างเขื่อนดังกล่าวในปี พ.ศ. 2539 จนคณะรัฐมนตรีสมัยนายบรรหาร ศิลปะอาชา ได้มีมติให้ชะลอโครงการ
โครงการดังกล่าวจะผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนประมาณ 300 ครอบครัว 4 หมู่บ้าน ในท้องที่บ้านแก่งกระจวน บ้านห้วยทับนาย  และ บ้านใหม่ห้วยหินฝน ต.โคกสะอาด อ.หนองบัวระเหว และบ้านบุ่งเวียน ต.โป่งนก อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ
ผู้ที่ได้รับผลกระทบมี ๒ กลุ่มคือ กลุ่มที่มีที่ดินที่ถูกน้ำท่วมและกลุ่มที่ไม่มีที่ดินทำกินหรือมีแต่ไม่ถูกน้ำท่วม เพราะชาวบ้าน รวมถึงชาวญากรูซึ่งเป็นคนพื้นถิ่นหากินกับป่า โดยเฉพาะบ้านใหม่ห้วยหินฝนและบ้านห้วยทับนายน้อย เก็บของป่าเป็น อาชีพหลัก จนกลายเป็นวิถีชีวิตของชุมชน เช่น หน่อไม้ ใบลาน เห็ด กะบุก ผักหวาน อึ่งและสมุนไพรต่าง ๆ เป็นต้น โดยแทบ จะไม่ต้องทำการเพาะปลูกเลย นอกจากนี้อ่างเก็บน้ำของเขื่อนจะทำลายป่าลาน แหล่งสมุนไพร และพืชอาหารที่ชาวบ้านพึ่งพาในการดำรงชีวิตและขายเป็นรายได้ทาง เศรษฐกิจ
อย่างไรก็ดี หลังจากการต่อสู้ระหว่างประชาชนกับภาครัฐนับสิบปี วันที่ 20 กันยายน 2548 คณะรัฐมนตรีได้ อนุมัติให้มีการทบทวนมติ ครม. 22 เมษายน 2539 และมติที่เกี่ยวข้องอีก 3 มติ (มติ ครม.  29 เมษายน 2540, 25 กรกฎาคม 2543 และ 3 เมษายน 2544) เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการอ่างเก็บน้ำโปร่งขุนเพชร และอนุมัติให้กรมชลประทานดำเนินการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสังคม
ขณะนี้ผลการศึกษาดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ หลังจากที่ครม.ได้มีมติรับทราบผลการดำเนินงานดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว กระทรวงเกษตรฯ จึงได้มอบหมายให้กรมชลประทานเร่งรัดการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำโปร่งขุนเพชรให้แล้วเสร็จภายในปี 2557 และนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)ต่อไปตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม2555 สำหรับผลการศึกษาโครงการศึกษาสิ่งแวดล้อมด้านสังคมโครงการโปร่งขุนเพชร จ.ชัยภูมิ กรมชลประทานได้ว่าจ้างที่ปรึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ดำเนินการ ซึ่งได้สิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2553
‘เขื่อนโปร่งขุนเพชร’ ถือเป็นหนึ่งเขื่อนที่มีประวัติศาสตร์การต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมมาอย่างเนิ่นนาน และบทสรุปของการต่อสู้คือความพ่ายแพ้ของเหล่าผู้ต่อต้าน เนื่องจากปัจจุบัน ได้มีการเริ่มก่อสร้างเขื่อนดังกล่าวตามแผนบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปในนาม ‘โครงการน้ำ 3.5 แสนล้าน’
ปัญหาควรจะจบลงด้วยดี หากไม่มีการเปิดเผยช่องทางการทุจริตที่ทำการอย่างโจ่งแจ้งโดยการสร้าง ‘หมู่บ้านผี’ เพื่อรับเงินชดเชยความเสียหายจากการก่อสร้างเขื่อน โดยมีกระแสข่าวเผยแพร่อย่างต่อเนื่องในช่วงเดือนพฤษภาคม 2556 ถึงความไม่ชอบมาพากลจากการออกทะเบียนบ้านในพื้นที่เขื่อนโปร่งขุนเพชรและเขื่อนยางนาดีกว่า 300 หลังคาเรือนใน 6 หมู่บ้านที่ไม่มีผู้อยู่อาศัย และใช้วัสดุก่อสร้างแบบชั่วคราว โดยมีการตรวจสอบแล้วว่าผิดจริง อีกทั้งยังมีการร้องเรียนว่าเป็นการกระทำผิดของนายทุนที่ข้าราชการมีส่วนเกี่ยวข้อง
หากไม่มีการตรวจสอบจากภาคประชาสังคมและสื่อมวลชน เงินกว่า 300 ล้านบาทคงไม่พ้นเป็นลาภปาก ‘ผี’ ที่หวังเข้ามาเอาผลประโยชน์จากโครงการรัฐไปฟรีๆ
โครงการก่อสร้างเขื่อนโปร่งขุนเพชรจึงเป็นตัวอย่างอันดีของโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่เกือบจะเป็นการพ่ายแพ้ของประชาชนต่ออำนาจของนายทุนและอำนาจรัฐ ที่ย่อมส่งผลกระทบต่องบประมาณประเทศชาติ และสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการทำงานที่ไม่โปร่งใสหากไม่มีการถ่วงดุลโดยภาคเอกชนและภาคประชาสังคม
นี่เป็นเพียงเขื่อนเล็กๆในโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านที่มีการคอรัปชั่นอย่างเด่นชัด แม้ว่าปัจจุบัน โครงการดังกล่าวจะถูกระงับตามคำสั่งศาลปกครอง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าโครงการอย่างเขื่อนโปร่งขุนเพชรจะหยุดก่อสร้างเนื่องจากสามารถใช้งบประมาณจากกรมชลประทานเข้าทดแทน โดยตั้งเป้าแล้วเสร็จในปี 2557
อีกกว่า 40 เขื่อนที่ต่อคิวตามโมดูล เอ 1 และ บี 1 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการที่ผ่านการต่อสู้อย่างยาวนานจากภาคประชาชน ท้ายที่สุดแล้วอาจไม่พ้นชะตากรรมเช่นเดียวกับเขื่อนโปร่งขุนเพชร หากไม่มีการจับตาดูความเคลื่อนไหวของเหล่าคนชั่วในชุดสูท ที่พร้อมงัดกลเม็ดเด็ดพรายหาช่องทางทำกำไรจากโครงการรัฐเพื่อสนองความมั่งคั่งของตนเอง
ข้อมูลจาก
http://www.livingriversiam.org/3river-thai/other-dams/pkp.htm
http://kromchol.rid.go.th/lproject/2010/index.php/2011-05-02-14-11-54/59-2011-05-08-14-36-21/451-2012-09-29-04-29-02
หนังสือพิมพ์มติชน และเดลินิวส์
เขื่อนโปร่งขุนเพชรเขื่อนโปร่งขุนเพชร เป็นโครงการชลประทานในความรับผิดชอบของกรมชลประทานที่มีประกาศก่อสร้างในปี พ.ศ.2532โดยจะสร้างกั้นลำเชียงทาอันเป็นสาขาใหญ่ ของแม่น้ำชี กำหนดที่ตั้งหัวงานเขื่อนอยู่ในบริเวณบ้านกระจวน ต.โคกสะอาด อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ พื้นที่น้ำท่วม ประมาณ 12,300 ไร่  เดิมกำหนดพื้นที่ผิวน้ำ 16.2 ตารางกิโลเมตร ต่อมาลดลงเหลือ 14.6 ตารางกิโลเมตร  และระดับ ความจุจาก 112 ล้านลูกบาศก์เมตร ลงมาเหลือเพียง 97 ล้านลูกบาศก์เมตรในปี พ.ศ.2538  เพื่อให้ไม่อยู่ในเกณฑ์ต้องศึกษาผลกระทบด้าน สิ่งแวดล้อมตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535
 

IEA เผยรายงาน เสนอทางแก้โรครถติดเรื้อรังในเมืองใหญ่

อีเมล พิมพ์ PDF

เมืองชาวเมืองที่คุ้นชินกับการจราจรอันคับคั่งบนท้องถนนคงจะวิตกกังวลไม่น้อยเมื่อตัวเลขทางสถิติชี้ว่าภาวะวิกฤติทางการจราจรมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นจากตัวเลขการคาดการณ์ว่าประชาชนจะโยกย้ายมาอยู่อาศัยในชุมชนเมืองคิดเป็นร้อยละ 70 ในปี ค.ศ. 2050 และปริมาณการใช้ท้องถนนจะเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่าในบางประเทศ นอกจากนี้ สำนักงานพลังงานสากล (International Energy Agency: IEA) ได้เสนอข้อมูลว่า ตัวเลขการใช้พลังงานในการขนส่งประชาชนจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า การเติบโตดังกล่าวย่อมส่งผลในทางลบทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ที่อาจทำให้หลายประเทศต้องเสียหายในหลักหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

สมุนไพรหรือยาพิษ ? ปัญหาเสพติดยาฆ่าแมลงในประเทศจีน

อีเมล พิมพ์ PDF

ยาฆ่าแมลงตั้งแต่ปี .. 1995 ที่สถิติการใช้ยาฆ่าแมลงของจีนได้ทะลุ 1 ล้านตัน นับแต่นั้นเป็นต้นมาการใช้สารเคมีดังกล่าวก็เติบโตขึ้นราวปีละ 3% สะท้อนถึงภาคการเกษตรของจีนที่เสพติดยาฆ่าแมลง กระทั่งประเทศจีนขึ้นเป็นประเทศที่มีการใช้ยาฆ่าแมลงมากที่สุดในโลก ปัจจุบัน

ปัญหาน้ำผิวดินปนเปื้อนสารเคมี การลดลงของปริมาณผลผลิตจากการประมง รวมทั้งการลดลงของศัตรูพืชตามธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงปัญหาส่วนหนึ่งของประเทศที่เสพติดยาฆ่าแมลง เพราะยาฆ่าแมลงที่ถูกใช้ราวปีละ 2 ล้านตันนั้น มีเพียง 30% ที่ทำงานได้ตรงเป้าประสงค์ ขณะที่กว่า 70% ตกค้างมายังดิน น้ำ และอากาศ

 

2643 อุณหภูมิอาจสูงขึ้น 4 องศา

อีเมล พิมพ์ PDF
คนทั่วไปมักคิดว่าบรรยากาศโลกกว้างใหญ่เสียจนกิจกรรมของมนุษย์จะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อมันได้ แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เป็นที่ทราบกันมานานพอสมควรแล้วปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์จะส่งผลให้โลกมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คงสภาพอยู่ได้นานหลายร้อยปีก่อนที่จะถูกกำจัด ฉะนั้นปริมาณของมันจึงสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในขณะนี้ก็ยังมีรายงานหรือผลการวิจัยออกมาโดยตลอดว่าโลกกำลังร้อนขึ้น เช่นรายงานของคณะกรรมการภูมิอากาศฉบับใหม่ว่าหากประชาคมโลกยังขาดการร่วมมือกันป้องกันสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ในปี พ.ศ.2643 อุณหภูมิจะเพิ่มสูงขึ้น 4 องศา ซึ่งสูงยิ่งกว่าที่เคยคาดกันไว้ที่จะไม่ยอมให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นอีกในแต่ละศตวรรษมากกว่า 2 องศาเซลเซียส
รายงานฉบับนี้ยังระบุอีกว่านโยบายที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ทำให้ชาติต่างๆ ยังไม่ได้ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาอย่างที่เคยได้ให้ไว้
การเผาผลาญเชื้อเพลิงจากฟอสซิลทั้งโลกในทศวรรษที่แล้วมา ส่อว่าคำเตือนที่อุณหภูมิของโลกจะเพิ่มสูงขึ้น 4 องศา อาจจะเกิดเป็นจริงได้
ไม่เพียงแค่นั้นสำนักงานพลังงานสากลหรือไออีเอก็ได้เปิดเผยรายงานระหว่างการประชุมเจรจาข้อตกลงจำกัดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ที่เมืองบอนด์ ประเทศเยอรมันนี ว่าหากยังคงปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินมาตรการป้องกันโลกร้อนเช่นนี้ อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะสูงขึ้น 3.6 ถึง 5.3 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าเกินกว่าเป้าหมายของสหประชาชาติที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะไม่ให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มเกิน 2 องศาเซลเซียส
ในปี 2555 ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนทั่วโลกเพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์คือ 31,600 ล้านตัน เพิ่มจากสถิติเก่าถึง 1.4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นผลพวงจากที่ประเทศจีนมีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนเพิ่มขึ้น 3.8 เปอร์เซ็นต์ หรือ 300 ล้านตัน ขณะที่ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนประเทศญี่ปุ่น เพิ่มถึง 5.8 เปอร์เซ็นต์หรือ 70 ล้านตัน เนื่องจากการหวนกลับมาใช้พลังงานน้ำมันมากขึ้นหลังเกิดกรณีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกาประสบความสำเร็จในการลดคาร์บอนได้ถึง 3.8 เปอร์เซ็นต์ หรือ 200 ล้านตันจากการหันมาใช้พลังงานก๊าซแทนถ่านหิน
ความร้อนที่เพิ่มขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์เรา (ทั้งการใช้ชีวิตประจำวันและจากภาคการผลิตทั้งการเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม)ในปัจจุบันนี้เร็วกว่าในอดีตถึง 30 เท่าแล้ว
อ้างอิง
- หนังสือไทยรัฐ จันทร์ 24 มิถุนายน 2556
- หนังสือไทยรัฐ พุธ 12 มิถุนายน 2556
โลกร้อนคนทั่วไปมักคิดว่าบรรยากาศโลกกว้างใหญ่เสียจนกิจกรรมของมนุษย์จะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อมันได้ แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เป็นที่ทราบกันมานานพอสมควรแล้วปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์จะส่งผลให้โลกมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คงสภาพอยู่ได้นานหลายร้อยปีก่อนที่จะถูกกำจัด ฉะนั้นปริมาณของมันจึงสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ในขณะนี้ก็ยังมีรายงานหรือผลการวิจัยออกมาโดยตลอดว่าโลกกำลังร้อนขึ้น เช่นรายงานของคณะกรรมการภูมิอากาศฉบับใหม่ว่าหากประชาคมโลกยังขาดการร่วมมือกันป้องกันสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ในปี พ.ศ.2643 อุณหภูมิจะเพิ่มสูงขึ้น 4 องศา ซึ่งสูงยิ่งกว่าที่เคยคาดกันไว้ที่จะไม่ยอมให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นอีกในแต่ละศตวรรษมากกว่า 2 องศาเซลเซียส
 

เอ็นจีโอ แฉ อิตัลไทย ปั่นหุ้นเหมืองโปแตชอุดรฯ ขายให้ทุนจีน คาดมูลค่าสูงถึง 3 หมื่นล้าน

อีเมล พิมพ์ PDF
ผู้สื่อข่าวรายงานจากเวบไซต์ข่าวหุ้นธุรกิจว่า ขณะนี้ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เจ้าของกิจการโครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี   เตรียมที่จะขายหุ้นใน บริษัท เอเชีย แปซิฟิค โปแตซ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด  (เอพีพีซี) ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่ถือหุ้นอยู่ทั้งหมด
ทั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมด้านเงินกองทุนในการขยาย ธุรกิจ การลงทุนในสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐ ที่จะหนุนให้อุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างเข้าสู่วงจรขาขึ้นรอบใหญ่ที่สุด โดยคาดว่าจะเห็นการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ภายหลังการออก พ.ร.บ.เงินกู้ 2  ล้านล้านบาทได้รับความเห็นชอบจากสภาฯ (จะนำเข้าสู่ ครม เพื่อพิจารณาวาระ 2  และ 3  ในเดือน ส.ค. นี้) ซึ่งจะทำให้เกิดการประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ และถนนมอเตอร์เวย์ รวมไปถึง พ.ร.บ บริหารจัดการน้ำมูลค่า 3.5  แสนล้านบาท ที่กลุ่มอิตัลไทย ได้รับส่วนแบ่งจากการชนะประมูลเมื่อเดือนที่ผ่านมา
ในรายงานข่าวยังระบุด้วยว่า อิตัลไทยเตรียมขายเงินลงทุนในหมืองโปแตซ   โดยมีการว่าจ้างบริษัทภายนอกในการประเมินมูลค่าเหมืองโปแตซ ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 10  เท่าตัว จากมูลค่าเงินลงทุนที่ 3,000  ล้านบาท!!  (อ้างอิง จับตา3หุ้นกลุ่มรับเหมาพีคสุด
งานรัฐหนุนยาวอย่างน้อย7ปี)
โดยเมื่อวันที่ 3  ก.ค. 56  เวลา 16.00  น. นายสุวิทย์  กุหลาบวงษ์  ที่ปรึกษากลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าว่าอิตัลไทย ต้องมีการขายหุ้นเหมืองโปแตชอุดรฯ อย่างแน่นอน เพื่อนำเงินไปลงทุนและขยายกิจการรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งก่อนหน้านี้ ก็มีกระแสข่าวออกมาหลายรอบ ตั้งแต่การรวบรวมเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเพื่อจะไปลงทุนโครงการ ท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย  ในประเทศพม่า และด้วยสายสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาล ล่าสุดกลุ่มอิตัลไทย ก็ได้รับส่วนแบ่งจากการชนะประมูล โครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่า  3.5  แสนล้านบาท  นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการรับเหมาโครงสร้างขั้นพื้นฐาน จาก พ.ร.บ.เงินกู้  2  ล้านล้านบาท ที่จะมีขึ้น ในอนาคตอีกด้วย
“มีการวิเคราะห์ และพูดกันมาเป็นปีแล้วว่าอิตัลไทยจะขายหุ้นโครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี โดยมีการปั่นหุ้นให้เพิ่มขึ้นถึง 10  เท่า ทั้งๆ ที่เหมืองยังไม่ขุด นอกจากนี้ก็เป็นที่น่าจับตาว่าทุนที่จะเข้ามาซื้อก็คือทุนจากจีน ที่กำลังรุกเข้ามาลงทุนอุตสาหกรรมอย่างหนักในภาคอีสาน” นายสุวิทย์กล่าว
นายสุวิทย์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้โครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี กำลังอยู่ระหว่างการยื่นขออนุญาตประทานบัตรกับกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ซึ่งมีชาวบ้านในพื้นที่ลุกขึ้นมาค้านเป็นจำนวนมาก แต่บริษัทฯ ผู้ประกอบการก็ยังเดินหน้าผลักดันโครงการต่อ
“สถานะปัจจุบันอยู่ที่บริษัทเอพีพีซี ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาทำรายงานอีไอเอ และนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือสผ.แล้ว โดยที่มีการคัดค้านจากชาวบ้านว่ากระบวนการไม่ถูกต้อง ขาดการมีส่วนร่วม แต่บริษัทก็ไม่สน ซึ่งกลุ่มชาวบ้านก็ยื่นคัดค้านไปที่ สผ.ด้วย”
ด้านนางมณี  บุญรอด แกนนำกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี  ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวถึงสถานการณ์ความเคลื่อนไหวในพื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี ว่า ตั้งแต่มีข่าวว่าอิตัลไทยจะขายหุ้นเหมืองโปแตชอุดรฯ ก็มีแหล่งข่าวภายในอุตสาหกรรมจังหวัดมาบอกกับตนว่า ปัจจุบันนี้มีความขัดแย้งกันภายในบริษัทเอพีพีซี ถึงกับส่งผลให้ผู้จัดการฝ่ายมวลชนสัมพันธ์ของบริษัทฯ ต้องลาออก และการศึกษาดูงานเหมืองแร่โปแตชที่ประเทศลาว ของคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และผู้นำในพื้นที่ในวันที่ 11-12  ก.ค.นี้ ก็ถูกเลื่อนออกไปโดยไม่มีกำหนดอีกด้วย
ที่มา : ศูนย์สื่อชุมชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ศสธ.)
โปแตชผู้สื่อข่าวรายงานจากเวบไซต์ข่าวหุ้นธุรกิจว่า ขณะนี้ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เจ้าของกิจการโครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี   เตรียมที่จะขายหุ้นใน บริษัท เอเชีย แปซิฟิค โปแตซ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด  (เอพีพีซี) ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่ถือหุ้นอยู่ทั้งหมด
 

ลมหายใจในสิ่งปลูกสร้าง ก้าวใหม่ของการออกแบบสถาปัตยกรรมสีเขียว

อีเมล พิมพ์ PDF
แนวคิดหนึ่งของสถาปัตยกรรมในปัจจุบันคือความสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมที่ตั้งอยู่บนฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน แนวคิดดังกล่าวถูกสร้างให้เป็นรูปธรรมโดยมาร์เซล คาร์ลเบอเรอร์ (Marcel Kalberer) สถาปนิกชาวสวิสเซอร์แลนด์วัย 66 ปีที่ทำงานในประเทศเยอรมันตั้งแต่วัยหนุ่ม
จากการทำงานร่วม 10 ปี คาร์ลเบอเรอร์ได้ใช้เทคนิคการก่อสร้างยุคเมโสโปเตเมียเพื่อสร้างสิ่งปลูกสร้างโดยการปลูกต้นไม้ แนวคิดของคาร์ลเบอเรอร์คือการยอมรับกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เฝ้ามองมันเติบใหญ่ขึ้นตามกาลเวลา โดยได้สร้างจุดประกายสถาปัตยกรรมที่มีชีวิต โดยผลงานนาม  Auerworld Palace มารดาแห่งสถาปัตยกรรมที่สร้างจากต้นวิลโลว์ซึ่งเริ่มก่อสร้างในปี 1998 ที่ชานเมือง Auerstedt ประเทศเยอรมัน ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมทางสถาปัตยกรรมที่นำองค์ความรู้การมัดต้นกกเพื่อสร้างบ้านของชาวสุเมเรียน
จุดเด่นของสถาปัตยกรรมมีชีวิตคือการก่อสร้างโดยใช้อาสาสมัครทุกเพศทุกวัย กิจกรรมดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนการเชื่อมร้อยสังคมที่เคยห่างเหินให้กลับมาใกล้ชิด อีกทั้งยังเป็นการสร้างความรักและความหวงแหนจากสิ่งก่อสร้างที่ทำมาด้วยมือของตน จนทำให้เกิดการตกผลึกเป็นงานเฉลิมฉลองในคืนพระจันทร์เต็มดวงที่กลายเป็นกิจวัตรของคนในชุมชนที่จะมารวมตัวกันโดยไม่ต้องนัดหมาย
นอกจากผลงานชิ้นแรกที่ได้รับการกล่าวขานอย่างกว้างขวาง ผลงานอีกชิ้นหนึ่งที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือวิหารต้นวิลโลว์ สถาปัตยกรรมมีชีวิตขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่สูง 15 เมตร และมีพื้นที่กว่า 800 ตารางเมตร
วิหารต้นวิลโลว์ (Willow Cathedral)ถูกสร้างขึ้นเมื่อฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ.2001 ณ เมือง Rostock ประเทศเยอรมัน โดยการร่วมมือร่วมใจของอาสาสมัครกว่า 600 ชีวิตทั่วโลก ทุกวัน อาสาสมัครกว่า 70 ชีวิตจะมาช่วยกันสร้างสถาปัตยกรรมชิ้นนี้ขึ้นภายใต้การกำกับดูแลของคาร์ลเบอเรอร์ สถาปัตยกรรมดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์สื่อสารถึงศาสนาที่ยังมีชีวิต ซึ่งมุ่งไปที่การเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ มนุษย์ และมิติทางความเชื่อ
ปัจจุบัน สถาปัตยกรรมมีชีวิตเหล่านี้แพร่กระจายไปทั่วทั้งทวีปยุโรป ทั้งสวีเดน เยอรมัน สวิสเซอร์แลนด์ โปแลนด์ เบลเยียม ออสเตรีย หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกา โดยรวมแล้วมีจำนวนกว่า 70 แห่ง
แม้สถาปัตยกรรมมีชีวิตจะอยู่ในห้วงยามของการทดลอง แต่ก็เปรียบเสมือนก้าวแรกของนวัตกรรมการออกแบบที่จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด
อ้างอิง MARCEL KALBERER - WILLOW CATHEDRAL
สถาปัตยกรรมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแนวคิดหนึ่งของสถาปัตยกรรมในปัจจุบันคือความสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมที่ตั้งอยู่บนฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน แนวคิดดังกล่าวถูกสร้างให้เป็นรูปธรรมโดยมาร์เซล คาร์ลเบอเรอร์ (Marcel Kalberer) สถาปนิกชาวสวิสเซอร์แลนด์วัย 66 ปีที่ทำงานในประเทศเยอรมันตั้งแต่วัยหนุ่ม

จากการทำงานร่วม 10 ปี คาร์ลเบอเรอร์ได้ใช้เทคนิคการก่อสร้างยุคเมโสโปเตเมียเพื่อสร้างสิ่งปลูกสร้างโดยการปลูกต้นไม้ แนวคิดของคาร์ลเบอเรอร์คือการยอมรับกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เฝ้ามองมันเติบใหญ่ขึ้นตามกาลเวลา โดยได้สร้างจุดประกายสถาปัตยกรรมที่มีชีวิต โดยผลงานนาม  Auerworld Palace มารดาแห่งสถาปัตยกรรมที่สร้างจากต้นวิลโลว์ซึ่งเริ่มก่อสร้างในปี 1998 ที่ชานเมือง Auerstedt ประเทศเยอรมัน ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมทางสถาปัตยกรรมที่นำองค์ความรู้การมัดต้นกกเพื่อสร้างบ้านของชาวสุเมเรียน
 

Esperanza เรือรบ คนอนุรักษ์

อีเมล พิมพ์ PDF

กรีนพีช
 

‘Esperanza’ เรือรบคนอนุรักษ์

อีเมล พิมพ์ PDF

Esperanzaสายรุ้งสีสดใสทอดยาวเหนือน่านน้ำพาดผ่านเรือสีเขียวลำใหญ่นาม ‘Esperanza’ หนึ่งในเรือเพื่อการรณรงค์ต่อต้านการทำลายทรัพยากรธรรมชาตินอกจาก ‘Rainbow Warrior’ และ ’Arctic Sunrise’ ที่ต่อสู้ในนามของกรีนพีซ องค์กรอนุรักษ์สากลที่ทำงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี ค.ศ.1971 จวบจนปัจจุบัน

‘Esperanza’ หรือเรือแห่ง ‘ความหวัง’ ตามภาษาสเปน อดีตเรือดับเพลิงของโปแลนด์ที่เดินทางมายังน่านน้ำไทยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อรณรงค์ให้คนไทยหันมาสนใจวิกฤตการณ์กลางทะเลที่เกิดขึ้นโดยแทบไม่มีใครรับรู้ ก่อนเดินทางลัดเลาะจากสงขลา ประจวบคีรีขันธ์ ก่อนมาลอยลำริมท่าเรือคลองเตยเพื่อเปิดให้เหล่าคนเมืองหัวใจอนุรักษ์ได้เข้าชมและพูดคุยกับลูกเรือทั้ง 19 ชีวิต

 

เช่าป่าอนุรักษ์ ทางออกปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า จริงหรือ?

อีเมล พิมพ์ PDF

วังน้ำเขียวปี 2555 ที่ผ่านมา การเข้าไปรื้อถอนรีสอร์ทที่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมานับเป็นคดีโด่งดังสำหรับคนอนุรักษ์ ในสมัยนายดำรง พิเดช ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และหลังจากการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารกรมอุทยานฯ ซึ่งนายมโนพัศ หัวเมืองแก้ว อธิบดีกรมอุทยานฯคนปัจจุบัน ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2556 ต่อสื่อมวลชนในประเด็นเรื่องความคืบหน้าในการรื้อถอนรีสอร์ท การแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติ โดยเฉพาะกรณีอุทยานแห่งชาติทับลาน อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมาและ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ว่า

 

อนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำที่ตำบลปิล็อค

อีเมล พิมพ์ PDF

ฤดูน้ำแดงช่วงต้นฝนของทุกๆ ปี บริเวณเวิ้งน้ำของเขื่อนเขาแหลมจะมีพ่อค้าแม่ค้าจำนวนมากออกมาหาจับปลาเพื่อนำไปขายทอดตลาด ซึ่งดูจะสวนทางกับประกาศของกรมประมงที่มีข้อความชัดเจนว่า "ห้ามจับสัตว์น้ำจืดช่วงฤดูวางไข่" หรือ "ฤดูน้ำแดง" โดยมีระยะเวลาบังคับใช้กฎของข้อประกาศระบุตั้งแต่วันที่ 16 .พ.ค ถึงวันที่ 15 ก.ย. หากฝ่าฝืนจะมีปรับตั้งแต่ห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี

คำประกาศดังกล่าวดูจะไม่เสียงดังนัก หรือไม่มีใครเกรงกลัวกฎหมายก็ดูเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ทั้งสองทาง แต่ผลของการละเมิดกฎดังกล่าวนั้นส่งผลกระทบต่อชุมชนที่พยายามรักษาและใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนเข้าอย่างจัง ในทำนองสำนวนที่ว่า "คนปลูกไม่ได้กิน คนกินไม่ได้ปลูก"

 

คืนชีวิตให้สายน้ำ: จุดจบของเขื่อนใหญ่ในแคลิฟอร์เนีย

อีเมล พิมพ์ PDF
21 มิถุนายน 2556 นับเป็นการจารึกหน้าประวัติศาสตร์จากโครงการทำลายเขื่อนขนาดใหญ่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่จากนี้อีก 28 สัปดาห์แม่น้ำ Carmel ราว 70 เปอร์เซ็นต์ของความยาวจะกลับมาหลากไหลอย่างอิสระตามเส้นทางธรรมชาติ หลังถูกจองจำมาร่วมหนึ่งร้อยปี
นับแต่ปี 1921 เขื่อน San Crement ถูกสร้างขึ้นเพื่อกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในการบริโภคของชนชั้นกลางในเมือง Monterey County เหนือจากมหาสมุทรแปซิฟิกราว 30 กิโลเมตรโดยทิ้งผลกระทบไว้อย่างมหาศาลต่อพันธุ์ปลาและพันธุ์สัตว์ที่อยู่ปลายน้ำ อีกทั้งยังมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยเนื่องจากตัวเขื่อนตั้งอยู่ในเขตที่อาจเกิดแผ่นดินไหว
ในปัจจุบัน เขื่อนดังกล่าวสูญเสียความสามารถในการกักเก็บน้ำไปแล้วกว่าร้อยละ 95 เนื่องจากการทับถมของตะกอนดินที่มากับแม่น้ำ Carmel ซึ่งครั้งหนึ่ง ตะกอนดินเหล่านี้จะถูกพัดพาไปยังปลายน้ำ เป็นการรักษาความสมดุลของลำน้ำ อีกทั้งยังเพิ่มเติมสารอาหารให้กับชายฝั่งทะเล แต่เมื่อมีการก่อสร้างเขื่อน กระบวนการดังกล่าวก็หยุดชะงักลง ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกับทุกเขื่อนทั่วโลก
หลังจากที่หน่วยงานดูแลด้านความปลอดภัยของเขื่อนในรัฐแคลิฟอร์เนียประกาศให้เขื่อน San Crement เป็นเขื่อนที่ไม่ปลอดภัยหากเกิดเหตุแผ่นดินไหว บริษัทเอกชน California American Water ผู้เป็นเจ้าของเขื่อนก็ได้พิจารณาทางเลือกเพื่อลดภัยคุกคามจากตัวเขื่อน หลังจากการคำนวณต้นทุน ผลประโยชน์ทางสิ่งแวดล้อม รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ก็ได้คำตอบว่าการทำลายเขื่อนลงถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
โครงการทำลายเขื่อนดังกล่าวจะเป็นการเปิดพื้นที่กว่า 35 กิโลเมตรเพื่อเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและขยายพันธุ์ของปลา Steelhead Trout ซึ่งมีวงจรชีวิตคล้ายกับแซลมอน คือใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในทะเลแต่ต้องอพยพมาวางไข่และเติบโตในแม่น้ำ การสร้างเขื่อนจึงไม่ต่างจากการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยและวงจรตามธรรมชาติ รวมถึงการก่อสร้างทางผันน้ำ และการเติบโตอย่างรวดเร็วของชุมชนเมือง ทำให้ Steelhead Trout ถูกจัดอยู่ในบัญชีพันธุ์ปลาที่ถูกคุกคามในปี 1997
นอกจากการทำลายเขื่อนดังกล่าวจะเป็นข่าวดีสำหรับปลาแล้ว มันยังรวมถึงกบ California Red-Legged Frog กบตามธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันตก ที่ปัจจุบันถูกจัดเป็นสัตว์ที่กำลังถูกคุกคามเช่นเดียวกับ Steelhead Trout
โครงการดังกล่าวจะเริ่มต้นโดยใช้นวัตกรรมทางวิศวกรรมศาสตร์ ในการเปลี่ยนเส้นทางการไหลของกระแสน้ำ เพื่อความมั่นคงและปลอดภัยของตะกอนจำนวนมหาศาลที่ถูกสะสมอยู่ในเขื่อน และเมื่อสายน้ำถูกเชื่อมให้เกิดการไกลคล้ายคลึงกับธรรมชาติแล้ว กระบวนการทำลายเขื่อนจึงจะเริ่มต้นขึ้น
การทำลายเขื่อนครั้งนี้มีต้นทุนรวมราว 83 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ โดยมีการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากทั้งองค์กรภาครัฐ องค์กรอนุรักษ์ รวมทั้งองค์กรเอกชนเจ้าของเขื่อน ที่ร่วมกันสมทบทุนเพื่อฟื้นคืนสภาพลำน้ำให้กลับมาดังเดิม และภายหลังโครงการนี้เสร็จสิ้น บริษัท California American Water ได้ทำสัญญามอบพื้นที่กว่า 2,400 ไร่ซึ่งเป็นพื้นที่รอบตัวเขื่อนให้กับองค์กรบริหารจัดการที่ดินภาครัฐ โดยมีแผนจะดำเนินการสร้างเป็นสวนสาธารณะ Monteryเพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน
โครงการนี้หากดำเนินการสำเร็จ ก็นับเป็นโครงการต้นแบบที่ประยุกต์ใช้ทั้งวิศวกรรมศาสตร์สิ่งแวดล้อม ผสมผสานกับความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและประชาสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การปรับใช้ตัวแบบดังกล่าวในการฟื้นฟูแม่น้ำต่อไป
ที่มา newswatch.nationalgeographic.com
ทลายเขื่อน21 มิถุนายน 2556 นับเป็นการจารึกหน้าประวัติศาสตร์จากโครงการทำลายเขื่อนขนาดใหญ่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่จากนี้อีก 28 สัปดาห์แม่น้ำ Carmel ราว 70 เปอร์เซ็นต์ของความยาวจะกลับมาหลากไหลอย่างอิสระตามเส้นทางธรรมชาติ หลังถูกจองจำมาร่วมหนึ่งร้อยปี

นับแต่ปี 1921 เขื่อน San Crement ถูกสร้างขึ้นเพื่อกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในการบริโภคของชนชั้นกลางในเมือง Monterey County เหนือจากมหาสมุทรแปซิฟิกราว 30 กิโลเมตรโดยทิ้งผลกระทบไว้อย่างมหาศาลต่อพันธุ์ปลาและพันธุ์สัตว์ที่อยู่ปลายน้ำ อีกทั้งยังมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยเนื่องจากตัวเขื่อนตั้งอยู่ในเขตที่อาจเกิดแผ่นดินไหว
 

แถลงการณ์และข้อเสนอแนะ ต่อผู้เกี่ยวข้องโครงการเขื่อนแม่น้ำโขง และเขื่อนบนแม่น้ำทั้งสามเซ

อีเมล พิมพ์ PDF

เขื่อน แม่น้ำโขงการประชุมระดับภูมิภาค เรื่อง “เขื่อนแม่น้ำโขง และเขื่อนบนแม่น้ำทั้งสามเซ: เสียงประชาชนข้ามพรมแดนต่อวิกฤตแม่น้ำและแนวทางในอนาคต” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-4 มิถุนายน 2556 ที่ศูนย์ความร่วมมือกัมพูชา-ญี่ปุ่น กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา โดยความร่วมมือของภาคประชาสังคมประเทศกัมพูชา ไทย และเวียดนาม ซึ่งองค์กรร่วมจัดหลายองค์กรเป็นสมาชิกของกลุ่มพันธมิตรและเครือข่ายต่างๆ ได้แก่ พันธมิตรแม่น้ำกัมพูชา เครือข่ายแม่น้ำเวียดนาม และพันธมิตรเพื่อปกป้องแม่น้ำโขงเพื่อให้เป็นเวทีสำหรับองค์กรเครือข่ายภาคประชาชนในประเทศลุ่มแม่น้ำโขงได้แสดงความกังวลของตนเกี่ยวกับผลกระทบของเขื่อนขนาดใหญ่ต่อสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การถูกโยกย้ายถิ่นฐาน และกระบวนการชดเชยเยียวยาความเสียหาย รวมถึงผลกระทบข้ามพรมแดนของโครงการต่างๆ บนแม่น้ำโขงสายหลัก

 

เสือ : 'ทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง' ชี้ชะตาป่ามรดกโลก

อีเมล พิมพ์ PDF
การประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 37 ณ กรุงพนมเปญ-เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ระหว่างวันที่ 16-27 มิถุนายน 2556 นอกจากคดีปราสาทเขาพระวิหารที่คนไทยจำนวนมากติดตามแล้ว ในส่วนของประเทศไทยยังต้องรายงานสถานภาพการอนุรักษ์ทางธรรมชาติของผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ แหล่งมรดกโลกให้คณะกรรมการรับทราบอีกครั้งกรณีที่มีปัญหาหลายเรื่อง เช่น การขยายถนน 304 เข้าไปในอุทยานฯ  ผืนป่าไม่ต่อเนื่อง ป่าถูกบุกรุก แผนบริหารจัดการไม่ชัดเจน  การท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว ตลอดจนเขื่อนและสัตว์เลี้ยงเข้ามากินหญ้าในทุ่ง
หากผืนป่ามรดกโลกดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้นจะถูกบรรจุในบัญชีมรดกโลกที่อยู่ในภาวะอันตราย ปี 2557 นี่เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายหวาดหวั่น  ทว่า ผลการประชุมล่าสุดผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ รอดจากการถูกขึ้นบัญชีมรดกโลกอันตราย   นับว่าเป็นความโชคดีอยู่บ้าง
คงต้องยอมรับพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ ไม่ได้มีเพียงดงพญาเย็น-เขาใหญ่ที่กำลังถูกคุกคาม ล่าสุดรัฐบาลไทย โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ลังเลที่จะร้องขอความช่วยเหลือจากธนาคารโลกในการแก้ปัญหาการทำลายป่าและป้องกันสัตว์ป่าใน พื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง โดยยอมรับว่ากรมอุทยานแห่งชาติฯ ทำงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่นี้โดยลำพังไม่ได้
เป็นเหตุให้ทั้งสององค์กรนี้ได้ร่วมกันพัฒนา โครงการเสริมสร้างประสิทธิภาพและแรงจูงใจในการอนุรักษ์สัตว์ป่าในพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง ขณะนี้โครงการกำลังอยู่ระหว่างการหาแนวทางในการส่งเสริมการจัดการด้านการเงินที่ยั่งยืนสำหรับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่โครงการ ระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี ระหว่างปี 2557-2562 ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เขตรักษาพันธุ์ฯ ทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก และเขตรักษาพันธุ์ฯ ทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก รวมถึงพื้นที่กันชน ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 5 กิโลเมตร จากขอบเขตพื้นที่ทุ่งใหญ่ตะวันออกและทุ่งใหญ่ตะวันตก และพื้นที่ในระยะทาง 15 กิโลเมตร ทางทิศตะวันออกของห้วยขาแข้ง
ผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ โดยยูเนสโกเมื่อปี 2534 เป็นสถานที่ทางธรรมชาติที่โดดเด่นแห่งแรกของไทยที่ได้เป็นมรดกโลก มีพื้นที่ร่วมกันมากกกว่า 4 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จ.อุทัยธานี จ.กาญจนบุรี และ จ.ตาก ประกอบด้วยผืนป่าเกือบทุกชนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นต้นน้ำลำธารที่สำคัญ และเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่หายาก โดยเฉพาะเสือโคร่ง กลายเป็นสัญลักษณ์ของการอนุรักษ์ป่ามรดกโลกนี้
วราภรณ์ หิรัญวัฒน์ศิริ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ธนาคารโลกสำนักงานประเทศไทย กล่าวว่า พื้นที่มรดกโลกแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของประชากรเสือโคร่งกว่า 100 ตัว ขณะนี้เสือโคร่งกำลังถูกคุกคามจากการล่าสัตว์ การสูญเสียเหยื่อของเสือ รวมถึงการบุกรุกทำลายป่าไม้และทุ่งหญ้า ในภูมิภาคเอเชียมีพื้นที่แบบเดียวกันเหลืออยู่น้อยมาก เป็นที่หากินของช้างกว่า 300 เชือก นกกว่า 400 สายพันธุ์ สัตว์เลื้อยคลานอีก 43 ชนิด ยังมีปลาอีก 113 สายพันธุ์ รวมทั้งยังมีสายพันธุ์อื่นที่กำลังถูกคุกคามในพื้นที่เดียวกันนี้
"ธนาคารโลกได้สนับสนุนกรมอุทยานฯ และกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก เพิ่มความสามารถในการป้องกันการคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพ และให้ชุมชนมีส่วนร่วมอนุรักษ์ รวมถึงการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านโครงการปรับปรุงการเก็บกักคาร์บอนในพื้นที่ป่า หรือโครงการ REDD+ ซึ่งจะต้องมีการสร้างแรงจูงใจและจัดการทางการเงินที่ยั่งยืน ช่วยให้โครงการเดินต่อไปหลังสิ้นสุดโครงการ ซึ่งภาคเอกชนช่วยเหลือได้" ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมกล่าว
ธีรภัทร ประยูรสิทธิ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ กล่าวว่า ปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ ทั่วโลกและไทยประสบภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง ขณะนี้ได้เกิดอุทกภัยร้ายแรงในประเทศอินเดียและเนปาล มีผู้เสียชีวิตกว่า 150 คน ทวีปยุโรปเกิดน้ำท่วมใหญ่ แม้แต่สหรัฐมีพายุทอร์นาโดถล่ม อินโดนีเซียเกิดไฟป่าก่อเกิดปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน ส่วนบ้านเราสถานการณ์น้ำก็น่าห่วง บางพื้นที่ตกหนัก บางพื้นที่เกิดภาวะแห้งแล้ง ภัยพิบัติธรรมชาติที่มาทดสอบมนุษย์เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะบรรเทาภัยได้นักวิทยาศาสตร์ระบุเรื่องการรักษาพื้นที่สีเขียวและเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้น ขณะนี้พื้นที่ป่าของประเทศไทยเหลืออยู่ 33%  มี 73 ล้านไร่ ที่อยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ แม้กรมอุทยานฯ มีหน้าที่ในการอนุรักษ์ แต่ทรัพยากรธรรมชาติไม่ใช่ของรัฐ ทุกคนต้องช่วยเหลือลดการสูญเสียป่า โครงการนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์ป่าและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่า
"ทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง พื้นที่ 4 ล้านไร่อยู่ใจกลางผืนป่าตะวันตกที่มีพื้นที่ประมาณ 11.7 ล้านไร่ ถือเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารสำคัญของประเทศไทยถึง 6 สาย มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่สมบูรณ์ ประชากรเสือโคร่งไม่ต่ำกว่า 80 ตัว กระทิง วัวแดงกว่า 800 ตัว มีนกยูงกว่า 500 ตัว นกเงือก และยังมีสัตว์ชนิดอื่นอีกมาก จำเป็นต้องรักษาระบบนิเวศให้สมดุล แต่ป่ามรดกโลกนี้มีชุมชนอาศัยอยู่จำนวนมาก ก็ยังมีชาวบ้านที่คุกคามผืนป่าและทำอันตรายต่อสัตว์ป่า ในการทำงานป้องกันการล่าสัตว์เราใช้ระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพ ที่ทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้งมีประมาณ 40 หน่วย ลาดตระเวนอย่างเข้มข้น ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด" รองอธิบดีกรมอุทยานฯ กังวลต่อปัญหาและภัยคุกคาม
เขายังระบุว่า โครงการนี้ก็จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการป้องกันสัตว์ป่าและฟื้นฟูประชากร ส่วนพื้นที่กันชนที่มีชุมชนอาศัย ถ้าลดการพึ่งพาป่า พัฒนาอาชีพ ลดกิจกรรมทำลายป่าไม้  สร้างความร่วมมือกันอนุรักษ์ก็ได้ประโยชน์จากโครงการ REDD+ ในอนาคต ถือเป็นโครงการแรกที่นำร่องเรื่องนี้ เชื่อมโยงกับการอนุรักษ์สัตว์ป่าในไทย และเป็นโครงการแรกในเอเชียด้วย ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจให้ชาวบ้านอนุรักษ์สัตว์ นำไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศแบบใหม่ โดยชุมชนมีส่วนร่วม เน้นชมธรรมชาติและดูสัตว์ป่า กิจกรรมท่องเที่ยวจะอยู่ในพื้นที่กันชนป้องกันผลกระทบต่อเขตอนุรักษ์
ในขณะที่ บุษบง กาญจนสาขา หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานฯ ผู้ประสานงานโครงการเสริมสร้างประสิทธิภาพและแรงจูงใจในการอนุรักษ์สัตว์ป่าในพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง กล่าวว่า เกรงว่าประชากรเสือโคร่งจะลดลงจากภัยคุกคาม เพราะล่าสุดจำนวนประชากรเสือโคร่งทั้วโลกมี 3,500 ตัวเท่านั้น แหล่งอาศัยกระจาย 13 ประเทศ ตั้งแต่จีน เนปาล ภูฏาน รัสเซีย ลงมาเอเชียใต้ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในนั้น จากการประเมินมีจำนวน 190-250 ตัว โดยพื้นที่ป่าซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่สำคัญ คือ ป่ามรดกโลก ทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง จึงเลือกพื้นที่นี้ดำเนินโครงการ โดยมี 3 กิจกรรมหลัก คือ สร้างความเข้มแข็งในการอนุรักษ์และปกป้องทรัพยากรสัตว์ป่า พัฒนาและส่งเสริมให้มีแรงจูงใจและแหล่งทุนที่ยั่งยืนเพื่ออนุรักษ์สัตว์ป่า อีกกิจกรรมเป็นสร้างความตระหนักในการอนุรักษ์สัตว์ป่าและทรัพยากรป่าไม้ต่อสาธารณชนและการบริหารจัดการโครงการ
หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่าให้รายละเอียดย่อยถึงกิจกรรมโครงการว่า เพื่อลดการลักลอบล่าและค้าสัตว์ป่า จะฝึกอบรมระบบลาดตระเวนคุณภาพ และอนุรักษ์ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 3 แห่ง มีการติดตามประชากรเสือโคร่งและเหยื่อทุกปี ข้อมูลที่วิเคราะห์ได้จะนำมาใช้ปรับปรุงจัดการพื้นที่ป่ามรดกโลก รวมถึงทำฐานข้อมูลพันธุกรรมเสือโคร่งในกรงเลี้ยงทั้งหมดประมาณ 1,200 ตัว ป้องกันลอบค้าเสือโคร่งระหว่างประเทศ
"ห้วยขาแข้งมีความหนาแน่นเสือโคร่งอยู่ที่ 2.5 ตัวต่อ 100 ตารางกิโลเมตร ทุ่งใหญ่นเรศวรตะวันออกประมาณ 0.7 ตัวต่อ 100 ตร.กม. ทุ่งใหญ่ตะวันตกอยู่ที่ 1 ตัว ถ้าสามารถภัยคุกคามต่อเสือโคร่งหมดให้หมดได้ เสือโคร่งอาจหนาแน่นเพิ่มมากขึ้นถึง 10 ตัวต่อ 100 ตร.กม.ก็ได้" บุษบงระบุ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยคุกคามนั้น เธอกล่าวว่า เสือโคร่งลดลงจากการลักลอบล่าและค้าเนื้อและซากของสัตว์ป่า รวมถึงผลจากการสูญเสียถิ่นอาศัย เพราะการขยายพื้นที่เกษตรกรรมและการนำปศุสัตว์มาเลี้ยงในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ส่วนเรื่องการจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์ด้วยระบบลาดตระเวนต้องขยายผลให้มากขึ้น โดยเฉพาะในเขตทุ่งใหญ่ตะวันออกและตะวันตก รวมถึงขยายหน่วยอนุรักษ์ออกไปในพื้นที่อื่นรอบๆ เขตป่าห้วยขาแข้งมรดกโลก
ในการพัฒนาเรื่อง REDD+ ก็เชื่อมกับการอนุรักษ์สัตว์ป่า อย่างพื้นที่ป่ากันชนติดเขตป่าห้วยขาแข้งที่พื้นที่เสื่อมโทรมจากการทำลายป่าเพื่อทำเกษตร จะดำเนินการปรับปรุง รักษาป่า โดยชุมชนมีส่วนร่วม สร้างแรงจูงใจไม่ให้ชาวบ้านทำลายป่า โดยนำผลการติดตามจำนวนสัตว์ป่ามาพิสูจน์ เป็นหลักฐานที่ปรากฏอธิบายได้ดีมีผลให้ชุมชนลดกิจกรรมส่งผลกระทบป่ามรดกโลก
ส่วน ดร.ณรรต ปิ่นน้อย ผู้เชี่ยวชาญทางด้านคาร์บอนไฟแนนซ์ สำนักงานธนาคารโลก ชี้ว่า REDD+ คือ การลดปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศจากการทำลายป่าไม้หรือสูญเสียป่าไม้ 17% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกมาจากป่าไม้ที่หายไปและป่าเสื่อมสภาพ หากเราละเลยตัวเลขการสูญเสียป่า ก็ต้องไปทำงานหนักในการลดก๊าซในตัวการอื่นๆ ทั้งที่ต้นทุนในการดูแลรักษาป่านั้นต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานหรือพัฒนาเทคโนโลยี และการบรรลุเป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำตามนโยบายของรัฐบาลก็ระบุถึงภาคป่าไม้ด้วย สอดคล้องกับโครงการนี้ในระยะเวลา 5 ปี มีการพัฒนา REDD+ ควบคุมการตัดไม้ ที่ผิดกฎหมายและทำงานร่วมกับชุมชน สร้างเครดิตจากการปกป้องรักษาเก็บกักคาร์บอนไว้ อย่างไรก็ตาม ต้องมีเครื่องมืออื่นๆ ทำรวมกับ REDD+ เพื่อให้ป่ามรดกโลกคงอยู่
ด้าน ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า เป็นห่วงผลกระทบจากการที่รัฐบาลมีโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ ซึ่งจะทำลายป่ามรดกโลกทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง ทำลายป่าต้นไม้ และเร่งให้เกิดการสูญพันธุ์ของสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ เช่น นกยูง เสือโคร่ง แหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ถูกรบกวน ระบบนิเวศถูกคุกคาม จะไม่สามารถป้องกันการลักลอบล่าเสือโคร่งได้ จากประสบการณ์ทำงานในเขตป่ามรดกโลกแห่งนี้ ซึ่งอยู่กลางป่าตะวันตก ป่าผืนใหญ่ของคนไทยทั้งชาติ พื้นที่ราว 12.2 ล้านไร่ ช่วยเก็บกักคาร์บอนไดประมาณ 10 ล้านตันต่อปี มูลค่ากว่าพันล้านบาท ในขณะที่ทรัพยากรสัตว์ประเมินมูลค่ายาก ไม่มีใครโต้แย้งป่าห้วยขาแข้งเป็นแหล่งกระจายเสือโคร่งในป่าตะวันตก เช่นเดียวกับทุ่งใหญ่เป็นแหล่งอาศัยสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ สัตว์หายากต่างๆ
อย่างไรก็ตาม ศศินให้ข้อมูลว่า โครงการที่กรมอุทยานฯ ร่วมกับธนาคารโลกทำในป่า 3 พื้นที่นั้นต้องจัดการอย่างมีส่วนร่วม เพราะมีชุมชนที่อยู่ในเขต 13 ชุมชน และอยู่ประชิดรั้วแนวเขต 59 ชุมชน ที่ผ่านมากรมอุทยานฯ และมูลนิธิสืบฯ ทำโครงการจอมป่ามีการจัดการอย่างมีส่วนร่วมระหว่างชุมชนและเจ้าหน้าที่คุ้มครองในผืนป่าตะวันตก ช่วยลดความขัดแย้งและไม่ขยายขอบเขตพื้นที่อาศัยและทำกินเพิ่มเติม อย่างป่าบ้านห้วยร่วม จ.อุทัยธานี อยู่ขอบป่าห้วยขาแข้ง ทำโครงการจอมป่า เกิดป่าชุมชน คิดมูลค่าทางเศรษฐกิจของทรัพยากรป่าชุมชนปีละ 18 ล้านบาท เป็นรั้วมนุษย์อย่างดี และไม่รุกป่าเพิ่ม
"ถ้าจะรักษาป่ามรดกโลกทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง จะละเลยป่าตะวันตกทั้งผืนไม่ได้ ทั้งพื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่ขอบป่าที่ยังมีชุมชนอาศัยโดยรอบ แล้วรัฐบาลควรจริงใจในการดูแลรักษา และต้องหยุดโครงการเขื่อนแม่วงก์ รวมถึงยกเลิกโครงการถนนริมชายแดน อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร-อ.อุ้มผาง จ.ตาก ที่จะทำให้สูญเสียผืนป่าที่มีความโดดเด่นพิเศษ ซึ่งยูเนสโกขึ้นทะเทียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ" เลขาธิการมูลนิธิสืบฯ ฝากทิ้งท้ายจากประสบการณ์ทำงานชุมชนในเขตป่าทุ่งใหญ่และห้วยขาแข้ง.

เสือโคร่งการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 37 ณ กรุงพนมเปญ-เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ระหว่างวันที่ 16-27 มิถุนายน 2556 นอกจากคดีปราสาทเขาพระวิหารที่คนไทยจำนวนมากติดตามแล้ว ในส่วนของประเทศไทยยังต้องรายงานสถานภาพการอนุรักษ์ทางธรรมชาติของผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ แหล่งมรดกโลกให้คณะกรรมการรับทราบอีกครั้งกรณีที่มีปัญหาหลายเรื่อง เช่น การขยายถนน 304 เข้าไปในอุทยานฯ  ผืนป่าไม่ต่อเนื่อง ป่าถูกบุกรุก แผนบริหารจัดการไม่ชัดเจน การท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว ตลอดจนเขื่อนและสัตว์เลี้ยงเข้ามากินหญ้าในทุ่ง

หากผืนป่ามรดกโลกดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้นจะถูกบรรจุในบัญชีมรดกโลกที่อยู่ในภาวะอันตราย ปี 2557 นี่เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายหวาดหวั่น ทว่าผลการประชุมล่าสุดผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ รอดจากการถูกขึ้นบัญชีมรดกโลกอันตราย นับว่าเป็นความโชคดีอยู่บ้าง

 

นายก อบจ. อุดรฯ พลิกลิ้น จูบปากบริษัทเหมือง จัดดูงานเหมืองโปแตชลาว

อีเมล พิมพ์ PDF

โปแตซกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ยื่นหนังสือต่อนายอำเภอประจักษ์ศิลปาคม . อุดรธานี เพื่อให้มีการกำชับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำในพื้นที่วางตนเป็นกลางไม่สนับสนุนโครงการเหมืองแร่โปแตช ตามหนังสือเชิญศึกษาดูงานของ อบจ. อุดรธานี โดยการสนับสนุนงบประมาณจากบริษัทเหมืองโปแตช

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ที่ว่าการอำเภอประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ประมาณ 100 คน ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ นายสมภพ ร่วมญาติ นายอำเภอประจักษ์ศิลปาคม จ. อุดรธานี เพื่อให้มีการกำชับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำในพื้นที่ ภายใต้การบังคับบัญชาให้วางตนเป็นกลางไม่กระทำการที่มีพฤติการณ์เป็นการสนับสนุนโครงการเหมืองแร่โปแตช อุดรธานี ซึ่งดำเนินการโดย บริษัท เอเชีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด

 

ความเห็นของวิศวกรรมสถานฯ ต่อการดำเนินการโครงการบริหารจัดน้ำ

อีเมล พิมพ์ PDF
ประเด็นความเห็นของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.)
ต่อการดำเนินการโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 350,000 ล้านบาท
ตามที่วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ได้ทักท้วงในการดำเนินการโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 350,000 ล้านบาทมาเป็นลำดับโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการดำเนินงานที่ผิดหลักขั้นตอนที่ถูกต้องตามมาตรฐานและตามหลักวิชาการวิศวกรรมซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการโครงการฯดังกล่าวมิอาจคาดหวังความสำเร็จและมิอาจเห็นผลสัมฤทธิ์ของงานได้นั้นอย่างไรก็ตามผู้บริหารจัดการโครงการฯก็ยังเดินหน้าดำเนินการจนถึงขั้นประกาศผลการคัดเลือกผู้รับจ้างเพื่อดำเนินงานในแต่ละโมดูลและเตรียมลงนามในสัญญากับผู้รับจ้างแล้วนั้นทั้งนี้ด้วยความเป็นห่วงต่อการดำเนินการโครงการฯในขั้นตอนต่อๆไปและเพื่อให้ผู้บริหารจัดการโครงการฯได้ตระหนักถึงประเด็นสำคัญที่ไม่อาจละเลยและเป็นประเด็นทักท้วงที่ควรรับฟังจากผู้มีประสบการณ์ทั้งในด้านวิชาการและวิชาชีพวสท. จึงขอแถลงข่าวสรุปประเด็นความเห็นที่สำคัญไว้ดังนี้
1. การดำเนินการที่ผิดหลักขั้นตอนกล่าวคือในภาพรวมของการแก้ปัญหายังขาดการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมรวมของระบบลุ่มน้ำซึ่งสัมพันธ์กันของแต่ละโมดูลและบางโครงการหรือบางโมดูลยังมิได้มีการศึกษาความเหมาะสมรวมถึงการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมรวมทั้งยังมิได้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อโครงการก่อนทำการออกแบบโดยระยะเวลาในการดำเนินงานดังกล่าวจะต้องใช้เวลาค่อนข้างมากไม่สามารถดำเนินงานแล้วเสร็จในระยะเวลาการทำงานที่กำหนดเพียง 3 ถึง 5 ปีได้จะทำให้ไม่มีหลักประกันเบื้องต้นของความสำเร็จของงานเพราะอาจเกิดกรณีการต่อต้านของประชาชนในพื้นที่ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถเริ่มงานก่อสร้างได้และจะทำให้มีผลต่อระยะเวลาของสัญญาทำให้เกิดการเรียกร้องค่าชดเชยจากผู้รับจ้างซึ่งราคา Guarantee Maximum Price (GMP) ไม่อาจรวมถึงค่าชดเชยนี้ได้
2. การดำเนินการด้วยวิธีDesign and Built ตามที่กล่าวอ้างและกำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้ควรจะเลือกใช้กับโครงการที่มีความชัดเจนผ่านการศึกษาความเหมาะสมการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของประชาชนแล้วเท่านั้นเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพดีที่สุดได้แก่สามารถควบคุมราคาและระยะเวลาการก่อสร้างได้ดังนั้นไม่ควรอย่างยิ่งในการนำมาใช้กับโครงการที่ยังมิได้ศึกษาใดๆเลยเช่นโครงการโมดูล A5 และบางโครงการในโมดูล A1
3. ในการจัดการเชิงวิศวกรรมด้านบริหารงานก่อสร้างเห็นได้ว่ากรอบระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3 ถึง 5 ปีของทุกสัญญาทั้ง 9 โมดูลซึ่งเป็นสัญญาขนาดใหญ่แทบจะเป็นไปไม่ได้เนื่องจากข้อจำกัดของจำนวนวัสดุก่อสร้างเครื่องจักรเครื่องมือแรงงานทีมีทักษะและนอกจากนี้จะส่งผลกระทบต่อวงการก่อสร้างในภาพรวมของประเทศ
4. โครงการย่อยในโมดูลต่างๆที่ดำเนินการอยู่ขณะนี้ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่หน่วยงานประจำได้มีการดำเนินการไว้แล้วตามแผนงบประมาณปกติมิได้มีโครงการใหม่ๆที่ได้มาจากกรอบแนวคิด ( TOR ฉบับแรกที่มีการเชิญชวน) ตามที่กล่าวอ้างโดยโครงการเหล่านี้ส่วนมากที่ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้มักติดปัญหาการยอมรับของมวลชนซึ่งเป็นปัญหาทางด้านสังคมมิใช่ปัญหาทางด้านเทคนิคแต่อย่างใดถึงแม้จะดำเนินการโดยบริษัทต่างชาติที่อ้างว่ามีเทคนิคการก่อสร้างชั้นสูงก็มิอาจแก้ปัญหาได้ในทางตรงกันข้ามขั้นตอนในภาพรวมของโครงการนี้กลับละเลยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่เริ่มโครงการซึ่งจะทำให้ปัญหาดังกล่าวรุนแรงมากยิ่งขึ้น
5. ในเชิงระบบการแก้ปัญหาน้ำท่วมความสัมพันธ์ของแต่ละโมดูลมิได้มีการพิจารณาแบบบูรณาการร่วมกันว่าหากดำเนินการโมดูลใดโมดูลหนึ่งแล้วจะจำเป็นต้องดำเนินการในโมดูลอื่นหรือไม่อย่างไรเช่นหากก่อสร้างแก้มลิงอ่างเก็บน้ำและขยายลำน้ำแล้วอาจไม่จำเป็นต้องก่อสร้างทางผันน้ำที่มีผลกระทบอย่างรุนแรงอีกทั้งตัวเลขและข้อมูลที่ใช้วิเคราะห์ในโมดูลต่างๆได้มีผลการศึกษาอย่างชัดเจนโดยมีการยืนยันความถูกต้องตามหลักวิชาการแล้วหรือไม่
6. การดำเนินการโมดูล A5 เป็นการดำเนินงานที่สุ่มเสี่ยงต่อความสำเร็จมากที่สุดจากสาเหตุดังนี้
6.1 โครงการที่มีการผันน้ำข้ามลุ่มในฝั่งตะวันตกเป็นเรื่องที่อ่อนไหวมากในเชิงวิศวกรรมเชิงพื้นที่และความขัดแย้งของประชาชนตัวอย่างเช่นหากนำปริมาณน้ำตามแนวคิดที่กำหนดขนาดไม่น้อยกว่า 1,200 ลูกบาศ์กเมตรต่อวินาที (ประมาณขนาดใกล้เคียงกับแม่น้ำแม่กลองหรือประมาณ 3 เท่าของแม่น้ำท่าจีน )ออกจากแม่น้ำปิงในฤดูน้ำหลากและผันไปยังลุ่มน้ำท่าจีนและแม่กลองประเด็นคือประชาชนในลุ่มน้ำท่าจีนและแม่กลองจะยอมรับได้หรือไม่ในทางตรงกันข้ามช่วงฤดูแล้งประชาชนในลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะยอมรับได้หรือไม่เช่นกันฯลฯ
6.2 การผันน้ำข้ามลุ่มสำหรับโครงการฝั่งตะวันตกนี้เส้นทางการลำเลียงต้องผ่านลุ่มน้ำที่สำคัญประมาณ 3 ลุ่มน้ำได้แก่สะแกกรังท่าจีนและแม่กลองซึ่งในขณะนี้เส้นทางดังกล่าวเหมือนได้วางแผนกำหนดเส้นทางไว้แล้วหากผลการศึกษาความเหมาะสมที่จะดำเนินการในภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงแนวเส้นทางหรือถูกต่อต้านจากประชาชนโครงการดังกล่าวจะไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จและจะดำเนินการต่อไปหรือไม่ในทิศทางใด
6.3 ความสำเร็จของโครงการผันน้ำฝั่งตะวันตกหากมีส่วนหนึ่งส่วนใดในระยะทางเกือบ 300 กิโลเมตรก่อสร้างไม่แล้วเสร็จนอกจากจะไม่สามารถช่วยบรรเทาอุทกภัยตามแผนที่ฝันไว้ได้แล้วแต่กลับเป็นการสร้างปัญหาใหม่ที่แก้ไขได้ยากขึ้นให้กับพื้นที่และชุมชน
6.4 กระบวนการเวณคืนที่ดินโยกย้ายที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของประชาชนตลอดระยะทางเกือบ 300 กิโลเมตรที่จะก่อสร้างนับเป็นหมื่นหลังคาเรือนจะเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและมิอาจดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปีได้อย่างแน่นอนซึ่งจะทำให้เกิดการเรียกร้องค่าชดเชยเกิดเป็นค่าโง่ตามมา
7.  ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งผลการคัดเลือกผู้รับจ้างที่ผ่านเกณฑ์ทางด้านเทคนิคแล้วจึงมาเปิดซองด้านราคาโดยทั่วไปจะเป็นกระบวนการดำเนินการจ้างบริษัทที่ปรึกษามิใช่กระบวนการของการจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างซึ่งขั้นตอนตามปกติจะต้องมีการแข่งขันราคาด้วยวิธีการประมูล (E-auction) เพื่อให้ได้ราคาต่ำสุดบนพื้นฐานรูปแบบเดียวกันแต่โครงการนี้ไม่สามารถดำเนินการประมูลได้จึงทำให้ราคาของโครงการสูงเกือบเท่ากับกรอบวงเงินกู้ที่จัดเตรียมไว้
จากประเด็นข้างต้นวสท. จึงขอเรียกร้องให้ผู้บริหารจัดการโครงการฯทบทวนและชะลอโครงการในบางโมดูลทั้งที่ไม่มีความชัดเจนและที่มีผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่อย่างรุนแรงรวมถึงโครงการที่มีแนวโน้มขัดต่อระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างนอกจากนี้อาจขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญในด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน
วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.)
วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายนพ.ศ. 2556

ประเด็นความเห็นของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ต่อการดำเนินการโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 350,000 ล้านบาท

ตามที่วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ได้ทักท้วงในการดำเนินการโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 350,000 ล้านบาทมาเป็นลำดับโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการดำเนินงานที่ผิดหลักขั้นตอนที่ถูกต้องตามมาตรฐานและตามหลักวิชาการวิศวกรรมซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการโครงการฯดังกล่าวมิอาจคาดหวังความสำเร็จและมิอาจเห็นผลสัมฤทธิ์ของงานได้นั้นอย่างไรก็ตามผู้บริหารจัดการโครงการฯก็ยังเดินหน้าดำเนินการจนถึงขั้นประกาศผลการคัดเลือกผู้รับจ้างเพื่อดำเนินงานในแต่ละโมดูลและเตรียมลงนามในสัญญากับผู้รับจ้างแล้วนั้นทั้งนี้ด้วยความเป็นห่วงต่อการดำเนินการโครงการฯในขั้นตอนต่อๆไปและเพื่อให้ผู้บริหารจัดการโครงการฯได้ตระหนักถึงประเด็นสำคัญที่ไม่อาจละเลยและเป็นประเด็นทักท้วงที่ควรรับฟังจากผู้มีประสบการณ์ทั้งในด้านวิชาการและวิชาชีพวสท. จึงขอแถลงข่าวสรุปประเด็นความเห็นที่สำคัญไว้ดังนี้
 

ถนนผ่าผืนป่า การกลับมาของเส้นทางคลองลาน-อุ้มผาง

อีเมล พิมพ์ PDF
โครงการก่อสร้างถนนคลองลาน-อุ้มผาง เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ถูกพับเก็บเข้ากรุก่อนจะหยิบนำมาปัดฝุ่นครั้งแล้วครั้งเล่า จนอาจขนานนามได้ว่าเป็นโครงการ ‘ผีดิบ’ รอวันเวลาที่เหล่านักอนุรักษ์อ่อนแรงและฉวยโอกาสก่อสร้างตัดผืนป่าตะวันตกให้ขาดออกจากกัน และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่โครงการถูกหยิบยกขึ้นมาโดยอ้างการพัฒนา ‘เขตเศรษฐกิจ’ บริเวณชายแดนก่อนการเปิดเขตเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่เป็นกระแสโด่งดังในปัจจุบัน
ย้อนกลับไปเมื่อราว พ.ศ. 2518 ทางหลวงหมายเลข 1117 หรือสายคลองลาน-อุ้มผาง เป็นถนนที่สร้างเพื่อความมั่นคงของชาติในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ กระทั่งในปี พ.ศ. 2530 โครงการดังกล่าวถูกพับเก็บไปเนื่องจากกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจนไม่คุ้มค่าที่จะก่อสร้าง ก่อนจะเกิดกระแสเรียกร้องให้รื้อฟื้นโครงการอีกครั้งโดยนักการเมืองท้องถิ่นในปี พ.ศ.2542 และ พ.ศ. 2547 แต่ด้วยการต่อสู้อันเข้มข้นทำให้โครงการชะลอออกไป แต่เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้มีการลงมติให้เร่งรัดก่อสร้างถนนสายดังกล่าวเพื่อรองรับการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับกระทรวงคมนาคม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบศึกษาโครงการดังกล่าว
ระยะทางราว 40 กิโลเมตรที่จะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางไปได้หลายชั่วโมง แต่บริเวณดังกล่าวคือป่าอันอุดมสมบูรณ์ที่เป็นแหล่งรวมความหลากหลายทั้งพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ โดยมีการประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์ทั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ นอกจากนี้ยังเป็นต้นน้ำสายสำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นคลองขลุงที่จะสมทบกับลำน้ำปิง รวมถึงคลองไพและห้วยอุ้มผางที่เป็นสายธารเติมน้ำสะอาดแก่ลำน้ำแม่กลอง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าถนนคือเส้นทางที่จะลำเลียงความเจริญไปยังพื้นที่ห่างไกล แต่ปัจจุบันอำเภออุ้มผางก็สามารถเชื่อมต่อกับโลกภายนอกผ่าน ‘เส้นทางลอยฟ้า’ จาก อ.แม่สอด ซึ่งเป็นถนนที่ใช้งานกันในปัจจุบันและยังคงมีสภาพดี ไม่จำเป็นต้องตัดถนนสายคลองลาน-อุ้มผางแต่อย่างใด
ไม่ว่าใครย่อมเคยเห็นสภาพถนนที่ตัดผ่าป่า ไม่ว่าจะเป็นถนนสาย 304 เขาใหญ่ – ดงพญาเย็น หรือถนนสาย 3059 ตัดผ่าป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ซึ่งในแต่ละปี สัตว์ป่าหลายชีวิตต้องสังเวยกับผู้ใช้รถใช้ถนนที่ขาดความระมัดระวัง อีกทั้งยังเป็นการเปิดช่องทางในการลักลอบตัดไม้ล่าสัตว์อย่างผิดกฎหมาย และอาจบานปลายไปถึงการรุกล้ำพื้นที่อนุรักษ์เพื่อเปิดเป็นพื้นที่ทำกินซึ่งมีตัวอย่างชัดเจนจากการตัดถนนลอยฟ้าที่นับวัน ผืนป่าข้างทางซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติค่อยๆแปรสภาพเป็นพื้นที่ทำกินของประชาชนโดยขาดการดูแลเอาใจใส่จากหน่วยงานที่รับผิดชอบ
เป็นที่ทราบกันดีว่าผืนป่าตะวันตกถือเป็นผืนป่าใหญ่ผืนสุดท้ายของประเทศไทย ที่มีความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพในระดับโลก การตัดถนนเข้าไปในผืนป่าจะเป็นการคุกคามถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ไม่ว่าจะเป็นเสือโคร่งหรือสมเสร็จ ที่อาจลดจำนวนลงตามทฤษฎีชีวภูมิศาสตร์ของเกาะ (Theory of Island Biogeography)จนอาจทำให้สัตว์ป่าหายากอาจประสบภาวะสูญพันธุ์ไปจากพื้นที่
แน่นอนว่าการพัฒนาเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่จะดีกว่าไหมหากเราเลือกที่จะพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยยอมเสียความสะดวกสบายสักนิด เพื่อรักษาผืนป่าใหญ่คงไว้ให้ลูกหลานในอนาคต
คลองลาน อุ้มผางโครงการก่อสร้างถนนคลองลาน-อุ้มผาง เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ถูกพับเก็บเข้ากรุก่อนจะหยิบนำมาปัดฝุ่นครั้งแล้วครั้งเล่า จนอาจขนานนามได้ว่าเป็นโครงการ ‘ผีดิบ’ รอวันเวลาที่เหล่านักอนุรักษ์อ่อนแรงและฉวยโอกาสก่อสร้างตัดผืนป่าตะวันตกให้ขาดออกจากกัน และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่โครงการถูกหยิบยกขึ้นมาโดยอ้างการพัฒนา ‘เขตเศรษฐกิจ’ บริเวณชายแดนก่อนการเปิดเขตเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่เป็นกระแสโด่งดังในปัจจุบัน
 

‘ไข้หัดสุนัข’ ภัยคุกคามใหม่ต่อสายพันธุ์เสือโคร่ง

อีเมล พิมพ์ PDF
โดยปกติ โรคที่เกิดในหมาและแมวจะไม่ติดต่อข้ามสายพันธุ์ แต่ในปัจจุบัน มีการค้นพบภัยคุกคามใหม่ต่อประชากรสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างเสือโคร่ง ที่กำลังถูกจู่โจมโดยเชื้อโรคร้ายจากสุนัข
ด้วยความที่พื้นที่ป่าอันเป็นที่อยู่อาศัยเสือโคร่งนั้นถูกทำลายและลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นการบีบบังคับให้สัตว์ป่าอย่างเสือโคร่งต้องเข้ามาคลุกคลีกับชุมชนและสุนัขบ้านมากขึ้น จนเกิดการแพร่กระจายของเชื้อไข้หัดสุนัข (Canine Distemper Virus: CDV) เชื้อโรคร้ายแรงที่อาจทำให้ถึงขั้นเสียชีวิต
เชื้อโรคดังกล่าวเคยแพร่ระบาดในเสือไซบีเรียราว 15% จากทั้งหมดราว 400 ตัวในทางตะวันออกของรัสเซีย และคร่าชีวิตเสือเหล่านั้นไปอย่างน้อยสามตัว ตามที่ได้มีการศึกษาข้อมูลขององค์กรสัตวแพทย์สัตว์ป่าสากล (Wildlife Vet International: WVI)
John Goodrich ผู้อำนวยการระดับสูงโครงการปกป้องเสือโคร่งในนามกลุ่ม Panthera พบการแพร่ระบาดของไข้หัดสุนัขในเสือครั้งแรกเมื่อปี 2003 ใน Pokrovka ประเทศรัสเซีย ซึ่งได้พบเสือเพศเมียวัยเยาว์เดินเข้ามาในชุมชนเมืองและนั่งลงโดยไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใดๆ หลังจากนำตัวเสือสาวดังกล่าวมาตรวจก็พบว่ามีการติดเชื้อไข้หัดสุนัข โดยทีมงานของ Goodrich ได้พยายามช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถแต่เสือตัวนั้นก็ตายในเวลา 6 เดือนต่อมา
ภาวะไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใดคือลักษณะอาการของไข้หัดสุนัขที่จะเข้าไปทำลายสมอง รวมทั้งก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจ ภาวะท้องเสีย อาการลมชัก สูญเสียการควบคุมในกล้ามเนื้อ และอาจถึงขึ้นเสียชีวิต
ในขณะนี้ สัตวแพทย์ก็ยังแทบไม่รู้จักโรคไข้หัดสุนัขในเสือ ซึ่งดูเหมือนว่าอาจจะเกิดอาการเพียงเล็กน้อยจนแทบไม่ส่งผลอะไรต่อสุขภาพเสือ แต่บางครั้งกลับมีอาการติดเชื้อที่อาจรุนแรงกว่าการติดเชื้อในสุนัข
ภาพพฤติกรรมแปลกๆของเสือในสุมาตราทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายคนสงสัยว่าอาจเกิดการแพร่ระบาดในหมู่เกาะดังกล่าว ซึ่งในพื้นที่หลายแห่งที่มีโอกาสในการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หัดสุนัขในเสือ ก็พบพฤติกรรมของเสือในลักษณะเดียวกันคือไม่กลัวผู้คน โดยเดินอยู่บนถนนหรืออาจเข้าไปในที่ชุมชน
เสือในทวีปเอเชียมีประชากรราว 3,200 ซึ่งคิดเป็น 7% จากจำนวนประชากรในอดีต แน่นอนว่าภัยคุกคามของเชื้อโรคดังกล่าวนั้นส่งผลต่อความมั่นคงของประชากรเสือ องค์กรสัตวแพทย์สากลได้วางแผนที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลอินโดนีเซียเพื่อเริ่มโครงการวิจัยการแพร่ระบาดของโรคในเสือโครงการแรกของโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อค้นคว้าว่าเพราะเสือนั้นติดโรคดังกล่าวอย่างไร ระบุว่าไวรัสดังกล่าวแพร่จากแหล่งใด และหาทางป้องกันการระบาดของโรคดังกล่าว
การระบาดของไข้หัดสุนัขเคยเกิดขึ้นกับฝูงสิงโต และสัตว์ประเภทแมวขนาดใหญ่ โดยมีการแพร่ระบาดจนประชากรของสัตว์ประเภทดังกล่าวลดลงอย่างรวดเร็ว แต่โชคดีที่เสือถือเป็นสัตว์ที่ไม่มีการเข้าสังคมมากนัก ทำให้การแพร่ระบาดเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย
Barney Long หัวหน้าฝ่ายรักษาพันธุ์สัตว์แห่ง WWF ยังกล่าวกับเราอีกว่า “ภัยคุกคามของโรคไข้หัดสุนัขในเสือคือภัยที่รุนแรง ซึ่งเราต้องคอยเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด”
ปัจจุบันถิ่นที่อยู่ของเสือมักจะถูกแบ่งด้วยชุมชนจนกระจายออกเป็นชิ้นส่วนพื้นที่เล็กๆ ซึ่งทำให้ภัยคุกคามด้านโรคระบาดอาจส่งผลให้เสือในบริเวณดังกล่าวอาจสูญพันธุ์ไป ซึ่งต่างจากเสือในไซบีเรียที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ของรัสเซียเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยทำให้ยากต่อการสูญพันธุ์
อ้างอิง Dog Disease Infecting Tigers, Making Them Fearless
เสือสุมาตราโดยปกติ โรคที่เกิดในหมาและแมวจะไม่ติดต่อข้ามสายพันธุ์ แต่ในปัจจุบัน มีการค้นพบภัยคุกคามใหม่ต่อประชากรสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างเสือโคร่ง ที่กำลังถูกจู่โจมโดยเชื้อโรคร้ายจากสุนัข

ด้วยความที่พื้นที่ป่าอันเป็นที่อยู่อาศัยเสือโคร่งนั้นถูกทำลายและลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นการบีบบังคับให้สัตว์ป่าอย่างเสือโคร่งต้องเข้ามาคลุกคลีกับชุมชนและสุนัขบ้านมากขึ้น จนเกิดการแพร่กระจายของเชื้อไข้หัดสุนัข (Canine Distemper Virus: CDV) เชื้อโรคร้ายแรงที่อาจทำให้ถึงขั้นเสียชีวิต
 
บทความ อื่นๆ ...


page 10 of 17

รับข่าวสาร