• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


วิถีพอเพียงริมผืนป่า ณ ศูนย์เรียนรู้เกษตรธรรมชาติและเศรษฐกิจพอเพียง ต.ระบำ

อีเมล พิมพ์ PDF

พอเพียงวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา .รตยา จันทรเทียร ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร คุณเสวก พุทธรักษา นายอำเภอลานสัก และคุณสมโภชน์ มณีรัตน์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พร้อมทั้งเครือข่ายป่าชุมชนจากจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี และกำแพงเพชร ได้เข้าร่วมพิธีเปิดอย่างเป็นทางการของศูนย์เรียนรู้เกษตรธรรมชาติและเศรษฐกิจพอเพียง .ระบำ ที่ดำเนินการโดยพี่ท็อป บุญเลิศ เทียนช้าง อดีตเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าห้วยขาแข้งที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยวิชาการการเกษตร อบต.ระบำ

 

Smart Patrol Ranger วิทยาการเพื่อพิทักษ์ผืนป่า

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อสองปีก่อนที่ข่าวใหญ่ที่สร้างความสะเทือนใจแวดวงอนุรักษ์ คือเรื่องพรานชาวเวียดนามเข้ามาล่าเสือถึงฝั่งไทย ก่อนที่จะถูกจับได้โดยขบวนเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า
สิ่งสำคัญที่ทำให้การตามจับผู้กระทำความผิดสำเร็จในครั้งนั้นเกิดจากระบบและกระบวนการใหม่ที่เกิดขึ้นในแวดวงคนทำงานพิทักษ์ป่าเมื่อ 6 ปีก่อน
ระบบนั้นถูกเรียกว่า การลาดตระเวนเชิงคุณภาพ หรือ Smart Patrol เป็นกระบวนที่นำเอาวิทยาการสมัยใหม่เข้ามาประกอบกับการลาดตระเวนแบบเก่าที่ถือเพียงปืนดุ่มๆ เดินเข้าป่า
การลาดตระเวนเชิงคุณภาพ ถูกนำมาใช้ในเมืองไทยครั้งแรกที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเมื่อปี 2549 โดยมีสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย เป็นผู้นำกระบวนการดังกล่าวเข้ามาใช้ ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่อนุรักษ์สำคัญๆ ของไทยอย่าง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติกุยบุรี และเตรียมต่อยอดไปยังพื้นที่อนุรักษ์อื่นๆ ต่อไปในอนาคต
ดร.อนรรฆ พัฒนวิบูลย์ ผู้อำนวยการสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย อธิบายถึงความสำคัญการลาดตระเวนเชิงคุณภาพว่า การจะทำให้การอนุรักษ์ในป่าให้มีประสิทธิผลจำเป็นต้องเอาวิทยาการมานำการจัดการ ซึ่งวิทยาการสมัยใหม่จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเก็บและรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการลาดตระเวนเพื่อนำมาวิเคราะห์และนำไปใช้ในการจัดการและวางแผนการอนุรักษ์ของพื้นที่นั้นๆ ได้ง่ายขึ้น
"การมีร่างกายที่แข็งแรงยังไม่เพียงพอต่อการทำงาน แต่จำเป็นต้องเอาวิทยาการเข้ามาใช้ในการทำงานด้วย"
ในมุมของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่เดินลาดตระเวนอยู่ในป่าอย่างน้อยเดือนละ 20 วันอย่าง สมหมาย ขันตรี หัวหน้าชุดลาดตระเวนพิทักษ์ป่า อุทยานแห่งชาติคลองลาน เขาสะท้อนภาพการทำงานในอดีตให้ฟังว่า เดิมทีการลาดตระเวนคือการเดินตามรุ่นพี่ รุ่นพี่พาไปไหนเราก็ไป ไปแบบมีจุดหมายว่าจะไปให้ถึงที่จุดไหนก็เดินไปที่จุดนั้นไม่ค่อยสนใจข้างทางและส่วนใหญ่จะเดินแต่ในเส้นทางที่ชำนาญเป็นหลักไม่ค่อยมีการเปิดเส้นทางใหม่ และสิ่งที่นำติดตัวไปด้วยจะมีแค่ปืนและสัมภาระสำหรับยังชีพ
แต่การลาดตระเวนตอนนี้สมหมายและทีมลาดตระเวนต้องมีแผนที่ แฟ้มบันทึกข้อมูล จีพีเอส กล้องดิจิตัล ตลอดจนวิทยุสื่อสารติดไปกับชุดลาดตระเวนเสมอ ในระหว่างลาดตระเวนหากพบอะไรที่เป็นสิ่งผิดปกติจะต้องมีการจดบันทึกไว้ตลอดเส้นทาง อย่างเช่น ห้างล่าสัตว์ รอยก่อกองไฟ ร่องรอยสัตว์ป่า และแม้แต่เศษถุงขยะ
ข้อมูลที่ชุดเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนบันทึกไว้นั้น จะถูกนำไปรวบรวมและประมวลผลออกมาในรูปแบบสถิติที่สามารถบอกได้ว่าภัยคุกคามเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด เกิดในบริเวนไหน นำไปสู่การวางแผนการลาดตระเวนครั้งต่อไปต่อไปของสมหมายและทีมลาดตระเวน
ที่ไหนที่พบภัยคุกคามมากก็อาจจะต้องเดินไปทางนั้นบ่อย และยังหมายรวมถึงการเดินลาดตระเวนในเวลากลางคืนอีกด้วย
สมหมายสารภาพว่าหลังจากเริ่มมีการเก็บข้อมูลและปรับเปลี่ยนเส้นทางลาดตระเวนอย่างเป็นระบบจากเดิมที่เขาเคยพบเห็นกระทิงในอุทยานแห่งชาติคลองลานเพียง 10 ตัว วันนี้เขาพบกระทิงเพิ่มขึ้นถึง 3-4 ฝูง อาศัยฝูงละ 10 ตัว
ปัจจุบันพื้นที่อุทยานแห่งชาติคลองลานตลอดจนอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ นับเป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่มีการใช้ระบบการลาดตระเวนเชิงคุณอย่างเข้มข้นไม่แพ้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เนื่องจากอุทยานแห่งชาติทั้งสองแห่งถือเป็นแหล่งความหวังในการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่ง ที่รัฐบาลไทยได้เคยให้คำมั่นสัญญาไว้ว่าจะฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งให้เพิ่มขึ้น 50% กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ร่วมกับกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ประเทศไทย กำหนดให้มี “โครงการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งและเหยื่อ" ในพื้นที่อนุรักษ์ทั้งสองแห่ง และการลาดตระเวนเชิงคุณภาพก็ช่วยให้สามารถจัดเก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งได้อย่างมาก
ย้อนไปกลับในเรื่องการจับพรานชาวเวียดนามที่เข้ามาล่าเสือโคร่งในประเทศไทย สมโภชน์ มณีรัตน์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง บอกว่าความสำเร็จในครั้งนั้นเกิดการจากการลาดตระเวนเชิงคุณภาพที่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าได้เก็บข้อมูลอย่างละเอียดทำให้ผู้บังคับบัญชาสามารถวิเคราะห์ถึงรูปแบบการจัดการได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น
อย่างไรก็ตามหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งบอกว่า กรณีการจับพรานได้นั้นจะไม่สำเร็จเลยหากไม่มีความร่วมมือของเขตอนุรักษ์อื่นๆ ซึ่งโชคดีว่าพื้นที่ที่ติดกับห้วยขาแข้งอย่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออกและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางก็มีการลาดตระเวนเชิงคุณภาพทำให้สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ร่วมกันเป็นภาพใหญ่ ซึ่งในอนาคตอยากให้พื้นที่อนุรักษ์ทุกๆ แห่งมีการนำระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพไปใช้ (ปัจจุบันกำลังขยายผลไปทางภาคใต้และภาคอีสาน)
"ทุกวันนี้การล่าสัตว์มันพัฒนามากกว่าเมื่อก่อน พรานมีโทรศัพท์มือถือ มีปืนที่มีคุณภาพสูง แต่ในปัจจุบันอุปกรณ์ของเจ้าหน้าที่ก็ยังคงสู้ไม่ได้ เราก็ต้องมาพัฒนาระบบ พัฒนาคน และนำวิทยาการ กระบวนการต่างๆ เข้ามาใช้แทน"
สำหรับในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง หัวหน้าเขตฯ ฉายภาพข้อมูลสำคัญหลังนำเอาระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพมาใช้ในพื้นที่ว่า ในปี 2549 - 2552 จำนวนบ้านพักพราน ห้างยิงสัตว์ ซากสัตว์ขนาดใหญ่ที่ถูกมนุษย์ล่าในห้วยขาแข้งมีปริมาณลดลง
ขณะที่ Smart Patrol ดูเหมือนจะเป็นการคำตอบของการทำงานของพิทักษ์ป่า แต่หัวหน้าเขตฯ ห้วยขาแข้งมองว่าการจะนำเอาระบบการลาดตระเวนเชิงคุณภาพมาใช้ในพื้นที่อนุรักษ์แค่มีการอบรมอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ องค์ประกอบอย่างเรื่องของวิสัยทัศน์ของผู้บังคับบัญชาที่ต้องใช้ข้อมูลให้เป็น เครื่องมือ ตลอดจนกำลังคน และสวัสดิการก็เป็นสิ่งสำคัญ
"ตอนนี้หน่วยพิทักษ์ป่าต่างๆ ยังต้องการอุปกรณ์อีกมาก โดยเฉพาะจีพีเอส ปัจจุบันมีเพียง 1 เครื่องต่อหนึ่งหน่วยพิทักษ์ป่า ซึ่งในการทำงานให้สำเร็จควรมี 3 เครื่อง ส่วนเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ายังมีเงินเดือนแค่ 7,500 บาท ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีประกันชีวิต แต่ต้องเดินทางทุกฤดูร้อน ฝน หนาว สุ่มเสี่ยงต่อการถูกทำร้ายจากพราน ที่ห้วยขาแข้งมีเจ้าหน้าที่ลาดตระเวน 200 คน เฉลี่ยแล้วพิทักษ์ป่าหนึ่งคนต้องดูแลพื้นที่คนละหนึ่งหมื่นไร่ถึงจะครอบคลุมทั้งป่า" หัวหน้าเขตฯ ห้วยขาแข้งกล่าวและย้ำว่ารัฐควรดูแลพิทักษ์ป่ามากกว่านี้
หากเปรียบเทียบป่าเป็นคน พิทักษ์ป่าก็ทำหน้าที่เป็นเม็ดเลือดขาว ถ้าเม็ดเลือดขาวอ่อนแอลงเมื่อไหร่ป่าก็หมด
พิทักษ์ป่าเมื่อสองปีก่อนมีข่าวใหญ่ที่สร้างความสะเทือนใจแก่คนรักป่า คือเรื่องพรานชาวเวียดนามเข้ามาล่าเสือถึงฝั่งไทย ก่อนที่จะถูกจับได้โดยขบวนเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า

สิ่งสำคัญที่ทำให้การตามจับผู้กระทำความผิดสำเร็จในครั้งนั้นเกิดจากระบบและกระบวนการใหม่ที่เกิดขึ้นในแวดวงคนทำงานพิทักษ์ป่าเมื่อ 6 ปีก่อน

ระบบนั้นถูกเรียกว่า การลาดตระเวนเชิงคุณภาพ หรือ Smart Patrol เป็นกระบวนที่นำเอาวิทยาการสมัยใหม่เข้ามาประกอบกับการลาดตระเวนแบบเก่าที่ถือเพียงปืนดุ่มๆ เดินเข้าป่า
 

สร้างเขื่อนได้ป่า อยากรวยกว่าต้องปลูกพริก ตรรกะพิสดาร EHIA เขื่อนแม่วงก์

อีเมล พิมพ์ PDF
เขื่อนแม่วงก์ คือหนึ่งในเขื่อนที่ทำลายผืนป่าตามแผนบริหารจัดการน้ำ 3 แสนล้านบาทของรัฐบาล แน่นอนว่าในมุมมองนักอนุรักษ์มันย่อมไม่ควรถูกสร้าง เพราะเป็นการทำลายผืนป่ากว้างขนาด 12,300 ไร่ซึ่งเป็นผืนป่าต้นน้ำอันอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่าหายากเช่นเสือโคร่ง และนกยูง ยังไม่นับว่าเป็นบริเวณที่ราบลุ่มริมน้ำหนึ่งในสองแห่งของผืนป่าตะวันตก ผืนป่ามรดกโลกของไทย
แต่ในบทความนี้ ผู้เขียนขอเปลี่ยนจากแว่นตาอนุรักษ์ มามองเขื่อนแม่วงก์ด้วยแว่นตาทางเศรษฐศาสตร์ ว่าโครงการดังกล่าวคุ้มค่าในการลงทุนหรือไม่
ตรรกะพิสดาร (1): สร้างเขื่อน ได้ป่า?
เชื่อว่าประชาชนคนทั่วไปน้อยคนนักที่จะมานั่งอ่านรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ (EHIA) โครงการเขื่อนแม่วงก์ ที่หนากว่าหนึ่งพันหน้า โดยเฉพาะในส่วนของการวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์ที่ยากจะเข้าใจ แต่หากลองอ่านดูสักนิด จะพบกับความแปลกประหลาดของโครงการเขื่อนแม่วงก์ ที่สร้างเขื่อนแต่ได้ป่า!?
การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์โครงการเขื่อนแม่วงก์ ในความเป็นจริงสามารถแบ่งออกได้เป็นสองส่วนใหญ่ คือโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ ที่มีต้นทุนในการก่อสร้าง ผลกระทบด้านการทำลายพื้นทีป่า ผละประโยชน์ด้านการผลิตไฟฟ้าและชลประทาน กับอีกโครงการหนึ่งที่แฝงมาด้วยคือโครงการปลูกป่าทดแทนพื้นที่ 3 เท่าจากพื้นที่ป่าที่เสียไป หรือประมาณ 36,900 ไร่ ที่ไม่ได้ระบุว่าจะสร้างตำแหน่งใดบนแผนที่ประเทศไทย
หลายคนอาจสงสัยว่าแค่ปลูกป่าทดแทน จะกระทบมูลค่าโครงการสักเท่าไรกันเชียว แต่คำตอบจากตัวเลขคือกระทบครับ และผลประโยชน์จากการปลูกป่าทดแทนแทบจะเป็นมูลค่าหลักที่ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในโครงการเขื่อนแม่วงก์มีค่าเป็นบวก
ผู้เขียนขอยกการคำนวณมูลค่าปริมาตรไม้ ที่ให้ผลตอบแทนคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันสูงถึง 1,349.57 ล้านบาท แน่นอนว่าการคำนวณดังกล่าวนอกจากจะใช้ตรรกะที่ผิดพลาด และยังผิดพลาดในเชิงวิชาการจากความสับสนระหว่างปริมาตรไม้ส่วนเพิ่ม (Wood Growth) และปริมาตรไม้สะสม (Wood Stock)
แม่วงก์เขื่อนแม่วงก์ คือหนึ่งในเขื่อนที่ทำลายผืนป่าตามแผนบริหารจัดการน้ำ 3 แสนล้านบาทของรัฐบาล แน่นอนว่าในมุมมองนักอนุรักษ์มันย่อมไม่ควรถูกสร้าง เพราะเป็นการทำลายผืนป่ากว้างขนาด 12,300 ไร่ซึ่งเป็นผืนป่าต้นน้ำอันอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่าหายากเช่นเสือโคร่ง และนกยูง ยังไม่นับว่าเป็นบริเวณที่ราบลุ่มริมน้ำหนึ่งในสองแห่งของผืนป่าตะวันตก ผืนป่ามรดกโลกของไทย

แต่ในบทความนี้ ผู้เขียนขอเปลี่ยนจากแว่นตาอนุรักษ์ มามองเขื่อนแม่วงก์ด้วยแว่นตาทางเศรษฐศาสตร์ ว่าโครงการดังกล่าวคุ้มค่าในการลงทุนหรือไม่
 

ค้านปลุกผีเหมืองตะกั่วรอบทุ่งใหญ่นเรศวร

อีเมล พิมพ์ PDF
ค้านกรมทรัพยากรธรณีปลุกผีเพื่อเปิดดำเนินการทำเหมืองแร่ตะกั่ว ในพื้นที่โดยรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จ้างอาจารย์จากภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่ ศึกษาและผลักดัน โดยไม่ใส่ใจสภาพแวดล้อมและมติหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ปิดถาวรเหมืองแร่โดยรอบทุ่งใหญ่นเรศวร
25 พ.ค. 56 – สืบเนื่องจากกรมทรัพยากรธรณีได้เร่งโครงการศึกษาประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์เบื้องต้น เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรธรณี (แร่ตะกั่ว สังกะสี) บริเวณอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี หวังเปิดเหมืองแร่ตะกั่ว อย่างน้อย 3 เหมือง ได้แก่ เหมืองแร่เค็มโก้ เหมืองแร่บ่อใหญ่ และเหมืองแร่เกริงกระเวีย โดยจ้างศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดยหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม ศึกษาและผลักดัน
นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา กล่าวว่า เหมืองแร่บริเวณโดยรอบทุ่งใหญ่นเรศวร เหมือนผีที่ลงโลงไปแล้ว จากกรณีพบการปล่อยของเสียจากการแต่งแร่ลงสู่ธรรมชาติ ทั้งกรณีเหมืองคลิตี้และเหมืองเค็มโก้ โดยในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2541 - 2545 ได้มีมติหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ซึ่งตกลงร่วมกับ กรมทรัพยากรธรณี, กรมป่าไม้, กรมควบคุมมลพิษ และสำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม, คณะสมาชิกวุฒิสภา มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, คณะกรรมาธิการการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เดินทางไปศึกษาสภาพปัญหาและตรวจสอบข้อเท็จจริง ต่อมาสรุปเป็นรายงานเสนอนายกรัฐมนตรี, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยนายเสน่ห์ จามริก ประธานมีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง, สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยนายอานันท์ ปันยารชุน ประธาน มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และรัฐมนตรี 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีมติให้ยุติการทำกิจกรรมเหมืองแร่ โดยรอบเขตรักษาพันธุสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ทั้งเหมืองแร่และโรงแต่งแร่อย่างเด็ดขาด และเร่งฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ให้รื้อถอนเครื่องจักร อุปกรณ์ บ้านพักคนงาน ออกนอกพื้นที่โดยเร็วที่สุด ตลอดจนดูแลสุขภาพของประชาชนโดยรอบ
นอกจากนี้แร่ตะกั่วเป็นสารพิษที่ร่างกายมนุษย์ไม่ต้องการเลย ที่อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี สินแร่นี้อยู่ใต้ดินลงไประดับลึก หากไม่มีการนำขึ้นมาก็จะไม่มีผลกระทบ การทำเหมืองแร่ตะกั่วในบริเวณนี้เป็นการนำสารพิษขึ้นมาทำเหมืองแร่ ซึ่งทำให้พิษตะกั่วเพิ่มขึ้น แล้วปล่อยของเสียจากการทำเหมืองแร่ออกสู่ธรรมชาติ ประกอบกับสภาพดินบริเวณนี้มีหลุมยุบจำนวนมาก ของเสียเหล่านี้จะไหลกับน้ำลงสู่หลุมยุบแล้วไปโผล่ในลำห้วยธรรมชาติ ทำให้มีผลต่อสภาพแวดล้อม
เหมืองเค็มโก้และเหมืองบ่อใหญ่ก็มีข้อมูลชัดเจนว่าปล่อยของเสียลงสู่ห้วยดินโส ซึ่งทำให้ลำห้วยมีตะกั่วปนเปื้อน ลำห้วยนี้ไหลลงสู่แควน้อยหรือแม่น้ำไทรโยค ส่วนเหมืองคลิตี้ เหมืองบ่องาม และบางส่วนของเหมืองเค็มโก้ ก็ปล่อยของเสียลงสู่แควใหญ่หรือแม่น้ำศรีสวัสดิ์ แม่น้ำทั้งสองไหลรวมกันเป็นแม่น้ำแม่กลองที่ตัวจังหวัดกาญจนบุรี
น้ำเหล่านี้เมื่อไหลถึงอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรีมีการผันน้ำผ่านคลองมหาสวัสดิ์เข้าสู่กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นน้ำประปาให้คนกรุงเทพมหานครฝั่งธนบุรีใช้
"กรมทรัพยากรธรณีควรปรับเปลี่ยนนโยบายจากการส่งเสริมการทำเหมืองแร่เป็นการรักษาทรัพยากรธรณี เล่นงานผู้มีทำให้ทรัพยากรธรณีเสียหายหรือเป็นพิษ ดังเช่นกรมป่าไม้ก็ได้ปรับเปลี่ยนจากการทำไม้เป็นรักษาป่าไม้และจับกุมผู้มาทำไม้ ขณะที่กรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ต้องเล่นงาน ผู้ประกอบการเหมืองแร่ที่บุกรุกยึดครองพื้นที่ป่าไม้อนุรักษ์ โดยไม่ฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้เป็นป่าสมบูรณ์ดังเดิม
ที่สำคัญคือกรมควบคุมมลพิษต้องเร่งรัดฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้ปราศจากมลพิษตะกั่วโดยเร็ว เนื่องจากมีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดออกมาแล้ว ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2556 ให้กรมควบคุมมลพิษจัดทำแผนการฟื้นฟู ภายใน 90 วัน แต่ปัจจุบันเลยมากว่า 100 วันแล้วก็ยังไม่เห็นแผนการฟื้นฟูตามคำพิพากษาของศาล" นายสุรพงษ์ กล่าวในที่สุด
ที่มา  ประชาไท
ทุ่งใหญ่นเรศวรค้านกรมทรัพยากรธรณีปลุกผีเพื่อเปิดดำเนินการทำเหมืองแร่ตะกั่ว ในพื้นที่โดยรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จ้างอาจารย์จากภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่ ศึกษาและผลักดัน โดยไม่ใส่ใจสภาพแวดล้อมและมติหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ปิดถาวรเหมืองแร่โดยรอบทุ่งใหญ่นเรศวร

25 พ.ค. 56 – สืบเนื่องจากกรมทรัพยากรธรณีได้เร่งโครงการศึกษาประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์เบื้องต้น เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรธรณี (แร่ตะกั่ว สังกะสี) บริเวณอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี หวังเปิดเหมืองแร่ตะกั่ว อย่างน้อย 3 เหมือง ได้แก่ เหมืองแร่เค็มโก้ เหมืองแร่บ่อใหญ่ และเหมืองแร่เกริงกระเวีย โดยจ้างศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดยหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม ศึกษาและผลักดัน
 

รัฐบาลพม่าสั่งระงับโครงการก่อสร้างเขื่อนตะนาวศรี

อีเมล พิมพ์ PDF
โครงการก่อสร้างเขื่อนตะนาวศรี หรือ ‘ตะนิ้นตะยี’ ทางตอนใต้ของพม่า บริเวณเมืองมะริด ซึ่งจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ราว 800 เมกะวัตต์ โดยจะสูญเสียพื้นที่ทำกินกว่าแสนไร่ในบริเวณดังกล่าว ซึ่งรายงานวิเคราะห์ผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมบ่งชี้ว่า โครงการดังกล่าวไม่ควรที่จะก่อสร้าง ซึ่งทางรัฐบาลพม่าเองก็เห็นชอบและสั่งระงับโครงการทันที
บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ผู้รับเหมาก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกทวาย และเขตเศรษฐกิจพิเศษในตะนิ้นตะยี ได้วางแผนที่จะส่งไฟฟ้าที่ผลิตได้จากเขื่อนไปขายยังประเทศไทย และใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้บางส่วนในท่าเรือน้ำลึกทวาย
บริษัทก่อสร้างสัญชาติได้ได้ทำการศึกษาข้อมูลเบื้องต้น (Feasibility Study) ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2554 โดยได้เสนอการก่อสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าความจุ 600 เมกะวัตต์เหนือแม่น้ำตะนิ้นตะยี และได้รับการอนุมัติการก่อสร้างจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไฟฟ้า
ต่อมาบริษัทฯได้วางแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตของเขื่อนเป็น 1,040 เมกะวัตต์ ซึ่งได้มีการศึกษาว่าเขื่อนดังกล่าวจะทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่กว่าหนึ่งแสนห้าหมื่นไร่ ซึ่งอาจไม่กระทบเพียงเมืองมะริด แต่ยังส่งผลถึง Aungthawara ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อุดมด้วยแร่ทองคำ
ในปัจจุบัน ยังไม่มีการก่อสร้างโครงการดังกล่าว โดยยังอยู่ในกระบวนการทำการศึกษาก่อนก่อสร้าง ซึ่งได้มีการตัดถนนเข้าไปในเขตก่อสร้าง ก่อนถูกสั่งระงับโครงการ
ข่าวจาก http://www.elevenmyanmar.com/
เขื่อนตะนาวศรีโครงการก่อสร้างเขื่อนตะนาวศรี หรือ ‘ตะนิ้นตะยี’ ทางตอนใต้ของพม่า บริเวณเมืองมะริด ซึ่งจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ราว 800 เมกะวัตต์ โดยจะสูญเสียพื้นที่ทำกินกว่าแสนไร่ในบริเวณดังกล่าว ซึ่งรายงานวิเคราะห์ผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมบ่งชี้ว่า โครงการดังกล่าวไม่ควรที่จะก่อสร้าง ซึ่งทางรัฐบาลพม่าเองก็เห็นชอบและสั่งระงับโครงการทันที
 

จะจัดการน้ำประเทศไทยต้อง ปลอดนักการเมืองขยะ

อีเมล พิมพ์ PDF

นักการเมืองขยะแถลงการณ์เครือข่ายประชาชนในลุ่มน้ำภาคเหนือและภาคอีสาน “จะจัดการน้ำประเทศไทยต้อง ปลอดนักการเมืองขยะ”

ตามที่นาย ปลอดประสพ สุรัสวดีผู้เป็นถึงรองนายกรัฐมนตรีของประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อ 12 พ.ค.56 ดังที่เป็นข่าวตามสื่อต่างๆ ว่าประชาชนที่จะมาแสดงออกความคิดเห็นในช่วงการประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่เชียงใหม่นั้นเป็น “พวกขยะ” เครือข่ายประชาชนในลุ่มน้ำต่างๆทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน รวมทั้งเครือข่ายประชาชนด้านอื่นๆ อันประกอบด้วยชุมชนท้องถิ่น กลุ่มองค์กร และเครือข่ายต่างๆ ตามรายชื่อแนบท้าย ฟังแล้วรู้สึกหดหู่อย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทยที่มี “นักการเมืองขยะ” อย่างนี้บริหารประเทศ นักการเมืองที่ดูถูกประชาชนอย่างนี้จึงไม่ต่างอะไรไปจากเศษขยะทางสังคม

 

ประชาชนอีสานประกาศไล่ปลอดประสพต้านโครงการจัดการน้ำ 3.5แสนล้าน

อีเมล พิมพ์ PDF

ปลอดประสพจากกรณีที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการและอุ ทกภัย (กบอ.) ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่12 พ.ค.2556 ระหว่างการเดินทางมาตรวจดูความเรียบ ร้อยของสถานที่จัดงานสัมมนาและนิทรรศการด้านการ บริหารจัดการน้ำระดับนานาชาติ หรือการประชุมผู้นำด้านน้ำ เอเชีย-แปซิฟิก(Asia Pacific water summit )ครั้งที่2 ระหว่างวันที่ 14 - 20 พฤษภาคม ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่ว่า "หากมีการชุมนุมประท้วงก็จะสั่งให้ตำรวจจับกุมผู้ประท้วงทั้งหมดไปดำเนินคดี ดังนั้น ขอเตือนอย่ามาชุมนุมประท้วงเด็ดขาด เพราะสถานที่จัดการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่สถานที่จัดการประท้วง จะไม่จัดสถานที่ไว้ให้ มีแต่จัดคุกไว้ให้เท่านั้น และจะไม่มีการเจรจาใดๆ ทั้งสิ้น มีแต่จับอย่างเดียว และคนเชียงใหม่ก็ไม่ควรปล่อยให้คนพวกนี้ที่เหมือนขยะมาเกะกะด้วย”

 

แถลงการณ์สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน เรื่อง การละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเสรีภาพในการชุมนุม

อีเมล พิมพ์ PDF
แถลงการณ์สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
เรื่อง การละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเสรีภาพในการชุมนุม กรณีการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนของนายปลอดประสพ สุรัสวดี
จากกรณีที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2556 ระหว่างการเดินทางมาตรวจดูความเรียบร้อยของสถานที่จัดการประชุมผู้นำด้านน้ำเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 2 ระหว่าง 14-20 พ.ค. 2556 นี้ ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จ.เชียงใหม่ เกี่ยวกับการที่อาจจะมีกลุ่มมวลชนที่ทำงานด้านทรัพยากรน้ำมาเคลื่อนไหวชุมนุมและแสดงความเห็นระหว่างการประชุมในครั้งนี้ว่า“มาก็จับ ทำผิดกฎหมายก็จับ มันไม่ใช่ที่ที่จะมาประท้วง ฝากบอกไปด้วย มาประชุม เพื่อสร้างชื่อเสียง สร้างหน้าสร้างตาให้ประชาชน ไม่มีที่ไหนใครเขาไปทำร้ายใคร บรูไนเขามาพูดเรื่องบรูไน อิหร่านเขาก็มาพูดเรื่องอิหร่าน เกาหลีเขาก็มาพูดเรื่องเกาหลี คุณจะมาประท้วงอะไร อย่ามานะ ทำผิดกฎหมาย สั่งจับเลย และคนเชียงใหม่ก็ไม่ควรปล่อยให้พวกขยะเหล่านี้มาเกะกะ คุณเขียนอย่างผมพูดเลย กล้าเขียนหรือไม่” นั้น
สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) มีความเห็นว่า คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และอาจนำไปสู่การละเมิดเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
1. การชุมนุมโดยสงบ เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ได้รับการรับรองไว้โดยรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 63 ซึ่งบัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ” และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ. 1966 ข้อ 21 “สิทธิในการชุมนุมโดยสงบย่อมได้รับการคุ้มครอง” ซึ่งประเทศไทยเข้าเป็นภาคีของสนธิสัญญาฉบับนี้โดยการภาคยานุวัติเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2539 และมีผลบังคับใช้กับไทยเมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2540” การภาคยานุวัติดังกล่าวผูกพันต่อประเทศไทย ทั้งรัฐบาล รัฐสภาและศาล ต้องมีหน้าที่ในการดำเนินการให้สิทธิเสรีภาพที่รับรองไว้ในกติกาฯได้รับการปฏิบัติจริง (fulfill)โดยรัฐมีหน้าที่เคารพสิทธิ (respect) กล่าวคือ ไม่กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนเสียเอง คุ้มครอง (protect) กล่าวคือ ป้องกันมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดกระทำการการละเมิดสิทธิผู้อื่นหรือมีการละเมิดสิทธิระหว่างประชาชนด้วยกัน แต่รัฐสามารถจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมดังกล่าวได้ หากเป็นการกระทำโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก[3] รัฐบาลจึงมีหน้าที่ในการคุ้มครองประชาชนทุกกลุ่มได้ใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ โดยต้องไม่เป็นผู้กระตุ้นหรือริเริ่มให้มีการละเมิดเสรีภาพดังกล่าวเสียเอง  ดังเช่นที่นายปลอดประสพ  ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน
2. คำให้สัมภาษณ์ของรองนายกรัฐมนตรี ที่ว่า “มา(ชุมนุม)ก็จับ” และ “อย่ามานะ ทำผิดกฎหมาย สั่งจับเลย “
เป็นการริเริ่มหรือกระตุ้นให้มีการละเมิดเสรีภาพในการชุมนุมโดยผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงของรัฐบาลอย่างชัดเจนและหากมีการปฏิบัติการตามที่กล่าวจริง ย่อมเป็นการปฏิเสธสิทธิที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจตามกฎหมาย เป็นการละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญ การกระทำของรัฐบาลจึงเป็นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนโดยรู้อยู่แล้วว่าไม่มีอำนาจ และหากมีการจับผู้ชุมนุมซึ่งชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ก็เป็นการจับโดยมิชอบ เพราะเจ้าพนักงานจะจับผู้อื่นได้เพียงเท่าที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้อำนาจไว้เท่านั้น ประชาชนไม่ว่าจะเป็นกลุ่มมวลชนด้านทรัพยากรน้ำหรือกลุ่มอื่นใดย่อมสามารถใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบได้เท่าเทียมกัน ตราบเท่าที่เป็นการชุมนุมโดยสงบและขอให้เจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายโดยคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ
3. การที่รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “คนเชียงใหม่ก็ไม่ควรปล่อยให้พวกขยะเหล่านี้มาเกะกะ” นั้น
ถ้อยคำดังกล่าว ถือเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะเป็นการลดคุณค่าของมนุษย์เป็นเพียงวัตถุ สิ่งของ และเป็นการหมิ่นเกียรติของความเป็นมนุษย์“เกียรติ” เป็นคุณค่าที่สำคัญของศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ มนุษย์ทุกคนต่างมีเกียรติเท่ากันโดยสมบูรณ์ตราบเท่าที่ยังไม่ถูกลบหลู่ การลบหลู่ทำให้คุณค่าของมนุษย์ลดน้อยถอยลง มนุษย์แต่ละคนแม้จะมีความแตกต่างกันในทางสังคม แต่มนุษย์ก็มีเกียรติเท่ากัน ความเป็นมนุษย์ของบุคคลย่อมเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการรับรองไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่แห่งใดก็ตาม ถ้อยคำดังกล่าวนอกจากเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แล้ว อาจเข้าข่ายเป็นการหมิ่นประมาทผู้ชุมนุมด้วย และยังเป็นการแสดงทัศนคติที่ขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้เสรีภาพในการชุมนุม  อันเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตย
จากเหตุผลดังกล่าวสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและองค์กรดังมีรายชื่อแนบท้ายนี้ขอเรียกร้องให้นายปลอดประสพ สุรัสวดีและรัฐบาล
1. ให้นายปลอดประสพ สุรัสวดี ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย กล่าวขอโทษประชนชนในการใช้ถ้อยคำดังกล่าวต่อสื่อมวลชนทุกแขนง
2. ให้ยุติการใช้ถ้อยคำข่มขู่ คุกคามและไม่เอื้อต่อการสิทธิเสรีภาพของประชาชน
3. ให้ยุติการการใช้ถ้อยคำที่มีลักษณะเป็นการลดทอนคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชน
4. ให้ยุติการให้ความเห็นที่มีลักษณะเป็นการกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่รัฐละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน
5. ให้ปฏิบัติต่อการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนตามกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น ๆ อย่างเคร่งครัด
ด้วยความเคารพในสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน( สนส.)
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน( สสส.)
ศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม
กลุ่มเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม(ดาวดิน)
ศูนย์ข้อมูลชุมนุม(CRC)
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ ( กป.อพช.ภาคใต้ )
เครือข่ายติดตามแผนพัฒนา จ.สตูล
ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น
แถลงการณ์สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
เรื่อง การละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเสรีภาพในการชุมนุม กรณีการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนของนายปลอดประสพ สุรัสวดี
จากกรณีที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2556 ระหว่างการเดินทางมาตรวจดูความเรียบร้อยของสถานที่จัดการประชุมผู้นำด้านน้ำเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 2 ระหว่าง 14-20 พ.ค. 2556 นี้ ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จ.เชียงใหม่ เกี่ยวกับการที่อาจจะมีกลุ่มมวลชนที่ทำงานด้านทรัพยากรน้ำมาเคลื่อนไหวชุมนุมและแสดงความเห็นระหว่างการประชุมในครั้งนี้ว่า“มาก็จับ ทำผิดกฎหมายก็จับ มันไม่ใช่ที่ที่จะมาประท้วง ฝากบอกไปด้วย มาประชุม เพื่อสร้างชื่อเสียง สร้างหน้าสร้างตาให้ประชาชน ไม่มีที่ไหนใครเขาไปทำร้ายใคร บรูไนเขามาพูดเรื่องบรูไน อิหร่านเขาก็มาพูดเรื่องอิหร่าน เกาหลีเขาก็มาพูดเรื่องเกาหลี คุณจะมาประท้วงอะไร อย่ามานะ ทำผิดกฎหมาย สั่งจับเลย และคนเชียงใหม่ก็ไม่ควรปล่อยให้พวกขยะเหล่านี้มาเกะกะ คุณเขียนอย่างผมพูดเลย กล้าเขียนหรือไม่” นั้น
 

ร่างมติ ข้อเสนอแนะการบริหารจัดการน้ำฯ สมัชชาปฏิรูประดับชาติ ครั้งที่ ๓

อีเมล พิมพ์ PDF
ร่างมติ ข้อเสนอแนะการบริหารจัดการน้ำและแก้ไขอุทกภัยอย่างมีส่วนร่วมและบูรณาการ สมัชชาปฏิรูประดับชาติ ครั้งที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๕๖
ในเวทีเสวนาปฏิรูปประเทศไทย “ส่อง 3.5 แสนล้าน ผ่านแว่นวิชาการ” เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 ณ ห้องประชุมสารนิเทศชั้น 2 หอประชุมใหญ่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการนำร่างมติ ข้อเสนอแนะการบริหารจัดการน้ำและแก้ไขอุทกภัยอย่างมีส่วนร่วมและบูรณาการออกเผยแพร่ ซึ่งมีมติ 5 ข้อดังต่อไปนี้
1. ข้อเสนอต่อโครงการออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำฯ
1.1 ขอให้ คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ทบทวนโครงการออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย ที่มีกรอบวงเงินงบประมาณ 350,000 ล้านบาท โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการสร้างระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นธรรม มีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืน
1.2 สร้างเสริมกลไกการจัดการน้ำแบบบูรณาการ โดยการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียและการมอบอำนาจสู่ระดับพื้นที่ลุ่มน้ำขนาดเล็ก โดย ขอให้สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นแกนหลักร่วมกับหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วิศวกรรมสถาน ศูนย์อุบัติภัยแห่งชาติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) สำนักคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ทั้งรี้กลไกการจัดการน้ำแบบพหุภาคี ประกอบด้วยภาคประชาชน/ผู้ใช้/ผู้มีส่วนได้เสีย เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐและภาคประชาสังม และกลไกนี้ทำหน้าที่สร้างความร่วมมือ สร้างกติกา/ข้อตกลงร่วมกันในระดับพื้นที่ลุ่มน้ำ รวมถึงการติดตาม ตรวจสอบดำเนินการโครงการเพื่อความโปร่งใส ตามนโยบายบริหารจัดการน้ำ
2.การสร้างบรรทัดฐานในการกำหนดนโยบายสาธารณะว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและการบริหารโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ โดยใช้หลักธรรมาภิบาล หลักความรับผิด (Accountability) หลักความโปร่งใสตรวจสอบได้ และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในการดำเนินโครงการแก้ไจและบรรเทาอุทกภัยของรัฐบาล โดย
2.1 ขอให้คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เปิดเผยข้อมูลรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการในโครงการออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย ซึ่งมีกรอบวงเงินจำนวน 350,000 ล้านบาท อย่างเป็นทางการต่อสาธารณะ
2.2 เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสีย ภาคประชาชน ชุมชน ท้องถิ่น ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาทบทวนและออกแบบทางเลือกในการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำที่มาจากการใช้ข้อมูล ความรู้ทั้งที่เป็นความรู้เชิงเทคโนโลยี และความรู้ท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ
2.3 ให้มีกลไกการประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategy Environment Assessment: SEA) เพื่อศึกษาผลกระทบของโครงการในระดับภาพรวมของโครงการ การประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) และการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (Health Impact Assessment: HIA) ตามที่กฎหมายกำหนด
3. ให้มีกระบวนการร่าง พรบ.น้ำ ฉบับประชาชนแบบมีส่วนร่วมและนำความรู้และบทเรียนการจัดการน้ำระดับพื้นที่เป็นฐาน ให้แล้วเสรจภายในปี พ.ศ. 2556 โดยขอให้สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) เป็นแกนหลักในการประสานงานกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) สถาบันการศึกษา สถาบันวิชาการที่เกี่ยวข้อง เครือข่ายการจัดการน้ำระดับพื้นที่ และภาคประชาสังคม โดยมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นขององค์กรภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในระดับลุ่มน้ำภูมิภาค ที่ประกอบด้วยภาคประชาชน ผู้มีส่วนได้-เสีย องค์กรผู้ใช้น้ำ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐและภาคประชาสังคม ก่อนผลักดันเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติของรัฐสภาพต่อไป
4. สนับสนุนให้เกิดการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้การบริหารจัดการน้ำในระดับประเทศโดยขอให้สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเป็นแกนหลักในการทำงานร่วมกับนักวิชาการจากสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ สถาบันวิชาการที่เกี่ยวข้อง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)  สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) สถาบันวิชาการเป็นต้น รวมทั้ง เครือข่ายการจัดการน้ำระดับพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาสังคม จัดกระบวนการสร้างความใจ การพัฒนาขีดความสามารถทางปัญญา การกำหนดแผนงานพัฒนาการจัดการทรัพยากรน้ำและทรัพยากรด้านอื่นๆ และสร้างความเข้มแข็งให้กับกลไกในระดับพื้นที่จนถึงระดับประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สมัชชาปฏิรูประดับชาติ ร่างมติ ข้อเสนอแนะการบริหารจัดการน้ำและแก้ไขอุทกภัยอย่างมีส่วนร่วมและบูรณาการ สมัชชาปฏิรูประดับชาติ ครั้งที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๕๖

ในเวทีเสวนาปฏิรูปประเทศไทย “ส่อง 3.5 แสนล้าน ผ่านแว่นวิชาการ” เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 ณ ห้องประชุมสารนิเทศชั้น 2 หอประชุมใหญ่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการนำร่างมติ ข้อเสนอแนะการบริหารจัดการน้ำและแก้ไขอุทกภัยอย่างมีส่วนร่วมและบูรณาการออกเผยแพร่ ซึ่งมีมติ 5 ข้อดังต่อไปนี้
 

การพัฒนาเศรษฐกิจกับความอยู่รอดของมนุษย์

อีเมล พิมพ์ PDF
ตอนนี้เรากำลังอยู่ในยุคที่ทั่วโลกต่างยอมรับว่าภาวะสิ่งแวดล้อมได้ก้าวเข้าสู่ขั้นวิกฤต การพัฒนาในอดีตที่มุ่งให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ แน่นอนว่าจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติและต้องเกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นต้นทุนในการใช้ชีวิตประจำวันของเรารวมไปถึงในการเป็นต้นทุนของการพัฒนาประเทศและสังคม ต้องถูกทำลายลงและยากที่จะฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพเดิมได้ ประชาชนเองก็เริ่มอ่อนแอลงไปเรื่อยๆทั้งจากปัญหามลพิษและปัญหาสังคมอื่นๆที่มีต้นเหตุมาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างไม่ระมัดระวังและขาดการวางแผนที่ดี การบริโภคเกินความพอดี ทำให้ผู้ผลิตเร่งที่จะผลิตของออกมามากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่มากขึ้นของคนเรา และเมื่อเป็นเช่นนี้กระบวนการผลิตก็ต้องปล่อยของเสียมากขึ้นเรื่อยๆโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยกากของเสียอันตราย สารพิษปนเปื้อนมากับน้ำดื่มน้ำใช้ ฯลฯ ปรากฏการณ์ทางสิ่งแวดล้อมทุกวันนี้ในความเป็นจริงแล้ว คือผลจากสิ่งที่พวกเราเคยทำไว้กับธรรมชาติต่อไปนี้ธรรมชาติก็คงจะโต้กลับแบบทีไม่มีใครสามารถยับยั้งได้ แล้วเราควรดำเนินชีวิตอย่างไรเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างธรรมชาติและมนุษย์?
มองประเทศไทย
ก่อนจะไปสู่การเลือกทางเดินในอนาคตของเรา สิ่งที่ต้องรู้คือการกลับมามองจุดเริ่มต้นในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยที่เป็นฐานรากซึ่งส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของเราเป็นดังเช่นทุกวันนี้ วิวัฒนาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในแผนพัฒนาฯ ฉบับแรกเริ่มต้นด้วย การเน้นเรื่องการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า สร้างโครงสร้างพื้นฐาน มีส่งเสริมการลงทุน และได้ตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(BOI) ในแผนฉบับนี้
แผนพัฒนาฯฉบับที่สอง ส่งเสริมเรื่องการส่งออกและลงทุนด้านสาธารณูปโภค ซึ่งในแผนฯฉบับนี้ส่งผลให้เศรษฐกิจของไทยขยายตัว แต่ก็ต้องแลกมากับการเริ่มสูญเสียพื้นที่ป่าไม้เพื่อผลิตสินค้าเกษตรส่งออก แต่การกระจายรายได้กลายเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับเรื่องเศรษฐกิจที่ขยายตัวเพราะการกระจายรายได้ในช่วงนี้ถือว่าย่ำแย่
ส่วนแผนพัฒนาฯฉบับที่สาม เน้นส่งเสริมการลงทุนที่ต้องใช้แรงงาน ขณะเดียวกันก็เริ่มกระจายการลงทุนออกไปสู่ภูมิภาคและมีการลงทุนในด้านการศึกษา
แผนพัฒนาฯฉบับที่สี่ เริ่มมีการพูดถึงการลดช่องว่างทางสังคมและการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ มีการลงทุนด้านความมั่นคงเพราะในช่วงนั้นมีสถานการณ์คอมมิวนิสต์
แผนพัฒนาฯฉบับที่ห้า เกิดปัญหาช่องว่างทางเศรษฐกิจทำให้ทิศทางของแผนฯหันมาเน้นการพัฒนาชนบทและการกระจายการลงทุนไปสู่ชนบทเพิ่มมากขึ้น
แผนพัฒนาฯฉบับที่หก รักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อรองรับการจ้างงานเพราะในช่วงนี้เศรษฐกิจดีและยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิต
แผนพัฒนาฯฉบับที่เจ็ด เขียนถึงการกระจายรายได้ การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม
แผนพัฒนาฯฉบับที่แปด เน้นเรื่องคนเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมการมีส่วนร่วมการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งในช่วงนี้มีสถานการณ์เศรษฐกิจ หนี้เสียภาคอสังหาริมทรัพย์ เกิดการปิดสถาบันการเงินถึง 56 แห่ง และต้องกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
มาถึงแผนพัฒนาฯฉบับที่เก้า ได้เพิ่มเรื่องราวของเศรษฐกิจพอเพียง สร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน ให้สังคมพึ่งตนเองและสามารถปรับตัวได้ แต่ในช่วงนี้ไม่ใช่ว่าสังคมจะมีความสุขแถมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมลงมาก
แผนพัฒนาฯฉบับที่สิบ ยังคงเน้นในเรื่องของหลักเศรษฐกิจพอเพียงแต่เป็นในรูปแบบ(Green Growth) และการพัฒนาอย่างยั่งยืน
แผนพัฒนาฯฉบับที่สิบเอ็ด คือแผนพัฒนาฯฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งยังคงเรื่องของวิถีชีวิตที่พอเพียง อยู่บนฐานของเศรษฐกิจที่พึ่งตนเองพร้อมกันนั้นยังสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ด้วย เสริมสร้างสังคมเน้นหลักธรรมาภิบาล การบริการขั้นพื้นฐานที่ทั่วถึง มีคุณภาพ มีความปลอดภัยในสังคม และอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ดี
เมื่อดูไล่เรียงมาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติทั้งหมดนับตั้งแต่ฉบับแรกมาจนถึงปัจจุบันดูเหมือนว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจในบางช่วงบางตอนจะขาดความสมดุลระหว่างทรัพยากรธรรมชาติและการบริโภคของมนุษย์ การขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างเร่งเร้าได้ส่งผลเสียมาจนถึงปัจจุบัน คงไม่ผิดนักถ้าจะสรุปว่าการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมโหฬารเกิดจากระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมและความเหลื่อมล้ำทางสังคม แต่ท้ายที่สุดการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศในทุกวันนี้หนีไม่พ้นในรูปแบบการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งสภาพัฒน์ได้ให้คำจำกัดความการพัฒนาที่ยั่งยืนว่า คือการพัฒนาที่ทำให้เกิดดุลยภาพระหว่าง เศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชนตลอดไป
มองโลก
ในการประชุมกรรมการของสำนักโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 25 เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2552 ที่กรุงไนโรบี ประเทศเคนย่า องค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติได้เรียกร้องให้ประเทศต่างๆหันมาลงทุนอุตสาหกรรมเพื่อสร้างระบบ “เศรษฐกิจสีเขียว” (Green Economy) ซึ่งเป็นกลไกในการผลักดันเศรษฐกิจของโลกให้พัฒนาไปยังทิศทางสีเขียวและยั่งยืน เพราะทั่วโลกต่างมองเห็นแล้วว่าการพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงศตวรรษที่ 20 เป็นการเดินทางที่ผิดและส่งผลใหญ่หลวงต่อธรรมชาติ จึงต้องหันมาป้องกันการล่มสลายของเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในช่วงศตวรรษที่ 21 โดยเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสีเขียวจะสามารถสร้างงาน การออมเงินและปกป้องผู้ด้อยโอกาส ลดปัญหาความยากจน รวมทั้งต้องลดการปล่อยคาร์บอนและลดการทำลายสิ่งแวดล้อมภายใน พ.ศ.2558 ให้ได้  ซึ่งหากมาตรการเศรษฐกิจสีเขียวในแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่างๆสามารถดำเนินไปได้ ก็ถือเป็นความหวังของมนุษยชาติที่จะนำไปสู่สังคมที่ยั่งยืน ทั้งในแง่ของการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ บนฐานศักยภาพของภูมิประเทศ วัฒนธรรมท้องถิ่นและความเป็นธรรม
วิกฤติการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ฤดูกาลที่ผันแปร มลพิษที่นับวันมีแต่จะมากขึ้น ถ้าเราไม่เริ่มเปลี่ยนแปลงวันนี้ทุกอย่างอาจสายเกินไป เพราะระบบการพัฒนาของเรามีแต่จะก่อให้เกิดผลเสียมากยิ่งขึ้นต่อวงจรธรรมชาติ หากเราสามารถเปลี่ยนมุมมองต่อโลก โดยมองว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตหนึ่งเดียวกับธรรมชาติที่ทุกสิ่งมีความเชื่อมโยงถึงกัน การฟื้นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ถูกดูดกลืนไปตั้งแต่ยุคพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม หันกลับมาเคารพธรรมชาติเหมือนที่บรรพบุรุษของเราเคยได้ทำ ฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่าก่อน นอบน้อมและดำรงตนให้สอดคล้องกับวัฏจักรของธรรมชาติรวมถึงการยอมรับและปรับตัวตามธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงเพื่อเตรียมความพร้อมต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
อ้างอิงจาก
เส้นทางสีเขียว ฉบับที่ 27 ก.ย.-ธ.ค. 2552
การพัฒนาเศรษฐกิจตอนนี้เรากำลังอยู่ในยุคที่ทั่วโลกต่างยอมรับว่าภาวะสิ่งแวดล้อมได้ก้าวเข้าสู่ขั้นวิกฤต การพัฒนาในอดีตที่มุ่งให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ แน่นอนว่าจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติและต้องเกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นต้นทุนในการใช้ชีวิตประจำวันของเรารวมไปถึงในการเป็นต้นทุนของการพัฒนาประเทศและสังคม ต้องถูกทำลายลงและยากที่จะฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพเดิมได้ ประชาชนเองก็เริ่มอ่อนแอลงไปเรื่อยๆทั้งจากปัญหามลพิษและปัญหาสังคมอื่นๆที่มีต้นเหตุมาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างไม่ระมัดระวังและขาดการวางแผนที่ดี การบริโภคเกินความพอดี ทำให้ผู้ผลิตเร่งที่จะผลิตของออกมามากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่มากขึ้นของคนเรา และเมื่อเป็นเช่นนี้กระบวนการผลิตก็ต้องปล่อยของเสียมากขึ้นเรื่อยๆโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยกากของเสียอันตราย สารพิษปนเปื้อนมากับน้ำดื่มน้ำใช้ ฯลฯ ปรากฏการณ์ทางสิ่งแวดล้อมทุกวันนี้ในความเป็นจริงแล้ว คือผลจากสิ่งที่พวกเราเคยทำไว้กับธรรมชาติต่อไปนี้ธรรมชาติก็คงจะโต้กลับแบบทีไม่มีใครสามารถยับยั้งได้ แล้วเราควรดำเนินชีวิตอย่างไรเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างธรรมชาติและมนุษย์?
 

3 ภัยคุกคามต่อสถานะมรดกโลก เขาใหญ่ – ดงพญาเย็น

อีเมล พิมพ์ PDF

เขาใหญ่อีกราวหนึ่งเดือน กับการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 37 ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ในวันที่ 16 - 27 มิ.ย.นี้ สิ่งที่ประเทศไทยต้องเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการฯคือมติ 5 ข้อที่ไทยต้องปฏิบัติตามในพื้นที่มรดกโลก เขาใหญ่-ดงพญาเย็น ซึ่งตกค้างจากการประชุมสามัญครั้งที่ 36 แน่นอนว่า มติดั่งกล่าวย่อมสั่นคลอนต่อสภาวะ ‘มรดกโลกทางธรรมชาติ’ ที่อาจถูกลดลำดับเข้าสู่บัญชี มรดกโลกที่อยู่ในภาวะอันตราย ก่อนถูกถอดในที่สุด

 

กลุ่มอนุรักษ์อุดรฯ ฟ้องศาลปกครอง เพิกถอนใบไต่สวนเขตเหมืองโปแตชไม่ชอบ

อีเมล พิมพ์ PDF

กลุ่มอนุรักษ์อุดรเมื่อวันที่ 9 พ.ค.56 ที่ผ่านมา ขบวนชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ประมาณ 200 คน นำเอาเอกสาร หลักฐานเกี่ยวกับการคัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี จำนวน 8 ชุด เดินทางไปที่ศาลปกครองอุดรธานี เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลในแผนกคดีสิ่งแวดล้อม กรณี รายงานการไต่สวนตามคำขอประทานบัตรเหมืองแร่ใต้ดิน เลขที่ 1/2547-4/2547  ของบริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (เอพีพีซี) เป็นรายงานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้ศาลเพิกถอนรายงานดังกล่าวเสีย

 

ชาวสะเอียบม็อบล้มเวทีรับฟังความเห็นแก่งเสือเต้น-ยมบน-ยมล่าง ระบุเป็นปาหี่

อีเมล พิมพ์ PDF

seub_newsชาวสะเอียบกว่า 1,000 คน ม็อบกลางเวทีรับฟังความเห็นโครงการแก่งเสือเต้น-ยมบน-ยมล่าง ของกรมชลฯ ระบุไม่อยากให้ปาหี่หลอกประชาชน เขื่อนใหญ่ไม่ใช่ทางออกน้ำท่วมน้ำแล้ง ขอค้านทุกเวที

วันที่ 10 พ.ค.56 ที่ศาลาว่าการอำเภอเชียงม่วน จ.พะเยา บริษัทปัญญาคอนซัลแตนท์จำกัด จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณีโครงการเขื่อนยมบน และเขื่อนแม่น้ำยม(เขื่อนยมล่าง ) ที่มีแผนที่จะสร้างที่ อ.สอง จ.แพร่ ซึ่งชาวบ้าน ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ และชาวบ้าน อ.เชียงม่วน จ.พะเยา กว่า 1,000 คน ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ในเวที แต่ขณะที่นายก่อบุญญ์ ปัญญาบุญ นายอำเภอเชียงม่วนกำลังจะกล่าวเปิดงาน ชาวบ้านสะเอียบก็เดินขึ้นเวทีขึงป้ายผ้าคัดค้านเขื่อนยมบนเขื่อนยมล่างและเขื่อนแก่งเสือเต้น ทำให้เวทีเกิดความวุ่นวายขึ้นจนต้องยุติลง

 

ชาวบ้านโพนพิสัยชุมนุมต้านบ่อขยะอำเภอรับตั้งกรรมการแก้ปัญหา

อีเมล พิมพ์ PDF

ขยะเมื่อวันที่ 7 ..ที่ผ่านมา ชาวบ้านจากพื้นที่ตำบลสร้างนางขาว .โพนพิสัย .หนองคาย ในนามกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมป่าโคกใหญ่ จำนวนกว่า 100 คน ซึ่งนำโดยนายวิรัตชัย โยธวงศ์ ประธานกลุ่ม ได้ออกมารวมตัวกัน ที่หน้าบริเวณที่ทำการ อบต.วัดหลวง เพื่อเรียกร้องให้นายกอบต.วัดหลวง และนายอำเภอโพนพิสัยแก้ไขปัญหาบ่อขยะของอบต.วัดหลวง ที่นำไปทิ้งบริเวณป่าโคกใหญ่ ซึ่งเป็นเขตติดต่อกับตำบลสร้างนางขาว

ทั้งนี้ กลุ่มชาวบ้านได้เสนอข้อเรียกร้องจำนวน 5 ข้อเพื่อให้อบต.วัดหลวง และทางอำเภอโพนพิสัย ดำเนินการ ได้แก่

 

สรุปและวิเคราะห์แผนบริหารจัดการอุทกภัย ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ประเทศไทย โดย JICA (2)

อีเมล พิมพ์ PDF

มาตรการเพื่อควบคุม จัดการ และช่วยเหลือพื้นที่รับน้ำ
การใช้มาตรการป้องกันพื้นที่สำคัญบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างที่เสนอไป จะไม่เพิ่มความเสียหายในพื้นที่บริเวณอื่น เว้นแต่บางพื้นที่ซึ่งเฉพาะเจาะจง และเพื่อเป็นการพัฒนาประสิทธิภาพในการบรรเทาความเสียหายจากอุทกภัย จึงได้มีการเสนอแนวทางและมาตรการต่างๆ เช่น
- ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการอุทกภัย
- การกำหนดและวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน
- มาตรการช่วยเหลือพื้นที่เกษตรกรรมที่ได้รับผลกระทบ

 

สรุปและวิเคราะห์แผนบริหารจัดการอุทกภัย ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ประเทศไทย โดย JICA (1)

อีเมล พิมพ์ PDF
สรุปและวิเคราะห์แผนบริหารจัดการอุทกภัย ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ประเทศไทย โดย JICA (1)
ข้อมูลภูมิหลัง
ไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ทางด้านประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน รัฐบาลญี่ปุ่นได้ให้การสนับสนุนประเทศไทยในหลายด้านรวมถึงการรับมือกับอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2554 โดยได้รับการร้องขอจากรัฐบาลไทยเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2554 ในโอกาสที่ พณฯ ท่าน นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงงานบำบัดน้ำเสียบางเขนเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2554 และได้ร้องขอโดยตรงต่ออดีตเอกอัครราชทูตของญี่ปุ่น Seiji Kojima และ JICA ให้สนับสนุนการเตรียมจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) ของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำหรับการจัดการอุทกภัยของประเทศไทยในระยะกลางและระยะยาว จากภูมิหลังนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นจึงตัดสินใจเริ่มต้นดำเนินการจัดทำแผนแม่บท เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน และศึกษาหาแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยในการรับมือกับมหาอุทกภัยในระดับที่เคยเกิดขึ้น โดยผู้เชี่ยวชาญของ JICA ร่วมกับคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรมชลประทาน และกรมทรัพยากรน้ำ (ในที่นี้จะใช้คำว่า“ทีม JICA”) หลังจากการทำงานร่วมกันระหว่างผู้เชี่ยวชาญของญี่ปุ่นและไทยเป็นเวลาหนึ่งปี แผนแม่บทจึงได้ถูกพัฒนาขึ้น
แผนมาตรการรับมือที่เสนอโดย JICA
มาตรการป้องกันอุทกภัย
1.การบริหารเขื่อนที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพ
เหตุการณ์อุทกภัยปี 2554 นั้นสามารถบรรเทาความเสียหายลงได้หากมีการบริหารเขื่อนอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิตติ์สามารถกักเก็บน้ำปริมาตรกว่า 12 พันล้านลูกบาศก์เมตร โดยเกณฑ์ในการบริหารน้ำได้ถูกปรับปรุงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ให้มีความยืดหยุ่น             ในการบริหารทรัพยากรน้ำ เพื่อจุดประสงค์ในการลดความเสียหายกรณีเกิดน้ำท่วม และสำรองน้ำเพื่อการชลประทาน
เกณฑ์ดังกล่าวได้ระบุระดับน้ำต่ำสุดถึงช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคม และตั้งแต่สิงหาคมเป็นต้นไปก็จะมีการกำหนดปริมาณน้ำไหลออกสูงสุดที่ 210 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สำหรับเขื่อนภูมิพล และ 190 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สำหรับเขื่อนสิริกิตติ์ ซึ่งหากเกณฑ์ดังกล่าวถูกนำมาปรับใช้ในช่วงอุทกภัย 2554                   จะทำให้ปริมาณน้ำจากนครสวรรค์ลดลง 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
กรอบแนวคิดในการบริหารเขื่อนทั้งสองแห่งมีดังนี้
- ดำเนินการตามเกณฑ์การบริหารน้ำใหม่ (เกณฑ์เส้นระดับน้ำสูงสุด) โดยที่กระแสน้ำไหลเข้าจะถูกปล่อยออกตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 1 สิงหาคม เพื่อคงระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำให้คงที่
- ในช่วงฤดูน้ำหลาก (1 สิงหาคม – 1 พฤศจิกายน) จะมีการกำหนดปริมาณน้ำไหลออกสูงสุดที่210 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สำหรับเขื่อนภูมิพล และ 190 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สำหรับเขื่อนสิริกิตติ์ และหากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำต่ำกว่าเกณฑ์เส้นระดับน้ำสูงสุด ก็สามารถลดปริมาณน้ำไหลออก แต่ปริมาณน้ำไหลออกจะต้องไม่ต่ำกว่า 8 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สำหรับเขื่อนภูมิพล และ 35 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สำหรับเขื่อนสิริกิตติ์
- ในช่วงหน้าแล้ง (1 พฤศจิกายน – 30 เมษายนปีถัดไป) จะปล่อยน้ำเพื่อการชลประทาน โดยพิจารณาจากความต้องการของแต่ละช่วงเวลา
จากกรอบแนวคิดข้างต้น สามารถสรุปเป็นตารางได้ดังนี้
[photo 1]
2. ทางผันน้ำขนานถนนวงแหวนรอบนอก (Outer Ring Road Diversion Channel) ขนาด 500 หรือ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ทางผันน้ำจะช่วยลดระดับน้ำ 2 แห่งคือ ลำน้ำเจ้าพระยาจาก จ.อยุธยา ถึงกรุงเทพฯ และแม่น้ำป่าสักในช่วงปลายน้ำ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการพังทลายของคันกั้นน้ำตลอดแนวของพื้นที่คุ้มกัน โดยมีสองทางเลือกในการก่อสร้างคือ ทางผันน้ำขนาด 500 หรือ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
[photo2 ] [photo 3]
3. การปรับปรุงและพัฒนาศักยภาพลำน้ำ
การศึกษาครั้งนี้มองว่าช่องทางในการระบายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพนั้นไม่ได้อยู่ระหว่างลำน้ำสายหลักกับคันกั้นน้ำหลัก แต่ต้องคำนึงถึงคันกั้นน้ำรองด้วย เนื่องจากลำน้ำสายหลักเพียงสายเดียวไม่สามารถระบายมวลน้ำได้ทั้งหมด การเสริมความแข็งแรงของคันกันน้ำรองที่อยู่ในพื้นที่ต่ำจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันการท่วมขังที่ไม่สามารถควบคุมได้ (Uncontrolled Inundation)
อีกทั้งการสร้างคันกั้นน้ำตามแนวของลำน้ำสายหลัก จำเป็นต้องใช้กำแพงที่สูงมาก เนื่องจากบริเวณระหว่างลำน้ำกับคันกั้นน้ำหลักนั้นแคบกว่า บริเวณลำน้ำกับคันกั้นน้ำรอง
[photo 4]
4. เส้นทางผันน้ำเลี่ยงเมือง(Bypass Channel)จังหวัดอยุธยา ขนาด 1,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
เส้นทางผันน้ำเลี่ยงเมือง(Bypass Channel)จังหวัดอยุธยา ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกนอกจากการพัฒนาศักยภาพลำน้ำ เนื่องจากการขยายลำน้ำในเจ้าพระยาระหว่าง อ.บางไทร และ จ.อยุธยา เป็นเรื่องที่ดำเนินการได้ยาก ซึ่งคลองส่งน้ำดังกล่าวจะเชื่อมต่อระหว่างอยุธยาตอนบน ถึงจุดบรรจบระหว่างแม่น้ำน้อย และแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งคลองส่งน้ำดังกล่าวจะช่วยลดระดับน้ำในลำน้ำเจ้าพระยา บริเวณระหว่าง อ.บางไทร และ จ.อยุธยา รวมทั้งลำน้ำป่าสัก ซึ่งจะลดความเสี่ยงในการพังทลายของคันกั้นน้ำตลอดแนวของพื้นที่คุ้มกัน
ข้อมูลภูมิหลัง
ไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ทางด้านประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน รัฐบาลญี่ปุ่นได้ให้การสนับสนุนประเทศไทยในหลายด้านรวมถึงการรับมือกับอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2554 โดยได้รับการร้องขอจากรัฐบาลไทยเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2554 ในโอกาสที่ พณฯ ท่าน นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงงานบำบัดน้ำเสียบางเขนเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2554 และได้ร้องขอโดยตรงต่ออดีตเอกอัครราชทูตของญี่ปุ่น Seiji Kojima และ JICA ให้สนับสนุนการเตรียมจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) ของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำหรับการจัดการอุทกภัยของประเทศไทยในระยะกลางและระยะยาว จากภูมิหลังนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นจึงตัดสินใจเริ่มต้นดำเนินการจัดทำแผนแม่บท เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน และศึกษาหาแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยในการรับมือกับมหาอุทกภัยในระดับที่เคยเกิดขึ้น โดยผู้เชี่ยวชาญของ JICA ร่วมกับคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรมชลประทาน และกรมทรัพยากรน้ำ (ในที่นี้จะใช้คำว่า“ทีม JICA”) หลังจากการทำงานร่วมกันระหว่างผู้เชี่ยวชาญของญี่ปุ่นและไทยเป็นเวลาหนึ่งปี แผนแม่บทจึงได้ถูกพัฒนาขึ้น
 

บันทึกเดินทางทุ่งใหญ่ฯตะวันตก (3) : วิถีผู้พิทักษ์

อีเมล พิมพ์ PDF
รถทั้งสองคันโขยกตัวออกจากหน่วยพิทักษ์ป่าทุ่งมหาราชตั้งแต่เช้าตรู่ วันนี้ ผมเลือกนั่งรับลมเย็นและไรแดดใต้ร่มไม้หลังกระบะไปกับพี่ประนุช พิทักษ์ป่าที่ร่วมทางมากับเราตั้งแต่เมื่อวาน ผมปล่อยเวลาให้กับความเงียบไม่นาน ก่อนเริ่มบทสนทนาว่าด้วยวิถีของผู้พิทักษ์ป่า
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฯฝั่งตะวันตก มีเจ้าหน้าที่ราว 150 คนที่สามารถลาดตระเวนได้ ฟังดูอาจน้อยนิดเพียงหยิบมือเมื่อเทียบกับพื้นที่ดูแลราว 1,300,000 ไร่ แต่พี่ประนุชบอกเราว่ากำลังพลขนาดนี้กำลังพอดี หากเราสามารถบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะถึงคนเยอะกว่านี้แต่ขาดการบริหารจัดการ ก็คงไม่สามารถปกป้องป่าผืนนี้ไว้ได้
นอกจากนี้ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก ยังเป็นสถานที่แรกๆที่รับเอาระบบการลาดตระเวนเชิงคุณภาพมาใช้ มีการจดบันทึกอย่างเป็นระบบร่วมกับการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เน้นการศึกษาปัจจัยคุกคาม การทำแผนที่ เพื่อการลาดตระเวนแบบหวังผล
ผู้พิทักษ์ป่าส่วนใหญ่คือคนในพื้นที่ บางคนก็เป็นชาติพันธุ์อื่นเช่นกะเหรี่ยง เป็นลูกหลานของคนในหมู่บ้านขอบป่าหรือชุมชนดั้งเดิมที่กรมอุทยานฯประกาศทับเป็นเขตอนุรักษ์ พี่ประนุชเล่าให้ฟังอีกว่า เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่มักจะเป็นพวกเกเร เราก็ต้องคอยดูแลให้เขาอยู่กับคนอื่นได้ ถ้ามีปัญหากันแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ต้องมีการโยกย้ายหน่วยเพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลาย เพราะเมื่อถึงเวลาลาดตระเวน ทุกคนมีปืนอยู่ในมือ ดังนั้นทุกคนในหน่วยต้องรักกัน
เส้นทางที่ขรุขระไม่เปิดโอกาสให้เราได้สนทนากันอย่างสบายใจ เมื่อรถตกลงในหล่มโคลนไม่สามารถเดินหน้าหรือถอยหลังได้ พี่ประนุชคว้าจอบท้ายรถอย่างคล่องแคล่ว ก่อนกระโดดลงไปขุดดินเลนออกจากบริเวณหน้ารถ เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มก้องไปทั่วทั้งป่า ก่อนที่รถจะพุ่งไถลสู่ทางราบพร้อมออกเดินทางอีกครั้ง
ผมยิ้มรับพี่ประนุชที่กระโดดขึ้นประจำที่ ก่อนเปรยถึงเส้นทางที่ยากลำบาก
พี่ประนุชกล่าวตอบกับผมว่า เส้นทางที่เห็นตอนนี้คือช่วงที่เดินทางสะดวกที่สุดของเขตฯทุ่งใหญ่ฯ ถ้าหากลองมาในหน้าฝน แค่เนินชันที่เราผ่านมาเมื่อครู่อาจกินเวลาถึงครึ่งวันกว่าจะผ่านไปได้
หน้าฝนถือเป็นฤดูกาลที่พิทักษ์ป่าต้องทำงานหนักที่สุด เพราะมีภัยคุกคามเยอะที่สุด พรานนักล่าส่วนใหญ่มักฉวยโอกาสในช่วงที่สัตว์ป่าไม่ระวังตัวเพราะต้องเร่งเติมเต็มสารอาหารให้กับร่างกาย อีกทั้งสภาพพื้นที่แฉะทำให้สามารถแกะรอยสัตว์ได้ง่าย น้ำดื่มและอาหารที่มีเหลือเฟือ รวมทั้งสายฝนที่พรางกลิ่นกายของพรานจนยากที่สัตว์จะรู้ตัว
พี่ประนุชเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ที่หนักที่สุดที่เขาเคยประสบ เมื่อฝนตกต่อเนื่องแรมเดือนจนรถกระบะไม่สามารถขนเสบียงเข้ามาได้ ทำให้พิทักษ์ป่าที่ทำหน้าที่อยู่ด้านในต้องทนกินแต่หน่อไม้ร่วมแรมเดือน เล่นเอาแทบเป็นทุพโภชนาการไปตามๆกัน
“ตอนนั้นรถเข้าไม่ได้ ก็ต้องทนเอา เราไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะตุนอาหารแห้งไว้มากขนาดนั้น” พี่ประนุชกล่าว
รถหยุดอีกครั้งก่อนดับเครื่อง พี่ประนุชชะเง้อมองไปเบื้องหน้าก่อนหมอบลง ส่งสัญญาณให้พบเงียบเสียงและมองไปเบื้องหน้า กระทิงหนุ่มสองตัวกำลังข้ามถนนเพื่อไปรวมกับฝูงกว่ายี่สิบตัวที่เดินล่วงหน้าไปก่อน ภาพที่เห็นเล่นเอาทั้งคณะตะลึงไปตามๆกัน เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพบเห็นสัตว์อย่างกระทิงเดินผ่านไปมาในทางรถ
เราเฝ้ามองพวกมันเดินหายลับไปในราวป่า น่าเสียดายที่กล้องคู่ใจของผมถูกทิ้งไว้ในรถด้านใน ทำให้ไม่สามารถเก็บภาพความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์ป่าที่ยากจะพบเจอ
รถเคลื่อนตัวต่อไปไม่นานนักก็พบกับหน่วยลาดตระเวนที่ประกอบด้วยพิทักษ์ป่า 5 นาย แต่ละนายถืออาวุธปืนประจำตัวและสัมภาระเต็มหลัง เราทักทายพูดคุยและทราบในภายหลังว่าชุดลาดตระเวนชุดนี้มีหน้าที่ตามรอยกระทิงฝูงเมื่อครู่เพื่อคุ้มกันและศึกษาวิถีชีวิตของมัน
หนึ่งชุดลาดตระเวนจะมีทั้งหมดห้านาย เดินเรียงเป็นแถวตอนแบ่งหน้าที่สำรวจ จดบันทึก และสังเกตุการณ์ แต่ละนายต้องแบกอาวุธปืนที่ไม่เคยชั่งว่าหนักกี่กิโลกรัม พร้อมกับสัมภาระส่วนตัวและอาหารแห้งสำหรับการดำรงชีพในป่าห้าวัน
“ในความเป็นจริง จุดประสงค์ของชุดลาดตระเวนไม่ได้มีไว้เพื่อปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิด แต่มีไว้เพื่อขู่ ให้นายพรานที่เข้ามาตัดไม้หรือล่าสัตว์อยู่ไม่เป็นสุข รู้สึกว่าถูกรังควานอยู่ตลอดเวลา พรานเองก็มีการพัฒนาตลอด อย่างแต่ก่อนจะอยู่ตามแหล่งน้ำ พอเรารู้ก็ลาดตระเวนตามแหล่งน้ำไป แต่ตอนนี้เขารู้ว่าเราเดินตามทางน้ำ เขาก็แบกน้ำมาแล้วขึ้นไปล่าบนสันเขา เราก็ต้องคอยสังเกต ต้องปรับปรุงวิธีรับมืออยู่ตลอดเวลา” พี่ประนุชกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
เราเดินทางไปสักการะศาลเจ้าพ่อฤาษี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ครั้งหนึ่งเคยช่วยชีวิตผืนป่าเอาไว้ครั้งมีโครงการสร้างเขื่อนน้ำโจนและกล่าวหาว่าพื้นที่ในเขตฯทุ่งใหญ่ฯเป็นป่าเสื่อมโทรม ภาพกระทิงกว่าห้าสิบชีวิตที่วิ่งกลางทุ่งหญ้า คือข้อเท็จจริงที่ทำให้โครงการนั้นถูกพับเก็บลงไป
‘ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อฤาษีทุ่งใหญ่ที่เฝ้าอารักขาสัตว์ป่าและผืนป่าแห่งนี้ ขอจงลงโทษ ผู้ดื้อรั้นจะทำลาย อย่างสาสม’
นี่คือคำพูดที่สลักไว้ก่อนขึ้นเนินไปสักการะเจ้าพ่อฤาษี ที่เมื่ออ่านทีไรก็รู้สึกขนลุก หวังเพียงว่าความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อฤาษีทุ่งใหญ่จะคงอยู่คู่กับผืนป่าไปอีกนานเท่านาน
เมื่อเราเดินทางผ่านหน่วยพิทักษ์ป่าเซซาโว่ ก่อนเข้าสู่หน่วยพิทักษ์ป่าแม่กะสะ สายฝนปรอยเริ่มสร้างความกังวลให้กับคณะแต่เราก็ยังเลือกที่จะมุ่งหน้าต่อ เพราะหน่วยพิทักษ์ป่าจะแก จุดหมายปลายทางของเราในวันนี้อยู่อีกไม่ไกลนัก
สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นคือแทบทุกหน่วยฯ เราจะพบเจอกับเด็กตัวน้อยวิ่งเล่นกันอยู่กับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า นำมาซึ่งความสงสัยหลายประการที่พี่บอย ภานุเดช เกิดมะลิ อธิบายให้ผมฟัง
“เด็กพวกนี้คือลูกของผู้พิทักษ์ป่า ช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอมพวกเขาเลยมาอยู่กับพ่อที่หน่วยฯ ถ้าเปิดเทอมแล้วก็จะไปเรียนที่โรงเรียนหินตั้ง ใกล้ๆหน่วยพิทักษ์ป่าจะแก แน่นอนว่าหน้าร้อนช่วงปิดเทอม แทบจะเป็นฤดูกาลเดียวที่พวกเด็กๆจะได้เห็นหน้าพ่อ ส่วนหนึ่งก็เพราะเรื่องการเดินทาง แล้วก็งานลาดตระเวนที่ค่อนข้างชุกในช่วงหน้าฝนและหน้าหนาว”
รถทั้งสองคันเริ่มเดินทางอย่างทุลักทุเลเมื่อสายฝนไม่มีทีท่าว่าจะราแรง รถคันนำที่มีพี่แป๊ะ พงศักดิ์ ม่วงงาม เริ่มแสดงอาการติดขัดจนต้องใช้วินซ์ดึงเมื่อขึ้นเนิน ก่อนจะต้องจอดดูอาการหลังจากล้อหน้าไม่ทำงาน
พี่ประนุช พิทักษ์ป่าผู้ร่วมทางรับหน้าที่เป็นช่างจำเป็น มุดตัวหายไปใต้ท้องรถก่อนจะบอกกับพวกเราว่ารถคันนี้ ดอกจอกหลุด ลูกปืนแตก และจะไม่สามารถเข้าโหมดขับเคลื่อนสี่ล้อได้อีก พี่บอยกับพี่แป๊ะถกเถียงกันหน้าเครียดว่าจะเอาอย่างไรดี เส้นทางลื่นไถลกับสายฝนโปรยอย่างต่อเนื่องย่อมเป็นอุปสรรคแม้กับรถที่ขับเคลื่อนสี่ล้อ พวกเราตัดสินใจเสี่ยงนำรถตะลุยต่อไป หลายเนินที่ต้องใช้ทั้งแรงรถ และแรงคน จนในที่สุดก็สามารถเข้าถึงหน่วยพิทักษ์ป่าจะแกด้วยสภาพไม่ต่างจากลูกหมาตกน้ำโคลน
เมื่อถึงหน่วยฯ พี่บอย พี่แป๊ะ และพี่ประนุช ตัดสินใจว่าจะทิ้งรถคันดังกล่าวไว้ที่หน่วยฯจะแก ส่วนจุดหมายปลายทางในวันพรุ่งนี้ยังไม่แน่นอน อาจจะไปต่อ หรือเดินทางกลับ ขึ้นอยู่กับสภาพเส้นทางและดินฟ้าอากาศ
เย็นวันนั้น พี่ประนุช พี่บอย พี่แป๊ะ และพี่ปุ้ย เจ้าหน้าที่ภาคสนามชุมชนจะแก พร้อมกับผู้นำชุมชนร่วมประชุมวงเล็กที่โรงอาหารในหน่วยฯ การพูดคุยเป็นไปอย่างเคร่งเครียด ผู้เฒ่าชาวกะเหรี่ยงกล่าวตำหนิลูกหลานที่ลืมวิถีชีวิต ไม่ทำไร่ทำนาเหมือนแต่ก่อน ติดเกเรเอาแต่จะต่อยตีกัน
ชุมชนจะแก และอีกลายชุมชนกะเหรี่ยงในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่าน ผู้นำถูกผลัดเปลี่ยนในหลายหมู่บ้านพร้อมกับการรุกล้ำของกระแสทุนนิยม หนุ่มสาวหลายคนเข้าเมืองไปศึกษาและหางานทำก่อนกลับมาบ้านเกิดด้วยค่านิยมใหม่ พี่ประนุชทราบดีว่านี่คือภัยคุกคามใหม่ที่จะมาทำลายทั้งทรัพยากรธรรมชาติและวิถีวัฒนธรรมจึงต้องเดินทางมาพูดคุยด้วยตนเอง
“ตอนนี้พิทักษ์ป่าทำงานดูแลทรัพยากรอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ต้องทำงานชุมชนควบคู่กันไปด้วย ให้เขารู้สึกว่าเป็นมิตร เป็นหนึ่งแรงในการช่วยปกป้องผืนป่า” นี่คือแนวคิดใหม่ของการทำงานพิทักษ์ป่าที่สอดคล้องกับแนวความคิดของโครงการจอมป่า ที่ต้องการให้ ‘คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้ และสัตว์ป่าอยู่ได้’
การเดินทางครั้งนี้ทำให้เรารู้ว่าความสำเร็จในการอนุรักษ์นั้นยังคงอีกยาวไกล แต่ก็ได้รับกำลังใจจากความจริงที่ว่า เราไม่ได้พยายามกันเพียงลำพัง
พิทักษ์ป่ารถทั้งสองคันโขยกตัวออกจากหน่วยพิทักษ์ป่าทุ่งมหาราชตั้งแต่เช้าตรู่ วันนี้ ผมเลือกนั่งรับลมเย็นและไรแดดใต้ร่มไม้หลังกระบะไปกับพี่ประนุช พิทักษ์ป่าที่ร่วมทางมากับเราตั้งแต่เมื่อวาน ผมปล่อยเวลาให้กับความเงียบไม่นาน ก่อนเริ่มบทสนทนาว่าด้วยวิถีของผู้พิทักษ์ป่า

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฯฝั่งตะวันตก มีเจ้าหน้าที่ราว 150 คนที่สามารถลาดตระเวนได้ ฟังดูอาจน้อยนิดเพียงหยิบมือเมื่อเทียบกับพื้นที่ดูแลราว 1,300,000 ไร่ แต่พี่ประนุชบอกเราว่ากำลังพลขนาดนี้กำลังพอดี หากเราสามารถบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะถึงคนเยอะกว่านี้แต่ขาดการบริหารจัดการ ก็คงไม่สามารถปกป้องป่าผืนนี้ไว้ได้
 

Sea Walker: โศกนาฏกรรมที่ยังไร้บทสรุป

อีเมล พิมพ์ PDF

sea walkerกิจกรรม Sea Walker เป็นกิจกรรมที่เคยถูกสั่งห้ามตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในบริเวณพื้นที่จังหวัดกระบี่ .. 2553 ข้อ 11 วงเล็บ 5 และประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในท้องที่อำเภอคุระบุรี อำเภอตะกั่วป่า อำเภอท้ายเหมือง อำเภอทับปุด อำเภอเมืองพังงา อำเภอตะกั่วทุ่ง และอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ข้อ 3 วงเล็บ 1 ที่หมดอายุไปเมื่อ 26 มีนาคม .. 2555 จึงเป็นการเปิดช่องทางให้นักธุรกิจหัวใสนำกิจกรรมดังกล่าวมาดึงดูดลูกค้าตามแนวปะการังอีกครั้ง

 

‘เจริญ วัดอักษร’ บทพิสูจน์กระบวนการยุติธรรม

อีเมล พิมพ์ PDF
ชื่อ ‘เจริญ วัดอักษร’ ได้รับความสนใจอีกครั้งภายหลังศาลอุทธรณ์ตัดสินยกฟ้องนายธนู หินแก้ว ในคดีจ้างวานฆ่าเจริญ วัดอักษร
ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2538 เจริญ วัดอักษร เจ้าของร้านอาหารและที่พักเล็กๆริมทะเล ต.บ่อนอก เลือกที่จะลุกขึ้นเพื่อต่อสู้คัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอกใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ของบริษัท กัลฟ์ อิเล็กทริค จำกัด จนกระทั่งได้รับชัยชนะ และรัฐบาลได้สั่งย้ายโรงไฟฟ้าดังกล่าวไปยังจุดสร้างใหม่ที่ จ.สระบุรี
แม้ว่าชัยชนะจะตกอยู่ในมือของภาคประชาชน แต่เจริญ วัดอักษร ยังคงต่อสู้เพื่อสร้างความมั่นใจว่าไม่มีทางที่โรงไฟฟ้าจะมาสร้างที่นี่ได้อีก โดยขัดขวางการออกโฉนดบนที่ดินสาธารณประโยชน์ หรือบริเวณที่สงวนเลี้ยงสัตว์คลองชายธง ซึ่งเป็นพื้นที่เหมาะสมในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน
ในขณะที่เจริญกำลังผลักดันเรื่องดังกล่าว เจริญก็ถูกสังหาร หลังจากเดินทางไปยื่นข้อมูลความผิดปกติในการออกเอกสารสิทธิที่ดินสาธารณะให้กับคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ วุฒิสภา เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2547
แน่นอนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวย่อมถูกส่งเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยมีจำเลย 5 คนคือ นายเสน่ห์ เหล็กล้วน และ นายประจวบหินแก้ว 2 มือปืน เป็นจำเลยที่ 1 - 2 ในความผิด ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งทั้ง 2 ได้เสียชีวิตขณะถูกคุมขังในเรือนจำ นายธนู หินแก้ว ทนายความ นายมาโนช หินแก้ว อดีต ส.จ.ประจวบคีรีขันธ์ และนายเจือ หินแก้ว อดีตกำนันตำบลบ่อ ในความผิดฐานร่วมกันใช้จ้างวานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และไตร่ตรองไว้ก่อน
ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อ 30 ธ.ค.51 ให้ประหารชีวิต นายธนู หินแก้ว จำเลยที่ 3 ฐานจ้างวาน ส่วนจำเลยที่ 4-5 ให้ยกฟ้องพยานหลักฐานนำสืบไม่ชัดเจนจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ขณะที่ระหว่างอุทธรณ์คดีจำเลยที่ 3 ได้รับการประกันตัว ต่อมา นายธนู จำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์ ขณะที่อัยการโจทก์ ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4- 5 ด้วย
เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2556 ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 4-5 อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนยกฟ้องตามศาลชั้นต้น โดยให้เหตุผลว่าหลักฐานอ่อน ไม่น่าเชื่อถือ
คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์นั้นกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากภายในสังคมไทย เนื่องจากคดีดังกล่าวมีความไม่ชอบมาพากลหลายประการ เช่นการตายในเรือนจำของ 2 มือปืนในคดีก่อนวันเบิกความต่อศาลอาญาเพียงไม่กี่วัน จึงทำให้คำสารภาพของมือปืนทั้งสองต่อพนักงานสอบสวนเป็นเพียงพยานซัดทอด ซึ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ
แต่หลายบริบทแวดล้อมที่ยังคงทำให้คำตัดสินของศาลอุทธรณ์เป็นที่คาใจของประชาชน เช่น นายเสน่ห์ เหล็กล้วน เป็นลูกน้องของนายธนู และพักอาศัยที่ปั๊มน้ำมันของนายเจือ ส่วนนายประจวบเป็นลูกพี่ลูกน้องกับนายธนู และกินนอนอยู่ที่บ้านของนายธนู มีความสนิทสนมกันเป็นพิเศษ อาวุธปืนที่ใช้ยิงคุณเจริญเป็นอาวุธที่อยู่ในการครอบครองของครอบครัวนายธนู ซึ่งนายธนูเป็นผู้นำมามอบให้มือปืนและสั่งให้ไปยิงเจริญ รวมทั้งนายธนูยังเป็นผู้ขับรถยนต์มาส่งมือปืนที่ปั๊มน้ำมันของนายเจือ จากนั้นมือปืนทั้งสองจึงนั่งมอเตอร์ไซค์ไปก่อเหตุฆ่าเจริญ และ การจับกุมมือปืนทั้งสองก็จับกุมได้ที่บ้านของนายธนู โดยในขณะจับกุมนายธนูก็รับว่าเป็นเจ้าของบ้านที่มือปืนหลบซ่อนอยู่
แม้ว่าการต่อสู้ในคดีนี้จะยังไม่จบสิ้น และยังมีโอกาสต่อสู้อีกครั้งในชั้นศาลฎีกา ซึ่งนี่จะเป็นบทพิสูจน์ของกระบวนการยุติธรรมไทย ต่อกรณีการตายของประชาชนคนธรรมดาคนหนึ่ง
จาก: ศาลสั่งประหารผู้จ้างวานฆ่า เจริญ วัดอักษร http://hilight.kapook.com/view/32483, อุทธรณ์แก้ยกฟ้อง จำเลยคดีฆ่า “เจริญ วัดอักษร” ชี้หลักฐานไม่เพียงพอ http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9560000031898
ภาพประกอบจาก greenpeace.org
เจริญ วัดอักษรชื่อ ‘เจริญ วัดอักษร’ ได้รับความสนใจอีกครั้งภายหลังศาลอุทธรณ์ตัดสินยกฟ้องนายธนู หินแก้ว ในคดีจ้างวานฆ่าเจริญ วัดอักษร

ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2538 เจริญ วัดอักษร เจ้าของร้านอาหารและที่พักเล็กๆริมทะเล ต.บ่อนอก เลือกที่จะลุกขึ้นเพื่อต่อสู้คัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอกใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ของบริษัท กัลฟ์ อิเล็กทริค จำกัด จนกระทั่งได้รับชัยชนะ และรัฐบาลได้สั่งย้ายโรงไฟฟ้าดังกล่าวไปยังจุดสร้างใหม่ที่ จ.สระบุรี

แม้ว่าชัยชนะจะตกอยู่ในมือของภาคประชาชน แต่เจริญ วัดอักษร ยังคงต่อสู้เพื่อสร้างความมั่นใจว่าไม่มีทางที่โรงไฟฟ้าจะมาสร้างที่นี่ได้อีก โดยขัดขวางการออกโฉนดบนที่ดินสาธารณประโยชน์ หรือบริเวณที่สงวนเลี้ยงสัตว์คลองชายธง ซึ่งเป็นพื้นที่เหมาะสมในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน
 

กลุ่มอนุรักษ์อุดรฯ จัดประชุมใหญ่ ยืนยันจะค้านเหมืองโปแตชจนถึงที่สุด!

อีเมล พิมพ์ PDF
ย่างก้าวปีที่ 13 กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี จัดประชุมใหญ่ประจำปี ประกาศเจตนารมณ์ย้ำจุดยืนคัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตช เดินหน้ากดดันการพิจารณา อีไอเอ ของสผ. เผยเตรียมยกเครื่องภายในสร้างประชาธิปไตยฐานราก...
เมื่อวันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ซึ่งเป็นกลุ่มชาวบ้านคัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตช ที่กำลังยื่นคำขอประทานบัตรทำเหมืองใต้ดิน โดย บริษัท เอเชีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้จัดประชุมใหญ่สมาชิกประจำปี พ.ศ.2556 ที่ศาลาวัดอรุณธรรมรังษี บ้านโนนสมบูรณ์ ต.ห้วยสามพาด อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี โดยมีแกนนำพร้อมด้วยสมาชิกจำนวนกว่า 20 หมู่บ้าน จาก 4 ตำบล ได้แก่ ต.ห้วยสามพาด, ต.นาม่วง อ.ประจักษ์ศิลปาคม ต.หนองไผ่ และต.โนนสูง อ.เมือง เข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง ประมาณ 300 คน
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศของการประชุมว่า กลุ่มชาวบ้านได้ทยอยมารวมตัวกันก่อนเวลาตามกำหนดการประชุมจะเริ่ม พอได้เวลาแกนนำจึงประกาศให้สมาชิกรวมกันตามที่นัดหมาย ซึ่งส่งผลให้บริเวณบนศาลาวัดแน่นขนัดไปด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ โดยในเวทีได้มีการฉายวีดีทัศน์ประมวลเหตุการณ์การเคลื่อนไหวของกลุ่มอนุรักษ์อุดรฯ ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา
หลังจากนั้น ที่ปรึกษากลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ก็เริ่มปราศรัยถึงแนวทางและการจัดระบบภายในขององค์กรชาวบ้านเพื่อต่อสู้กับโครงการฯ รวมทั้งวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาของสังคมโดยรวมในปัจจุบันที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีแกนนำจากหมู่บ้านต่างๆ สลับผลัดเปลี่ยนกันพูดคุยชี้แจงกับสมาชิกอย่างเป็นกันเอง
โดยนายสุวิทย์   กุหลาบวงษ์ ที่ปรึกษากลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี กล่าวว่า การประชุมในวันนี้เป็นการประชุมประจำปี เพื่อสร้างความเข้าใจในสถานการณ์การต่อสู้กับโครงการเหมืองแร่โปแตช ให้กับพี่น้องที่เป็นสมาชิก ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการพิจารณารายงานศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ อีไอเอ ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และคาดว่าจะผ่านการพิจารณาในเร็วๆ นี้ โดยกลุ่มอนุรักษ์ฯ จะต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดนอกจากนั้นก็จะต้องรวมเป็นเครือข่ายกับชาวบ้านในพื้นที่อื่นที่ได้รับผลกระทบจากการพิจารณาอีไอเอ ของสผ. รวมตัวกันเคลื่อนไหวคัดค้าน
“อีเอไอ เป็นตราประทับเพื่อให้โครงการฯ สร้างปัญหากับชาวบ้านในพื้นที่ และต้องยอมรับว่ากระบวนการพิจารณาอีไอเอ ของบ้านเรามันพิกลพิการ นั่นก็คือทุกโครงการที่เสนอเข้าไปผ่านหมด รวมทั้งอีไอเอ โปแตชด้วย สุดท้ายก็ต้องผ่าน จึงเป็นเรื่องที่ไม่ชอบ ซึ่งเราจะต้องชุมนุมกดดันต่อสผ.” นายสุวิทย์กล่าว
นายสุวิทย์ ยังกล่าวอีกว่า ก้าวเข้าสู่ปีที่ 13 ของกลุ่มอนุรักษ์ฯ จะต้องจัดระบบภายในให้มีความเข้มแข็ง สร้างระเบียบ กติกา ให้มีความชัดเจน และนำไปสู่การยกระดับขององค์กร
“การต่อสู้กับโครงการเหมืองแร่โปแตช ไม่มีวันจบเพราะถึงแม้เราไล่บริษัทนี้ออกไป ก็ยังจะมีบริษัทใหม่เข้ามาลงทุนแทน ดังนั้น กลุ่มอนุรักษ์ฯ จะต้องยืนหยัดต่อสู้ ไปพร้อมกับการยกระดับไปสู่การสร้างประชาธิปไตยฐานรากภายในองค์กร และมองประเด็นปัญหาสังคมให้มากกว่าประเด็นเฉพาะพื้นที่ของตนเอง” นายสุวิทย์กล่าว
ด้านนางมณี   บุญรอด   แกนนำกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี กล่าวว่า กลุ่มอนุรักษ์ฯ ยืนยันที่จะคัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตชให้ถึงที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ในกระบวนใดก็ตาม เนื่องจากว่าโครงการฯ จะสร้างผลกระทบแก่ชุมชน โดยตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา พวกเราถูกกระทำมามากมายทั้งถูกจับกุมขึ้นโรงขึ้นศาล ไปร้องเรียนต่อหน่วยงานราชการก็ไม่ได้รับความเป็นธรรม และถูกปกปิดข้อมูล
“มาถึงวันนี้ต้องบอกกับพี่น้องว่าถ้าพวกเราไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้ป่านนี้เหมืองคงเกิดและได้รับผลกระทบกันแล้ว ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าไม่มีใครสามารถช่วยเราได้ ถ้าเราไม่รวมตัวกันเพื่อปกป้องบ้านเราเอง ยกตัวอย่างที่เราล่ารายชื่อได้เกือบ 6 พันคนและยื่นหนังสือคัดค้านกับกพร.(กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม) มาถึงวันนี้ก็ยังไม่มีคำตอบ ส่วนคณะกรรมการที่เราไปเรียกร้องและได้มา ก็เงียบหายไม่มีการประชุมต่อและไม่ได้ข้อสรุปอะไร แล้วแบบนี้จะให้เราเชื่อถือได้อย่างไร” นางมณีกล่าว
ที่มา : ศูนย์สื่อชุมชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ศสธ.)
โปแตซย่างก้าวปีที่ 13 กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี จัดประชุมใหญ่ประจำปี ประกาศเจตนารมณ์ย้ำจุดยืนคัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตช เดินหน้ากดดันการพิจารณา อีไอเอ ของสผ. เผยเตรียมยกเครื่องภายในสร้างประชาธิปไตยฐานราก...

เมื่อวันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ซึ่งเป็นกลุ่มชาวบ้านคัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตช ที่กำลังยื่นคำขอประทานบัตรทำเหมืองใต้ดิน โดย บริษัท เอเชีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้จัดประชุมใหญ่สมาชิกประจำปี พ.ศ.2556 ที่ศาลาวัดอรุณธรรมรังษี บ้านโนนสมบูรณ์ ต.ห้วยสามพาด อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี โดยมีแกนนำพร้อมด้วยสมาชิกจำนวนกว่า 20 หมู่บ้าน จาก 4 ตำบล ได้แก่ ต.ห้วยสามพาด, ต.นาม่วง อ.ประจักษ์ศิลปาคม ต.หนองไผ่ และต.โนนสูง อ.เมือง เข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง ประมาณ 300 คน
 
บทความ อื่นๆ ...


page 10 of 16

รับข่าวสาร