• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


เมื่อโลกกำลังเข้าสู่ ‘ขีดจำกัดของการเติบโต’

อีเมล พิมพ์ PDF
ไม่น่าเชื่อว่าหนังสือที่ครั้งหนึ่งโดนหยามว่าไม่ต่างอะไรจากนิยายวิทยาศาสตร์ เรื่อง “ขีดจำกัดของการเติบโต” หรือ Limit to Growth ที่มีอายุกว่า 40 ปี จะสามารถทำนายได้ค่อนข้างแม่นยำว่าโลกของเรากำลังเดินเข้าไปชนกับขีดจำกัดโดยไม่ได้ฟังคำเตือน โดยมีกลุ่มนักวิจัยชาวออสเตรเลียที่ยืนยันว่า อีกไม่นานเราก็จะเห็น ‘ก้าวแรก’ ของการล่มสลาย
หนังสือ “ขีดจำกัดของการเติบโต" พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2515 ได้พยากรณ์ว่าอารายธรรมของมนุษยชาติจะมีแนวโน้มล่มสลายลงในศตวรรษนี้ หนังสือดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นนวนิยายเพ้อฝันนับตั้งแต่วันที่มันได้รับการตีพิมพ์ และเมื่อปี พ.ศ. 2545 Bjorn Lomborg ผู้เรียกตัวเองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ก็กล่าวถึงหนังสือเล่มนี้ว่าควรถูกทิ้งลงในถังขยะทางประวัติศาสตร์
แต่ศูนย์วิจัยของมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย พิสูจน์ว่า การคาดการณ์ในหนังสือนั้นค่อนข้างแม่นยำจากข้อมูลตลอด 40 ปีที่ผ่านมา และถ้าเรายังคงเดินไปตามเส้นทางนี้ต่อไป อีกไม่นานเราก็จะเข้าสู่ช่วงเริ่มแรกของการที่โลกจะล่มสลาย
“ขีดจำกัดของการเติบโต” เป็นหนังสือที่จัดทำขึ้นโดยกลุ่มนักคิด นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญในหลายสาขาที่ชื่อว่า Club of Rome ร่วมกันสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์เพื่อเก็บข้อมูลทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในโลกชื่อว่า World3
การทำงานเป็นไปอย่างเข้มข้น ทีมนักวิจัยรวบรวมข้อมูลทั้งด้านอุตสาหกรรม ประชากร อาหาร มลภาวะ และการใช้ทรัพยากร จนถึงปี พ.ศ. 2513 และสร้างเป็นแบบจำลองเพื่อใช้ในการพยากรณ์ในแต่ละสถานการณ์จนถึงปี พ.ศ.2643 โดยแบ่งตามระดับที่ว่ามนุษยชาติจะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรอย่างเข้มข้นและจริงจังแค่ไหน
ถ้าการแก้ไขปัญหาไม่เกิดขึ้น แบบจำลองดังกล่าวคาดว่าโลกจะเข้าสู่การผลิตเต็มกำลัง ก่อนทั้งโลกจะพังทลายลง ทั้งเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และประชากร ภายในปี พ.ศ. 2613 โดยสถานการณ์นี้เรียกว่า “business-as-usual” หรือดำเนินธุรกิจแบบปกติ
ใจความสำคัญของหนังสือเล่มนี้ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักคือ “โลกมีขีดจำกัด” และการเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัดของประชากร การผลิตสินค้า และอื่นๆ จะนำไปสู่การพังทลายของโลก
แล้วแนวคิดของพวกเขาถูกต้องหรือไม่ ? เราตัดสินใจเลือกตรวจสอบย้อนหลังในสถานการณ์ต่างๆภายหลัง 40 ปีนับจากหนังสือตีพิมพ์ นำทีมโดย Dr.Graham Turner ที่รวบรวมข้อมูลจากสหประชาชาติ ในส่วนของเศรษฐกิจ สังคม อาหาร เกษตรกรรม และสรุปสถิติประจำปีของ UN รวมทั้งตรวจสอบข้อมูลกับองค์การบริหารสมุทรศาสตร์และชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NOAA)และข้อมูลตามแหล่งต่างๆ โดยนำข้อมูลมาวาดเป็นกราฟเช่นเดียวกับที่ปรากฎใน “ขีดจำกัดของการเติบโต”
ผลลัพธ์ที่ว่าคือ โลกกำลังดำเนินไปตามเส้นทางที่ใกล้เคียงกับที่ปรากฎใน “ขีดจำกัดของการเติบโต” สถานการณ์ “business-as-usual” โดยข้อมูลนั้นไม่ได้ใกล้เคียงกับสถานการณ์อื่นๆ
กราฟข้างล่างนี้แสดงเปรียบเทียบระหว่าง เส้นที่พยากรณ์ใน “ขีดจำกัดของการเติบโต” ซึ่งแสดงเป็นเส้นประ และเส้นที่ทีมนักวิจัย MIT ต่อด้วยงานวิจัยล่าสุดของ Dr.Graham Turner ที่แสดงเป็นเส้นทึบ แสดงให้เห็นว่าการเติบโตของโลกจากการพยากรณ์และความเป็นจริงนั้นใกล้เคียงกันมาก
ตามที่กลุ่ม Club of Rome ได้คาดการณ์ไว้เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ในสถานการณ์นี้ จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นจะเพิ่มความต้องการใช้สินค้า และนำไปสู่การผลิตในอุตสาหกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการ และตามมาด้วยมลภาวะ กราฟแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ดังกล่าวกำลังเกิดขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติกำลังหมดลงอย่างรวดเร็ว มลภาวะกำลังเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรม และการบริโภคอาหารต่อหัวเพิ่มขึ้น พร้อมกับจำนวนประชากร
หากเรายังคงเดินไปตามเส้นทางของ “ขีดจำกัดของการเติบโต” สุดท้ายเรากำลังจะเจอกับอะไรในอนาคต
ตามที่กล่าวไว้ในหนังสือ ความพยายามในการเพิ่มผลผลิตของภาคอุตสาหกรรมจะทำให้การใช้ทรัพยากรเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในที่สุดทรัพยากรเหล่านั้นก็จะกลายเป็นสิ่งราคาแพง และเงินทุนจำนวนมหาศาลก็จะทุ่มลงไปกับการสกัดทรัพยากรออกจากแหล่งธรรมชาติ นั่นหมายความว่าผลิตผลต่อหัวกำลังจะลดลง โดยเริ่มจากปี พ.ศ. 2558
การเพิ่มขึ้นของมลภาวะจากภาคอุตสาหกรรมทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง และส่งผลให้ปริมาณอาหารต่อหัวลดลง ตามมาด้วยปัญหาด้านสุขภาพและการศึกษา และอัตราการตายที่เพิ่มสูงขึ้นในปี พ.ศ. 2563 และจำลดลงราวทศวรรษละห้าแสนล้านคน ภายหลัง พ.ศ.2573 มาตรฐานความเป็นอยู่จะแย่ลงและย้อนกลับไปเหมือนยุคต้นคริสตศตวรรษที่ 19
สิ่งสำคัญที่ทำให้โลกล่มสลายคือข้อจำกัดด้านทรัพยากร ในหนังสือ “ขีดจำกัดของการเติบโต” ยังระบุถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระดับการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะทำให้โลกร้อนขึ้น
จากการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น พบว่าในปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าโลกกำลังเข้าสู่สภาวะล่มสลาย แม้ว่าการเติบโตจะสูงจนติดเพดานในบางพื้นที่  แต่คาดว่าผลกระทบตามที่ “ขีดจำกัดของการเติบโต” คาดการณ์จะเริ่มในระหว่างปี พ.ศ. 2558 – 2573
แต่การถดถอยทั่วโลกอาจเริ่มต้นขึ้นแล้วก็ได้ จากวิกฤตทางการเงินเมื่อปี พ.ศ. 2550 – 2551 ซึ่งการชะลอทางเศรษฐกิจอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณอันตรายที่บอกว่าทรัพยากรกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัด การใช้สินค้าฟุ่มเฟือยกำลังทำให้หนี้สินอยู่ในระดับที่ไม่ยั่งยืน นำไปสู่ราคาสินค้าและน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นจนอาจเกิดหนี้เสีย
ปัญหาเรื่องจุดผลิตน้ำมันสูงสุด (Peak Oil)ก็นับว่าอันตราย นักวิจัยอิสระหลายคนก็ได้สรุปว่าการผลิตน้ำมันแบบธรรมดานั้นได้เข้าสู่ระดับสูงสุดแล้ว แม้แต่องค์กรที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยมอย่าง International Energy Agency (IEA) ยังออกมาเตือนเรื่องจุดผลิตน้ำมันสูงสุด
และจุดผลิตน้ำมันสูงสุด นี้เองที่อาจเป็นตัวกระตุ้นให้โลกเข้าสู่ภาวะล่มสลาย แม้หลายคนอาจเห็นว่าแหล่งพลังงานฟอสซิลใหม่อย่างหินน้ำมัน ทรายน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติจากถ่านหิน จะมาช่วยชีวิต แต่ปัญหาคือแหล่งผลิตน้ำมันเหล่านี้ยังสามารถสกัดได้รวดเร็วขนาดไหน และนานเท่าไร ในต้นทุนระดับใด และถ้าแหล่งพลังงานเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เงินทุนมหาศาล นั่นหมายความว่าการล่มสลายจะเริ่มต้นขึ้นและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว
งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้ยืนยันว่าการล่มสลายของเศรษฐกิจโลก ทรัพยากรธรรมชาติ และประชากรเป็นที่แน่นอน และเราก็ไม่ได้ยืนยันว่าอนาคตจะเป็นไปตามที่เขียนไว้ใน “ขีดจำกัดของการเติบโต” เพราะในอนาคตอาจเกิดสงคราม หรืออาจมีผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมในระดับโลกขึ้นมาแก้ปัญหา ทั้งสองสถานการณ์จะทำให้เส้นพยากรณ์นั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
สิ่งที่ค้นพบในงานวิจัยดังกล่าวคือสัญญาณเตือน เพราะมันบ่งบอกว่าการแสวงหาการเติบโตอย่างไรขีดจำกัดจนถึงปี พ.ศ.2643 โดยไม่มีผลกระทบทางลบนั้นเป็นไปไม่ได้ และผลกระทบดังกล่าวก็อาจจะแสดงผลออกมาอย่างรวดเร็วกว่าที่เราคิด
คงเป็นเรื่องยากที่จะพยายามชัดจูงนักการเมืองในระดับโลก หรือนักธุรกิจแนวหน้าให้หันมาสนใจทางเลือกทางอื่น ดังนั้นพวกเรา ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง คงจะถึงเวลาที่จะคิดว่าเราจะปกป้องตัวเองอย่างไรในขณะที่เรากำลังมุ่งไปสู่อนาคตที่ไม่แน่นอน เช่นเดียวกับที่ “ขีดจำกัดของการเติบโต” สรุปไว้เมื่อปี พ.ศ. 2515
“หากทิศทางการเติบโตในปัจจุบันของประชากรโลก อุตสาหกรรม มลภาวะ การผลิตอาหาร และการใช้ทรัพยากรยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เราคงจะเข้าสู่ขีดจำกัดของการเติบโตภายใน 100 ปีข้างหน้า และผลลัพธ์ที่น่าจะเป็นไปได้คือการลดลงของประชากรและการผลิตภาคอุตสาหกรรมและรวดเร็วและไม่สามารถควบคุมได้”
อย่างไรก็ดี มันก็อาจจะมีความเป็นไปได้เล็กน้อย ที่พวกเขาจะคาดการณ์ผิด
ถอดความจาก“Limits to Growth was right. New research shows we're nearing collapse”
โดย Graham Turner และ Cathy Alexander เข้าถึงได้ที่ http://www.theguardian.com/commentisfree/2014/sep/02/limits-to-growth-was-right-new-research-shows-were-nearing-collapse?CMP=twt_gu
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
limit to growthไม่น่าเชื่อว่าหนังสือที่ครั้งหนึ่งโดนหยามว่าไม่ต่างอะไรจากนิยายวิทยาศาสตร์ เรื่อง “ขีดจำกัดของการเติบโต” หรือ Limit to Growth ที่มีอายุกว่า 40 ปี จะสามารถทำนายได้ค่อนข้างแม่นยำว่าโลกของเรากำลังเดินเข้าไปชนกับขีดจำกัดโดยไม่ได้ฟังคำเตือน โดยมีกลุ่มนักวิจัยชาวออสเตรเลียที่ยืนยันว่า อีกไม่นานเราก็จะเห็น ‘ก้าวแรก’ ของการล่มสลาย

หนังสือ “ขีดจำกัดของการเติบโต" พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2515 ได้พยากรณ์ว่าอารายธรรมของมนุษยชาติจะมีแนวโน้มล่มสลายลงในศตวรรษนี้ หนังสือดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นนวนิยายเพ้อฝันนับตั้งแต่วันที่มันได้รับการตีพิมพ์ และเมื่อปี พ.ศ. 2545 Bjorn Lomborg ผู้เรียกตัวเองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ก็กล่าวถึงหนังสือเล่มนี้ว่าควรถูกทิ้งลงในถังขยะทางประวัติศาสตร์
 

ขอให้ยุติโครงการเขื่อนแม่วงก์

อีเมล พิมพ์ PDF
เรื่อง ขอให้ยุติโครงการเขื่อนแม่วงก์
เรียน คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก
ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีแนวนโยบายในการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นรูปแบบโครงการลักษณะเดียวกับของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงาน โดยจะมีการรวบรวมข้อมูลเพื่อพิจารณาว่าโครงการใดที่จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้รวมทั้งจะดำเนินการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนบางกลุ่มด้วยความรอบคอบ คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนในภาพรวม ทั้งนี้เพื่อต้องการฟื้นฟูสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยอยู่ในขณะนี้และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนรวมถึงต้องการแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย
ถึงแม้จะได้มีการระงับโครงการ 3.5 แสนล้าน ไปแล้ว แต่ยังมีความพยายามจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในการเสนอเรื่องการแก้ไขปัญหาในการบริหารจัดการน้ำอยู่เสมอและหนึ่งในแผนการดังกล่าวยังคงเสนอให้มีการการก่อสร้างเขื่อนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ คือ โครงการเขื่อนแม่วงก์ ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ซึ่งปัจจุบัน (พ.ศ.2557) ทรัพยากรป่าไม้ของประเทศไทยเหลืออยู่เพียงแค่ ร้อยละ 31.57 ของพื้นที่ประเทศเท่านั้นและยังคงมีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจก่อให้เกิดผลร้ายต่อสิ่งแวดล้อมในระดับประเทศอย่างยากจะแก้ไขให้กลับคืนมาดั่งเดิมได้ และทั้งยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยได้อย่างแท้จริงตามวัตถุประสงค์อันดีที่ได้ตั้งใจไว้ ถ้าปล่อยให้มีการสร้างเขื่อนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ คำว่าป่าอนุรักษ์คงไม่มีความศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป ใครจะบุกรุกเข้ามาทำลายหรือแม้แต่หน่วยงานของภาครัฐเองก็สามารถที่จะเข้ามาพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ได้ โดยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องฟังเสียงทัดทานจากใครอีกเลย
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร จึงใคร่ขอให้คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก พิจารณาข้อเสนออันเป็นประโยชน์เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยไม่ใช้สิ่งก่อสร้างในพื้นที่ป่า เพื่อเป็นการรักษาผืนป่าที่เหลืออยู่เก็บไว้ให้ลูกหลานต่อไปในอนาคตดังต่อไปนี้ คือ
1. การจัดสรรน้ำให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง โดยการสนับสนุนให้มีแหล่งกักเก็บน้ำใกล้บ้านภายในชุมชนของตนเองพัฒนาฝาย และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ในชนบททุกพื้นที่ที่มีศักยภาพ กระจายงบประมาณลงสู่ท้องถิ่นโดยเน้นการจัดสรรอย่างเป็นระบบและเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะเนื่องจากหลายๆ โครงการของภาครัฐที่ผ่านๆ มา ที่ได้ดำเนินการให้กับท้องถิ่นนั้น เมื่อการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วได้ถูกทิ้งร้าง หรือปล่อยให้ทรุดโทรม ชำรุดหรือถูกขโมยชิ้นส่วนทำให้ไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามความตั้งใจของผู้ก่อสร้าง เนื่องจาก เป็นโครงการที่ไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง หรือบางโครงการแม้มีการใช้งาน แต่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นในกลุ่มผู้ใช้น้ำด้วยกันในพื้นที่ใกล้เคียง ดังนั้น ควรต้องมีการรับฟังความคิดเห็นประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการดำเนินโครงการอย่างครอบคลุมทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการดำเนินการของรัฐอย่างแท้จริง
2. การบริหารจัดการน้ำท่วม ในหลายๆ พื้นที่ ปัญหาน้ำท่วมเกิดจากการที่ลำน้ำสาธารณะตื้นเขินไม่ได้รับการขุดลอก มีการก่อสร้างรุกล้ำทางน้ำสาธารณะทำให้น้ำไม่สามารถระบายไปได้โดยสะดวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ลำน้ำมีลักษณะแคบและเป็นคอขวด ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการไหลของน้ำ และยังส่งผลให้เกิดการเอ่อล้นในฤดูน้ำหลาก ดังนั้นจึงควรเร่งดำเนินการในขั้นตอน ดังนี้
2.1 สิ่งก่อสร้างในลำน้ำกีดขวางทางน้ำ กรณีที่สิ่งก่อสร้างนั้น เช่น ฝาย ประตูระบายน้ำ หรือสะพานคอนกรีต ไม่ได้ใช้งาน หรือใช้งานไม่ได้ ควรมีการรื้อถอนออกเพื่อไม่ให้กลายเป็นเครื่องกีดขวางทางน้ำเสียเอง
2.2  สำรวจเพื่อตรวจสอบแนวเขตทางน้ำตรวจสอบสิทธิการครอบครองของผู้รุกล้ำและแนวทางการดำเนินการตามกฎหมาย จัดทำรายชื่อผู้รุกล้ำเส้นทางน้ำและกำหนดมาตรการการรื้อ ถอนหรือบังคับใช้มาตรการที่มีอยู่แล้วโดยไม่เลือกปฏิบัติรวมทั้งการจัดทำผังการใช้ประโยชน์ที่ดินรวม และจัดทำผังน้ำเพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจสภาพตามธรรมชาติของลำน้ำและไม่บุกรุกเพิ่มโดยพิจารณาจากลักษณะการใช้พื้นที่จริงในปัจจุบันเป็นองค์ประกอบด้วย รวมทั้งต้องสอดคล้องกับฤดูการผลิต วิถีชุมชน และสภาวะอากาศภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงในอนาคต ซึ่งกระบวนการจัดทำจำเป็นต้องมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนด้วย
2.3 ฟื้นฟูและป้องกันทรัพยากรป่าไม้ป่าไม้เป็นตัวยึดหน้าดินและดูดซับน้ำ แต่ป่าต้นน้ำยังคงถูกบุกรุกอย่างต่อเนื่อง การที่ป่าต้นน้ำหายไปจึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดน้ำท่วมเนื่องจากไม่มีผืนป่าไว้คอยดูดซับน้ำ ดังนั้นการปลูกป่าจึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่รัฐบาลควรดำเนินการอย่างจริงจังในการควบคุมการบุกรุกป่า การลักลอบตัดไม้ และการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินที่ทับซ้อนกับพื้นที่ป่า เพื่อให้ไม่มีการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้เพิ่มเติม รวมทั้งฟื้นฟูป่าที่เริ่มเสื่อมสภาพจากการถูกบุกรุก
3. การบริหารจัดการน้ำในฤดูน้ำหลาก สามารถทำได้ด้วยการฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ และจัดระบบการเพาะปลูกควรมีการจัดระบบการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับฤดูกาลและสภาพดินฟ้าอากาศปรับปรุงเพื่อการใช้งานแก้มลิงตามธรรมชาติให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะพื้นที่แก้มลิงควรสามารถใช้งานเพื่อรองรับน้ำได้ในเวลาที่น้ำท่วมสูงสุดไหลผ่าน (ราวเดือนสิงหาคม- พฤศจิกายน) ซึ่งการบริหารจัดการต้องสอดคล้องกันระหว่างระบบการปลูกพืช และการใช้ระบบแก้มลิง รวมถึงการปรับปรุงห้วย หนอง บึง หรือแหล่งน้ำตามธรรมชาติเดิมที่มีอยู่ ให้มีประสิทธิภาพในการเก็บกักน้ำหรือเป็นแก้มลิงในช่วงหน้าน้ำหลากลงทุ่งนั่นเอง
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร จึงใคร่ขอความกรุณาจากคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก ได้โปรดพิจารณาโครงการเพื่อการออกแบบและก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำใหม่อย่างรอบคอบ รอบด้าน และนำผลการศึกษาที่ถูกต้องเหมาะสมนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างแท้จริง
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร, เขื่อนแม่วงก์เรื่อง ขอให้ยุติโครงการเขื่อนแม่วงก์
เรียน คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก

ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีแนวนโยบายในการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นรูปแบบโครงการลักษณะเดียวกับของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงาน โดยจะมีการรวบรวมข้อมูลเพื่อพิจารณาว่าโครงการใดที่จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้รวมทั้งจะดำเนินการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนบางกลุ่มด้วยความรอบคอบ คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนในภาพรวม ทั้งนี้เพื่อต้องการฟื้นฟูสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยอยู่ในขณะนี้และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนรวมถึงต้องการแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย
 

ทำลายป่า เกี่ยวอะไรกับอีโบลา?

อีเมล พิมพ์ PDF

ทำลายป่าในการระบาดของเชื้อไวรัสที่ร้ายแรงอย่างอีโบลา เป็นการยากที่จะสามารถรู้ได้ว่าการติดเชื้อรายแรกนั้นเกิดขึ้นที่ใด และเพราะสาเหตุใด แต่สิ่งหนึ่งที่คล้ายคลึงกันของการระบาดลักษณะนี้คือ การเริ่มต้นของโรคติดต่อมักเกิดขึ้นในชุมชนห่างไกล โดยที่ผู้คนจะต้องสัมผัสกับซากสัตว์ที่ติดเชื้อ และทุกอย่างก็เริ่มต้นที่นี่ ก่อนแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

การแพร่ระบาดที่ Ivory Coast เกิดขึ้นจากการที่นักมนุษยวิทยาสัมผัสกับซากลิงชิมแปนซีในรัฐ Gabon ประเทศ Congo ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้เชื่อมโยงการแพร่ระบาดของโรคจากการตายจำนวนมากของลิงชิมแปนซีและกอริลลาในป่า และการระบาดของอีโบลาในปัจจุบันที่แอฟริกาตะวันตก ซึ่งอยู่ในระดับที่ไม่สามารถควบคุมได้ จากตัวเลขขององค์การอนามัยโลก รายงานเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2557 มีผู้ป่วยที่คาดว่าจะเป็นอีโบลาอยู่ราว 3,685 ราย และมีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 1,841 รายในประเทศ Guinea , Liberia และ Sierra Leone รวมทั้งเริ่มระบาดไปในประเทศ Nigeria

 

รายงานสถานการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติบริเวณแนวขอบป่าห้วยขาแข้ง

อีเมล พิมพ์ PDF

สถานการณ์ป่าไม้ปัจจุบันพื้นที่ป่าไม้*ในประเทศไทย พบว่าเหลืออยู่ 102,119,538 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 31.57 ของพื้นที่ประเทศไทย โดยแยกเป็นป่าไม้ในพื้นที่อนุรักษ์ อย่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อุทยานแห่งชาติ เขตห้ามล่าสัตว์ป่า 64,199,937 ไร่ หรือประมาณร้อยละ 20 ของพื้นที่ประเทศไทย และส่วนที่เหลือเป็นป่าไม้ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 37,919,601 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 10.57 ของพื้นที่ประเทศไทย โดยรวมจะเห็นได้ว่าการประกาศพื้นที่คุ้มครองมีความสำคัญต่อการรักษาทรัพยากรป่าไม้และแหล่งพันธุกรรมของสัตว์ป่าเป็นอย่างมาก ขณะที่พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งอยู่โดยรอบ รัฐบาลมีการผ่อนปรนอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ได้ และบางส่วนมีการจัดสรรให้เป็นที่ดินของราษฎร์ ป่าสงวนแห่งชาติจึงเปรียบเสมือนเป็นผืนป่ากันชนที่ช่วยรักษาพื้นที่อนุรักษ์ไว้ได้เป็นอย่างดี

 

มองสัตว์ป่าด้วยตา โดยผ่านหัวใจ : ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ

อีเมล พิมพ์ PDF

ปริญญากร วรวรรณบ่ายวันที่ 30 สิงหาคม ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ฝนตกลงมาลงจนเห็นใบไม้เต้นรำ

เราเข้าไปหลบความเปียกที่กำลังมาเยือนอยู่ในอาคารมรดกโลก สถานที่จัดแสดงนิทรรศการเรื่องราวความสำคัญของผืนป่าที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย ร่วมกับ ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ ชายวัยกลางคนผู้ทำหน้าที่เล่าเรื่องราวของสัตว์ป่าผ่านเลนส์มากว่า 20 ปี

วันนี้ ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ หรือที่ใครหลายคนเรียกกันสั้นๆ ว่าพี่เชนหรือหม่อมเชน มีนัดบรรยายเรื่องความสำคัญของสัตว์ป่าต่อระบบนิเวศ และประสบการณ์ของการเป็นช่างภาพสัตว์ป่าแก่กลุ่มอาสาสมัครช่วยงานรำลึก 24 ปี สืบ นาคะเสถียร จากนิตยสาร a day

 

มีวาฬ = มีปลา ข้อเท็จจริงจากมหาสมุทร

อีเมล พิมพ์ PDF
ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการประมงแทบไม่ได้สนใจบทบาทของสัตว์ใหญ่ในมหาสมุทรอย่างวาฬในการทำให้ระบบนิเวศในทะเลนั้นยังอุดมสมบูรณ์ ในขณะที่ชาวประมงพาณิชย์ต่างก็เข้าใจผิดว่าวาฬนั้นแย่งเหยื่อของเขาไปหมด ซึ่งงานวิจัยล่าสุดได้พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาเข้าใจผิด
ด้วยปริมาณที่เพิ่มขึ้นของวาฬทั่วโลก เช่นวาฬสีน้ำเงิน วาฬสีเทา หรือวาฬสเปิร์ม จะนำไปสู่มหาสมุทรที่อุดมสมบูรณ์ และเต็มไปด้วยปลา อ้างอิงจากรายงานการวิจัยที่เพิ่งได้รับการตีพิมพ์โดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในวารสาร Ecology and the Environment
Joe Roman นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัย Vermont ผู้นำทีมวิจัยอธิบายถึงเหตุผลที่เราประเมินมูลค่าสัตว์ใหญ่ในทะเลต่ำก็เพราะ “ตั้งแต่มีการศึกษาเรื่องมหาสมุทร วาฬขนาดใหญ่ก็ได้หายไปจากระบบนิเวศในทะเลจำนวนมาก จากการล่าโดยมนุษย์”
วาฬขนาดใหญ่ถูกล่าอย่างรุนแรงจนกระทั่งปี ค.ศ.1970 ซึ่งขณะนั้น คาดว่าเจ้ายักษ์ใหญ่จำนวนราวร้อยละ 66 ถึง 90 ได้ถูกพรากขึ้นมาจากทะเล
นับตั้งแต่นั้น ปริมาณวาฬขนาดใหญ่ก็ค่อยๆ ฟื้นตัวมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่ามีวาฬสเปิร์มอยู่ราวหนึ่งล้านตัว และวาฬสีเทาอยู่ราวหมื่นตัวทั่วโลก แต่สำหรับวาฬสีน้ำเงิน สัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก กลับมีปริมาณการฟื้นตัวของประชากรค่อนข้างช้า คือหลงเหลืออยู่เพียงร้อยละ 1 จากปริมาณในอดีต Joe Roman อธิบายว่า การหายไปของวาฬสีน้ำเงินได้เปลี่ยนแปลงระบบนิเวศและทำให้สัตว์หลายชนิดยากที่จะอยู่รอด
ไม่กี่ปีมานี้ จำนวนวาฬได้เพิ่มขึ้นพร้อมกับเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะความสามารถในการติดตามสัตว์ทะเลที่มักจะเดินทางระยะไกล และนั่นทำให้เรารู้ความสำคัญของวาฬต่อระบบนิเวศมากขึ้น
กลุ่มนักวิจัยค้นพบว่า วาฬมักจะกินอาหารในระดับค่อนข้างลึก และลอยตัวมาบนพื้นผิวน้ำเพื่อหายใจ ทำให้เกิดการแพร่กระจายของสารอาหารไปตามระดับความลึกต่างๆ ซึ่งจะเป็นแหล่งอาหารสำคัญของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล แม้แต่ส่วนผสมในปัสสาวะของวาฬ ก็มียูรีนและไนโตรเจนซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอน
วาฬส่วนใหญ่มักจะต้องเดินทางไกลเพื่อผสมพันธุ์ นั่นคือการนำพาสารอาหารไปยังพื้นที่ห่างไกลที่ไม่อุดมสมบูรณ์ แม้แต่รกของวาฬเองก็กลายเป็นแหล่งอาหารสำคัญของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ซึ่ง Joe Roman มองว่าการอพยพของวาฬในแต่ละครั้ง ไม่ต่างจากการส่งผ่านสารอาหารทางสายพานไปตามสถานที่ต่างๆ ในมหาสมุทร
แม้แต่ตอนที่สัตว์ใหญ่อย่างวาฬตาย ซากของมันก็จะจมดิ่งลงสู่ใต้ทะเล เป็นอาหารให้กับสัตว์กินซากและระบบนิเวศน้ำลึกที่มีลักษณะเฉพาะ เช่นแฮคฟิช ปู หรือไส้เดือนทะเล ซึ่งอาจไม่สามารถพบได้ที่ไหนนอกจากทะเลลึก
“การล่าวาฬของมนุษย์ทำให้ปริมาณวาฬในทะเลลดลงอย่างมาก และอาจทำให้พวกสัตว์กินซากในทะเลลึกสูญพันธุ์ไปก่อนที่เราจะได้รู้จักมันด้วยซ้ำ” Joe Roman อธิบาย ก่อนจะเล่าว่าเขากำลังทำงานวิจัยว่าการลดปริมาณของวาฬทำให้ชนิดพันธุ์ของสัตว์กินซากในทะเลสูญหายไปเท่าไร
เป็นเวลานับร้อยปีที่ชาวประมงต่างโจมตีว่าวาฬแย่งกินปลาที่พวกเขาพยายามจะจับ โดยเฉพาะรัฐบาลญี่ปุ่นที่ตอบรับความคิดนี้อย่างดี และมองว่าการล่าวาฬเป็น ‘สิ่งจำเป็น’เนื่องจากวาฬนั้นคุกคามการประมงของพวกเขา หรือการที่ Masayuki Komatsu หนึ่งในผู้สนับสนุนการล่าวาฬอธิบายว่า วาฬในทะเลนั้นมีจำนวนมาก เรียกว่าไม่ต่างจากแมลงสาบของทะเล
Joe Roman ไม่เห็นด้วย
“มันซับซ้อนกว่าการคิดง่ายๆ แค่นั้น” เขากล่าว ก่อนย้อนกลับไปอธิบายถึงกระบวนการกระจายสารอาหารของวาฬ “การวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า เราจะมีปลาปริมาณมากขึ้นหากมีนักล่าขนาดใหญ่อยู่ในระบบนิเวศ” ส่วนก้าวต่อไป Joe Roman มองว่า เขาจะศึกษาว่าแพลงก์ตอนและสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นได้รับผลอย่างไรจากการมีอยู่ของวาฬ
ถอดความจาก “More Big Whales in Ocean Could Mean More Fish, Scientists Find” โดย Brian Clark Howard เข้าถึงได้ที่ http://news.nationalgeographic.com/news/2014/07/140710-whales-ecosystem-engineers-fish-conservation-science/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
วาฬที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการประมงแทบไม่ได้สนใจบทบาทของสัตว์ใหญ่ในมหาสมุทรอย่างวาฬในการทำให้ระบบนิเวศในทะเลนั้นยังอุดมสมบูรณ์ ในขณะที่ชาวประมงพาณิชย์ต่างก็เข้าใจผิดว่าวาฬนั้นแย่งเหยื่อของเขาไปหมด ซึ่งงานวิจัยล่าสุดได้พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาเข้าใจผิด

ด้วยปริมาณที่เพิ่มขึ้นของวาฬทั่วโลก เช่นวาฬสีน้ำเงิน วาฬสีเทา หรือวาฬสเปิร์ม จะนำไปสู่มหาสมุทรที่อุดมสมบูรณ์ และเต็มไปด้วยปลา อ้างอิงจากรายงานการวิจัยที่เพิ่งได้รับการตีพิมพ์โดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในวารสาร Ecology and the Environment
 

ปรากฎการณ์ Algae Bloom กับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

อีเมล พิมพ์ PDF

Algae Bloomปรากฎการณ์ Algae Bloom หรือการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วของสาหร่ายในแหล่งน้ำ เช่นในทะเลสาบอีรี (Erie Lake) ส่งผลให้คนกว่าครึ่งล้าน ห้ามใช้น้ำประปาเพื่อดื่ม ทำอาหาร หรืออุปโภค ในเมืองโทเลโด (Toledo) มลรัฐโอไฮโอ (Ohio) ประเทศสหรัฐอเมริกา และนี่ก็เป็นสัญญาณว่าเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่พบบ่อยครั้งและมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นทั่วโลก

ผู้เชี่ยวชาญชี้แจงว่า ปรากฎการณ์ Algae Bloom ที่มีพิษจะส่งผลให้น้ำประปาเป็นอันตราย รวมทั้งคร่าชีวิตสัตว์ป่าจากการดื่มกิน เช่นเมื่อปีที่ผ่านมา เกิดปรากฎการณ์นี้ขึ้นที่ฟลอริด้าและทำลายชีวิตของมานาตี สัตว์ที่อยู่ในตระกูลเดียวกับพะยูน Algae Bloom นอกจากจะทำร้ายสัตว์ใหญ่อย่างมานาตี ยังทำให้ปลาตายอีกจำนวนมาก

 

การอยู่รอดของหมีขาว ในยุคน้ำแข็งละลาย

อีเมล พิมพ์ PDF
"ไข่ห่าน 60 ฟอง ลูกห่าน 53 ตัว ห่าน 63 ตัว ลูกกวางคาริบู 3 ตัว และกวางคาริบูโตเต็มที่ 3 ตัว" นี่อาจเป็นเมนูอาหารสำหรับฤดูร้อนของหมีขั้วโลกในขณะที่ถูกบังคับให้ออกจากผืนน้ำแข็งเพื่อมาอยู่อาศัยบนผืนดิน
Linda J. Gormezano นักชีววิทยาประจำพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรรมชาติอเมริกันในรัฐนิวยอร์ก ได้พยายามค้นคว้าว่าเจ้าหมีขั้วโลกจะต้องกินอะไรเพื่ออยู่รอดในยุคสมัยที่นับวันจะมีฤดูกาลที่ผืนน้ำแข็งละลายจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ในอ่าวฮัดสัน (Hudson Bay) ฝั่งตะวันตกของแคนาดา
การคำนวณของเธอสรุปว่า เจ้านักล่าแห่งขั้วโลกอาจสามารถอยู่รอดได้เป็นระยะเวลา 6 เดือนโดยอาศัยอาหารบนผืนดินเป็นหลัก เรียกว่าต้องปรับวิถีชีวิตเพื่อให้เข้ากับยุคการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นักวิทยาศาสตร์คนอื่นยังร่วมแสดงความเห็นว่า การที่น้ำแข็งในทะเลลดลงเนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นและจำนวนแมวน้ำซึ่งเป็นอาหารหลักลดลงอย่างรวดเร็วในอาร์กติก อาจทำให้เจ้าหมีขั้วโลกสูญพันธุ์ในปี พ.ศ. 2563
จำนวนประชากรของหมีขาวที่อาศัยในบริเวณอ่าวฮัดสันมีน้อยกว่าหนึ่งพันตัว ในขณะที่ประชากรหมีขาวทั่วโลกมีอยู่ราว 25,000 ชีวิต แต่หมีที่อ่าวฮัดสันมีความสำคัญคือเป็นพื้นที่เดียวที่เจ้าหมีขั้วโลกปรากฎตัวให้เห็นไม่ยากนัก
พวกมันจะอาศัยบนผืนน้ำแข็งจนกระทั่งเริ่มละลายแล้วจึงอพยพมายังผืนแผ่นดิน และในระหว่างที่พวกมันอยู่บนผืนดินนั้น นักท่องเที่ยวจะเดินทางมายัง เมืองเชอร์ชิล (Churchill) เมนิโตบา (Manitoba) เพื่อไปชมเจ้าหมีขั้วโลกตามธรรมชาติ
แต่เดิมนั้น เราเข้าใจว่าหมีขั้วโลกจะไม่กินอาหารในขณะที่อาศัยบนผืนดิน และพวกมันมักจะหลับเพื่อรักษาพลังงานจนกระทั่งเข้าสู่ฤดูหนาวอีกครั้ง และเดินทางกลับไปยังผืนน้ำแข็ง แต่เพราะอากาศที่อุ่นขึ้นทำให้ผืนน้ำแข็งละลายเร็วกว่าแต่ก่อน ทำให้ในปัจจุบัน หมีขั้วโลกจะอพยพมาอยู่บนผืนดินก่อนสถิติที่พบในปี พ.ศ. 2523 ราว 3 สัปดาห์ และภายในปี พ.ศ. 2603 อ่าวฮัดสันจะไม่มีน้ำแข็งเป็นระยะเวลาถึง 6 เดือน
ในปี พ.ศ. 2553 นักนิเวศวิทยา Peter Molnar และทีมนักวิจัยได้ร่วมกันศึกษาความต้องการพลังงานของหมีขาว ซึ่งได้ผลสรุปว่าหากหมีขาวอยู่อาศัยโดยไม่ได้กินอาหารภายใน 6 เดือนจะทำให้ประชากรเพศผู้ตายละราว 28 ถึง 48 เปอร์เซ็นต์ และในอัตราการตายดังกล่าว หมีขาวย่อมสูญพันธุ์
แต่การวิเคราะห์ดังกล่าวได้มีข้อสมมติฐานว่าหมีขาวจะไม่กินอะไรเลยในระหว่างอยู่บนผืนดิน ซึ่ง Linda J. Gormezano อธิบายว่านี่ไม่เป็นความจริง
หากเจ้าหมีขาวตัวอ้วนท้วนเดินทางมายังชายฝั่งในช่วงเดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ. 2603 Gormezano คาดว่าพวกมันจะสามารถรักษาพลังงานเอาไว้ได้โดยการกินไข่ห่าน รวมทั้งล่ากวางคาริบูที่ยังไม่โตเต็มที่ ส่วนหมีขั้วโลกตัวผู้ที่อ่อนแออาจจำเป็นต้องได้รับสารอาหารตามเมนูที่เขียนไว้ข้างต้นเพื่อให้สามารถเอาชีวิตรอดใน 6 เดือนที่ไม่ได้อยู่บนผืนน้ำแข็ง
แต่ก็ยังมีคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบคือ มันคุ้มค่าหรือไม่กับพลังงานที่เสียไปเพื่อการล่าห่านหรือกวางคาริบูเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณแคลอรีที่ได้รับจากเหยื่อ ถ้าหากมันคุ้มค่า อนาคตของหมีขาวก็คงสดใสเพราะอ่าวฮัดสันปัจจุบันยังคงมีห่านและกวางคาริบูจำนวนมาก
“มันยังมีความเป็นไปได้ในการป้องกันหมีขาวจากสภาวะอดอยากตามที่ Peter Molnar คาดการณ์ไว้ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าพลังงานที่ใช้ในการล่าอาหารมันคุ้มค่าหรือไม่”Linda J. Gormezano กล่าว
ในขณะที่ Peter Molnar ยังคงตั้งคำถามกับงานวิจัยของ Gormezano โดยพิจารณาจากแนวโน้มของประชากรหมีขั้วโลก "เพราะในระหว่างปี พ.ศ. 2538 ถึง พ.ศ.2548 ประชากรหมีขาวนั้นลดลงอย่างมาก และเราก็รู้ดีว่าสภาพร่างกายของพวกมันแย่ลงเรื่อยๆ และอดอยากมากขึ้น คำถามจึงไม่ใช่ว่า พวกมันจะสามารถอยู่รอดด้วยอาหารบนผืนดินหรือไม่ แต่คำถามจริงๆ ก็คือ ทำไมพวกหมีขาวจึงไม่กินอาหารอย่างเพียงพอเพื่อป้องกันการลดจำนวนลงของประชากร”
ถอดความจาก As Sea Ice Shrinks, Can Polar Bears Survive on Land?โดยEmma Marris เข้าถึงได้ที่http://news.nationalgeographic.com/news/2014/07/140717-polar-bears-goose-eggs-global-warming-arctic-environment/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
หมีขาว"ไข่ห่าน 60 ฟอง ลูกห่าน 53 ตัว ห่าน 63 ตัว ลูกกวางคาริบู 3 ตัว และกวางคาริบูโตเต็มที่ 3 ตัว" นี่อาจเป็นเมนูอาหารสำหรับฤดูร้อนของหมีขั้วโลกในขณะที่ถูกบังคับให้ออกจากผืนน้ำแข็งเพื่อมาอยู่อาศัยบนผืนดิน

Linda J. Gormezano นักชีววิทยาประจำพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรรมชาติอเมริกันในรัฐนิวยอร์ก ได้พยายามค้นคว้าว่าเจ้าหมีขั้วโลกจะต้องกินอะไรเพื่ออยู่รอดในยุคสมัยที่นับวันจะมีฤดูกาลที่ผืนน้ำแข็งละลายจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ในอ่าวฮัดสัน (Hudson Bay) ฝั่งตะวันตกของแคนาดา
 

ปลายทางของขยะพลาสติกในทะเล

อีเมล พิมพ์ PDF
หลังจากนักนิเวศวิทยาทางทะเล Andres Cozar Cabañas และทีมนักวิจัยได้ทำการสำรวจแผนที่ขยะพลาสติกในทะเลเป็นครั้งแรกของโลก ยังมีหลายประเด็นที่ยังไม่ได้รับคำตอบ
ผลงานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences พบว่ามีเศษพลาสติกกว่า 5 ล้านชิ้นลอยอยู่ในบริเวณวังวนของกระแสน้ำ 5 แห่ง (Subtropical Gyres) ซึ่งเคลื่อนไหวไปมาในมหาสมุทรทั่วโลก ซึ่งจำนวนของพลาสติกได้เพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่านับตั้งแต่พ.ศ.2523 และได้ถูกสายลม กระแสคลื่น และแสงแดด ทำให้เศษพลาสติกเหล่านั้นสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยขนาดประมาณเมล็ดข้าวเปลือกนั่นหมายความว่าพลาสติกในน้ำยังมีอีกจำนวนมากที่มองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า
“ในการสำรวจของเราพบว่า ยังมีพลาสติกอีกจำนวนมากที่มีขนาดตั้งแต่ระดับไมครอนถึงมิลลิเมตร ไม่ได้ถูกรับรวมในการประเมินการปนเปื้อนของพลาสติกบนผิวน้ำ ที่สำคัญคือเราไม่รู้เลยว่าพลาสติกเหล่านี้จะส่งผลต่อระบบนิเวศอย่างไร พลาสติกอาจเข้าไปปนเปื้อนในสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร หรือแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นเล็กชิ้นน้อยและจมลงไปในทะเลลึก”Andres Cozar Cabañas อาจารย์จาก University of Cadiz ประเทศสเปนกล่าว
ส่วนผลกระทบของเศษพลาสติกต่อระบบนิเวศในทะเลลึกที่นับว่ายังเป็นเรื่องลึกลับและมนุษย์เข้าใจน้อยมากก็ยังไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ “น่าเสียดาย ที่เศษพลาสติกเหล่านี้คงทำให้ระบบนิเวศใต้ทะเลลึกนั้นเปลี่ยนแปลงไปมากก่อนที่เราจะได้รู้จักมันเสียอีก” Andres Cozar Cabañas กล่าวเสริม
คำตอบที่แน่นอนว่าพลาสติกชิ้นเล็กชิ้นน้อยเหล่านั้นเดินทางไปที่ใด และจะมีผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างไร ก็ยังเป็นคำถามที่ Andres Cozar Cabañas กำลังค้นหาคำตอบ
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้คำถามดังกล่าวยังไม่ได้รับคำตอบก็เนื่องจากศาสตร์ของการศึกษาขยะในทะเลนั้นเพิ่งถือกำเนิดได้ไม่นาน พลาสติกได้รับการคิดค้นครั้งแรกในราวกลางศตวรรษที่ 18 และถูกผลิตจำนวนมากนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในทางตรงกันข้าม เศษขยะในทะเลนั้นเพิ่งได้รับการศึกษาเมื่อเวลาไม่ถึงทศวรรษมานี้เอง
“นี่ถือเป็นเรื่องใหม่มากเพราะหลายคนคิดว่าทางออกของการแก้ปัญหาขยะคือการปล่อยให้มันย่อยสลายหายไปเอง หรือง่ายๆ ก็แค่หันหลังกลับไป แล้วปล่อยให้พวกขยะถูกพัดพาหายไปจากสายตา หายไปจากความคิด” Douglas Woodring ผู้ก่อตั้งกลุ่มนักอนุรักษ์ Ocean Recovery Alliance ประเทศฮ่องกงกล่าว
เกาะขยะทางตอนเหนือของแปซิฟิก เป็นพื้นที่แรกที่ถูกค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2550 โดยนักผจญภัย Charles Moore ขณะที่เขาพายเรือกลับไปยังแคลิฟอร์เนียหลังจากเสร็จสิ้นการแข่งขันพายเรือคายัค
การศึกษาด้านขยะในทะเลนั้นยังจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา ตั้งแต่นักสมุทรศาสตร์ไปจนถึงวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านจัดการขยะ
“นับว่าเรายังอยู่ในขั้นตอนแรกมากๆ ในการเข้าใจขยะพลาสติกในทะเล ถ้าลองจินตนาการว่าในอนาคต จะมีขยะพลาสติกเพิ่มมากกว่านี้อีก 10 เท่าหรือ 100 เท่า เราก็ยังไม่มีคำตอบว่าจะเกิดผลกระทบอย่างไร” Kara Lavender Law นักสมุทรศาสตร์จากสถาบันการศึกษาทางทะเล Massachusetts แสดงความเห็น “และถ้าเรายังตอบคำถามนี้ไม่ได้ว่าขยะพลาสติกส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตอย่างไร เราก็ไม่สามารถบอกคนทั่วไปได้ว่าปัญหาที่เรากำลังจะเผชิญนั้นใหญ่แค่ไหน”
ทีมนักวิจัยของ Andres Cozar Cabañas นั้นเดิมทำการวิจัยระยะเวลา 9 เดือนในโครงการ Malaspina expedition of 2010 ของสถาบันวิจัยแห่งชาติสเปน เพื่อศึกษาผลกระทบของสภาวะโลกร้อนต่อมหาสมุทรและความหลากหลายทางชีวภาพของทะเลลึก ซึ่งทีมของ Cozarได้รับมอบหมายในเรื่องสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก แต่เมื่อเศษพลาสติกติดมากับการเก็บตัวอย่างแทบทุกครั้ง พวกเขาจึงเลือกเปลี่ยนมาศึกษาระดับการปนเปื้อนของมลภาวะพลาสติกแทน
ทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์ตัวอย่างน้ำทะเลจากสถานที่ต่างๆ กว่า 3,070 ตัวอย่าง “หนึ่งในตัวอย่างที่น่าตกใจที่สุดคือการที่มีเศษพลาสติกที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในมหาสมุทรที่ห่างจากพื้นทวีปหลายพันกิโลเมตร”
Andres Cozar Cabañas ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การที่พลาสติกถูกย่อยสลายจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วหายไปนั้น อาจเนื่องจากที่เศษพลาสติกถูกกินโดยปลาตัวเล็กที่ใช้ชีวิตอยู่ในระดับความลึก 600 ฟุตถึง 3,300 ฟุต หรือ 180 เมตร ถึง 1,000 เมตรใต้ผิวน้ำ ซึ่งปัจจุบันปลาในระดับความลึกดังกล่าวมีการศึกษาน้อยมาก เรารู้แต่ว่ามันมีจำนวนค่อนข้างเยอะ มักจะหลบนักล่าโดยแฝงตัวในความมืด และขึ้นมากินอาหารที่ผิวน้ำในตอนกลางคืน
ปลาในระดับความลึกนี้ที่เรารู้จักกันดีคือปลาแลนเทิร์น ที่เป็นตัวเชื่อมหลักในเขตร้อนชื้อระหว่างแพลงก์ตอนและสัตว์น้ำที่มีกระดูกสันหลัง เนื่องจากปลาสแลนเทิร์นนั้นนับว่าเป็นอาหารหลักของปลาเพื่อการพาณิชย์ เช่นปลาทูน่า ปลาดาบ ซึ่งพลาสติกที่ปลาแลนเทิร์นกินเข้าไปย่อมหลุดเข้าในห่วงโซ่อาหาร
“มันมีสัญญานบอกว่าปลาที่กินแพลงก์ตอนเช่นพวกปลาขนาดเล็กน่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ได้รับผลกระทบหลักจากมลภาวะจากพลาสติก ซึ่งหากสมมติฐานนี้เป็นจริง ผลกระทบจากขยะพลาสติกนั้นก็จะใหญ่กว่าแค่พื้นที่ในทะเล”Andres Cozar Cabañas กล่าว
ถอดความจาก “First of Its Kind Map Reveals Extent of Ocean Plastic” โดย Laura Parker เข้าถึงได้ที่ http://news.nationalgeographic.com/news/2014/07/140715-ocean-plastic-debris-trash-pacific-garbage-patch/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
พลาสติกหลังจากนักนิเวศวิทยาทางทะเล Andres Cozar Cabañas และทีมนักวิจัยได้ทำการสำรวจแผนที่ขยะพลาสติกในทะเลเป็นครั้งแรกของโลก ยังมีหลายประเด็นที่ยังไม่ได้รับคำตอบ

ผลงานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences พบว่ามีเศษพลาสติกกว่า 5 ล้านชิ้นลอยอยู่ในบริเวณวังวนของกระแสน้ำ 5 แห่ง (Subtropical Gyres) ซึ่งเคลื่อนไหวไปมาในมหาสมุทรทั่วโลก ซึ่งจำนวนของพลาสติกได้เพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่านับตั้งแต่พ.ศ.2523 และได้ถูกสายลม กระแสคลื่น และแสงแดด ทำให้เศษพลาสติกเหล่านั้นสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยขนาดประมาณเมล็ดข้าวเปลือกนั่นหมายความว่าพลาสติกในน้ำยังมีอีกจำนวนมากที่มองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า
 

ขอให้ยุติโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

อีเมล พิมพ์ PDF
ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังคงมีแนวนโยบายนำโครงการเพื่อการออกแบบและก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นรูปแบบโครงการลักษณะเดียวกับของรัฐบาลชุดที่ผ่านมาเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงานและจะดำเนินการโดยไม่รอให้เกิดความล่าช้าในบางโครงการ โดยจะมีการรวบรวมข้อมูลเพื่อพิจารณาว่าโครงการใดที่สามารถเดินหน้าต่อไปได้รวมทั้งจะดำเนินการศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดกับประชาชนบางกลุ่มด้วยความรอบคอบ คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนในภาพรวม ทั้งนี้เพื่อต้องการฟื้นฟูสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยอยู่ในขณะนี้และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนรวมถึงต้องการแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย ดังปรากฏตามที่เป็นข่าวออกสู่หน้าหนังสือพิมพ์
ถึงแม้จะได้มีการระงับโครงการ 3.5 แสนล้าน ไปแล้ว แต่ยังมีความพยายามจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในการเสนอเรื่องการแก้ไขปัญหาในการบริหารจัดการน้ำอยู่เสมอ และหนึ่งในแผนการดังกล่าวยังคงเสนอให้มีการก่อสร้างเขื่อนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เช่น โครงการเขื่อนแม่วงก์ ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เขื่อนยมบน-ยมล่าง ในอุทยานแห่งชาติแม่ยม เขื่อนคลองชมพู ในอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง เป็นต้น ซึ่งปัจจุบัน (พ.ศ.2557) ทรัพยากรป่าไม้ของประเทศไทยเหลืออยู่เพียงแค่ร้อยละ 31.57 ของพื้นที่ประเทศเท่านั้น และยังคงมีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจก่อให้เกิดผลร้ายต่อสิ่งแวดล้อมในระดับประเทศอย่างยากจะแก้ไขให้กลับคืนมาดั่งเดิมได้ ทั้งยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยได้อย่างแท้จริงตามวัตถุประสงค์อันดีที่ได้ตั้งใจไว้ ถ้าปล่อยให้มีการสร้างเขื่อนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์คำว่าป่าอนุรักษ์คงไม่มีความศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป ใครจะบุกรุกเข้ามาทำลายหรือแม้แต่หน่วยงานของภาครัฐเองก็สามารถที่จะเข้ามาพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ได้ (รายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วยหมายเลข  3) โดยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องฟังเสียงทัดทานจากใครอีกเลย
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร จึงใคร่ขอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาข้อเสนออันเป็นประโยชน์ในแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งโดยไม่ใช้สิ่งก่อสร้างในพื้นที่ป่า เพื่อเป็นการรักษาผืนป่าที่เหลืออยู่เก็บไว้ให้ลูกหลานต่อไปในอนาคตดังต่อไปนี้ คือ
1. การจัดสรรน้ำให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง โดยการสนับสนุนให้มีแหล่งกักเก็บน้ำใกล้บ้านภายในชุมชนของตนเอง พัฒนาฝาย และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ในชนบททุกพื้นที่ที่มีศักยภาพ กระจายงบประมาณลงสู่ท้องถิ่นโดยเน้นการจัดสรรอย่างเป็นระบบและเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะเนื่องจากหลายๆโครงการของภาครัฐที่ผ่านๆมา ที่ได้ดำเนินการให้กับท้องถิ่นไปแล้วนั้น เมื่อการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์กลับถูกทิ้งร้าง หรือปล่อยให้ทรุดโทรม ชำรุดหรือถูกขโมยชิ้นส่วนทำให้ไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามความตั้งใจของผู้ก่อสร้าง เนื่องจากเป็นโครงการที่ไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง หรือบางโครงการแม้มีการใช้งาน แต่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นในกลุ่มผู้ใช้น้ำด้วยกันในพื้นที่ใกล้เคียง ดังนั้น ควรต้องมีการรับฟังความคิดเห็นประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการดำเนินโครงการอย่างครอบคลุมทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการดำเนินการของรัฐอย่างแท้จริง
2. การบริหารจัดการน้ำท่วม ปัญหาน้ำท่วมเกิดจากการที่ลำน้ำสาธารณะตื้นเขินไม่ได้รับการขุดลอก มีการก่อสร้างรุกล้ำทางน้ำสาธารณะทำให้น้ำไม่สามารถระบายไปได้โดยสะดวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ลำน้ำที่มีลักษณะแคบและเป็นคอขวด ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการไหลของน้ำ และยังส่งผลให้เกิดการเอ่อล้นในฤดูน้ำหลาก ดังนั้นจึงควรเร่งดำเนินการในขั้นตอน ดังนี้
(2.1) สิ่งก่อสร้างในลำน้ำกีดขวางทางน้ำ กรณีที่สิ่งก่อสร้างนั้น เช่น ฝาย ประตูระบายน้ำหรือสะพานคอนกรีต สิ่งก่อสร้างต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นเมื่อไม่ได้ใช้งาน หรือใช้งานไม่ได้ ควรมีการรื้อถอนออกเพื่อไม่ให้กลายเป็นเครื่องกีดขวางทางน้ำเสียเอง
(2.2) สำรวจเพื่อตรวจสอบแนวเขตทางน้ำ ตรวจสอบสิทธิการครอบครองของผู้รุกล้ำและแนวทางการดำเนินการตามกฎหมาย จัดทำรายชื่อผู้รุกล้ำเส้นทางน้ำและกำหนดมาตรการการรื้อถอนหรือบังคับใช้มาตรการที่มีอยู่แล้วโดยไม่เลือกปฏิบัติ รวมทั้งการจัดทำผังการใช้ประโยชน์ที่ดินรวม และจัดทำผังน้ำเพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจสภาพตามธรรมชาติของลำน้ำและไม่บุกรุกแหล่งน้ำเพิ่ม โดยพิจารณาจากลักษณะการใช้พื้นที่จริงในปัจจุบันเป็นองค์ประกอบด้วย รวมทั้งต้องสอดคล้องกับฤดูกาลผลิต วิถีชุมชน และสภาวะภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงในอนาคต ซึ่งกระบวนการจัดทำจำเป็นต้องมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนด้วย
3. ป้องกันรักษาทรัพยากรป่าไม้โดยเฉพาะในป่าอนุรักษ์ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า เนื่องจากป่าไม้เป็นตัวยึดหน้าดินและดูดซับน้ำ (รายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วยหมายเลข 4) แต่ป่าต้นน้ำยังคงถูกบุกรุกอย่างต่อเนื่อง การที่ป่าต้นน้ำหายไปจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดน้ำท่วมเพราะไม่มีผืนป่าไว้คอยดูดซับน้ำ ดังนั้นการปลูกป่าจึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่รัฐบาลควรยุติการใช้พื้นที่ป่าเพื่อก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ถนน ฯลฯ และควรดำเนินการอย่างจริงจังในการควบคุมการบุกรุกป่า การลักลอบตัดไม้ และการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินที่ทับซ้อนกับพื้นที่ป่า เพื่อให้ไม่มีการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้เพิ่มเติม รวมทั้งฟื้นฟูป่าที่เสื่อมสภาพจากการถูกบุกรุก
4. การบริหารจัดการน้ำในฤดูน้ำหลาก จัดระบบการเพาะปลูก และบริหารจัดการพื้นที่แก้มลิงที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ โดยควรจัดระบบการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับฤดูกาลและสภาพดินฟ้าอากาศ ปรับปรุงการใช้งานพื้นที่แก้มลิงตามธรรมชาติให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะพื้นที่แก้มลิงควรสามารถใช้งานเพื่อรองรับน้ำได้ในเวลาที่น้ำท่วมสูงสุดไหลผ่าน (ราวเดือนสิงหาคม - พฤศจิกายน) ซึ่งการบริหารจัดการต้องสอดคล้องกันระหว่างระบบการปลูกพืชและการใช้ระบบแก้มลิง รวมถึงการปรับปรุงห้วย หนอง บึง หรือแหล่งน้ำตามธรรมชาติเดิมที่มีอยู่ ให้มีประสิทธิภาพในการเก็บกักน้ำหรือเป็นแก้มลิงในช่วงหน้าน้ำหลากลงทุ่งนั่นเอง
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร จึงใคร่ขอความกรุณาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้โปรดพิจารณาโครงการเพื่อการออกแบบและก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำใหม่ อย่างรอบคอบ รอบด้าน และนำผลการศึกษาที่ถูกต้องเหมาะสมนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างแท้จริง
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
คสชตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังคงมีแนวนโยบายนำโครงการเพื่อการออกแบบและก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นรูปแบบโครงการลักษณะเดียวกับของรัฐบาลชุดที่ผ่านมาเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงานและจะดำเนินการโดยไม่รอให้เกิดความล่าช้าในบางโครงการ โดยจะมีการรวบรวมข้อมูลเพื่อพิจารณาว่าโครงการใดที่สามารถเดินหน้าต่อไปได้รวมทั้งจะดำเนินการศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดกับประชาชนบางกลุ่มด้วยความรอบคอบ คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนในภาพรวม ทั้งนี้เพื่อต้องการฟื้นฟูสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยอยู่ในขณะนี้และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนรวมถึงต้องการแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย ดังปรากฏตามที่เป็นข่าวออกสู่หน้าหนังสือพิมพ์
 

เพราะไม่มีปลา จึงต้องล่าสัตว์ป่า!

อีเมล พิมพ์ PDF

กานาสิ่งหนึ่งที่จำเป็นในการจัดการปัญหาการล่าสัตว์ป่าเพื่อเป็นอาหารคือการเข้าใจคำถามที่ว่า ทำไมชาวบ้านยังต้องล่าสัตว์ป่า พวกเขาอยากทำ หรือว่าจำเป็นต้องทำ? นักอนุรักษ์จากหลายสำนักตั้งสมมติฐานว่าคำตอบน่าจะเป็นข้อหลัง และปัจจุบันได้มีการศึกษาค้นคว้าเพื่อยืนยันว่าสมมติฐานนั้นเป็นจริงในประเทศกานา เพราะผลวิจัยชี้ว่าชาวบ้านจะกลับมาล่าสัตว์อีกครั้งเมื่อปลาขาดแคลน

“หากเราพิจารณาว่าเนื้อสัตว์ป่ามีคุณค่าเป็นอาหารที่จำเป็นมากกว่าที่จะเป็นอาหารเสริมที่ไม่สำคัญ มันจะทำให้เราเห็นภาพและแนวทางการอนุรักษ์ที่ชัดขึ้น รวมทั้งสามารถคาดการณ์ผลกระทบจากการลดลงของสัตว์ป่าต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ได้ชัดเจนขึ้น” Justin Brashares จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียร์ เบิร์กลีย์ (University of California, Berkeley) และผู้ร่วมวิจัยอีก 5 คนเผยแพร่ผ่านนิตยสาร Science เมื่อเดือนพฤษจิกายน ปี พ.ศ. 2547

 

ชาวบ้านลุ่มน้ำชี ร้อง คสช. ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการสร้างเขื่อน

อีเมล พิมพ์ PDF

ลุ่มน้ำชีเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ที่กรมทหาราบที่ 16 จังหวัดยโสธร ตัวแทนกลุ่มชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้าเขื่อนยโสธร-พนมไพร และเขื่อนธาตุน้อย จังหวัดยโสธร กว่า 30 คน ได้เข้ายืนหนังสือถึง คสช. ผ่านผู้บัญชาการกรมทหารราบที่ 16 จังหวัดยโสธร เพื่อให้ คสช.แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหา เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่มีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหา โดยมีพันเอก พิชิต วันทา รับหนังสือ และนายจรรยา สุคนธ์คันธชาติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร นายปราโมทย์ ลิ้มป์วิทยาธร ผู้อำนวยการชลประทานที่ 7 มาร่วมชี้แจง

โดยนายนิมิต หาระพันธ์ ตัวแทนชาวบ้านบุ่งหวาย ต.สงเปือย อ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนยโสธร-พนมไพร และเขื่อนธาตุน้อย กล่าวว่า วันนี้ทางพวกเราชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ 6 หมู่บ้าน ได้หารือกันถึงประเด็นปัญหาที่ยังไม่มีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ จึงรวมตัวกันเพื่อมายื่นหนังสือให้ คสช. ได้แก้ไขปัญหาให้ชาวบ้าน เพราะว่าปัญหาเกิดจากการสร้างเขื่อนที่ทำให้พื้นที่นาของชาวบ้านต้องถูกน้ำท่วมนานกว่าปกติ 2-3 เดือน ทำให้ต้นข้าวเสียหายและทำให้ทิศทางการไหลของน้ำเปลี่ยนแปลง

 

สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกแถลงการณ์คัดค้านการขยายถนน 304 ทำลายมรดกโลก

อีเมล พิมพ์ PDF

เขาใหญ่ตามที่ พล...ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ รองคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. หัวหน้าฝ่ายสังคมและจิตวิทยา ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สผ.) ครั้งที่ 1/2557 ได้ออกมาเปิดเผยว่า ที่ประชุมได้ผ่านการพิจารณาการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA โครงการทางเชื่อมผืนป่ามรดกโลกบนทางหลวงหมายเลข 304 สาย .กบินทร์บุรี - ปักธงชัย .นครราชสีมา และโครงการก่อสร้างทาง 4 ช่องจราจร ทางหลวงหมายเลข 304 ตอนอ.กบินทร์บุรี - ปักธงชัย (ช่วง กม. 26-29 และกม.42-กม.57) มูลค่า 2,997.5 ล้านบาท โดยอ้างว่าเมื่อ ผ่านพื้นที่ป่าดงพญาเย็น และอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จะก่อสร้างเป็นทางยกระดับ หรืออุโมงค์เป็นช่วงๆ เพื่อลดผลกระทบต่อสัตว์ป่าที่จะได้ไม่ต้องเดินผ่านถนนสายดังกล่าว

 

ทริปปฐมนิเทศสำหรับอาสาสมัครมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

อีเมล พิมพ์ PDF
a day magazine
 

ร่วมลงชื่อ หยุดขายปลานกแก้ว

อีเมล พิมพ์ PDF

ปลานกแก้วปัจจุบัน แนวปะการังอันเป็นระบบนิเวศทางทะเลที่สำคัญที่สุดประเภทหนึ่งทั้งในแง่ของ การท่องเที่ยวและการทำหน้าที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ กำลังอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมอันมีสาเหตุสำคัญมาจากหลายปัจจัยทั้งการพัฒนา ชายฝั่งที่ทำให้เกิดตะกอน การทำประมงเกินขนาด การท่องเที่ยวอย่างขาดความรับผิดชอบ และที่สำคัญคือปรากฎการณ์ปะการังฟอกขาวเนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นเกิน ระดับปกติ

แนวปะการังของประเทศไทยในเวลานี้จึงอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอ เปราะบางและต้องการการอนุรักษ์อย่างยิ่ง

 

1 ปีผ่านไป ประเทศไทยยังคงเป็นตลาดค้างาช้างที่ใหญ่ที่สุดในโลก

อีเมล พิมพ์ PDF
“หลายประเทศที่ข้องเกี่ยวกับการค้างาช้างผิดกฎหมาย ต่างก็รุดหน้าในการแก้ปัญหาดังกล่าว แต่อาจจะยกเว้นประเทศเดียว คือประเทศไทย” ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการอนุรักษ์ประกาศต่อสื่อสาธารณะเมื่อราวต้นเดือนกรกฎาคม
คณะกรรมการสามัญของ CITES หรือสนธิสัญญาระดับนานาชาติที่ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2516 เพื่อปกป้องสัตว์ป่าจากการล่า ได้จัดประชุมที่มีผู้เข้าร่วมคือตัวแทนจากนานาประเทศที่ลงนามในสนธิสัญญาดังกล่าว องค์กรระหว่างรัฐ และองค์กรไม่แสวงหากำไรเพื่อการอนุรักษ์
เมื่อ ปี พ.ศ.2556 ได้มีการจัดประชุมที่กรุงเทพฯ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของ CITESได้ระบุว่ามี 8 ประเทศในโลกที่เป็นเสมือนเชื้อเพลิงที่หล่อเลี้ยงการค้าขายงาช้างผิดกฎหมาย ทั้งในแง่การผลิต ขนส่ง รวมทั้งการบริโภค โดย 8 ประเทศข้างต้นคือจีน เคนยา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ แทนซาเนีย อูกันดา เวียดนาม และประเทศไทย ซึ่งเจ้าหน้าที่ CITES ได้แจ้งให้ทั้ง 8 ประเทศ ร่างแผนดำเนินการเพื่อปราบปรามการค้าดังกล่าว มิฉะนั้นอาจโดนคว่ำบาตรทางการค้าจากนานาชาติ
และเมื่อต้นกรกฎาคมที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญได้แสดงความเห็นว่ามีเพียง 7 ใน 8 ประเทศที่มีความรุดหน้า
“ทุกๆ ประเทศที่อยู่ในรายชื่อจะมีเวลาเพื่ออธิบายว่าพวกเขาได้ทำอะไรเพิ่มเติมไปแล้วบ้างเพื่อแก้ปัญหาการค้างาช้างผิดกฎหมาย แต่ประเทศไทย นับว่าเป็นเพียงประเทศเดียวที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าแทบไม่ได้เดินหน้าจัดการอะไรเลย”Tom De Meulenaerเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์ CITES กล่าว
เขายังอธิบายเพิ่มเติมว่า “ประเทศไทยไม่ได้เดินหน้าแก้ปัญหาอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งคณะกรรมการ CITES ได้ตกลงร่วมกันว่าจะมีมาตรการในการจัดการ และผมเชื่อว่า ประเทศไทยจะถูกตรวจตราอย่างใกล้ชิดมากกว่าแต่ก่อน”
สนธิสัญญา CITES มีกรอบการปฏิบัติที่กำหนดไว้แล้วอย่างชัดเจน และหากมีประเทศใดที่ฝ่าฝืนและไม่กระทำตาม ก็มีสิทธิที่จะโดนคว่ำบาตรทางการค้าได้
“ประเทศไทยนับว่าขาดความคืบหน้าในการดำเนินการแก้ปัญหาค้างาช้างทั้งในทางการเมืองและทางกฎหมาย”Paul Todd ผู้อำนวยการด้านนโยบายต่างประเทศและการวางแผน องค์กรไม่แสวงหากำไร International Fund for Animal Welfare (IFAW) กล่าว
“กฎหมายของไทยนั้น แม้แต่ตลาดการค้าภายในประเทศก็ยังไม่สามารถจัดการได้ ไม่ต้องพูดถึงการป้องกันการค้าในระดับนานาชาติ เพราะในไทยยังมีตลาดการค้างาช้างที่ถูกกฎหมาย ซึ่งพวกเขาอ้างว่างาช้างเหล่านั้นมาจากช้างเลี้ยง ซึ่งเป็นไปไม่ได้” เขากล่าวเสริม
นอกเหนือจากประเทศไทย อีก 7 ประเทศต่างมีการกำหนดกฎหมายที่รัดกุมยิ่งขึ้น รวมทั้งการเพิ่มอัตราโทษเพื่อควบคุมการค้างาช้าง
ตามรายงานเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม โดยองค์กรไม่แสวงหากำไร TRAFFIC จำนวนการค้างาช้างบริเวณโดยรอบกรุงเทพฯนั้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 3 เท่าภายใน 18 เดือน ซึ่งในเดือนมกราคม พ.ศ.2556 ได้มีการสำรวจพบร้านค้า 61 แห่งมีงาช้างเป็นสินค้า แต่ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2557 ในบริเวณเดียวกันกลับพบร้านค้ากว่า 120 แห่ง
อีกรายงานหนึ่งที่เพิ่งเผยแพร่ได้ไม่นานโดย TRAFFIC ระบุว่า ประเทศไทยมีการค้าขายช้างป่าที่ถูกจับเพื่อใช้ในการท่องเที่ยว ซึ่งช้างเหล่านั้นส่วนใหญ่จะถูกจับจากประเทศพม่า
จากคำกล่าวของ Paul Todd ตัวแทนจากประเทศไทยที่เข้าร่วมประชุม CITES นั้นปฏิเสธผลการประเมินความก้าวหน้าในการจัดการปัญหาการค้างาช้างในประเทศไทย แต่ไม่มีตัวแทนจากประเทศใดที่เข้าปกป้องประเทศไทย
ในมุมของประเทศที่แก้ปัญหาได้ดีที่สุด ผู้เข้าร่วมมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าเคนยาสามารถดำเนินการควบคุมการล่างาช้างในบริเวณชายแดนได้อย่างก้าวกระโดด  เนื่องจากรัฐบาลเคนยา “รับรู้ว่าการค้างาช้างคือองค์กรอาชญากรรมที่สนับสนุนเงินทุนให้การโจมตีของผู้ก่อการร้าย”Paula Kahumbuนักอนุรักษ์ชาวเคนยา จากองค์กรไม่แสวงหากำไร WildlifeDirect  กล่าว
ถอดความจาก ‘Global Wildlife Summit: Fight Against Illegal Ivory Stalled in Thailand’โดยChristina Russoเข้าถึงได้ที่http://news.nationalgeographic.com/news/2014/07/140709-poaching-elephants-cites-ivory-trade-animals-science/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
งาช้าง“หลายประเทศที่ข้องเกี่ยวกับการค้างาช้างผิดกฎหมาย ต่างก็รุดหน้าในการแก้ปัญหาดังกล่าว แต่อาจจะยกเว้นประเทศเดียว คือประเทศไทย” ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการอนุรักษ์ประกาศต่อสื่อสาธารณะเมื่อราวต้นเดือนกรกฎาคม

คณะกรรมการสามัญของ CITES หรือสนธิสัญญาระดับนานาชาติที่ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2516 เพื่อปกป้องสัตว์ป่าจากการล่า ได้จัดประชุมที่มีผู้เข้าร่วมคือตัวแทนจากนานาประเทศที่ลงนามในสนธิสัญญาดังกล่าว องค์กรระหว่างรัฐ และองค์กรไม่แสวงหากำไรเพื่อการอนุรักษ์
 

คลองโคนโมเดล ฟื้นฟูป่ารักษาชุมชน

อีเมล พิมพ์ PDF

คลองโคนผมถูกปลุกขึ้นด้วยเสียงเรือหางยาวที่แล่นไปบนน้ำสีขุ่น

กระพริบตาถี่ๆ แหงนมองท้องฟ้ากลับไม่เป็นสีฟ้า เพราะถูกปกคลุมด้วยกิ่งใบแน่นหนาของใบไม้สีครึ้มเขียว แสงแดดส่องประกายวิบวับ ผมทบทวนความทรงจำของตัวเอง ก่อนจะรำลึกได้ว่าวันนี้ผมมาปลูกป่าชายเลน

พลิกกายลุกจากเปลญวณ ผู้คนมากมายเดินขวักไขว่บนลานที่ทำจากไม้ไผ่ พวกเขาคือนักศึกษาจากต่างมหาวิทยาลัยที่มาทำกิจกรรมปลูกป่าชายเลน ที่ตำบลคลองโคน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานคร

 

ชาวบ้านลุ่มน้ำชีเตรียมยื่นหนังสือ คสช. เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อน

อีเมล พิมพ์ PDF

ลุ่มน้ำชีตัวแทนกลุ่มชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธร – พนมไพร และเขื่อนธาตุน้อย ในลุ่มน้ำชี กว่า 70 คน ได้จัดประชุมที่วัดบ้านอีโก่ม ตำบลเทอดไทย อำเภอทุ่งเขาหลวง จังหวัดร้อยเอ็ด โดยสรุปกระบวนการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาสองรัฐบาลว่า ยังไม่มีความคืบหน้าจากการแก้ไขปัญหาที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน ซึ่งการรวมตัวกันในครั้งนี้ มีกลุ่มชาวบ้านจากพื้นที่อำเภอทุ่งเขาหลวง อำเภออาจสามารถ อำเภอเสลภูมิ อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด และอำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร ได้รวมตัวกันเพื่อประชุมและหามติในการกำหนดมาตรการเตรียมยื่นหนังสือต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านค่ายทหารในจังหวัดนั้นๆ

 

ระดมความคิด ฟื้นทรัพยากรไทย

อีเมล พิมพ์ PDF

สืบเนื่องจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีนโยบายปรับปรุงระบบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประเทศไทย เพื่อลดการบุกรุกทำลายทรัพยากรและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่มีความเสื่อมโทรม คณะผู้บริหารสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ และผู้นำภาคประชาชน รวม 22 คน จึงร่วมเสวนาระดมความคิดเห็น เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2557 ณ ห้องประชุม สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อเสนอประเด็นการปฏิรูปการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวล้อมอันเป็นการสนับสนุนแนวนโยบายดังกล่าว โดยได้มีความคิดเห็นร่วมกัน ดังนี้

 

เส้นทางน้ำแม่วงก์ไหลไปไหน

อีเมล พิมพ์ PDF

แม่วงก์1. ก่อนการเดินเท้าคัดค้านEHIAโครงการเขื่อนแม่วงก์
สิ่งที่ทางองค์กรเครือข่ายอนุรักษ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่มีมติครม.เมื่อวันที่ 10 เม.ย.55 เรื่องการอนุมัติในหลักการให้ดำเนินก่อสร้างโครงการเขื่อนแม่วงก์ ก็คือการลงสำรวจเก็บข้อมูลในพื้นที่ทั้งการสำรวจความสมบูรณ์ของผืนป่าแม่วงก์และการสำรวจเส้นทางน้ำ ซึ่งในการสำรวจเส้นทางน้ำมีเป้าหมายคือหาเหตุผลที่แท้จริงว่าการที่น้ำท่วม-น้ำแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่วงก์เกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง เพื่อจะได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องและตรงจุด

เมื่อได้ข้อมูลจากการสำรวจแล้ว องค์กรเครือข่ายฯได้ร่วมประชุมหารือและทำจดหมายคัดค้านพร้อมชี้แจงเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ควรสร้างเขื่อนแม่วงก์ยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากพบว่าเนื้อหาในเล่มรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในพื้นที่เท่าไหร่นัก แต่จดหมายที่ทำส่งไปร่วมร้อยฉบับกลับไม่ได้รับการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเท่าที่ควร

 
บทความ อื่นๆ ...


page 9 of 18

รับข่าวสาร