• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


การเมือง กับปัญหาของการปฏิรูปสิ่งแวดล้อม

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อกล่าวถึงปรากฎการณ์เรื่องสิ่งแวดล้อมในทศวรรษที่ผ่านมา เรานึกถึงเรื่องอะไรบ้าง มีประเด็นสิ่งแวดล้อมไหนบ้างที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางด้านนโยบายบ้างหรือไม่ แม้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้จะมีเรื่องราวทางด้านสิ่งแวดล้อมปรากฏขึ้นทางหน้าหนังสือพิมพ์หรือบนโลกโซเชี่ยลมีเดีย แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงแค่ “กระแส” ที่วูบวาบไปมาเท่านั้น
ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้พูดถึงประเด็น “การปฏิรูป” สิ่งแวดล้อมของประเทศไทยว่า หลังจากช่วงปี พ.ศ. 2530 – 2539 ก็แทบไม่มีกระบวนการที่ทำให้สังคมเกิดความตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นอีกเลย ตรงกันข้ามกับในช่วงเวลาดังกล่าวที่มีเหตุการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นมากมายทั้งระดับประเทศ อาทิ การคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนน้ำโจนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ตลอดจนโครงการช่วยเหลือชีวิตสัตว์ป่าที่ตกค้างจากโครงการก่อสร้างเขื่อนรัชชประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) และในระดับโลกอย่างการเคลื่อนไหวของกรีนพีชที่นำเรือออกตามเรือบรรทุกกากนิวเคลียร์จนไม่สามารถนำไปทิ้งอย่างผิดกฎหมายได้ เหตุการณ์เหล่านี้นำไปสู่การเกิดพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม และทำให้มีการนำ EIA เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการทำงานที่จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ซึ่งสิ่งที่ยกตัวอย่างมานั้น คือการปฏิรูปสิ่งแวดล้อมครั้งสำคัญในประเทศไทย
แต่หลังจากนั้นพอมีข้อพิพาททางการเมืองของกลุ่มต่างๆ ขึ้น ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมก็ค่อยๆ เงียบไปและถูกพูดถึงน้อยลง
ในมุมของเลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เขามองว่า แม้การเมืองจะเป็นหัวข้อที่สังคมให้ความตื่นตัวมากกว่าเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เครื่องมือของการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม เรายังมีพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม และ EIA ก็ยังเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบโครงการต่างๆ หากแต่เครื่องมือเหล่านั้นก็ค่อยๆ กลายเป็นเครื่องมือที่เริ่มล้าสมัย เพราะมันไม่เคยถูกพัฒนามาเป็นเวลานาน
“ผมเคยมีประสบการณ์ทำงานกับข้าราชการ ซึ่งข้าราชการเหล่านี้ไม่รู้จักรัฐธรมนูญ แต่ถ้ามีพ.ร.บ.ให้เขาทำงาน เขาก็สามารถทำได้ แต่เมื่อไม่มีพ.ร.บ.กำหนดให้ล้อกับรัฐธรรมนูญเขาก็ทำงานไม่เป็นเพราะไม่มีมาตราไหนให้เขาทำ หรืออย่างกรณีที่ผมทำงานกับกรมป่าไม้ ทักษะเรื่องการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชนในการทำงานอนุรักษ์เขาไม่มี เขาก็ทำไม่ได้ เพราะมันไม่มีเครื่องมือเหล่านี้มาพัฒนาทักษะให้กับเขา”
และในประเด็นการทำงานอย่างมีส่วนร่วมนั้น ในปัจจุบัน ก็มีเพียงแค่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นเพียงอย่างเดียว ซึ่งศศิน ใช้คำว่า “เป็นกระบวนการมีส่วนร่วมแบบเทียมๆ”
ศศินยกตัวอย่างกรณีเขื่อนแม่วงก์ว่า เวทีการมีส่วนรวมหรือการรับฟังความคิดเห็นเป็นเหมือนเวทีที่เอาคนไปทะเลาะกัน แต่กลับไม่มีเวทีที่สร้างบรรยาการแบบมิตรภาพนั่งจิบกาแฟกันสบายๆ แล้วคุยกันในเรื่องเทคนิค ถ้าชาวนาต้องการน้ำควรหาทางจัดการอย่างไร โดยที่ไม่กระทบต่อป่า กระทบต่อเสือ แล้วหาทางออกไปร่วมกัน แต่ทุกวันนี้ เราพูดเพียงแค่ว่าเหตุผลของใครมีน้ำหนักมากกว่า และคุ้มค่ามากกว่ากัน และจบด้วยฝ่ายหนึ่งชนะ ฝ่ายหนึ่งแพ้
อีกประเด็นหนึ่งสำคัญที่นึกถึงเมื่อมีการพูดถึงเรื่องการปฏิรูปสิ่งแวดล้อมของประเทศ คือ ปริมาณองค์กรที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม
ในทุกวันนี้องค์กรที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมเหลืออยู่เพียงไม่กี่องค์กร ไม่ได้เฟื่องฟูเหมือนหลังยุคที่สืบ นาคะเสถียรเสียชีวิตในปี พ.ศ.2533 เป็นต้นมา หลายองค์กรได้ปิดตัวเองไปจากปัญหาต่างๆ ซึ่งถึงแม้ว่าในความเป็นองค์กรที่มองภาพรวมระดับประเทศจะลดน้อยลง แต่ก็มีองค์กรในระดับท้องถิ่นขึ้นมาทำหน้าที่ดูแลทรัพยากรมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายของประเทศที่มีผลกระทบต่อทรัพยากรเป็นรายชุมชน
และในประเด็นนี้ก็เชื่อมโยงไปสู่เรื่องของภาคการเมือง ที่เป็นปัญหาใหญ่ของการปฏิรูปสิ่งแวดล้อม
“อุปสรรคใหญ่ คือ ภาคการเมือง เมื่อนักการเมืองยังมองแค่ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นเหมือนกันหมดตั้งแต่นักการเมืองระดับชาติไปจนนักการเมืองท้องถิ่น” เลขาธิการมูลนิธิสืบให้ความเห็น
ในทรรศนะของเขามองว่าทุกวันนี้นโยบายประชานิยมคือสิ่งที่กำลังกลืนทรัพยากรสิ่งแวดล้อมออกเป็นวงกว้าง
“อย่างกรณีรับจำนำข้าว มันไม่ได้กระทบแค่เรื่องข้าวหรือชาวนา มันกระทบไปถึงเรื่องของป่า เพราะชาวนาเห็นข้าวได้ราคาดี ก็ปลูกกันมาก ทำให้ไม่สามารถผันน้ำลงทุ่งตามฤดูกาลได้ พอผันน้ำไม่ได้ก็ต้องสร้างเขื่อนเพื่อรับน้ำ หรือสร้างเขื่อนเพื่อหาน้ำเพิ่มอีก หรือนโยบายรถคันแรกที่จะนำไปสู่ปัญหาจราจร หรือการตัดถนนเพิ่มที่อาจจะไปเบียดเอาพื้นที่ป่ามาใช้”
นอกจากนี้หน่วยงานของรัฐที่ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมภาพใหญ่ของประเทศอย่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ไม่ได้สร้างผลงานอะไรที่นำไปสู่การปฏิรูปหรือแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้เลย ไม่ว่าจะผ่านตัวรัฐมนตรีมาแล้วกี่สมัยก็ตาม
ศศิน กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดจากการไร้วิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมของภาคการเมือง ทำให้มีการต่อสู่เรื่องสิทธิชุมชน จนเกิดกระบวนการต่างๆ เพื่อปกป้องทรัพยากร และเป็นพลังสำคัญในการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม
กล่าวได้ว่า ทุกวันนี้คนทำงานด้านสิ่งแวดล้อมจากภาคสังคมมีแล้ว แต่ทางภาคการเมืองยังไม่มี
ปฏิรูปสิ่งแวดล้อมเมื่อกล่าวถึงปรากฎการณ์เรื่องสิ่งแวดล้อมในทศวรรษที่ผ่านมา เรานึกถึงเรื่องอะไรบ้าง มีประเด็นสิ่งแวดล้อมใดที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางด้านนโยบายเกิดขึ้นบ้างหรือไม่ แม้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้จะมีเรื่องราวทางด้านสิ่งแวดล้อมปรากฏขึ้นทางหน้าหนังสือพิมพ์หรือบนโลกโซเชี่ยลมีเดียมากมาย แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงแค่ “กระแส” ที่วูบวาบไปมาเท่านั้น
 

กระบี่ กับการถูกคุกคามจากท่าเทียบเรือ และโรงไฟฟ้าถ่านหิน

อีเมล พิมพ์ PDF
กรีนพีซ นักวิชาการพลังงานและสมาคมท่องเที่ยวเกาะลันตาร่วมวิพากษ์แผนการศึกษาและจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) โครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้วและแผนการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่โดยเรียกร้องให้ประชาชนร่วมกันปกป้องกระบี่จากถ่านหิน เพื่อให้กระบี่คงไว้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มาจากการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่น
การวิพากษ์แผนการสร้างท่าเทียบเรือถ่านหินและโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ครั้งนี้จัดขึ้นก่อนหน้าการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Public Scoping) ซึ่งจะจัดขึ้นโดยบริษัทที่ปรึกษาในวันที่ 9 มีนาคมที่จะถึงนี้  กรีนพีซ นักวิชาการพลังงาน และสมาคมท่องเที่ยวเกาะลันตาได้แสดงความกังวลต่อกระบวนการศึกษาและจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้วและแผนการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เนื่องจากการระบุผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมดังกล่าวนั้นค่อนข้างต่ำกว่าความเป็นจริง
“กระบี่เปรียบเสมือนมรกตแห่งอันดามันซึ่งไม่เพียงแต่มีชื่อเสียงในระดับโลกจากภูมิทัศน์อันงดงามโดดเด่น แต่ยังมีระบบนิเวศทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์อีกด้วยโครงการสร้างท่าเทียบเรือและโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นสวนทางโดยสิ้นเชิงกับแนวนโยบายการพัฒนาของจังหวัดกระบี่ที่ต้องการพัฒนาไปสู่การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม”นายธีรพจน์ กษิรวัฒน์  นายกสมาคมการท่องเที่ยวเกาะลันตากล่าว
"การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจะต้องตระหนักถึงภัยคุกคามที่กำลังเกิดขึ้นในจังหวัดกระบี่” จริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว “เราเกรงว่าการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้วที่จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์นี้ จะไม่มีความแตกต่างจากรายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเทียบเรือท่าช้างที่มีการจัดทำไปก่อนหน้า คือ การระบุผลกระทบที่ต่ำกว่าความเป็นจริงหรือหากจะเกิดผลกระทบก็ระบุว่าสามารถแก้ไขได้ ผลคือรายงานที่ออกมาได้ตีตราประทับให้เจ้าของโครงการซึ่งก็คือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย”
โครงการท่าเทียบเรือถ่านหินบ้านคลองรั้วเป็นแผนทางเลือกล่าสุดของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเพื่อขนถ่ายถ่านหินนำเข้าจากอินโดนีเซีย ออสเตรเลียหรือแอฟริกา มาเป็นเป็นเชื้อเพลิงในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกำลังผลิตติดตั้ง 870 เมกะวัตต์ จุดของโครงการท่าเทียบเรือตั้งอยู่ ณ ตําบลตลิ่งชัน อําเภอคลองขนาน จังหวัดกระบี่ ในเขตพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบี่ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำเพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทยที่มีสถานะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติ ในช่วงฤดูมรสุม การขนถ่ายถ่านหินจากเรือเดินสมุทรขนาดมหึมาลงเรือขนถ่านหินขนาดเล็กจะเกิดขึ้นบริเวณกลางทะเลใกล้เกาะปอซึ่งอยู่ท้ายเกาะลันตา และบริเวณเกาะกลางในช่วงไม่มีมรสุม แล้วผ่านเข้าไปยังท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว เพื่อขนส่งถ่านหินไปตามสายพานลำเลียงยาว 8.4 กิโลเมตร เข้าสู่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน การขนถ่ายถ่านหินจะส่งผลกระทบมหาศาลต่อสิ่งแวดล้อมของกระบี่ โดยเฉพาะปะการัง หญ้าทะเล ผืนป่าชายเลน แหล่งทำประมงพื้นบ้าน แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ถิ่นที่อยู่อาศัยของพรรณพืชและสัตว์ และที่สำคัญจะสร้างความเสียหายต่อวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นในจังหวัดกระบี่
“กรีนพีซเรียกร้องให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยยกเลิกโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือถ่านหินและโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ พร้อมให้สัตยาบันต่อภาคประชาชนในความร่วมมือแบบพหุภาคีเพื่อผลักดันพื้นที่แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามันซึ่งครอบคลุมจังหวัดระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต ตรัง และสตูล รวมทั้งกับการพัฒนาและส่งเสริมการลงทุนพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและปลอดภัย” จริยากล่าวเสริม
ประชาชนสามารถร่วมผลักดันข้อเรียกร้องนี้โดยการลงชื่อ "ปกป้องกระบี่" ได้ที่ www.protectkrabi.org
กรีนพีซทำงานรณรงค์ด้วยหลักการเผชิญหน้าอย่างสันติวิธี นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และพฤติกรรม เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและสันติภาพ
หมายเหตุ
พื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบี่ จังหวัดกระบี่ ถูกขึ้นทะเบียนให้เป็น 1 ใน 10 ของพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (List of Wetland of International Importance) ตามอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ (Ramsar Convention) หรือเรียกว่า "Ramsar Site" เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2544  มีเนื้อที่ประมาณ 133,120 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่ป่าชายเลน หาดทราย และคลองที่ตัวเมืองกระบี่ รวมถึงพื้นที่ป่าโกงกางและหญ้าทะเลที่เกาะศรีบอยา ซึ่งมีพื้นที่ถึง 62,500 ไร่ ปากแม่น้ำกระบี่เกิดจากการที่แม่น้ำหลายสายในพื้นที่ภาคใต้ไหลมาบรรจบกันที่อ่าวพังงา พื้นที่ปากแม่น้ำของกระบี่เป็นตัวอย่างที่ดีของการอยู่ร่วมกันของชุมชนกับธรรมชาติ โดยป่าชายเลน หญ้าทะเล และแนวปะการัง เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญ รวมถึงเป็นพื้นที่อนุบาลและวางไข่ของสิ่งมีชีวิตในทะเล
โรงไฟฟ้าถ่านหินกรีนพีซ นักวิชาการพลังงานและสมาคมท่องเที่ยวเกาะลันตาร่วมวิพากษ์แผนการศึกษาและจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) โครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้วและแผนการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่โดยเรียกร้องให้ประชาชนร่วมกันปกป้องกระบี่จากถ่านหิน เพื่อให้กระบี่คงไว้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มาจากการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่น
 

มูลนิธิสืบฯ ขอแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ และโปรดเร่งป้องกันการบุกรุกเขาทุ่งพระฤๅษี

อีเมล พิมพ์ PDF
จากกรณีที่มีข่าวว่ามีราษฏรจากจังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 7 คันรถบัสได้เดินทางมาดูพื้นที่ป่าเขาฤๅษีเพื่อเข้าจับจองเป็นเจ้าของพื้นที่ทำกิน มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เรื่อง ขอแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ และโปรดเร่งกำหนดมาตรการป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่า  เขาทุ่งพระฤๅษี โดยมีเนื้อหาจดหมายดังนี้
ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ ว่ามีราษฎรจากจังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน ๗ คันรถบัส ได้เดินทางมาดูพื้นที่ป่าตามมติคณะรัฐมนตรี (มติครม. ๓๐ มิ.ย. ๔๑) ซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติอยู่ภายใต้   การดูแลของกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีนักการเมืองท้องถิ่น และชาวบ้านในพื้นที่กลุ่มหนึ่ง เป็นผู้ติดต่อเชิญชวนกลุ่มม้ง ดังกล่าวให้เข้ามาทำกินในพื้นที่ป่าเขาทุ่งพระฤๅษี ซึ่งเป็นพื้นที่ป่ากันชน และเป็นป่ารอยต่อระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก กับประเทศพม่า มีพื้นที่ประมาณ ๖๘,๐๐๐ ไร่ ป่าดังกล่าวเป็นพื้นที่สัมปทานของเหมืองแร่พุจือ ปัจจุบันประทานบัตรหมดอายุแล้ว และด้วยพื้นที่ดังกล่าวส่วนใหญ่ยังคงสภาพอุดมสมบูรณ์ด้วยป่าไม้และสัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้เสนอเข้าคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าอนุมัติให้ผนวกรวมเข้ากับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก หลายปีมาแล้ว แต่อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยมีรายละเอียดปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับที่ส่งมาด้วยนั้น
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนที่ดำเนินกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้และสัตว์ป่า โดยเฉพาะในผืนป่าตะวันตกมาอย่างยาวนานตามเจตนารมณ์ของคุณสืบ  นาคะเสถียร ที่สละชีวิตของตนเองเพื่อสร้างจิตสำนึกของสังคมในการมีส่วนร่วมกันดูแลผืนป่าและสัตว์ป่าในประเทศไทย ขอแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ตามข่าวที่เกิดขึ้น และขอสนับสนุนให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เร่งกำหนดมาตรการป้องกัน รวมถึงพิจารณาเร่งรัดการผนวกพื้นที่รวมเข้ากับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกโดยเร็ว ทั้งนี้ได้สำเนาถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้บังคับบัญชาของท่านด้วย
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา และขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ ลงชื่อ รตยา จันทรเทียร ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
พร้อมกันนี้มูลนิธิสืบฯ ได้สำเนาจดหมายฉบับนี้ถึง อธิบดีกรมป่าไม้, อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ, ดร.ธีรภัทร  ประยูรสิทธิ์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ, ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ, ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๓ บ้านโป่ง กรมอุทยานแห่งชาติ, ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ ๑๐ กรมป่าไม้, ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๓ บ้านโป่ง กรมอุทยานแห่งชาติ และหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก
เขาทุ่งฤๅษีจากกรณีที่มีข่าวว่ามีราษฏรจากจังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 7 คันรถบัสได้เดินทางมาดูพื้นที่ป่าเขาฤๅษีเพื่อเข้าจับจองเป็นเจ้าของพื้นที่ทำกิน มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เรื่อง ขอแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ และโปรดเร่งกำหนดมาตรการป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่า  เขาทุ่งพระฤๅษี โดยมีเนื้อหาจดหมายดังนี้
 

ทุ่งใหญ่ฯผวา ม้ง 7 คันรถ ฮือขอที่ 7 หมื่นไร่ทำกิน

อีเมล พิมพ์ PDF
ทุ่งใหญ่ฯผวา ม้ง 7 คันรถ ฮือขอที่ 7 หมื่นไร่ทำกิน
นักการเมืองท้องถิ่นติดต่อกลุ่มม้งเข้ายึดที่ปากันชนไทย-พม่า ในสังขละบุรี หวังฮุบที่ 6.8 หมื่นไร่
เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรับแจ้งจากชาวบ้านพื้นที่ป่าเขาฤๅษี บ้านจะแก ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นป่าสงวนแห่งชาติอยู่ภายใต้การดูแลของกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ว่าเวลานี้มีนักการเมืองท้องถิ่น และชาวบ้านในพื้นที่กลุ่มหนึ่งได้ติดต่อกลุ่มชาวม้ง ในกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ที่ จ.เพชรบูรณ์ ให้เข้ามาทำกินในพื้นที่ป่าเขาทุ่งฤๅษี ซึ่งเป็นพื้นที่ป่ากันชนและเป็นป่ารอยต่อระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรกับประเทศพม่า มีประมาณ 68,000 ไร่ ป่าดังกล่าวเดิมเป็นพื้นที่สัมปทานของเหมืองแร่พุจือ ปัจจุบันประทานบัตรหมดอายุแล้ว พื้นที่โดยทั่วไปค่อนข้างจะอุดมสมบูรณ์ เวลานี้ทางกรมอุทยานแห่งชาติฯ อยู่ระหว่างการขอผนวกเพื่อทำให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร
แหล่งข่าวจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร กล่าวว่า แม้พื้นที่ป่าเขาฤๅษีจะไม่ใช่พื้นที่ที่อยู่ภายใต้การดูแลของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร แต่การที่มีการบุกรุกโดยผู้คนแปลกหน้าจำนวนมากเข้ามาในพื้นที่ที่อยู่ติดกันหรืออยู่ติดรั้วก็ย่อมวางใจไม่ได้ เพราะอาจจะบุกเข้ามาในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร
"เมื่อเร็วๆ นี้ชาวบ้านมาแจ้งว่า มีกลุ่มคนแปลกหน้าเข้ามาในพื้นที่ 7 คันรถบัส เข้าไปสอบถามได้ความว่า มาจาก จ.เพชรบูรณ์ เป็นกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยจะมาดูที่ทำกิน เพราะได้รับการติดต่อจากคนในพื้นที่ว่าพื้นที่นี้อยู่ได้ ไม่มีใครดูแล สามารถจับจองเพื่อทำกินได้เลย ชาวบ้านจึงแจ้งกลับไปว่า ป่าเขาฤๅษีนั้นมีกรมป่าไม้ดูแล และไม่ใช่ใครจะมาจับจองตามอำเภอใจได้ กลุ่มม้งพวกนั้นไม่ยอมฟัง และยืนยันว่าจะเข้าไปจับจองที่ให้ได้ จนชาวบ้านขู่แจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาเอาเรื่อง บางส่วนจึงยอมกลับไป แต่ยังมีบางส่วนที่ยังคงค้างคืน เพื่อหาหนทางเข้ามาดูพื้นที่อีกรอบ ในตลาด อ.สังขละบุรี ทุกวันนี้เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรไม่ค่อยไว้วางใจ โดยหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ได้สั่งการให้เพิ่มระดับความเข้มข้นในการลาดตระเวนและดูแลพื้นที่มากขึ้น แน่นอนว่า หากมีคนกลุ่มนี้เข้ามาในป่าข้างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะต้องลักลอบตัดไม้และล่าสัตว์อย่างแน่นอน" แหล่งข่าวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ฯ กล่าว
นายนิพนธ์ โชติบาล รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ทำหน้าที่รักษาการอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ กล่าวว่า สั่งการตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว พบว่า กลุ่มม้งที่เข้ามาในพื้นที่พยายามจะเข้ายึดพื้นที่ป่ากันชนของกรมป่าไม้จริง แต่เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ร่วมกับชาวบ้านทำการผลักดันออกไปหมดแล้ว จึงได้สั่งการให้เฝ้าระวังเข้มข้นพิเศษ เพราะไม่รู้ว่าจะมีการบุรุกเข้ามาอีกเมื่อไหร่
เมื่อถามว่า ทำไมม้งกลุ่มนี้จึงคิดจับจองพื้นที่บริเวณดังกล่าวได้ จริงหรือไม่ที่ว่าทหารเคยมาติดต่อกับกรมอุทยานฯ เพื่อขอพื้นที่ให้กลุ่มชาวม้งดังกล่าวเข้าไปทำกิน นายนิพนธ์กล่าวว่าไม่เคยมีทหารกลุ่มไหนเข้ามาติดต่อเรื่องนี้ กับกรณีที่เกิดขึ้นคาดว่าอาจจะมีการทำสัญญาซื้อขายพื้นที่ป่ากันเกิดขึ้น หรือมีคนในพื้นที่มีส่วนรู้เห็นกับการเข้ามาบุกรุก เวลานี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ไปหาข่าวในเชิงลึกในพื้นที่แล้ว เพราะจะเข้าไปดำเนินการกับตัวต้นเหตุ
นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ อธิบดีกรมป่าไม้ ให้สัมภาษณ์ว่า นโยบายของตนคือ หากป่าสงวนพื้นที่ใดเป็นพื้นที่ป่าสมบูรณ์พอและอยู่ในเขตติดต่อกับพื้นที่อุทยานแห่งชาติ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และกรมอุทยานต้องการผนวกพื้นที่ดักล่าว กรมป่าไม้ก็ยินดียกพื้นที่ให้ ทราบว่าเวลานี้อยู่ระหว่างการดำเนินการผนวกอยู่ แต่ไม่เข้าใจเรื่องการพยายามเข้าไปจับจองของชาวม้งในพื้นที่ดังกล่าวว่าทำได้อย่างไร ทั้งนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ในพื้นที่ให้ร่วมสนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ เพื่อเฝ้าระวังเป็นกรณีพิเศษในพื้นที่แล้ว
ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน วันศุกร์ที่ 7  มีนาคม 2557
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรทุ่งใหญ่ฯผวา ม้ง 7 คันรถ ฮือขอที่ 7 หมื่นไร่ทำกิน : นักการเมืองท้องถิ่นติดต่อกลุ่มม้งเข้ายึดที่ปากันชนไทย-พม่า ในสังขละบุรี หวังฮุบที่ 6.8 หมื่นไร่

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรับแจ้งจากชาวบ้านพื้นที่ป่าเขาฤๅษี บ้านจะแก ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นป่าสงวนแห่งชาติอยู่ภายใต้การดูแลของกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ว่าเวลานี้มีนักการเมืองท้องถิ่น และชาวบ้านในพื้นที่กลุ่มหนึ่งได้ติดต่อกลุ่มชาวม้ง ในกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ที่ จ.เพชรบูรณ์ ให้เข้ามาทำกินในพื้นที่ป่าเขาทุ่งฤๅษี ซึ่งเป็นพื้นที่ป่ากันชนและเป็นป่ารอยต่อระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรกับประเทศพม่า มีประมาณ 68,000 ไร่ ป่าดังกล่าวเดิมเป็นพื้นที่สัมปทานของเหมืองแร่พุจือ ปัจจุบันประทานบัตรหมดอายุแล้ว พื้นที่โดยทั่วไปค่อนข้างจะอุดมสมบูรณ์ เวลานี้ทางกรมอุทยานแห่งชาติฯ อยู่ระหว่างการขอผนวกเพื่อทำให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร
 

ลาวกำลังจะสร้างเขื่อนที่ทำลายโลมาอิรวดี

อีเมล พิมพ์ PDF

โลมาอิรวดีแม่โขง เป็นลำน้ำขนาดความยาวกว่า 4,350 กิโลเมตร จากจุดกำเนิดที่บริเวณที่ราบสูงทิเบต สู่ทะเลจีนใต้ ลัดเลาะผ่านมณฑลยูนนาน ประเทศจีน สู่พม่า ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ทำให้สายน้ำแห่งนี้ เป็นลำน้ำที่หล่อเลี้ยงคนกว่า 60 ล้านชีวิต แต่แผนการพัฒนาเขื่อนผลิตไฟฟ้าที่ทางใต้ของประเทศลาว กำลังคุกคามความเป็นอยู่ของพวกเขา และเขื่อนแห่งนี้ อาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อชนิดพันธุ์ที่นับได้ว่าเป็นปริศนาที่สุดของโลกชนิดพันธุ์หนึ่งโลมาอิรวดี

ปัจจุบัน มีโลมาอิรวดีอยู่เพียง 85 ชีวิตในลำน้ำโขงจากการสำรวจของกองทุนสัตว์ป่าโลก (World Wildlife Fund: WWF) ซึ่งชนิดพันธุ์ดังกล่าวมีสายสัมพันธุ์แนบชิดกับวาฬเพชฌฆาต และมีลักษณะที่โดดเด่นคือบริเวณจมูกและปากที่ยื่นออกมาเป็นทรงกลม โดยพวกมันจะอยู่อาศัยห่างจากบริเวณที่ก่อสร้างเขื่อนดอนสะโฮง เขื่อนผลิตไฟฟ้า 260 เมกะวัตต์ราว 190 กิโลเมตร

 

5 แนวคิด เพื่อผลิตพลังงานจากทะเล

อีเมล พิมพ์ PDF

คลื่นนอกชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศออสเตรเลีย มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามหาทางกักเก็บพลังงานมหาศาลที่อยู่ในห้วงมหาสมุทร โดยใช้ทุ่นลักษณะพิเศษที่สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้สูงถึง 62.5 เมกะวัตต์ (MW) หรือเทียบเท่ากับการใช้พลังงานของบ้านประมาณ 10,000 ครัวเรือน ตามที่มีการประกาศจากกลุ่มผู้ร่วมค้า บริษัท Lockheed Martin และ บริษัท Victorian Wave Partners ซึ่งโครงการดังกล่าวได้ชื่อว่า เป็นโครงการผลิตไฟฟ้าจากทะเลที่ใหญ่ที่สุด แต่หากเทียบกับพลังงานมหาศาลของมหาสมุทร โครงการทุ่นของออสเตรเลีย ก็ไม่ต่างจากหยดน้ำในถังขนาดใหญ่

 

หยุดเขื่อนแม่น้ำโขงสายหลัก – หยุดการลงทุนทั้งหมด

อีเมล พิมพ์ PDF
หยุดเขื่อนแม่น้ำโขงสายหลัก – หยุดการลงทุนทั้งหมด : แถลงการณ์เรียกร้องไม่ให้มีการลงทุนใดๆ ในโครงการเขื่อนทั้งหมดในแม่น้ำโขง ให้ทุกธนาคารหยุดให้กู้เพื่อสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงทั้งหมด และให้รัฐบาลประเทศแม่น้ำโขงตระหนักถึงผลกระทบและความเดือดร้อนของประชาชน โดยมีรายละเอียดดังนี้
ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เครือข่ายจุฬานานาชาติ โครงการปัญญาชนสาธารณะแห่งเอเชีย โครงการฟื้นฟูนิเวศในภูมิภาคแม่น้ำโขง มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติและองค์กรแม่น้ำนานาชาติ ร่วมกันจัด “การประชุมสาธารณะระดับภูมิภาคเขื่อนดอนสะโฮงในลาว: ความเห็นของกัมพูชา ไทย และเวียดนาม” เมื่อวันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ 2557 ณ ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
บรรดาเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำที่สร้างขึ้นแล้วและมีแผนจะสร้างกำลังจะสร้าง บนลำน้ำโขงสายหลักทั้งตอนบนและล่าง กำลังก่อให้เกิดภัยคุกคามอันสำคัญยิ่งต่อแม่น้ำโขงและผู้คนที่อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำนี้ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ ได้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบอย่างมหาศาลของเขื่อนเหล่านี้ที่ถูกสร้างขึ้นแล้วและกำลังจะถูกสร้าง ให้กับภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยการปิดกั้นเส้นทางอพยพของปลา หยุดยั้งการไหลของตะกอนในลำน้ำโขงซึ่งมีความสำคัญต่อการผลิตทางการเกษตร ทั้งนี้ คือการทำลายระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพของแม่น้ำโขงลง
เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำจำนวนหกเขื่อน ได้สร้างขึ้นแล้วบนแม่น้ำโขงสายหลักในเขตประเทศจีน ทั้งนี้ ล่าสุด นับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนธันวาคม 2013 ที่ผ่านมา ประชาชนตลอดลำน้ำโขงได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการที่ระดับน้ำของแม่น้ำโขงเกิดการท่วมสูงขึ้น และต่อมาได้ลดต่ำลงอย่างเฉียบพลัน
ปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำที่เด่นชัดนี้สร้างผลกระทบโดยตรง ทันที และอย่างรุนแรง ต่อวิถีชีวิตของประชาชน เศรษฐกิจ ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติของผู้คนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขงในประเทศทางตอนล่างของแม่น้ำโขง ในขณะที่เป็นไปได้ว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นเหล่านี้ อาจจะเกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อนทางตอนบนของแม่น้ำโขง แต่กลับไม่มีการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ และไม่มีผู้ออกมาแสดงความรับผิดชอบใด ๆ
ในส่วนของแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่าง ในขณะนี้มีการเสนอชุดของเขื่อน และมีการผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้โดยปราศจากการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดนอย่างพอเพียงและผลกระทบโดยรวม ไม่มีการปรึกษาหารือกับประชาชนในพื้นที่และสาธารณชนในภูมิภาค ภูมิปัญญาท้องถิ่นและความรู้ของประชาชนที่มีต่อสายน้ำถูกละเลย ปฏิเสธ และคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงเองก็ล้มเหลวในการดำเนินการให้แน่ใจว่ากระบวนการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพจะเกิดขึ้นได้จริงในระดับภูมิภาคว่าเขื่อนเหล่านี้สมควรจะเดินหน้าต่อไปหรือไม่
เขื่อนไซยะบุรี เขื่อนแห่งแรกบนลำน้ำโขงสายหลักตอนล่างในประเทศลาว กำลังถูกอ้างว่าการก่อสร้างเสร็จสิ้นไปแล้วร้อยละ 21 อย่างไรก็ตาม โครงการยังส่อเค้าถึงความไม่แน่นอนเป็นอย่างมาก ในขณะที่ยังไม่เคยมีการคำนวณความเสี่ยงที่แท้จริงของโครงการ ไม่มีการดำเนินการประเมินผลกระทบข้ามแดนที่เด่นชัด รวมถึงปราศจากความตกลงร่วมกันในระดับภูมิภาคในหมู่มวลรัฐบาลของประเทศสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง อีกทั้งนักสร้างเขื่อนทั้งหลายก็ยังไม่สามารถแสดงให้เห็นได้ว่า การบรรเทาผลกระทบด้านการประมงและการไหลของตะกอนตามธรรมชาติ จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริงและมีประสิทธิภาพได้อย่างไร
เขื่อนดอนสะโฮง อันเป็นเขื่อนแห่งที่สองที่เสนอสร้างโดยประเทศลาว ก็กำลังกลายเป็นมหันตภัยในลักษณะเดียวกันกับเขื่อนไซยะบุรี รัฐบาลลาวประกาศความตั้งใจที่จะสร้างเขื่อน โดยปราศจากการตกลงร่วมกันในระดับภูมิภาคและปราศจากการศึกษาในประเด็นข้ามพรมแดนที่เหมาะสมและเพียงพอ
ด้วยความไม่แน่นอนทั้งหลายเหล่านี้ ไม่เพียงแต่แม่น้ำโขงและประชาชนในลุ่มน้ำเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ แต่ผู้ลงทุนในโครงการ ก็จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่สำคัญด้วยอย่างแน่นอน รวมทั้งความเสี่ยงในเรื่องผลประโยชน์จากโครงการที่พวกเขาคาดว่าจะได้รับ
ด้วยความเกี่ยวข้องของเราที่มีต่อแม่น้ำโขงและชุมชนของภูมิภาคนี้ เรา สมาชิกของกลุ่มภาคประชาสังคมและชุมชนท้องถิ่น ผู้เข้าร่วมในเวทีสาธารณะระดับภูมิภาคหัวข้อ “เขื่อนดอนสะโฮงในประเทศลาว: ความเห็นของกัมพูชา ไทย และเวียดนาม ” ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2557 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพฯ ขอร่วมกันเรียกร้อง ให้รัฐบาลของประเทศแม่น้ำโขง ตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนผู้กำลังได้รับผลกระทบและต้องเดือดร้อนอย่างสาหัสจากการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่บนลำน้ำโขง รัฐบาลต้องให้ความสำคัญต่อความต้องการของชุมชนท้องถิ่น และเคารพสิทธิของพวกเขาในการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ รัฐบาลของประเทศแม่น้ำโขงจะต้องใช้ความพยายามทั้งหมด ในการให้การก่อสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักยุติลงทันที และทำให้แน่ใจได้ว่า จะไม่มีการทำข้อตกลงใดๆ อีกในอนาคตเพื่อสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงอีกต่อไป
เราขอเรียกร้องให้ธนาคารในประเทศไทยทุกธนาคาร รวมทั้งธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารทิสโก้ และ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หยุดการให้เงินกู้ต่อเขื่อนไซยะบุรีทันที และขอเรียกร้องให้หยุดการให้กู้ยืมเงินที่จะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งหมดต่อโครงการเขื่อนอื่นๆ และจะต้องเปิดเผยข้อมูลโครงการที่เข้าไปเกี่ยวข้องแล้วให้ประชาชนรับรู้
ในท้ายที่สุด ในขณะที่สัญญาสัมปทานของเขื่อนดอนสะโฮงยังไม่ได้รับการลงนาม และยังไม่มีธนาคารใดที่ประกาศต่อสาธารณะว่าจะให้เงินกู้สำหรับโครงการนี้ เราขอเรียกร้องให้ไม่มีการลงทุนใดๆ สำหรับโครงการที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงนี้ โดยเด็ดขาด
ที่มา เฟสบุ๊ค แม่น้ำโขง: อิสระแห่งสายน้ำ
แม่น้ำโขงหยุดเขื่อนแม่น้ำโขงสายหลัก – หยุดการลงทุนทั้งหมด : แถลงการณ์เรียกร้องไม่ให้มีการลงทุนใดๆ ในโครงการเขื่อนทั้งหมดในแม่น้ำโขง ให้ทุกธนาคารหยุดให้กู้เพื่อสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงทั้งหมด และให้รัฐบาลประเทศแม่น้ำโขงตระหนักถึงผลกระทบและความเดือดร้อนของประชาชน โดยมีรายละเอียดดังนี้
 

การศึกษายืนยัน ช้างมีการแสดงความเอื้ออาทรต่อกัน

อีเมล พิมพ์ PDF

ช้างเอเชียสัตว์อย่างช้างเอเชีย (Asian elephants) แสดงพฤติกรรมไม่ต่างจากสัตว์อย่างลิงขนาดใหญ่ สุนัข และ สัตว์ปีกอย่างกา โดยมีการแสดงความเห็นใจและปลอบใจแก่ช้างร่วมกลุ่มที่มีความไม่สบายใจ ผ่านการสัมผัสเบาๆ หรือเสียงร้องแสดงความเห็นใจ โดยมีการศึกษาล่าสุดตีพิมพ์เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ในวารสารออนไลน์ PeerJ

Joshua Plotnik นักสัตวพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ Frans de Waal นักวานรวิทยา ผู้อำนวยการสถาบัน Living Links มหาวิทยาลัย Emory ได้ทำการศึกษาสิ่งที่ผู้ใกล้ชิดช้างเชื่อกันมานานว่า ช้างเลี้ยงนั้นมีการแสดงความเอื้ออาทรไม่ต่างจากมนุษย์ เมื่อเห็นเพื่อนร่วมฝูงแสดงความไม่สบายใจหรือตึงเครียด

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ศึกษาช้างทั้งสิ้น 26 เชือกในปางช้างแม่แตง จ.เชียงใหม่ โดยแยกช้างตัวผู้ออกไปเพื่อความปลอดภัย ซึ่งเป็นการศึกษาพฤติกรรมโดยไม่สร้างสถานการณ์สมมติที่ตึงเครียดต่อช้าง แต่ค่อยๆ เฝ้ารออย่างอดทนให้ช้างแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ

 

สภาวะโลกร้อน ที่ซ่อนอยู่ใต้มหาสมุทรแปซิฟิก

อีเมล พิมพ์ PDF

โลกร้อน พลังงานปริมาณมหาศาลที่เกิดจากสภาวะโลกร้อน ถูกค้นพบว่าซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนมหาสมุทรแปซิฟิค และตามการศึกษาล่าสุด ในอนาคต พลังงานเหล่านั้นจะย้อนกลับมาในรูปของคลื่นความร้อนที่รุนแรง

จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Climate Change พบว่า ลมสินค้าในบริเวณเส้นศูนย์สูตร (Equatorial Trade Wind) ที่พัดผ่านมหาสมุทรแฟซิฟิคมีกำลังแรงเพิ่มขึ้นในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา เป็นการบังคับให้มหาสมุทรซึมซับความร้อนเหล่านั้น

นับตั้งแต่ปีพ.ศ.2544 ระดับอุณหภูมิโดยเฉลี่ยของอากาศบริเวณผิวโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่ำลงกว่าการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในทศวรรษที่ผ่านมา ผู้สงสัยในประเด็นสภาวะโลกร้อนหลายคนจึงตั้งข้อสังเกตว่าการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศนั้นได้หยุดลงแล้ว

 

กาแฟรักษ์ต้นน้ำแม่กลอง

อีเมล พิมพ์ PDF
หากเอ่ยถึง ‘แม่กลอง’ หลายคนคงจะนึกถึงตลาดน้ำอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า ริมเส้นทางลอยฟ้าระหว่าง 1,219 โค้งจากอำเภอแม่สอดสู่อำเภออุ้มผาง มีชุมชนเล็กๆแห่งหนึ่งชื่อว่า ‘แม่กลอง’ บ่งบอกถึงจุดกำเนิดของสายน้ำที่หล่อเลี้ยงหลายล้านชีวิต
แม้วันนี้ ผืนป่าต้นน้ำจะถูกทดแทนด้วยทุ่งกะหล่ำปลี แต่เราก็เริ่มเห็นแสงแห่งความหวัง เมื่อได้พบกับซ้ง ณรงค์ศักดิ์ มาลีศรีโสภา บัณฑิตคณะเกษตรศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่กลับบ้านเกิดมาเพื่อสานต่อกิจการของครอบครัว
“คนที่นี่อยากเปลี่ยนอาชีพ เพราะตอนนี้พืชเชิงเดี่ยวอย่างกะหล่ำปลีหรือพริกขี้หนูสวน มีต้นทุนสูงขึ้น ต้องใช้ยามากขึ้น เพราะดินมันเสื่อม แต่ยังไม่มีองค์กรไหนมาแนะนำให้ปลูกพืชอื่นที่ดีกว่าพืชเชิงเดี่ยว กระทั่งมูลนิธิสืบฯเข้าไปผลักดันเรื่องการปลูกกาแฟ”
ปัจจุบัน ซ้งเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ภาคสนามมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ที่ทำงานผลักดันส่งเสริมให้ชุมชนเปลี่ยนจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาปลูกกาแฟ โดยใช้บ้านของตัวเองเป็นทั้งที่เพาะกล้าและพื้นที่นำร่อง
“พืชเชิงเดี่ยวเข้ามาในพื้นที่แม่กลองได้เกือบ 20 ปี และช่วงเวลา 20 ปีก็ทำให้เราเห็นปัญหาว่ามันไม่ยั่งยืนและไม่แน่นอน เพราะพอใช้เคมีเพิ่มมากขึ้นมันก็เริ่มกระทบสุขภาพคน หลายคนในหมู่บ้านเริ่มป่วย ต้องไปหาหมอ”
สิ่งสำคัญในการปลูกกาแฟคือร่มเงาของไม้ใหญ่ แน่นอนว่าแปลงปลูกพืชเชิงเดี่ยวในวันนี้ที่แม่กลองยังคงไร้ร่มใบ แต่ตอนนี้ก็มีการเริ่มปลูกไม้ผลเพื่อให้ร่มเงาอย่างมะตึ่ง ลูกเนียง มะขามป้อม และพลับป่า ซึ่งพืชเหล่านี้เป็นชนิดพันธ์ท้องถิ่น โดยได้ดำเนินการปลูกไปกว่าร้อยละ 80 ของพื้นที่แล้ว
“ที่เหลือก็คือรอเวลาประมาณ 5-6 ปีให้ไม้ใหญ่สามารถเติบโตให้ร่มเงา แล้วค่อยเริ่มต้นปลูกกาแฟ เป็นตัวเลือกให้กับคนที่อยากเปลี่ยนอาชีพ ตอนนั้นพื้นที่สีเขียวคงจะกลับคืนมาเยอะ”
ซ้งยังอธิบายถึงข้อดีของการปลูกกาแฟว่า นอกจากจะเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวแล้วการปลูกกาแฟยังมีต้นทุนต่ำ แทบไม่ต้องใช้สารเคมี และมีอายุให้ผลผลิตเกือบ 10 ปี โดยสายพันธุ์ที่ซ้งนำมาเลือกปลูกที่บ้านแม่กลองนั้นคือกาแฟอราบิก้า ซึ่งเหมาะกับพื้นที่เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง 700 เมตรขึ้นไป
และเมื่อชุมชนมีรายได้เพียงพอจากการขายกาแฟ คงไม่มีใครที่เสี่ยงกระทำผิดกฎหมาย รุกรานพื้นที่ป่าเพื่อทำเกษตรเพิ่มเติม
“สิ่งที่ต้องเดินหน้าต่อคือการสร้างองค์ความรู้ให้ชุมชน โดยไปขอความรู้จากหน่วยงานที่เชี่ยวชาญเรื่องกาแฟมา เพราะนี่เป็นเรื่องใหม่ที่คนแม่กลองน้อย แม่กลองใหญ่ ยังมีความรู้ไม่มากพอที่จะดูแลและแปรรูปออกมาเป็นผลิตภัณฑ์”
ขั้นตอนการแปรรูปผลกาแฟที่ซ้งอธิบายไม่ต่างอะไรจากการทำงานศิลปะ ตั้งแต่การเลือกเก็บผลกาแฟเชอร์รี่สีสุกแดง นำมาปอกเปลือก แช่น้ำทิ้งไว้ ก่อนนำไปตากแดดเพื่อให้ได้เป็น ‘กาแฟกะลา’ แล้วจึงนำไปสีให้ได้ ‘กาแฟสาร’ เก็บไว้ 6 เดือนเพื่อให้ไม่มีกลิ่นเหม็นเขียว ก่อนที่จะนำไปคั่วด้วยกรรมวิธีเฉพาะของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ได้เมล็ดกาแฟคั่วสดใหม่ พร้อมนำไปบดเป็นกาแฟสดให้ลูกค้ารับประทาน
แม้ว่าในวันนี้ ร่มเงาของต้นน้ำแม่กลองยังมองไม่เห็นเป็นรูปธรรม แต่ในอนาคตอีกไม่นาน เราอาจได้เห็นว่าริมทางที่เคยโล้นเลี่ยนกลับมามีไม้ใหญ่ปกคลุมอีกครั้ง และเมื่อถึงวันนั้น นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปอุ้มผาง คงจะได้ลงรถเพื่อชิมกาแฟสดริมทางลอยฟ้า
กาแฟสดที่ตอบโจทย์ ‘คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้ สัตว์ป่าก็อยู่ได้’
กาแฟหากเอ่ยถึง ‘แม่กลอง’ หลายคนคงจะนึกถึงตลาดน้ำอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า ริมเส้นทางลอยฟ้าระหว่าง 1,219 โค้งจากอำเภอแม่สอดสู่อำเภออุ้มผาง มีชุมชนเล็กๆแห่งหนึ่งชื่อว่า ‘แม่กลอง’ บ่งบอกถึงจุดกำเนิดของสายน้ำที่หล่อเลี้ยงหลายล้านชีวิต

แม้วันนี้ ผืนป่าต้นน้ำจะถูกทดแทนด้วยทุ่งกะหล่ำปลี แต่เราก็เริ่มเห็นแสงแห่งความหวัง เมื่อได้พบกับซ้ง ณรงค์ศักดิ์ มาลีศรีโสภา บัณฑิตคณะเกษตรศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่กลับบ้านเกิดมาเพื่อสานต่อกิจการของครอบครัว
 

เวทีพิพากษ์รายงานอีไอเอ-อีเอชไอเออีสาน เสนอแก้ไขทั้งระบบ

อีเมล พิมพ์ PDF

อีไอเอ อีเอชไอเอคณะกรรมการประสานงานองค์กรเอกชนพัฒนาชนบท ภาคอีสาน (กป.อพช.อีสาน) ร่วมกับคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และวิทยาลัยการเมืองการปกครองมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อวางแผนการติดตามกระบวนการจัดทำและพิจารณารายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ อีไอเอ และรายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ หรือ อีเอชไอเอ ภาคอีสาน

งานนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 40 คน จากเครือข่ายนักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน และชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการของรัฐ และเอกชน ในภาคอีสาน เข้าร่วม อาทิ นักวิชาการคณะวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภาคอีสาน สภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่, โรงไฟฟ้าชีวมวล และโรงงานยางพารา ฯลฯ

 

แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายเพิ่มสูงขึ้นถึง 4 เท่า

อีเมล พิมพ์ PDF

กรีนแลนด์ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ปริมาณน้ำแข็งที่ละลายจากแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์เพิ่มสูงขึ้นถึง 4 เท่า โดยคิดเป็น 1 ใน 4 ของระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ยังแทบไม่มีใครทราบถึงเหตุผลที่แท้จริงของการละลาย หรือกระบวนการทางกายภาพที่เกิดขึ้น ซึ่งมีการคาดคะเนว่า อุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการละลายอย่างรวดเร็ว

Fiamma Straneo นักสมุทรศาสตร์กายภาพ จากสถาบันสมุทรศาสตร์ Woods Hole และ Patrick Heimbach จากสถาบัน MIT ได้ทำการทบทวนงานวิจัยในอดีตที่เกี่ยวข้องกับการละลายของน้ำแข็งที่กรีนแลนด์ตลอด 20 ปี ก่อนจะได้ข้อสรุปว่านักวิทยาศาสตร์ยังต้องทำงานเพิ่มเติม เพื่อให้เราสามารถรู้สาเหตุที่แน่ชัดของการละลาย

 

ชัยชนะของบริษัท Monsanto ต่อเกษตรกรอเมริกัน

อีเมล พิมพ์ PDF

Monsantoศาลสูงสหรัฐฯชี้ บริษัทนวัตกรรมชีวภาพยักษ์ใหญ่ Monsanto มีสิทธิในสิทธิบัตรเมล็ดพันธ์ตัดแต่งพันธุกรรม โดยสามารถฟ้องร้องเกษตรกรที่ในแปลงเกษตรมีการปนเปื้อนของเมล็ดพันธุ์ Monsanto แม้ว่าจะไม่ได้จงใจปลุกก็ตาม

ศาลสูงสหรัฐฯ ยืนตามคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ยกฟ้องคดีเมื่อปี พ.ศ. 2554 ที่สมาคมการค้าและเพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ (Organic Seed Growers and Trade Association) และเกษตรกรกว่า 80 คน ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องร้องต่อบริษัทอุตสาหกรรมเกษตรขนาดยักษ์ Monsanto โดยคัดค้านการอ้างสิทธิบัตรของบริษัทเหนือเมล็ดพันธุ์ที่ถูกตัดต่อพันธุกรรม โดยจุดมุ่งหมายของการฟ้องร้องรวมไปถึงการห้ามไม่ให้บริษัท Monsanto ฟ้องร้องใครก็ตามที่มีพันธุ์พืชตามสิทธิบัตรปนเปื้อนในแปลงของตน

 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่จะสูญพันธุ์ และหนูจะครองโลก

อีเมล พิมพ์ PDF

Puma หรือ Cougarดร.แจน ซาลาซีวิคกว์ อาจารย์คณะธรณีวิทยา มหาวิทยาลัยเลสเตอร์ของอังกฤษ พยากรณ์ไว้ว่า วันหนึ่งหนูขนาดยักษ์จะครองโลก ด้วยเหตุว่าสัตว์ใหญ่เลี้ยงลูกด้วยนมที่เป็นนักล่าพากันสูญพันธุ์ไปหมด ส่วนพวกหนูจะพากันตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และจะมาเข้าแทนที่ว่างภายในระบบนิเวศของโลกแทน แล้วผู้คนก็จะค่อยๆ รู้สึกคุ้นกับหนูที่อยู่แวดล้อมตัวพวกเรากันไปเอง และพวกมันจะยิ่งมีอิทธิพลต่อโลกมากขึ้นในอนาคต

ในขณะที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีตัวใหญ่กว่าเริ่มร่อยหรอลงถ้าหากมีเวลาพวกหนูมันอาจตัวโตอย่างน้อยก็น้องๆ ของหนูคาปีบารา ซึ่งเป็นหนูที่ตัวใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน ตัวของมันอาจหนักถึง 80 กก. และถ้าหากระบบนิเวศยังมีช่องโหว่เหลืออยู่อีก มันก็อาจจะยิ่งใหญ่ขึ้นต่อไปอีก

 

ร้านชุมชนวิถีชีวิตเป็นมิตรกับผืนป่าตะวันตก

อีเมล พิมพ์ PDF
ร้านชุมชนวิถีชีวิตเป็นมิตรกับผืนป่าตะวันตก ตั้งอยู่ห้องสามเหลี่ยมหน้าพิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จำหน่าย สินค้าจากชุมชนในโครงการชุมชนวิถีชีวิตเป็นมิตรกับผืนป่าตะวันตก เช่น ผ้าทอ สมุนไพร และสินค้าที่ระลึกของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เพื่อสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรในการรักษาป่าไม้และสัตว์ป่า
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 เป็นต้นมา มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ซึ่งทำงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้และสัตว์ป่า ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ดำเนินโครงการ “ชุมชนวิถีชีวิตเป็นมิตรกับผืนป่า” โดยเข้าไปทำงานร่วมกับชุมชนในผืนป่าตะวันตก รวม 129 ชุมชน เพื่อผลักดันให้เกิดการมีส่วนร่วมดูแลรักษาผืนป่าโดยรอบชุมชนร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ จนสามารถอยู่ร่วมกับผืนป่าและสัตว์ป่ารอบๆ บ้านได้อย่างปกติสุข
ส่วนหนึ่งของโครงการได้มีการสนับสนุนการปรับอาชีพที่ไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ป่าต้นน้ำ และสร้างรายได้ชุมชนสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน อาทิ กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองต้นทะเล อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก กลุ่มสมุนไพรอินทรีย์ในผืนป่าตะวันตก กลุ่มเกษตรกรรมธรรมชาติที่ผลิตผักปลอดสารพิษ ฯลฯ ปัจจุบัน สินค้าเหล่านี้ได้เริ่มสร้างรายได้กลับคืนสู่ผู้เข้าร่วมโครงการในชุมชน

ร้านชุมชนวิถีชีวิตเป็นมิตรกับผืนป่า

ร้านชุมชนวิถีชีวิตเป็นมิตรกับผืนป่าตะวันตก ตั้งอยู่ห้องสามเหลี่ยมหน้าพิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จำหน่าย สินค้าจากชุมชนในโครงการชุมชนวิถีชีวิตเป็นมิตรกับผืนป่าตะวันตก เช่น ผ้าทอ สมุนไพร และสินค้าที่ระลึกของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เพื่อสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรในการรักษาป่าไม้และสัตว์ป่า
 

เมื่อแนวปะการังใหญ่ อยู่ในภาวะอันตราย

อีเมล พิมพ์ PDF

ปะการังผู้เขียนเชื่อว่า น้อยคนที่จะไม่รู้จักแนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลกนาม Great Barrier Reef ประเทศออสเตรเลีย หนึ่งในมรดกโลกทางธรรมชาติที่นับว่าเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจในประเทศ

แต่อีกไม่นาน พื้นที่ดังกล่าวอาจถูกลดระดับอยู่ในรายชื่อพื้นที่มรดกโลกที่อยู่ในภาวะเสี่ยง เนื่องจากมีการอนุญาตให้ทิ้งตะกอนราว 3 ล้านลูกบาศก์เมตรจากการขุดขยายพื้นที่ท่าเทียบเรือขนส่งถ่านหินในบริเวณเกรตแบริเออร์รีฟ ผ่านการตัดสินใจของรัฐควีนส์แลนด์

“เรากำลังเดินถอยหลังในการดูแลแนวปะการังนี้ นี่เป็นความจริงที่น่าเศร้า” Richard Leck ผู้อำนวยการโครงการ Australia Reef โดยกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) แสดงความเห็น

 

หมีขั้วโลกปรับตัว หากินบนแผ่นดินมากขึ้น

อีเมล พิมพ์ PDF

หมีขั้วโลกทีมวิจัยสหรัฐฯเผยผลการศึกษาพฤติกรรมหมีขั้วโลกบริเวณอ่าวฮัดสัน (Hudson Bay) ทางตอนเหนือของแคนาดา พบนักล่าแห่งขั้วโลกมีการล่าเหยื่อบนบกมากขึ้น ทั้งห่านและกวางแคริบู สอดคล้องกับผลการศึกษาเศษซากในมูลสัตว์ใหญ่ดังกล่าวที่ชี้ว่ามีพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไปจากในอดีตที่ยังไม่ถูกคุกคามจากภาวะโลกร้อนมากเท่ากับในปัจจุบัน

"เราพบว่าพวกหมีขั้่วโลกกินทุกอย่างที่พวกมันหาได้บนแผ่นดิน ทั้งห่านหิมะ, ไข่ และแม้กระทั่งกวางแคริบู" ข้อมูลจากลินดา กอร์เมซาโน (Linda Gormezano) นักชีววิทยาด้านสัตว์มีกระดูกสันหลัง จากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาอเมริกัน ในนิวยอร์ก (American Museum of Natural History in New York) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมวิจัย

 

ทำไมเราถึงไม่ควรสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขง

อีเมล พิมพ์ PDF

แม่น้ำโขงยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดว่าทำไมปลาขนาดใหญ่หลายชนิดปรากฎตัวอยู่ในลำน้ำโขง แม่น้ำขนาดใหญ่ที่มีความยาวราว 4,350 กิโลเมตร ที่ไหลจากตอนใต้ของประเทศจีนไปยังเมืองโฮจิมินฮ์ ประเทศเวียดนาม ซึ่งขนาดของมันนี่เองที่อาจเป็นคำตอบถึงความหลากหลายทางชีวภาพในลำน้ำโขง

อีกส่วนหนึ่งของคำตอบคือความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศลำน้ำโขง ซึ่งรวมไปถึงพื้นที่ราบและพื้นที่ป่าน้ำท่วมถึง ซึ่งเป็นแหล่งอาหารให้กับปลาหลายชนิดในช่วงฤดูน้ำหลาก และข้อความจริงที่ว่า ลำน้ำโขงเป็นแม่น้ำที่มีความหลากหลายสูงที่สุดเป็นอันดับสองหรือสามของโลก เมื่อเปรียบเทียบกับแหล่งน้ำจืด จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีสปีชีส์ปลาขนาดใหญ่อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก

 

กฎใหม่ของพม่า เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติ

อีเมล พิมพ์ PDF

ประเทศพม่าราว 6 เดือนก่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงป่าไม้และการอนุรักษ์ธรรมชาติ ได้ประกาศให้การส่งออกไม้ไม่แปรรูปจากประเทศพม่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยกฎหมายดังกล่าวจะเริ่มประกาศใช้ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2557 ซึ่งทางสมาคมผู้ค้าไม้พม่า ได้ให้ความร่วมมือโดยแจ้งให้ผู้ค้าไม้ต่างชาติให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อลดปัญหาการทำไม้ผิดกฎหมาย และรักษาไม้มีค่าอย่างไม้สัก

อย่างไรก็ดี กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ควบคุมถึงการผลิตไม้แปรรูป เช่นเฟอร์นิเจอร์เพื่อส่งออก ซึ่งไม่นานมานี้ มีบริษัทจากประเทศอินเดียและสิงคโปร์ ได้รับใบอนุญาตทำไม้แปรรูปในประเทศพม่า โดยชื่อของบริษัทยังไม่ได้รับการเปิดเผย

 

ค้นพบโลมาแม่น้ำสายพันธุ์ใหม่ในรอบศตวรรษ

อีเมล พิมพ์ PDF

โลมา‘โลมาแม่น้ำ’ ถือเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่นับว่าหายาก และเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับพี่น้องสายพันธุ์โลมา โลมาแม่น้ำ 3 ใน 4 ชนิด ถูกขึ้นบัญชีโดย IUCN ว่าเป็นชนิดพันธุ์ที่ ‘ถูกคุกคาม’ การค้นพบโลมาแม่น้ำสายพันธุ์ใหม่ในรอบศตวรรษ จึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นของทั้งนักวิชาการและนักอนุรักษ์

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ นำโดย Tomas Hrbek ได้ประกาศขอขึ้นทะเบียนโลมาน้ำจืดสายพันธุ์ใหม่ที่เขาค้นพบใน ลุ่มแม่น้ำ Araguaia ประเทศบราซิล ซึ่งโลมาสายพันธุ์ดังกล่าวมีถิ่นอยู่อาศัยแยกออกจากโลมาอีกสองสายพันธุ์ในลุ่มน้ำแอมะซอน ผ่านลำคลองขนาดเล็กหลายสาย ซึ่งทีมนักวิจัยได้ตั้งชื่อโลมาดังกล่าวว่า Araguaian boto หรือโลมาแม่น้ำ Araguaian โดยมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Inia araguaiaensis.

 
บทความ อื่นๆ ...


page 9 of 17

รับข่าวสาร