• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


ท่าเรือน้ำลึกปากบารา ฉากสุดท้ายวิถีสตูล

อีเมล พิมพ์ PDF

ปะการังโรงละครฉากใหญ่คลี่ม่านหลังการเดินทางร่วม 12 ชั่วโมงจากกรุงเทพฯสู่จังหวัดสุดท้ายปลายด้ามขวานฝั่งอันดามัน ชื่อ ‘สตูล’ อาจคุ้นหูหากคุณเป็นนักท่องเที่ยวผู้ชื่นชอบความงามใต้ผืนน้ำ แต่น้อยคนที่จะเคยมาเยือนและเรียนรู้วิถีชีวิตเรียบง่ายและงดงามของชนชาวมุสลิมที่อยู่ร่วมกับชาวพุทธอย่างสงบสุข

สตูล มาจากคำมลายูว่า ‘สโตย’ หรือกระท้อน ผลไม้พื้นถิ่นที่มีอย่างชุกชุม แม้พื้นที่จังหวัดจะมีขนาดเล็กติดอันดับท้ายๆของประเทศไทย แต่ก็นับเป็นจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวครบครัน ทั้งถ้ำ น้ำตก และทะเล ประชาชนส่วนใหญ่ดำรงชีพด้วยระบบ ‘เศรษฐกิจ 3 ขา’ คือภาคเกษตรกรรม การประมง และการท่องเที่ยว

น่าเสียดาย ที่วิถีชีวิตเรียบงามของลูกชาวเลอาจต้องพลิกผัน เพราะแผนยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศไทย ที่จะเปลี่ยนภาคใต้ตอนล่างเป็นดินแดนแห่งอุตสาหกรรม เน้นการผลิตและการส่งออก โดยมองข้ามทุนทางธรรมชาติและทุนทางสังคมที่มีอยู่เดิม

 

การคุกคามของมนุษย์ทำให้ปีกนกหดสั้นลง

อีเมล พิมพ์ PDF
ปี 1980 ชาร์ลส์ บราวน์ Dr. Charles Brown ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยทัลซา (University of Tulsa) สหรัฐอเมริกา สังเกตเห็นว่า จำนวนนกนางแอ่นผา(Cliff Swallow) ที่ตายจากอุบัติเหตุรถชนในรัฐเนแบรสกาลดลงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังพบอีกว่าปีกของนกนางแอ่นที่อาศัยอยู่ในรัฐนี้ก็หดสั้นลงด้วย ซึ่งทำให้เข้าใจได้ว่าจำนวนการตายของนกที่ลดลงกับปีกที่หดสั้นลงน่าจะสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญ
จากผลการศึกษาพบว่าในเวลาเพียง 30 ปี ปีกของนกนางแอ่นสั้นลง 2-3  มิลลิเมตร แม้ตัวเลขจะไม่สูง แต่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทางวิวัฒนาการที่เร็วมาก เมื่อเทียบกับลักษณะอื่นๆที่ใช้เวลาเป็นแสนล้านปี  ซึ่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงในลักษณะนี้ดูจะรวดเร็วขึ้นทุกทีๆ ทำให้เราเห็นปฏิบัติการคัดเลือกโดยธรรมชาติ นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าจากปีกที่สั้นลงทำให้นกควบคุมการบินได้ดีขึ้น จึงสามารถบินหลบหลีกยานพาหนะบนท้องถนนได้อย่างคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ทำให้การตายลดลงไปโดยปริยาย
การเปลี่ยนแปลงหรือเรียกได้ว่าการวิวัฒนาการนี้เกิดขึ้นจากการที่มนุษย์เข้าไปบุกรุกพื้นที่ทางธรรมชาติมากขึ้น ทำให้เห็นรูปแบบใหม่ๆในการคัดสรรของธรรมชาติมากขึ้นด้วย เนื่องจากโดยปกติแล้วนกนางแอ่นผา ในรัฐเนแบรสกาจะทำรังอยู่ตามชะง่อนหินผาแต่เมื่อมีถนนตัดผ่าน นกเหล่านี้ก็ต้องย้ายที่ทำรังมาอยู่บนสะพานมอเตอร์เวย์ แต่การตายบนท้องถนนของนกไม่ใช่ตัวเร่งเดียวที่ทำให้เกิดการวิวัฒนาการปีกให้หดสั้นลง นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่ายังมีปัจจัยอื่นๆที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนี้ทั้งจากสภาพภูมิอากาศที่เลวร้าย จากแมลงที่เป็นเหยื่อของมัน ที่ทำให้นกชนิดนี้ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด
อ้างอิงจาก http://www.huffingtonpost.com/2013/03/19/birds-evolving-dodge-vehicles traffic_n_2901431.html
ปีกนก นกนางแอ่นปี 1980 ชาร์ลส์ บราวน์ (Dr. Charles Brown) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยทัลซา (University of Tulsa) สหรัฐอเมริกา สังเกตเห็นว่า จำนวนนกนางแอ่นผา (Cliff Swallow) ที่ตายจากอุบัติเหตุรถชนในรัฐเนแบรสกาลดลงอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังพบอีกว่าปีกของนกนางแอ่นที่อาศัยอยู่ในรัฐนี้ก็หดสั้นลงด้วย ซึ่งทำให้เข้าใจได้ว่าจำนวนการตายของนกที่ลดลงกับปีกที่หดสั้นลงน่าจะสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญ
 

กลุ่มอนุรักษ์อุดรฯ ดูดินยุบนาเกลือ ซัดหน่วยงานรัฐไร้ความรับผิดชอบ

อีเมล พิมพ์ PDF

กลุ่มอนุรักษ์อุดร นาเกลือเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. ที่ผ่านมา กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี จำนวน 50 คน เดินทางไปดูพื้นที่ดินยุบ ที่บ้านโนนสะแบง ต.หนองกวั่ง อ.บ้านม่วง จ.สกลนคร พร้อมให้กำลังใจ หลังจากที่มีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ระบุว่า เกิดดินยุบเป็นหลุมกว้างประมาณ 4 เมตร ลึก 3 เมตร โดยอยู่ห่างรั้วโรงเรียนไม่ถึง 5 เมตร ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยเกิดขึ้นเป็นประจำ และมีการทรุดตัวของดินกระจายอยู่หลายจุด แต่ไม่มีหน่วยงานใดสนใจแก้ไข ทั้งนี้ ชาวบ้านบอกว่าสาเหตุเกิดจากการสูบน้ำใต้ดินขึ้นมาทำนาเกลือหลายพันไร่ ในบริเวณใกล้เคียงกัน มานานมากกว่า 30 ปี และชาวบ้านต่างพากันหวาดผวา เกรงจะไม่ปลอดภัย (https://www.thairath.co.th/content/region/388707)

 

ผลวิจัยชี้ น้ำมันรั่วส่งผลร้ายต่อโลมา

อีเมล พิมพ์ PDF
จากการศึกษาล่าสุดจากกลุ่มโลมาที่อยู่อาศัยในบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วบริเวณอ่าวเม็กซิโกในปีพ.ศ. 2553 พบว่าโลมาส่วนใหญ่มีอาการของโรคปอด มีระดับฮอร์โมนที่ผิดปกติ รวมทั้งผลกระทบด้านสุขภาพต่างๆ
การวิจัยครั้งนี้นำโดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากรัฐบาลสหรัฐฯ โดยได้รับเงินสนับสนุนจากบริษัท BP ผู้เป็นเจ้าของบ่อน้ำมันที่เกิดเหตุ ซึ่งได้หลักฐานที่ชัดเจนว่าเหตุการณ์น้ำมันรั่วนั้นส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพโลมาจมูกขวดในอ่าวเม็กซิโก
การศึกษาได้เปรียบเทียบสุขภาพโลมาจากกลุ่มตัวอย่างในอ่าว Baratariaรัฐหลุยส์เซียน่า ซึ่งเป็นบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วกว่า 5 ล้านบาร์เรล และกลุ่มโลมาในอ่าว Sarasota รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งได้ศึกษาในปี พ.ศ. 2554 หลังเหตุการณ์น้ำมันรั่ว 1 ปี
โลมากว่า 30 ชีวิตในอ่าว Barataria ถูกจับขึ้นมาเพื่อทำการตรวจสอบ โดยการทำอัลตร้าซาวด์เพื่อตรวจสุขภาพปอด ซึ่งนักวิจัยได้สรุปว่า โลมาส่วนใหญ่มีภาวะปอดไม่ปกติตั้งแต่ระดับธรรมดาถึงระดับร้ายแรงเนื่องจากการปนเปื้อนของคราบน้ำมัน กว่าครึ่งอยู่ในภาวะย่ำแย่ และราวร้อยละ 17 มีแนวโน้มว่าจะตายในไม่ช้า
นอกจากนี้ โลมาในอ่าว Barataria ยังมีระดับฮอร์โมน Adrenal ต่ำกว่าปกติ ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะเครียดได้ง่าย และร้อยละ 25 ของโลมามีน้ำหนักต่ำกว่าปกติอย่างมาก
ทีมงานนักวิจัยยังได้พบกับสัญญาณที่น่าเป็นห่วง “เราได้ตัวอย่างตัวหนึ่งที่กำลังตั้งท้อง แต่พบว่าตัวอ่อนไม่มีสัญญาณของการมีชีวิต”Lori Schwake หัวหน้าทีมนักวิจัยจาก  U.S. National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) อธิบาย
“เราไม่ได้ยินเสียงหัวใจของตัวอ่อน รวมทั้งไม่มีการเคลื่อนไหว ซึ่งคาดว่ามันน่าจะตายมาราวหนึ่งอาทิตย์ สิ่งที่น่าสนใจคือการตั้งท้องนี้อยู่ในช่วง 3-6 เดือน ซึ่งโดยปกติ เหตุการณ์ที่จะทำให้โลมาแท้งลูกนั้นมักจะเกิดขึ้นในช่วง 6-9 เดือน การแท้งลูกในช่วงนี้จึงถือว่าผิดปกติ และอาจมีสาเหตุมาจากสารพิษ”
ในทางกลับกัน กลุ่มตัวอย่างโลมาในอ่าว Sarasota รัฐแคลิฟอร์เนีย ไม่ได้มีภาวะของโรคปอด หรือภาวะผิดปกติอื่นแต่อย่างใด
สาเหตุการตายและความผิดปกตินั้น อาจเกิดได้จากสารพิษเช่น PCBs,DDT หรือยาฆ่าแมลง ซึ่งทางทีมนักวิจัยได้เก็บตัวอย่างน้ำมาตรวจสอบสารปนเปื้อนและพบว่าสารพิษดังกล่าวในอ่าว Barataria มีความเข้มข้นต่ำกว่าบริเวณอ่าว Sarasota สาเหตุการป่วยจึงน่าจะมาจากน้ำมันดิบเป็นหลัก
อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล MobiSolangi เห็นว่า การเปรียบเทียบกลุ่มตัวอย่างของโลมาจากสองแห่งนั้นยังมีความไม่เหมาะสม “เหมือนเปรียบเทียบกลุ่มตัวอย่างคนอเมริกากับคนแอฟริกา” แต่มันก็ชัดเจนว่าน้ำมันที่รั่วไหลนั้นส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอย่างโลมา
///
ครีบโลมาที่ปรากฎขึ้นในบริเวณชายหาด ขณะที่คนงานกำลังดำเนินการเก็บกวาดก้อนน้ำมันบริเวณชายฝั่งรัฐหลุยว์เซียนา เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2553 ซึ่งต่อมาได้มีการศึกษาว่าเหตุการณ์น้ำมันรั่วดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของโลมาจมูกขวด
ภาพและข้อมูลจาก http://news.nationalgeographic.com/news/energy/2013/13/131220-bp-deepwater-horizon-oil-spill-sick-dolphins/
โลมาจากการศึกษาล่าสุดจากกลุ่มโลมาที่อยู่อาศัยในบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วบริเวณอ่าวเม็กซิโกในปีพ.ศ. 2553 พบว่าโลมาส่วนใหญ่มีอาการของโรคปอด มีระดับฮอร์โมนที่ผิดปกติ รวมทั้งผลกระทบด้านสุขภาพต่างๆ

การวิจัยครั้งนี้นำโดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากรัฐบาลสหรัฐฯ โดยได้รับเงินสนับสนุนจากบริษัท BP ผู้เป็นเจ้าของบ่อน้ำมันที่เกิดเหตุ ซึ่งได้หลักฐานที่ชัดเจนว่าเหตุการณ์น้ำมันรั่วนั้นส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพโลมาจมูกขวดในอ่าวเม็กซิโก
 

‘คลองด่าน’ กับบทเรียนคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย

อีเมล พิมพ์ PDF
เป็นเวลากว่า 10 ปีที่คดีการทุจริตโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่านยืดเยื้อยาวนานและถือเป็นหนึ่งในกรณีการทุจริตเชิงนโยบายในยุคแรกๆของนักการเมือง โดยมีชื่อของนายวัฒนา อัศวเหม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เจ้าของฉายาเจ้าพ่อปากน้ำ ที่ได้หลบหนีโทษจำคุก 10 ปี ฐานใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ ตามคำพิพากษาขององค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
คดีทุจริตโรงบำบัดน้ำเสียคลองด่านกลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง เมื่อศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง พลิกคำตัดสินของศาลชั้นต้นที่ นายวัฒนา อัศวเหม และพวก 18 คน ฐานฉ้อโกงที่ดินและผิดสัญญาโครงการก่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสีย โดยมีโจทก์คือกรมควบคุมมลพิษที่ยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อสู้ในชั้นศาลฎีกา
แต่การทุจริตในโครงการ 23,000 ล้านบาทนี้ คงไม่ได้รับการเปิดโปง หากประชาชนผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ ต.คลองด่านไม่ตื่นตัว ต่อสู้ และตรวจสอบตลอดระยะเวลาร่วม 3 ปี หลังจากที่รัฐบาลประกาศว่าจะสร้างโรงบำบัดน้ำเสียที่คลองด่าน
ย้อนกลับไปในปี 2538 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการจัดการน้ำเสียในเขตควบคุมมลพิษ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งในขณะนั้นมีโรงงานตั้งอยู่กว่า 4,000 แห่ง
ตามโครงการ จะมีการสร้างระบบบำบัดน้ำเสียสองระบบใหญ่ คือฝั่งตะวันตก ที่จะรับน้ำเสียจากพื้นที่อำเภอสมุทรเจดีย์ อำเภอพระประแดง และย่านถนนสุขสวัสดิ์ ไปบำบัดที่ตำบลบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ และฝั่งตะวันออก ที่จะรับน้ำเสียจากอำเภอเมือง อำเภอพระประแดง อำเภอบางปู  และตอนเหนือของอำเภอบางพลี โดยจะนำมาบำบัดที่บริเวณบางปูใหม่
ระบบบำบัดน้ำเสียทั้งสองแห่งจะใช้งบประมาณ  13,612 ล้านบาท โดยเป็นเงินงบประมาณแผ่นดิน 7,362 ล้านบาท เงินกองทุนสิ่งแวดล้อม 2,500 ล้านบาท และเงินกู้จากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) 3,750 ล้านบาท โดยมีกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้รับผิดชอบ
จากแผนดำเนินการข้างต้น จะเห็นว่าพื้นที่อำเภอบางบ่อไม่ได้เป็นพื้นที่ผลิตน้ำเสีย และชื่อตำบลคลองด่าน ซึ่งอยู่ห่างจากบางปูใหม่ถึง 20 กิโลเมตร ก็ไม่ได้อยู่ในโผพื้นที่ก่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสีย
ต่อมาในปี 2540 กรมควบคุมมลพิษได้ปรับงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็น 23,701 ล้านบาทโดยให้เหตุผล 4 ประการคือ
1. เปลี่ยนวิธีการวางท่อรวบรวมและส่งน้ำเสียจากการขุดเปิดผิวถนนมาเป็นการสร้างท่อใต้ดินโดยวิธีดันท่อลอดและระบบอุโมงค์ใต้ดิน
2. เปลี่ยนแปลงคุณภาพท่อจากเดิมที่ไม่มีการป้องกันการกัดกร่อน เป็นท่อที่มีสารป้องกัน โดยอ้างว่าจะเพิ่มอายุการใช้งานจากเดิม 20 ปี เป็น 50 ปี
3. ราคาที่ดินที่จะก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียต้องจ่ายแพงขึ้น
4. เปลี่ยนแปลงการระบายน้ำที่บำบัดแล้ว โดยจะระบายตรงสู่ทะเลแทนการระบายลงคลอง
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจของโครงการก่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสียครั้งนี้คือเป็นโครงการแบบเหมารวม หรือ Turnkey หรือที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบันว่า Design-Build ซึ่งมีลักษณะเดียวกับโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งจะมีการเหมาแบบเบ็ดเสร็จ คือผู้รับเหมาทำหน้าที่ตั้งแต่การออกแบบ ก่อสร้างท่อที่รวบรวมและส่งน้ำเสีย บ่อบำบัดน้ำเสีย ตลอดจนการจัดการอุปกรณ์ เครื่องมือ รวมถึงการจัดหาที่ดิน โดยเปิดโอกาสให้มีผู้รับเหมาดำเนินการทั้งหมดเพียงรายเดียว
หลังจากประกาศหาผู้รับเหมาเข้าประมูลโครงการ มีผู้สนใจทั้งสิ้น 13 ราย ก่อนที่กรมควบคุมมลพิษจะคัดเลือกคุณสมบัติเหลือ 4 ราย และเมื่อถึงเวลายื่นซองเหลือผู้เข้าประมูลเพียง 2 รายคือกลุ่มบริษัท NVPSKG และ กลุ่มบริษัท Marubeni
ขณะที่มีการประมูลโครงการ กรมควบคุมมลพิษได้เสนอให้มีการเปลี่ยนแผนการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียโดยเสนอให้รวมบ่อบำบัดน้ำเสียทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน โดยก่อสร้างเพียงฝั่งตะวันออกเพียงแห่งเดียว และเชื่อมต่อกับฝั่งตะวันตกโดยการต่ออุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยา
สิ่งที่น่าสนใจคือสเปกใหม่ของกรมควบคุมมลพิษนั้น คล้ายคลึงกับแนวทางของกลุ่มบริษัท NVPSKG อย่างไม่น่าเชื่อ ส่งผลให้กลุ่มบริษัทดังกล่าวชนะการประมูลไปอย่างไร้คู่แข่ง
กลุ่มบริษัท NVPSKG ประกอบด้วยบริษัทนอร์ทเวสท์ วอเทอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นรัฐวิสาหกิจของอังกฤษ (ภายหลังได้ถอนตัวออกไป), บริษัท วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด, บริษัท สี่แสงการโยธา จำกัด, บริษัท กรุงธนเอนยิเนียร์ จำกัด, บริษัท ประยูรวิศการช่าง จำกัด และบริษัท เกตเวย์ ดิเวลลอปเมนท์ จำกัด
- บริษัท วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด เป็นของตระกูลชวนะนันท์
- บริษัท สี่แสงการโยธา จำกัด ผู้ก่อตั้งคือนายบรรหาร ศิลปอาชา ปัจจุบันเป็นของตระกูลวงศ์จิโรจน์กุล
- บริษัท กรุงธนเอนยิเนียร์ จำกัดเป็นบริษัทในเครือของวิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง
- บริษัท ประยูรวิศการช่าง จำกัด ผู้ก่อตั้งคือนายวิศว์ ลิปตพัลลภ บิดาของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯในเวลานั้น
ที่ดินที่กลุ่มบริษัท NVPSKG เสนอให้ใช้ก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคือที่ดินแปลงใหญ่ในตำบลคลองด่าน ซึ่งอยู่ห่างจากทำเลเดิมราว 20 กิโลเมตร ทำให้โครงการโรงบำบัดน้ำเสียมูลค่ากว่า 23,000 ล้านบาท ต้องลงทุนในค่าก่อสร้างท่อสูงถึง 14,000 ล้านบาท ในขณะที่ลงทุนกับระบบบำบัดน้ำเสียเพียง 3,000 ล้านบาท
จุดเริ่มต้นของการทุจริตเชิงนโยบาย คือการซื้อที่ดินในตำบลคลองด่าน โดยบริษัทคลองด่าน มารีน แอนด์ฟิชเชอรี จำกัด นำพื้นที่ทะเลโคลน ดินเลน พื้นที่ลุ่มน้ำทะเลท่วมถึง ซึ่งเป็นที่ดินสาธารณะ มาย้อมแมวขายให้กับกรมควบคุมมลพิษในราคาไร่ละ 1.03 ล้านบาทรวมทั้งสิ้น 1,900 ไร่ มูลค่ากว่า 18,000 ล้านบาท ในขณะที่สำนักงานที่ดินสมุทรปราการประเมินว่ามีราคาเพียงไร่ละ  480,000 บาท
เส้นทางทุจริตนี้เริ่มต้นตั้งแต่นายวัฒนา อัศวเหม ในนามบริษัท เหมืองแร่ลานทอง จำกัด กว้านซื้อที่ดินแปลงพิพาทจากประชาชนในราคาไร่ละ 20,000 บาท ก่อนจะนำมาขายให้กับบริษัทปาล์มบีช ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ที่มีนายสมลักษณ์ อัศวเหม และนายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ ร่วมเป็นกรรมการ ในราคาไร่ละ 100,000 บาท และนำมาขายต่อให้บริษัทคลองด่าน มารีน แอนด์ฟิชเชอรี จำกัด ในราคาไร่ละประมาณ 260,000 บาท ก่อนจะตกสู่มือรัฐบาลในราคาที่เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าตัว
และเมื่อป้ายโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียถูกปักลงที่ ต.คลองด่าน การต่อสู้ของภาคประชาชนจึงเริ่มต้นขึ้น
แกนนำชาวบ้านคนหนึ่งเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารสารคดีว่า “บริเวณท่อที่โรงงานจะปล่อยน้ำที่บำบัดแล้วที่เป็นน้ำจืดลงทะเล เป็นบริเวณเลี้ยงหอยแมลงภู่ ถ้าเขาปล่อยน้ำจืดลงวันละห้าแสนลูกบาศก์เมตร รับรองว่าเอาไม้ไปปักมันก็ไม่มาเกาะ ถ้าหอยไม่มี พวกกุ้ง ปู ปลา ก็จะหมดตามไป ผมดำน้ำอยู่ ผมรู้ดี วงจรชีวิตของสัตว์น้ำจะเปลี่ยนไป”
เพื่อรักษาวิถีชีวิตและท้องทะเลที่หล่อเลี้ยงครอบครัวและชุมชน ชาวคลองด่านราว 1,500 คนได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯเพื่อยื่นหนังสือถึงนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2542 และยื่นเรื่องเรียกร้องไปยังทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ภายหลังการยื่นหนังสือ ก็มีกรรมาธิการชุดต่างๆในรัฐสภาที่เป็นตัวแทนมาตรวจสอบข้อเท็จจริง  และได้สรุปผลส่งรัฐบาล โดยมีใจความคล้ายคลึงกันว่า โครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จะส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อมของตำบลคลองด่าน และยังมีความไม่โปร่งใสในการดำเนินงาน จึงเรียกร้องให้มีการระงับโครงการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง
แต่เสียงดังกล่าวยังดังไม่เพียงพอ เพราะรัฐบาลยังคงเดินหน้าอนุมัติเงินค่าก่อสร้างทุกงวดตามสัญญา
เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม ชาวบ้านคลองด่านจึงเริ่มเคลื่อนไหวกดดันด้วยวิธีอื่น ตั้งแต่การชุมนุมอย่างสงบ ไปถึงขั้นการประท้วงบริเวณหน้าทางเข้าที่ก่อสร้างโครงการราวปลายเดือนธันวาคม 2543 จนเหตุการณ์จบลงด้วยความรุนแรง
ขณะที่กระบวนการก่อสร้างรุดหน้าไปกว่า 94 เปอร์เซ็นต์ และรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณไปแล้วถึง 90 เปอร์เซ็นต์ การดำเนินการขั้นต่อไปของโรงบำบัดน้ำเสียคือการวางท่อส่งน้ำเสียในตำบลคลองด่าน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของยุทธวิธี ‘ล้อมท่อ’ โดยให้ผู้หญิงในชุมชนไปนอนล้อมท่อ ล้อมรถคนงาน บริษัทรับเหมาก็ทำงานไม่ได้
ในขณะที่การต่อสู้ภาคประชาสังคมเดินหน้า ภาควิชาการก็ไม่ได้นิ่งเฉย โดยดาวัลย์ จันทรหัสคดี แกนนำชาวบ้านและนักวิชาการกลุ่มหนึ่ง ได้ทำการวิจัยเชิงลึกเพื่อเปิดโปงความไม่ชอบมาพากล ในชื่อ “การศึกษาวิจัยเชิงสอบสวนโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน: คอรัปชั่นเชิงนโยบาย” ซึ่งได้รับตีพิมพ์เผยแพร่อย่างกว้างขวาง
ในที่สุด การต่อสู้ของชาวคลองด่านก็ได้รับชัยชนะ เมื่อนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ประกาศให้ระงับการก่อสร้าง และตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2546
ในขณะที่คดีความยังคงค้างคาอยู่ในชั้นศาล ทั้งคดีแพ่งเรียกร้องค่าเสียหายจากการก่อสร้าง และคดีอาญาฐานฉ้อโกงและใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ นายนริศ ขำนุรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ได้ระบุเมื่อต้นปีที่ผ่านมาว่าจะต้องเดินหน้าปรับปรุงให้โรงบำบัดน้ำเสียดังกล่าวดำเนินการได้ เนื่องจากลงทุนงบประมาณไปมากแล้ว ในขณะที่ขาวบ้านเรียกร้องให้เปลี่ยนเป็นศูนย์วิจัยทางทะเล
ไม่ว่าผลสุดท้ายจะออกมาเป็นเช่นไร แต่นักวิชาการทางทรัพยากรธรณีชี้ว่า จากอัตราการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรงที่จังหวัดสมุทรปราการ เฉลี่ยปีละ 15 เมตร อีกไม่นาน สิ่งก่อสร้างดังกล่าวก็จะถูกทำลายในอนาคตอันใกล้
บทเรียนที่คลองด่านฉายภาพให้เห็นชัดถึงกระบวนการคอรัปชั่นเชิงนโยบาย การเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องของนักการเมือง การละเมิดกฎหมายโดยผู้มีอิทธิพล รวมทั้งคำถามที่ว่า รัฐมีอำนาจในการละเมิดสิทธิของชุมชนหรือไม่ ในเมื่อพวกเขา ชาวตำบลคลองด่านไม่เห็นด้วยกับโครงการ และไม่ได้เป็นผู้ก่อมลพิษ การนำผลกระทบที่ผู้อื่นควรรับผิดชอบมาให้พวกเขา คือสิ่งที่ชอบธรรมใช่หรือไม่ ?
อ้างอิง
- ‘บทเรียนจากคลองด่านกับการต่อสู้ของชาวบ้าน’ โดยวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ นิตยสารสารคดี ฉบับที่ 218
- ‘สถานการณ์ ความเคลื่อนไหว – โครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน’ http://www.thaingo.org/story/info_026.htm
- ‘กมธ.สิ่งแวดล้อม ระบุ โครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่านต้องดำเนินการต่อไป’ http://www.radioparliament.net/parliament/viewNews.php?nId=231#.UrU2_PQW1qA
- ‘คลองด่าน อภิมหาคดีโคตรโกง’ http://utcc2.utcc.ac.th/faculties/comarts/webjrshow/webhorkor47/news_social_1.htm
- ‘ย้อนรอย'มหากาพย์ทุจริตจัดซื้อที่ดินคลองด่าน'’ http://www.bangkokbiznews.com
- ‘คพ. พร้อมทนาย ยืนยันสู้เต็มที่คดีคลองด่าน’ http://www.greennewstv.com/201225560/
ภาพประกอบ ที่ดินคลองด่าน
ป้ายเขตราชการปักอยู่กลางทะเล แสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดของหน่วยงานที่ถูกหลอกให้ซื้อที่ดินซึ่งเป็นบริเวณน้ำทะเลท่วมถึงในราคาไร่ละกว่า 1 ล้านบาท ในโครงการก่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสียคลองด่าน
ภาพจาก manager
คลองด่านเป็นเวลากว่า 10 ปีที่คดีการทุจริตโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่านยืดเยื้อยาวนานและถือเป็นหนึ่งในกรณีการทุจริตเชิงนโยบายในยุคแรกๆของนักการเมือง โดยมีชื่อของนายวัฒนา อัศวเหม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เจ้าของฉายาเจ้าพ่อปากน้ำ ที่ได้หลบหนีโทษจำคุก 10 ปี ฐานใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ ตามคำพิพากษาขององค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

คดีทุจริตโรงบำบัดน้ำเสียคลองด่านกลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง เมื่อศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง พลิกคำตัดสินของศาลชั้นต้นที่ นายวัฒนา อัศวเหม และพวก 18 คน ฐานฉ้อโกงที่ดินและผิดสัญญาโครงการก่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสีย โดยมีโจทก์คือกรมควบคุมมลพิษที่ยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อสู้ในชั้นศาลฎีกา
 

พายุไต้ฝุ่นไห่เหยียน กับความรุนแรงที่ผิดปกติ

อีเมล พิมพ์ PDF
พายุไต้ฝุ่นไห่เหยียน นับเป็นพายุที่เข้าใกล้ขั้นความเป็น ‘พายุสมบูรณ์’ (Perfect Storm)หรือรุนแรงในระดับ 8 ตามมาตราวัดของ Dvorak โดยมีความเร็วลมเฉลี่ยที่ 315 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และความเร็วลมสูงสุดที่ 380 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดว่า ไต้ฝุ่นไห่เหยียนจะทำลายสถิติพายุที่รุนแรงที่สุดที่ขึ้นฝั่งนับตั้งแต่มีการเก็บบันทึกสถิติของโลกสมัยใหม่
สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้น คืออะไรที่เป็นสาเหตุให้เกิดไต้ฝุ่นที่รุนแรงเช่นนี้
“พายุไต้ฝุ่นนั้นเกิดจากหลายปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่จะส่งผลต่อความรุนแรงของพายุ ซึ่งต้นกำเนิดของพายุจะอยู่ที่บริเวณกระแสน้ำอุ่นในทะเลลึก รวมกับลมที่มีความแรงสม่ำเสมอในชั้นบรรยากาศ และเมื่อทั้งสองสิ่งสามารถจับคู่กันได้อย่างลงตัว ผลลัพธ์ของมันก็เป็นอย่างไต้ฝุ่นไห่เหยียน” Jim Kossin นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านชั้นบรรยากาศโลกอธิบาย
ไต้ฝุ่นไห่เหยียนเป็นสิ่งที่สะท้อนความ ‘ไม่ปกติ’ ทั้งความรุนแรงของมัน และช่วงเวลาที่มันก่อตัว ซึ่งเป็นช่วงปลายของฤดูกาลของพายุตามปกติ ที่มักจะสิ้นสุดลงในวันที่ 1 พฤศจิกายน
“ในศตวรรษที่ผ่านมา เฮอร์ริเคน ไซโคลน และไต้ฝุ่น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ประเภทเดียวกัน ไม่ได้มีจำนวนหรือความถี่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ในขณะที่ความรุนแรงของมันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” Collin Price นักวิทยาศาสตร์ด้านพิภพวิทยา จากมหาวิทยาลัย Tel Aviv University ประเทศอิสราเอลอธิบาย
“พายุทุกลูกจะได้รับพลังงานจากกระแสน้ำอุ่นในมหาสมุทร ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เราพบว่าอุณหภูมิในมหาสมุทรนั้นสูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความร้อนที่เพิ่มขึ้นนั่นเองที่เป็นพลังงานให้กับพายุ จึงมีความเป็นไปได้ว่าในอนาคต พายุมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น”
จุดกำเนิดของพายุไต้ฝุ่นไห่เหยียนคือบริเวณเส้นศูนย์สูตร ซึ่งน่าจะเป็นสถานที่ที่พายุสะสมพลังงานความร้อน ก่อนจะพัดเข้าสู่ประเทศฟิลิปปินส์ เช่นเดียวกับเฮอร์ริเคนแคทเธอรินา ที่เคลื่อนผ่านกระแสน้ำอุ่นในอ่าวเม็กซิโก ในปี 2548
แปลจากบทความ Super Typhoon Haiyan: Why Monster Storm Is So Unusual – National Geographic
ไต้ฝุ่นไห่เหยียนพายุไต้ฝุ่นไห่เหยียน นับเป็นพายุที่เข้าใกล้ขั้นความเป็น ‘พายุสมบูรณ์’ (Perfect Storm)หรือรุนแรงในระดับ 8 ตามมาตราวัดของ Dvorak โดยมีความเร็วลมเฉลี่ยที่ 315 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และความเร็วลมสูงสุดที่ 380 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดว่า ไต้ฝุ่นไห่เหยียนจะทำลายสถิติพายุที่รุนแรงที่สุดที่ขึ้นฝั่งนับตั้งแต่มีการเก็บบันทึกสถิติของโลกสมัยใหม่

สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้น คืออะไรที่เป็นสาเหตุให้เกิดไต้ฝุ่นที่รุนแรงเช่นนี้
 

ข้อความจากซากวาฬหัวทุยเหนือผืนน้ำที่เต็มไปด้วยพลาสติก

อีเมล พิมพ์ PDF
29 กรกฎาคม 2556 ภาพวาฬวัยรุ่นตายเกยชาดหาดที่เกาะ Tershelling ทางตอนเหนือของประเทศเนเธอแลนด์ถูกเผยแพร่มากมายผ่านทางโลกออนไลน์ ซากวาฬดังกล่าวถูกนำไปตรวจสภาพที่ท่าเรือ Harlington และพบความจริงที่น่าตกใจคือภายในท้องของวาฬหัวทุย (Sperm Whale) นั้นเต็มไปด้วยซากพลาสติก
วาฬทั่วโลก แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือวาฬมีฟัน (Toothed Whale) เช่นวาฬหัวทุย วาฬเพชฌฆาต โลมาซึ่งวาฬประเทศนี้จะกินสัตว์น้ำเช่นหมึกเป็นอาหารหลักส่วนอีกประภทหนึ่งคือวาฬบาลีน หรือวาฬไม่มีฟัน (Baleen Whale) เช่น วาฬสีน้ำเงิน วาฬบรูด้าวาฬชนิดนี้จะมีโครงกระดูกยื่นยาวออกมาจากขากรรไกรบนคล้ายหวี ทำหน้าที่กรองอาหารจากน้ำทะเล และกินอาหารเช่นแพลงก์ตอนชนิดต่างๆ
แน่นอนว่าวาฬชนิดที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการกินขยะพลาสติกในทะเลคือวาฬบาลีน แต่การพบวาฬมีฟันอย่างวาฬหัวทุยตายเพราะกินขยะพลาสติกนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ
นักวิจัยทางทะเลจากศูนย์วิจัยความหลากหลายทางธรรมชาติให้ความเห็นว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเริ่มกลายเป็นเรื่องปกติ เพราะเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ก็ได้มีซากวาฬหัวทุยยาวราว 10 เมตรถูกซัดมาเกยชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศสเปน วาฬดังกล่าวได้กลืนเอาวัสดุพลาสติกราว 59 ชนิดเข้าไปรวมน้ำหนักกว่า 16 กิโลกรัม
พลาสติกส่วนใหญ่คือ แผ่นพลาสติกใสที่ใช้ในการทำเรือนเพาะปลูกมะเขือเทศในเมือง Almeria และ Granada ประเทศสเปน รวมถึงถุงพลาสติก เชือกยาว 9 เมตร สายยางสองเส้น กระถางต้นไม้สองกระถาง และกระป๋องสเปรย์ ทำทำให้วาฬตายเพราะระบบย่อยอาหารถูกอุดตัน
การตายของวาฬในลักษณะนี้ถูกบันทึกไว้ตั้งแต่ปี 2532 ที่เกาะ Levezziในทะเล Tyrrhenian ที่ภายในกระเพาะของซากวาฬหัวทุยพบถุงพลาสติกจำนวนมาก และแผ่นพลาสติกขนาดราว 100 ฟุต ในปี 2533 ซากวาฬหัวทุยถูกพบที่ประเทศไอซ์แลนด์ โดยมีสาเหตุการตายจากการกลืนขยะพลาสติกในทะเล ปี 2551 พบซากวาฬหัวทุยเกยตื้นที่แคลิฟอร์เนีย ที่ภายในกระเพาะพบขยะพลาสติกรวมกว่า 200 กิโลกรัม
สิ่งที่น่าสนใจคือซากวาฬหัวทุยที่พบในประเทศเนเธอแลนด์นั้น มีชิ้นส่วนด้านล่างของกรามขาดหายไป และจากสถิติของนักล่าวาฬก็พบว่า ประมาณ 1 ใน 10 ของวาฬหัวทุย จะมีกรามส่วนล่างเสียหายหรือขาดหายไป แต่วาฬเหล่านี้กลับล่าอาหารได้ตามปกติ นอกจากนี้ ซากหมึกที่พบในท้องวาฬเหล่านั้นยังแทบไม่มีรอยกัด จึงนำไปสู่ทฤษฎีที่ว่า วาฬหัวทุยนั้นล่าอาหารโดยแทบไม่ได้ใช้กรามส่วนล่าง แต่เป็นการดูดเหยื่อเพื่อกินเป็นอาหาร และหากทฤษฎีนี่เป็นจริงวาฬหัวทุยเหล่านี้ก็เสี่ยงต่อการตายจากขยะพลาสติกเช่นเดียวกับวาฬบาลีน
อีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้วาฬหัวทุยกลายเป็นเหยื่อของขยะกลางทะเล เนื่องจากพวกวาฬอาจเข้าใจผิดว่าพลาสติกเหล่านั้นเป็นปลาหมึก เนื่องจากมีลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่นเดียวกับกรณีที่เต่าทะเลเข้าใจผิดว่าถุงพลาสติกคือแมงกะพรุน
วาฬไม่ได้เป็นเหยื่อเพียงหนึ่งเดียวของขยะพลาสติก มีการคาดการณ์ว่านกกว่าล้านชีวิต และสัตว์น้ำกว่าแสนชีวิตนั้นตายลงทุกปีเนื่องจากขยะพลาสติกเหล่านี้ ดังนั้น เราควรตระหนักทุกครั้งที่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของพลาสติก และเลือกที่จะนำมารีไซเคิล เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ปลาวาฬ29 กรกฎาคม 2556 ภาพวาฬวัยรุ่นตายเกยชาดหาดที่เกาะ Tershelling ทางตอนเหนือของประเทศเนเธอแลนด์ถูกเผยแพร่มากมายผ่านทางโลกออนไลน์ ซากวาฬดังกล่าวถูกนำไปตรวจสภาพที่ท่าเรือ Harlington และพบความจริงที่น่าตกใจคือภายในท้องของวาฬหัวทุย (Sperm Whale) นั้นเต็มไปด้วยซากพลาสติก

วาฬทั่วโลก แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือวาฬมีฟัน (Toothed Whale) เช่นวาฬหัวทุย วาฬเพชฌฆาต โลมาซึ่งวาฬประเทศนี้จะกินสัตว์น้ำเช่นหมึกเป็นอาหารหลักส่วนอีกประภทหนึ่งคือวาฬบาลีน หรือวาฬไม่มีฟัน (Baleen Whale) เช่น วาฬสีน้ำเงิน วาฬบรูด้าวาฬชนิดนี้จะมีโครงกระดูกยื่นยาวออกมาจากขากรรไกรบนคล้ายหวี ทำหน้าที่กรองอาหารจากน้ำทะเล และกินอาหารเช่นแพลงก์ตอนชนิดต่างๆ
 

4 ข้อเท็จจริง ของพลังงานจากถ่านหิน

อีเมล พิมพ์ PDF
ถ่านหินถือเป็นแหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุดที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า ในทศวรรษที่ผ่านมา พลังงานถ่านหินถือเป็นพลังงานที่เติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดของโลก โดยการผลักดันของบริษัทข้ามชาติ บริษัทเงินทุนระหว่างประเทศ นักลงทุนทางพลังงานรายใหญ่ และหลายรัฐบาลทั้งในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาแล้ว โดยให้เหตุผลว่า ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานที่ราคาถูกที่สุด ดังนั้นจึงเป็นแหล่งพลังงานสำคัญตามกลยุทธ์ที่ว่าพลังงานสำหรับทุกคน
อย่างไรก็ดี ชุมชนทั่วโลกต่างก็ต้องต่อสู้กับโครงการพัฒนาแหล่งพลังงานถ่านหินร่วมทศวรรษเช่นกัน เพราะพวกเขาเหล่านั้นทราบถึงผลกระทบที่รุนแรงจากถ่านหิน ในขณะที่พวกเขาพยายามผลักดันด้านมืดของถ่านหินให้เป็นที่รับรู้ ก็ต้องมาพบกับแรงเสียดทานจากฝ่ายอุตสาหกรรมที่สร้างความเชื่อว่าพลังงานถ่านหินเป็นพลังงาน ‘สะอาด’
1. พลังงานถ่านหินไม่ใช่พลังงานราคาถูก เพราะถ่านหินจะสร้างต้นทุนราคาแพงต่อทั้งมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
การทำเหมืองถ่านหิน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดพื้นผิวเพื่อทำเหมืองหรือการระเบิดภูเขา เป็นการเร่งการทำลายป่าไม้อย่างรุนแรง รวมทั้งโครงการดังกล่าวจำเป็นต้องเวนคืนที่ดิน และยังส่งผลให้เกิดการพังทลายของชั้นดินรวมทั้งภาวะดินถล่ม การขาดแคลนน้ำ และมลภาวะต่างๆ
ฝุ่นผงที่เกิดจากการทำเหมืองแร่สามารถแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งชุมชน ก่อให้เกิดมลภาวะในแหล่งน้ำ เป็นพิษต่อทั้งมนุษย์และสัตว์น้ำ นอกจากนี้ หากมีคนไปสัมผัสหรือสูดหายใจเอาเขม่าถ่านหินเข้าไป ก็อาจสะสมเป็นโรคทางเดินหายใจ เช่นภูมิแพ้ โรคหืดและหลอดลมอักเสบ สารพิษจากถ่านหินยังก่อให้เกิดฝนกรดอีกด้วย
การทำเหมืองใต้ดินก็เป็นการทำลายล้างไม่ต่างกัน เพราะน้ำที่ไหลผ่านเหมืองแร่ไม่ว่าจะดำเนินการอยู่หรือถูกทิ้งร้าง จะทำให้เกิดการปนเปื้อนทั้งทางพื้นดินและแหล่งน้ำ นอกจากนี้ การเผาถ่านหิน การทำเหมืองถ่านหินใต้ดิน และเหมืองแร่ที่ถูกทิ้งร้าง ยังเป็นตัวการในการปล่อยก๊าซมีเทน ที่แม้จะมีช่วงอายุในชั้นบรรยากาศสั้นกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่เป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีผลกระทบรุนแรงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 23 เท่า
ผลกระทบทางสุขภาพจากโรงไฟฟ้าถ่านหินและการทำเหมืองถ่านหินก็ร้ายแรงไม่แพ้กัน จากการศึกษาพบว่าในประเทศอินเดีย มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรเนื่องจากมลภาวะจากถ่านหินระหว่าง 80,000 – 115,000 ราย มากกว่า 20 ล้านรายต้องทนทรมานกับโรคหืดเรื้อรังในปี 2011 – 2012
การศึกษาเมื่อไม่นานมานี้แสดงให้เห็นว่า ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีค่ารักษาพยาบาลจากผลกระทบของถ่านหินกว่าปีละ 2 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ นักวิชาการชาวจีนยังค้นพบว่า การใช้ถ่านหินในตอนเหนือของประเทศจีนทำให้อายุเฉลี่ยลดลงถึง 5.5 ปี
2. ถ่านหินจะเร่งให้เกิดภาวะโลกร้อน
ผลกระทบด้านลบจากอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นราว 0.8 องศาเซลเซียสนับตั้งแต่ยุคก่อนอุตสาหกรรมกำลังเริ่มแสดงผล จากรายงานของ Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ชี้ว่าผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ และเพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงนั้น เราจะต้องหยุดโครงการที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต องค์การพลังงานสากล (International Energy Agency)สรุปว่า เรามีเวลา 5 ปีในการปฏิรูปพลังงาน ก่อนที่จะสายเกินแก้ไข โดยการหยุดการใช้พลังงานฟอสซิลและเปลี่ยนแปลงเป็นพลังงานหมุนเวียนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
พลังงานถ่านหิน ถือเป็นหนึ่งในพลังงานฟอสซิลที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของการเผาไหม้ถ่านหินถือเป็นต้นตอที่ใหญ่ที่สุดของก๊าซเรือนกระจก ด้วยราคาที่ถูก ทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่ยังเลือกที่จะใช้ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานสำคัญ
เราไม่สามารถเอาชนะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ หากเรายังไม่สามารถต่อสู้กับพลังงานถ่านหิน
3.พลังงานถ่านหินสะอาดนั้น ไม่มีจริง
ความเชื่อเรื่อง ‘พลังงานถ่านหินสะอาด’ นั้นเป็นภาพลวงตาที่อุตสาหกรรมพยายามสร้างขึ้น
ตัวอย่างหนึ่งของ ‘พลังงานถ่านหินสะอาด’ ที่ใช้ในประเทศพัฒนาแล้ว โดยระบบ Circulating Fluidized bed combustion เทคโนโลยีใหม่ที่ยังไม่ได้รับการทดสอบ ราคาแพง เพื่อป้อนสังคมที่กระหายพลังงาน ในขณะที่ซุกซ่อนความเสี่ยงใหม่ไว้ โดยฝังกลบคาร์บอนจำนวนมหาศาลไว้ใต้ดิน ซึ่งเป็นการรบกวนระบบตามธรรมชาติอย่างรุนแรง
ทางออกที่ว่า ‘พลังงานถ่านหินสะอาด’ นอกจากจะเป็นคำตอบที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงที่ไม่ได้ช่วยลดความรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ยังเร่งกระบวนการทำร้ายชุมชน จากการทำเหมืองถ่านหิน การขนส่ง และการผลิตไฟฟ้า
4. พลังงานถ่านหิน ไม่ใช่พลังงานเพื่อทุกคน
การบริโภคพลังงานของโลกนั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่มีประชากรว่า 1.3 ล้านล้านคนที่ยังไม่เข้าถึงพลังงานไฟฟ้า หรือมีใช้แต่ไม่เพียงพอ
เราได้เฝ้ามองพลังงานถ่านหินที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่กลับไม่เห็นว่านี่จะเป็นการเพิ่มการเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าในชุมชนที่ยากจน รวมถึงไม่เป็นการลดความยากและเพิ่มคุณภาพชีวิตแต่อย่างใด ในทางตรงข้าม ความไม่เท่าเทียมกันในการใช้พลังงานกลับเพิ่มสูงขึ้น ระหว่างผู้มีเงินไม่กี่กลุ่มและคนส่วนใหญ่ในสังคม
ในขณะที่ระบบผลิตพลังงานยังคงป้อนไฟฟ้าเข้าสู่เศรษฐกิจและการพัฒนาอย่างแข็งขันเพื่อตอบสนองต่อกลุ่มชนชั้นนำและนายทุนใหญ่ แต่กลับไม่สามารถมอบการเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าให้กับทุกภาคส่วนของสังคม
ข้อมูลจากเอกสารเผยแพร่โดยกลุ่ม Reclaim Power
ภาพ http://www.climateshifts.org/wp-content/uploads/2010/12/coal_hands.jpg
ถ่านหินถ่านหินถือเป็นแหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุดที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า ในทศวรรษที่ผ่านมา พลังงานถ่านหินถือเป็นพลังงานที่เติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดของโลก โดยการผลักดันของบริษัทข้ามชาติ บริษัทเงินทุนระหว่างประเทศ นักลงทุนทางพลังงานรายใหญ่ และหลายรัฐบาลทั้งในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาแล้ว โดยให้เหตุผลว่า ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานที่ราคาถูกที่สุด ดังนั้นจึงเป็นแหล่งพลังงานสำคัญตามกลยุทธ์ที่ว่าพลังงานสำหรับทุกคน

อย่างไรก็ดี ชุมชนทั่วโลกต่างก็ต้องต่อสู้กับโครงการพัฒนาแหล่งพลังงานถ่านหินร่วมทศวรรษเช่นกัน เพราะพวกเขาเหล่านั้นทราบถึงผลกระทบที่รุนแรงจากถ่านหิน ในขณะที่พวกเขาพยายามผลักดันด้านมืดของถ่านหินให้เป็นที่รับรู้ ก็ต้องมาพบกับแรงเสียดทานจากฝ่ายอุตสาหกรรมที่สร้างความเชื่อว่าพลังงานถ่านหินเป็นพลังงาน ‘สะอาด’
 

นายทุนแห่ขอสัมปทานเหมืองแร่โปแตชอีสาน 1.7 ล้านไร่

อีเมล พิมพ์ PDF
นายทุนแห่ขอสัมปทานเหมืองแร่โปแตชอีสาน เกินครึ่งภาค รวมกว่า 1.7 ล้านไร่ ล่าสุดขยายที่กาฬสินธุ์ 3 แสนไร่ บึงกาฬ 6 หมื่นไร่
เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.56 นายสุวิทย์  กุหลาบวงษ์ ผู้ประสานงานศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ (ศสส.) อีสาน ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ติดตามข้อมูลนโยบายการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ภาคอีสาน ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าขณะนี้กำลังมีการยื่นขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจ ประเมินศักยภาพแหล่งแร่โปแตช เพื่อทำการผลิตในพื้นที่จ.กาฬสินธุ์ เพิ่มเติมอีก จำนวน  5 แปลง เนื้อที่ 300,000 ไร่ ได้แก่ ต.เชียงเครือ ต.ห้วยโพธิ์ อ.เมือง, ต.โคกสมบูรณ์ ต.หลักเมือง ต.โพนงาม อ.กมลาไสย และต.ร่องคำ อ.ร่องคำ ซึ่งขยายจากเดิมที่เคยยื่นขอเมื่อปีที่แล้ว จำนวน 12 แปลง เนื้อที่ 200,000 ไร่ รวมแล้วเฉพาะในพื้นที่จ.กาฬสินธุ์ กำลังมีการขอสัมปทานทำเหมืองแร่โปแตช จำนวน  500,000 ไร่ โดยบริษัท แปซิฟิก มิลเดอรัล จำกัด
นอกจากนี้ยังมีการยื่นขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจเพิ่มเติม ในจังหวัดใหม่ ได้แก่ พื้นที่ ต.หนองหัวช้าง อ.พรเจริญ จ.บึงกาฬ จำนวน 2 แปลง เนื้อที่ 60,000 ไร่ โดยบริษัท ฮัท ซุน โฮฮัง จำกัด นายทุนจากประเทศจีน
ตามขั้นตอนผู้ประกอบการต้องยื่นคำขอที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด แล้วส่งต่อไปให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อทำเรื่องเสนอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศยกเลิกมาตรา 6 ทวิ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.แร่ 2510 ในเขตพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษา หรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ได้เป็นกรณีพิเศษ เพื่อเปิดให้เอกชนสามารถยื่นคำขออาชญาบัตรเพื่อประกอบการเชิงพาณิชย์ และทำการผลิตแร่โปแตช ได้
นายสุวิทย์  กุหลาบวงษ์  ผู้ประสานงานศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ (ศสส.) อีสาน  กล่าวว่า ขณะนี้ทั้งสองจังหวัด (กาฬสินธุ์และบึงกาฬ) นายทุนผู้ขอสัมปทาน กำลังลงพื้นที่เพื่อทำการสำรวจหาแหล่งแร่ตามขั้นตอนขออาชญาบัตรพิเศษ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในต้นปีหน้า และก็จะดำเนินการต่อในขั้นตอนขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองเลยทันที
“จากการติดตามข้อมูลโครงการเหมืองแร่โปแตชในภาคอีสาน พบว่ามีการยื่นขออาชญาบัตรพิเศษเพื่อทำการสำรวจแหล่งแร่ และขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่โปแตช ไปแล้ว 11 จังหวัด 16 พื้นที่ ได้แก่ จ.นครราชสีมา จ.ขอนแก่น จ.ชัยภูมิ จ.สกลนคร จ.อุดรธานี จ.มหาสารคาม จ.หนองคาย จ.นครพนม จ.ยโสธร จ.กาฬสินธุ์ และจ.บึงกาฬ คิดเป็นเนื้อที่รวมกว่า 1,700,000 ไร่ ซึ่งหากเหมืองแร่โปแตชเกิดขึ้นจริงก็จะส่งผลกระทบต่อคนอีสานทั้งภาคอย่างแน่นอน” นายสุวิทย์กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในส่วนที่ จ.อุดรธานี อยู่ระหว่างการยื่นขออนุญาตประทานบัตร ทำเหมือง ของบริษัท เอเชีย แปซิฟิก โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (เอพีพีซี) ในขั้นตอนการทำประชาคมหมู่บ้าน แต่ติดอยู่ที่ชาวบ้านในพื้นที่คัดค้าน และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อศึกษาร่วมกันทั้งในข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงตามขั้นตอนประทานบัตร
ที่มา : ศูนย์สื่อชุมชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ศสธ.)
เหมืองแร่โปแตซนายทุนแห่ขอสัมปทานเหมืองแร่โปแตชอีสาน เกินครึ่งภาค รวมกว่า 1.7 ล้านไร่ ล่าสุดขยายที่กาฬสินธุ์ 3 แสนไร่ บึงกาฬ 6 หมื่นไร่

เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.56 นายสุวิทย์  กุหลาบวงษ์ ผู้ประสานงานศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ (ศสส.) อีสาน ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ติดตามข้อมูลนโยบายการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ภาคอีสาน ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าขณะนี้กำลังมีการยื่นขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจ ประเมินศักยภาพแหล่งแร่โปแตช เพื่อทำการผลิตในพื้นที่จ.กาฬสินธุ์ เพิ่มเติมอีก จำนวน  5 แปลง เนื้อที่ 300,000 ไร่ ได้แก่ ต.เชียงเครือ ต.ห้วยโพธิ์ อ.เมือง, ต.โคกสมบูรณ์ ต.หลักเมือง ต.โพนงาม อ.กมลาไสย และต.ร่องคำ อ.ร่องคำ ซึ่งขยายจากเดิมที่เคยยื่นขอเมื่อปีที่แล้ว จำนวน 12 แปลง เนื้อที่ 200,000 ไร่ รวมแล้วเฉพาะในพื้นที่จ.กาฬสินธุ์ กำลังมีการขอสัมปทานทำเหมืองแร่โปแตช จำนวน  500,000 ไร่ โดยบริษัท แปซิฟิก มิลเดอรัล จำกัด
 

กะเทาะเปลือกเวทีรับฟังความคิดเห็น กรณีศึกษา จ.กำแพงเพชร

อีเมล พิมพ์ PDF
ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมาซึ่งถือเป็นเวทีแรกนับตั้งแต่การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นที่เกิดความวุ่นวายเนื่องจากมีการปะทะระหว่างผู้ไม่เห็นด้วยกับโครงการและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลความสงบเรียบร้อย
เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นให้สังคมสนใจกระบวนการในเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการน้ำ 3.5 แสนล้าน ถึงความชอบธรรมและความโปร่งใสในการจัดงาน ผู้เขียนจึงนำโอกาสนี้มาตีแผ่กระบวนการรับฟังความคิดเห็น โดยยึดตามกรณีศึกษาที่ จ.กำแพงเพชร
เช้าวันที่ 15 พฤศจิกายน 2556 ประชาชนได้เริ่มทยอยเดินทางมาในมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร บริเวณหน้าหอประชุมทีปังกรรัศมีโชติ โดยฝั่งตรงข้ามจะเป็นจุดลงทะเบียนเข้าร่วมงาน ซึ่งสามารถแบ่งผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นออกเป็น 2 กลุ่มตามวิธีสมัครคือ
1. ผู้ที่ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจากโครงการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านจำนวน 900 คน โดยจะคัดเลือกผ่านกลไกภาครัฐ ที่มอบหมายให้ผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้คัดเลือกลูกบ้านเข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นตามโควตาที่ส่วนกลางกำหนด
2. ประชาชนทั่วไป ซึ่งสามารถลงทะเบียนผ่าน Website www.wateropm.org/register/ โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้า 9 วันก่อนวันจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น และจำกัดให้ผู้ลงทะเบียนสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมได้เพียง 1 จังหวัดเท่านั้น โดยมีโควตาทั้งสิ้น 300 คน
ผู้เข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นเมื่อลงทะเบียนที่จุดลงทะเบียนแล้ว จะได้รับบัตรสำหรับค่าเดินทาง 400 บาทและคูปองอาหารในวันงาน โดยจะต้องนำสำเนาบัตรประชาชนที่รับรองสำเนาถูกต้องมายืนยันสิทธิจำนวน 3 ฉบับ
อย่างไรก็ดี สำหรับผู้สนใจสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นออนไลน์ได้ที่http://www.wateropm.org/questionnaire/ โดยจะทำการปิดรับความคิดเห็นภายใน 7 วันหลังจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อประเมินผลข้อมูล
แต่หากไม่ลงทะเบียนล่วงหน้า ก็จะไม่มีสิทธิเข้าร่วมในห้องประชุมใหญ่ โดยจะมีบริเวณสำหรับ ‘ผู้สังเกตการณ์’ โดยจะได้รับชมการถ่ายทอดสดจากในห้องประชุมใหญ่ ไม่ได้รับแบบสอบถาม และไม่ได้รับสิทธิให้เข้าร่วมในกิจกรรมห้องย่อย
หลังจากลงทะเบียนเสร็จเรียบร้อย ผู้เข้าร่วมจะได้รับสติกเกอร์ระบุเบอร์และแสดงตนว่าเป็นผู้เข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อเข้าร่วมรับฟังข้อมูลในห้องประชุมใหญ่เพื่อชมวีดีทัศน์จากผู้ดำเนินเวที โดยจะเริ่มต้นด้วยภาพอุทกภัยและความเสียหายที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2554 ซึ่งสามารถรับชมได้ทาง http://www.wateropm.org/projectdetail/
เมื่อรับชมวีดีทัศน์เสร็จ ผู้เข้าร่วมเวทีก็จะเดินทางแยกย้ายไปตามห้องย่อยต่างๆ ซึ่งมีจำนวนคนไม่เท่ากันตามลักษณะสถานที่ โดยผู้เข้าร่วมแต่ละห้องจะถูกกำหนดไว้ตั้งแต่การลงทะเบียน
ผู้เข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นในห้องย่อยเล่าให้เราฟังว่า เมื่อเข้าไปในห้องสิ่งแรกที่ให้ทำคือแบบสอบถามความคิดเห็น ก่อนที่จะเปิดเวทีอิสระให้ทั้งผู้เห็นด้วยและผู้ไม่เห็นด้วยแสดงความเห็น โดยมีเจ้าหน้าที่ในห้องเป็นผู้บันทึกความเห็นเหล่านั้น
“พี่ไม่ได้แสดงความคิดเห็นไป เพราะแทบไม่รู้เรื่องเลยว่าเขาทำอะไรกัน”เสียงสะท้อนเล็กๆจากหญิงวัยปลาย 40 จาก อ.คลองลาน สะท้อนให้เราฟัง
จากแบบสอบถามในเว็บไซต์ จะเห็นได้ว่านี่คือแบบสำรวจความรู้ความเข้าใจในแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เช่น รู้จักแผนแม่บทการจัดการน้ำหรือไม่ ให้ความสำคัญหรือไม่ และคิดว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ยากจะนำมาตีความว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกี่เปอร์เซ็นต์
นอกจากนี้ บริเวณหน้าห้องประชุมใหญ่ จะมีนิทรรศการที่จัดอย่างสวยงาม ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแผนแม่บทโดยแบ่งออกเป็นแต่ละ Module ซึ่งแต่ละ Module จะมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ ผมจึงได้โอกาสเข้าไปศึกษาและพูดคุย พบว่าเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ให้ข้อมูลตรงกันคือ ที่มานำเสนอเป็นเพียง Conceptual Plan ซึ่งอาจมีการปรับเปลี่ยนได้หลังจากการรวบรวมความคิดเห็น
หลายประเด็นที่แม้แต่ผู้ให้ความรู้เองยังตอบไม่ได้เนื่องจากไม่ได้ลงพื้นที่สำรวจจริง เช่น คำถามที่ว่าอ่างเก็บน้ำคลองสวนหมากจะส่งผลกระทบต่อชุมชนวุ้งกระสัง ชุมชนกะเหรี่ยงเก่าแก่ในอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้าหรือไม่ เจ้าหน้าที่ให้ความรู้กลับไม่เข้าใจ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีหมู่บ้านอยู่ในอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า
จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ชาววุ้งกระสังที่เดินทางมาจากผืนป่า จะถูกกีดกันให้นั่งอยู่ด้านหน้า ไม่ให้เข้าร่วมเวทีแสดงความคิดเห็น ทั้งยังถูกนายอำเภอไล่ให้กลับเพราะ ‘ไม่เกี่ยวข้อง’ กับโครงการนี้
นิทรรศการที่จัดอย่างสวยงาม กลับแทบไม่ได้มีข้อมูลผลกระทบด้านลบ ไม่มีส่วนไหนอธิบายว่าต้องเวนคืนที่ดินกี่ไร่ ชุมชนอะไร หมู่บ้านอะไรที่จะได้รับผลกระทบ หรือแม้แต่การสูญเสียพื้นที่ป่ากี่ไร่ หากมีการก่อสร้างจริง
แม้แต่ประชาชนที่เห็นด้วยก็ได้ครับข้อมูลไม่ครบถ้วน เพราะพวกเขาคิดว่าการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำจะทำให้พวกเขามีน้ำใช้ตลอดปี ทั้งๆที่ในความเป็นจริง โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านนั้น จุดมุ่งหมายอยู่ที่การป้องกันอุทกภัย ดังนั้นงบประมาณที่นำมาใช้ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ จะไม่รวมถึงระบบชลประทาน ซึ่งในส่วนนี้ต้องรอให้กรมชลประทานพัฒนาตามงบปกติ
เวทีรับฟังความคิดเห็น จ.กำแพงเพชร เป็นหนึ่งในตัวอย่างอันดีที่สะท้อนการสื่อสารด้านเดียวของรัฐบาล นำเสนอแต่ด้านที่สวยงามและการพัฒนา โดยหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงผลกระทบที่ทรัพยากรธรรมชาติหรือบางกลุ่มคนจะได้รับ อีกทั้งยังเป็นการกีดกันทางอ้อมกับผู้เข้าร่วมงานที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ต
อีกไม่ถึงหนึ่งเดือน เวทีรับฟังความคิดเห็นเหล่านี้ก็จะจบลง สิ่งที่เราทำได้ก็คือจับตามองว่า หลังการรับฟังความคิดเห็นเหล่านี้แล้ว ท่าทีของรัฐบาลต่อโครงการน้ำ 3.5 เสนล้านจะเป็นอย่างไรต่อไป
กำแพงเพชรผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมาซึ่งถือเป็นเวทีแรกนับตั้งแต่การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นที่เกิดความวุ่นวายเนื่องจากมีการปะทะระหว่างผู้ไม่เห็นด้วยกับโครงการและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลความสงบเรียบร้อย

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นให้สังคมสนใจกระบวนการในเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการน้ำ 3.5 แสนล้าน ถึงความชอบธรรมและความโปร่งใสในการจัดงาน ผู้เขียนจึงนำโอกาสนี้มาตีแผ่กระบวนการรับฟังความคิดเห็น โดยยึดตามกรณีศึกษาที่ จ.กำแพงเพชร
 

จับตา 4 เขื่อน เมืองกำแพงเพชร

อีเมล พิมพ์ PDF
กำแพงเพชร เป็นหนึ่งในกลุ่มจังหวัดทางภาคเหนือตอนล่างที่ถือว่าครบเครื่องในเรื่องการท่องเที่ยว เพราะนอกจากจะเป็นที่ตั้งของมรดกโลกคือ ‘อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร’ แล้ว ในจังหวัดยังมีพื้นที่ธรรมชาติซึ่งอยู่ในกลุ่มป่าตะวันตกอย่างอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ บริเวณช่องเย็น อุทยานแห่งชาติคลองลาน และอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า ทั้งยังถือเป็นจังหวัดที่มีผลผลิตทางการเกษตรสูงเป็นอันดับต้นๆของประเทศไทยอีกด้วย
น่าเสียดายที่พื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำ แหล่งมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมแห่งนี้กำลังถูกคุกคามโดยโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ทั้งเป็นจังหวัดต้นทางในการก่อสร้างทางผันน้ำ (Flood Diversion Channel)ที่ อ.ขาณุวรลักษณ์ ไล่มาทาง อ.คลองขลุง และยังเป็นที่ตั้งของอ่างเก็บน้ำตามแผนอีก 2 แห่งคือ อ่างเก็บน้ำคลองขลุงล่าง และอ่างเก็บน้ำคลองสวนหมาก ยังไม่นับอ่างเก็บน้ำอีก 2 แห่งคืออ่างเก็บน้ำคลองวังเจ้า และอ่างเก็บน้ำคลองปลาสร้อย ที่อยู่ในช่วงการศึกษาเบื้องต้น และจะก่อสร้างตามงบประมาณปกติ
ในบทความนี้ ผู้เขียนจะพาไปรู้จักกับพื้นที่ที่จะก่อสร้างทั้ง 4 อ่างเก็บน้ำใน จ.กำแพงเพชร รวมทั้งข้อมูลพื้นฐานของอ่างเก็บน้ำแต่ละแห่ง
ในเบื้องต้นคงต้องอธิบายความแตกต่างของ ‘เขื่อน’ และ ‘อ่างเก็บน้ำ’ ที่หลายคนอาจสงสัยว่าเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร เพราะในแผนบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านนั้นได้เปลี่ยนคำจาก ‘เขื่อน’ เป็น ‘อ่างเก็บน้ำ’ ทั้งหมด
‘เขื่อน’ จะหมายถึงสิ่งปลูกสร้างใดๆก็ได้ที่มาขวางเส้นทางน้ำไหลตามธรรมชาติ ซึ่งที่เราคุ้นเคยกันก็เช่นเขื่อนคอนกรีต เช่นเขื่อนภูมิพล หรือเขื่อนหินถมแกนดินเหนียว เช่นเขื่อนรัชชประภา ส่วน ‘อ่างเก็บน้ำ’ คือบริเวณที่น้ำจะเอ่อสูงเพื่อกักเก็บน้ำ โดยจะอยู่ด้านหลังแนวเขื่อน
สรุปแล้วทั้งสองคำคือสองส่วนที่ประกอบกัน แต่ไม่ได้มีควาหมายแตกต่างจากที่เราเข้าใจ แต่ที่ต้องเปลี่ยนคำก็เพื่อลดแรงต้านจากภาคประชาชน
อ่างเก็บน้ำคลองวังเจ้า กระทบพื้นที่ป่าอนุรักษ์ อุทยานห่งชาติคลองวังเจ้า
1 (ซ้าย) บริเวณจุดชมวิวผาตั้ง (ขวา) คลองวังเจ้า และผืนป่าบริเวณที่จะถูกน้ำท่วมหากมีการก่อสร้างเขื่อน
ข้อมูลพื้นฐาน: ความจุ 37.91 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทาน 38,120 ไร่ งบประมาณ 300 ล้านบาท
อ่างเก็บน้ำคลองวังเจ้า ถือว่าเป็นหนึ่งในโครงการก่อสร้างที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ต่ำ เนื่องจากเป็นโครงการที่ยังไม่ได้ทำการศึกษาเบื้องต้น แต่นับว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ ‘ศักยภาพ’ ในการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ เนื่องจากในอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้ามีลักษณะเป็นเทือกเขาสูงชัน โดยจุดที่คาดว่าจะใช้ในการก่อสร้างคือบริเวณผาตั้ง ซึ่งเลยเข้าไปจากที่ทำการอุทยานฯประมาณ 3 กิโลเมตรหรือบริเวณน้ำตกคลองวังเจ้า ซึ่งเป็นน้ำตกสูงที่อยู่ไม่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯมากนัก
แม้ว่าอ่างเก็บน้ำดังกล่าวจะยังไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้ ไม่มีการระบุจุดสันเขื่อน และไม่ได้มีอยู่ในโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน อีกทั้งหากจะมีการก่อสร้าง ต้องมีการทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) เช่นเดียวกับเขื่อนแม่วงก์ แต่หากมีการก่อสร้างจริง ก็นับว่าเป็นเขื่อนที่กระทบต่อผืนป่าไม่น้อยกว่าเขื่อนแม่วงก์
อ่างเก็บน้ำคลองสวนหมาก กระทบพื้นที่ป่าอนุรักษ์ อุทยานห่งชาติคลองวังเจ้า และอุทยานแห่งชาติคลองลาน
2 (ซ้าย) คลองสวนหมาก บริเวณที่จะเป็นสันเขื่อน (ขวา) ฝายคลองสวนหมาก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ข้อมูลพื้นฐาน: ความจุ 94.92 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทาน 50,624 ไร่ งบประมาณ 1,627 ล้านบาท
ถัดมาไม่ไกลจากอ่างเก็บน้ำคลองวังเจ้า บริเวณคลองสวนหมาก สายน้ำที่เป็นเส้นขีดคั่นอุทยานคลองวังเจ้าและคลองลานออกจากกัน เป็นหนึ่งในพื้นที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองสวนหมาก ซึ่งเป็นโครงการที่บรรจุอยู่ในแผนบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท
นอกจากโครงการนี้จะเป็นการทำลายป่าอนุรักษ์แล้ว ยังส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชนวุ้งกระสังข์ ชุมชนกะเหรี่ยงเผ่าปกากะญอที่ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับผืนป่ามาก่อนก่อตั้งกรุงเทพฯเสียด้วยซ้ำ แต่มีอันต้องย้ายพื้นที่ทำกินครั้งแล้วครั้งเล่าหลังจากการประกาศพื้นที่อุทยานฯทับซ้อนพื้นที่ชุมชน จนในที่สุดก็มาลงหลักปักฐานอยู่ที่วุ้งกระสังข์ อุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า ซึ่งหากมีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองสวนหมากจริง หมู่บ้านแห่งนี้อาจถูกลบหายไปจากแผนที่
ที่น่าแปลกใจคือราว 300 เมตร จากบริเวณสันเขื่อนอ่างเก็บน้ำคลองสวนหมาก เป็นที่ตั้งของฝายคลองสวนหมากอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แต่ปัจจุบัน สภาพฝายและลำน้ำในบริเวณดังกล่าวขาดการดูแลรักษา ลำคลองตื้นเขิน มีสันทรายและกอหญ้าเป็นระยะ นอกจากนี้ยังไม่มีการบริหารจัดการ สะท้อนให้เห็นว่าแผนบริหารจัดการน้ำแทบจะมองข้ามสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่เดิม โดยมุ่งเน้นการก่อสร้างใหม่ ซึ่งเป็นการใช้งบประมาณอย่างสิ้นเปลือง
อ่างเก็บน้ำคลองขลุงล่าง กระทบพื้นที่ทำกินประชาชน ต.คลองลานพัฒนา
1(ซ้าย) พื้นที่บริเวณสันเขื่อน อ่างเก็บน้ำคลองขลุงล่าง (ขวา)ป้ายคัดค้านโดยชุมชน
ข้อมูลพื้นฐาน: ความจุ 20.46 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทาน 10,125 ไร่ งบประมาณ 200 ล้านบาท
อ่างเก็บน้ำคลองขลุงล่าง ตั้งอยู่บริเวณบ้านแม่พืข และบ้านแปลงสี่ ซึ่งบริเวณที่จะเป็นอ่างเก็บน้ำจะท่วมที่ทำกินของประชาชนราว 300 ครัวเรือน และยังเพิ่มความเสี่ยงในการลักลอบทำผิดกฎหมายทั้งการตัดไม้และล่าสัตว์ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวจะถูกโอบล้อมด้วยเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ โดยมีสันเขื่อนยาวประมาณ 1.2 กิโลเมตร
โครงการดังกล่าวถูกบรรจุอยู่ในแผนบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และถือว่าเป็นอ่างเก็บน้ำที่มีแรงต้านจากประชาชนมากที่สุด โดยเฉพาะพื้นที่ที่จะถูกเวนคืน ซึ่งตลอดเส้นทางเข้าหมู่บ้านจะสามารถเห็นป้ายแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำดังกล่าวเป็นระยะ
อ่างเก็บน้ำคลองปลาสร้อย กระทบพื้นที่ทำกินบ้านคลองปลาสร้อย และพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์
2 (ซ้าย) ผืนป่าที่ถูกฟื้นฟูหลังการย้ายคนออกจากป่าอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ (ขวา) เครื่องหมายที่ชาวบ้านพบหลังจากที่กรมชลประทานลงพื้นที่สำรวจ
พี่เจี๊ยบ นฤดล โพธิ์ทรง ประชาชนในพื้นที่บ้านคลองปลาสร้อยบอกกับเราว่า ประมาณ 2 ปีที่แล้วได้มีรถกรมชลประทานเดินทางมาสำรวจพื้นที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองปลาสร้อย ก่อนจะพาเราไปยังบริเวณที่มีการถากเปลือกไม้เพื่อพ่นสีไว้ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นบริเวณที่จะทำเป็นสันเขื่อน เนื่องจากมีลักษณะเช่นเดียวกับบริเวณที่จะก่อสร้างเป็นสันเขื่อนอ่างเก็บน้ำคลองขลุงล่าง
“แต่ก่อนเราทำกินก่อนประกาศอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ แต่พอมีการประกาศก็โดนเขาไล่ออกมา แล้วนี่ถ้ามาไล่ที่กันอีกเราก็ไม่รู้จะไปอยู่ไหน” พี่เจี๊ยบอธิบายกับเรา ก่อนชี้ไปยังผืนป่าที่จะกลายเป็นผืนน้ำหากมีการสร้างเขื่อน “ดูตรงนู้นสิ ต้นสักทั้งนั้น เขาปลูกตั้งแต่ย้ายเราออกมา ตอนนี้น่าจะประมาณ 20 ปีได้”
แม้ว่าอ่างเก็บน้ำคลองปลาสร้อยจะไม่ถูกบรรจุอยู่ใน 18 โครงการตามโมดูล A1 แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถก็สร้างได้ตามงบประมาณปกติของกรมชลประทาน และแน่นอนว่า หากมีการก่อสร้างจริง ก็จะเปิดบาดแผลให้กับผืนป่าใหญ่ที่กำลังฟื้นตัว
เขื่อนกำแพงเพชร เป็นหนึ่งในกลุ่มจังหวัดทางภาคเหนือตอนล่างที่ถือว่าครบเครื่องในเรื่องการท่องเที่ยว เพราะนอกจากจะเป็นที่ตั้งของมรดกโลกคือ ‘อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร’ แล้ว ในจังหวัดยังมีพื้นที่ธรรมชาติซึ่งอยู่ในกลุ่มป่าตะวันตกอย่างอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ บริเวณช่องเย็น อุทยานแห่งชาติคลองลาน และอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า ทั้งยังถือเป็นจังหวัดที่มีผลผลิตทางการเกษตรสูงเป็นอันดับต้นๆของประเทศไทยอีกด้วย

น่าเสียดายที่พื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำ แหล่งมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมแห่งนี้กำลังถูกคุกคามโดยโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ทั้งเป็นจังหวัดต้นทางในการก่อสร้างทางผันน้ำ (Flood Diversion Channel)ที่ อ.ขาณุวรลักษณ์ ไล่มาทาง อ.คลองขลุง และยังเป็นที่ตั้งของอ่างเก็บน้ำตามแผนอีก 2 แห่งคือ อ่างเก็บน้ำคลองขลุงล่าง และอ่างเก็บน้ำคลองสวนหมาก ยังไม่นับอ่างเก็บน้ำอีก 2 แห่งคืออ่างเก็บน้ำคลองวังเจ้า และอ่างเก็บน้ำคลองปลาสร้อย ที่อยู่ในช่วงการศึกษาเบื้องต้น และจะก่อสร้างตามงบประมาณปกติ
 

ผลกระทบต่อชุมชนริมน้ำโขง จากโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

อีเมล พิมพ์ PDF
ณ เวลานี้ หากพูดถึง "เขื่อน" และการขายฝันประหนึ่งยาสารพัดประโยชน์แล้ว สิ่งหนึ่งที่สังคมมิอาจมองข้ามและ "ต้องรู้" ควบคู่ไปด้วย คือผลกระทบในด้านต่างๆ ที่จะตามมา ซึ่งป็นที่ทราบกันดีว่า เขื่อนที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยหรือนานาประเทศนั้นล้วนแต่สร้างตราบาปขนาดใหญ่ให้กับทรัพยากรธรรมชาติมามากมาย ในวันนี้การมองผลกระทบของเขื่อนให้ออก  จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ไม่อาจละเลยไปได้แม้แต่ประเด็นเดียว โดยเฉพาะเขื่อนบางแห่งที่ไม่ได้ส่งกระทบเพียงแค่ทรัพยากรป่าไม้หรือสัตว์ป่า แต่ยังรวมไปถึงด้านสังคม วัฒนธรรม ตลอดจนเศรษฐกิจท้องถิ่น ดังเช่นข้อมูลจากการศึกษาผลกระทบต่อชุมชนริมน้ำโขง จากโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำที่นำเสนอต่อไปนี้
ผลสรุปการศึกษาโครงการศึกษาผลกระทบต่อชุมชนริมน้ำโขง จากโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ผลกระทบด้านวัฒนธรรม ประเพณี
การศึกษาในพื้นที่ของสภาองค์กรชุมชนตำบลทั้งหมด 15 ตำบล ในด้านประวัติความเป็นมา และวัฒนธรรมประเพณีนั้น พบว่า ทุกชุมชนต่างมีประวัติความเป็นมาของการ
ตั้งถิ่นฐานที่ยาวนาน มีความเป็นเอกลักษณฺของตนเอง และทุกแห่งต่างมีประวัติของความสัมพันธ์ของชุมชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขงมานานนับร้อยๆ ปี อาทิเช่น ประวัติความ
เป็นมาของเมืองเวียงคุก ในจังหวัดหนองคาย มีความใกล้ชิดกับประวัติศาสตร์บางช่วงของประเทศ สปป.ลาว ในปัจจุบันมาก หรือในบางตำบลยังคงมีกิจกรรมด้านประเพณี
ร่วมกัน เช่น พิธีเลี้ยงผีดอนเจ้า บนดอนเจ้า ของชาวบ้านฝั่งสปป.ลาว ซึ่งชาวบ้านจากตำบลบ้านม่วง อำเภสังคม จังหวักหนองคาย จะไปร่วมพิธีทุกปี นอกเหนือจากใน
ปัจจุบันจะมีพิธีการแข่งเรือ ในช่วงก่อนวันออกพรรษา ก็จะมีเรือจากทั้งสองฝั่งมาร่วมการแข่งขัยประเพณีนี้เป็นประจำทุกปี
ในบางตำบลอาจจะมีประเพณีเฉพาะถิ่น เช่น พิธีกรรมเลี้ยงปูตาศาลเจ้าพ่อกุดเปง และพิธีกรรมเลี้ยงขึ้น - เลี้ยงลง ของชาวประมงในในตำบลหอคำและไคสี อำเภอเมือง
จังหวัดบึงกาฬ พิธีเซ่นไหว้ ศาลหลักหมื่น ของชาวตำบลเชียงคาน ในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี ชาวประมงเชียงคานและใกล้เคียงที่มาหาปลาบริเวณแม่น้ำโขงจะมีการตั้ง
ศาลเซ่นไหว้
ผลกระทบด้านหากมีการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์
กิจกรรมการผลิตที่พึ่งพาแม่น้ำโขงทั้งหมดของชาวบ้านนั้น เกิดขึ้นบนฐานความรู้ต่อระบบนิเวศแม่น้ำโขงของชุมชน ซึ่งชาวบ้านได้จำแนกระบบนิเวศย่อยอีกเป็นจำนวนมาก
และมีความสัมพันธ์โดยตรงกับจังหวะการขึ้นลงของแม่น้ำโขงตามฤดูกาล และวัฎจักรวงจรชีวิตและอพยพของปลาในแม่โขง และสัตว์น้ำอื่นๆ คือ เป็นแหล่งวางไข่ และ
อนุบาลตัวอ่อน, แหล่งอาหาร, แหล่งที่อยู่อาศัย/ที่พัก และหลบซ่อนศัตรู ระบบนิเวศย่อยได้ทำให้เกิด "พื้นที่การประมง" ที่แปรผันไปตามฤดูกาลหรือจังหวะของกระแสน้ำ
เช่น ลวงไหลมอง
นอกจากนั้นแล้วระบบนิเวศย่อยยังเป็นตัวกำหนดการใช้เครื่องมือประมงด้วยเช่นกัน ระบบนิเวศย่อยที่พบในพื้นที่ศึกษา 15 ตำบล มี 13 ระบบ ได้แก่ แก่ง, คก, ลวงมอง, คอน,
ดอน, บุ่ง, น้ำแก่ง, ตาดหิน, ถ้ำ, ห้วย, คัน, หนอง
ระบบนิเวศย่อยในบางตำบลเป็นสถานที่ท่องเที่ยวตามฤดูกาล เช่น ดอนส้มโฮง ที่ตำบลสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี, หาดทรายทอง ที่ตำบลพระกลางทุ่ง จังหวัดนครพนม,
แก่งอาฮง หรือสะดือแม่น้ำโขง ที่ตำบลไคสี จังหวัดบึงกาฬ, หนองบัวแดง ที่ตำบลเวียงคุก จังหวัดหนองคาย, หาดทราบและเกาะแก่ง ที่ตำบลบ้านม่วง จังหวัดหนองคาย,
แก่งคุดคู้ ที่ตำบลเชียงคาน จังหวัดเลย, แก่งกะเบา ที่ตำบลปงขาม จังหวัดมุกดาหารเป็นต้น
ระบบนิเวศย่อยที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านี้ สามารถสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านในท้องถิ่นในอีกทางหนึ่งด้วย และในการสำรวจพันธุ์สัตว์น้ำโดยรวมนั้น ยังคงพบพันธุ์
สัตว์น้ำในแม่น้ำโขงอย่างน้อย 138 ชนิด
ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงต้องพึ่งพาฐานทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น ทั้งเพื่อความมั่นคงทางอาหารและเป็นแหล่งรายได้จุนเจือครอบครัว ทั้งในด้านการเกษตร และจาก
ฐานทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ ป่าไม้, แหล่งน้ำธรรมชาติ (เช่น แม่น้ำโขง, ลำห้วย, หนองน้ำ ฯลฯ) ถึงแม้ว่าในภาพรวมจะมีการพัฒนาเศรษฐกิจนอกภาคเกษตรไปมากแล้ว
เช่น การรับจ้างนอกภาคเกษตร, การประกอบอาชีพด้านพาณิชยกรรม หรือการรับราชการ เป็นต้น
ผลกระทบต่อวิถีการดำรงชีวิตและเศรษฐกิจชุมชน
ในส่วนที่เกี่ยวข้องวิถีการดำรงชีพที่ต้องพึ่งพาแม่น้ำโขงนั้น เช่น การประมง,  การปลูกพืชริมตลิ่งแม่น้ำโขงในฤดูแล้ง, การปลูกข้าวโดยใช้น้ำโขง, การร่อนทอง, และผู้
ประกอบด้านที่พักในแหล่งท่องเที่ยวของแม่น้ำโขง พบว่าครัวเรือนที่ประกอบอาชีพประมงมีรายได้เฉลี่ยจากการขายปลาสดในปี 2555 (ของ 11 ตำบล จำนวน 305 ครอบครัว)
เท่ากับ 22,568 บาทต่อครอบครัวต่อปี โดยตำบลที่มีรายได้เฉลี่ยสูงสุดคือ ตำบลเชียงคาน จังหวัดเลย มีรายได้เฉลี่ยเท่ากับ 86,438 บาทต่อครอบครัวต่อปี ขณะที่ตำบลชานุมาน
จังหวัดอำนาจเจริญ มีรายได้เฉลี่ยต่ำสุดเท่ากับ 2,561 บาท ต่อครอบครัวต่อปี
มูลค่าทางเศรษฐกิจจากการปลูกพืชริมตลิ่งแม่น้ำโขง (จากแบบสอบถาม 193 ครอบครัว) พบว่า ตำบลเวียงคุก จังหวัดหนองคาย มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเฉลี่ยสูงสุด เท่ากับ 36,255
บาทต่อปี และที่มีมูลค่าทางเศษรฐกิจการเกษตรริงโขงต่ำที่สุด  คือ ตำบลเชียงคานเท่ากับ 5,144 บาทต่อปี ตำบลที่มีมูลค่าเฉลี่ยทางเศรษฐกิจเฉลี่ยเกษตรริมโขงรองลงมา คือ
ตำบลสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี ตำบลหอคำ จังหวัดบึงกาฬ ตำบลบ้านม่วง จังหวัดหนองคาย ตำบลโคกสาร จังหวัดอำนาจเจริญ ตำบลไคสี จังหวัดบึงกาฬ ตำบลบุฮม
จังหวัดเลย ตำบลชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ มีมูลค่าทางเศรษฐกิจริมโขงเฉลี่ยเท่ากับ 30,110, 25,060, 16,195, 8,204, 5,956, 5,928, 5,562 และ 5,144 บาทต่อปีตามลำดับ
การปลูกข้าวใช้น้ำโขง (จากแบบสอบถาม 3 ตำบล) สามารถระบุมูลค่าทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 4,246 บาทต่อไร่ โดยแยกเป็นตำบลบ้านหม้อ ตำบลเวียงคุก และตำบลพระกลางทุ่ง
เท่ากับ 2,459, 3,860 และ 6,420 บาทต่อไร่ตามลำดับ
การร่อนทอง (จากแบบสอบถามชาวบ้าน ตำบลปากชม จำนวน 13 ราย) พบว่าชาวบ้านส่วนใหญ่มีรายได้ซึ่งอยู่ในช่วง 10,001 - 15,000 บาท และช่วง 5,001 - 10,000 บาท ซึ่ง
มีชาวบ้านที่มีรายได้เท่ากัน ช่วงละ 5 คน
ผู้ประกอบการที่พักในเขตตำบลเชียงคาน (จากแบบสอบถาม 25 ราย) ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีรายได้ในช่วง 5,001 - 10,000, 20,001 - 25,000 และ 30,001 - 35,000 บาทต่อปี
โดยจำนวนเท่ากัน คือ ช่วงละ 4 คน
การเปลี่ยนแปลงระดับแม่น้ำของแม่น้ำโขง ชาบ้านในพื้นที่ศึกษาได้สังเกตเห็นมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ทั้งการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติในฤดูแล้งและในฤดูฝน ซึ่ง
ต่างส่งผลกระทบต่อกิจกรรมการผลิตที่พึ่งพาแม่น้ำโขงทั้งในด้านรายได้และการบริโภค เช่น จากการสอบถามชาวประมงจำนวนร 335 รายได้ให้ความเห็นว่า ระดับน้ำโขงที่
ขึ้นลงผิดปกตินี้จะส่งผลต่อการอพยพและการวางไข่ของปลาในแม่น้ำโขงจำนวน 298 ราย หรือร้อยละ 89 ในจำนวนนี้ ให้ความเห็นว่าจะส่งผลกระทบมากจำนวน 158 ราย
หรือร้อยละ 53
ชาวบ้านส่วนใหญ่ (จากแบบสอบถามประมงรายครัวเรือนจำนวน 340 ราย จาก 10 ตำบล) เชื่อว่าความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อนในจีน ให้คะแนนรวม 281 คะแนน
สาเหตุรอง คือ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพดิน ฟ้า อากาศผิดปกติ ให้คะแนนรวม 267 คะแนน ซึ่งชาวบ้านเห็นว่าไม่สามารถควบคุมสาเหตุได้ ทั้งเขื่อนในจีน และสภาพ
ภูมิอากาศ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ก็ยังคงส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร หรือภาคการผลิตอื่นๆ ที่ต้องเกี่ยวข้องกับแม่น้ำโขงไม่แตกต่างจากภาคประมง
ผลกระทบที่สำคัญประการหนึ่งของระดับแม่น้ำโขงที่เปลี่ยนแลงผิดปกตินี้ได้สร้างปัญหาการพังทลายของตลิ่งแม่น้ำโขง การศึกษาความเสียหายทางเศรษฐกิจจากตลิ่งพัง
ในปี 2556 ในจังหวัดเลย และมุกดาหาร จำนวน 14 ราย พบว่ามีพื้นที่ตลิ่งพังรวม 26.75 ไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวม 8,350,000 บาท
แผนการสร้างเขื่อนไซยะบุรี และเขื่อนไฟฟ้าอื่นๆ บนแม่น้ำโขงสายหลัก จะเกิดผลกระทบที่รุนแรงต่อระบบนิเวศของแม่น้ำโขง และชุมชนที่ยังต้องอาศัยฐานทัพยากร
ธรรมชาติจากแม่น้ำโขง รายงานของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงชี้ว่า การสร้างเขื่อนไฟฟ้าบนแม่น้ำโขงตอนล่างทั้ง 12 เขื่อน จะทำให้แม่น้ำโขงกลายเป็นอ่างเก็บน้ำถาวรถึง
ร้อยละ 54 ของความยาวลำน้ำ ชนิดพันธุ์ปลาอย่างน้อย 41 สายพันธุ์จะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ มีประชากรอย่างน้อย 106,942 คนจะได้รับความเดือดร้อนโดยตรงจากเขื่อนทั้ง 12
แห่ง สูญเสียมูลค่าทางการประมงอาจมีสูงถึง 476 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี หรือคิดเป็นปริมาณปลา โดยปริมาณจะอยู่ระหว่าง 550,000 - 880,000 ตัน และปริมาณโปรตีนที่ตก
อยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะต้องสูญเสียไปรายปีอาจสูงถึง 110% ของผลผลิตโคกระบือรายปีในปัจจุบันของสปป.ลาว และกัมพูชารวมกัน และจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ระดับน้ำโขงที่รุนแรงในระดับชั่วโมงต่อชั่วโมงหรือแบบรายวัน
สรุปผลกระทบ
โดยสรุปแล้ว วิถีชีวิตของคนชุมชนริมโขงยังพึ่งพาอาศัยความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศน์และธรรมชาติที่ได้เรียนรู้และสืบทอดกันมา เช่น การขึ้นลงตามฤดูกาล การอพยพของปลา
ในแม่น้ำโขงสายหลักและแม่น้ำสาขา มีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก ขีดความสามารถในการปรับตัวของชุมชนต่อสภาพการณ์ผิดธรรมชาติดังกล่าวเป็นความเสี่ยงและ
ความเปราะบาง (Vulnerability) ที่ทำให้ชุมชนริมน้ำโขงหาทางออกได้ยากยิ่ง ศักยภาพปรับตัวของชุมชนทั้งด้านการเกษตรที่เกิดจากน้ำโขงหลากท่วมและน้ำแห้ง การ
ประมงในแม่น้ำโขงสายหลักและแม่น้ำสาขา ตลิ่งพัง อาชีพร่อนทอง การประกอบการที่พักที่มีแตกต่างกัน แต่โดยภาพรวมส่วนใหญ่อยู่ในความวิตกกังวล ไม่มีความมั่นคง
ในชีวิต
ปัญหาการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงทำให้ภูมิปัญญาดั้งเดิมในการหาอยู่หากินสูญหายไปเท่านั้น แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังส่งผลต่อความสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของ
ธรรมชาติ เช่น การลดลงทั้งปริมาณและความหลากหลายของปลา ซึ่งเป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งโปรตีนราคาถูก และแหล่งรายได้ที่ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยการเลี้ยงปลา
แนวโน้มด้านสุภาวะ การขาดแคลน ความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนการถูกบังคับให้โยกย้ายถิ่นฐาน การอพยพแรงงานเข้าเป็นคนจนเมือง อย่างไม่เต็มใจ จึงเป็นสิ่งที่จะ
เห็นได้โดยง่ายในอนาคตอันใกล้
ที่มา ผลสรุปการศึกษาโครงการศึกษาผลกระทบต่อชุมชนริมน้ำโขง จากโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  ศึกษาเมื่อมกราคม - กันยายน 2556
ภาพประกอบ mekong-delta.org
น้ำโขงณ เวลานี้ หากพูดถึง "เขื่อน" และการขายฝันประหนึ่งยาสารพัดประโยชน์แล้ว สิ่งหนึ่งที่สังคมมิอาจมองข้ามและ "ต้องรับรู้" ควบคู่ไปด้วย คือผลกระทบในด้านต่างๆ ที่จะตามมา ซึ่งป็นที่ทราบกันดีว่า เขื่อนที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยหรือนานาประเทศนั้นล้วนแต่สร้างตราบาปขนาดใหญ่ให้กับทรัพยากรธรรมชาติมามากมาย ในวันนี้การมองผลกระทบของเขื่อนให้ออก  จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ไม่อาจละเลยไปได้แม้แต่ประเด็นเดียว โดยเฉพาะเขื่อนบางแห่งที่ไม่ได้ส่งกระทบเพียงแค่ทรัพยากรป่าไม้หรือสัตว์ป่า แต่ยังรวมไปถึงด้านสังคม วัฒนธรรม ตลอดจนเศรษฐกิจท้องถิ่น ดังเช่นข้อมูลจากการศึกษาผลกระทบต่อชุมชนริมน้ำโขง จากโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำที่นำเสนอต่อไปนี้
 

ภัยคุกคามแม่น้ำโขง : ยับยั้งโครงการเขื่อนดอนสะโฮง

อีเมล พิมพ์ PDF
แถลงการณ์ถึงนายกรัฐมนตรี เรื่อง ภัยคุกคามแม่น้ำโขง : ขอเรียกร้องให้ประมุขรัฐบาลของประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง ดำเนินการยับยั้งโครงการเขื่อนดอนสะโฮงโดยทันที
เรา พันธมิตรปกป้องแม่น้ำโขง  รู้สึกหวั่นวิตกในแผนการของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่เสนอให้สร้างเขื่อนดอนสะโฮงขึ้นในบริเวณใจกลางของพื้นที่สีพันดอน ซึ่งเป็นพื้นที่อันมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อระบบนิเวศของแม่น้ำโขง โครงการเขื่อนดอนสะโฮงนี้ จะทำลายล้างพื้นที่ในอาณาบริเวณของทั้งสีพันดอนและแม่น้ำโขง แม่น้ำที่เป็นเสมือนมารดาของลุ่มน้ำในภูมิภาคลงไปอย่างไม่อาจที่จะเยียวยาได้อีกต่อไป
แม้แต่สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงเอง ครั้งหนึ่งยังได้เคยระบุไว้ในรายงานของตนว่า “ระบบนิเวศของสี่พันดอนนั้น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นเสมือนหนึ่งโลกใบเล็ก ๆ ใบหนึ่งที่มีระบบนิเวศที่เกาะเกี่ยวโยงใยกับแม่น้ำโขงทั้งสาย” และยังได้สรุปว่า “เนื่องจากลักษณะทางธรรมชาติอันพบได้ยากยิ่งนี้  ทุกภาคส่วนจักต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะอนุรักษ์และปกป้องพื้นที่สีพันดอนนี้จากโครงการพัฒนาใด ๆ ก็ตาม”
เขื่อนดอนสะโฮง จะเปลี่ยนแปรลักษณะของพื้นที่สีพันดอนและพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงไปอย่างมิอาจหวนคืน เขื่อนแห่งนี้จะก่อให้เกิดประตูกีดขวางกั้นทางน้ำฮูสะโฮง ที่จะทำให้ปลาไม่สามารถว่ายผ่านได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการประมงหลายคนได้เคยกล่าวว่า พื้นที่ดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นพื้นที่ที่จะก่อให้เกิดสิ่งเลวร้ายที่สุดหากเลือกเป็นพื้นที่สำหรับการสร้างเขื่อน เนื่องจากฮูสะโฮงเป็นทางน้ำที่มีปลาว่ายอพยพผ่านมากที่สุดในแม่น้ำโขง จึงเป็นจุดที่เป็นปัจจัยเกื้อหนุนที่สำคัญยิ่งต่อการประมงน้ำจืดในที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก การสร้างเขื่อนจะทำให้เกิดการจุดลอกดินและหินที่ท้องแม่น้ำในบริเวณฮูสะโฮงออกมามากกว่า 2 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อเปิดทางให้มีน้ำไหลเข้าฮูสะโฮงเป็นจำนวนมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ กำลังการผลิตติดตั้ง 260 เมกะวัตต์ของเขื่อน ย่อมถือว่าเป็นผลประโยชน์แสนกระจ้อยร่อย เมื่อเทียบกับผลกระทบด้านลบอย่างรุนแรงที่มีต่อการประมงและวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ เช่นเดียวกัน จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารของผู้คนนับล้านที่อยู่ในประเทศสปป.ลาว และในประเทศเพื่อนบ้าน คือ ประเทศกัมพูชา ประเทศไทยและประเทศเวียดนาม โครงการนี้ยังจะเป็นภัยคุกคามต่อปลาอพยพขนาดใหญ่ที่หายากและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล รวมทั้งปลาบึกและปลาเอิน ภัยคุกคามที่จะมีผลต่อการอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียวในภูมิภาคนี้ จะกลายเป็นปัญหาร้ายแรงอันจะยิ่งซ้ำเติมให้ปัญหาความขัดแย้งอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้วทั้งในประเทศและระหว่างกันให้เลวร้ายลงไปอีก
พวกเราแทบจะไม่เหลือความเชื่อถือต่อศักยภาพของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) หรือข้อตกลงแม่น้ำโขง พ.ศ. 2538 ในการจัดการกับภัยคุกคามอย่างมีประสิทธิภาพและเพียงพอ ในกรณีภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นจากเขื่อนดอนสะโฮงหรือโครงการอื่น ๆ ที่เสนอจะสร้างบนแม่น้ำโขงสายประธาน  สาเหตุที่สำคัญที่เป็นตัวบ่งชี้ คือความล้มเหลวของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงในการแก้ปัญหาความไม่ลงรอยกันระหว่างรัฐบาลของชาติสมาชิก ในประเด็นที่ว่ากระบวนการ “การปรึกษาหารือล่วงหน้า” ที่มีขึ้นเพื่อการสร้างเขื่อนไซยะบุรีนั้น ยังคงเป็นกระบวนการที่คั่งค้างอยู่ หรือได้เสร็จสิ้นไปแล้ว
รัฐบาลลาวกำลังอ้างว่าเขื่อนดอนสะโฮง “ไม่ได้ตั้งอยู่บนแม่น้ำโขงสายประธาน" และด้วยเหตุนี้เอง จึงได้ใช้กระบวนการ “แจ้งให้ทราบล่วงหน้า” แทน “กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า” ต่อประเทศเพื่อนบ้าน เราขอคัดค้านข้ออ้างนี้ของสปป.ลาวอย่างถึงที่สุด เพราะเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนไร้ข้อกังขาว่า เขื่อนดอนสะโฮงนั้นเป็นโครงการที่ตั้งอยู่ในแม่น้ำโขงสายประธาน ซึ่งจะก่อผลกระทบอย่างที่สุดต่อการไหลของกระแสน้ำและการอพยพย้ายถิ่นของปลา และจะส่งผลกระทบข้ามพรมแดนอย่างมหาศาล ด้วยเหตุผลเหล่านี้ เราเชื่อว่าคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงจะประสบความล้มเหลวอีกครั้งหนึ่งในการทำให้เกิดการจัดการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้ง และปล่อยให้การตัดสินใจในเรื่องเขื่อนดอนสะโฮงตกอยู่ในมือของรัฐบาลสปป.ลาวแต่เพียงผู้เดียว
เราเห็นด้วยกับข้อกังวลที่มีการกล่าวในสาธารณะโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลของประเทศลุ่มแม่น้ำโขง เกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้ และการขาดความโปร่งใสในโครงการเขื่อนดอนสะโฮง บุคคลเหล่านี้รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศเวียดนาม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมกัมพูชา และสมาชิกของคณะกรรมการแม่น้ำโขงระดับชาติของไทย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตระหนักถึงความเป็นห่วงเหล่านี้ เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลแม่น้ำโขงทั้งหลาย ได้เสนอต่อรัฐบาลลาวให้แสดงเคารพต่อจิตวิญญาณของการร่วมมือกันอย่างแท้จริงในภูมิภาคนี้
ในช่วงเวลาแห่งความคลุมเครือไม่ชัดเจนในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเขื่อนดอนสะโฮง รวมทั้งโครงการอื่น ๆ บนแม่น้ำโขงสายประธาน กระบวนการใด ๆ ที่กำลังดำเนินอยู่ในทุก ๆ โครงการจะต้องถูกระงับไว้ก่อน มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องจัดให้มีพื้นที่ร่วมแบบใหม่ขึ้นมาเพื่อทำการตรวจสอบ ชี้แจงและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่มีอยู่ในขณะนี้ผ่านทางกลไกการตัดสินใจระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของหลักความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ต้องมีการศึกษาในเรื่องต่าง ๆ ที่จำเป็น รวมถึงการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดนสำหรับโครงการทั้งหมดต้องเกิดขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจ
ดังนั้น พวกเรา พันธมิตรปกป้องแม่น้ำโขง ขอเรียกร้องความร่วมมือมายัง ฯพณฯ ท่าน ขอได้โปรดตระหนักถึงจิตวิญญาณของความตกลงในภูมิภาคแม่น้ำโขง และดำเนินการแทรกแซงให้ยกเลิกการสร้างเขื่อนดอนสะโฮงโดยทันที อีกทั้งระงับการตัดสินใจใด ๆ เกี่ยวกับโครงการบนแม่น้ำโขงสายประธานลงไว้ก่อน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมแก่ประชาชนทั่วทั้งภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง
การก่อสร้างโครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ในลุ่มแม่น้ำโขง คือการสังเวยแม่แห่งธรรมชาติ และวิถีชีวิตของผู้คนหลายสิบล้านคนเพื่อสิ่งที่เรียกว่าเป็น “การพัฒนา” ดังนั้น การตัดสินใจในเรื่องดังกล่าวจึงไม่ควรเป็นความรับผิดชอบของเหล่ารัฐบาลเท่านั้น รัฐบาลของประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงจักต้องตระหนักถึงสิทธิของผู้คนในลุ่มแม่น้ำโขง ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียที่เสมอภาคและเท่าเทียมกันในกระบวนการตัดสินใจ
ที่มา http://www.terraper.org/mainpage/top_stories_detail.php?tid=203
แม่น้ำโขงแถลงการณ์ถึงนายกรัฐมนตรี เรื่อง ภัยคุกคามแม่น้ำโขง : ขอเรียกร้องให้ประมุขรัฐบาลของประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง ดำเนินการยับยั้งโครงการเขื่อนดอนสะโฮงโดยทันที

เรา พันธมิตรปกป้องแม่น้ำโขง  รู้สึกหวั่นวิตกในแผนการของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่เสนอให้สร้างเขื่อนดอนสะโฮงขึ้นในบริเวณใจกลางของพื้นที่สีพันดอน ซึ่งเป็นพื้นที่อันมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อระบบนิเวศของแม่น้ำโขง โครงการเขื่อนดอนสะโฮงนี้ จะทำลายล้างพื้นที่ในอาณาบริเวณของทั้งสีพันดอนและแม่น้ำโขง แม่น้ำที่เป็นเสมือนมารดาของลุ่มน้ำในภูมิภาคลงไปอย่างไม่อาจที่จะเยียวยาได้อีกต่อไป
 

ชาวอุดรค้านเวทีน้ำ 3.5 แสนล้าน ผู้นำชุมชนชี้โครงการจัดการน้ำโดยรัฐ “โขงชีมูล” ล้มเหลว!

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่ 11 พ.ย.56 ที่ห้องประชุมฟ้าหลวงโรงแรมนภาลัย จ.อุดรธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ร่วมกับ คณะอนุกรรมการจัดทำการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี โดยการแต่งตั้งของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ. ได้จัดเวทีประชุมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โครงการเพื่อการออกแบบและก่อสร้างการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยฯ ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 ในวงเงิน  3.5 แสนล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศว่า ในเวทีการรับฟังความคิดเห็น ได้มีข้าราชการ หน่วยงานส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็น จำนวนกว่า 200 คน นอกจากนี้ก็พบว่ามีชาวบ้านจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ซึ่งเป็นกลุ่มคัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตช ประมาณ  50 คน เดินทางมาเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในเวทีและยื่นหนังสือคัดค้านการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และนายสุทธินันท์  บุญมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ที่เดินทางมาเป็นประธานกล่าวเปิดงานแทนผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย
หลังจากนั้น วิทยากรกระบวนการจัดประชุม คือ รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้เริ่มเวทีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนชาวอุดรธานี พร้อมกับนำเสนอข้อมูลโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ผ่านวีดีทัศน์ เป็นเวลาประมาณ 15 นาที แล้วจึงเปิดเวทีให้มีการแสดงความคิดเห็น โดยกำหนดให้ผู้ร่วมอภิปรายมีเวลาได้แต่ละครั้งไม่เกิน 3 นาที
รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานที่ปรึกษาสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต กล่าวว่า หากจะมีการก่อสร้างใดๆ หรือมีโครงการใหญ่ๆ ในประเทศไทย รัฐธรรมนูญระบุไว้เลยว่าจะต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึง ดังนั้น แผนแม่บทโครงการบริหารจัดการน้ำของประเทศตามที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้รับฟังความคิดเห็นของประชาชนจะทำเฉพาะในพื้นที่ 36 จังหวัดที่มีโครงการนั้นไม่ได้ ต้องจัดทำทั้ง 76 จังหวัด รวมทั้งกรุงเทพมหานครด้วยเพราะเงินที่จะไปลงตามโครงการต่างๆ นั้น เป็นเงินภาษีอากรที่จะต้องเก็บจากราษฎรทุกคน
“ที่จังหวัดอุดรธานีแม้ไม่มีโครงการตามพื้นที่ 36 จังหวัด แต่ท่านสามารถแสดงความคิดเห็นในภาพรวมได้ว่าเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับโครงการ หรือหากมีปัญหาการก่อสร้างเขื่อน การก่อสร้างคลองระบายในพื้นที่ของท่านก็เสนอแนะเข้ามาได้”
ด้านนางมณี  บุญรอด แกนนำกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ซึ่งได้ยื่นหนังสือคัดค้านเวทีการรับฟังความคิดเห็น พร้อมกล่าวว่า การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ที่มีขึ้นในภาคอีสานหลายจังหวัด ไม่ได้เป็นไปตาม มาตรา ๕๗ วรรคสอง และมาตรา ๖๗ วรรคสอง ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ และที่ศาลปกครองมีคำสั่ง ซึ่งนอกจากจะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึงแล้ว กลุ่มอนุรักษ์ฯ เห็นว่าโครงการของรัฐจะต้องมุ่งเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วม และมีความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจร่วมกันกับรัฐในการดำเนินโครงการ แต่การนำเสนอข้อมูลผ่านวีดีทัศน์เพียง 10 กว่านาที ให้ผู้เข้าร่วมได้รับชมก่อน แล้วเปิดเวทีให้แต่ละคนไม่เกิน ๓ นาที ได้อภิปรายตามข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนั้น จึงทำให้ประชาชนขาดข้อมูลอย่างรอบด้านในการพิจารณาผลดี และผลเสียของโครงการ
“การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมา มีลักษณะที่เป็นการโฆษณา และประชาสัมพันธ์โครงการ โดยให้หน่วยงานของรัฐกะเกณฑ์คนมาร่วมลงชื่อรับฟังและสนับสนุนโครงการมากว่า” นางมณีกล่าว
ขณะที่นายประภาส  อำคา กำนันตำบลอุ่มจาน อำเภอประจักษ์ศิลปาคม จังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า ชาวบ้านในพื้นที่รอบหนองหานกุมภวาปี 3 อำเภอ ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาการบริหารจัดการน้ำของรัฐที่ไม่ยั่งยืน ภายใต้โครงการโขงชีมูลในอดีต โดยการขุดลอกและทำคันคูกั้น ส่งผลให้น้ำจากลำห้วย 8 สาย ไหลลงสู่หนองหานไม่ทัน จึงเกิดปัญหาน้ำทะลักเข้าท่วมพื้นที่ไร่นาสร้างความเสียหายให้กับชาวบ้าน ซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีโครงการขุดลอกหนองหานกุมภวาปีขึ้นอีก ภายใต้งบประมาณ 964 ล้าน ระยะเวลา 3 ปี คือ ปี 55-57 แต่เดียวนี้ใกล้จะสิ้นปี 56 แล้วโครงการยังคืบหน้าไม่ไปไหนเลย ก็ขอฝากให้รัฐบาลได้ติดตามโครงการนี้ด้วย
“ตั้งแต่ ปี2534 จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการบริหารจัดการน้ำในหนองหานกุมภวาปีให้ดีขึ้นเลย ชาวบ้านต้องก้มหน้ารับกับปัญหา และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ก็เปลี่ยนไปตามโครงการที่รัฐจัดให้” นายประภาสกล่าว
ที่มา : ศูนย์สื่อชุมชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ศสธ.)
การจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านเมื่อวันที่ 11 พ.ย.56 ที่ห้องประชุมฟ้าหลวงโรงแรมนภาลัย จ.อุดรธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ร่วมกับ คณะอนุกรรมการจัดทำการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี โดยการแต่งตั้งของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ. ได้จัดเวทีประชุมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โครงการเพื่อการออกแบบและก่อสร้างการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยฯ ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 ในวงเงิน  3.5 แสนล้านบาท
 

ป่า กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

อีเมล พิมพ์ PDF
เม็กซิโกพายุถล่มตายมากกว่า 100 แล้ว และยังคงสูญหายอีกหลายสิบคน ซึ่งทำให้เกิดดินถล่มมากกว่า 120 จุดในรัฐเวราครูซ และอิทธิพลจากพายุทำให้ฝนตกหนักปริมาณมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ทั่วประเทศ – 21 กันยายน 2556 คม ชัด ลึก
พายุถล่มอังกฤษรุนแรงสุดในรอบ 5 ปี ที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วม รบกวนระบบขนส่งมวลชนและเที่ยวบิน – เนชั่นชาแนล 28 ตุลาคม 2556
โคราชอ่วมพายุนารีถล่มพิมาย น้ำท่วมสูง 1 เมตร – ข่าวไทยรัฐออนไลน์ 16 ตุลาคม 2556
พาดหัวข่าวในทำนองที่ว่านี้ดูจะกลายเป็นเรื่องชินตา สำหรับพวกเราในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ภัยธรรมชาติในรูปแบบต่างๆ ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปีๆ ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งคือการที่เนื้อที่ป่าไม้ลดลงอย่างต่อเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าสมบูรณ์ให้กลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรมหรืออุตสาหกรรมแทน
นอกจากนี้การประเมินคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพที่ต่ำเกินไป เมื่อเทียบกับมูลค่าทางเศรษฐกิจของไม้ท่อนและการขยายพื้นที่เกษตรเพื่อการยังชีพ ทำให้กระบวนการแปรรูปป่าสมบูรณ์ดูเป็นเรื่องทีไม่ค่อยผิดเท่าไหร่นัก แต่นั่นคงเกิดจากความไม่เข้าใจในเรื่องของระบบนิเวศ หรือความหลากหลายทางชีวภาพอย่างแท้จริง จึงนำไปสู่การคำนวณผลกระทบทางเศรษฐกิจของการทำลายป่าที่ผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย และนี่คงเป็นแรงจูงใจอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้กระบวนการแปรรูปป่ายังคงดำเนินต่อไป
นักวิทยาศาสตร์พบว่า แม้ว่าโลกจะพยายามฟื้นฟูสภาพและความอุดมสมบูรณ์ของป่าซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศที่วิกฤติ จากผลการศึกษาของสมาพันธ์ป่าไม้นานาชาติ (IUFRO) การที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2.5 องศาเซลเซียส อาจเป็นเหตุให้ป่าหลายแห่งทั่วโลกสูญเสียบทบาทการเป็นผู้ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ตรงกันข้ามถึงตอนนั้นป่าเหล่านี้อาจจะกลายเป็นผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ชั้นบรรยากาศแทน ส่วนต่างๆ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมคาร์บอนในปัจจุบันจะสูญเสียไปจนหมด เนื่องจากระบบนิเวศของผืนดินจะกลายเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนสุทธิ ดังนั้นหากป่าถูกทำลายหรือได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบตัวอื่นๆ มันก็จะย้อนกลับมาซ้ำเติมภูมิอากาศให้แย่ลงอีก
หลายงานวิจัยบ่งชี้ว่าการเจริญเติบโตใหม่ของป่าที่ถูกปลูกขึ้น ไม่อาจทำหน้าที่ทดแทนระบบนิเวศเดิมซึ่งเกิดจากป่าที่ถูกทำลายได้ทั้งหมด
อีกหนึ่งงานวิจัยที่น่าสนใจพบว่า โดยเฉลี่ยสายพันธุ์ที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนแล้วนั้น พวกมันจะเคลื่อนที่ไปทางขั้วโลก 6 กิโลเมตรต่อหนึ่งทศวรรษ ผีเสื้อบางชนิดย้ายถิ่นไป 200 กิโลเมตรแล้ว นี่แค่ผลกระทบจากการที่อุณหภูมิสูงขึ้น 2.5 องศาเซลเซียส!!!
แต่เมื่อไม่นานมานี้มีคำเตือนออกมาใหม่แล้วว่า ถ้าพฤติกรรมการบริโภคของพวกเรายังเป็นอยู่อย่างทุกวันนี้และซ้ำยังขาดการร่วมมือกันป้องกันสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงของโลก ในปี พ.ศ.2643 อุณหภูมิจะเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันอีกราว 4 องศาเซลเซียส สูงยิ่งกว่าที่เคยคาดหมายกันไว้ รายงานกล่าวว่านโยบายที่วางไว้ที่เป็นอยู่ยังทำให้ชาติต่างๆ ยังไม่ได้ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้อย่างเพียงพอ
นอร์แมน ไมเยร์ส ได้กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมเกี่ยวกับป่าไม้ในเอเชีย-แปซิฟิก ที่ประเทศเวียดนามเมื่อปี 2008 ว่า “ผมจะบอกถึงผลบั้นปลายให้พวกคุณฟังกันตรงๆ เดี๋ยวนี้เลย เรากำลังเจอกับอภิมหาวิกฤต วิกฤตอันน่าตื่นตระหนก หนึ่งในภาวะวิกฤตที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เราออกมาจากถ้ำเมื่อ 10,000 ปีที่แล้ว แน่นอนผมหมายถึงการทำลายล้างป่าเขตร้อนและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ที่นั่นนับล้านๆสายพันธุ์”
พวกเราจะยอมให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นจริงหรือ???
อ้างอิงจาก
ปฏิบัติการกู้โลกร้อน (OUR CHOICE) ,อัล กอร์
หนังสือไทยรัฐ จันทร์ 24 มิถุนายน 2556
6 องศาโลกาวินาศ (Six Degrees) ,มาร์ก ไลนัส
ป่าเม็กซิโกพายุถล่มตายมากกว่า 100 แล้ว และยังคงสูญหายอีกหลายสิบคน ซึ่งทำให้เกิดดินถล่มมากกว่า 120 จุดในรัฐเวราครูซ และอิทธิพลจากพายุทำให้ฝนตกหนักปริมาณมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ทั่วประเทศ – 21 กันยายน 2556 คม ชัด ลึก

พายุถล่มอังกฤษรุนแรงสุดในรอบ 5 ปี ที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วม รบกวนระบบขนส่งมวลชนและเที่ยวบิน – เนชั่นชาแนล 28 ตุลาคม 2556

โคราชอ่วมพายุนารีถล่มพิมาย น้ำท่วมสูง 1 เมตร – ข่าวไทยรัฐออนไลน์ 16 ตุลาคม 2556
 

เขื่อน ในมุมมองความมั่นคงทางอาหาร

อีเมล พิมพ์ PDF
การสร้างเขื่อน เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า และการชลประทานคือการพัฒนาหรือไม่? คำถามนี้อาจจะไม่ต้องถามรัฐบาลในระแวกลุ่มแม่น้ำโขง เมื่อทุกประเทศต่างเงื้อเตรียมที่จะสร้างเขื่อนทั้งสิ้น โดยเฉพาะโครงการเขื่อนกั้นแม่โขงสายหลักถึง 12 เขื่อน (ลาว 8 เขื่อน, ไทย 2 เขื่อน และ กัมพูชา 2 เขื่อน) ซึ่งจะเปลี่ยนให้สายน้ำที่ไหลหล่อเลี้ยงผู้คนประมาณ 60 ล้านคนกลายเป็นบ่อน้ำไปประมาณ 55% (1) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพโดยเฉพาะปลาแม่น้ำโขงซึ่งมี มากกว่า 600 ชนิดซึ่งมีปลาขนาดใหญ่หนักกว่า 300 กิโลกรัมอย่างปลาบึกไปจนถึงกลุ่มปลาซิวปลาสร้อยตัวเล็กๆมากมาย
(ต่อ ไปนี้ผมจะยกตัวอย่างประเทศลาวเพียงประเทศเดียว เนื่องจากเป็นประเทศที่จะมีการสร้างเขื่อนมากที่สุด หน่วยที่อ้างถึงทั้งหมดเป็น US$)
การพัฒนาคืออะไร? มองให้ง่ายที่สุด เราอาจจะมองที่อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งถือว่าลาวทำได้ดีมากเพราะ ในระหว่างปี คศ. 2001-2010 นั้นลาวมีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 7.6% (2) ผลผลิตมวลรวมต่อหัวยังเพิ่มอย่างต่อเนื่องจากปี 2008 ที่ US$887 ขึ้นไปถึง US$1,399 ในปี 2012 (3) แต่ถ้าหากมาดูว่าเงินที่เพิ่มขึ้นในประเทศนั้นไปไหน เราจะพบว่า คนที่มีรายได้มากที่สุด 20% ในประเทศลาวมีส่วนแบ่งมากขึ้นเรื่อยๆ จาก 40.06% ในปี 1992 เพิ่มเป็น 44.84% ในปี 2008 ในขณะที่กลุ่มคนที่มีรายได้น้อยที่สุด 20% ท้าย ลดลงจาก 9.27% เหลือ 7.64% ในปีเดียวกัน และถ้าหากดูแค่ 10% บนกับล่างจะพบว่ามีรายได้ต่างกันประมาณ 10 เท่า (4) จะเห็นว่าเงินที่เพิ่มขึ้นนั้นมิได้เพิ่มเฉลี่ยอย่างทั่วถึง คนที่รวย รวยขึ้น และคนที่จนแม้นว่าจะมีเงินในกระเป๋ามากขึ้นแต่ ตามสัดส่วนแล้วก็จนลง
ถามว่าความจน ความรวยวัดจากอะไร? ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์คืออาหาร ในเรื่องนี้รายงานของธนาคารโลก (2) ระบุว่าลาวเป็นประเทศที่มีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบขาดสารอาหารมากถึง 40% ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาทั้งด้านสุขภาพและจิตใจ ติดตัวไปจนโต โดย UNICEF ประมาณการว่าปัญหาดังกล่าวจะทำให้ลาวสูญเสียโอกาสการเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมไป ปีละประมาณ 3% หรือปีละ $197 ล้าน (5) ซึ่งถ้าลองเปรียบเทียบดูจะพบว่าเขื่อนน้ำเทิน 2 มีรายได้ในปี 2009 เพียง $10 ล้าน (7) หรือ รายได้ เฉลี่ย 29 ปีที่จะได้จากเขื่อนไซยะบุรีนั้นอยู่ที่ $135 ล้าน (8) เท่านั้น
แน่ นอนว่าการให้ความรู้กับแม่ในการดูแลลูก การลดใช้แรงงานของแม่ในช่วงที่ต้องมีการให้นมลูกช่วยได้ แต่ส่วนหนึ่งที่สำคัญคือ แหล่งอาหาร ว่ามีอยู่อุดมสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด สิ่งแรกที่พบคือ ชาวลาวกลุ่มที่อาศัยอยู่ติดแม่น้ำโขง มีความมั่นคงทางด้านอาหารมากกว่ากลุ่มที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูง(6) ซึ่งเมื่อเรามาดูกันต่อว่าคนลาวกินอะไรเป็นอาหารกันบ้าง โดยเฉพาะแหล่งโปรตีนจะพบว่าคนลาวพึ่งพาแหล่งโปรตีนจากปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ มากถึง 56% จึงไม่แปลกเลยที่กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ติดกับแม่น้ำโขงจะเข้าถึงแหล่งอาหารดัง กล่าวได้มากกว่า นอกจากนั้นเรายังพบว่ากลุ่มคนที่ต้องถูกโยกย้ายถิ่นฐาน (จากการสร้างเขื่อน) มีความมั่นคงทางอาหารน้อยกว่ากลุ่มคนปกติเกือบ 2 เท่า (6) (ถ้าหากมีการสร้างเขื่อนทั้ง 13 เขื่อนจะมีชาวบ้านต้องถูกย้ายบ้านประมาณ 107,000 คน (1))
จาก ข้อมูลนี้ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของสัตว์น้ำจากลุ่มแม่น้ำโขงต่อความเป็น อยู่ของกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยในประเทศลาว ซึ่งการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงสายหลักจะเป็นการทำลายระบบนิเวศในแม่น้ำโขง ลง ดังเช่นตัวอย่างจากแม่น้ำแยงซีในประเทศจีนซึ่งน้ำเสียและการสร้างเขื่อนทำ ให้ระบบนิเวศล่มสลาย จำนวนปลาหลัก 4 ชนิดลดลง 300 เท่า ในขณะที่ชนิดปลาในแม่น้ำสาขาลดลงจาก 143 ชนิดเหลือเพียง 17 ชนิด (9) รวมทั้งทำให้ปลาขนาดใหญ่คือปลาฉลามปากเป็ดจีน(10) และปลาโลมาน้ำจืด ตกอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง(11) ในขณะที่การเพาะพันธุ์ปลาเพื่อปล่อยลงในเขื่อน ซึ่งเป็นวิธีที่มักใช้เป็นข้ออ้างในการแก้ปัญหาหรือเพิ่มจำนวนปลา ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาในระยะยาวได้เนื่องจากระบบนิเวศในเขื่อนไม่มีความ เหมาะสมต่อการดำรงชีพของปลาดั่งเช่นกรณีปลาชะโดล้นเขื่อนในเขตจังหวัดโคราช ของประเทศไทยในปี 2555 (12, 13) นอกจากนั้นเชื่อนทั้ง 13 ยังจะทำให้พื้นที่เพาะปลูกพืชริมลำน้ำโขงจมอยู่ใต้น้ำอย่างถาวรอีกประมาณ 360,000 ไร่ อีกด้วย(1)
รัฐบาลที่ต้องการสร้างเขื่อน โดยอ้างการพัฒนาเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน จึงอาจจะต้องย้อนกลับมามองให้รอบด้านอีกครั้งว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่สวยหรู นั้นจริงๆแล้ว กินได้หรือไม่?
บทความโดย ดร. นณณ์ ผาณิตวงศ์
อ้างอิง
(1) Strategic Environmental Assessment of Hydropower on the Mekong Mainstream (2010)
http://www.mrcmekong.org/assets/Publications/Consultations/SEA-Hydropowe...
(2) Lao PDR Overview
http://www.worldbank.org/en/country/lao/overview
(3) GDP per capita
http://data.worldbank.org/indicator/NY.GDP.PCAP.CD
(4) Lao PDR - Income Distribution
http://www.indexmundi.com/facts/lao-pdr/income-distribution
(5) Analysis: As Laos prosper, child malnutrition persists
http://www.irinnews.org/report/98659/analysis-as-laos-prospers-child-mal...
(6) Composition of the Lao Food Basket
http://foodsecurityatlas.org/lao/country/utilization/food-consumption
(7) Nam Theun 2 Dam
http://en.wikipedia.org/wiki/Nam_Theun_2_Dam
(8) Xayaburi dam to provide huge benefits for Laos
http://www.ulfasso.com/?p=6492
(9) Yangtze ecology collapses
http://www.china.org.cn/environment/2013-10/23/content_30377118.htm
(10) Chinese Paddlefish
http://environment.nationalgeographic.com/environment/freshwater/chinese...
(11) “Extinct” River dolphin spotted in China
http://news.nationalgeographic.com/news/2007/08/070831-baiji-dolphin.html
(12) ชะโดอาละวาดโคราช มาเป็นฝูง 2-3ร้อยตัว กินเกลี้ยงเพื่อนปลา-พืช เตือนเล่นน้ำระวังโดนรุมกินโต๊ะ
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1350017845&grpid=03&cat...
(13) จดหมายเหตุ กรณีปลาชะโดล้นเขื่อน 2555
http://www.siamensis.org/article/36472
เขื่อนการสร้างเขื่อน เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า และการชลประทานคือการพัฒนาหรือไม่? คำถามนี้อาจจะไม่ต้องถามรัฐบาลในระแวกลุ่มแม่น้ำโขง เมื่อทุกประเทศต่างเงื้อเตรียมที่จะสร้างเขื่อนทั้งสิ้น โดยเฉพาะโครงการเขื่อนกั้นแม่โขงสายหลักถึง 12 เขื่อน (ลาว 8 เขื่อน, ไทย 2 เขื่อน และ กัมพูชา 2 เขื่อน) ซึ่งจะเปลี่ยนให้สายน้ำที่ไหลหล่อเลี้ยงผู้คนประมาณ 60 ล้านคนกลายเป็นบ่อน้ำไปประมาณ 55% (1) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพโดยเฉพาะปลาแม่น้ำโขงซึ่งมี มากกว่า 600 ชนิดซึ่งมีปลาขนาดใหญ่หนักกว่า 300 กิโลกรัมอย่างปลาบึกไปจนถึงกลุ่มปลาซิวปลาสร้อยตัวเล็กๆมากมาย

(ต่อ ไปนี้ผมจะยกตัวอย่างประเทศลาวเพียงประเทศเดียว เนื่องจากเป็นประเทศที่จะมีการสร้างเขื่อนมากที่สุด หน่วยที่อ้างถึงทั้งหมดเป็น US$)
 

กลไกตลาดเพื่อการจัดการพื้นที่ต้นน้ำแนวทางแก้ปัญหาที่ไปไกลกว่าการสร้างเขื่อน

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อราวกลางเดือนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมโครงการ ECO-BEST ที่มุ่งใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์เพื่อจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม ข้อเสนอหนึ่งที่น่าสนใจคือการระดมเงินทุนเพื่อรักษาผืนป่าต้นน้ำ โดยใช้หลักการผู้ได้รับประโยชน์เป็นผู้จ่าย (Beneficiary-pays Approach)ซึ่งถือเป็นหลักคิดใหม่ที่เริ่มมีการนำมาปรับใช้ในหลายประเทศ โดยมีใจความสำคัญง่ายๆว่า ใครได้รับประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติก็ต้องเป็นผู้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อให้ได้ประโยชน์ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพที่ต้องการ
หลักการอาจดูไม่ยาก แต่ที่ยากคือการนำไปปฏิบัติ โดยเฉพาะการประเมินมูลค่าผลประโยชน์ที่ได้รับ
เราทุกคนย่อมทราบดีถึงความสำคัญและคุณค่าของป่าไม้ โดยเฉพาะป่าต้นน้ำที่ช่วยรักษาคุณภาพผ่านกลไกการกรองตามธรรมชาติ ช่วยควบคุมระดับการไหลของน้ำทั้งบนดินและใต้ดิน เป็นแนวกันชนที่ป้องกันดินถล่มและอุทกภัย รวมไปถึงการเพิ่มปริมาณน้ำในหน้าแล้ง และเป็นแหล่งอาหารชั้นเลิศ
Michael Jenkins ผู้บริหารองค์กร Forest Trends ที่มุ่งใช้กลไกตลาดในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในอดีตที่มักใช้ 2 วิธีการคือ ให้เอกชนดำเนินการ และการใช้เงินบริจาค
แนวทางแรกล้มเหลว เพราะการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในบริหารจัดการน้ำมักมีต้นทุนสูง ทำให้ราคาน้ำประปาสูงตามไปด้วย อีกทั้งน้ำที่ได้ยังขาดคุณภาพ และเปิดช่องทางให้เกิดการคอรัปชั่น ซึ่งปัญหาดังกล่าวที่เห็นเด่นชัดคือที่เมือง  Cochabamba ประเทศ Bolivia ที่เกิดการผูกขาดน้ำในหน้าแล้ง หรือแม้แต่ในภาพยนตร์เจมส์บอนด์ ที่ตัวร้ายในตอน Quantum of Solace พยายามเข้าควบคุมการชลประทานทั้งหมดของแอฟริกาใต้
ส่วนแนวทางที่สองก็ไปไม่รอดเช่นกัน เพราะเงินบริจาคมักเปลี่ยนรูปไปเป็นปั๊มน้ำหรือระบบน้ำที่แยกออกจากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม โดยที่ประชาชนผู้ได้รับการบริจาคนั้นไม่มีความรู้และเงินทุนเพียงพอในการบำรุงรักษาระบบน้ำ โดยมีการประมาณการณ์ว่า โครงสร้างที่ติดตั้งไปจะพังลงภายใน 2 ปี จนในที่สุดประชาชนในพื้นที่ก็ต้องกลับไปใช้น้ำจากที่ห่างไกล หรือไม่ก็จำทนใช้น้ำจากแม่น้ำที่ปนเปื้อน
โชคดีที่เรายังมีทางเลือกที่ 3 คือการนำประโยชน์ที่ได้จากการบริหารจัดการน้ำในบริเวณต้นน้ำที่เกิดขึ้นปลายน้ำ คิดเป็นตัวแปรและมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยใช้กลไกตลาดในการนำเงินจากผู้อยู่ปลายน้ำ มาสู่ผู้อยู่ต้นน้ำที่คอยดูแลรักษาระบบนิเวศตามธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นผู้ผลิตน้ำที่มีคุณภาพ และลดการเกิดอุทกภัย ซึ่งแนวทางนี้ได้รับการประเมินแล้วว่า ‘คุ้มค่า’ กว่าการก่อสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่
ที่ผ่านมา เราใช้สินค้าสาธารณะ (Public Goods)โดยแทบจะไม่ต้องแบกรับต้นทุนที่แท้จริง แต่กลไกนี้จะสะท้อนมูลค่าตลาดของสินค้าสาธารณะอย่างน้ำและอากาศ ซึ่งในหลายพื้นที่ทั่วโลก กลไกดังกล่าวได้ถูกนำมาปรับใช้อย่างเป็นรูปธรรม
ปัจจุบัน โครงการดังกล่าวมีอยู่ราว 200 แห่งทั่วโลก ในปี 2011 มีเม็ดเงินหมุนเวียนราว 8.17 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ รวมทั้งมีรายงานว่าโครงการดังกล่าวช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจนในพื้นที่ห่างไกลได้อีกด้วย
ตัวอย่างพื้นที่รูปธรรม
- ประเทศเอกวาดอร์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน Pimampiroจ่ายเงินเพื่อให้เจ้าของที่ดินบนพื้นที่ต้นน้ำ ดูแลรักษาผืนป่าและทุ่งใหญ่ที่อยู่ในพื้นที่สูง เพื่อลดการเกิดอุทกภัยและเพิ่มคุณภาพน้ำ โดยเงินที่นำมาใช้จ่ายนั้นมาจากค่าธรรมเนียมที่บังคับเก็บจากผู้ใช้น้ำในท้องถิ่นนั้น
- กรุง Munich ประเทศเยอรมนี จ่ายเงินชดเชยเพื่อให้เกษตรกรเปลี่ยนวิถีจากเกษตรเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ เพื่อลดการปนเปื้อนของน้ำอุปโภคบริโภค โดยรัฐได้ให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายโดยตรง รวมทั้งสนับสนุนองค์ความรู้
- ในประเทศฟิลิปปินส์ บริษัทผลิตไฟฟ้าจากกระแสน้ำในลุ่มน้ำ Bakun จ่ายเงินไปยังองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ต้นน้ำปรับปรุงระบบการเกษตร เพื่อลดปริมาณตะกอนที่ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำ เป็นการลดค่าใช้จ่ายในการจัดการของบริษัท
- ในลุ่มน้ำ Min ประเทศจีน เมือง Fuzhou ที่อยู่ปลายน้ำ ยินดีที่จะจ่ายเงินให้กับเมืองที่อยู่ต้นน้ำคือ Sanmingและ Nanpingสำหรับการควบคุมมลพิษ การปกป้องแหล่งน้ำ และการกำจัดขยะในลุ่มน้ำ
ลักษณะของข้อตกลงในการจัดการ
- การตกลงโดยสองฝ่าย (Bilateral Agreement)
เป็นลักษณะการตกลงที่แพร่หลายที่สุดตามฐานข้อมูลปัจจุบัน โดยจะมีฝ่ายผู้ใช้น้ำที่อยู่ปลายน้ำ ยินยอมจ่ายเงินเพื่อให้ผู้ถือครองที่ดินบนต้นน้ำรักษาคุณภาพในการจัดการน้ำ
- กองทุนผู้ได้รับประโยชน์ (Beneficiary-pays Fund)
เป็นกองทุนที่เกิดจากผู้ได้รับประโยชน์จากต้นน้ำ และองค์กรหรือบุคคลที่ใช้น้ำ โดยจะรวมเงินเป็นกองกลาง และตั้งคณะกรรมการเพื่อตัดสินใจในการใช้กองทุนต่อไป ผู้ที่จะสมทบทุนในกองทุนอาจกระทำโดยสมัครใจ หรืออาจมีการเรียกเก็บเป็นค่าธรรมเนียมตามกฎหมาย ซึ่งลักษณะเช่นนี้มักพบในองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะในแถบลาตินอเมริกา
- การชดเชย (Trading & Offsets)
เป็นลักษณะการตกลงที่คล้ายคลึงกับหลักผู้ก่อมลภาวะเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principles)โดยมักจะมีองค์กรหรือหน่วยงานเข้ามากำกับดูแล และมักมีกรอบการตกลงที่ชัดเจน
- การซื้อคืนลำน้ำ (Instream Buybacks)
การซื้อคืนลำน้ำคือลักษณะข้อตกลงที่มีจุดประสงค์เพื่อซื้อสิทธิในการใช้น้ำ (โดยการไม่ผันน้ำเพื่อการชลประทาน หรือการอุปโภคบริโภค) เพื่อรักษาลักษณะการไหลตามธรรมชาติของลำน้ำ ซึ่งมักจะใช้ในพื้นที่ที่มีความสำคัญทางชีวภาพ โดยผู้ซื้อมักเป็นรัฐบาลหรือองค์กรไม่แสวงหากำไร สัญญาลักษณะนี้พบเพียงในประเทศออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกาเท่านั้น
ข้อมูลจาก
A Primer on Watershed Investments:http://www.watershedconnect.com/pages/primer
WE NEED WATER MARKETS IF WE’RE TO SOLVE THE GLOBAL WATER CRISIS :http://skollworldforum.org/2013/10/15/we-need-water-markets-if-were-to-solve-the-global-water-crisis/
เขื่อนเมื่อราวกลางเดือนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมโครงการ ECO-BEST ที่มุ่งใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์เพื่อจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม ข้อเสนอหนึ่งที่น่าสนใจคือการระดมเงินทุนเพื่อรักษาผืนป่าต้นน้ำ โดยใช้หลักการผู้ได้รับประโยชน์เป็นผู้จ่าย (Beneficiary-pays Approach)ซึ่งถือเป็นหลักคิดใหม่ที่เริ่มมีการนำมาปรับใช้ในหลายประเทศ โดยมีใจความสำคัญง่ายๆว่า ใครได้รับประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติก็ต้องเป็นผู้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อให้ได้ประโยชน์ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพที่ต้องการ

หลักการอาจดูไม่ยาก แต่ที่ยากคือการนำไปปฏิบัติ โดยเฉพาะการประเมินมูลค่าผลประโยชน์ที่ได้รับ
 

สมาคมอุทยานแห่งชาติออกแถลงการณ์ค้านเขื่อนแม่วงก์

อีเมล พิมพ์ PDF
สมาคมอุทยานแห่งชาติออกแถลงการณ์ย้ำไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเป็นภัยคุกคามต่อทรัพยากรป่าไม้และก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงแก่ธรรมชาติแวดล้อมในพื้นที่อุทยานแห่งชาติและป่าอนุรักษ์ โดยเฉพาะอย่างโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ หวั่นประชาชนสับสนหลังจากชมรมอนุรักษ์อุทยานแห่งชาติให้ความเห็นที่มีแนวโน้มเห็นด้วยกับการสร้างเขื่อนดังกล่าว
แถลงการณ์ของสมาคมอุทยานแห่งชาติ กรณีการสร้างเขื่อนแม่วงก์
ตามที่ได้มีการเสนอข้อคิดเห็นขององค์กรต่างๆ ต่อกรณีการสร้างเขื่อนแม่วงก์ผ่านสื่อมวลชนและสื่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนความคิดเห็นของ “ชมรมอนุรักษ์อุทยานแห่งชาติ” ซึ่งมีแนวโน้มว่าเห็นด้วยกับการสร้างเขื่อนแม่วงก์ จนอาจทำให้สาธารณชนเกิดความสับสนและเข้าใจว่าความคิดเห็นดังกล่าวเป็นของสมาคมอุทยานแห่งชาตินั้น
สมาคมอุทยานแห่งชาติขอเรียนชี้แจงว่า สมาคมอุทยานแห่งชาติมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับชมรมดังกล่าวแต่อย่างใด สมาคมอุทยานแห่งชาติเป็นสมาคมที่มีการจัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้
๑.      เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการ การสงวนรักษา และการใช้ประโยชน์อุทยานแห่งชาติ รวมทั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และป่าอนุรักษ์ประเภทต่างๆของประเทศไทย บนพื้นฐานองค์ความรู้ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่เหมาะสม ผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น
๒.    เพื่อเสนอความคิดเห็นเชิงนโยบาย ยุทธศาสตร์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการ การสงวนรักษา และการใช้ประโยชน์อุทยานแห่งชาติ รวมทั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และป่าอนุรักษ์ประเภทต่างๆแก่องค์กรภาครัฐและภาคเอกชน
๓.     เพื่อดำเนินกิจกรรมทางวิชาการในรูปแบบต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการจัดการ การสงวนรักษา และการใช้ประโยชน์อุทยานแห่งชาติรวมทั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และป่าอนุรักษ์ประเภทต่างๆ
๔.     เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ทางธรรมชาติวิทยา และการสงวนรักษาธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ แก่สมาชิกและประชาชนทั่วไป
๕.     เพื่อประสานความร่วมมือ แลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการ การสงวนรักษา และการใช้ประโยชน์อุทยานแห่งชาติ รวมทั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และป่าอนุรักษ์ประเภทต่างๆกับองค์กร และ/หรือ บุคคลต่างๆทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
จากวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้น จึงขอเรียนว่า สมาคมอุทยานแห่งชาติไม่สนับสนุนให้มีการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ ที่มีลักษณะเป็นภัยคุกคามต่อทรัพยากรป่าไม้และก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงแก่ธรรมชาติแวดล้อมในพื้นที่อุทยานแห่งชาติและป่าอนุรักษ์ประเภทต่างๆ อย่างเช่น การสร้างเขื่อนแม่วงก์ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์
ปัจจุบัน ประเทศไทยได้ประกาศจัดตั้งอุทยานแห่งชาติแล้ว จำนวน ๑๒๗ แห่ง เป็นเนื้อที่รวม ๖๒,๑๗๑.๖๙ ตร.กม. และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จำนวน ๕๘ แห่ง เนื้อที่ ๓๖,๙๒๙.๓๗ ตร.กม. คิดรวมเป็นร้อยละ ๑๙.๓๒ ของพื้นที่ประเทศ เท่านั้น ป่าอนุรักษ์เหล่านี้มีความสำคัญยิ่งต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่อยู่ในภาวะถูกคุกคามใกล้สูญพันธุ์ และให้บริการทางนิเวศวิทยา (ecological services) อีกมากมาย อาทิ การเป็นแหล่งต้นน้ำ แหล่งท่องเที่ยว แหล่งป้องกันภัยธรรมชาติ เป็นต้น และที่สำคัญ ป่าอนุรักษ์ที่มีอยู่นั้น ถือว่าเป็นป่าธรรมชาติผืนสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ภายในประเทศจำเป็นจะต้องได้รับการปกป้องรักษาไว้ในสภาพเดิมให้กับคนไทยในรุ่นต่อๆไป
ดังนั้น สมาคมอุทยานแห่งชาติ จึงมีเจตนารมณ์แน่วแน่ที่จะดำเนินกิจกรรมต่างๆตามกรอบวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เพื่อให้อุทยานแห่งชาติและป่าอนุรักษ์ประเภทต่างๆมีการปกป้อง สงวนรักษา และใช้ประโยชน์ที่ถูกต้อง ตั้งอยู่บนฐานทางวิชาการ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวมได้อย่างยาวนาน
เขื่อนแม่วงก์สมาคมอุทยานแห่งชาติออกแถลงการณ์ย้ำไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเป็นภัยคุกคามต่อทรัพยากรป่าไม้และก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงแก่ธรรมชาติแวดล้อมในพื้นที่อุทยานแห่งชาติและป่าอนุรักษ์ โดยเฉพาะอย่างโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ หวั่นประชาชนสับสนหลังจากชมรมอนุรักษ์อุทยานแห่งชาติให้ความเห็นที่มีแนวโน้มเห็นด้วยกับการสร้างเขื่อนดังกล่าว
 

10 ภาพธรรมชาติ แห่งปี 2556

อีเมล พิมพ์ PDF
การแข่งขันภาพถ่ายสัตว์ป่าประจำปี เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1964 เป็นการแข่งขันภาพถ่ายธรรมชาติประจำปีที่จัดขึ้นโดยพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ (Natural History Museum) และ BBC สำหรับปีนี้เป็นปีที่ 49 ได้มีการส่งภาพมาจากทั่วโลก และคัดเลือกเหลือ 10 ภาพเพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ประเทศอังกฤษ
The Spat
นับชั่วโมงที่ Joe McDonald นั่งเฝ้ารอบนเรือท่ามกลางแสงแดดและเสียงการต่อสู้เพื่อผสมพันธุ์ บริเวณลำน้ำ Three Brothers บริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำ Pantanalประเทศบราซิล กระทั่งเสือดาวตัวเมียก้าวออกจากป่าทึบเพื่อกินน้ำ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่เข้าจะได้ภาพที่สวยงาม แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เมื่อเธอดับกระหายและทิ้งตัวลงบนผืนทราย ก่อนที่เสือตัวผู้จะปรากฏตัว ดื่มน้ำ และเดินไปยังทิศทางที่เธอนอนอย่างยั่วยวน แต่นั่นเป็นเพียงสิ่งที่เสือตัวผู้และ Joe คิด เมื่อเธอลุกขึ้นคำรามและพุ่งเข้าใส่เสือตัวผู้ซึ่งต้องถอยหลบเขี้ยวเล็บอันแหลมคม
“มันเป็นสามวินาทีที่น่าตื่นตาและทรงพลังมาก”Joe เล่าให้ฟัง และหลังจากวินาทีนั้น ทั้งสองก็หายตัวเข้าสู่ป่าดงดิบ
Essence of the Elephants
นับตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาจับกล้อง เขาก็ถ่ายรูปช้างแอฟริกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา Greg du Toitเล่าให้ฟังถึงแรงบันดาลใจที่ต้องการ “เก็บภาพความทรงพลังและจิตวิญญาณที่ผมรู้สึกเมื่อได้เข้าใกล้พวกเขา ซึ่งภาพนี้ถ่ายทอดความรู้สึกได้ใกล้เคียงที่สุดที่ผมต้องการสื่อออกมา”
ภาพนี้ถูกบันทึกโดยหลบอยู่ในหลุมกลางน้ำซึ่งเป็นกล่องคอนเทนเนอร์ ในประเทศ Botswana บริเวณพื้นที่อนุรักษ์ Northern Tuli Game ซึ่ง Greg เลือก “ใช้ชัตเตอร์สปีดที่ช้าเพื่อบันทึกภาพยักษ์ใหญ่ผู้อ่อนโยนในมุมมองที่ดูหลอนมากที่สุด” รวมทั้งใช้เลนส์มุมกว้างเพื่อเน้นความใหญ่โตของช้าง และภาพที่ชัดลึกเพื่อให้เหล่าช้างในฉากหลังยังติดอยู่ในโฟกัส
ความโชคดีของ Greg คือเจ้าช้างตัวน้อยที่ผ่านเข้ามาใกล้จนแทบจะเอื้อมมือไปสัมผัสได้ การเลือกใช้ White Balance ที่ทำให้ภาพเป็นโทรสีฟ้า และการใช้ชัตเตอร์สปีดที่ช้าแสดงถึงความเคลื่อนไหวที่ถูกหยุดนิ่งบางส่วนด้วยแฟลชเพื่อเปิดเผยรายละเอียดของภาพ
Sticky Situation
ในเดือนพฤษภาคม นก Seafaring lesser noddiesจะอพยพกลับมายังผืนแผ่นดินเพื่อสืบพันธุ์ และเมื่อพวกมันมาถึงเกาะ Cousineเกาะเล็กๆในสาธารณรัฐ Seychelles ก็จะมาพบกับปัญหาคือใยแมงมุมขนาดใหญ่ของ Red-legged Golden orb-web spider ซึ่งอาจมีขนาดใหญ่ถึง 1.5 เมตร ถักทอด้วยเส้นใยแข็งแรงเหนือพื้นดินราว 6 เมตร และด้วยความสูงระดับนี้ จึงไม่น่าแปลกใจหากจะมีสัตว์อย่างนกหรือค้างคาวมาติดใยเป็นปกติ แม้ว่าสิ่งที่แมงมุมต้องการคือแมลงบินได้ขนาดเล็ก แต่สัตว์ปีกอย่างนกก็มักจะมาติดที่ใยเป็นปกติ และแม้ว่าพวกมันจะสลัดจนเป็นอิสระได้ แต่ก็ไม่อาจบินได้อีกเพราะเส้นใยของแมงมุม
เจ้านก Noddyตัวนี้ เป็นหนึ่งในเหยื่อที่ติดกับดัก “ท่าทางมันเหนื่อยเพราะแทบไม่ขยับ ปีกทั้งสองของมันกางออกจนผมแทบจะสามารถเห็นทุกเส้นขนบนตัวมัน”Isak Pretorius เล่าให้ฟังถึงนาทีที่ถ่ายภาพ ทางรอดเดียวของมันคือการแกะปีกออกจากใย ซึ่งไม่สามารถทำได้หากไม่มีมนุษย์เข้าไปช่วยเหลือ
The Cauldron
วันที่ 29 พฤศจิกายน 2555Sergey Gorshkovได้รับโทรศัพท์ที่เขาเฝ้ารอคอยมาเนิ่นนาน นั่นคือการปะทุของภูเขาไฟ PloskyTolnachikหนึ่งในภูเขาไฟบนที่ราบ Tolbachikใจกลาง Kamchatka ประเทศรัสเซีย “ผมรอโอกาสนี้มานานมาก ซึ่งการปะทุครั้งสุดท้ายคือเมื่อ 36 ปีก่อน เมื่อได้ข่าวผมก็ทิ้งทุกอย่างเพื่อออกเดินทาง”
การเดินทางไปถ่ายภาพภูเขาไฟมีทางเดียวคือเฮลิคอปเตอร์ แต่ด้วยอุณหภูมิติดลบ 40 องศาเซลเซียส ทำให้ Segeyต้องรอจนอุณหภูมิสูงเพียงพอที่เฮลิคอปเตอร์จะเดินทางได้ และขณะที่เดินไปยังภูเขาไฟ หมอกควันและฝุ่นผงก็กระจายเต็มน่านฟ้าทำให้เขาไม่อาจเห็นปากปล่องภูเขาไฟ แต่หลายครั้งที่กระแสลมแรงพัดฝุ่นควัน เผยให้เห็นลาวาพุ่งสูงจากปากปล่องราว 200 เมตร และหลากไหลไปทั่วบริเวณราวแม่น้ำ
ด้วยกระแสลมร้อนที่จะพัดเฮลิคอปเตอร์ลอยออกไป Sergey ต้องทำงานอย่างรวด โดยเปิดประตูเฮลิคอปเตอร์และกดชัตเตอร์อย่างต่อเนื่อง “ผมทำอย่างเดียวคือถ่ายภาพ เปลี่ยนเลนส์ และหามุม รู้ว่านี่เป็นโอกาสครั้งเดียว และหวังว่าผมจะได้สักภาพที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวที่ผมกำลังเป็นประจักษ์พยาน” และนั่นก็เป็นโอกาสสุดท้าย เพราะราวบ่ายโมงวันเดียวกัน การระเบิดก็เกิดขึ้นอย่างรุนแรง จนไม่สามารถบันทึกภาพได้อีก
Mother’s little headful
ในคืนหนึ่งUdayanRaoPawarได้ตั้งแคมป์อยู่บริเวณที่มีจระเข้อินเดีย (Gharials)ริมลำน้ำ Chambal ประเทศอินเดีย ที่มีเหล่าลูกจระเข้น้อยกว่าร้อยชีวิตอยู่ไม่ไกล ในรุ่งเช้า เขาหลบตัวเองอยู่หลังก้อนหิน ไม่ไกลจากรังของจระเข้
“ผมได้ยินเสียงเล็กๆของพวกมัน และไม่นานจระเข้ตัวเมียก็ลอยขึ้นจากริมน้ำเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย ลูกจระเข้บางตัวว่ายน้ำไปหาเธอเพื่อปีนขึ้นไปอยู่บนหัว บางทีนั่นอาจทำให้พวกมันรู้สึกปลอดภัย”
ครั้งหนึ่งในอดีต จระเข้อินเดียเคยถูกพบในแทบทุกพื้นที่ของอินเดีย แต่ปัจจุบัน พวกมันหลงเหลือเพียงราว 200 ตัว ซึ่งคิดเป็นเพียง 2% จากที่เคยมีในอดีต “ลำน้ำ Chambal จึงเปรียบเสมือนที่พักพิงแหล่งสุดท้าย แต่ก็ยังถูกคุกคามโดยการดูดทรายและการประมงที่ผิดกฎหมาย”
The Flight Path
ภาพของ Connor Stefanisonดึงความเป็นธรรมชาติออกมาด้วยทักษะที่เขาเติบโตท่ามกลางธรรมชาติตั้งแต่เยาว์วัย นกเค้าตัวเมียในภาพคือนกที่อาศัยอยู่ไม่ไกลจากบ้านของเขาใน Burnaby, British Columbia ซึ่งเขาคอยศึกษาพฤติกรรมจนเรียนรู้เส้นทางการบินของเธอ จนสามารถตั้งกล้องเพื่อเก็บภาพ “ผมต้องการบันทึกต้นซีดาร์และเฟิร์น ซึ่งเป็นพืชที่พบในป่าฝนบริเวณคาบสมุทรแปซิฟิค”
เขาตั้งกล้องพร้อมแฟลช 3 ตัว ใช้รีโมทในการกดชัตเตอร์ และวางซากหนูไว้เหนือกล้องบริเวณที่เธอมักจะบินผ่าน “เธอบินการโฉบหนูไปตามที่คาด ก่อนจะส่งเสียงเรียกคู่ของเธอ เสียงตามธรรมชาติของเธอนั้นทำให้ผมตื่นเต้นมาก”
Dive Buddy
ชายหาดที่แหลม Yucatan ประเทศ Mexico ใกล้เมืองชายฝั่ง Cancun เป็นสถานที่สำคัญสำหรับวางไข่ของสัตว์ทะเลที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างเต่าตนุ (Green Turtle)แต่ปัจจุบัน เมือง Cancun ได้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและที่พักสำหรับนักดำน้ำ อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน พื้นที่สำหรับวางไข่ของเต่าตนุได้ถูกประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครอง รวมทั้งมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้เจ้าของรีสอร์ทและนักท่องเที่ยวรับรู้ถึงคุณค่าความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ
Luis Javier Sandoval ช่างภาพสารคดีท่องเที่ยว กล่าวถึงเต่าที่อาศัยในบริเวณนี้ว่า “พวกเขาคุ้นชินกับคนมาก จนคิดว่ามนุษย์ที่อยู่ในน้ำก็คือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ” ก่อนจะกล่าวถึงเต่าที่อยู่ในภาพถ่าย “เจ้าเต่าตัวเมียความยาวราว 1.5 เมตรตัวนี้กำลังเคี้ยวหญ้าทะเล โดยที่แทบไม่สนใจผมเลยแม้แต่ตอนเข้าไปใกล้ๆ”
แต่ Luis ก็ยังวิตกกังวลถึงอนาคตของเต่าตนุ เนื่องจากในปีที่ผ่านมา เริ่มมีสาหร่ายสีเหลืองขึ้นปะปนอยู่กับหญ้าทะเล ซึ่งเขาสงสัยว่าน่าจะมีสาเหตุมาจากน้ำเสียของรีสอร์ทที่ปล่อยลงทะเล ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อแนวปะการัง และอาจส่งผลถึงแหล่งอาหารของเต่าทะเลในอนาคต
Lucky Pounce
“การเฝ้ารอและกะจังหวะการกระโดด คือสิ่งที่ยากที่สุดในภาพนี้”Connor Stefanison เจ้าของภาพเล่าให้ฟังถึงเบื้องหลังที่เขาเดินทางไปยัง Yellow Stone National Park ที่เมือง Wyoming เพื่อถ่ายภาพสัตว์ป่ารวมทั้งภูมิทัศน์ที่สวยงาม
ในวันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับ เขาก็พบกับสุนัขจิ้งจอกเป็นครั้งแรกในชีวิต เขาลงจากรถ หลบอยู่ข้างหลังหิน และเฝ้ามองอย่างใจเย็น มันวิ่งกลับไปกลับมาในทุ่งหญ้าก่อนจะย่อตัวลง เป็นสัญญาณให้ Connor เตรียมตัวเก็บภาพ เมื่อมันกระโดดขึ้น Connor ก็ได้ภาพนี้ ได้ขณะที่มันก็จับหนูไปเป็นอาหาร
Snow Moment
ขณะที่กำลังถ่ายภาพลิงหิมะญี่ปุ่น (Japanese Macaques)อันโด่งดังในบริเวณบ่อน้ำพุร้อน Jigokudaniประเทศญี่ปุ่น Jasper Doestก็เกิดความตื่นตาตื่นใจกับภาพที่ให้ความรู้สึกเหนือจริงซึ่งเกิดจากลมหนาว ที่นานๆครั้งจะพัดผ่านมาเหนือบ่อน้ำพุร้อน และหากมีหิมะตก ภาพที่ได้ก็คล้ายกับมนต์สะกดที่เกิดจากไอน้ำร้อนและเกล็ดหิมะที่กำลังหมุนวนลิงหิมะญี่ปุ่นที่กำลังนั่งอยู่ขอบบ่อ
แต่การจะได้มาซึ่งภาพนั้นจำเป็นต้องใช้โชค ทั้งจากลิง และจากลม นั่นทำให้ Jasper เดินทางกลับมาญี่ปุ่นอีกครั้งในอีกหนึ่งปีข้างหน้าเพื่อบันทึกภาพที่เขาวาดหวัง โดยใช้ฟิลเตอร์ Polarize เพื่อตัดแสงสะท้อนจากน้ำและสร้างฉากหลังให้เป็นสีดำ รวมทั้งเพิ่มแฟลชที่ด้านหน้าเพื่อเก็บการเคลื่อนไหวของหิมะ
“ทันทีที่หิมะตก ผมยืนรออยู่อย่างนั้น รอจังหวะที่ลมจะพัดมา ผมเชื่อว่ามันจะต้องเกิดขึ้น บางทีโชคดีมีโอกาสเกิดขึ้นหากว่าผมรอนานเพียงพอ” แต่หลังจากที่ไอน้ำเริ่มพวยพุ่ง กลับไม่มีลิงออกมาให้เห็น “ทันใดนั้นเองที่ผมเห็นลิงวัยโตเต็มที่กระโดดมานั่งที่ก้อนหินกลางบ่อน้ำพุร้อน และผมรู้ว่านี่แหละ คือจังหวะที่ผมเฝ้ารอ”
The Water Bear
ภาพหมีขาวส่วนใหญ่นั้นมักจะถูกบันทึกอยู่เหนือพื้นดินหรือผืนน้ำแข็ง แต่ภาพเหล่านั้นไม่ได้สะท้อนลักษณะนิสัยโดยทั่วไปของหมีขั้วโลก ด้วยชั้นไขมันที่หน้าและทางเดินหายใจที่ถูกพัฒนามาเพื่อเปิดปิดได้ ทำให้หมีขั้วโลกนั้นแท้จริงแล้วเป็นสัตว์ที่สามารถอยู่ในน้ำได้นาน ซึ่งพวกมันมักจะล่าแมวน้ำอยู่ในทะเลน้ำแข็ง รวมทั้งสามารถว่ายน้ำต่อเนื่องกันได้หลายชั่วโมง
Paul Soudersได้นำเรือ Zodiac เพื่อเดินทางได้ยังอ่าว Hudson ประเทศแคนาดา เพื่อถ่ายภาพหมีขั้วโลก เขาเดินทางค้นหาอยู่ 3 วันก่อนจะพบกับหมีขั้วโลกเพศเมียที่นอกชายฝั่งประมาณ 30 ไมล์
“ผมเคลื่อนเรือเข้าหาเธออย่างช้าๆ มันคล้ายกับเกมส์แมวจับหนู” และเมื่อเจ้าหมีตัวนั้นกระโดดหายไปในทะเล สิ่งที่เขาทำคือรอคอย “ที่นั่นมันมีแต่น้ำและน้ำแข็ง และเจ้าหมีตัวนั้นก็ว่ายน้ำเล่นอย่างสบายอารมณ์ ใกล้ จนผมสามารถได้ยินเสียงหายใจ และในขณะที่เธอกำลังโผล่ขึ้นจากน้ำ นั่นเป็นช่วงเวลาที่พิเศษมาก” และแสงในภาพก็เป็นช่วงเวลาพิเศษเช่นเดียวกัน เพราะนี่คือภาพพระอาทิตย์เที่ยงคืน แต่น่าเสียดายที่แสงดังกล่าวถูกบดบังด้วยหมอกควันที่เกิดจากไฟไหม้ทางตอนใต้ที่ห่างไกล สะท้อนถึงภัยคุกคามที่ทำให้อาร์กติกร้อนขึ้นทุกวัน และน้ำแข็งที่ละลายเร็วขึ้นในทุกๆฤดูใบไม้ผลิ  ก็ทำให้การหาอาหารของหมีขั้วโลกยากลำบากขึ้นเช่นกัน
ที่มา Wildlife Photographer of the Year 2013
สัตว์ป่า

การแข่งขันภาพถ่ายสัตว์ป่าประจำปี เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1964 เป็นการแข่งขันภาพถ่ายธรรมชาติประจำปีที่จัดขึ้นโดยพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ (Natural History Museum) และ BBC สำหรับปีนี้เป็นปีที่ 49 ได้มีการส่งภาพมาจากทั่วโลก และคัดเลือกเหลือ 10 ภาพเพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ประเทศอังกฤษ
 

ท่าเรือปากบารา : แผนพัฒนาเพื่อประชาชนชาวไทย?

อีเมล พิมพ์ PDF
เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านคงจะคุ้นเคยกับคำว่า ‘แลนด์บริดจ์’ ที่ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นในจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งเป็นแผนเก่าเก็บราว 30 ปีก่อนที่ถูกหยิบมาปัดฝุ่นใหม่สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และสานต่อด้วยรัฐบาลอภิสิทธิ์ และสืบเนื่องมาจนกระทั่งรัฐบาลชุดปัจจุบัน
แผนพัฒนาดังกล่าวนอกจากจะมีการก่อสร้าง ท่าเรือน้ำลึกที่ปากบารา อ.ละงู จ.สตูล ยังรวมไปถึง การก่อสร้างรถไฟรางคู่ระหว่างสงขลาและสตูล การวางท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซระหว่างอ่าวไทยและทะเลอันดามัน คลังน้ำมันขนาด 5,000 ไร่ การขุดเจาะอุโมงค์เชื่อมเส้นทางหลวงสตูล-เปอร์ลิส (ไทย-มาเลเซีย) ยังไม่รวมถึงพื้นที่อุตสาหกรรมหลากชนิด ที่กรีฑาทัพมาเพื่อริดรอนสิทธิและผลประโยชน์ที่มีมาแต่ดั้งเดิมของประชาชนในพื้นที่ และได้มีการดำเนินการไปแล้วบางส่วน โดยแทบจะไม่เปิดเผยข้อเท็จจริงในการพัฒนาดังกล่าวให้คนในพื้นที่รับรู้
ทะเลสตูล : ทรัพยากรธรรมชาติที่ยากจะตีค่าเป็นตัวเงิน
การสร้างท่าเรือปากบารา อาจจำเป็นต้องสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญตั้งแต่การใช้พื้นที่กว่า 4,700 ไร่ของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา ซึ่งเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำตามธรรมชาติ การระเบิดภูเขาถึง 8 ลูก ที่อาจส่งผลกระทบถึงสภาวะอากาศและเป็นการเปิดช่องทางให้ฝุ่นควันและสารพิษจากเขตอุตสาหกรรมเข้ามาในเมืองสตูล
นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องใช้ทรายกว่า 20 ล้านคิวเพื่อถมทะเล และทรายเหล่านั้นก็มาจากชุมชนใกล้เคียงนั่นเอง ยังไม่นับการเวนคืนที่ดินอีกมหาศาลและการสูญเสียแหล่งทำกินที่ประชาชนต้องเผชิญ
อาจารย์ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง อาจารย์ประจำสาขาภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้เป็นหัวหน้าในโครงการจัดทำเอกสารนำเสนอพื้นที่แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามัน จ.สตูล เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ได้กล่าวถึงความอุดมสมบูรณ์และความสำคัญของทะเลสตูลไว้อย่างหลากหลายมิติ
‘ทะเลสตูลเป็นแหล่งสะสมอาหารที่มาจากทั้งทางบกและทางทะเล เป็นพื้นที่ที่มีธาตุอาหารสูง เป็นแหล่งหญ้าทะเล แหล่งปะการังอุดมสมบูรณ์ และเป็นรอยต่อช่องแคบมะละกา ระหว่างคาบสมุทรอินเดียและคาบสมุทรแปซิฟิก ซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งรวมระบบนิเวศน์ทางทะเลคือ ป่าชายเลน หาดหิน หาดทราย หาดโคลน แหล่งปะการัง และหญ้าทะเล ครบถ้วนสมบูรณ์’
นอกจากความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติแล้ว อาจารย์ศักดิ์อนันต์ยังเสริมว่าบริเวณชายฝั่งแถบอันดามันตอนล่าง มีลักษณะที่มีภูเขาอยู่ด้านหลัง ซึ่งหากเกิดมลพิษหรือขยะ ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่ได้ถูกพัดพาไปไหน แต่จะตกตะกอนหรือลอยอยู่ในบริเวณดังกล่าว จึงเป็นพื้นที่ที่อ่อนไหวต่อมลภาวะ แตกต่างจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ที่มลภาวะทุกอย่างจะถูกคลื่นพัดพาไปหมด
แต่อย่างไรก็ดี จากรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA กลับได้ผลว่าปากบาราเป็นพื้นที่เสื่อมโทรม ซึ่งออกจะขัดจากความเป็นจริงที่ปากบารานั้นอุดมไปด้วยสัตว์ทะเลนานาชนิด เช่น หอยนางรม หอยปากเป็ด หอยเสียบ อีแปะทะเล หอยมะระ ไส้เดือนทะเล และปูทหาร ซึ่งสัตว์ทะเลเหล่านี้มีปริมาณค่อนข้างมากและกระจายอยู่ตามหน้าดิน
การประเมินต้นทุนทางธรรมชาติ : ตัวเลขที่นักเศรษฐศาสตร์ไม่อยากพูดถึง
แทบทุกครั้งในการประเมินมูลค่าโครงการ โดยเฉพาะโครงการที่จำเป็นต้องทำลายทรัพยากรธรรมชาติ นักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปมักมองต้นทุนทางธรรมชาติเพียงผิวเผิน และประเมินอย่างฉาบฉวยเป็นตัวเงินง่ายๆ ที่มีมูลค่าน้อยนิดเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับเมกะโปรเจกต์มูลค่ามหาศาล เช่นที่ปากบารา นักเศรษฐศาสตร์เพื่อการพัฒนามักมองเพียงว่า บนหาดนั้นมีสัตว์ทะเลเศรษฐกิจกี่ตัว คิดเป็นมูลค่ากี่บาท หรือการทำแบบสอบถามถึงผู้มีอาชีพประมง และประเมินเงินได้ที่ได้จากการประกอบอาชีพดังกล่าว โดยลืมมองไปว่า ธรรมชาตินั้นทรงคุณค่ามากกว่าต้นทุนทางเศรษฐกิจ
หากเรามองปากบาราใหม่ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม จะพบว่าสัตว์ทะเลเช่นปูทหาร ที่ดูเหมือนจะไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่เป็นตัวแปรสำคัญในเชิงนิเวศ ซึ่งปูทหารนั้นนอกจากจะทำหน้าที่คุ้ยดินเพื่อกินเศษซากอินทรีย์ ยังขุดดินเพื่อเพิ่มคุณภาพดิน ทำให้เหมาะแก่การอยู่อาศัยของชีวิตอื่นๆ และสัตว์หน้าดินเหล่านั้นเองก็จะเติบโตเป็นอาหารในห่วงโซ่แก่สัตว์อื่นต่อไป
แม้แต่หอยนางรมเอง ก็เปรียบเสมือนเครื่องกรองน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งหากมองในแง่นี้แล้ว ทรัพยากรธรรมชาติดังกล่าวก็เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างเครื่องจักรมาทดแทนหน้าที่ของเหล่าสัตว์ทะเลตามธรรมชาติ
นอกจากนี้ หอยปากเป็ด ก็ถือเป็นสัตว์ทะเลโบราณที่หายาก และแทบจะไม่มีการพบเห็นในพื้นที่อื่นของประเทศไทย ซึ่งถึงแม้จะไม่มีมูลค่าในตลาด ก็กลับมีมูลค่าสูงมากในเชิงนิเวศวิทยา ยังไม่นับผลกระทบต่อทะเลที่เป็นแหล่งหญ้า และแนวปะการัง ซึ่งผลกระทบเหล่านั้นอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของมรดกอาเซียน อย่างอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตรุเตา
สิทธิชุมชนกับข้อมูลข่าวสารที่ถูกบิดเบือน
ท่าเรือปากบารา และสารพัดแผนพัฒนาที่รัฐหยิบยื่นให้ประชาชน ไม่ต่างอะไรจากนโยบาย ‘ขายฝัน’ ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์ในการตะล่อมให้ประชาชนในพื้นที่ยินยอมให้เกิดการ ‘พัฒนา’ ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวอ้างถึงเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่จะไหลเวียนสู่จังหวัดสตูล การเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมทั้งตลาดแรงงานที่จะมีการขยายตัว คนสตูลจะมีงานทำ และนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจในระดับชาติ แต่หากประชาชนเชื่อภาพที่รัฐพยายามสร้างขึ้น สุดท้ายสตูลก็คงไปหนีไม่พ้นชะตากรรมที่จะกลายเป็นนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ ไม่ต่างจากมาบตาพุด
น้อยนักที่จะมีคนจากส่วนกลางไปพูดความจริง ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงาน ที่จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญจากต่างถิ่น ที่พร้อมจะเบียดบังแรงงานไร้ฝีมือที่ช่ำชองในการประมงหรือการทำเกษตรกรรมให้ไม่มีอาชีพ และโครงการดังกล่าวย่อมไม่จบลงแค่เพียงท่าเรือ สิ่งที่จะตามมาคือระบบขนส่งน้ำมัน
การสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อป้อนพลังงานให้โรงงานเหล่านั้น และการควบคุมแบบไทยๆ ที่ทำให้ทะเลปนเปื้อนไปด้วยสารพิษ ตามมาด้วยการปนเปื้อนในแหล่งน้ำ และการล่มสลายของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว แต่ในมุมกลับกัน ผลกำไรจำนวนมหาศาลจากการลงทุนก็จะไหลเข้าสู่กระเป๋าของนายทุน กลายเป็นเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นทั้งชาวไทยและต่างประเทศ จะมีก็เพียงเศษเงินที่ปันส่วนให้กับประชาชนผู้มีถิ่นฐานในพื้นที่ และสุดท้ายผลกรรมทั้งหมดก็จะตกอยู่กับประเทศชาติ อยู่กับธรรมชาติ ที่ยากจะฟื้นคืน
สุดท้าย ผู้เขียนขอเตือนว่า GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศนั้น เป็นเพียงมาตรวัดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงคร่าวๆ และมีข้อจำกัดมากมาย แต่ที่สำคัญที่สุดคือ GDP ที่เพิ่มขึ้นนั้น ไม่ได้ชี้วัดการกระจายรายได้หรือความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ได้บอกว่าทรัพยากรธรรมชาติของเรายังคงอุดมสมบูรณ์ และที่สำคัญที่สุด มันไม่ได้รับรองว่าประชาชนชาวไทยจะมีความสุขจากตัวเลขที่เพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นข้อจำกัดสำคัญที่เราไม่ควรมองข้าม
ท่าเรือปากบารา : แผนพัฒนาเพื่อประชาชนชาวไทย?
http://www.siamintelligence.com/pak-bara-pier/
ปากบาราเชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านคงจะคุ้นเคยกับคำว่า ‘แลนด์บริดจ์’ ที่ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นในจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งเป็นแผนเก่าเก็บราว 30 ปีก่อนที่ถูกหยิบมาปัดฝุ่นใหม่สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และสานต่อด้วยรัฐบาลอภิสิทธิ์ และสืบเนื่องมาจนกระทั่งรัฐบาลชุดปัจจุบัน

แผนพัฒนาดังกล่าวนอกจากจะมีการก่อสร้าง ท่าเรือน้ำลึกที่ปากบารา อ.ละงู จ.สตูล ยังรวมไปถึง การก่อสร้างรถไฟรางคู่ระหว่างสงขลาและสตูล การวางท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซระหว่างอ่าวไทยและทะเลอันดามัน คลังน้ำมันขนาด 5,000 ไร่ การขุดเจาะอุโมงค์เชื่อมเส้นทางหลวงสตูล-เปอร์ลิส (ไทย-มาเลเซีย) ยังไม่รวมถึงพื้นที่อุตสาหกรรมหลากชนิด ที่กรีฑาทัพมาเพื่อริดรอนสิทธิและผลประโยชน์ที่มีมาแต่ดั้งเดิมของประชาชนในพื้นที่ และได้มีการดำเนินการไปแล้วบางส่วน โดยแทบจะไม่เปิดเผยข้อเท็จจริงในการพัฒนาดังกล่าวให้คนในพื้นที่รับรู้
 
บทความ อื่นๆ ...


page 9 of 16

รับข่าวสาร