• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


ร่วมลงชื่อ หยุดขายปลานกแก้ว

อีเมล พิมพ์ PDF

ปลานกแก้วปัจจุบัน แนวปะการังอันเป็นระบบนิเวศทางทะเลที่สำคัญที่สุดประเภทหนึ่งทั้งในแง่ของ การท่องเที่ยวและการทำหน้าที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ กำลังอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมอันมีสาเหตุสำคัญมาจากหลายปัจจัยทั้งการพัฒนา ชายฝั่งที่ทำให้เกิดตะกอน การทำประมงเกินขนาด การท่องเที่ยวอย่างขาดความรับผิดชอบ และที่สำคัญคือปรากฎการณ์ปะการังฟอกขาวเนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นเกิน ระดับปกติ

แนวปะการังของประเทศไทยในเวลานี้จึงอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอ เปราะบางและต้องการการอนุรักษ์อย่างยิ่ง

 

1 ปีผ่านไป ประเทศไทยยังคงเป็นตลาดค้างาช้างที่ใหญ่ที่สุดในโลก

อีเมล พิมพ์ PDF
“หลายประเทศที่ข้องเกี่ยวกับการค้างาช้างผิดกฎหมาย ต่างก็รุดหน้าในการแก้ปัญหาดังกล่าว แต่อาจจะยกเว้นประเทศเดียว คือประเทศไทย” ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการอนุรักษ์ประกาศต่อสื่อสาธารณะเมื่อราวต้นเดือนกรกฎาคม
คณะกรรมการสามัญของ CITES หรือสนธิสัญญาระดับนานาชาติที่ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2516 เพื่อปกป้องสัตว์ป่าจากการล่า ได้จัดประชุมที่มีผู้เข้าร่วมคือตัวแทนจากนานาประเทศที่ลงนามในสนธิสัญญาดังกล่าว องค์กรระหว่างรัฐ และองค์กรไม่แสวงหากำไรเพื่อการอนุรักษ์
เมื่อ ปี พ.ศ.2556 ได้มีการจัดประชุมที่กรุงเทพฯ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของ CITESได้ระบุว่ามี 8 ประเทศในโลกที่เป็นเสมือนเชื้อเพลิงที่หล่อเลี้ยงการค้าขายงาช้างผิดกฎหมาย ทั้งในแง่การผลิต ขนส่ง รวมทั้งการบริโภค โดย 8 ประเทศข้างต้นคือจีน เคนยา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ แทนซาเนีย อูกันดา เวียดนาม และประเทศไทย ซึ่งเจ้าหน้าที่ CITES ได้แจ้งให้ทั้ง 8 ประเทศ ร่างแผนดำเนินการเพื่อปราบปรามการค้าดังกล่าว มิฉะนั้นอาจโดนคว่ำบาตรทางการค้าจากนานาชาติ
และเมื่อต้นกรกฎาคมที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญได้แสดงความเห็นว่ามีเพียง 7 ใน 8 ประเทศที่มีความรุดหน้า
“ทุกๆ ประเทศที่อยู่ในรายชื่อจะมีเวลาเพื่ออธิบายว่าพวกเขาได้ทำอะไรเพิ่มเติมไปแล้วบ้างเพื่อแก้ปัญหาการค้างาช้างผิดกฎหมาย แต่ประเทศไทย นับว่าเป็นเพียงประเทศเดียวที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าแทบไม่ได้เดินหน้าจัดการอะไรเลย”Tom De Meulenaerเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์ CITES กล่าว
เขายังอธิบายเพิ่มเติมว่า “ประเทศไทยไม่ได้เดินหน้าแก้ปัญหาอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งคณะกรรมการ CITES ได้ตกลงร่วมกันว่าจะมีมาตรการในการจัดการ และผมเชื่อว่า ประเทศไทยจะถูกตรวจตราอย่างใกล้ชิดมากกว่าแต่ก่อน”
สนธิสัญญา CITES มีกรอบการปฏิบัติที่กำหนดไว้แล้วอย่างชัดเจน และหากมีประเทศใดที่ฝ่าฝืนและไม่กระทำตาม ก็มีสิทธิที่จะโดนคว่ำบาตรทางการค้าได้
“ประเทศไทยนับว่าขาดความคืบหน้าในการดำเนินการแก้ปัญหาค้างาช้างทั้งในทางการเมืองและทางกฎหมาย”Paul Todd ผู้อำนวยการด้านนโยบายต่างประเทศและการวางแผน องค์กรไม่แสวงหากำไร International Fund for Animal Welfare (IFAW) กล่าว
“กฎหมายของไทยนั้น แม้แต่ตลาดการค้าภายในประเทศก็ยังไม่สามารถจัดการได้ ไม่ต้องพูดถึงการป้องกันการค้าในระดับนานาชาติ เพราะในไทยยังมีตลาดการค้างาช้างที่ถูกกฎหมาย ซึ่งพวกเขาอ้างว่างาช้างเหล่านั้นมาจากช้างเลี้ยง ซึ่งเป็นไปไม่ได้” เขากล่าวเสริม
นอกเหนือจากประเทศไทย อีก 7 ประเทศต่างมีการกำหนดกฎหมายที่รัดกุมยิ่งขึ้น รวมทั้งการเพิ่มอัตราโทษเพื่อควบคุมการค้างาช้าง
ตามรายงานเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม โดยองค์กรไม่แสวงหากำไร TRAFFIC จำนวนการค้างาช้างบริเวณโดยรอบกรุงเทพฯนั้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 3 เท่าภายใน 18 เดือน ซึ่งในเดือนมกราคม พ.ศ.2556 ได้มีการสำรวจพบร้านค้า 61 แห่งมีงาช้างเป็นสินค้า แต่ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2557 ในบริเวณเดียวกันกลับพบร้านค้ากว่า 120 แห่ง
อีกรายงานหนึ่งที่เพิ่งเผยแพร่ได้ไม่นานโดย TRAFFIC ระบุว่า ประเทศไทยมีการค้าขายช้างป่าที่ถูกจับเพื่อใช้ในการท่องเที่ยว ซึ่งช้างเหล่านั้นส่วนใหญ่จะถูกจับจากประเทศพม่า
จากคำกล่าวของ Paul Todd ตัวแทนจากประเทศไทยที่เข้าร่วมประชุม CITES นั้นปฏิเสธผลการประเมินความก้าวหน้าในการจัดการปัญหาการค้างาช้างในประเทศไทย แต่ไม่มีตัวแทนจากประเทศใดที่เข้าปกป้องประเทศไทย
ในมุมของประเทศที่แก้ปัญหาได้ดีที่สุด ผู้เข้าร่วมมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าเคนยาสามารถดำเนินการควบคุมการล่างาช้างในบริเวณชายแดนได้อย่างก้าวกระโดด  เนื่องจากรัฐบาลเคนยา “รับรู้ว่าการค้างาช้างคือองค์กรอาชญากรรมที่สนับสนุนเงินทุนให้การโจมตีของผู้ก่อการร้าย”Paula Kahumbuนักอนุรักษ์ชาวเคนยา จากองค์กรไม่แสวงหากำไร WildlifeDirect  กล่าว
ถอดความจาก ‘Global Wildlife Summit: Fight Against Illegal Ivory Stalled in Thailand’โดยChristina Russoเข้าถึงได้ที่http://news.nationalgeographic.com/news/2014/07/140709-poaching-elephants-cites-ivory-trade-animals-science/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
งาช้าง“หลายประเทศที่ข้องเกี่ยวกับการค้างาช้างผิดกฎหมาย ต่างก็รุดหน้าในการแก้ปัญหาดังกล่าว แต่อาจจะยกเว้นประเทศเดียว คือประเทศไทย” ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการอนุรักษ์ประกาศต่อสื่อสาธารณะเมื่อราวต้นเดือนกรกฎาคม

คณะกรรมการสามัญของ CITES หรือสนธิสัญญาระดับนานาชาติที่ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2516 เพื่อปกป้องสัตว์ป่าจากการล่า ได้จัดประชุมที่มีผู้เข้าร่วมคือตัวแทนจากนานาประเทศที่ลงนามในสนธิสัญญาดังกล่าว องค์กรระหว่างรัฐ และองค์กรไม่แสวงหากำไรเพื่อการอนุรักษ์
 

คลองโคนโมเดล ฟื้นฟูป่ารักษาชุมชน

อีเมล พิมพ์ PDF

คลองโคนผมถูกปลุกขึ้นด้วยเสียงเรือหางยาวที่แล่นไปบนน้ำสีขุ่น

กระพริบตาถี่ๆ แหงนมองท้องฟ้ากลับไม่เป็นสีฟ้า เพราะถูกปกคลุมด้วยกิ่งใบแน่นหนาของใบไม้สีครึ้มเขียว แสงแดดส่องประกายวิบวับ ผมทบทวนความทรงจำของตัวเอง ก่อนจะรำลึกได้ว่าวันนี้ผมมาปลูกป่าชายเลน

พลิกกายลุกจากเปลญวณ ผู้คนมากมายเดินขวักไขว่บนลานที่ทำจากไม้ไผ่ พวกเขาคือนักศึกษาจากต่างมหาวิทยาลัยที่มาทำกิจกรรมปลูกป่าชายเลน ที่ตำบลคลองโคน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานคร

 

ชาวบ้านลุ่มน้ำชีเตรียมยื่นหนังสือ คสช. เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อน

อีเมล พิมพ์ PDF

ลุ่มน้ำชีตัวแทนกลุ่มชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธร – พนมไพร และเขื่อนธาตุน้อย ในลุ่มน้ำชี กว่า 70 คน ได้จัดประชุมที่วัดบ้านอีโก่ม ตำบลเทอดไทย อำเภอทุ่งเขาหลวง จังหวัดร้อยเอ็ด โดยสรุปกระบวนการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาสองรัฐบาลว่า ยังไม่มีความคืบหน้าจากการแก้ไขปัญหาที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน ซึ่งการรวมตัวกันในครั้งนี้ มีกลุ่มชาวบ้านจากพื้นที่อำเภอทุ่งเขาหลวง อำเภออาจสามารถ อำเภอเสลภูมิ อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด และอำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร ได้รวมตัวกันเพื่อประชุมและหามติในการกำหนดมาตรการเตรียมยื่นหนังสือต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านค่ายทหารในจังหวัดนั้นๆ

 

ระดมความคิด ฟื้นทรัพยากรไทย

อีเมล พิมพ์ PDF

สืบเนื่องจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีนโยบายปรับปรุงระบบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประเทศไทย เพื่อลดการบุกรุกทำลายทรัพยากรและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่มีความเสื่อมโทรม คณะผู้บริหารสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ และผู้นำภาคประชาชน รวม 22 คน จึงร่วมเสวนาระดมความคิดเห็น เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2557 ณ ห้องประชุม สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อเสนอประเด็นการปฏิรูปการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวล้อมอันเป็นการสนับสนุนแนวนโยบายดังกล่าว โดยได้มีความคิดเห็นร่วมกัน ดังนี้

 

เส้นทางน้ำแม่วงก์ไหลไปไหน

อีเมล พิมพ์ PDF

แม่วงก์1. ก่อนการเดินเท้าคัดค้านEHIAโครงการเขื่อนแม่วงก์
สิ่งที่ทางองค์กรเครือข่ายอนุรักษ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่มีมติครม.เมื่อวันที่ 10 เม.ย.55 เรื่องการอนุมัติในหลักการให้ดำเนินก่อสร้างโครงการเขื่อนแม่วงก์ ก็คือการลงสำรวจเก็บข้อมูลในพื้นที่ทั้งการสำรวจความสมบูรณ์ของผืนป่าแม่วงก์และการสำรวจเส้นทางน้ำ ซึ่งในการสำรวจเส้นทางน้ำมีเป้าหมายคือหาเหตุผลที่แท้จริงว่าการที่น้ำท่วม-น้ำแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่วงก์เกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง เพื่อจะได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องและตรงจุด

เมื่อได้ข้อมูลจากการสำรวจแล้ว องค์กรเครือข่ายฯได้ร่วมประชุมหารือและทำจดหมายคัดค้านพร้อมชี้แจงเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ควรสร้างเขื่อนแม่วงก์ยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากพบว่าเนื้อหาในเล่มรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในพื้นที่เท่าไหร่นัก แต่จดหมายที่ทำส่งไปร่วมร้อยฉบับกลับไม่ได้รับการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเท่าที่ควร

 

ขนาดอุตสาหกรรมของอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม

อีเมล พิมพ์ PDF

ช้างป่าอาชญากรรมด้านสิ่งแวดล้อมเป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้ มีตัวอย่างเช่นการค้างาช้างผิดกฎหมาย การลักลอบจับปลา หรือการทำไม้เถื่อน โดยองค์การสหประชาชาติได้ประมาณการตัวเลขอุตสาหกรรมผิดกฎหมายเหล่านี้รวมแล้วอยู่ที่ราว 70 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ถึง 213 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯต่อปี และปลายทางของเงินเหล่านี้ก็จะไปเป็นทุนในการสนับสนุนอาชญากรรมชนิดอื่น ไม่ว่าจะเป็นการก่อการร้าย หรือกองกำลังทางทหาร รายงานดังกล่าวจัดทำขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างองค์การสหประชาชาติและองค์การตำรวจสากล

“รายงานล่าสุดแสดงให้เห็นอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วของตัวเลขในอุตสาหกรรมผิดกฎหมาย ซึ่งเหตุผลหลักมาจากจำนวนทรัพยากรทั้งป่าไม้และสัตว์ป่าที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งวิธีการทำงานขององค์กรเหล่านั้น ที่เพิ่งได้รับการเปิดเผยเมื่อไม่กี่ปีมานี้” Christian Nellemann หัวหน้าฝ่าย Rapid Response องค์กร UNEA (United Nations Environment Assembly) กล่าว

 

ขอให้ตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายกับกลุ่มผู้ล่าสัตว์ป่า

อีเมล พิมพ์ PDF
วันนี้ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ให้ให้ตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายกับกลุ่มผู้ล่าสัตว์ป่า ซึ่งได้มีการรวมกลุ่มกันบนเฟสบุ๊ค ในชื่อ “ล่าสัตว์ป่า” ในหนังสือมีเนื้อหาดังนี้
เรื่อง ขอให้ตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายกับกลุ่มผู้ล่าสัตว์ป่า
เรียน อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช
สิ่งที่ส่งมาด้วย ภาพการล่าสัตว์ป่าเพื่อเผยแพร่ทางสื่อโซเชียล มีเดีย โดยใช้ชื่อ “ล่าสัตว์ป่า”
ตามที่ปรากฏในสื่อโซเชียล มีเดีย ที่ได้มีการจัดตั้งกลุ่มเพื่อทำการล่าสัตว์ป่าโดยใช้ชื่อกลุ่มทาง เฟสบุ๊คว่า “ล่าสัตว์ป่า” ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย ซึ่งทางมูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ทำการติดตามและรวบรวมข้อมูลอย่างใกล้ชิดโดยมี นายแพทย์รังสฤษฎ์กาญจนะวณิชย์ กรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรเป็นผู้ดำเนินการเฝ้าระวังตามแผนยุทธศาสตร์ของมูลนิธิสืบฯ ในยุทธศาสตร์ที่ ๒ ว่าด้วยเรื่องการเฝ้าระวังสถานการณที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศผืนป่าและสัตว์ป่า
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร จึงขอแสดงความห่วงใยต่อรูปแบบกิจกรรมของผู้ล่าที่กระทำอย่างผิดกฎหมาย และการนำภาพมาเผยแพร่สู่สาธารณะชนของกลุ่มนี้ และขอให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชเร่งตรวจสอบและดำเนินการกับผู้กระทำผิด เพื่อเป็นบรรทัดฐานที่ดีในสังคมต่อไป
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาและขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้
ข้อความจากเฟสบุ๊ค นายแพทย์รังสฤษฎ์กาญจนะวณิชย์ (Rungsrit Kanjanavanit)
เห็นข่าวนี้แล้ว คืนนี้ ถ้าจะหลับไม่สนิทขณะนี้ มีกลุ่มคน รวมตัวกันใน facebook "ล่าสัตว์ป่า"เพื่อ post รูป ซากสัตว์ป่า และ ปืนผาหน้าไม้โอ้อวด ชื่นชม ฝีมือการล่าสัตว์ผมมองไม่เห็นอะไร นอกจาก ความโหดร้าย ปมด้อยและ อาชญากรรมadmin อ้าง ล่าเพื่อ เป็น อาหาร และ ไม่ล่าสัตว์ป่า สงวน สัตว์ป่า คุ้มครองแต่ภาพความจริงที่ปรากฏ ไม่ได้เป็นเช่นนั้นในปัจจุบัน ไม่มีใครต้องการเนื้อสัตว์ป่า เพื่อการยังชีพ อีกแล้วมันหายากและมีราคาแพงกว่า โปรตีนสัตว์เศรษฐกิจ มากมายนอกจากนี้การล่าสัตว์ป่า แตกต่างจาก การกินเนื้อหมู ปลา ไก่ ที่มาจากการเพาะเลี้ยงเพราะ การล่าแบบนี้เป็นการใช้ทรัพยากรที่ไม่ยั่งยืน หลายชนิดอาจสูญพันธุ์ และที่สำคัญ มันส่งผลกระทบ เป็นลูกโซ่ ต่อระบบนิเวศโดยรวมอย่างรุนแรงจริงๆ ผมไม่น่าต้องอธิบายเหตุผลมากมายเพียงแต่ หากอ้างแต่ เมตตาธรรมมักมีคนออกมาโต้เถียง เห็นใจ คนพวกนี้แถมมองว่า เป็น สิทธิส่วนบุคคล หนักกระบาลใครหรือก็ขอตอบไปเลยว่า หนักกระบาลมากๆขอพวกเราช่วยกัน ส่งเสียงไปให้ดังถึงผู้เกี่ยวข้องรักษากฏหมาย ให้ศักดิ์สิทธิด้วยเถอะครับ
ปล. หาก ต้องการล่า เพื่อ โชว์ความแมนผมแนะว่า ชวนมวลสมาชิกของ page เข้าไปในป่าล้อมรั้ว ไล่ล่ากันเอง หาผู้ชนะ แบบ hunger game เลยครับ รับรอง ได้ความเร้าใจ กระตุ้นต่อมหมวกไตของท่านสมใจครับ
ล่าสัตว์ป่าวันนี้ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ให้ให้ตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายกับกลุ่มผู้ล่าสัตว์ป่า ซึ่งได้มีการรวมกลุ่มกันบนเฟสบุ๊ค ในชื่อ “ล่าสัตว์ป่า” ในหนังสือมีเนื้อหาดังนี้
เรื่อง ขอให้ตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายกับกลุ่มผู้ล่าสัตว์ป่า
เรียน อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช
สิ่งที่ส่งมาด้วย ภาพการล่าสัตว์ป่าเพื่อเผยแพร่ทางสื่อโซเชียล มีเดีย โดยใช้ชื่อ “ล่าสัตว์ป่า”
 

ชาวบ้านลุ่มน้ำชีครวญ เขื่อนทำน้ำท่วมพื้นที่การเกษตรซ้ำซาก

อีเมล พิมพ์ PDF
ชาวบ้านลุ่มน้ำชีครวญ เขื่อนทำน้ำท่วมพื้นที่การเกษตรซ้ำซาก หน่วยงานรัฐเมินแก้ปัญหา - เมื่อวันนี้ 27 มิถุนายน ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลเทอดไทย อำเภอทุ่งเขาหลวง จังหวัดร้อยเอ็ด กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดสัมมนาระดมความคิดเห็น แนวทางเสริมสร้างขีดความสามารถของชุมชนในการรับมือกับพิบัติภัยด้านทรัพยากรน้ำ ซึ่งทางกรมทรัพยากรน้ำจะได้ดำเนินการจัดสัมมนาจำนวน 12 ครั้ง ในระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกกาคม 2557 ในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และยโสธร โดยผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วยผู้แทนองค์กรลุ่มน้ำหรือเครือข่าย ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเจ้าหน้าที่ของกรมทรัพยากรน้ำ ครั้งละประมาณ 40 คน เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพของชุมชน เสริมสร้างขีดความสามารถและระดมความคิดเห็น เกี่ยวกับแนวทางการจัดการพิบัติภัย ซึ่งทางกรมทรัพยากรน้ำได้จัดขึ้น
ทั้งนี้ นายบุญจันทร์ สาระกรม กลุ่มชาวบ้านอนุรักษ์และฟื้นฟูลุ่มน้ำชี กล่าวว่า ปัญหาภัยพิบัติจริงๆ เกิดจากมนุษย์มาสร้างสิ่งกีดขวางลำน้ำ โดยเฉพาะการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำชี อย่างเช่น เขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธร-พนมไพร ทำให้พื้นที่การเกษตรของชาวบ้านต้องกลายเป็นที่เสี่ยงน้ำท่วม ที่ผ่านมาพวกเราก็เคยเสนอปัญหาเหล่านี้ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่ก็ยังไม่มีการแก้ไขปัญหาสักที วันนี้ก็มาเข้าร่วมเวทีกับหลายภาคส่วนแต่ก็มุ่งเน้นไปที่การจัดการปัญหาที่ปลายเหตุ ถ้าเรายังไม่มองที่ต้นเหตุ การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ลุ่มน้ำชีคงจะแก้ยากขึ้นเพราะต่างคนต่างทำ
“ถ้าจะแก้ไขปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วมควรเริ่มที่ต้นเหตุคือต้องบริหารจัดการเขื่อนเพราะเขื่อนคือต้นเหตุของปัญหา โดยการเปิดประตูเขื่อนเพื่อแขวนทุกบานในช่วงเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไปเพื่อเป็นการพร่องน้ำ และเตรียมรองรับน้ำฝนที่กำลังจะมา” นายบุญจันทร์มีข้อเสนอต่อเวที
ด้านนายสิริศักดิ์ สะดวก ผู้ประสานงานศูนย์พิทักษ์สิทธิการจัดการทรัพยากรชุมชนในลุ่มน้ำชีตอนล่าง กล่าวว่า ปัญหาภัยพิบัติจากน้ำท่วม เกิดจากโครงสร้างการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่ขาดความเข้าใจทิศทางการไหลของน้ำ และขาดความเข้าใจวิถีชีวิตชุมชน ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำชีซึ่งผมจะมองเห็นได้ชัดเจนว่าเขื่อนถูกสร้างขึ้นมาปิดกั้นแม่น้ำเป็นทอดๆ และการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนยังขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้านอย่างแท้จริง น้ำก็ยังถูกควบคุมโดยเขื่อนเป็นผู้กำหนดในการเปิดปิดบานประตูน้ำ
“ทุกวันนี้ชาวบ้านก็ยังหวั่นกับปัญหาน้ำท่วมพื้นที่การเกษตร ปัญหาเหล่านี้รัฐควรให้ความสนใจที่จะแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้านตามข้อเสนอชาวบ้าน มิใช่จะเดินหน้าจัดเวทีเพื่อหาโครงการใหม่ๆ” นายสิริศักดิ์กล่าว
ที่มา ศูนย์พิทักษ์สิทธิการจัดการทรัพยากรชุมชนในลุ่มน้ำชีตอนล่าง
เขื่อนชาวบ้านลุ่มน้ำชีครวญ เขื่อนทำน้ำท่วมพื้นที่การเกษตรซ้ำซาก หน่วยงานรัฐเมินแก้ปัญหา - เมื่อวันนี้ 27 มิถุนายน ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลเทอดไทย อำเภอทุ่งเขาหลวง จังหวัดร้อยเอ็ด กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดสัมมนาระดมความคิดเห็น แนวทางเสริมสร้างขีดความสามารถของชุมชนในการรับมือกับพิบัติภัยด้านทรัพยากรน้ำ ซึ่งทางกรมทรัพยากรน้ำจะได้ดำเนินการจัดสัมมนาจำนวน 12 ครั้ง ในระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกกาคม 2557 ในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และยโสธร โดยผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วยผู้แทนองค์กรลุ่มน้ำหรือเครือข่าย ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเจ้าหน้าที่ของกรมทรัพยากรน้ำ ครั้งละประมาณ 40 คน เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพของชุมชน เสริมสร้างขีดความสามารถและระดมความคิดเห็น เกี่ยวกับแนวทางการจัดการพิบัติภัย ซึ่งทางกรมทรัพยากรน้ำได้จัดขึ้น
 

มูลค่าของระบบนิเวศในการป้องกันภัยธรรมชาติ

อีเมล พิมพ์ PDF
ภายหลังพายุเฮอร์ริเคนแคทเธอรินาถล่มนิวออลีนส์ ในสหรัฐอเมริกา กองทัพอเมริกาฝ่ายวิศวกรรมได้ทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างแนวคันดินและกำแพงป้องกันน้ำท่วมเพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดภัยพิบัติซ้ำซ้อน โครงการดังกล่าวแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2557 โดยใช้งบประมาณราว 14.5 พันล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐฯ ต้นทุนดังกล่าวยังไม่รวมมูลค่าของการบำรุงรักษาและการก่อสร้างใหม่หากโครงสร้างเก่าหมดอายุการใช้งาน
แต่แนวคันดินไม่ใช่สิ่งเดียวที่คอยป้องกันบริเวณอ่าวจากการทำลายล้างของพายุ ธรรมชาติยังเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คอยปกป้องเรา พื้นที่ชุ่มน้ำในบริเวณอ่าวช่วยให้การดูดซับพลังงานของคลื่นลมคราวเกิดพายุ ลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นบนแผ่นดินใหญ่ และในขณะที่เราต้องจ่ายเงินราคาแพงเพื่อบำรุงรักษาระบบป้องกันที่ก่อสร้างโดยมนุษย์ แต่พื้นที่ชุ่มน้ำสามารถดูแลตนเองได้โดยไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว
การป้องกันพายุนั้นเป็นเพียงหนึ่งในบริการที่ระบบนิเวศสร้างให้กับเรา และแน่นอนว่าการบริการดังกล่าวย่อมมีมูลค่าที่จำเป็นต้องจ่าย ในปี พ.ศ. 2540 กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ได้ตัดสินใจที่จะประเมินมูลค่าที่แท้จริงของระบบนิเวศทั่วโลก พวกเขาได้ข้อสรุปว่าราคาดังกล่าวอยู่ที่ 33 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ซึ่งมีมูลค่าในปัจจุบันเท่ากับ 48.7 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ และหากจะเปรียบเทียบแล้ว มูลค่าการป้องกันที่ธรรมชาติมอบให้ ไม่ว่าจะเป็นการลดความแรงจากพายุ ลดการกัดเซาะของดิน และลดความเสี่ยงจากสภาวะเรือนกระจก นับว่ามีมูลค่าเป็นสองเท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP)ของทุกประเทศในปี พ.ศ.2540
“การประมาณการณ์นั้นอาจไม่ได้เที่ยงตรงนัก แต่ก็นับได้ว่าตัวเลขดังกล่าวมีมูลค่ามหาศาล เตือนเราว่าต้องให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม” Robert Costanza อาจารย์จากมหาวิทยาแห่งชาติออสเตรเลีย (Australian National University) ผู้ทำการวิจัยกล่าว
การศึกษานี้นับว่ามีอิทธิพลค่อนข้างสูง เนื่องจากหลายรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นคอสตาริก้าหรืออังกฤษ ต่างก็เริ่มนำมูลค่าของระบบนิเวศเข้าไปเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการวางนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม แต่งานวิจัยดังกล่าวก็ได้รับกระแสตอบรับที่หลากหลาย นักเศรษฐศาสตร์บางกลุ่มมองว่าการประเมินมูลค่าดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ และนักอนุรักษ์ก็มองว่าการประเมินมูลค่าเป็นหนทางที่ผิดในการรักษาทรัพยากร
เจ็ดปีผ่านไป ประเด็นนี้กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังจากการถกเถียงอย่างหนักเมื่อประธานาธิบดีโอบามาแห่งสหรัฐอเมริกาพยายามที่จะจัดการกับปัญหาการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่ย่อมส่งผลต่อระบบนิเวศทางธรรมชาติ Dr.Costanza และทีมงานได้ทำการประเมินมูลค่าใหม่โดยอ้างอิงข้อมูลจากรายงานเมื่อปี พ.ศ.2540 ซึ่งได้ตีพิมพ์รายงานดังกล่าวไว้ในวารสาร Global Environmental Change ฉบับพฤษภาคม ได้ข้อสรุปว่าการประเมินในอดีตนั้นให้มูลค่าที่ต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก ซึ่งมูลค่าที่แท้จริงของระบบนิเวศของโลกนั้นควรมีค่ามากกว่าที่ประเมินถึง 3 เท่า
“เมื่อเราได้เรียนรู้มากขึ้น ตัวเลขที่ได้จากการประมาณการก็เพิ่มขึ้นตาม” Dr.Costanza กล่าว
การเพิ่มขึ้นในมูลค่าดังกล่าวนั้น มาจากการศึกษานับร้อยชิ้นที่ศึกษาคุณค่าของระบบนิเวศต่างๆ ทั่วโลก และยิ่งหากคำนวณระบบนิเวศทั้งหมดในระดับโลก มูลค่าของมันก็ยิ่งสูงขึ้น
ตัวอย่างเช่นแนวปะการัง ซึ่งได้รับการยืนยันว่ามีค่ามากกว่าแค่แนวป้องกันลมพายุ แต่ยังรวมไปถึงป้องกันการพังทลายของดิน โดยลกความแรงของคลื่นก่อนที่จะกระทบฝั่ง และกระบวนการนี้เองที่ทำให้ทีมงานของ Dr.Costanza ประเมินมูลค่าแนวปะการังครั้งใหม่สูงถึง 42 เท่าของมูลค่าที่เคยคำนวณไว้ในปี พ.ศ.2540 โดยได้ประเมินว่าแนวปะการังทุกๆ 1 เอเคอร์ จะให้บริการที่มีมูลค่าสูงถึง 995,000 ดออล่าร์สหรัฐต่อปี ซึ่งหากนับแนวปะการังทั้งโลก ก็จะมีมูลค่าถึง 11 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ
Dr.Costanza ได้คำนวณผลประโยชน์ที่ได้จากระบบนิเวศจากระบบนิเวศทั้งชิ้น 16 รูปแบบ เช่น ป่าเขตร้อน ป่าชายเลน และทุ่งหญ้า คิดเป็นผลประโยชน์ทั้งสิ้น 17 รูปแบบ ซึ่งการคำนวณใหม่ครั้งนี้ประเมินว่ามูลค่าของระบบนิเวศนั้นสูงถึง 142.7 ล้านล้านดอลล่าร์ต่อปี (ณ ระดับราคาปี พ.ศ. 2557)
ซึ่งพวกเขาได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ระบบนิเวศหลายแห่งนั้นลดคุณค่าลงเนื่องจากการเสียสมดุลและการแผ้วถาง เช่นแนวปะการังที่เริ่มตายลงเนื่องจากมลภาวะและกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่ง Dr.Costanza ได้ประมาณการณ์ว่าแนวปะการังทั่วโลกได้ลดลงจาก 240,000 ตารางไมล์ในปี พ.ศ.2540 เหลือเพียง 108,000 ตารางไมล์ในปี พ.ศ.2557
และหากระบบนิเวศในปัจจุบัน ยังคงแข็งแรงเช่นเดียวกับระบบนิเวศในปี พ.ศ.2540 มูลค่าที่เราได้รับจากระบบนิเวศเหล่านั้นจะสูงถึง 165.8 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ
ในทางตรงข้าม การตัดไม้ทำลายป่าและการทำลายระบบนิเวศที่สำคัญทำให้เราสูญเสียบริการที่มีมูลค่าสูงถึง 23 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯต่อปี ซี่งมากกว่ามูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของสหรัฐอเมริกาที่มีมูลค่า 16.2 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ
“ผมมองว่านี่คือผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่มีความสำคัญมาก” Douglas J. Mccauley มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย (University of California) แสดงความเห็น และนี่คือคำชื่นชมจาก Dr.Mccauley ที่เคยวิพากษ์วิจารณ์ทีมงานของ Dr.Costanza ในการประเมินมูลค่าระบบนิเวศ
“งานวิจัยชิ้นนี้ เหมือนกับงบการเงินรายปีของโลก ที่จะทำให้เรารู้ว่าสินทรัพย์ที่สำคัญของโลกนั้นเพิ่มขึ้นหรือลดลง” Dr.Mccauley กล่าว
แม้ว่าจะมีการประเมินมูลค่าใหม่ แต่ Dr.Mccauley ก็ยังมองว่าการใช้สกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐฯในการประเมินนั้นไม่เหมาะสม เพราะเมื่อใดก็ตามที่ระบบนิเวศถูกทำลาย จะทำให้มูลค่าของพวกมันลดต่ำลง และมีแนวโน้มที่จะไม่ได้รับใส่ใจ ปกป้อง และบำรุงรักษา “ผมคิดว่าการใช้วิธีนี้เพื่อการอนุรักษ์นั้นยังไม่เหมาะสม และค่อนข้างอันตราย” Dr.Mccauley กล่าว
หลายคนเห็นด้วยกับ Dr.Mccauley เช่นที่ปรากฎในการสำรวจความคิดเห็นโดย Matthias Schröter จากมหาวิทยาลัย Wageningen ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่มีนักวิทยาศาสตร์หลายคนไม่เห็นด้วยกับวิธีการศึกษาของ Dr.Costanza เนื่องจากเห็นว่าระบบนิเวศนั้นไม่ได้มอบเพียงแต่สิ่งที่ดีให้กับเรา มันยังนำพามาซึ่งโรคภัยและความเจ็บป่วย
สำหรับ Dr.Schröter มีความเห็นว่าวิธีการศึกษาของ Dr.Costanza นับว่าเป็นวิธีที่ทรงพลังในการสื่อสารว่าเราพึ่งพาธรรมชาติมากน้อยขนาดไหน และเราทำลายธรรมชาติไปแล้วเป็นมูลค่าเท่าไหร่
“เวลากำลังจะหมดลง” Dr.Schröter กล่าว “เราต้องพยายามสื่อสารว่า มนุษย์กำลังสูญเสียสิ่งที่มีมูลค่ามหาศาลทุกวัน”
ถอดความจากPutting a Price Tag on Nature’s Defenses โดย Carl Zimmer เข้าถึงได้ที่http://www.nytimes.com/2014/06/05/science/earth/putting-a-price-tag-on-natures-defenses.html?ref=earth&_r=0
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
ระบบนิเวศภายหลังพายุเฮอร์ริเคนแคทเธอรินาถล่มนิวออลีนส์ ในสหรัฐอเมริกา กองทัพอเมริกาฝ่ายวิศวกรรมได้ทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างแนวคันดินและกำแพงป้องกันน้ำท่วมเพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดภัยพิบัติซ้ำซ้อน โครงการดังกล่าวแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2557 โดยใช้งบประมาณราว 14.5 พันล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐฯ ต้นทุนดังกล่าวยังไม่รวมมูลค่าของการบำรุงรักษาและการก่อสร้างใหม่หากโครงสร้างเก่าหมดอายุการใช้งาน

แต่แนวคันดินไม่ใช่สิ่งเดียวที่คอยป้องกันบริเวณอ่าวจากการทำลายล้างของพายุ ธรรมชาติยังเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คอยปกป้องเรา พื้นที่ชุ่มน้ำในบริเวณอ่าวช่วยให้การดูดซับพลังงานของคลื่นลมคราวเกิดพายุ ลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นบนแผ่นดินใหญ่ และในขณะที่เราต้องจ่ายเงินราคาแพงเพื่อบำรุงรักษาระบบป้องกันที่ก่อสร้างโดยมนุษย์ แต่พื้นที่ชุ่มน้ำสามารถดูแลตนเองได้โดยไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว
 

เวทีปรองดองอุดรธานี ลักลั่นสนับสนุนเหมืองโปแตช

อีเมล พิมพ์ PDF

โปแตซเวทีปรองดองอุดรธานี ลักลั่นสนับสนุนเหมืองโปแตช กลุ่มอนุรักษ์ฯ โวยถูกมัดมือชก : เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.57 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ว่าทางจังหวัดอุดรธานี โดยศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปจังหวัดอุดรธานี (ศปป.จังหวัด อ.ด.) ได้มีหนังสือราชการเวียน ลงวันที่ 25 มิ.ย.57 ถึงนายอำเภอเมืองและนายอำเภอประจักษ์ศิลปาคม เพื่อให้เชิญกำนัน และผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี จำนวน 5 ตำบล ได้แก่ ต.หนองขอนกว้าง ต.โนนสูง ต.หนองไผ่ อ.เมือง ต.นาม่วง และต.ห้วยสามพาด อ.ประจักษ์ศิลปาคม พร้อมด้วยตัวแทนชาวบ้านหมู่บ้านละ 10 คน เข้าร่วมเวทีเสวนาการสร้างความปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป กรณีโครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี ซึ่งจะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 28 มิ.ย.57 ณ ห้องประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เวลา 08.00 -12.30 น.

 

ปัญหาอาชญากรรมสัตว์ป่า

อีเมล พิมพ์ PDF

การค้าสัตว์ป่าเมื่อวันพุธที่ 25 มิถุนายน 2557 ตัวแทนขององค์กรเครือข่ายด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกที่ลงนามโดย WWF-ประเทศไทย องค์กรเครือข่ายเฝ้าระวังการค้าสัตว์ป่าและพืชพันธุ์ มูลนิธิเพื่อนช้าง มูลนิธิฟรีแลนด์ มูลนิธิรักสัตว์ป่าและมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

การยื่นจดหมายเปิดผนึกครั้งนี้เป็นการเรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติพิจารณาปัญหาอาชญากรรมสัตว์ป่าเป็นประเด็นเร่งด่วนอีกกรณีหนึ่งเหตุเนื่องจากการลักลอบล่าและค้าสัตว์ป่าได้ก่อความเสียหายทางเศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติและบั่นทอนความมั่นคงของชาติไม่น้อยไปกว่าการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าอีกทั้งยังมีสาเหตุของปัญหาที่เหมือนกันคือการขาดการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

 

คืนความสุขให้ประเทศไทย ไม่เอาเหมืองแร่โปแตช

อีเมล พิมพ์ PDF

โปแตซ อุดรธานีตามที่คสช.ได้จัดรายการพิเศษ "เดินหน้าประเทศไทย เดินหน้าคืนความสุขให้ชาวอุดรธานี" เมื่อวันที่ 19 มิ.. โดยเนื้อหาในรายการได้มีการกล่าวถึงการผลักดันโครงการพัฒนาต่างๆ ภายในจังหวัด ที่มุ่งจะผลักดันเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการเหมืองแร่โปแตช ดังนั้นกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี จึงขอแสดงท่าที โดยมีรายละเอียดดังนี้

คืนความสุขให้ประเทศไทย!!! ความสุขของเรา เราเลือกเอง และจะปกป้องบ้านเราจนถึงที่สุด...ไม่เอาเหมืองแร่โปแตช

 

มองเขื่อนแม่วงก์ ผ่านมุมเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม

อีเมล พิมพ์ PDF

แม่วงก์สิ้นเสียงเคลื่อนขบวนคัดค้านเขื่อนแม่วงก์เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2556 ตามมาด้วยการยกประเด็นเข้าสู่การถกเถียงในระดับสาธารณะ ปัจจุบัน ความเคลื่อนไหวกรณีเขื่อนแม่วงก์ดูจะเงียบลงไปจากข่าวความขัดแย้งทางการเมืองที่เข้ามาทดแทนในหน้าหนังสือพิมพ์

ในความเป็นจริง กระบวนการตรวจสอบก็ยังดำเนินไปอย่างเงียบๆ โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อสอนทวนและแสดงความเห็นเพิ่มเติมต่อรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ฉบับกรกฎาคม 2555 โดยมีประเด็นด้านเศรษฐศาสตร์ เป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญ

แม้ว่าผู้เขียนจะไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ แต่ด้วยพื้นความรู้ที่พอมีด้านการวิเคราะห์โครงการ จึงพยายามสรุปข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในรายงานดังกล่าวในบทที่ 9 การวิเคราะห์โครงการด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม เพื่อความเข้าใจของบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจในประเด็นสาธารณะ

 

โปรดระงับหรือยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี

อีเมล พิมพ์ PDF
เรื่อง ขอให้โปรดระงับหรือยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี
เรียน คณะผู้พิพากษาศาลปกครองกลาง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
องค์กรเครือข่ายด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องการนำเสนอให้ท่านได้ทราบว่าวิถีชีวิตของประชาชนกว่า 20 ล้านคนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาค
เหนือของประเทศไทย กำลังถูกคุกคามจากการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี ซึ่งเป็นเขื่อนแห่งแรกที่สร้างขวางกั้นลำน้ำโขงตอนล่าง ไม่ต่างกับชะตากรรมของประชากรจำนวน 40 ล้านคนในกัมพูชา ลาว และเวียดนาม ที่กำลังถูกคุกคามด้วยสาเหตุเดียวกัน
แม้ว่าโครงการดังกล่าวตั้งอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนลาว แต่ถือได้ว่าเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีเป็นโครงการของประเทศไทย ตั้งแต่ผู้สนับสนุนโครงการ หุ้นส่วนใหญ่ของ
โครงการ และผู้รับเหมาหลักในการก่อสร้าง รวมทั้งผู้สนับสนุนเงินกู้ซึ่งเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยจำนวนสี่แห่ง
สิ่งที่สำคัญคือ รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ของไทยเป็นผู้กำหนดทิศทางในการผลักดันโครงการเขื่อนไซยะบุรีทั้งหมด โดย
- หากมิได้มีการลงนามของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ซึ่งต้องได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ก็จะไม่มีผู้รับซื้อไฟฟ้าที่โครงการวางแผน
จะผลิตขึ้น
- หากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) มิได้ลงนามรับรองเงินกู้ ธนาคารพาณิชย์ของไทยอาจจะไม่สนับสนุนเงินกู้ได้จนครบกว่า 80,000 ล้านบาท
- หากไม่มีการร่วมลงทุนของบริษัทที่รัฐบาลมีหุ้นส่วนหลัก คือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)เและ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) (EGCO) (ถือหุ้นโครงการ 25 % และ 12.5%
ตามลำดับ) ผู้ผลักดันโครงการ ซึ่งเป็นผู้รับเหมาหลักด้วย คือ บริษัท ช.การช่าง จ ากัด (มหาชน) ก็จะไม่สามารถด าเนินโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ได้
อีกนัยหนึ่ง มาตรการของรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ของไทย มีส่วนรับผิดชอบต่อการคุกคามวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชนไทยกว่า 20 ล้านคนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาค
เหนือของประเทศไทย
อย่างไรก็ดี ยังไม่สายเกินไปส าหรับท่าน ข้อมูลของผู้พัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี ได้ระบุว่า การก่อสร้างโครงสร้างกั้นแม่น้ำโขงส่วนหลัก อันจะก่อให้เกิดผลกระทบ
ทางนิเวศวิทยาและ อุทกวิทยาอย่างไม่สามารถเยียวยาได้ต่อระบบลุ่มน้ำโขงตอนล่างทั้งหมด จะยังไม่เริ่มต้นจนกว่าจะถึงต้นปี 2558
---
โปรดพิจารณาระงับหรือยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ดังนั้นพวกเราจึงขอเรียกร้องให้ท่านระงับหรือยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรี เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงความ
ตระหนักต่อมหันภัยที่จะคุกคามวิถีชีวิตของประชาชนไทย กว่า 20 ล้านคน ต่อข้อคัดค้านของรัฐบาลกัมพูชาและเวียดนามที่มีต่อโครงการฯ และในการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของ
คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ในการแจ้งข้อมูล การปรึกษาหารือล่วงหน้า และการทำข้อตกลง ซึ่งได้กำหนดไว้สำหรับโครงการพัฒนาบนสายน้ำหลัก ตามข้อตกลงแม่น้ำ
โขงในปี 1995 ซึ่งประเทศไทยได้ร่วมลงนาม
---
องค์กรเครือข่ายด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีความเชื่อมั่นว่ามาตรการนี้มีความจำเป็น และเป็นธรรม ด้วยข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้
- โครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี เป็นโครงการเขื่อนที่มีศักยภาพที่จะก่อให้เกิดความเสียหายสูงสุดแห่งหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับเขื่อนต่างๆ ทั่วโลกที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง
ในขณะนี้
- โครงการนี้จะก่อให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดนอย่างกว้างขวางที่สุดต่อความมั่นคงทางอาหาร ต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมทั้งต่อความร่วมมือระดับภูมิภาคของประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง
- การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการไซยะบุรี (EIA) ไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่นานาชาติให้การยอมรับ
- ยังไม่มีมาตรการแก้ไขที่เป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติที่พิสูจน์ได้ในทางปฏิบัติต่อปัญหาการอพยพของปลาและตะกอนดิน ซึ่งเป็นความเสี่ยงอันใหญ่หลวงต่อการประมงน้ำจืดอัน
มีมูลค่ามหาศาล และความสมบูรณ์ของภูมิภาคสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง
- รัฐบาลกัมพูชาและเวียดนาม ไม่เคยให้ความเห็นชอบต่อโครงการไซยะบุรี จากกระบวนการปรึกษาหารือและการทำข้อตกลงของคณะกรรมการลุ่มน้ำโขง ในวันที่ 15 เมษายน 2554
รัฐบาลเวียดนามได้เสนออย่างหนักแน่นว่า “ให้ชะลอการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี รวมทั้งโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำอื่นๆ ที่จะสร้างคร่อมแม่น้ำโขงสายหลักออกไปอย่างน้อย 10 ปี” ข้อเสนอดังกล่าวได้ถูกเมินเฉยจากทั้งรัฐบาลประเทศลาวและไทย
- หากไม่มีไฟฟ้าที่ผลิตจากเขื่อนไซยะบุรี ก็ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ภายในประเทศไทยภายในปี 2562
ยังคงไม่สายเกินไป โปรดระงับการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีทันที เพื่อคืนความสุขให้กับประชาชน 20 ล้านคน ที่กำลังถูกคุกคามจากโครงการทำลายล้างนี้ และให้ความเคารพต่อ
เจตจำนงของกัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนของเรา
พวกเราพร้อมที่จะน าเสนอรายละเอียดเพิ่มเติม หากท่านมีความประสงค์ต่อข้อมูลดังกล่าว
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
ขอแสดงความนับถือ
กลุ่มรักษ์เชียงของ, เครือข่ายอนุรักษ์วัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติลุ่มน้ำโขง-ล้านนา, เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง, มูลนิธิสืบนาคะเสถียร, สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต
ศูนย์ข้อมูลชุมชน, WWF-ประเทศไทย
เขื่อนไซยะบุรี
 

ชัยชนะของนักอนุรักษ์ ชิลียอมล้มโครงการเขื่อนในPantagonia

อีเมล พิมพ์ PDF
รัฐบาลชิลียกเลิกแผนก่อสร้างเขื่อน 5 แห่ง เหนือแม่น้ำ 2 สายที่กว้างที่สุดในทวีป Pantagonia พื้นที่ทางตอนใต้ของอเมริกาใต้ระหว่างประเทศชิลีและอาร์เจนตินาหลังจาก 8 ปีแห่งการต่อสู้ ระหว่างนักอนุรักษ์และการพัฒนา
คณะกรรมการที่ประกอบด้วยรัฐมนตรียกเลิกใบอนุญาตทางสิ่งแวดล้อมที่จะให้ก่อสร้างโครงการไฟฟ้าพลังงานน้ำ HidroAysen ที่จะสร้างเขื่อนเหนือแม่น้ำ Baker และPascua ที่จะทำให้พื้นที่ราว37,000 ไร่อยู่ใต้อ่างเก็บน้ำ
คณะกรรมการข้างต้นเคยอนุมัติโครงการดังกล่าวในปี พ.ศ.2555 แต่ได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากสาธารณชน จากทั้งประชาชนภายในประเทศชิลี และแรงกดดันจากองค์กรสิ่งแวดล้อมในนานาประเทศ
“ความอุดมสมบูรณ์ของทวีป Pantagonia นับว่าเป็นสมบัติทางธรรมชาติ”Amanda Maxwell ผู้อำนวยการสภาปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ ประจำลาตินอเมริกา กล่าว “เขื่อนขนาดใหญ่เหล่านั้น เป็นความเสี่ยงต่อทรัพยากรธรรมชาติ วิถีวัฒนธรรม และธุรกิจการท่องเที่ยว ของทวีปที่งดงามแห่งนี้”
Patricio Rodrigo เลขาธิการสภาปกป้อง Pantagonia ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของ 70 องค์กรทางสิ่งแวดล้อมทั้งในประเทศชิลีและในระดับสากลแสดงความเห็นว่า “การที่รัฐบาลปฏิเสธโครงการ HidroAysenไม่ใช่เพียงชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของกระแสการอนุรักษ์ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในการตัดสินใจปฏิเสธโครงการที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมของพวกเขา”
ตามรายละเอียดในโครงการ เขื่อนผลิตไฟฟ้าเหล่านี้คาดว่าจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ราว 2,750 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นปริมาณที่สามารถตอบสนองความต้องการพลังงานในชิลีได้ราวร้อยละ 15 ถึง 20
เมื่อปีที่ผ่านมา ชิลีได้พยายามอย่างมากในการผลิตพลังงานเพื่อตอบสนองเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต เนื่องจากชิลีมีทรัพยากรน้ำมันที่ค่อนข้างน้อย และจำเป็นต้องนำเข้ามาจากอาร์เจนตินาซึ่งมีปริมาณการนำเข้าลดลงเนื่องจากความต้องการภายในประเทศอาร์เจนตินาที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งการนำเข้าพลังงานจากโบลิเวียที่ลดลงเนื่องจากปัญหาบริเวณชายแดน
สำหรับการทดแทนพลังงานที่จะได้จากการก่อสร้างเขื่อน รัฐบาลชิลีเลือกที่จะสร้างสถานีในการนำเข้าแก๊สธรรมชาติเหลวจากต่างประเทศ และจะทุ่มงบประมาณในการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน โดยรัฐบาลตั้งเป้าที่จะลดการบริโภคพลังงานร้อยละ 20 จากที่คาดการณ์ไว้ในอีก 11 ปีข้างหน้า
รัฐบาลยังตั้งเป้าที่จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนที่ผลิตภายในประเทศเป็นร้อยละ 20 จากปัจจุบันที่มีอยู่เพียงร้อยละ 6 ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์บนอาคารสาธารณะ รวมทั้งการขยายแผงพลังงานแสงอาทิตย์ในทะเลทราย Atacama
การใช้พลังงานความร้อน นับว่าเป็นอีกหนึ่งความเป็นไปได้ทางพลังงาน เนื่องจากในประเทศชิลีมีภูเขาไฟที่ยังปะทุอยู่จำนวนมาก รวมทั้งการทดลองพลังงานจากคลื่นและน้ำขึ้นน้ำลงตลอดชายฝั่งของชิลี
Amanda Maxwell สนับสนุนแผนพลังงานที่จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน “อนาคตของประเทศควรขึ้นอยู่กับการสร้างพลังงานหมุนเวียนที่มีคุณภาพ รวมทั้งการใช้พลังงานอย่างมีศักยภาพ”
ในส่วนของผู้พัฒนาโครงการ Hydroelectric Ausen S.A. ยังคงยืนกรานว่าพลังงานที่จะได้จากโครงการดังกล่าวยังจำเป็นสำหรับเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต ซึ่งแผนการดังกล่าวได้ใช้ "มาตรฐานทางสิ่งแวดล้อมที่สูง” และได้รับการออกแบบให้ “ลดผลกระทบทั้งทางสิ่งแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรม รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่อยู่โดยรอบ”
Hugh Rodnick ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจากมหาวิทยาลัย Catholic ใน Santiago ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า การสร้างเขื่อนในบริเวณดังกล่าวนับว่ามีประสิทธิภาพ เนื่องจาก “พื้นที่ที่จะโดนน้ำท่วมนั้นนับว่าน้อยมาก หากเทียบกับปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้”
ถอดความจาก Chile Scraps Huge Patagonia Dam Project After Years of Controversyโดย Brian Clark Howard เข้าถึงได้ที่ http://news.nationalgeographic.com/news/energy/2014/06/140610-chile-hidroaysen-dam-patagonia-energy-environment/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
ประเทศชิลีรัฐบาลชิลียกเลิกแผนก่อสร้างเขื่อน 5 แห่ง เหนือแม่น้ำ 2 สายที่กว้างที่สุดในทวีป Pantagonia พื้นที่ทางตอนใต้ของอเมริกาใต้ระหว่างประเทศชิลีและอาร์เจนตินาหลังจาก 8 ปีแห่งการต่อสู้ ระหว่างนักอนุรักษ์และการพัฒนา

คณะกรรมการที่ประกอบด้วยรัฐมนตรียกเลิกใบอนุญาตทางสิ่งแวดล้อมที่จะให้ก่อสร้างโครงการไฟฟ้าพลังงานน้ำ HidroAysen ที่จะสร้างเขื่อนเหนือแม่น้ำ Baker และPascua ที่จะทำให้พื้นที่ราว37,000 ไร่อยู่ใต้อ่างเก็บน้ำ

คณะกรรมการข้างต้นเคยอนุมัติโครงการดังกล่าวในปี พ.ศ.2555 แต่ได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากสาธารณชน จากทั้งประชาชนภายในประเทศชิลี และแรงกดดันจากองค์กรสิ่งแวดล้อมในนานาประเทศ
 

สองฟากความคิด : ผนวกผืนป่า มรดกโลก ‘ทุ่งใหญ่นเรศวร’

อีเมล พิมพ์ PDF
จู่ๆ ผืนป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาฤๅษีและป่าเขาบ่อแร่ หมู่ 6 บ้านจะแก ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี พื้นที่ป่าถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อยู่ภายใต้การดูแลของกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ซึ่งเป็นพื้นที่เตรียมผนวกเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร มรดกโลกทางธรรมชาติ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมา...
หลังมีกระแสข่าวกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) จากจังหวัดเพชรบูรณ์ พยายามเข้าไปจับจองพื้นที่ป่าแห่งนี้ โดยระบุด้วยว่ามีนักการเมืองท้องถิ่นและชาวบ้านในพื้นที่กลุ่มหนึ่งเป็นผู้ติดต่อกลุ่มชาวม้งให้เข้ามาทำกิน
เกี่ยวกับเรื่องนี้วีรยา โอชะกุล หัวหน้าเขตรักษาพันธืสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก จ.กาญจนบุรี บอกว่า ป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาฤๅษีและป่าเขาบ่อแร่ เป็นป่ากันชนและเป็นป่ารอยต่อระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรกับประเทศพม่า มีเนื้อที่ประมาณ 68,000 ไร่ เดิมเป็นพื้นที่สัมปทานแร่พุจือ ปัจจุบันหมดอายุแล้ว พื้นที่โดยทั่วไปค่อนข้างสมบูรณ์ ทางกรมอุทยานแห่งชาติเตรียมผนวกเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร แต่ยังติดขัดในเรื่องกระบวนการ เพราะชุมชนและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ไล่โว่ มีความเห็นให้ชะลอการผนวกไว้ก่อน
“วีรยา” ระบุว่า หากสามารถผนวกผืนป่าเข้าด้วยกัน จะทำให้ง่ายต่อการควบคุมดูแลรักษา แตในเมื่อยังไม่สามารถผนวกได้ จึงทำได้เพียงเดินลาดตระเวนตรวจตราอย่างเข้มข้น ซึ่งอาจเป็นช่องว่างให้มีกลุ่มบุคลลเข้าไปดำเนินการพัฒนาพื้นที่ในแนวทางอื่นๆ มากกว่าการอนุรักษ์ให้คงอยู่เป็นผืนป่าก็เป็นได้
ด้าน สมชาย วุฒิพิมลวิทยา นายก อบต.ไล่โว่บอกว่า หลังทราบข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที ปรากฎว่าไม่พบร่องรอยการบุกรุกแผ้วถางหรือตัดไม้ทำลายป่า รวมถึงทำเครื่องหมายแสดงถึงการจับจองพื้นที่ อีกทั้งในพื้นที่ก็ไม่มีม้งเข้ามาอาศัยทำกินแม้แต่คนเดียว ซึ่งตลอดระยะเวลาที่อาศัยอยู่ใน ต.ไล่โว่ ยังไม่เคยปรากฎว่ามีชาวม้งเข้ามาจับจองทำกินในผืนป่า ต.ไล่โว่ แต่อย่างใด
“โดยวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงจะไม่อยู่อาศัยปะปนกับชนชาติอื่นๆ จึงมั่นใจว่าในพื้นที่ ต.ไล่โว่ ไม่มีชาวม้งเข้ามาอาศัยทำกินอย่างแน่นอน ซึ่งชาวกะเหรี่ยงมีวิถีชีวิตอาศัยผืนป่ามาตั้งแต่บรรพบุรุษ พวกเขาใช้ประโยชน์จากผืนป่าเพื่อดำรงชีวิต ดังนั้นจึงไม่ทุบหม้อข้าวตัวเองอย่างแน่นอน”
“สมชาย” บอกด้วยว่า สาเหตุที่มาข่าวเกิดขึ้นอาจเป็นการสร้างกระแสให้เป็นข่าวใหญ่โต ทำให้หลายคนตกใจและวิตกกังวลว่ามีการทำลายผืนป่าอย่างมโหฬาร เพื่อจะอาศัยจังหวะนี้เป็นเหตุนำมาอ้างในการผนวกผืนป่าก็เป็นได้
“พื้นที่ ต.ไล่โว่ ทั้ง 6 หมู่บ้าน อยู่ในเขตฯ ทุ่งใหญ่นเรศวรทั้งหมด หากผนวกผืนป่าเข้าด้วยกัน ชาวบ้านจะอยู่กันลำบากมากขึ้น ขณะที่ จ.มะละแหม่ง ประเทศพม่า ซึ่งอยู่ตรงข้าม ต.ไล่โว่ ตลอดแนวชายแดน 68,000 ไร่ ปัจจุบันประเทศพม่าได้มีการพัฒนาเส้นทางและกลายเป็นชุมชน มีบ้านเรือนราษฎรอาศัยอยู่ตลอดแนว ที่ผ่านมามักจะพบชาวพม่าลักลอบข้ามฝั่งเข้ามาตัดไม้ ชาวบ้าน ต.ไล่โว่ จึงช่วยกันเป็นหูเป็นตาเฝ้าระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลักลอบกระทำการดังกล่าวในพื้นที่ชาวบ้านได้อาศัยประโยชน์”
นายก อบต.ไล่โว่ ทิ้งท้ายว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาชาวบ้าน ต.ไล่โว่ คัดค้านไม่เห็นด้วย ซึ่งตามมติ ครม. วันที่ 3 สิงหาคม 2553 ประกาศให้อบต.ไล่โว่ เป็นพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ จึงมองว่าควรกันพื้นที่และเก็บรักษาผืนป่าแห่งนี้ไว้ให้ชาวบ้านได้อาศัยทำกิน และไม่ควรผนวกพื้นที่ป่าดังกล่าวเข้าด้วยกัน
เป็น “สองฟากความคิด” ที่สะท้อนปัญหาการผนวกผืนป่าแห่งเดียวกัน เพียงแต่การถ่ายทอดออกมาจากคนละมุมมอง!
เรื่อง ปิยรัชต์ จงเจริญ
ที่มา มติชน วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน 2557
มรดกโลก, ทุ่งใหญ่นเรศวรจู่ๆ ผืนป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาฤๅษีและป่าเขาบ่อแร่ หมู่ 6 บ้านจะแก ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี พื้นที่ป่าถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อยู่ภายใต้การดูแลของกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ซึ่งเป็นพื้นที่เตรียมผนวกเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร มรดกโลกทางธรรมชาติ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมา...

หลังมีกระแสข่าวกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) จากจังหวัดเพชรบูรณ์ พยายามเข้าไปจับจองพื้นที่ป่าแห่งนี้ โดยระบุด้วยว่ามีนักการเมืองท้องถิ่นและชาวบ้านในพื้นที่กลุ่มหนึ่งเป็นผู้ติดต่อกลุ่มชาวม้งให้เข้ามาทำกิน
 

หลบเพื่อรอด ความงามของการพรางตัว

อีเมล พิมพ์ PDF

พรางตัวการพรางตัวนั้นแฝงอยู่ในทุกสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นผู้ล่าอย่างสิงโตที่แฝงกายกับทุ่งหญ้าสวันนา กบที่ใช้สีเขียงพรางตัวไปกับสภาพแวดล้อม และสัตว์อย่างกิ้งก่าที่เปลี่ยนสีของตัวเองเพื่อกลมกลืนไปกับพื้นผิว

นักวิทยาศาสตร์ต่างตื่นตาตื่นใจกับการพรางกายของสิ่งมีชีวิต นักธรรมชาติวิทยาร่วมสมัยกับดาร์วินอย่าง อัลเฟรด รัสเซล วอลเลซ (Alfred Russel Wallace) กล่าวว่าการพลางตัวนี่เองที่เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการคัดเลือกตามธรรมชาติ และการคงไว้ซึ่งสายพันธุ์ที่ประสบความสำเร็จ เช่นเหล่าแมลงที่สามารถพรางตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมก็จะสามารถหลีกเลี่ยงที่จะกลายเป็นเหยื่อเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ และสืบต่อไปในอนาคต

 

จดหมายถึง คสช. ทบทวนโครงการ 3.5 แสนล้านบาท

อีเมล พิมพ์ PDF
บ่ายวันนี้ 5 มิถุนายน 2557 วันสิ่งแวดล้อมโลก คณะนักวิชาการจากสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เข้ายื่นหนังสือพร้อมข้อเสนอแนวทางที่ถูกต้องในการบริหารจัดการอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาถึง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่กองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน เพื่อเป็นแนวคิดในการบริหารจัดการอุทกภัยที่เหมาะสมกับประเทศไทยแก่คณะทำงานด้านนโยบายของคสช. เพื่อมิให้หลงไปทำโครงการที่ก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างใหญ่หลวง
เรื่อง ขอให้ทบทวนโครงการเพื่อการออกแบบและก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ด้วยความรอบคอบ
เรียน หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)
ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีแนวนโยบายนำโครงการเพื่อการออกแบบและก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้ง 10 แผนงาน ภายใต้งบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงานและจะดำเนินการโดยเร่งด่วน ทั้งนี้เพื่อต้องการฟื้นฟูสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยอยู่ในขณะนี้และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนรวมถึงต้องการแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย ดังปรากฏตามที่เป็นข่าวออกสู่หน้าหนังสือพิมพ์ (ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย)
โดย 1 ใน 10 แผนงาน ที่จะมีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง ตามโมดูล A1 และ B1 คือการก่อสร้างเขื่อนในพื้นที่ป่า ซึ่งจากผลการดำเนินงานในโครงการเพื่อการออกแบบและก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ผ่านมา ยังมีจุดบกพร่องที่สำคัญที่ไม่อาจละเลยได้หลายประการ เป็นต้นว่า ขาดการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพและขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกมิติอย่างแท้จริง จนทำให้เกิดกระแสการต่อต้านของภาคประชาชนจนนำไปสู่การฟ้องร้องยังศาลปกครอง รวมทั้งขาดการศึกษาความสัมพันธ์ของทุกโครงการที่ถูกบรรจุอยู่ในแผนงานดังกล่าวอย่างรอบด้าน ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจก่อให้เกิดผลร้ายต่อสังคม  และสิ่งแวดล้อมในระดับประเทศอย่างยากจะแก้ไขให้กลับคืนมาดั่งเดิมได้ และทั้งยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยได้อย่างแท้จริงตามวัตถุประสงค์อันดีที่ได้ตั้งใจไว้
มูลนิธิสืบนาคะเสถียรและองค์กรเครือข่ายด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงใคร่ขอความกรุณาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้โปรดพิจารณาโครงการเพื่อการออกแบบ และก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ใหม่อย่างรอบคอบ รอบด้าน และนำผลการศึกษาที่ถูกต้องเหมาะสมนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียรและองค์กรเครือข่ายอนุรักษ์ฯ ยินดีที่จะเข้าร่วมให้ข้อมูลแก่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างแท้จริง
รายชื่อองค์กรเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
มูลนิธิโลกสีเขียว
มูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ
WWF-ประเทศไทย (กองทุนสัตว์ป่าโลก)
คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมภาคเหนือตอนล่าง
สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย
คณะกรรมการประสานงานองค์กรชุมชน จ.นครสวรรค์
กลุ่มพิทักษ์สิ่งแวดล้อมพยุหะ
กลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม
สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน
มูลนิธิจัดการความรู้และเครือข่ายชาวนา จ.นครสวรรค์
Big Trees Project
มูลนิธิเครือข่ายอนุรักษ์ป่าตะวันตก
มูลนิธิพื้นที่ชุ่มน้ำไทย
สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย
Green Move Thailand
ศูนย์ข้อมูลเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย Thaiflood.com
เครือข่ายชุมชนคนรักษ์ป่าเขาแม่กระทู้
กลุ่มแนวร่วมนิสิตนักศึกษารักธรรมชาติ (นนรธ.)
กลุ่มคนพื้นที่ไม่เอาเขื่อนแม่วงก์
มูลนิธิสืบศักดิ์สินแผ่นดินสี่แคว
เครือข่ายเยาวชนต้นกล้าน้อย
กลุ่มใบไม้
แม่วงก์เรื่อง ขอให้ทบทวนโครงการเพื่อการออกแบบและก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ด้วยความรอบคอบ
เรียน หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีแนวนโยบายนำโครงการเพื่อการออกแบบและก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้ง 10 แผนงาน ภายใต้งบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงานและจะดำเนินการโดยเร่งด่วน ทั้งนี้เพื่อต้องการฟื้นฟูสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยอยู่ในขณะนี้และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนรวมถึงต้องการแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย ดังปรากฏตามที่เป็นข่าวออกสู่หน้าหนังสือพิมพ์ (ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย)
 

ฟลัดเวย์ : เรื่องเล่า สายน้ำ และความขัดแย้ง

อีเมล พิมพ์ PDF

แม่กลองเมื่อราวปลายปีที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมงานมหกรรมจับตาแม่น้ำสายใหม่ ทางผันน้ำตะวันตก แม่ปิง-แม่กลอง-อ่าวไทยใน จังหวัดสมุทรสงคราม และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นพลังของชาวแม่กลอง ที่รวมตัวกันได้เกือบหลักหมื่น เพื่อมารับฟังข้อมูล รวมทั้งแสดงความไม่เห็นด้วยต่อโครงการดังกล่าว

แต่กว่าจะก้าวมาได้ถึงขั้นนี้ บัณฑิต ป้านสวาท หนึ่งในเครือข่ายคนรักแม่กลอง อธิบายว่า “ตั้งแต่มีเรื่องฟลัดเวย์มา เครือข่ายก็เปิดเวทีกลุ่มย่อยตามตำบล ตามหมู่บ้าน นำเสนอข้อมูลจากภาครัฐและความคิดเห็นของเรา ให้คนในชุมชนลองนั่งคิดกันดู เพราะเรามองว่าภาครัฐทำไม่ถูกต้องตามกระบวนการ เรียกได้ว่าทำเวทีรับฟังความคิดเห็นพอเป็นพิธีคงไม่ผิด”

ความไม่ไว้วางใจ แตกกอออกมาเป็นรายชื่อ 22,473 รายชื่อที่คัดค้านโครงการทางผันน้ำฝั่งตะวันตก และเป็นอีกหนึ่งครั้งที่คนแม่กลองสามัคคีกัน แสดงจุดยืนคัดค้านในเวทีรับฟังความคิดเห็น จ.สมุทรสงคราม เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2556 เรียกได้ว่าเป็นเวทีประวัติศาสตร์ ที่ทำให้โครงการอาจต้องหยุดชะงัก

 
บทความ อื่นๆ ...


page 8 of 16

รับข่าวสาร