• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


การปฏิรูปทิศทางพลังงาน : ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด

อีเมล พิมพ์ PDF

เจริญ วัดอักษรเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา คือจุดเริ่มต้นของการต่อสู้เพื่อต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอก-หินกรูด ต.บ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์ สถานการณ์สร้างวีรบุรุษคนหนึ่งที่หลายคนอาจยังจดจำได้ เจริญ วัดอักษร ประธานกลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหนึ่งในการต่อสู้จนได้รับชัยชนะ โดยรัฐบาลสั่งให้ย้ายโรงไฟฟ้าออกจากพื้นที่

เจริญ วัดอักษร ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อ ปี พ.ศ. 2547 และขณะที่ต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน เขาเคยพูดถึงการพัฒนาพลังงานทางเลือกในประเทศไทยอย่างน้อย 1,000 เมกะวัตต์ เพื่อทดแทนถ่านหิน ทางเลือกที่ภาครัฐส่ายหน้าบอกว่าเป็นไปไม่ได้

 

การปฏิรูปผังเมืองให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม : ภารณี สวัสดิรักษ์

อีเมล พิมพ์ PDF

ผังเมืองผังเมืองนั้นมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งผังนโยบาย เป็นแนวทางที่ทางรัฐบาลกำหนดลักษณะการใช้ประโยชน์พื้นที่ตามนโยบายในภาพใหญ่ ผังที่บังคับใช้ตามกฎหมาย และผังเสนอแนะ ซึ่งแบ่งแยกเป็นสีๆ อยู่บนกระดาษ เป็นเรื่องที่ซับซ้อนซึ่งยากที่จะทำความเข้าใจ แต่จุดเริ่มต้นของการปฏิรูปจะอยู่ที่กระบวนการ โดยแบ่งเป็นสามระยะ คือก่อนการมีผังเมืองหรือผังเมืองเก่าหมดอายุ รอการประกาศใหม่ ช่วงระหว่างการทำผังเมือง และช่วงการนำผังเมืองไปปฏิบัติ

“ดิฉันขอเล่าให้ฟังกรณีจังหวัดระยอง ในระหว่างการรอประกาศ ซึ่งการทำผังเมืองจะต้องทำเต็มจังหวัด โดยประกาศพระราชกฤษฎีกาผังเมือง ซึ่งในระหว่างรอประกาศผังเมือง โดยผังเมืองได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามกฎหมายแล้ว และกำลังจะประกาศใช้ ซึ่งในพื้นที่ผังเมืองพื้นที่สีเขียวที่เป็นพื้นที่ชนบทเกษตรกรรม ห้ามจัดสรรเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม

 

การปฏิรูปการจัดการแผนการจัดการน้ำโดยภาคประชาชน : หาญณรงค์ เยาวเลิศ

อีเมล พิมพ์ PDF
“ในประเทศไทย เรามีเขื่อนขนาดใหญ่มากกว่า 40 เขื่อน เขื่อนขนาดกลางมากกว่า 700 เขื่อน และเขื่อนขนาดเล็กมากกว่า 14,000 เขื่อน สามารถกักเก็บน้ำได้ 78,150 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ปัจจุบันเรามีน้ำกักเก็บอยู่ในเขื่อนแค่ร้อยละ 50”
“วันนี้นับอายุกรมชลประทานก็ 112 ปี เราเริ่มวางรากฐานมาตั้งนานแล้ว เราทำมาตั้ง 100 ปี ถามว่ามันหมดพื้นที่ก่อสร้างไหม ผมว่าเราควรจะพอแล้ว แต่ถ้าวันนี้จะสร้าง เราจะไปสร้างที่ไหน ก็ต้องขยับเข้าไปในป่า เขื่อนแม่วงก์อยู่ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เขื่อนแก่งเสือเต้นในอุทยานแห่งชาติแม่ยม”
เราอาจเคยได้เห็นภาพความล้มเหลวที่แทบไม่ได้ถูกบอกเล่าที่เขื่อนปากมูล สภาพบันไดปลาโจนที่ไม่สามารถใช้ได้จริง โดยในช่วงหนึ่งปีมีน้ำแค่ประมาณครึ่งหนึ่ง ส่งผลให้แม่น้ำมูลที่ยาว 750 กิโลเมตร แต่เขื่อนปากมูลเพียงเขื่อนเดียวกั้นตัดขาดแม่น้ำมูลกับแม่น้ำโขง ทำให้แม่น้ำมูลไม่มีปลาอีกเลย โดยผลิตไฟฟ้าได้เพียง 136 เมกะวัตต์
จากสถิติเมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 ที่ผ่านมา พบว่าการผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำมีกำลังการผลิต 3,436 เมกะวัตต์ คิดเป็นเพียงร้อยละ 10 ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด และเมื่อเทียบกับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริง คิดเป็นเพียง 487 เมกะวัตต์ หรือเพียงร้อยละ 3 ของไฟฟ้าที่ผลิตได้ ดังนั้นความเชื่อที่ว่าประเทศไทยยังต้องพึ่งพิงพลังงานน้ำจากเขื่อนนั้น เป็นเพียงความเชื่อในอดีต
“ผมคิดว่าเรามีโจทย์ใหญ่คือต้องการพื้นที่ชลประทาน เราใช้เวลา 50 ปีในการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ กรมชลประทานใช้เวลา 112 ปีในการเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 40 ล้านไร่ ถ้าเราต้องการอีก 20 ล้านไร่ อย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้เวลาอีก 60 ปี"
จุดเริ่มต้นของการปฏิรูปคือ เราต้องยุติโครงการขนาดใหญ่ ย้อนกลับไปปรับปรุงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่นการปกป้องพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญทางระบบนิเวศ และสร้างความมีส่วนร่วมให้กับชุมชนมากขึ้น พร้อมทั้งมองโครงสร้างอย่างบานประตูน้ำ การสร้างกำแพงกั้นแม่น้ำแม่กลอง หรือการขุดลอกคลองว่าทำมาถูกทางหรือไม่ หรือแค่หวังผลประโยชน์จากโครงการ
“ผมคิดว่าเราต้องปรับกระบวนการคิด ว่าน้ำท่วมมีปัญหา อย่างที่บางระกำ จ.สุโขทัย ชาวบ้านมองว่าถ้าน้ำไม่ท่วมเขาจะแย่ เพราะไม่มีปลากิน แต่เราต้องปรับปฏิทินการเกี่ยวข้าวให้เร็วขึ้น คือต้องปลูกข้าวก่อน แต่วิธีคิดหน่วยงานภาครัฐท่วมเมื่อไหร่มีปัญหาทันที ต้องไปสร้างคันดิน
"ทุกวันนี้เราใช้น้ำแบบฟุ่มเฟือยมาก เราไม่เข้าใจว่าแต่ละลุ่มน้ำมีน้ำอยู่แค่ไหน เราจะผันน้ำข้ามลุ่มน้ำเป็นไปได้ไหม ผมว่านักการเมืองไม่เข้าใจว่าการบริหารจัดการน้ำคืออะไร แล้วก็ไปคิดโครงการอย่างโครงการผันน้ำโขง-ชี-มูล ซึ่งต่างประเทศเขาไม่ทำ อย่างที่สหรัฐอเมริกาเขาจะมีกฎหมายห้าม
“เราต้องแยกการบริหารจัดการและการรับผิดชอบให้ชัดเจน เช่นประตูชลประทาน มีใครรู้บ้างไหมว่ากุญแจอยู่ที่ใคร หรือแม่น้ำกว้าง 30 เมตร แต่ประตูแค่ 8 เมตร น้ำก็ท่วม เราต้องมองใหม่ให้ครบถ้วนทุกมิติ คือแต่ก่อนเราต้องการพื้นที่ชลประทานเพื่อผลิตพืชเกษตรส่งออก เราต้องการน้ำเพื่อการผลิตไฟฟ้า พอเรามีอุตสาหกรรมที่ระยอง หรือมีอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ภูเก็ต เราก็ต้องการน้ำให้ฝ่ายอุตสาหกรรม คือเราจะบริหารจัดการได้ ก็ต้องมองให้ออกว่าน้ำมีอยู่เท่าไร และจะจัดสรรอย่างไร”
“สุดท้าย หน่วยงานด้านชลประทานควรปกป้องพื้นที่เกษตรกรรมด้วย เพราะพื้นที่ชลประทานนั้นมีต้นทุนในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่ปล่อยให้กลายเป็นพื้นที่หมู่บ้านจัดสรร หรือเขตอุตสาหกรรมอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน”
เวทีปฏิรูปสิ่งแวดล้อม ในงานจากป่า สู่เมือง รำลึก 24 ปี สืบ นาคะเสถียร วันที่ 26 กันยายน 2557 หัวข้อ การปฏิรูปการจัดการแผนการจัดการน้ำโดยภาคประชาชน หาญณรงค์ เยาวเลิศประธานมูลนิธิบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ
เรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
บันไดปลาโจน“ในประเทศไทย เรามีเขื่อนขนาดใหญ่มากกว่า 40 เขื่อน เขื่อนขนาดกลางมากกว่า 700 เขื่อน และเขื่อนขนาดเล็กมากกว่า 14,000 เขื่อน สามารถกักเก็บน้ำได้ 78,150 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ปัจจุบันเรามีน้ำกักเก็บอยู่ในเขื่อนแค่ร้อยละ 50”

“วันนี้นับอายุกรมชลประทานก็ 112 ปี เราเริ่มวางรากฐานมาตั้งนานแล้ว เราทำมาตั้ง 100 ปี ถามว่ามันหมดพื้นที่ก่อสร้างไหม ผมว่าเราควรจะพอแล้ว แต่ถ้าวันนี้จะสร้าง เราจะไปสร้างที่ไหน ก็ต้องขยับเข้าไปในป่า เขื่อนแม่วงก์อยู่ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เขื่อนแก่งเสือเต้นในอุทยานแห่งชาติแม่ยม”

เราอาจเคยได้เห็นภาพความล้มเหลวที่แทบไม่ได้ถูกบอกเล่าที่เขื่อนปากมูล สภาพบันไดปลาโจนที่ไม่สามารถใช้ได้จริง โดยในช่วงหนึ่งปีมีน้ำแค่ประมาณครึ่งหนึ่ง ส่งผลให้แม่น้ำมูลที่ยาว 750 กิโลเมตร แต่เขื่อนปากมูลเพียงเขื่อนเดียวกั้นตัดขาดแม่น้ำมูลกับแม่น้ำโขง ทำให้แม่น้ำมูลไม่มีปลาอีกเลย โดยผลิตไฟฟ้าได้เพียง 136 เมกะวัตต์
 

การปฏิรูปการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีส่วนร่วมระหว่างประเทศ : เพียรพร ดีเทศน์

อีเมล พิมพ์ PDF
การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะทรัพยากรธรรมชาติระหว่างประเทศมักจะถูกละเลยเรื่องการมีส่วนร่วม เช่นกรณีที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน คือการก่อสร้างเขื่อนที่กั้นขวางลำน้ำโขงที่จะกระทบทั้งวัฒนธรรม วิถีชีวิต และสิ่งแวดล้อม ที่ไม่ใช่เพียงประเทศเดียว แต่ทุกประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง
“แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคของเรา จากต้นทางที่เชิงภูเขาหิมาลัย ลงมาถึงปากแม่น้ำโขงที่ประเทศเวียดนาม แม่น้ำโขงมีความยาวกว่า 4,880 กิโลเมตร ตลอดระยะทางทั้งหมดนี้เป็นพื้นที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะแม่น้ำโขงตอนล่างคือ 4 ประเทศ ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม ในสี่ประเทศนี้มีคนจำเป็นต้องพึ่งพิงแม่น้ำโขงราว 60 ล้านคน รวมประเทศจีนก็ราว 100 ล้านคน”
แต่ในสายตาของนักพัฒนาและนักลงทุน แม่น้ำโขงไม่ต่างจากแหล่งพลังงานน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถูกก่อสร้างแล้วทั้งสิ้น 6 แห่งในประเทศจีน ทางตอนบนของแม่น้ำโขง โดยมีอีกกว่า 12 โครงการที่วางแผนจะก่อสร้าง และมีหนึ่งโครงการ คือเขื่อนไซยะบุรี ที่กำลังก่อสร้างอยู่ในปัจจุบัน
การก่อสร้างเขื่อนทางตอนบนของประเทศจีน ส่งผลกระทบข้ามพรมแดนมายังประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างเช่นประเทศไทยและลาว เนื่องจากการปล่อยน้ำจากเขื่อนที่ไม่ได้สนใจกระแสการไหลธรรมชาติ ทำให้กระแสน้ำขึ้นลงผันผวนผิดแผกไปจากฤดูกาลธรรมชาติ ทำลายระบบนิเวศ การอพยพของปลา และทำให้ความรู้ท้องถิ่นในการทำประมงพื้นบ้านไม่สามารถปรับใช้ได้อีกต่อไป
กระแสน้ำที่ขึ้นลงอย่างรุนแรง ฉับพลัน และผิดปกติ ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรมริมน้ำ และอาจเป็นการอวสานของ ‘ไก’สาหร่ายน้ำจืดซึ่งสามารถนำมาประกอบอาหาร และเป็นแหล่งรายได้หลักของผู้หญิงริมฝั่งน้ำโขง
สิ่งเหล่านี้เป็นผลกระทบจากการสร้างเขื่อนที่อยู่ไกลจากลุ่มน้ำโขงตอนล่างหลายร้อยกิโลเมตร แต่ภัยคุกคามในปัจจุบันคือการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี เขื่อนขนาดใหญ่แห่งแรกในลุ่มน้ำโขงตอนล่างซึ่งสร้างไปแล้วถึงร้อยละ 40 เป็นโครงการของประเทศลาวโดยมีผู้มีส่วนได้เสียหลักคือเหล่าบริษัทมหาชนในประเทศไทย ในฐานะผู้ให้สินเชื่อ ผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยมีผู้ร่วมลงทุนอย่างบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ในประเทศไทย แม้แต่ผู้รับซื้อไฟฟ้าก็ยังเป็นหน่วยงานภาครัฐที่รับซื้อไฟฟ้ากว่าร้อยละ 95
“ไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรี โดยคิดเป็นเพียงร้อยละ 2 ของกำลังการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย ดังนั้นเราสามารถหาทางเลือกด้านพลังงานหมุนเวียนอย่างอื่น หรือเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ไฟฟ้า โดยไม่ต้องก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี
“ประเด็นที่เราห่วงในเรื่องไซยะบุรี คือการประมงน้ำจืดในลำน้ำโขงตอนล่าง เพราะที่นี่เป็นแหล่งสำคัญที่สุดของการประมงน้ำจืดของโลก และปลาในแม่น้ำโขงที่ผลิจให้เรากิน ให้เราใช้อยู่ทุกวันนี้ ร้อยละ 70 เป็นปลาอพยพทางไกล คืออาศัยอยู่ทางตอนล่าง และขึ้นมาวางไข่ทางตอนบนหรือบริเวณลำน้ำสาขา เพราะฉะนั้น หากมีการกั้นแม่น้ำโขงเป็นชั้นๆ ปลาก็ไม่อาจอพยพขึ้นมาได้ และบันไดปลาโจนหรือลิฟต์ปลาตามที่เสนอมาก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้
“มีการสำรวจว่า ในหน้าอพยพของปลา ปลาปริมาตรสูงถึง 30 ตันจำเป็นต้องใช้ลำน้ำเป็นทางอพยพ นั่นหมายความว่า ไม่มีทางที่เทคโนโลยีใดจะสามารถช่วยลดผลกระทบลงได้”
หากเราคิดว่าการพาปลาขึ้นไปตามลำน้ำโขงเป็นเรื่องยากแล้ว การที่พาปลาอพยพลงมาเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า เพราะปัจจุบันกังหันปั่นไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อปลา เป็นนวัตกรรมที่ยังไม่มีจริง เพราะปลาในแม่น้ำโขงมีตั้งแต่ปลาตัวเล็กๆไปจนถึงปลาใหญ่อย่างปลาบึก แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่ปลาจะผ่านกังหันโดยไม่ออกมาเป็นชิ้นๆ ?
“นอกจากผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม การอพยพชุมชนที่เคยอยู่ริมลำน้ำก็กระทบต่อความมั่นคงของชุมชน เพราะที่หมู่บ้านใหม่ พวกเขาจำเป็นต้องซื้อข้าว ซื้อปลา ซื้ออาหารกิน จากแต่เดิมที่เขาสามารถพึ่งพาทรัพยากรแม่น้ำโขงได้อย่างเต็มที่
“ไซยะบุรี เป็นโครงการที่ทำให้เรามองเห็นว่าในภูมิภาคของเรา แหล่งทุนสามารถแสวงหากำไรได้อย่างเสรี บางคนก็บอกว่าคุณจะไปยุ่งอะไรกับเขื่อนประเทศเพื่อนบ้าน แต่ในความเป็นจริง เขื่อนไซยะบุรีคือเขื่อนสัญชาติไทยแท้ๆ ทั้งเงินลงทุนและผู้รับซื้อไฟฟ้า
“เราอยากจะเห็นบริษัทของไทย ลงทุนในต่างประเทศอย่างรับผิดชอบและมีสำนึกต่อทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อม หลีกเลี่ยงโครงการที่กระทบต่อสิทธิมนุษยชน รวมทั้งเริ่มทำการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดน”
เวทีปฏิรูปสิ่งแวดล้อม ในงานจากป่า สู่เมือง รำลึก 24 ปี สืบ นาคะเสถียร วันที่ 26 กันยายน 2557 หัวข้อ ปฏิรูปการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีส่วนร่วมระหว่างประเทศ : เพียรพร ดีเทศน์ผู้ประสานงานการรณรงค์ประเทศไทย องค์การแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers)
เรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
แม่น้ำโขงการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะทรัพยากรธรรมชาติระหว่างประเทศมักจะถูกละเลยเรื่องการมีส่วนร่วม เช่นกรณีที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน คือการก่อสร้างเขื่อนที่กั้นขวางลำน้ำโขงที่จะกระทบทั้งวัฒนธรรม วิถีชีวิต และสิ่งแวดล้อม ที่ไม่ใช่เพียงประเทศเดียว แต่ทุกประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง

“แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคของเรา จากต้นทางที่เชิงภูเขาหิมาลัย ลงมาถึงปากแม่น้ำโขงที่ประเทศเวียดนาม แม่น้ำโขงมีความยาวกว่า 4,880 กิโลเมตร ตลอดระยะทางทั้งหมดนี้เป็นพื้นที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะแม่น้ำโขงตอนล่างคือ 4 ประเทศ ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม ในสี่ประเทศนี้มีคนจำเป็นต้องพึ่งพิงแม่น้ำโขงราว 60 ล้านคน รวมประเทศจีนก็ราว 100 ล้านคน”
 

การปฏิรูปทะเลไทย : บรรจง นะแส

อีเมล พิมพ์ PDF

ทะเลไทย“บางคนอาจเคยกินลูกปลาทูที่เขาขายกัน หนึ่งกิโลประมาณหนึ่งพันตัว ราคาแค่หนึ่งร้อยบาท แต่เราหารู้ไม่ว่าเรากำลังทำลายทรัพยากรที่จะเติบโตไปเป็นอาหารที่มีมูลค่าสูงถึง 8,000 บาท แล้วสังคมไทยจะไม่ขาดโปรตีน ใครรู้ก็ต้องเลิกซื้อ เจอใครขายก็ต้องช่วยกันบอก”

ปัญหาใหญ่ของทะเลไทยคือการใช้อวนลาก อวนรุน ที่ผิดกฎหมาย คืออวนตาถี่ที่มาขนาดเล็กเกินมาตรฐาน ที่นอกจากจะทำลายปะการังและแหล่งวางไข่แล้ว ยังนำพาปลาเล็กปลาน้อยติดขึ้นมากับอวนด้วย บางส่วนพอขายได้ก็จะถูกจำหน่ายในราคาถูก แต่หากขายไม่ได้ ปลายทางของปลาเล็กปลาน้อยเหล่านี้ก็จะถูกป้อนเข้าสู่โรงงานเพื่อผลิตอาหารสัตว์ เรียกว่า ‘ปลาเป็ด’ ที่จะถูกนำไปแปรรูปเป็น ‘ปลาป่น’

 

กลุ่มอนุรักษ์อุดรฯ ร้องรัฐบาลหยุดประทานบัตรเหมืองโปแตช

อีเมล พิมพ์ PDF

เหมืองโปแตซกลุ่มอนุรักษ์อุดรฯ รุดยื่นศูนย์ดำรงธรรม ร้องรัฐบาลหยุดประทานบัตรเหมืองโปแตช เมินหน่วยงานในจังหวัดเข้าข้างเหมือง

เมื่อเวลา 09.00 น. ของวันที่ 26 ก.ย.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตัวแทนชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จากจังหวัดอุดรธานี จำนวน 10 คน ได้เดินทางไปยื่นหนังสือที่ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร โดยมีนายบรรจง ตรีกุล ผู้อำนวยการศูนย์ฯ มารับเรื่อง พร้อมเปิดห้องรับรองเพื่อให้กลุ่มชาวบ้านได้นั่งพูดคุย อธิบายปัญหาโครงการเหมืองแร่โปแตช เป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วโมง ก่อนที่เจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ จะนำหนังสือร้องเรียนไปลงรับเอกสารตามขั้นตอน

 

มูลนิธิสืบนาคะเสถียร รับสมัครเจ้าหน้าที่ 4 อัตรา

อีเมล พิมพ์ PDF


มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

 

1 ปี เดินเท้าคัดค้าน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์ ตอนนี้ถึงไหนแล้ว ?

อีเมล พิมพ์ PDF

เขื่อนแม่วงก์1. หลังจากการเดินเท้าคัดค้านรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ โครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ (EHIA) เมื่อวันที่ 10 -22 กันยายน 2556 อันเนื่องมาจากรายงานฯฉบับดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และการไม่ตอบโจทย์ในการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งรายงานฯ ขาดความสมบูรณ์ทั้งจำนวนและชนิดพันธุ์ไม้ สัตว์ป่า และไม่สามารถลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้จริง จากเสียงคัดค้านของประชาชนจำนวนมากทำให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มีคำสั่งที่ 427/2556 แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2556 และที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาข้อมูลฯ ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 2 ให้แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า โครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อตรวจสอบประเด็นทางวิชาการที่ทางองค์กรเครือข่ายอนุรักษ์ได้มีจดหมายทักท้วงไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยกัน 3 ด้าน คือ 1. ด้านทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า 2. ด้านการบริหารจัดการน้ำ 3. ด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดความกระจ่างในแง่วิชาการ

 

จากป่า สู่เมือง รำลึก 24 ปี สืบ นาคะเสถียร

อีเมล พิมพ์ PDF

จากป่า สู่เมือง

 

พลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาถูกกว่าพลังงานถ่านหิน ความจริงจากประเทศฟิลิปปินส์

อีเมล พิมพ์ PDF

พลังงานแสงอาทิตย์Carlos Jericho Petilla เลขาธิการด้านพลังงานแห่งประเทศฟิลิปปินส์ อธิบายถึงพลังงานถ่านหินที่ใช้ในฟิลิปปินส์ว่ามีต้นทุนสูงราว 12 เปโซ หรือราว 9 บาท ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ตัวเลขดังกล่าวคำนวณจากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าถ่านหิน (ประมาณ 4 บาท) และต้นทุนในการกระจายไฟฟ้าไปยังท้องที่ต่างๆ (5 บาท)

แต่การติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาของแต่ละครัวเรือน ผู้อยู่อาศัยจะมีต้นทุนค่าไฟฟ้าราว 6.50 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง โดยไม่ต้องกล่าวถึงต้นทุนในการจ่ายกระแสไฟฟ้า นั่นหมายความว่าการผลิตไฟฟ้าจากแผงพลังงานแสงอาทิตย์ในแต่ละครัวเรือนสามารถประหยัดต้นทุนได้ราวร้อยละ 25

 

เมื่อโลกกำลังเข้าสู่ ‘ขีดจำกัดของการเติบโต’

อีเมล พิมพ์ PDF
ไม่น่าเชื่อว่าหนังสือที่ครั้งหนึ่งโดนหยามว่าไม่ต่างอะไรจากนิยายวิทยาศาสตร์ เรื่อง “ขีดจำกัดของการเติบโต” หรือ Limit to Growth ที่มีอายุกว่า 40 ปี จะสามารถทำนายได้ค่อนข้างแม่นยำว่าโลกของเรากำลังเดินเข้าไปชนกับขีดจำกัดโดยไม่ได้ฟังคำเตือน โดยมีกลุ่มนักวิจัยชาวออสเตรเลียที่ยืนยันว่า อีกไม่นานเราก็จะเห็น ‘ก้าวแรก’ ของการล่มสลาย
หนังสือ “ขีดจำกัดของการเติบโต" พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2515 ได้พยากรณ์ว่าอารายธรรมของมนุษยชาติจะมีแนวโน้มล่มสลายลงในศตวรรษนี้ หนังสือดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นนวนิยายเพ้อฝันนับตั้งแต่วันที่มันได้รับการตีพิมพ์ และเมื่อปี พ.ศ. 2545 Bjorn Lomborg ผู้เรียกตัวเองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ก็กล่าวถึงหนังสือเล่มนี้ว่าควรถูกทิ้งลงในถังขยะทางประวัติศาสตร์
แต่ศูนย์วิจัยของมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย พิสูจน์ว่า การคาดการณ์ในหนังสือนั้นค่อนข้างแม่นยำจากข้อมูลตลอด 40 ปีที่ผ่านมา และถ้าเรายังคงเดินไปตามเส้นทางนี้ต่อไป อีกไม่นานเราก็จะเข้าสู่ช่วงเริ่มแรกของการที่โลกจะล่มสลาย
“ขีดจำกัดของการเติบโต” เป็นหนังสือที่จัดทำขึ้นโดยกลุ่มนักคิด นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญในหลายสาขาที่ชื่อว่า Club of Rome ร่วมกันสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์เพื่อเก็บข้อมูลทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในโลกชื่อว่า World3
การทำงานเป็นไปอย่างเข้มข้น ทีมนักวิจัยรวบรวมข้อมูลทั้งด้านอุตสาหกรรม ประชากร อาหาร มลภาวะ และการใช้ทรัพยากร จนถึงปี พ.ศ. 2513 และสร้างเป็นแบบจำลองเพื่อใช้ในการพยากรณ์ในแต่ละสถานการณ์จนถึงปี พ.ศ.2643 โดยแบ่งตามระดับที่ว่ามนุษยชาติจะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรอย่างเข้มข้นและจริงจังแค่ไหน
ถ้าการแก้ไขปัญหาไม่เกิดขึ้น แบบจำลองดังกล่าวคาดว่าโลกจะเข้าสู่การผลิตเต็มกำลัง ก่อนทั้งโลกจะพังทลายลง ทั้งเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และประชากร ภายในปี พ.ศ. 2613 โดยสถานการณ์นี้เรียกว่า “business-as-usual” หรือดำเนินธุรกิจแบบปกติ
ใจความสำคัญของหนังสือเล่มนี้ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักคือ “โลกมีขีดจำกัด” และการเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัดของประชากร การผลิตสินค้า และอื่นๆ จะนำไปสู่การพังทลายของโลก
แล้วแนวคิดของพวกเขาถูกต้องหรือไม่ ? เราตัดสินใจเลือกตรวจสอบย้อนหลังในสถานการณ์ต่างๆภายหลัง 40 ปีนับจากหนังสือตีพิมพ์ นำทีมโดย Dr.Graham Turner ที่รวบรวมข้อมูลจากสหประชาชาติ ในส่วนของเศรษฐกิจ สังคม อาหาร เกษตรกรรม และสรุปสถิติประจำปีของ UN รวมทั้งตรวจสอบข้อมูลกับองค์การบริหารสมุทรศาสตร์และชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NOAA)และข้อมูลตามแหล่งต่างๆ โดยนำข้อมูลมาวาดเป็นกราฟเช่นเดียวกับที่ปรากฎใน “ขีดจำกัดของการเติบโต”
ผลลัพธ์ที่ว่าคือ โลกกำลังดำเนินไปตามเส้นทางที่ใกล้เคียงกับที่ปรากฎใน “ขีดจำกัดของการเติบโต” สถานการณ์ “business-as-usual” โดยข้อมูลนั้นไม่ได้ใกล้เคียงกับสถานการณ์อื่นๆ
กราฟข้างล่างนี้แสดงเปรียบเทียบระหว่าง เส้นที่พยากรณ์ใน “ขีดจำกัดของการเติบโต” ซึ่งแสดงเป็นเส้นประ และเส้นที่ทีมนักวิจัย MIT ต่อด้วยงานวิจัยล่าสุดของ Dr.Graham Turner ที่แสดงเป็นเส้นทึบ แสดงให้เห็นว่าการเติบโตของโลกจากการพยากรณ์และความเป็นจริงนั้นใกล้เคียงกันมาก
ตามที่กลุ่ม Club of Rome ได้คาดการณ์ไว้เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ในสถานการณ์นี้ จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นจะเพิ่มความต้องการใช้สินค้า และนำไปสู่การผลิตในอุตสาหกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการ และตามมาด้วยมลภาวะ กราฟแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ดังกล่าวกำลังเกิดขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติกำลังหมดลงอย่างรวดเร็ว มลภาวะกำลังเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรม และการบริโภคอาหารต่อหัวเพิ่มขึ้น พร้อมกับจำนวนประชากร
หากเรายังคงเดินไปตามเส้นทางของ “ขีดจำกัดของการเติบโต” สุดท้ายเรากำลังจะเจอกับอะไรในอนาคต
ตามที่กล่าวไว้ในหนังสือ ความพยายามในการเพิ่มผลผลิตของภาคอุตสาหกรรมจะทำให้การใช้ทรัพยากรเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในที่สุดทรัพยากรเหล่านั้นก็จะกลายเป็นสิ่งราคาแพง และเงินทุนจำนวนมหาศาลก็จะทุ่มลงไปกับการสกัดทรัพยากรออกจากแหล่งธรรมชาติ นั่นหมายความว่าผลิตผลต่อหัวกำลังจะลดลง โดยเริ่มจากปี พ.ศ. 2558
การเพิ่มขึ้นของมลภาวะจากภาคอุตสาหกรรมทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง และส่งผลให้ปริมาณอาหารต่อหัวลดลง ตามมาด้วยปัญหาด้านสุขภาพและการศึกษา และอัตราการตายที่เพิ่มสูงขึ้นในปี พ.ศ. 2563 และจำลดลงราวทศวรรษละห้าแสนล้านคน ภายหลัง พ.ศ.2573 มาตรฐานความเป็นอยู่จะแย่ลงและย้อนกลับไปเหมือนยุคต้นคริสตศตวรรษที่ 19
สิ่งสำคัญที่ทำให้โลกล่มสลายคือข้อจำกัดด้านทรัพยากร ในหนังสือ “ขีดจำกัดของการเติบโต” ยังระบุถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระดับการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะทำให้โลกร้อนขึ้น
จากการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น พบว่าในปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าโลกกำลังเข้าสู่สภาวะล่มสลาย แม้ว่าการเติบโตจะสูงจนติดเพดานในบางพื้นที่  แต่คาดว่าผลกระทบตามที่ “ขีดจำกัดของการเติบโต” คาดการณ์จะเริ่มในระหว่างปี พ.ศ. 2558 – 2573
แต่การถดถอยทั่วโลกอาจเริ่มต้นขึ้นแล้วก็ได้ จากวิกฤตทางการเงินเมื่อปี พ.ศ. 2550 – 2551 ซึ่งการชะลอทางเศรษฐกิจอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณอันตรายที่บอกว่าทรัพยากรกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัด การใช้สินค้าฟุ่มเฟือยกำลังทำให้หนี้สินอยู่ในระดับที่ไม่ยั่งยืน นำไปสู่ราคาสินค้าและน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นจนอาจเกิดหนี้เสีย
ปัญหาเรื่องจุดผลิตน้ำมันสูงสุด (Peak Oil)ก็นับว่าอันตราย นักวิจัยอิสระหลายคนก็ได้สรุปว่าการผลิตน้ำมันแบบธรรมดานั้นได้เข้าสู่ระดับสูงสุดแล้ว แม้แต่องค์กรที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยมอย่าง International Energy Agency (IEA) ยังออกมาเตือนเรื่องจุดผลิตน้ำมันสูงสุด
และจุดผลิตน้ำมันสูงสุด นี้เองที่อาจเป็นตัวกระตุ้นให้โลกเข้าสู่ภาวะล่มสลาย แม้หลายคนอาจเห็นว่าแหล่งพลังงานฟอสซิลใหม่อย่างหินน้ำมัน ทรายน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติจากถ่านหิน จะมาช่วยชีวิต แต่ปัญหาคือแหล่งผลิตน้ำมันเหล่านี้ยังสามารถสกัดได้รวดเร็วขนาดไหน และนานเท่าไร ในต้นทุนระดับใด และถ้าแหล่งพลังงานเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เงินทุนมหาศาล นั่นหมายความว่าการล่มสลายจะเริ่มต้นขึ้นและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว
งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้ยืนยันว่าการล่มสลายของเศรษฐกิจโลก ทรัพยากรธรรมชาติ และประชากรเป็นที่แน่นอน และเราก็ไม่ได้ยืนยันว่าอนาคตจะเป็นไปตามที่เขียนไว้ใน “ขีดจำกัดของการเติบโต” เพราะในอนาคตอาจเกิดสงคราม หรืออาจมีผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมในระดับโลกขึ้นมาแก้ปัญหา ทั้งสองสถานการณ์จะทำให้เส้นพยากรณ์นั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
สิ่งที่ค้นพบในงานวิจัยดังกล่าวคือสัญญาณเตือน เพราะมันบ่งบอกว่าการแสวงหาการเติบโตอย่างไรขีดจำกัดจนถึงปี พ.ศ.2643 โดยไม่มีผลกระทบทางลบนั้นเป็นไปไม่ได้ และผลกระทบดังกล่าวก็อาจจะแสดงผลออกมาอย่างรวดเร็วกว่าที่เราคิด
คงเป็นเรื่องยากที่จะพยายามชัดจูงนักการเมืองในระดับโลก หรือนักธุรกิจแนวหน้าให้หันมาสนใจทางเลือกทางอื่น ดังนั้นพวกเรา ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง คงจะถึงเวลาที่จะคิดว่าเราจะปกป้องตัวเองอย่างไรในขณะที่เรากำลังมุ่งไปสู่อนาคตที่ไม่แน่นอน เช่นเดียวกับที่ “ขีดจำกัดของการเติบโต” สรุปไว้เมื่อปี พ.ศ. 2515
“หากทิศทางการเติบโตในปัจจุบันของประชากรโลก อุตสาหกรรม มลภาวะ การผลิตอาหาร และการใช้ทรัพยากรยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เราคงจะเข้าสู่ขีดจำกัดของการเติบโตภายใน 100 ปีข้างหน้า และผลลัพธ์ที่น่าจะเป็นไปได้คือการลดลงของประชากรและการผลิตภาคอุตสาหกรรมและรวดเร็วและไม่สามารถควบคุมได้”
อย่างไรก็ดี มันก็อาจจะมีความเป็นไปได้เล็กน้อย ที่พวกเขาจะคาดการณ์ผิด
ถอดความจาก“Limits to Growth was right. New research shows we're nearing collapse”
โดย Graham Turner และ Cathy Alexander เข้าถึงได้ที่ http://www.theguardian.com/commentisfree/2014/sep/02/limits-to-growth-was-right-new-research-shows-were-nearing-collapse?CMP=twt_gu
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
limit to growthไม่น่าเชื่อว่าหนังสือที่ครั้งหนึ่งโดนหยามว่าไม่ต่างอะไรจากนิยายวิทยาศาสตร์ เรื่อง “ขีดจำกัดของการเติบโต” หรือ Limit to Growth ที่มีอายุกว่า 40 ปี จะสามารถทำนายได้ค่อนข้างแม่นยำว่าโลกของเรากำลังเดินเข้าไปชนกับขีดจำกัดโดยไม่ได้ฟังคำเตือน โดยมีกลุ่มนักวิจัยชาวออสเตรเลียที่ยืนยันว่า อีกไม่นานเราก็จะเห็น ‘ก้าวแรก’ ของการล่มสลาย

หนังสือ “ขีดจำกัดของการเติบโต" พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2515 ได้พยากรณ์ว่าอารายธรรมของมนุษยชาติจะมีแนวโน้มล่มสลายลงในศตวรรษนี้ หนังสือดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นนวนิยายเพ้อฝันนับตั้งแต่วันที่มันได้รับการตีพิมพ์ และเมื่อปี พ.ศ. 2545 Bjorn Lomborg ผู้เรียกตัวเองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ก็กล่าวถึงหนังสือเล่มนี้ว่าควรถูกทิ้งลงในถังขยะทางประวัติศาสตร์
 

ขอให้ยุติโครงการเขื่อนแม่วงก์

อีเมล พิมพ์ PDF
เรื่อง ขอให้ยุติโครงการเขื่อนแม่วงก์
เรียน คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก
ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีแนวนโยบายในการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นรูปแบบโครงการลักษณะเดียวกับของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงาน โดยจะมีการรวบรวมข้อมูลเพื่อพิจารณาว่าโครงการใดที่จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้รวมทั้งจะดำเนินการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนบางกลุ่มด้วยความรอบคอบ คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนในภาพรวม ทั้งนี้เพื่อต้องการฟื้นฟูสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยอยู่ในขณะนี้และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนรวมถึงต้องการแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย
ถึงแม้จะได้มีการระงับโครงการ 3.5 แสนล้าน ไปแล้ว แต่ยังมีความพยายามจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในการเสนอเรื่องการแก้ไขปัญหาในการบริหารจัดการน้ำอยู่เสมอและหนึ่งในแผนการดังกล่าวยังคงเสนอให้มีการการก่อสร้างเขื่อนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ คือ โครงการเขื่อนแม่วงก์ ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ซึ่งปัจจุบัน (พ.ศ.2557) ทรัพยากรป่าไม้ของประเทศไทยเหลืออยู่เพียงแค่ ร้อยละ 31.57 ของพื้นที่ประเทศเท่านั้นและยังคงมีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจก่อให้เกิดผลร้ายต่อสิ่งแวดล้อมในระดับประเทศอย่างยากจะแก้ไขให้กลับคืนมาดั่งเดิมได้ และทั้งยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยได้อย่างแท้จริงตามวัตถุประสงค์อันดีที่ได้ตั้งใจไว้ ถ้าปล่อยให้มีการสร้างเขื่อนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ คำว่าป่าอนุรักษ์คงไม่มีความศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป ใครจะบุกรุกเข้ามาทำลายหรือแม้แต่หน่วยงานของภาครัฐเองก็สามารถที่จะเข้ามาพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ได้ โดยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องฟังเสียงทัดทานจากใครอีกเลย
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร จึงใคร่ขอให้คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก พิจารณาข้อเสนออันเป็นประโยชน์เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยไม่ใช้สิ่งก่อสร้างในพื้นที่ป่า เพื่อเป็นการรักษาผืนป่าที่เหลืออยู่เก็บไว้ให้ลูกหลานต่อไปในอนาคตดังต่อไปนี้ คือ
1. การจัดสรรน้ำให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง โดยการสนับสนุนให้มีแหล่งกักเก็บน้ำใกล้บ้านภายในชุมชนของตนเองพัฒนาฝาย และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ในชนบททุกพื้นที่ที่มีศักยภาพ กระจายงบประมาณลงสู่ท้องถิ่นโดยเน้นการจัดสรรอย่างเป็นระบบและเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะเนื่องจากหลายๆ โครงการของภาครัฐที่ผ่านๆ มา ที่ได้ดำเนินการให้กับท้องถิ่นนั้น เมื่อการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วได้ถูกทิ้งร้าง หรือปล่อยให้ทรุดโทรม ชำรุดหรือถูกขโมยชิ้นส่วนทำให้ไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามความตั้งใจของผู้ก่อสร้าง เนื่องจาก เป็นโครงการที่ไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง หรือบางโครงการแม้มีการใช้งาน แต่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นในกลุ่มผู้ใช้น้ำด้วยกันในพื้นที่ใกล้เคียง ดังนั้น ควรต้องมีการรับฟังความคิดเห็นประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการดำเนินโครงการอย่างครอบคลุมทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการดำเนินการของรัฐอย่างแท้จริง
2. การบริหารจัดการน้ำท่วม ในหลายๆ พื้นที่ ปัญหาน้ำท่วมเกิดจากการที่ลำน้ำสาธารณะตื้นเขินไม่ได้รับการขุดลอก มีการก่อสร้างรุกล้ำทางน้ำสาธารณะทำให้น้ำไม่สามารถระบายไปได้โดยสะดวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ลำน้ำมีลักษณะแคบและเป็นคอขวด ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการไหลของน้ำ และยังส่งผลให้เกิดการเอ่อล้นในฤดูน้ำหลาก ดังนั้นจึงควรเร่งดำเนินการในขั้นตอน ดังนี้
2.1 สิ่งก่อสร้างในลำน้ำกีดขวางทางน้ำ กรณีที่สิ่งก่อสร้างนั้น เช่น ฝาย ประตูระบายน้ำ หรือสะพานคอนกรีต ไม่ได้ใช้งาน หรือใช้งานไม่ได้ ควรมีการรื้อถอนออกเพื่อไม่ให้กลายเป็นเครื่องกีดขวางทางน้ำเสียเอง
2.2  สำรวจเพื่อตรวจสอบแนวเขตทางน้ำตรวจสอบสิทธิการครอบครองของผู้รุกล้ำและแนวทางการดำเนินการตามกฎหมาย จัดทำรายชื่อผู้รุกล้ำเส้นทางน้ำและกำหนดมาตรการการรื้อ ถอนหรือบังคับใช้มาตรการที่มีอยู่แล้วโดยไม่เลือกปฏิบัติรวมทั้งการจัดทำผังการใช้ประโยชน์ที่ดินรวม และจัดทำผังน้ำเพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจสภาพตามธรรมชาติของลำน้ำและไม่บุกรุกเพิ่มโดยพิจารณาจากลักษณะการใช้พื้นที่จริงในปัจจุบันเป็นองค์ประกอบด้วย รวมทั้งต้องสอดคล้องกับฤดูการผลิต วิถีชุมชน และสภาวะอากาศภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงในอนาคต ซึ่งกระบวนการจัดทำจำเป็นต้องมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนด้วย
2.3 ฟื้นฟูและป้องกันทรัพยากรป่าไม้ป่าไม้เป็นตัวยึดหน้าดินและดูดซับน้ำ แต่ป่าต้นน้ำยังคงถูกบุกรุกอย่างต่อเนื่อง การที่ป่าต้นน้ำหายไปจึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดน้ำท่วมเนื่องจากไม่มีผืนป่าไว้คอยดูดซับน้ำ ดังนั้นการปลูกป่าจึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่รัฐบาลควรดำเนินการอย่างจริงจังในการควบคุมการบุกรุกป่า การลักลอบตัดไม้ และการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินที่ทับซ้อนกับพื้นที่ป่า เพื่อให้ไม่มีการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้เพิ่มเติม รวมทั้งฟื้นฟูป่าที่เริ่มเสื่อมสภาพจากการถูกบุกรุก
3. การบริหารจัดการน้ำในฤดูน้ำหลาก สามารถทำได้ด้วยการฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ และจัดระบบการเพาะปลูกควรมีการจัดระบบการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับฤดูกาลและสภาพดินฟ้าอากาศปรับปรุงเพื่อการใช้งานแก้มลิงตามธรรมชาติให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะพื้นที่แก้มลิงควรสามารถใช้งานเพื่อรองรับน้ำได้ในเวลาที่น้ำท่วมสูงสุดไหลผ่าน (ราวเดือนสิงหาคม- พฤศจิกายน) ซึ่งการบริหารจัดการต้องสอดคล้องกันระหว่างระบบการปลูกพืช และการใช้ระบบแก้มลิง รวมถึงการปรับปรุงห้วย หนอง บึง หรือแหล่งน้ำตามธรรมชาติเดิมที่มีอยู่ ให้มีประสิทธิภาพในการเก็บกักน้ำหรือเป็นแก้มลิงในช่วงหน้าน้ำหลากลงทุ่งนั่นเอง
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร จึงใคร่ขอความกรุณาจากคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก ได้โปรดพิจารณาโครงการเพื่อการออกแบบและก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำใหม่อย่างรอบคอบ รอบด้าน และนำผลการศึกษาที่ถูกต้องเหมาะสมนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างแท้จริง
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร, เขื่อนแม่วงก์เรื่อง ขอให้ยุติโครงการเขื่อนแม่วงก์
เรียน คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก

ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีแนวนโยบายในการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นรูปแบบโครงการลักษณะเดียวกับของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงาน โดยจะมีการรวบรวมข้อมูลเพื่อพิจารณาว่าโครงการใดที่จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้รวมทั้งจะดำเนินการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนบางกลุ่มด้วยความรอบคอบ คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนในภาพรวม ทั้งนี้เพื่อต้องการฟื้นฟูสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยอยู่ในขณะนี้และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนรวมถึงต้องการแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย
 

ทำลายป่า เกี่ยวอะไรกับอีโบลา?

อีเมล พิมพ์ PDF

ทำลายป่าในการระบาดของเชื้อไวรัสที่ร้ายแรงอย่างอีโบลา เป็นการยากที่จะสามารถรู้ได้ว่าการติดเชื้อรายแรกนั้นเกิดขึ้นที่ใด และเพราะสาเหตุใด แต่สิ่งหนึ่งที่คล้ายคลึงกันของการระบาดลักษณะนี้คือ การเริ่มต้นของโรคติดต่อมักเกิดขึ้นในชุมชนห่างไกล โดยที่ผู้คนจะต้องสัมผัสกับซากสัตว์ที่ติดเชื้อ และทุกอย่างก็เริ่มต้นที่นี่ ก่อนแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

การแพร่ระบาดที่ Ivory Coast เกิดขึ้นจากการที่นักมนุษยวิทยาสัมผัสกับซากลิงชิมแปนซีในรัฐ Gabon ประเทศ Congo ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้เชื่อมโยงการแพร่ระบาดของโรคจากการตายจำนวนมากของลิงชิมแปนซีและกอริลลาในป่า และการระบาดของอีโบลาในปัจจุบันที่แอฟริกาตะวันตก ซึ่งอยู่ในระดับที่ไม่สามารถควบคุมได้ จากตัวเลขขององค์การอนามัยโลก รายงานเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2557 มีผู้ป่วยที่คาดว่าจะเป็นอีโบลาอยู่ราว 3,685 ราย และมีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 1,841 รายในประเทศ Guinea , Liberia และ Sierra Leone รวมทั้งเริ่มระบาดไปในประเทศ Nigeria

 

รายงานสถานการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติบริเวณแนวขอบป่าห้วยขาแข้ง

อีเมล พิมพ์ PDF

สถานการณ์ป่าไม้ปัจจุบันพื้นที่ป่าไม้*ในประเทศไทย พบว่าเหลืออยู่ 102,119,538 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 31.57 ของพื้นที่ประเทศไทย โดยแยกเป็นป่าไม้ในพื้นที่อนุรักษ์ อย่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อุทยานแห่งชาติ เขตห้ามล่าสัตว์ป่า 64,199,937 ไร่ หรือประมาณร้อยละ 20 ของพื้นที่ประเทศไทย และส่วนที่เหลือเป็นป่าไม้ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 37,919,601 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 10.57 ของพื้นที่ประเทศไทย โดยรวมจะเห็นได้ว่าการประกาศพื้นที่คุ้มครองมีความสำคัญต่อการรักษาทรัพยากรป่าไม้และแหล่งพันธุกรรมของสัตว์ป่าเป็นอย่างมาก ขณะที่พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งอยู่โดยรอบ รัฐบาลมีการผ่อนปรนอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ได้ และบางส่วนมีการจัดสรรให้เป็นที่ดินของราษฎร์ ป่าสงวนแห่งชาติจึงเปรียบเสมือนเป็นผืนป่ากันชนที่ช่วยรักษาพื้นที่อนุรักษ์ไว้ได้เป็นอย่างดี

 

มองสัตว์ป่าด้วยตา โดยผ่านหัวใจ : ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ

อีเมล พิมพ์ PDF

ปริญญากร วรวรรณบ่ายวันที่ 30 สิงหาคม ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ฝนตกลงมาลงจนเห็นใบไม้เต้นรำ

เราเข้าไปหลบความเปียกที่กำลังมาเยือนอยู่ในอาคารมรดกโลก สถานที่จัดแสดงนิทรรศการเรื่องราวความสำคัญของผืนป่าที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย ร่วมกับ ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ ชายวัยกลางคนผู้ทำหน้าที่เล่าเรื่องราวของสัตว์ป่าผ่านเลนส์มากว่า 20 ปี

วันนี้ ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ หรือที่ใครหลายคนเรียกกันสั้นๆ ว่าพี่เชนหรือหม่อมเชน มีนัดบรรยายเรื่องความสำคัญของสัตว์ป่าต่อระบบนิเวศ และประสบการณ์ของการเป็นช่างภาพสัตว์ป่าแก่กลุ่มอาสาสมัครช่วยงานรำลึก 24 ปี สืบ นาคะเสถียร จากนิตยสาร a day

 

มีวาฬ = มีปลา ข้อเท็จจริงจากมหาสมุทร

อีเมล พิมพ์ PDF
ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการประมงแทบไม่ได้สนใจบทบาทของสัตว์ใหญ่ในมหาสมุทรอย่างวาฬในการทำให้ระบบนิเวศในทะเลนั้นยังอุดมสมบูรณ์ ในขณะที่ชาวประมงพาณิชย์ต่างก็เข้าใจผิดว่าวาฬนั้นแย่งเหยื่อของเขาไปหมด ซึ่งงานวิจัยล่าสุดได้พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาเข้าใจผิด
ด้วยปริมาณที่เพิ่มขึ้นของวาฬทั่วโลก เช่นวาฬสีน้ำเงิน วาฬสีเทา หรือวาฬสเปิร์ม จะนำไปสู่มหาสมุทรที่อุดมสมบูรณ์ และเต็มไปด้วยปลา อ้างอิงจากรายงานการวิจัยที่เพิ่งได้รับการตีพิมพ์โดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในวารสาร Ecology and the Environment
Joe Roman นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัย Vermont ผู้นำทีมวิจัยอธิบายถึงเหตุผลที่เราประเมินมูลค่าสัตว์ใหญ่ในทะเลต่ำก็เพราะ “ตั้งแต่มีการศึกษาเรื่องมหาสมุทร วาฬขนาดใหญ่ก็ได้หายไปจากระบบนิเวศในทะเลจำนวนมาก จากการล่าโดยมนุษย์”
วาฬขนาดใหญ่ถูกล่าอย่างรุนแรงจนกระทั่งปี ค.ศ.1970 ซึ่งขณะนั้น คาดว่าเจ้ายักษ์ใหญ่จำนวนราวร้อยละ 66 ถึง 90 ได้ถูกพรากขึ้นมาจากทะเล
นับตั้งแต่นั้น ปริมาณวาฬขนาดใหญ่ก็ค่อยๆ ฟื้นตัวมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่ามีวาฬสเปิร์มอยู่ราวหนึ่งล้านตัว และวาฬสีเทาอยู่ราวหมื่นตัวทั่วโลก แต่สำหรับวาฬสีน้ำเงิน สัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก กลับมีปริมาณการฟื้นตัวของประชากรค่อนข้างช้า คือหลงเหลืออยู่เพียงร้อยละ 1 จากปริมาณในอดีต Joe Roman อธิบายว่า การหายไปของวาฬสีน้ำเงินได้เปลี่ยนแปลงระบบนิเวศและทำให้สัตว์หลายชนิดยากที่จะอยู่รอด
ไม่กี่ปีมานี้ จำนวนวาฬได้เพิ่มขึ้นพร้อมกับเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะความสามารถในการติดตามสัตว์ทะเลที่มักจะเดินทางระยะไกล และนั่นทำให้เรารู้ความสำคัญของวาฬต่อระบบนิเวศมากขึ้น
กลุ่มนักวิจัยค้นพบว่า วาฬมักจะกินอาหารในระดับค่อนข้างลึก และลอยตัวมาบนพื้นผิวน้ำเพื่อหายใจ ทำให้เกิดการแพร่กระจายของสารอาหารไปตามระดับความลึกต่างๆ ซึ่งจะเป็นแหล่งอาหารสำคัญของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล แม้แต่ส่วนผสมในปัสสาวะของวาฬ ก็มียูรีนและไนโตรเจนซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอน
วาฬส่วนใหญ่มักจะต้องเดินทางไกลเพื่อผสมพันธุ์ นั่นคือการนำพาสารอาหารไปยังพื้นที่ห่างไกลที่ไม่อุดมสมบูรณ์ แม้แต่รกของวาฬเองก็กลายเป็นแหล่งอาหารสำคัญของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ซึ่ง Joe Roman มองว่าการอพยพของวาฬในแต่ละครั้ง ไม่ต่างจากการส่งผ่านสารอาหารทางสายพานไปตามสถานที่ต่างๆ ในมหาสมุทร
แม้แต่ตอนที่สัตว์ใหญ่อย่างวาฬตาย ซากของมันก็จะจมดิ่งลงสู่ใต้ทะเล เป็นอาหารให้กับสัตว์กินซากและระบบนิเวศน้ำลึกที่มีลักษณะเฉพาะ เช่นแฮคฟิช ปู หรือไส้เดือนทะเล ซึ่งอาจไม่สามารถพบได้ที่ไหนนอกจากทะเลลึก
“การล่าวาฬของมนุษย์ทำให้ปริมาณวาฬในทะเลลดลงอย่างมาก และอาจทำให้พวกสัตว์กินซากในทะเลลึกสูญพันธุ์ไปก่อนที่เราจะได้รู้จักมันด้วยซ้ำ” Joe Roman อธิบาย ก่อนจะเล่าว่าเขากำลังทำงานวิจัยว่าการลดปริมาณของวาฬทำให้ชนิดพันธุ์ของสัตว์กินซากในทะเลสูญหายไปเท่าไร
เป็นเวลานับร้อยปีที่ชาวประมงต่างโจมตีว่าวาฬแย่งกินปลาที่พวกเขาพยายามจะจับ โดยเฉพาะรัฐบาลญี่ปุ่นที่ตอบรับความคิดนี้อย่างดี และมองว่าการล่าวาฬเป็น ‘สิ่งจำเป็น’เนื่องจากวาฬนั้นคุกคามการประมงของพวกเขา หรือการที่ Masayuki Komatsu หนึ่งในผู้สนับสนุนการล่าวาฬอธิบายว่า วาฬในทะเลนั้นมีจำนวนมาก เรียกว่าไม่ต่างจากแมลงสาบของทะเล
Joe Roman ไม่เห็นด้วย
“มันซับซ้อนกว่าการคิดง่ายๆ แค่นั้น” เขากล่าว ก่อนย้อนกลับไปอธิบายถึงกระบวนการกระจายสารอาหารของวาฬ “การวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า เราจะมีปลาปริมาณมากขึ้นหากมีนักล่าขนาดใหญ่อยู่ในระบบนิเวศ” ส่วนก้าวต่อไป Joe Roman มองว่า เขาจะศึกษาว่าแพลงก์ตอนและสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นได้รับผลอย่างไรจากการมีอยู่ของวาฬ
ถอดความจาก “More Big Whales in Ocean Could Mean More Fish, Scientists Find” โดย Brian Clark Howard เข้าถึงได้ที่ http://news.nationalgeographic.com/news/2014/07/140710-whales-ecosystem-engineers-fish-conservation-science/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
วาฬที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการประมงแทบไม่ได้สนใจบทบาทของสัตว์ใหญ่ในมหาสมุทรอย่างวาฬในการทำให้ระบบนิเวศในทะเลนั้นยังอุดมสมบูรณ์ ในขณะที่ชาวประมงพาณิชย์ต่างก็เข้าใจผิดว่าวาฬนั้นแย่งเหยื่อของเขาไปหมด ซึ่งงานวิจัยล่าสุดได้พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาเข้าใจผิด

ด้วยปริมาณที่เพิ่มขึ้นของวาฬทั่วโลก เช่นวาฬสีน้ำเงิน วาฬสีเทา หรือวาฬสเปิร์ม จะนำไปสู่มหาสมุทรที่อุดมสมบูรณ์ และเต็มไปด้วยปลา อ้างอิงจากรายงานการวิจัยที่เพิ่งได้รับการตีพิมพ์โดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในวารสาร Ecology and the Environment
 

ปรากฎการณ์ Algae Bloom กับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

อีเมล พิมพ์ PDF

Algae Bloomปรากฎการณ์ Algae Bloom หรือการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วของสาหร่ายในแหล่งน้ำ เช่นในทะเลสาบอีรี (Erie Lake) ส่งผลให้คนกว่าครึ่งล้าน ห้ามใช้น้ำประปาเพื่อดื่ม ทำอาหาร หรืออุปโภค ในเมืองโทเลโด (Toledo) มลรัฐโอไฮโอ (Ohio) ประเทศสหรัฐอเมริกา และนี่ก็เป็นสัญญาณว่าเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่พบบ่อยครั้งและมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นทั่วโลก

ผู้เชี่ยวชาญชี้แจงว่า ปรากฎการณ์ Algae Bloom ที่มีพิษจะส่งผลให้น้ำประปาเป็นอันตราย รวมทั้งคร่าชีวิตสัตว์ป่าจากการดื่มกิน เช่นเมื่อปีที่ผ่านมา เกิดปรากฎการณ์นี้ขึ้นที่ฟลอริด้าและทำลายชีวิตของมานาตี สัตว์ที่อยู่ในตระกูลเดียวกับพะยูน Algae Bloom นอกจากจะทำร้ายสัตว์ใหญ่อย่างมานาตี ยังทำให้ปลาตายอีกจำนวนมาก

 

การอยู่รอดของหมีขาว ในยุคน้ำแข็งละลาย

อีเมล พิมพ์ PDF
"ไข่ห่าน 60 ฟอง ลูกห่าน 53 ตัว ห่าน 63 ตัว ลูกกวางคาริบู 3 ตัว และกวางคาริบูโตเต็มที่ 3 ตัว" นี่อาจเป็นเมนูอาหารสำหรับฤดูร้อนของหมีขั้วโลกในขณะที่ถูกบังคับให้ออกจากผืนน้ำแข็งเพื่อมาอยู่อาศัยบนผืนดิน
Linda J. Gormezano นักชีววิทยาประจำพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรรมชาติอเมริกันในรัฐนิวยอร์ก ได้พยายามค้นคว้าว่าเจ้าหมีขั้วโลกจะต้องกินอะไรเพื่ออยู่รอดในยุคสมัยที่นับวันจะมีฤดูกาลที่ผืนน้ำแข็งละลายจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ในอ่าวฮัดสัน (Hudson Bay) ฝั่งตะวันตกของแคนาดา
การคำนวณของเธอสรุปว่า เจ้านักล่าแห่งขั้วโลกอาจสามารถอยู่รอดได้เป็นระยะเวลา 6 เดือนโดยอาศัยอาหารบนผืนดินเป็นหลัก เรียกว่าต้องปรับวิถีชีวิตเพื่อให้เข้ากับยุคการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นักวิทยาศาสตร์คนอื่นยังร่วมแสดงความเห็นว่า การที่น้ำแข็งในทะเลลดลงเนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นและจำนวนแมวน้ำซึ่งเป็นอาหารหลักลดลงอย่างรวดเร็วในอาร์กติก อาจทำให้เจ้าหมีขั้วโลกสูญพันธุ์ในปี พ.ศ. 2563
จำนวนประชากรของหมีขาวที่อาศัยในบริเวณอ่าวฮัดสันมีน้อยกว่าหนึ่งพันตัว ในขณะที่ประชากรหมีขาวทั่วโลกมีอยู่ราว 25,000 ชีวิต แต่หมีที่อ่าวฮัดสันมีความสำคัญคือเป็นพื้นที่เดียวที่เจ้าหมีขั้วโลกปรากฎตัวให้เห็นไม่ยากนัก
พวกมันจะอาศัยบนผืนน้ำแข็งจนกระทั่งเริ่มละลายแล้วจึงอพยพมายังผืนแผ่นดิน และในระหว่างที่พวกมันอยู่บนผืนดินนั้น นักท่องเที่ยวจะเดินทางมายัง เมืองเชอร์ชิล (Churchill) เมนิโตบา (Manitoba) เพื่อไปชมเจ้าหมีขั้วโลกตามธรรมชาติ
แต่เดิมนั้น เราเข้าใจว่าหมีขั้วโลกจะไม่กินอาหารในขณะที่อาศัยบนผืนดิน และพวกมันมักจะหลับเพื่อรักษาพลังงานจนกระทั่งเข้าสู่ฤดูหนาวอีกครั้ง และเดินทางกลับไปยังผืนน้ำแข็ง แต่เพราะอากาศที่อุ่นขึ้นทำให้ผืนน้ำแข็งละลายเร็วกว่าแต่ก่อน ทำให้ในปัจจุบัน หมีขั้วโลกจะอพยพมาอยู่บนผืนดินก่อนสถิติที่พบในปี พ.ศ. 2523 ราว 3 สัปดาห์ และภายในปี พ.ศ. 2603 อ่าวฮัดสันจะไม่มีน้ำแข็งเป็นระยะเวลาถึง 6 เดือน
ในปี พ.ศ. 2553 นักนิเวศวิทยา Peter Molnar และทีมนักวิจัยได้ร่วมกันศึกษาความต้องการพลังงานของหมีขาว ซึ่งได้ผลสรุปว่าหากหมีขาวอยู่อาศัยโดยไม่ได้กินอาหารภายใน 6 เดือนจะทำให้ประชากรเพศผู้ตายละราว 28 ถึง 48 เปอร์เซ็นต์ และในอัตราการตายดังกล่าว หมีขาวย่อมสูญพันธุ์
แต่การวิเคราะห์ดังกล่าวได้มีข้อสมมติฐานว่าหมีขาวจะไม่กินอะไรเลยในระหว่างอยู่บนผืนดิน ซึ่ง Linda J. Gormezano อธิบายว่านี่ไม่เป็นความจริง
หากเจ้าหมีขาวตัวอ้วนท้วนเดินทางมายังชายฝั่งในช่วงเดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ. 2603 Gormezano คาดว่าพวกมันจะสามารถรักษาพลังงานเอาไว้ได้โดยการกินไข่ห่าน รวมทั้งล่ากวางคาริบูที่ยังไม่โตเต็มที่ ส่วนหมีขั้วโลกตัวผู้ที่อ่อนแออาจจำเป็นต้องได้รับสารอาหารตามเมนูที่เขียนไว้ข้างต้นเพื่อให้สามารถเอาชีวิตรอดใน 6 เดือนที่ไม่ได้อยู่บนผืนน้ำแข็ง
แต่ก็ยังมีคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบคือ มันคุ้มค่าหรือไม่กับพลังงานที่เสียไปเพื่อการล่าห่านหรือกวางคาริบูเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณแคลอรีที่ได้รับจากเหยื่อ ถ้าหากมันคุ้มค่า อนาคตของหมีขาวก็คงสดใสเพราะอ่าวฮัดสันปัจจุบันยังคงมีห่านและกวางคาริบูจำนวนมาก
“มันยังมีความเป็นไปได้ในการป้องกันหมีขาวจากสภาวะอดอยากตามที่ Peter Molnar คาดการณ์ไว้ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าพลังงานที่ใช้ในการล่าอาหารมันคุ้มค่าหรือไม่”Linda J. Gormezano กล่าว
ในขณะที่ Peter Molnar ยังคงตั้งคำถามกับงานวิจัยของ Gormezano โดยพิจารณาจากแนวโน้มของประชากรหมีขั้วโลก "เพราะในระหว่างปี พ.ศ. 2538 ถึง พ.ศ.2548 ประชากรหมีขาวนั้นลดลงอย่างมาก และเราก็รู้ดีว่าสภาพร่างกายของพวกมันแย่ลงเรื่อยๆ และอดอยากมากขึ้น คำถามจึงไม่ใช่ว่า พวกมันจะสามารถอยู่รอดด้วยอาหารบนผืนดินหรือไม่ แต่คำถามจริงๆ ก็คือ ทำไมพวกหมีขาวจึงไม่กินอาหารอย่างเพียงพอเพื่อป้องกันการลดจำนวนลงของประชากร”
ถอดความจาก As Sea Ice Shrinks, Can Polar Bears Survive on Land?โดยEmma Marris เข้าถึงได้ที่http://news.nationalgeographic.com/news/2014/07/140717-polar-bears-goose-eggs-global-warming-arctic-environment/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
หมีขาว"ไข่ห่าน 60 ฟอง ลูกห่าน 53 ตัว ห่าน 63 ตัว ลูกกวางคาริบู 3 ตัว และกวางคาริบูโตเต็มที่ 3 ตัว" นี่อาจเป็นเมนูอาหารสำหรับฤดูร้อนของหมีขั้วโลกในขณะที่ถูกบังคับให้ออกจากผืนน้ำแข็งเพื่อมาอยู่อาศัยบนผืนดิน

Linda J. Gormezano นักชีววิทยาประจำพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรรมชาติอเมริกันในรัฐนิวยอร์ก ได้พยายามค้นคว้าว่าเจ้าหมีขั้วโลกจะต้องกินอะไรเพื่ออยู่รอดในยุคสมัยที่นับวันจะมีฤดูกาลที่ผืนน้ำแข็งละลายจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ในอ่าวฮัดสัน (Hudson Bay) ฝั่งตะวันตกของแคนาดา
 

ปลายทางของขยะพลาสติกในทะเล

อีเมล พิมพ์ PDF
หลังจากนักนิเวศวิทยาทางทะเล Andres Cozar Cabañas และทีมนักวิจัยได้ทำการสำรวจแผนที่ขยะพลาสติกในทะเลเป็นครั้งแรกของโลก ยังมีหลายประเด็นที่ยังไม่ได้รับคำตอบ
ผลงานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences พบว่ามีเศษพลาสติกกว่า 5 ล้านชิ้นลอยอยู่ในบริเวณวังวนของกระแสน้ำ 5 แห่ง (Subtropical Gyres) ซึ่งเคลื่อนไหวไปมาในมหาสมุทรทั่วโลก ซึ่งจำนวนของพลาสติกได้เพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่านับตั้งแต่พ.ศ.2523 และได้ถูกสายลม กระแสคลื่น และแสงแดด ทำให้เศษพลาสติกเหล่านั้นสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยขนาดประมาณเมล็ดข้าวเปลือกนั่นหมายความว่าพลาสติกในน้ำยังมีอีกจำนวนมากที่มองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า
“ในการสำรวจของเราพบว่า ยังมีพลาสติกอีกจำนวนมากที่มีขนาดตั้งแต่ระดับไมครอนถึงมิลลิเมตร ไม่ได้ถูกรับรวมในการประเมินการปนเปื้อนของพลาสติกบนผิวน้ำ ที่สำคัญคือเราไม่รู้เลยว่าพลาสติกเหล่านี้จะส่งผลต่อระบบนิเวศอย่างไร พลาสติกอาจเข้าไปปนเปื้อนในสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร หรือแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นเล็กชิ้นน้อยและจมลงไปในทะเลลึก”Andres Cozar Cabañas อาจารย์จาก University of Cadiz ประเทศสเปนกล่าว
ส่วนผลกระทบของเศษพลาสติกต่อระบบนิเวศในทะเลลึกที่นับว่ายังเป็นเรื่องลึกลับและมนุษย์เข้าใจน้อยมากก็ยังไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ “น่าเสียดาย ที่เศษพลาสติกเหล่านี้คงทำให้ระบบนิเวศใต้ทะเลลึกนั้นเปลี่ยนแปลงไปมากก่อนที่เราจะได้รู้จักมันเสียอีก” Andres Cozar Cabañas กล่าวเสริม
คำตอบที่แน่นอนว่าพลาสติกชิ้นเล็กชิ้นน้อยเหล่านั้นเดินทางไปที่ใด และจะมีผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างไร ก็ยังเป็นคำถามที่ Andres Cozar Cabañas กำลังค้นหาคำตอบ
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้คำถามดังกล่าวยังไม่ได้รับคำตอบก็เนื่องจากศาสตร์ของการศึกษาขยะในทะเลนั้นเพิ่งถือกำเนิดได้ไม่นาน พลาสติกได้รับการคิดค้นครั้งแรกในราวกลางศตวรรษที่ 18 และถูกผลิตจำนวนมากนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในทางตรงกันข้าม เศษขยะในทะเลนั้นเพิ่งได้รับการศึกษาเมื่อเวลาไม่ถึงทศวรรษมานี้เอง
“นี่ถือเป็นเรื่องใหม่มากเพราะหลายคนคิดว่าทางออกของการแก้ปัญหาขยะคือการปล่อยให้มันย่อยสลายหายไปเอง หรือง่ายๆ ก็แค่หันหลังกลับไป แล้วปล่อยให้พวกขยะถูกพัดพาหายไปจากสายตา หายไปจากความคิด” Douglas Woodring ผู้ก่อตั้งกลุ่มนักอนุรักษ์ Ocean Recovery Alliance ประเทศฮ่องกงกล่าว
เกาะขยะทางตอนเหนือของแปซิฟิก เป็นพื้นที่แรกที่ถูกค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2550 โดยนักผจญภัย Charles Moore ขณะที่เขาพายเรือกลับไปยังแคลิฟอร์เนียหลังจากเสร็จสิ้นการแข่งขันพายเรือคายัค
การศึกษาด้านขยะในทะเลนั้นยังจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา ตั้งแต่นักสมุทรศาสตร์ไปจนถึงวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านจัดการขยะ
“นับว่าเรายังอยู่ในขั้นตอนแรกมากๆ ในการเข้าใจขยะพลาสติกในทะเล ถ้าลองจินตนาการว่าในอนาคต จะมีขยะพลาสติกเพิ่มมากกว่านี้อีก 10 เท่าหรือ 100 เท่า เราก็ยังไม่มีคำตอบว่าจะเกิดผลกระทบอย่างไร” Kara Lavender Law นักสมุทรศาสตร์จากสถาบันการศึกษาทางทะเล Massachusetts แสดงความเห็น “และถ้าเรายังตอบคำถามนี้ไม่ได้ว่าขยะพลาสติกส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตอย่างไร เราก็ไม่สามารถบอกคนทั่วไปได้ว่าปัญหาที่เรากำลังจะเผชิญนั้นใหญ่แค่ไหน”
ทีมนักวิจัยของ Andres Cozar Cabañas นั้นเดิมทำการวิจัยระยะเวลา 9 เดือนในโครงการ Malaspina expedition of 2010 ของสถาบันวิจัยแห่งชาติสเปน เพื่อศึกษาผลกระทบของสภาวะโลกร้อนต่อมหาสมุทรและความหลากหลายทางชีวภาพของทะเลลึก ซึ่งทีมของ Cozarได้รับมอบหมายในเรื่องสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก แต่เมื่อเศษพลาสติกติดมากับการเก็บตัวอย่างแทบทุกครั้ง พวกเขาจึงเลือกเปลี่ยนมาศึกษาระดับการปนเปื้อนของมลภาวะพลาสติกแทน
ทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์ตัวอย่างน้ำทะเลจากสถานที่ต่างๆ กว่า 3,070 ตัวอย่าง “หนึ่งในตัวอย่างที่น่าตกใจที่สุดคือการที่มีเศษพลาสติกที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในมหาสมุทรที่ห่างจากพื้นทวีปหลายพันกิโลเมตร”
Andres Cozar Cabañas ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การที่พลาสติกถูกย่อยสลายจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วหายไปนั้น อาจเนื่องจากที่เศษพลาสติกถูกกินโดยปลาตัวเล็กที่ใช้ชีวิตอยู่ในระดับความลึก 600 ฟุตถึง 3,300 ฟุต หรือ 180 เมตร ถึง 1,000 เมตรใต้ผิวน้ำ ซึ่งปัจจุบันปลาในระดับความลึกดังกล่าวมีการศึกษาน้อยมาก เรารู้แต่ว่ามันมีจำนวนค่อนข้างเยอะ มักจะหลบนักล่าโดยแฝงตัวในความมืด และขึ้นมากินอาหารที่ผิวน้ำในตอนกลางคืน
ปลาในระดับความลึกนี้ที่เรารู้จักกันดีคือปลาแลนเทิร์น ที่เป็นตัวเชื่อมหลักในเขตร้อนชื้อระหว่างแพลงก์ตอนและสัตว์น้ำที่มีกระดูกสันหลัง เนื่องจากปลาสแลนเทิร์นนั้นนับว่าเป็นอาหารหลักของปลาเพื่อการพาณิชย์ เช่นปลาทูน่า ปลาดาบ ซึ่งพลาสติกที่ปลาแลนเทิร์นกินเข้าไปย่อมหลุดเข้าในห่วงโซ่อาหาร
“มันมีสัญญานบอกว่าปลาที่กินแพลงก์ตอนเช่นพวกปลาขนาดเล็กน่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ได้รับผลกระทบหลักจากมลภาวะจากพลาสติก ซึ่งหากสมมติฐานนี้เป็นจริง ผลกระทบจากขยะพลาสติกนั้นก็จะใหญ่กว่าแค่พื้นที่ในทะเล”Andres Cozar Cabañas กล่าว
ถอดความจาก “First of Its Kind Map Reveals Extent of Ocean Plastic” โดย Laura Parker เข้าถึงได้ที่ http://news.nationalgeographic.com/news/2014/07/140715-ocean-plastic-debris-trash-pacific-garbage-patch/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
พลาสติกหลังจากนักนิเวศวิทยาทางทะเล Andres Cozar Cabañas และทีมนักวิจัยได้ทำการสำรวจแผนที่ขยะพลาสติกในทะเลเป็นครั้งแรกของโลก ยังมีหลายประเด็นที่ยังไม่ได้รับคำตอบ

ผลงานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences พบว่ามีเศษพลาสติกกว่า 5 ล้านชิ้นลอยอยู่ในบริเวณวังวนของกระแสน้ำ 5 แห่ง (Subtropical Gyres) ซึ่งเคลื่อนไหวไปมาในมหาสมุทรทั่วโลก ซึ่งจำนวนของพลาสติกได้เพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่านับตั้งแต่พ.ศ.2523 และได้ถูกสายลม กระแสคลื่น และแสงแดด ทำให้เศษพลาสติกเหล่านั้นสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยขนาดประมาณเมล็ดข้าวเปลือกนั่นหมายความว่าพลาสติกในน้ำยังมีอีกจำนวนมากที่มองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า
 

ขอให้ยุติโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

อีเมล พิมพ์ PDF
ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังคงมีแนวนโยบายนำโครงการเพื่อการออกแบบและก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นรูปแบบโครงการลักษณะเดียวกับของรัฐบาลชุดที่ผ่านมาเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงานและจะดำเนินการโดยไม่รอให้เกิดความล่าช้าในบางโครงการ โดยจะมีการรวบรวมข้อมูลเพื่อพิจารณาว่าโครงการใดที่สามารถเดินหน้าต่อไปได้รวมทั้งจะดำเนินการศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดกับประชาชนบางกลุ่มด้วยความรอบคอบ คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนในภาพรวม ทั้งนี้เพื่อต้องการฟื้นฟูสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยอยู่ในขณะนี้และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนรวมถึงต้องการแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย ดังปรากฏตามที่เป็นข่าวออกสู่หน้าหนังสือพิมพ์
ถึงแม้จะได้มีการระงับโครงการ 3.5 แสนล้าน ไปแล้ว แต่ยังมีความพยายามจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในการเสนอเรื่องการแก้ไขปัญหาในการบริหารจัดการน้ำอยู่เสมอ และหนึ่งในแผนการดังกล่าวยังคงเสนอให้มีการก่อสร้างเขื่อนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เช่น โครงการเขื่อนแม่วงก์ ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เขื่อนยมบน-ยมล่าง ในอุทยานแห่งชาติแม่ยม เขื่อนคลองชมพู ในอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง เป็นต้น ซึ่งปัจจุบัน (พ.ศ.2557) ทรัพยากรป่าไม้ของประเทศไทยเหลืออยู่เพียงแค่ร้อยละ 31.57 ของพื้นที่ประเทศเท่านั้น และยังคงมีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจก่อให้เกิดผลร้ายต่อสิ่งแวดล้อมในระดับประเทศอย่างยากจะแก้ไขให้กลับคืนมาดั่งเดิมได้ ทั้งยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยได้อย่างแท้จริงตามวัตถุประสงค์อันดีที่ได้ตั้งใจไว้ ถ้าปล่อยให้มีการสร้างเขื่อนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์คำว่าป่าอนุรักษ์คงไม่มีความศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป ใครจะบุกรุกเข้ามาทำลายหรือแม้แต่หน่วยงานของภาครัฐเองก็สามารถที่จะเข้ามาพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ได้ (รายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วยหมายเลข  3) โดยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องฟังเสียงทัดทานจากใครอีกเลย
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร จึงใคร่ขอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาข้อเสนออันเป็นประโยชน์ในแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งโดยไม่ใช้สิ่งก่อสร้างในพื้นที่ป่า เพื่อเป็นการรักษาผืนป่าที่เหลืออยู่เก็บไว้ให้ลูกหลานต่อไปในอนาคตดังต่อไปนี้ คือ
1. การจัดสรรน้ำให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง โดยการสนับสนุนให้มีแหล่งกักเก็บน้ำใกล้บ้านภายในชุมชนของตนเอง พัฒนาฝาย และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ในชนบททุกพื้นที่ที่มีศักยภาพ กระจายงบประมาณลงสู่ท้องถิ่นโดยเน้นการจัดสรรอย่างเป็นระบบและเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะเนื่องจากหลายๆโครงการของภาครัฐที่ผ่านๆมา ที่ได้ดำเนินการให้กับท้องถิ่นไปแล้วนั้น เมื่อการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์กลับถูกทิ้งร้าง หรือปล่อยให้ทรุดโทรม ชำรุดหรือถูกขโมยชิ้นส่วนทำให้ไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามความตั้งใจของผู้ก่อสร้าง เนื่องจากเป็นโครงการที่ไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง หรือบางโครงการแม้มีการใช้งาน แต่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นในกลุ่มผู้ใช้น้ำด้วยกันในพื้นที่ใกล้เคียง ดังนั้น ควรต้องมีการรับฟังความคิดเห็นประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการดำเนินโครงการอย่างครอบคลุมทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการดำเนินการของรัฐอย่างแท้จริง
2. การบริหารจัดการน้ำท่วม ปัญหาน้ำท่วมเกิดจากการที่ลำน้ำสาธารณะตื้นเขินไม่ได้รับการขุดลอก มีการก่อสร้างรุกล้ำทางน้ำสาธารณะทำให้น้ำไม่สามารถระบายไปได้โดยสะดวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ลำน้ำที่มีลักษณะแคบและเป็นคอขวด ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการไหลของน้ำ และยังส่งผลให้เกิดการเอ่อล้นในฤดูน้ำหลาก ดังนั้นจึงควรเร่งดำเนินการในขั้นตอน ดังนี้
(2.1) สิ่งก่อสร้างในลำน้ำกีดขวางทางน้ำ กรณีที่สิ่งก่อสร้างนั้น เช่น ฝาย ประตูระบายน้ำหรือสะพานคอนกรีต สิ่งก่อสร้างต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นเมื่อไม่ได้ใช้งาน หรือใช้งานไม่ได้ ควรมีการรื้อถอนออกเพื่อไม่ให้กลายเป็นเครื่องกีดขวางทางน้ำเสียเอง
(2.2) สำรวจเพื่อตรวจสอบแนวเขตทางน้ำ ตรวจสอบสิทธิการครอบครองของผู้รุกล้ำและแนวทางการดำเนินการตามกฎหมาย จัดทำรายชื่อผู้รุกล้ำเส้นทางน้ำและกำหนดมาตรการการรื้อถอนหรือบังคับใช้มาตรการที่มีอยู่แล้วโดยไม่เลือกปฏิบัติ รวมทั้งการจัดทำผังการใช้ประโยชน์ที่ดินรวม และจัดทำผังน้ำเพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจสภาพตามธรรมชาติของลำน้ำและไม่บุกรุกแหล่งน้ำเพิ่ม โดยพิจารณาจากลักษณะการใช้พื้นที่จริงในปัจจุบันเป็นองค์ประกอบด้วย รวมทั้งต้องสอดคล้องกับฤดูกาลผลิต วิถีชุมชน และสภาวะภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงในอนาคต ซึ่งกระบวนการจัดทำจำเป็นต้องมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนด้วย
3. ป้องกันรักษาทรัพยากรป่าไม้โดยเฉพาะในป่าอนุรักษ์ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า เนื่องจากป่าไม้เป็นตัวยึดหน้าดินและดูดซับน้ำ (รายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วยหมายเลข 4) แต่ป่าต้นน้ำยังคงถูกบุกรุกอย่างต่อเนื่อง การที่ป่าต้นน้ำหายไปจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดน้ำท่วมเพราะไม่มีผืนป่าไว้คอยดูดซับน้ำ ดังนั้นการปลูกป่าจึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่รัฐบาลควรยุติการใช้พื้นที่ป่าเพื่อก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ถนน ฯลฯ และควรดำเนินการอย่างจริงจังในการควบคุมการบุกรุกป่า การลักลอบตัดไม้ และการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินที่ทับซ้อนกับพื้นที่ป่า เพื่อให้ไม่มีการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้เพิ่มเติม รวมทั้งฟื้นฟูป่าที่เสื่อมสภาพจากการถูกบุกรุก
4. การบริหารจัดการน้ำในฤดูน้ำหลาก จัดระบบการเพาะปลูก และบริหารจัดการพื้นที่แก้มลิงที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ โดยควรจัดระบบการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับฤดูกาลและสภาพดินฟ้าอากาศ ปรับปรุงการใช้งานพื้นที่แก้มลิงตามธรรมชาติให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะพื้นที่แก้มลิงควรสามารถใช้งานเพื่อรองรับน้ำได้ในเวลาที่น้ำท่วมสูงสุดไหลผ่าน (ราวเดือนสิงหาคม - พฤศจิกายน) ซึ่งการบริหารจัดการต้องสอดคล้องกันระหว่างระบบการปลูกพืชและการใช้ระบบแก้มลิง รวมถึงการปรับปรุงห้วย หนอง บึง หรือแหล่งน้ำตามธรรมชาติเดิมที่มีอยู่ ให้มีประสิทธิภาพในการเก็บกักน้ำหรือเป็นแก้มลิงในช่วงหน้าน้ำหลากลงทุ่งนั่นเอง
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร จึงใคร่ขอความกรุณาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้โปรดพิจารณาโครงการเพื่อการออกแบบและก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำใหม่ อย่างรอบคอบ รอบด้าน และนำผลการศึกษาที่ถูกต้องเหมาะสมนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างแท้จริง
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
คสชตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังคงมีแนวนโยบายนำโครงการเพื่อการออกแบบและก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นรูปแบบโครงการลักษณะเดียวกับของรัฐบาลชุดที่ผ่านมาเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงานและจะดำเนินการโดยไม่รอให้เกิดความล่าช้าในบางโครงการ โดยจะมีการรวบรวมข้อมูลเพื่อพิจารณาว่าโครงการใดที่สามารถเดินหน้าต่อไปได้รวมทั้งจะดำเนินการศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดกับประชาชนบางกลุ่มด้วยความรอบคอบ คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนในภาพรวม ทั้งนี้เพื่อต้องการฟื้นฟูสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยอยู่ในขณะนี้และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนรวมถึงต้องการแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย ดังปรากฏตามที่เป็นข่าวออกสู่หน้าหนังสือพิมพ์
 
บทความ อื่นๆ ...


page 8 of 17

รับข่าวสาร