• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


เสน่ห์ภูกระดึงในวันวาน... กับอนาคตที่กำลังจะเปลี่ยนไป

อีเมล พิมพ์ PDF

ภูกระดึงหากเอ่ยถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมในฤดูหนาว ‘ภูกระดึง’ ย่อมเป็นสถานที่แรก ที่นักท่องเที่ยวชาวไทยนึกถึง และหวังจะได้ขึ้นไปพิชิตยอดภูกระดึงสัมผัสอากาศหนาวเย็น ชื่นชมทัศนียภาพความสวยงามของหลังแป แม้จะต้องฝ่าฟันความยากลำบาก ความเหนื่อยกาย แลกกับเวลา 4 – 5 ชั่วโมงที่ต้องเสียไปก็ตาม

 

แผงพลังแสงอาทิตย์ลอยน้ำ ทางเลือกในประเทศญี่ปุ่น

อีเมล พิมพ์ PDF
ในปัจจุบันเราไม่จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากพื้นที่รอบๆ ผืนน้ำ แต่สามารถใช้พื้นที่ผิวน้ำเป็นทางเลือกในการก่อสร้าง แผงพลังงานแสงอาทิตย์จำนวนมหาศาลซึ่งกำลังเป็นกระแสในปัจจุบัน
บริษัทพลังงานหมุนเวียนกำลังมองหาทะเลสาบ พื้นที่ชุ่มน้ำ สระน้ำ หรือลำคลอง เพื่อเป็นพื้นที่ก่อสร้างแผงพลังงานแสงอาทิตย์โดยใช้โครงสร้างที่ลอยน้ำได้ โดยมีการทดลองแล้วในประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย อินเดีย และอิตาลี
โรงงานผลิตแสงอาทิตย์ลอยน้ำที่มีกำลังการผลิตเยอะที่สุดในโลกกำลังจะถูกก่อสร้างเหนืออ่างเก็บน้ำในเขื่อนยามากูระ (Yamakura Dam)เมืองชิบะ ประเทศญี่ปุ่น ทางตะวันออกของกรุงโตเกียว โดยคาดว่าจะก่อสร้างเสร็จในเดือนมีนาคม พ.ศ.2559 โดยมีแผงพลังงานแสงอาทิตย์กว่า 50,000 แผงผลิตพลังงานให้กับครอบครัวราว 5,000 หลังคาเรือนและจะช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ราว 8,000 ตันต่อปี
ส่วนทำไมต้องไปสร้างแผงพลังงานแสงอาทิตย์บนน้ำแทนที่จะสร้างบนผืนดิน? ก็เพราะสร้างบนผืนน้ำจะช่วยให้พื้นที่โดยรอบแหล่งน้ำสามารถนำไปใช้ในการเกษตร การอนุรักษ์ หรือการพัฒนาอื่นๆ
“นี่ถือว่าเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ และหากทำได้สำเร็จก็นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ แต่ผมก็ยังกังวลถึงความปลอดภัยในกรณีเกิดพายุ หรือภัยธรรมชาติ ยังไม่นับเรื่องการผุพังเพราะโดนกัดกร่อนโดยน้ำ”Yang Yang อาจารย์ด้านวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย แสดงความเห็น
การติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์บนผืนน้ำนั้น แตกต่างจากการติดตั้งบนดินหรือบนหลังคา เพราะต้องเผชิญกับความยากลำบากเนื่องจากทุกชิ้นส่วนต้องกันน้ำ ทั้งแผงพลังงานและสายเชื่อมต่อ นอกจากนี้ โครงสร้างดังกล่าวก็ไม่ใช่ว่าจะนำไปลอยน้ำได้เฉยๆ เพราะต้องมีการทำการศึกษาเรื่องผลกระทบต่อคุณภาพน้ำก่อนการติดตั้ง และสำหรับญี่ปุ่น อีกหนึ่งประเด็นที่น่าห่วงคือสารพัดภัยธรรมชาติ เพราะญี่ปุ่นนับเป็นประเทศที่ประสบภัยธรรมชาติค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นไต้ฝุ่น แผ่นดินไหว โคลนถล่ม หรือคลื่นยักษ์
อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีดังกล่าวนับว่าเหมาะกับประเทศญี่ปุ่นมากที่สุด เนื่องจากภูมิศาสตร์ของญี่ปุ่นที่เป็นหมู่เกาะและเต็มไปด้วยภูเขา ทำให้ญี่ปุ่นประสบปัญหาขาดแคลนที่ดินเนื่องจากปริมาณที่มีอยู่จำกัด ทางเลือกในการก่อสร้างแผงพลังงานแสงอาทิตย์จึงแทบจะตัดทิ้งไป แต่โชคดีที่ประเทศญี่ปุ่นนับว่ามีอ่างเก็บน้ำจำนวนมาก เนื่องจากการพัฒนาระบบชลประทานเพื่อการเกษตร ดังนั้นบริษัทพลังงานในญี่ปุ่นจึงสนใจผืนน้ำมากกว่าผืนดินในการลงทุน
“ญี่ปุ่นกำลังต้องการแหล่งพลังงานหมุนเวียนแห่งใหม่ หลังจากเกิดวิกฤตการณ์ที่ฟุกุชิมาที่ทำให้ต้องปิดโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ไปและจำเป็นต้องพึ่งพิงการนำเข้าแก๊สเหลวเพื่อผลิตพลังงาน”Eva Pauly ผู้จัดการด้านธุรกิจระหว่างประเทศ บริษัท Cielet Terre บริษัทจากประเทศฝรั่งเศสที่รับผิดชอบในด้านการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์กล่าว
อย่างไรก็ดี การติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์บนผิวน้ำจะดูดซับแสงอาทิตย์และค่อยๆ ทำให้น้ำด้านล่างเย็นขึ้นและมืดขึ้น ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของสาหร่าย ซึ่ง LiseMesnager ผู้บริหารโครงการแสดงความเห็นต่อประเด็นนี้ว่า “นี่อาจเป็นผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบ เพราะปริมาณสาหร่ายในน้ำมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อน้ำ ดังนั้นการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ย่อมมีประโยชน์ แต่ถ้าแผงดังกล่าวถูกติดตั้งในพื้นที่ที่มีชนิดพันธุ์ใกล้สูญพันธุ์ ก็อาจจะส่งผลเสียได้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องรู้ก่อนว่า ในบริเวณนั้นมีสัตว์ชนิดใดอาศัยอยู่บ้าง”
โครงการดังกล่าวได้ดำเนินการตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมระดับท้องถิ่น โดยจะทำการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ใจกลางอ่างเก็บน้ำ ห่างจากพื้นที่ริมตลิ่งที่มีสัตว์และพืชหลายชนิด นอกจากนี้บริษัทผู้ดำเนินการโครงการยังมองว่า พื้นที่อ่างเก็บน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้นน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าในการก่อสร้างแผงพลังงานแสงอาทิตย์ เนื่องจากจะกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่น้อยกว่า
นอกจากพื้นที่น้ำจืดแล้ว พื้นที่น้ำเค็มก็ถือเป็นทางเลือกหนึ่งเพราะกว่า 3 ใน 4 ของพื้นผิวโลกถูกปกคลุมด้วยมหาสมุทรและการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ก็คงไม่ต่างจากจุดเล็กบนผืนผ้าใบขนาดใหญ่ แต่การย้ายแผงพลังงานลอยน้ำไปในทะเลก็ยังถือเป็นแนวคิดในอนาคต เพราะจำเป็นต้องคำนึงถึงหลายปัจจัยเช่นคลื่น และการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจก่อความเสียหายและทำให้แผงพลังงานแสงอาทิตย์ต้องหยุดดำเนินการ นอกจากนี้ การติดตั้งแผงพลังงานนอกชายฝั่งยังมีต้นทุนสูง และขัดต่อแนวคิดที่ว่าแหล่งผลิตพลังงานควรจะอยู่ไม่ไกลจากพื้นที่ที่ใช้พลังงาน
ถอดความบางส่วนจาก ‘Solar Panels Floating on Water Will Power Japan's Homes’ โดย Bryan Lufkinเข้าถึงได้ที่ http://news.nationalgeographic.com/news/energy/2015/01/150116-floating-solar-power-japan-yamakura/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
แผงพลังงานแสงอาทิตย์ในปัจจุบันเราไม่จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากพื้นที่รอบๆ ผืนน้ำ แต่สามารถใช้พื้นที่ผิวน้ำเป็นทางเลือกในการก่อสร้าง แผงพลังงานแสงอาทิตย์จำนวนมหาศาลซึ่งกำลังเป็นกระแสในปัจจุบัน

บริษัทพลังงานหมุนเวียนกำลังมองหาทะเลสาบ พื้นที่ชุ่มน้ำ สระน้ำ หรือลำคลอง เพื่อเป็นพื้นที่ก่อสร้างแผงพลังงานแสงอาทิตย์โดยใช้โครงสร้างที่ลอยน้ำได้ โดยมีการทดลองแล้วในประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย อินเดีย และอิตาลี
 

กระบี่โมเดล อนาคตพลังงานหมุนเวียน 100%

อีเมล พิมพ์ PDF

พลังงานหมุนเวียนจากงานเสวนา “กระบี่เต็มร้อยแห่งแรกของประเทศ” ที่จัดโดยมูลนิธินโยบายสุขภาวะ ได้หยิบยกถึงความเป็นไปได้ในประเด็นเรื่องการใช้พลังงานหมุนเวียนภายในจังหวัดกระบี่ ไม่ว่าจะในเชิงเศรษฐศาสตร์ งานวิจัย หรือในภาคส่วนผู้ประกอบการภายในจังหวัด ว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยอย่างไร หากทางจังหวัดไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน และพร้อมที่จะหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มรูปแบบ

 

สิ่งแวดล้อมจะเป็นอย่างไร ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่

อีเมล พิมพ์ PDF
จากงานเสวนาในหัวข้อ “เราหวังอะไรได้ กับการปฏิรูปสิ่งแวดล้อม” ที่จัดขึ้นโดยชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย ในวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา ว่าด้วยเรื่องข้อเสนอต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อมจาก สปช. (สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติด้านสิ่งแวดล้อม) ต่อคณะกรรมยกร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงทิศทางของโครงการพัฒนาภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่และมุมมองจากภาคประชาชน ว่าในอนาคตสิ่งแวดล้อมภายใต้รัฐมนูญใหม่นี้จะไปในทิศทางใด
นายบัณฑูร เศณษฐศิโรตน์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติด้านสิ่งแวดล้อม และคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ  กล่าวถึงการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าได้แบ่งเป็นสามส่วนหลักคือ สิทธิเสรีภาพของประชาชน นโยบายรัฐ และการปฎิรูป ทั้งนี้ในปัจจุบันมีการยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ได้ถูกจัดทำเพื่อดำเนินการทั้งสิ้น 85 ฉบับ ทั้งนี้จะตัดให้เหลือเพียง 25 ฉบับ ที่มีความสำคัญเพื่อยื่นในวันที่ 17 เมษายนนี้
ซึ่งกฎหมายประเด็นสิ่งแวดล้อมที่มีความน่าสนใจ อยู่ในมาตรา 36 คือการเสนอให้องค์กรอิสระที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับฝ่ายใด เข้ามาเป็นตัวกลางระหว่างเจ้าของโครงการหรือเจ้าของสัญญากับคณะผู้จัดทำรายงาน EIA เพื่อให้มีความโปร่งใสมากขึ้น จากเดิมที่เป็นการว่าจ้างโดยตรงจากเจ้าของโครงการหรือเจ้าของสัญญา ซึ่งได้มีข้อท้วงติงถึงความตรงไปตรงมาและความน่าเชื่อถือ
รวมทั้งตามมาตรา 16 ที่ได้กำหนดว่า ทรัพยากรธรรมชาติเป็นสมบัติของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ รัฐต้องบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อประโยชน์สูงสุดของรัฐ ประชาชน ทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น และต้องบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยหลักธรรมภิบาลหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสร้างดุลยภาพระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม
ด้านนายหาญณรงค์ เยาวเลิศ คณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้กล่าวถึงทิศทางในการพัฒนาภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า ข้อเสนอถึงคณะกรรมธิการปฏิรูปคือต้องให้เห็นเป็นรูปธรรมว่าจะสามารถทำอะไรได้บ้างก่อนวันที่ 17 เษยายน รวมถึงกฎหมายที่ล้าสมัยควรที่จะปรับเปลี่ยนใหม่
ทั้งนี้ได้ยกตัวอย่าง พรบ. สิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 ไม่ว่าจะเป็นการทำรายงาน EIA ของกองวิเคราะห์ผลประกระทบสิ่งแวดล้อม ที่ไม่ควรจะอยู่ภายใต้หน่วยงาน สผ. (สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) เพื่อความเป็นกลาง ผู้ทำรายงานกับเจ้าของโครงการควรจะตัดขาดจากความเป็นนายจ้างและลูกจ้าง และประชาชนสามารถตรวจสอบในตัวโครงการได้ถ้าเกิดความไม่ชอบธรรม อีกทั้งในปัจจุบันถึงแม้จะอยู่ในช่วงการปฏิรูป แต่ยังมีการตัดงบประมาณไว้สำหรับโครงการเดิมๆ ที่ยังไม่ผ่านการรายงาน EIA อยู่
ปิดท้ายด้วยนายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ได้กล่าวถึงมุมมองของภาคประชาชนที่มีต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้ว่า อาจจะไม่มีความหวังมากนัก เพราะหากจะปฏิรูปการจัดทำการรายงาน EIA ต่อตัวโครงการต่างๆ เป็นเรื่องที่ต้องผ่าน คชก. (คณะกรรมการผู้ชำนาญการ) ซึ่งถูกแต่งตั้งโดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มาจากคณะรัฐมนตี นายกรัฐมนตรี นักการเมือง ดังนั้น คชก. ควรที่จะต้องเป็นองค์กรอิสระอย่างแท้จริงให้ได้ก่อน ทั้งนี้ในหลายๆ โครงการที่ผ่านมานั้น คชก. ได้ถูกแต่งตั้งเพราะเป็นเรื่องเชิงนโยบายจากผู้มีอำนาจ เพื่อให้การรายงานผล EIA นั้นผ่านไปได้ตามนโยบายที่วางไว้
อีกเรื่องที่สำคัญคือการปฏิรูปนอกรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม การแสดงออกหรือแสดงความคิดเห็น ที่ถูกทุกวันนี้ยังถูกจำกัดถูกบังคับอยู่ซึ่งเป็นเรื่องสวนทางการกับการปฏิรูป ถึงแม้รัฐธรรมนูญใหม่นี้จะมีการแก้ไขให้ดีขึ้นอย่างไร แต่ยังอยู่ในมือของผู้มีอำนาจในเชิงนโยบายอยู่เหมือนเดิม การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ก็คงไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากฉบับเดิม เมื่อปี พ.ศ. 2550
ปฏิรูปสิ่งแวดล้อมจากงานเสวนาในหัวข้อ “เราหวังอะไรได้ กับการปฏิรูปสิ่งแวดล้อม” ที่จัดขึ้นโดยชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย ในวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา ว่าด้วยเรื่องข้อเสนอต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อมจาก สปช. (สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติด้านสิ่งแวดล้อม) ต่อคณะกรรมยกร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงทิศทางของโครงการพัฒนาภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่และมุมมองจากภาคประชาชน ว่าในอนาคตสิ่งแวดล้อมภายใต้รัฐมนูญใหม่นี้จะไปในทิศทางใด
 

นกชนหิน อนาคตที่อาจไม่ต่างจากงาช้าง

อีเมล พิมพ์ PDF

นกชนหินนกชนหินซึ่งเป็นหนึ่งในตระกูลนกเงือกหายากชนิดหนึ่งของประเทศไทยถูกฆ่าตายอย่างทารุณเพื่อนำจะงอยปากมาแปรรูปเป็นเครื่องประดับสำหรับส่งขายในตลาดจีน โดยปัจจุบันสื่อมวลชนได้ให้ความสนใจทำข่าวการล่างช้างและแรดเป็นอย่างมาก แต่สำหรับการล่าสัตว์ประเภทอื่นๆ กลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรจะเป็น ตามที่หน่วยงานสืบสวนสอบสวนงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม (Environmental Investigation Agency: EIA) ได้ปฏิบัติภารกิจการปลอมตัวเข้าไปสืบสวนคดีการล่าสัตว์พบว่าการล่าเพิ่มจำนวนมากขึ้นในกลุ่มนกหายากที่เรียกว่านกชนหิน โดยสิ่งที่เป็นที่ต้องการคือจะงอยปากที่จะนำมาแกะสลักเป็นเครื่องประดับหรือนำเพชรพลอยมาประดับ เป็นต้น ก่อนที่จะถูกนำไปขายต่อในประเทศจีน ซึ่งเมื่อรับมาขายต่อแล้วราคาจะทะยานขึ้นสูงกว่างาช้างถึง 5 เท่า

 

ชำแหละ กระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง หรือจะเป็นเพียง ‘มโน... โปรเจคท์?’

อีเมล พิมพ์ PDF

ภูกระดึงในวันที่ 20 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา เครือข่ายคัดค้านกระเช้าขึ้นภูกระดึง ได้จัดเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการสร้างกระเช้าขึ้นอุทยานแห่งชาติภูกระดึง หวังให้ข้อมูลอีกด้านหนึ่งสะท้อนไปยังผู้เกี่ยวข้องกับโครงการการก่อสร้างได้หันมาพิจารณาอย่างรอบคอบว่าแท้จริงแล้วข้อมูลที่นำออกสู่สาธารณะเกี่ยวกับประโยชน์หรือความเป็นไปได้ของการก่อสร้างนั้นมีความเป็นไปได้จริงหรือไม่

 

จี้กพร.เปิดชื่อชาวบ้านเหยื่อพิษเหมือง250คน

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันอาทิตย์ น.ส.สื่อกัญญา ธีระชาติดำรง ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกิจการเหมืองแร่ทองคำ ได้ให้ข้อมูลกรณีชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองทองคำในพื้นที่พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และพิจิตร ว่า สถานการณ์ล่าสุดได้ทำหนังสือถึงนายสุรพงษ์ เชียงทอง อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เรียกร้องให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
1.ขอให้เปิดเผยข้อมูลรายชื่อประชาชนผู้ป่วยจำนวน 250 คน ที่อธิบดี กพร.มีคำสั่งให้บริษัท อัครารีซอร์สเซส (มหาชน) จำกัด นำไปรักษาเพื่อขอให้ทราบในการดำเนินการ
2.ขอให้ตรวจสอบและมีการเปิดเผยตัวเลขข้อมูลและสถิติการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของประชาชนตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 จนถึงปัจจุบันในเขตพิษณุโลก เพชรบูรณ์ และพิจิตร สู่สาธารณะตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร เพื่อเปรียบเทียบว่าเกิดความผิดปกติหรือไม่ในการมีเหมืองแร่ทองคำ
3.ขอให้ดูแลเรื่องค่าแรงงานคนงานภายในเหมืองแร่ทองคำ ขณะบริษัทปิดทำการถึงแม้จะเป็นเรื่องภายในของบริษัทฯแต่ว่าคนงานจำนวนมาก คือ คนในชุมชนรอบเหมืองแร่ทองคำ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนและแตกแยกในชุมชน เนื่องจากคนงานเกรงว่าพวกเขาจะตกงานและบางคนเข้าใจผิด ว่ากลุ่มชาวบ้านที่เรียกร้องทำให้พวกเขาต้องตกงาน เพื่อลดปัญหาการแตกแยกที่อาจก่อให้เกิดความรุนแรงได้
4.ขอให้ผู้ประกอบการยอมรับในผลการตรวจของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ทีร่วมกับมหาวิทยาลัยรังสิตที่ผ่านมา เพื่อหาทางแก้ไขช่วยเหลือประชาชนร่วมกัน และแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน
"มีกลุ่มคนงานของบริษัทเข้ารับการตรวจสารพิษ และพนักงานหลายคนไม่ได้รับรายงานผลตรวจเลือดของตน และไม่กล้าแสดงตนเพราะกลัวจะตกงาน เราจึงขอเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลโดยด่วน เพื่อที่จะได้เป็นข้อมูลสำคัญและจะได้ทราบว่าชาวบ้านรายใดตรวจแล้วหรือยังไม่ตรวจ เพื่อความสะดวกในการทำงานร่วมกับหน่วยงานกลางต่างๆ" ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบฯ กล่าว
สื่อกัญญา ระบุด้วยว่า จากที่เป็นข่าวอยู่นั้นว่าบริษัทได้รายงานไปยังอุตสาหกรรมว่า ได้ส่งผู้ป่วยไปตรวจรักษาแล้วนั้น พวกเราชาวบ้าน 3 จังหวัด ยังไม่เคยทราบเรื่องมาก่อนว่าผู้ป่วยหรือผู้ที่ได้รับสารพิษในเลือดจำนวน 250 คน ตามคำสั่งอธิบดี กพร.ซึ่งเป็นผู้ป่วยตั้งแต่ปี 2556 ว่าเป็นใครบ้าง และเหตุใดบริษัทและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องจึงปล่อยปละละเลยปกปิดข้อมูลข่าวสารซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงสำหรับชาวบ้าน
น.ส.สื่อกัญญา ระบุอีกว่า ขอให้ผู้ประกอบการยอมรับในผลตรวจของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อให้ช่วยเหลือเร่งด่วนต่อชาวบ้านอย่างเสมอภาคกัน ไม่เลือกปฎิบัติเฉพาะกลุ่มคน เนื่องจากชาวบ้านที่ป่วยหนักส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงานในเหมือง ขณะเดียวกันผู้ประกอบการเกรงว่าหากยอมรับผลจะมีผลกระทบด้านเศรษฐกิจของบริษัทในเครือ จึงอาจพยายามปกป้องโดยการใช้ทีมผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิชาการเข้าในพื้นที่พูดไม่ให้ประชาชนตกใจ หรือตื่นตระหนก กับผลตรวจเลือดที่ผ่านมา
"ชาวบ้านสับสนและไม่เร่งตรวจหาสารพิษและส่งผลให้ไม่ระวัง ตัวและรับสารพิษเพิ่ม กรณีของนางบุญยืน อุกอาจ  ชาวบ้านหมู่ 3บ้านเขาดิน ต.ทับคล้อ อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร ที่ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่าตนเองมีชีวิตปกติ ไม่เจ็บป่วย ซึ่งพบว่าเมื่อทีมของนิติวิทยาศาสตร์และม.รังสิตลงพื้นที่ตรวจเลือด นางบุญยืน ไม่ได้เข้ารับการตรวจเลือดพิสูจน์แต่อย่างใด และสามีของเธอก็เป็นคนงานเหมืองในปัจจุบัน ซึ่งการที่ประชาชนไม่เข้าใจ หรือ ล่าช้าในการรับการตรวจ ก็ยิ่งสุ่มเสี่ยงต่อความปลอดภัยของตนเอง ที่เกิดจากสารพิษซึ่งอยู่ในสภาพแวดล้อมมากขึ้น" น.ส.สื่อกัญญา ระบุ
ภาพประกอบ การทำเหมืองทองคำที่ระเบิดภูเขาทั้งลูก จาก manager.co.th
เหมืองแร่เมื่อวันอาทิตย์ น.ส.สื่อกัญญา ธีระชาติดำรง ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกิจการเหมืองแร่ทองคำ ได้ให้ข้อมูลกรณีชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองทองคำในพื้นที่พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และพิจิตร ว่า สถานการณ์ล่าสุดได้ทำหนังสือถึงนายสุรพงษ์ เชียงทอง อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เรียกร้องให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
 

กระเช้าไฟฟ้าหายนะที่กำลังมาเยือน.. ภูกระดึง

อีเมล พิมพ์ PDF
จากเวทีเสวนา “กระเช้าภูกระดึง มโน.. โปรเจคท์” คุณเต็งพ้ง เพียรพัฒน์ ตัวแทนชมรม OK Nature ได้หยิบยกประเด็นกระเช้าภูกระดึงพาหนะหรือหายนะ ขึ้นมานำเสนอเพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในมุมมองที่ว่าหากโครงการกระเช้าไฟฟ้าเกิดขึ้น ผลพวงที่จะตามมาสู่ภูกระดึงในอนาคตนั้นจะเป็นอย่างไร
คุณเต็งพ้งได้พูดถึงประสบการณ์ที่ได้เดินทางไปศึกษาดูกระเช้าเพื่อการท่องเที่ยวในหลายประเทศ และเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับรายงานโครงการกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงว่า จากการศึกษาที่ผ่านมายังไม่มีประเทศใดในโลกสามารถนำนักท่องเที่ยวขึ้นไปได้ชั่วโมงละ 4,000 คน อย่างที่งานวิจัยได้รายงานมา และภูกระดึงควรเป็นสถานที่ที่เข้าถึงยากไม่ใช่ว่าใครจะขึ้นไปก็ได้ ซึ่งจากรายงานดังกล่าวก็ไม่ได้ลงรายละเอียดอย่างครอบคลุมไม่ว่าจะเป็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศ สัตว์ป่า และประชาชนในพื้นที่
อีกทั้งประเด็นเรื่องกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงที่ยกขึ้นมาว่าเป็นเรื่องของประชาชนในพื้นที่ เมื่อได้ศึกษาดูจากการสร้างกระเช้าในต่างประเทศ ไม่มีสถานที่ใดเมื่อสร้างแล้วประชนในพื้นที่จะได้รับประโยชน์แท้จริง แต่จะกลายเป็นผลประโยชน์เชิงธุรกิจในรูปแบบการทำสัมปทาน เป็นเศรษฐกิจเฉพาะเจ้าของสัมปทานเพียงไม่กี่รายเท่านั้น ส่วนร้านค้า ลูกหาบ จะถูกเปลี่ยนสถานะเป็นลูกจ้างในระบบธุรกิจสัมปทาน จึงเกิดคำถามขึ้นว่ากระเช้าไฟฟ้านี้จะสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ประชนในพื้นที่ได้จริงหรือไม่
ทั้งนี้อุทยานแห่งชาติเป็นที่สงวนไว้สำหรับ 3 เรื่องสำคัญ คือ 1.ใช้สำหรับในงานวิจัย 2.ใช้สำหรับการอนุรักษ์ 3.ในเรื่องนันทนาการ แต่ถึงแม้ในข้อสุดท้ายจะเป็นเรื่องนันทนาการ ก็ควรจะเป็นในเรื่องการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ซึ่งแตกต่างจากการท่องเที่ยวแบบฉาบฉวย ที่นักท่องเที่ยวไม่มีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติ ทำให้เกิดความเสื่อมโสมของธรรมชาติเพิ่มขึ้น ซึ่งในส่วนรายงานยังไม่มีคำอธิบายถึงเรื่องการฟื้นฟู ว่าหากปล่อยให้นักท่องเที่ยวเยอะจนเกินที่ธรรมชาติรองรับได้จะมีการฟื้นฟูอย่างไร
ส่วนในประเด็นที่อ้างถึงความเท่าเทียมไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้สูงอายุ ที่ควรมีสิทธิขึ้นไปเที่ยวบนภูกระดึงได้เหมือนกันนั้น คุณเต็งพ้งได้ให้ความคิดว่า พื้นที่บางพื้นที่ไม่ได้เหมาะสำหรับคนบางคน และประเทศไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งที่เหมาะสมและสวยงามที่สามารถไปสัมผัสได้ จึงไม่ควรนำเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไขในการสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง อีกทั้งเมื่อมีนักท่องเที่ยวเยอะผลที่ตามมาคือการเพิ่มขึ้นของร้านสะดวกซื้อ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ซึ่งทำให้ธรรมชาติไม่มีเวลาได้พักฟื้นอีกด้วย
ดังนั้นหากกระเช้าภูไฟฟ้ากระดึงถูกสร้างขึ้น นั่นจึงหมายถึงหายนะที่กำลังมาเยือนภูกระดึง และอาจเป็นข้ออ้าง “ภูกระดึงโมเดล” สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นภูหรือดอยอื่นๆ อีกหลายแห่งในประเทศ ในการสร้างกระเช้าไฟฟ้าเหมือนกัน เพราะถ้าภูกระดึงสามารถสร้างได้ที่อื่นก็คงจะไม่ยาก ในการที่จะสร้างกระเช้าฟ้าต่อคิวจากภูกระดึง
ภูกระดึงจากเวทีเสวนา “กระเช้าภูกระดึง มโน.. โปรเจคท์” คุณเต็งพ้ง เพียรพัฒน์ ตัวแทนชมรม OK Nature ได้หยิบยกประเด็นกระเช้าภูกระดึงพาหนะหรือหายนะ ขึ้นมานำเสนอเพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในมุมมองที่ว่าหากโครงการกระเช้าไฟฟ้าเกิดขึ้น ผลพวงที่จะตามมาสู่ภูกระดึงในอนาคตนั้นจะเป็นอย่างไร
 

โลกร้อน กับความอยู่รอดของปะการัง

อีเมล พิมพ์ PDF
เช้าตรู่เดือนตุลาคม Chris Langdon นักชีวสมุทรศาสตร์ มหาวิทยาลัยไมอามี (University of Miami)สวมชุดประดาน้ำและดำลงสู่ Key Largo เพื่อตรวจสอบสภาพของปะการังส่วนหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ในห้องทดลองมีชีวิตลึกลงไป 15 ฟุต ขนาดกว้างพอๆ กับสนามฟุตบอลมาตรฐาน ซึ่งกำลังโดนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจนปะการังส่วนใหญ่ฟอกขาว
ปรากฎการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นไม่ว่าอุณหภูมิของน้ำจะขึ้นหรือลง แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม แต่ผลกระทบของมันต่อระบบนิเวศปะการังนั้นใหญ่และอาจทำให้ปะการังตายได้ เพราะตัวปะการังหรือโพลิป (Polyps)จะปลดปล่อยแหล่งอาหารหรือสาหร่ายที่เป็นสีสันของปะการัง เมื่อไม่มีแหล่งอาหาร ปะการังก็จะกลายเป็นสีขาวและตายในที่สุด
การดำน้ำในยามเช้าของ Chris Langdon ถือเป็นส่วนหนึ่งของงานที่เขาทำอย่างต่อเนื่องในการเข้าใจผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่ออุณหภูมิน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของค่าความเป็นกรดในทะเล ที่เขาสนใจแนวปะการังก็เนื่องจากบทบาทของปะการังในการเป็นแหล่งอาหารสำคัญของมนุษย์ทั่วโลก
แนวปะการัง ถือว่าเป็นป่าฝนของท้องทะเล กินพื้นที่ราว 0.1 เปอร์เซ็นต์ของพื้นมหาสมุทร แต่กลับเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปลากว่า 1 ใน 4 ของโลก ซึ่งมนุษย์ทั่วโลกต่างต้องพึ่งพิงแหล่งอาหารและทรัพยากรธรรมชาติจากทะเล Chris Langdon จึงต้องการเข้าใจว่าสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลนั้นจะสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้หรือไม่
“เวลาที่คุณพูดกับคนอื่นเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งแรกเขาจะปฏิเสธ แต่เมื่อคุณสามารถชังจูงเขาได้ คนส่วนใหญ่ก็จะยอมแพ้ต่อปรากฎการณ์ดังกล่าว โดยไม่คิดที่จะแก้ไขปัญหา ทั้งที่ธรรมชาติของมนุษย์คือการแก้ปัญหา แม้ว่ามันจะดูไม่มีความหวัง และสำหรับผม คำถามที่ว่าคืออนาคตของปะการังจะเป็นเช่นไร”Chris Langdon กล่าว
แนวปะการังนั้นประกอบด้วยกลุ่มก้อนนับล้านล้านของตัวปะการังขนาดจิ๋ว เป็นสัตว์ที่สามารถให้สิ่งมีชีวิตคล้ายสาหร่ายเรียกว่า zooxanthellaeได้อยู่อาศัยในเนื้อเยื่ออย่างพึ่งพาอาศัยกัน โดยปะการังจะให้ที่พักพิงที่ปลอดภัยในขณะที่ zooxanthellae จะผลิตสารอาหารสำคัญแก่ปะการัง
ปะการังจะเติบโตในน่านน้ำเขตร้อน โดยมีแนวปะการังใหญ่ที่สุดอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย หรือที่เรารู้จักกันดีว่า Great Barrier Reef ซึ่งกินพื้นที่ยาวกว่า 1,200 ไมลส์ โดยส่งผลทางบวกต่อชุมชนโดยรอบผ่านตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยวตลอดชายฝั่งที่สูงถึง 6.3 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อไป แต่ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ข่าวคราวเกี่ยวกับปะการังนั้นค่อนข้างแย่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำปนเปื้อนจากการเกษตร การประมงเกินขนาด การพัฒนาชายฝั่ง รวมทั้งการที่มีนักท่องเที่ยวมากเกินไปซึ่งส่งผลต่อแหล่งที่อยู่อาศัยของปะการังและความสามารถในการอยู่รอด
และด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิผิวน้ำมหาสมุทรที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องกว่า 3 ศตวรรษ จากตัวเลขสถิติซึ่งจัดเก็บโดยสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกา (U.S. Environmental Protection Agency) เนื่องจากการสะสมตัวของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ พื้นที่กว่าร้อยละ 70 ของโลกที่ปกคลุมด้วยมหาสมุทรนั้นก็จำต้องรับก๊าซดังกล่าวไม่ต่างจากฟองน้ำ โดยคาร์บอนไดออกไซด์จะทำปฏิกิรยากับน้ำทำให้มีความเป็นกรดสูงขึ้น ซึ่งคุกคามสิ่งมีชีวิตในทะเลเช่นปะการังหรือหอยนางรม ในการสร้างเปลือกหรือกระดูก
เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาองค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Oceanic and Atmospheric Administration : NOAA)ได้ระบุปะการังอีก 20 สปีชีส์ให้อยู่ในสภาวะถูกคุกคาม ภายใต้กฎหมายคุ้มครองสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ โดยมีปะการังฝั่งอินโด-แปซิฟิก 15 สปีชีส์ และปะการังแคริบเบียน 5 สปีชีส์ โดยปะการังสำคัญที่มีจำนวนมากและเป็นแนวหลักในการสร้างแนวปะการังของทะเลแคริบเบียน เช่นปะการังเขากวาง ก็ได้อยู่ในบัญชีถูกคุกคามตั้งแต่ปี พ.ศ.2549
ความพยายามในการฟื้นฟูปะการังก็มีอยู่อย่างต่อเนื่อง และหลายโครงการก็ประสบความสำเร็จ เช่นโครงการฟื้นฟูแนวปะการังโดยรอบสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ที่ฟื้นฟูขึ้นหลังจากที่รัฐบาลประกาศห้ามการจับปลานกแก้ว ปลาที่ทำหน้าที่สำคัญในแนวปะการังโดยจะกินสาหร่ายที่อาจเติบโตเกินพอดีและทำให้ปะการังขาดอากาศ
แต่ความรวดเร็วของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังกลบกลืนความพยายามที่จะลดความเสียหาย อัตราการเปลี่ยนแปลงทั้งอุณหภูมิและความเป็นกรดในทะเลนั้น ปัจจุบันถือว่ารวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งนับว่าเป็นปัญหาเนื่องจากปะการังนั้นใช้เวลาราว 15 ปีในการเติบโตก่อนถึงวัยเจริญพันธุ์ และขยายพันธุ์เพียงปีละ 1 ครั้ง
จากการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2548 โดย NOAA ปะการังกว่าครึ่งหนึ่งในทะเลแคริบเบียนได้ฟอกขาวเนื่องจากอุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้น และหากอุณหภูมิยังคงเพิ่มขึ้นเช่นนี้เหตุการณ์ดังกล่าวก็จะเกิดบ่อยครั้งขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ปะการังนั้นมีชีวิตอยู่มากว่า 200 ล้านปี โดยสามารถมีชีวิตรอดได้แม้ในช่วงเวลาที่มีการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ แต่การสูญพันธุ์ในอดีตนั้นเกิดขึ้นอย่างเชื่องช้าเทียบกับปัจจุบันที่มีความเร็วมากกว่านับร้อยเท่า”Chris Langdon กล่าว
ภายในสิ้นศตวรรษนี้ คาดว่าความเป็นกรดในทะเลจะเพิ่มขึ้นราว 2.5 เท่าโดยมีการเพิ่มขึ้นในรูปแบบอัตราเร่ง
“เราคาดว่าในที่สุดแล้ว อัตราการปรับตัวของปะการังต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มช้าลง และอาจนำไปสู่การสูญสิ้นสปีชีส์ดังกล่าว”Chris Langdon กล่าว
ถอดความบางส่วนจาก As Oceans Heat Up, a Race to Save World's Coral Reefs โดย Laura Parker เข้าถึงได้ที่ http://news.nationalgeographic.com/news/2015/01/151015/coral-reef-death-climate-change-science-animals/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
ปะการังเช้าตรู่เดือนตุลาคม Chris Langdon นักชีวสมุทรศาสตร์ มหาวิทยาลัยไมอามี (University of Miami)สวมชุดประดาน้ำและดำลงสู่ Key Largo เพื่อตรวจสอบสภาพของปะการังส่วนหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ในห้องทดลองมีชีวิตลึกลงไป 15 ฟุต ขนาดกว้างพอๆ กับสนามฟุตบอลมาตรฐาน ซึ่งกำลังโดนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจนปะการังส่วนใหญ่ฟอกขาว
 

จับตาการผลักดันกฎหมาย GMO ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เอื้อบรรษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติ

อีเมล พิมพ์ PDF
นักวิชาการ กลุ่มธุรกิจอาหาร เกษตรอินทรีย์ และภาคประชาสังคมจับตาการผลักดันกฎหมายจีเอ็มโอผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เอื้อบรรษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติ หลังคณะทำงานจีเอ็มโอเห็นชอบให้กลับไปใช้มติคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2550 ควบคุมการทดลองอย่างเข้มงวด
นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีวิถี ได้แถลงในการประชุมเพื่อวิเคราะห์ “ร่างพรบ.ความปลอดภัยทางชีวภาพ พ.ศ....” ซึ่งจัดขึ้นโดยคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน และมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2558 ว่า หลังจาก "คณะทำงานศึกษาแนวทางการนำสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมและผลิตภัณฑ์มาใช้ใน ประเทศไทย" ได้ประชุมครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2557 โดยที่ประชุมได้มีมติร่วมกันว่า การทดลองเรื่องจีเอ็มโอนั้นให้กลับไปใช้มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2550 ที่มีเงื่อนไขควบคุมการทดลองจีเอ็มโอในภาคสนามที่เข้มงวด เช่น ต้องทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ต้องทดลองในสถานที่ของราชการเท่านั้น ต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ องค์กรสาธารณะประโยชน์ และนักวิชาการ และคณะรัฐมนตรีต้องเป็นผู้อนุมัติให้มีการทดลองเป็นรายกรณีนั้น ทำให้การผลักดันของบริษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติและกลุ่มผู้สนับสนุนจีเอ็มโอต้องสะดุดลงชั่วคราว กลุ่มดังกล่าวจึงต้องเร่งให้มีการผลักดันพ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพเพื่อใช้เป็นกฎหมายให้มีการบังคับใช้โดยเร็วแทน
“ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกยกร่างขึ้นโดยกลุ่มผู้สนับสนุนเรื่องจีเอ็มโอ การผลักดันกฎหมายนี้ให้ผ่านสนช.ไปโดยเร็วจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติ แต่จะไม่ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ สิทธิเกษตรกร และกลุ่มธุรกิจอาหารท้องถิ่นที่จะได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนทางพันธุกรรรม” นายวิฑูรย์ กล่าว
ดร.สมชาย รัตนชื่อสกุล คณะนิติศาสตร์ ม.หอการค้าไทย ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวว่า ยังมีประเด็นที่ควรปรับปรุง เพราะมีหลายข้อที่ไม่สอดคล้องกับหลักการสากลในพิธีสารว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพและพิธีสารเสริมนาโงย่า-กัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยการรับผิดและชดใช้ความเสียหาย เช่น กรณีผลกระทบจากกรณีจีเอ็มโอนั้นในพิธีสารครอบคลุมถึงการคุ้มครองผลกระทบทางสังคมเศรษฐกิจ และอนุญาตให้ใช้ดุลพินิจตามสมควรได้แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ แต่ในร่างกฎหมายระบุว่าต้องใช้ข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนแล้วเท่านั้น นอกเหนือจากนี้ควรปรับปรุงร่างกฎหมายในมาตรา 17 โดยควรบัญญัติในลักษณะ ห้ามมิให้มีการผลิตหรือนำเข้าสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมทุกชนิด เว้นแต่จะได้ประกาศยกเว้นไว้ แทนที่จะเปิดกว้างและควบคุมเฉพาะพืชจีเอ็มโอที่ประกาศเป็นคราวๆ และการกำหนดให้มีการชดเชยความเสียหายเฉพาะกรณีที่มีการปลดปล่อยจีเอ็มโอ นอกบัญชีการปลดปล่อยสิ่งแวดล้อมเท่านั้นเป็นรูปแบบกฎหมายที่อาจขัดกับวัตถุประสงค์ของพิธีสารและไม่ได้คุ้มครองผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากพืชจีเอ็มโอซึ่งได้รับการอนุญาตให้มีการปลดปล่อยต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว
รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ กรรมการคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน แถลงว่า จากการรับฟังความคิดเห็นตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ คณะกรรมการอิสระคุ้มครองผู้บริโภคพบว่า การผ่านกฎหมายฉบับนี้ไปโดยเร็วจะเป็นการเอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติ แต่จะเกิดผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมข้าวโพดหวาน เกษตรกรและกลุ่มธุรกิจด้านเกษตรอินทรีย์ และธุรกิจอาหารอีกหลายกลุ่ม รวมทั้งผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้บริโภค “คณะกรรมการฯจะทำหนังสือถึงคณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้ชะลอการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้เอาไว้ก่อนจนกว่าจะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และได้ปรับปรุงเนื้อหาให้คุ้มครองสิทธิของเกษตรกร ผู้บริโภค และกลุ่มธุรกิจต่างๆที่จะได้รับผลกระทบ”
GMOนักวิชาการ กลุ่มธุรกิจอาหาร เกษตรอินทรีย์ และภาคประชาสังคมจับตาการผลักดันกฎหมายจีเอ็มโอผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เอื้อบรรษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติ หลังคณะทำงานจีเอ็มโอเห็นชอบให้กลับไปใช้มติคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2550 ควบคุมการทดลองอย่างเข้มงวด
 

วสท.แถลงข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลเรื่องโครงการน้ำ

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือ วสท. ได้อกแถลงการณ์แสดงความเห็นและข้อเสนอแนะ ถึงรัฐบาลและคณะทำงานจัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดยมีเนื้อหาดังนี้
แถลงการณ์ในนาม คณะอนุกรรมการวิศกรรมแหล่งน้ำ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมน์
ตามที่นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ ในคณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 85/2557 ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2557 และได้มอบหมายให้นักวิชาการจากอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำร่วมเป็นคณะอนุกรรมการฯ ในคณะทำงานชุดต่างๆ เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดยให้ความเห็นในฐานะนักวิชาการผู้มีความเชี่ยวชาญในงานวิศวกรรมแหล่งน้ำอย่างเป็นกลางและไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง บัดนี้กระแสข่าวเกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ และกรอบวงเงินดำเนินการโครงการต่างๆ เป็นงบประมาณมหาศาล ซึ่งได้สร้างความสับสนต่อสาธารณชนในวงกว้าง คณะอนุกรรมการวิศกรรมแหล่งน้ำ วสท. จึงขอแสดงความเห็นและข้อเสนอแนะมายังรัฐบาล และคณะทำงานจัดทำแผนยุทธศาสตร์ฯ ดังนี้
1. ร่างแผนยุทธศาสตร์ฯ ที่คณะทำงานได้จัดทำออกมาเมื่อเดือนกันยายน และเดือนตุลาคม พ.ศ. 2557 มีเนื้อหาสาระหลายส่วนไม่สอดคล้องกับกรอบการดำเนินงานที่ได้กำหนดร่วมกันไว้ตั้งแต่ต้น ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์การจัดทำเนื้อหาหลายส่วนแสดงให้เห็นถึงการขาดตวามเข้าใจในกระบวนการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ฯ เนื่องจากคณะทำงานส่วนใหญ่มาจากหน่วยงานที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการดำเนินโครงการต่างๆ คณะทำงานจึงมีเป้าประสงค์ที่จัดเจนในการกำหนดแผนการใช้งบประมาณแบบเดิมๆ ผ่านการทำโครงการ แต่ขาดการพิจารณษความสำคัญและความเร่งด่วนของปัญหา อีกทั้งยังละเลย ไม่นำความเห็นของภาคประชาชนจากเวทีรับฟังทั้ง 9 เวทีทั่วประเทศ มาระมวลร่วมในการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ฯ อย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าคณะอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำ วสท. ได้ส่งหนังสือติดตตามเร่งรัดการแก้ไขร่างยุทธศาสตร์ฯ มายังประธานกรรมการการกำหนดนโยบายและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอีกครั้ง เมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2558 แต่พบว่าคณะทำงานฯ ยังแสดงท่าทีเพิกเฉยต่อความเห็นทางวิชาการดังกล่าว คณะอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำ วสท. จึงมีความมั่นใจว่า ร่างแผนยุทธศาสตร์ฯ ที่กำลังจะแล้วเสร็จนี้ ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศตามเป้าประสงค์อย่างแท้จริง
2. จากสาระสำคัญในข้อ 1 เมื่อแผนยุทธศาสตร์ฯ น้ำยังไม่เสร็จสมบูรณ์ จึงยังไม่สามารถจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำของประเทศได้ ดังนั้น การกำหนดโครงการต่างๆ ลงไปในแผนระยะยาว จึงเป็นการดำเนินการที่ข้ามขั้นตอนผิดหลักวิชาการ ไม่ต่างไปจากแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำของประเทศที่มีกรอบวงเงินประมาณ 350,000 ล้านบาทของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการกำหนดการใช้งบประมาณของประเทศในการดำเนินโครงการที่ไม่อาจเล็งเห็นผลสัมฤทธิ์ของการแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำของประเทศแบบบูรณาการ รวมทั้ง การละเลยความเห็นของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำ อาจก่อให้เกิดปัญหาใหม่ที่ยากจะแก้ไขมากขึ้นตามมาอีกด้วย
ทั้งนี้ หากหน่วยงานใดได้กำหนดงบประมาณการดำเนินการในระยะยาวไว้แล้ว โดยที่แผนยุทธศาสตร์น้ำฯ ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ หน่วยงานดังกล่าวต้องออกมาแจกแจงให้รายละเอียดเป็นรายโครงการแก่สาธารณะด้วย
3. นอกจากนี้ ในขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในระหว่างการดำเนินการปฏิรูปในหลายๆ ด้าน รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเมื่อขั้นตอนการปฏิรูปเสร็จสิ้นราวปลายปี พ.ศ.2558 อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน เป็นต้นว่า การผลักดันกฎหมายแม่บทการบริหารจัดการน้ำ การแยกองค์กรผู้กำหนดนโยบายฯ ออกจากหน่วยงานปฏิบัติอย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งกำหนดพันธะกิจหน่วยงานปฏิบัติให้สอดคล้องกับโครงการสร้างการบริหารจัดการน้ำรูปแบบใหม่ เน้นนโยบายการจัดการน้ำที่ภาคประชาชนมีส่วนร่วมและเสนอแนวทางขึ้นมายังส่วนกลาง รวมทั้งอาจมีการปรับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำฉบับ คสช. ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ให้มีความถูกต้องเหมาะสม เป็นที่ยอมรับของภาคประชาชนทั้งในระดับลุ่มน้ำและในระดับประเทศ ดังนั้น หน่วยราชการและรัฐบาลจึงไม่ควรอนุมัติงบประมาณ หรือโครงการใดๆ ที่เป็นการสร้างภาระผูกพันในระยะยาว แต่ควรรอให้ขั้นตอยการปฏิรูปเสร็จสมบูรณ์ก่อน
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำ วสท. ได้ให้ความเห็นต่อคณะทำงานฯ เพื่อปรับปรุงร่างแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมาโดยตลอด แต่ยังไม่เห็นความคืบหน้าของการปรับแก้ตามความเห็นของนักวิชาการ ในทางกลับกัน กลับมีกระแสข่าวยืนยันจากรัฐบาลว่าแผนยุทธศาสตร์น้ำใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ทั้งที่ยังไม่ได้มีการประชุมคณะอนุกรรมการ การพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และยังไม่ได้รับฟังความเห็นจากคณะที่ปรึกษาฯ รวมทั้ง ยังไม่ผ่านขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน ซึ่งนับเป็นขั้นตอนที่สำคัญ คณะอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำ วสท. จึงขอเรียกร้องให้คณะทำงานผู้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ฯ ดำเนินการตามกรอบการดำเนินงานที่ได้กำหนดร่วมกันไว้ตั้งแต่ต้น และให้ความสำคัญกับขั้นตอนการรับฟังความเห็นของประชาชนเพื่อให้การกำหนดยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ และมาตรการ สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง จึงจะนำไปสู่การแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำของประเทศได้อย่างสมบูรณ์
อนึ่ง คณะทำงานฯ และรัฐบาล ควรคำนึงถึงผลสัมฤทธิ์ของการแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำในระดับประเทศมากกว่าการเร่งดำเนินโครงการที่ไม่ตอบสนองต่อปัญหา อันเป็นการใช้งบประมาณของประเทศที่ไม่มีประสิทธิภาพและยังอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับภาคประชาชนในลุ่มน้ำต่างๆ ด้วย
หากข้อเสนอแนะของนักวิชาการถูกเพิกเฉย ละเลย ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาและความเสียหายของประเทศชาติตามกล่าวข้างต้น คณะอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงขอยืนยันในจุดยืนของการทำงานตามหลักวิชาการ ดังที่ได้แสดงความชัดเจนมาตั้งแต่รัฐบาลที่ผ่านมา และขอสงวนความเห็นที่ไม่เห็นชอบต่อแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ฉบับที่อ้างถึงกันอยู่ในขณะนี้
วสทเมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือ วสท. ได้อกแถลงการณ์แสดงความเห็นและข้อเสนอแนะ ถึงรัฐบาลและคณะทำงานจัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดยมีเนื้อหาดังนี้
 

ทำไมจึงไม่เอากระเช้าขึ้นภูกระดึง โดย กลุ่มโอเคเนเจอร์

อีเมล พิมพ์ PDF

ภูกระดึง1. บนหลังแปภูกระดึง ไม่เหมือนบนยอดเขาหวงซาน ไม่เหมือนธารน้ำแข็งไห่โหลวโกว ที่จีน ไม่เหมือนโอวคูคานิที่ญี่ปุ่น ไม่เหมือนเกาะลังกาวีที่มาเลเซีย หรือแม้กระทั่งไม่เหมือนที่เขาคอหงส์ที่สงขลา ที่ที่กล่าวมานั้น นักท่องเที่ยวมีพื้นที่ให้เดินอย่างจำกัดมาก มีเส้นทางแน่นอน ชัดเจน บางที่มีรั้วกั้นไม่สามารถออกนอกทางเดินได้ แต่ที่ภูกระดึงบนหลังแปนั้นพื้นที่กว้างใหญ่มาก นับสิบๆตารางกิโลเมตร แม้จะมีทางเดินที่ทำเป็นทางไว้ แต่คนก็ออกนอกพื้นที่ ออกนอกเส้นทางได้ตลอดเวลา คนยิ่งมากก็ยิ่งไร้การควบคุม ธรรมชาติย่อมเกิดความเสียหายอย่างแน่นอน

 

ถ้าจะหยุดโลกร้อน ต้องหยุดใช้พลังงานฟอสซิล

อีเมล พิมพ์ PDF
น้ำมันทรายของแคนาดาจะต้องถูกทิ้งไว้ใต้ดิน เช่นเดียวกับแหล่งน้ำมันใต้ทะเลอาร์กติก รวมถึงถ่านหินส่วนใหญ่ในโลกที่จะต้องถูกทิ้งไว้เช่นนั้นโดยไม่นำมาใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 2 องศาเซลเซียส ตามที่ระบุไว้ในรายงานการวิจัยซึ่งเผยแพร่เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา
รายงานนี้แตกต่างจากการประเมินความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมา โดยได้ระบุอย่างชัดเจนว่าแต่ละภูมิภาคควรจะหยุดการผลิตถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เป็นปริมาณเท่าใด โดยงานวิจัยดังกล่าวถูกเผยแพร่ก่อนการประชุมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งสำคัญที่จะจัดขึ้น ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งอาจจะเป็นความหวังสุดท้ายที่เราจะได้ข้อตกลงร่วมกันในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้นจะต้องอยู่ภายใน ‘งบประมาณคาร์บอน (Carbon Budget)’ หรือราว 1,100 กิกะตันภายในปี ค.ศ. 2050 เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายการควบคุมอุณฟภูมิให้เพิ่มสูงขึ้นไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส โดยเปรียบเทียบกับอุณหภูมิก่อนยุคอุตสาหกรรม และตามที่ระบุในคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change) ซึ่งดูแลโดยองค์การสหประชาชาติ ระบุว่า ทางออกเดียวที่จะทำให้ได้ตามเป้าหมายคือต้องลดการใช้พลังงานฟอสซิล
หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายทั่วโลกเช่นการเก็บภาษีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การศึกษาชี้ว่าเป้าหมายที่ 2 องศาเซลเซียสนั้นเป็นไปไม่ได้
นอกจากความจำเป็นที่จะต้องทิ้งปริมาณถ่านหินสำรองทั่วโลกร้อยละ 80 โดยไม่นำขึ้นมาใช้ กลุ่มนักวิจัยยังอธิบายว่าจะต้องหยุดการผลิตน้ำมัน 1 ใน 3 และครึ่งหนึ่งของปริมาณก๊าซธรรมชาติภายในปี ค.ศ. 2050
แน่นอนว่าในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นแตกต่างจากสิ่งที่คาดการณ์ไว้มาก เพราะสำนักงานพลังงานสากล (International Energy Agency)ได้ทำการประมาณการว่า โลกจะมีคาร์บอนเกินกว่างบประมาณที่ตั้งไว้ตั้งแต่ ค.ศ. 2040 โดยความต้องการใช้พลังงานและพลังงานฟอสซิลต่างมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในงานวิจัยฉบับดังกล่าวยังกล่าวถึงเทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS)โดยระบุว่าเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ภูมิอากาศได้ แต่ก็ทำให้เราสามารถเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานฟอสซิลได้เพียงร้อยละ 6 เพื่อป้องกันไม่ให้โลกเข้าสู่สภาวะวิกฤติ
แหล่งพลังงานที่ ‘ห้ามใช้’
กลุ่มนักวิจัยได้ตั้งคำถามว่า “หากพวกเราจำเป็นต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านคาร์บอน พลังงานฟอสซิลชนิดใดที่เราไม่ควรแตะต้อง และแหล่งพลังงานเหล่านั้นอยู่ที่ใด” เพื่อตอบคำถามดังกล่าว นักวิจัยเหล่านั้นใช้ตัวแบบทางเศรษฐศาสตร์เพื่อคำนวณว่าการใช้พลังงานฟอสซิลจะเป็นอย่างไร หากมีการรวมเอาต้นทุนการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของราคา ภายใต้ข้อตกลงในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่ 2 องศาเซลเซียส โดยคำนวณว่าแหล่งพลังงานสำรองที่ใด ปริมาณเท่าใด จะต้องถูกทิ้งไว้ภายใต้เทคโนโลยีปัจจุบัน รวมถึงสภาพเศรษฐกิจ
ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันอุตสาหกรรมถ่านหินก็อยู่ในสภาวะท้าทายกับข้อกำหนดด้านมลภาวะ ราวร้อยละ 92 ของแหล่งพลังงานถ่านหินใต้ดินจะต้องถูกทิ้งไว้เช่นนั้น ส่วนในภูมิภาคยุโรปต้องทิ้งถ่านหินร้อยละ 78 ของแหล่งสำรอง ส่วนจีนและอินเดีย จะต้องทิ้งถ่านหินร้อยละ 66 ของแหล่งถ่านหินสำรอง
เมื่อถ่านหินไม่ถูกนำมาใช้ ก๊าซธรรมชาติจะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว ตามที่หลายคนเข้าใจว่าก๊าซธรรมชาติคือหนึ่งในทางเลือกที่จะลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทางเลือกหนึ่ง ก่อนที่โลกจะเปลี่ยนแปลงพลังงานทั้งหมดให้เข้าสู่ยุคพลังงานสะอาด
อย่างไรก็ดี ChistopheMcglade หนึ่งในผู้ร่วมทำงานวิจัยได้เตือนว่า ก๊าซธรรมชาติก็จำเป็นต้องใช้ร่วมกับพลังงานทดแทนอื่นๆ เช่น พลังงานนิวเคลียร์ และพลังงานชีวมวล เพื่อให้สามารถตอบสนองกับความต้องการได้ โดยในที่สุดการใช้พลังงานจากก๊าซก็จะลดลงไป หลงเหลือแหล่งก๊าซสำรองร้อยละ 50 ไว้โดยไม่ถูกแตะต้องภายในปี ค.ศ.2050 “แต่ถ้าก๊าซธรรมชาติไม่ใช้พลังงานในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด นั่นจะเป็นพลังงานสุดท้ายที่มนุษย์จะได้ใช้”
จีนและอินเดียจะต้องไม่นำก๊าซร้อยละ 63 ของแหล่งสำรองมาใช้ รวมถึงตะวันออกกลางร้อยละ 61 แต่ในทางตรงข้าม การศึกษาพบว่าภูมิภาคยุโรปและอเมริกาสามารถใช้ก๊าซได้ในสัดส่วนที่สูงกว่า ทั้งนี้เนื่องจากอุปสงค์และอุปทานนั้นอยู่ในพื้นที่เดียวกัน โดยทั้งยุโรปและอเมริกาจะต้องทิ้งแหล่งก๊าซสำรองร้อยละ 11 และ 4 ตามลำดับ
ส่วนเชื้อเพลิงน้ำมันนั้น สำหรับตะวันออกกลางจะต้องปล่อยแหล่งน้ำมันสำรองร้อยละ 38 ทิ้งไว้ ส่วนทรายน้ำมันในแคนาดาจะต้องไม่มีการผลิตอีกต่อไปเนื่องจากกระบวนการผลิตนั้นปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ค่อนข้างสูง เว้นแต่ว่าจะสามารถหาแหล่งพลังงานที่ไม่มีการปลดปล่อยคาร์บอนมาใช้ในการผลิต และสุดท้ายคือแหล่งน้ำมันในทวีปอาร์กติก ChistopheMcglade กล่าวว่าห้ามไม่ให้แตะต้องเด็ดขาด หากยังต้องการเป้าหมายที่อุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียส
ราคาที่ต้องจ่าย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ตัวเลขปริมาณการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่เพิ่มขึ้นได้จากเทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน (CCS)นับว่าน้อยจนน่าตกใจ ซึ่งรายงานวิจัยได้ระบุว่า เพราะเทคโนโลยีดังกล่าวยังใหม่ และราคาแพง ทำให้ไม่สามารถขยายขนาดได้ก่อนที่โลกจะเข้าสู่สภาวะวิกฤติ
“หลายบริษัทและผู้คนที่มีแหล่งทรัพยากรอ้างว่าเทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอนเป็นเสมือนกระสุนวิเศษที่จะช่วยให้เราสามารถผลิตอะไรก็ได้ ปริมาณเท่าใดก็ได้ ที่ไหนก็ได้ และเทคโนโลยีนี้จะช่วยพวกเราให้รอดจากวิกฤติ”ChistopheMcglade กล่าว “แต่จากผลการวิจัย ผมคิดว่ามันเป็นคำแนะนำที่ผิด”
คำแนะนำจากงานวิจัยดูเหมือนจะแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะหากจะให้เป็นไปตามแนวคิดดังกล่าว บริษัทขนาดยักษ์หลายแห่งจะต้องหันหลังให้กับรายได้มูลค่านับล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ
“ความจริงทางเศรษฐศาสตร์ที่แสดงถึงปริมาณสำรองของพลังงานฟอสซิลที่ยังคงมีมูลค่ามหาศาล และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในการขุดเจาะพลังงานเหล่านั้นขึ้นมาทำให้เป้าหมายอุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียสดูแทบเป็นไปไม่ได้”Steven Davis แสดงความเห็น
สำหรับ Paul Ekins นี่คือเวลาที่รัฐบาลจะต้องเข้ามาจัดการเชิงนโยบายให้การผลิตและจำหน่ายพลังงานฟอสซิลมีกำไรต่ำลง “ปัจจุบัน เราขาดความสมเหตุสมผลเชิงเศรษฐศาสตร์ เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งยังทุ่มเงินมหาศาลในการลงทุนด้านพลังงานฟอสซิล ซึ่งในอนาคตแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะทำให้การลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิลมีความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ”
Paul Ekins อธิบายเพิ่มว่า การที่ราคาน้ำมันลดลงอย่างมากในปัจจุบันเป็นเหมือนดาบสองคม ในแง่หนึ่งการลดลงของราคาน้ำมันทำให้พลังงานหมุนเวียนแพงขึ้นโดยเปรียบเทียบ ในขณะที่ราคาน้ำมันที่ลดลงก็เป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นเศรษฐกิจโลกให้พลังงานหมุนเวียนสามารถพัฒนาจนอยู่ในระดับที่ซื้อหาได้
“ถ้าเป็นตามอุดมคติ เราควรใช้โอกาสที่ราคาน้ำมันโลกลดต่ำลงในการก่อตั้งสถาบัน และเริ่มเก็บภาษีน้ำมันในระดับโลก ที่จะช่วยลดการผันผวนของราคาน้ำมันลง”Paul Ekins กล่าว
ถอดความจาก  “Climate Mission Impossible: Scientists Say Fossil Fuels Must Go Untapped” โดยChristina Nunezเข้าถึงได้ที่http://news.nationalgeographic.com/news/energy/2015/01/150107-fossil-fuel-unburnable-2-degree-climate-target-study/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
โลกร้อนน้ำมันทรายของแคนาดาจะต้องถูกทิ้งไว้ใต้ดิน เช่นเดียวกับแหล่งน้ำมันใต้ทะเลอาร์กติก รวมถึงถ่านหินส่วนใหญ่ในโลกที่จะต้องถูกทิ้งไว้เช่นนั้นโดยไม่นำมาใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 2 องศาเซลเซียส ตามที่ระบุไว้ในรายงานการวิจัยซึ่งเผยแพร่เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา
 

คัดค้านการส่งรายงาน PNPCA เรื่องเขื่อนดอนสะโฮง ต่อ MRC

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่ 16 มกราคม สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล ออกแถลงการณ์คัดค้านการส่งรายงาน “การปรึกษา
หารือล่วงหน้าและข้อตกลง” (PNPCA) เรื่องเขื่อนดอนสะโฮง ต่อ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) โดยมีเนื้อหาระบุให้กรมทรัพยากรน้ำได้ดำเนินขั้นตอนต่างๆ ตามที่เคยเรียกร้อง อาทิ ให้รัฐบาลไทยยับยั้ง ชะลอโครงการเขื่อนดอนสะโฮงออกไปก่อน และให้มีการจัดเวที ตลอดจนการเชิญสื่อมวลชนและนักวิชาการลงพื้นที่เพื่อได้เห็นข้อมูลที่มากขึ้น พร้อมกันนี้ในแถลงการณ์ได้ย้ำชัดจุดยืนว่าไม่เห็นด้วยกับ PNPCA ทั้ง 6 ครั้งที่ผ่านมา
ตามที่ กรมทรัพยากรน้ำ ในฐานะตัวแทนประเทศไทยในคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ได้ดำเนินกระบวนการ “การปรึกษา
หารือล่วงหน้าและข้อตกลง” (PNPCA) กรณีโครงการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮง (เขื่อนดอนสะโฮง) ของ สปป.ลาว ซึ่ง
ที่ผ่านมามีการจัดเวทีในพื้นที่จังหวัดริมแม่น้ำโขง 5 จังหวัด ซึ่งแต่ละเวทีถูกชาวบ้านจำนวนมากที่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย แต่ไม่ถูกรับเชิญเข้า
ร่วมเวที ซึ่งรวมถึงชาวบ้านปากมูนด้วย โดยพวกเราได้คัดค้านกระบวนการจัดเวที (PNPCA) ที่ไม่เป็นไปตามหลักวิชาการสากล
และเรียกร้องให้กรมทรัพยากรน้ำยุติการจัดเวทีออกไปก่อน แต่กรมทรัพยากรน้ำก็ไม่ยอมฟังเสียงของพวกเรา ล่าสุด กรมทรัพยากรน้ำ
ได้จัดเวทีสรุปผลการดำเนินงานขึ้น ในวันที่ 7 มกราคม 2558 ณ.สโมสรทหารบก (วิภาวดี) อันเป็นการจัดครั้งครั้งสุดท้าย เพื่อประมวล
ข้อเสนอจากเวทีต่าง ๆ มาจัดทำเป็นข้อสรุปภาพรวมของประเทศไทย สำหรับเสนอต่อ MRC และ สปป.ลาว ซึ่งมีกำหนดภายในวันที่ 24
มกราคม 2558 นั้น
พวกเรา สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์อันเจ็บปวดจากการสูญเสียอาชีพประมง อันเป็นผลมาจากการสร้าง
เขื่อนปากมูล พวกเราจึงไม่อยากให้ประสบการณ์อันขมขื่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก พวกเรายืนยันว่า กรมทรัพยาการน้ำจะต้องดำเนินการ ดังต่อ
ไปนี้ (ข้อเรียกร้องที่กรมทรัพยากรน้ำไม่ยอมดำเนินการ)
1. ให้รัฐบาลไทยทำหนังสือถึง สปป.ลาว เพื่อให้ สปป.ลาว ยับยั้ง ชะลอการก่อสร้างเขื่อนดอนสะโฮง ออกไปก่อน
2. ให้กรมทรัพยากรน้ำในฐานะตัวแทนประเทศไทยใน MRCเชิญตัวแทน สปป.ลาว มาร่วมเวทีทุกเวที เพื่อตอบคำถามของประชาชน
และผู้เกี่ยวข้อง
3. ให้กรมทรัพยากรน้ำ ประสานงานกับ สปป.ลาว เพื่อจัดให้ ประชาชน สื่อมวลชน นักวิชาการ เดินทางไปดูพื้นที่บริเวณที่จะมีการก่อ
สร้างเขื่อนดอนสะโฮง เพื่อให้ความจริงได้ประจักษ์แก่ประชาชนชาวไทย และประชาชนในประเทศลุ่มน้ำโขง
ข้อเรียกร้องดังกล่าวข้างต้นของพวกเรา ล้วนเป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนชาวไทยอันเป็นผลประโยชน์ของประเทศไทย
ที่สำคัญกรมทรัพยากรน้ำอ้างว่าต้องส่งรายงานภายในวันที่ 24 มกราคม 2558 ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่เร่งรีบผิดปกติ
เพื่อให้ประชาชนชาวไทย ได้รับทราบข้อมูลอย่างรอบด้าน (ตาม 3 ข้อ) และเกิดประโยชน์สูงสุดนั้น สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล จุด
ยืนและขอเรียกร้อง ดังนี้
1. พวกเราขอคัดค้านรายงานการจัดเวที “การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง” (PNPCA) ทั้ง 6 ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งพวกเราไม่
ยอมรับทั้งกระบวนการจัดเวที PNPCA รวมถึงผลของการจัดเวที PNPCA ทั้งหมด
2. ให้กรมทรัพยากรน้ำ ยุติการดำเนินการใด ใด ไว้ก่อน และให้ส่งตัวแทนมาเจรจากับพวกเรา ในวันที่ 22 มกราคม 2558  ที่ทำเนียบ
รัฐบาล เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม พวกเราหวังว่า รัฐบาลไทย กรมทรัพยากรน้ำ จะตระหนักถึงการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนสูงสุด แต่หากกรม
ทรัพยากรน้ำ ยังไม่ยอมดำเนินการตามข้อเรียกร้องของพวกเรา พวกเราก็จำเป็นที่จะต้องมีมาตราการที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้น ต่อไป
เชื่อมั่นในพลังประชาชน
สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล
16 มกราคม 2558
เขื่อนดอนสะโฮงเมื่อวันที่ 16 มกราคม สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล ออกแถลงการณ์คัดค้านการส่งรายงาน “การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง” (PNPCA) เรื่องเขื่อนดอนสะโฮง ต่อ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) โดยมีเนื้อหาระบุให้กรมทรัพยากรน้ำได้ดำเนินขั้นตอนต่างๆ ตามที่เคยเรียกร้อง อาทิ ให้รัฐบาลไทยยับยั้ง ชะลอโครงการเขื่อนดอนสะโฮงออกไปก่อน และให้มีการจัดเวที ตลอดจนการเชิญสื่อมวลชนและนักวิชาการลงพื้นที่เพื่อได้เห็นข้อมูลที่มากขึ้น พร้อมกันนี้ในแถลงการณ์ได้ย้ำชัดจุดยืนว่าไม่เห็นด้วยกับ PNPCA ทั้ง 6 ครั้งที่ผ่านมา
 

กป.อพช.อีสาน ออกแถลงการณ์ยกเลิกกฎอัยการศึก หยุดไล่คนจนออกจากที่ทำกิน

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2558 กป.อพช.อีสาน หรือชื่อเต็ม คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการยกเลิกกฎอัยการศึก โดยระบุว่าแผนแม่บทในการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้นั้นได้ส่งผลกระทบกับชาวบ้านจำนวนมากถูกดำเนินคดีโดยมีการอ้างกฎอัยการศึกในการบังคับ และขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่โดยทันที ขณะเดียวกันปฏิบัติการทวงคืนผืนป่านี้ก็มักเป็นการปฏิบัติกับเกษตรกรรายย่อย แต่กลับไม่แตะต้องกรณีของสัมปทานเหมืองแร่ พลังงาน หรืออุตสาหกรรมขอนายทุนที่รุกป่า
แถลงการณ์ ยกเลิกกฎอัยการศึก หยุดนโยบายและแผนเพื่อไล่รื้อคนจนออกจากที่ดินทำกิน
ในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นที่เป็นอยู่ ณ เวลานี้  แผนแม่บทการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2557 และคำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 และ 66/2557 เรื่องการปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ ยิ่งตอกย้ำซ้ำเติมความทุกข์ยากจากการไร้ที่ดินทำกินของประชาชนในภาคอีสานมากยิ่งขึ้น  เป็นการซ้ำเติมวิกฤติเศรษฐกิจในระดับปากท้องของครัวเรือนทบทวี
ท่ามกลางการแจกจ่ายเพิ่มเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการและงบซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพและหน่วยงานความมั่นคง กลับพบว่ามีเกษตรกรรายย่อยซึ่งมีฐานะยากจนถูกดำเนินคดีจากนโยบายขอคืนพื้นที่ป่าแล้ว 103 ราย  ซึ่งกำลังเป็นที่วิตกกังวลว่าพวกเขาเหล่านั้นจะกลายเป็นผู้ไร้ที่ดินทำกินหากแพ้คดีจากการพิจารณาของศาล  อยู่ระหว่างถูกออกหมายเรียกตัวให้มารับทราบข้อกล่าวหาเพื่อยึดคืนพื้นที่ทำกินอีก 1,764 ครอบครัวที่กระจายตัวอยู่ในจังหวัดสกลนคร ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์  ซึ่งขณะนี้ถูกห้ามไม่ให้เข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกินแล้ว
ในส่วนของภาพรวมทั้งประเทศ  หากมีการปฏิบัติการตามแผนแม่บทฯ และคำสั่ง คสช. ทั้งสองฉบับ  จะเกิดการบังคับให้อพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่ป่าทั้งหมด 1,253 พื้นที่ รวม 8,148 หมู่บ้าน  แบ่งเป็น ภาคอีสาน 352 พื้นที่ 2,300 หมู่บ้าน ภาคเหนือ 253 พื้นที่ 5,200 หมู่บ้าน ภาคใต้ 468 พื้นที่  1,080 หมู่บ้าน และภาคกลาง 180 พื้นที่ 920 หมู่บ้าน จากข้อมูลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีประชากรอยู่ในพื้นที่ป่าไม่น้อยกว่า 750,622 ครอบครัว แต่ข้อมูลของรัฐฝ่ายความมั่นคงที่รวมประชากรแฝงและไม่ลงทะเบียนด้วยมีไม่น้อยกว่า 1,164,000 ครอบครัว
คำถามสำคัญคือ  รัฐจะบังคับอพยพชาวบ้านทั้งหมดนี้ไปไว้ที่ไหน?  เมื่อบังคับอพยพชาวบ้านออกมาแล้วจะทำให้วิถีชีวิตความเป็นอยู่หายจากความยากจนหรือผู้ยากไร้ได้จริงหรือ?
ข้อมูลที่น่าสนใจ ณ เวลานี้  ในส่วนของภาพรวมทั้งประเทศ  แผนแม่บทฯ และคำสั่ง คสช. ทั้งสองฉบับ ส่งผลให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในที่ดินของรัฐเป็นจำนวนมากถูกดำเนินคดีแล้ว ในข้อหามีไม้ไว้ในครอบครองมากกว่า 500 คดี ในจำนวนคดีดังกล่าวคิดเป็นคดีของนายทุนเพียง 10 ราย ที่เหลือเป็นคดีของเกษตรกรรายย่อยทั้งหมด ทั้งๆ ที่เกษตรกรรายย่อยเหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการค้าไม้แต่อย่างใด การยัดข้อหาเช่นนี้เป็นการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของแผนแม่บทฯ และคำสั่ง คสช. ทั้งสองฉบับที่ระบุว่าการดำเนินการใดๆ ต้องไม่กระทบต่อผู้ยากไร้และผู้ที่อยู่ในพื้นที่นั้นก่อนวันที่ 17 มิถุนายน 2557 แต่อย่างใด
นอกจากความรุนแรงที่ผ่านมาบนเทือกเขาภูพานเมื่อเดือนมิถุนายน 2557 หลังรัฐประหารได้ประมาณหนึ่งเดือน มีกองกำลังผสมของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ทหารและตำรวจตัดทำลายต้นยางของชาวบ้าน 18 ครอบครัว บนเนื้อที่กว่า 383 ไร่ ในพื้นที่หมู่บ้านโนนเจริญ อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร  และเมื่อเดือนตุลาคม 2557 มีชาวบ้าน 37 ราย ในหมู่บ้านจัดระเบียบป่าไม้ถูกจับกุมและควบคุมตัวในข้อหาเข้าครอบครองและตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเขตอำเภอและจังหวัดเดียวกันกับกรณีแรก  และกรณีชุมชนบ้านเก้าบาตร ตำบลลำนางรอง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์  หนึ่งในชุมชนกรณีสวนป่าโนนดินแดง  ที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้และทหารกดดันให้ 40 ครอบครัว ประมาณ 160 คน ออกจากที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินจนทำให้ชุมชนล่มสลายหมดสิ้น  ล่าสุดชุมชนโคกยาว ตำบลทุ่งลุยลาย อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 33 ครอบครัว ประมาณ 100 คน กำลังถูกยัดเยียดข้อเสนอจากเจ้าหน้าที่ทหารให้อพยพห่างไปจากพื้นที่ทำกินเดิมประมาณ 45 กิโลเมตร
ความรุนแรงเหล่านี้กำลังแผ่ขยายลุกลามดุจเชื้อร้าย ลำพังแผนแม่บทฯ และคำสั่ง คสช. ทั้งสองฉบับ  หากตีความตามลายลักษณ์อักษรก็ยังมีช่องทางที่จะผสานความร่วมมือระหว่างรัฐกับประชาชนเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนได้ แต่ทุกๆ ครั้งที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้และทหารปฏิบัติการมักอ้างกฎอัยการศึกเพื่อกดขี่ บังคับ ขับไล่ชาวบ้านออกจากที่ดินทันทีโดยไม่สนใจเนื้อหาในแผนแม่บทฯ และคำสั่ง คสช. ทั้งสองฉบับแต่อย่างใด
ด้วยวัฒนธรรมอำนาจนิยมเยี่ยงนี้จึงไม่มีกระบวนการที่ให้ความเป็นธรรมในการพิสูจน์สิทธิ หรือให้สิทธิประชาชนในการนำเสนอข้อมูล แต่ใช้กฎอัยการศึกมาอ้างเพื่อปฏิบัติการเด็ดขาดกับชาวบ้านที่ยากไร้เสมือนกับพวกเขาเหล่านั้นเป็นศัตรูของรัฐหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นปัญหามากในการละเมิดสิทธิมนุษยชน
นอกจากนี้ ยังมีการเลือกปฏิบัติในการทวงคืนผืนป่าในลักษณะสองมาตรฐาน เพราะมีการยึดคืนเฉพาะที่อยู่อาศัยและทำกินของเกษตรกรรายย่อยที่ยากไร้ แต่ไม่มีการแตะต้องพื้นที่สัมปทานเหมืองแร่ พลังงาน และอุตสาหกรรมของนายทุนที่รุกผืนป่าแต่อย่างใด ซึ่งเป็นการสร้างความไม่ยุติธรรมในการเข้าถึงฐานทรัพยากรธรรมชาติ
ไม่เว้นแม้แต่ขบวนเดินเพื่อสายน้ำของชาวบ้านลุ่มน้ำชีเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2557 ที่ผ่านมา  ที่ทหารอ้างกฎอัยการศึกสั่งหยุดเดินเพื่อศึกษาเรียนรู้และศึกษาเส้นทางน้ำของขบวนพระสงฆ์ นักเรียน ครูและชาวบ้านลุ่มน้ำชีในเขตจังหวัดยโสธรและร้อยเอ็ด
ความรุนแรงเหล่านี้กำลังแผ่ขยายลุกลามดุจเชื้อร้ายจากการใช้กฎอัยการศึกและอาวุธปืนกดหัวชาวบ้านไว้  ในขณะที่แผนแม่บทฯ ดังกล่าวกำลังถูกผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติและเข้าสู่กระบวนการของบประมาณผูกพัน 10 ปี เป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่า 50,000 ล้านบาท อย่างไม่โปร่งใสไร้การตรวจสอบและเปิดเผยต่อสาธารณะ ในทางตรงข้าม ความรุนแรงดังกล่าวกำลังปลุกขบวนประชาชนต่อต้านโครงการจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่ราษฎรผู้ยากไร้ หรือ คจก. ในยุครัฐประหาร รสช. เมื่อปี 2534 ขึ้นมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ ขบวนประชาชนอีสานที่ประสบปัญหาจากการถูกรุกไล่ออกจากพื้นที่ป่าตามแผนแม่บทฯ และคำสั่ง คสช. ทั้งสองฉบับ ภายใต้กฎอัยการศึกที่กดหัวไว้ จะร่วมมือกับขบวนประชาชนในประเด็นปัญหาอื่นๆ ในภาคอีสาน เพื่อขับเคลื่อนปัญหาชาวบ้านไปด้วยกัน
โดยมีข้อเสนอในเบื้องต้น ดังนี้
1. ขอให้ยกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึกโดยเด็ดขาด เพื่อเปิดทางให้ประชาธิปไตยกลับคืนมาสู่บ้านเมืองโดยเร็ว
2. ขอให้หยุดยั้งทุกนโยบาย แผนงานและโครงการที่มีผลกระทบต่อป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และยกเลิกทุกโครงการสัมปทานแก่ภาคเอกชนที่อยู่ในเขตพื้นที่ป่า และนำคืนมาสงวนไว้เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
3. ขอให้หยุดแสวงหาผลประโยชน์บนความทุกข์ยากของประชาชนด้วยวาระซ่อนเร้นจากการนำแผนแม่บทฯ ไปของบประมาณแผ่นดินผูกพัน 10 ปี เป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่า 50,000 ล้านบาท
4. ขอให้ปรับใช้แผนแม่บทฯ และคำสั่ง คสช. ทั้งสองฉบับดังกล่าว ตรวจสอบและกำจัดกลุ่มทุน ข้าราชการและนักการเมืองที่บุกรุกพื้นที่ป่าหรือที่ดินของรัฐอย่างเข้มงวดกวดขัน ไม่ใช่ดำเนินการสองมาตรฐานด้วยการจับกุมดำเนินคดีต่อชาวบ้านผู้ยากไร้แต่เพียงฝ่ายเดียว
ด้วยความเคารพ
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน (กป.อพช.อีสาน)
15 มกราคม 2558
ภาพประกอบ : จนท.ทหารปฏิบัติการร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้และข้าราชการ จ.บุรีรัมย์ ไล่รื้ออพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่ป่าดงใหญ่ ต.โนนดินแดง อ.โนนดินแดง แฟ้มภาพ: ประชาไท (ก.ค.2557)
ทหาร ปฏิวัติ กฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2558 กป.อพช.อีสาน หรือชื่อเต็ม คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการยกเลิกกฎอัยการศึก โดยระบุว่าแผนแม่บทในการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้นั้นได้ส่งผลกระทบกับชาวบ้านจำนวนมากถูกดำเนินคดีโดยมีการอ้างกฎอัยการศึกในการบังคับ และขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่โดยทันที ขณะเดียวกันปฏิบัติการทวงคืนผืนป่านี้ก็มักเป็นการปฏิบัติกับเกษตรกรรายย่อย แต่กลับไม่แตะต้องกรณีของสัมปทานเหมืองแร่ พลังงาน หรืออุตสาหกรรมขอนายทุนที่รุกป่า
 

ป่าชุมชนควรเป็นอย่างไรในอนาคต

อีเมล พิมพ์ PDF
จากงานมหัศจรรย์ป่าชุมชนรอบผืนป่าตะวันตก เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ณ หมู่บ้านเขาแหลม ต.แม่เปิน อ. แม่เปิน จ. นครสวรรค์ ได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ในหัวข้อ ผลการดำเนินงานเครือข่ายป่าชุมชนรอบผืนป่าตะวันตก และกรณีศึกษาทรัพยากร – ทรัพยากิน โดยคุณ ตะวันฉาย หงษ์วิลัย ผู้ประสานงานแผนการจัดการป่าชุมชุม มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้พูดถึงการจัดทำป่าชุมชนที่ผ่านมา รวมถึงปัญหาอุปสรรคและทิศทางของป่าชุมชุนในอนาคต
ซึ่งตลอดระยะเวลาการดำเนินงานป่าชุมชนที่ผ่านมา ได้มีการให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรป่าชุมชนของแต่ละพื้นที่ ตามกฎ ระเบียบ และกติกา ที่คำนึงถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของแต่ละชุมชน เพื่อให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรในเขตป่าชุมชน เพื่อลดปัญหาการบุกรุกผืนที่ป่าใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศพันธ์พืชและสัตว์ของประเทศ  และเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและผืนป่าอย่างยั่งยืน
จากการดำเนินการดั่งกล่าวก่อให้เกิดผลประโยชน์มากมายต่อชุมชุน ตั้งแต่เรื่องสำคัญอย่างปัญหาปากท้องของประชาชนในเรื่องพื้นที่ทำกิน ที่ได้ประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรในเขตป่าชุมชน ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในชุมชนนับเป็นจำนวนเงินมูลค่าหลักล้านบาทต่อปี อีกทั้งยังลดการบุกรุกผืนป่าอนุรักษ์ที่เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร พันธ์พืชและสัตว์ป่าได้อย่างจริงจัง ซึ่งช่วยลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับป่าและประชาชนในพื้นที่กับภาครัฐอีกด้วย
ทั้งนี้การพัฒนาป่าชุมชนให้มีความยั่งยืนได้นั้น ต้องเป็นไปในรูปแบบการทำงานอย่างมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วน ไม่ใช่เป็นเรื่องขององค์กรใดองค์กรหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องเป็นการทำงานอย่างมีส่วนร่วมตั้งแต่ระบบภาครัฐในเชิงนโยบายลงมาถึงในระดับชุมชน รวมถึงการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของแต่ละชุมชม ส่งเสริมเรื่องงานวิจัยต่างๆ อีกทั้งในเรื่องการรับรองสถานภาพจากกรมป่าไม้ให้กับคณะกรรมการป่าชุมชน การออกบัตรหรือหลักฐานการขึ้นทะเบียนและแนวเขตป่าชุมชนที่ชัดเจนอีกด้วย
ทั้งนี้ปัญหาที่เกิดในปัจจุบันนั้น คือการขอขึ้นทะเบียนป่าชุมชนที่เป็นไปได้ค่อนข้างยากและมีความล่าช้า อีกทั้งสิทธิทางกฎหมายในการจัดตั้งป่าชุมชนนั้น ยังมีสถานะเป็นเพียงโครงการของรัฐกับประชาชนในเขตพื้นที่โดยมีระยะเวลา 10 ปีเท่านั้น หากหมดสัญญารัฐสามารถขอเรียกคืนพื้นที่ป่าชุมชนได้ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภายในอนาคต จึงเกิดคำถามขึ้นว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการเปลี่ยนข้อกฎหมายนี้ โดยให้การจัดตั้งป่าชุมชนนั้นไม่มีระยะเวลากำหนดในสัญญา แต่เป็นไปในรูปแบบถาวรเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ป่าชุมชนจากงานมหัศจรรย์ป่าชุมชนรอบผืนป่าตะวันตก เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ณ หมู่บ้านเขาแหลม ต.แม่เปิน อ. แม่เปิน จ. นครสวรรค์ ได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ในหัวข้อ ผลการดำเนินงานเครือข่ายป่าชุมชนรอบผืนป่าตะวันตก และกรณีศึกษาทรัพยากร – ทรัพยากิน โดยคุณ ตะวันฉาย หงษ์วิลัย ผู้ประสานงานแผนการจัดการป่าชุมชุม มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้พูดถึงการจัดทำป่าชุมชนที่ผ่านมา รวมถึงปัญหาอุปสรรคและทิศทางของป่าชุมชุนในอนาคต
 

เส้นทางการหลุดพ้นจากเรดโซนบนสถานการณ์การค้างาช้างของประเทศไทยตามอนุสัญญา CITES

อีเมล พิมพ์ PDF
อนุสัญญาไซเตส (CITES : The Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) เป็นอนุสัญญาวาดวยการคาระหวางประเทศของชนิดสัตวปาและพืชปาที่กําลังจะสูญพันธุ (กองคุ้มครองสัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญา กรมอุทยาน สัตว์ป่า และพันธ์พืช, 2008) เพื่อเป็นการป้องกันการค้าสัตว์ป่า-พืชป่าระหว่างประเทศมิให้เกินกำลังผลิตในธรรมชาติจนอาจเป็นเหตุให้ชนิดพันธุ์สัตว์ป่า-พืชป่าสูญพันธุ์ไปจากโลก จึงเกิดอนุสัญญานี้ขึ้นมา
ขณะที่ 26 ธันวาคม 2503 ประเทศไทยเริ่มมีพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2503 (The Wild Animal Reservation and Protection Act, B.E.2503 หรือ WARPA) ประกาศ ใช้ แต่ก็มิได้กล่าวถึงมาตรการควบคุมการค้าสัตว์ป่าระหว่างประเทศแต่อย่างใด ในปี 2506 (1963) สมัชชา IUCN ได้เสนอแนวทางแก้ไข โดยริเริ่มให้มี อนุสัญญานานาชาติว่าด้วยกฎระเบียบการส่งออก (Export) การนำผ่าน (Transit) และการนำเข้า (Import) ซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าที่หายากหรืออยู่ในภาวะถูกคุกคาม รวมถึงหนังหรือซากที่ได้จากการล่า ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือ อนุสัญญาCITES ในปัจจุบันนั่นเอง โดยอนุสัญญา CITES ควบคุมเฉพาะการค้าระหว่างประเทศเท่านั้นและเฉพาะชนิดพันธุ์ที่ระบุไว้ในบัญชี 1, 2 และ 3  (มานพ เลาห์ประเสริฐ, 2540)
โดยที่ไม่ว่าจะเป็นช้างไทยหรือช้างแอฟริกาก็ถูกจัดไว้ในบัญชี 1 (Appendix I) ของอนุสัญญาไซเตส (CITES) ว่าด้วยเปนชนิดพันธุที่หามทําการคาโดยเด็ดขาด ยกเวนกรณีพิเศษ เช่น เพื่อการศึกษา วิจัย/เพาะพันธุ์ เพราะเป็นสัตว์ชนิดที่ใกล้จะสูญพันธุ์ การนำเข้าหรือส่งออกต้องได้รับการยินยอมจากประเทศที่จะนําเขากอน ประเทศที่สงออกจึงจะออกใบอนุญาตสงออกให การพิจารณาใหนําเขาหรือสงออกของทั้ง 2 ประเทศ ตองคํานึงถึงความอยูรอดของชนิดพันธุนั้นๆ เปนความสําคัญหากไมปฏิบัติตามนี้จะถือว่าเป็นการกระทําที่ไมถูกกฎหมาย ทำให้ไม่สามารถนำเข้าหรือส่งออกได้ในเชิงพาณิชย์ ในส่วนของงาของช้างแอฟริกาเองก็ไม่สามารถจำหน่ายได้เนื่องจากถูกลักลอบนำเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย (กรมอุทยาน สัตว์ป่า และพันธ์พืช, 2557) แต่ถึงอย่างนั้น การลักลอบค้างาช้าง ชิ้นส่วนอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งของช้าง ทั้งช้างเอเชีย และช้างแอฟริกา ก็ยังเกิดขึ้นและมีทีท่าว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งประเทศไทยถูกจัดให้เป็นโซนสีแดงในเรื่องอาชญากรรมการค้างาช้าง โดยถูกจัดให้เป็น 1 ใน 8 กลุ่มประเทศที่มีปัญหาเรื่องการลักลอบค้างาช้างแอฟริกาในประเภทของกลุ่มประเทศที่เป็นจุดผ่าน (Transit) ในการค้างาช้างแอฟริกาเป็นลำดับ 2 ของโลก รองจากประเทศจีน!
"ถ้ากล่าวถึงช้างต้องแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ช้างเอเชียกับช้างแอฟริกา ส่วนช้างเอเชียในไทยก็แบ่งเป็นช้างป่ากับช้างเลี้ยงหรือช้างบ้าน โดยช้างป่ามีพ.ร.บ.สัตว์สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าครอบคลุมอยู่แล้วก็จะไม่มีปัญหาอะไร แต่ที่มีปัญหาก็เห็นจะเป็นช้างบ้าน เนื่องจากที่ผ่านมา ช้างบ้านอยู่ในการควบคุมของพ.ร.บ.สัตว์พาหนะ พ.ศ. 2482 ซึ่งข้อกฎหมายดังกล่าวจะไม่ครอบคลุมถึงซากสัตว์พาหานะที่ตายแล้ว จึงทำให้มีการค้าขายงาช้างกันแบบที่ไม่สามารถเอาผิดด้านกฎหมายได้หรือที่เรียกว่าเป็นช่องโหว่ด้านกฎหมายนั่นเอง"
คุณอภิญญา ใจแท้ นักวิชาการป่าไม้ กองคุ้มครองสัตว์พันธุ์สัตว์ป่าและพันธุ์พืชตามอนุสัญญา กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้บรรยายเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของการพัฒนางานคุ้มครองการค้าชิ้นส่วนอวัยวะของช้าง โดยเฉพาะงาช้างไว้ในงานสัมมนาวิชาการเรื่องสัตว์ป่าเมืองไทยครั้งที่ 35 ภายใต้หัวข้อ “เหลียวหลัง แลหน้า สัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง” ที่จัดขึ้น ณ ห้องประชุมจงรักปรีชานนท์ ตึกวนศาสตร์ 72 ปี คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
โดยบทลงโทษสำหรับผู้ละเมิดล่า ค้า อวัยวะชิ้นส่วนใดๆก็ตามของช้างไว้ คือ 1) มีความผิดตาม พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 23 และมาตรา 24 ผู้กระทำผิดมีโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปีหรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2) มีความผิดตาม พ.ร.บ.การส่งออกไปนอกและการนา เข้ามาในราชอาณาจักรส่งสินค้า พ.ศ. 2522 ผู้กระทำผิดมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 3) มีความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 ผู้กระทำผิดมีโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของรวมค่าอากรหรือจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ (กรมอุทยาน สัตว์ป่า และพันธ์พืช, 2557)
แต่ถึงอย่างนั้นการละเมิดข้อกฎหมายก็ยังมีให้เห็นอยู่โดยเฉพาะปัญหางาช้างแอฟริกาที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย งาช้างบางส่วนถูกแปรรูปในไทยเพื่อสนองความเชื่อส่วนบุคคล หรือนำเข้ามาขายต่อให้กับชาวต่างชาติที่ถูกจับกุมได้โดยด่านศุลกากรในประเทศดังกล่าว ส่งผลต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของประเทศไทยอย่างมาก และสุดท้ายคือการผ่านเข้ามาในลักษณะของ Transit กล่าวคือ การนำเข้าเพื่อจะส่งต่อไปยังประเทศปลายทางประเทศที่ 3 ต่อไป ซึ่งงาช้างทั้งสิ้นถูกจับกุมโดยกรมอุทยานและกรมศุลกากร ของกลางโดยรวมทั้งสิ้นกว่า 12 ตัน
"จากปัญหาข้างต้นทำให้ประเทศไทยกลายเป็น 1 ใน 8 ประเทศที่มีปัญหาการค้างาช้างที่รุนแรง ซึ่งประเทศไทยอยู่ในประเทศกลุ่มการค้าปลายทาง เราถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศเดียวกันกับจีนคือรองจากจีนคือไทย ดังนั้นหากต้องมีการค้างาช้างในประเทศไทยต่อไป เราจึงจำเป็นต้องมีการควบคุมการค้างาช้างในประเทศให้มีการค้าได้เฉพาะงาช้างที่ถูกกฎหมาย โดยการค้านั้นต้องอยู่ภายในราชอาณาจักรไทยเท่านั้น"
สิ่งที่ต้องทำอาจจะดูไม่ใช่เรื่องยากนักแต่ในทางปฏิบัติ เนื่องจากหมายไม่ครอบคลุมดูแลถึงซากสัตว์หรืองาช้าง ทางกองคุ้มครองสัตว์พันธุ์สัตว์ป่าและพันธุ์พืชตามอนุสัญญา กรมอุทยานฯ จึงได้มีแนวคิดที่จะออกกฎหมายใหม่ แต่เนื่องจากการบัญญัติกฎหมายใหม่เป็นขั้นตอนกระบวนการที่ต้องอาศัยเวลานาน ซึ่งยิ่งใช้เวลานานเท่าไรก็จะเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายของประเทศไทยกับทางไซเตสมากเท่านั้น ทาง กรมอุทยานฯ จึงได้มีความพยายามในการปรับใช้กฎหมายทั้งจากทะเบียนพาณิชย์ หรือกฎหมายบัญชี เพื่อกำหนดให้ผู้ค้างาช้างต้องมาจดทะเบียนพาณิชย์และต้องจัดทำบัญชีสินค้าที่มีอยู่ในร้าน แต่เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวไม่สามารถระบุถึงงาช้างที่เป็นงาช้างป่าหรืองาช้างบ้านได้ แผนการนี้จึงถูกปฏิเสธจากทางไซเตส จนเป็นที่มาของการพัฒนาแผน NIAP หรือ National Ivory Action Plan นั่นเอง
หนึ่งในวัตถุประสงค์ของการพัฒนาแผน NIAP คือต้องมีการแก้ไขกฎหมายให้ครอบคลุมในเรื่องของ งาช้างแอฟริกา และงาช้างบ้าน เพิ่มความพยายามในการบังคับใช้กฎหมายให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหางาช้างให้สำเร็จ ภายหลังการประชุมท้ายที่สุดแผน NIAP จึงสำเร็จขึ้นมา ซึ่งแผนกิจกรรมประกอบไปด้วย 5 หมวดหมู่ ได้แก่ 1) งานด้านกฎหมาย 2) การจัดทำฐานข้อมูล 3) การป้องกัน 4) งานประชาสัมพันธ์ และ 5) การติดตามประเมินผล
โดยประเด็นหลักของการแก้ไขแผนครั้งนี้คือการแก้ไขกฎหมายให้ครอบคลุม ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ พ.ร.บ. สัตว์พาหนะ ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดูแลในส่วนของตั๋วรูปพรรณช้างซึ่งไม่สามารถชี้แจงให้รายละเอียดเกี่ยวกับซากหรือรายละเอียดอื่นๆ ของช้างได้ จึงจะได้มีการจัดทำให้รายละเอียดเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น เพื่อสามารถยืนยันอัตลักษณ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นของช้างแต่ละเชือกให้ได้ เป็นต้น ส่วนที่ 2 ได้แก่ การจัดทำ พ.ร.บ. ค้างาช้าง ซึ่งจะจัดการในส่วนของการควบคุมดูแลการได้มาหรือการครอบครองงาช้าง ส่วนที่ 3 ได้แก่ส่วนของ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ส่วนที่ 4 คือ การคุ้มครองช้างแอฟริกาให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง
ซึ่งหากไซเตสเล็งเห็นว่าแผน NIAP ไม่มีแนวทางในการแก้ไขหรือจัดการกับปัญหาการค้างาช้างได้จริง จะส่งผลกระทบต่อการค้าพืชและสัตว์ในบัญชีไซเตสระหว่างกลุ่มประเทศภาคี ก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งขณะนี้แผน NIAP ได้ส่งถึงไซเตสแล้วและอยู่ในระหว่างการติดตามผลจากรายงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้กับไซเตสเป็นระยะ และจะสรุปผลออกมาภายในวันที่ 31 มีนาคม ปี 2558
เราจึงได้แต่ตั้งความหวังกับแผน NIAP ฉบับนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาการค้างาช้างได้จริง หรืออย่างน้อย สิ่งที่ประชาชนทั่วไปทำได้คือการหยุดการซื้อขายงาช้าง หรือเครื่องประดับของใช้ที่ทำมาจากงาช้าง การหยุดการซื้อก็สามารถหยุดการฆ่าให้น้อยลงได้เช่นกัน ดังคำกล่าวที่ว่า "When the buying stops, the killing can too" (Wildaid, 2012)
งาช้างอนุสัญญาไซเตส (CITES : The Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) เป็นอนุสัญญาวาดวยการคาระหวางประเทศของชนิดสัตวปาและพืชปาที่กําลังจะสูญพันธุ (กองคุ้มครองสัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญา กรมอุทยาน สัตว์ป่า และพันธ์พืช, 2008) เพื่อเป็นการป้องกันการค้าสัตว์ป่า-พืชป่าระหว่างประเทศมิให้เกินกำลังผลิตในธรรมชาติจนอาจเป็นเหตุให้ชนิดพันธุ์สัตว์ป่า-พืชป่าสูญพันธุ์ไปจากโลก จึงเกิดอนุสัญญานี้ขึ้นมา
 

หยุดทำลายแม่น้ำโขง หยุดคุกคามคนหาปลา

อีเมล พิมพ์ PDF
แถลงการณ์ฉบับที่ ๖ หยุดทำลายแม่น้ำโขง หยุดคุกคามคนหาปลา สปป.ลาว ต้องยกเลิกการสร้างเขื่อนดอนสะโฮง
ตามที่ สปป.ลาว กำลังดำเนินการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮง ด้วยการปิดกั้นฮูสะโฮง ซึ่งเป็นบริเวณที่เรียกว่า “สี่พันดอน” ซึ่งเป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในแม่น้ำโขง และเป็นบริเวณเดียวกันกับ “น้ำตกหลี่ผี” และ “นำ้ตกคอนพะเพ็ง” น้ำตกที่มีความสวยงามจนได้รับสมญานามว่า “ไนแองการ่าแห่งเอซีย” ที่สำคัญมากกว่านั้น ฮูสะโฮง ยังเป็นช่องทางเดินของปลาจำนวนกว่า ๑,๐๐๐ ชนิด ที่จะเดินทางมาจากทะเลสาบเขมร เข้าสู่ลำน้ำโขงและลำน้ำสาขา อันรวมถึงลำน้ำมูนด้วย ดังนั้นหาก สปป.ลาว เดินหน้าสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮงแล้วเสร็จ ก็จะทำให้ปลาในแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขงลดจำนวนลงอย่างแน่นอน และยังมีผลกระทบต่อน้ำตกหลี่ผี และน้ำตกคอนพะเพ็ง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกด้วย
ปัจจุบัน กรมทรัพยากรน้ำ ในฐานะตัวแทนประเทศไทยในคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) กำลังดำเนินกระบวนการ “การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง” (PNPCA) กรณีโครงการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮง (เขื่อนดอนสะโฮง) ของ สปป.ลาว ซึ่งที่ผ่านมามีการจัดเวทีในพื้นที่จังหวัดริมแม่น้ำโขง ๕ จังหวัด และในวันนี้ ( ๗ มกราคม ๒๕๕๘) จะเป็นการจัดครั้งที่ ๖ ครั้งสุดท้าย เพื่อประมวลข้อเสนอจากเวทีต่าง ๆ มาจัดทำข้อสรุปภาพรวมของประเทศไทย สำหรับเสนอกลับไปยัง สปป.ลาว นั้น พวกเรา มีความเห็น ดังนี้
๑. การสร้างเขื่อนดอนสะโฮง ที่จะมีขึ้นนั้น เป็นการสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำโขงบริเวณฮูสะโฮง ที่เป็นช่องทางเดินหลักของปลาจากทะเลสาบเขมร สำหรับเดินทางเข้าสู่แม่น้ำโขง และลำน้ำสาขา ซึ่งรวมถึงแม่น้ำมูนด้วย การสร้างเขื่อนปิดกั้นเส้นทางดังกล่าว จะทำให้ปลาจำนวนมากไม่สามารถเดินทางขึ้นมาได้ อันจะส่งผลกระทบต่อความหลากหลายของชนิดพันธ์ุปลาและปริมาณปลาในแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาที่จะลดลงจำนวนลงอย่างรวดเร็ว
๒. ประเทศไทยในฐานะคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) อันเป็นหุ้นส่วนหนึ่งในจำนวนสี่ประเทศ ที่ได้เคยตกลงร่วมกัน ที่จะร่วมมือกันในการบริหารและใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขงร่วมกัน แม้ว่า สปป.ลาว จะอ้างว่าการสร้างเขื่อนดอนสะโฮง ซึ่งอยู่ในเขตราชอาณาจักรลาว แต่ผลกระทบที่จะเกิดจากเขื่อนดังกล่าวนั้น จะส่งผลกระทบต่อประชาชนไทย ประชาชนกัมพูชา และประชาชนชาวเวียดนาม จึงมิอาจปล่อยให้ สปป.ลาว ดำเนินการแต่ฝ่ายเดียวได้ รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยจึงต้องแสดงจุดยืนในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนชาวไทย ด้วยการแสดงจุดยืนในการคัดค้านการสร้างเขื่อนดอนสะโฮง ในครั้งนี้ ที่สำคัญการที่กรมทรัพยากรน้ำ ดำเนินการจัดเวที “การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง” (PNPCA) กรณีโครงการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮง (เขื่อนดอนสะโฮง) สปป.ลาว ในขณะนี้นั้น ไม่เป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง ซึ่งการจัดเวที “การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง” จะต้องดำเนินการก่อนที่จะมีการอนุมัติการสร้างเขื่อน แต่การดำเนินการจัดเวที “การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง” ของกรมทรัพยากรน้ำในขณะนี้ ดำเนินการหลังจากที่ สปป.ลาว อนุมัติให้มีการสร้างเขื่อนดอนสะโฮงแล้ว กระบวนการดังกล่าวจึงเป็นเพียงแค่การสร้างความชอบธรรม ที่ไม่เป็นธรรมแก่ประเทศไทยและประชาชนชาวไทยเท่านั้น ที่สำคัญข้อเสนอของพวกเราไม่ถูกบรรจุไว้ในรายงานด้วย จึงทำให้รายงานการรับฟังเป็นไปอย่างไม่โปร่งใส ตามหลักสากล
ดังนั้นพวกเรา สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์อันเจ็บปวดจากการสูญเสียอาชีพประมง อันเป็นผลมาจากการสร้างเขื่อนปากมูล พวกเราจึงไม่อยากให้ประสบการณ์อันขมขื่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก พวกเราจึงขอแสดงจุดยืน ดังนี้
๑. การจัดเวที “การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง” (PNPCA) กรณีโครงการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮง (เขื่อนดอนสะโฮง) สปป.ลาว ในขณะนี้นั้น ไม่เป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง ซึ่งการจัดเวที “การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง” จะต้องดำเนินการก่อนที่จะมีการอนุมัติการสร้างเขื่อน แต่การดำเนินการจัดเวที “การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง” ของกรมทรัพยากรน้ำในขณะนี้ ดำเนินการหลังจากที่ สปป.ลาว อนุมัติให้มีการสร้างเขื่อนดอนสะโฮงแล้ว กระบวนการดังกล่าวจึงเป็นเพียงแค่การสร้างความชอบธรรม ที่ไม่เป็นธรรมแก่ประเทศไทยและประชาชนชาวไทยเท่านั้น พวกเราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยทำหนังสือถึง สปป.ลาว เพื่อให้ สปป.ลาว ยับยั้ง ชะลอการก่อสร้างเขื่อนดอนสะโฮง ออกไปก่อน โดยให้คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) เรียกประชุมกันเพื่อกำหนดกรอบการศึกษาผลกระทบหากมีการก่อสร้างเขื่อนดอนสะโฮง ให้รอบด้านก่อนตัดสินใจ ดำเนินการใด ใด ต่อไป
๒. พวกเรามีประสบการณ์ที่เคยได้รับจากการสร้างเขื่อนปากมูลที่ทำการปิดกั้นแม่น้ำมูน และหากมีการก่อสร้างเขื่อนดอนสะโฮง ของ สปป.ลาว ในการปิดกั้นแม่น้ำโขง ย่อมจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพวกเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกเราจึงมีคำถามและข้อสงสัยจำนวน โดยพวกเราได้เรียกร้องให้กรมทรัพยากรน้ำในฐานะตัวแทนประเทศไทยใน MRCเชิญตัวแทน สปป.ลาว มาร่วมเวทีเพื่อตอบคำถามของพวกเราแต่กรมทรัพยากรน้ำ ก็ไม่ดำเนินการแต่อย่างใด เวทีในครั้งนี้จึงไม่มีความชอบธรรม จึงสมควรยุติการจัดเวทีในครั้งนี้ออกไปก่อน จนกว่า สปป.ลาว จะส่งผู้แทนมาตอบคำถามของพวกเรา
๓. การสร้างเขื่อนดอนสะโฮง ของ สปป.ลาว ที่จะมีขึ้นนั้น เป็นการสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำโขงบริเวณฮูสะโฮง ที่เป็นช่องทางเดินหลักของปลาจากทะเลสาบเขมร สำหรับเดินทางเข้าสู่แม่น้ำโขง และลำน้ำสาขา ซึ่งรวมถึงแม่น้ำมูนด้วย การสร้างเขื่อนปิดกั้นเส้นทางดังกล่าว จะทำให้ปลาจำนวนมากไม่สามารถเดินทางขึ้นมาได้ อันจะส่งผลกระทบต่อความหลากหลายของชนิดพรรณปลาและปริมาณปลาในแม่น้ำโขง ขณะที่ทาง สปป.ลาว ก็อ้างว่าเขื่อนดอนสะโฮง ไม่กระทบต่อการเดินทางของปลาที่จะมาจากทะเลสาบเขมร เพราะสามารถเดินทางข้ามได้หลายช่อง ซึ่งข้อกล่าวอ้างนี้ฟังไม่ขึ้น แต่เพื่อพิสูจน์ความจริง พวกเราขอเรียกร้องให้กรมทรัพยากรน้ำ ประสานงานกับ สปป.ลาว เพื่อจัดให้มีการเดินทางไปดูพื้นที่บริเวณที่จะมีการก่อสร้างเขื่อนดอนสะโฮง เพื่อให้ความจริงได้ประจักษ์แก่ประชาชนชาวไทย และประชาชนในประเทศลุ่มน้ำโขง
๔. จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น พวกเราขอคัดค้านการสร้างเขื่อนดอนสะโฮง ซึ่งจะเป็นโครงการที่จะทำลายระบบนิเวศสำคัญของแม่น้ำโขง ซึ่งเรียกกันว่า “สี่พันดอน” ที่มีความสมบูรณ์และมีขนาดใหญ่ของแม่น้ำโขง ซึ่งความสำคัญนี้ประเทศเวียดนาม และประเทศกัมพูชา ได้ทำการคัดค้านต่อ สปป.ลาว ไปแล้ว ยังคงเหลือแค่เพียงประเทศไทย ในฐานะคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) อันเป็นหุ้นส่วนหนึ่งในจำนวนสี่ประเทศ ที่ได้เคยตกลงร่วมกัน ที่จะร่วมมือกันในการบริหารและใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขงร่วมกัน พวกเราขอเรียกร้องให้รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยจึงต้องแสดงจุดยืนในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนชาวไทย ด้วยการคัดค้านการสร้างเขื่อนดอนสะโฮง
อย่างไรก็ตาม พวกเราหวังว่า รัฐบาลไทย กรมทรัพยากรน้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะตระหนักถึงการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนมากกว่าผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม และมาร่วมมือกับพวกเรา เพื่อคัดค้าน สปป.ลาว ไม่ให้สร้างเขื่อนดอนสะโฮง ในครั้งนี้
เชื่อมั่นในพลังประชาชน
สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล
๗ ธันวาคม ๒๕๕๘
สมัชชาคนจนแถลงการณ์ฉบับที่ ๖ หยุดทำลายแม่น้ำโขง หยุดคุกคามคนหาปลา สปป.ลาว ต้องยกเลิกการสร้างเขื่อนดอนสะโฮง

ตามที่ สปป.ลาว กำลังดำเนินการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮง ด้วยการปิดกั้นฮูสะโฮง ซึ่งเป็นบริเวณที่เรียกว่า “สี่พันดอน” ซึ่งเป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในแม่น้ำโขง และเป็นบริเวณเดียวกันกับ “น้ำตกหลี่ผี” และ “นำ้ตกคอนพะเพ็ง” น้ำตกที่มีความสวยงามจนได้รับสมญานามว่า “ไนแองการ่าแห่งเอซีย” ที่สำคัญมากกว่านั้น ฮูสะโฮง ยังเป็นช่องทางเดินของปลาจำนวนกว่า ๑,๐๐๐ ชนิด ที่จะเดินทางมาจากทะเลสาบเขมร เข้าสู่ลำน้ำโขงและลำน้ำสาขา อันรวมถึงลำน้ำมูนด้วย ดังนั้นหาก สปป.ลาว เดินหน้าสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮงแล้วเสร็จ ก็จะทำให้ปลาในแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขงลดจำนวนลงอย่างแน่นอน และยังมีผลกระทบต่อน้ำตกหลี่ผี และน้ำตกคอนพะเพ็ง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกด้วย
 

พบขยะพลาสติก 5 ล้านล้านชิ้นในทะเล แต่อนุภาคขนาดเล็กจำนวนน้อยกว่าที่คาด

อีเมล พิมพ์ PDF

พลาสติกจากการศึกษาล่าสุดในเรื่องปัญหามลภาวะขยะพลาสติกที่ลอยอยู่ในมหาสมุทรทั่วโลกพบขยะพลาสติกจำนวนมาก แต่ปริมาณอนุภาคพลาสติกยังน้อยกว่าที่ประมาณการไว้ ท่ามกลางคำถามที่ว่าเศษพลาสติกเหล่านี้จะส่งผลกระทบอะไรต่อธรรมชาติ

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากองค์กรไม่แสวงหากำไรได้ตีพิมพ์งานวิจัยเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ในวารสาร PLOS ONE โดยกลุ่มนักวิจัยได้ทำการเก็บตัวอย่างพลาสติกจากทะเลและใช้ตัวแบบในคอมพิวเตอร์ในการประมาณปริมาณขยะพลาสติกในทะเลทั่วโลก

 

ชาวบ้านลุ่มน้ำชีตอนล่าง จ.ยโสธร ออกเดินเพื่อสายน้ำ

อีเมล พิมพ์ PDF

ลุ่มน้ำชีเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 57 เมื่อเวลา 09.00 น. ชาวบ้านลุ่มน้ำชีตอนล่าง ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม "เดินเพื่อสายน้ำ" โดยมีพระสงฆ์นำขบวนชาวบ้าน นักศึกษา และเยาวชน รวมกว่า 50 คน สวมเสื้อขาวสกรีนคำว่า "เดินเพื่อสายน้ำ น้ำไหล ใจสะอาด" พร้อมอ่านคำประกาศก่อนออกเดินเพื่อสายน้ำ ซึ่งชาวบ้านเชื่อที่ผ่านมาการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด เนื่องจากชาวบ้านในพื้นที่ขาดการมีส่วนร่วม

 
บทความ อื่นๆ ...


page 8 of 18

รับข่าวสาร