• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


มุมมองจากภาคเอกชน กับการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า

อีเมล พิมพ์ PDF
อีกหนึ่งมุมมองจากจากงานเสววนาวิชาการคัดค้าน พ.ร.บ. เปิดป่า-ค้าสัตว์ โดย ร้อยเอกนายแพทย์ ปัญญา ยังประภากร ศูนย์ฝึกจับและอบรมวิชาการเพื่อการอนุรักษ์จระเข้ บริษัทปัญญาฟาร์มกำแพงแสนจำกัด ได้แสดงความคิดเห็นในมุมมองของผู้เพาะเลี้ยง รวมถึงเสนอแนะและแสดงความคิดเห็น ทั้งในเรื่องกฎระเบียบข้อบังคับในการเพาะเลี้ยง ไม่ว่าจะในระดับสากลรวมไปถึงกฏหมายต่างๆ เกี่ยวกับสัตว์ป่าในประเทศ
โดยคุณปัญญาได้กล่าวก่อนจะเริ่มประเด็นๆ ต่างๆ ว่า คงจะเป็นอีกหนึ่งมุมมองในความคิดเห็นของตนที่ไม่ได้คลุกคลีกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้มาตั้งแต่ต้น ตนจึงยังไม่คัดค้านและยังไม่ขอสนับสนุน แต่จะดูถึงเจนตนารมณ์ในสิ่งที่จะทำ หรือหากจะปรับปรุงก็ต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่าจะปรับปรุงไปเพื่ออะไรและมีข้อปรับปรุงตรงจุดไหน หรือจะต้องยกร่างกันขึ้นมาใหม่ ในมุมมองของตนในการแก้ไขกฎหมายนั้นต้องดูที่เจตนารมณ์ในการแก้ไข และกฎหมายใหม่สามารถแก้ไขปัญหาในสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากเดิมได้หรือไม่
ประเทศไทยกับไซเตส
ไซเตสไม่ได้ห้ามในการใช้ประโยชน์สัตว์ป่าและพืชป่าตามธรรมชาติ แต่ไซเตสเป็นข้อตกลงระหว่างรัฐกับรัฐที่ป้องกันการใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่าและพืชป่าตามธรรมชาติจนเกินการผลิต คือเมื่อคุณได้ใช้ประโยชน์แล้วสัตว์และพืชยังสามารถมีอยู่ในธรรมชาติได้ตามปกติ ดังนั้นก่อนจะมีการใช้ประโยชน์จึงต้องมีการศึกษาก่อน ว่ามีอัตราการเกิดเท่าไหร่และมีอัตราการสูญเสียไปเท่าไหร่ และจะเอามาใช้ประโยชน์อย่างไร โดยประเทศไทยได้ลงนามอนุสัญญากับไซเตส เมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556 และให้สัตยาบันเมื่อ 21 มกราคม พ.ศ. 2556 ซึ่งเป็นสมาชิกในลำดับที่ 78 จากจำนวนสมาชิกทั้งหมด 179 ประเทศ
หลังจากได้ลงนามสัญญาแล้วไซเตสได้มีการ Trade ban กับประเทศไทยในปี 22 เมษายน พ.ศ. 2534 เนื่องจากเราลงสัตยาบันแล้วไม่ได้มีกฎหมายไปคุ้มครองสัตว์ที่อยู่ในบัญชีของไซเตส เมื่อมีการลักรอบค้าสัตว์ตามบัญชีไซเตสทำให้เราไม่สามารถเข้าไปจับกุมได้ เพราะไม่ได้มีกฎหมายคุ้มครอง ดังนั้นในปี 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 จึงได้มีการแก้ไข พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า โดยได้เพิ่มมาตรการคุ้มครองสัตว์ป่าระหว่างประเทศขึ้น และในวันที่ 2 เมษายนในปีเดียว ไซเตสจึงได้มีมติยกเลิก Trade ban ประเทศไทย
การทำงานภายใต้การควบคุมของไซเตส
หากคุณนั้นต้องการที่จะค้าสัตว์ป่าต้องมีการขอขึ้นทะเบียนเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า โดยต้องมีขั้นตอนการขอขึ้นบัญชีที่แน่นอน มีการขอระยะเวลาในการขึ้นบัญชี มีการทบทวนถ้าส่งไปแล้วถูกปฏิเสธจะมีกรรมการเข้ามาทบทวนให้ และมีการชี้แจงแก้ไขแล้วพิจารณาใหม่ โดยต้องทำการกรอกข้อมูลดังนี้
พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ปี 2535
เจตนารมณ์ของ พ.ร.บ ปี พ.ศ. 2535 มีดังนี้ 1. กฎหมายใช้บังคับมานาน มาตรการต่างๆ ที่มีอยู่ไม่สามารถทำให้การสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 2. จำเป็นต้องเร่งรัดขยายพันธุ์สัตว์ป่า และ 3. ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศ โดยมีคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าซึ่งประกอบด้วยรัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน และอธิบดีกรมป่าไม้เป็นกรรมการและเลขานุการ เป็นผู้อนุมัติให้ผ่านการเห็นชอบ
ดังนั้นเรื่องทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นการขอขึ้นบัญชีสัตว์ป่าชนิดใดหรือให้เพาะพันธุ์เพื่อการค้าได้ จะเสนอชื่อสัตว์ป่าอื่นให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง รวมทั้งการประกาศหรือถอดถอนเขตใดๆ กฎกระทรวงต่างๆ ก็ต้องผ่านคณะกรรมการชุดนี้ ดังนั้นคณะกรรมการชุดนี้จึงเปรียบเสมือนเป็นตัวขับเคลื่อน พ.ร.บ. ในปี พ.ศ. 2535 ถ้ามองอีกมุมจึงเป็นเหมือนดาบสองคมถ้าประธานไม่มีการเรียกประชุม คณะกรรมการไม่เข้าประชม ทุกอย่างจะหยุดนิ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ได้รับการแก้ไข
พ.ร.บ. ที่จะออกใหม่ พ.ศ. …
จาก พ.ร.บ. ปี พ.ศ 2535 – 2558 ผ่านมาทั้งหมดเป็นระยะเวลา 24 ปี เราควรจะประมวลถึงปัญหาที่ผ่านมานั้นว่ามีอะไรบ้าง และ พ.ร.บ. ใหม่นี้จะสามารถตอบโจทย์ได้หรือไม่ และถ้าจะออก พ.ร.บ. ฉบับใหม่อย่างน้อยต้องมองไปยังอนาคตอีก 20 ปี เพราะการแก้ไข พ.ร.บ. ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับประเทศไทย ดังนั้นการเขียน พ.ร.บ. ต้องมองไปยังข้างหน้า
หากเขียน พ.ร.บ. ใหม่นี้ขึ้นมา และมีกฎหมายที่เข้มงวดมากเกินไปก็จะกลายเป็นดาบสองคม เพราะจะทำอะไรก็ไม่ได้เนื่องจากมีข้อห้ามอยู่ และถ้าระบบการจัดการไม่ดีมีการบิดเบือนก็อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อกรมอุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่าได้ แต่การมีคณะกรรมการก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะคณะกรรมการจะเป็นคนรับเรื่องไม่ว่าจะเสนอเรื่องใดไปก็ตาม แต่คณะกรรมการก็ต้องมีความกล้าที่จะแย้งไม่ใช่เพียงคล้อยตามอย่างเดียว
ในมุมมองของเอกชนต่ออุทยานแห่งชาติ
ในแง่ของงานบริหารจัดการผลประโยชน์ของกรมอุทยานแห่งชาติ ความเสียหายที่เกิดจากการท่องเที่ยวมีอะไรบ้างสามารถแก้ไขอะไรได้บ้าง พื้นที่ที่เราใช้ในการทำกิจกรรมเป็นจำนวนเท่าไหร่ของพื้นที่ทั้งหมด รับได้หรือไม่ได้ที่จะมีผลกระทบต่อสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ถ้ารับไม่ได้จะทำการแก้ไขอย่างไรถ้ารับได้จะมีการจัดการอย่างไรกับคนที่เข้ามาใช้ทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงรายได้ที่เข้ามามีการบริหารจัดการและเอาไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่หรือไม่
ยกตัวอย่างในประเด็นที่เจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอเพราะต้องมาบริการนักท่องเที่ยว เราสามารถที่จะจ้างบุคคลภายนอกให้มาทำในเรื่องการบริการ ส่วนเจ้าหน้าที่จะได้รับผิดชอบในงานลาดตระเวนอย่างเต็มที่ ในขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวก็ต้องนำมาช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนอีกทาง เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีความเป็นอยู่หรือชีวิตที่ดีขึ้นด้วย ในทั้งนี้ยังรวมไปถึงปัญหาของเขตรักษาพันธุ์สัตวป่าในปัจจุบันที่มีเจ้าหน้าที่จำนวนน้อยและงบประมาณที่มีอย่างจำกัด จำนวนพื้นที่ต่อเจ้าหน้าที่ไม่สมดุลจึงมีการจัดการที่ลำบาก
การล่า การค้า และการเพาะพันธุ์สัตว์ป่า
ในหลายประเทศมีการให้ล่าสัตว์ป่าได้ขึ้นอยู่จะเปิดใจรับได้หรือไม่ เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็มีผลกระทบทั้งนั้น ถ้าหากมองโดยภาพรวมและทางกฎหมายจึงไม่สามารถเอาความรู้สึกมาตัดสินใครได้ ใน พ.ร.บ. ปี พ.ศ. 2535 มีการประกาศให้สัตว์ป่าหลายๆ ชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ที่สามารถเพาะพันธุ์เพื่อการค้าได้ แต่ไม่สามารถทำได้เพราะไม่มีต้นพันธุ์ แม้จะมีในกฎหมายสามารถให้ล่าเพื่อนำมาเป็นต้นพันธุ์ได้ แต่ก็ไม่มีใครกล้าอนุมัติ
ซึ่งในมุมมองของตนในแง่ของการบริหารจัดการถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะถ้าหากว่ามีเจตนารมณ์ให้เพาะพันธุ์เพื่อการค้าได้ ในเมื่อไม่มีต้นพันธุ์ก็ต้องจัดการให้มีการหาต้นพันธุ์ออกมา อีกทั้งการนำเอาตั้นพันธุ์จากคนที่เพาะเลี้ยงไว้อยู่แล้วนั้นยิ่งเป็นการทำลาย และต้นพันธุ์ที่ไปซื้อจากหลายๆ ที่มาจากคนที่เคยเลี้ยงที่ครอบครองอย่างถูกต้อง ปรากฎว่าสัตว์พวกนั้นที่ไม่เคยอยู่รวมกันก็เกิดการกัดกันตาย และสัตว์บางตัวก็แก่เกินไปที่จะขยายพันธุ์ได้
สัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครอง
สำหรับ พ.ร.บ. ฉบับใหม่นี้มีคำจำกัดความสัตว์ป่าสงวนไว้ว่า สัตว์ป่าสงวนที่หายากควรสงวนและอนุรักษ์ไว้ไม่ให้สูญพันธุ์ ในคำว่าหายากนั้นคือแค่ไหน และการสงวนและอนุรักษ์ด้วยวิธีไหนอย่างไร เรากำหนดแค่สัตว์ป่าสงวนแต่ไม่ได้บอกวิธีว่าจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้สูญพันธุ์ จะเพิ่มอย่างไรให้สัตว์ป่ามีจำนวนที่ปลอดภัย แต่หากถ้าเราไม่มีวิธีอะไรเลยแต่ห้ามเข้าไปยุ่งกับสัตว์ สัตว์ก็มีโอกาสที่จะสูญพันธ์ได้
ทั้งนี้ยังมีสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครองที่สามารถเพาะพันธ์ได้ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ เมื่อเพาะได้ถึงจำนวนหนึ่งจึงอาจเป็นภาระ ดังนั้นถ้าเมื่อมีการเพาะพันธุ์ได้ในจำนวนหนึ่งแล้ว ควรที่จะต้องมีการสำรวจจำนวนดูหรือไม่ หากสำรวจดูแล้วมีจำนวนมากเราสามารถจะปลดจากสัตว์ป่าสงวนได้หรือไม่
คัดค้านร่างพ.ร.บ.เปิดป่าค้าสัตว์อีกหนึ่งมุมมองจากจากงานเสววนาวิชาการคัดค้าน พ.ร.บ. เปิดป่า-ค้าสัตว์ โดย ร้อยเอกนายแพทย์ ปัญญา ยังประภากร ศูนย์ฝึกจับและอบรมวิชาการเพื่อการอนุรักษ์จระเข้ บริษัทปัญญาฟาร์มกำแพงแสน จำกัด ได้แสดงความคิดเห็นในมุมมองของผู้เพาะเลี้ยง รวมถึงเสนอแนะและแสดงความคิดเห็น ทั้งในเรื่องกฎระเบียบข้อบังคับในการเพาะเลี้ยง ไม่ว่าจะในระดับสากลรวมไปถึงกฏหมายต่างๆ เกี่ยวกับสัตว์ป่าในประเทศ
 

โลกร้อนเพราะอะไร ?

อีเมล พิมพ์ PDF
มีหลายคนที่ยังตั้งข้อสงสัยว่าสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเกิดจากมนุษย์หรือไม่ โดยนำเสนอว่ามีหลากหลายสาเหตุตามธรรมชาติที่ทำให้โลกร้อนขึ้น 1.4 องศาฟาเรนไฮต์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1880 แต่สาเหตุดังกล่าวสามารถนำมาใช้อธิบายอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้หรือไม่ ขอเชิญชวนให้เลื่อนลงไปดูว่าแต่ละปัจจัยที่แตกต่างกัน ทั้งที่เกิดตามธรรมชาติ และอุตสาหกรรม ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลกอย่างไร โดยอ้างอิงจากข้อค้นพบโดยสถาบัน Goddard เพื่อศึกษาอวกาศ ขององค์การนาซ่า
โลกร้อน เพราะวงโคจรเปลี่ยน ?
โลกหมุนรอบตัวเองโดยอิงจากแกนกลาง และวงโคจรของโลกนั้นจะเปลี่ยนอย่างช้าๆ โดยใช้เวลานับพันปี เปลี่ยนสภาพอากาศให้เข้าสู่และพ้นจากยุคน้ำแข็ง แต่ผลกระทบจากการเปลี่ยนเส้นทางวงโคจรต่ออุณหภูมิโลกในเวลา 125 ปีนั้น แทบไม่มีเลย
โลกร้อน เพราะดวงอาทิตย์?
อุณหภูมิของดวงอาทิตย์เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดทั้งศตวรรษ แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีผลเพียงเล็กน้อยต่อสภาพภูมิอากาศของโลกโดยรวม
โลกร้อน เพราะภูเขาไฟ?
ตามข้อมูลบอกเราว่าไม่ใช่ อุตสาหกรรมของมนุษย์ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าภูเขาไฟนับร้อยเท่า และการปะทุของภูเขาไฟยังปลดปล่อยสารเคมีซัลดฟตที่ช่วยลดอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศได้ราวปี ถึงสองปี
โลกร้อน เพราะทั้งสามปัจจัย?
ถ้าหากทั้งสามปัจจัยตามธรรมชาติทำให้โลกร้อน เส้นผลรวมก็ควรจะเป็นไปในทิศทางเดียวอับอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น แต่ความเป็นจริงแล้ว ปัจจัยตามธรรมชาติส่งผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ถ้าไม่ใช่เพราะปัจจัยตามธรรมชาติ หรือว่าโลกร้อน เพราะการตัดไม้ทำลายป่า?
มนุษย์ได้ตัดถางพื้นที่ป่ากว่าครึ่งของพื้นผิวโลก ป่าดงดิบได้พ่ายแพ้และกลายเป็นพื้นที่โล่งกว้าง ซึ่งมีค่าการสะท้อนแสงสูงกว่าและมีผลทำให้โลกเย็นลงเล็กน้อย
หรือว่าโลกร้อน เพราะมลภาวะโอโซน?
โอโซนตามธรรมชาติมีอยู่มากในชั้นบรรยากาศ ช่วยป้องกันแสงแดดที่เป็นอันตราย และทำให้โลกเย็นลงเล็กน้อย แต่ใกล้กับพื้นผิวโลก โอโซนเกิดจากมลภาวะ และยังกักเก็บความร้อน ส่งผลให้สภาพอากาศร้อนขึ้น แต่ผลโดยรวมก็ไม่มากนัก
หรือว่าโลกร้อน เพราะสารแขวนลอยในอากาศ (Aerosol)?
มลภาวะบางอย่างช่วยทำให้ชั้นบรรยากาศเย็นขึ้น เช่นสารแขวนลอยซัลเฟตจากการเผาไหม้ถ่านหิน สารแขวนลอยดังกล่าวจะไปหักกลบกับสารแขวนลอยที่ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น (โชคร้ายที่สารเช่นซัลเฟต ยังเป็นตัวการให้เกิดฝนกรด)
ไม่ใช่หรอก สาเหตุของโลกร้อนมาจากก๊าซเรือนกระจก
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 40 จากระดับที่เคยสำรวจในปี ค.ศ. 1750 เส้นสีเขียวแสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่สูงจนเรียกได้ว่าแทบจะไร้คู่แข่ง
ลองดูด้วยตาของคุณเอง
ก๊าซเรือนกระจกทำให้ชั้นบรรยากาศร้อนขึ้น สารแขวนลอยทำให้มันเย็นลงนิดหน่อย โอโซนอาจส่งผลไม่มากนัก หากนำผลลัพธ์ของทั้งสามมารวมกัน ก็จะได้เส้นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกับอุณหภูมิที่สำรวจโดยเฉพาะตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950
ลองเปรียบเทียบจากทั้ง 6 ปัจจัย
หากรวมทุกสาเหตุที่เป็นไปได้ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากธรรมชาติ และจากมนุษย์ ยิ่งทำให้เห็นว่าผลกระทบจากก๊าซเรือนกระจกนั้นรุนแรงอย่างเห็นได้ชัด แต่คำถามต่อไปที่เราต้องครุ่นคิดคือ เราในฐานะประชากรโลก  จะจัดการปัญหานี้อย่างไร
ถอดความจาก “What's Really Warming the World?” โดย Eric Rostonและ BlackiMigliozziเข้าถึงได้ที่ http://www.bloomberg.com/graphics/2015-whats-warming-the-world/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
โลกร้อนมีหลายคนที่ยังตั้งข้อสงสัยว่าสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเกิดจากมนุษย์หรือไม่ โดยนำเสนอว่ามีหลากหลายสาเหตุตามธรรมชาติที่ทำให้โลกร้อนขึ้น 1.4 องศาฟาเรนไฮต์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1880 แต่สาเหตุดังกล่าวสามารถนำมาใช้อธิบายอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้หรือไม่ ขอเชิญชวนให้เลื่อนลงไปดูว่าแต่ละปัจจัยที่แตกต่างกัน ทั้งที่เกิดตามธรรมชาติ และอุตสาหกรรม ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลกอย่างไร โดยอ้างอิงจากข้อค้นพบโดยสถาบัน Goddard เพื่อศึกษาอวกาศ ขององค์การนาซ่า
 

เส้นทางอนุรักษ์สัตว์ป่า การจัดการ-หรือแก้กฎหมาย?

อีเมล พิมพ์ PDF
พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฉบับก่อนหน้านี้ที่ร่างโดยนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล ได้รับความช่วยเหลือในการวางรากฐานจาก IUCN แม้ในตอนนั้นประเทศไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิก IUCN ก็ตาม แต่นายแพทย์บุญส่งก็ยังเดินหน้าในการเข้าร่วมประชุม ส่งผลให้พ.ร.บ. ฉบับก่อนหน้านี้ เป็นฉบับที่เกิดขึ้นจากการมองพื้นฐานแห่งความเป็นจริง จากสถานการณ์การล่าสัตว์ที่เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วงหลังสมัยสงครามโลก จากปี 2505 ต่อมาอีก 10 ปี ประเทศไทยก็ได้กลายเป็นสมาชิกสภา IUCN นั่นเอง
อาจารย์ สุรพล ดวงแข กรรมการ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้เริ่มกล่าวถึงที่มาของพ.ร.บ. สัตว์ป่าฉบับแรกของประเทศไทยในเวทีเสวนาวิชาการ “คัดค้านร่างพ.ร.บ.เปิดป่า-ค้าสัตว์” พร้อมแถลงการณ์คัดค้าน พ.ร.บ. เปิดป่า-ค้าสัตว์ วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2558 ณ ร้าน NE8T ชั้น 1 อาคารเอเชีย
นอกจากนั้นยังระบุถึงการประกาศอุทยานแห่งชาติขึ้นมาว่า จากการประกาศอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทยเนื่องจากเมื่อได้รับการสำรวจแล้วพบว่าพื้นที่แห่งนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ จึงทำการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติได้ ทั้งพื้นที่ หรือน้ำตก เมื่อผู้คนเข้าไปเยี่ยมชมก็จะเกิดความประทับใจ โดยระบุในกฎหมายว่าประกาศพื้นที่อุทยานขึ้นมาโดยเน้นให้ความสำคัญด้านการศึกษาและนันทนาการเป็นหลัก ไม่ใช่แค่การท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว ก่อให้เกิดจิตสำนึก ความประทับใจ ได้ความรู้ และเกิดแรงบันดาลใจในการรักษาธรรมชาติต่อไป
ขณะที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระซึ่งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งแรกของประเทศไทยก็ถูกประกาศขึ้นมาเพื่อต้องการสงวนพื้นที่ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของสัตว์ป่า และเป็นแหล่งอนุรักษ์ความหลากหลายของสายพันธุ์พืชเอาไว้ เหล่านี้เป็นความคิดพื้นฐานที่ทางอาจารย์สุรพลต้องการเน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญและกฎหมายที่มีความเป็นมาไม่ใช่การเขียนขึ้นมาจากความเข้าใจไปเองของผู้ร่างกฎหมาย การจะแก้กฎหมายนั้นต้องดูถึงความเป็นมา ยกตัวอย่าง การแก้ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2503  ในปี 2535 ที่เรามีการแก้ไขให้ครอบคลุมอนุสัญญาไซเตส (CITES)  ส่งผลให้ประเทศไทยถูกคว่ำบาตรจากอนุสัญญาไซเตส จนเป็นที่มาของการแก้ไขกฎหมายให้ครอบคลุมบัญชีรายชื่อสัตว์ป่าที่มีการค้าขายตามอนุสัญญาไซเตสนั่นเอง ซึ่งไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนเจตนารมณ์ของพ.ร.บ.สัตว์ป่าแต่เดิม ขณะที่ในการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้กลับมีการแก้ไขแม้กระทั่งชื่อพ.ร.บ.
“คำถามของผมคือ แล้วพ.ร.บ. ฉบับเก่ามันแย่ยังไง? ช่วยอธิบายให้ผมฟังที อันแรกเลยคือ เจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ฉบับเก่ามันผิด มันมีปัญหายังไง จึงต้องมีการเอามาตั้งเป็นพ.ร.บ. ส่งเสริมอนุรักษ์สัตว์ป่า” อาจารย์สุรพลกล่าว “ผมว่าปัญหามันอยู่ที่การจัดการ การบังคับใช้กฎหมายมากกว่า ถ้าเราจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ สัตว์ป่ามันจะกลับมาเอง”
นอกจากนั้นปัญหาเรื่องการจัดการแล้ว อาจารย์สุรพลก็เป็นกังวลเกี่ยวกับการค้าสัตว์ป่าซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ หากพ.ร.บ. ออกมาแบบนี้ถือว่าไม่เป็นผลดีต่อผู้ประกอบการเพราะความไม่ชัดเจนในหลายๆ เรื่อง อีกประการหนึ่งคือจะเป็นผลร้ายอย่างมากที่จะทำให้ผู้ที่ลักลอบค้าสัตว์ป่าได้ประโยชน์ เนื่องจากการที่อนุญาตให้ล่าสัตว์ป่าเพื่อมาเป็นพ่อแม่พันธุ์ในการเพาะพันธุ์เพื่อการค้า มันอาจจะมีสองทางที่เกิดขึ้นคือ หากพ.ร.บ.นี้เกิดขึ้นได้ อาจจะไม่มีใครทำเลย หรือไม่ก็มีการล่าและค้าสัตว์อย่างเป็นล่ำเป็นสัน
“ปัญหาที่เกิดขึ้นผมว่ามันอยู่ที่การบริหารจัดการทั้งนั้นเลย หากเรามีการบริหารจัดการที่ดี การแก้ไขกฎหมายจะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นเลย ถ้าจะแก้ ผมว่าก็ควรจะเอาผู้เชี่ยวชาญมาถกเถียงกัน เปิดเผยกันว่าตรงไหนควรแก้ตรงไหนไม่ควรแก้ ถ้าเรายังดันทุรังเดินหน้าไปแบบนี้ แน่นอนว่าเราจะไม่ได้อะไรเลย มีแต่จะสร้างปัญหาเหมือนระเบิดเวลาที่ ในอนาคตอาจจะสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นก็เป็นได้”
ปก
พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฉบับก่อนหน้านี้ที่ร่างโดยนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล ได้รับความช่วยเหลือในการวางรากฐานจาก IUCN แม้ในตอนนั้นประเทศไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิก IUCN ก็ตาม แต่นายแพทย์บุญส่งก็ยังเดินหน้าในการเข้าร่วมประชุม ส่งผลให้พ.ร.บ. ฉบับก่อนหน้านี้ เป็นฉบับที่เกิดขึ้นจากการมองพื้นฐานแห่งความเป็นจริง จากสถานการณ์การล่าสัตว์ที่เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วงหลังสมัยสงครามโลก จากปี 2505 ต่อมาอีก 10 ปี ประเทศไทยก็ได้กลายเป็นสมาชิกสภา IUCN นั่นเอง
 

บ่งชัด ร่าง พ.ร.บ. พ.ศ. ... ขัด เจตนารมณ์การอนุรักษ์สัตว์ป่า

อีเมล พิมพ์ PDF
"ในตัว พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ผมจะขอเน้นว่าจะแตกต่างจาก พ.ร.บ. อื่นๆ ส่วนใหญ่ที่ใช้อยู่ในประเทศไทย เพราะ พ.ร.บ. อื่นๆ ถูกกำหนดขึ้นมาโดยใช้คนเป็นศูนย์กลางในการจัดการทุกอย่างที่มีผลกระทบต่อคน แต่พ.ร.บ. ทั้งสัตว์ป่าและอุทยาน ตามหลักการดั้งเดิม กฎหมายถูกร่างขึ้นมาโดยยึดถือธรรมชาติ ป่าไม้ สัตว์ป่า เป็นศูนย์กลาง เหล่านี้เป็นปรัชญาพื้นฐานที่ต่างจากกฎหมายอื่นๆ ขณะที่ปรัชญาสำหรับการร่างกฎหมายสัตว์ป่า สำหรับคนที่ทำงานเกี่ยวกับสัตว์ป่าจริงๆ นั่นคือ การสงวนรักษาอนุรักษ์สัตว์ป่า ในสภาพธรรมชาติ เป็นการให้โอกาสแก่ชนิดอื่น ไม่อย่างนั้นคนก็จะเข้าไปบุกรุก ล่า ส่งผลให้ที่อยู่ของสัตว์ป่าที่มีอยู่ดั้งเดิมเปลี่ยนไปหมด และที่สำคัญของคำว่ารักษาสัตว์ป่าในสภาพธรรมชาติ หมายถึงการรักษาป่าต้นน้ำลำธาร ต้นทุนธรรมชาติ ที่มีความสำคัญต่อสังคมมนุษย์โดยรวม"
ดร. อนรรฆ พัฒนวิบูลย์ อาจารย์จากภาควิชาอนุรักษวิทยา คณะวนศาสตร์ ชี้ให้เห็นถึงใจความสำคัญของพระราชบัญญัติเกี่ยวกับสัตว์ป่าใน เวทีเสวนาวิชาการ “คัดค้านร่างพ.ร.บ.เปิดป่า - ค้าสัตว์” วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2558 ณ ร้าน NE8T ชั้น 1 อาคารเอเชีย ซึ่งก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. ในปี พ.ศ.2503, 2535, 2546 ล้วนแต่ใช้ชื่อว่า 'พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า' ทว่า ในร่าง พระราชบัญญัติพ.ศ. ... กลับใช้ชื่อว่า 'พระราชบัญญัติส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่า' โดยอาจารย์อนรรฆระบุว่าเรื่องชื่อพ.ร.บ.นี้เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามไปได้
"ปรัชญาของผู้เปลี่ยนชื่อกฎหมายบอกว่า อยากจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรของชาติและการส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่ามากยิ่งขึ้น โดยความเข้าใจของคนร่างคิดว่าสงวนและคุ้มครองไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรจึงเปลี่ยนมาเป็นส่งเสริม โดยหวังจะให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่ในความเป็นจริงก็คือว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับที่กำลังปรับปรุงแก้ไขอยู่นี้ดำเนินการร่างโดยไม่มีการมีส่วนร่วมของบุคคลที่ทำงานในวงการสัตว์ป่าเลย ผมถามคนที่ทำงานสัตว์ป่า แม้แต่อาจารย์คณะวนศาสตร์ที่สอนด้านสัตว์ป่าแต่ละคนก็ไม่ได้รับรู้เรื่องร่างพ.ร.บ. ฉบับนี้ตั้งแต่แรก แต่กลับเป็นลักษณะที่ในสมัยหนึ่งทางกรมอุทยานฯ ไปจ้างนักกฎหมายมาร่างและพยายามจะผลักดันกันไปแล้วรอบหนึ่งในปี พ.ศ. 2551 นี่คือสิ่งตามหลักการและทางการปฏิบัติแล้วมันไปด้วยกันไม่ได้"
ขณะที่ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฯ ฉบับเดิม อาจารย์อนรรฆแสดงความเห็นว่า ตามเจตนารมณ์ผู้ร่างกฎหมายสัตว์ป่าแต่เดิมนั้น ภายในกฎหมายเองมีการสนับสนุนส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์สัตว์ป่าอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องเอามาเป็นชื่อร่าง แต่ทว่าปัญหาที่แท้จริงคือ สัตว์ป่าส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาวะวิกฤต ทั้งถูกคุกคาม และใกล้จะสูญพันธุ์ จึงควรใช้ผลการวิจัยจากทางด้านสัตว์ป่ามาเป็นต้นทางในการวางแผนแก้ไขปัญหามิใช่เพียงการนำเอาปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาขณะนั้นมาเป็นเกณฑ์ในการร่างกฎหมาย หรือเป็นสิ่งที่ผู้ร่างกฎหมายเข้าใจไปเอง เช่น ปัญหาช้างออกมาหาของกินบริเวณชายขอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ก็ไม่ได้หมายความว่าช้างล้นป่าอย่างที่เข้าใจกัน แต่ออกมาหากินตามที่ชาวบ้านได้ปลูกเอาไว้ หาใช่การที่ประชากรช้างมีมากจนต้องออกมาหากินข้างนอก จึงควรอาศัยข้อมูลเชิงวิชาการมากกว่านี้ โดยจากการสำรวจที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พบว่า ช้างใช้พื้นที่เพียงครึ่งเดียว และปัญหาที่มีกับชาวบ้านคือแถวบริเวณป่าละอู ซ้ำยังมีปัจจัยคุกคามชีวิตช้างและสัตว์ป่าอื่นๆ ทั้งแร้ว ทั้งเสียงปืน จึงไม่ใช่เพียงปัญหาช้างล้นป่าอย่างเดียวอย่างที่เข้าใจกัน
ประเด็นเรื่องเขตพื้นที่ผ่อนปรน ในกฎหมายฉบับก่อนระบุไว้ว่าห้ามมีการยึดถือครอบครอง ทว่า ในความเป็นจริงก็มีชาวบ้านอาศัยอยู่ ซึ่งเป็นไปตามการผ่อนปรนของมติครม. 30 มิถุนายน 2541 แต่ในร่างพ.ร.บ.ใหม่ทั้งร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่า พ.ศ..... และร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ..... กลับนำเอาเขตพื้นที่ผ่อนปรนมาบัญญัติเป็นข้อกฎหมาย ซึ่งอาจารย์อนรรฆตั้งข้อสังเกตว่ามีการใช้คำที่เลื่อนลอย ขาดหลักประกันการป้องกันความเสียหาย  เช่น ชุมชนต้องอยู่อย่างยั่งยืน,  ผู้ใดทำความเสียหายต่อธรรมชาติ ต้องทำให้สู่สภาพเดิม แต่สำหรับสัตว์ป่าสูญพันธุ์ไปแล้ว กลับคืนมาไม่ได้ นอกจากนั้นยังมีการเปิดช่องให้มีการล่าสัตว์ป่าโดยในมาตรา 57 วรรค1   ผู้ใดจะกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่พระราชบัญญัตินี้ได้บัญญัติเอาไว้โดยเฉพาะ ยกตัวอย่างเช่น การเก็บหาของป่า จับ ล่า เก็บ นำสัตว์ป่าหรือซากสัตว์ป่าออกไปหรือทำด้วยประการใดๆ ให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ป่า เป็นต้น แตกต่างจากพ.ร.บ. ฉบับเดิมที่ห้ามให้มีการกระทำใดๆ ต่อสัตว์ป่าอย่างเด็ดขาด โดยอาจารย์อนรรฆมองว่าเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาในการร่างกฎหมายกับการใช้พื้นที่ผ่อนปรน
ขณะที่อีกหนึ่งข้อบัญญัติที่น่าสนใจคือการที่ระบุให้สามารถเข้าไปใช้พื้นที่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชิงท่องเที่ยวได้ แม้ในความเป็นจริงอาจารย์อนรรฆกล่าวว่าพื้นที่อนุรักษ์ในบ้านเรายังต้องการการฟื้นฟูอย่างหนัก กล่าวคือ ควรพื้นฟูให้แข็งแรง มีการวางแผนการจัดการที่ดีกว่านี้ก่อนจะนึกไปไกลถึงการที่จะอนุญาตให้ใช้พื้นที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้ โดยอาจารย์อนรรฆได้ยกตัวอย่างการจัดการอุทยานคาซิรังกาในอินเดีย ก่อนที่จะเปิดให้มีการท่องเที่ยวได้ ทางอุทยานต้องใช้เจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่พันตารางกิโลเมตรซึ่งเล็กกว่าพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่กว่าครึ่งหนึ่ง ถึง 600 คน และมีฐานพิทักษ์ป่า 130 ฐาน จึงสามารถฟื้นฟูจำนวนประชากรแรด ช้าง ควายป่า เนื้อทรายได้ภายใน 30 ปี แล้วจึงเปิดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งปัจจุบันกลายเป็นรายได้หลักของอินเดียไปแล้ว
จุดนี้ชี้ให้เห็นว่า ก่อนที่เราจะมองข้ามจุดไปถึงการพัฒนาทรัพยากรของเราให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เราควรมีการฟื้นฟูสิ่งที่มีอยู่ให้แข็งแรงเสียก่อน มิเช่นนั้น ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างไม่แข็งแรงมากนัก อาจจะสูญหายไปอย่างถาวรในอนาคตเลยก็เป็นไปได้ โดย อาจารย์อนรรฆได้ยกตัวอย่างถึงการท่องเที่ยวที่มีอยู่อย่างหนักหน่วงในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ซึ่งส่งผลกระทบต่อสัตว์ป่า จากการตั้งกล้องดักถ่าย (Camera trap) โดยมูลนิธิฟรีแลนด์ในปี พ.ศ. 2546 มีการจับภาพเสือโคร่งได้เพียง 1 ตัว และไม่พบภาพเสือโคร่งเลยในปี 2547 – 2548 นอกจากนั้นยังพบการตัดถากไม้กฤษณา (ไม้มีกลิ่นหอมราคาแพง) ตามเส้นทางการเดินป่าศึกษาธรรมชาติ เหล่านี้ล้วนเป็นผลจากการใช้อุทยานแห่งชาติในท่องเที่ยวที่เกินขีดจำกัดที่ทางอุทยานและศักยภาพของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าจะดูแลได้
ขณะที่ประเด็นที่น่ากังวลใจที่สุดเป็นประเด็นการส่งเสริมการประกอบธุรกิจการค้าสัตว์ป่า โดยให้ความสำคัญเป็นระดับหมวดใหญ่ ซึ่งมีการระบุถึงเหตุผลของการบัญญัติกฎหมายข้อนี้ขึ้นมาคือ เพื่อส่งเสริมให้มีการขยายพันธุ์สัตว์ป่า โดยไม่ต้องไปล่าจากป่า แต่ให้ใช้สัตว์ป่าที่เกิดในการเพาะเลี้ยง ซึ่งอาจารย์อนรรฆระบุว่าเป็นการขัดต่อหลักการในการอนุรักษ์สัตว์ป่าสากลที่ระบุว่า ไม่ส่งเสริมให้มีการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าในเชิงธุรกิจ เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มอุปสงค์ (Demands) และเพิ่มการล่าสัตว์ป่าในธรรมชาติ ด้วยการที่เพาะเลี้ยงสัตว์ป่า ยกตัวอย่างเช่น เสือโคร่ง 1 ตัว ใช้รายจ่ายในการเลี้ยงมากกว่า 1 ล้านบาท ขณะที่การล่าสัตว์ใช้งบน้อยกว่า เพียงแค่ปืนหรือยาเบื่อเท่านั้น นอกจากนี้ การเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าสามารถเป็นไปได้ด้วยเหตุผลด้านงานอนุรักษ์ และปล่อยคืนสู่ป่าเท่านั้น เมื่อมีการสนับสนุนให้เพาะสัตว์ป่าได้ การค้าสัตว์ป่าก็จะเป็นไปได้กว้างขวางมากขึ้น แต่ไม่ใช่จากการเพาะ แต่จะเป็นจากการล่ามากกว่า เพราะลูกปืนหนึ่งลูก ถูกกว่าการเพาะสัตว์ป่า 1 ตัว และสนับสนุนหลักการการอนุรักษ์สัตว์ป่าในป่า ว่าสำคัญกว่าการอนุรักษ์สัตว์ป่าในกรงเลี้ยง
ขณะที่ยังมีอีกหลายประเด็นที่น่ากังวล ยกตัวอย่างเช่น ในร่างพ.ร.บ. ฉบับนี้ ไม่มีการกล่าวถึงการฟื้นฟูสัตว์ป่า แต่เป็นกฎหมายที่ร่างขึ้นมาเพื่อคนโดยเฉพาะ ขณะที่ในบางประเทศที่มีการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่ดีแล้ว หากมีการประกาศให้สัตว์ป่าชนิดใดก็ตามเป็นชนิดที่ใกล้จะสูญพันธุ์ (Endangered species) จะต้องมีการกำหนดในกฎหมายว่าจะต้องมีการร่างแผนฟื้นฟูเพื่อนำสัตว์ประเภทนั้นออกมาจากรายชื่อสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ให้ได้ ในส่วนนี้เป็นสิ่งที่อาจารย์อนรรฆหวังว่าจะพบในกฎหมายสัตว์ป่าของประเทศไทยบ้าง
“สำหรับผม ก็อย่างที่ได้ย้ำไปแล้วว่าคนร่างกฎหมายไม่ได้คิดไปไกลเกินกว่า 50 ปี เพราะการร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ส่วนตัวผมสรุปว่าร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่า มีข้อเสียต่อสัตว์ป่า มากกว่าข้อดี ควรเสนอให้ยกร่างใหม่ โดยเปิดให้มีส่วนร่วมจากนักวิชาการและองค์กรเอกชนด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าอย่างแท้จริง” อาจารย์อนรรฆกล่าวทิ้งท้ายเอาไว้
"ในตัว พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ผมจะขอเน้นว่าจะแตกต่างจาก พ.ร.บ. อื่นๆ ส่วนใหญ่ที่ใช้อยู่ในประเทศไทย เพราะ พ.ร.บ. อื่นๆ ถูกกำหนดขึ้นมาโดยใช้คนเป็นศูนย์กลางในการจัดการทุกอย่างที่มีผลกระทบต่อคน แต่พ.ร.บ. ทั้งสัตว์ป่าและอุทยาน ตามหลักการดั้งเดิม กฎหมายถูกร่างขึ้นมาโดยยึดถือธรรมชาติ ป่าไม้ สัตว์ป่า เป็นศูนย์กลาง เหล่านี้เป็นปรัชญาพื้นฐานที่ต่างจากกฎหมายอื่นๆ ขณะที่ปรัชญาสำหรับการร่างกฎหมายสัตว์ป่า สำหรับคนที่ทำงานเกี่ยวกับสัตว์ป่าจริงๆ นั่นคือ การสงวนรักษาอนุรักษ์สัตว์ป่า ในสภาพธรรมชาติ เป็นการให้โอกาสแก่ชนิดอื่น ไม่อย่างนั้นคนก็จะเข้าไปบุกรุก ล่า ส่งผลให้ที่อยู่ของสัตว์ป่าที่มีอยู่ดั้งเดิมเปลี่ยนไปหมด และที่สำคัญของคำว่ารักษาสัตว์ป่าในสภาพธรรมชาติ หมายถึงการรักษาป่าต้นน้ำลำธาร ต้นทุนธรรมชาติ ที่มีความสำคัญต่อสังคมมนุษย์โดยรวม"
 

แถลงการณ์คัดค้านร่างพ.ร.บ.เปิดป่า-ค้าสัตว์

อีเมล พิมพ์ PDF
คัดค้าน ร่าง พ.ร.บ. เปิดป่า ค้าสัตว์
 

[คำแถลงการณ์] เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน

อีเมล พิมพ์ PDF
เครือข่ายปกป้องอันดามัน
เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ออกแถลงการณ์ การท่องเที่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ร่วมกันไม่ได้
เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2558 ที่ผ่านมา เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินร่วมกับศูนย์วิจัยนโยบายพลังงานและทรัพยากร มหาวิทยาลัยรังสิต จัดงาน "บันทึกเสวนา Andaman talk : หายนะ 3 แสนล้านท่องเที่ยวอันดามันจากถ่านหิน" ณ ศูนย์ศึกษาวิภาวดี มหาวิทยาลัยรังสิต ซ.9 จอมพล จตุจักร กรุงเทพ โดยภายหลังงานเสวนา ทางเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินได้อ่านแถลงการณ์แสดงจุดยืนในการคัดค้านโรงไฟฟ้าจากถ่านหิน
โดยเนื้อหาระบุถึงความเป็นไปไม่ได้กับการที่จะนำโรงไฟฟ้าถ่านหินเข้ามาอยู่ร่วมกับทะเลอันดามันที่สร้างรายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกว่า 3 แสนล้านบาทต่อปี โดยจากการทำแบบสำรวจนักท่องเที่ยวในพื้นที่เกาะลันตาพบว่า ร้อยละ 90 ของกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 624 คน (เป็นนักท่องเที่ยวจาก 37 ประเทศ) จะไม่กลับมาเที่ยวจังหวัดกระบี่อีกหากมีการส้รางโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้น ขณะเดียวกันทางกลุ่มเครือข่ายปกป้องอันดามันก็และต้องการให้มีการพัฒนาอันดามันแบบ ''Go Green" กล่าวคือ ปัญหาด้านพลังงานไฟฟ้าสามารถทดแทนได้ด้วยพลังงานหมุนเวียน ซึ่งประเทศไทยมีทรัพยากรมากเพียงพอแต่ขาดเพียงการจัดการที่ดีเท่านั้น
เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ออกแถลงการณ์ การท่องเที่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ร่วมกันไม่ได้

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2558 ที่ผ่านมา เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินร่วมกับศูนย์วิจัยนโยบายพลังงานและทรัพยากร มหาวิทยาลัยรังสิต จัดงาน "บันทึกเสวนา Andaman talk : หายนะ 3 แสนล้านท่องเที่ยวอันดามันจากถ่านหิน" ณ ศูนย์ศึกษาวิภาวดี มหาวิทยาลัยรังสิต ซ.9 จอมพล จตุจักร กรุงเทพ
 

การประมงทำลายล้างจะต้องหมดไปจากประเทศไทย สินค้าสัตว์น้ำปลอดภัยจะเพิ่มขึ้น

อีเมล พิมพ์ PDF

ประมงพื้นบ้านแถลงการณ์ การประมงทำลายล้างจะต้องหมดไปจากประเทศไทย สินค้าสัตว์น้ำปลอดภัยจะเพิ่มขึ้น

ชาวประมงพื้นบ้านจากทั่วประเทศ ได้รับความเดือดร้อนจากการประมงผิดกฎหมาย เราติดตามการแก้ไข ปัญหากรณีประเทศไทยโดนสหภาพยุโรปออกใบเตือนว่า อาจคว่ำบาตรสินค้าประมงไทย เพราะยังมีปัญหาการประมงผิดกฎหมาย ไม่มีการควบคุม และไม่มีรายงาน (IUU) โดยพวกเราเองก็เป็นชาวประมงเล็กๆ ที่ถูกมาตรการของ ภาครัฐโดย ศป.มผ. ให้ดำเนินการจดแจ้งรายละเอียดต่างๆ เช่นกัน

 

15 บทความสิ่งแวดล้อมที่มีผู้อ่านมากที่สุดในช่วงครึ่งปี 2558 (มกราคม - มิถุนายน)

อีเมล พิมพ์ PDF

มูลนิธิสืบนาคะเสถียรในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ภายใต้การทำงานตามแผนยุทธศาสตร์ว่าด้วยเรื่อง “ใช้ศักยภาพของระบบ Social Network ภาพลักษณ์ และผลงานที่ผ่านมาขององค์กร เป็นสื่อในการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร แนวคิดการอนุรักษ์ผืนป่าสู่สาธารณะ...”

 

แผงโซล่าร์เหนือคลอง นวัตกรรมใหม่ในอินเดีย

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ บัน คีมูน ได้กล่าวถึงการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์เหนือลำคลองในเมืองวาโดดารา (Vadodara)รัฐคุชราต (Gujarat)ทางตะวันตกของประเทศอินเดีย ว่า “สิ่งที่ผมเห็นมีมากกว่าแผงพลังงานที่สะท้อนประกายแดด แต่นี่คือนาคตของอินเดีย และอนาคตของโลก นับว่าเป็นเทคโนโลยีที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ที่แปลกใหม่ ชาญฉลาด และกล้าที่จะคิดนอกกรอบ”
ผู้เชี่ยวชาญอธิบายถึงข้อได้เปรียบหลักสองประการจากการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์เหนือคลอง หนึ่งคือช่วยให้เกิดประสิทธิภาพและลดต้นทุนจากการใช้ที่ดิน และสอง คือช่วยลดการระเหยของน้ำจากลำคลองที่อยู่ด้านใต้
ต้นปีที่ผ่านมา อินเดียแสดงออกอย่างจริงจังในการขยายการผลิตพลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน นเรนทระ โมที (NarendraModi)นายกรัฐมนตรีอินเดียได้ตั้งเป้าหมายการลงทุนในแผงพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวสูงถึง 100,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ โดยคาดว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 10 ของกำลังการผลิตทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2565
เพื่อตอบสนองความพยายามนั้น รัฐมนตรีกระทรวง New and Renewable Energy ได้วางแผนที่จะสร้างโรงไฟฟ้าจากแผงพลังงานแสงอาทิตย์เหนือคลองและตลิ่ง กำลังการผลิต 100 เมกะวัตต์ภายในแผนพัฒนา 5 ปีของรัฐบาล ที่จะสิ้นสุดในปี พ.ศ.2560
รัฐมนตรีจะให้เงินอดหนุนร้อยละ 30 จากประมาณการเงินลงทุน 154 ล้านดอลล่าร์สหรัฐในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เหนือคลองแห่งนี้
โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 10 เมกะวัตต์ก่อสร้างเสร็จและเปิดดำเนินการเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา แผงพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 33,800 แผงถูกติดตั้งเหนือโครงสร้างเหล็กบนคลองชลประทานความยาว 3.6 กิโลเมตร โดยเชื่อมต่อกับกริดของรัฐ ซึ่งไฟฟ้าส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในการสูบน้ำ ในวันที่แดดดี โรงงานแห่งนี้จะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 50,000 หน่วย โดย 1 หน่วยเท่ากับการใช้พลังงานไฟฟ้า 1,000 วัตต์-ชั่วโมง
โรงไฟฟ้าดังกล่าวคาดว่าจะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด 16.2 ล้านหน่วยในปีแรก และลดลงปีละ 1 เปอร์เซ็นต์จากการเสื่อมสภาพของแผงพลังงาน โดยแผงพลังงานแสงอาทิตย์ราว 1 ใน 4 ผลิตในอินเดีย ส่วนที่เหลือนั้นนำเข้าจากประเทศจีน
โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งนี้สร้างเสร็จโดยใช้เวลาเพียง 6 เดือน มูลค่าการลงทุน 18.3 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งรวมถึงค่าดำเนินการและบำรุงรักษาตลอด 25 ปี โดยคาดว่าจะคืนทุนภายใน 13 ปี อ้างอิงจาก Umesh Chandra Jain หัวหน้าวิศวกรของ SardarSarovar Narmada Nigam (SSNNL) หน่วยงานของภาครัฐคุชราตซึ่งเป็นผู้บริหารโรงไฟฟ้าแห่งนี้
ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้า 1 หน่วยที่โรงงานแห่งนี้อยู่ที่ 6.5 รูปี หรือราว 0.105 ดอลล่าร์สหรัฐ (ประมาณ 3.2 บาท) โดย SSNNL สามารถใช้ไฟฟ้าดังกล่าวได้โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายตามราคาที่ขายในกริดซึ่งอยู่ที่ประมาณ 7.5 – 8 รูปีต่อยูนิต
Navin Reddy วิศวกรประจำบริษัท Megha Engineering & Infrastructure Limited (MEIL) ซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างโรงงานอธิบายว่า การตั้งโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์เหนือคลองนั้น จะมีต้นทุนในการดูแลรักษามากกว่าปกติ แต่บริษัทได้ทำการติดตั้งทางเดินเหนือโครงเหล็กระหว่างแผงโซล่าร์เพื่อให้ง่ายต่อการทำความสะอาด
นอกจากโรงงานไฟฟ้าขนาด 10 เมกะวัตต์ ในรัฐคุชราตยังมีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดเล็ก กำลังการผลิต 1 เมกะวัตต์ที่ตั้งอยู่เหนือลำคลองความยาว 750 เมตร โดยเปิดดำเนินการเมื่อเดือนเมษายน ปีพ.ศ. 2555
โรงงานหลายแห่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาโดย SSNNL ทั้งพลังงานน้ำและการขลประทาน ที่มีเป้าหมายในการส่งน้ำให้กับพื้นที่กว่า 1.8 ล้านเฮกตาร์ ของที่ดินในรัฐคุชราต และราชาสถาน ผ่านการก่อสร้างคลองความยาว 75,000 กิโลเมตรที่ยังดำเนินการไม่เสร็จสิ้นโดยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งสองแห่งสร้างขึ้นเหนือคลองชลประทานสายหลัก ซึ่งส่งผ่านน้ำจากเขื่อนในแม่น้ำ Narmada
จากข้อมูลโดย SSNNL โรงไฟฟ้าขนาด 10 เมกะวัตต์นี้ช่วยให้ประหยัดพื้นที่กว่า 16 เฮกตาร์ และลดการระเหยของน้ำกว่า 90 ล้านลิตรต่อปี นอกจากนี้ น้ำที่อยู่ด้านใต้แผงพลังงานยังช่วยลดอุณหภูมิส่งผลให้แผงพลังงานแสงอาทิตย์มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 7
อย่างไรก็ดี ต้นทุนการก่อสร้างแผงพลังงานแสงอาทิตย์เหนือคลองที่สูงกว่าการติดตั้งแผงพลังงานบนดินก็ยังเป็นข้อเสียเปรียบ จากข้อมูลของ SSNNL พบว่าโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เหนือคลองขนาด 1 เมกะวัตต์มีต้นทุนราว 2.8 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนพื้นดินที่ต้นทุนเพียง 2.3 ดอลล่าร์สหรัฐ
ปัญหาอีกประการหนึ่งคือ โดยทั่วไปแผงพลังงานแสงอาทิตย์มักจะตั้งให้หันไปทางทิศใต้เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด แต่ความคดเคี้ยวของลำคลองอาจทำให้การติดตั้งไม่ง่ายอย่างที่คิด นอกจากนี้ น้ำที่มีโอกาสเข้าไปในแผงพลังงานอาจทำให้มีศักยภาพในการผลิตลดลงอีกด้วย
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์เหนือคลอง ซึ่งปัจจุบันความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมยังไม่แน่ชัดนัก เช่น อาจมีการปนเปื้อนของสารเคมีที่ใช้ในการบำรุงรักษาโครงสร้างเหล็กของโรงงาน แต่วิศวกรจาก SSNNL ชี้แจงว่ามีโอกาสปนเปื้อนค่อนข้างต่ำ เพราะคลองดังกล่าวมีการไหลอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้หยุดนิ่ง
ส่วนความกังวลเรื่องความปลอดภัยนั้น วิศวกรบริษัท MEIL ผู้ทำการก่อสร้างอธิบายว่ามีการติดตั้งกล้องวงจรปิด 18 ตัวตลอดความยาวของโรงงาน โดยมีการดูแลตลอด 24 ชั่วโมงจากห้องควบคุม และมีรถสายตรวจที่พร้อมจะดำเนินการหากมีเหตุผิดปกติ
ถอดความจากIndia builds solar plants atop canals to save land, waterโดยMANIPADMA JENAเข้าถึงได้ที่ HTTP://IN.REUTERS.COM/ARTICLE/2015/01/16/INDIA-SOLAR-IDINKBN0KP0ZO20150116
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ บัน คีมูน ได้กล่าวถึงการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์เหนือลำคลองในเมืองวาโดดารา (Vadodara) รัฐคุชราต (Gujarat) ทางตะวันตกของประเทศอินเดีย ว่า “สิ่งที่ผมเห็นมีมากกว่าแผงพลังงานที่สะท้อนประกายแดด แต่นี่คือนาคตของอินเดีย และอนาคตของโลก นับว่าเป็นเทคโนโลยีที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ที่แปลกใหม่ ชาญฉลาด และกล้าที่จะคิดนอกกรอบ”
 

โทรศัพท์เครื่องใหม่ของคุณอาจกำลังสร้างอันตรายให้โลก

อีเมล พิมพ์ PDF
ผลการศึกษาใหม่พบว่าการอัพเกรดโทรศัพท์เครื่องใหม่ๆ  เป็นการเพิ่มจำนวนการสร้างขยะอิเล็กทรอนิคในจำนวนที่มากเกินความจำเป็น เนื่องจากสัญญาโทรศัพท์ส่วนมากถูกออกแบบให้ลูกค้ามีความต้องการที่จะเปลี่ยนเครื่องใหม่ไปเรื่อยๆ มากกว่าการที่จะใช้เครื่องเดิมของตนอยู่ โดยผลการสำรวจนี้แสดงให้เห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการเพิ่มจำนวนขยะในระดับโลกซึ่งกลายมาเป็นข่าวร้ายสำหรับสิ่งแวดล้อม จากการศึกษาของมหาวิทยาลัย Surrey ในประเทศอังกฤษนั่นเอง
"การเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์บ่อยเกินความจำเป็นไม่ได้หมายความว่าโทรศัพท์เครื่องเก่าของคุณจะถูกนำไปรีไซเคิล แต่มันกลับกลายเป็นว่ามันอาจจะไปจบอยู่บนกองขยะก็เป็นได้ ซึ่งนั่นจะนำไปสู่การสูญเสียทรัพยากรอันมีคุณค่าไปโดยเปล่าประโยชน์ก็เป็นได้" Dr. James Suckling หัวหน้างานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Surrey ระบุ
โดยกลุ่มผู้วิจัยมีข้อสังเกตถึงวงจรชีวิตของโทรศัพท์มือถือแล้วพบว่า มีโทรศัพท์ที่ไม่ได้มีการใช้งานกว่า 85 ล้านเครื่อง ซึ่งหากแยกส่วนที่มีส่วนผสมของทองออกมาจะมีมูลค่ากว่า 170 ล้านเหรียญ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลแค่เพียงในอังกฤษเท่านั้น ไม่ใช่แค่ทอง แต่ยังมีส่วนประกอบที่มีค่าอีกมากมายในการประกอบขึ้นมาเป็นโทรศัพท์ เช่น ทองแดง เงิน แคดเมียม ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ด้วยการประกอบขึ้นมาเป็นโทรศัพท์เครื่องใหม่อีกครั้งหากนำโทรศัพท์รุ่นเก่าๆ มารีไซเคิล
แต่เนื่องจากองค์ประกอบเหล่านี้ ลองคิดภาพตามกับโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ผอมบาง และเป็นมันเงาสะท้อนความหรูหรา ไม่ว่าจะจากค่ายไหน ทั้งแอปเปิ้ล ไอโฟน หรือกูเกิ้ล เมื่อมีการเปิดตัวใหม่ เท่านั้นล่ะ สัญชาตญาณความอยากได้ของเราๆ ก็เริ่มทำงานทันที โดยบรรดาผู้ให้บริการเครือข่ายทั้งหลายต่างก็พร้อมใจกันออกโปรโมชั่นซึ่งเป็นเหมือนเครื่องผูกมัดเราเอาไว้กับโทรศัพท์เครื่องนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็น 12 เดือน 18 หรือ 24 เดือน ไม่ใช่แค่ผู้ให้บริการเครือข่ายที่พร้อมใจกันออกโปรโมชั่น แต่บ่อยครั้งที่โปรโมชั่นเหล่านี้สร้างขึ้นโดยค่าโทรศัพท์เองที่ส่งผลให้เกิดการนำเครื่องเก่ามาเทิร์นเครื่องใหม่ ถึงแม้เครื่องเก่าจะยังไม่ได้ล้าสมัยหรือเก่าคร่ำครึมากก็ตาม ฉะนั้นแล้ว เมื่อเราได้เครื่องใหม่มาก็ย่อมต้องโยนเครื่องเก่าลงในลิ้นชัก หรือเก็บไว้เป็นเครื่องสำรอง จนกระทั่งโทรศัพท์รุ่นใหม่ออกมาพร้อมๆ กับโปรโมชั่นล่อตาล่อใจจะกลับมาเป็นวงจรใหม่โคจรเช่นนี้ไปเรื่อยๆ กว่าจะคิดออก โทรศัพท์เครื่องเก่าของเราก็เก่าเกินกว่าจะขายแล้ว ขณะเดียวกันเราการนำเอากลับมารีไซเคิลก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ยากเกินไป อย่างที่พบว่ามีโทรศัพท์มือถือเพียง 8% ในอเมริกาที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ ดังนั้นบรรดาโทรศัพท์เก่าๆ จึงถูกโยนทิ้งลงถังขยะ เช่นเดียวกันกับวัสดุมีค่าอันเป็นส่วนประกอบภายในเครื่องนั่นเอง เป็นผลให้ต้องมีการขุดแร่เพื่อนำมาเป็นวัสดุประกอบเครื่องมือสื่อสารเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
การเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์อาจเกิดขึ้นด้วยหลายเหตุผล อาจจะเพราะต้องการเครื่องรุ่นใหม่ล่าสุด หรืออาจจะทำเครื่องเก่าพัง หาย เป็นต้น แต่ล่าสุดกลับพบว่าโปรโมชั่นของผู้ให้บริการเครือข่ายสัญญาณหรือจากค่ายโทรศัพท์เองมีผลอย่างมากในการเพิ่มขึ้นของการเปลี่ยนโทรศัพท์ซึ่งเป็นที่มาของการก่อให้เกิดขยะอิเล็กทรอนิคส์นั่นเอง
"สิ่งที่ทำให้การเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์ใหม่ทำง่ายกว่านำเครื่องเก่ามารีไซเคิลคือการที่ผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการเครือข่ายมีข้อเสนอให้การอัพเกรดโทรศัพท์สามารถทำได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายมากกว่าการให้ใช้เครื่องเดิมในสัญญาค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า กลับกลายเป็นว่าพวกเขาต้องจ่ายรายเดือนเพิ่มขึ้นแม้จะไม่ต้องเสียค่าเปลี่ยนเครื่องใหม่ก็ตาม ขณะเดียวกันก็ไม่มีแรงจูงใจมากพอในการนำเครื่องเก่ามาเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล" Dr. James Suckling แสดงความเห็น
การขาดซึ่งแรงจูงใจหรือแรงกระตุ้นที่จะนำไปสู่การรีไซเคิลโทรศัพท์มือถือ ท้ายที่สุดแล้วจะนำมาสู่การที่โทรศัพท์ก็คงหนีไม่พ้นต้องไปนอนในกองขยะ ขณะที่ขยะอิเล็กทรอนิคส์ได้รับการเก็บกวาดให้สะอาดเพียงแค่ 2% เท่านั้นจากกองขยะทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลให้กว่า 70% ของพื้นที่โดยรวมในอเมริกาปนเปื้อนของเสียที่เกิดจากสารพิษ
โดย Dr. Suckling ระบุว่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า "มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดสารพิษรั่วไหลไปสู่สภาวะแวดล้อม ที่จะนำปัญหาไปสู่ทั้งธรรมชาติและผู้คนที่สัมผัสกับสารพิษเหล่านั้น"
ถ้าหากเรานำโทรศัพท์กว่า 1 ล้านเครื่องแยกชิ้นส่วนออกมาได้ จะทำได้ได้ชิ้นส่วนที่มีค่าคร่าวๆ คิดตามน้ำหนักคือ ทองแดง 35,274 ปอนด์ เงิน 772 ปอนด์ ทอง 75 ปอนด์ และแพดลาเดียม 33 ปอนด์ แต่เรากลับนำโทรศัพท์มารีไซเคิลเพียงแค่ 8% เท่านั้น โดยในแต่ละปี อเมริกาได้ทิ้งชิ้นส่วนที่เป็นทั้งเงินและทอง คิดเป็นราคาคร่าวๆ กว่า 60 ล้านเหรียญสหรัฐไปโดยเปล่าประโยชน์ และในอังกฤษเองก็ได้โยนชิ้นส่วนที่ทำจากทองไปกว่า สี่ตัน คิดเป็นเงินราวๆ 85 ล้านเหรียญ
"ในการขุดเจาะธาตุต่างๆ เพื่อนำมาแปรรูปเป็นชิ้นส่วนอุปกรณ์ในการประดิษฐ์โทรศัพท์ล้วนมีค่าใช้จ่าย และต้องสูญเสียทรัพยากรพลังงานและน้ำที่สำคัญ หากปราศจากการนำเอาชิ้นส่วนโทรศัพท์ที่ไม่ใช้แล้วแต่ยังสามารถนำมารีไซเคิลได้ จะเป็นการเพิ่มจำนวนการสร้างก๊าซเรือนกระจกซึ่งจะปลดปล่อยออกมาในแต่ละขั้นตอนของการประกอบโทรศัพท์มือถืออีกด้วย"
และนอกจากนั้น จากการศึกษายังพบว่ามีก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ถูกปลดปล่อยออกมาจากกระบวนการการผลิตโทรศัพท์มือถืออีกว่า 84,000 ตันอีกด้วย
ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหา Dr. James Suckling ผู้วิจัยจึงได้เสนอให้ อันดับแรก ทางบริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์ควรจะมีโครงการ "Take-back clause" หรือการนำเอาเครื่องเก่ามาคืนให้กับบริษัทผลิตโทรศัพท์ของตนเองในกรณีสำหรับการชดเชยกรณีใดๆ ก็ตาม หากไม่ได้ใช้แล้ว ทางบริษัทควรมีกิจกรรม โครงการ หรือโปรโมชั่นใดๆก็ตามที่จะนำเอาโทรศัพท์ที่ไม่ใช้แล้วกลับคืนมาโรงงานเพื่อทำการรีไซเคิล อันดับต่อมา คือการพัฒนาโทรศัพท์ให้มีขนาดที่เบาบาง หรือใช้วัสดุในการผลิตน้อยลง เพื่อประหยัดทรัพยากรต้นทุนในการผลิตนั่นเอง
ฉะนั้น การจะเปลี่ยนโทรศัพท์เครื่องใหม่ในแต่ละครั้ง จึงไม่ใช่เพียงเพื่อตอบสนองความต้องการชั่วครู่ชั่วยาม เพราะรูปลักษณ์ความงามภายนอก หรือเพราะค่าโปรโมชั่นที่ล่อตาล่อใจ แต่ควรพิจารณาความจำเป็นให้ดี ก่อนที่จะหย่อนโทรศัพท์ที่ยังใช้งานได้กลับไปสู่ก้นลิ้นชัก หรือไปวางบนกองขยะ กลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิคส์ที่ยากต่อการกำจัดนั่นเอง
จากการศึกษาของมหาวิทยาลัย Surrey ในประเทศอังกฤษนั่นเอง พบว่าการเปลี่ยนโทรศัพท์เครื่องใหม่เรื่อยๆ โดยไม่จำเป็น จะเป็นการเพิ่มจำนวนการสร้างขยะอิเล็กทรอนิคให้เพิ่มมากขึ้นในธรรมชาติ สาเหตุหลักมาจากสัญญาผูกมัดโทรศัพท์ส่วนมากถูกออกแบบให้ลูกค้ามีความต้องการที่จะเปลี่ยนเครื่องใหม่ไปเรื่อยๆ มากกว่าการที่จะใช้เครื่องเดิมของตนอยู่นั่นเอง
 

มลภาวะจากถ่านหิน กับการตายก่อนวัยอันควร

อีเมล พิมพ์ PDF
ในปี พ.ศ. 2554 มลภาวะจากโรงไฟฟ้าถ่านหินประเทศจีน เป็นสาเหตุให้ประชาชนกว่า 250,000 คนเสียชีวิตก่อนวัยอันควรรวมถึงส่งผลเสียต่อสุขภาพของเด็กชาวจีนนับล้านคน อ้างอิงจากงานวิจัยชิ้นล่าสุด
การศึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านมลภาวะทางอากาศ ประเทศสหรัฐอเมริกา สนับสนุนโดย Greenpeace สรุปผลว่า พื้นที่ทางตอนเหนือและตะวันออกของประเทศจีน ประสบปัญหาสภาวะมลพิษทางอากาศขั้นรุนแรงเมื่อปลายปี พ.ศ. 2556
เมืองใหญ่ฝั่งตะวันออกอย่างเซียงไฮ้ ประสบปัญหามลภาวะที่เกินกว่าดัชนีค่าอันตราย ทำให้โรงเรียนหลายแห่งหยุดเรียน และสายการบินหลายแห่งงดการบินหรือเปลี่ยนเส้นทาง พร้อมกับยอดขายเครื่องกรองอากาศและหน้ากากอนามัยได้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว และมีผู้ค้าปลีกหลายรายที่สินค้าเหล่านี้หมดคลังเนื่องจากประชาชนต้องการป้องกันตนเองจากหมอกควันพิษ ในมณฑลเจียงซู และเจ้อเจียง ทัศนวิสัยการมองเห็นลดต่ำเหลือไม่เกิน 50 เมตร ในขณะที่เมืองนานกิง มีประกาศเตือนภาวะวิกฤติมลพิษในอากาศต่อเนื่องกัน 5 วัน
นักวิเคราะห์ได้ทำการทดสอบสารเคมีที่เกิดจากการเผาไหม้ถ่านหินในอากาศ และพบว่ามีประชากรหลายรายได้รับผลกระทบทางสุขภาพ โดยมีการประมาณการว่า การเผาถ่านหินในประเทศจีนส่งผลต่อชีวิตประชากรกว่า  260,000 คนในปี พ.ศ. 2554 ในปีเดียวกันนี้เอง ที่มลภาวะจากถ่านหินทำให้เด็ก 320,000 คน และผู้ใหญ่ 61,000 คนต้องทนทุกข์จากโรคหืด ทารก 36,000 คน เกิดมาพร้อมน้ำหนักตัวที่ต่ำกว่าเกณฑ์ นำไปสู่การเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลรวม 340,000 ครั้ง และวันลาป่วย 141 ล้านวัน
“การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อสุขภาพของการใช้ถ่านหินในประเทศจีนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน” Dr. Andrew Grey ผู้เชี่ยวชาญด้านมลภาวะทางอากาศ ผู้นำการวิจัยกล่าว การศึกษาวิจัยครั้งนี้ใช้แบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ แสดงให้เห็น “แผนที่ที่ชัดเจน สืบสาวต้นตอผลกระทบต่อสุขภาพที่เกิดขึ้นจากถ่านหิน จากโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วประเทศจีน เชื่อมโยงให้เห็นถึงการก่อมลภาวะของบริษัท มณฑล และโรงไฟฟ้า ที่นำไปสู่วิกฤติการณ์มลภาวะทางอากาศทั่วประเทศจีน”
วิกฤติการณ์มลภาวะทางอากาศในประเทศจีนได้กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งทั่วโลก Isabel Hilton บรรณาธิการเว็บไซต์ China Dialogue ที่เผยแพร่ข้อมูลและข้อถกเถียงเรื่องสิ่งแวดล้อมในประเทศจีนกล่าวว่า ถ่านหินเป็นสาเหตุหลักของมลภาวะทางอากาศในประเทศจีน การเผาถ่านหินในจีน “ผลิตโลหะหนักซึ่งเป็นสารพิษ รวมถึงฝุ่นละอองในระดับที่น่าตกใจ”
ประเทศจีนได้กลายเป็นผู้บริโภคถ่านหินอันดับหนึ่งในโลก คิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของถ่านหินที่ใช้ในโลก ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานหลักของประเทศจีน ผลกระทบจากการพึ่งพิงถ่านหินนั้นเริ่มปรากฎให้เห็นอย่างชัดเจน และมีการพูดคุยในโลกกออนไลน์หลังจากที่มีเด็กหญิงอายุ 8 ปีเป็นมะเร็งปอด ซึ่งแพทย์วินิจฉัยว่ามีสาเหตุจากมลภาวะในอากาศ
จากการศึกษาของ Andrew Grey พบว่าในขณะที่การเติบโตของการบริโภคถ่านหินนั้นลดลง แต่กลับมีโรงไฟฟ้าถ่านหินราว 570 โรงที่กำลังก่อสร้างหรืออยู่ระหว่างการวางแผน ซึ่งหากจีนยังเดินหน้าในเส้นทางนี้ต่อไป จะนำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรอีกราว 32,000 คนต่อปี
ในเดือนกันยายน ปี พ.ศ. 2556 รัฐบาลจีนประกาศแผนการรับมือมลภาวะทางอากาศ โดยมีมาตรการลดการอุปโภคถ่านหินเป็นครั้งแรก ภายใต้แผนดังกล่าว จีนตั้งเป้าที่จะลดมลภาวะในพื้นที่ที่มีสภาวะวิกฤติ เช่น กรุงปักกิ่ง ภายในปี พ.ศ.2560
Isabel Hilton กล่าวว่า ปริมาณการลดใช้ถ่านหินตามแผนนั้นไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้น “ยิ่งนาน ก็จะยิ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ยาก และมีแนวโน้มจะเกิดสิ่งที่รุนแรงกว่านี้รัฐบาลจีนเริ่มถูกบีบบังคับให้แสดงข้อมูลอย่างโปร่งใสมากขึ้น แต่ฉันคิดว่าเราจะต้องสร้างความตระหนักให้มากกว่านี้” เธอกล่าว
ถอดความจาก China’s coal emissions responsible for ‘quarter of a million premature deaths’ โดย Jennifer Duggan
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
ถ่านหิน ถ่านหินสะอาดในปี พ.ศ. 2554 มลภาวะจากโรงไฟฟ้าถ่านหินประเทศจีน เป็นสาเหตุให้ประชาชนกว่า 250,000 คนเสียชีวิตก่อนวัยอันควรรวมถึงส่งผลเสียต่อสุขภาพของเด็กชาวจีนนับล้านคน อ้างอิงจากงานวิจัยชิ้นล่าสุด

การศึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านมลภาวะทางอากาศ ประเทศสหรัฐอเมริกา สนับสนุนโดย Greenpeace สรุปผลว่า พื้นที่ทางตอนเหนือและตะวันออกของประเทศจีน ประสบปัญหาสภาวะมลพิษทางอากาศขั้นรุนแรงเมื่อปลายปี พ.ศ. 2556
 

ถกประเด็นหม้อข้าวหม้อแกงลิงสายพันธุ์เดียวในโลก จะยังคงอยู่หรือไม่

อีเมล พิมพ์ PDF
จากกรณีต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงสายพันธ์ Nepenthes suratensis ซึ่งเป็นไม้เฉพาะถิ่นสายพันธ์เดียวในโลกที่มีแหล่งอาศัยอยู่ในประเทศไทย ที่อำเภอกาจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฏร์ธานี ซึ่งได้ถูกค้นพบอยู่ในพื้นที่ของกรมราชทัณฑ์ที่กำลังมีโครงการก่อสร้างเรือนจำแห่งใหม่ และอาจจะส่งผลกระทบให้ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงสายพันธ์นี้สูญพันธุ์ไปจากโลกทันที
ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา ตัวแทนจากมูลนิธิโลกสีเขียว มูลนิธิสืบนาคะเสถียร สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย และกลุ่ม Siamensis ได้เข้าพบอธิบดีกรมราชทัณฑ์และทีมงาน เพื่อเข้าหารือพร้อมยื่นเอกสารในประเด็นนี้ ทั้งนี้เพื่อขอเลื่อนระยะเวลาในการก่อสร้างเรือนจำจากเดิมที่จะเริ่มต้นก่อสร้างภายในเดือนนี้ออกไปเป็นช่วงเดือนสิงหาคม เพื่อเพิ่มระยะเวลาในมาตรการอนุรักษ์ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงสายพันธุ์นี้ให้เป็นไปอย่างสมบูรณ์
ทั้งนี่จากการหารือแม้บรรยากาศจะเป็นไปด้วยดี แต่ก็ยังมีบางประเด็นที่ข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายยังไม่ตรงกัน ทางทีมงานที่เข้าพบจึงขอลงพื้นที่เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมในวันเสาร์ที่จะถึงนี้เพื่อหาบทสรุปต่อไป
หม้อข้าวหม้อแกงลิงจากกรณีต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงสายพันธ์ Nepenthes suratensis ซึ่งเป็นไม้เฉพาะถิ่นสายพันธ์เดียวในโลกที่มีแหล่งอาศัยอยู่ในประเทศไทย ที่อำเภอกาจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฏร์ธานี ซึ่งได้ถูกค้นพบอยู่ในพื้นที่ของกรมราชทัณฑ์ที่กำลังมีโครงการก่อสร้างเรือนจำแห่งใหม่ และอาจจะส่งผลกระทบให้ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงสายพันธ์นี้สูญพันธุ์ไปจากโลกทันที
 

'ชาวฮ่องกง' สนับสนุนให้แบนการค้างาช้าง

อีเมล พิมพ์ PDF
ชาวฮ่องกงส่วนใหญ่สนับสนุนไม่ให้มีการค้าผลิตภัณฑ์หรือสินค้าใดๆที่ทำจากงาช้าง
โดยจากการสำรวจระบุว่ากว่า 76% ของประชากรในเกาะฮ่องกงสนับสนุนให้มีการค้าสิ่งของที่ทำจากงาช้างอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันในฮ่องกงมีการควบคุมให้ถูกระเบียบน้อยมาก ขณะที่ในกลุ่มที่สนับสนุนนั้นแบ่งออกเป็น 55% อยู่ในกลุ่ม "สนับสนุนอย่างมาก" ขณะที่ 21% จัดอยู่ในกลุ่ม "ค่อนข้างสนับสนุน" แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อรวมกันแล้วกลุ่มคนเหล่านี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้สนับสนุนต่อต้านการค้าสินค้าจากงาช้างนั่นเอง นอกจากนี้ 3 ใน 4 ของกลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยว่าทางรัฐบาลฮ่องกงควรจะเลิกการรับแจ้งใบอนุญาตครอบครองงาช้างใหม่ๆ ได้แล้ว
นอกจากนั้น ผลการสำรวจ ยังพบว่า
84% ของกลุ่มตัวอย่างทราบว่างาช้างการส่งออกหรือนำเข้างาช้างจ้างฮ่องกงแบบที่ไม่มีใบอนุญาตเป็นการกระทำที่ผิกฎหมาย
71% ทราบว่าช้างต้องถูกตายจากการล่าเพื่อเอางา
เพียง 34% เท่านั้นที่ทราบว่าช้างแอฟริกันในธรรมชาติใกล้จะสูญพันธ์ในไม่ช้านี้หากอัตราการล่ายังคงอยู่ในระดับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
เพียง 26% ที่ทราบว่ากระบวนการการค้างาช้างเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายและองค์กรก่ออาชญากรรม
โดย Alex Hofford เจ้าหน้าที่ WildAid ฮ่องกง ได้กล่าวเกี่ยวกับกระบวนการก่อการร้ายที่เชื่อมโยงกับการล่าช้างไว้ว่า "เงินที่ใช้จ่ายสำหรับการค้างาช้างในฮ่องกงเป็นอีกแหล่งเงินทุนหนึ่งขององค์กรก่ออาชญากรรมที่ยิ่งทำให้มีการล่าช้างมีมากยิ่งขึ้น และมีเพียง ประชากร 1 ใน 4 ของฮ่องกงเท่านั้นที่ตระหนักถึงความจริงข้อนี้ ปัญหาการค้าสัตว์ป่ากลายมาเป็นปัญหาลำดับสี่ของโลกต่อจากปัญหาการฟอกเงิน ปัญหาสิ่งเสพติด และปัญหาสินค้าลอกเลียนแบบ แต่ดูเหมือนว่าทางฮ่องกงจะไม่ค่อยสนใจประเด็นนี้สักเท่าไรนัก โดยการฟอกเงินจากการค้างาช้างอย่างผิดกฎหมายในฮ่องกงนี้ก็จะย้อนกลับไปสู่แหล่งเงินทุนของสงครามกลางเมือง กลุ่มนักรบผู้ก่อการร้าย เช่น โบโกฮาราม และกลุ่มอัลชาบับ ในแอฟริกา เป็นต้น"
*การสำรวจครั้งนี้เกิดขึ้นในประชากรกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 1,201 คน ทำการเก็บข้อมูลโดยนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการมอบหมายจาก WildAid และมูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสัตว์ป่าแอฟริกัน (Save the Elephant and African Wildlife Foundation)
"งาช้างที่มีอยู่ในคลังสินค้าในฮ่องกงส่วนมากจะได้มาจากการล่าช้างในช่วงทศวรรษ 1970 - 1980 ก่อนที่จะมีการแบนการค้าระหว่างประเทศเกิดขึ้น โดยในคลังสินค้าจากงาช้างนั้นกลับไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด การปกปิดการกระทำผิดในการฟอกเงินจากการค้างาช้างจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายขึ้น" ปีเตอร์ ไนท์ ซีอีโอ WildAid กล่าว "ผู้ค้ามีเวลาถึง 26 ปีในการสะสางสต็อคสินค้า มันจึงถึงเวลาแล้วที่จะปิดโอกาสการล่าให้หมดลงเสียที"
Dr. Quat ได้วิเคราะห์ถึงผลการสำรวจว่า "ประชาชนชาวฮ่องกงได้พูดไปหมดแล้วจากผลการสำรวจ ที่ระบุอย่างชัดเจนว่าต้องการให้รัฐบาลแบนการค้าขายที่ไม่ใช่เพียงการหากินบนเศษซากความตายของสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธ์อย่างช้างกว่าพันชีวิต แต่ยังเป็นการคุกคามความสัมพันธ์ด้านธุรกิจอันมั่งคั่งระหว่างจีนกับแอฟริกาอีกด้วย"
"ในช่วงการประชุมประสภาแห่งชาติเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้รับหน้าที่ในการยื่นหนังสือในการแสดงจุดยืนในการต่อต้านการอนุมัติให้มีการค้างาช้างอย่างถูกกฎหมายในจีน ซึ่งในตอนนี้ข้อเสนอนั้นได้รับไว้พิจารณาแล้ว และตอนนี้เราก็จะก้าวไปอีกขั้นด้วยการสนับสนุนให้มีการลอบบี้รัฐบาลฮ่องกงไม่ให้สนับสนุนการค้างาช้างในประเทศของเราเช่นกัน โดยการค้างาช้างอย่างถูกกฎหมายในฮ่องกงนั้นมีแต่จะทำให้สถานการการล่าสัตว์ป่าในแอฟริกาแย่ลง และยังเป็นการคุกคามความน่าเชื่อถือในสายตาต่างชาติของประเทศจีนอีกด้วย ฉะนั้น จึงต้องมีการดำเนินการให้เร็วที่สุด" Chan Yung สมาชิกสภาแห่งชาติสาธารณะรัฐประชาชนจีน แสดงความเห็นถึงสถานการณ์การค้างาช้างในประเทศจีนและฮ่องกง
ไม่ใช่เพียงรัฐบาลหรือประชาชนฮ่องกงเท่านั้นที่ควรจะตระหนักถึงปัญหาการค้างาช้างที่จะส่งผลให้อัตราการล่าช้างเพิ่มขึ้นตามความต้องการไปด้วย แต่ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาระดับโลกที่ทุกคนควรให้ความสนใจและหันมาให้ความร่วมมืออย่างจริงจังในการเลิกใช้ผลิตภัณฑ์จากงาช้าง เมื่อความต้องการลดลง อัตราการล่าก็จะลดลงตามไปด้วย ไม่ใช่แค่อนาคตของช้างแอฟริกาจะดีขึ้นเท่านั้น ช้างไทยก็เช่นเดียวกัน
โดยจากการสำรวจระบุว่ากว่า 76% ของประชากรในเกาะฮ่องกงสนับสนุนให้มีการค้าสิ่งของที่ทำจากงาช้างอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันในฮ่องกงมีการควบคุมให้ถูกระเบียบน้อยมาก ขณะที่ในกลุ่มที่สนับสนุนนั้นแบ่งออกเป็น 55% อยู่ในกลุ่ม "สนับสนุนอย่างมาก" ขณะที่ 21% จัดอยู่ในกลุ่ม "ค่อนข้างสนับสนุน" แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อรวมกันแล้วกลุ่มคนเหล่านี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้สนับสนุนต่อต้านการค้าสินค้าจากงาช้างนั่นเอง
 

THE LAST 50 ผลักดันวาฬบรูด้าให้เป็นสัตว์ป่าสงวนลำดับที่ 16

อีเมล พิมพ์ PDF
“THE LAST 50” ผลักดันวาฬบรูด้าให้เป็นสัตว์ป่าสงวนลำดับที่ 16
จากเฟซบุ๊ค ดร.ธรณ์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ (ThonThamrongnawasawat)  สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์เนื้อหาถึงเรื่องการผลักดันวาฬบรูด้าให้เป็นสัตว์ป่าสงวนลำดับที่ 16 เนื่องด้วยวาฬบลูด้าซึ่งเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศได้มีจำนวนลดลงจนเหลือเพียง 50 ตัวสุดท้ายเพียงเท่านั้น ทั้งนี้ยังเป็นการเปิดประเด็นเพื่อให้สอดคล้องกับวันทะเลโลกในวันที่ 8 มิถุนายนนี้ด้วย
ข้อความจากเฟซบุ๊ค ดร.ธรณ์
“ถึงเวลาเปิดประเด็นใหม่รับวันทะเลโลก (8 มิถุนายน) เชิญชวนเพื่อนธรณ์ร่วมแคมเปญ THE LAST 50 ผลักดันวาฬบรูด้าให้เป็นสัตว์ป่าสงวน #50ตัวสุดท้าย #ช่วยชีวิตสัตว์ใหญ่ที่สุดในประเทศ
ทุกคนรู้จักวาฬบรูด้า พวกเธอคือศักดิ์ศรีของอ่าวไทย คือทรัพยากรท่องเที่ยวที่มีชีวิต แต่มีใครรู้บ้างว่า...
- วาฬบรูด้าเป็นสัตว์ทะเลชนิดเดียวที่สมเด็จพระเทพฯ พระราชทานชื่อ (สายสมุทรและสมสมุทร)
- วาฬบรูด้าที่มีถิ่นฐานในอ่าวไทยเหลือเพียง 50 ตัว จำนวนน้อยกว่าพะยูนในไทย 4 เท่า (200 ตัว) แต่พะยูนคือสัตว์สงวนลำดับ 15
- วาฬบรูด้าหากินในอ่าวไทยจนเกือบถึงฝั่ง ทำให้กรุงเทพเป็นเมืองหลวงแห่งเดียวที่มีสัตว์ใหญ่ที่สุดในโลกมาอวดโฉมกินปลาในระยะใกล้ถึงเพียงนี้
- ต่างจากสัตว์ป่าหายากบนบก ไม่มีใครเพาะเลี้ยงวาฬบรูด้าได้ อนาคตของวาฬบรูด้าจึงขึ้นกับถิ่นฐานในธรรมชาติเท่านั้น
- ไม่มีสัตว์ชนิดใดในประเทศไทย ที่มีจำนวนน้อยระดับนี้ แต่ก่อให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวกระจายไปสู่ชาวบ้าน สร้างความตื่นตาให้ผู้คนจากทั่วสารทิศ ได้มากมายขนาดนี้
- มีการศึกษามากมาย ทั้งจากกรมทรัพยากรทางทะเล ทั้งจากเครือข่ายผู้คนที่ช่วยกัน สิ่งเหล่านั้นช่วยปลูกจิตสำนึกให้ผู้คนหลากหลาย ทว่า..พอหรือ..ทันหรือ ต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับวาฬที่เหลือเพียง #50ตัว
- ปัจจุบัน เริ่มมีโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพวกเธอ ทั้งหมดล้วนมีคำว่า "อย่างยั่งยืน" ตามท้าย แต่จะมั่นใจได้อย่างไรว่า "ยั่งยืน" เราจะมีโอกาสลองผิดลองถูกกี่ครั้งกับ #50ตัว”
แนวคิด "สัตว์ป่าสงวนลำดับที่ 16" เกิดขึ้นในอนุทะเล สปช. พร้อมกับปฏิรูปอุทยานทางทะเลและปะการังกับมาตรา22 แต่เราจะทำอะไรต้องมั่นใจ จึงต้องขอกรมทะเลมาชี้แจง ต้องพูดคุยกับผู้หลักผู้ใหญ่ใจดี จนเมื่อทุกอย่างถึงเวลา อาศัยดีเดย์วันทะเลโลก 8 มิถุนายน ผมจึงนำเรื่องนี้มาขอแรงเพื่อนธรณ์
หากวาฬบรูด้าเป็นสัตว์ป่าสงวน จะยกระดับความสำคัญขึ้นมา ทำให้การอนุรักษ์มีพลังมากขึ้น ใครต่อใครจะระมัดระวังในการดูแลรักษาหรือการพัฒนาใดๆ
หากวาฬบรูด้าเป็นสัตว์ป่าสงวน จะช่วยให้เกิดการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ผู้ประกอบการที่ทำดี จะได้รับประโยชน์ นักท่องเที่ยวที่น่ารัก จะมีความสุขยิ่งขึ้น
หากวาฬบรูด้าเป็นสัตว์ป่าสงวน จะช่วยให้คนสมุทรสาครสมุทรสงคราม คนเพชรบุรีคนประจวบ ไม่เว้นแม้แต่คนกรุงเทพ ภูมิอกภูมิใจมากยิ่งขึ้น...มาก และคนร่วม 10 ล้าน จะมี "สัตว์อันเป็นเอกลักษณ์" ไม่ต่างอะไรกับคนตรังที่ภูมิใจในพะยูน
หาก...หาก...หาก ยังมีอีกหลายต่อหลายหาก แต่ผมขอเริ่มต้นด้วยข้อมูลประมาณนี้เพื่อเปิดประเด็น THE LAST 50 หากเห็นด้วยชอบใจ รบกวนไลค์และแชร์กันไป ผมมั่นใจว่าประเด็นนี้เข้าตาเพื่อนธรณ์แน่ครับ
หมายเหตุ แน่นอนว่าเราต้องพยายามในการดูแลรักษาพะยูนกับสัตว์ทะเลหายากชนิดอื่นๆ แต่การรักษาต้องการงบประมาณและความสนใจจากผู้คน และสัตว์ป่าสงวนที่ชื่อวาฬบรูด้า จะมีความสำคัญมากมายกว่าวาฬบรูด้าเฉยๆ ครับ”
ทั้งนี้ ดร. ธรณ์ยัง โพสต์ข้อมูลเพิ่มเติมถึงขั้นตอนในการนำเสนอ และข้อมูลที่น่าสนใจของวาฬบรูด้าจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งดังนี้
ขั้นตอนของการนำเสนอ
สภาปฏิรูปแห่งชาติ รับฟังความคิดเห็นเรื่องสัตว์ทะเลหายาก ก่อนทำงานร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อร่างมาตรการต่างๆ โดยสังเขปและผลักดันให้เกิดกระแส ตลอดจนนำเสนอแนวคิดกับท่านรัฐมนตรีและท่านปลัดกระทรวงเกษตรฯ (เราผ่านขั้นตอนนี้ไปแล้วครับ)
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งรวบรวมข้อมูล (มีมากแล้ว) ทำเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน มีหน่วยงานหลายหน่วยร่วม โดยเฉพาะกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นเลขานุการของคณะนี้ (เรากำลังอยู่ขั้นตอนแรกของส่วนนี้ นั่นคือการรวบรวมข้อมูล)
หากคณะกรรมการฯ เห็นชอบ จะจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกา เสนอคณะรัฐมนตรีหากครม.เห็นชอบ จะส่งให้กฤษฎีกาพิจารณา ร่างพระราชกฤษฎีกาหากไม่ติดขัดประเด็นอะไร สามารถออกพระราชกฤษฎีกา เพิ่มเติมบัญชีแนบท้ายของสัตว์สงวน
ข้อมูลทั่วไปจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
ในประเทศไทยพบวาฬในกลุ่ม Bryde’s whale complex ทั้งหมด 2 ชนิด คือ Bryde’s whale (B. edeni) และ Omura’s whale (B. omurai) และพบวาฬทั้งสองชนิดนี้ได้ทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย
วาฬบรูด้า ขนาดโตเต็มที่มีความยาว 14 – 15 ม. หนัก 12-20 ตัน (บางตำราสูงถึง 30 ตัน) เพศเมียใหญ่กว่าเพศผู้เล็กน้อย ลูกแรกเกิดยาว 3.4-4 ม. และหนัก 500-900 กก. วัยเจริญพันธุ์ 8-13 ปี ให้ลูกครั้งละ 1 ตัว ทุก 2 ปี ตั้งท้องนาน 11-12 เดือน หย่านมเมื่ออายุ 6 เดือน
วาฬบรูด้าอายุยืนประมาณ 50 ปี (เอกสารบางฉบับบันทึกอายุสูงสุด 72 ปี) ลำตัวสีเทาดำ ท้องสีอ่อน หรือชมพู ขากรรไกรล่างสีเทา รูปร่างค่อนข้างเพรียว จุดเด่นที่ใช้แยกวาฬบรูด้าออกจากชนิดอื่นคือ ส่วนหัวมีแนวสันนูน 3 สัน (3 Parallel ridges) มีรูหายใจ 2 รู (Double blow holes) มีร่องใต้คาง (Throat grooves หรือ Ventral pleats) เป็นแนวยาวพ้นแนวสะดือจำนวน 40-70 ร่อง
ซี่กรอง (Baleen plates) สีเทาจำนวน 250-370 คู่ ซี่กรองมีขนาดสั้นและมีความยาวสูงสุดของซี่กรอง 0.4 ม. ครีบหลังอยู่ค่อนไปทางหางเป็นรูปสามเหลี่ยมค่อนข้างตั้งตรงปลาย ปลายครีบแหลม
ปกติเราพบวาฬบรูด้า 1-7 ตัว หรือจับกลุ่มกันหลวมๆ ในแหล่งอาหาร การหายใจจะโผล่ส่วนหัว (Rostrum) และบางทีจะเห็นรอยของร่องปาก ครีบหลัง และส่วนโค้งของหลังก่อนแพนหาง โดยปกติส่วนหางไม่โผล่พ้นน้ำ การพ่นน้ำจะเป็นรูปไข่ สูง 3-4 เมตร
ชาวประมงกล่าวว่า ในช่วงเวลาที่คลื่นสงบและมีฝูงปลาเหยื่อ จะมีโอกาสพบวาฬได้มากในช่วงเวลาหัวน้ำขึ้น (น้ำกำลังขึ้น) เพราะฝูงปลาขนาดเล็กจะรวมฝูงและลอยขึ้นหน้าน้ำ ซึ่งวาฬสามารถว่ายน้ำต้อนกินได้ง่าย แต่ถ้ามีคลื่นลมแรง ปลาขนาดเล็กเหล่านี้จะไม่รวมฝูงกัน
วาฬบรูด้าจะกินปลาที่รวมกันเป็นฝูงแต่ว่ายน้ำไม่เร็วนัก เช่น ปลากะตัก ปลาอกกะแล้ ปลาอีโกย (ปลาหลังเขียวชนิดหนึ่ง) ปลาทูขนาดเล็ก เป็นต้น
ปลาที่รวมฝูงชนิดอื่นในบริเวณอ่าวไทยตอนบน เช่น ปลาหลังเขียว ปลาสีกุน และปลาข้างเหลือง ส่วนใหญ่จะรวมตัวใกล้ปีกโป๊ะ ซึ่งปลาวาฬไม่เข้าไปกินในบริเวณนั้น ส่วนปลาหัวตะกั่วจะรวมฝูงกันในช่วงเวลากลางคืน
ปลาทูจะรวมฝูงกันกลางทะเลหรือห่างชายฝั่งออกไป ปลาวาฬจะกินปลาทูขนาดเล็ก เพราะปลาทูขนาดเล็กจะว่ายน้ำช้า ส่วนปลาทูที่มีขนาดใหญ่จะว่ายน้ำเร็วทำให้ปลาวาฬบรูด้าว่ายน้ำไล่กินปลาไม่ทัน
นอกจากนี้ยังพบปลาวาฬกินกุ้งเคยที่มีขนาดใหญ่ในสกุล Acetes spp. เคยชนิดนี้เรียกว่า เคยโกร่ง เคยหยาบ หรือเคยใหญ่ มีขนาดความยาว 7.0-32.9 มม. ชาวประมงเคยพบปลาวาฬเสยกินเคยโกร่งใกล้ ๆ เรือรุนเคย
ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ค ดร.ธรณ์ ธํารงนาวาสวัสดิ์
วาฬบรูด้าจากเฟซบุ๊ค ดร.ธรณ์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ (Thon Thamrongnawasawat)  สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์เนื้อหาเรื่องการผลักดันวาฬบรูด้าให้เป็นสัตว์ป่าสงวนลำดับที่ 16 เนื่องด้วยวาฬบลูด้าซึ่งเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศได้มีจำนวนลดลงจนเหลือเพียง 50 ตัวสุดท้ายเพียงเท่านั้น ทั้งนี้ยังเป็นการเปิดประเด็นเพื่อให้สอดคล้องกับวันทะเลโลกในวันที่ 8 มิถุนายนนี้ด้วย
 

แถลงการณ์วันสิ่งแวดล้อมโลก เครือข่ายชุมชนรักอ่าวปากบารา

อีเมล พิมพ์ PDF

ปากบารา5 มิถุนายน วันสิ่งแวดล้อมโลก เครือข่ายชุมชนรักอ่าวปากบารา ออกแถลงการณ์รับวันสิ่งแวดล้อมโลก

คำแถลงเครือข่ายชุมชนรักอ่าวปากบารา “ขอเป็นหนึ่งใน 7 พันล้านฝัน... 7 พันล้านใจ คิดห่วงใยผืนโลก”

 

คลื่นความร้อนในอินเดียปฐมบทของโลกร้อน ?

อีเมล พิมพ์ PDF

คลื่นความร้อนคลื่นความร้อนรุนแรงที่คุกคามประเทศอินเดียได้คร่าประชาชนชาวอินเดียวกว่า 1,500 ราย เมื่อหนึ่งสัปดาห์เศษที่ผ่านมา หลังจากที่อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นเป็น  47 องศาเซลเซียส

ทางตอนใต้ของกรุง Andhra Pradesh และ Telanganaประเทศอินเดีย เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดในภาคพื้นทวีป โดยมีผู้เสียชีวิตกว่า 1,100 รายจากอาการขาดน้ำและโรคลมแดด หรือฮีทสโตรก

 

ถึงเวลาฝังกลบวาทกรรม ‘ถ่านหินสะอาด’

อีเมล พิมพ์ PDF

ถ่านหินสะอาด

‘ถ่านหินสะอาด’ ถือว่าเป็นคำศัพท์ ‘มลพิษ’ ที่สุดและควรถูกบัญญัติไว้ในพจนานุกรม ‘ฟอกเขียว’[1] ส่วนที่มาของคำว่าถ่านหินสะอาด อาจมาจากอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช (George W Bush) ที่ให้สัญญาว่าจะใช้เงินกว่าร้อยล้านดอลล่าร์สหรัฐเพื่อพัฒนา ‘เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด’ และแน่นอนว่า วาทะดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม แต่ผมเองก็ยังสงสัยว่าต้นตอของคำศัพท์นี้มาจากไหน ใครมีความเห็นเสนอบ้างไหมครับ ?

 

ค้านนิรโทษกรรมเรืออวนรุน-อวนลาก เครื่องมือทำลายล้างทะเลไทย

อีเมล พิมพ์ PDF

บรรจง นะแสสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ชาวประมงพื้นบ้านจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระยอง สมุทรสงคราม สงขลาและเครือข่ายภาคประชาสังคม ร่วมยื่นจดหมายต่อนายกรัฐมนตรีพร้อมเรียกร้องมาตรการการจัดการปัญหาใบเหลืองประมง เนื่องจากมีข้อกังวลหลายประการในแผนการจัดการปัญหาประมงระดับชาติซึ่งยังไม่นำไปสู่การจัดการปัญหาอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม

 

พ.ร.บ. ป่าไม้-สัตว์ป่า เก่า-ใหม่ ใครได้ประโยชน์?

อีเมล พิมพ์ PDF

จากเวทีเสวนาเชิงวิชาการ “แก้ไขกฎหมายป่าไม้-สัตว์ป่าประโยชน์เพื่อใคร?” อ.ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้หยิบยกถึงประเด็นการจัดการเขตในพื้นที่อุทยานและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ใน พ.ร.บ. เดิมและฉบับใหม่ขึ้นมาวิพากษ์ โดยได้เปรียบเทียบถึงข้อแตกต่างของทั้ง 2 ฉบับ ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงและจะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติอย่างไร หากกฎหมายฉบับใหม่นี้บังคับใช้จริง

 

รายงานสถานการณ์ในพื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตช จังหวัดอุดรธานี

อีเมล พิมพ์ PDF
เนื่องจากในวันที่ 26 พ.ค.58 (พรุ่งนี้) กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตช จังหวัดอุดรธานี จะจัดให้มีการประชุมประชาคมเพื่อชี้แจง รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ตั้งคำขอประทานบัตร ใน 2 พื้นที่ ของอำเภอประจักษ์ศิลปาคม ได้แก่ ตำบลห้วยสามพาด และตำบลนาม่วง โดยทั้ง 2 เวทีจะเริ่มขึ้นพร้อมกันในเวลา 09.00 น.-12.00 น.
ตามขั้นตอนคู่มือวิธีปฏิบัติงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่องการให้ความเห็นในการพิจารณาอนุญาตประทานบัตรเหมืองแร่ พ.ศ.2545 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด จะเป็นผู้ส่งเรื่องมายังองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น หรืออบต. เมื่ออบต.ได้รับเรื่องแล้วต้องแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ตั้งคำขอประทานบัตรดำเนินการจัดทำประชุมประชาคม พร้อมส่งรายงานคืนมาอบต.ภายใน 15 วัน ซึ่งหลังจาก อบต.ได้รับรายงานผลการประชาคมจากผู้ใหญ่บ้านแล้ว ขั้นตอนต่อไปสภาอบต.ก็จะต้องเปิดประชุมเพื่อพิจารณาและมีมติต่อโครงการฯ
ทั้งนี้ การประชุมประชาคมโครงการเหมืองแร่โปแตช จังหวัดอุดรธานี และการให้ความเห็นชอบของอบต.ต่อโครงการฯ เป็นกระบวนการหนึ่งในขั้นตอนการขอประทานบัตร ซึ่งเหมืองแร่โปแตชอุดรธานีกินพื้นที่กว่า 26,000 ไร่ ครอบคลุม 5 ตำบล นอกจาก 2 ตำบลที่กล่าวไปแล้ว ยังมีตำบลหนองขอนกว้าง ตำบลโนนสูง และตำบลหนองไผ่ ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอเมืองอุดรธานี โดย 3 ตำบลนี้ได้ดำเนินการทั้งในส่วนของการทำประชาคมและประชุมอบต.เพื่อให้ความเห็นเสร็จแล้ว
อย่างไรก็ดี พื้นที่เหมืองมีจำนวน 26,000 กว่าไร่ ปรากฏว่าเนื้อที่ส่วนใหญ่ คือ 3 ใน 4 จะขุดเจาะทำเหมืองใต้ดิน ผ่านชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้านใน 2 ตำบล ของอำเภอประจักษ์ศิลปาคม คือตำบลห้วยสามพาด และตำบลนาม่วง ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของชาวบ้านที่ออกมาคัดค้านโครงการฯ ในนาม "กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี" ซึ่งเริ่มคัดค้านมาตั้งแต่การออก พ.ร.บ.แร่ ปีพ.ศ. 2545 ที่เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อนายทุนให้มาขุดเอาแร่ใต้ถุนบ้านตัวเอง, ค้านตั้งแต่เจ้าของโครงการสัญชาติแคนาดาจนปัจจุบันขายหุ้นให้บริษัทอิตาเลียนไทย และเมื่อปีพ.ศ.2554 ชาวบ้านในพื้นที่ได้ร่วมกันลงลายชื่อเกือบ 6,000 ราย พร้อมแนบสำเนากรรมสิทธิ์ในที่ดินกว่า 1,500 แปลง ยื่นคัดค้านต่อกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และหน่วยงานเกี่ยวข้องเพื่อคัดค้านโครงการฯ ในขั้นตอนการปิดประกาศเขตเหมือง ตามมาตรา 49 แห่งพ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510
จนมาถึงทุกวันนี้โครงการแร่โปแตชอุดรธานี ยังไม่ได้ดำเนินการทำเหมืองเพราะยังอยู่ในขั้นตอนการขออนุญาตประทานบัตร และมีการคัดค้านของชาวบ้านในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แต่ทว่าเจ้าของโครงการก็มีความคาดหวังสูงว่าจะต้องผ่านให้ได้ภายในรัฐบาลนี้ ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในมือ เหมือนโครงการเหมืองแร่โปแตชอาเซียน อำเภอบำเหน็ญณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ ที่ได้รับใบประทานบัตรไปแล้วเมื่อต้นปี ดังนั้นจึงรีบเร่งผลักดันในทุกขั้นตอน ใช้อำนาจเงิน อำนาจรัฐ กำลังทหาร ตำรวจเข้าประเดประดังหักหาญต่อชาวบ้านในพื้นที่
ด้านชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี เรียกร้องมาโดยตลอด เพื่อให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ แก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนที่เคยยื่นคัดค้านตามขั้นตอนของกฎหมายแร่ และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตรวจสอบการจัดทำประชาคมหมู่บ้านและการให้ความเห็นของสภาอบต.ในพื้นที่ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว โดยเห็นว่ามีหลายประเด็นที่ไม่ถูกต้องตามคู่มือวิธีปฏิบัติฯ ปีพ.ศ.2545 และหลักการของการทำประชาคมหมู่บ้าน (ดู ประเด็นปัญหาของการทำประชาคมหมู่บ้านในโครงการเหมืองแร่โปแตช จังหวัดอุดรธานี)
ลำดับเหตุการณ์
ช่วงเดือนก.พ.58  จังหวัดอุดรธานี มีหนังสือแจ้งให้องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยสามพาดและองค์การบริหารส่วนตำบลนาม่วง ดำเนินการจัดประชุมเพื่อรับฟังการชี้แจงโครงการของหมู่บ้านที่ตั้งคำขอประทานบัตร และนำเข้าประชุมสภาพิจารณาตามคู่มือวิธีปฏิบัติงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปี 2545
ช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย.58 กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการ อุตสาหกรรมจังหวัด และนายอำเภอ เพื่อให้ตรวจสอบการจัดทำประชาคมหมู่บ้านและการประชุมสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ที่ได้ดำเนินการไปแล้วว่าถูกต้องหรือไม่ และในระหว่างนี้ให้ชะลอการจัดประชุมประชาคมหมู่บ้านในพื้นที่ตำบลห้วยสามพาด และตำบลนาม่วงออกไปก่อน
วันที่ 18 พ.ค.58  ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ฯ เข้าพบนายอำเภอประจักษ์ศิลปาคม เพื่อติดตามความคืบหน้ากรณีการจัดทำประชาคมหมู่บ้าน ตามที่ได้ยื่นหนังสือข้อเรียกร้องไปเมื่อช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย.ที่ผ่านมา
วันที่ 19 พ.ค.58  สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี และอำเภอประจักษ์ศิลปาคม มีหนังสือแจ้งให้องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยสามพาด และตำบลนาม่วง ดำเนินการตามคู่มือวิธีปฏิบัติงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปี 2545
โดยแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านจัดประชุมประชาคมหมู่บ้านในพื้นที่คำขอประทานบัตร
วันที่ 21 พ.ค.58  ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่คำขอประทานบัตร ประชุมหารือร่วมกันและตกลงว่าจะจัดประชุมประชาคมในวันที่ 26 พ.ค. เวลาตั้งแต่ 09.00 น.-12.00 น. ที่หอประชุมอบต.ของแต่ละตำบล (จัด 2 เวทีในวันและเวลาเดียวกัน)
วันที่ 23 พ.ค.58  จังหวัดอุดรธานี มีหนังสือเชิญตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ให้เข้าหารือที่ค่ายทหาร มทบ.24 อุดรธานี ในวันที่ 25 พ.ค.ตั้งแต่เวลา 14.00 น.เป็นต้นไป โดยอ้างว่าเพื่อหาแนวทางออกร่วมกันกรณีการจัดประชุมประชาคมโครงการเหมืองแร่โปแตช จังหวัดอุดรธานี
/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/
ศูนย์สื่อชุมชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ศสธ.)  รายงาน
ตู้ปณ. 14 อ.เมือง จ.อุดรธานี  41000
โทรศัพท์ : 081-3696266
อีเมล์ : อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน ; อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
เนื่องจากในวันที่ 26 พ.ค.58 (พรุ่งนี้) กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตช จังหวัดอุดรธานี จะจัดให้มีการประชุมประชาคมเพื่อชี้แจง รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ตั้งคำขอประทานบัตร ใน 2 พื้นที่ ของอำเภอประจักษ์ศิลปาคม ได้แก่ ตำบลห้วยสามพาด และตำบลนาม่วง โดยทั้ง 2 เวทีจะเริ่มขึ้นพร้อมกันในเวลา 09.00 น.-12.00 น.
 
บทความ อื่นๆ ...


page 7 of 18

รับข่าวสาร