• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


เหลียวหลังมองเส้นทางที่ผ่านมาเพื่อแลหน้าสู่อนาคตสัตว์ป่าไทย

อีเมล พิมพ์ PDF
ในงานสัมมนาวิชาการเรื่องสัตว์ป่าเมืองไทยครั้งที่ 35 ภายใต้หัวข้อ “เหลียวหลัง แลหน้า สัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง” ที่จัดขึ้น ณ ห้องประชุมจงรักปรีชานนท์ ตึกวนศาสตร์ 72 ปี คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงความเป็นมาบนเส้นทางการต่อสู้เพื่อสัตว์ป่ามากว่า 40 ปี ของอดีตอธิบดีกรมป่าไม้ คุณ ผ่อง เล่งอี้ จวบจนความเป็นไปเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา โดย ดร. ชวาล ทัพหิกรณ์ อดีตรองอธิบดีกรมป่าไม้ และเรื่องราวในสถานการณ์ปัจจุบันโดย คุณ เตือนใจ นุชดำรงค์ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่ากรมอุทยานฯ เพื่อให้มองเห็นถึงความเป็นมาเป็นไปบนเส้นทางการดูแลปกป้องสัตว์ป่าที่จะสามารถนำมาเป็นบทเรียน นำไปสู่การพัฒนาและก้าวไปสู่ยุคใหม่ที่สดใสกว่าเดิม
“จริงๆ ผมอยากเป็นอาจารย์ อยากสอนหนังสือมากกว่าเพราะชอบสอนหนังสือ และได้เป็นเป็นอาจารย์ผู้ช่วยสอนกับอาจารย์สะอาด บุญเกิดอยู่เกือบปีแต่ก็ไม่ได้ตำแหน่ง อาจารย์สะอาดฯ เลยบอกผมว่า ให้ไปอยู่กรมป่าไม้ดีกว่า งานที่กรมป่าไม้มันกว้างกว่า”
คุณผ่องสอบบรรจุเข้ารับราชการในกรมป่าไม้ได้ในปี 2504 ในตำแหน่งนักวิชาการป่าไม้ตรี ขณะนั้น คุณวิเชียร กุญชร ณ อยุธยา นั่งตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมป่าไม้
“ท่านอธิบดีมีคำสั่งให้ผมไปปฏิบัติงานที่กองบำรุง มีอาจารย์ประมวล อุณหนันท์ เป็นหัวหน้ากอง อาจารย์ประมวลเรียกไปบอกว่า งานสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า หาคนทำไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นงานบุกเบิกนะ สมัยนั้นความรู้เรื่องสัตว์ป่าน้อยมาก เราไม่ได้สนใจสัตว์ป่ากันเลย ตอนนั้นสัตว์ป่ามีค่าน้อยกว่าคน แถมยังถูกมองว่าจบป่าไม้ทำไมต้องมาดูแลสัตว์ งบประมาณก็น้อย”
หลังจากนั้นกรมป่าไม้ได้ออกคำสั่งเป็นครั้งแรกตั้งหมวดสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าขึ้นในกองบำรุง เพื่อให้เป็นหน่วยงานรับผิดชอบว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าตาม พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ปี 2503 และให้คุณผ่องทำหน้าที่หัวหน้าหมวดคนแรก
“พอเข้าไป ผมก็เริ่มหาทางประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า มีทั้งคนต่อต้านและคนสนับสนุน กว่าจะเดินมาได้ถึงตรงนี้ก็เลือดตาแทบกระเด็น ตั้งแต่พ.ศ. 2504 – 2522 ผมได้ทำการประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าไปแล้วยี่สิบกว่าแห่ง ถามว่าประสบความสำเร็จไหม... ตอบว่าได้ในระดับหนึ่ง แต่มันยังไม่ถึงที่สุด”
จนกระทั่งวงการสัตว์ป่าก้าวมาถึงเมื่อราวสิบปีที่แล้ว สิ่งหนึ่งที่ยังเป็นปัญหาต่อผู้ปฏิบัติงานก็คือกฎหมาย โดยคุณชวาล อดีต รองอธิบดีกรมป่าไม้ได้แสดงความคิดเห็นต่ออุปสรรคการปฏิบัติงานเกี่ยวกับสัตว์ป่าไว้ว่า
“กฎหมายที่ห้ามหรือกฎหมายบังคับอย่างเดียวมันใช้ไม่ได้ผลหรอก มันจะต้องมีแรงจูงใจให้คนทำ อย่างทุกวันนี้ที่แนวโน้มอนุรักษ์สัตว์ป่ามากขึ้นก็เพราะพวกเขาเข้าใจ เห็นคุณค่าของการอนุรักษ์สัตว์ป่ามากขึ้น ช่วงแรกที่ผมทำงาน กฎหมายสัตว์ป่ามันไม่ชัดเจน อย่างกฎหมายป่าไม้บางอย่างสมัยนั้นมันไม่ครอบคลุมถึงสัตว์ป่าด้วย มันยากมากที่จะเอากฎหมายการจัดการป่าไม้มาจัดการกับสัตว์ป่า”
“กฎหมายบางอย่างมันก็ยากต่อการปฏิบัติ มันไม่สมจริง บางข้อก็เข้มไปบางข้อก็อ่อนไป ในทางปฏิบัติบางทีมันทำไม่ได้ และผู้ปฏิบัติงาน ในที่นี้คือพนักงานราชการ ข้าราชการ บางคนตำแหน่งนักวิชาการป่าไม้แต่ทำงานด้านสัตว์ป่าขอบเขตการทำงานมันก็ไม่ชัดเจน เขาก็ไม่รู้ว่าตกลงงานของเขาขอบเขตอยู่ตรงไหน นี่ก็เป็นปัญหาอีกอย่างหนึ่ง”
การบังคับใช้กฎหมาย ขอบเขตการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานป่าไม้ กลายเป็นประเด็นหลักในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ในปัจจุบัน นอกจากกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าที่ต้องได้รับการแก้ไขต่อไป มิติด้านความท้าทายอย่างอื่นที่เพิ่มเพิ่มขึ้นมาคือเมื่อสัตว์ป่าไม่ใช่สัตว์ป่าที่อาศัยได้โดยตนเองอีกต่อไป สัตว์บางประเภทถูกนำมาค้าขายกลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจ จนเกิดความพยายามในการแก้ไขกฎหมายสัตว์ป่าเพื่อเพิ่มความสามารถในการอนุรักษ์สัตว์ป่า และอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการด้วยการปลดบางรายชื่อออกจากกลุ่มสัตว์ป่าคุ้มครอง เช่น นกอีแอ่น ซึ่งมีการนำเอารังไปทำรังนกสำเร็จรูป จระเข้ วรนุส (เหี้ย) ลิ่น ชะมดเช็ด เป็นต้น
ซึ่งคุณ เตือนใจ นุชดำรงค์ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่าได้กล่าวถึงการทำงานและนโยบายของสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่าไว้ภายในงานสัมมนาว่า “สำหรับการทำงานของสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่าเรามองไปข้างหน้าไม่เกินหนึ่งปีเพราะงานสัตว์ป่าเป็นงานที่ต้องพร้อมรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นมา คือมันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้เรามองในแง่ของตัวสัตว์ป่า การคุ้มครองพื้นที่ การป้องกันและปราบปราม ในแง่ของการศึกษาวิจัย ในแง่ของบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ รวมทั้งต่างประเทศที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับเราต่อไป”
โดยปัญหาที่ท้าทายในปัจจุบันคือความต้องการที่จะนำสัตว์ป่าบางชนิดที่ไม่มีแนวโน้มว่าจะถูกคุกคามหรือจะลดจำนวนลงเช่น นกกรงหัวจุก นกอีแอ่น เป็นต้น ไปเป็นสัตว์สัตว์เศรษฐกิจ ซึ่งต้องมีการทบทวนถอดถอนรายชื่อสัตว์บางชนิดออกจากกลุ่มสัตว์ป่าคุ้มครอง ที่ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังและให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดทั้งผู้ประกอบการและฝ่ายนักอนุรักษ์นอกจากนั้นยังเกิดปัญหาเกี่ยวกับงานวิจัยที่จะนำมาต่อยอดเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์สัตว์ป่าในปัจจุบันก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่น่าติดตามเช่นกัน
ตลอดเวลากว่า 60 ปีในการอนุรักษ์สัตว์ป่าจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นช่วงเริ่มต้น ช่วงกลาง หรือช่วงเวลาปัจจุบัน ก็จะมีปัญหาไม่ต่างกันแต่ปัญหาเหล่านั้นจะแตกต่างกันตามยุคสมัยออกไป การมองย้อนกลับไปในอดีตจากความรู้เรื่องสัตว์ป่าที่มีอยู่น้อยมากและไม่มีการเปิดสอนอย่างจริงจังเลยในกลุ่มคณะเกี่ยวกับป่าไม้ ก้าวมาสู่ยุคปัจจุบันที่มีความก้าวหน้าด้านงานวิจัยมากยิ่งขึ้น การเข้าถึงสื่อที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อปลุกและปลูกจิตสำนึกให้กับเยาวชน กลุ่มคนในสังคมไทย ทำให้ทราบว่าเราเดินมาไกลกันมากแค่ไหนแล้ว วันข้างหน้าอนาคตสัตว์ป่าไทยจะเป็นอย่างไรก็ล้วนขึ้นอยู่กับหน่วยงาน ผู้เกี่ยวข้อง และคนไทยที่เป็นเจ้าของสัตว์ป่าในผืนป่าไทยเหมือนกันทุกคน
สัตว์ป่าในงานสัมมนาวิชาการเรื่องสัตว์ป่าเมืองไทยครั้งที่ 35 ภายใต้หัวข้อ “เหลียวหลัง แลหน้า สัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง” ที่จัดขึ้น ณ ห้องประชุมจงรักปรีชานนท์ ตึกวนศาสตร์ 72 ปี คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงความเป็นมาบนเส้นทางการต่อสู้เพื่อสัตว์ป่ามากว่า 40 ปี ของอดีตอธิบดีกรมป่าไม้ คุณ ผ่อง เล่งอี้ จวบจนความเป็นไปเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา โดย ดร. ชวาล ทัพหิกรณ์ อดีตรองอธิบดีกรมป่าไม้ และเรื่องราวในสถานการณ์ปัจจุบันโดย คุณ เตือนใจ นุชดำรงค์ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่ากรมอุทยานฯ เพื่อให้มองเห็นถึงความเป็นมาเป็นไปบนเส้นทางการดูแลปกป้องสัตว์ป่าที่จะสามารถนำมาเป็นบทเรียน นำไปสู่การพัฒนาและก้าวไปสู่ยุคใหม่ที่สดใสกว่าเดิม
 

5 ประเด็นความคืบหน้า จากเวทีประชุมโลกร้อน

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่ 1 ถึง 15 ธันวาคมที่ผ่านมา ตัวแทนจากนานาชาติกว่า 195 ประเทศได้เข้าร่วมประชุมองค์การสหประชาชาติ เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กรุงลิมา ประเทศเปรู ด้วยความพยายามจากทุกฝ่ายเพื่อผลักดันให้เกิดร่างข้อตกลงร่วมกันในการจัดการปัญหาโลกร้อน
แต่ร่างข้อตกลงที่เกิดขึ้นในกรุงลิมา ก็ยังไม่สามารถตอบคำถามใหญ่ว่าโลกจะรับมือกับปัญหาโลกร้อนในรูปแบบใด โดยคำถามหลายประเด็นก็ยังไม่มีคำตอบแน่ชัด เช่นใครจะเป็นผู้จ่ายต้นทุนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และแต่ละประเทศจะต้องมีส่วนร่วมในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นจำนวนเท่าใด
อย่างไรก็ดี เวทีการประชุมที่ลิมาอาจจะยังไม่ได้ข้อสรุปในประเด็นดังกล่าว และร่างข้อตกลงจะต้องถูกนำไปถกเถียงกันอีกครั้งจนได้เป็นข้อสรุประดับนานาชาติ เดือนธันวาคม พ.ศ.2558 ในการประชุมที่จะจัดขึ้นในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
นักสิ่งแวดล้อมและผู้จัดทำนโยบายหลายคนได้ยืนยันว่า การประชุมครั้งนี้ช่วยให้ข้อตกลงเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น “ตอนนี้เรามีทางเลือกว่าอยากให้อนาคตเป็นแบบใด หลายประเทศก็พยายามสร้างทางเลือกที่เป็นไปได้เพื่อนำไปสู่การประชุมที่ปารีส ในขณะที่บางส่วนก็ยังเลือกเส้นทางที่อาจนำไปสู่อนาคตที่อันตราย”Jan Kowalzig ที่ปรึกษาด้านนโยบายสภาวะภูมิอากาศขององค์กร Oxfam กล่าว
แม้การพูดคุยจะต้องดำเนินต่อไป แต่เราก็ได้ประเด็นหลัก 5 ประเด็นจากที่ประชุมกรุงลิมา
1. ข้อตกลงด้านการรับมือสภาวะภูมิอากาศ ควรจะเป็นภาระผูกพันหรือไม่
หลายปีมานี้ ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศได้แสดงความเห็นว่า หนทางเดียวที่ในการรับมือสภาวะโลกร้อนคือการร่างข้อตกลงที่มีลักษณะเป็นภาระผูกพัน โดยให้ประเทศที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากต้องสามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้าหมาย แต่ประเทศที่ร่ำรวย เช่น สหรัฐอเมริกาและจีน รวมถึงประเทศที่พัฒนาแล้วอธิบายว่า การมีข้อตกลงที่เป็นภาระผูกพันนั้นไม่ยืดหยุ่น และอาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโลกได้
ผู้แทนที่เข้าร่วมประชุมในกรุงลิมาเองก็ยังไม่ให้ความชัดเจนในประเด็นดังกล่าว แต่ก็มีแนวโน้มว่าประเทศที่ร่ำรวยเหล่านั้นคงจะยืนกรานในความเห็นของตัวเอง
Todd Stern จากหน่วยงานด้านการทูตเพื่อจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกาให้ความเห็นว่า การทำข้อตกลงแบบไม่เป็นภาระผูกพันจะทำให้หลายประเทศยินยอมที่จะลงนาม “แน่นอนว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด แต่นี่ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะทำให้มีแนวโน้มที่ดีขึ้นไปในอนาคต”
2. หลายประเทศต้องการค่าชดเชยจากความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศได้เรียกร้องให้มีการแยกกรอบแนวคิดในการชดเชยความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ความเสียหายด้านทรัพย์สิน และความเสียหายด้านที่ดิน ต่อประเทศที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก
ผู้นำในประเทศกำลังพัฒนาถกเถียงว่า ประชาชนในประเทศของเขาแทบไม่ได้มีส่วนในการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่กลับต้องได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะประเทศที่มีชายฝั่งที่อยู่ต่ำซึ่งจะมีความเสี่ยงมากที่สุดจากน้ำทะเลที่สูงขึ้น โดยที่พวกเขาไม่มีโครงสร้างพื้นฐานในการป้องกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
“ประเทศที่ร่ำรวยนั้นเชื่องช้าและนิ่งเฉยต่อประเด็นดังกล่าว แต่เราไม่สามารถปล่อยให้กลไกสำคัญในการชดเชยถูกละเลยไปได้ เพราะเราทราบดีว่าในอนาคต การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น”Harjeet Singh ผู้จัดการระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากองค์กรไม่แสวงหากำไร ActionAid อธิบาย
3. กลุ่มนักสิ่งแวดล้อม ต้องการให้เดินหน้าลดการใช้พลังงานฟอสซิลแบบ 100 เปอร์เซ็นต์
ร่างข้อตกลงเพื่อรับมือสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศปัจจุบันมีการระบุว่า “จะลดการใช้พลังงานฟอสซิล 100 เปอร์เซ็นต์ภายในปี พ.ศ.2593” ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มนักอนุรักษ์เรียกร้องมาหลายปี โดย Ruth Davis ผู้จัดการด้านการเมือง องค์กร Greenpeace ประเทศอังกฤษมองว่าเป็นเป้าหมายสูงสุด
อย่างไรก็ดี ในร่างข้อตกลงก็ไม่ได้มีแนวทางการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวที่ชัดเจน และผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานมองว่าข้อความดังกล่าวเป็นการมองที่ไกลเกินไป
4. เมืองใหญ่จะต้องเริ่มทำการวัดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
กิจกรรมในเมืองใหญ่นั้นก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกราวร้อยละ 70 ของการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด โดยในการประชุมที่ลิมา ผู้นำจากเมืองต่างๆ เช่นนิวยอร์ก ริโอ เดอ จาเนโร และกวางโจว ต่างก็มีระบบตรวจวัดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐาน Global Protocol for Community-Scale Greenhouse Gas Emission Inventories ที่จะช่วยให้เมืองเหล่านั้นทราบระดับการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สามารถนำมาเปรียบเทียบเพื่อดูความก้าวหน้าในการใช้นโยบายลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก และแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ปัจจุบัน มีเมืองใหญ่ทั่วโลกราว 100 เมืองที่นำระบบดังกล่าวไปปรับใช้ แต่ในหลายเมืองยังประสบปัญหาในการตรวจวัดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่ง Andrew Steer ประธานและผู้บริหาร World Resources Institute แสดงความเห็นว่า “หากเราต้องการสร้างกระแสต่อต้านโลกร้อน เมืองใหญ่จะต้องเป็นกลุ่มผู้นำการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว”
5. กองทุนสีเขียวเพื่อต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติ สามารถระดมทุนได้แล้วว่าพันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ
เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา กองทุนสีเขียวเพื่อต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติ สามารถระดมเงินทุนได้ตามเป้าคือพันล้านดอลล่าร์สหรัฐเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยกองทุนดังกล่าวได้ออกแบบเพื่อสนับสนุนโครงการในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก และปรับตัวกับผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
“หลายประเทศ เช่นสหรัฐอเมริกา เยอรมนี ฝรั่งเศส รวมถึงเม็กซิโก เกาหลีใต้ ที่เข้าร่วมสนับสนุนเงินกองทุนดังกล่าว โดยนับว่าเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับกองทุนนี้”Athena Ballesteros ผู้จัดการด้านการเงิน  World Resources Institute แสดงความเห็น
สำหรับกลไกในการดำเนินการของกองทุนนั้นกำลังอยู่ในกระบวนการหาแนวทางโดยประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติ โดยคาดว่าจะให้เงินทุนและให้กู้ยืมแก่โครงการพัฒนาพลังงานทดแทน หรือกำแพงกั้นคลื่น
ถอดความจาก “5 Key Takeaways From UN Climate Summit in Lima” โดย Brian Clark Howardเข้าถึงได้ที่ http://news.nationalgeographic.com/news/2014/12/141212-lima-climate-conference-cop20-global-warming-treaty/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
โลกร้อนเมื่อวันที่ 1 ถึง 15 ธันวาคมที่ผ่านมา ตัวแทนจากนานาชาติกว่า 195 ประเทศได้เข้าร่วมประชุมองค์การสหประชาชาติ เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กรุงลิมา ประเทศเปรู ด้วยความพยายามจากทุกฝ่ายเพื่อผลักดันให้เกิดร่างข้อตกลงร่วมกันในการจัดการปัญหาโลกร้อน

แต่ร่างข้อตกลงที่เกิดขึ้นในกรุงลิมา ก็ยังไม่สามารถตอบคำถามใหญ่ว่าโลกจะรับมือกับปัญหาโลกร้อนในรูปแบบใด โดยคำถามหลายประเด็นก็ยังไม่มีคำตอบแน่ชัด เช่นใครจะเป็นผู้จ่ายต้นทุนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และแต่ละประเทศจะต้องมีส่วนร่วมในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นจำนวนเท่าใด
 

คนค้นฅนอวอร์ครั้งที่ 6 มอบรางวัลเกียรติยศ แด่ ดร. พิไล พูลสวัสดิ์ “มารดาแห่งนกเงือก”

อีเมล พิมพ์ PDF
บริษัท ทีวีบูรพาจำกัด ผู้ผลิตรายการคนค้นฅน ได้จัดพิธีมอบรางวัล คนค้นฅน อวอร์ดครั้งที่ 6 รางวัลเกียรติยศ ให้แก่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.พิไล พูลสวัสดิ์ เพื่อเป็นเกียรติและขวัญกำลังใจในการทำงาน แด่บุคคลที่ทำคุณงามความดีและคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ณ บริเวณสวนนกเงือก คณะวิทยาศาสตร์ มหาลัยมหิดล
ภายในงานเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความเป็นกันเองของแขกผู้ที่เข้ามาร่วมแสดงความยินดี ในบรรยากาศอันร่มรื่นบริเวณสวนนกเงือก พร้อมกิจกรรมภายในงานที่ทางมหาวิทยาลัยมหิดลได้จัดขึ้น ก่อนคุณสุทธิพงษ์ ธรรมวุติ กรรมการผู้จัดการ ทีวีบูรพาจำกัด จะขึ้นกล่าวถึงความสำคัญของรางวัลนี้ พร้อมมอบรางวัลและแสดงความยินดีกับ ดร.พิไล พูลสวัสดิ์
ทั้งนี้ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. พิไล พูลสวัสดิ์ ได้กล่าวขอบคุณผู้ที่มาร่วมแสดงความยินดีภายในงานทุกท่าน และบริษัททีวีบูรพาจำกัดที่ได้เล็งเห็นความสำคัญของงานด้านการอนุรักษ์ และมอบรางวัลดังกล่าวนี้ให้ พร้อมกล่าวทิ้งทายหลังจากรับรางวัลว่า "ขอให้ทุกคนมีนกเงือกอยู่ในหัวใจ ซึ่งเป็นสัตว์ที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ แห่งความรักและความซื่อสัตย์ อีกทั้งเป็นสัตว์ที่ทำประโยชน์ให้กับผืนป่า และอยากให้ทุกคนลุกขึ้นมาทำประโยชน์ให้แก่สังคมดังเช่นนกเงือก"
ชีวประวัติ
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. พิไล พูลสวัสดิ์ นักวิทยาศาตร์และนักอนุรักษ์ที่ทำงานวิจัยในระยะยาว เป็นเวลากว่า 37 ปี ทั้งในด้านปักษีวิทยา (Ornithology) นิเวศวิทยาสัตว์ป่า (Wildlife Ecology) และปรสิตวิทยา (Parasitology: Avian diseases) เพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่าและทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังดำเนินกิจกรรมเพื่อเผยแพร่ความรู้ในการอนุรักษ์นกเงือก จนได้รับการขนานนามว่า "มารดาแห่งนกเงือก"
ทั้งนี้ยังเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลผู้ทรงเกียรติด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติระดับโลกอีก 2 รางวัล เมื่อปี พ.ศ. 2549 The 2006 ROREX Awards for Enterprises จาก Rolex SA ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ The 52nd Annual Chevron Conservation Awards จาก Chevron Corporation ประเทศสหรัฐอเมริกา และเหรียญดุษฎีมาลาเข็มศิลปวิทยา สาขาวิทยาศาสตร์ และเหรียญรางวัลบุคคลดีเด่นของชาติสาขาอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี
พิไล พูลสวัสดิ์บริษัท ทีวีบูรพาจำกัด ผู้ผลิตรายการคนค้นฅน ได้จัดพิธีมอบรางวัล คนค้นฅน อวอร์ดครั้งที่ 6 รางวัลเกียรติยศ ให้แก่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.พิไล พูลสวัสดิ์ เพื่อเป็นเกียรติและขวัญกำลังใจในการทำงาน แด่บุคคลที่ทำคุณงามความดีและคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ณ บริเวณสวนนกเงือก คณะวิทยาศาสตร์ มหาลัยมหิดล
 

'300' เสียงสะท้อนเล็กๆ ที่ดังไปไกลไม่พอ

อีเมล พิมพ์ PDF
ในช่วงวันหยุดยาวเนื่อง นักท่องเที่ยวหลายกลุ่มมุ่งหน้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มายังสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเรื่องความสวยงามของธรรมชาติ และอากาศหนาวเย็นบนยอดภูกระดึง จังหวัดเลย ซึ่งมีความสูงกว่า 1200 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นการทดสอบทั้งกำลังกาย และกำลังใจไปในเวลาเดียวกัน
ตามตำนานเล่าว่าภูกระดึงถูกค้นพบโดยนายพรานผู้หนึ่งที่ขึ้นตามรอยกระทิงขึ้นไปบนเขา เมื่อขึ้นถึงยอดเขาจึงได้พบกับสภาพธรรมชาติอันตระการตา คือที่ราบซึ่งเป็นทุ่งหญ้าป่าสนอันกว้างใหญ่ไพศาล ในสมัยก่อนนั้นภูกระดึงเป็นที่รู้จักกันในเฉพาะคนในท้องถิ่น โดยคำว่าภูกระดึงมาจากตำนานที่ว่าในทุกวันโกนหรือวันพระชาวบ้านที่บ้านศรีฐานจะได้ยินเสียงระฆังที่ดังแววมาจากยอดภู ซึ่ง "กระดึง" มาจากคำว่า "กระดิ่ง" ในภาษาพื้นบ้านจังหวัดเลยที่แปลว่าระฆังใหญ่ และ "ภู" ก็มาจากคำว่า "ภูเขา" จนเป็นที่มาของชื่อภูกระดึง จวบจนในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ข้าหลวงใหญ่สมุหเทศาภิบาลมณฑลอุดรธานีในสมัยนั้น ทรงทำรายงานไปยังกระทรวงมหาดไทย ว่าพบภูเขาลูกหนึ่ง มีลักษณะพิเศษสวยงามมาก มียอดแบนราบ แปลกกว่าเขาลูกอื่นๆ ภูกระดึงจึงเริ่มเป็นที่รู้จักของผู้คนมากยิ่งขึ้น ต่อมาในปี 2486 รัฐบาลได้ออกพระราชกฤษฎีกาให้ป่าภูกระดึงเป็นป่าสงวนแห่งชาติ จากภูกระดึงก็ถูกประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติภูกระดึงในวันที่ 7 ตุลาคม 2502  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติอันมีลักษณะเด่นเป็นพิเศษไว้สำหรับเป็นประโยชน์ในด้านการศึกษา ค้นคว้าวิจัยและเพื่อใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 2 ต่อจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ (สารคดี, 2542)
บนเส้นทางกว่า 9 กิโลเมตรกับสัมภาระอีกหลายสิบกิโลกรัมอาจจะกลายเป็นสิ่งบั่นทอนกำลังใจ แต่ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่แลกแรงกายแบกข้าวของเหล่านั้นกับค่าตอบแทน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับเพียง 15 บาท ต่อกิโลกรัม ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น 30 บาทต่อกิโลกรัมเช่นในปัจจุบันเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เดินขึ้นสู่ยอดหลังแปได้แบบไม่ลำบากนัก
'ทวี' ลูกหาบวัย 51 ปี ทำหน้าที่ลูกหาบเป็นอาชีพรองจากการทำไร่ทำนามากว่า 20 ปี ชายวัยกลางคนเล่าว่า เมื่อเริ่มฤดูกาลทำนาภูกระดึงจะปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวขึ้น เขาก็พักหน้าที่การหาบของขึ้นภูกระดึงมาเริ่มทำนา ประจวบเหมาะกับเมื่อฤดูกาลทำนาสิ้นสุดลงภูกระดึงก็เปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นเขาจึงกลับมาทำงานลูกหาบอีกครั้ง
"เหนื่อยครับ ผมแบกมา 20 กว่าปีแล้ว ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายเราบางเนอะถ้าเราแก่ตัวไปมากกว่านี้ ทั้งหลัง ทั้งขา ทั้งไหล่ แบกทีก็ 50-70 กิโลฯ ก็กลัวอยู่เหมือนกัน แต่จะทำยังไงได้ มันต้องทำเพื่อส่งลูกเรียน อาชีพหลักของผมคือทำนา พออุทยานปิดไม่ให้ขึ้น พวกผมก็ไปทำนา พอเปิดให้คนขึ้นก็หมดหน้าทำนาพอดี ก็มารับจ้างแบกของส่งลูกเรียน"
ดูเหมือนรายได้หลักจากการทำนาจะไม่เพียงพอต่อการจุนเจือครอบครัว และส่งเสียลูกทั้ง 3 คน เรียนหนังสือ ทำให้ทวีไม่มีทางเลือกมากนัก ซึ่งทวีเล่าถึงชีวิตการเป็นลูกหาบของเขาในแต่ละวันให้ฟังว่า
"ลูกหาบที่นี่มี 300 คนพอดีครับ ลูกหาบทุกคนจะได้รับการลงทะเบียนพร้อมหมายเลขประจำตัว ที่ทางอุทยานจะออกให้ในตอนที่มาสมัครลูกหาบตอนแรก และในแต่ละวันก็จะเรียกคิวไว้ สมมุตวันนี้เรียกหมายเลข 1-10 ผมหมายเลข 11 ก็ไม่ต้องมา รอมาวันพรุ่งนี้ถึงจะเป็นคิวเบอร์ 11 -20 ไม่ได้มาหาบทุกวันครับ แต่ครั้งหนึ่งก็ได้เฉลี่ย 1500 - 2000 บาท บางวันแบกขึ้นอย่างเดียวแล้วก็เดินลงตัวเปล่า หรือบางวันแบกขึ้นและรอหาบลงมาข้างล่างด้วย หรือบางคนขึ้นตัวเปล่า รอหาบลงมาและนั่งพักถ้าสัมภาระเหลือเยอะก็ช่วยๆกันแบ่งๆกัน และหาบขึ้นไปอีกรอบก็มีครับ แบบนี้เหนื่อยแต่ก็จะได้เยอะหน่อย เฉลี่ยใช้เวลาเดิน 3 ชั่วโมงครึ่งถึง 4 ชั่วโมงครึ่งประมาณนี้ครับ เดินไปด้วย พักไปด้วย"
แม้จะเป็นรายได้ที่ไม่มากนักแต่ดูเหมือนว่าหากไม่มีรายได้ส่วนนี้จะทำให้ทวีหรือลูกหาบคนอื่นๆ ดำเนินชีวิตได้ลำบากขึ้นไม่น้อย ขณะเดียวกัน มีลูกหาบบางคนมีรายได้จากการหาบของขึ้งภูกระดึงเพียงอย่างเดียว ขณะที่ใช้เวลาว่างจากการไม่ถูกเรียกคิวในการรับจ้างทั่วไป
คำถามที่ตามมาคือ หากมีกระเช้าลอยฟ้าขึ้นภูกระดึง จะเกิดอะไรขึ้นกับอนาคตของลูกหาบเหล่านี้ จริงอยู่ว่าบางคนใช้อาชีพนี้เป็นอาชีพเสริม แต่ในทางตรงกันข้าม การเป็นลูกหาบคือความหวังหลักเพียงอย่างเดียวในการหารายได้เข้ามาจุนเจือครอบครัว
"สำหรับผมนะ ผมยังไงก็ได้" ทวีบอก "แต่ถ้าเลือกได้ ผมขอเลือกธรรมชาติดีกว่า มาภูกระดึงก็ต้องมาเดินสิ ทุกวันนี้สถานที่ท่องเที่ยวที่ไหนในไทยรถมันก็เข้าถึงได้หมดแล้ว จะเหลืออีกกี่ที่กันที่ยังต้องอาศัยการเดินอยู่ มันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของภูกระดึงนะผมว่า ถ้าเกิดมีกระเช้าลอยฟ้าขึ้นมาจริงๆ พวกผมก็ไม่รู้อนาคตตัวเองเหมือนกัน"
"บางคนเขาก็อยากได้กระเช้านะ อย่างชาวบ้านเนี่ย เขาแย่งกันเลยนะ ว่าให้เอาจุดขึ้นกระเช้าลอยฟ้ามาลงในหมู่บ้านของเขา เพราะพวกเขาเชื่อว่า กระเช้าเข้าที่ไหน ความเจริญก็จะเข้าที่นั่น คนอยากทำก็พวกนายทุนนี่แหละ ชาวบ้านเขาก็คิดว่า ถ้ามีกระเช้า เขาก็จะขายที่ได้แพง ได้ราคาเป็นล้าน อะไรแบบนั้น แต่เขาไม่ได้คิดนะว่ามีคนซื้อที่เราไปจะเอาไปทำอะไร ในการประชุมในหมู่บ้านเรื่องกระเช้า เขาก็ไม่ได้พูดถึงข้อเสีย หรือพูดไปก็ไม่มีใครฟังก็ไม่รู้ ผมอยากให้คนที่เกี่ยวข้องมาพูดถึงสิ่งที่มันกระทบกับสิ่งแวดล้อม แต่ก็อีกนั่นแหละ ไม่รู้ชาวบ้านเขาจะฟังกันไหม"
"ถ้าถามผม... รวมถึงลูกหาบคนอื่นๆ ผมเลือกธรรมชาติมากกว่า และผมเชื่อว่าชาวบ้านส่วนหนึ่งในอำเภอภูกระดึงก็คิดเหมือนผม ถ้าเขารู้ถึงผลกระทบที่มันจะตามมาภายหลังเกิดโครงการขึ้นแต่ยังไมมีใครมาพูดให้เขาฟัง และลูกหาบแค่ 300 คน เสียงเล็กๆอย่างพวกผมจะไปสู้อะไรกับคนที่เขาอยากได้กระเช้าลอยฟ้าได้ละครับ"
ภูกระดึงในช่วงวันหยุดยาวเนื่อง นักท่องเที่ยวหลายกลุ่มมุ่งหน้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มายังสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเรื่องความสวยงามของธรรมชาติ และอากาศหนาวเย็นบนยอดภูกระดึง จังหวัดเลย ซึ่งมีความสูงกว่า 1200 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นการทดสอบทั้งกำลังกาย และกำลังใจไปในเวลาเดียวกัน
 

มหัศจรรย์ป่าชุมชน...รอบผืนป่าตะวันตก

อีเมล พิมพ์ PDF
ป่าชุมชน
 

ชาวบ้านปากมูนบุกศาลากลางอุบล ติดตามความคืบหน้า อีกครั้ง

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา แกนนำชาวบ้านปากมูน จำนวน 23  คนได้เดินทางไปที่ศาลากลางจังหวัดอุบลฯ เพื่อขอพบผู้ว่าราชการจังหวัดฯ เพื่อติดตามความคืบหน้าการประสานงานของผู้ว่าอุบลฯกับ มล.ปนัดดา ดิศกุล (รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) ซึ่งเป็นเรื่องสืบเนื่องมาจากวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 ที่ชาวบ้านปากมูลได้มายื่นหนังสือถึง รมต.ปนัดดา ผ่านผู้ว่าอุบลฯ ในเรื่องการขอเปิดเจรจาแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล และจากครั้งนั้น เวลาได้ล่วงเลยผ่านมา กว่าเดือนเศษแล้ว ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ชาวบ้านจึงต้องเดินทางมาพบผู้ว่าฯ ในครั้งนี้
ผู้สื่อข่าวในพื้นที่ระบุว่า ที่บริเวณหน้าห้องทำงานของผู้ว่าราชการจังหวัด (นายเสริม ไชยณรงค์) มีเจ้าหน้าที่ของจังหวัดอุบลมาแจ้งชาวบ้านว่าผู้ว่าไม่อยู่ติดราชการข้างนอกโดยขอให้บอกชาวบ้านไปยื่นเรื่องไว้ที่ศูนย์ดำรงธรรม แต่ชาวบ้านบอกว่าไม่ได้แค่มายื่นหนังสือ แต่เป็นการมาตามหนังสือจากที่ได้มายื่นไว้ในครั้งที่แล้ว และขอพบผู้มีอำนาจสูงสุดในจังหวัดอุบลฯ ขณะนั้นชาวบ้านนั่งรออยู่บริเวณระเบียงเยื้องกับห้องผู้ว่าฯ
เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 30 นาที เจ้าหน้าที่คนเดิมได้มาแจ้งชาวบ้านว่าให้ไปรอในห้องประชุมจะมีรองผู้ว่าฯ มารับหนังสือและเจรจากับชาวบ้าน ชาวบ้านหลงเชื่อจึงพากันเข้าไปรอในห้องประชุม ขณะที่ชาวบ้านกำลังทยอยเข้าห้องประชุม ซึ่งอยู่ติดกับห้องทำงานผู้ว่าฯ ช่วงเดียวกันนั้นนายเสริม ไชยณรงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลฯ ก็ได้เดินออกจากห้องทำงานมุ่งหน้าตรงไปที่ลิฟท์ ซึ่งชาวบ้านบางคนจำหน้าผู้ว่าฯ ได้จึงร้องบอกเพื่อนว่า ผู้ว่าอยู่ศาลากลางกำลังจะหนี ชาวบ้านส่วนหนึ่งก็กรูกันไปดักผู้ว่าที่หน้าลิฟท์ ในส่วนผู้ว่าฯ และผู้ติดตามก็มีสีหน้าตกใจเล็กน้อย
จากนั้นชาวบ้านได้ขอร้องให้ผู้ว่าได้เข้าไปในห้องพูดคุยกับพวกเขาก่อนที่จะเดินทางไปข้างนอกส่วนผู้ว่าฯ ยืนกรานว่าติดภารกิจข้างนอกไม่สามารถมาพูดคุยด้วยได้ การพูดคุยกินเวลา 3 นาที จากนั้นผู้ติดตามก็กันชาวบ้านออกและผู้ว่าก็ลงลิฟท์จากชาวบ้านไป
ชาวบ้านที่ดักพบผู้ว่าจึงเข้าไปสมทบกับคนที่อยู่ในห้อง และทั้งหมดก็มานั่งรอที่พื้นหน้าห้องผู้ว่าฯ
ขณะที่ชาวบ้านนั่งรอหน้าห้องผู้ว่า ได้สักพักก็มีตำรวจชั้นสัญญาบัตร พูดคุยกับชาวบ้านให้ออกจากหน้าห้องผู้ว่าฯ แต่ชาวบ้านไม่ยอม และได้บอกกับนายตำรวจว่า ให้ประสานกับผู้ที่มีอำนาจในจังหวัดอุบลฯ มาพูดคุยกับพวกเขา ในขณะนั้น เจ้าหน้าที่คนเดิมก็ได้มาบอกชาวบ้านว่ารองผู้ว่าราชการ นายคันฉัตร จะเป็นตัวแทนผู้ว่ามาพูดคุยเป็นตัวแทนชาวบ้าน และขอให้ชาวบ้านเข้าไปรอในห้องประชุม แต่ชาวบ้านไม่ยอมลุกออกจากหน้าห้องผู้ว่า โดยตอบกลับกับเจ้าหน้าที่คนนั้นว่า เราจะรอจนกว่ารองผู้ว่าจะมา ถ้ารองผู้ว่าฯ มาเราก็พร้อมจะลุกไปร่วมประชุมด้วย กระทั่งเวลา 11.50 น.นายคันฉัตร ตันเสถียร รองผู้ว่าฯ อุบลฯ ก็ได้เดินทางมาพบชาวบ้านและเชิญชาวบ้านเข้าห้องประชุม ชาวบ้านจึงเดินตามเข้าไปเพื่อเจรจา
ตัวแทนชาวบ้านได้สอบถามความคืบหน้าในการประสานงานกับรัฐบาลว่าขณะนี้เวลาผ่านมาเดือนเศษแล้วทางรัฐบาลได้ตอบกลับมาว่าอย่างไรบ้าง ด้านนายนายคันฉัตร ตันเสถียร ตอบว่าทางจังหวัดได้ทำตามสิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้องแล้ว แต่ทางรัฐบาลก็ยังไม่ได้ตอบกลับมาแต่อย่างใด
ชาวบ้านได้สอบถามว่านอกจากส่งหนังสือแล้วได้มีการติดตามประสานงานอะไรบ้างหรือไม่ ทำไมไม่มีการส่งข่าวให้เราทราบบ้างเลย หรือว่าทางจังหวัดไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหา ไม่ใส่ในในการติดตามปัญหาให้พวกเราเลย ด้านนายคันฉัตร ตันเสถียร ตอบว่า รัฐบาลมีอำนาจมากกว่าจังหวัด จังหวัดไม่กล้าเร่งติดตามเพราะจังหวัดเป็นผู้น้อย แต่ยืนยันว่าทางจังหวัดมีความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหาให้พี่น้อง แต่ไม่มีอำนาจจึงทำได้แค่บุรุษไปรษณีย์  ชาวบ้านปากมูนจึงถามกลับไปว่า แสดงว่าทางจังหวัดต้องการให้ชาวบ้านลงไปติดตามปัญหาด้วยตัวเองใช่หรือไม่ นายคันฉัตร ตันเสถียร บอกว่า ไม่เป็นไรที่ผ่านมาก็ให้มันแล้วไป ต่อไปจังหวัดจะประสานงานให้เป็นระยะๆ และมีผลอย่างไรจะแจ้งให้ทราบเป็นช่วงๆ ไม่ต้องลงไปที่กรุงเทพฯ ชาวบ้านถามกลับไปว่า แล้วทางจังหวัดจะมีคำตอบได้เมื่อไหร่ ด้านนายคันฉัตร ตันเสถียร ตอบว่า จะแจ้งผลความคืบหน้าภายใน 15 วัน ว่ามีผลเป็นอย่างไรบ้างการเจรจาตกลงกันว่า ทางจังหวัดจะประสานงานให้ภายใน 15 วัน
จากนั้นชาวบ้านปากมูน ได้แจ้งต่อรองผู้ว่าฯ วันนี้ที่พวกตนมามีความต้องการสองเรื่อง  เรื่องแรกคือการติดตามปัญหา ส่วนเรื่องที่สองคือพวกเราทราบว่าขณะนี้รัฐบาล สปป.ลาว กำลังจะมีการก่อสร้างเขื่อนดอนสะโฮง ซึ่งเขื่อนดังกล่าวจะมีผลต่อชนิดพันธุ์ปลาในแม่น้ำโขงเป็นอย่างมากซึ่งประชาชน ชาวไทยหลายจังหวัดในน้ำโขง รวมทั้งน้ำสาขาของน้ำโขง ที่มีอาชีพจับปลา จะมีผลกระทบเป็นจำนวนมาก พวกเราจึงอยากให้รัฐบาลไทย คัดค้านรบ.ลาว โดยพวกเราจะได้ยืนหนังสือถึงนายกฯ ผ่านทางจังหวัด
ด้านนายคันฉัตร ตอบว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ซึ่งมีผลกระทบวงกว้างต่อพี่น้องประชาชนจำนวนมาก จังหวัดอุบลฯ ยินดีที่จะประสานงานแจ้งความต้องการของพี่น้องไปยังนายกฯ เพื่อให้รับรู้ความต้องการของประชาชน และตนขอขอบคุณพี่น้องปากมูน ที่สนในปัญหาพี่น้องประชาชนคนไทย จังหวัดจะส่งหนังสือทั้งสองฉบับไปยังรัฐบาลในวันนี้เลย
การเจรจาสิ้นสุดลงเมื่อเวลา 12.30 น.ชาวบ้านได้ยื่นหนังสือทั้งสองฉบับ ต่อ นายคันฉัตร ตันเสถียร รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี จากนั้นก็เดินทางกลับภูมิลำเนา นายคันฉัตร ตันเสถียร
ที่มา ศูนย์ภูมิปัญญาไทบ้านปากมูน
ปากมูนเมื่อวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา แกนนำชาวบ้านปากมูน จำนวน 23  คนได้เดินทางไปที่ศาลากลางจังหวัดอุบลฯ เพื่อขอพบผู้ว่าราชการจังหวัดฯ เพื่อติดตามความคืบหน้าการประสานงานของผู้ว่าอุบลฯกับ มล.ปนัดดา ดิศกุล (รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) ซึ่งเป็นเรื่องสืบเนื่องมาจากวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 ที่ชาวบ้านปากมูลได้มายื่นหนังสือถึง รมต.ปนัดดา ผ่านผู้ว่าอุบลฯ ในเรื่องการขอเปิดเจรจาแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล และจากครั้งนั้น เวลาได้ล่วงเลยผ่านมา กว่าเดือนเศษแล้ว ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ชาวบ้านจึงต้องเดินทางมาพบผู้ว่าฯ ในครั้งนี้
 

โรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ใช่คำตอบ

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา คณะทำงานโลกเย็นที่เป็นธรรม ร่วมกับชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดงาน Press Briefing ในประเด็นเรื่อง “ถ่านหินสะอาดและวิกฤตโลกร้อน – เส้นทางสู่ความมั่นคงของพลังงานไทย” ที่สตูดิโอมาดี เอกมัยซอย 4 กรุงเทพมหานคร
การบริหาจัดการพลังงานที่ดี หยุดโรงงานถ่านหิน
นายสันติ โชคชัยชำนาญกิจ จากโครงการจับตาพลังงาน ได้บรรยายถึงประเด็นนี้ว่าการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นนั้น เกิดจากแผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้า (PDP) ที่มีการกล่าวอ้างว่าประเทศไทยมีการใช้พลังงานก๊าซธรรมชาติมากเกินไป ซึ่งอาจจะส่งผลต่อความมั่นคงของพลังงานไฟฟ้าในประเทศ และโรงไฟฟ้าถ่านหินจะช่วยพยุงราคาค่าไฟฟ้าภายในประเทศ ซึ่งเมื่อลองคำนวนค่าใช้จ่ายไฟฟ้าในแต่ละเดือนเทียบกับการมีหรือไม่มีโรงไฟฟ้าถ่านหินในการผลิตพลังงานไฟฟ้านั้นผลลัพท์ที่ได้ไม่แตกต่างกันมากนัก
อีกทั้งหากไม่มีโรงไฟฟ้าถ่านหินก็ยังคงมีพลังงานในรูปแบบอื่น ที่เพียงพอต่อการใช้งานในประเทศ  เพราะมีโรงงานผลิตไฟฟ้าที่มากพอ แต่ปัญหาคือยังขาดการบริหารการจัดการพลังงานไฟฟ้าที่ดีเท่านั้น อีกทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโรงไฟฟ้าถ่านหินต่อคนในพื้นที่ยกตัวอย่างโรงงานถ่านหินแม่เมาะ รวมทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อาจจะส่งผลต่อภาวะโลกร้อน ทซึ่งสวนทางกับเป้าหมายที่ประเทศไทยจะลดการปล่อยก๊าซ 7 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2020 อีกด้วย โรงงานถ่านหินจึงอาจไม่ใช่คำตอบของ “ความมั่นคงของพลังงาน” แต่อาจจะเป็นวาระซ่อนเร้นในรูปแบบ “ธุรกิจพลังงาน”
พลังงานถ่านหินสะอาด
นางสาวฝ้ายคำ หาญณรงค์ ผู้ประสานงานคณะโลกเย็นที่เป็นธรรม ได้บรรยายถึงในประเด็นเรื่อง “ถ่านหินสะอาด” คือถ่านหินที่มีมลพิษน้อย ใช้เทคโนโลยีเผาไหม้และกำจัดมลพิษ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ที่สำคัญจะต้องปล่อยคาร์บอนฯ ให้น้อยลง โดยเน้นไปที่การดักจับคาร์บอนฯ ที่โรงไฟฟ้า เพื่อไม่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ หรือที่เรียกว่า Carbon Capture and Storage (CCS) ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีประเทศใดในโลกที่สามารถทำได้อย่างสมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ ถ่านหินสะอาดในประเทศไทยที่ได้กล่าวอ้าง จึงอาจจะไม่สามารถทำได้จริง
อีกทั้งการลดภาวะโลกร้อนตามพื้นฐานที่ง่ายที่สุด คือการลดการเผาไหม้เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ และหันไปใช้พลังงานทางเลือกอย่างอื่น ซึ่งเป็นวิธีตรงกันข้ามกับการสร้างโรงงานถ่านหิน จึงน่าคิดต่อไปว่าทุกวันนี้เราผลิตพลังงานเพื่ออนาคตของใคร
โลกร้อนเมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา คณะทำงานโลกเย็นที่เป็นธรรม ร่วมกับชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดงาน Press Briefing ในประเด็นเรื่อง “ถ่านหินสะอาดและวิกฤตโลกร้อน – เส้นทางสู่ความมั่นคงของพลังงานไทย” ที่สตูดิโอมาดี เอกมัยซอย 4 กรุงเทพมหานคร
 

ลดโลกร้อน ช่วยอังกฤษประหยัด 85 พันล้านปอนด์

อีเมล พิมพ์ PDF
ลดโลกร้อน ช่วยอังกฤษประหยัด 85 พันล้านปอนด์
จากการศึกษาพบว่า ประเทศอังกฤษจะสามารถประหยัดงบประมาณได้ 85 พันล้านปอนด์ หรือราว 400,000 ล้านบาทต่อปีหากสามารถลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ตามเป้าหมาย โดยเปลี่ยนจากแหล่งพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นแหล่งพลังงานทดแทน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
ตัวเลขการประหยัดงบประมาณดังกล่าวมาจากคุณภาพอากาศที่ดีขึ้น ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางด้านสุขภาพของมนุษย์ การลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้า ลดมลภาวะทางเสียง ผลประโยชน์จากสัตว์ป่า คุณภาพน้ำที่ดีขึ้น ขยะที่น้อยลง การจราจรติดขัดและปริมาณอุบัติเหตุบนท้องถนนที่ลดลง ตามที่ระบุไว้ในรายงานโดยที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม Ricardo AEA ซึ่งตีพิมพ์คู่กับงบประมาณด้านคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศอังกฤษ โดยคณะกรรมการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แจ้งต่อคณะรัฐมนตรีให้คงไว้ซึ่งแผนการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกครึ่งหนึ่งภายในกลางคริสตทศวรรษที่ 2020
การศึกษาจัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐบาล โดยเปรียบเทียบทางเลือกระหว่างให้ประชาชนเดินทางโดยเท้าหรือจักรยาน กับการเดินทางโดยรถยนต์ หรือการเปลี่ยนการใช้รถยนต์ทั่วไปมาเป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า หรือรถยนต์ประเภทไฮบริด
มูลค่าผลประโยชน์ทางด้านสุขภาพจากการเดินทางด้วยเท้าและจักรยานที่เพิ่มขึ้น ประมาณการณ์ว่าสูงถึง 2.3 พันล้านปอนด์ หรือราว 100,000 ล้านบาทต่อปีและผลประโยชน์ที่เกิดจากการจราจรที่ติดขัดน้อยลงราว 8.4 พันล้านปอนด์ต่อปี และเสียงรบกวนที่ลดลงราว 1 พันล้านปอนด์ต่อปีนอกจากนี้ การควบคุมความเร็วบนท้องถนน นอกจากจะช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังช่วยในการลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอีกด้ย
ตัวเลขผลประโยชน์ที่ค่อนข้างสูงจากการลดการจราจรที่ติดขัด แสดงให้เห็นว่าผู้มีอำนาจในการดำเนินนโยบายควรใส่ใจในทางเลือกการเดินทางที่ดีขึ้น และควรเพิ่มระดับการลงทุนในการขนส่งทางเลือก โดยสามารถเพิ่มผลประโยชน์ให้สูงที่สุดได้โดยการมุ่งเน้นนโยบายเพื่อสนับสนุนแนวทางดังกล่าว เช่น การก่อสร้างเส้นทางจักรยานที่ปลอดภัย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีปัญหาการจราจร นอกจากนี้ การสนับสนุนดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะลดความเสี่ยงด้านอุบัติเหตุบนท้องถนน
นอกจากนี้ มาตรการเช่นลดความเร็วของเรือและเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินทางโดยอากาศยาน นอกจากจะช่วยลดมลภาวะทางเสียงแล้ว ยังช่วยลดอัตราการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมาก ซึ่งช่วยในการลดปัญหามลภาวะทางอากาศในบริเวณท่าเรือและท่าอากาศยาน เช่นท่าอากาศยานฮีทโธรว์ (Heathrow) ที่สายการบินส่วนใหญ่มักจะละเมิดข้อกำหนดเรื่องปริมาณไนโตรเจน
สัดส่วนผลประโยชน์จากการจัดการระบบขนส่งทางเรือนั้นค่อนข้างสูง เนื่องจากน้ำมันที่ใช้เดินทางทางน้ำมีส่วนผสมของซัลเฟอร์ในสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก
ผลประโยชน์อีกด้านหนึ่งมาจากการลดปริมาณความร้อนที่ใช้ในบ้าน รวมถึงการผลิตพลังงานไฟฟ้าในชนบทโดยการใช้มูลสัตว์หรือชีวมวล และ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีที่ผลิตจากน้ำมัน จะช่วยในการเพิ่มคุณภาพน้ำและอากาศมหาศาล
นอกจากผลประโยชน์ทางการเงิน การลดการใช้พลังงานฟอสซิลยังเพิ่มการสนับสนุนจากสาธารณชนในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน เนื่องจากผลประโยชน์จากการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้นมักจะปรากฎในรูปแบบของคุณภาพอากาศที่ดีขึ้นในระดับท้องถิ่น ขณะที่ผลประโยชน์จากการลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจปรากฎในระยะยาว และในพื้นที่ที่ห่างไกล ทำให้ยากต่อการแสดงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ดี รายงานดังกล่าวก็ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์เนื่องจากอาจยังไม่ครอบคลุมต้นทุนบางประการจากการเปลี่ยนแปลงจากการใช้พลังงานฟอสซิลเป็นพลังงานทดแทน เช่นการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์จากการใช้กังหันลมหรือแผงพลังงานแสงอาทิตย์ หรือเทคโนโลยีในการจัดเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือความเสี่ยงด้านพลังงานนิวเคลียร์ รวมทั้งผลกระทบด้านพลังงานจากการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า
ถอดความจาก Carbon targets can help UK 'save £85bn a year'เข้าถึงได้ที่
http://www.theguardian.com/environment/2013/dec/11/uk-carbon-targets-benefits
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
ลดโลกร้อนจากการศึกษาพบว่า ประเทศอังกฤษจะสามารถประหยัดงบประมาณได้ 85 พันล้านปอนด์ หรือราว 400,000 ล้านบาทต่อปีหากสามารถลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ตามเป้าหมาย โดยเปลี่ยนจากแหล่งพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นแหล่งพลังงานทดแทน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
 

UN ร้องไทยเร่งคลี่คลายคดียิงแกนนำต้านเหมือง - เรียกร้องที่ดิน

อีเมล พิมพ์ PDF
แถลงการณ์โดยโฆษกข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
กรณีประเทศไทย/นักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดิน
9 ธันวาคม 2557
UN ร้องไทยเร่งคลี่คลายคดียิงแกนนำต้านเหมือง จ.นครศรีธรรมราช-ยิงแกนนำเรียกร้องที่ดิน จ.กระบี่ พบนักต่อสู้ไทยเสียชีวิต/หายกว่า 35 คน
นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนสองคนที่ทำงานประเด็นที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติในภาคใต้ของประเทศได้ถูกสังหารในระยะเวลาห่างกันเพียงสี่วัน
ทั้งสองคนมีบทบาทในการตรวจสอบโครงการขนาดใหญ่โดยบริษัทเอกชนในพื้นที่ว่าได้ดำเนินงานอย่างถูกกฎหมายหรือไม่
นักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินในประเทศไทยและโดยเฉพาะในภาคใต้ตกเป็นเหยื่อจากการถูกข่มขู่ ก่อกวน และความรุนแรง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดแสดงให้เห็นถึงภัยคุกคามต่อนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นและความจำเป็นที่ทางการจะต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วนในการสร้างความปลอดภัยและความคุ้มครองให้กับพวกเขา
ในกรณีล่าสุด ในวันที่ 30 พฤศจิกายน นายพิธาน ทองพนังถูกยิงเสียชีวิตด้วยอาวุธปืนจำนวนเก้านัดในจังหวัดนครศรีธรรมราช
นายพิธานมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านโครงการเหมืองในอำเภอนพพิตำ เขายังเป็นโจทก์หลักในคดีที่ศาลปกครองได้สั่งให้บริษัทที่เกี่ยวข้องยุติการดำเนินกิจการเหมืองชั่วคราว
นายพิธานถูกยิงขณะที่เขากำลังเดินทางไปพบชาวบ้านเพื่อรวบรวมเงินสนับสนุนเพื่อใช้สำหรับการขอความช่วยเหลือทางกฎหมาย
สี่วันหลังจากนั้น ในวันที่ 3 ธันวาคม นายสมสุข เกาะกลางได้ถูกยิงเสียชีวิตในสวนปาล์มน้ำมันในจังหวัดกระบี่ระหว่างที่เขากำลังเดินทางไปพบกับชาวบ้านในชุมชน
นายสมสุขเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินที่มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ในการตรวจสอบว่าสวนปาล์มน้ำมันได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เริ่มการสอบสวนคดีทั้งสองคดีนี้แล้ว
ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยจำนวนไม่น้อยกว่า 35 คน โดยส่วนใหญ่เป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินและสิทธิชุมชนได้เป็นเหยื่อในการถูกสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมและการถูกบังคับให้สูญหาย
ในคดีส่วนใหญ่ บุคคลผู้อยู่เบื้องหลังไม่ได้ถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
ในสถานการณ์ที่ความยุติธรรมและความรับผิดชอบขาดหายไป
ผู้กระทำผิดมีความกล้ามากขึ้นในขณะที่นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนต้องทำงานในสภาวะแห่งความกลัวและความรู้สึกที่ไม่ปลอดภัย
ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติขอเรียกร้องในเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบคดีการสังหารและการบังคับสูญหายที่เกี่ยวข้องกับนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนอย่างละเอียด ฉับพลัน และเป็นอิสระ
เรายังเรียกร้องให้ทางการไทยมีมาตรการในการคุ้มครองนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะนักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดิน
ชุมชนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่พึ่งพาอาศัยนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนที่มีความกล้าหาญในการเป็นปากเสียงและคุ้มครองสิทธิของชุมชน
เจ้าหน้าที่รัฐต้องรับประกันความปลอดภัยให้กับนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและชุมชนที่พวกเขาทำงานอยู่เพื่อที่พวกเขาจะสามารถแสดงความคิดเห็นและรวมตัวกันอย่างเป็นอิสระโดยปราศจากความกลัวในการถูกประหัตประหาร
สหประชาชาติUN ร้องไทยเร่งคลี่คลายคดียิงแกนนำต้านเหมือง จ.นครศรีธรรมราช-ยิงแกนนำเรียกร้องที่ดิน จ.กระบี่ พบนักต่อสู้ไทยเสียชีวิต/หายกว่า 35 คน

แถลงการณ์โดยโฆษกข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
กรณีประเทศไทย/นักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดิน
9 ธันวาคม 2557
 

ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมในรัฐธรรมนูญใหม่

อีเมล พิมพ์ PDF
เรื่องสิ่งแวดล้อมควรเป็นอย่างไร? ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่
เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม กรมส่งเสริมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้จัดงาน “วันสิ่งแวดล้อมไทย” ที่ศูนย์การแสดงสินค้าอิมแพค เมืองทองธานี ซึ่งส่วนหนึ่งภายในงานได้จัดเวทีการสัมนาในหัวข้อ “ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมในรัฐธรรมนูญใหม่ หัวใจของการพัฒนาสู่ความผาสุกและยั่งยืน" ซึ่งเป็นเวทีในมุมมองการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างครอบคลุมและรอบด้าน เพื่อเสนอทางเลือกในการปฎิรูปสิ่งแวดล้อมให้ได้อย่างดีที่สุด โดยมีผู้ทรงคุณวุติจากหลากหลายองค์กรเข้าร่วมการสัมนาในครั้งนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าว
ดร.บัณฑูร เศรษศิโรศน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุติสมัชชาองค์กรเอกชนฯ พูดถึงประเด็นสิ่งแวดล้อมในรัฐธรรมนูญใหม่ว่า สิ่งสำคัญคือต้องมีความโปร่งใสและความถูกต้อง รวมไปถึงข้อมูลข่าวสารการประเมินการตรวจสอบและการฟ้องร้องคดีที่สามารถทำได้ การแก้ไขตัวกฎหมายบางตัวที่อาจจะยังมีข้อบกพร่อง และเอื้อต่อการทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติไม่ว่าจะทะเล ป่า แม่น้ำ ที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์จากเอกชน ซึ่งออกใบอนุญาติจากภาครัฐ ทั้งนี้ยังต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมจากกาสำรวจการเสนอหรือลงประชามติ อีกทั้งภาครัฐต้องเคารพและคุ้มครองสิทธิในสิ่งแวดล้อมนี้ให้เป็นจริงด้วย
นางรตยา จันเทียร ประธาณมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้เกริ่นในเรื่องงานอนุรักษ์ของมูลนิธิฯ ที่มีต้นแบบการทำงานมาจากคุณสืบ นาคะเสถียร ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องความซื่อสัตย์ มีคุณธรรม จริยธรรม และในงานด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนในประเด็นเรื่องที่อยากให้เกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญใหม่คือ อยากให้ทรัพยากรทุกอย่างในประเทศเป็นของส่วนรวมเป็นสมบัติของชาติ เรื่องกฎหมายการยึดครองที่ดินที่บางคนมีไว้ในครอบครองส่วนตัวถึง 600,000 ไร่ ควรต้องแก้ไขที่ตัวกฎหมาย เพราะการแบ่งพื้นที่ทำกินอาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ อีกทั้งการบริหารจัดการของแต่ละจังหวัด ควรจะต้องมีการจัดการเก็บข้อมูลในพื้นที่ ว่าแต่ละจังหวัดมีการใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างไร
นางเรวดี ประเสิรฐเจริญสุข เครือข่ายผู้หญิงเพื่อการปฏิรูป ได้กล่าวในการสัมนานี้ว่าปัจจุบันที่ดินส่วนใหญ่ในประเทศถูกครอบครองจากคนบางกลุ่มเพียง 30 เปอร์เซ็นเท่านั้น มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่ต้องจากบ้านเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ เข้ามาทำงานในระบบโรงงานอุสาหกรรม เพราะไม่มีพื้นที่ทำกิน สิ่งที่อยากเห็นในรัฐธรรมนูญใหม่คือการที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมและสามารถกำหนดทิศทางได้ โดยการกำหนดพื้นที่นิเวศของแต่ละชุมชนเป็นที่ตั้ง ว่าจะใช้ประโยชน์ต่อทรัพยาธรรมชาติอย่างไร พื้นที่ไหนสามารถทำการเกษตรได้ พื้นที่ใดควรต้องอนุรักษ์ อีกทั้งโครงการที่มีขึ้นในแต่ละพื้นที่ ประชาชนต้องสามารถเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลได้ อีกหนึ่งประเด็นคือการลงทุนในการบริหารจัดการทรัพยากรคนรุ่นใหม่ ที่จะเข้ามาสานต่องานอย่างมีคุณภาพ ซึ่งจะส่งผลต่อพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต
นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมัชชาองค์กรเอกชนฯ ได้พูดถึงในประเด็นรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมในแต่ละฉบับที่ผ่านมาว่า หากมองแล้วจะไม่มีข้อแตกต่างกันมากนัก สิ่งที่สำคัญคือการบังคับใช้กฎหมายให้ได้อย่างจริงจัง หากมีกฎหมายแล้วบังคับใช้ไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์ รวมไปถึงรัฐธรรมนูญใหม่ที่ต้องให้ประชาชนทุกคนต้องมีสิทธิในทรัพยากรทางธรรมชาติ ใช่เพียงกลุ่มบุคคลใดกลุ่มหนึ่ง อีกทั้งประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจต่อโครงการแต่ละโครงการในพื้นที่ของตน รวมถึงสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานราชการ ต่อตัวโครงการหรืองบประมาณที่ต้องไม่ล่าช้าเหมือนก่อน เพราะว่าแต่ละในโครงการที่สร้างขึ้นมานั้นเป็นเงินภาษีของประชาชน และมีผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้สิทธิมนุษยชนที่พึ่งมีคือประชาชนในพื้นที่ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม และยุติธรรมจากหน่วยงานจากภาครัฐ
รัฐธรรมนูญ สิ่งแวดล้อมเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม กรมส่งเสริมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้จัดงาน “วันสิ่งแวดล้อมไทย” ที่ศูนย์การแสดงสินค้าอิมแพค เมืองทองธานี ซึ่งส่วนหนึ่งภายในงานได้จัดเวทีการสัมนาในหัวข้อ “ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมในรัฐธรรมนูญใหม่ หัวใจของการพัฒนาสู่ความผาสุกและยั่งยืน" ซึ่งเป็นเวทีในมุมมองการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างครอบคลุมและรอบด้าน เพื่อเสนอทางเลือกในการปฎิรูปสิ่งแวดล้อมให้ได้อย่างดีที่สุด โดยมีผู้ทรงคุณวุติจากหลากหลายองค์กรเข้าร่วมการสัมนาในครั้งนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าว
 

ภาคประชาชน ออกแถลงการณ์ "ไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติแร่"

อีเมล พิมพ์ PDF
เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ประเทศไทย และองค์กรเครือข่าย ออกแถลงข่าวไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. .... จึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาลและคณะกรรมการกฤษฎีกา ดังนี้
แถลงการณ์
ข้อเสนอความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ...
วันที่ 4 ธันวาคม 2557 เวลา 10.00 น.
ณ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. .... เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2557 ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วนำเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไปนั้น เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ประเทศไทย และองค์กรเครือข่าย ได้ตรวจสอบร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้วเห็นว่ากระบวนการออกกฎหมายฉบับนี้ เป็นการเร่งรัดเสนอกฎหมายของหน่วยงานราชการโดยไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และเมื่อพิจารณาเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติแร่ดังกล่าวแล้ว พบว่ามีลักษณะในการเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการในการสำรวจและทำเหมืองแร่มากยิ่งกว่าจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ และชุมชนที่จะได้ประโยชน์จากทรัพยากรแร่ และคำนึงถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากยิ่งกว่าการสงวนหวงห้ามและคุ้มครองพื้นที่ที่สำคัญต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมถึงมิได้คำนึงถึงสิทธิในการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย และคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งๆ ที่ชุมชนและประชาชนเป็นเจ้าของทรัพยากรแร่และเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่โดยตรง
รวมทั้งในสถานการณ์ปัจจุบันภายใต้การบังคับใช้กฎอัยการศึกไม่เอื้ออำนวยให้ประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริงในกระบวนการออกกฎหมาย ตลอดจน สภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นสภาที่มาจากการแต่งตั้งก็มิได้มีที่มาที่ยึดโยงในการเป็นตัวแทนของประชาชน อีกทั้งปัจจุบันอยู่ระหว่างการปฏิรูปและจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนั้นการพิจารณาออกกฎหมายซึ่งมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิทธิเสรีภาพของประชาชนควรที่จะรอให้มีรัฐธรรมนูญและมีรัฐสภาที่เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริงเสียก่อน รวมถึงต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอย่างทั่วถึงก่อนการพิจารณาร่างกฎหมายแร่ดังกล่าว
เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ประเทศไทย และองค์กรเครือข่ายตามรายชื่อด้านท้ายหนังสือฉบับนี้ จึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาลและคณะกรรมการกฤษฎีกา ดังนี้
1. ขอให้รัฐบาลชะลอการเสนอร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ... ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญและมีรัฐสภาที่มีที่มาจากตัวแทนจากประชาชนอย่างแท้จริง
2. ให้มีการทบทวนร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ...ในระหว่างนี้โดยคณะกรรมการกฤษฎีกานำความคิดเห็นของภาคประชาชนต่อร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. .... ไปประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัติแร่ดังกล่าวด้วย
3. ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตั้งคณะทำงานร่วมในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ... โดยประกอบไปด้วย คณะกรรมการกฤษฎีกา กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และภาคประชาชน ในการพิจารณาทบทวนเนื้อหาโดยละเอียด
เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ประเทศไทย และองค์กรเครือข่าย ประกอบด้วย :
๑) กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี
๒) กลุ่มคนรักบ้านเกิด กรณีเหมืองแร่ทองคำจังหวัดเลย
๓) กลุ่มคนรักบ้านเกิดอุมุง กรณีเหมืองแร่เหล็ก อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย
๔) กลุ่มอนุรักษ์ภูหินเหล็กไฟ อำเภอเมือง จังหวัดเลย
๕) กลุ่มศึกษาปัญหาดินเค็มและการจัดการทรัพยากรแร่ จังหวัดนครราชสีมา
๖) กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา
๗) กลุ่มรักทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี
๘) กลุ่มเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม (ดาวดิน)
๙) กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากสารแคดเมี่ยม แม่ตาว จ.ตาก
๑๐) กลุ่มรักษ์บ้านแหง จังหวัดลำปาง
๑๑) กลุ่มป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได
๑๒) กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมท้องถิ่นบ้านกลาง อ.อ่าวลึก จ.กระบี่
๑๓) คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคอีสาน (กป.อพช.อีสาน)
๑๔) เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำ 3 จังหวัด พิจิตร เพชรบูรณ์และพิษณุโลก
๑๕) เครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ จ.ลำปาง
๑๖) เครือข่ายพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหา อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา
๑๗) โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่
๑๘) ชุมชนลุ่มน้ำสรอย จ.แพร่
๑๙) มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)
ที่มา www.facebook.com/loeiminingtown
พรบ แร่เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ประเทศไทย และองค์กรเครือข่าย ออกแถลงข่าวไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. .... จึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาลและคณะกรรมการกฤษฎีกา ดังนี้
 

ทะเลไทยในยุคสมัยที่อาจเปลี่ยนแปลง

อีเมล พิมพ์ PDF

ทะเลไทยจากการสัมภาษณ์ นายบรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย ในรายการมาหานครทางช่องนิว)ทีวี โดย อาจารย์ ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ในชื่อตอน “ทะเลไทยในยุคสมัยที่อาจเปลี่ยนแปลง” ที่ได้พูดถึงความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในท้องทะเลไทยในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการทำประมงในเชิงธุรกิจที่อิงผลประโยชน์กับบริษัทใหญ่ในประเทศ หรือการทำประมงของประชาชนในพื้นที่ รวมไปถึงการพัฒนาประเทศสำหรับโครงการต่างๆ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของทะเลไทยในอนาคต ซึ่งแต่ละประเด็นที่มีการถกกันนั้นอาจจะช่วยหาคำตอบในการขับเคลื่อนของการอนุรักษ์ทะเลไทยในอนาคตต่อไป

 

5 ประเด็นจากเวทีระดับโลกเรื่องพื้นที่อนุรักษ์

อีเมล พิมพ์ PDF

อุทยานแห่งชาติจำเป็นหรือไม่ที่การอนุรักษ์ต้องเป็นขั้วตรงข้ามของการพัฒนาเศรษฐกิจ ?

กว่าร้อยละ 40 ของเศรษฐกิจโลกอ้างอิงกับทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้นความคิดที่ว่าจะรักษาทรัพยากรธรรมชาตินั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ผู้เข้าร่วมหลายคนมองว่า 'ไร้สมอง' แต่ในวันแรกของการประชุม Archim Steiner ผู้อำนวยการ United Nations Environment Program ที่กล่าวถึงความจำเป็นในการก้าวข้ามกรอบความคิดดั้งเดิมว่า

 

กรมอุทยานฯ ยื่นจดหมายถึง คชก. คัดค้านโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์

อีเมล พิมพ์ PDF
กรมอุทยานฯ ยื่นจดหมายถึง คชก. คัดค้านโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์
เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ที่ผ่านมากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยื่นจดหมายด่วนส่งถึง คชก. แหล่งน้ำเพื่อให้ข้อมูลผลการศึกษาด้านทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าในพื้นที่โครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ รับไว้พิจารณาก่อนการประชุมการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมระบุข้อความสำคัญไม่ควรสร้างเขื่อนแม่วงก์ในพื้นที่อนุรักษ์ แต่ควรดำเนินการจัดทำแนวทางเลือกในการจัดการน้ำแนวทางอื่นที่ไม่ต้องสูญเสียพื้นที่ขนาดใหญ่ในพื้นที่อนุรักษ์และให้ความคุ้มค่าในการจัดการน้ำมากกว่า
โดยทางกรมอุทยานฯ ได้มีความเห็นว่า พื้นที่โครงการสร้างเขื่อนทั้งหมดที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติเขื่อนแม่วงก์ ซึ่งเป็นป่าที่กำลังฟื้นฟูเข้าสู่สภาวะป่าสมบูรณ์และเป็นป่าที่มีระบบนิเวศเฉพาะที่หาได้ยากในประเทศ รวมทั้งเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าที่สำคัญอย่างเสือโคร่งที่ปัจจุบันอยู่ในสถานะเสี่ยงใกล้สูญพันธ์ อีกทั้งการสร้างเขื่อนอาจจะมีผลกระทบต่อการดำเนินการจำทำแผนเสนอพื้นที่อุทยานฯ แม่วงก์ให้เป็นมรดกโลกของกรมอุทยานฯ อีกด้วย
ทั้งนี้ เนื้อหาในจดหมายของกรมอุทยานฯ ยังได้มีข้อมูลเสริมจากคณะทำงานตรวจสอบข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโครงการเขื่อนแม่วงก์ ที่แต่งตั้งคณะทำงานรวม 3 ชุด ได้แก่คณะทำงานด้านทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า คณะทำงานด้านบริหารจัดการน้ำ และคณะทำงานด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม โดยคณะทำงานได้มีความเห็นโดยสรุปได้ดังนี้
ด้านทรัพยากรที่ส่งผลกระทบต่อพืชและจำนวนสัตว์ป่า การปลูกป่าทดแทนสำหรับพื้นที่ที่สูญเสียไปอาจจะไม่เหมาะสม อีกทั้งในด้านบริหารจัดการน้ำที่น่าจะมีทางเลือกอื่นที่จะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมหรือน้ำในพื้นที่ชลประทานให้มีศักยภาพเท่าตัวโครงการได้ และทางด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม ที่การคิดผลประโยชน์ของโครงการไม่ถูกต้อง โดยไม่คิดต้นทุน และคิดต้นทุนต่ำกว่าความเป็นจริง รวมทั้งขาดการประเมินมูลค่าทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพอีกด้วย
...
บันทึกข้อความ
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สำนักอุทยานแห่งชาติ
ที่ ทส ๐๙๑๐.๒๐๔/ ๒๓๒๖๙ วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๗
เรื่อง ขอส่งข้อมูลและความเห็นต่อโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์
เรียน เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ตามที่ คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านพัฒนาแหล่งน้ำ ได้มีการประชุม ครั้งที่ ๗/๒๕๕๗ ในวันจันทร์ที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๗ มีมติคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ มอบหมายให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จัดส่งเอกสารข้อมูลผลการศึกษาด้านทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าในพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ให้ฝ่ายเลขาธิการรวบรวม เพื่อนำเสนอคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ เพื่อประกอบการพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พิจารณาแล้ว มีความเห็นต่อโครงการเขื่อนแม่วงก์ดังนี้
๑. เนื่องด้วยพื้นที่สร้างเขื่อนทั้งหมดอยู่ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จำนวน ๑๒,๒๐๐ ไร่  สภาพป่าเป็นป่าที่กำลังฟื้นตัวเข้าสู่สภาวะป่าสมบูรณ์ นับตั้งแต่มีการป้องหันพื้นที่เตรียมการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๖ รวมทั้งผืนป่าดังกล่าวเป็นป่าในพื้นที่ลุ่มต่ำ เป็นระบบนิเวศเฉพาะ หาได้ยากในประเทศ
๒. พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าที่สำคัญ เช่น เสือโคร่ง ซึ่งถือเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศป่าไม้ และปัจจุบันอยู่ในสถานะเสี่ยงสูญพันธุ์ ในพื้นที่ที่จะก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์มีการค้นพบเขียดงูดอยสุเทพ (Ichthyophis youngroum talor) ซึ่งเป็นการค้นพบครั้งที่ ๒ ในประเทศไทย รวมทั้งพบค้างคาวจมูกหลอดเล็กท้องขาว (Murlno walstoni) ซึ่งเป็น new species
๓. กระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือด่วนมาก ที่ กต ๑๐๐๓/๑๗๗๓ ลงวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๕ แจ้งว่าศูนย์มรดกโลก (World Heritage Center) ได้รับแจ้งจาก International Union For Conservation of Nature (IUCN) ได้แสดงความเป็นกังวลเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนแม่วงก์ ซึ่งอยู่ติดกับพื้นที่มรดกโลก คือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ - ห้วยขาแข้ง เนื่องจากระบบนิเวศในพื้นที่ดังกล่าวมีความสมบูรณ์ เป็นถื่นอาศัยของสัตว์ป่าหายาก และการสร้างเขื่อแม่งวงก์จะนำไปสู่ผลกระทบต่อประชากรเสือและการลักลอบล่าสัตว์ป่า ศูนย์มรดกโลกเสนอให้ฝ่ายไทยระงับโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์จนกว่าผลการประเมิน EIA จะครบถ้วนและได้มีการประเมินผลกระทบจากการดำเนินโครงดังกล่าวต่อคุณลักษณะที่โดดเด่น (Outstanding Universal Value) ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ - ห้วยขาแข้ง
๔. การกักเก็บน้ำไว้ใต้ดิน คือ ผืนป่าจะมีศักยภาพในการเก็บน้ำมากกว่าเก็บน้ำบนดิน ซึ่งคือการสร้างเขื่อน
๕. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อยู่ในระหว่างการดำเนินการจัดทำแผนเสนอพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์และพื้นที่ใกล้เคียงเป็นมรดกโลก เพื่อเป็นการอนุรักษ์ผืนป่าขนาดใหญ่ คือ ผืนป่าตะวันตกอย่างต่อเนื่อง
๖. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีคำสั่งที่ ๔๒๗/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๖ เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โครงการเขื่อแม่วงก์ และคำสั่งที่ ๔๙๓/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๖ แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ โดยได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานรวม ๓ ชุด ได้แก่ คณะทำงานด้านทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า คณะทำงานด้านบริหารจัดการน้ำ และคณะทำงานด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะทำงานมีความเห็นต่อความถูกต้องสมบูรณ์ของรายงาน สรุปดังนี้
๑) ด้านทรัพยากร ได้แก่ ประเด็นสภาพปัจจุบันและผลกระทบต่อสังคมพืชและการทดแทน ประเด็นความถูกต้องของการจำแนกชนิดและจำนวนสัตว์ป่าที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการ ประเด็นผลกระทบต่อระบบนิเวศของพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์และพื้นที่ใกล้เคียง และประเด็นความเหมาะสมพื้นที่ปลูกป่าทดแทนพื้นที่ที่สูญเสียไปในการก่อสร้างโครงการ
๒) ด้านการบริหารการจัดการน้ำ ได้แก่ ประเด็นด้านการกำหนดแนวทางเลือก ประเด็นการกำหนดสถานการณ์ของการพัฒนาลุ่มน้ำด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ประเด็นการปล่อยน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ ประเด็นปัญหาน้ำท่วม และศักยภาพของโครงการต่อการบรรเทาปัญหาน้ำท่วม ประเด็นพื้นที่ชลประทาน และการจัดสรรน้ำ
๓) ด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม ได้แก่ ประเด็นการคิดผลประโยชน์ของโครงการไม่ถูกต้อง ไม่คิดต้นทุน และคิดต้นทุนต่ำเกินกว่าความเป็นจริง รวามทั้งขาดการประเมินมูลค่าทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากข้อมูลทั้งหมด ความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า ความคุ้มค่าในกรณีมีและไม่มีเขื่อน การเป็นแนวกั้นกันชนของผืนป่าตะวันตกซึ่งมีความสำคัญเป็นมรดกโลก รวมทั้งพื้นที่ดังกล่าวอยู่ระหว่างการจัดทำแผนเพื่อเสนอเป็นมรดกโลก จึงมีความเห็นไม่ควรสร้างเขื่อแม่วงก์ในพื้นที่อนุรักษ์ แต่ควรดำเนินการจัดทำแนวทางเลือกในการจัดการน้ำแนวทางอื่นที่ไม่ต้องสูญเสียพื้นที่ขนาดใหญ่ในพื้นที่อนุรักษ์และให้ความคุ้มค่าในการจัดการน้ำมากกว่า
พร้อมนี้ ขอส่งข้อมูลการสำรวจทรัพยากรป่าไม้และข้อมูลสำรวจทรัพยากรสัตว์ป่า มาเพื่อเป็นข้อมูลที่จะใช้ประกอบการพิจารณาความจำเป็นและความเหมาะสมที่จะใช้พื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ดำเนินการสร้างเขื่อ ในการปรุะชุมครั้งต่อไป ทั้งนี้ได้ส่งข้อมูลในรูปแบบแผ่นบันทึกข้อมูล มาพร้อมนี้
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
นายนิพนธ์ โชติบาล
อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเมื่อวันที่ 18 พ.ย. ที่ผ่านมากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยื่นจดหมายด่วนส่งถึง คชก. แหล่งน้ำเพื่อให้ข้อมูลผลการศึกษาด้านทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าในพื้นที่โครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ รับไว้พิจารณาก่อนการประชุมการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมระบุข้อความสำคัญไม่ควรสร้างเขื่อนแม่วงก์ในพื้นที่อนุรักษ์ แต่ควรดำเนินการจัดทำแนวทางเลือกในการจัดการน้ำแนวทางอื่นที่ไม่ต้องสูญเสียพื้นที่ขนาดใหญ่ในพื้นที่อนุรักษ์และให้ความคุ้มค่าในการจัดการน้ำมากกว่า
 

60 นักวิชาการ แถลงการณ์ "คัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์"

อีเมล พิมพ์ PDF
ตามที่รัฐบาลได้เร่งรัดผลักดันให้มีการดำเนินโครงการเขื่อนแม่วงก์ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เขตจังหวัดนครสวรรค์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ป่าตะวันตกอีกครั้งหลังจากที่รายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)ไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมาหลายครั้งและได้รับการคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่และสาธารณชนมาโดยตลอดระยะเวลาประมาณ ๒๐ ปีโดยคณะกรรมการผู้ชำนาญการมีกำหนดการประชุมพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ (EHIA)ในวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ศกนี้ นั้น
เหล่านักวิชาการซึ่งมีรายชื่อท้ายแถลงการณ์นี้ เห็นว่าโครงการเขื่อนแม่วงศ์ไม่สมควรได้รับการดำเนินการต่อไปและรัฐบาล กรมชลประทาน รวมทั้ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยควรยุติการผลักดันโครงการเขื่อนแม่วงก์โดยทันทีและตลอดไปด้วยเหตุผลเบื้องต้นโดยสรุปต่อไปนี้
๑. โครงการเขื่อนแม่วงก์จะก่อผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ของผืนป่าตะวันตกโดยรวมซึ่งหมายถึงผลกระทบต่อห่วงโซ่ความสัมพันธ์ในหมู่สัตว์และพืชในผืนป่าตะวันตกทั้งหมด และย่อมกระทบในทางตรงและทางอ้อมต่อมนุษย์ในชุมชนและสังคมวงกว้างในที่สุด การดำรงอยู่ต่อไปของผืนป่าและสัตว์ป่าในปัจจุบันหมายถึง การดำรงอยู่ของความหลากหลายทางชีวภาพที่จะประกันความอุดมสมบูรณ์และยั่งยืนของธรรมชาติที่มีคุณค่าทั้งเพื่อธรรมชาติทั้งระบบและเพื่อมนุษย์ เราเห็นว่า การพิจารณาคุณค่าในแง่มุมเหล่านี้ ไม่อาจพิจารณาอย่างผิวเผินแค่การเปรียบเทียบหรือประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจของความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับช้าง เสือ นกยูงฯลฯ หรือพืชพันธุ์ใดๆ เป็นรายชนิดหรือรายตัว แต่ต้องมองให้เห็นคุณค่าอันสูงส่งอย่างประเมินค่าไม่ได้ของระบบและวัฏจักรของชีวิตทั้งหมดที่จะเกื้อกูล สัมพันธ์และพัฒนาหนุนเนื่องต่อไปตามธรรมชาติ
สังคมอเมริกันเคยเรียนรู้ว่า หากย้อนเวลาได้จะไม่ตัดสินใจสร้างเขื่อนชลประทานในโครงการ Hetch Hetchy ในเขตอุทยานแห่งชาติ Yosemite National Park(แล้วเสร็จ ค.ศ. 1938) ซึ่งทำให้ที่สุดต้องทำลายเขื่อนนี้ลงแล้วปล่อยให้ธรรมชาติฟื้นตัวเองขึ้นมาใหม่ซึ่งต้องใช้เวลาหลายร้อยปี ประสบการณ์ความผิดพลาดเช่นนี้เกิดขึ้นกับอีกหลายโครงการทั้งในสหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศ จนการสร้างเขื่อนกลายเป็น “ทางเลือกที่สังคมพัฒนาแล้วเขาไม่เลือก” กันแล้วในปัจจุบัน
๒. โครงการนี้จะมีผลกระทบโดยตรงต่อชุมชนที่พึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โครงการและพื้นที่ต่อเนื่องที่จะมีการเวนคืนที่ดินและทำลายทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมากเพื่อการสร้างคลองชลประทานและถนนเป็นต้น นอกจากนี้ ยังเป็นที่ประจักษ์จากการสำรวจว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่จังหวัดนครสรรค์เองก็ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินโครงการนี้
๓. โครงการนี้ต้องใช้งบประมาณสูงมากถึง ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท (ตามมติของคณะรัฐมนตรีชุดนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๕) แต่จะไม่มีประสิทธิผลเพียงพอในการป้องกันปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่วงก์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างเพราะจะสามารถรับน้ำได้เพียงประมาณร้อยละ ๒ ของปริมาณน้ำที่เข้าสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างเมื่อคราวน้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ.๒๕๕๔ นอกจากนี้ ยังได้ประโยชน์ที่ต่ำมากในแง่ชลประทานที่เกษตรกรจะได้รับประโยชน์ (โดยที่ยังไม่ได้คำนวณ “มูลค่า” ความเสียหายที่เกิดจากผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และโดยเฉพาะความเสียหายที่จะกระทบต่อ “คุณค่า” ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอันไม่อาจประเมินได้ดังกล่าวมาในข้อ ๑ )
๔. โครงการนี้ไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการ และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมาแล้วหลายครั้งแม้แต่ในช่วงระยะเวลาภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเพราะมีปัญหาในหลายมิติ การเร่งรัดพิจารณาปัญหานี้ทั้งที่ยังมีการคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่โครงการฯ และสาธารณชน รวมทั้ง การวางแผนและดำเนินการตามแผนแม่บทเพื่อการป้องกันน้ำท่วมในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างซึ่งเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกับโครงการเขื่อนแม่วงก์เองก็ยังมีปัญหาการไม่ได้รับการยอมรับและเกิดการคัดค้านอย่างหนักหน่วงและกว้างขวางของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างที่อาจได้รับผลกระทบ การพยายามเร่งรัดพิจารณาโครงการโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของบุคคลและชุมชนที่จะตัดสินใจที่กำหนดวิถีชีวิตและเลือกเผชิญ ไม่เผชิญหรือเผชิญอย่างไรกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิการเข้าถึงข้อมูล สิทธิการมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯย่อมหมายถึง การใช้อำนาจรัฐจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติโดยไม่คำนึงถึงความเป็นธรรมในการจัดสรรประโยชน์และภาระ-ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมแก่ประชาชน นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงการไม่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการใช้งบประมาณของรัฐ หลักธรรมาภิบาลและหลักความโปร่งใสในการใช้อำนาจรัฐได้ด้วย
พวกเราหวังว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะรับฟังคำคัดค้าน ความเห็นและคำเรียกร้องขอพวกเรา เช่นเดียวกับการรับฟังเสียงของชุมชนในพื้นที่ที่กล่าวถึงทั้งหมดและสาธารณชน เพื่อมิให้เกิดความเสียหายที่ประเมินมิได้จากการดำเนินการโครงการนี้ของรัฐ
ด้วยจิตคารวะ
๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๗
รศ.ดร. สุวินัย ภรณวลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
รศ.ดร.ชวินทร์  ลีนะบรรจง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
อ.ดร.อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รศ.ตระกูล มีชัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผศ.ธีระชน พลโยธา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
อาจารย์ ดร.ปานพิมพ์ เชื้อพลากิจ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
อาจารย์ ดร.อัจศรา ประเสริฐสิน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
อาจารย์ ดร.ประกฤติยา ทักษิโณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
อาจารย์ ดร.เสกสรรค์  ทองคำบรรจง  มหาวิทยาลัยบูรพา
รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คงสม  มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
อาจารย์ อิงอร ไชยเยศ  มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
รศ.ดร.ดุสิต เวชกิจ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
อาจารย์ ปริชาติ ดิษฐกิจ  มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
รศ.ดร สัจจา บรรจงศิริ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
รศ.วราภรณ์ อุปลาคม มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
รศ.ดร.สมัครสมร ภักดีเทวา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
อาจารย์ วิลาวัลย์ ศิลปศร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
อาจารย์ ศิริลักษณ์ นามวงศ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
อาจารย์ ดร.จรรยา สิงห์คำ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ผศ.ดร.ปัณฉัตร หมอยาดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
อาจารย์วริณาฐ  พิทักษ์วงศ์วาน  มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ผศ.ดร.สุภาภรณ์ศรีดี  มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ผศ.ดร.คมสัน มาลีสี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
อาจารย์ ดร. อนุสรณ์ ศรีแก้ว มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์ บุญส่ง ชเลธร  มหาวิทยาลัยรังสิต
ผศ.ดร.ลักษณา แสงแก้ว มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์ ดร.บุปผา บุญสมสุข มหาวิทยาลัยรังสิต
ผศ.ดร.ดวงทิพย์ เจริญรุกข์ มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์ ดร.อนิก ทวิชาชาติ  มหาวิทยาลัยรังสิต
ผศ.เธียรชัย อิศรเดช  มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์ ดร.ฉลองรัฐ เฌอมาลย์มารค  มหาวิทยาลัยรังสิต
ผศ.สิริทิพย์ ขันสุวรรณ  มหาวิทยาลัยรังสิต
ผศ.พิมณัฐชยา สัจจาศิลป์   มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์วีรวัฒน์ อำพันสุข  มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์ปฏินันท์ สันติเมธนีดล มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์ วรวุฒิ  อ่อนน่วม  มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์ ธิราภรณ์ กลิ่นสุคนธ์ มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์ พิทักษ์ ชูมงคล  มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์ ฐิติ พิทยสรณะ  มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์คมสัน โพธิ์คง  มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์ นิดาวรรณ เพราะสุนทร มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์ ดร.ชุลีรัตน์ เจริญพร   มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์ สุริยะใส กตะศิลา มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์ศาสตรา โตอ่อน มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์ บูชิตา แสงแก้ว มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต
อาจารย์พัทธ์ธีรา นาคอุไร มหาวิทยาลัยมหิดล
อาจารย์อนินทร์ พุฒิโชต มหาวิทยาลัยทักษิณ
อาจารย์กนกวรรณ สุทธิพร มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
อาจารย์ ณัฐพล อมรทัต  มหาวิทยาลัยสยาม
อาจารย์ สมคะเน  วรวิวัฒน์   มหาวิทยาลัยสยาม
อาจารย์ มนต์ศักดิ์  เกษศิรินทร์เทพ มหาวิทยาลัยสยาม
อาจารย์ศักดิ์ณรงค์ มงคล   นักวิชาการอิสระ
นางสาวณัฏฐ์ชวัล  โภคาพานิชวงษ์    นักวิชาการอิสระ
อาจารย์ ชุมพล ศรีรวงทรัพย์ นักวิชาการอิสระ
นายสุวพจน์ อุปลาคม นักวิชาการอิสระ
นางอัญชลี นาควิเชตร์  นักวิชาการอิสระ
นางกมลรัตน์ ประกอบการ นักวิชาการอิสระ
นางสาวอัญชลิตา สุวรรณชฎ นักวิชาการอิสระ
อาจารย์ชรัตน์ สินธุสะอาด   นักวิชาการอิสระ
นายจุมพล หมอยาดี นักวิชาการอิสระ
นายอุรุพงษ์   สินธุสะอาด  นักวิชาการอิสระ
นางสาวเนตรดาว ณ พัทลุง  นักวิชาการอิสระ
เขื่อนแม่วงก์ตามที่รัฐบาลได้เร่งรัดผลักดันให้มีการดำเนินโครงการเขื่อนแม่วงก์ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เขตจังหวัดนครสวรรค์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ป่าตะวันตกอีกครั้งหลังจากที่รายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)ไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมาหลายครั้งและได้รับการคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่และสาธารณชนมาโดยตลอดระยะเวลาประมาณ ๒๐ ปีโดยคณะกรรมการผู้ชำนาญการมีกำหนดการประชุมพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ (EHIA)ในวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ศกนี้ นั้น
 

วสท. ออกแถลงการณ์ คัดค้านการพิจารณาเห็นชอบรายงาน EHIA เขื่อนแม่วงก์

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 เวลา 12.00 น. ที่บริเวณด้านหน้าสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) นำโดย รศ.ดร.สุวัฒนา จิตรลดากร, ผศ. ทีฆาวุฒิ โปตาภิรมย์ และ ผศ. ดร. สิตางค์ พิลัยหล้า เดินทางมาให้กำลังใจ ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรในการให้กำลังใจคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ด้านแหล่งน้ำ พร้อมทั้งได้มีการอ่านแถลงการณ์ เรื่อง คัดค้านการพิจารณาเห็นชอบรายงาน EHIA เขื่อนม่วงก์ โดยมีรายละเอียดการดังนี้
แถลงการณ์คณะอนุกรรมการวิศวกรรมสถานแหล่งน้ำ วสท.
เรื่อง คัดค้านการพิจารณาเห็นชอบรายงาน EHIA เขื่อนแม่วงก์
ตามที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับความพยายามผลักดันให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงาน (คชก) พิจารณารายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเขื่อนแม่วงก์ ผ่านความเห็นชอบรายงานฯ เพื่อให้เริ่มดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์นั้น คณะอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำ วสท. ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการด้านวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ และแหล่งน้ำจากหลากหลายสถาบัน ขอคัดค้านความพยายามดังกล่าว เนื่องจากรายงานการศึกษาฯ ฉบับนี้มีความบกพร่องอย่างกระจ่างชัด กล่าวคือ
๑. แม้ว่าได้มีการศึกษารายละเอียดต่างๆ ที่ปรากฏในรายงานฯ ฉบับนี้มีเวลานานแต่การปรับแก้ฯ ในส่วนต่างๆ ที่มีความสำคัญยังไม่รอบด้าน ไม่ครบถ้วนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนการวิเคราะห์ทางเลือกของโครงการเพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดนั้น ยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์ตามหลักวิชาการ โดยมีการนำเสนอเฉพาะความจำเป็นที่ต้องมีเขื่อนเป็นหลัก แต่ขาดการพิจารณาและศึกษาถึงทางเลือกการบริหารจัดการในเชิงบูรณาการซึ่งใช้มาตรการหลายอย่างประกอบกัน เช่น การพัฒนาสระน้ำร่วมกับฝาย หรือการสร้างเขื่อนความจุขนาดปานกลางที่มีผลกระทบต่อพื้นที่ป่าอุทยานน้อยกว่า เป็นต้น อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนของการแก้ปัญหาและการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติแบบบูรณาการ
๒. การระบุปัญหาการขาดแคลนน้ำยังขาดความชัดเจน ทั้งนี้ จากการสำรวจภาคสนามพบว่า การขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง เกิดขึ้นเฉพาะเพียงบางบริเวณเท่านั้น ซึ่งควรมีการประเมินและหาทางออกว่า หากจะแก้ปัญหาเร่งด่วนในบริเวณนั้นๆ ควรจะดำเนินการอย่างไร มีทางเลือกอื่นซึ่งไม่ได้พิจารณา (ตามกล่าวแล้วในข้อที่ ๑.) และควรวิเคราะห์เปรียบเทียบอย่างไม่ลำเอียงอย่างไรบ้าง
๓. ตามที่มีการกล่าวอ้างถึงประโยชน์ของการสร้างเขื่อนเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมนั้น จากการวิเคราะห์จากนักวิชาการจากหลายสถาบัน เป็นที่ยอมรับแล้วว่า การสร้างเขื่อน ไม่มีนัยสำคัญต่อการป้องกันน้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง สำหรับในส่วนของปัญหาน้ำท่วมในเขตอำเภอลาดยาวนั้นมีข้อมูลเชิงประจักษ์ว่าเป็นปัญหาเฉพาะถิ่น ที่เกิดจากการขาดการบริหารจัดการระบบระบายน้ำที่ถูกต้องในพื้นที่บริเวณนั้น สามารถแก้ไขได้โดยไม่ต้องมีการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์
๔. จากการตรวจสอบของผู้ทรงคุณวุฒิด้านบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะทำงานตรวจสอบข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโครงการเขื่อนแม่วงก์จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาการเฉพาะด้าน (๓ ด้าน) คือ ด้านทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ด้านการบริหารจัดการน้ำ และด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม ซึ่งแต่งตั้งโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเอง เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม  ๒๕๕๖ ได้ให้ความเห็นอย่างชัดเจนว่า การก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ อาจก่อให้เกิดผลกระทบในหลายๆด้านในระดับสูง ที่ไม่สามารถกำหนดมาตรการเพื่อลดผลกระทบอันเป็นที่ยอมรับร่วมกันได้ จึงสมควรให้ยกเลิกโครงการ
อย่างไรก็ตาม ความเห็นนี้รวมถึงข้อสังเกตของความไม่ครบถ้วน ไม่รอบด้าน และไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการในประเด็นการศึกษาด้านอื่นๆ ไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาในขั้นตอนการให้ความเห็นชอบต่อรายงานการศึกษาฯ ฉบับที่กำลังมีความพยามจะผลักดันอยู่นี้
คณะอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำ วสท. จึงขอคัดค้านการพิจารณาเห็นชอบรายงาน EHIA เขื่อนแม่วงก์ฉบับนี้ และเรียกร้องให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงาน (คชก.) ที่กำลังจะพิจารณา ได้รับฟังข้อคิดเห็นต่างๆให้รอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่มีขอขัดแย้งเป็นวงกว้างอยู่ในสังคม ซึ่งแสดงถึงความไม่เหมาะสมโดยเบื้องต้นของโครงการฯ นี้
อนึ่ง คชก. ควรตระหนักถึงการใช้อำนาจหน้าที่ ในการพิจารณารายงาน EHIA ของท่าน ว่ามีความเหมาะสม หรือถูกต้องตามหลักวิชาการในการบริหารจัดการน้ำและทรัพยากรธรรมชาติหรือไม่ ซึ่งการตัดสินใจที่ผิดพลาดของท่านอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งของสังคมเป็นวงกว้างและส่งผลกระทบในระดับที่ท่านไม่อาจรับผิดชอบได้
๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๗
คัดค้าน EHIA เขื่อนแม่วงก์เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 เวลา 12.00 น. ที่บริเวณด้านหน้าสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) นำโดย รศ.ดร.สุวัฒนา จิตรลดากร, ผศ. ทีฆาวุฒิ โปตาภิรมย์ และ ผศ. ดร. สิตางค์ พิลัยหล้า เดินทางมาให้กำลังใจ ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรในการให้กำลังใจคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ด้านแหล่งน้ำ พร้อมทั้งได้มีการอ่านแถลงการณ์ เรื่อง คัดค้านการพิจารณาเห็นชอบรายงาน EHIA เขื่อนม่วงก์ โดยมีรายละเอียดการดังนี้
 

เมื่อสองมหาอำนาจ จับมือสู้โลกร้อน

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาและจีน ได้เปิดเผยข้อตกลงที่ได้ทำการพูดคุยกันอย่างเป็นความลับต่อสาธารณชน ในประเด็นการลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยจีนได้สัญญาว่าจะจำกัดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นครั้งแรก และสหรัฐอเมริกาที่ให้สัญญาว่าจะลดปริมาณภายในปี พ.ศ. 2568
ผู้นำทั้งสองประเทศ คือบารัค โอบามา ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และสี จิ้นผิง ผู้นำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ออกแถลงการณ์ ณ Great Hall of the People กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน นับว่าเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่จะช่วยให้นานาประเทศสามารถได้ข้อสรุปในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี พ.ศ. 2563 ในการประชุมองค์การสหประชาชาติที่กรุงปารีสปีหน้า
เป็นที่ทราบกันดีว่าจีนคือผู้ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุดในโลก ซึ่งได้ให้ข้อตกลงว่าจีนจะลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี พ.ศ. 2573 โดยจะใช้แหล่งพลังงานไฟฟ้าที่ไม่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นร้อยละ 20 ในขณะที่สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นว่าจะลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 26 ถึง 28 ภายในปี พ.ศ. 2568 อ้างอิงจากระดับการปลดปล่อยในปี พ.ศ. 2548 ส่วนสหภาพยุโรปนั้น ได้มีพันธสัญญาในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 40 ภายในปี พ.ศ. 2573
“ในฐานะที่เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นผู้ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับต้นๆ เรามีความรับผิดชอบที่มากกว่าผู้อื่นในการนำการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผมภูมิใจมากที่เราสามารถประกาศข้อตกลงที่นับว่าเป็นประวัติศาสตร์ ผมขอชื่นชมท่านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และรัฐบาลจีน ในความพยายามที่จะชะลอการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ก่อนจะนำไปสู่การลดการปลดปล่อยก๊าซในอนาคต” ประธานาธิบดีบารัค โอบามากล่าว
บารัค โอบามา ยอมรับว่าภารกิจลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐฯนั้นจำเป็นต้องใช้ความพยายามอีกมาก แต่ก็เป็นไปได้ “นี่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอเมริกาและประเทศจีน ในการช่วยกันหาทางออกในวิกฤตการณ์สำคัญของทั้งโลก” โดยเขาคาดว่าจะสามารถชักจูงให้ทั้งประเทศใหญ่เล็ก ทั้งพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ในการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหานี้ และร่วมสร้างข้อตกลงร่วมกันในการประชุมที่ปารีสในปีหน้า
เป้าหมายของจีนที่จะเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดเป็นร้อยละ 20 ภายในปี พ.ศ. 2573 นับว่าน่าสนใจ เรื่องจากประเทศจีนจะจำเป็นต้องสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ ลม พลังงานแสงอาทิตย์ หรือแหล่งพลังงานที่ไม่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อื่นๆ อีกราว 800 – 1,000 กิกะวัตต์ ซึ่งมากกว่ากำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศจีนปัจจุบัน และเกือบเทียบเท่ากับการผลิตไฟฟ้าในประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศ
เป้าหมายใหม่ของสหรัฐฯ จะเป็นการเพิ่มอัตราการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสองเท่าตัว โดยได้รับแรงคัดค้านจากสภาที่มีพรรครีพับลิกันเป็นเสียงข้างมาก แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลก็ได้ออกมาเปิดเผยว่า ภายใต้กฎหมายปัจจุบันของสหรัฐฯนั้น เป้าหมายใหม่ถือว่าเป็นไปได้
“ข้อตกลงในการลดมลภาวะคาร์บอนนี้นับว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก เรายินดีอย่างยิ่งที่จะร่วมมือกับทั้งสองรัฐบาลในความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว และเชื่อว่าทั้งสองประเทศสามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าเป้าหมายที่คาดไว้”Frances Beinecke ประธานสภาปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resources Defence Council) สหรัฐอเมริกาแสดงความเห็น
“นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่ทั้งสองประเทศจะผลักดันประเด็นดังกล่าว แต่เป้าหมายที่วางไว้ก็นับว่าไม่ท้าทายมากนัก และยังเหลือที่ว่างให้ทั้งสองประเทศเจรจาเพื่อผลักดันให้เพิ่มการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่านี้”Tao Wang ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศจาก Tsinghua-CarbegieCenter for Global Policy กล่าว
“ที่บอกว่าตัวเลขนั้นไม่สูงมาก เพราะประเทศจีนได้ตั้งเป้าหมายว่าจะใช้พลังงานทดแทนอย่างน้อยร้อยละ 15 ภายในปี พ.ศ. 2563 และจากเป้าหมายใหม่ที่ต้องใช้เวลา 10 ปี กำลังการผลิตโดยพลังงานสะอาดกลับเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 5 ในขณะที่การเติบโตของพลังงานทดแทนยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สัดส่วนดังกล่าวนับว่ายังต่ำเกินไป” เขากล่าวเพิ่มเติม
ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2556 ทุกประเทศที่เข้าร่วมการประชุมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ กรุง Warsaw ได้มีการตกลงว่าจะสร้างแผนการรับมือกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหลังจากปี พ.ศ. 2563 โดยจะมาพูดคุยกันอีกครั้งในปี พ.ศ. 2558 เพื่อให้ได้ข้อสรุปและข้อตกลงร่วมกันของทั้งโลก
“การร่วมมือระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน สองประเทศที่รับผิดชอบต่อการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 1 ใน 3 ของทั้งโลก การได้มาซึ่งข้อตกลงที่ผ่านการถกเถียงและพูดคุยกันอย่างยาวนาน นับว่าเป็นบทบาทสำคัญที่ทั้งสองประเทศต้องดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การดำเนินการดังกล่าวนับว่าเป็นส่วนเดียวของความพยายามในการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนในระยะยาว และมุ่งไปสู่สังคมและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต และนับว่าเป็นรากฐานสำคัญที่จะนำไปสู่ข้อตกลงใหม่ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปีหน้า ที่การประชุมในกรุงปารีส”
ถอดความจาก “China and US strike deal on carbon cuts in push for global climate pact”โดยTania Branigan, Lenore Taylor เข้าถึงได้ที่ http://www.theguardian.com/environment/2014/nov/12/china-and-us-make-carbon-pledge?CMP=EMCNEWEML6619I2
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
บารัด โอบามาเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาและจีน ได้เปิดเผยข้อตกลงที่ได้ทำการพูดคุยกันอย่างเป็นความลับต่อสาธารณชน ในประเด็นการลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยจีนได้สัญญาว่าจะจำกัดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นครั้งแรก และสหรัฐอเมริกาที่ให้สัญญาว่าจะลดปริมาณภายในปี พ.ศ. 2568

ผู้นำทั้งสองประเทศ คือบารัค โอบามา ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และสี จิ้นผิง ผู้นำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ออกแถลงการณ์ ณ Great Hall of the People กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน นับว่าเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่จะช่วยให้นานาประเทศสามารถได้ข้อสรุปในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี พ.ศ. 2563 ในการประชุมองค์การสหประชาชาติที่กรุงปารีสปีหน้า
 

แถลงการณ์ นนรธ. 'ขอทางเลือกจัดการน้ำ ไม่เอาเขื่อนแม่วงก์'

อีเมล พิมพ์ PDF
แถลงการณ์แนวร่วมนิสิต นักศึกษา รักษาธรรมชาติ ฉบับที่ 1/2557
'ขอทางเลือกจัดการน้ำ ไม่เอาเขื่อนแม่วงก์'
เรื่อง คัดค้านการอนุมัติรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ (EHIA) โครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์
ถึงประชาชนชาวไทยทั้งหลายท่านคงจะทราบแล้วว่าขณะนี้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เตรียมจะมีการจัดประชุมคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านแหล่งน้ำ (คชก.) ในวันพุธที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ เพื่อทำการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพโครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ (EHIA) เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
เป็นที่ทราบกันดีว่าการสร้างเขื่อนแม่วงก์ แม้จะลดน้ำท่วมในเขตพื้นที่อำเภอลาดยาวได้ร้อยละ 30 ลดน้ำท่วมในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางได้ร้อยละ 1 และลดภัยแล้งในพื้นที่ชลประทานฤดูแล้งได้ร้อยละ 25 แต่จะทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าไม้   ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำ ที่มีคุณภาพในการหล่อเลี้ยงพื้นที่กสิกรรมและเกษตรกรรม  ที่สามารถสามารถดูดซับคาร์บอนได้ 10,400 ตันคาร์บอน เป็นพื้นที่ ไม่น้อยกว่า  13,000 ไร่ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการสูญเสีย “ระบบนิเวศ” ของพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์และพื้นที่ใกล้เคียง เนื่องจากเป็นบริเวณรอยต่อของการกระจายทางชีวภาพภูมิศาสตร์ (Unique Biogeography) ของการกระจายพืชพรรณและสัตว์ป่า จากภาคเหนือและภาคใต้รวมกัน ส่งผลต่อประชากรสัตว์ป่า ต้องสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหาร ซึ่งรวมไปถึงสายพันธุ์ที่ สำคัญ เช่น เสือโคร่ง ช้าง  และนกยูง รวมทั้งสุ่มเสี่ยงต่อการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า และทรัพยากรธรรมชาติครั้งใหญ่ในระยะเวลา ที่ก่อสร้างกว่าสิบปีด้วย ซึ่งเขื่อนแม่วงก์นี้นอกจากจะไม่สามารถแก้ไขการจัดการทรัพยากรน้ำ และไม่สามารถป้องกันอุทกภัย ในพื้นที่ก่อสร้างแล้ว ยังจะทำให้แหล่งน้ำธรรมชาติต้องถูกปิดกั้นการเข้าถึง  และประชาชนในพื้นที่ต้องถูกเวนคืนที่ดินนับหมื่นไร่
ท่ามกลางคำทักท้วง และข้อสงสัยของประชาชนในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่นิสิต นักศึกษา นักวิชาการ และผู้ที่สนใจในด้านสิ่งแวดล้อม  ที่ได้แสดงออกถึงความห่วงใยในเรื่องนี้ โดยในรอบหลายปีที่ผ่านมา มีการจัดกิจกรรม เวทีเสวนา หรือการแสดงออกของประชาชนในหลากหลายมิติและรูปแบบ เช่น กิจกรรมการเดินเท้าของอ.ศศิน เฉลิมลาภ  ที่ได้รับการ สนับสนุนอย่างมากจากพี่น้องประชาชน เป็นเสมือนการส่งต่อความรู้สึกไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้ตระหนักในการพิจารณาเรื่องนี้ นอกจากนี้ยังรวมถึงหลากหลายคำถาม  และข้อสงสัยเกี่ยวกับรายงาน EHIA ฉบับนี้ยังคงไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร  โดยเฉพาะ ประเด็นเรื่องประสิทธิภาพของ EHIA และ EIA ต่อการประกอบการพิจารณาโครงการเขื่อนแม่วงก์ ความถูกต้องแม่นยำและความทันสมัยของข้อมูล  ความเป็นอิสระของผู้จัดทำ  องค์ประกอบของคณะกรรมการฯ ที่ไม่ได้เปิดให้ผู้ที่มีความคิดเห็นต่างจากหลายที่มา เข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และยังขาดผู้ชำนาญการในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
ด้วยเหตุนี้ การพิจารณาอนุมัติรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯ (EHIA) ดังกล่าวจึงเป็นเสมือนใบเบิกทางให้มี การก่อผลกระทบเชิงลบต่อพื้นที่ป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่า รวมทั้งประชาชนในพื้นที่อย่างมหาศาล  ดังนั้นแนวร่วมนิสิต นักศึกษารักษาสิ่งแวดล้อม จึงขอแสดงจุดยืนในการคัดค้านและเรียกร้องให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องระงับ การพิจารณารายงานฉบับนี้  ที่ยังมีจุดบกพร่องและไม่สมบูรณ์ในหลายประการ เพื่อพิทักษ์ และรักษาทรัพยากรธรรมชาติของเรา มิให้ถูกทำลายไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์  และขอให้มีการปฏิรูปการทำรายงาน EHIA ให้เป็นไปตามแนวทางที่ อาจารย์รตยา จันทรเทียร ประธานมูลนิธิ-สืบนาคะเสถียร ได้เสนอไว้ ดังต่อไปนี้
1. เพิ่มเติมเครื่องมือในการพิจารณาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั่นคือ SEA หรือการประเมินสิ่งแวดล้อมในระดับยุทธศาสตร์ โดยเครื่องมือที่มีอยู่ไม่เพียงพอ เพราะการทำลายป่าต้นน้ำแห่งหนึ่งจะส่งผลกระทบต่อคนปลายน้ำ การพิจารณาเพียงแค่ EHIA อย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ
2. เจ้าของโครงการต้องไม่เป็นผู้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาในการทำรายงาน EIA และ EHIA โดยตรง ควรมีกองทุนหรือ ระบบกองกลาง โดยให้หน่วยงานกลางทำหน้าที่จัดหาผู้ทำรายงาน เนื่องจากทรัพยากรป่าไม้เป็นสมบัติของคนทั้งชาติ หน่วยงานส่วนกลางจึงจำเป็นต้องเข้ามาดูแลผลประโยชน์ของประชาชน
3. EIA และ EHIA ต้องมีอายุจำกัด เพราะป่าไม้สามารถมีการเปลี่ยนแปลงไปได้ กล่าวคืออาจเกิดการอพยพเข้ามาของสัตว์ต่างๆเข้ามาหากินในป่าแห่งนั้นมากขึ้นหรือ อาจจะมีการสำรวจพบพันธุ์หายาก ซึ่งอาจจะตกสำรวจจากเดิมในการสำรวจครั้งก่อนๆ EIA และ EHIA จึงจำเป็นจะต้อง มีการปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยอยู่เสมอ
4.  คณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ (คชก.)  ควรมีตัวแทนมาจากภาคประชาชน  ตัวแทนจากองค์กรภายนอก ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรป่าไม้ ทั้งนี้ผู้ที่เข้ามาเป็นคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ  (คชก.) จะต้องเปิดที่นั่ง ให้ประชาชนที่มี ส่วนได้ส่วนเสีย เข้ามาร่วมรับฟังการพิจารณาและมีสิทธิที่จะเสนอเหตุผลสนับสนุนหรือคัดค้าน ในการพิจารณา EIA และ EHIA
5. รายงาน EIA และ EHIA ไม่ควรจะเสนอและแก้จนกว่าจะผ่าน หากพิจารณาแล้วว่าทรัพยากรต่างๆ ที่เสียไปนั้นไม่คุ้มค่ากับ การลงทุน โครงการเหล่านั้นควรจะยุติโครงการลง
รวมทั้ง การสนับสนุนทางเลือกการจัดการน้ำตามรูปแบบที่อาจารย์ ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้แถลงการณ์ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2557 ที่ผ่านมา  คือ  “ทางเลือกในการจัดการน้ำแบบบูรณาการ” กรณีไม่ต้องสร้างเขื่อน ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ บนฐานการเชื่อมโยงโมเดลการจัดการน้ำระดับบุคคล ชุมชน และตำบล อันมีที่มาจากการวิเคราะห์ โครงการเขื่อนแม่วงก์  โดยวิธีการมองภาพรวมของทุกพื้นที่ เอาความต้องการน้ำของพื้นที่ที่มีปัญหามาเป็นตัวตั้ง ขยายไปให้ พื้นที่อื่นๆ ที่ไม่ขาดน้ำ  และมีศักยภาพที่จะพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กได้มารอพ่วงไปด้วย ณ ที่นี้จะแยกพิจารณาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่วงก์ และพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง พร้อมวิเคราะห์ศักยภาพทางเลือกการจัดการน้ำออกเป็น 4 พื้นที่
1. พื้นที่แม่วงก์ตอนบน : ยุทธศาสตร์คือการจัดการน้ำหลาก  พื้นที่ปลูกพืชไร่ในพื้นที่แม่วงก์ตอนบน โดยในระยะแรกจำเป็นต้อง ซ่อมแซมฝาย และประตูระบายน้ำที่ชำรุดในลุ่มน้ำย่อยคลองไทร และคลองหินดาด เพิ่มเติม โครงการชลประทานที่เป็นฝายและประตูระบายน้ำขนาดเล็กที่จำเป็น มีการขุดลอกตะกอนสม่ำเสมอ ปลูกหญ้าแฝก ริมน้ำเพื่อกันตะกอน โดยในระยะยาวควรมีการส่งเสริมการเปลี่ยนพืชไร่ เป็นเกษตรผสมผสาน สร้างประตูน้ำ เพื่อชะลอและลดปริมาณน้ำหลากที่เขาชนกัน ตลอดจนขุดลอกลำน้ำแม่วงก์จากแก่งเกาะใหญ่ ถึงเขาชนกันให้สามารถกักเก็บน้ำในฤดูแล้ง สะสมน้ำจากลำน้ำในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ที่มีมาตลอดปี ทยอยปล่อยไปด้านแม่วงก์ตอนกลาง
2. พื้นที่แม่วงก์ตอนกลาง : ควรพัฒนาอ่างห้วยหินลับ (คลองแห้ง) ให้กักเก็บน้ำเพิ่มเติม และเติมน้ำเข้าสู่แม่วงก์ตลอดปี เพิ่มเติมฝาย เก็บกัก และยกระดับน้ำในลำห้วยแม่วงก์ ที่บ้านวังชุมพร และพื้นที่อื่นๆที่มีศักยภาพ ตามหลักวิศวกรรม รวมถึงการ ปรับปรุงระบบฝายเดิมที่บ้านท่าตาอยู่  ฝายไส้งู และวังซ่าน รวมถึงประตูน้ำคลองขุนลาดให้มี ประสิทธิภาพ สมบูรณ์  ขุดลอกลำห้วยแม่วงก์ และลำห้วยที่แยกจากแม่วงก์ทุกเส้นเพื่อเก็บน้ำไว้ในลำน้ำ พื้นที่นี้มีศักยภาพ ในการพัฒนาระบบการสูบน้ำใต้ดินด้วยไฟฟ้ามาเสริมในช่วงฤดูแล้ง นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ที่มีศักยภาพในการ สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก บริเวณบ้านวังชุมพรเพิ่มเติม ทั้งหมดจะสามารถชะลอน้ำในช่วงน้ำหลาก และกักเก็บน้ำ เพื่อทยอยแบ่งให้พื้นที่แม่วงก์ตอนล่าง และพื้นที่ลาดยาวต่อไป
3. พื้นที่แม่วงก์ตอนล่าง : คือ พื้นที่ที่รับน้ำมาเติมลำน้ำจากลำห้วยตะกวดที่มีต้นน้ำที่บ้านธารมะยม และห้วยน้ำหอม  ที่มีต้นน้ำจากบ้านเขา แม่กระทู้ ทางฝั่งตะวันตก และมีพื้นที่รับน้ำจากฝั่งเขาหลวง    มีศักยภาพ ในการจัดการต้นน้ำ ด้วยฝายชะลอน้ำ บนพื้นที่ภูเขา และพัฒนาอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กในพื้นที่ขอบเขามากมาย เพื่อกักเก็บ และเติมน้ำ ให้ที่ราบ ในช่วงฤดูแล้ง  นอกจากนี้ที่ราบกว้างใหญ่ของลุ่มน้ำแม่วงก์ตอนล่าง ( วังม้า ) นี้มีศักยภาพ ในการพัฒนาบ่อน้ำตื้น และการขุดบ่อน้ำขนาดเล็กในไร่นา นอกจากนี้ในลำน้ำแม่วงก์ยังมีการสร้างฝายกักเก็บน้ำสามแห่ง ที่มี ประสิทธิภาพดีอยู่แล้ว
4. พื้นที่รับประโยชน์จากโครงการเขื่อนแม่วงก์อำเภอลาดยาว และอำเภอเมือง  มีศักยภาพแหล่งน้ำที่ซ่อนอยู่ของลาดยาว คือ บึงหล่ม หนองอีเหนี่ยง คลองหินลับ-คลองยิ้มแย้ม รวมถึงอ่างเก็บน้ำ หลวงพ่อจ้อย ซึ่งยังไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์และพัฒนาศักยภาพให้มากเท่าที่ควร หากสามารถศึกษาข้อมูล และฟื้นฟูให้เป็นแหล่งน้ำที่กระจายน้ำ  ไปกักเก็บในบ่อน้ำในที่ส่วนบุคลให้ทั่วถึงน่าจะสามารถแก้ไขปัญหา ภัยแล้งไปได้มาก โดยจะต้องกักเก็บน้ำส่วนเกินในช่วงน้ำหลากของคลองม่วง และลุ่มน้ำ แม่วงก์ ที่ไหลแผ่ข้าม ลุ่มน้ำ   มาเก็บกักไว้ในแหล่งน้ำให้ได้   โดยอาจพิจารณาดึงน้ำบางส่วนจากแม่น้ำปิงเข้ามาใช้ด้วย แต่จะต้องสร้าง ระบบกระจายน้ำขนาดเล็กและบ่อเก็บน้ำขนาดเล็กทั่วทั้งพื้นที่ลาดยาวที่ขาดแคลนน้ำ จากแหล่งน้ำเดิมที่มีอยู่แล้ว ทั้ง 4 แหล่ง
อนึ่ง ข้อเสนอข้างต้นเกิดจากการรวบรวมข้อมูล และมีการศึกษาวิเคราะห์ที่ชัดเจนทางวิชาการอยู่ก่อนแล้ว เราจึง ขอเรียกร้องให้  คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)   คณะรัฐมนตรีซึ่งนำโดย ฯพณฯ พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โปรดรับคำแถลงการณ์นี้ไว้พิจารณา
เราแนวร่วมนิสิต นักศึกษา รักษาธรรมชาติ มิได้มีเจตนาที่จะคัดค้านหรือขัดขวางการกระทำใดที่จะก่อให้เกิดความเจริญ และความมั่นคงของชาติ  แต่เราของวิงวอนให้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เป็นธรรม มีเหตุผล และตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของ ประเทศชาติและประชาชนชาวไทย  เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียใจในภายภาคหน้าจากการกระทำที่เร่งร้อน จนหลงลืมและละเลย ผลกระทบในเชิงลบต่อธรรมชาติที่จะตามมา  และการตัดสินใจเรื่องธรรมชาตินี้นั้น เป็นหนทางที่ ไม่อาจย้อนกลับมา หากก้าว ผิดพลาด และไม่อาจทำให้เป็นเหมือนเดิมได้อีก
เราขอ หากท่านได้ยินเสียงของสรรพสัตว์และธรรมชาติ คงเป็นเสียงของการวิงวอนว่าหากแม้ชีวิตของเขา บ้านของเขา และแหล่งอาหารของเขาจะต้องถูกทำลายลง ด้วยเหตุผลบางประการ ขอให้เราประชาชนทั้งหลายและผู้มีส่วนตัดสินใจ จงพิจารณาอย่างรอบคอบ รอบด้านและรอบรู้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการเสียสละอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ นี่จึงเป็นโอกาสดีอีกครั้งที่เหล่านิสิต นักศึกษา และประชาชนผู้ใส่ใจในธรรมชาติ จะได้แสดงพลังของความห่วงใย ทั้งต่อชาวบ้าน สัตว์ป่า และป่าไม้ที่กำลังจะได้รับความเดือดร้อนจากรายงานดังกล่าว เพื่อรักษา เจตนารมณ์ของเราในการอนุรักษ์ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมให้อุดมสมบูรณ์ตลอดไปเพื่อประเทศ เพื่อธรรมชาติ เพื่อสัตว์ป่าและประชาชน...
แนวร่วมนิสิต นักศึกษา รักษาธรรมชาติ
16 พฤศจิกายน พ.ศ.2557
แนวร่วมนิสิต นักศึกษา รักษาธรรมชาติ (นนรธ.)
ประกอบด้วย
1. ชมรมอนุรักษ์สภาพแวดล้อมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2. ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
3. ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
4. ชมรมรักษ์ป่า รักษ์ธรรมชาติ รักษ์สิ่งแวดล้อม หรือ (ชมรม ๓ รักษ์) คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
5. กลุ่มยุวชนธรรมศาสตร์เพื่อประชาชน (LYTP)
6. กลุ่มเสรีนนทรี ม.เกษตรศาสตร์
7. ชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
8. ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิยาลัยเกษตรศาสตร์
9. กลุ่มนิสิตจุฬาฯคัดค้านเขื่อนแม่วงก์
10. กลุ่มลูกชาวบ้าน ม.บูรพา
11. กลุ่มนิสิตคัดค้านเขื่อนแม่วงก์ มหาวิทยาลับเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน
12. ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยบูรพา
13. กลุ่มหยดน้ำ ม.รังสิต
- ชมรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
- ชมรมสังคมธรรมาธิปไตย
- ชมรมทักษิณสัมพันธ์
- ชมรมรักษ์สิ่งแวดล้อม
นนรธแถลงการณ์แนวร่วมนิสิต นักศึกษา รักษาธรรมชาติ ฉบับที่ 1/2557 'ขอทางเลือกจัดการน้ำ ไม่เอาเขื่อนแม่วงก์' เรื่อง คัดค้านการอนุมัติรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ (EHIA) โครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์
 

ข้อสังเกตในรายงาน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์ ด้านทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า

อีเมล พิมพ์ PDF

แม่วงก์ในงานเสวนา “ก่อนจะผ่าน EHIA เขื่อนแม่วงก์” เมื่อวันที่ 7 พ.ย. ที่ผ่านมา นักวิชาการจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้นำเสนอข้อมูลที่ได้จากการลงพื้นที่สำรวจทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ซึ่งจากข้อมูลที่ปรากฎในงานเสวนานั้น สามารถสรุปได้ว่าป่าแม่วงก์ได้ฟื้นฟูตัวเองจากป่าเสื่อมโทรมในอดีตเป็นป่าสมบูรณ์ในปัจจุบัน มีการเพิ่มจำนวนของสัตว์ป่าหลากหลายชนิด และมีศักยภาพพอที่จะเสนอเป็นมรดกโลกร่วมกับพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้ง

 

ข้อค้นพบในรายงาน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์ ด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม

อีเมล พิมพ์ PDF

เขื่อนแม่วงก์จากงานเวทีเสวนา “ก่อนจะผ่าน EHIA เขื่อนแม่วงก์” ในวันที่ 7 พ.ย. ที่ผ่านมา ได้มีการหยิบยกประเด็นข้อค้นพบในรายงาน EHAI โครงการเขื่อนแม่วงก์ ด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมขึ้นมานำเสนอ โดยอาจารย์ เพ็ญพร เจนการกิจ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถึงโครงการฯ ว่าตามหลักวิชาการด้านเศษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมนั้น โครงการฯ นี้มีความสมเหตุสมผลในการสร้างขึ้นมาหรือไม่

 
บทความ อื่นๆ ...


page 7 of 16

รับข่าวสาร