• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


กป.อพช.อีสาน ออกแถลงการณ์ยกเลิกกฎอัยการศึก หยุดไล่คนจนออกจากที่ทำกิน

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2558 กป.อพช.อีสาน หรือชื่อเต็ม คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการยกเลิกกฎอัยการศึก โดยระบุว่าแผนแม่บทในการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้นั้นได้ส่งผลกระทบกับชาวบ้านจำนวนมากถูกดำเนินคดีโดยมีการอ้างกฎอัยการศึกในการบังคับ และขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่โดยทันที ขณะเดียวกันปฏิบัติการทวงคืนผืนป่านี้ก็มักเป็นการปฏิบัติกับเกษตรกรรายย่อย แต่กลับไม่แตะต้องกรณีของสัมปทานเหมืองแร่ พลังงาน หรืออุตสาหกรรมขอนายทุนที่รุกป่า
แถลงการณ์ ยกเลิกกฎอัยการศึก หยุดนโยบายและแผนเพื่อไล่รื้อคนจนออกจากที่ดินทำกิน
ในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นที่เป็นอยู่ ณ เวลานี้  แผนแม่บทการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2557 และคำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 และ 66/2557 เรื่องการปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ ยิ่งตอกย้ำซ้ำเติมความทุกข์ยากจากการไร้ที่ดินทำกินของประชาชนในภาคอีสานมากยิ่งขึ้น  เป็นการซ้ำเติมวิกฤติเศรษฐกิจในระดับปากท้องของครัวเรือนทบทวี
ท่ามกลางการแจกจ่ายเพิ่มเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการและงบซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพและหน่วยงานความมั่นคง กลับพบว่ามีเกษตรกรรายย่อยซึ่งมีฐานะยากจนถูกดำเนินคดีจากนโยบายขอคืนพื้นที่ป่าแล้ว 103 ราย  ซึ่งกำลังเป็นที่วิตกกังวลว่าพวกเขาเหล่านั้นจะกลายเป็นผู้ไร้ที่ดินทำกินหากแพ้คดีจากการพิจารณาของศาล  อยู่ระหว่างถูกออกหมายเรียกตัวให้มารับทราบข้อกล่าวหาเพื่อยึดคืนพื้นที่ทำกินอีก 1,764 ครอบครัวที่กระจายตัวอยู่ในจังหวัดสกลนคร ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์  ซึ่งขณะนี้ถูกห้ามไม่ให้เข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกินแล้ว
ในส่วนของภาพรวมทั้งประเทศ  หากมีการปฏิบัติการตามแผนแม่บทฯ และคำสั่ง คสช. ทั้งสองฉบับ  จะเกิดการบังคับให้อพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่ป่าทั้งหมด 1,253 พื้นที่ รวม 8,148 หมู่บ้าน  แบ่งเป็น ภาคอีสาน 352 พื้นที่ 2,300 หมู่บ้าน ภาคเหนือ 253 พื้นที่ 5,200 หมู่บ้าน ภาคใต้ 468 พื้นที่  1,080 หมู่บ้าน และภาคกลาง 180 พื้นที่ 920 หมู่บ้าน จากข้อมูลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีประชากรอยู่ในพื้นที่ป่าไม่น้อยกว่า 750,622 ครอบครัว แต่ข้อมูลของรัฐฝ่ายความมั่นคงที่รวมประชากรแฝงและไม่ลงทะเบียนด้วยมีไม่น้อยกว่า 1,164,000 ครอบครัว
คำถามสำคัญคือ  รัฐจะบังคับอพยพชาวบ้านทั้งหมดนี้ไปไว้ที่ไหน?  เมื่อบังคับอพยพชาวบ้านออกมาแล้วจะทำให้วิถีชีวิตความเป็นอยู่หายจากความยากจนหรือผู้ยากไร้ได้จริงหรือ?
ข้อมูลที่น่าสนใจ ณ เวลานี้  ในส่วนของภาพรวมทั้งประเทศ  แผนแม่บทฯ และคำสั่ง คสช. ทั้งสองฉบับ ส่งผลให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในที่ดินของรัฐเป็นจำนวนมากถูกดำเนินคดีแล้ว ในข้อหามีไม้ไว้ในครอบครองมากกว่า 500 คดี ในจำนวนคดีดังกล่าวคิดเป็นคดีของนายทุนเพียง 10 ราย ที่เหลือเป็นคดีของเกษตรกรรายย่อยทั้งหมด ทั้งๆ ที่เกษตรกรรายย่อยเหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการค้าไม้แต่อย่างใด การยัดข้อหาเช่นนี้เป็นการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของแผนแม่บทฯ และคำสั่ง คสช. ทั้งสองฉบับที่ระบุว่าการดำเนินการใดๆ ต้องไม่กระทบต่อผู้ยากไร้และผู้ที่อยู่ในพื้นที่นั้นก่อนวันที่ 17 มิถุนายน 2557 แต่อย่างใด
นอกจากความรุนแรงที่ผ่านมาบนเทือกเขาภูพานเมื่อเดือนมิถุนายน 2557 หลังรัฐประหารได้ประมาณหนึ่งเดือน มีกองกำลังผสมของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ทหารและตำรวจตัดทำลายต้นยางของชาวบ้าน 18 ครอบครัว บนเนื้อที่กว่า 383 ไร่ ในพื้นที่หมู่บ้านโนนเจริญ อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร  และเมื่อเดือนตุลาคม 2557 มีชาวบ้าน 37 ราย ในหมู่บ้านจัดระเบียบป่าไม้ถูกจับกุมและควบคุมตัวในข้อหาเข้าครอบครองและตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเขตอำเภอและจังหวัดเดียวกันกับกรณีแรก  และกรณีชุมชนบ้านเก้าบาตร ตำบลลำนางรอง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์  หนึ่งในชุมชนกรณีสวนป่าโนนดินแดง  ที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้และทหารกดดันให้ 40 ครอบครัว ประมาณ 160 คน ออกจากที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินจนทำให้ชุมชนล่มสลายหมดสิ้น  ล่าสุดชุมชนโคกยาว ตำบลทุ่งลุยลาย อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 33 ครอบครัว ประมาณ 100 คน กำลังถูกยัดเยียดข้อเสนอจากเจ้าหน้าที่ทหารให้อพยพห่างไปจากพื้นที่ทำกินเดิมประมาณ 45 กิโลเมตร
ความรุนแรงเหล่านี้กำลังแผ่ขยายลุกลามดุจเชื้อร้าย ลำพังแผนแม่บทฯ และคำสั่ง คสช. ทั้งสองฉบับ  หากตีความตามลายลักษณ์อักษรก็ยังมีช่องทางที่จะผสานความร่วมมือระหว่างรัฐกับประชาชนเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนได้ แต่ทุกๆ ครั้งที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้และทหารปฏิบัติการมักอ้างกฎอัยการศึกเพื่อกดขี่ บังคับ ขับไล่ชาวบ้านออกจากที่ดินทันทีโดยไม่สนใจเนื้อหาในแผนแม่บทฯ และคำสั่ง คสช. ทั้งสองฉบับแต่อย่างใด
ด้วยวัฒนธรรมอำนาจนิยมเยี่ยงนี้จึงไม่มีกระบวนการที่ให้ความเป็นธรรมในการพิสูจน์สิทธิ หรือให้สิทธิประชาชนในการนำเสนอข้อมูล แต่ใช้กฎอัยการศึกมาอ้างเพื่อปฏิบัติการเด็ดขาดกับชาวบ้านที่ยากไร้เสมือนกับพวกเขาเหล่านั้นเป็นศัตรูของรัฐหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นปัญหามากในการละเมิดสิทธิมนุษยชน
นอกจากนี้ ยังมีการเลือกปฏิบัติในการทวงคืนผืนป่าในลักษณะสองมาตรฐาน เพราะมีการยึดคืนเฉพาะที่อยู่อาศัยและทำกินของเกษตรกรรายย่อยที่ยากไร้ แต่ไม่มีการแตะต้องพื้นที่สัมปทานเหมืองแร่ พลังงาน และอุตสาหกรรมของนายทุนที่รุกผืนป่าแต่อย่างใด ซึ่งเป็นการสร้างความไม่ยุติธรรมในการเข้าถึงฐานทรัพยากรธรรมชาติ
ไม่เว้นแม้แต่ขบวนเดินเพื่อสายน้ำของชาวบ้านลุ่มน้ำชีเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2557 ที่ผ่านมา  ที่ทหารอ้างกฎอัยการศึกสั่งหยุดเดินเพื่อศึกษาเรียนรู้และศึกษาเส้นทางน้ำของขบวนพระสงฆ์ นักเรียน ครูและชาวบ้านลุ่มน้ำชีในเขตจังหวัดยโสธรและร้อยเอ็ด
ความรุนแรงเหล่านี้กำลังแผ่ขยายลุกลามดุจเชื้อร้ายจากการใช้กฎอัยการศึกและอาวุธปืนกดหัวชาวบ้านไว้  ในขณะที่แผนแม่บทฯ ดังกล่าวกำลังถูกผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติและเข้าสู่กระบวนการของบประมาณผูกพัน 10 ปี เป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่า 50,000 ล้านบาท อย่างไม่โปร่งใสไร้การตรวจสอบและเปิดเผยต่อสาธารณะ ในทางตรงข้าม ความรุนแรงดังกล่าวกำลังปลุกขบวนประชาชนต่อต้านโครงการจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่ราษฎรผู้ยากไร้ หรือ คจก. ในยุครัฐประหาร รสช. เมื่อปี 2534 ขึ้นมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ ขบวนประชาชนอีสานที่ประสบปัญหาจากการถูกรุกไล่ออกจากพื้นที่ป่าตามแผนแม่บทฯ และคำสั่ง คสช. ทั้งสองฉบับ ภายใต้กฎอัยการศึกที่กดหัวไว้ จะร่วมมือกับขบวนประชาชนในประเด็นปัญหาอื่นๆ ในภาคอีสาน เพื่อขับเคลื่อนปัญหาชาวบ้านไปด้วยกัน
โดยมีข้อเสนอในเบื้องต้น ดังนี้
1. ขอให้ยกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึกโดยเด็ดขาด เพื่อเปิดทางให้ประชาธิปไตยกลับคืนมาสู่บ้านเมืองโดยเร็ว
2. ขอให้หยุดยั้งทุกนโยบาย แผนงานและโครงการที่มีผลกระทบต่อป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และยกเลิกทุกโครงการสัมปทานแก่ภาคเอกชนที่อยู่ในเขตพื้นที่ป่า และนำคืนมาสงวนไว้เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
3. ขอให้หยุดแสวงหาผลประโยชน์บนความทุกข์ยากของประชาชนด้วยวาระซ่อนเร้นจากการนำแผนแม่บทฯ ไปของบประมาณแผ่นดินผูกพัน 10 ปี เป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่า 50,000 ล้านบาท
4. ขอให้ปรับใช้แผนแม่บทฯ และคำสั่ง คสช. ทั้งสองฉบับดังกล่าว ตรวจสอบและกำจัดกลุ่มทุน ข้าราชการและนักการเมืองที่บุกรุกพื้นที่ป่าหรือที่ดินของรัฐอย่างเข้มงวดกวดขัน ไม่ใช่ดำเนินการสองมาตรฐานด้วยการจับกุมดำเนินคดีต่อชาวบ้านผู้ยากไร้แต่เพียงฝ่ายเดียว
ด้วยความเคารพ
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน (กป.อพช.อีสาน)
15 มกราคม 2558
ภาพประกอบ : จนท.ทหารปฏิบัติการร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้และข้าราชการ จ.บุรีรัมย์ ไล่รื้ออพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่ป่าดงใหญ่ ต.โนนดินแดง อ.โนนดินแดง แฟ้มภาพ: ประชาไท (ก.ค.2557)
ทหาร ปฏิวัติ กฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2558 กป.อพช.อีสาน หรือชื่อเต็ม คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการยกเลิกกฎอัยการศึก โดยระบุว่าแผนแม่บทในการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้นั้นได้ส่งผลกระทบกับชาวบ้านจำนวนมากถูกดำเนินคดีโดยมีการอ้างกฎอัยการศึกในการบังคับ และขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่โดยทันที ขณะเดียวกันปฏิบัติการทวงคืนผืนป่านี้ก็มักเป็นการปฏิบัติกับเกษตรกรรายย่อย แต่กลับไม่แตะต้องกรณีของสัมปทานเหมืองแร่ พลังงาน หรืออุตสาหกรรมขอนายทุนที่รุกป่า
 

ป่าชุมชนควรเป็นอย่างไรในอนาคต

อีเมล พิมพ์ PDF
จากงานมหัศจรรย์ป่าชุมชนรอบผืนป่าตะวันตก เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ณ หมู่บ้านเขาแหลม ต.แม่เปิน อ. แม่เปิน จ. นครสวรรค์ ได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ในหัวข้อ ผลการดำเนินงานเครือข่ายป่าชุมชนรอบผืนป่าตะวันตก และกรณีศึกษาทรัพยากร – ทรัพยากิน โดยคุณ ตะวันฉาย หงษ์วิลัย ผู้ประสานงานแผนการจัดการป่าชุมชุม มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้พูดถึงการจัดทำป่าชุมชนที่ผ่านมา รวมถึงปัญหาอุปสรรคและทิศทางของป่าชุมชุนในอนาคต
ซึ่งตลอดระยะเวลาการดำเนินงานป่าชุมชนที่ผ่านมา ได้มีการให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรป่าชุมชนของแต่ละพื้นที่ ตามกฎ ระเบียบ และกติกา ที่คำนึงถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของแต่ละชุมชน เพื่อให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรในเขตป่าชุมชน เพื่อลดปัญหาการบุกรุกผืนที่ป่าใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศพันธ์พืชและสัตว์ของประเทศ  และเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและผืนป่าอย่างยั่งยืน
จากการดำเนินการดั่งกล่าวก่อให้เกิดผลประโยชน์มากมายต่อชุมชุน ตั้งแต่เรื่องสำคัญอย่างปัญหาปากท้องของประชาชนในเรื่องพื้นที่ทำกิน ที่ได้ประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรในเขตป่าชุมชน ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในชุมชนนับเป็นจำนวนเงินมูลค่าหลักล้านบาทต่อปี อีกทั้งยังลดการบุกรุกผืนป่าอนุรักษ์ที่เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร พันธ์พืชและสัตว์ป่าได้อย่างจริงจัง ซึ่งช่วยลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับป่าและประชาชนในพื้นที่กับภาครัฐอีกด้วย
ทั้งนี้การพัฒนาป่าชุมชนให้มีความยั่งยืนได้นั้น ต้องเป็นไปในรูปแบบการทำงานอย่างมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วน ไม่ใช่เป็นเรื่องขององค์กรใดองค์กรหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องเป็นการทำงานอย่างมีส่วนร่วมตั้งแต่ระบบภาครัฐในเชิงนโยบายลงมาถึงในระดับชุมชน รวมถึงการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของแต่ละชุมชม ส่งเสริมเรื่องงานวิจัยต่างๆ อีกทั้งในเรื่องการรับรองสถานภาพจากกรมป่าไม้ให้กับคณะกรรมการป่าชุมชน การออกบัตรหรือหลักฐานการขึ้นทะเบียนและแนวเขตป่าชุมชนที่ชัดเจนอีกด้วย
ทั้งนี้ปัญหาที่เกิดในปัจจุบันนั้น คือการขอขึ้นทะเบียนป่าชุมชนที่เป็นไปได้ค่อนข้างยากและมีความล่าช้า อีกทั้งสิทธิทางกฎหมายในการจัดตั้งป่าชุมชนนั้น ยังมีสถานะเป็นเพียงโครงการของรัฐกับประชาชนในเขตพื้นที่โดยมีระยะเวลา 10 ปีเท่านั้น หากหมดสัญญารัฐสามารถขอเรียกคืนพื้นที่ป่าชุมชนได้ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภายในอนาคต จึงเกิดคำถามขึ้นว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการเปลี่ยนข้อกฎหมายนี้ โดยให้การจัดตั้งป่าชุมชนนั้นไม่มีระยะเวลากำหนดในสัญญา แต่เป็นไปในรูปแบบถาวรเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ป่าชุมชนจากงานมหัศจรรย์ป่าชุมชนรอบผืนป่าตะวันตก เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ณ หมู่บ้านเขาแหลม ต.แม่เปิน อ. แม่เปิน จ. นครสวรรค์ ได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ในหัวข้อ ผลการดำเนินงานเครือข่ายป่าชุมชนรอบผืนป่าตะวันตก และกรณีศึกษาทรัพยากร – ทรัพยากิน โดยคุณ ตะวันฉาย หงษ์วิลัย ผู้ประสานงานแผนการจัดการป่าชุมชุม มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้พูดถึงการจัดทำป่าชุมชนที่ผ่านมา รวมถึงปัญหาอุปสรรคและทิศทางของป่าชุมชุนในอนาคต
 

เส้นทางการหลุดพ้นจากเรดโซนบนสถานการณ์การค้างาช้างของประเทศไทยตามอนุสัญญา CITES

อีเมล พิมพ์ PDF
อนุสัญญาไซเตส (CITES : The Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) เป็นอนุสัญญาวาดวยการคาระหวางประเทศของชนิดสัตวปาและพืชปาที่กําลังจะสูญพันธุ (กองคุ้มครองสัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญา กรมอุทยาน สัตว์ป่า และพันธ์พืช, 2008) เพื่อเป็นการป้องกันการค้าสัตว์ป่า-พืชป่าระหว่างประเทศมิให้เกินกำลังผลิตในธรรมชาติจนอาจเป็นเหตุให้ชนิดพันธุ์สัตว์ป่า-พืชป่าสูญพันธุ์ไปจากโลก จึงเกิดอนุสัญญานี้ขึ้นมา
ขณะที่ 26 ธันวาคม 2503 ประเทศไทยเริ่มมีพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2503 (The Wild Animal Reservation and Protection Act, B.E.2503 หรือ WARPA) ประกาศ ใช้ แต่ก็มิได้กล่าวถึงมาตรการควบคุมการค้าสัตว์ป่าระหว่างประเทศแต่อย่างใด ในปี 2506 (1963) สมัชชา IUCN ได้เสนอแนวทางแก้ไข โดยริเริ่มให้มี อนุสัญญานานาชาติว่าด้วยกฎระเบียบการส่งออก (Export) การนำผ่าน (Transit) และการนำเข้า (Import) ซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าที่หายากหรืออยู่ในภาวะถูกคุกคาม รวมถึงหนังหรือซากที่ได้จากการล่า ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือ อนุสัญญาCITES ในปัจจุบันนั่นเอง โดยอนุสัญญา CITES ควบคุมเฉพาะการค้าระหว่างประเทศเท่านั้นและเฉพาะชนิดพันธุ์ที่ระบุไว้ในบัญชี 1, 2 และ 3  (มานพ เลาห์ประเสริฐ, 2540)
โดยที่ไม่ว่าจะเป็นช้างไทยหรือช้างแอฟริกาก็ถูกจัดไว้ในบัญชี 1 (Appendix I) ของอนุสัญญาไซเตส (CITES) ว่าด้วยเปนชนิดพันธุที่หามทําการคาโดยเด็ดขาด ยกเวนกรณีพิเศษ เช่น เพื่อการศึกษา วิจัย/เพาะพันธุ์ เพราะเป็นสัตว์ชนิดที่ใกล้จะสูญพันธุ์ การนำเข้าหรือส่งออกต้องได้รับการยินยอมจากประเทศที่จะนําเขากอน ประเทศที่สงออกจึงจะออกใบอนุญาตสงออกให การพิจารณาใหนําเขาหรือสงออกของทั้ง 2 ประเทศ ตองคํานึงถึงความอยูรอดของชนิดพันธุนั้นๆ เปนความสําคัญหากไมปฏิบัติตามนี้จะถือว่าเป็นการกระทําที่ไมถูกกฎหมาย ทำให้ไม่สามารถนำเข้าหรือส่งออกได้ในเชิงพาณิชย์ ในส่วนของงาของช้างแอฟริกาเองก็ไม่สามารถจำหน่ายได้เนื่องจากถูกลักลอบนำเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย (กรมอุทยาน สัตว์ป่า และพันธ์พืช, 2557) แต่ถึงอย่างนั้น การลักลอบค้างาช้าง ชิ้นส่วนอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งของช้าง ทั้งช้างเอเชีย และช้างแอฟริกา ก็ยังเกิดขึ้นและมีทีท่าว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งประเทศไทยถูกจัดให้เป็นโซนสีแดงในเรื่องอาชญากรรมการค้างาช้าง โดยถูกจัดให้เป็น 1 ใน 8 กลุ่มประเทศที่มีปัญหาเรื่องการลักลอบค้างาช้างแอฟริกาในประเภทของกลุ่มประเทศที่เป็นจุดผ่าน (Transit) ในการค้างาช้างแอฟริกาเป็นลำดับ 2 ของโลก รองจากประเทศจีน!
"ถ้ากล่าวถึงช้างต้องแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ช้างเอเชียกับช้างแอฟริกา ส่วนช้างเอเชียในไทยก็แบ่งเป็นช้างป่ากับช้างเลี้ยงหรือช้างบ้าน โดยช้างป่ามีพ.ร.บ.สัตว์สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าครอบคลุมอยู่แล้วก็จะไม่มีปัญหาอะไร แต่ที่มีปัญหาก็เห็นจะเป็นช้างบ้าน เนื่องจากที่ผ่านมา ช้างบ้านอยู่ในการควบคุมของพ.ร.บ.สัตว์พาหนะ พ.ศ. 2482 ซึ่งข้อกฎหมายดังกล่าวจะไม่ครอบคลุมถึงซากสัตว์พาหานะที่ตายแล้ว จึงทำให้มีการค้าขายงาช้างกันแบบที่ไม่สามารถเอาผิดด้านกฎหมายได้หรือที่เรียกว่าเป็นช่องโหว่ด้านกฎหมายนั่นเอง"
คุณอภิญญา ใจแท้ นักวิชาการป่าไม้ กองคุ้มครองสัตว์พันธุ์สัตว์ป่าและพันธุ์พืชตามอนุสัญญา กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้บรรยายเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของการพัฒนางานคุ้มครองการค้าชิ้นส่วนอวัยวะของช้าง โดยเฉพาะงาช้างไว้ในงานสัมมนาวิชาการเรื่องสัตว์ป่าเมืองไทยครั้งที่ 35 ภายใต้หัวข้อ “เหลียวหลัง แลหน้า สัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง” ที่จัดขึ้น ณ ห้องประชุมจงรักปรีชานนท์ ตึกวนศาสตร์ 72 ปี คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
โดยบทลงโทษสำหรับผู้ละเมิดล่า ค้า อวัยวะชิ้นส่วนใดๆก็ตามของช้างไว้ คือ 1) มีความผิดตาม พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 23 และมาตรา 24 ผู้กระทำผิดมีโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปีหรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2) มีความผิดตาม พ.ร.บ.การส่งออกไปนอกและการนา เข้ามาในราชอาณาจักรส่งสินค้า พ.ศ. 2522 ผู้กระทำผิดมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 3) มีความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 ผู้กระทำผิดมีโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของรวมค่าอากรหรือจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ (กรมอุทยาน สัตว์ป่า และพันธ์พืช, 2557)
แต่ถึงอย่างนั้นการละเมิดข้อกฎหมายก็ยังมีให้เห็นอยู่โดยเฉพาะปัญหางาช้างแอฟริกาที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย งาช้างบางส่วนถูกแปรรูปในไทยเพื่อสนองความเชื่อส่วนบุคคล หรือนำเข้ามาขายต่อให้กับชาวต่างชาติที่ถูกจับกุมได้โดยด่านศุลกากรในประเทศดังกล่าว ส่งผลต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของประเทศไทยอย่างมาก และสุดท้ายคือการผ่านเข้ามาในลักษณะของ Transit กล่าวคือ การนำเข้าเพื่อจะส่งต่อไปยังประเทศปลายทางประเทศที่ 3 ต่อไป ซึ่งงาช้างทั้งสิ้นถูกจับกุมโดยกรมอุทยานและกรมศุลกากร ของกลางโดยรวมทั้งสิ้นกว่า 12 ตัน
"จากปัญหาข้างต้นทำให้ประเทศไทยกลายเป็น 1 ใน 8 ประเทศที่มีปัญหาการค้างาช้างที่รุนแรง ซึ่งประเทศไทยอยู่ในประเทศกลุ่มการค้าปลายทาง เราถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศเดียวกันกับจีนคือรองจากจีนคือไทย ดังนั้นหากต้องมีการค้างาช้างในประเทศไทยต่อไป เราจึงจำเป็นต้องมีการควบคุมการค้างาช้างในประเทศให้มีการค้าได้เฉพาะงาช้างที่ถูกกฎหมาย โดยการค้านั้นต้องอยู่ภายในราชอาณาจักรไทยเท่านั้น"
สิ่งที่ต้องทำอาจจะดูไม่ใช่เรื่องยากนักแต่ในทางปฏิบัติ เนื่องจากหมายไม่ครอบคลุมดูแลถึงซากสัตว์หรืองาช้าง ทางกองคุ้มครองสัตว์พันธุ์สัตว์ป่าและพันธุ์พืชตามอนุสัญญา กรมอุทยานฯ จึงได้มีแนวคิดที่จะออกกฎหมายใหม่ แต่เนื่องจากการบัญญัติกฎหมายใหม่เป็นขั้นตอนกระบวนการที่ต้องอาศัยเวลานาน ซึ่งยิ่งใช้เวลานานเท่าไรก็จะเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายของประเทศไทยกับทางไซเตสมากเท่านั้น ทาง กรมอุทยานฯ จึงได้มีความพยายามในการปรับใช้กฎหมายทั้งจากทะเบียนพาณิชย์ หรือกฎหมายบัญชี เพื่อกำหนดให้ผู้ค้างาช้างต้องมาจดทะเบียนพาณิชย์และต้องจัดทำบัญชีสินค้าที่มีอยู่ในร้าน แต่เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวไม่สามารถระบุถึงงาช้างที่เป็นงาช้างป่าหรืองาช้างบ้านได้ แผนการนี้จึงถูกปฏิเสธจากทางไซเตส จนเป็นที่มาของการพัฒนาแผน NIAP หรือ National Ivory Action Plan นั่นเอง
หนึ่งในวัตถุประสงค์ของการพัฒนาแผน NIAP คือต้องมีการแก้ไขกฎหมายให้ครอบคลุมในเรื่องของ งาช้างแอฟริกา และงาช้างบ้าน เพิ่มความพยายามในการบังคับใช้กฎหมายให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหางาช้างให้สำเร็จ ภายหลังการประชุมท้ายที่สุดแผน NIAP จึงสำเร็จขึ้นมา ซึ่งแผนกิจกรรมประกอบไปด้วย 5 หมวดหมู่ ได้แก่ 1) งานด้านกฎหมาย 2) การจัดทำฐานข้อมูล 3) การป้องกัน 4) งานประชาสัมพันธ์ และ 5) การติดตามประเมินผล
โดยประเด็นหลักของการแก้ไขแผนครั้งนี้คือการแก้ไขกฎหมายให้ครอบคลุม ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ พ.ร.บ. สัตว์พาหนะ ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดูแลในส่วนของตั๋วรูปพรรณช้างซึ่งไม่สามารถชี้แจงให้รายละเอียดเกี่ยวกับซากหรือรายละเอียดอื่นๆ ของช้างได้ จึงจะได้มีการจัดทำให้รายละเอียดเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น เพื่อสามารถยืนยันอัตลักษณ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นของช้างแต่ละเชือกให้ได้ เป็นต้น ส่วนที่ 2 ได้แก่ การจัดทำ พ.ร.บ. ค้างาช้าง ซึ่งจะจัดการในส่วนของการควบคุมดูแลการได้มาหรือการครอบครองงาช้าง ส่วนที่ 3 ได้แก่ส่วนของ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ส่วนที่ 4 คือ การคุ้มครองช้างแอฟริกาให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง
ซึ่งหากไซเตสเล็งเห็นว่าแผน NIAP ไม่มีแนวทางในการแก้ไขหรือจัดการกับปัญหาการค้างาช้างได้จริง จะส่งผลกระทบต่อการค้าพืชและสัตว์ในบัญชีไซเตสระหว่างกลุ่มประเทศภาคี ก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งขณะนี้แผน NIAP ได้ส่งถึงไซเตสแล้วและอยู่ในระหว่างการติดตามผลจากรายงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้กับไซเตสเป็นระยะ และจะสรุปผลออกมาภายในวันที่ 31 มีนาคม ปี 2558
เราจึงได้แต่ตั้งความหวังกับแผน NIAP ฉบับนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาการค้างาช้างได้จริง หรืออย่างน้อย สิ่งที่ประชาชนทั่วไปทำได้คือการหยุดการซื้อขายงาช้าง หรือเครื่องประดับของใช้ที่ทำมาจากงาช้าง การหยุดการซื้อก็สามารถหยุดการฆ่าให้น้อยลงได้เช่นกัน ดังคำกล่าวที่ว่า "When the buying stops, the killing can too" (Wildaid, 2012)
งาช้างอนุสัญญาไซเตส (CITES : The Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) เป็นอนุสัญญาวาดวยการคาระหวางประเทศของชนิดสัตวปาและพืชปาที่กําลังจะสูญพันธุ (กองคุ้มครองสัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญา กรมอุทยาน สัตว์ป่า และพันธ์พืช, 2008) เพื่อเป็นการป้องกันการค้าสัตว์ป่า-พืชป่าระหว่างประเทศมิให้เกินกำลังผลิตในธรรมชาติจนอาจเป็นเหตุให้ชนิดพันธุ์สัตว์ป่า-พืชป่าสูญพันธุ์ไปจากโลก จึงเกิดอนุสัญญานี้ขึ้นมา
 

หยุดทำลายแม่น้ำโขง หยุดคุกคามคนหาปลา

อีเมล พิมพ์ PDF
แถลงการณ์ฉบับที่ ๖ หยุดทำลายแม่น้ำโขง หยุดคุกคามคนหาปลา สปป.ลาว ต้องยกเลิกการสร้างเขื่อนดอนสะโฮง
ตามที่ สปป.ลาว กำลังดำเนินการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮง ด้วยการปิดกั้นฮูสะโฮง ซึ่งเป็นบริเวณที่เรียกว่า “สี่พันดอน” ซึ่งเป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในแม่น้ำโขง และเป็นบริเวณเดียวกันกับ “น้ำตกหลี่ผี” และ “นำ้ตกคอนพะเพ็ง” น้ำตกที่มีความสวยงามจนได้รับสมญานามว่า “ไนแองการ่าแห่งเอซีย” ที่สำคัญมากกว่านั้น ฮูสะโฮง ยังเป็นช่องทางเดินของปลาจำนวนกว่า ๑,๐๐๐ ชนิด ที่จะเดินทางมาจากทะเลสาบเขมร เข้าสู่ลำน้ำโขงและลำน้ำสาขา อันรวมถึงลำน้ำมูนด้วย ดังนั้นหาก สปป.ลาว เดินหน้าสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮงแล้วเสร็จ ก็จะทำให้ปลาในแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขงลดจำนวนลงอย่างแน่นอน และยังมีผลกระทบต่อน้ำตกหลี่ผี และน้ำตกคอนพะเพ็ง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกด้วย
ปัจจุบัน กรมทรัพยากรน้ำ ในฐานะตัวแทนประเทศไทยในคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) กำลังดำเนินกระบวนการ “การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง” (PNPCA) กรณีโครงการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮง (เขื่อนดอนสะโฮง) ของ สปป.ลาว ซึ่งที่ผ่านมามีการจัดเวทีในพื้นที่จังหวัดริมแม่น้ำโขง ๕ จังหวัด และในวันนี้ ( ๗ มกราคม ๒๕๕๘) จะเป็นการจัดครั้งที่ ๖ ครั้งสุดท้าย เพื่อประมวลข้อเสนอจากเวทีต่าง ๆ มาจัดทำข้อสรุปภาพรวมของประเทศไทย สำหรับเสนอกลับไปยัง สปป.ลาว นั้น พวกเรา มีความเห็น ดังนี้
๑. การสร้างเขื่อนดอนสะโฮง ที่จะมีขึ้นนั้น เป็นการสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำโขงบริเวณฮูสะโฮง ที่เป็นช่องทางเดินหลักของปลาจากทะเลสาบเขมร สำหรับเดินทางเข้าสู่แม่น้ำโขง และลำน้ำสาขา ซึ่งรวมถึงแม่น้ำมูนด้วย การสร้างเขื่อนปิดกั้นเส้นทางดังกล่าว จะทำให้ปลาจำนวนมากไม่สามารถเดินทางขึ้นมาได้ อันจะส่งผลกระทบต่อความหลากหลายของชนิดพันธ์ุปลาและปริมาณปลาในแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาที่จะลดลงจำนวนลงอย่างรวดเร็ว
๒. ประเทศไทยในฐานะคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) อันเป็นหุ้นส่วนหนึ่งในจำนวนสี่ประเทศ ที่ได้เคยตกลงร่วมกัน ที่จะร่วมมือกันในการบริหารและใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขงร่วมกัน แม้ว่า สปป.ลาว จะอ้างว่าการสร้างเขื่อนดอนสะโฮง ซึ่งอยู่ในเขตราชอาณาจักรลาว แต่ผลกระทบที่จะเกิดจากเขื่อนดังกล่าวนั้น จะส่งผลกระทบต่อประชาชนไทย ประชาชนกัมพูชา และประชาชนชาวเวียดนาม จึงมิอาจปล่อยให้ สปป.ลาว ดำเนินการแต่ฝ่ายเดียวได้ รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยจึงต้องแสดงจุดยืนในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนชาวไทย ด้วยการแสดงจุดยืนในการคัดค้านการสร้างเขื่อนดอนสะโฮง ในครั้งนี้ ที่สำคัญการที่กรมทรัพยากรน้ำ ดำเนินการจัดเวที “การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง” (PNPCA) กรณีโครงการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮง (เขื่อนดอนสะโฮง) สปป.ลาว ในขณะนี้นั้น ไม่เป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง ซึ่งการจัดเวที “การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง” จะต้องดำเนินการก่อนที่จะมีการอนุมัติการสร้างเขื่อน แต่การดำเนินการจัดเวที “การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง” ของกรมทรัพยากรน้ำในขณะนี้ ดำเนินการหลังจากที่ สปป.ลาว อนุมัติให้มีการสร้างเขื่อนดอนสะโฮงแล้ว กระบวนการดังกล่าวจึงเป็นเพียงแค่การสร้างความชอบธรรม ที่ไม่เป็นธรรมแก่ประเทศไทยและประชาชนชาวไทยเท่านั้น ที่สำคัญข้อเสนอของพวกเราไม่ถูกบรรจุไว้ในรายงานด้วย จึงทำให้รายงานการรับฟังเป็นไปอย่างไม่โปร่งใส ตามหลักสากล
ดังนั้นพวกเรา สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์อันเจ็บปวดจากการสูญเสียอาชีพประมง อันเป็นผลมาจากการสร้างเขื่อนปากมูล พวกเราจึงไม่อยากให้ประสบการณ์อันขมขื่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก พวกเราจึงขอแสดงจุดยืน ดังนี้
๑. การจัดเวที “การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง” (PNPCA) กรณีโครงการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮง (เขื่อนดอนสะโฮง) สปป.ลาว ในขณะนี้นั้น ไม่เป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง ซึ่งการจัดเวที “การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง” จะต้องดำเนินการก่อนที่จะมีการอนุมัติการสร้างเขื่อน แต่การดำเนินการจัดเวที “การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง” ของกรมทรัพยากรน้ำในขณะนี้ ดำเนินการหลังจากที่ สปป.ลาว อนุมัติให้มีการสร้างเขื่อนดอนสะโฮงแล้ว กระบวนการดังกล่าวจึงเป็นเพียงแค่การสร้างความชอบธรรม ที่ไม่เป็นธรรมแก่ประเทศไทยและประชาชนชาวไทยเท่านั้น พวกเราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยทำหนังสือถึง สปป.ลาว เพื่อให้ สปป.ลาว ยับยั้ง ชะลอการก่อสร้างเขื่อนดอนสะโฮง ออกไปก่อน โดยให้คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) เรียกประชุมกันเพื่อกำหนดกรอบการศึกษาผลกระทบหากมีการก่อสร้างเขื่อนดอนสะโฮง ให้รอบด้านก่อนตัดสินใจ ดำเนินการใด ใด ต่อไป
๒. พวกเรามีประสบการณ์ที่เคยได้รับจากการสร้างเขื่อนปากมูลที่ทำการปิดกั้นแม่น้ำมูน และหากมีการก่อสร้างเขื่อนดอนสะโฮง ของ สปป.ลาว ในการปิดกั้นแม่น้ำโขง ย่อมจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพวกเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกเราจึงมีคำถามและข้อสงสัยจำนวน โดยพวกเราได้เรียกร้องให้กรมทรัพยากรน้ำในฐานะตัวแทนประเทศไทยใน MRCเชิญตัวแทน สปป.ลาว มาร่วมเวทีเพื่อตอบคำถามของพวกเราแต่กรมทรัพยากรน้ำ ก็ไม่ดำเนินการแต่อย่างใด เวทีในครั้งนี้จึงไม่มีความชอบธรรม จึงสมควรยุติการจัดเวทีในครั้งนี้ออกไปก่อน จนกว่า สปป.ลาว จะส่งผู้แทนมาตอบคำถามของพวกเรา
๓. การสร้างเขื่อนดอนสะโฮง ของ สปป.ลาว ที่จะมีขึ้นนั้น เป็นการสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำโขงบริเวณฮูสะโฮง ที่เป็นช่องทางเดินหลักของปลาจากทะเลสาบเขมร สำหรับเดินทางเข้าสู่แม่น้ำโขง และลำน้ำสาขา ซึ่งรวมถึงแม่น้ำมูนด้วย การสร้างเขื่อนปิดกั้นเส้นทางดังกล่าว จะทำให้ปลาจำนวนมากไม่สามารถเดินทางขึ้นมาได้ อันจะส่งผลกระทบต่อความหลากหลายของชนิดพรรณปลาและปริมาณปลาในแม่น้ำโขง ขณะที่ทาง สปป.ลาว ก็อ้างว่าเขื่อนดอนสะโฮง ไม่กระทบต่อการเดินทางของปลาที่จะมาจากทะเลสาบเขมร เพราะสามารถเดินทางข้ามได้หลายช่อง ซึ่งข้อกล่าวอ้างนี้ฟังไม่ขึ้น แต่เพื่อพิสูจน์ความจริง พวกเราขอเรียกร้องให้กรมทรัพยากรน้ำ ประสานงานกับ สปป.ลาว เพื่อจัดให้มีการเดินทางไปดูพื้นที่บริเวณที่จะมีการก่อสร้างเขื่อนดอนสะโฮง เพื่อให้ความจริงได้ประจักษ์แก่ประชาชนชาวไทย และประชาชนในประเทศลุ่มน้ำโขง
๔. จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น พวกเราขอคัดค้านการสร้างเขื่อนดอนสะโฮง ซึ่งจะเป็นโครงการที่จะทำลายระบบนิเวศสำคัญของแม่น้ำโขง ซึ่งเรียกกันว่า “สี่พันดอน” ที่มีความสมบูรณ์และมีขนาดใหญ่ของแม่น้ำโขง ซึ่งความสำคัญนี้ประเทศเวียดนาม และประเทศกัมพูชา ได้ทำการคัดค้านต่อ สปป.ลาว ไปแล้ว ยังคงเหลือแค่เพียงประเทศไทย ในฐานะคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) อันเป็นหุ้นส่วนหนึ่งในจำนวนสี่ประเทศ ที่ได้เคยตกลงร่วมกัน ที่จะร่วมมือกันในการบริหารและใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขงร่วมกัน พวกเราขอเรียกร้องให้รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยจึงต้องแสดงจุดยืนในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนชาวไทย ด้วยการคัดค้านการสร้างเขื่อนดอนสะโฮง
อย่างไรก็ตาม พวกเราหวังว่า รัฐบาลไทย กรมทรัพยากรน้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะตระหนักถึงการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนมากกว่าผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม และมาร่วมมือกับพวกเรา เพื่อคัดค้าน สปป.ลาว ไม่ให้สร้างเขื่อนดอนสะโฮง ในครั้งนี้
เชื่อมั่นในพลังประชาชน
สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล
๗ ธันวาคม ๒๕๕๘
สมัชชาคนจนแถลงการณ์ฉบับที่ ๖ หยุดทำลายแม่น้ำโขง หยุดคุกคามคนหาปลา สปป.ลาว ต้องยกเลิกการสร้างเขื่อนดอนสะโฮง

ตามที่ สปป.ลาว กำลังดำเนินการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮง ด้วยการปิดกั้นฮูสะโฮง ซึ่งเป็นบริเวณที่เรียกว่า “สี่พันดอน” ซึ่งเป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในแม่น้ำโขง และเป็นบริเวณเดียวกันกับ “น้ำตกหลี่ผี” และ “นำ้ตกคอนพะเพ็ง” น้ำตกที่มีความสวยงามจนได้รับสมญานามว่า “ไนแองการ่าแห่งเอซีย” ที่สำคัญมากกว่านั้น ฮูสะโฮง ยังเป็นช่องทางเดินของปลาจำนวนกว่า ๑,๐๐๐ ชนิด ที่จะเดินทางมาจากทะเลสาบเขมร เข้าสู่ลำน้ำโขงและลำน้ำสาขา อันรวมถึงลำน้ำมูนด้วย ดังนั้นหาก สปป.ลาว เดินหน้าสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮงแล้วเสร็จ ก็จะทำให้ปลาในแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขงลดจำนวนลงอย่างแน่นอน และยังมีผลกระทบต่อน้ำตกหลี่ผี และน้ำตกคอนพะเพ็ง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกด้วย
 

พบขยะพลาสติก 5 ล้านล้านชิ้นในทะเล แต่อนุภาคขนาดเล็กจำนวนน้อยกว่าที่คาด

อีเมล พิมพ์ PDF

พลาสติกจากการศึกษาล่าสุดในเรื่องปัญหามลภาวะขยะพลาสติกที่ลอยอยู่ในมหาสมุทรทั่วโลกพบขยะพลาสติกจำนวนมาก แต่ปริมาณอนุภาคพลาสติกยังน้อยกว่าที่ประมาณการไว้ ท่ามกลางคำถามที่ว่าเศษพลาสติกเหล่านี้จะส่งผลกระทบอะไรต่อธรรมชาติ

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากองค์กรไม่แสวงหากำไรได้ตีพิมพ์งานวิจัยเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ในวารสาร PLOS ONE โดยกลุ่มนักวิจัยได้ทำการเก็บตัวอย่างพลาสติกจากทะเลและใช้ตัวแบบในคอมพิวเตอร์ในการประมาณปริมาณขยะพลาสติกในทะเลทั่วโลก

 

ชาวบ้านลุ่มน้ำชีตอนล่าง จ.ยโสธร ออกเดินเพื่อสายน้ำ

อีเมล พิมพ์ PDF

ลุ่มน้ำชีเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 57 เมื่อเวลา 09.00 น. ชาวบ้านลุ่มน้ำชีตอนล่าง ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม "เดินเพื่อสายน้ำ" โดยมีพระสงฆ์นำขบวนชาวบ้าน นักศึกษา และเยาวชน รวมกว่า 50 คน สวมเสื้อขาวสกรีนคำว่า "เดินเพื่อสายน้ำ น้ำไหล ใจสะอาด" พร้อมอ่านคำประกาศก่อนออกเดินเพื่อสายน้ำ ซึ่งชาวบ้านเชื่อที่ผ่านมาการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด เนื่องจากชาวบ้านในพื้นที่ขาดการมีส่วนร่วม

 

เหลียวหลังมองเส้นทางที่ผ่านมาเพื่อแลหน้าสู่อนาคตสัตว์ป่าไทย

อีเมล พิมพ์ PDF
ในงานสัมมนาวิชาการเรื่องสัตว์ป่าเมืองไทยครั้งที่ 35 ภายใต้หัวข้อ “เหลียวหลัง แลหน้า สัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง” ที่จัดขึ้น ณ ห้องประชุมจงรักปรีชานนท์ ตึกวนศาสตร์ 72 ปี คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงความเป็นมาบนเส้นทางการต่อสู้เพื่อสัตว์ป่ามากว่า 40 ปี ของอดีตอธิบดีกรมป่าไม้ คุณ ผ่อง เล่งอี้ จวบจนความเป็นไปเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา โดย ดร. ชวาล ทัพหิกรณ์ อดีตรองอธิบดีกรมป่าไม้ และเรื่องราวในสถานการณ์ปัจจุบันโดย คุณ เตือนใจ นุชดำรงค์ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่ากรมอุทยานฯ เพื่อให้มองเห็นถึงความเป็นมาเป็นไปบนเส้นทางการดูแลปกป้องสัตว์ป่าที่จะสามารถนำมาเป็นบทเรียน นำไปสู่การพัฒนาและก้าวไปสู่ยุคใหม่ที่สดใสกว่าเดิม
“จริงๆ ผมอยากเป็นอาจารย์ อยากสอนหนังสือมากกว่าเพราะชอบสอนหนังสือ และได้เป็นเป็นอาจารย์ผู้ช่วยสอนกับอาจารย์สะอาด บุญเกิดอยู่เกือบปีแต่ก็ไม่ได้ตำแหน่ง อาจารย์สะอาดฯ เลยบอกผมว่า ให้ไปอยู่กรมป่าไม้ดีกว่า งานที่กรมป่าไม้มันกว้างกว่า”
คุณผ่องสอบบรรจุเข้ารับราชการในกรมป่าไม้ได้ในปี 2504 ในตำแหน่งนักวิชาการป่าไม้ตรี ขณะนั้น คุณวิเชียร กุญชร ณ อยุธยา นั่งตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมป่าไม้
“ท่านอธิบดีมีคำสั่งให้ผมไปปฏิบัติงานที่กองบำรุง มีอาจารย์ประมวล อุณหนันท์ เป็นหัวหน้ากอง อาจารย์ประมวลเรียกไปบอกว่า งานสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า หาคนทำไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นงานบุกเบิกนะ สมัยนั้นความรู้เรื่องสัตว์ป่าน้อยมาก เราไม่ได้สนใจสัตว์ป่ากันเลย ตอนนั้นสัตว์ป่ามีค่าน้อยกว่าคน แถมยังถูกมองว่าจบป่าไม้ทำไมต้องมาดูแลสัตว์ งบประมาณก็น้อย”
หลังจากนั้นกรมป่าไม้ได้ออกคำสั่งเป็นครั้งแรกตั้งหมวดสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าขึ้นในกองบำรุง เพื่อให้เป็นหน่วยงานรับผิดชอบว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าตาม พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ปี 2503 และให้คุณผ่องทำหน้าที่หัวหน้าหมวดคนแรก
“พอเข้าไป ผมก็เริ่มหาทางประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า มีทั้งคนต่อต้านและคนสนับสนุน กว่าจะเดินมาได้ถึงตรงนี้ก็เลือดตาแทบกระเด็น ตั้งแต่พ.ศ. 2504 – 2522 ผมได้ทำการประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าไปแล้วยี่สิบกว่าแห่ง ถามว่าประสบความสำเร็จไหม... ตอบว่าได้ในระดับหนึ่ง แต่มันยังไม่ถึงที่สุด”
จนกระทั่งวงการสัตว์ป่าก้าวมาถึงเมื่อราวสิบปีที่แล้ว สิ่งหนึ่งที่ยังเป็นปัญหาต่อผู้ปฏิบัติงานก็คือกฎหมาย โดยคุณชวาล อดีต รองอธิบดีกรมป่าไม้ได้แสดงความคิดเห็นต่ออุปสรรคการปฏิบัติงานเกี่ยวกับสัตว์ป่าไว้ว่า
“กฎหมายที่ห้ามหรือกฎหมายบังคับอย่างเดียวมันใช้ไม่ได้ผลหรอก มันจะต้องมีแรงจูงใจให้คนทำ อย่างทุกวันนี้ที่แนวโน้มอนุรักษ์สัตว์ป่ามากขึ้นก็เพราะพวกเขาเข้าใจ เห็นคุณค่าของการอนุรักษ์สัตว์ป่ามากขึ้น ช่วงแรกที่ผมทำงาน กฎหมายสัตว์ป่ามันไม่ชัดเจน อย่างกฎหมายป่าไม้บางอย่างสมัยนั้นมันไม่ครอบคลุมถึงสัตว์ป่าด้วย มันยากมากที่จะเอากฎหมายการจัดการป่าไม้มาจัดการกับสัตว์ป่า”
“กฎหมายบางอย่างมันก็ยากต่อการปฏิบัติ มันไม่สมจริง บางข้อก็เข้มไปบางข้อก็อ่อนไป ในทางปฏิบัติบางทีมันทำไม่ได้ และผู้ปฏิบัติงาน ในที่นี้คือพนักงานราชการ ข้าราชการ บางคนตำแหน่งนักวิชาการป่าไม้แต่ทำงานด้านสัตว์ป่าขอบเขตการทำงานมันก็ไม่ชัดเจน เขาก็ไม่รู้ว่าตกลงงานของเขาขอบเขตอยู่ตรงไหน นี่ก็เป็นปัญหาอีกอย่างหนึ่ง”
การบังคับใช้กฎหมาย ขอบเขตการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานป่าไม้ กลายเป็นประเด็นหลักในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ในปัจจุบัน นอกจากกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าที่ต้องได้รับการแก้ไขต่อไป มิติด้านความท้าทายอย่างอื่นที่เพิ่มเพิ่มขึ้นมาคือเมื่อสัตว์ป่าไม่ใช่สัตว์ป่าที่อาศัยได้โดยตนเองอีกต่อไป สัตว์บางประเภทถูกนำมาค้าขายกลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจ จนเกิดความพยายามในการแก้ไขกฎหมายสัตว์ป่าเพื่อเพิ่มความสามารถในการอนุรักษ์สัตว์ป่า และอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการด้วยการปลดบางรายชื่อออกจากกลุ่มสัตว์ป่าคุ้มครอง เช่น นกอีแอ่น ซึ่งมีการนำเอารังไปทำรังนกสำเร็จรูป จระเข้ วรนุส (เหี้ย) ลิ่น ชะมดเช็ด เป็นต้น
ซึ่งคุณ เตือนใจ นุชดำรงค์ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่าได้กล่าวถึงการทำงานและนโยบายของสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่าไว้ภายในงานสัมมนาว่า “สำหรับการทำงานของสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่าเรามองไปข้างหน้าไม่เกินหนึ่งปีเพราะงานสัตว์ป่าเป็นงานที่ต้องพร้อมรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นมา คือมันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้เรามองในแง่ของตัวสัตว์ป่า การคุ้มครองพื้นที่ การป้องกันและปราบปราม ในแง่ของการศึกษาวิจัย ในแง่ของบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ รวมทั้งต่างประเทศที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับเราต่อไป”
โดยปัญหาที่ท้าทายในปัจจุบันคือความต้องการที่จะนำสัตว์ป่าบางชนิดที่ไม่มีแนวโน้มว่าจะถูกคุกคามหรือจะลดจำนวนลงเช่น นกกรงหัวจุก นกอีแอ่น เป็นต้น ไปเป็นสัตว์สัตว์เศรษฐกิจ ซึ่งต้องมีการทบทวนถอดถอนรายชื่อสัตว์บางชนิดออกจากกลุ่มสัตว์ป่าคุ้มครอง ที่ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังและให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดทั้งผู้ประกอบการและฝ่ายนักอนุรักษ์นอกจากนั้นยังเกิดปัญหาเกี่ยวกับงานวิจัยที่จะนำมาต่อยอดเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์สัตว์ป่าในปัจจุบันก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่น่าติดตามเช่นกัน
ตลอดเวลากว่า 60 ปีในการอนุรักษ์สัตว์ป่าจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นช่วงเริ่มต้น ช่วงกลาง หรือช่วงเวลาปัจจุบัน ก็จะมีปัญหาไม่ต่างกันแต่ปัญหาเหล่านั้นจะแตกต่างกันตามยุคสมัยออกไป การมองย้อนกลับไปในอดีตจากความรู้เรื่องสัตว์ป่าที่มีอยู่น้อยมากและไม่มีการเปิดสอนอย่างจริงจังเลยในกลุ่มคณะเกี่ยวกับป่าไม้ ก้าวมาสู่ยุคปัจจุบันที่มีความก้าวหน้าด้านงานวิจัยมากยิ่งขึ้น การเข้าถึงสื่อที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อปลุกและปลูกจิตสำนึกให้กับเยาวชน กลุ่มคนในสังคมไทย ทำให้ทราบว่าเราเดินมาไกลกันมากแค่ไหนแล้ว วันข้างหน้าอนาคตสัตว์ป่าไทยจะเป็นอย่างไรก็ล้วนขึ้นอยู่กับหน่วยงาน ผู้เกี่ยวข้อง และคนไทยที่เป็นเจ้าของสัตว์ป่าในผืนป่าไทยเหมือนกันทุกคน
สัตว์ป่าในงานสัมมนาวิชาการเรื่องสัตว์ป่าเมืองไทยครั้งที่ 35 ภายใต้หัวข้อ “เหลียวหลัง แลหน้า สัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง” ที่จัดขึ้น ณ ห้องประชุมจงรักปรีชานนท์ ตึกวนศาสตร์ 72 ปี คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงความเป็นมาบนเส้นทางการต่อสู้เพื่อสัตว์ป่ามากว่า 40 ปี ของอดีตอธิบดีกรมป่าไม้ คุณ ผ่อง เล่งอี้ จวบจนความเป็นไปเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา โดย ดร. ชวาล ทัพหิกรณ์ อดีตรองอธิบดีกรมป่าไม้ และเรื่องราวในสถานการณ์ปัจจุบันโดย คุณ เตือนใจ นุชดำรงค์ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่ากรมอุทยานฯ เพื่อให้มองเห็นถึงความเป็นมาเป็นไปบนเส้นทางการดูแลปกป้องสัตว์ป่าที่จะสามารถนำมาเป็นบทเรียน นำไปสู่การพัฒนาและก้าวไปสู่ยุคใหม่ที่สดใสกว่าเดิม
 

5 ประเด็นความคืบหน้า จากเวทีประชุมโลกร้อน

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่ 1 ถึง 15 ธันวาคมที่ผ่านมา ตัวแทนจากนานาชาติกว่า 195 ประเทศได้เข้าร่วมประชุมองค์การสหประชาชาติ เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กรุงลิมา ประเทศเปรู ด้วยความพยายามจากทุกฝ่ายเพื่อผลักดันให้เกิดร่างข้อตกลงร่วมกันในการจัดการปัญหาโลกร้อน
แต่ร่างข้อตกลงที่เกิดขึ้นในกรุงลิมา ก็ยังไม่สามารถตอบคำถามใหญ่ว่าโลกจะรับมือกับปัญหาโลกร้อนในรูปแบบใด โดยคำถามหลายประเด็นก็ยังไม่มีคำตอบแน่ชัด เช่นใครจะเป็นผู้จ่ายต้นทุนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และแต่ละประเทศจะต้องมีส่วนร่วมในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นจำนวนเท่าใด
อย่างไรก็ดี เวทีการประชุมที่ลิมาอาจจะยังไม่ได้ข้อสรุปในประเด็นดังกล่าว และร่างข้อตกลงจะต้องถูกนำไปถกเถียงกันอีกครั้งจนได้เป็นข้อสรุประดับนานาชาติ เดือนธันวาคม พ.ศ.2558 ในการประชุมที่จะจัดขึ้นในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
นักสิ่งแวดล้อมและผู้จัดทำนโยบายหลายคนได้ยืนยันว่า การประชุมครั้งนี้ช่วยให้ข้อตกลงเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น “ตอนนี้เรามีทางเลือกว่าอยากให้อนาคตเป็นแบบใด หลายประเทศก็พยายามสร้างทางเลือกที่เป็นไปได้เพื่อนำไปสู่การประชุมที่ปารีส ในขณะที่บางส่วนก็ยังเลือกเส้นทางที่อาจนำไปสู่อนาคตที่อันตราย”Jan Kowalzig ที่ปรึกษาด้านนโยบายสภาวะภูมิอากาศขององค์กร Oxfam กล่าว
แม้การพูดคุยจะต้องดำเนินต่อไป แต่เราก็ได้ประเด็นหลัก 5 ประเด็นจากที่ประชุมกรุงลิมา
1. ข้อตกลงด้านการรับมือสภาวะภูมิอากาศ ควรจะเป็นภาระผูกพันหรือไม่
หลายปีมานี้ ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศได้แสดงความเห็นว่า หนทางเดียวที่ในการรับมือสภาวะโลกร้อนคือการร่างข้อตกลงที่มีลักษณะเป็นภาระผูกพัน โดยให้ประเทศที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากต้องสามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้าหมาย แต่ประเทศที่ร่ำรวย เช่น สหรัฐอเมริกาและจีน รวมถึงประเทศที่พัฒนาแล้วอธิบายว่า การมีข้อตกลงที่เป็นภาระผูกพันนั้นไม่ยืดหยุ่น และอาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโลกได้
ผู้แทนที่เข้าร่วมประชุมในกรุงลิมาเองก็ยังไม่ให้ความชัดเจนในประเด็นดังกล่าว แต่ก็มีแนวโน้มว่าประเทศที่ร่ำรวยเหล่านั้นคงจะยืนกรานในความเห็นของตัวเอง
Todd Stern จากหน่วยงานด้านการทูตเพื่อจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกาให้ความเห็นว่า การทำข้อตกลงแบบไม่เป็นภาระผูกพันจะทำให้หลายประเทศยินยอมที่จะลงนาม “แน่นอนว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด แต่นี่ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะทำให้มีแนวโน้มที่ดีขึ้นไปในอนาคต”
2. หลายประเทศต้องการค่าชดเชยจากความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศได้เรียกร้องให้มีการแยกกรอบแนวคิดในการชดเชยความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ความเสียหายด้านทรัพย์สิน และความเสียหายด้านที่ดิน ต่อประเทศที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก
ผู้นำในประเทศกำลังพัฒนาถกเถียงว่า ประชาชนในประเทศของเขาแทบไม่ได้มีส่วนในการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่กลับต้องได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะประเทศที่มีชายฝั่งที่อยู่ต่ำซึ่งจะมีความเสี่ยงมากที่สุดจากน้ำทะเลที่สูงขึ้น โดยที่พวกเขาไม่มีโครงสร้างพื้นฐานในการป้องกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
“ประเทศที่ร่ำรวยนั้นเชื่องช้าและนิ่งเฉยต่อประเด็นดังกล่าว แต่เราไม่สามารถปล่อยให้กลไกสำคัญในการชดเชยถูกละเลยไปได้ เพราะเราทราบดีว่าในอนาคต การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น”Harjeet Singh ผู้จัดการระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากองค์กรไม่แสวงหากำไร ActionAid อธิบาย
3. กลุ่มนักสิ่งแวดล้อม ต้องการให้เดินหน้าลดการใช้พลังงานฟอสซิลแบบ 100 เปอร์เซ็นต์
ร่างข้อตกลงเพื่อรับมือสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศปัจจุบันมีการระบุว่า “จะลดการใช้พลังงานฟอสซิล 100 เปอร์เซ็นต์ภายในปี พ.ศ.2593” ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มนักอนุรักษ์เรียกร้องมาหลายปี โดย Ruth Davis ผู้จัดการด้านการเมือง องค์กร Greenpeace ประเทศอังกฤษมองว่าเป็นเป้าหมายสูงสุด
อย่างไรก็ดี ในร่างข้อตกลงก็ไม่ได้มีแนวทางการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวที่ชัดเจน และผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานมองว่าข้อความดังกล่าวเป็นการมองที่ไกลเกินไป
4. เมืองใหญ่จะต้องเริ่มทำการวัดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
กิจกรรมในเมืองใหญ่นั้นก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกราวร้อยละ 70 ของการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด โดยในการประชุมที่ลิมา ผู้นำจากเมืองต่างๆ เช่นนิวยอร์ก ริโอ เดอ จาเนโร และกวางโจว ต่างก็มีระบบตรวจวัดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐาน Global Protocol for Community-Scale Greenhouse Gas Emission Inventories ที่จะช่วยให้เมืองเหล่านั้นทราบระดับการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สามารถนำมาเปรียบเทียบเพื่อดูความก้าวหน้าในการใช้นโยบายลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก และแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ปัจจุบัน มีเมืองใหญ่ทั่วโลกราว 100 เมืองที่นำระบบดังกล่าวไปปรับใช้ แต่ในหลายเมืองยังประสบปัญหาในการตรวจวัดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่ง Andrew Steer ประธานและผู้บริหาร World Resources Institute แสดงความเห็นว่า “หากเราต้องการสร้างกระแสต่อต้านโลกร้อน เมืองใหญ่จะต้องเป็นกลุ่มผู้นำการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว”
5. กองทุนสีเขียวเพื่อต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติ สามารถระดมทุนได้แล้วว่าพันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ
เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา กองทุนสีเขียวเพื่อต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติ สามารถระดมเงินทุนได้ตามเป้าคือพันล้านดอลล่าร์สหรัฐเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยกองทุนดังกล่าวได้ออกแบบเพื่อสนับสนุนโครงการในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก และปรับตัวกับผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
“หลายประเทศ เช่นสหรัฐอเมริกา เยอรมนี ฝรั่งเศส รวมถึงเม็กซิโก เกาหลีใต้ ที่เข้าร่วมสนับสนุนเงินกองทุนดังกล่าว โดยนับว่าเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับกองทุนนี้”Athena Ballesteros ผู้จัดการด้านการเงิน  World Resources Institute แสดงความเห็น
สำหรับกลไกในการดำเนินการของกองทุนนั้นกำลังอยู่ในกระบวนการหาแนวทางโดยประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติ โดยคาดว่าจะให้เงินทุนและให้กู้ยืมแก่โครงการพัฒนาพลังงานทดแทน หรือกำแพงกั้นคลื่น
ถอดความจาก “5 Key Takeaways From UN Climate Summit in Lima” โดย Brian Clark Howardเข้าถึงได้ที่ http://news.nationalgeographic.com/news/2014/12/141212-lima-climate-conference-cop20-global-warming-treaty/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
โลกร้อนเมื่อวันที่ 1 ถึง 15 ธันวาคมที่ผ่านมา ตัวแทนจากนานาชาติกว่า 195 ประเทศได้เข้าร่วมประชุมองค์การสหประชาชาติ เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กรุงลิมา ประเทศเปรู ด้วยความพยายามจากทุกฝ่ายเพื่อผลักดันให้เกิดร่างข้อตกลงร่วมกันในการจัดการปัญหาโลกร้อน

แต่ร่างข้อตกลงที่เกิดขึ้นในกรุงลิมา ก็ยังไม่สามารถตอบคำถามใหญ่ว่าโลกจะรับมือกับปัญหาโลกร้อนในรูปแบบใด โดยคำถามหลายประเด็นก็ยังไม่มีคำตอบแน่ชัด เช่นใครจะเป็นผู้จ่ายต้นทุนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และแต่ละประเทศจะต้องมีส่วนร่วมในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นจำนวนเท่าใด
 

คนค้นฅนอวอร์ครั้งที่ 6 มอบรางวัลเกียรติยศ แด่ ดร. พิไล พูลสวัสดิ์ “มารดาแห่งนกเงือก”

อีเมล พิมพ์ PDF
บริษัท ทีวีบูรพาจำกัด ผู้ผลิตรายการคนค้นฅน ได้จัดพิธีมอบรางวัล คนค้นฅน อวอร์ดครั้งที่ 6 รางวัลเกียรติยศ ให้แก่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.พิไล พูลสวัสดิ์ เพื่อเป็นเกียรติและขวัญกำลังใจในการทำงาน แด่บุคคลที่ทำคุณงามความดีและคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ณ บริเวณสวนนกเงือก คณะวิทยาศาสตร์ มหาลัยมหิดล
ภายในงานเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความเป็นกันเองของแขกผู้ที่เข้ามาร่วมแสดงความยินดี ในบรรยากาศอันร่มรื่นบริเวณสวนนกเงือก พร้อมกิจกรรมภายในงานที่ทางมหาวิทยาลัยมหิดลได้จัดขึ้น ก่อนคุณสุทธิพงษ์ ธรรมวุติ กรรมการผู้จัดการ ทีวีบูรพาจำกัด จะขึ้นกล่าวถึงความสำคัญของรางวัลนี้ พร้อมมอบรางวัลและแสดงความยินดีกับ ดร.พิไล พูลสวัสดิ์
ทั้งนี้ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. พิไล พูลสวัสดิ์ ได้กล่าวขอบคุณผู้ที่มาร่วมแสดงความยินดีภายในงานทุกท่าน และบริษัททีวีบูรพาจำกัดที่ได้เล็งเห็นความสำคัญของงานด้านการอนุรักษ์ และมอบรางวัลดังกล่าวนี้ให้ พร้อมกล่าวทิ้งทายหลังจากรับรางวัลว่า "ขอให้ทุกคนมีนกเงือกอยู่ในหัวใจ ซึ่งเป็นสัตว์ที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ แห่งความรักและความซื่อสัตย์ อีกทั้งเป็นสัตว์ที่ทำประโยชน์ให้กับผืนป่า และอยากให้ทุกคนลุกขึ้นมาทำประโยชน์ให้แก่สังคมดังเช่นนกเงือก"
ชีวประวัติ
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. พิไล พูลสวัสดิ์ นักวิทยาศาตร์และนักอนุรักษ์ที่ทำงานวิจัยในระยะยาว เป็นเวลากว่า 37 ปี ทั้งในด้านปักษีวิทยา (Ornithology) นิเวศวิทยาสัตว์ป่า (Wildlife Ecology) และปรสิตวิทยา (Parasitology: Avian diseases) เพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่าและทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังดำเนินกิจกรรมเพื่อเผยแพร่ความรู้ในการอนุรักษ์นกเงือก จนได้รับการขนานนามว่า "มารดาแห่งนกเงือก"
ทั้งนี้ยังเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลผู้ทรงเกียรติด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติระดับโลกอีก 2 รางวัล เมื่อปี พ.ศ. 2549 The 2006 ROREX Awards for Enterprises จาก Rolex SA ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ The 52nd Annual Chevron Conservation Awards จาก Chevron Corporation ประเทศสหรัฐอเมริกา และเหรียญดุษฎีมาลาเข็มศิลปวิทยา สาขาวิทยาศาสตร์ และเหรียญรางวัลบุคคลดีเด่นของชาติสาขาอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี
พิไล พูลสวัสดิ์บริษัท ทีวีบูรพาจำกัด ผู้ผลิตรายการคนค้นฅน ได้จัดพิธีมอบรางวัล คนค้นฅน อวอร์ดครั้งที่ 6 รางวัลเกียรติยศ ให้แก่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.พิไล พูลสวัสดิ์ เพื่อเป็นเกียรติและขวัญกำลังใจในการทำงาน แด่บุคคลที่ทำคุณงามความดีและคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ณ บริเวณสวนนกเงือก คณะวิทยาศาสตร์ มหาลัยมหิดล
 

'300' เสียงสะท้อนเล็กๆ ที่ดังไปไกลไม่พอ

อีเมล พิมพ์ PDF
ในช่วงวันหยุดยาวเนื่อง นักท่องเที่ยวหลายกลุ่มมุ่งหน้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มายังสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเรื่องความสวยงามของธรรมชาติ และอากาศหนาวเย็นบนยอดภูกระดึง จังหวัดเลย ซึ่งมีความสูงกว่า 1200 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นการทดสอบทั้งกำลังกาย และกำลังใจไปในเวลาเดียวกัน
ตามตำนานเล่าว่าภูกระดึงถูกค้นพบโดยนายพรานผู้หนึ่งที่ขึ้นตามรอยกระทิงขึ้นไปบนเขา เมื่อขึ้นถึงยอดเขาจึงได้พบกับสภาพธรรมชาติอันตระการตา คือที่ราบซึ่งเป็นทุ่งหญ้าป่าสนอันกว้างใหญ่ไพศาล ในสมัยก่อนนั้นภูกระดึงเป็นที่รู้จักกันในเฉพาะคนในท้องถิ่น โดยคำว่าภูกระดึงมาจากตำนานที่ว่าในทุกวันโกนหรือวันพระชาวบ้านที่บ้านศรีฐานจะได้ยินเสียงระฆังที่ดังแววมาจากยอดภู ซึ่ง "กระดึง" มาจากคำว่า "กระดิ่ง" ในภาษาพื้นบ้านจังหวัดเลยที่แปลว่าระฆังใหญ่ และ "ภู" ก็มาจากคำว่า "ภูเขา" จนเป็นที่มาของชื่อภูกระดึง จวบจนในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ข้าหลวงใหญ่สมุหเทศาภิบาลมณฑลอุดรธานีในสมัยนั้น ทรงทำรายงานไปยังกระทรวงมหาดไทย ว่าพบภูเขาลูกหนึ่ง มีลักษณะพิเศษสวยงามมาก มียอดแบนราบ แปลกกว่าเขาลูกอื่นๆ ภูกระดึงจึงเริ่มเป็นที่รู้จักของผู้คนมากยิ่งขึ้น ต่อมาในปี 2486 รัฐบาลได้ออกพระราชกฤษฎีกาให้ป่าภูกระดึงเป็นป่าสงวนแห่งชาติ จากภูกระดึงก็ถูกประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติภูกระดึงในวันที่ 7 ตุลาคม 2502  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติอันมีลักษณะเด่นเป็นพิเศษไว้สำหรับเป็นประโยชน์ในด้านการศึกษา ค้นคว้าวิจัยและเพื่อใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 2 ต่อจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ (สารคดี, 2542)
บนเส้นทางกว่า 9 กิโลเมตรกับสัมภาระอีกหลายสิบกิโลกรัมอาจจะกลายเป็นสิ่งบั่นทอนกำลังใจ แต่ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่แลกแรงกายแบกข้าวของเหล่านั้นกับค่าตอบแทน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับเพียง 15 บาท ต่อกิโลกรัม ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น 30 บาทต่อกิโลกรัมเช่นในปัจจุบันเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เดินขึ้นสู่ยอดหลังแปได้แบบไม่ลำบากนัก
'ทวี' ลูกหาบวัย 51 ปี ทำหน้าที่ลูกหาบเป็นอาชีพรองจากการทำไร่ทำนามากว่า 20 ปี ชายวัยกลางคนเล่าว่า เมื่อเริ่มฤดูกาลทำนาภูกระดึงจะปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวขึ้น เขาก็พักหน้าที่การหาบของขึ้นภูกระดึงมาเริ่มทำนา ประจวบเหมาะกับเมื่อฤดูกาลทำนาสิ้นสุดลงภูกระดึงก็เปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นเขาจึงกลับมาทำงานลูกหาบอีกครั้ง
"เหนื่อยครับ ผมแบกมา 20 กว่าปีแล้ว ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายเราบางเนอะถ้าเราแก่ตัวไปมากกว่านี้ ทั้งหลัง ทั้งขา ทั้งไหล่ แบกทีก็ 50-70 กิโลฯ ก็กลัวอยู่เหมือนกัน แต่จะทำยังไงได้ มันต้องทำเพื่อส่งลูกเรียน อาชีพหลักของผมคือทำนา พออุทยานปิดไม่ให้ขึ้น พวกผมก็ไปทำนา พอเปิดให้คนขึ้นก็หมดหน้าทำนาพอดี ก็มารับจ้างแบกของส่งลูกเรียน"
ดูเหมือนรายได้หลักจากการทำนาจะไม่เพียงพอต่อการจุนเจือครอบครัว และส่งเสียลูกทั้ง 3 คน เรียนหนังสือ ทำให้ทวีไม่มีทางเลือกมากนัก ซึ่งทวีเล่าถึงชีวิตการเป็นลูกหาบของเขาในแต่ละวันให้ฟังว่า
"ลูกหาบที่นี่มี 300 คนพอดีครับ ลูกหาบทุกคนจะได้รับการลงทะเบียนพร้อมหมายเลขประจำตัว ที่ทางอุทยานจะออกให้ในตอนที่มาสมัครลูกหาบตอนแรก และในแต่ละวันก็จะเรียกคิวไว้ สมมุตวันนี้เรียกหมายเลข 1-10 ผมหมายเลข 11 ก็ไม่ต้องมา รอมาวันพรุ่งนี้ถึงจะเป็นคิวเบอร์ 11 -20 ไม่ได้มาหาบทุกวันครับ แต่ครั้งหนึ่งก็ได้เฉลี่ย 1500 - 2000 บาท บางวันแบกขึ้นอย่างเดียวแล้วก็เดินลงตัวเปล่า หรือบางวันแบกขึ้นและรอหาบลงมาข้างล่างด้วย หรือบางคนขึ้นตัวเปล่า รอหาบลงมาและนั่งพักถ้าสัมภาระเหลือเยอะก็ช่วยๆกันแบ่งๆกัน และหาบขึ้นไปอีกรอบก็มีครับ แบบนี้เหนื่อยแต่ก็จะได้เยอะหน่อย เฉลี่ยใช้เวลาเดิน 3 ชั่วโมงครึ่งถึง 4 ชั่วโมงครึ่งประมาณนี้ครับ เดินไปด้วย พักไปด้วย"
แม้จะเป็นรายได้ที่ไม่มากนักแต่ดูเหมือนว่าหากไม่มีรายได้ส่วนนี้จะทำให้ทวีหรือลูกหาบคนอื่นๆ ดำเนินชีวิตได้ลำบากขึ้นไม่น้อย ขณะเดียวกัน มีลูกหาบบางคนมีรายได้จากการหาบของขึ้งภูกระดึงเพียงอย่างเดียว ขณะที่ใช้เวลาว่างจากการไม่ถูกเรียกคิวในการรับจ้างทั่วไป
คำถามที่ตามมาคือ หากมีกระเช้าลอยฟ้าขึ้นภูกระดึง จะเกิดอะไรขึ้นกับอนาคตของลูกหาบเหล่านี้ จริงอยู่ว่าบางคนใช้อาชีพนี้เป็นอาชีพเสริม แต่ในทางตรงกันข้าม การเป็นลูกหาบคือความหวังหลักเพียงอย่างเดียวในการหารายได้เข้ามาจุนเจือครอบครัว
"สำหรับผมนะ ผมยังไงก็ได้" ทวีบอก "แต่ถ้าเลือกได้ ผมขอเลือกธรรมชาติดีกว่า มาภูกระดึงก็ต้องมาเดินสิ ทุกวันนี้สถานที่ท่องเที่ยวที่ไหนในไทยรถมันก็เข้าถึงได้หมดแล้ว จะเหลืออีกกี่ที่กันที่ยังต้องอาศัยการเดินอยู่ มันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของภูกระดึงนะผมว่า ถ้าเกิดมีกระเช้าลอยฟ้าขึ้นมาจริงๆ พวกผมก็ไม่รู้อนาคตตัวเองเหมือนกัน"
"บางคนเขาก็อยากได้กระเช้านะ อย่างชาวบ้านเนี่ย เขาแย่งกันเลยนะ ว่าให้เอาจุดขึ้นกระเช้าลอยฟ้ามาลงในหมู่บ้านของเขา เพราะพวกเขาเชื่อว่า กระเช้าเข้าที่ไหน ความเจริญก็จะเข้าที่นั่น คนอยากทำก็พวกนายทุนนี่แหละ ชาวบ้านเขาก็คิดว่า ถ้ามีกระเช้า เขาก็จะขายที่ได้แพง ได้ราคาเป็นล้าน อะไรแบบนั้น แต่เขาไม่ได้คิดนะว่ามีคนซื้อที่เราไปจะเอาไปทำอะไร ในการประชุมในหมู่บ้านเรื่องกระเช้า เขาก็ไม่ได้พูดถึงข้อเสีย หรือพูดไปก็ไม่มีใครฟังก็ไม่รู้ ผมอยากให้คนที่เกี่ยวข้องมาพูดถึงสิ่งที่มันกระทบกับสิ่งแวดล้อม แต่ก็อีกนั่นแหละ ไม่รู้ชาวบ้านเขาจะฟังกันไหม"
"ถ้าถามผม... รวมถึงลูกหาบคนอื่นๆ ผมเลือกธรรมชาติมากกว่า และผมเชื่อว่าชาวบ้านส่วนหนึ่งในอำเภอภูกระดึงก็คิดเหมือนผม ถ้าเขารู้ถึงผลกระทบที่มันจะตามมาภายหลังเกิดโครงการขึ้นแต่ยังไมมีใครมาพูดให้เขาฟัง และลูกหาบแค่ 300 คน เสียงเล็กๆอย่างพวกผมจะไปสู้อะไรกับคนที่เขาอยากได้กระเช้าลอยฟ้าได้ละครับ"
ภูกระดึงในช่วงวันหยุดยาวเนื่อง นักท่องเที่ยวหลายกลุ่มมุ่งหน้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มายังสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเรื่องความสวยงามของธรรมชาติ และอากาศหนาวเย็นบนยอดภูกระดึง จังหวัดเลย ซึ่งมีความสูงกว่า 1200 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นการทดสอบทั้งกำลังกาย และกำลังใจไปในเวลาเดียวกัน
 

มหัศจรรย์ป่าชุมชน...รอบผืนป่าตะวันตก

อีเมล พิมพ์ PDF
ป่าชุมชน
 

ชาวบ้านปากมูนบุกศาลากลางอุบล ติดตามความคืบหน้า อีกครั้ง

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา แกนนำชาวบ้านปากมูน จำนวน 23  คนได้เดินทางไปที่ศาลากลางจังหวัดอุบลฯ เพื่อขอพบผู้ว่าราชการจังหวัดฯ เพื่อติดตามความคืบหน้าการประสานงานของผู้ว่าอุบลฯกับ มล.ปนัดดา ดิศกุล (รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) ซึ่งเป็นเรื่องสืบเนื่องมาจากวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 ที่ชาวบ้านปากมูลได้มายื่นหนังสือถึง รมต.ปนัดดา ผ่านผู้ว่าอุบลฯ ในเรื่องการขอเปิดเจรจาแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล และจากครั้งนั้น เวลาได้ล่วงเลยผ่านมา กว่าเดือนเศษแล้ว ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ชาวบ้านจึงต้องเดินทางมาพบผู้ว่าฯ ในครั้งนี้
ผู้สื่อข่าวในพื้นที่ระบุว่า ที่บริเวณหน้าห้องทำงานของผู้ว่าราชการจังหวัด (นายเสริม ไชยณรงค์) มีเจ้าหน้าที่ของจังหวัดอุบลมาแจ้งชาวบ้านว่าผู้ว่าไม่อยู่ติดราชการข้างนอกโดยขอให้บอกชาวบ้านไปยื่นเรื่องไว้ที่ศูนย์ดำรงธรรม แต่ชาวบ้านบอกว่าไม่ได้แค่มายื่นหนังสือ แต่เป็นการมาตามหนังสือจากที่ได้มายื่นไว้ในครั้งที่แล้ว และขอพบผู้มีอำนาจสูงสุดในจังหวัดอุบลฯ ขณะนั้นชาวบ้านนั่งรออยู่บริเวณระเบียงเยื้องกับห้องผู้ว่าฯ
เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 30 นาที เจ้าหน้าที่คนเดิมได้มาแจ้งชาวบ้านว่าให้ไปรอในห้องประชุมจะมีรองผู้ว่าฯ มารับหนังสือและเจรจากับชาวบ้าน ชาวบ้านหลงเชื่อจึงพากันเข้าไปรอในห้องประชุม ขณะที่ชาวบ้านกำลังทยอยเข้าห้องประชุม ซึ่งอยู่ติดกับห้องทำงานผู้ว่าฯ ช่วงเดียวกันนั้นนายเสริม ไชยณรงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลฯ ก็ได้เดินออกจากห้องทำงานมุ่งหน้าตรงไปที่ลิฟท์ ซึ่งชาวบ้านบางคนจำหน้าผู้ว่าฯ ได้จึงร้องบอกเพื่อนว่า ผู้ว่าอยู่ศาลากลางกำลังจะหนี ชาวบ้านส่วนหนึ่งก็กรูกันไปดักผู้ว่าที่หน้าลิฟท์ ในส่วนผู้ว่าฯ และผู้ติดตามก็มีสีหน้าตกใจเล็กน้อย
จากนั้นชาวบ้านได้ขอร้องให้ผู้ว่าได้เข้าไปในห้องพูดคุยกับพวกเขาก่อนที่จะเดินทางไปข้างนอกส่วนผู้ว่าฯ ยืนกรานว่าติดภารกิจข้างนอกไม่สามารถมาพูดคุยด้วยได้ การพูดคุยกินเวลา 3 นาที จากนั้นผู้ติดตามก็กันชาวบ้านออกและผู้ว่าก็ลงลิฟท์จากชาวบ้านไป
ชาวบ้านที่ดักพบผู้ว่าจึงเข้าไปสมทบกับคนที่อยู่ในห้อง และทั้งหมดก็มานั่งรอที่พื้นหน้าห้องผู้ว่าฯ
ขณะที่ชาวบ้านนั่งรอหน้าห้องผู้ว่า ได้สักพักก็มีตำรวจชั้นสัญญาบัตร พูดคุยกับชาวบ้านให้ออกจากหน้าห้องผู้ว่าฯ แต่ชาวบ้านไม่ยอม และได้บอกกับนายตำรวจว่า ให้ประสานกับผู้ที่มีอำนาจในจังหวัดอุบลฯ มาพูดคุยกับพวกเขา ในขณะนั้น เจ้าหน้าที่คนเดิมก็ได้มาบอกชาวบ้านว่ารองผู้ว่าราชการ นายคันฉัตร จะเป็นตัวแทนผู้ว่ามาพูดคุยเป็นตัวแทนชาวบ้าน และขอให้ชาวบ้านเข้าไปรอในห้องประชุม แต่ชาวบ้านไม่ยอมลุกออกจากหน้าห้องผู้ว่า โดยตอบกลับกับเจ้าหน้าที่คนนั้นว่า เราจะรอจนกว่ารองผู้ว่าจะมา ถ้ารองผู้ว่าฯ มาเราก็พร้อมจะลุกไปร่วมประชุมด้วย กระทั่งเวลา 11.50 น.นายคันฉัตร ตันเสถียร รองผู้ว่าฯ อุบลฯ ก็ได้เดินทางมาพบชาวบ้านและเชิญชาวบ้านเข้าห้องประชุม ชาวบ้านจึงเดินตามเข้าไปเพื่อเจรจา
ตัวแทนชาวบ้านได้สอบถามความคืบหน้าในการประสานงานกับรัฐบาลว่าขณะนี้เวลาผ่านมาเดือนเศษแล้วทางรัฐบาลได้ตอบกลับมาว่าอย่างไรบ้าง ด้านนายนายคันฉัตร ตันเสถียร ตอบว่าทางจังหวัดได้ทำตามสิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้องแล้ว แต่ทางรัฐบาลก็ยังไม่ได้ตอบกลับมาแต่อย่างใด
ชาวบ้านได้สอบถามว่านอกจากส่งหนังสือแล้วได้มีการติดตามประสานงานอะไรบ้างหรือไม่ ทำไมไม่มีการส่งข่าวให้เราทราบบ้างเลย หรือว่าทางจังหวัดไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหา ไม่ใส่ในในการติดตามปัญหาให้พวกเราเลย ด้านนายคันฉัตร ตันเสถียร ตอบว่า รัฐบาลมีอำนาจมากกว่าจังหวัด จังหวัดไม่กล้าเร่งติดตามเพราะจังหวัดเป็นผู้น้อย แต่ยืนยันว่าทางจังหวัดมีความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหาให้พี่น้อง แต่ไม่มีอำนาจจึงทำได้แค่บุรุษไปรษณีย์  ชาวบ้านปากมูนจึงถามกลับไปว่า แสดงว่าทางจังหวัดต้องการให้ชาวบ้านลงไปติดตามปัญหาด้วยตัวเองใช่หรือไม่ นายคันฉัตร ตันเสถียร บอกว่า ไม่เป็นไรที่ผ่านมาก็ให้มันแล้วไป ต่อไปจังหวัดจะประสานงานให้เป็นระยะๆ และมีผลอย่างไรจะแจ้งให้ทราบเป็นช่วงๆ ไม่ต้องลงไปที่กรุงเทพฯ ชาวบ้านถามกลับไปว่า แล้วทางจังหวัดจะมีคำตอบได้เมื่อไหร่ ด้านนายคันฉัตร ตันเสถียร ตอบว่า จะแจ้งผลความคืบหน้าภายใน 15 วัน ว่ามีผลเป็นอย่างไรบ้างการเจรจาตกลงกันว่า ทางจังหวัดจะประสานงานให้ภายใน 15 วัน
จากนั้นชาวบ้านปากมูน ได้แจ้งต่อรองผู้ว่าฯ วันนี้ที่พวกตนมามีความต้องการสองเรื่อง  เรื่องแรกคือการติดตามปัญหา ส่วนเรื่องที่สองคือพวกเราทราบว่าขณะนี้รัฐบาล สปป.ลาว กำลังจะมีการก่อสร้างเขื่อนดอนสะโฮง ซึ่งเขื่อนดังกล่าวจะมีผลต่อชนิดพันธุ์ปลาในแม่น้ำโขงเป็นอย่างมากซึ่งประชาชน ชาวไทยหลายจังหวัดในน้ำโขง รวมทั้งน้ำสาขาของน้ำโขง ที่มีอาชีพจับปลา จะมีผลกระทบเป็นจำนวนมาก พวกเราจึงอยากให้รัฐบาลไทย คัดค้านรบ.ลาว โดยพวกเราจะได้ยืนหนังสือถึงนายกฯ ผ่านทางจังหวัด
ด้านนายคันฉัตร ตอบว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ซึ่งมีผลกระทบวงกว้างต่อพี่น้องประชาชนจำนวนมาก จังหวัดอุบลฯ ยินดีที่จะประสานงานแจ้งความต้องการของพี่น้องไปยังนายกฯ เพื่อให้รับรู้ความต้องการของประชาชน และตนขอขอบคุณพี่น้องปากมูน ที่สนในปัญหาพี่น้องประชาชนคนไทย จังหวัดจะส่งหนังสือทั้งสองฉบับไปยังรัฐบาลในวันนี้เลย
การเจรจาสิ้นสุดลงเมื่อเวลา 12.30 น.ชาวบ้านได้ยื่นหนังสือทั้งสองฉบับ ต่อ นายคันฉัตร ตันเสถียร รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี จากนั้นก็เดินทางกลับภูมิลำเนา นายคันฉัตร ตันเสถียร
ที่มา ศูนย์ภูมิปัญญาไทบ้านปากมูน
ปากมูนเมื่อวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา แกนนำชาวบ้านปากมูน จำนวน 23  คนได้เดินทางไปที่ศาลากลางจังหวัดอุบลฯ เพื่อขอพบผู้ว่าราชการจังหวัดฯ เพื่อติดตามความคืบหน้าการประสานงานของผู้ว่าอุบลฯกับ มล.ปนัดดา ดิศกุล (รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) ซึ่งเป็นเรื่องสืบเนื่องมาจากวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 ที่ชาวบ้านปากมูลได้มายื่นหนังสือถึง รมต.ปนัดดา ผ่านผู้ว่าอุบลฯ ในเรื่องการขอเปิดเจรจาแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล และจากครั้งนั้น เวลาได้ล่วงเลยผ่านมา กว่าเดือนเศษแล้ว ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ชาวบ้านจึงต้องเดินทางมาพบผู้ว่าฯ ในครั้งนี้
 

โรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ใช่คำตอบ

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา คณะทำงานโลกเย็นที่เป็นธรรม ร่วมกับชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดงาน Press Briefing ในประเด็นเรื่อง “ถ่านหินสะอาดและวิกฤตโลกร้อน – เส้นทางสู่ความมั่นคงของพลังงานไทย” ที่สตูดิโอมาดี เอกมัยซอย 4 กรุงเทพมหานคร
การบริหาจัดการพลังงานที่ดี หยุดโรงงานถ่านหิน
นายสันติ โชคชัยชำนาญกิจ จากโครงการจับตาพลังงาน ได้บรรยายถึงประเด็นนี้ว่าการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นนั้น เกิดจากแผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้า (PDP) ที่มีการกล่าวอ้างว่าประเทศไทยมีการใช้พลังงานก๊าซธรรมชาติมากเกินไป ซึ่งอาจจะส่งผลต่อความมั่นคงของพลังงานไฟฟ้าในประเทศ และโรงไฟฟ้าถ่านหินจะช่วยพยุงราคาค่าไฟฟ้าภายในประเทศ ซึ่งเมื่อลองคำนวนค่าใช้จ่ายไฟฟ้าในแต่ละเดือนเทียบกับการมีหรือไม่มีโรงไฟฟ้าถ่านหินในการผลิตพลังงานไฟฟ้านั้นผลลัพท์ที่ได้ไม่แตกต่างกันมากนัก
อีกทั้งหากไม่มีโรงไฟฟ้าถ่านหินก็ยังคงมีพลังงานในรูปแบบอื่น ที่เพียงพอต่อการใช้งานในประเทศ  เพราะมีโรงงานผลิตไฟฟ้าที่มากพอ แต่ปัญหาคือยังขาดการบริหารการจัดการพลังงานไฟฟ้าที่ดีเท่านั้น อีกทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโรงไฟฟ้าถ่านหินต่อคนในพื้นที่ยกตัวอย่างโรงงานถ่านหินแม่เมาะ รวมทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อาจจะส่งผลต่อภาวะโลกร้อน ทซึ่งสวนทางกับเป้าหมายที่ประเทศไทยจะลดการปล่อยก๊าซ 7 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2020 อีกด้วย โรงงานถ่านหินจึงอาจไม่ใช่คำตอบของ “ความมั่นคงของพลังงาน” แต่อาจจะเป็นวาระซ่อนเร้นในรูปแบบ “ธุรกิจพลังงาน”
พลังงานถ่านหินสะอาด
นางสาวฝ้ายคำ หาญณรงค์ ผู้ประสานงานคณะโลกเย็นที่เป็นธรรม ได้บรรยายถึงในประเด็นเรื่อง “ถ่านหินสะอาด” คือถ่านหินที่มีมลพิษน้อย ใช้เทคโนโลยีเผาไหม้และกำจัดมลพิษ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ที่สำคัญจะต้องปล่อยคาร์บอนฯ ให้น้อยลง โดยเน้นไปที่การดักจับคาร์บอนฯ ที่โรงไฟฟ้า เพื่อไม่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ หรือที่เรียกว่า Carbon Capture and Storage (CCS) ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีประเทศใดในโลกที่สามารถทำได้อย่างสมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ ถ่านหินสะอาดในประเทศไทยที่ได้กล่าวอ้าง จึงอาจจะไม่สามารถทำได้จริง
อีกทั้งการลดภาวะโลกร้อนตามพื้นฐานที่ง่ายที่สุด คือการลดการเผาไหม้เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ และหันไปใช้พลังงานทางเลือกอย่างอื่น ซึ่งเป็นวิธีตรงกันข้ามกับการสร้างโรงงานถ่านหิน จึงน่าคิดต่อไปว่าทุกวันนี้เราผลิตพลังงานเพื่ออนาคตของใคร
โลกร้อนเมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา คณะทำงานโลกเย็นที่เป็นธรรม ร่วมกับชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดงาน Press Briefing ในประเด็นเรื่อง “ถ่านหินสะอาดและวิกฤตโลกร้อน – เส้นทางสู่ความมั่นคงของพลังงานไทย” ที่สตูดิโอมาดี เอกมัยซอย 4 กรุงเทพมหานคร
 

ลดโลกร้อน ช่วยอังกฤษประหยัด 85 พันล้านปอนด์

อีเมล พิมพ์ PDF
ลดโลกร้อน ช่วยอังกฤษประหยัด 85 พันล้านปอนด์
จากการศึกษาพบว่า ประเทศอังกฤษจะสามารถประหยัดงบประมาณได้ 85 พันล้านปอนด์ หรือราว 400,000 ล้านบาทต่อปีหากสามารถลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ตามเป้าหมาย โดยเปลี่ยนจากแหล่งพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นแหล่งพลังงานทดแทน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
ตัวเลขการประหยัดงบประมาณดังกล่าวมาจากคุณภาพอากาศที่ดีขึ้น ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางด้านสุขภาพของมนุษย์ การลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้า ลดมลภาวะทางเสียง ผลประโยชน์จากสัตว์ป่า คุณภาพน้ำที่ดีขึ้น ขยะที่น้อยลง การจราจรติดขัดและปริมาณอุบัติเหตุบนท้องถนนที่ลดลง ตามที่ระบุไว้ในรายงานโดยที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม Ricardo AEA ซึ่งตีพิมพ์คู่กับงบประมาณด้านคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศอังกฤษ โดยคณะกรรมการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แจ้งต่อคณะรัฐมนตรีให้คงไว้ซึ่งแผนการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกครึ่งหนึ่งภายในกลางคริสตทศวรรษที่ 2020
การศึกษาจัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐบาล โดยเปรียบเทียบทางเลือกระหว่างให้ประชาชนเดินทางโดยเท้าหรือจักรยาน กับการเดินทางโดยรถยนต์ หรือการเปลี่ยนการใช้รถยนต์ทั่วไปมาเป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า หรือรถยนต์ประเภทไฮบริด
มูลค่าผลประโยชน์ทางด้านสุขภาพจากการเดินทางด้วยเท้าและจักรยานที่เพิ่มขึ้น ประมาณการณ์ว่าสูงถึง 2.3 พันล้านปอนด์ หรือราว 100,000 ล้านบาทต่อปีและผลประโยชน์ที่เกิดจากการจราจรที่ติดขัดน้อยลงราว 8.4 พันล้านปอนด์ต่อปี และเสียงรบกวนที่ลดลงราว 1 พันล้านปอนด์ต่อปีนอกจากนี้ การควบคุมความเร็วบนท้องถนน นอกจากจะช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังช่วยในการลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอีกด้ย
ตัวเลขผลประโยชน์ที่ค่อนข้างสูงจากการลดการจราจรที่ติดขัด แสดงให้เห็นว่าผู้มีอำนาจในการดำเนินนโยบายควรใส่ใจในทางเลือกการเดินทางที่ดีขึ้น และควรเพิ่มระดับการลงทุนในการขนส่งทางเลือก โดยสามารถเพิ่มผลประโยชน์ให้สูงที่สุดได้โดยการมุ่งเน้นนโยบายเพื่อสนับสนุนแนวทางดังกล่าว เช่น การก่อสร้างเส้นทางจักรยานที่ปลอดภัย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีปัญหาการจราจร นอกจากนี้ การสนับสนุนดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะลดความเสี่ยงด้านอุบัติเหตุบนท้องถนน
นอกจากนี้ มาตรการเช่นลดความเร็วของเรือและเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินทางโดยอากาศยาน นอกจากจะช่วยลดมลภาวะทางเสียงแล้ว ยังช่วยลดอัตราการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมาก ซึ่งช่วยในการลดปัญหามลภาวะทางอากาศในบริเวณท่าเรือและท่าอากาศยาน เช่นท่าอากาศยานฮีทโธรว์ (Heathrow) ที่สายการบินส่วนใหญ่มักจะละเมิดข้อกำหนดเรื่องปริมาณไนโตรเจน
สัดส่วนผลประโยชน์จากการจัดการระบบขนส่งทางเรือนั้นค่อนข้างสูง เนื่องจากน้ำมันที่ใช้เดินทางทางน้ำมีส่วนผสมของซัลเฟอร์ในสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก
ผลประโยชน์อีกด้านหนึ่งมาจากการลดปริมาณความร้อนที่ใช้ในบ้าน รวมถึงการผลิตพลังงานไฟฟ้าในชนบทโดยการใช้มูลสัตว์หรือชีวมวล และ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีที่ผลิตจากน้ำมัน จะช่วยในการเพิ่มคุณภาพน้ำและอากาศมหาศาล
นอกจากผลประโยชน์ทางการเงิน การลดการใช้พลังงานฟอสซิลยังเพิ่มการสนับสนุนจากสาธารณชนในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน เนื่องจากผลประโยชน์จากการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้นมักจะปรากฎในรูปแบบของคุณภาพอากาศที่ดีขึ้นในระดับท้องถิ่น ขณะที่ผลประโยชน์จากการลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจปรากฎในระยะยาว และในพื้นที่ที่ห่างไกล ทำให้ยากต่อการแสดงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ดี รายงานดังกล่าวก็ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์เนื่องจากอาจยังไม่ครอบคลุมต้นทุนบางประการจากการเปลี่ยนแปลงจากการใช้พลังงานฟอสซิลเป็นพลังงานทดแทน เช่นการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์จากการใช้กังหันลมหรือแผงพลังงานแสงอาทิตย์ หรือเทคโนโลยีในการจัดเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือความเสี่ยงด้านพลังงานนิวเคลียร์ รวมทั้งผลกระทบด้านพลังงานจากการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า
ถอดความจาก Carbon targets can help UK 'save £85bn a year'เข้าถึงได้ที่
http://www.theguardian.com/environment/2013/dec/11/uk-carbon-targets-benefits
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
ลดโลกร้อนจากการศึกษาพบว่า ประเทศอังกฤษจะสามารถประหยัดงบประมาณได้ 85 พันล้านปอนด์ หรือราว 400,000 ล้านบาทต่อปีหากสามารถลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ตามเป้าหมาย โดยเปลี่ยนจากแหล่งพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นแหล่งพลังงานทดแทน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
 

UN ร้องไทยเร่งคลี่คลายคดียิงแกนนำต้านเหมือง - เรียกร้องที่ดิน

อีเมล พิมพ์ PDF
แถลงการณ์โดยโฆษกข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
กรณีประเทศไทย/นักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดิน
9 ธันวาคม 2557
UN ร้องไทยเร่งคลี่คลายคดียิงแกนนำต้านเหมือง จ.นครศรีธรรมราช-ยิงแกนนำเรียกร้องที่ดิน จ.กระบี่ พบนักต่อสู้ไทยเสียชีวิต/หายกว่า 35 คน
นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนสองคนที่ทำงานประเด็นที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติในภาคใต้ของประเทศได้ถูกสังหารในระยะเวลาห่างกันเพียงสี่วัน
ทั้งสองคนมีบทบาทในการตรวจสอบโครงการขนาดใหญ่โดยบริษัทเอกชนในพื้นที่ว่าได้ดำเนินงานอย่างถูกกฎหมายหรือไม่
นักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินในประเทศไทยและโดยเฉพาะในภาคใต้ตกเป็นเหยื่อจากการถูกข่มขู่ ก่อกวน และความรุนแรง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดแสดงให้เห็นถึงภัยคุกคามต่อนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นและความจำเป็นที่ทางการจะต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วนในการสร้างความปลอดภัยและความคุ้มครองให้กับพวกเขา
ในกรณีล่าสุด ในวันที่ 30 พฤศจิกายน นายพิธาน ทองพนังถูกยิงเสียชีวิตด้วยอาวุธปืนจำนวนเก้านัดในจังหวัดนครศรีธรรมราช
นายพิธานมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านโครงการเหมืองในอำเภอนพพิตำ เขายังเป็นโจทก์หลักในคดีที่ศาลปกครองได้สั่งให้บริษัทที่เกี่ยวข้องยุติการดำเนินกิจการเหมืองชั่วคราว
นายพิธานถูกยิงขณะที่เขากำลังเดินทางไปพบชาวบ้านเพื่อรวบรวมเงินสนับสนุนเพื่อใช้สำหรับการขอความช่วยเหลือทางกฎหมาย
สี่วันหลังจากนั้น ในวันที่ 3 ธันวาคม นายสมสุข เกาะกลางได้ถูกยิงเสียชีวิตในสวนปาล์มน้ำมันในจังหวัดกระบี่ระหว่างที่เขากำลังเดินทางไปพบกับชาวบ้านในชุมชน
นายสมสุขเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินที่มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ในการตรวจสอบว่าสวนปาล์มน้ำมันได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เริ่มการสอบสวนคดีทั้งสองคดีนี้แล้ว
ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยจำนวนไม่น้อยกว่า 35 คน โดยส่วนใหญ่เป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินและสิทธิชุมชนได้เป็นเหยื่อในการถูกสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมและการถูกบังคับให้สูญหาย
ในคดีส่วนใหญ่ บุคคลผู้อยู่เบื้องหลังไม่ได้ถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
ในสถานการณ์ที่ความยุติธรรมและความรับผิดชอบขาดหายไป
ผู้กระทำผิดมีความกล้ามากขึ้นในขณะที่นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนต้องทำงานในสภาวะแห่งความกลัวและความรู้สึกที่ไม่ปลอดภัย
ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติขอเรียกร้องในเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบคดีการสังหารและการบังคับสูญหายที่เกี่ยวข้องกับนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนอย่างละเอียด ฉับพลัน และเป็นอิสระ
เรายังเรียกร้องให้ทางการไทยมีมาตรการในการคุ้มครองนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะนักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดิน
ชุมชนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่พึ่งพาอาศัยนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนที่มีความกล้าหาญในการเป็นปากเสียงและคุ้มครองสิทธิของชุมชน
เจ้าหน้าที่รัฐต้องรับประกันความปลอดภัยให้กับนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและชุมชนที่พวกเขาทำงานอยู่เพื่อที่พวกเขาจะสามารถแสดงความคิดเห็นและรวมตัวกันอย่างเป็นอิสระโดยปราศจากความกลัวในการถูกประหัตประหาร
สหประชาชาติUN ร้องไทยเร่งคลี่คลายคดียิงแกนนำต้านเหมือง จ.นครศรีธรรมราช-ยิงแกนนำเรียกร้องที่ดิน จ.กระบี่ พบนักต่อสู้ไทยเสียชีวิต/หายกว่า 35 คน

แถลงการณ์โดยโฆษกข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
กรณีประเทศไทย/นักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดิน
9 ธันวาคม 2557
 

ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมในรัฐธรรมนูญใหม่

อีเมล พิมพ์ PDF
เรื่องสิ่งแวดล้อมควรเป็นอย่างไร? ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่
เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม กรมส่งเสริมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้จัดงาน “วันสิ่งแวดล้อมไทย” ที่ศูนย์การแสดงสินค้าอิมแพค เมืองทองธานี ซึ่งส่วนหนึ่งภายในงานได้จัดเวทีการสัมนาในหัวข้อ “ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมในรัฐธรรมนูญใหม่ หัวใจของการพัฒนาสู่ความผาสุกและยั่งยืน" ซึ่งเป็นเวทีในมุมมองการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างครอบคลุมและรอบด้าน เพื่อเสนอทางเลือกในการปฎิรูปสิ่งแวดล้อมให้ได้อย่างดีที่สุด โดยมีผู้ทรงคุณวุติจากหลากหลายองค์กรเข้าร่วมการสัมนาในครั้งนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าว
ดร.บัณฑูร เศรษศิโรศน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุติสมัชชาองค์กรเอกชนฯ พูดถึงประเด็นสิ่งแวดล้อมในรัฐธรรมนูญใหม่ว่า สิ่งสำคัญคือต้องมีความโปร่งใสและความถูกต้อง รวมไปถึงข้อมูลข่าวสารการประเมินการตรวจสอบและการฟ้องร้องคดีที่สามารถทำได้ การแก้ไขตัวกฎหมายบางตัวที่อาจจะยังมีข้อบกพร่อง และเอื้อต่อการทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติไม่ว่าจะทะเล ป่า แม่น้ำ ที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์จากเอกชน ซึ่งออกใบอนุญาติจากภาครัฐ ทั้งนี้ยังต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมจากกาสำรวจการเสนอหรือลงประชามติ อีกทั้งภาครัฐต้องเคารพและคุ้มครองสิทธิในสิ่งแวดล้อมนี้ให้เป็นจริงด้วย
นางรตยา จันเทียร ประธาณมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้เกริ่นในเรื่องงานอนุรักษ์ของมูลนิธิฯ ที่มีต้นแบบการทำงานมาจากคุณสืบ นาคะเสถียร ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องความซื่อสัตย์ มีคุณธรรม จริยธรรม และในงานด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนในประเด็นเรื่องที่อยากให้เกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญใหม่คือ อยากให้ทรัพยากรทุกอย่างในประเทศเป็นของส่วนรวมเป็นสมบัติของชาติ เรื่องกฎหมายการยึดครองที่ดินที่บางคนมีไว้ในครอบครองส่วนตัวถึง 600,000 ไร่ ควรต้องแก้ไขที่ตัวกฎหมาย เพราะการแบ่งพื้นที่ทำกินอาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ อีกทั้งการบริหารจัดการของแต่ละจังหวัด ควรจะต้องมีการจัดการเก็บข้อมูลในพื้นที่ ว่าแต่ละจังหวัดมีการใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างไร
นางเรวดี ประเสิรฐเจริญสุข เครือข่ายผู้หญิงเพื่อการปฏิรูป ได้กล่าวในการสัมนานี้ว่าปัจจุบันที่ดินส่วนใหญ่ในประเทศถูกครอบครองจากคนบางกลุ่มเพียง 30 เปอร์เซ็นเท่านั้น มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่ต้องจากบ้านเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ เข้ามาทำงานในระบบโรงงานอุสาหกรรม เพราะไม่มีพื้นที่ทำกิน สิ่งที่อยากเห็นในรัฐธรรมนูญใหม่คือการที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมและสามารถกำหนดทิศทางได้ โดยการกำหนดพื้นที่นิเวศของแต่ละชุมชนเป็นที่ตั้ง ว่าจะใช้ประโยชน์ต่อทรัพยาธรรมชาติอย่างไร พื้นที่ไหนสามารถทำการเกษตรได้ พื้นที่ใดควรต้องอนุรักษ์ อีกทั้งโครงการที่มีขึ้นในแต่ละพื้นที่ ประชาชนต้องสามารถเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลได้ อีกหนึ่งประเด็นคือการลงทุนในการบริหารจัดการทรัพยากรคนรุ่นใหม่ ที่จะเข้ามาสานต่องานอย่างมีคุณภาพ ซึ่งจะส่งผลต่อพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต
นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมัชชาองค์กรเอกชนฯ ได้พูดถึงในประเด็นรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมในแต่ละฉบับที่ผ่านมาว่า หากมองแล้วจะไม่มีข้อแตกต่างกันมากนัก สิ่งที่สำคัญคือการบังคับใช้กฎหมายให้ได้อย่างจริงจัง หากมีกฎหมายแล้วบังคับใช้ไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์ รวมไปถึงรัฐธรรมนูญใหม่ที่ต้องให้ประชาชนทุกคนต้องมีสิทธิในทรัพยากรทางธรรมชาติ ใช่เพียงกลุ่มบุคคลใดกลุ่มหนึ่ง อีกทั้งประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจต่อโครงการแต่ละโครงการในพื้นที่ของตน รวมถึงสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานราชการ ต่อตัวโครงการหรืองบประมาณที่ต้องไม่ล่าช้าเหมือนก่อน เพราะว่าแต่ละในโครงการที่สร้างขึ้นมานั้นเป็นเงินภาษีของประชาชน และมีผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้สิทธิมนุษยชนที่พึ่งมีคือประชาชนในพื้นที่ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม และยุติธรรมจากหน่วยงานจากภาครัฐ
รัฐธรรมนูญ สิ่งแวดล้อมเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม กรมส่งเสริมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้จัดงาน “วันสิ่งแวดล้อมไทย” ที่ศูนย์การแสดงสินค้าอิมแพค เมืองทองธานี ซึ่งส่วนหนึ่งภายในงานได้จัดเวทีการสัมนาในหัวข้อ “ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมในรัฐธรรมนูญใหม่ หัวใจของการพัฒนาสู่ความผาสุกและยั่งยืน" ซึ่งเป็นเวทีในมุมมองการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างครอบคลุมและรอบด้าน เพื่อเสนอทางเลือกในการปฎิรูปสิ่งแวดล้อมให้ได้อย่างดีที่สุด โดยมีผู้ทรงคุณวุติจากหลากหลายองค์กรเข้าร่วมการสัมนาในครั้งนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าว
 

ภาคประชาชน ออกแถลงการณ์ "ไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติแร่"

อีเมล พิมพ์ PDF
เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ประเทศไทย และองค์กรเครือข่าย ออกแถลงข่าวไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. .... จึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาลและคณะกรรมการกฤษฎีกา ดังนี้
แถลงการณ์
ข้อเสนอความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ...
วันที่ 4 ธันวาคม 2557 เวลา 10.00 น.
ณ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. .... เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2557 ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วนำเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไปนั้น เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ประเทศไทย และองค์กรเครือข่าย ได้ตรวจสอบร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้วเห็นว่ากระบวนการออกกฎหมายฉบับนี้ เป็นการเร่งรัดเสนอกฎหมายของหน่วยงานราชการโดยไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และเมื่อพิจารณาเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติแร่ดังกล่าวแล้ว พบว่ามีลักษณะในการเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการในการสำรวจและทำเหมืองแร่มากยิ่งกว่าจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ และชุมชนที่จะได้ประโยชน์จากทรัพยากรแร่ และคำนึงถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากยิ่งกว่าการสงวนหวงห้ามและคุ้มครองพื้นที่ที่สำคัญต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมถึงมิได้คำนึงถึงสิทธิในการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย และคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งๆ ที่ชุมชนและประชาชนเป็นเจ้าของทรัพยากรแร่และเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่โดยตรง
รวมทั้งในสถานการณ์ปัจจุบันภายใต้การบังคับใช้กฎอัยการศึกไม่เอื้ออำนวยให้ประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริงในกระบวนการออกกฎหมาย ตลอดจน สภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นสภาที่มาจากการแต่งตั้งก็มิได้มีที่มาที่ยึดโยงในการเป็นตัวแทนของประชาชน อีกทั้งปัจจุบันอยู่ระหว่างการปฏิรูปและจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนั้นการพิจารณาออกกฎหมายซึ่งมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิทธิเสรีภาพของประชาชนควรที่จะรอให้มีรัฐธรรมนูญและมีรัฐสภาที่เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริงเสียก่อน รวมถึงต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอย่างทั่วถึงก่อนการพิจารณาร่างกฎหมายแร่ดังกล่าว
เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ประเทศไทย และองค์กรเครือข่ายตามรายชื่อด้านท้ายหนังสือฉบับนี้ จึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาลและคณะกรรมการกฤษฎีกา ดังนี้
1. ขอให้รัฐบาลชะลอการเสนอร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ... ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญและมีรัฐสภาที่มีที่มาจากตัวแทนจากประชาชนอย่างแท้จริง
2. ให้มีการทบทวนร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ...ในระหว่างนี้โดยคณะกรรมการกฤษฎีกานำความคิดเห็นของภาคประชาชนต่อร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. .... ไปประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัติแร่ดังกล่าวด้วย
3. ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตั้งคณะทำงานร่วมในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ... โดยประกอบไปด้วย คณะกรรมการกฤษฎีกา กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และภาคประชาชน ในการพิจารณาทบทวนเนื้อหาโดยละเอียด
เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ประเทศไทย และองค์กรเครือข่าย ประกอบด้วย :
๑) กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี
๒) กลุ่มคนรักบ้านเกิด กรณีเหมืองแร่ทองคำจังหวัดเลย
๓) กลุ่มคนรักบ้านเกิดอุมุง กรณีเหมืองแร่เหล็ก อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย
๔) กลุ่มอนุรักษ์ภูหินเหล็กไฟ อำเภอเมือง จังหวัดเลย
๕) กลุ่มศึกษาปัญหาดินเค็มและการจัดการทรัพยากรแร่ จังหวัดนครราชสีมา
๖) กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา
๗) กลุ่มรักทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี
๘) กลุ่มเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม (ดาวดิน)
๙) กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากสารแคดเมี่ยม แม่ตาว จ.ตาก
๑๐) กลุ่มรักษ์บ้านแหง จังหวัดลำปาง
๑๑) กลุ่มป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได
๑๒) กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมท้องถิ่นบ้านกลาง อ.อ่าวลึก จ.กระบี่
๑๓) คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคอีสาน (กป.อพช.อีสาน)
๑๔) เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำ 3 จังหวัด พิจิตร เพชรบูรณ์และพิษณุโลก
๑๕) เครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ จ.ลำปาง
๑๖) เครือข่ายพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหา อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา
๑๗) โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่
๑๘) ชุมชนลุ่มน้ำสรอย จ.แพร่
๑๙) มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)
ที่มา www.facebook.com/loeiminingtown
พรบ แร่เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ประเทศไทย และองค์กรเครือข่าย ออกแถลงข่าวไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. .... จึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาลและคณะกรรมการกฤษฎีกา ดังนี้
 

ทะเลไทยในยุคสมัยที่อาจเปลี่ยนแปลง

อีเมล พิมพ์ PDF

ทะเลไทยจากการสัมภาษณ์ นายบรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย ในรายการมาหานครทางช่องนิว)ทีวี โดย อาจารย์ ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ในชื่อตอน “ทะเลไทยในยุคสมัยที่อาจเปลี่ยนแปลง” ที่ได้พูดถึงความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในท้องทะเลไทยในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการทำประมงในเชิงธุรกิจที่อิงผลประโยชน์กับบริษัทใหญ่ในประเทศ หรือการทำประมงของประชาชนในพื้นที่ รวมไปถึงการพัฒนาประเทศสำหรับโครงการต่างๆ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของทะเลไทยในอนาคต ซึ่งแต่ละประเด็นที่มีการถกกันนั้นอาจจะช่วยหาคำตอบในการขับเคลื่อนของการอนุรักษ์ทะเลไทยในอนาคตต่อไป

 

5 ประเด็นจากเวทีระดับโลกเรื่องพื้นที่อนุรักษ์

อีเมล พิมพ์ PDF

อุทยานแห่งชาติจำเป็นหรือไม่ที่การอนุรักษ์ต้องเป็นขั้วตรงข้ามของการพัฒนาเศรษฐกิจ ?

กว่าร้อยละ 40 ของเศรษฐกิจโลกอ้างอิงกับทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้นความคิดที่ว่าจะรักษาทรัพยากรธรรมชาตินั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ผู้เข้าร่วมหลายคนมองว่า 'ไร้สมอง' แต่ในวันแรกของการประชุม Archim Steiner ผู้อำนวยการ United Nations Environment Program ที่กล่าวถึงความจำเป็นในการก้าวข้ามกรอบความคิดดั้งเดิมว่า

 

กรมอุทยานฯ ยื่นจดหมายถึง คชก. คัดค้านโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์

อีเมล พิมพ์ PDF
กรมอุทยานฯ ยื่นจดหมายถึง คชก. คัดค้านโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์
เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ที่ผ่านมากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยื่นจดหมายด่วนส่งถึง คชก. แหล่งน้ำเพื่อให้ข้อมูลผลการศึกษาด้านทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าในพื้นที่โครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ รับไว้พิจารณาก่อนการประชุมการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมระบุข้อความสำคัญไม่ควรสร้างเขื่อนแม่วงก์ในพื้นที่อนุรักษ์ แต่ควรดำเนินการจัดทำแนวทางเลือกในการจัดการน้ำแนวทางอื่นที่ไม่ต้องสูญเสียพื้นที่ขนาดใหญ่ในพื้นที่อนุรักษ์และให้ความคุ้มค่าในการจัดการน้ำมากกว่า
โดยทางกรมอุทยานฯ ได้มีความเห็นว่า พื้นที่โครงการสร้างเขื่อนทั้งหมดที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติเขื่อนแม่วงก์ ซึ่งเป็นป่าที่กำลังฟื้นฟูเข้าสู่สภาวะป่าสมบูรณ์และเป็นป่าที่มีระบบนิเวศเฉพาะที่หาได้ยากในประเทศ รวมทั้งเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าที่สำคัญอย่างเสือโคร่งที่ปัจจุบันอยู่ในสถานะเสี่ยงใกล้สูญพันธ์ อีกทั้งการสร้างเขื่อนอาจจะมีผลกระทบต่อการดำเนินการจำทำแผนเสนอพื้นที่อุทยานฯ แม่วงก์ให้เป็นมรดกโลกของกรมอุทยานฯ อีกด้วย
ทั้งนี้ เนื้อหาในจดหมายของกรมอุทยานฯ ยังได้มีข้อมูลเสริมจากคณะทำงานตรวจสอบข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโครงการเขื่อนแม่วงก์ ที่แต่งตั้งคณะทำงานรวม 3 ชุด ได้แก่คณะทำงานด้านทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า คณะทำงานด้านบริหารจัดการน้ำ และคณะทำงานด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม โดยคณะทำงานได้มีความเห็นโดยสรุปได้ดังนี้
ด้านทรัพยากรที่ส่งผลกระทบต่อพืชและจำนวนสัตว์ป่า การปลูกป่าทดแทนสำหรับพื้นที่ที่สูญเสียไปอาจจะไม่เหมาะสม อีกทั้งในด้านบริหารจัดการน้ำที่น่าจะมีทางเลือกอื่นที่จะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมหรือน้ำในพื้นที่ชลประทานให้มีศักยภาพเท่าตัวโครงการได้ และทางด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม ที่การคิดผลประโยชน์ของโครงการไม่ถูกต้อง โดยไม่คิดต้นทุน และคิดต้นทุนต่ำกว่าความเป็นจริง รวมทั้งขาดการประเมินมูลค่าทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพอีกด้วย
...
บันทึกข้อความ
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สำนักอุทยานแห่งชาติ
ที่ ทส ๐๙๑๐.๒๐๔/ ๒๓๒๖๙ วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๗
เรื่อง ขอส่งข้อมูลและความเห็นต่อโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์
เรียน เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ตามที่ คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านพัฒนาแหล่งน้ำ ได้มีการประชุม ครั้งที่ ๗/๒๕๕๗ ในวันจันทร์ที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๗ มีมติคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ มอบหมายให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จัดส่งเอกสารข้อมูลผลการศึกษาด้านทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าในพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ให้ฝ่ายเลขาธิการรวบรวม เพื่อนำเสนอคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ เพื่อประกอบการพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พิจารณาแล้ว มีความเห็นต่อโครงการเขื่อนแม่วงก์ดังนี้
๑. เนื่องด้วยพื้นที่สร้างเขื่อนทั้งหมดอยู่ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จำนวน ๑๒,๒๐๐ ไร่  สภาพป่าเป็นป่าที่กำลังฟื้นตัวเข้าสู่สภาวะป่าสมบูรณ์ นับตั้งแต่มีการป้องหันพื้นที่เตรียมการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๖ รวมทั้งผืนป่าดังกล่าวเป็นป่าในพื้นที่ลุ่มต่ำ เป็นระบบนิเวศเฉพาะ หาได้ยากในประเทศ
๒. พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าที่สำคัญ เช่น เสือโคร่ง ซึ่งถือเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศป่าไม้ และปัจจุบันอยู่ในสถานะเสี่ยงสูญพันธุ์ ในพื้นที่ที่จะก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์มีการค้นพบเขียดงูดอยสุเทพ (Ichthyophis youngroum talor) ซึ่งเป็นการค้นพบครั้งที่ ๒ ในประเทศไทย รวมทั้งพบค้างคาวจมูกหลอดเล็กท้องขาว (Murlno walstoni) ซึ่งเป็น new species
๓. กระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือด่วนมาก ที่ กต ๑๐๐๓/๑๗๗๓ ลงวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๕ แจ้งว่าศูนย์มรดกโลก (World Heritage Center) ได้รับแจ้งจาก International Union For Conservation of Nature (IUCN) ได้แสดงความเป็นกังวลเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนแม่วงก์ ซึ่งอยู่ติดกับพื้นที่มรดกโลก คือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ - ห้วยขาแข้ง เนื่องจากระบบนิเวศในพื้นที่ดังกล่าวมีความสมบูรณ์ เป็นถื่นอาศัยของสัตว์ป่าหายาก และการสร้างเขื่อแม่งวงก์จะนำไปสู่ผลกระทบต่อประชากรเสือและการลักลอบล่าสัตว์ป่า ศูนย์มรดกโลกเสนอให้ฝ่ายไทยระงับโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์จนกว่าผลการประเมิน EIA จะครบถ้วนและได้มีการประเมินผลกระทบจากการดำเนินโครงดังกล่าวต่อคุณลักษณะที่โดดเด่น (Outstanding Universal Value) ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ - ห้วยขาแข้ง
๔. การกักเก็บน้ำไว้ใต้ดิน คือ ผืนป่าจะมีศักยภาพในการเก็บน้ำมากกว่าเก็บน้ำบนดิน ซึ่งคือการสร้างเขื่อน
๕. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อยู่ในระหว่างการดำเนินการจัดทำแผนเสนอพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์และพื้นที่ใกล้เคียงเป็นมรดกโลก เพื่อเป็นการอนุรักษ์ผืนป่าขนาดใหญ่ คือ ผืนป่าตะวันตกอย่างต่อเนื่อง
๖. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีคำสั่งที่ ๔๒๗/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๖ เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โครงการเขื่อแม่วงก์ และคำสั่งที่ ๔๙๓/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๖ แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ โดยได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานรวม ๓ ชุด ได้แก่ คณะทำงานด้านทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า คณะทำงานด้านบริหารจัดการน้ำ และคณะทำงานด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะทำงานมีความเห็นต่อความถูกต้องสมบูรณ์ของรายงาน สรุปดังนี้
๑) ด้านทรัพยากร ได้แก่ ประเด็นสภาพปัจจุบันและผลกระทบต่อสังคมพืชและการทดแทน ประเด็นความถูกต้องของการจำแนกชนิดและจำนวนสัตว์ป่าที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการ ประเด็นผลกระทบต่อระบบนิเวศของพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์และพื้นที่ใกล้เคียง และประเด็นความเหมาะสมพื้นที่ปลูกป่าทดแทนพื้นที่ที่สูญเสียไปในการก่อสร้างโครงการ
๒) ด้านการบริหารการจัดการน้ำ ได้แก่ ประเด็นด้านการกำหนดแนวทางเลือก ประเด็นการกำหนดสถานการณ์ของการพัฒนาลุ่มน้ำด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ประเด็นการปล่อยน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ ประเด็นปัญหาน้ำท่วม และศักยภาพของโครงการต่อการบรรเทาปัญหาน้ำท่วม ประเด็นพื้นที่ชลประทาน และการจัดสรรน้ำ
๓) ด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม ได้แก่ ประเด็นการคิดผลประโยชน์ของโครงการไม่ถูกต้อง ไม่คิดต้นทุน และคิดต้นทุนต่ำเกินกว่าความเป็นจริง รวามทั้งขาดการประเมินมูลค่าทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากข้อมูลทั้งหมด ความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า ความคุ้มค่าในกรณีมีและไม่มีเขื่อน การเป็นแนวกั้นกันชนของผืนป่าตะวันตกซึ่งมีความสำคัญเป็นมรดกโลก รวมทั้งพื้นที่ดังกล่าวอยู่ระหว่างการจัดทำแผนเพื่อเสนอเป็นมรดกโลก จึงมีความเห็นไม่ควรสร้างเขื่อแม่วงก์ในพื้นที่อนุรักษ์ แต่ควรดำเนินการจัดทำแนวทางเลือกในการจัดการน้ำแนวทางอื่นที่ไม่ต้องสูญเสียพื้นที่ขนาดใหญ่ในพื้นที่อนุรักษ์และให้ความคุ้มค่าในการจัดการน้ำมากกว่า
พร้อมนี้ ขอส่งข้อมูลการสำรวจทรัพยากรป่าไม้และข้อมูลสำรวจทรัพยากรสัตว์ป่า มาเพื่อเป็นข้อมูลที่จะใช้ประกอบการพิจารณาความจำเป็นและความเหมาะสมที่จะใช้พื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ดำเนินการสร้างเขื่อ ในการปรุะชุมครั้งต่อไป ทั้งนี้ได้ส่งข้อมูลในรูปแบบแผ่นบันทึกข้อมูล มาพร้อมนี้
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
นายนิพนธ์ โชติบาล
อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเมื่อวันที่ 18 พ.ย. ที่ผ่านมากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยื่นจดหมายด่วนส่งถึง คชก. แหล่งน้ำเพื่อให้ข้อมูลผลการศึกษาด้านทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าในพื้นที่โครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ รับไว้พิจารณาก่อนการประชุมการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมระบุข้อความสำคัญไม่ควรสร้างเขื่อนแม่วงก์ในพื้นที่อนุรักษ์ แต่ควรดำเนินการจัดทำแนวทางเลือกในการจัดการน้ำแนวทางอื่นที่ไม่ต้องสูญเสียพื้นที่ขนาดใหญ่ในพื้นที่อนุรักษ์และให้ความคุ้มค่าในการจัดการน้ำมากกว่า
 
บทความ อื่นๆ ...


page 7 of 16

รับข่าวสาร