• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


ถ่านหินกระบี่ สะเทือนถึงกาลิมันตัน

อีเมล พิมพ์ PDF

กาลิมันตันจากงานเสวนาการจัดทำข้อเสนอต่อรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม กรณีโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือขนถ่านหินและโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ คุณจริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศกรีนพีซ ได้พูดในประเด็นถ่านหินกระบี่กับวาระสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ หลังจากได้ลงไปสำรวจพื้นที่ “กาลิมันตัน” ประเทศอินโดนิเซีย พื้นที่สำคัญในการนำเข้าถ่านหินมายังประเทศไทย ว่าจะเกิดผลกระทบอย่างไรบ้างหากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่เกิดขึ้น

 

มุมมองอีกด้านต่อประทานบัตรโครงการเหมืองโปแตชอาเซียน

อีเมล พิมพ์ PDF
หลังจากเมื่อวันที่ 16 ก.พ.58 ที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรม ได้จัดพิธีมอบใบอนุญาตประทานบัตรเหมืองแร่โปแตช ในโครงการเหมืองแร่โปแตชอาเซียน อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ ให้แก่ บริษัทเหมืองแร่โปแตชอาเซียน จำกัด (มหาชน) และจัดแถลงข่าวเรื่อง “ประทานบัตรเหมืองแร่โปแตชใบแรกของไทย 30 ปีที่รอคอย" ที่ห้องประชุมทองคำ ชั้น 1 กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) โดยมีนายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  เป็นประธานในพิธี
ข้อมูลโครงการฯ ระบุว่า ได้รับประทานบัตรเลขที่ 31708/16118 เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 ครอบคลุมพื้นที่ 9,700 ไร่ มูลค่าการลงทุนกว่า 4 หมื่นล้านบาท มีอายุประทานบัตร 25 ปี   โดยสามารถผลิตปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์ได้ประมาณ 1.1 ล้านตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี ตลอดระยะเวลา 25 ปี จะสามารถผลิตปุ๋ยได้ประมาณ 17.33 ล้านตัน  ด้าน สัดส่วนการถือหุ้นบริษัทจะประกอบด้วย กระทรวงการคลัง 24.17% กรมธนารักษ์ 11.50% บมจ.บางจาก 11.32% ประเทศอินโดนีเซีย 9.81% มาเลเซีย 9.81% กลุ่มไทย-เยอรมัน ไมนิ่ง 22.46% อาซาฮี 1.84% เครือเจริญโภคภัณฑ์ 0.80% บรูไน ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ประเทศละ 0.75% โดยรวมแล้วฝ่ายไทยถือหุ้นสูงสุด 67.30% ประเทศสมาชิกอาเซียน 21.87% และอื่นๆ 10.83%
ขณะเดียวกันก็มีมุมมองของนักวิชาการ และนักพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ที่เฝ้าติดตามปัญหาผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ และเสียงสะท้อนจากชาวบ้านในพื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตช จังหวัดอุดรธานี  ต่อกรณีการออกประทานบัตรทำเหมืองแร่ โครงการเหมืองแร่โปแตชอาเซียนดังกล่าว
เริ่มต้นที่นายสันติภาพ  ศิริวัฒนไพบูลย์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ได้ตั้งข้อสังเกตว่า โครงการเหมืองแร่โปแตชอาเซียน มีการผลักดันกันมานานก่อนโครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี ปี 27 ซึ่งรัฐบาลไทยโดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ได้แสวงหาความร่วมมือกับบริษัทเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจจากประเทศอื่นในอาเซียนมาร่วมลงทุน ดังนั้นจึงเรียกว่าเหมืองของรัฐบาลก็ว่าได้
"ไม่ว่ารัฐบาลไหนมาก็ผลักดันโครงการเหมืองแร่โปแตชอาเซียน ประกอบกับสถานการณ์ปัจจุบันที่รัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การได้มาซึ่งประทานบัตรก็ยิ่งไม่มีปัญหา อีกทั้งโครงการนี้ มีการซื้อที่ดินทั้งแปลงกว่า 9,000 ไร่ เพื่อทำเหมืองทั้งบนดินและใต้ดินขุดชอนไชลงไป  ซึ่งไม่มีพื้นที่ชาวบ้านอาศัยอยู่ข้างบน ห่างไกลเมือง และหากจะถือเอาผู้มีส่วนได้เสียที่อาจจะได้รับกระทบในเขตเหมืองตามกฎหมายแร่ ก็คงไม่มี"
อาจารย์สันติภาพ กล่าวต่อว่า โครงการนี้ ได้เคยทำการทดลองขุดเอาเกลือไปขายแล้ว ตั้งโรงงานผลิตแร่โปแตช แต่ปัญหาสำคัญก็คือได้มีนักวิชาการด้านธรณีวิทยา ท้วงติงว่าเป็นแร่โปแตชคุณภาพต่ำ มีสัดส่วนของแร่แมกนีเซียมและเกลือสูง ซึ่งจะมีอันตรายและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากว่า
"อีกปัญหาหนึ่งของโครงการนี้ก็คือเรื่องน้ำ เพราะในกระบวนการทำเหมืองจะใช้น้ำมาก แต่ปรากฏว่าพื้นที่บริเวณนั้นไม่ค่อยมีแหล่งน้ำ หรือถ้ามีก็จะเป็นการแย่งน้ำจากชุมชน"
ด้านนายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนพัฒนาชนบท (กป.อพช.อีสาน) กล่าวว่า การให้ประทานบัตรโครงการเหมืองแร่โปแตชอาเซียน ของกระทรวงอุตสาหกรรมครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณของรัฐบาลไทยให้กับนายทุนจากประเทศจีนที่กำลังขอสัมปทานแหล่งแร่โปแตชทั่วภาคอีสาน เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการลงทุน ซึ่งหากมองในเรื่องของความคุ้มค่าเฉพาะการทำเหมืองคงได้น้อย เพราะเป็นแร่โปแตชชนิดคัลนาไลท์ ที่มีคุณภาพต่ำ แต่ตนมองว่าน่าจะเกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และเคมีคอล คอมเพล็กซ์ ตามมามากว่า
"กระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดทำรายงานอีไอเอ และการรับรู้ข้อมูลของชาวบ้านในพื้นที่มีน้อยมาก ส่วนการผ่านรายงานก็เป็นไปอย่างเงียบเชียบ เนื่องจากว่ากระทรวงอุตสาหกรรมจะคอยกุมสภาพในพื้นที่ โดยมีนักการเมืองและผู้นำท้องถิ่นที่สนับสนุนเหมือง ข่มขู่คุกคามชาวบ้านไม่ให้มีการคัดค้าน หรือออกมาแสดงความคิดเห็นต่างได้"
นายสุวิทย์ กล่าวด้วยว่า โครงการนี้จะแย่งน้ำชาวบ้าน เพราะเหมืองพูดชัดว่าจะมีการใช้แหล่งน้ำในเขื่อนลำคันฉู ซึ่งกลุ่มชาวบ้านสมัชชาคนจนเคยเรียกร้อง และรัฐบอกว่าเป็นแหล่งน้ำใช้ในการทำเกษตร
สุดท้ายนางมณี บุญรอด แกนนำชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ซึ่งเป็นกลุ่มชาวบ้านที่คัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตชจังหวัดอุดรธานี มาเป็นเวลากว่า 14 ปี ก็ได้สะท้อนว่า ตนไม่แปลกใจอะไรที่เหมืองแร่โปแตชอาเซียน อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ จะได้รับประทานบัตรทำเหมือง เพราะภายใต้สถานการณ์ของกฎอัยการศึกชาวบ้านเหมือนถูกมัดไม้มัดมือ ไม่สามารถเรียกร้องคัดค้านได้ แต่ขณะที่ฝ่ายบริษัทสามารถเดินหน้าขั้นตอนต่างๆ ได้อย่างสบาย ทั้งนี้ ตนก็เคยไปดูงานที่เหมืองโปแตชอาเซียน ซึ่งพบว่าเหมืองดังกล่าวไม่มีชุมชนอาศัยอยู่ เพราะบริษัทเขาซื้อที่ดินทั้งหมด แต่บริเวณรอบเหมือง ก็มีปัญหาดินเค็มแพร่กระจาย แห้งแล้ง และต้นไม้ก็ไม่ค่อยมี
"สภาพพื้นที่มีความแตกต่างกันมากกับโครงการเหมืองแร่โปแตชที่อุดรฯ เพราะที่นี่พื้นที่ตั้งโรงแต่งแร่เป็นสันปันน้ำ มีทางหลวง ทางรถไฟ ทางน้ำ และลำห้วยต่างๆ ในเขตเหมือง ที่สำคัญคือมีชุมชนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น และพื้นที่ทำเกษตรโดยรอบ ซึ่งชาวบ้านก็ได้คัดค้านมาตลอดทุกกระบวนการ"
ข้อมูลเพิ่มเติม ในส่วนโครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดตั้งกลุ่มตัวแทนผู้มีส่วนได้เสีย ว่าจ้างบริษัทผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการศึกษารายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ที่ผ่านความเห็นชอบจากสผ.(สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) และการจัดประชุมประชาคมชาวบ้านในเขตคำขอประทานบัตร ที่ยังเหลือในพื้นที่ ตำบลห้วยสามพาด และตำบลหนองไผ่ อำเภอประจักษ์ศิลปาคม และติดปัญหาการคัดค้านของกลุ่มชาวบ้าน
เหมืองแร่หลังจากเมื่อวันที่ 16 ก.พ.58 ที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรม ได้จัดพิธีมอบใบอนุญาตประทานบัตรเหมืองแร่โปแตช ในโครงการเหมืองแร่โปแตชอาเซียน อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ ให้แก่ บริษัทเหมืองแร่โปแตชอาเซียน จำกัด (มหาชน) และจัดแถลงข่าวเรื่อง “ประทานบัตรเหมืองแร่โปแตชใบแรกของไทย 30 ปีที่รอคอย" ที่ห้องประชุมทองคำ ชั้น 1 กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) โดยมีนายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  เป็นประธานในพิธี
 

การตัดป่าอเมซอนทำให้เกิดความแห้งแล้งในบราซิล

อีเมล พิมพ์ PDF
ในอดีตเมืองเซาเปาโล พื้นที่เมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ ประเทศบราซิล เคยได้รับการขนานนามว่า "เมืองแห่งน้ำฝน” แต่ปัจจุบันเซาเปาโลมีสภาพไม่ต่างจากทะเลทราย ในฤดูกาลที่ควรจะมีฝนตกแต่กลับแห้งแล้งจนทำให้ประชาชนว่า 20 ล้านชีวิตเผชิญกับสภาวะขาดแคลนน้ำ
ระบบกักเก็บน้ำขนาดยักษ์ Cantereiraซึ่งคอยส่งน้ำให้กับประชาชนราว 9 ล้านคน กลับหลงเหลือปริมาณเพียงร้อยละ 5 ของปริมาณกักเก็บทั้งหมด และคาดว่าจะไม่มีน้ำหลงเหลือภายในเดือนเมษายนนี้ ส่วนระบบกักเก็บน้ำ Alto Trietê ซึ่งส่งน้ำให้กับประชาชน 3 ล้านคนในเมืองก็มีสภาพไม่ดีกว่ากันมากนัก เนื่องจากเหลือปริมาณราวร้อยละ 15 ของปริมาณกักเก็บทั้งหมด และเมื่อเข้าถึงฤดูร้อน ก็ไม่มีทางเลือกใดนอกจากการส่งน้ำปริมาณมหาศาลมาเพื่อแก้ปัญหาก่อนที่เมืองจะขาดน้ำอุปโภคบริโภค และรอให้ฝนเริ่มตกอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน
ปัจจุบันภาครัฐได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยสามารถลดปริมาณน้ำที่ส่งมาจากแหล่งสำรองได้ร้อยละ 22 โดยจำกัดการส่งน้ำให้กับประชาชนบางส่วนวันละ 8 ชั่วโมง แต่นโยบายดังกล่าวอาจไม่เพียงพอ และในอนาคตอันใกล้ประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่อาจใช้น้ำได้เพียง 2 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งผู้คนที่ร่ำรวยได้จัดการปัญหาโดยซื้อถังน้ำขนาดใหญ่และหวังว่าจะช่วยในการเก็บน้ำได้ บางแห่งก็เลือกที่จะขุดเจาะบ่อน้ำส่วนตัว แต่ประชาชนส่วนมากยังไม่อาจดำเนินการตามทางเลือกเหล่านั้นได้ ทำให้วิกฤติและความวุ่นวายจากการขาดแคลนน้ำน่าจะเกิดขึ้นในไม่ช้า
สาเหตุหนึ่งของปัญหาการขาดแคลนน้ำเกิดจากความไม่ใส่ใจ เนื่องจากการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกเมื่อปีกลายและการเลือกตั้งที่จัดขึ้นภายหลังฟุตบอลโลกไม่นาน สถานการณ์เหล่านี้ทำให้ปริมาณน้ำขาดการดูแลเอาใจใส่เท่าที่ควร นอกจากนี้ มีการประมาณการว่าปริมาณน้ำราวร้อยละ 40 ของบราซิลรั่วไหลออกจากระบบเนื่องจากท่อส่งน้ำและระบบสาธารณูปโภคที่ล้าสมัยและขาดการบำรุงรักษา
นอกจากปัจจัยดังกล่าว ปริมาณประชากรที่เพิ่มขึ้นและผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่สำคัญ รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้เกิดภาวะความแห้งแล้ง ทั้งนี้เนื่องจากเมืองใหญ่ได้ใช้พลังงานปริมาณมหาศาลจนเกิดสภาวะเกาะความร้อน (heat islands)ที่ลดความชุ่มชื้นในอากาศ แต่สาเหตุหลักที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดคือการตัดไม้ทำลายป่าอย่างรุนแรงในอเมซอนทางตอนเหนือของบราซิล
มีการศึกษาวิจัยหลายต่อหลายครั้งที่ยืนยันว่าป่าอเมซอนนั้นคือแหล่งกำเนิดฝน เนื่องจากป่าทึบสามารถสร้างความชุ่มชื้นซึ่งจะถูกพัดพาโดยกระแสลมจากแอตแลนติก ความชุ่มชื้นนั้นเดินทางไปทางทิศตะวันตก ปะทะกับเทือกเขาแอนดีสและพัดต่อมายังทิศใต้  ก่อนจะกลายเป็นฝนตกมายังพื้นที่เกษตรกรรมซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศบราซิลและเมืองเซาเปาโล ป่าอเมซอนซึ่งเปรียบได้กับเครื่องผลิตฝนขนาดใหญ่ได้ถูกทำลายลงเนื่องจากพื้นที่ป่าที่หดหายไป
อย่างน้อยที่สุด เหตุการณ์นี้ก็ย้ำเตือนให้ชาวบราซิลได้สติและเผชิญหน้ากับปัญหา โดยมีการรวมตัวระหว่างภาคประชาสังคมและกลุ่มองค์กร ร่วมมือกับนักสิ่งแวดล้อมที่เรียกร้องให้หยุดกระบวนการตัดไม้ทำลายป่า เนื่องจากความหายนะของระบบนิเวศกำลังจะนำมาซึ่งความยากจนเชิงประจักษ์ แต่การเคลื่อนไหวดังกล่าวจะสามารถยับยั้งวิกฤตการณ์และทันเวลาหรือไม่ ก็ยังไม่มีใครสามารถตอบได้
ถอดความจาก “How razing the rainforest has created a devastating drought in Brazil”โดยGeoffrey Lean เข้าถึงได้ที่ http://www.telegraph.co.uk/news/worldnews/southamerica/brazil/11410081/How-razing-the-rainforest-has-created-a-devastating-drought-in-Brazil.html
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
บราซิลในอดีตเมืองเซาเปาโล พื้นที่เมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ ประเทศบราซิล เคยได้รับการขนานนามว่า "เมืองแห่งน้ำฝน” แต่ปัจจุบันเซาเปาโลมีสภาพไม่ต่างจากทะเลทราย ในฤดูกาลที่ควรจะมีฝนตกแต่กลับแห้งแล้งจนทำให้ประชาชนว่า 20 ล้านชีวิตเผชิญกับสภาวะขาดแคลนน้ำ
 

กระเช้าภูกระดึง คุ้มค่า คุ้มใคร?

อีเมล พิมพ์ PDF
เรามักได้ยินเหตุผลหลากหลายที่สนับสนุนให้มีการสร้างกระเช้าภูกระดึง ไม่ว่าจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับคนสูงอายุ ผู้พิการ หรือเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงภูกระดึงกับกลุ่มนักท่องเที่ยวใหม่ๆ เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการโดยรอบ แต่น้อยคนที่จะเคยตั้งคำถามว่าการก่อสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงนั้นคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจริงหรือไม่ และหากคุ้มค่าจริง ผลประโยชน์ที่ว่าจะไปตกที่ใคร
ผู้เขียนได้รับร่างรายงานการศึกษาขั้นกลาง ฉบับปรับปรุงแก้ไข โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างกระเช้าภูกระดึง จังหวัดเลย ซึ่งภายในรายงานดังกล่าวมีการคำนวณผลประโยชน์ทางเศรษฐศาสตร์ซึ่งเต็มไปด้วยศัพท์ที่เข้าใจค่อนข้างยาก ด้วยความที่ผู้เขียนพอจะมีความรู้ทางการเงินอยู่บ้าง จึงถือโอกาส ‘แกะ’ รายงานมาเล่าสู่กันฟัง
ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า การศึกษาความเป็นไปได้ หรือ Feasibility Study ของโครงการในแง่การเงินนั้น หลักๆ คือการเปรียบเทียบรายได้และค่าใช้จ่าย เพื่อเปรียบเทียบว่าโครงการดังกล่าวคุ้มค่าหรือไม่ ซึ่งในส่วนแรก ผู้เขียนขอบอกเล่าเรื่องราวโดยเริ่มจากส่วนของต้นทุนและรายได้ ซึ่งอ้างอิงจากกรณี A ภายใต้สมมติฐานอัตราคิดลดร้อยละ 12 ประมาณการโดยปี พ.ศ. 2557 เป็นปีฐานไปในอนาคต 25 ปี
[photo]
ในส่วนของต้นทุน แน่นอนว่าโครงการก่อสร้างกระเช้าย่อมมีสัดส่วนต้นทุนการก่อสร้างคิดเป็นร้อยละ 68  โดยมีระยะเวลาในการก่อสร้าง 2 ปี มีสัดส่วนต้นทุนด้านการดำเนินการและบำรุงรักษา คิดเป็นร้อยละ 26 ค่าใช้จ่ายในการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมคิดเป็นร้อยละ 3 และค่าเสียโอกาสของลูกหาบคิดเป็นร้อยละ 3 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด
[photo]
สำหรับส่วนของรายได้ น่าแปลกใจที่โครงการก่อสร้างกระเช้าภูกระดึงกลับมีรายได้หลักมาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นของชุมชนใน อ.ภูกระดึง ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 53 ของรายได้ทั้งหมด รองลงมาคือรายได้จากศูนย์การศึกษาเรียนรู้ทางธรรมชาติร้อยละ 16 และรายได้ที่สูงที่สุดลำดับที่สามคือรายได้จากการให้บริการกระเช้าภูกระดึง คิดเป็นร้อยละ 14 จากรายได้ทั้งหมด
ถึงตรงนี้ หลายคนอาจทำหน้าสงสัยในส่วนของรายได้ ซึ่งมีที่มาที่ไปอย่างไรนั้น ผู้เขียนได้ตั้งข้อสังเกต 6 ประเด็นจากรายงานโครงการก่อสร้างกระเช้าภูกระดึง
1. รายได้ที่เพิ่มขึ้นของชุมชนใน อ.ภูกระดึง
รายได้ส่วนนี้คำนวณโดยอ้างอิงจากการสำรวจในโครงการติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยคำนวณว่าการมีอุทยานแห่งชาติจะทำให้ชุมชนโดยรอบมีรายได้เพิ่มขึ้น 1,525.21 บาทต่อเดือน โดยในรายงานที่จัดทำโดยกรมอุทยานฯ นั้น คำนวณเฉลี่ยว่าผู้ได้รับผลประโยชน์คิดเป็นร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด และได้รับผลประโยชน์ทั้งสิ้น 4 เดือนในหนึ่งปี
ที่น่าสนใจคือ ในโครงการก่อสร้างกระเช้าภูกระดึงนั้นได้อ้างอิงตัวเลขรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากรายงานที่จัดทำโดยกรมอุทยานฯ แต่ปรับเปลี่ยนสมมติฐานว่าผู้ได้รับประโยชน์คิดเป็นร้อยละ 15 ของประชากรทั้งหมดใน อ.ภูกระดึง และได้รับประโยชน์ทั้งสิ้นเป็นเวลา 8 เดือนในรอบหนึ่งปี จึงมีโอกาสที่ตัวเลขผลประโยชน์ที่ได้จากการคำนวณนั้นจะสูงกว่าความเป็นจริง
นอกจากนี้ ในแง่การวิเคราะห์โครงการ ผลประโยชน์ดังกล่าวคือผลประโยชน์ที่ชุมชนได้รับอยู่แล้วจากการมีอุทยานแห่งชาติ โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างกระเช้าภูกระดึงหรือไม่ได้ก่อสร้าง ผู้เขียนจึงตั้งข้อสังเกตว่าการรวมเอาผลประโยชน์ดังกล่าวไว้ว่าเป็นผลประโยชน์ที่ได้จากโครงการกระเช้าภูกระดึงนั้นไม่เหมาะสม
2. การพยากรณ์ปริมาณนักท่องเที่ยว
[photo]
จากข้อมูลในอดีตซึ่งระบุในรายงานระหว่างปี 2547 – 2556 นักท่องเที่ยวในผู้กระดึงมีแนวโน้มคงที่โดยลดลงเล็กน้อย แต่การพยากรณ์กลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยหากเปรียบเทียบตัวเลขนักท่องเที่ยวจริงในปี 2556 อยู่ที่ 60,319 ราย แต่ตัวเลขที่ใช้ในการพยากรณ์ปีแรกคือปี 2557 กลับเพิ่มสูงขึ้นเป็น 96,526 ราย และเพิ่มขึ้นปีละ 5 เปอร์เซ็นต์ จนถึง288,228 รายในปี 2581
ในขณะที่มีการศึกษาปริมาณนักท่องเที่ยวที่รองรับได้ของภูกระดึง โดยคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2537 คือ 1,500 คนต่อวัน โดยบริษัททีมได้ศึกษาในภายหลัง บริษัท ทีม คอลซัลติ้ง เอนจีเนียร์ริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด ได้เสนอว่าสามารถขยายขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวเป็น 1,925 คนต่อวัน และหากมีกระเช้าจะสามารถรับนักท่องเที่ยวได้ 4,425 คนต่อวัน
จากรายงานดังกล่าว ผู้เขียนได้สรุปข้อมูลว่าบริเวณท่องเที่ยวในภูกระดึง แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือหน้าผาชมพระอาทิตย์ขึ้น รับนักท่องเที่ยวได้ 773 คนต่อวัน หน้าผาชมพระอาทิตย์ตกรับนักท่องเที่ยวได้ 6,297 คนต่อวัน และบริเวณน้ำตกรับนักท่องเที่ยวได้ 602 คนต่อวัน ซึ่งถือเป็นขีดจำกัดโดยนักท่องเที่ยวแต่ละคนใช้พื้นที่ไม่เกิน 1 ตารางเมตร
[photo]
คำถามต่อประเด็นการพยากรณ์นักท่องเที่ยวคือ ภูกระดึงจะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวตามที่คาดได้หรือไม่ โดยผู้เขียนได้ทำการเปรียบเทียบกับภูเรือ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เข้าถึงได้ง่ายและอยู่ใกล้เคียงกับภูกระดึง พบว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็จะมาท่องเที่ยวในช่วงตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ โดยแทบไม่มีนักท่องเที่ยวในฤดูร้อนหรือฤดูฝน
หากนักท่องเที่ยวมาเที่ยวในภูกระดึงเฉพาะฤดูหนาวกว่า 200,000 ราย ก็ต้องตั้งคำถามว่าภูกระดึงจะรองรับได้หรือไม่ และสมมติฐานที่ทางผู้จัดทำรายงานทำขึ้นนั้นมีความสมเหตุสมผลแค่ไหน
3. รายได้จากการใช้บริการกระเช้า
ในรายงานระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการใช้กระเช้าจะอยู่ที่รอบละ 200 บาท ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวภูกระดึงจะแบ่งเป็นสองประเภท คือนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่จะใช้บริการกระเช้าคิดเป็นร้อยละ 23 และนักท่องเที่ยวทั่วไป ที่จะใช้บริการกระเช้าร้อยละ 100
ที่น่าสนใจคือตัวเลขดังกล่าวมาจากการเก็บแบบสอบถามเพียง 187 ชุดจากนักท่องเที่ยวปัจจุบันซึ่งในรายงานจัดอยู่ในกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งในวิธีการวิจัย ก็ต้องตั้งคำถามว่านักท่องเที่ยว 187 รายสามารถเป็นตัวแทนกลุ่มประชากรนักท่องเที่ยวภูกระดึงราว 60,000 คนได้หรือไม่ อีกทั้งในรายงานก็ไม่ได้มีการสำรวจความคิดเห็นว่านักท่องเที่ยวทั่วไปที่จะใช้บริการกระเช้าทั้งขาขึ้นและขาลงนั้นคือใคร และจะใช้บริการจริงหรือไม่
4. รายได้จากศูนย์การศึกษาเรียนรู้ทางธรรมชาติ
ศูนย์การศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติตามที่ระบุในรายงาน จะเก็บบริการคนละ 100 บาท โดยรองรับนักท่องเที่ยวได้ 500 คนที่วัน โดยเปิดบริการเฉพาะวันเวลาราชการ โดยจะเปิดให้บริการหลังกระเช้าภูกระดึงสร้างเสร็จสิ้น และในปีแรกจะมีผู้มาใช้บริการ 25,000 ราย เติบโตปีละ 10 เปอร์เซ็นต์จนถึง 130,000 รายต่อปีในปี 2577
ผู้เขียนสงสัยถึงความเป็นไปได้ของศูนย์การศึกษาฯดังกล่าว เนื่องจากในแง่มุมทางธุรกิจแล้ว การประมาณการณ์ข้างต้นถือว่าไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากการท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆจะมีผู้มาท่องเที่ยวจำนวนมากในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งเป็นวันที่ศูนย์ฯไม่เปิดให้บริการ จึงไม่น่าจะสร้างรายได้ได้ตามที่คาดหวัง
ยิ่งกว่านั้น การตั้งเพดาน 130,000 รายต่อปีนั้น มาจากการคิดเลขที่ค่อนข้างหยาบ กล่าวคือนำตัวเลข 365 วัน หักวันหยุดเสาร์อาทิตย์ประมาณ 105 วันจะได้เลขคร่าวๆ คือ 260 นำมาคูณกับปริมาณรองรับนักท่องเที่ยว 500 คนต่อวัน ปรากฎว่าได้ 130,000 ต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะนั่นหมายถึงการที่นักท่องเที่ยวมาใช้บริการในวันธรรมดา ทุกวัน ตลอดปี วันละ 500 คน
นอกจากนี้ ในตัวรายงานยังมีจุดผิดพลาดที่ค่อนข้างร้ายแรง คือการคำนวณผิดพลาดโดยคิดรายได้จากศูนย์ฯ 500 บาทต่อราย โดยคิดรวม 400 บาทจากการนั่งกระเช้าขาขึ้นและขาลง ถือเป็นการคิดซ้ำซ้อนจากรายได้ค่ากระเช้า จึงควรปรับการคำนวณเป็น 100 บาทต่อราย
5. การไม่สอดคล้องกันระหว่างรายได้และค่าใช้จ่าย
[photo]
ในการวิเคราะห์โครงการสิ่งสำคัญที่สุดคือรายได้และค่าใช้จ่ายต้องสอดคล้องกันเพื่อให้การวิเคราะห์สมเหตุสมผล สิ่งที่ผู้เขียนสังเกตได้จากรายงานคือ ในโครงการก่อสร้างกระเช้าภูกระดึง มีรายได้จำนวนค่อนข้างสูงจากศูนย์การศึกษาเรียนรู้ทางธรรมชาติ แต่กลับไม่มีต้นทุนในการก่อสร้างและบริหารจัดการ อีกทั้งในรายงานยังระบุว่ากระเช้าจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากนักท่องเที่ยว ทั้งรายได้ค่าที่พักและค่าอาหาร แต่กลับไม่มีต้นทุนในการพัฒนาสาธารณูปโภคเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น
6. การก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับปริมาณนักท่องเที่ยว
ต้นทุนในการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเช่นที่พัก ร้านอาหาร หรือการบำรุงรักษาเส้นทางนั้น กลับไม่มีปรากฎในรายงาน ทั้งที่หากต้องการให้มีนักท่องเที่ยวมาตามที่คาดการณ์ไว้ โครงการก่อสร้างกระเช้าภูกระดึงจำเป็นต้องรวมถึงการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนด้วย เพื่อให้การพยากรณ์มีความสมเหตุสมผล
(ในส่วนข้อสรุป หากผู้อ่านไม่เข้าใจคำศัพท์ในการวิเคราะห์โครงการ ผู้เขียนได้อธิบายคร่าวๆไว้แนบท้ายบทความ)
ในส่วนท้ายของรายงาน ได้มีการสรุปแสดงผลการคำนวณวิเคราะห์โครงการโดยแบ่งเป็นหลากหลายกรณีศึกษา ซึ่งผู้เขียนขอยกผลการศึกษาของกรณี A ที่อัตราคิดลด 12 เปอร์เซ็นต์ซึ่งมีข้อสรุปดังนี้
[photo]
จะเห็นได้ว่า โครงการกระเช้าภูกระดึงนั้นขาดทุนทางการเงิน กล่าวคือไม่คุ้มค่าที่จะก่อสร้างในเชิงธุรกิจ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่น่ากังวลเนื่องจากรัฐบาล องค์กรท้องถิ่น หรือผู้ดูแลบริหารโครงการต้องรับภาระเนื่องจากไม่สามารถสร้างรายได้ได้เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
ในแง่เศรษฐศาสตร์ โครงการจะคุ้มค่าโดยสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนโดยรอบ ซึ่งผลประโยชน์หลักที่สร้างขึ้นคือรายได้ที่เพิ่มขึ้นของชุมชนใน อ.ภูกระดึง ซึ่งสูงถึงร้อยละ 53 ของรายได้ทั้งหมด และยังเป็นผลประโยชน์ที่ผู้เขียนเองก็ยังตั้งข้อสงสัยว่าควรนำมารวมในการวิเคราะห์โครงการหรือไม่
ส่วนคำถามที่ว่ากระเช้าภูกระดึงนี้คุ้มค่าหรือไม่ ต้องยอมรับว่าในตัวรายงานเองก็ยังแสดงตัวเลขที่บอกอย่างชัดแจ้งว่าไม่คุ้มค่า และไม่ยั่งยืน เพราะเป็นโครงการที่ไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้และต้องพึ่งพิงงบประมาณจากภาครัฐ ส่วนกระเช้านี้จะคุ้มใคร ผู้เขียนไม่สามารถตอบได้ เพราะในรายงานขาดการระบุและเก็บข้อมูลผู้มีส่วนได้เสียอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นลูกหาบที่ขาดรายได้ ผู้ค้าขายและชุมชนโดยรอบภูกระดึง และที่สำคัญที่สุด คือนักท่องเที่ยวที่ไม่เคยมาภูกระดึงและจะเดินทางมาหลังจากการก่อสร้างกระเช้า ซึ่งในรายงานแทบไม่มีการกล่าวถึง แต่กลับสร้างกลุ่มคนเหล่านั้นขึ้นมาโดยแทบไม่รู้จักหน้าตาของลูกค้ากลุ่มนี้เสียด้วยซ้ำ
ข้อควรรู้บางประการเพื่อความเข้าใจเรื่องการวิเคราะห์โครงการ
- การวิเคราะห์โครงการทางเศรษฐศาสตร์และการเงินมีความแตกต่างกันอย่างไร
ลองจินตนาการว่ามีบริษัทขุดเจาะน้ำมันแห่งหนึ่ง รายได้ทางการเงินของบริษัทนั้นจะถูกบันทึกไว้ในงบการเงิน เช่นรายได้จากการขายน้ำมัน หรือต้นทุนจากการผลิตน้ำมัน ซึ่งถือเป็นเงินที่ธุรกิจรับและจ่ายจริง ส่วนต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ คือผลกระทบภายนอกที่บริษัทไม่ต้องจ่ายเป็นตัวเงิน แต่เป็นผลกระทบที่ชุมชนต้องแบกรับทั้งทางลบและทางบวก เช่นการขุดเจาะน้ำมันทำให้ประชาชนในพื้นที่มีรายได้จากการประมงลดลง หรือการขุดเจาะน้ำมันทำให้ชุมชนมีรายได้จากการขายของเพิ่มขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่แสดงอยู่ในกำไรหรือขาดทุนของกิจการ
โดยในการวิเคราะห์โครงการทางเศรษฐศาสตร์จะตั้งต้นที่การวิเคราะห์ทางการเงิน และบวกหรือลบต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์เข้าไปในการวิเคราะห์
ในส่วนของโครงการกระเช้าภูกระดึง ผู้เขียนได้สรุปต้นทุนทางการเงินและเศรษฐศาสตร์ดังตารางต่อไปนี้
[photo]
- อัตราคิดลด (Discount Rate) และมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value: NPV)
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เงินในปัจจุบันกับเงินในอนาคตนั้นมีมูลค่าไม่เท่ากัน หากลองคิดเล่นๆว่า ถ้ามีตัวเลือกคือรับเงินเดือนตอนปลายเดือนเดือนละ 10,000 บาท กับทำงานตลอดทั้งปีและได้เงินทีเดียวตอนปลายปี 120,000 บาท แน่นอนว่าทุกคนย่อมเลือกทางเลือกแรกเพราะเราจะได้เงินเร็วกว่าทางเลือกที่สอง และจะเห็นได้ว่าเงิน 10,000 ในปัจจุบันที่เรามีอยู่ กับเงิน 10,000 บาทที่เราจะได้รับในอีก 12 เดือนข้างหน้านั้นมีมูลค่าไม่เท่ากัน เพราะเราต้อง ‘เลื่อน’ การใช้จ่ายออกไปในอนาคต
[photo]
แนวคิด ‘ค่าของเงินตามเวลา’ ถูกนำมาปรับใช้กับการวิเคราะห์โครงการในฐานะอัตราคิดลด ที่จะเป็นตัวแทนความเสี่ยง หรือต้นทุนความแตกต่างของเงินในแต่ละช่วงเวลา คิดลดกลับมาให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน (Present Value)แล้วนำมาหักกลบลบกันทั้งรายได้และค่าใช้จ่าย เพื่อพิจารณาว่าโครงการนั้นๆมีความคุ้มค่า คุ้มทุนหรือไม่ ในฐานเวลาปัจจุบัน
การวิเคราะห์โครงการภาครัฐนั้นมีการถกเถียงกันมาโดยยังไม่มีข้อสรุปว่าควรจะใช้อัตราคิดลดที่เท่าไรจึงจะเหมาะสม ในรายงานก็ได้นำเสนอการคำนวณโดยใช้อัตราคิดลด 7% 12% และ 17% ซึ่งกรณีที่ผู้เขียนนำมาบอกเล่าในบทความนั้น คือกรณี 12%
- อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อค่าใช้จ่าย (B/C Ratio)
เป็นอัตราส่วนที่มีวิธีการคำนวณตรงตามชื่อคือนำมูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์มาหารค่าใช้จ่าย ซึ่งผลลัพธ์ตัวเลขที่ได้ออกมานั้นสามารถตีความให้เข้าใจง่ายว่า หากลงทุนไป 1 บาทจะได้ผลตอบแทนกลับคืนมากี่บาท เช่น โครงการก่อสร้างกระเช้าภูกระดึง จ.เลย ในการวิเคราะห์โครงการทางการเงินพบว่าอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อค่าใช้จ่ายมีค่าเท่ากับ 0.51 หมายความว่า โครงการนี้ลงทุนไป 1 บาท จะได้กลับคืนมา 0.51 บาท เรียกว่าลงทุนแบบไม่คุ้มค่า
บทความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
ภูกระดึงเรามักได้ยินเหตุผลหลากหลายที่สนับสนุนให้มีการสร้างกระเช้าภูกระดึง ไม่ว่าจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับคนสูงอายุ ผู้พิการ หรือเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงภูกระดึงกับกลุ่มนักท่องเที่ยวใหม่ๆ เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการโดยรอบ แต่น้อยคนที่จะเคยตั้งคำถามว่าการก่อสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงนั้นคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจริงหรือไม่ และหากคุ้มค่าจริง ผลประโยชน์ที่ว่าจะไปตกที่ใคร
 

วสท. ไม่เห็นด้วยกับแผนยุทธศาสตร์น้ำ

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา วิศกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ยื่นหนังสือให้คสช.แก้ไขร่างแผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดยเนื้อหาในหนังสือระบุว่า ร่างดังกล่าวไม่ใช่งแผนยุทธศาสตร์ฯ เป็นเพียง“กรอบแนวคิดเพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ”
เรื่อง ความเห็นและข้อเสนอต่อร่างแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ ฉบับเดือนมกราคม
เรียน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ประธานกรรมการการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
ตามที่ฝ่ายเลขานุการ คณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ฉบับเดือนมกราคม พ
.ศ. 2558 เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2558 วิศกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ใน
ฐานะคณะอนุกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ขอให้ความเห็นต่อร่างแผน
ยุทธศาสตร์ฯ ดังนี้
1. วัตถุประสงค์ของการจัดทำร่างแผนยุทธศาสตร์ฯ ฉบับล่าสุด แปรเปลี่ยนไปจากเจตนารมณ์ดั้งเดิมของการ
จัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ที่มุ่งแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำของ
ประเทศตามข้อจำกัดของพื้นที่ ตามลำดับความรุนแรงของปัญหา ทั้งในระยะกลางและระยะยาวอย่างยั่งยืน แต่
วัตถุประสงค์ที่ปรากฎในร่างแผนยุทธศาสตร์ฯ ฉบับเดือนมกราคมนี้ มุ่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วนในระยะสั้น ดังนั้น
สิ่งที่ปรากฎในฉบับหลัก จึงขาดการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา ข้อจำกัดของพื้นที่อย่างลึกซึ้งรอบด้าน ขัดแย้งกับ
กรอบทำงานที่คณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาและกำหนดร่วมกันตั้งแต่แรก
2. การวิเคราะห์สาเหตุของปัยหามีเพียงการวิเคราะห์ประเด็นทางกายภาพ หลีกเลี่ยงการวิเคราะห์ปัญหาในส่วน
ของการบริหารจัดการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงอุทกภัยในปี พ.ศ. 2554 ซึ่งได้รับอิทธิพลจากการ
ครอบงำทางการเมือง และการบริหารจัดการโดยผู้ที่ขาดความเชี่ยวชาญด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ ทั้งนี้ วสท.
เห็นว่า หากการวิเคราะห์ปัญหาไม่ครบถ้วน ย่อส่งผลให้การกำหนดทิศทางเพื่อแก้ไขปัญหาไม่ถูกต้อง ไม่สาม
รถแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำที่แท้จริงได้
3. แนวคิดการบริหารจัดการน้ำ ขาดการวิเคราะห์มิติทางสังคม จารีตประเพณี วิถีชีวิตและวัฒนธรรมชุมชน แต่
เน้นมาตรการการใช้สิ่งก่อสร้าง มากกว่ามาตรการไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง เห็นได้จากแนวทงการป้องกันและบรรเทา
น้ำท่วม ซึ่งเน้นไปที่การสร้างอ่างเก็บน้ำ คันกั้นน้ำ มากกว่ามาตรการ "อยู่ สู้ หนี" ซึ่งเป็นมาตรการไม่ใช้สิ่งก่อ
สร้าง แต่เน้นให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้ แม่ในภาวะที่เกิดภัยทางธรรมชาติอย่างมีความสุข เป็นต้น
4. แนวคิดในการวางแผนยุทธศาสตร์ฯ ไม่ให้ความสำคัญต่อการจัดการทรีพยากรน้ำอย่างสมดุล ขาดการ
พิจารณาเพื่อบริหารจัดการน้ำต้นทุนที่มีอยู่ ทั้งน้ำผิวดิน และน้ำใต้ดินแบบบูรณาการ แต่เป็นการพิจารณาเพื่อ
แก้ปัญหาแบบแยกส่วนๆ ท่วม แล้ง คุณภาพเสื่อมโทรม และยังขาดความคล้องจองในเชิงพื้นที่ ต้นน้ำ กลางน้ำ
ปลายน้ำ อีกด้วย ทำให้แผนยุทธศาสตร?ที่ปรากฎนี้ ขาดความยั่งยืน ตามปรั๙ญา 3 ประการ ได้แก่ ปรัชญาของ
ความสมดุล ปรัชญาของความพอเพียง และปรัชญาของความยั่งยืนของทรัพยากรที่ถือกำเนิดให้ใช้ได้ ขัดแย้ง
กับหลักเศรษฐกิจพอเพียงและแนวทางการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริตามที่คณะทำงานกล่าวอ้าง
นอกจากนี้ คณะทำงานไม่ให้ความสำคัญต่อความเห็นของภาคประชาชนจากเวทีรับฟังทั้ง 9 เวที แต่มีความ
พยายามที่จะระบุตัวเลขที่ไม่มีที่มาที่ไป ไม่มีข้อมูลประกอบการวิเคราะห์อีกจำนวนมากไว้ในเอกสารภาคผนวก
ข. และเชื่อมโยงไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์ / เป้าหมาย และแผนงานโครงการในเอกสารภาคผนวก ค. ในรูป
แบบเดียวกับที่คณะทำงานเคยบรรจุไว้ในร่างแผนยุทธศาสตร์ฯ ฉบับที่ 1 และ 2 วึ่ง วสท. ชี้ให้เห็นว่าเป็นการ
ดำเนินการที่ข้ามขั้นตอน ผิดจากเจตนารมณ์ของการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ และได้ขอให้
คณะทำงานถอนเอกสารโครงการออกทั้งหมด แต่กลับพบว่าคณะทำงานได้บรรจุกลับมาอีกในร่างแผน
ยุทธศาสตร์ฯ ฉบับล่าสุด แสดงให้เห็นถึง การเพิกเฉยต่อข้อเสนอแนะของนักวิชาการและภาคประชาชน อันจะ
นำมาสู่ความขัดแย้งในวงกว้าง ยิ่งกว่าในโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านของรัฐบาลที่ผ่านมา
จากเหตุผลข้างต้น วสท. จึงมีข้อเสนอแนะ ดังนี้
1. ขอให้คณะทำงานถอนเอกสารในภาคผนวก ค. อันเป็นแผนการดำเนินโครงการทั้งหมดออกจากร่างแผน
ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
2. ขอให้คณะทำงานปรับแก้สาระในร่างแผนยุทธศาสตร์ฯ ฉบับเดือนมกราคม ตามที่นักวิชาการ วสท. ได้ให้
ความเห็นในที่ประชุม และตามที่ได้นำเสนอเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม วสท. ขอยืนยันความเห็นตามที่ได้แสดงไว้ในมราประชุมเมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2558 ว่า ร่างแผนยุทศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ ฉบับเดือนมกราคม แม้ว่าจะผ่านการปรับปรุงแก้ไขก็ยังไม่ใช่แผนยุทธศาสตร์น้ำของประเทศ เนื่องจากขาดความสมบูรณ์ในหลายประเด็นดังได้กล่าวข้างต้น วสท. จึงขอเรียกเอกสารดังกล่าวนี้ว่า "กรอบแนวคิดเพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ" และขอให้คณะทำงานส่งมอบเอกสารที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขแล้วให้ "คณะอนุกรรมาธิการบริหารจัดการน้ำ สภาปฏิรูป" ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในงานการปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ตามนโยบายของรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ เพื่อดำเนินการต่อไป
วสทเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา วิศกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ยื่นหนังสือให้คสช.แก้ไขร่างแผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดยเนื้อหาในหนังสือระบุว่า ร่างดังกล่าวไม่ใช่งแผนยุทธศาสตร์ฯ เป็นเพียง“กรอบแนวคิดเพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ”
 

ความไม่จำเป็นของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

อีเมล พิมพ์ PDF

โรงไฟฟ้าถ่านหินจากงานเสวนาการจัดทำข้อเสนอต่อรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม กรณีโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือขนถ่านหินและโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ คุณศุภกิจ นันทะวรการ นักวิจัยพลังงานมูลนิธิสุขภาวะ ได้นำเสนอประเด็นเรื่องพลังงานหมุนเวียนกระบี่กับทางเลือกที่ขาดหาย ซึ่งพูดถึงความต้องการในการใช้พลังงานไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศและภาคใต้ ว่ามีความสมดุลกับการผลิตไฟฟ้าหรือไม่ และความจำเป็นของโครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่นั้นมีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด

 

จุดเริ่มต้นของจุดจบ เมื่อคนหันมาเสพย์นอแรดอวดรวย

อีเมล พิมพ์ PDF
จากการบันทึกในปี 2014 พบว่ามีแรดกว่า 1,215 ตัวถูกล่าในแอฟริกาใต้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการล่าที่เพิ่มขึ้นอย่างหนักเมื่อเทียบกับที่ถูกล่าในปี 2013 (1,004 ตัว) และปี 2012 (668 ตัว) เป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วงว่ากำลังเกิดวิกฤตกับแรดซึ่งอาจจะก่อให้เกิดการสูญพันธุ์เลยก็เป็นได้
นักกิจกรรมระบุว่าการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของความต้องการในนอแรดที่เวียดนามเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำการล่าเกิดขึ้น สารเคราตินในนอแรดกลายมาเป็นเครื่องประดับล่าสุดของบรรดาเศรษฐีชาวเวียดนามเพื่ออวดฐานะของตนเอง
"อย่างที่ทราบกันดีว่าถ้าหากมีฐานะ คนรวยเหล่านั้นย่อมมีรถสปอร์ตหรือมีสระว่ายน้ำภายในบริเวณบ้าน แต่นักธุรกิจเหล่านี้กลับมีนอแรดวางโชว์ไว้บนขอบเตาผิงไฟเพื่ออวดความสำเร็จของตนเอง" เคธี ดีน ผู้อำนวยการองค์กรอนุรักษ์แรด Save the Rhino international กล่าว "หรือแม้กระทั่งบดนอแรดให้เป็นผงละเอียดแล้วผสมกับไวน์ข้าวเพื่อดื่มกับแขกผู้มาเยือน หรือกระทั่งเสพด้วยการสูดดมผงนอแรด ทำนองว่า ฉันรวยนะ ฉันมีผงนอแรดไว้สูดดมเล่นๆ ด้วย เท่านี้ฉันจ่ายได้สบายมาก"
การล่าเพื่อเอานอแรดเริ่มต้นจาก Mozambique มาสู่ อุทยานแห่งชาติ Kruger ในแอฟริกาใต้ เมื่อข้ามเขตชายแดนไปแล้ว เจ้าหน้าที่พิทักษ์สัตว์ป่าในแอฟริกาใต้จะไม่สามารถตามจับผู้กระทำผิดเหล่านั้นได้ตามกฎหมายข้ามแดน วัตถุจากการล่าเหล่านี้จะถูกขายให้กับชายวัยกลางคนที่จะนำส่งต่อสู่กลุ่มอาชญากรค้าสัตว์ป่าในตลาดการค้าสินค้าจากสัตว์ป่าโดยเฉพาะ
การล่าแรดในแอฟริกาใต้มีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างไม่ลดละตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ตามความต้องการของชาวเวียดนามที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นสูงอย่างรวดเร็วเช่นกัน จำนวนการล่าแรดอย่างผิดกฎหมายเพิ่มขึ้น 5% ในแอฟริกาใต้ ทั้งแรดขาวและแรดดำจำนวนประชากรรวมแล้วทั้งสิ้น 25,500 ตัว ขณะที่การเพิ่มขึ้นของแรดโดยคร่าวๆ มีอัตราเท่าเดิม แต่การล่ากลับเพิ่มขึ้นปีต่อปี นั่นหมายถึง ภายในปีนี้จำนวนการล่าอาจจะแซงจำนวนลูกแรดเกิดใหม่ก็เป็นได้
"แรดเป็นสัตว์ที่ตั้งท้องนาน แต่ตราบใดที่เราดูแลปกป้องพวกมัน ก็จะมีการขยายพันธุ์อย่างสม่ำเสมอ" ดีนระบุ "แต่ถ้าการล่ายังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นในปัจจุบัน เราก็จะอยู่ในสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อการสูญพันธุ์ของแรดซึ่งหากเป็นแบบนี้อยู่มันก็จะสูญพันธุ์ภายในปี 2026"
เพื่อเป็นหยุดความต้องการในการล่า กลุ่มนักกิจกรรมสัตว์ป่ารวมถึงกลุ่ม Save Rhino และ World Wildlife Fund (WWF) ได้ทำการปล่อยแคมเปญ "The Strength of Chi" เมื่อปีที่ผ่านมา (2014) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ชวนให้ชาวเวียดนามที่มีค่านิยมในการใช้จ่ายเงินเพื่อแสดงถึงความแข็งแกร่ง ความสำเร็จ และอำนาจ ด้วยการใช้จ่ายเงินไปกับการซื้อนอแรด ให้พวกเขาเหล่านั้นค้นหาคุณค่าความสามารถของได้ด้วยตนเอง โดยดีนกล่าวว่าแคมเปญนี้ต้องใช้เวลากว่า 5 ปีจึงจะประสบเห็นผล อ้างอิงจากแคมเปญการหยุดการค้านอแรดในเยเมนและเอเชียตะวันออกในช่วงปลายศตวรรษที่ผ่านมา "มันไม่มีวิธีแก้ไขแบบรวดเร็วรวบรัดทันใจ กว่าจะแก้ปัญหาวิกฤตการล่าสัตว์เอาเขาเอางาได้ต้องใช้เวลากว่า 20 ปี"
นอกจากนี้ดีนยังกล่าวอีกว่าคนรักแรดควรจะมีการเปิดรับข้อมูลและศึกษาเกี่ยวกับการล่าอยู่อย่างสม่ำเสมอ "หากคุณพบอะไรที่ไม่น่าไว้วางใจหรือเป็นที่ต้องสงสัยเกี่ยวกับการขายชิ้นส่วนจากสัตว์ได้โปรดแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ฉันแค่ต้องการจะเน้นย้ำให้ประชาชนอย่าเพิ่งหมดหวัง ถ้าเป็นเช่นนั้นมันจะมีแต่ผลร้ายมากกว่าที่จะดีขึ้น แต่ฉันเชื่ออย่างมากว่าแรดจะต้องปลอดภัยจากการล่าหากเราร่วมมือกัน"
นอแรดจากการบันทึกในปี 2014 พบว่ามีแรดกว่า 1,215 ตัวถูกล่าในแอฟริกาใต้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการล่าที่เพิ่มขึ้นอย่างหนักเมื่อเทียบกับที่ถูกล่าในปี 2013 (1,004 ตัว) และปี 2012 (668 ตัว) เป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วงว่ากำลังเกิดวิกฤตกับแรดซึ่งอาจจะก่อให้เกิดการสูญพันธุ์เลยก็เป็นได้
นักกิจกรรมระบุว่าการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของความต้องการในนอแรดที่เวียดนามเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำการล่าเกิดขึ้น สารเคราตินในนอแรดกลายมาเป็นเครื่องประดับล่าสุดของบรรดาเศรษฐีชาวเวียดนามเพื่ออวดฐานะของตนเอง
 

นักวิชาการชี้ E(H)IA โครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้วล้มเหลว

อีเมล พิมพ์ PDF
จังหวัดกระบี่ เกิดขึ้นด้วยสาเหตุหลักเนื่องจากทางผู้ดำเนินโครงการคือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฝผ.) ระบุว่าจังหวัดกระบี่และจังหวัดในภาคใต้ขาดแคลนไฟฟ้า ไม่มีไฟฟ้าพอใช้ จากกรณีไฟฟ้าดับพร้อมกันทั่วภาคใต้ในปี 2556 และเนื่องด้วยในพื้นที่บ้านคลองรั้ว มีโรงไฟฟ้าถ่านหินเก่าอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเคยผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหินลิกไนต์แต่ชาวบ้านในพื้นที่นั้นได้รับผลกระทบจึงมีการหยุดผลิตและเปลี่ยนมาใช้น้ำมันแทน (ปัจจุบันก็ยังมีการขนส่งน้ำมันมาป้อนโรงงานผลิตไฟฟ้าแห่งนี้อยู่) เหลือเพียงถ่านหินที่ต้องนำเข้ามาจากอินโดนีเซียเท่านั้น จึงได้มีการริเริ่มสร้างท่าเทียบเรือเพื่อขนส่งถ่านหินขึ้นโดยอ้างว่าไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแน่นอนทั้งที่ในความเป็นจริง นักวิชาการระบุว่าบริเวณที่เรือจะแล่นเข้ามาจอดเทียบดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีหญ้าทะเลหนาแน่นมากผืนใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
การประชุมเสวนาเพื่อจัดทำข้อเสนอต่อรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม กรณีโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือขนถ่านหิน อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมจุมภฏ-พันธ์ทิพย์ อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี ชั้น 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนักวิชาการจากหลายสาขาได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือขนถ่านหิน ซึ่งมีความคิดเห็นตรงกันว่ารายงานฉบับนี้ล้มเหลวอย่างยิ่ง และไม่สมควรจะทำการก่อสร้างโครงการดังกล่าว
เริ่มต้นจากคุณณัติกาญจน์ สูติพันธ์วิหาร อดีตนักวิชาการของคณะกรรมการองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพได้ระบุถึงข้อบกพร่องของรายงานฯไว้ดังนี้
“ก่อนหน้านี้ทางผู้จัดทำรายงานระบุน้ำหนักสินค้าไว้ไม่รวมน้ำหนักเรือ 3,000 เดทเวทตัน คาดว่าเขาคิดว่าน่าจะเป็นการขนส่งถ่านหินน้อยๆ แต่ปรากฏว่าหลังการประชุม ค. 1 ไม่ได้ เลยต้องเปลี่ยนเป็น 10,000 เดทเวตตันวิ่งเข้าออกท่าเทียบเรือสองรอบทุกวัน ไม่ใช่แค่เรือขนส่งถ่านหินแต่มีเรือนำ 2 ลำ เรือนำร่อง เรือนำเชือกอีก 1 ลำรวมเป็น 5 ลำ และต้องมีสายพานลำเลียงขนส่งถ่านหินจากท่าเรือไปยังโรงไฟฟ้าอีก 9 กิโลเมตร โดยในรายงานระบุว่าจะใช้เส้นทางเดินเรือเดียวกันกับเรือขนส่งน้ำมันขนาด 3,000 เดทเวทตัน ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เรือขนาด 10,000 เดทเวทตันกับ 3,000 เดทเวทตันมันกินน้ำลึกต่างกัน เขาระบุไว้แล้วว่าต้องอาศัยน้ำลึก 3 เมตรในการเดินเรือ แต่ในพื้นที่น้ำลึกตื้นที่สุดคือ 1.5 เมตร จริงอยู่ว่าน้ำหน้าท่ามันสูง 8 เมตร แต่ร่องเส้นทางเดินเรือที่จะเข้ามาสู่ท่าเรือจะเป็นไปได้อย่างไรถ้าช่วงหนึ่งของน้ำสูงแค่ 1.5 เมตร 2.4 2.5 เมตร ถ้าจะทำแบบนี้จริงๆ ก็เป็นข้อยืนยันแล้วว่าโครงการนี้เกิดขึ้นไม่ได้แน่นอน เรือขนาดดังกล่าวมันเข้ามาเทียบท่าเรือไม่ได้แน่ๆ ขนาดชาวบ้านยังต้องรอน้ำขึ้น แล้วเรือขนาดใหญ่แบบนั้นมันต้องรอน้ำขึ้นสูงมากที่ชาวบ้านเรียกว่าน้ำใหญ่ เขามีข้อสันนิษฐานระบุว่าจะไม่มีการขุดลอกร่องน้ำเพื่อไม่ให้กระทบระบบนิเวศต่างๆ แต่สุดท้ายในบทที่ 8 เล่มย่อหลังรายงาน EIA กลับมีการเขียนมาตรการในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการขุดลอกดิน การขุดลอกดินต้องใช้เวลากว่า 8 ปีในการฟื้นฟูระบบนิเวศกว่าระบบนิเวศจะฟื้นกลับมาเป็นปกติ ซึ่งมันเหมือนการโกหกกันทั้งเล่มเลยสำหรับ EIA ฉบับนี้”
นอกจากนั้น แผนที่ที่ตั้งท่าเรือยังอยู่ในบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำหรือพื้นที่แรมซาร์ไซต์ (Ramsar Site)ซึ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ มีความอุดมสมบูรณ์มากไม่ควรมีการรบกวน นอกจากนั้นสะพานลำเลียงถ่านหินยังอยู่ในพื้นที่แรมซาร์ไซต์อีก 5 กิโลเมตรซึ่งส่งผลให้โครงการนี้ไม่มีความเหมาะสมแก่การก่อสร้างเลย ขณะเดียวกันโรงไฟฟ้ายังตั้งอยู่ในทิศทางที่ลมจะพัดพานำตะกอนไปตกสะสมอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งส่งผลให้ตะกอนของเสียเกิดการสะสมพอกพูนจนต้องทำการขุดลอกดินทุกปีและจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น
“สิ่งที่น่ากังวลคือบริเวณโรงไฟฟ้ามีคลองขนาดเล็กอยู่ และถ้าทางโรงไฟฟ้าไม่มีคลองปล่อยน้ำหล่อเย็นเป็นของตัวเองแต่ปล่อยลงคลองสาธารณะซึ่งเป็นน้ำร้อนๆ ลวกต้มสิ่งมีชีวิต แถวนั้นเป็นบริเวณอนุบาลสัตว์ได้อย่างดีเลย รับรองว่าตายหมดแน่ๆ” คุณณัติกาญจน์ สูติพันธ์วิหาร ได้ทิ้งท้ายเอาไว้
ขณะที่ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์จากภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคามได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการท่าเทียบเรือไว้เกี่ยวกับวิถีชีวิตวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ และความหลากหลายทางชีวภาพบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบี่ไว้ดังนี้
“สำหรับร่างรายงานฉบับนี้สิ่งที่เป็นข้อบกพร่องอย่างชัดเจนคือการขาดข้อมูลสำคัญ ซึ่งสำคัญมากๆ ไม่รู้ตั้งใจหรือไม่อย่างไร คือไม่มีการสำรวจชนิดพันธุ์ปลาซึ่งมีความความหลากหลายในบริเวณนั้นและมีความสำคัญต่อความมั่นคงทางด้านอาหารและด้านเศรษฐกิจของชุมชน ผมอ่าน 3 รอบก็ไม่เจอ มีแต่พวกสัตว์หน้าดิน หญ้าทะเล ไม่มีความหลากหลายของหอย กุ้ง และหมึก ที่มีความสำคัญมากๆ ผมจึงมีคำถามว่าไม่มีได้อย่างไร และอีกหัวข้อหนึ่งคือ มีข้อมูลเกี่ยวกับการประมงแค่ 5 บรรทัดและไม่ได้ชี้ว่าการประมงมีความสำคัญอย่างไร แต่งานวิจัยมหาลัยเลที่ผมและนิสิตร่วมกับชาวบ้านสำรวจพบว่าในชายฝั่งทะเลอันดามันเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายของระบบนิเวศและทางชีวภาพสูงมาก พบปลาจำนวน 269 ชนิด หอย 72 ชนิด กุ้ง 21 ชนิด ชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งทำมาหากินเป็นเหมือนตู้เอทีเอมของชาวบ้าน อยากได้อะไรก็ออกทะเลไปหาจับขึ้นมาขายโดยไม่ต้องลงทุนอะไรเลยแต่ในรายงานฉบับนี้กลับไม่ให้ความสำคัญต่อรายชื่อการสำรวจสัตว์ทะเลดังกล่าว”
ขณะเดียวกันสิ่งหนึ่งที่ทางคณะผู้สำรวจจัดทำรายงานโครงการท่าเทียบเรือละเลยคือการจัดทำรายงานถึงกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ ไม่มีการกล่าวถึงประวัติศาสตร์ของชุมชน ทำให้ไม่มีความเข้าใจต่อความเป็นมาของชุมชนในบริเวณนี้ ซึ่งมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ที่สำคัญคือไม่ได้อธิบายให้ฟังถึงวีถีชีวิตและความสำคัญต่อความหลากหลายของระบบนิเวศ เป็นการละเลยคนในพื้นที่อย่างที่ไม่ควรเกิดขึ้น
นอกจากนั้น คุณธีรพจน์ กษิรวัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวเกาะลันตา ยังได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการก่อสร้างโครงการท่าเทียบเรือและความรับผิดชอบที่ทางกฝผ.ไว้ว่า
“การมาของโรงไฟฟ้าถ่านหินในเมืองที่มีการท่องเที่ยว มีพื้นที่ธรรมชาติเป็นสินค้าหลักจะเกิดข้อดีข้อเสียกับพื้นที่นี้อย่างไร จะเกิดความยั่งยืนกับการท่องเที่ยวไหม ผมพบมาว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 500 เมกกะวัตส์มีจำนวนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เท่ากับรถยนต์หกแสนคัน แล้วมันเข้ากับเมืองที่ขายการท่องเที่ยวอย่างจังหวัดกระบี่อย่างไร เพิ่มคุณภาพชีวิตให้คนในพื้นที่ไหม มีความเสี่ยงของการปนเปื้อนของสารโลหะจากขี้เถ้าถ่านหินไหม ที่ทุกวันนี้ก็ยังไม่เห็นมาตรการเป็นรูปธรรมว่าเขาจะดูแลขี้เถ้าถ่านหินอย่างไร”
“เมื่อเรามามองผลกระทบเราก็ต้องมาคุยกันว่าตกลงถ่านหินนี่มันดีหรือไม่ดีอย่างไร ในเมื่ออเมริกาเองเขาก็ประสบปัญหากับพิษของถ่านหินถึงขั้นย่ำแย่แล้ว โดยเฉพาะของเยอรมันประเทศที่มีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มหาวิทยาลัยสตุ๊ตการ์ตมีผลงานการวิจัยระบุว่ามลพิษทางอากาศของโรงไฟฟ้าถ่านหิน 300 กว่าแห่งทำให้ชาวยุโรปเสียชีวิต 22,000 คน ทุกปี จนกระทั่งเยอรมันทุกวันนี้จะมีการเลิกใช้ถ่านหินและหันมาผลักดันเรื่องพลังงานทดแทน วันนี้กฟผ.ต้องตอบคำถามแล้วว่าจัดการกับสารพิษจากขี้เถ้าถ่านหินอย่างไร ซึ่งขี้เถ้าถ่านหินมีอนุภาคขนาดเล็กมาก ทั้งเถ้าลอยและเถ้าจมซึ่งสามารถเข้าไปสู่ระบบนิเวศและจมน้ำลงสู่ระบบนิเวศทะเล เข้าไปปนเปื้อนในสัตว์น้ำได้ ถ้าเขาไปสู่ร่างกายของสตรีมีครรภ์จะส่งผลต่อเด็กในครรภ์ให้เกิดภาวะพิการทางสมองจากงานวิจัยในอเมริกาซึ่งพบว่าเกิดจากการกินปลาที่มีการสะสมจากสารปรอท คุณจะจัดการอย่างไรในเมื่อทุกวันนี้เครื่องตรวจวัดปรอทยังไม่มีเลย มีแต่คำโฆษณากระจายอยู่ในโซเชียลเนตเวิร์คว่า ปรอทและสารพิษอื่นๆมีปริมาณน้อยมากจนเครื่องมือไม่สามารถตรวจวัดได้แต่ไม่ระบุว่าปริมาณต่อปีมีมากแค่ไหนบ้าง”
โดยผลกระทบดังกล่าวเกิดขึ้นทั้งกับชาวเกษตรกรและชาวประมง แม้กระทั่งชาวต่างชาติอย่างชาวเนเธอร์แลนด์เองยังเข้าร่วมการประชุมในเวทีรับฟังความคิดเห็น ค.1 นำประสบการณ์ในบ้านเกิดมาแลกเปลี่ยนโดยในปัจจุบันเนเธอร์แลนด์ยกเลิกการใช้ถ่านหินไปแล้ว
“เส้นทางการขนส่งถ่านหินจากอินโดนีเซียผ่านแหล่งท่องเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวในทะเลอันดามันมากมาย เช่นเกาะหลีเป๊ะ อ่าวน้ำเมา หาดไร่เลย์ เพราะฉะนั้นเนี่ย เฉพาะเส้นทางการขนส่งทางทะเลแน่นอนว่าต้องมีความเสี่ยงของอุบัติเหตุสูง นั่นหมายถึงว่าซีกหนึ่งของการท่องเที่ยวฝั่งทะเลอันดามันไล่ตั้งแต่กระบี่จนถึงสตูลเนี่ยมีความเสี่ยงสูง และกฟผ.ระบุถึงมาตรการของการจัดการหากมีการร่วงหล่นของถ่านหินหรือเรือขนส่งล่ม ก็จะใช้เครื่องมือตักเอาถ่านหินขึ้นมาให้ได้มากที่สุดก่อนโดยไม่ได้สนใจว่าขณะที่มีการตักถ่านหินขึ้นมานั้น ฝุ่นละอองของถ่านหินก็จะมีการฟุ้งกระจายไปในทะเลในบริเวณกว้าง ที่เหลือก็จะใช้นักประดาน้ำช้อนเก็บขึ้นมาให้ได้มากที่สุด คำถามคือ เมื่อไหร่จะตักหมด แล้วที่มันขึ้นมาเกยหาดจะมีมาตรการจัดการอย่างไร สัตว์น้ำจะเป็นอย่างไร พวกนี้ยังเป็นที่น่ากังวลอยู่”
สำหรับเหตุผลที่ถูกยกขึ้นมาอ้างเพื่อการก่อสร้างท่าเทียบเรือขนส่งถ่านหินและโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน คือ กระบี่จำเป็นจะต้องเป็นฐานผลิตในการผลิตกระแสไฟฟ้าเนื่องจากวิกฤตพลังงานไฟฟ้าของภาคใต้ แต่จากเอกสารที่ทางกฟผ.ได้ส่งให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ทราบคือภาคใต้มีกระแสไฟฟ้าพร้อมใช้อยู่ 3387 เมกกะวัตส์ แต่มีความต้องการในการใช้พลังงานไฟฟ้าอยู่ 2400 เมกกะวัตส์ ซึ่งเป็นพลังงานไฟฟ้าที่เหลือพอใช้สำหรับ 14 จังหวัดภาคใต้ แล้วมีเหตุผลใดที่จะต้องสร้างมลพิษให้กับปอดของคนในพื้นที่ ให้กับสัตว์น้ำ ให้กับท้องทะเลซึ่งเป็นพื้นที่หากินของชาวบ้าน รวมถึงเป็นรายได้หลักของประเทศไทยจากการท่องเที่ยวอีก
ท้ายที่สุด รศ.ดร. เรณู เวชรัชต์พิมล อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลได้กล่าวสรุปไว้ตอนท้ายว่า
“หากเขาสามารถก่อสร้างท่าเทียบเรือขนส่งถ่านหินและโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ได้นั่นก็แสดงว่าเขาสามารถตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินและสร้างท่าเทียบเรือที่ไหนก็ได้ในประเทศไทย เนื่องจากว่าที่ตรงนี้มันมีทั้งกฎหมายรองรับ มีทั้งความอุดมสมบูรณ์ ทั้งระดับชาติ ระดับนานาชาติ ที่เป็นพื้นที่แรมซาร์ไซต์ อีกทั้งบริเวณนี้เป็นบริเวณที่มีผืนหญ้าทะเลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ดิฉันได้แต่หวังว่าท้ายที่สุดจะได้รับคำตอบในวันที่มีการประชุมคชก. แบบเดียวกับกรณีโครงการเขื่อนแม่วงก์ว่าต่อให้เจ้าของโครงการอยากได้โครงการอย่างไรแต่ไม่ได้รับการอนุญาตให้สร้างก็สร้างไม่ได้”
ท่าเทียบเรือจังหวัดกระบี่ เกิดขึ้นด้วยสาเหตุหลักเนื่องจากทางผู้ดำเนินโครงการคือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฝผ.) ระบุว่าจังหวัดกระบี่และจังหวัดในภาคใต้ขาดแคลนไฟฟ้า ไม่มีไฟฟ้าพอใช้ จากกรณีไฟฟ้าดับพร้อมกันทั่วภาคใต้ในปี 2556 และเนื่องด้วยในพื้นที่บ้านคลองรั้ว มีโรงไฟฟ้าถ่านหินเก่าอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเคยผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหินลิกไนต์แต่ชาวบ้านในพื้นที่นั้นได้รับผลกระทบจึงมีการหยุดผลิตและเปลี่ยนมาใช้น้ำมันแทน (ปัจจุบันก็ยังมีการขนส่งน้ำมันมาป้อนโรงงานผลิตไฟฟ้าแห่งนี้อยู่) เหลือเพียงถ่านหินที่ต้องนำเข้ามาจากอินโดนีเซียเท่านั้น จึงได้มีการริเริ่มสร้างท่าเทียบเรือเพื่อขนส่งถ่านหินขึ้นโดยอ้างว่าไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแน่นอนทั้งที่ในความเป็นจริง นักวิชาการระบุว่าบริเวณที่เรือจะแล่นเข้ามาจอดเทียบดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีหญ้าทะเลหนาแน่นมากผืนใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
 

อุทยานแห่งชาติเพื่อธรรมชาติหรือธุรกิจ

อีเมล พิมพ์ PDF
จากเวทีเสวนา “กระเช้าภูกระดึง มโน. โปรเจคท์” คุณสุรพล ดวงแข กรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ยกประเด็นอุทยานแห่งชาติเพื่อธรรมชาติหรือธุรกิจมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ถึงหน้าที่ของความเป็นอุทยานแห่งชาติที่ควรจะเป็น ว่าควรจะมีการจัดการหรือใช้ประโยชน์อย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
คุณสุรพลได้กล่าวว่าประเทศเราสอบตกในเรื่องการบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายจากทางภาครัฐที่ไม่มีความชัดเจนในเรื่องการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ อีกทั้งบางนโยบายยังเอื้อประโยชน์ต่อการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ยกตัวอย่างในปี พ.ศ. 2545 กับนโยบายเปลี่ยนสินทรัพย์ให้เป็นทุน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้อุทยานแห่งชาติหลายแห่งเสื่อมโสมลง เกิดการปรับปรุงพื้นที่ต่างๆ เช่นลานหินสวยงามที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ก็ถูกเปลี่ยนเป็นลานจอดรถ มีการปรับปรุงบ้านพักดึงดูดนักท่องเที่ยว เพื่อเรียกเก็บเงินค่าเข้าอุทยานฯ ให้เพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้หน้าที่ของตัวอุทยานฯ ควรจะเก็บรักษาทรัพยากรธรรมชาติไว้ให้คนรุ่นหลังได้ใช้ในการศึกษา การใช้ประโยชน์จากอุทยานฯ ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ไม่สร้างความเสียหาย การจัดการจำนวนนักท่องเที่ยวสำหรับอุทยานฯ ควรจะมีการจัดการที่พัฒนาให้ดีขึ้น ใครจะเข้าอุทยานฯ ควรต้องมีการจองล่วงหน้า มีการสั่งซื้อตั๋วในรูปแบบที่ทันสมัยขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าอุทยานต้องกำหนดจำนวนที่ชัดเจน เพื่อความพอดีกับการรองรับของอุทยานฯ ซึ่งเป็นเรื่องทางนโยบายที่ควรต้องทำแต่ทุกวันนี้ยังไม่มี มีเพียงการเน้นหารายได้จากอุทยานฯ เพียงอย่างเดียว
สำหรับอุทยานแห่งชาตินั้นเรื่องใช้เพื่อการศึกษาควรต้องมาก่อนการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางการศึกษาธรรมชาติหรือศูนย์เพื่อการศึกษาธรรมชาติ ในส่วนนี้ต้องเป็นเรื่องที่ต้องทบทวนว่าทำได้อย่างมีคุณภาพแล้วหรือไม่ มากกว่าการที่จะนำเงิน 600 ล้านมาสร้างกระเช้า ซึ่งภูกระดึงเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีศักยภาพสูง ควรจะนำหลักวิชาการและหลักการจัดการมาใช้เพื่อรักษาคุณภาพของภูกระดึงให้คงอยู่ เพราะจะเป็นประโยชน์ในระยะยาว
ภูกระดึงจากเวทีเสวนา “กระเช้าภูกระดึง มโน. โปรเจคท์” คุณสุรพล ดวงแข กรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ยกประเด็นอุทยานแห่งชาติเพื่อธรรมชาติหรือธุรกิจมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ถึงหน้าที่ของความเป็นอุทยานแห่งชาติที่ควรจะเป็น ว่าควรจะมีการจัดการหรือใช้ประโยชน์อย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
 

มลพิษทางอากาศ เหตุ ทำยีนส์ในร่างกายมนุษย์ป่วน

อีเมล พิมพ์ PDF

มลพิษทางอากาศพบหลักฐานใหม่ที่แสดงว่าการสูดดมเอาไอควันเสียที่ไม่ควรสูดดมเข้าไป เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับดีเอนเอในร่างกายได้

เป็นที่ทราบกันดีว่า นอกจากที่มลพิษทางอากาศจะทำให้หายใจลำบากแล้ว ยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ความดันเลือดและอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นอีกด้วย แต่มีงานวิจัยชิ้นใหม่ที่เสนอออกมาที่ทำให้ทราบว่าการสูดดมเอาควันเสียยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่เหนี่ยวนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสภาวะเป็นพิษ กล่าวคือ สามารถทำให้ยีนส์บางตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ยีนส์บางตัวอาจะลดลงหรือไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ

 

เสน่ห์ภูกระดึงในวันวาน... กับอนาคตที่กำลังจะเปลี่ยนไป

อีเมล พิมพ์ PDF

ภูกระดึงหากเอ่ยถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมในฤดูหนาว ‘ภูกระดึง’ ย่อมเป็นสถานที่แรก ที่นักท่องเที่ยวชาวไทยนึกถึง และหวังจะได้ขึ้นไปพิชิตยอดภูกระดึงสัมผัสอากาศหนาวเย็น ชื่นชมทัศนียภาพความสวยงามของหลังแป แม้จะต้องฝ่าฟันความยากลำบาก ความเหนื่อยกาย แลกกับเวลา 4 – 5 ชั่วโมงที่ต้องเสียไปก็ตาม

 

แผงพลังแสงอาทิตย์ลอยน้ำ ทางเลือกในประเทศญี่ปุ่น

อีเมล พิมพ์ PDF
ในปัจจุบันเราไม่จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากพื้นที่รอบๆ ผืนน้ำ แต่สามารถใช้พื้นที่ผิวน้ำเป็นทางเลือกในการก่อสร้าง แผงพลังงานแสงอาทิตย์จำนวนมหาศาลซึ่งกำลังเป็นกระแสในปัจจุบัน
บริษัทพลังงานหมุนเวียนกำลังมองหาทะเลสาบ พื้นที่ชุ่มน้ำ สระน้ำ หรือลำคลอง เพื่อเป็นพื้นที่ก่อสร้างแผงพลังงานแสงอาทิตย์โดยใช้โครงสร้างที่ลอยน้ำได้ โดยมีการทดลองแล้วในประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย อินเดีย และอิตาลี
โรงงานผลิตแสงอาทิตย์ลอยน้ำที่มีกำลังการผลิตเยอะที่สุดในโลกกำลังจะถูกก่อสร้างเหนืออ่างเก็บน้ำในเขื่อนยามากูระ (Yamakura Dam)เมืองชิบะ ประเทศญี่ปุ่น ทางตะวันออกของกรุงโตเกียว โดยคาดว่าจะก่อสร้างเสร็จในเดือนมีนาคม พ.ศ.2559 โดยมีแผงพลังงานแสงอาทิตย์กว่า 50,000 แผงผลิตพลังงานให้กับครอบครัวราว 5,000 หลังคาเรือนและจะช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ราว 8,000 ตันต่อปี
ส่วนทำไมต้องไปสร้างแผงพลังงานแสงอาทิตย์บนน้ำแทนที่จะสร้างบนผืนดิน? ก็เพราะสร้างบนผืนน้ำจะช่วยให้พื้นที่โดยรอบแหล่งน้ำสามารถนำไปใช้ในการเกษตร การอนุรักษ์ หรือการพัฒนาอื่นๆ
“นี่ถือว่าเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ และหากทำได้สำเร็จก็นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ แต่ผมก็ยังกังวลถึงความปลอดภัยในกรณีเกิดพายุ หรือภัยธรรมชาติ ยังไม่นับเรื่องการผุพังเพราะโดนกัดกร่อนโดยน้ำ”Yang Yang อาจารย์ด้านวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย แสดงความเห็น
การติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์บนผืนน้ำนั้น แตกต่างจากการติดตั้งบนดินหรือบนหลังคา เพราะต้องเผชิญกับความยากลำบากเนื่องจากทุกชิ้นส่วนต้องกันน้ำ ทั้งแผงพลังงานและสายเชื่อมต่อ นอกจากนี้ โครงสร้างดังกล่าวก็ไม่ใช่ว่าจะนำไปลอยน้ำได้เฉยๆ เพราะต้องมีการทำการศึกษาเรื่องผลกระทบต่อคุณภาพน้ำก่อนการติดตั้ง และสำหรับญี่ปุ่น อีกหนึ่งประเด็นที่น่าห่วงคือสารพัดภัยธรรมชาติ เพราะญี่ปุ่นนับเป็นประเทศที่ประสบภัยธรรมชาติค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นไต้ฝุ่น แผ่นดินไหว โคลนถล่ม หรือคลื่นยักษ์
อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีดังกล่าวนับว่าเหมาะกับประเทศญี่ปุ่นมากที่สุด เนื่องจากภูมิศาสตร์ของญี่ปุ่นที่เป็นหมู่เกาะและเต็มไปด้วยภูเขา ทำให้ญี่ปุ่นประสบปัญหาขาดแคลนที่ดินเนื่องจากปริมาณที่มีอยู่จำกัด ทางเลือกในการก่อสร้างแผงพลังงานแสงอาทิตย์จึงแทบจะตัดทิ้งไป แต่โชคดีที่ประเทศญี่ปุ่นนับว่ามีอ่างเก็บน้ำจำนวนมาก เนื่องจากการพัฒนาระบบชลประทานเพื่อการเกษตร ดังนั้นบริษัทพลังงานในญี่ปุ่นจึงสนใจผืนน้ำมากกว่าผืนดินในการลงทุน
“ญี่ปุ่นกำลังต้องการแหล่งพลังงานหมุนเวียนแห่งใหม่ หลังจากเกิดวิกฤตการณ์ที่ฟุกุชิมาที่ทำให้ต้องปิดโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ไปและจำเป็นต้องพึ่งพิงการนำเข้าแก๊สเหลวเพื่อผลิตพลังงาน”Eva Pauly ผู้จัดการด้านธุรกิจระหว่างประเทศ บริษัท Cielet Terre บริษัทจากประเทศฝรั่งเศสที่รับผิดชอบในด้านการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์กล่าว
อย่างไรก็ดี การติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์บนผิวน้ำจะดูดซับแสงอาทิตย์และค่อยๆ ทำให้น้ำด้านล่างเย็นขึ้นและมืดขึ้น ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของสาหร่าย ซึ่ง LiseMesnager ผู้บริหารโครงการแสดงความเห็นต่อประเด็นนี้ว่า “นี่อาจเป็นผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบ เพราะปริมาณสาหร่ายในน้ำมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อน้ำ ดังนั้นการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ย่อมมีประโยชน์ แต่ถ้าแผงดังกล่าวถูกติดตั้งในพื้นที่ที่มีชนิดพันธุ์ใกล้สูญพันธุ์ ก็อาจจะส่งผลเสียได้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องรู้ก่อนว่า ในบริเวณนั้นมีสัตว์ชนิดใดอาศัยอยู่บ้าง”
โครงการดังกล่าวได้ดำเนินการตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมระดับท้องถิ่น โดยจะทำการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ใจกลางอ่างเก็บน้ำ ห่างจากพื้นที่ริมตลิ่งที่มีสัตว์และพืชหลายชนิด นอกจากนี้บริษัทผู้ดำเนินการโครงการยังมองว่า พื้นที่อ่างเก็บน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้นน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าในการก่อสร้างแผงพลังงานแสงอาทิตย์ เนื่องจากจะกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่น้อยกว่า
นอกจากพื้นที่น้ำจืดแล้ว พื้นที่น้ำเค็มก็ถือเป็นทางเลือกหนึ่งเพราะกว่า 3 ใน 4 ของพื้นผิวโลกถูกปกคลุมด้วยมหาสมุทรและการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ก็คงไม่ต่างจากจุดเล็กบนผืนผ้าใบขนาดใหญ่ แต่การย้ายแผงพลังงานลอยน้ำไปในทะเลก็ยังถือเป็นแนวคิดในอนาคต เพราะจำเป็นต้องคำนึงถึงหลายปัจจัยเช่นคลื่น และการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจก่อความเสียหายและทำให้แผงพลังงานแสงอาทิตย์ต้องหยุดดำเนินการ นอกจากนี้ การติดตั้งแผงพลังงานนอกชายฝั่งยังมีต้นทุนสูง และขัดต่อแนวคิดที่ว่าแหล่งผลิตพลังงานควรจะอยู่ไม่ไกลจากพื้นที่ที่ใช้พลังงาน
ถอดความบางส่วนจาก ‘Solar Panels Floating on Water Will Power Japan's Homes’ โดย Bryan Lufkinเข้าถึงได้ที่ http://news.nationalgeographic.com/news/energy/2015/01/150116-floating-solar-power-japan-yamakura/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
แผงพลังงานแสงอาทิตย์ในปัจจุบันเราไม่จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากพื้นที่รอบๆ ผืนน้ำ แต่สามารถใช้พื้นที่ผิวน้ำเป็นทางเลือกในการก่อสร้าง แผงพลังงานแสงอาทิตย์จำนวนมหาศาลซึ่งกำลังเป็นกระแสในปัจจุบัน

บริษัทพลังงานหมุนเวียนกำลังมองหาทะเลสาบ พื้นที่ชุ่มน้ำ สระน้ำ หรือลำคลอง เพื่อเป็นพื้นที่ก่อสร้างแผงพลังงานแสงอาทิตย์โดยใช้โครงสร้างที่ลอยน้ำได้ โดยมีการทดลองแล้วในประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย อินเดีย และอิตาลี
 

กระบี่โมเดล อนาคตพลังงานหมุนเวียน 100%

อีเมล พิมพ์ PDF

พลังงานหมุนเวียนจากงานเสวนา “กระบี่เต็มร้อยแห่งแรกของประเทศ” ที่จัดโดยมูลนิธินโยบายสุขภาวะ ได้หยิบยกถึงความเป็นไปได้ในประเด็นเรื่องการใช้พลังงานหมุนเวียนภายในจังหวัดกระบี่ ไม่ว่าจะในเชิงเศรษฐศาสตร์ งานวิจัย หรือในภาคส่วนผู้ประกอบการภายในจังหวัด ว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยอย่างไร หากทางจังหวัดไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน และพร้อมที่จะหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มรูปแบบ

 

สิ่งแวดล้อมจะเป็นอย่างไร ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่

อีเมล พิมพ์ PDF
จากงานเสวนาในหัวข้อ “เราหวังอะไรได้ กับการปฏิรูปสิ่งแวดล้อม” ที่จัดขึ้นโดยชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย ในวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา ว่าด้วยเรื่องข้อเสนอต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อมจาก สปช. (สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติด้านสิ่งแวดล้อม) ต่อคณะกรรมยกร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงทิศทางของโครงการพัฒนาภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่และมุมมองจากภาคประชาชน ว่าในอนาคตสิ่งแวดล้อมภายใต้รัฐมนูญใหม่นี้จะไปในทิศทางใด
นายบัณฑูร เศณษฐศิโรตน์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติด้านสิ่งแวดล้อม และคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ  กล่าวถึงการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าได้แบ่งเป็นสามส่วนหลักคือ สิทธิเสรีภาพของประชาชน นโยบายรัฐ และการปฎิรูป ทั้งนี้ในปัจจุบันมีการยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ได้ถูกจัดทำเพื่อดำเนินการทั้งสิ้น 85 ฉบับ ทั้งนี้จะตัดให้เหลือเพียง 25 ฉบับ ที่มีความสำคัญเพื่อยื่นในวันที่ 17 เมษายนนี้
ซึ่งกฎหมายประเด็นสิ่งแวดล้อมที่มีความน่าสนใจ อยู่ในมาตรา 36 คือการเสนอให้องค์กรอิสระที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับฝ่ายใด เข้ามาเป็นตัวกลางระหว่างเจ้าของโครงการหรือเจ้าของสัญญากับคณะผู้จัดทำรายงาน EIA เพื่อให้มีความโปร่งใสมากขึ้น จากเดิมที่เป็นการว่าจ้างโดยตรงจากเจ้าของโครงการหรือเจ้าของสัญญา ซึ่งได้มีข้อท้วงติงถึงความตรงไปตรงมาและความน่าเชื่อถือ
รวมทั้งตามมาตรา 16 ที่ได้กำหนดว่า ทรัพยากรธรรมชาติเป็นสมบัติของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ รัฐต้องบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อประโยชน์สูงสุดของรัฐ ประชาชน ทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น และต้องบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยหลักธรรมภิบาลหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสร้างดุลยภาพระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม
ด้านนายหาญณรงค์ เยาวเลิศ คณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้กล่าวถึงทิศทางในการพัฒนาภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า ข้อเสนอถึงคณะกรรมธิการปฏิรูปคือต้องให้เห็นเป็นรูปธรรมว่าจะสามารถทำอะไรได้บ้างก่อนวันที่ 17 เษยายน รวมถึงกฎหมายที่ล้าสมัยควรที่จะปรับเปลี่ยนใหม่
ทั้งนี้ได้ยกตัวอย่าง พรบ. สิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 ไม่ว่าจะเป็นการทำรายงาน EIA ของกองวิเคราะห์ผลประกระทบสิ่งแวดล้อม ที่ไม่ควรจะอยู่ภายใต้หน่วยงาน สผ. (สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) เพื่อความเป็นกลาง ผู้ทำรายงานกับเจ้าของโครงการควรจะตัดขาดจากความเป็นนายจ้างและลูกจ้าง และประชาชนสามารถตรวจสอบในตัวโครงการได้ถ้าเกิดความไม่ชอบธรรม อีกทั้งในปัจจุบันถึงแม้จะอยู่ในช่วงการปฏิรูป แต่ยังมีการตัดงบประมาณไว้สำหรับโครงการเดิมๆ ที่ยังไม่ผ่านการรายงาน EIA อยู่
ปิดท้ายด้วยนายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ได้กล่าวถึงมุมมองของภาคประชาชนที่มีต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้ว่า อาจจะไม่มีความหวังมากนัก เพราะหากจะปฏิรูปการจัดทำการรายงาน EIA ต่อตัวโครงการต่างๆ เป็นเรื่องที่ต้องผ่าน คชก. (คณะกรรมการผู้ชำนาญการ) ซึ่งถูกแต่งตั้งโดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มาจากคณะรัฐมนตี นายกรัฐมนตรี นักการเมือง ดังนั้น คชก. ควรที่จะต้องเป็นองค์กรอิสระอย่างแท้จริงให้ได้ก่อน ทั้งนี้ในหลายๆ โครงการที่ผ่านมานั้น คชก. ได้ถูกแต่งตั้งเพราะเป็นเรื่องเชิงนโยบายจากผู้มีอำนาจ เพื่อให้การรายงานผล EIA นั้นผ่านไปได้ตามนโยบายที่วางไว้
อีกเรื่องที่สำคัญคือการปฏิรูปนอกรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม การแสดงออกหรือแสดงความคิดเห็น ที่ถูกทุกวันนี้ยังถูกจำกัดถูกบังคับอยู่ซึ่งเป็นเรื่องสวนทางการกับการปฏิรูป ถึงแม้รัฐธรรมนูญใหม่นี้จะมีการแก้ไขให้ดีขึ้นอย่างไร แต่ยังอยู่ในมือของผู้มีอำนาจในเชิงนโยบายอยู่เหมือนเดิม การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ก็คงไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากฉบับเดิม เมื่อปี พ.ศ. 2550
ปฏิรูปสิ่งแวดล้อมจากงานเสวนาในหัวข้อ “เราหวังอะไรได้ กับการปฏิรูปสิ่งแวดล้อม” ที่จัดขึ้นโดยชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย ในวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา ว่าด้วยเรื่องข้อเสนอต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อมจาก สปช. (สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติด้านสิ่งแวดล้อม) ต่อคณะกรรมยกร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงทิศทางของโครงการพัฒนาภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่และมุมมองจากภาคประชาชน ว่าในอนาคตสิ่งแวดล้อมภายใต้รัฐมนูญใหม่นี้จะไปในทิศทางใด
 

นกชนหิน อนาคตที่อาจไม่ต่างจากงาช้าง

อีเมล พิมพ์ PDF

นกชนหินนกชนหินซึ่งเป็นหนึ่งในตระกูลนกเงือกหายากชนิดหนึ่งของประเทศไทยถูกฆ่าตายอย่างทารุณเพื่อนำจะงอยปากมาแปรรูปเป็นเครื่องประดับสำหรับส่งขายในตลาดจีน โดยปัจจุบันสื่อมวลชนได้ให้ความสนใจทำข่าวการล่างช้างและแรดเป็นอย่างมาก แต่สำหรับการล่าสัตว์ประเภทอื่นๆ กลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรจะเป็น ตามที่หน่วยงานสืบสวนสอบสวนงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม (Environmental Investigation Agency: EIA) ได้ปฏิบัติภารกิจการปลอมตัวเข้าไปสืบสวนคดีการล่าสัตว์พบว่าการล่าเพิ่มจำนวนมากขึ้นในกลุ่มนกหายากที่เรียกว่านกชนหิน โดยสิ่งที่เป็นที่ต้องการคือจะงอยปากที่จะนำมาแกะสลักเป็นเครื่องประดับหรือนำเพชรพลอยมาประดับ เป็นต้น ก่อนที่จะถูกนำไปขายต่อในประเทศจีน ซึ่งเมื่อรับมาขายต่อแล้วราคาจะทะยานขึ้นสูงกว่างาช้างถึง 5 เท่า

 

ชำแหละ กระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง หรือจะเป็นเพียง ‘มโน... โปรเจคท์?’

อีเมล พิมพ์ PDF

ภูกระดึงในวันที่ 20 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา เครือข่ายคัดค้านกระเช้าขึ้นภูกระดึง ได้จัดเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการสร้างกระเช้าขึ้นอุทยานแห่งชาติภูกระดึง หวังให้ข้อมูลอีกด้านหนึ่งสะท้อนไปยังผู้เกี่ยวข้องกับโครงการการก่อสร้างได้หันมาพิจารณาอย่างรอบคอบว่าแท้จริงแล้วข้อมูลที่นำออกสู่สาธารณะเกี่ยวกับประโยชน์หรือความเป็นไปได้ของการก่อสร้างนั้นมีความเป็นไปได้จริงหรือไม่

 

จี้กพร.เปิดชื่อชาวบ้านเหยื่อพิษเหมือง250คน

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันอาทิตย์ น.ส.สื่อกัญญา ธีระชาติดำรง ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกิจการเหมืองแร่ทองคำ ได้ให้ข้อมูลกรณีชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองทองคำในพื้นที่พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และพิจิตร ว่า สถานการณ์ล่าสุดได้ทำหนังสือถึงนายสุรพงษ์ เชียงทอง อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เรียกร้องให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
1.ขอให้เปิดเผยข้อมูลรายชื่อประชาชนผู้ป่วยจำนวน 250 คน ที่อธิบดี กพร.มีคำสั่งให้บริษัท อัครารีซอร์สเซส (มหาชน) จำกัด นำไปรักษาเพื่อขอให้ทราบในการดำเนินการ
2.ขอให้ตรวจสอบและมีการเปิดเผยตัวเลขข้อมูลและสถิติการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของประชาชนตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 จนถึงปัจจุบันในเขตพิษณุโลก เพชรบูรณ์ และพิจิตร สู่สาธารณะตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร เพื่อเปรียบเทียบว่าเกิดความผิดปกติหรือไม่ในการมีเหมืองแร่ทองคำ
3.ขอให้ดูแลเรื่องค่าแรงงานคนงานภายในเหมืองแร่ทองคำ ขณะบริษัทปิดทำการถึงแม้จะเป็นเรื่องภายในของบริษัทฯแต่ว่าคนงานจำนวนมาก คือ คนในชุมชนรอบเหมืองแร่ทองคำ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนและแตกแยกในชุมชน เนื่องจากคนงานเกรงว่าพวกเขาจะตกงานและบางคนเข้าใจผิด ว่ากลุ่มชาวบ้านที่เรียกร้องทำให้พวกเขาต้องตกงาน เพื่อลดปัญหาการแตกแยกที่อาจก่อให้เกิดความรุนแรงได้
4.ขอให้ผู้ประกอบการยอมรับในผลการตรวจของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ทีร่วมกับมหาวิทยาลัยรังสิตที่ผ่านมา เพื่อหาทางแก้ไขช่วยเหลือประชาชนร่วมกัน และแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน
"มีกลุ่มคนงานของบริษัทเข้ารับการตรวจสารพิษ และพนักงานหลายคนไม่ได้รับรายงานผลตรวจเลือดของตน และไม่กล้าแสดงตนเพราะกลัวจะตกงาน เราจึงขอเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลโดยด่วน เพื่อที่จะได้เป็นข้อมูลสำคัญและจะได้ทราบว่าชาวบ้านรายใดตรวจแล้วหรือยังไม่ตรวจ เพื่อความสะดวกในการทำงานร่วมกับหน่วยงานกลางต่างๆ" ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบฯ กล่าว
สื่อกัญญา ระบุด้วยว่า จากที่เป็นข่าวอยู่นั้นว่าบริษัทได้รายงานไปยังอุตสาหกรรมว่า ได้ส่งผู้ป่วยไปตรวจรักษาแล้วนั้น พวกเราชาวบ้าน 3 จังหวัด ยังไม่เคยทราบเรื่องมาก่อนว่าผู้ป่วยหรือผู้ที่ได้รับสารพิษในเลือดจำนวน 250 คน ตามคำสั่งอธิบดี กพร.ซึ่งเป็นผู้ป่วยตั้งแต่ปี 2556 ว่าเป็นใครบ้าง และเหตุใดบริษัทและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องจึงปล่อยปละละเลยปกปิดข้อมูลข่าวสารซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงสำหรับชาวบ้าน
น.ส.สื่อกัญญา ระบุอีกว่า ขอให้ผู้ประกอบการยอมรับในผลตรวจของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อให้ช่วยเหลือเร่งด่วนต่อชาวบ้านอย่างเสมอภาคกัน ไม่เลือกปฎิบัติเฉพาะกลุ่มคน เนื่องจากชาวบ้านที่ป่วยหนักส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงานในเหมือง ขณะเดียวกันผู้ประกอบการเกรงว่าหากยอมรับผลจะมีผลกระทบด้านเศรษฐกิจของบริษัทในเครือ จึงอาจพยายามปกป้องโดยการใช้ทีมผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิชาการเข้าในพื้นที่พูดไม่ให้ประชาชนตกใจ หรือตื่นตระหนก กับผลตรวจเลือดที่ผ่านมา
"ชาวบ้านสับสนและไม่เร่งตรวจหาสารพิษและส่งผลให้ไม่ระวัง ตัวและรับสารพิษเพิ่ม กรณีของนางบุญยืน อุกอาจ  ชาวบ้านหมู่ 3บ้านเขาดิน ต.ทับคล้อ อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร ที่ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่าตนเองมีชีวิตปกติ ไม่เจ็บป่วย ซึ่งพบว่าเมื่อทีมของนิติวิทยาศาสตร์และม.รังสิตลงพื้นที่ตรวจเลือด นางบุญยืน ไม่ได้เข้ารับการตรวจเลือดพิสูจน์แต่อย่างใด และสามีของเธอก็เป็นคนงานเหมืองในปัจจุบัน ซึ่งการที่ประชาชนไม่เข้าใจ หรือ ล่าช้าในการรับการตรวจ ก็ยิ่งสุ่มเสี่ยงต่อความปลอดภัยของตนเอง ที่เกิดจากสารพิษซึ่งอยู่ในสภาพแวดล้อมมากขึ้น" น.ส.สื่อกัญญา ระบุ
ภาพประกอบ การทำเหมืองทองคำที่ระเบิดภูเขาทั้งลูก จาก manager.co.th
เหมืองแร่เมื่อวันอาทิตย์ น.ส.สื่อกัญญา ธีระชาติดำรง ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกิจการเหมืองแร่ทองคำ ได้ให้ข้อมูลกรณีชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองทองคำในพื้นที่พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และพิจิตร ว่า สถานการณ์ล่าสุดได้ทำหนังสือถึงนายสุรพงษ์ เชียงทอง อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เรียกร้องให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
 

กระเช้าไฟฟ้าหายนะที่กำลังมาเยือน.. ภูกระดึง

อีเมล พิมพ์ PDF
จากเวทีเสวนา “กระเช้าภูกระดึง มโน.. โปรเจคท์” คุณเต็งพ้ง เพียรพัฒน์ ตัวแทนชมรม OK Nature ได้หยิบยกประเด็นกระเช้าภูกระดึงพาหนะหรือหายนะ ขึ้นมานำเสนอเพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในมุมมองที่ว่าหากโครงการกระเช้าไฟฟ้าเกิดขึ้น ผลพวงที่จะตามมาสู่ภูกระดึงในอนาคตนั้นจะเป็นอย่างไร
คุณเต็งพ้งได้พูดถึงประสบการณ์ที่ได้เดินทางไปศึกษาดูกระเช้าเพื่อการท่องเที่ยวในหลายประเทศ และเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับรายงานโครงการกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงว่า จากการศึกษาที่ผ่านมายังไม่มีประเทศใดในโลกสามารถนำนักท่องเที่ยวขึ้นไปได้ชั่วโมงละ 4,000 คน อย่างที่งานวิจัยได้รายงานมา และภูกระดึงควรเป็นสถานที่ที่เข้าถึงยากไม่ใช่ว่าใครจะขึ้นไปก็ได้ ซึ่งจากรายงานดังกล่าวก็ไม่ได้ลงรายละเอียดอย่างครอบคลุมไม่ว่าจะเป็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศ สัตว์ป่า และประชาชนในพื้นที่
อีกทั้งประเด็นเรื่องกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงที่ยกขึ้นมาว่าเป็นเรื่องของประชาชนในพื้นที่ เมื่อได้ศึกษาดูจากการสร้างกระเช้าในต่างประเทศ ไม่มีสถานที่ใดเมื่อสร้างแล้วประชนในพื้นที่จะได้รับประโยชน์แท้จริง แต่จะกลายเป็นผลประโยชน์เชิงธุรกิจในรูปแบบการทำสัมปทาน เป็นเศรษฐกิจเฉพาะเจ้าของสัมปทานเพียงไม่กี่รายเท่านั้น ส่วนร้านค้า ลูกหาบ จะถูกเปลี่ยนสถานะเป็นลูกจ้างในระบบธุรกิจสัมปทาน จึงเกิดคำถามขึ้นว่ากระเช้าไฟฟ้านี้จะสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ประชนในพื้นที่ได้จริงหรือไม่
ทั้งนี้อุทยานแห่งชาติเป็นที่สงวนไว้สำหรับ 3 เรื่องสำคัญ คือ 1.ใช้สำหรับในงานวิจัย 2.ใช้สำหรับการอนุรักษ์ 3.ในเรื่องนันทนาการ แต่ถึงแม้ในข้อสุดท้ายจะเป็นเรื่องนันทนาการ ก็ควรจะเป็นในเรื่องการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ซึ่งแตกต่างจากการท่องเที่ยวแบบฉาบฉวย ที่นักท่องเที่ยวไม่มีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติ ทำให้เกิดความเสื่อมโสมของธรรมชาติเพิ่มขึ้น ซึ่งในส่วนรายงานยังไม่มีคำอธิบายถึงเรื่องการฟื้นฟู ว่าหากปล่อยให้นักท่องเที่ยวเยอะจนเกินที่ธรรมชาติรองรับได้จะมีการฟื้นฟูอย่างไร
ส่วนในประเด็นที่อ้างถึงความเท่าเทียมไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้สูงอายุ ที่ควรมีสิทธิขึ้นไปเที่ยวบนภูกระดึงได้เหมือนกันนั้น คุณเต็งพ้งได้ให้ความคิดว่า พื้นที่บางพื้นที่ไม่ได้เหมาะสำหรับคนบางคน และประเทศไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งที่เหมาะสมและสวยงามที่สามารถไปสัมผัสได้ จึงไม่ควรนำเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไขในการสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง อีกทั้งเมื่อมีนักท่องเที่ยวเยอะผลที่ตามมาคือการเพิ่มขึ้นของร้านสะดวกซื้อ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ซึ่งทำให้ธรรมชาติไม่มีเวลาได้พักฟื้นอีกด้วย
ดังนั้นหากกระเช้าภูไฟฟ้ากระดึงถูกสร้างขึ้น นั่นจึงหมายถึงหายนะที่กำลังมาเยือนภูกระดึง และอาจเป็นข้ออ้าง “ภูกระดึงโมเดล” สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นภูหรือดอยอื่นๆ อีกหลายแห่งในประเทศ ในการสร้างกระเช้าไฟฟ้าเหมือนกัน เพราะถ้าภูกระดึงสามารถสร้างได้ที่อื่นก็คงจะไม่ยาก ในการที่จะสร้างกระเช้าฟ้าต่อคิวจากภูกระดึง
ภูกระดึงจากเวทีเสวนา “กระเช้าภูกระดึง มโน.. โปรเจคท์” คุณเต็งพ้ง เพียรพัฒน์ ตัวแทนชมรม OK Nature ได้หยิบยกประเด็นกระเช้าภูกระดึงพาหนะหรือหายนะ ขึ้นมานำเสนอเพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในมุมมองที่ว่าหากโครงการกระเช้าไฟฟ้าเกิดขึ้น ผลพวงที่จะตามมาสู่ภูกระดึงในอนาคตนั้นจะเป็นอย่างไร
 

โลกร้อน กับความอยู่รอดของปะการัง

อีเมล พิมพ์ PDF
เช้าตรู่เดือนตุลาคม Chris Langdon นักชีวสมุทรศาสตร์ มหาวิทยาลัยไมอามี (University of Miami)สวมชุดประดาน้ำและดำลงสู่ Key Largo เพื่อตรวจสอบสภาพของปะการังส่วนหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ในห้องทดลองมีชีวิตลึกลงไป 15 ฟุต ขนาดกว้างพอๆ กับสนามฟุตบอลมาตรฐาน ซึ่งกำลังโดนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจนปะการังส่วนใหญ่ฟอกขาว
ปรากฎการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นไม่ว่าอุณหภูมิของน้ำจะขึ้นหรือลง แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม แต่ผลกระทบของมันต่อระบบนิเวศปะการังนั้นใหญ่และอาจทำให้ปะการังตายได้ เพราะตัวปะการังหรือโพลิป (Polyps)จะปลดปล่อยแหล่งอาหารหรือสาหร่ายที่เป็นสีสันของปะการัง เมื่อไม่มีแหล่งอาหาร ปะการังก็จะกลายเป็นสีขาวและตายในที่สุด
การดำน้ำในยามเช้าของ Chris Langdon ถือเป็นส่วนหนึ่งของงานที่เขาทำอย่างต่อเนื่องในการเข้าใจผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่ออุณหภูมิน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของค่าความเป็นกรดในทะเล ที่เขาสนใจแนวปะการังก็เนื่องจากบทบาทของปะการังในการเป็นแหล่งอาหารสำคัญของมนุษย์ทั่วโลก
แนวปะการัง ถือว่าเป็นป่าฝนของท้องทะเล กินพื้นที่ราว 0.1 เปอร์เซ็นต์ของพื้นมหาสมุทร แต่กลับเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปลากว่า 1 ใน 4 ของโลก ซึ่งมนุษย์ทั่วโลกต่างต้องพึ่งพิงแหล่งอาหารและทรัพยากรธรรมชาติจากทะเล Chris Langdon จึงต้องการเข้าใจว่าสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลนั้นจะสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้หรือไม่
“เวลาที่คุณพูดกับคนอื่นเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งแรกเขาจะปฏิเสธ แต่เมื่อคุณสามารถชังจูงเขาได้ คนส่วนใหญ่ก็จะยอมแพ้ต่อปรากฎการณ์ดังกล่าว โดยไม่คิดที่จะแก้ไขปัญหา ทั้งที่ธรรมชาติของมนุษย์คือการแก้ปัญหา แม้ว่ามันจะดูไม่มีความหวัง และสำหรับผม คำถามที่ว่าคืออนาคตของปะการังจะเป็นเช่นไร”Chris Langdon กล่าว
แนวปะการังนั้นประกอบด้วยกลุ่มก้อนนับล้านล้านของตัวปะการังขนาดจิ๋ว เป็นสัตว์ที่สามารถให้สิ่งมีชีวิตคล้ายสาหร่ายเรียกว่า zooxanthellaeได้อยู่อาศัยในเนื้อเยื่ออย่างพึ่งพาอาศัยกัน โดยปะการังจะให้ที่พักพิงที่ปลอดภัยในขณะที่ zooxanthellae จะผลิตสารอาหารสำคัญแก่ปะการัง
ปะการังจะเติบโตในน่านน้ำเขตร้อน โดยมีแนวปะการังใหญ่ที่สุดอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย หรือที่เรารู้จักกันดีว่า Great Barrier Reef ซึ่งกินพื้นที่ยาวกว่า 1,200 ไมลส์ โดยส่งผลทางบวกต่อชุมชนโดยรอบผ่านตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยวตลอดชายฝั่งที่สูงถึง 6.3 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อไป แต่ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ข่าวคราวเกี่ยวกับปะการังนั้นค่อนข้างแย่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำปนเปื้อนจากการเกษตร การประมงเกินขนาด การพัฒนาชายฝั่ง รวมทั้งการที่มีนักท่องเที่ยวมากเกินไปซึ่งส่งผลต่อแหล่งที่อยู่อาศัยของปะการังและความสามารถในการอยู่รอด
และด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิผิวน้ำมหาสมุทรที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องกว่า 3 ศตวรรษ จากตัวเลขสถิติซึ่งจัดเก็บโดยสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกา (U.S. Environmental Protection Agency) เนื่องจากการสะสมตัวของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ พื้นที่กว่าร้อยละ 70 ของโลกที่ปกคลุมด้วยมหาสมุทรนั้นก็จำต้องรับก๊าซดังกล่าวไม่ต่างจากฟองน้ำ โดยคาร์บอนไดออกไซด์จะทำปฏิกิรยากับน้ำทำให้มีความเป็นกรดสูงขึ้น ซึ่งคุกคามสิ่งมีชีวิตในทะเลเช่นปะการังหรือหอยนางรม ในการสร้างเปลือกหรือกระดูก
เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาองค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Oceanic and Atmospheric Administration : NOAA)ได้ระบุปะการังอีก 20 สปีชีส์ให้อยู่ในสภาวะถูกคุกคาม ภายใต้กฎหมายคุ้มครองสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ โดยมีปะการังฝั่งอินโด-แปซิฟิก 15 สปีชีส์ และปะการังแคริบเบียน 5 สปีชีส์ โดยปะการังสำคัญที่มีจำนวนมากและเป็นแนวหลักในการสร้างแนวปะการังของทะเลแคริบเบียน เช่นปะการังเขากวาง ก็ได้อยู่ในบัญชีถูกคุกคามตั้งแต่ปี พ.ศ.2549
ความพยายามในการฟื้นฟูปะการังก็มีอยู่อย่างต่อเนื่อง และหลายโครงการก็ประสบความสำเร็จ เช่นโครงการฟื้นฟูแนวปะการังโดยรอบสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ที่ฟื้นฟูขึ้นหลังจากที่รัฐบาลประกาศห้ามการจับปลานกแก้ว ปลาที่ทำหน้าที่สำคัญในแนวปะการังโดยจะกินสาหร่ายที่อาจเติบโตเกินพอดีและทำให้ปะการังขาดอากาศ
แต่ความรวดเร็วของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังกลบกลืนความพยายามที่จะลดความเสียหาย อัตราการเปลี่ยนแปลงทั้งอุณหภูมิและความเป็นกรดในทะเลนั้น ปัจจุบันถือว่ารวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งนับว่าเป็นปัญหาเนื่องจากปะการังนั้นใช้เวลาราว 15 ปีในการเติบโตก่อนถึงวัยเจริญพันธุ์ และขยายพันธุ์เพียงปีละ 1 ครั้ง
จากการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2548 โดย NOAA ปะการังกว่าครึ่งหนึ่งในทะเลแคริบเบียนได้ฟอกขาวเนื่องจากอุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้น และหากอุณหภูมิยังคงเพิ่มขึ้นเช่นนี้เหตุการณ์ดังกล่าวก็จะเกิดบ่อยครั้งขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ปะการังนั้นมีชีวิตอยู่มากว่า 200 ล้านปี โดยสามารถมีชีวิตรอดได้แม้ในช่วงเวลาที่มีการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ แต่การสูญพันธุ์ในอดีตนั้นเกิดขึ้นอย่างเชื่องช้าเทียบกับปัจจุบันที่มีความเร็วมากกว่านับร้อยเท่า”Chris Langdon กล่าว
ภายในสิ้นศตวรรษนี้ คาดว่าความเป็นกรดในทะเลจะเพิ่มขึ้นราว 2.5 เท่าโดยมีการเพิ่มขึ้นในรูปแบบอัตราเร่ง
“เราคาดว่าในที่สุดแล้ว อัตราการปรับตัวของปะการังต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มช้าลง และอาจนำไปสู่การสูญสิ้นสปีชีส์ดังกล่าว”Chris Langdon กล่าว
ถอดความบางส่วนจาก As Oceans Heat Up, a Race to Save World's Coral Reefs โดย Laura Parker เข้าถึงได้ที่ http://news.nationalgeographic.com/news/2015/01/151015/coral-reef-death-climate-change-science-animals/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
ปะการังเช้าตรู่เดือนตุลาคม Chris Langdon นักชีวสมุทรศาสตร์ มหาวิทยาลัยไมอามี (University of Miami)สวมชุดประดาน้ำและดำลงสู่ Key Largo เพื่อตรวจสอบสภาพของปะการังส่วนหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ในห้องทดลองมีชีวิตลึกลงไป 15 ฟุต ขนาดกว้างพอๆ กับสนามฟุตบอลมาตรฐาน ซึ่งกำลังโดนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจนปะการังส่วนใหญ่ฟอกขาว
 

จับตาการผลักดันกฎหมาย GMO ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เอื้อบรรษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติ

อีเมล พิมพ์ PDF
นักวิชาการ กลุ่มธุรกิจอาหาร เกษตรอินทรีย์ และภาคประชาสังคมจับตาการผลักดันกฎหมายจีเอ็มโอผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เอื้อบรรษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติ หลังคณะทำงานจีเอ็มโอเห็นชอบให้กลับไปใช้มติคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2550 ควบคุมการทดลองอย่างเข้มงวด
นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีวิถี ได้แถลงในการประชุมเพื่อวิเคราะห์ “ร่างพรบ.ความปลอดภัยทางชีวภาพ พ.ศ....” ซึ่งจัดขึ้นโดยคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน และมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2558 ว่า หลังจาก "คณะทำงานศึกษาแนวทางการนำสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมและผลิตภัณฑ์มาใช้ใน ประเทศไทย" ได้ประชุมครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2557 โดยที่ประชุมได้มีมติร่วมกันว่า การทดลองเรื่องจีเอ็มโอนั้นให้กลับไปใช้มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2550 ที่มีเงื่อนไขควบคุมการทดลองจีเอ็มโอในภาคสนามที่เข้มงวด เช่น ต้องทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ต้องทดลองในสถานที่ของราชการเท่านั้น ต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ องค์กรสาธารณะประโยชน์ และนักวิชาการ และคณะรัฐมนตรีต้องเป็นผู้อนุมัติให้มีการทดลองเป็นรายกรณีนั้น ทำให้การผลักดันของบริษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติและกลุ่มผู้สนับสนุนจีเอ็มโอต้องสะดุดลงชั่วคราว กลุ่มดังกล่าวจึงต้องเร่งให้มีการผลักดันพ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพเพื่อใช้เป็นกฎหมายให้มีการบังคับใช้โดยเร็วแทน
“ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกยกร่างขึ้นโดยกลุ่มผู้สนับสนุนเรื่องจีเอ็มโอ การผลักดันกฎหมายนี้ให้ผ่านสนช.ไปโดยเร็วจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติ แต่จะไม่ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ สิทธิเกษตรกร และกลุ่มธุรกิจอาหารท้องถิ่นที่จะได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนทางพันธุกรรรม” นายวิฑูรย์ กล่าว
ดร.สมชาย รัตนชื่อสกุล คณะนิติศาสตร์ ม.หอการค้าไทย ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวว่า ยังมีประเด็นที่ควรปรับปรุง เพราะมีหลายข้อที่ไม่สอดคล้องกับหลักการสากลในพิธีสารว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพและพิธีสารเสริมนาโงย่า-กัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยการรับผิดและชดใช้ความเสียหาย เช่น กรณีผลกระทบจากกรณีจีเอ็มโอนั้นในพิธีสารครอบคลุมถึงการคุ้มครองผลกระทบทางสังคมเศรษฐกิจ และอนุญาตให้ใช้ดุลพินิจตามสมควรได้แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ แต่ในร่างกฎหมายระบุว่าต้องใช้ข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนแล้วเท่านั้น นอกเหนือจากนี้ควรปรับปรุงร่างกฎหมายในมาตรา 17 โดยควรบัญญัติในลักษณะ ห้ามมิให้มีการผลิตหรือนำเข้าสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมทุกชนิด เว้นแต่จะได้ประกาศยกเว้นไว้ แทนที่จะเปิดกว้างและควบคุมเฉพาะพืชจีเอ็มโอที่ประกาศเป็นคราวๆ และการกำหนดให้มีการชดเชยความเสียหายเฉพาะกรณีที่มีการปลดปล่อยจีเอ็มโอ นอกบัญชีการปลดปล่อยสิ่งแวดล้อมเท่านั้นเป็นรูปแบบกฎหมายที่อาจขัดกับวัตถุประสงค์ของพิธีสารและไม่ได้คุ้มครองผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากพืชจีเอ็มโอซึ่งได้รับการอนุญาตให้มีการปลดปล่อยต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว
รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ กรรมการคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน แถลงว่า จากการรับฟังความคิดเห็นตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ คณะกรรมการอิสระคุ้มครองผู้บริโภคพบว่า การผ่านกฎหมายฉบับนี้ไปโดยเร็วจะเป็นการเอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติ แต่จะเกิดผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมข้าวโพดหวาน เกษตรกรและกลุ่มธุรกิจด้านเกษตรอินทรีย์ และธุรกิจอาหารอีกหลายกลุ่ม รวมทั้งผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้บริโภค “คณะกรรมการฯจะทำหนังสือถึงคณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้ชะลอการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้เอาไว้ก่อนจนกว่าจะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และได้ปรับปรุงเนื้อหาให้คุ้มครองสิทธิของเกษตรกร ผู้บริโภค และกลุ่มธุรกิจต่างๆที่จะได้รับผลกระทบ”
GMOนักวิชาการ กลุ่มธุรกิจอาหาร เกษตรอินทรีย์ และภาคประชาสังคมจับตาการผลักดันกฎหมายจีเอ็มโอผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เอื้อบรรษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติ หลังคณะทำงานจีเอ็มโอเห็นชอบให้กลับไปใช้มติคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2550 ควบคุมการทดลองอย่างเข้มงวด
 
บทความ อื่นๆ ...


page 7 of 17

รับข่าวสาร