• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


ปฏิบัติการ คืนเสือโคร่ง ให้ผืนป่า “29 กรกฎาคม วันอนุรักษ์เสือโคร่งโลก”

อีเมล พิมพ์ PDF
ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 13 ประเทศทั่วโลก ที่เป็นถิ่นกำเนิด แหล่งพันธุกรรม และมีประชากรของเสือโคร่ง (Pantheratigris) สัตว์ผู้ล่าที่จัดอยู่ในลำดับสูงสุดในห่วงโซ่อาหาร มีความสง่างามและเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าที่สำคัญที่สุดอาศัยอยู่ปัจจุบันมีเสือโคร่งทั่วโลกทั้งสิ้น 6 ชนิดพันธุ์ย่อย (subspecies) สำหรับประเทศไทย คือ เสือโคร่งอินโดจีน (Indochinese tiger : Pantheratigriscorbetti)
ปัจจุบันเสือโคร่งในประเทศไทยกำลังเผชิญกับภัยคุกคามเช่นเดียวกับเสือโคร่งในประเทศอื่นๆ ทั้งการลดลงของพื้นที่ป่าซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย จำนวนประชากรที่ลดลงอย่างมากจากการถูกล่าโดยตรงจากขบวนการค้าสัตว์ป่าที่ต้องการหนังที่มีความสวยงาม และอวัยวะส่วนต่างๆ โดยมีความเชื่อผิดๆว่าเป็นยาบำรุงกำลัง และจำนวนเหยื่อที่ลดลงจากการลักลอบล่าสัตว์ แต่จากความพยายามและการติดตามประเมินผล พบว่าเสือโคร่งสามารถกระจายพันธุ์ได้ในพื้นที่คุ้มครองที่มีการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ และมีเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเดินลาดตระเวนอย่างเข้มข้นแต่ทั้งนี้ก็ยังคงพบการบุกรุกพื้นที่คุ้มครองทั้งอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
วันที่ 29 กรกฎาคม ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันอนุรักษ์เสือโคร่งโลก” ในการประชุมว่าด้วยเรื่องเสือโคร่งที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในพ.ศ. 2553 และประเทศไทยได้กำหนดให้มี “วันอนุรักษ์เสือโคร่งแห่งชาติ” ขึ้นในวันดังกล่าวด้วยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 โดยประเทศไทยมีเป้าหมายหลักในการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่ง ไปพร้อมกับการดูแลที่อยู่และเหยื่อของเสือให้อุดมสมบูรณ์ไปพร้อมๆกัน
เพื่อให้เห็นถึงความตระหนักในการอนุรักษ์เสือโคร่ง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดประชุม ระดมความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติเพื่อการอนุรักษ์เสือโคร่ง 2553-2565  เมื่อวันที่ 28-29 กรกฎาคม พ.ศ.2558 ที่ผ่านมา โดยภายในงานได้มีการบรรยายพิเศษ “สถานการณ์และแผนการฟื้นฟูเสือโคร่งระดับโลก” โดย Dr. Himat Singh Negiซึ่งระบุว่าอินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรของเสือโคร่งมากที่สุด คือประมาณ 1,400 ตัว แต่ในปัจจุบันสามารถเพิ่มจำนวนเป็น 2,200 ตัวแล้ว เนื่องจากก่อนหน้านี้เสือโคร่งได้หายไปจากอุทยานแห่งชาติในหลายพื้นที่ อินเดียจึงเร่งพัฒนาระบบในการควบคุมและป้องกัน รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และมีการให้ทหารเข้ามาดูแล จึงทำให้สถานภาพของเสือโคร่งในประเทศอินเดียมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนขึ้นและได้รับการคุ้มครองจากรัฐบาล
ส่วนในประเทศไทยนั้นสถานภาพของเสือโคร่งยังคงน่าเป็นห่วงจากปัญหาหลายๆด้านสมโภชน์ดวงจันทราศิริหัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ได้นำเสนอในส่วนของสถานภาพปัจจุบันของประชากรเสือโคร่งในประเทศไทย โดยกล่าวว่า “ในผืนป่าของประเทศไทย พบเสือโคร่งอาศัยอยู่มากที่สุด ในผืนป่าตะวันตก ตั้งแต่จังหวัดกาญจนบุรีลงไปถึงแก่งกระจาน โดยเฉพาะในห้วยขาแข้งพบเสือโคร่งประมาณ 70-80 ตัว สิ่งที่น่ายินดีคือในปัจจุบันพบว่า เสือเหล่านี้ได้มีการกระจายพันธุ์ไปยังอุทยานแห่งชาติแม่วงก์” ซึ่งทำให้ทราบว่าเมื่อประชากรของเสือเพิ่มมากขึ้น เสือกระจายพื้นที่หากินไปตามผืนป่าอื่นๆที่อยู่ต่อเนื่องกันในผืนป่าตะวันตก  ทั้งนี้เป็นผลมาจากการรักษาป่าห้วยขาแข้ง-ทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติที่สำคัญเอาไว้ได้ โดยมี สมโภชน์ มณีรัตน์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี  ได้กล่าวเสริมในส่วนของการใช้ระบบการลาดตระเวนเชิงคุณภาพที่มีประสิทธิภาพสูง หรือ Smart Patrol System ซึ่งหมายถึง ระบบลาดตระเวนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โปรแกรมนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดย สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าแห่งประเทศไทย (WCS) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันรักษาป่า การจัดการพื้นที่ และการปราบปรามการกระทำผิด โดยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) การจัดเก็บ วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ การเดินลาดตระเวนสำรวจที่มีการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ และมีระยะเวลาในการเดินแต่ละครั้งประมาณ 7-10 วัน ในพื้นที่อนุรักษ์เสือโคร่ง ทำให้มีประสิทธิภาพและจะทำให้ประสบความสำเร็จในการอนุรักษ์เสือโคร่งมากยิ่งขึ้น
บุษบง กาญจนสาขา หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า  นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้กล่าวถึงแผนปฏิบัติการแห่งชาติเพื่ออนุรักษ์เสือโคร่ง 2553-2556 อธิบายถึงการติดตามและทบทวนแผนฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งแห่งชาติ ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการเพิ่มจำนวนประชากรเสือโคร่งในพื้นที่เป้าหมายให้เพิ่มมากขึ้น 50%ภายในปี 2565โดยมีแนวทางการดำเนินกิจกรรมต่างๆ อยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน เป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ และขยายผลของรูปแบบกิจกรรมไปยังพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์อื่นๆ โดยมียุทธศาสตร์ที่ใช้ในการฟื้นฟูประชากร 5 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย  1.การเพิ่มศักยภาพและสร้างมาตรฐานในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิด 2.การเสริมสร้างศักยภาพให้กับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานวิจัยเสือโคร่ง3.การติดตามสถานภาพและระบบการจัดการข้อมูล  4.การศึกษาและการมีส่วนร่วมของชุมชน และ5.กลยุทธ์ในการจัดหาแหล่งทุนที่ยั่งยืนในการอนุรักษ์เสือโคร่ง   ซึ่งยุทธศาสตร์ทุกๆด้านล้วนเป็นการวางแผนที่นำมาสู่การปฏิบัติจริง เพื่อการอนุรักษ์เสือโคร่ง ให้สามารถคงความอยู่รอดของสายพันธุ์สัตว์นักล่าที่สง่างามนี้เอาไว้ได้
ภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อการอยู่รอดของสายพันธุ์ที่มีมากมาย ทำให้เสือโคร่งมีอนาคตที่ไม่แน่นอน ขณะที่ป่าอนุรักษ์ที่เปรียบเสมือนบ้านยังคงถูกทำลายลงทุกวันถ้าหากวันหนึ่ง เสือโคร่งจำต้องกลายเป็นสัตว์น่าล่าผู้ยิ่งใหญ่ในป่า ที่เหลือรู้จักแต่เพียงในภาพ หรือเรื่องราวเล่าขานถึง ดังนั้นอนาคตของเสือโคร่ง คงต้องอยู่ที่ความพยายามและความร่วมมือของทุกภาคส่วนจึงจะประสบความสำเร็จในการอนุรักษ์เสือโคร่ง
เสือโคร่งประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 13 ประเทศทั่วโลก ที่เป็นถิ่นกำเนิด แหล่งพันธุกรรม และมีประชากรของเสือโคร่ง (Pantheratigris) สัตว์ผู้ล่าที่จัดอยู่ในลำดับสูงสุดในห่วงโซ่อาหาร มีความสง่างามและเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าที่สำคัญที่สุดอาศัยอยู่ปัจจุบันมีเสือโคร่งทั่วโลกทั้งสิ้น 6 ชนิดพันธุ์ย่อย (subspecies) สำหรับประเทศไทย คือ เสือโคร่งอินโดจีน (Indochinese tiger : Pantheratigriscorbetti)

ปัจจุบันเสือโคร่งในประเทศไทยกำลังเผชิญกับภัยคุกคามเช่นเดียวกับเสือโคร่งในประเทศอื่นๆ ทั้งการลดลงของพื้นที่ป่าซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย จำนวนประชากรที่ลดลงอย่างมากจากการถูกล่า
 

โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วโลก ยกเลิกมากกว่าเดินหน้า

อีเมล พิมพ์ PDF

โรงไฟฟ้าถ่านหินรายงานล่าสุดพบว่า ความนิยมถ่านหินเริ่มชะลอตัวลงเนื่องจากโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ส่วนใหญ่ถูกระงับไว้ มากกว่าดำเนินการต่อจนเสร็จสิ้น

จากข้อมูลของ Sierra Club และ CoalSwarmสององค์กรรณรงค์ด้านถ่านหินที่ติดตามการดำเนินการของแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน 3,900 แห่งทั่วโลกพบว่าโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วโลกนั้นถูกยกเลิกมากกว่าดำเนินการต่อในอัตรา 2 ต่อ 1 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553

 

ต้นทุนที่แท้จริงของถ่านหิน

อีเมล พิมพ์ PDF
ต้นทุนที่แท้จริงของถ่านหิน
สหรัฐอเมริกาพึ่งพิงถ่านหินในการผลิตไฟฟ้ามากกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งมีการศึกษาวิจัยพบว่า พลังงานถ่านหินมีต้นทุนแฝงมูลค่ากว่า 345 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ เช่น ปัญหาสุขภาพในกลุ่มผู้ใช้แรงงานในเหมืองถ่านหิน รวมถึงมลภาวะโดยรอบโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน
กลุ่มนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดค้นพบว่า หากรวมต้นทุนข้างต้นเข้าไปในค่าไฟฟ้าจะทำให้ราคาของไฟฟ้าที่ผลิตโดยถ่านหินเพิ่มขึ้นถึงสามเท่า โรงไฟฟ้าถ่านหินแต่เดิมนั้นถูกใช้อย่างแพร่หลายเนื่องจากต้นทุนในการบริหารจัดการต่ำ
“ต้นทุนดังกล่าวไม่ได้ตกอยู่กับอุตสาหกรรมถ่านหิน แต่เป็นสิ่งที่พวกเราต้องจ่ายในภาษี” Paul Epstein ผู้นำการวิจัย อาจารย์ใน Harvard Medical School และผู้จัดการศูนย์เพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมโลก (Centre for Health and the Global Environment) กล่าว
“ต้นทุนสาธารณะของการใช้ถ่านหินเพื่อผลิตไฟฟ้านั้นสูงกว่าต้นทุนของถ่านหินอย่างมาก ผลกระทบจากอุตสาหกรรมถ่านหินมีมากกว่าการที่ไฟในบ้านเราสว่าง”
โรงไฟฟ้าถ่านหินปัจจุบันผลิตไฟฟ้าราวร้อยละ 45 ของกระแสไฟฟ้าทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา อ้างอิงจากข้อมูลจากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ผลกระทบจากการเผาถ่านหินคิดเป็นต้นทุนค่าไฟฟ้าเพิ่มราว 18 เซนต์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินเปลี่ยนจากแหล่งพลังงานที่ราคาถูกที่สุดเป็นแหล่งพลังงานราคาแพงที่สุด
ในรอบปีที่ผ่านมา ราคาขายปลีกไฟฟ้าเฉลี่ยของสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 10 เซนต์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมงอ้างอิงจากข้อมูลจากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ
ตัวแทนจากโรงไฟฟ้าถ่านหินโต้ว่า ถ่านหินเป็นพลังงานที่ราคาถูกที่สุดในแหล่งพลังงานทั้งหมดซึ่งมีอยู่ในสหรัฐอเมริกา และยังทำให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานจากลมและแสงอาทิตย์อีกด้วย
“บทความของคุณ Epstein ไม่ได้สนใจประโยชน์มหาศาลของถ่านหินในการคงระดับพลังงานราคาถูกแก่ครอบครัวและธุรกิจของอเมริกา” Lisa Camooso Miller โฆษกหญิงจากแนวร่วมอเมริกันเพื่อพลังงานไฟฟ้าถ่านหินสะอาด (American Coalition for Clean Coal Electricity) กล่าว “การที่มีพลังงานราคาถูกนั้นนำไปสู่มาตรฐานชีวิตและสุขภาพที่ดีขึ้น”
ปัจจัยด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม
การประมาณการต้นทุนแฝงได้รวมเอาผลกระทบข้างเคียงหลายด้านจากการผลิตถ่านหิน หนึ่งในนั้นคือต้นทุนจากอัตราการเป็นมะเร็งที่เพิ่งขึ้น และโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบริเวณเหมืองถ่านหิน ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และต้นทุนค่าเสียโอกาสจากการท่องเที่ยวในพื้นที่เหมืองถ่านหินแบบเปิด (moutaintop removal) รวมถึงผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาถ่านหิน
ทั้งนี้ ถ่านหินยังปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุด หากเปรียบเทียบกับก๊าซธรรมชาติหรือน้ำมัน
ตัวเลข 345 พันล้านดอลล่าร์ต่อปี มาจากการศึกษาภายใต้การคาดการณ์ที่ดีที่สุดของต้นทุนในการเผาถ่านหิน ซึ่งงานวิจัยได้ระบุว่า ต้นทุนดังกล่าวอาจต่ำที่สุดที่ 175 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อปี หรือสูงถึง 523 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อปี
“เราอาจมองต้นทุนดังกล่าวในอีกทางหนึ่งคือ ต้นทุนในการช่วยเหลือเด็กๆ ที่เป็นโรคหืด ลดผลกระทบในทะเลสาบที่มีฝนปนเปื้อนมลภาวะ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นี่คือภาษีที่เราต้องจ่ายให้กับอุตสาหกรรมถ่านหิน ซึ่งเราอาจไม่เห็นใบเสร็จ แต่ความจริงแล้วเรากำลังแบกรับต้นทุนเหล่านั้นอยู่” Kert Davies ผู้อำนวยการทีมวิจัยกลุ่มเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อม Greenpeace
ตัวเลขประมาณการในรายงานวิจัย “ต้นทุนทางบัญชีเต็มจำนวนตลอดวงจรผลิตภัณฑ์ถ่านหิน” จะตีพิมพ์ใน Annals of the New York Academy of Sciences โดย Paul Epstein ได้นำผลการค้นพบดังกล่าวมาพูดคุยบนเรือ Arctic Sunrise เรือความยาว 50 เมตรซึ่งดำเนินการโดย Greenpeace ที่ท่าเรือ Boston
ถอดความจาก Coal's hidden costs top $345 billion in U.S.-study โดย Scott Malone เข้าถึงได้ที่ http://www.reuters.com/article/2011/02/16/usa-coal-study-idUSN1628366220110216
เข้าถึง Info Graphic แสดงแหล่งที่มาของต้นทุนถ่านหินได้ที่ http://www.chgeharvard.org/resource/explore-true-costs-coal
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
โรงไฟฟ้าถ่านหินสหรัฐอเมริกาพึ่งพิงถ่านหินในการผลิตไฟฟ้ามากกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งมีการศึกษาวิจัยพบว่า พลังงานถ่านหินมีต้นทุนแฝงมูลค่ากว่า 345 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ เช่น ปัญหาสุขภาพในกลุ่มผู้ใช้แรงงานในเหมืองถ่านหิน รวมถึงมลภาวะโดยรอบโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน
กลุ่มนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดค้นพบว่า หากรวมต้นทุนข้างต้นเข้าไปในค่าไฟฟ้าจะทำให้ราคาของไฟฟ้าที่ผลิตโดยถ่านหินเพิ่มขึ้นถึงสามเท่า โรงไฟฟ้าถ่านหินแต่เดิมนั้นถูกใช้อย่างแพร่หลายเนื่องจากต้นทุนในการบริหารจัดการต่ำ
 

เดนมาร์คผลิตไฟฟ้าจากลมได้ 140% !

อีเมล พิมพ์ PDF
ฟาร์มกังหันลมในประเทศเดนมาร์คสามารผลิตไฟฟ้าได้จำนวนมาก โดยนอกจากจะตอบสนองความต้องการภายในประเทศแล้ว เดนมาร์คยังส่งออกไฟฟ้าให้กับประเทศอย่างนอร์เวย์ เยอรมัน และสวีเดน
ในวันที่มีลมแรง เดนมาร์คจะสามารถผลิตไฟฟ้าจากลมได้สูงถึง 1.16 เท่าของความต้องการไฟฟ้าภายในประเทศ และเมื่อตอน 15 นาฬิกาที่ความต้องการไฟฟ้าลดลง ตัวเลขสะท้อนว่ากำลังผลิตจากกังหันลมคิดเป็น 1.4 เท่าของความต้องการไฟฟ้า !
ระบบเชื่อมต่อไฟฟ้าระหว่างประเทศ ทำให้พลังงานไฟฟ้าส่วนเกินร้อยละ 80 สามารถส่งต่อไปยังประเทศเยอรมันและนอร์เวย์ ที่สามารถจัดเก็บพลังงานส่วนเกินดังกล่าวไว้ในระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำเพื่อใช้ในภายหลัง โดยมีประเทศสวีเดนซื้อพลังงานส่วนที่เหลือไป
“ตัวเลขดังกล่าวยืนยันว่าโลกที่ใช้พลังงานหมุนเวียน 100 เปอร์เซ็นต์ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป”Oliver Joy โฆษกประจำฝ้ายการค้า European Wind Energy Association กล่าว “พลังงานลมและพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ ถือว่าเป็นทางออกสำหรับโลกคาร์บอนต่ำ รวมถึงการสร้างความมั่นคงทางพลังงานในเวลาที่มีความต้องการใช้พลังงานในระดับสูง”
ตัวเลขระดับพลังงานดังกล่าวมาจากเว็บไซต์ของ the Danish transmission systems operator (energinet.dk) ที่ให้ข้อมูลระดับการผลิตพลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนแบบนาทีต่อนาทีในกริดของประเทศ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวยืนยันว่า ในช่วงที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ให้ตัวเลขสัดส่วนที่สูงมาก ฟาร์มกังหันลมยังไม่ได้ผลิตไฟฟ้าในระดับกำลังการผลิตสูงสุดคือ 4.8 กิกะวัตต์เลยด้วยซ้ำ
การเติบโตอย่างรวดเร็วในการติดตั้งฟาร์มกังหันลมทำให้ประเทศเดนมาร์คสามารถผลิตไฟฟ้าเกินกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับกำลังการผลิตสูงสุดได้ก่อนปี พ.ศ. 2563
“ตอนนี้มีโครงการฟาร์มกังหันลมขนาดใหญ่ที่จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 0.5 กิกะวัตต์ซึ่งจะเริ่มผลิตได้ก่อนถึงปลายทศวรรษนี้ และอีกโครงการฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่งที่มีกำลังการผลิตสูงถึง 1.5 กิกะวัตต์ซึ่งกำลังจะก่อสร้าง โดยในทุกๆ ปี การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมเติบโตขึ้นราวปีละ 18%” Kees van der Leunผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน Ecofysกล่าว
“หากเราต้องการเห็นภาพนี้เกิดขึ้นในระดับภูมิภาคยุโรป มันมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะพัฒนาระบบกริดที่ล้าสมัยเพื่อให้สามารถมีการซื้อขายไฟฟ้าในระดับระหว่างประเทศโดยใช้ตลาดเดียวกัน”Oliver Joy กล่าวเพิ่มเติม
กำลังการผลิตไฟฟ้าจากลมของเดนมาร์คราว 3 ใน 4 มาจากฟาร์มกังหันลมในฝั่ง (onshore)โดยมีการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเข้มแข็ง
ถอดความจาก Wind power generates 140% of Denmark's electricity demand
โดย Arthur Neslen เข้าถึงได้ที่ http://www.theguardian.com/environment/2015/jul/10/denmark-wind-windfarm-power-exceed-electricity-demand
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
กังหันลมไฟฟ้าฟาร์มกังหันลมในประเทศเดนมาร์คสามารผลิตไฟฟ้าได้จำนวนมาก โดยนอกจากจะตอบสนองความต้องการภายในประเทศแล้ว เดนมาร์คยังส่งออกไฟฟ้าให้กับประเทศอย่างนอร์เวย์ เยอรมัน และสวีเดน

ในวันที่มีลมแรง เดนมาร์คจะสามารถผลิตไฟฟ้าจากลมได้สูงถึง 1.16 เท่าของความต้องการไฟฟ้าภายในประเทศ และเมื่อตอน 15 นาฬิกาที่ความต้องการไฟฟ้าลดลง ตัวเลขสะท้อนว่ากำลังผลิตจากกังหันลมคิดเป็น 1.4 เท่าของความต้องการไฟฟ้า!
 

เอกชนแห่ยื่นขอสัมปทานเหมืองโปแตชอีสานกว่า 3.5 ล้านไร่

อีเมล พิมพ์ PDF

โปแตซเอกชนแห่ยื่นขอสัมปทานเหมืองโปแตชอีสานกว่า 3.5 ล้านไร่ เอ็นจีโอ โต้หม่อมอุ๋ย สิทธิ เสรีภาพประชาชนสำคัญกว่าเทคโนโลยี : หลังจากเมื่อคืนวันศุกร์ที่  17 กรกฎาคม ที่ผ่านมมา  ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ ได้กล่าวผ่านรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ต่อจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยมีช่วงหนึ่ง รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ ได้กล่าวถึง การพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่โปแตชในภาคอีสาน ว่าประเทศไทยมีทรัพยากรที่น่าสนใจคือ โปแตช เป็นกระทะใหญ่โปแตชใต้ดินในอีสาน โปแตช อยู่กับหิน 2 อย่างเค็มทั้งคู่ ซึ่งโปแตชหินเรามีเทคโนโลยีที่สะอาดอยู่ที่เยอรมัน สามารถทำหินโปแตชที่สะอาดเหมือนเดิม และรับประทานได้

 

สี่ทศวรรษของความทุกข์ : ผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ที่ถูกลืม

อีเมล พิมพ์ PDF

โรงไฟฟ้าถ่านหินบทความนี้ต้องการนำเสนอข้อมูลผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่โดยนำข้อมูลมาจากรายงานความก้าวหน้างานวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพและวิถีชีวิตบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน จังหวัดกระบี่ หรือ “งานมหาลัยเล” ซึ่งจัดทำขึ้นโดยนักวิจัยชาวบ้าน 8 หมู่บ้านบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน จังหวัดกระบี่ ซึ่งรวมถึงหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน จังหวัดกระบี่ ที่กำลังเกิดกระแสการต่อต้านในขณะนี้  เพราะการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้เร่งรีบเปิดประมูลในวันที่ 22 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ ขณะที่รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA ยังไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม  พ.ศ.2535

 

คัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และการเปิดประมูลโครงการ

อีเมล พิมพ์ PDF
โรงไฟฟ้าถ่านหิน กระบี่
 

ถึงอธิบดีกรมอุทยานฯ - คัดค้านร่างพ.ร.บ.เปิดป่า-ค้าสัตว์

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ส่งหนังสือถึงนายนิพนธ์ โชติบาล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้เพิกถอนการนำเสนอร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมอนุรักษ์สัตว์ป่า พ.ศ. .... ออกจากการพิจารณา และให้กลับไปใช้ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 แทนก่อน นอกจากนี้ ในเนื้อความหนังสือยังระบุให้เปิดโอกาสนักวิชาการและองค์กรเอกชนด้านสัตว์ป่าได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้่ไข พ.ร.บ. ดังกล่าว
เรื่อง คัดค้านร่างพ.ร.บ.เปิดป่า-ค้าสัตว์
เรียน อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
เนื่องด้วยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ทำการปรับปรุงพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับดังกล่าวเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น
ทางองค์กรเครือข่ายอนุรักษ์ฯ ตามรายชื่อแนบท้ายแถลงการณ์คัดค้านร่างพ.ร.บ.เปิดป่า-ค้าสัตว์ มีความเป็นห่วงกังวลต่อร่างพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับดังกล่าว (รายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย) ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและออกประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป จึงวิงวอนขอให้อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพิกถอนการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่า พ.ศ. .... ออกจากการพิจารณา โดยขอให้กลับไปใช้พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ไปพลางก่อน และในโอกาสต่อไปขอเสนอให้ทำการยกร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าใหม่ โดยเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมจากนักวิชาการและองค์กรเอกชนด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าอย่างแท้จริง ในส่วนของร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... ขอให้พิจารณาแก้ไขตามประเด็นที่ได้แสดงความเป็นห่วงกังวลในแถลงการณ์ดังกล่าว (รายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย)
ขอความกรุณาจากท่านได้โปรดพิจารณา และขอขอบพระคุณอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้
ขอแสดงความนับถือ
นางรตยา จันทรเทียร
ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
อ่าน แถลงการณ์คัดค้านร่างพ.ร.บ.เปิดป่า-ค้าสัตว์ ลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2558 โดยองค์กรเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
คัดค้าน พ.ร.บ. เปิดป่า ค้าสัตว์เมื่อวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ส่งหนังสือถึงนายนิพนธ์ โชติบาล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้เพิกถอนการนำเสนอร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมอนุรักษ์สัตว์ป่า พ.ศ. .... ออกจากการพิจารณา และให้กลับไปใช้ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 แทนก่อน นอกจากนี้ ในเนื้อความหนังสือยังระบุให้เปิดโอกาสนักวิชาการและองค์กรเอกชนด้านสัตว์ป่าได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้่ไข พ.ร.บ. ดังกล่าว
 

นกแต้วแร้วท้องดำ... ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่ 9-10 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา มีการจัดงานสัมมนาทางวิชาการสัตว์ป่าสวนสัตว์ ครั้งที่ 9 ช่วงบ่ายของวันที่สองของการจัดงานได้มีการเสวนาในหัวข้อ “ทางรอด ทางเลือก แต้วแร้วท้องดำ”
วิทยากรประกอบด้วย นายเกรียงศักดิ์ ศรีบัวรอดหัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าคลองแสง จ.สุราษฎ์ธานี นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษกลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่ากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะทำงานในแผนฟื้นฟูประชากรนกแต้วแร้วท้องดำ ผศ.ดร.วิจักขณ์ ฉิมโฉม อาจารย์ประจำคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และน.สพ.ดร.บริพัตร ศิริอรุณรัตน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์วิจัย และนายกสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินรายการ
การเสวนาดังกล่าวจุดประเด็น เรื่องความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์และการหาแนวทางที่จะนำไปสู่ความอยู่รอดของนกแต้วแร้วท้องดำในประเทศไทย พร้อมบอกเล่าการทำงานลงพื้นที่เพื่อสำรวจประชากรของนกแต้วแร้วท้องดำตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยในบริเวณที่เคยมีรายงานการพบนกชนิดนี้กระจายพันธุ์อยู่ ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาปะบางคราม "เขานอจู้จี้" อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ซึ่งจากการสำรวจ ตั้งแต่ต้นปี 2558 ที่ผ่านมา ระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายน ยังไม่มีการพบนกที่หายากชนิดนี้เลย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าห่วงกังวลเป็นอย่างมาก
สำหรับปัจจัยที่ทำให้ประชากรของนกหายากชนิดนี้ลดจำนวนลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องมาจากการที่นกแต้วแร้วท้องดำอาศัยอยู่ในป่าที่ราบต่ำซึ่งเหมาะแก่การทำไร่ จึงยิ่งทำให้ถูกคุกคามได้ง่าย
หลังจากปี 2553 ป่าโดนเจาะเส้นทางทำแกนไม้ มีการเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมจากการปลูกยางพารามาเป็นปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นพืชที่ดูดน้ำมาก จนทำให้น้ำในลำห้วยแห้งขอด รวมทั้งดินก็ไม่มีความชุ่มชื้น ทำให้ไม่พบไส้เดือนซึ่งเป็นอาหารหลักของนกแต้วแร้วท้องดำ
นอกจากนี้ยังเกิดจากสภาพอากาศที่มีความแปรปรวน ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ซึ่งหลายๆ ปัจจัยที่กล่าวมาล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้นกไม่จับคู่ทำรัง วางไข่
รวมถึงการสร้างสาธารณูปโภค ทั้งถนน บ้านเรือน และการท่องเที่ยวที่ปัจจุบันมีการเติบโตสูงมาก ซึ่งในบริเวณที่พบนกแต้วแร้วท้องดำอาศัยอยู่ คือบริเวณสระมรกต เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและมีนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลเดินทางมาเที่ยวไม่ต่ำกว่าวันละ 1,500 คน ที่สามารถเก็บเงินได้และยังมีสัดส่วนที่ไม่สามารถเก็บเงินได้อีก โดยอาศัยเข้ามาจากเส้นทางอื่นอีกประมาณ 500 คนต่อวัน ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อผืนป่าและสัตว์ป่าทั้งหมดไม่เพียงแต่เฉพาะนกแต้วแร้วท้องดำ
นอกจากนั้น พบว่าปัจจุบันยังมีการรบกวนจากมนุษย์ เช่น การล่าสัตว์ หาของป่า ซึ่งภัยคุกคามเหล่านี้ล้วนเป็นการรบกวนต่อการดำรงอยู่ของนกหายากชนิดนี้อย่างมาก
ในปัจจุบันก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่านกชนิดนี้ได้สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยแล้วหรือไม่? คงต้องเฝ้ารอและติดตามดูอย่างใกล้ชิด
ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแต่นกแต้วแร้วท้องดำเท่านั้น แต่ควรเฝ้าระวังไม่ให้สัตว์ป่าชนิดอื่นที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์หรือถูกคุกคามต้องหมดไปเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของมนุษย์ที่พยายามรุกรานเข้าสู่พื้นที่ธรรมชาติมากขึ้น
“ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”
นกแต้วแล้วท้องดำเมื่อวันที่ 9-10 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา มีการจัดงานสัมมนาทางวิชาการสัตว์ป่าสวนสัตว์ ครั้งที่ 9 ช่วงบ่ายของวันที่สองของการจัดงานได้มีการเสวนาในหัวข้อ “ทางรอด ทางเลือก แต้วแร้วท้องดำ”

วิทยากรประกอบด้วย นายเกรียงศักดิ์ ศรีบัวรอดหัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าคลองแสง จ.สุราษฎ์ธานี นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษกลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่ากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะทำงานในแผนฟื้นฟูประชากรนกแต้วแร้วท้องดำ ผศ.ดร.วิจักขณ์ ฉิมโฉม อาจารย์ประจำคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และน.สพ.ดร.บริพัตร ศิริอรุณรัตน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์วิจัย และนายกสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินรายการ
 

ชำแหละ พ.ร.บ. เปิดป่า-ค้าสัตว์ กับ สมัคร ดอนนาปี

อีเมล พิมพ์ PDF
จากงานเสวนาวิชาการ คัดค้าน พ.ร.บ. เปิดป่า-ค้าสัตว์ เมื่อวันที่ 7 กรกฏาคม ที่ผ่านมา นายสมัคร ดอนนาปี ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้แสดงความคิดเห็นถึงร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. … ในมาตราที่หลายคนมีความกังวลและเป็นห่วง ถึงข้อบกพร่องของตัวร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ว่าในส่วนใดที่น่าจะเป็นปัญหาและควรแก้ไขหรือตัดออกทิ้งไป โดยได้แยกการแสดงความคิดเห็นไว้เป็นมาตราดังนี้
“มาตรา 27 บุคคลหรือสมาชิกชุมชนท้องถิ่นที่ได้รับการผ่อนพันให้อยู่ในเขตผ่อนปรน ให้อยู่อาศัยและคงประโยชน์ตามความจำเป็นได้เป็นการชั่วคราวโดยต้องเข้าร่วมเป็นสมาชิกของโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ และต้องปฏิบัติตามระเบียบเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
บุคคลหรือสมาชิกชุมชนท้องถิ่นที่อยู่ติดต่อกับเขตผ่อนปรน อาจได้รับการผ่อนพันให้สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติบางชนิดอย่างยังยืนโดยต้องเข้าเป็นสมาชิกของโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติตามวรรคหนึ่ง และปฏิบัติตามระเบียบเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
ผู้ที่ได้รับการผ่อนพันตามวรรคหนึ่งวรรคสอง ให้ถือเป็นการเฉพาะตัวของผู้นั้น หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบหรือเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ให้ผู้นั้นหมดสิทธิได้รับการผ่อนพันหรือใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือให้ออกจากเขตอุทยานแห่งชาติแล้วแต่กรณี”
โดยนายสมัครได้ให้ความเห็นใน มาตรา 27 วรรคที่หนึ่งว่า คำว่า “ชั่วคราว” นั้นจำเป็นต้องกำหนดระยะเวลาให้ชัดเจนว่านานกี่ปี เพราะถ้าไม่มีกำหนดระยะเวลาในคำว่าชั่วคราวก็อาจจะตีความได้ว่าเป็นการอยู่อย่างถาวรหรือไม่ ส่วนในวรรคสองที่ระบุไว้ว่า ”บุคคลหรือสมาชิกชุมชนท้องถิ่นที่อยู่ติดต่อกับเขตผ่อนปรน อาจได้รับการผ่อนพันให้สามารถใช้ประโยชน์” ซึ่งวรรคนี้เป็นปัญหาที่ควรแก้ไข เพราะเขตติดต่อนั้นไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขของการผ่อนปรน เมื่อใช้ประโยชน์ได้และมีการขออนุญาตให้ใช้ประโยชน์ ก็จะเกิดปัญหาการทำลายทรัพยาการอย่างไม่มีที่สิ้นสุด อีกทั้งบุคคลที่อยู่ติดต่อเขตผ่อนปรนอาจจะมีการเปลี่ยนบุคคลหรือผู้มีอิทธิพลผู้มีอำนาจเข้ามาครอบครองในภายหลังได้
“มาตรา 28 หากหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเห็นสมควรจัดให้มีโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและอุทยานแห่งชาติในเขตผ่อนปรน โครงการนั้นต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ชุมชมมีส่วนร่วม คุ้มครอง ดูแล รักษา อนุรักษ์ ฟื้นฟู ทรัพยาการธรรมชาติ ให้คงอยู่อย่างยั่งยืน และไม่เป็นการชักนำบุคคลภายนอกอุทยานแห่งชาติเข้ามาอยู่อาศัยหรือทำประโยชน์ในอุทยานแห่งชาติ หรือเพื่อการค้า หรือแสวงหากำไร และโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติต้องได้รับการอนุมัติจากอธิบดีโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
หลักเกณฑ์วิธีการ และกำหนดรายละเอียดของโครงการ ให้เป็นไปตามระเบียบและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี”
ในสมัรได้ให้ความเห็นว่า ในช่วงแรกของมาตรา 28 นั้นถือว่าดีอยู่แล้ว หากแต่ช่วงท้ายที่ระบุไว้ว่า “ต้องได้รับการอนุมัติจากอธิบดีโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี” จะเกิดช่องทางเลือกมากมายให้ผู้อื่นได้เข้ามาทำโครงการ ซึ่งตามวัตถุประสงค์ที่จะให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมนั้นก็อาจจะเกิดขึ้นได้ยาก ฉนั้นตามมาตรานี้ตนไม่เห็นด้วยจึงอยากให้ตัดมาตรานี้ออกไป เพราะว่าเหตุผลหลักในการจัดตั้งอุทยานก็เพื่อการอนุรักษ์อยู่แล้ว และหลายละเอียดในมาตรานี้เป็นหลายละเอียดปลีกย่อยซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำ ถ้าหัวหน้าอุทยานเห็นสมควรในการทำโครงการใดๆ ก็สามารถดำเนินการได้เลย
ทั้งนี้ยังรวมไปถึง มาตรา 29 ที่ควรตัดออกเช่นกันเพราะอาจจะมีการเบี่ยงเบนการใช้ประโยชน์ เนื่องจากอยู่ในอำนาจของอธิบดีอย่างเดียวซึ่งเป็นเรื่องที่อันตราย โดยมาตรา 29 ได้ระบุไว้ว่า “เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครอง ดูแล รักษา บำรุงและบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ ให้อธิบดีโดยคำเสนอแนะของหัวหน้าอุทยานแห่งชาติ มีอำนาจพิจารณาประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดหรือเปลี่ยนแปลงให้พื้นที่บางส่วนของอุทยานแห่งชาติแต่ละแห่งเป็นเขตหวงห้าม เขตบริการ หรือเขตผ่อนปรนหรือไม่ก็ได้ และให้มีแผนที่แสดงเขตนั้นและจัดทำแนวเขต ป้าย เครื่องหมายเพื่อแสดงเขตนั้นให้เห็นได้ง่าย
ให้บรรดาเขตบริการที่มีอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติตามระเบียบที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติก่อนพระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ ยังคงเป็นเขตบริการตามพระราชบัญญัติต่อไปพลางก่อนจะกว่าจะมีประกาศตามความในวรรคหนึ่งใช้บังคับ”
“มาตรา 32 ผู้ใดจะกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้ในเขตอุทยานแห่งชาติไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่พระราชบัญญัตินี้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ”
“มาตรา 33 ผู้ใดพบโบราณสถาน โบราณวัตถุ ซากดึกดำบรรพ์ หรือสิ่งใดอันมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์หรือโบราณคดี ในเขตอุทยานแห่งชาติ ให้ผู้นั้นแจ้งต่อพนักงานเจาหน้าที่แห่งท้องที่โดยพลัน และต้องประติบัติตามบทบัญญัติแห่งกฏหมายเกี่ยวกับการพบหรือเก็บได้ซึ่งวัตถุนั้นด้วย”
ในมาตรา 32 การจะกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้ก็ควรจะจบตั้งแต่ประโยคนี้ แต่กลับระบุไว้ว่าเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ดังนั้นควรจะตัดออกและใช้ตัว พ.ร.บ. เดิมที่ไม่มีการยกเว้น รวมไปถึงในมาตรา 33 เช่นกันที่ไม่ควรมีอยู่ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ นายสมัครกล่าว
“มาตรา 35 ในเขตหวงห้ามห้ามมิให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติเดิมโดยเด็ดขาดและการอนุญาตให้กระทำการใดๆ ตามมาตรา 32 ในเขตหวงห้ามให้พนักงานเจ้าหน้าที่อนุญาติให้กระทำได้เฉพาะกรณีที่เป็นการสำรวจ การศึกษาวิจัย หรือการทดลองทางวิชาการของเจ้าหน้าที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐ ที่ไม่เกิดความเสียหายแก่สภาพธรรมชาติในอุทยานแห่งชาติ หรือเป็นกรณีการท่องเที่ยวศึกษาธรรมชาติที่อยู่ในความควบคุม ดูแลของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติอย่างใกล้ชิด โดยให้มีการจำกัดจำนวนของนักท่องเที่ยว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายหรือความเสียหายแก่อุทยานแห่งชาติ
การอนุญาติและการควบคุมดูแลตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี”
ในส่วนที่ว่าในเขตหวงห้ามห้ามมิให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติเดิมโดยเด็ดขาด และการอนุญาตให้กระทำการใดๆ ตามมาตรา 32 ซึ่งตามมาตรา 32 ที่ได้ไปกล่าวหน้าที่ควรจะตัดออกไปแล้ว ดังนั้นมาตรา 35 นี้ ซึ่งมาตราที่มีความเกี่ยวโยงกันก็ต้องถูกตัดออกทั้งหมด ซึ่งถ้าไม่ตัดก็จะมีผลกระทบในสิ่งที่ห้ามไว้แทบทั้งหมด ถ้าเจ้าหน้าที่อนุญาตได้ก็สามารถทำได้ในทุกข้อห้ามเช่นกัน ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทระพยากรธรรมชาติ
“มาตรา 38 ภายในเขตบริการ อธิบดีมีอำนาจอนุญาติและทำข้อตกลงผูกพันให้บุคคลใดเข้าไปทำการสร้างสิ่งปลูกสร้างใดๆ เพื่อดำเนินกิจการหรือให้บริการท่องเที่ยว หรือการอำนวยความสะดวก ความปลอดภัย การทัศนาจรให้แก่ประชาชนได้ คราวละไม่เกินสามสิบปี โดยให้คำนึกถึงผลกระทบต่อสภาพธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศให้เสียหายน้อยที่สุดเป็นสำคัญและพิจารณาผลตอบแทนที่ประชาชนโดยรวมจะได้รับ ทั้งนี้ก่อนการอนุญาตหรือการทำความตกลงผูกพัน ต้องได้รับความเห็นชอบต่อรัฐมนตรี
หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการอนุญาตและการทำข้อตกลงตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ”
ตามมาตรา 38 ที่มีความกังวลกันเป็นอย่างมาก นายสมัครในให้ความเห็นว่า การอนุญาติให้เอกชนเข้าไปนั้นตามระเบียบเดิมสมารถให้เอกชนเข้าไปขายของที่ระลึก อาหาร เครื่องดื่ม ซึ่งตามเดิมนั้นมีอยู่แล้ว แต่ในข้อเท็จจริงส่วนใหญ่นั้นเป็นหัวหน้าอุทยานที่เป็นผู้ประกอบการเอง ไม่ได้มีเอกชนที่เข้าไปใช้ประโยชน์ แต่ถ้าจะให้เอกชนเข้าไปทำสิ่งก่อสร้าง โรงแรม รีสอร์ท ตนไม่เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็น เพราะว่าทรัพยากรธรรมชาติที่เราสงวนไว้หลายปีที่ผ่านมาก็จะถูกทำลายเพื่อปลูกก่อสร้างจนได้ เราต้องมองเจตนารมณ์ที่เราต้องการอนุรักษ์ สงวน คุ้มครอง ไม่ใช่นำไปใช้เพื่อการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้เรื่องการท่องเที่ยวควรที่จะเป็นผลพลอยได้จากการอนุรักษ์ เพราะนักท่องเที่ยวที่เข้ามาโดยเฉพาะชาวต่างชาติเขาเข้ามาเพราะธรรมชาติของประเทศเรา หากธรรมชาติถูกทำลายก็เป็นไปได้ยากที่นักท่องเที่ยวจะเข้ามา โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่มี ที่เป็นแหล่งปะการัง แปล่งของปลาสวยงาม ถ้าหากถูกทำลายไปและนักท่องเที่ยวที่มาไม่ได้พบเจอ มาครั้งนี้ครั้งหน้าเขาอาจจะไปบอกต่อและคงไม่มีครั้งต่อไปที่เขาจะกลับมาเที่ยวอีก เพราะฉนั้นตามมาตรา 38 นี้ ตนเห็นสมควรว่าควรที่จะถูกตัดออกทั้งหมด
“สุดท้ายนี้ในแต่ละมาตราที่หลายคนมีความเป็นห่วง ผมขอเรียนว่าในชั้นของสำนักอุทยานซึ่งผมเป็นประธานอยู่ ในเรื่องทั้งหลายที่พวกเราเป็นห่วงผมได้ตัดออก และมีเจ้าหน้าที่ของกองนิติการได้อยู่ในที่ประชุมด้วย ได้รับเรื่องว่าจะไปตัดในมาตราเหล่านี้ออก ซึ่งในเร็วๆ นี้ น่าจะมีการจัดรับฟังความคิดเห็นกันอีกครั้งหนึ่ง” สมัคร กล่าวทิ้งท้าย
พ.ร.บ.จากงานเสวนาวิชาการ คัดค้าน พ.ร.บ. เปิดป่า-ค้าสัตว์ เมื่อวันที่ 7 กรกฏาคม ที่ผ่านมา นายสมัคร ดอนนาปี ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้แสดงความคิดเห็นถึงร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. … ในมาตราที่หลายคนมีความกังวลและเป็นห่วง ถึงข้อบกพร่องของตัวร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ว่าในส่วนใดที่น่าจะเป็นปัญหาและควรแก้ไขหรือตัดออกทิ้งไป โดยได้แยกการแสดงความคิดเห็นไว้เป็นมาตราดังนี้
 

มุมมองจากภาคเอกชน กับการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า

อีเมล พิมพ์ PDF
อีกหนึ่งมุมมองจากจากงานเสววนาวิชาการคัดค้าน พ.ร.บ. เปิดป่า-ค้าสัตว์ โดย ร้อยเอกนายแพทย์ ปัญญา ยังประภากร ศูนย์ฝึกจับและอบรมวิชาการเพื่อการอนุรักษ์จระเข้ บริษัทปัญญาฟาร์มกำแพงแสนจำกัด ได้แสดงความคิดเห็นในมุมมองของผู้เพาะเลี้ยง รวมถึงเสนอแนะและแสดงความคิดเห็น ทั้งในเรื่องกฎระเบียบข้อบังคับในการเพาะเลี้ยง ไม่ว่าจะในระดับสากลรวมไปถึงกฏหมายต่างๆ เกี่ยวกับสัตว์ป่าในประเทศ
โดยคุณปัญญาได้กล่าวก่อนจะเริ่มประเด็นๆ ต่างๆ ว่า คงจะเป็นอีกหนึ่งมุมมองในความคิดเห็นของตนที่ไม่ได้คลุกคลีกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้มาตั้งแต่ต้น ตนจึงยังไม่คัดค้านและยังไม่ขอสนับสนุน แต่จะดูถึงเจนตนารมณ์ในสิ่งที่จะทำ หรือหากจะปรับปรุงก็ต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่าจะปรับปรุงไปเพื่ออะไรและมีข้อปรับปรุงตรงจุดไหน หรือจะต้องยกร่างกันขึ้นมาใหม่ ในมุมมองของตนในการแก้ไขกฎหมายนั้นต้องดูที่เจตนารมณ์ในการแก้ไข และกฎหมายใหม่สามารถแก้ไขปัญหาในสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากเดิมได้หรือไม่
ประเทศไทยกับไซเตส
ไซเตสไม่ได้ห้ามในการใช้ประโยชน์สัตว์ป่าและพืชป่าตามธรรมชาติ แต่ไซเตสเป็นข้อตกลงระหว่างรัฐกับรัฐที่ป้องกันการใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่าและพืชป่าตามธรรมชาติจนเกินการผลิต คือเมื่อคุณได้ใช้ประโยชน์แล้วสัตว์และพืชยังสามารถมีอยู่ในธรรมชาติได้ตามปกติ ดังนั้นก่อนจะมีการใช้ประโยชน์จึงต้องมีการศึกษาก่อน ว่ามีอัตราการเกิดเท่าไหร่และมีอัตราการสูญเสียไปเท่าไหร่ และจะเอามาใช้ประโยชน์อย่างไร โดยประเทศไทยได้ลงนามอนุสัญญากับไซเตส เมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556 และให้สัตยาบันเมื่อ 21 มกราคม พ.ศ. 2556 ซึ่งเป็นสมาชิกในลำดับที่ 78 จากจำนวนสมาชิกทั้งหมด 179 ประเทศ
หลังจากได้ลงนามสัญญาแล้วไซเตสได้มีการ Trade ban กับประเทศไทยในปี 22 เมษายน พ.ศ. 2534 เนื่องจากเราลงสัตยาบันแล้วไม่ได้มีกฎหมายไปคุ้มครองสัตว์ที่อยู่ในบัญชีของไซเตส เมื่อมีการลักรอบค้าสัตว์ตามบัญชีไซเตสทำให้เราไม่สามารถเข้าไปจับกุมได้ เพราะไม่ได้มีกฎหมายคุ้มครอง ดังนั้นในปี 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 จึงได้มีการแก้ไข พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า โดยได้เพิ่มมาตรการคุ้มครองสัตว์ป่าระหว่างประเทศขึ้น และในวันที่ 2 เมษายนในปีเดียว ไซเตสจึงได้มีมติยกเลิก Trade ban ประเทศไทย
การทำงานภายใต้การควบคุมของไซเตส
หากคุณนั้นต้องการที่จะค้าสัตว์ป่าต้องมีการขอขึ้นทะเบียนเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า โดยต้องมีขั้นตอนการขอขึ้นบัญชีที่แน่นอน มีการขอระยะเวลาในการขึ้นบัญชี มีการทบทวนถ้าส่งไปแล้วถูกปฏิเสธจะมีกรรมการเข้ามาทบทวนให้ และมีการชี้แจงแก้ไขแล้วพิจารณาใหม่ โดยต้องทำการกรอกข้อมูลดังนี้
พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ปี 2535
เจตนารมณ์ของ พ.ร.บ ปี พ.ศ. 2535 มีดังนี้ 1. กฎหมายใช้บังคับมานาน มาตรการต่างๆ ที่มีอยู่ไม่สามารถทำให้การสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 2. จำเป็นต้องเร่งรัดขยายพันธุ์สัตว์ป่า และ 3. ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศ โดยมีคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าซึ่งประกอบด้วยรัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน และอธิบดีกรมป่าไม้เป็นกรรมการและเลขานุการ เป็นผู้อนุมัติให้ผ่านการเห็นชอบ
ดังนั้นเรื่องทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นการขอขึ้นบัญชีสัตว์ป่าชนิดใดหรือให้เพาะพันธุ์เพื่อการค้าได้ จะเสนอชื่อสัตว์ป่าอื่นให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง รวมทั้งการประกาศหรือถอดถอนเขตใดๆ กฎกระทรวงต่างๆ ก็ต้องผ่านคณะกรรมการชุดนี้ ดังนั้นคณะกรรมการชุดนี้จึงเปรียบเสมือนเป็นตัวขับเคลื่อน พ.ร.บ. ในปี พ.ศ. 2535 ถ้ามองอีกมุมจึงเป็นเหมือนดาบสองคมถ้าประธานไม่มีการเรียกประชุม คณะกรรมการไม่เข้าประชม ทุกอย่างจะหยุดนิ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ได้รับการแก้ไข
พ.ร.บ. ที่จะออกใหม่ พ.ศ. …
จาก พ.ร.บ. ปี พ.ศ 2535 – 2558 ผ่านมาทั้งหมดเป็นระยะเวลา 24 ปี เราควรจะประมวลถึงปัญหาที่ผ่านมานั้นว่ามีอะไรบ้าง และ พ.ร.บ. ใหม่นี้จะสามารถตอบโจทย์ได้หรือไม่ และถ้าจะออก พ.ร.บ. ฉบับใหม่อย่างน้อยต้องมองไปยังอนาคตอีก 20 ปี เพราะการแก้ไข พ.ร.บ. ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับประเทศไทย ดังนั้นการเขียน พ.ร.บ. ต้องมองไปยังข้างหน้า
หากเขียน พ.ร.บ. ใหม่นี้ขึ้นมา และมีกฎหมายที่เข้มงวดมากเกินไปก็จะกลายเป็นดาบสองคม เพราะจะทำอะไรก็ไม่ได้เนื่องจากมีข้อห้ามอยู่ และถ้าระบบการจัดการไม่ดีมีการบิดเบือนก็อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อกรมอุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่าได้ แต่การมีคณะกรรมการก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะคณะกรรมการจะเป็นคนรับเรื่องไม่ว่าจะเสนอเรื่องใดไปก็ตาม แต่คณะกรรมการก็ต้องมีความกล้าที่จะแย้งไม่ใช่เพียงคล้อยตามอย่างเดียว
ในมุมมองของเอกชนต่ออุทยานแห่งชาติ
ในแง่ของงานบริหารจัดการผลประโยชน์ของกรมอุทยานแห่งชาติ ความเสียหายที่เกิดจากการท่องเที่ยวมีอะไรบ้างสามารถแก้ไขอะไรได้บ้าง พื้นที่ที่เราใช้ในการทำกิจกรรมเป็นจำนวนเท่าไหร่ของพื้นที่ทั้งหมด รับได้หรือไม่ได้ที่จะมีผลกระทบต่อสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ถ้ารับไม่ได้จะทำการแก้ไขอย่างไรถ้ารับได้จะมีการจัดการอย่างไรกับคนที่เข้ามาใช้ทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงรายได้ที่เข้ามามีการบริหารจัดการและเอาไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่หรือไม่
ยกตัวอย่างในประเด็นที่เจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอเพราะต้องมาบริการนักท่องเที่ยว เราสามารถที่จะจ้างบุคคลภายนอกให้มาทำในเรื่องการบริการ ส่วนเจ้าหน้าที่จะได้รับผิดชอบในงานลาดตระเวนอย่างเต็มที่ ในขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวก็ต้องนำมาช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนอีกทาง เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีความเป็นอยู่หรือชีวิตที่ดีขึ้นด้วย ในทั้งนี้ยังรวมไปถึงปัญหาของเขตรักษาพันธุ์สัตวป่าในปัจจุบันที่มีเจ้าหน้าที่จำนวนน้อยและงบประมาณที่มีอย่างจำกัด จำนวนพื้นที่ต่อเจ้าหน้าที่ไม่สมดุลจึงมีการจัดการที่ลำบาก
การล่า การค้า และการเพาะพันธุ์สัตว์ป่า
ในหลายประเทศมีการให้ล่าสัตว์ป่าได้ขึ้นอยู่จะเปิดใจรับได้หรือไม่ เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็มีผลกระทบทั้งนั้น ถ้าหากมองโดยภาพรวมและทางกฎหมายจึงไม่สามารถเอาความรู้สึกมาตัดสินใครได้ ใน พ.ร.บ. ปี พ.ศ. 2535 มีการประกาศให้สัตว์ป่าหลายๆ ชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ที่สามารถเพาะพันธุ์เพื่อการค้าได้ แต่ไม่สามารถทำได้เพราะไม่มีต้นพันธุ์ แม้จะมีในกฎหมายสามารถให้ล่าเพื่อนำมาเป็นต้นพันธุ์ได้ แต่ก็ไม่มีใครกล้าอนุมัติ
ซึ่งในมุมมองของตนในแง่ของการบริหารจัดการถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะถ้าหากว่ามีเจตนารมณ์ให้เพาะพันธุ์เพื่อการค้าได้ ในเมื่อไม่มีต้นพันธุ์ก็ต้องจัดการให้มีการหาต้นพันธุ์ออกมา อีกทั้งการนำเอาตั้นพันธุ์จากคนที่เพาะเลี้ยงไว้อยู่แล้วนั้นยิ่งเป็นการทำลาย และต้นพันธุ์ที่ไปซื้อจากหลายๆ ที่มาจากคนที่เคยเลี้ยงที่ครอบครองอย่างถูกต้อง ปรากฎว่าสัตว์พวกนั้นที่ไม่เคยอยู่รวมกันก็เกิดการกัดกันตาย และสัตว์บางตัวก็แก่เกินไปที่จะขยายพันธุ์ได้
สัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครอง
สำหรับ พ.ร.บ. ฉบับใหม่นี้มีคำจำกัดความสัตว์ป่าสงวนไว้ว่า สัตว์ป่าสงวนที่หายากควรสงวนและอนุรักษ์ไว้ไม่ให้สูญพันธุ์ ในคำว่าหายากนั้นคือแค่ไหน และการสงวนและอนุรักษ์ด้วยวิธีไหนอย่างไร เรากำหนดแค่สัตว์ป่าสงวนแต่ไม่ได้บอกวิธีว่าจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้สูญพันธุ์ จะเพิ่มอย่างไรให้สัตว์ป่ามีจำนวนที่ปลอดภัย แต่หากถ้าเราไม่มีวิธีอะไรเลยแต่ห้ามเข้าไปยุ่งกับสัตว์ สัตว์ก็มีโอกาสที่จะสูญพันธ์ได้
ทั้งนี้ยังมีสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครองที่สามารถเพาะพันธ์ได้ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ เมื่อเพาะได้ถึงจำนวนหนึ่งจึงอาจเป็นภาระ ดังนั้นถ้าเมื่อมีการเพาะพันธุ์ได้ในจำนวนหนึ่งแล้ว ควรที่จะต้องมีการสำรวจจำนวนดูหรือไม่ หากสำรวจดูแล้วมีจำนวนมากเราสามารถจะปลดจากสัตว์ป่าสงวนได้หรือไม่
คัดค้านร่างพ.ร.บ.เปิดป่าค้าสัตว์อีกหนึ่งมุมมองจากจากงานเสววนาวิชาการคัดค้าน พ.ร.บ. เปิดป่า-ค้าสัตว์ โดย ร้อยเอกนายแพทย์ ปัญญา ยังประภากร ศูนย์ฝึกจับและอบรมวิชาการเพื่อการอนุรักษ์จระเข้ บริษัทปัญญาฟาร์มกำแพงแสน จำกัด ได้แสดงความคิดเห็นในมุมมองของผู้เพาะเลี้ยง รวมถึงเสนอแนะและแสดงความคิดเห็น ทั้งในเรื่องกฎระเบียบข้อบังคับในการเพาะเลี้ยง ไม่ว่าจะในระดับสากลรวมไปถึงกฏหมายต่างๆ เกี่ยวกับสัตว์ป่าในประเทศ
 

โลกร้อนเพราะอะไร ?

อีเมล พิมพ์ PDF
มีหลายคนที่ยังตั้งข้อสงสัยว่าสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเกิดจากมนุษย์หรือไม่ โดยนำเสนอว่ามีหลากหลายสาเหตุตามธรรมชาติที่ทำให้โลกร้อนขึ้น 1.4 องศาฟาเรนไฮต์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1880 แต่สาเหตุดังกล่าวสามารถนำมาใช้อธิบายอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้หรือไม่ ขอเชิญชวนให้เลื่อนลงไปดูว่าแต่ละปัจจัยที่แตกต่างกัน ทั้งที่เกิดตามธรรมชาติ และอุตสาหกรรม ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลกอย่างไร โดยอ้างอิงจากข้อค้นพบโดยสถาบัน Goddard เพื่อศึกษาอวกาศ ขององค์การนาซ่า
โลกร้อน เพราะวงโคจรเปลี่ยน ?
โลกหมุนรอบตัวเองโดยอิงจากแกนกลาง และวงโคจรของโลกนั้นจะเปลี่ยนอย่างช้าๆ โดยใช้เวลานับพันปี เปลี่ยนสภาพอากาศให้เข้าสู่และพ้นจากยุคน้ำแข็ง แต่ผลกระทบจากการเปลี่ยนเส้นทางวงโคจรต่ออุณหภูมิโลกในเวลา 125 ปีนั้น แทบไม่มีเลย
โลกร้อน เพราะดวงอาทิตย์?
อุณหภูมิของดวงอาทิตย์เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดทั้งศตวรรษ แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีผลเพียงเล็กน้อยต่อสภาพภูมิอากาศของโลกโดยรวม
โลกร้อน เพราะภูเขาไฟ?
ตามข้อมูลบอกเราว่าไม่ใช่ อุตสาหกรรมของมนุษย์ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าภูเขาไฟนับร้อยเท่า และการปะทุของภูเขาไฟยังปลดปล่อยสารเคมีซัลดฟตที่ช่วยลดอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศได้ราวปี ถึงสองปี
โลกร้อน เพราะทั้งสามปัจจัย?
ถ้าหากทั้งสามปัจจัยตามธรรมชาติทำให้โลกร้อน เส้นผลรวมก็ควรจะเป็นไปในทิศทางเดียวอับอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น แต่ความเป็นจริงแล้ว ปัจจัยตามธรรมชาติส่งผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ถ้าไม่ใช่เพราะปัจจัยตามธรรมชาติ หรือว่าโลกร้อน เพราะการตัดไม้ทำลายป่า?
มนุษย์ได้ตัดถางพื้นที่ป่ากว่าครึ่งของพื้นผิวโลก ป่าดงดิบได้พ่ายแพ้และกลายเป็นพื้นที่โล่งกว้าง ซึ่งมีค่าการสะท้อนแสงสูงกว่าและมีผลทำให้โลกเย็นลงเล็กน้อย
หรือว่าโลกร้อน เพราะมลภาวะโอโซน?
โอโซนตามธรรมชาติมีอยู่มากในชั้นบรรยากาศ ช่วยป้องกันแสงแดดที่เป็นอันตราย และทำให้โลกเย็นลงเล็กน้อย แต่ใกล้กับพื้นผิวโลก โอโซนเกิดจากมลภาวะ และยังกักเก็บความร้อน ส่งผลให้สภาพอากาศร้อนขึ้น แต่ผลโดยรวมก็ไม่มากนัก
หรือว่าโลกร้อน เพราะสารแขวนลอยในอากาศ (Aerosol)?
มลภาวะบางอย่างช่วยทำให้ชั้นบรรยากาศเย็นขึ้น เช่นสารแขวนลอยซัลเฟตจากการเผาไหม้ถ่านหิน สารแขวนลอยดังกล่าวจะไปหักกลบกับสารแขวนลอยที่ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น (โชคร้ายที่สารเช่นซัลเฟต ยังเป็นตัวการให้เกิดฝนกรด)
ไม่ใช่หรอก สาเหตุของโลกร้อนมาจากก๊าซเรือนกระจก
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 40 จากระดับที่เคยสำรวจในปี ค.ศ. 1750 เส้นสีเขียวแสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่สูงจนเรียกได้ว่าแทบจะไร้คู่แข่ง
ลองดูด้วยตาของคุณเอง
ก๊าซเรือนกระจกทำให้ชั้นบรรยากาศร้อนขึ้น สารแขวนลอยทำให้มันเย็นลงนิดหน่อย โอโซนอาจส่งผลไม่มากนัก หากนำผลลัพธ์ของทั้งสามมารวมกัน ก็จะได้เส้นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกับอุณหภูมิที่สำรวจโดยเฉพาะตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950
ลองเปรียบเทียบจากทั้ง 6 ปัจจัย
หากรวมทุกสาเหตุที่เป็นไปได้ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากธรรมชาติ และจากมนุษย์ ยิ่งทำให้เห็นว่าผลกระทบจากก๊าซเรือนกระจกนั้นรุนแรงอย่างเห็นได้ชัด แต่คำถามต่อไปที่เราต้องครุ่นคิดคือ เราในฐานะประชากรโลก  จะจัดการปัญหานี้อย่างไร
ถอดความจาก “What's Really Warming the World?” โดย Eric Rostonและ BlackiMigliozziเข้าถึงได้ที่ http://www.bloomberg.com/graphics/2015-whats-warming-the-world/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
โลกร้อนมีหลายคนที่ยังตั้งข้อสงสัยว่าสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเกิดจากมนุษย์หรือไม่ โดยนำเสนอว่ามีหลากหลายสาเหตุตามธรรมชาติที่ทำให้โลกร้อนขึ้น 1.4 องศาฟาเรนไฮต์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1880 แต่สาเหตุดังกล่าวสามารถนำมาใช้อธิบายอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้หรือไม่ ขอเชิญชวนให้เลื่อนลงไปดูว่าแต่ละปัจจัยที่แตกต่างกัน ทั้งที่เกิดตามธรรมชาติ และอุตสาหกรรม ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลกอย่างไร โดยอ้างอิงจากข้อค้นพบโดยสถาบัน Goddard เพื่อศึกษาอวกาศ ขององค์การนาซ่า
 

เส้นทางอนุรักษ์สัตว์ป่า การจัดการ-หรือแก้กฎหมาย?

อีเมล พิมพ์ PDF
พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฉบับก่อนหน้านี้ที่ร่างโดยนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล ได้รับความช่วยเหลือในการวางรากฐานจาก IUCN แม้ในตอนนั้นประเทศไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิก IUCN ก็ตาม แต่นายแพทย์บุญส่งก็ยังเดินหน้าในการเข้าร่วมประชุม ส่งผลให้พ.ร.บ. ฉบับก่อนหน้านี้ เป็นฉบับที่เกิดขึ้นจากการมองพื้นฐานแห่งความเป็นจริง จากสถานการณ์การล่าสัตว์ที่เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วงหลังสมัยสงครามโลก จากปี 2505 ต่อมาอีก 10 ปี ประเทศไทยก็ได้กลายเป็นสมาชิกสภา IUCN นั่นเอง
อาจารย์ สุรพล ดวงแข กรรมการ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้เริ่มกล่าวถึงที่มาของพ.ร.บ. สัตว์ป่าฉบับแรกของประเทศไทยในเวทีเสวนาวิชาการ “คัดค้านร่างพ.ร.บ.เปิดป่า-ค้าสัตว์” พร้อมแถลงการณ์คัดค้าน พ.ร.บ. เปิดป่า-ค้าสัตว์ วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2558 ณ ร้าน NE8T ชั้น 1 อาคารเอเชีย
นอกจากนั้นยังระบุถึงการประกาศอุทยานแห่งชาติขึ้นมาว่า จากการประกาศอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทยเนื่องจากเมื่อได้รับการสำรวจแล้วพบว่าพื้นที่แห่งนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ จึงทำการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติได้ ทั้งพื้นที่ หรือน้ำตก เมื่อผู้คนเข้าไปเยี่ยมชมก็จะเกิดความประทับใจ โดยระบุในกฎหมายว่าประกาศพื้นที่อุทยานขึ้นมาโดยเน้นให้ความสำคัญด้านการศึกษาและนันทนาการเป็นหลัก ไม่ใช่แค่การท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว ก่อให้เกิดจิตสำนึก ความประทับใจ ได้ความรู้ และเกิดแรงบันดาลใจในการรักษาธรรมชาติต่อไป
ขณะที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระซึ่งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งแรกของประเทศไทยก็ถูกประกาศขึ้นมาเพื่อต้องการสงวนพื้นที่ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของสัตว์ป่า และเป็นแหล่งอนุรักษ์ความหลากหลายของสายพันธุ์พืชเอาไว้ เหล่านี้เป็นความคิดพื้นฐานที่ทางอาจารย์สุรพลต้องการเน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญและกฎหมายที่มีความเป็นมาไม่ใช่การเขียนขึ้นมาจากความเข้าใจไปเองของผู้ร่างกฎหมาย การจะแก้กฎหมายนั้นต้องดูถึงความเป็นมา ยกตัวอย่าง การแก้ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2503  ในปี 2535 ที่เรามีการแก้ไขให้ครอบคลุมอนุสัญญาไซเตส (CITES)  ส่งผลให้ประเทศไทยถูกคว่ำบาตรจากอนุสัญญาไซเตส จนเป็นที่มาของการแก้ไขกฎหมายให้ครอบคลุมบัญชีรายชื่อสัตว์ป่าที่มีการค้าขายตามอนุสัญญาไซเตสนั่นเอง ซึ่งไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนเจตนารมณ์ของพ.ร.บ.สัตว์ป่าแต่เดิม ขณะที่ในการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้กลับมีการแก้ไขแม้กระทั่งชื่อพ.ร.บ.
“คำถามของผมคือ แล้วพ.ร.บ. ฉบับเก่ามันแย่ยังไง? ช่วยอธิบายให้ผมฟังที อันแรกเลยคือ เจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ฉบับเก่ามันผิด มันมีปัญหายังไง จึงต้องมีการเอามาตั้งเป็นพ.ร.บ. ส่งเสริมอนุรักษ์สัตว์ป่า” อาจารย์สุรพลกล่าว “ผมว่าปัญหามันอยู่ที่การจัดการ การบังคับใช้กฎหมายมากกว่า ถ้าเราจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ สัตว์ป่ามันจะกลับมาเอง”
นอกจากนั้นปัญหาเรื่องการจัดการแล้ว อาจารย์สุรพลก็เป็นกังวลเกี่ยวกับการค้าสัตว์ป่าซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ หากพ.ร.บ. ออกมาแบบนี้ถือว่าไม่เป็นผลดีต่อผู้ประกอบการเพราะความไม่ชัดเจนในหลายๆ เรื่อง อีกประการหนึ่งคือจะเป็นผลร้ายอย่างมากที่จะทำให้ผู้ที่ลักลอบค้าสัตว์ป่าได้ประโยชน์ เนื่องจากการที่อนุญาตให้ล่าสัตว์ป่าเพื่อมาเป็นพ่อแม่พันธุ์ในการเพาะพันธุ์เพื่อการค้า มันอาจจะมีสองทางที่เกิดขึ้นคือ หากพ.ร.บ.นี้เกิดขึ้นได้ อาจจะไม่มีใครทำเลย หรือไม่ก็มีการล่าและค้าสัตว์อย่างเป็นล่ำเป็นสัน
“ปัญหาที่เกิดขึ้นผมว่ามันอยู่ที่การบริหารจัดการทั้งนั้นเลย หากเรามีการบริหารจัดการที่ดี การแก้ไขกฎหมายจะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นเลย ถ้าจะแก้ ผมว่าก็ควรจะเอาผู้เชี่ยวชาญมาถกเถียงกัน เปิดเผยกันว่าตรงไหนควรแก้ตรงไหนไม่ควรแก้ ถ้าเรายังดันทุรังเดินหน้าไปแบบนี้ แน่นอนว่าเราจะไม่ได้อะไรเลย มีแต่จะสร้างปัญหาเหมือนระเบิดเวลาที่ ในอนาคตอาจจะสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นก็เป็นได้”
ปก
พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฉบับก่อนหน้านี้ที่ร่างโดยนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล ได้รับความช่วยเหลือในการวางรากฐานจาก IUCN แม้ในตอนนั้นประเทศไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิก IUCN ก็ตาม แต่นายแพทย์บุญส่งก็ยังเดินหน้าในการเข้าร่วมประชุม ส่งผลให้พ.ร.บ. ฉบับก่อนหน้านี้ เป็นฉบับที่เกิดขึ้นจากการมองพื้นฐานแห่งความเป็นจริง จากสถานการณ์การล่าสัตว์ที่เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วงหลังสมัยสงครามโลก จากปี 2505 ต่อมาอีก 10 ปี ประเทศไทยก็ได้กลายเป็นสมาชิกสภา IUCN นั่นเอง
 

บ่งชัด ร่าง พ.ร.บ. พ.ศ. ... ขัด เจตนารมณ์การอนุรักษ์สัตว์ป่า

อีเมล พิมพ์ PDF
"ในตัว พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ผมจะขอเน้นว่าจะแตกต่างจาก พ.ร.บ. อื่นๆ ส่วนใหญ่ที่ใช้อยู่ในประเทศไทย เพราะ พ.ร.บ. อื่นๆ ถูกกำหนดขึ้นมาโดยใช้คนเป็นศูนย์กลางในการจัดการทุกอย่างที่มีผลกระทบต่อคน แต่พ.ร.บ. ทั้งสัตว์ป่าและอุทยาน ตามหลักการดั้งเดิม กฎหมายถูกร่างขึ้นมาโดยยึดถือธรรมชาติ ป่าไม้ สัตว์ป่า เป็นศูนย์กลาง เหล่านี้เป็นปรัชญาพื้นฐานที่ต่างจากกฎหมายอื่นๆ ขณะที่ปรัชญาสำหรับการร่างกฎหมายสัตว์ป่า สำหรับคนที่ทำงานเกี่ยวกับสัตว์ป่าจริงๆ นั่นคือ การสงวนรักษาอนุรักษ์สัตว์ป่า ในสภาพธรรมชาติ เป็นการให้โอกาสแก่ชนิดอื่น ไม่อย่างนั้นคนก็จะเข้าไปบุกรุก ล่า ส่งผลให้ที่อยู่ของสัตว์ป่าที่มีอยู่ดั้งเดิมเปลี่ยนไปหมด และที่สำคัญของคำว่ารักษาสัตว์ป่าในสภาพธรรมชาติ หมายถึงการรักษาป่าต้นน้ำลำธาร ต้นทุนธรรมชาติ ที่มีความสำคัญต่อสังคมมนุษย์โดยรวม"
ดร. อนรรฆ พัฒนวิบูลย์ อาจารย์จากภาควิชาอนุรักษวิทยา คณะวนศาสตร์ ชี้ให้เห็นถึงใจความสำคัญของพระราชบัญญัติเกี่ยวกับสัตว์ป่าใน เวทีเสวนาวิชาการ “คัดค้านร่างพ.ร.บ.เปิดป่า - ค้าสัตว์” วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2558 ณ ร้าน NE8T ชั้น 1 อาคารเอเชีย ซึ่งก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. ในปี พ.ศ.2503, 2535, 2546 ล้วนแต่ใช้ชื่อว่า 'พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า' ทว่า ในร่าง พระราชบัญญัติพ.ศ. ... กลับใช้ชื่อว่า 'พระราชบัญญัติส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่า' โดยอาจารย์อนรรฆระบุว่าเรื่องชื่อพ.ร.บ.นี้เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามไปได้
"ปรัชญาของผู้เปลี่ยนชื่อกฎหมายบอกว่า อยากจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรของชาติและการส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่ามากยิ่งขึ้น โดยความเข้าใจของคนร่างคิดว่าสงวนและคุ้มครองไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรจึงเปลี่ยนมาเป็นส่งเสริม โดยหวังจะให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่ในความเป็นจริงก็คือว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับที่กำลังปรับปรุงแก้ไขอยู่นี้ดำเนินการร่างโดยไม่มีการมีส่วนร่วมของบุคคลที่ทำงานในวงการสัตว์ป่าเลย ผมถามคนที่ทำงานสัตว์ป่า แม้แต่อาจารย์คณะวนศาสตร์ที่สอนด้านสัตว์ป่าแต่ละคนก็ไม่ได้รับรู้เรื่องร่างพ.ร.บ. ฉบับนี้ตั้งแต่แรก แต่กลับเป็นลักษณะที่ในสมัยหนึ่งทางกรมอุทยานฯ ไปจ้างนักกฎหมายมาร่างและพยายามจะผลักดันกันไปแล้วรอบหนึ่งในปี พ.ศ. 2551 นี่คือสิ่งตามหลักการและทางการปฏิบัติแล้วมันไปด้วยกันไม่ได้"
ขณะที่ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฯ ฉบับเดิม อาจารย์อนรรฆแสดงความเห็นว่า ตามเจตนารมณ์ผู้ร่างกฎหมายสัตว์ป่าแต่เดิมนั้น ภายในกฎหมายเองมีการสนับสนุนส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์สัตว์ป่าอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องเอามาเป็นชื่อร่าง แต่ทว่าปัญหาที่แท้จริงคือ สัตว์ป่าส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาวะวิกฤต ทั้งถูกคุกคาม และใกล้จะสูญพันธุ์ จึงควรใช้ผลการวิจัยจากทางด้านสัตว์ป่ามาเป็นต้นทางในการวางแผนแก้ไขปัญหามิใช่เพียงการนำเอาปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาขณะนั้นมาเป็นเกณฑ์ในการร่างกฎหมาย หรือเป็นสิ่งที่ผู้ร่างกฎหมายเข้าใจไปเอง เช่น ปัญหาช้างออกมาหาของกินบริเวณชายขอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ก็ไม่ได้หมายความว่าช้างล้นป่าอย่างที่เข้าใจกัน แต่ออกมาหากินตามที่ชาวบ้านได้ปลูกเอาไว้ หาใช่การที่ประชากรช้างมีมากจนต้องออกมาหากินข้างนอก จึงควรอาศัยข้อมูลเชิงวิชาการมากกว่านี้ โดยจากการสำรวจที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พบว่า ช้างใช้พื้นที่เพียงครึ่งเดียว และปัญหาที่มีกับชาวบ้านคือแถวบริเวณป่าละอู ซ้ำยังมีปัจจัยคุกคามชีวิตช้างและสัตว์ป่าอื่นๆ ทั้งแร้ว ทั้งเสียงปืน จึงไม่ใช่เพียงปัญหาช้างล้นป่าอย่างเดียวอย่างที่เข้าใจกัน
ประเด็นเรื่องเขตพื้นที่ผ่อนปรน ในกฎหมายฉบับก่อนระบุไว้ว่าห้ามมีการยึดถือครอบครอง ทว่า ในความเป็นจริงก็มีชาวบ้านอาศัยอยู่ ซึ่งเป็นไปตามการผ่อนปรนของมติครม. 30 มิถุนายน 2541 แต่ในร่างพ.ร.บ.ใหม่ทั้งร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่า พ.ศ..... และร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ..... กลับนำเอาเขตพื้นที่ผ่อนปรนมาบัญญัติเป็นข้อกฎหมาย ซึ่งอาจารย์อนรรฆตั้งข้อสังเกตว่ามีการใช้คำที่เลื่อนลอย ขาดหลักประกันการป้องกันความเสียหาย  เช่น ชุมชนต้องอยู่อย่างยั่งยืน,  ผู้ใดทำความเสียหายต่อธรรมชาติ ต้องทำให้สู่สภาพเดิม แต่สำหรับสัตว์ป่าสูญพันธุ์ไปแล้ว กลับคืนมาไม่ได้ นอกจากนั้นยังมีการเปิดช่องให้มีการล่าสัตว์ป่าโดยในมาตรา 57 วรรค1   ผู้ใดจะกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่พระราชบัญญัตินี้ได้บัญญัติเอาไว้โดยเฉพาะ ยกตัวอย่างเช่น การเก็บหาของป่า จับ ล่า เก็บ นำสัตว์ป่าหรือซากสัตว์ป่าออกไปหรือทำด้วยประการใดๆ ให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ป่า เป็นต้น แตกต่างจากพ.ร.บ. ฉบับเดิมที่ห้ามให้มีการกระทำใดๆ ต่อสัตว์ป่าอย่างเด็ดขาด โดยอาจารย์อนรรฆมองว่าเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาในการร่างกฎหมายกับการใช้พื้นที่ผ่อนปรน
ขณะที่อีกหนึ่งข้อบัญญัติที่น่าสนใจคือการที่ระบุให้สามารถเข้าไปใช้พื้นที่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชิงท่องเที่ยวได้ แม้ในความเป็นจริงอาจารย์อนรรฆกล่าวว่าพื้นที่อนุรักษ์ในบ้านเรายังต้องการการฟื้นฟูอย่างหนัก กล่าวคือ ควรพื้นฟูให้แข็งแรง มีการวางแผนการจัดการที่ดีกว่านี้ก่อนจะนึกไปไกลถึงการที่จะอนุญาตให้ใช้พื้นที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้ โดยอาจารย์อนรรฆได้ยกตัวอย่างการจัดการอุทยานคาซิรังกาในอินเดีย ก่อนที่จะเปิดให้มีการท่องเที่ยวได้ ทางอุทยานต้องใช้เจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่พันตารางกิโลเมตรซึ่งเล็กกว่าพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่กว่าครึ่งหนึ่ง ถึง 600 คน และมีฐานพิทักษ์ป่า 130 ฐาน จึงสามารถฟื้นฟูจำนวนประชากรแรด ช้าง ควายป่า เนื้อทรายได้ภายใน 30 ปี แล้วจึงเปิดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งปัจจุบันกลายเป็นรายได้หลักของอินเดียไปแล้ว
จุดนี้ชี้ให้เห็นว่า ก่อนที่เราจะมองข้ามจุดไปถึงการพัฒนาทรัพยากรของเราให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เราควรมีการฟื้นฟูสิ่งที่มีอยู่ให้แข็งแรงเสียก่อน มิเช่นนั้น ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างไม่แข็งแรงมากนัก อาจจะสูญหายไปอย่างถาวรในอนาคตเลยก็เป็นไปได้ โดย อาจารย์อนรรฆได้ยกตัวอย่างถึงการท่องเที่ยวที่มีอยู่อย่างหนักหน่วงในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ซึ่งส่งผลกระทบต่อสัตว์ป่า จากการตั้งกล้องดักถ่าย (Camera trap) โดยมูลนิธิฟรีแลนด์ในปี พ.ศ. 2546 มีการจับภาพเสือโคร่งได้เพียง 1 ตัว และไม่พบภาพเสือโคร่งเลยในปี 2547 – 2548 นอกจากนั้นยังพบการตัดถากไม้กฤษณา (ไม้มีกลิ่นหอมราคาแพง) ตามเส้นทางการเดินป่าศึกษาธรรมชาติ เหล่านี้ล้วนเป็นผลจากการใช้อุทยานแห่งชาติในท่องเที่ยวที่เกินขีดจำกัดที่ทางอุทยานและศักยภาพของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าจะดูแลได้
ขณะที่ประเด็นที่น่ากังวลใจที่สุดเป็นประเด็นการส่งเสริมการประกอบธุรกิจการค้าสัตว์ป่า โดยให้ความสำคัญเป็นระดับหมวดใหญ่ ซึ่งมีการระบุถึงเหตุผลของการบัญญัติกฎหมายข้อนี้ขึ้นมาคือ เพื่อส่งเสริมให้มีการขยายพันธุ์สัตว์ป่า โดยไม่ต้องไปล่าจากป่า แต่ให้ใช้สัตว์ป่าที่เกิดในการเพาะเลี้ยง ซึ่งอาจารย์อนรรฆระบุว่าเป็นการขัดต่อหลักการในการอนุรักษ์สัตว์ป่าสากลที่ระบุว่า ไม่ส่งเสริมให้มีการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าในเชิงธุรกิจ เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มอุปสงค์ (Demands) และเพิ่มการล่าสัตว์ป่าในธรรมชาติ ด้วยการที่เพาะเลี้ยงสัตว์ป่า ยกตัวอย่างเช่น เสือโคร่ง 1 ตัว ใช้รายจ่ายในการเลี้ยงมากกว่า 1 ล้านบาท ขณะที่การล่าสัตว์ใช้งบน้อยกว่า เพียงแค่ปืนหรือยาเบื่อเท่านั้น นอกจากนี้ การเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าสามารถเป็นไปได้ด้วยเหตุผลด้านงานอนุรักษ์ และปล่อยคืนสู่ป่าเท่านั้น เมื่อมีการสนับสนุนให้เพาะสัตว์ป่าได้ การค้าสัตว์ป่าก็จะเป็นไปได้กว้างขวางมากขึ้น แต่ไม่ใช่จากการเพาะ แต่จะเป็นจากการล่ามากกว่า เพราะลูกปืนหนึ่งลูก ถูกกว่าการเพาะสัตว์ป่า 1 ตัว และสนับสนุนหลักการการอนุรักษ์สัตว์ป่าในป่า ว่าสำคัญกว่าการอนุรักษ์สัตว์ป่าในกรงเลี้ยง
ขณะที่ยังมีอีกหลายประเด็นที่น่ากังวล ยกตัวอย่างเช่น ในร่างพ.ร.บ. ฉบับนี้ ไม่มีการกล่าวถึงการฟื้นฟูสัตว์ป่า แต่เป็นกฎหมายที่ร่างขึ้นมาเพื่อคนโดยเฉพาะ ขณะที่ในบางประเทศที่มีการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่ดีแล้ว หากมีการประกาศให้สัตว์ป่าชนิดใดก็ตามเป็นชนิดที่ใกล้จะสูญพันธุ์ (Endangered species) จะต้องมีการกำหนดในกฎหมายว่าจะต้องมีการร่างแผนฟื้นฟูเพื่อนำสัตว์ประเภทนั้นออกมาจากรายชื่อสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ให้ได้ ในส่วนนี้เป็นสิ่งที่อาจารย์อนรรฆหวังว่าจะพบในกฎหมายสัตว์ป่าของประเทศไทยบ้าง
“สำหรับผม ก็อย่างที่ได้ย้ำไปแล้วว่าคนร่างกฎหมายไม่ได้คิดไปไกลเกินกว่า 50 ปี เพราะการร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ส่วนตัวผมสรุปว่าร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่า มีข้อเสียต่อสัตว์ป่า มากกว่าข้อดี ควรเสนอให้ยกร่างใหม่ โดยเปิดให้มีส่วนร่วมจากนักวิชาการและองค์กรเอกชนด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าอย่างแท้จริง” อาจารย์อนรรฆกล่าวทิ้งท้ายเอาไว้
"ในตัว พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ผมจะขอเน้นว่าจะแตกต่างจาก พ.ร.บ. อื่นๆ ส่วนใหญ่ที่ใช้อยู่ในประเทศไทย เพราะ พ.ร.บ. อื่นๆ ถูกกำหนดขึ้นมาโดยใช้คนเป็นศูนย์กลางในการจัดการทุกอย่างที่มีผลกระทบต่อคน แต่พ.ร.บ. ทั้งสัตว์ป่าและอุทยาน ตามหลักการดั้งเดิม กฎหมายถูกร่างขึ้นมาโดยยึดถือธรรมชาติ ป่าไม้ สัตว์ป่า เป็นศูนย์กลาง เหล่านี้เป็นปรัชญาพื้นฐานที่ต่างจากกฎหมายอื่นๆ ขณะที่ปรัชญาสำหรับการร่างกฎหมายสัตว์ป่า สำหรับคนที่ทำงานเกี่ยวกับสัตว์ป่าจริงๆ นั่นคือ การสงวนรักษาอนุรักษ์สัตว์ป่า ในสภาพธรรมชาติ เป็นการให้โอกาสแก่ชนิดอื่น ไม่อย่างนั้นคนก็จะเข้าไปบุกรุก ล่า ส่งผลให้ที่อยู่ของสัตว์ป่าที่มีอยู่ดั้งเดิมเปลี่ยนไปหมด และที่สำคัญของคำว่ารักษาสัตว์ป่าในสภาพธรรมชาติ หมายถึงการรักษาป่าต้นน้ำลำธาร ต้นทุนธรรมชาติ ที่มีความสำคัญต่อสังคมมนุษย์โดยรวม"
 

แถลงการณ์คัดค้านร่างพ.ร.บ.เปิดป่า-ค้าสัตว์

อีเมล พิมพ์ PDF
คัดค้าน ร่าง พ.ร.บ. เปิดป่า ค้าสัตว์
 

[คำแถลงการณ์] เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน

อีเมล พิมพ์ PDF
เครือข่ายปกป้องอันดามัน
เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ออกแถลงการณ์ การท่องเที่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ร่วมกันไม่ได้
เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2558 ที่ผ่านมา เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินร่วมกับศูนย์วิจัยนโยบายพลังงานและทรัพยากร มหาวิทยาลัยรังสิต จัดงาน "บันทึกเสวนา Andaman talk : หายนะ 3 แสนล้านท่องเที่ยวอันดามันจากถ่านหิน" ณ ศูนย์ศึกษาวิภาวดี มหาวิทยาลัยรังสิต ซ.9 จอมพล จตุจักร กรุงเทพ โดยภายหลังงานเสวนา ทางเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินได้อ่านแถลงการณ์แสดงจุดยืนในการคัดค้านโรงไฟฟ้าจากถ่านหิน
โดยเนื้อหาระบุถึงความเป็นไปไม่ได้กับการที่จะนำโรงไฟฟ้าถ่านหินเข้ามาอยู่ร่วมกับทะเลอันดามันที่สร้างรายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกว่า 3 แสนล้านบาทต่อปี โดยจากการทำแบบสำรวจนักท่องเที่ยวในพื้นที่เกาะลันตาพบว่า ร้อยละ 90 ของกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 624 คน (เป็นนักท่องเที่ยวจาก 37 ประเทศ) จะไม่กลับมาเที่ยวจังหวัดกระบี่อีกหากมีการส้รางโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้น ขณะเดียวกันทางกลุ่มเครือข่ายปกป้องอันดามันก็และต้องการให้มีการพัฒนาอันดามันแบบ ''Go Green" กล่าวคือ ปัญหาด้านพลังงานไฟฟ้าสามารถทดแทนได้ด้วยพลังงานหมุนเวียน ซึ่งประเทศไทยมีทรัพยากรมากเพียงพอแต่ขาดเพียงการจัดการที่ดีเท่านั้น
เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ออกแถลงการณ์ การท่องเที่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ร่วมกันไม่ได้

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2558 ที่ผ่านมา เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินร่วมกับศูนย์วิจัยนโยบายพลังงานและทรัพยากร มหาวิทยาลัยรังสิต จัดงาน "บันทึกเสวนา Andaman talk : หายนะ 3 แสนล้านท่องเที่ยวอันดามันจากถ่านหิน" ณ ศูนย์ศึกษาวิภาวดี มหาวิทยาลัยรังสิต ซ.9 จอมพล จตุจักร กรุงเทพ
 

การประมงทำลายล้างจะต้องหมดไปจากประเทศไทย สินค้าสัตว์น้ำปลอดภัยจะเพิ่มขึ้น

อีเมล พิมพ์ PDF

ประมงพื้นบ้านแถลงการณ์ การประมงทำลายล้างจะต้องหมดไปจากประเทศไทย สินค้าสัตว์น้ำปลอดภัยจะเพิ่มขึ้น

ชาวประมงพื้นบ้านจากทั่วประเทศ ได้รับความเดือดร้อนจากการประมงผิดกฎหมาย เราติดตามการแก้ไข ปัญหากรณีประเทศไทยโดนสหภาพยุโรปออกใบเตือนว่า อาจคว่ำบาตรสินค้าประมงไทย เพราะยังมีปัญหาการประมงผิดกฎหมาย ไม่มีการควบคุม และไม่มีรายงาน (IUU) โดยพวกเราเองก็เป็นชาวประมงเล็กๆ ที่ถูกมาตรการของ ภาครัฐโดย ศป.มผ. ให้ดำเนินการจดแจ้งรายละเอียดต่างๆ เช่นกัน

 

15 บทความสิ่งแวดล้อมที่มีผู้อ่านมากที่สุดในช่วงครึ่งปี 2558 (มกราคม - มิถุนายน)

อีเมล พิมพ์ PDF

มูลนิธิสืบนาคะเสถียรในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ภายใต้การทำงานตามแผนยุทธศาสตร์ว่าด้วยเรื่อง “ใช้ศักยภาพของระบบ Social Network ภาพลักษณ์ และผลงานที่ผ่านมาขององค์กร เป็นสื่อในการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร แนวคิดการอนุรักษ์ผืนป่าสู่สาธารณะ...”

 

แผงโซล่าร์เหนือคลอง นวัตกรรมใหม่ในอินเดีย

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ บัน คีมูน ได้กล่าวถึงการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์เหนือลำคลองในเมืองวาโดดารา (Vadodara)รัฐคุชราต (Gujarat)ทางตะวันตกของประเทศอินเดีย ว่า “สิ่งที่ผมเห็นมีมากกว่าแผงพลังงานที่สะท้อนประกายแดด แต่นี่คือนาคตของอินเดีย และอนาคตของโลก นับว่าเป็นเทคโนโลยีที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ที่แปลกใหม่ ชาญฉลาด และกล้าที่จะคิดนอกกรอบ”
ผู้เชี่ยวชาญอธิบายถึงข้อได้เปรียบหลักสองประการจากการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์เหนือคลอง หนึ่งคือช่วยให้เกิดประสิทธิภาพและลดต้นทุนจากการใช้ที่ดิน และสอง คือช่วยลดการระเหยของน้ำจากลำคลองที่อยู่ด้านใต้
ต้นปีที่ผ่านมา อินเดียแสดงออกอย่างจริงจังในการขยายการผลิตพลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน นเรนทระ โมที (NarendraModi)นายกรัฐมนตรีอินเดียได้ตั้งเป้าหมายการลงทุนในแผงพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวสูงถึง 100,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ โดยคาดว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 10 ของกำลังการผลิตทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2565
เพื่อตอบสนองความพยายามนั้น รัฐมนตรีกระทรวง New and Renewable Energy ได้วางแผนที่จะสร้างโรงไฟฟ้าจากแผงพลังงานแสงอาทิตย์เหนือคลองและตลิ่ง กำลังการผลิต 100 เมกะวัตต์ภายในแผนพัฒนา 5 ปีของรัฐบาล ที่จะสิ้นสุดในปี พ.ศ.2560
รัฐมนตรีจะให้เงินอดหนุนร้อยละ 30 จากประมาณการเงินลงทุน 154 ล้านดอลล่าร์สหรัฐในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เหนือคลองแห่งนี้
โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 10 เมกะวัตต์ก่อสร้างเสร็จและเปิดดำเนินการเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา แผงพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 33,800 แผงถูกติดตั้งเหนือโครงสร้างเหล็กบนคลองชลประทานความยาว 3.6 กิโลเมตร โดยเชื่อมต่อกับกริดของรัฐ ซึ่งไฟฟ้าส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในการสูบน้ำ ในวันที่แดดดี โรงงานแห่งนี้จะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 50,000 หน่วย โดย 1 หน่วยเท่ากับการใช้พลังงานไฟฟ้า 1,000 วัตต์-ชั่วโมง
โรงไฟฟ้าดังกล่าวคาดว่าจะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด 16.2 ล้านหน่วยในปีแรก และลดลงปีละ 1 เปอร์เซ็นต์จากการเสื่อมสภาพของแผงพลังงาน โดยแผงพลังงานแสงอาทิตย์ราว 1 ใน 4 ผลิตในอินเดีย ส่วนที่เหลือนั้นนำเข้าจากประเทศจีน
โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งนี้สร้างเสร็จโดยใช้เวลาเพียง 6 เดือน มูลค่าการลงทุน 18.3 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งรวมถึงค่าดำเนินการและบำรุงรักษาตลอด 25 ปี โดยคาดว่าจะคืนทุนภายใน 13 ปี อ้างอิงจาก Umesh Chandra Jain หัวหน้าวิศวกรของ SardarSarovar Narmada Nigam (SSNNL) หน่วยงานของภาครัฐคุชราตซึ่งเป็นผู้บริหารโรงไฟฟ้าแห่งนี้
ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้า 1 หน่วยที่โรงงานแห่งนี้อยู่ที่ 6.5 รูปี หรือราว 0.105 ดอลล่าร์สหรัฐ (ประมาณ 3.2 บาท) โดย SSNNL สามารถใช้ไฟฟ้าดังกล่าวได้โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายตามราคาที่ขายในกริดซึ่งอยู่ที่ประมาณ 7.5 – 8 รูปีต่อยูนิต
Navin Reddy วิศวกรประจำบริษัท Megha Engineering & Infrastructure Limited (MEIL) ซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างโรงงานอธิบายว่า การตั้งโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์เหนือคลองนั้น จะมีต้นทุนในการดูแลรักษามากกว่าปกติ แต่บริษัทได้ทำการติดตั้งทางเดินเหนือโครงเหล็กระหว่างแผงโซล่าร์เพื่อให้ง่ายต่อการทำความสะอาด
นอกจากโรงงานไฟฟ้าขนาด 10 เมกะวัตต์ ในรัฐคุชราตยังมีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดเล็ก กำลังการผลิต 1 เมกะวัตต์ที่ตั้งอยู่เหนือลำคลองความยาว 750 เมตร โดยเปิดดำเนินการเมื่อเดือนเมษายน ปีพ.ศ. 2555
โรงงานหลายแห่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาโดย SSNNL ทั้งพลังงานน้ำและการขลประทาน ที่มีเป้าหมายในการส่งน้ำให้กับพื้นที่กว่า 1.8 ล้านเฮกตาร์ ของที่ดินในรัฐคุชราต และราชาสถาน ผ่านการก่อสร้างคลองความยาว 75,000 กิโลเมตรที่ยังดำเนินการไม่เสร็จสิ้นโดยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งสองแห่งสร้างขึ้นเหนือคลองชลประทานสายหลัก ซึ่งส่งผ่านน้ำจากเขื่อนในแม่น้ำ Narmada
จากข้อมูลโดย SSNNL โรงไฟฟ้าขนาด 10 เมกะวัตต์นี้ช่วยให้ประหยัดพื้นที่กว่า 16 เฮกตาร์ และลดการระเหยของน้ำกว่า 90 ล้านลิตรต่อปี นอกจากนี้ น้ำที่อยู่ด้านใต้แผงพลังงานยังช่วยลดอุณหภูมิส่งผลให้แผงพลังงานแสงอาทิตย์มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 7
อย่างไรก็ดี ต้นทุนการก่อสร้างแผงพลังงานแสงอาทิตย์เหนือคลองที่สูงกว่าการติดตั้งแผงพลังงานบนดินก็ยังเป็นข้อเสียเปรียบ จากข้อมูลของ SSNNL พบว่าโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เหนือคลองขนาด 1 เมกะวัตต์มีต้นทุนราว 2.8 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนพื้นดินที่ต้นทุนเพียง 2.3 ดอลล่าร์สหรัฐ
ปัญหาอีกประการหนึ่งคือ โดยทั่วไปแผงพลังงานแสงอาทิตย์มักจะตั้งให้หันไปทางทิศใต้เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด แต่ความคดเคี้ยวของลำคลองอาจทำให้การติดตั้งไม่ง่ายอย่างที่คิด นอกจากนี้ น้ำที่มีโอกาสเข้าไปในแผงพลังงานอาจทำให้มีศักยภาพในการผลิตลดลงอีกด้วย
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์เหนือคลอง ซึ่งปัจจุบันความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมยังไม่แน่ชัดนัก เช่น อาจมีการปนเปื้อนของสารเคมีที่ใช้ในการบำรุงรักษาโครงสร้างเหล็กของโรงงาน แต่วิศวกรจาก SSNNL ชี้แจงว่ามีโอกาสปนเปื้อนค่อนข้างต่ำ เพราะคลองดังกล่าวมีการไหลอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้หยุดนิ่ง
ส่วนความกังวลเรื่องความปลอดภัยนั้น วิศวกรบริษัท MEIL ผู้ทำการก่อสร้างอธิบายว่ามีการติดตั้งกล้องวงจรปิด 18 ตัวตลอดความยาวของโรงงาน โดยมีการดูแลตลอด 24 ชั่วโมงจากห้องควบคุม และมีรถสายตรวจที่พร้อมจะดำเนินการหากมีเหตุผิดปกติ
ถอดความจากIndia builds solar plants atop canals to save land, waterโดยMANIPADMA JENAเข้าถึงได้ที่ HTTP://IN.REUTERS.COM/ARTICLE/2015/01/16/INDIA-SOLAR-IDINKBN0KP0ZO20150116
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ บัน คีมูน ได้กล่าวถึงการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์เหนือลำคลองในเมืองวาโดดารา (Vadodara) รัฐคุชราต (Gujarat) ทางตะวันตกของประเทศอินเดีย ว่า “สิ่งที่ผมเห็นมีมากกว่าแผงพลังงานที่สะท้อนประกายแดด แต่นี่คือนาคตของอินเดีย และอนาคตของโลก นับว่าเป็นเทคโนโลยีที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ที่แปลกใหม่ ชาญฉลาด และกล้าที่จะคิดนอกกรอบ”
 

โทรศัพท์เครื่องใหม่ของคุณอาจกำลังสร้างอันตรายให้โลก

อีเมล พิมพ์ PDF
ผลการศึกษาใหม่พบว่าการอัพเกรดโทรศัพท์เครื่องใหม่ๆ  เป็นการเพิ่มจำนวนการสร้างขยะอิเล็กทรอนิคในจำนวนที่มากเกินความจำเป็น เนื่องจากสัญญาโทรศัพท์ส่วนมากถูกออกแบบให้ลูกค้ามีความต้องการที่จะเปลี่ยนเครื่องใหม่ไปเรื่อยๆ มากกว่าการที่จะใช้เครื่องเดิมของตนอยู่ โดยผลการสำรวจนี้แสดงให้เห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการเพิ่มจำนวนขยะในระดับโลกซึ่งกลายมาเป็นข่าวร้ายสำหรับสิ่งแวดล้อม จากการศึกษาของมหาวิทยาลัย Surrey ในประเทศอังกฤษนั่นเอง
"การเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์บ่อยเกินความจำเป็นไม่ได้หมายความว่าโทรศัพท์เครื่องเก่าของคุณจะถูกนำไปรีไซเคิล แต่มันกลับกลายเป็นว่ามันอาจจะไปจบอยู่บนกองขยะก็เป็นได้ ซึ่งนั่นจะนำไปสู่การสูญเสียทรัพยากรอันมีคุณค่าไปโดยเปล่าประโยชน์ก็เป็นได้" Dr. James Suckling หัวหน้างานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Surrey ระบุ
โดยกลุ่มผู้วิจัยมีข้อสังเกตถึงวงจรชีวิตของโทรศัพท์มือถือแล้วพบว่า มีโทรศัพท์ที่ไม่ได้มีการใช้งานกว่า 85 ล้านเครื่อง ซึ่งหากแยกส่วนที่มีส่วนผสมของทองออกมาจะมีมูลค่ากว่า 170 ล้านเหรียญ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลแค่เพียงในอังกฤษเท่านั้น ไม่ใช่แค่ทอง แต่ยังมีส่วนประกอบที่มีค่าอีกมากมายในการประกอบขึ้นมาเป็นโทรศัพท์ เช่น ทองแดง เงิน แคดเมียม ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ด้วยการประกอบขึ้นมาเป็นโทรศัพท์เครื่องใหม่อีกครั้งหากนำโทรศัพท์รุ่นเก่าๆ มารีไซเคิล
แต่เนื่องจากองค์ประกอบเหล่านี้ ลองคิดภาพตามกับโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ผอมบาง และเป็นมันเงาสะท้อนความหรูหรา ไม่ว่าจะจากค่ายไหน ทั้งแอปเปิ้ล ไอโฟน หรือกูเกิ้ล เมื่อมีการเปิดตัวใหม่ เท่านั้นล่ะ สัญชาตญาณความอยากได้ของเราๆ ก็เริ่มทำงานทันที โดยบรรดาผู้ให้บริการเครือข่ายทั้งหลายต่างก็พร้อมใจกันออกโปรโมชั่นซึ่งเป็นเหมือนเครื่องผูกมัดเราเอาไว้กับโทรศัพท์เครื่องนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็น 12 เดือน 18 หรือ 24 เดือน ไม่ใช่แค่ผู้ให้บริการเครือข่ายที่พร้อมใจกันออกโปรโมชั่น แต่บ่อยครั้งที่โปรโมชั่นเหล่านี้สร้างขึ้นโดยค่าโทรศัพท์เองที่ส่งผลให้เกิดการนำเครื่องเก่ามาเทิร์นเครื่องใหม่ ถึงแม้เครื่องเก่าจะยังไม่ได้ล้าสมัยหรือเก่าคร่ำครึมากก็ตาม ฉะนั้นแล้ว เมื่อเราได้เครื่องใหม่มาก็ย่อมต้องโยนเครื่องเก่าลงในลิ้นชัก หรือเก็บไว้เป็นเครื่องสำรอง จนกระทั่งโทรศัพท์รุ่นใหม่ออกมาพร้อมๆ กับโปรโมชั่นล่อตาล่อใจจะกลับมาเป็นวงจรใหม่โคจรเช่นนี้ไปเรื่อยๆ กว่าจะคิดออก โทรศัพท์เครื่องเก่าของเราก็เก่าเกินกว่าจะขายแล้ว ขณะเดียวกันเราการนำเอากลับมารีไซเคิลก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ยากเกินไป อย่างที่พบว่ามีโทรศัพท์มือถือเพียง 8% ในอเมริกาที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ ดังนั้นบรรดาโทรศัพท์เก่าๆ จึงถูกโยนทิ้งลงถังขยะ เช่นเดียวกันกับวัสดุมีค่าอันเป็นส่วนประกอบภายในเครื่องนั่นเอง เป็นผลให้ต้องมีการขุดแร่เพื่อนำมาเป็นวัสดุประกอบเครื่องมือสื่อสารเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
การเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์อาจเกิดขึ้นด้วยหลายเหตุผล อาจจะเพราะต้องการเครื่องรุ่นใหม่ล่าสุด หรืออาจจะทำเครื่องเก่าพัง หาย เป็นต้น แต่ล่าสุดกลับพบว่าโปรโมชั่นของผู้ให้บริการเครือข่ายสัญญาณหรือจากค่ายโทรศัพท์เองมีผลอย่างมากในการเพิ่มขึ้นของการเปลี่ยนโทรศัพท์ซึ่งเป็นที่มาของการก่อให้เกิดขยะอิเล็กทรอนิคส์นั่นเอง
"สิ่งที่ทำให้การเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์ใหม่ทำง่ายกว่านำเครื่องเก่ามารีไซเคิลคือการที่ผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการเครือข่ายมีข้อเสนอให้การอัพเกรดโทรศัพท์สามารถทำได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายมากกว่าการให้ใช้เครื่องเดิมในสัญญาค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า กลับกลายเป็นว่าพวกเขาต้องจ่ายรายเดือนเพิ่มขึ้นแม้จะไม่ต้องเสียค่าเปลี่ยนเครื่องใหม่ก็ตาม ขณะเดียวกันก็ไม่มีแรงจูงใจมากพอในการนำเครื่องเก่ามาเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล" Dr. James Suckling แสดงความเห็น
การขาดซึ่งแรงจูงใจหรือแรงกระตุ้นที่จะนำไปสู่การรีไซเคิลโทรศัพท์มือถือ ท้ายที่สุดแล้วจะนำมาสู่การที่โทรศัพท์ก็คงหนีไม่พ้นต้องไปนอนในกองขยะ ขณะที่ขยะอิเล็กทรอนิคส์ได้รับการเก็บกวาดให้สะอาดเพียงแค่ 2% เท่านั้นจากกองขยะทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลให้กว่า 70% ของพื้นที่โดยรวมในอเมริกาปนเปื้อนของเสียที่เกิดจากสารพิษ
โดย Dr. Suckling ระบุว่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า "มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดสารพิษรั่วไหลไปสู่สภาวะแวดล้อม ที่จะนำปัญหาไปสู่ทั้งธรรมชาติและผู้คนที่สัมผัสกับสารพิษเหล่านั้น"
ถ้าหากเรานำโทรศัพท์กว่า 1 ล้านเครื่องแยกชิ้นส่วนออกมาได้ จะทำได้ได้ชิ้นส่วนที่มีค่าคร่าวๆ คิดตามน้ำหนักคือ ทองแดง 35,274 ปอนด์ เงิน 772 ปอนด์ ทอง 75 ปอนด์ และแพดลาเดียม 33 ปอนด์ แต่เรากลับนำโทรศัพท์มารีไซเคิลเพียงแค่ 8% เท่านั้น โดยในแต่ละปี อเมริกาได้ทิ้งชิ้นส่วนที่เป็นทั้งเงินและทอง คิดเป็นราคาคร่าวๆ กว่า 60 ล้านเหรียญสหรัฐไปโดยเปล่าประโยชน์ และในอังกฤษเองก็ได้โยนชิ้นส่วนที่ทำจากทองไปกว่า สี่ตัน คิดเป็นเงินราวๆ 85 ล้านเหรียญ
"ในการขุดเจาะธาตุต่างๆ เพื่อนำมาแปรรูปเป็นชิ้นส่วนอุปกรณ์ในการประดิษฐ์โทรศัพท์ล้วนมีค่าใช้จ่าย และต้องสูญเสียทรัพยากรพลังงานและน้ำที่สำคัญ หากปราศจากการนำเอาชิ้นส่วนโทรศัพท์ที่ไม่ใช้แล้วแต่ยังสามารถนำมารีไซเคิลได้ จะเป็นการเพิ่มจำนวนการสร้างก๊าซเรือนกระจกซึ่งจะปลดปล่อยออกมาในแต่ละขั้นตอนของการประกอบโทรศัพท์มือถืออีกด้วย"
และนอกจากนั้น จากการศึกษายังพบว่ามีก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ถูกปลดปล่อยออกมาจากกระบวนการการผลิตโทรศัพท์มือถืออีกว่า 84,000 ตันอีกด้วย
ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหา Dr. James Suckling ผู้วิจัยจึงได้เสนอให้ อันดับแรก ทางบริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์ควรจะมีโครงการ "Take-back clause" หรือการนำเอาเครื่องเก่ามาคืนให้กับบริษัทผลิตโทรศัพท์ของตนเองในกรณีสำหรับการชดเชยกรณีใดๆ ก็ตาม หากไม่ได้ใช้แล้ว ทางบริษัทควรมีกิจกรรม โครงการ หรือโปรโมชั่นใดๆก็ตามที่จะนำเอาโทรศัพท์ที่ไม่ใช้แล้วกลับคืนมาโรงงานเพื่อทำการรีไซเคิล อันดับต่อมา คือการพัฒนาโทรศัพท์ให้มีขนาดที่เบาบาง หรือใช้วัสดุในการผลิตน้อยลง เพื่อประหยัดทรัพยากรต้นทุนในการผลิตนั่นเอง
ฉะนั้น การจะเปลี่ยนโทรศัพท์เครื่องใหม่ในแต่ละครั้ง จึงไม่ใช่เพียงเพื่อตอบสนองความต้องการชั่วครู่ชั่วยาม เพราะรูปลักษณ์ความงามภายนอก หรือเพราะค่าโปรโมชั่นที่ล่อตาล่อใจ แต่ควรพิจารณาความจำเป็นให้ดี ก่อนที่จะหย่อนโทรศัพท์ที่ยังใช้งานได้กลับไปสู่ก้นลิ้นชัก หรือไปวางบนกองขยะ กลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิคส์ที่ยากต่อการกำจัดนั่นเอง
จากการศึกษาของมหาวิทยาลัย Surrey ในประเทศอังกฤษนั่นเอง พบว่าการเปลี่ยนโทรศัพท์เครื่องใหม่เรื่อยๆ โดยไม่จำเป็น จะเป็นการเพิ่มจำนวนการสร้างขยะอิเล็กทรอนิคให้เพิ่มมากขึ้นในธรรมชาติ สาเหตุหลักมาจากสัญญาผูกมัดโทรศัพท์ส่วนมากถูกออกแบบให้ลูกค้ามีความต้องการที่จะเปลี่ยนเครื่องใหม่ไปเรื่อยๆ มากกว่าการที่จะใช้เครื่องเดิมของตนอยู่นั่นเอง
 
บทความ อื่นๆ ...


page 6 of 17

รับข่าวสาร