• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


เวทีประชุมถอดบทเรียนการทำงานของเจ้าหน้าที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

อีเมล พิมพ์ PDF

25 ปี สืบ นาคะเสถียรเวทีประชุมถอดบทเรียนการทำงานของเจ้าหน้าที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ในงาน 25 ปี สืบนาคะเถียร เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2588 ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร โดยในเวทีได้พูดถึงเรื่องราวการทำงานตั้งแต่อดีตปัจจุบัน รวมถึงทิศทางการทำงานในอนาคตของทางมูลนิธิฯ ในภาคส่วนต่างๆ ของการทำงาน ซึ่งผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย อ.รตยา จันทรเทียร ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ภาณุเดช เกิดมะลิ รองเลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร นริศ บ้านเนิน เจ้าหน้าที่ภาคสนามมูลนิธิสืบนาคะเสถียรประจำพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี และ อรยุพา สังขะมาน เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

 

สติ๊กเกอร์ไลน์ สืบ นาคะเสถียร

อีเมล พิมพ์ PDF
สืบ นาคะเสถียร
 

กิจกรรม รำลึก 25 ปี สืบ นาคะเสถียร

อีเมล พิมพ์ PDF

25 ปี สืบ นาคะเสถียร

 

[PHOTO ESSAY] 25 ปี รำลึกสืบ นาคะเสถียร (ตอนที่3)

อีเมล พิมพ์ PDF
วันสุดท้าย ของการจัดงาน “รำลึก 25 ปี สืบ นาคะเสถียร” เป็นวันที่มีทั้งงานวิชาการและความบันเทิงให้ได้มาสัมผัสกันโดยเฉพาะวงดนตรีที่ทำให้ห้องประชุมแทบระเบิด จำนวนผู้เข้าชมล้นออกไปถึงโถงด้านนอกเลยทีเดียว
แต่อย่างไรก็ตาม งานวิชาการเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะการปลูกฝังจิตสำนึกให้หนุ่มสาวเยาวชนผู้จะเป็นกำลังของชาติในอนาคตต่อไป ผ่านการล้อมวงพูดคุยกับเครือข่ายชมรมอนุรักษ์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ พูดคุยแลกเปลี่ยนกิจกรรม ความคิด เพื่อเป็นแรงใจและแนวทางการดำเนินงานของกันอีกต่อไป
โดยมีผู้ใหญ่อย่าง อ.ศศิน เฉลิมลาภ เป็นผู้นำเสนอ คิดประเด็น ให้การแลกเปลี่ยนความคิดมีความหลากหลาย มีความชัดเจนยิ่งขึ้น
ก่อนเวทีเสวนาจบลง อ.รตยา จันทรเทียร ได้กล่าวให้โอวาทกับนิสิตนักศึกษาที่มาร่วมเสวนากันในวันนี้ เป็นแรงบันดาลใจให้น้องๆ ทำงานอนุรักษ์ต่อไปในอนาคต
ปกวันสุดท้าย ของการจัดงาน “รำลึก 25 ปี สืบ นาคะเสถียร” เป็นวันที่มีทั้งงานวิชาการและความบันเทิงให้ได้มาสัมผัสกันโดยเฉพาะวงดนตรีที่ทำให้ห้องประชุมแทบระเบิด จำนวนผู้เข้าชมล้นออกไปถึงโถงด้านนอกเลยทีเดียว
 

แถลงการณ์ : พิจารณาทางเลือกในการจัดการน้ำแบบบูรณาการ

อีเมล พิมพ์ PDF
แถลงการณ์ขอให้พิจารณาทางเลือกในการจัดการน้ำแบบบูรณาการ กรณีไม่ต้องสร้างเขื่อนในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์
จากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ได้มีการเสนอรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพของประชาชน โครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ (EHIA) ต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ซึ่งเตรียมที่จะมีการจัดประชุมคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) พิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านการพัฒนาแหล่งน้ำอีกครั้ง ในวันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2558 เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กกวล.) พิจารณาในขั้นตอนต่อไป ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ท่ามกลางการทักท้วงของคนในสังคมเป็นจำนวนมากทั้งองค์กรพัฒนาเอกชนด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่างๆ รวมทั้งมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และความเห็นของคณะทำงานตรวจสอบข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้แต่งตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาข้อมูลวิชาการ ด้านป่าไม้ สัตว์ป่า ความหลากหลายทางชีวภาพ การบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งประโยชน์และความคุ้มค่าที่จะได้รับจากการสร้างเขื่อนที่ต้องแลกมาด้วยผืนป่าแม่วงก์ ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญ ทั้งนี้ผู้ศึกษาไม่สามารถแก้ไขและชี้แจงประเด็นดังกล่าว ให้เป็นที่ยอมรับแก่ทุกภาคส่วนในสังคมได้
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร จึงขอแสดงเจตนารมณ์ที่จะคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนในอุทยานแห่งชาติ
แม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ และใคร่ขอเสนอให้มีการพิจารณาทางเลือกในการจัดการน้ำแบบบูรณาการ กรณีไม่ต้องสร้างเขื่อนในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. ในกรณีของการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ และกรณีของการใช้ทางเลือกในการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ การไม่ต้องสร้างเขื่อนในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จะได้ปริมาณน้ำที่ใกล้เคียงกัน กล่าวคือ การก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ จะได้ปริมาณน้ำ 250 ล้านลูกบาศก์เมตรโดยประมาณ ส่วนการใช้ทางเลือกในการจัดการน้ำแบบบูรณาการ กรณีไม่ต้องสร้างเขื่อนในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จะได้ปริมาณน้ำ 200 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยประมาณ
2. งบประมาณในการจัดทำทางเลือกในการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ กรณีไม่ต้องสร้างเขื่อนในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มีค่าใช้จ่ายในการจัดทำโครงการถูกกว่างบประมาณที่จะใช้ในการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ ถึงกว่า 6 เท่าตัวกล่าวคือ โครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 13,000 ล้านบาท ขณะที่ทางเลือกการจัดการน้ำแบบบูรณาการ กรณีไม่ต้องสร้างเขื่อนในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ใช้งบประมาณในการจัดทำโครงการ 1,940 ล้านบาท โดยประมาณ
3. คุณค่าของป่าที่ราบต่ำริมน้ำแม่วงก์และผืนป่าตะวันตก ซึ่งมีศักยภาพเพียงพอต่อการเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ หากมีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศ และการกระจายถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าในผืนป่าตะวันตก ที่ได้ผ่านการอนุรักษ์และฟื้นฟูประชากรจนประสบความสำเร็จมาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร จึงขอยืนยันเจตนารมณ์ที่จะคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ และใคร่ขอนำเสนอ “ทางเลือกในการจัดการน้ำแบบบูรณาการ กรณีไม่ต้องสร้างเขื่อนในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์”โดยขอวิงวอนให้ท่านรับฟังข้อคิดเห็นต่างๆอย่างรอบด้าน และตระหนักถึงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บนความถูกต้องตามหลักวิชาการเป็นสำคัญ ทั้งนี้มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ยินดีประสานความร่วมมือในการให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่แม่วงก์ต่อไป
รายชื่อองค์กรเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
มูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ
มูลนิธิโลกสีเขียว
กลุ่มศิลปินรักผืนป่าตะวันตก
สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย
กลุ่มพิทักษ์สิ่งแวดล้อมพยุหะอ.พยุหะคีรีจ.นครสวรรค์
กลุ่มสมาชิกนักกิจกรรมที่เคยทำงานกับคณะกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อม 16 สถาบันและเพื่อน
สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน
กองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ประเทศไทย
คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมภาคเหนือตอนล่าง
มูลนิธิเครือข่ายอนุรักษ์ป่าตะวันตก
สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย
มูลนิธิคณะกรรมการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก
มูลนิธิสถาบันปฏิปัณ
มูลนิธิสืบศักดิ์สินแผ่นดินสี่แคว
เครือข่ายป่าชุมชน จังหวัดนครสวรรค์
มูลนิธิบัณฑิตอาสาสมัคร
เครือข่ายป่าชุมชนขอบป่าตะวันตก จังหวัดกำแพงเพชร
เครือข่ายชุมชนคนรักษ์ป่าเขาแม่กระทู้
กลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม
กลุ่มใบไม้
มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ
เครือข่ายเยาวชนต้นกล้าน้อย
กลุ่ม Big Tree
ขอทางเลือกจัดการน้ำ ไม่เอาเขื่อนแม่วงก์แถลงการณ์ขอให้พิจารณาทางเลือกในการจัดการน้ำแบบบูรณาการ กรณีไม่ต้องสร้างเขื่อนในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์
 

สะเอียบ ประกาศไม่ร่วมมือกับหน่วยงานที่ผลักดันเขื่อน

อีเมล พิมพ์ PDF
สะเอียบ ขึ้นป้ายประกาศไม่ให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่ผลักดัน เขื่อนยมบน เขื่อนยมล่าง (เขื่อนแม่น้ำยม) หรือ เขื่อนแก่งเสือเต้น บ้านดอนชัย ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่
เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2558 ชาวบ้านตำบลสะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ จาก 4 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านดอนชัยหมู่ 1 , บ้านดอนชัยสักทอง หมู่ 9 , บ้านดอนแก้ว หมู่ 6 , และบ้านแม่เต้น หมู่ 5 กว่าร้อยคน ได้ประชุมปรึกษาหารือกันที่วัดดอนชัย ต.สะเอียบ เพื่อติดตามสถานการณ์การผลักดันเขื่อนของหน่วยงานต่างๆ และในวันนี้ได้มีการขึ้นป้ายประกาศ ไม่ให้ความร่วมมือใดๆ ทั้งสิ้น กับหน่วยงานที่สนับสนุนและผลักดันเขื่อนดังกล่าว
จากการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ นายศักดิ์ สมบุญโต ได้มีการจัดประชุมหน่วยงานราชการ เพื่อผลักดันโครงการเขื่อนยมบน-เขื่อนยมล่าง (เขื่อนแม่น้ำยม) ซึ่งคือเขื่อนแก่งเสือเต้นที่แบ่งออกเป็น 2 ตอน โดยได้มีการประชุมหน่วยราชการมาถึง 5 ครั้ง ซึ่งในครั้งที่ 5 ได้เชิญรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ มาให้ประสบการณ์และบทเรียนในการเข้าถึงชาวบ้านและชุมชนผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนผาจุก จ.อุตรดิตถ์ ที่สามารถอพยพชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนผาจุกออกจากพื้นที่ได้สำเร็จ เพื่อเป็นแนวทางในการทำงานของจังหวัดแพร่ เพื่อเข้าถึงชาวบ้านและชุมชนที่ได้รับผลกระทบต่อไป อันเป็นเหตุทำให้ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ ต.สะเอียบไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง
ในวันนี้ ชาวบ้าน ต.สะเอียบ จึงได้มีการขึ้นป้ายประกาศไม่ให้ความร่วมมือใดๆ ทั้งสิ้น กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนและผลักดันเขื่อนดังกล่าว
ทั้งนี้คณะกรรมการคัดค้านเขื่อน 4 หมู่บ้าน ต.สะเอียบ ได้ชี้แจงให้ชาวบ้านได้รับรู้สถานการณ์ และชี้แจงถึงมาตรการตอบโต้ที่ชาวบ้านได้ร่วมกันเสนอและดำเนินการมา อาทิ การยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ยกเลิกเขื่อนดังกล่าว พร้อมเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหา 14 แนวทางในการแก้ไขปัญหา น้ำท่วม น้ำแล้ง ลุ่มน้ำยม การยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิของชาวบ้านและชุมชน โดยทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนจะได้เรียกผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปชี้แจงในวันที่ 29 กันยายน 2558 นี้ ที่ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรุงเพทฯ
นายพิษณุ สร้อยเงิน คระกรรมการคัดค้านเขื่อน 4 หมู่บ้าน กล่าวว่า “การที่หน่วยงานต่างๆ ยังผลักดันเขื่อนยมบน-ยมล่างหรือเขื่อนแก่งเสือเต้น อยู่นั้น ได้สร้างความกังวลใจให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก คนเฒ่าคนแก่ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ก่อให้เกิดโรคเครียดตามมา เราจึงขอให้หน่วยงานต่างๆ ได้ยุติการผลักดันโครงการเขื่อนเหล่านี้เสีย เพราะยังมีแนวทางอื่นๆ ในการแก้ไขปัญหาน้ำแล้งน้ำท่วมลุ่มน้ำยมที่ภาคประชาชนเสนอถึง 14 แนวทาง โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนเหล่านี้ และยังสามารถแก้ไขปัญหาได้ดีกว่าการสร้างเขื่อนเหล่านี้เสียด้วยซ้ำ เราจึงขอให้นายกมีมติคณะรัฐมนตรี ยกเลิกเขื่อนเหล่านี้เพื่อความสงบสุขของชาวบ้านและชุมชน และเร่งใช้แนวทาง 14 แนวทางในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งลุ่มน้ำยม เพื่อความผาสุกของพี่น้องประชาชนลุ่มน้ำยมทั้งลุ่มน้ำต่อไป” นายพิษณุ กล่าว
ด้านนายสมมิ่ง เหมืองร้อง ประธานคณะกรรมการคัดค้านเขื่อน 4 หมู่บ้าน กล่าวว่า “ชาวบ้านทั้ง 4 หมู่บ้านได้มีมติไม่ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่สนับสนุนและผลักดันเขื่อน เราจะมีมาตรการตอบโต้กับทุกคนทุกหน่วยงานที่สนับสนุนและผลักดันเขื่อนเหล่านี้ เรายืนยันที่จะคัดค้านเขื่อนยมบน-ยมล่าง หรือเขื่อนแม่น้ำยม รวมทั้งคัดค้านเขื่อนแก่งเสือเต้น จนถึงที่สุด ล่าสุดเราได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และทางคณะกรรมการสิทธิ์ได้เรียกชาวบ้านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปชี้แจงที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 29 กันยายน นี้” นายสมมิ่ง กล่าว
ท้ายสุด ชาวบ้านได้มีมติมอบหมายให้ตัวแทนชาวบ้านในนามคณะกรรมการคัดค้านเขื่อน 4 หมู่บ้าน ได้ดำเนินการยื่นหนังสือเรียกร้องต่อหน่วยงานต่างๆ อาทิ ผู้ตรวจการแผ่นดิน , กรมบัญชีกลาง , ศูนย์ดำรงธรรม , กรมการปกครอง , กระทรวงมหาดไทย เป็นต้น จากนั้น คณะกรรมการฯได้ทำการมอบป้ายประกาศฯ ให้กับตัวแทนชาวบ้านทั้ง 4 หมู่บ้าน เพื่อนำไปติดยังหน้าหมู่บ้านของตนเองต่อไป
สะเอียบสะเอียบ ขึ้นป้ายประกาศไม่ให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่ผลักดัน เขื่อนยมบน เขื่อนยมล่าง (เขื่อนแม่น้ำยม) หรือ เขื่อนแก่งเสือเต้น บ้านดอนชัย ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2558 ชาวบ้านตำบลสะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ จาก 4 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านดอนชัยหมู่ 1 , บ้านดอนชัยสักทอง หมู่ 9 , บ้านดอนแก้ว หมู่ 6 , และบ้านแม่เต้น หมู่ 5 กว่าร้อยคน ได้ประชุมปรึกษาหารือกันที่วัดดอนชัย ต.สะเอียบ เพื่อติดตามสถานการณ์การผลักดันเขื่อนของหน่วยงานต่างๆ และในวันดังกล่าวได้มีการขึ้นป้ายประกาศ ไม่ให้ความร่วมมือใดๆ ทั้งสิ้น กับหน่วยงานที่สนับสนุนและผลักดันเขื่อนดังกล่าว
 

[PHOTO ESSAY] 25 ปี รำลึกสืบ นาคะเสถียร (ตอนที่2)

อีเมล พิมพ์ PDF

เปิดภายในงาน “รำลึก 25 ปี สืบ นาคะเสถียร” เรายังมีหลายเรื่องราวที่อยากบอกเล่าให้ผู้สนใจได้ฟัง โดยเฉพาะเรื่องราวของพวกเขาที่ทำงานหนัก กับภารกิจเสี่ยงตายเพื่อปกป้องป่าของไทย งานพวกเขาน่ายกย่องเชิดชู แต่กลับได้รับความสนใจน้อยถึงน้อยมากหากเทียบกับความรับผิดชอบของพวกเขา และความเป็นอยู่ของลูกน้องอย่าง ”เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า” ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คุณสืบห่วงไม่แพ้กัน

 

[PHOTO ESSAY] 25 ปี รำลึกสืบ นาคะเสถียร (ตอนที่1)

อีเมล พิมพ์ PDF

เปิด

เช้าวันที่ 1 กันยายน 2533 เป็นวันที่ประเทศไทยเกิดการสูญเสียบุคคลสำคัญในวงการอนุรักษ์ไป แต่ในการสูญเสียครั้งนั้นได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวงการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่าเมืองไทย โดยเป็นเวลากว่า 25 ปีแล้ว ที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ดำเนินงานตามเจตนารมณ์ของคุณสืบ เพื่อให้แน่ใจว่าการเสียสละในครั้งนั้นของคุณสืบจะไม่สูญหายไปพร้อมกับเสียงปืนโดยเปล่าประโยชน์

 

น้ำทะเลจะสูงขึ้นเท่าไร หากเรายังใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

อีเมล พิมพ์ PDF
น้ำทะเลจะสูงขึ้นเท่าไร หากเรายังใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
มหานครนิวยอร์ก โตเกียว และเซียงไฮ้จะจมอยู่ใต้น้ำทะเล เนื่องจากระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นประมาณ 50 เมตรหรือมากกว่านั้น หากเรายังใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างไม่บันยะบันยังโดยเผาทรัพยากรเหล่านั้นจนหมด เนื่องจากก๊าซเรือนกระจกที่ปลดปล่อยจากการเผาเชื้อเพลิงจะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นจนน้ำแข็งในทวีปแอนตาร์กติกละลายทั้งหมด อ้างอิงจากงานวิจัยที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร Sciences Advances โดยผู้ทำการวิจัยกล่าวว่างานชิ้นนี้เป็นชิ้นแรกที่มองไปยังผลกระทบระยะยาวจากการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากน้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ
“หากเรายังไม่หยุดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปในอากาศ วันหนึ่งในอนาคต พื้นดินที่เป็นบ้านของคนนับพันล้านชีวิตจะจมอยู่ใต้น้ำ”Ken Caldeira นักวิทยาศาสตร์อาวุโสมหาวิทยาลัย Stanford ผู้ร่วมเขียนงานวิจัยกล่าว
อย่างไรก็ดี งานวิจัยดังกล่าวอธิบายว่าการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกทั้งหมดอาจกินเวลานับหมื่นปี แต่ภายใน 1,000 ปีนี้ น้ำทะเลจะสูงขึ้นอย่างน้อย 100 ฟุต อ้างอิงจากงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์เยอรมัน แคลิฟอร์เนียร์และสหราชอาณาจักร โดยจะสูงขึ้นในอัตราประมาณปีละ 1 นิ้ว ดังเช่นที่เห็นในปัจจุบัน พื้นที่ชายฝั่งหลายแห่งเริ่มประสบปัญหาสูญเสียแผ่นดินและอุทกภัยจากระดับน้ำทะเลปกติที่สูงขึ้น
งานวิจัยดังกล่าวได้เน้นถึงความสำคัญของเป้าหมายในระดับสากลเพื่อป้องกันอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสจากระดับอุณหภูมิยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม การบรรลุเป้าหมายจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นไม่เกิน 2 เมตร แต่ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์บางคนมองว่าเป้าหมายดังกล่าวดูเป็นเรื่องที่ยากจะเป็นจริง
คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change:IPCC) กล่าวว่าหากต้องการป้องกันมิให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส มนุษย์จะต้องไม่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 1,000 เมตริกกิกะตัน หรือ 1,000 พันล้านตัน ซึ่งระดับการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศปัจจุบันก็เกือบมาถึงครึ่งทาง และการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหมดบนโลกก็จะปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็น 10 เท่าของเป้าหมายดังกล่าว
“พูดง่ายๆ คือ ถ้าเราเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหมด น้ำแข็งขั้วโลกก็จะละลายทั้งหมดเช่นกัน อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะทำให้เกิดวงจรการละลายและทำลายเสถียรภาพของแผ่นน้ำแข็ง หากกระบวนการนี้เริ่มขึ้นเมื่อไร มนุษยชาติก็ไม่มีทางที่จะหยุดมัน” RicardaWinkelmann นักวิทยาศาสตร์ประจำ Potsdam Institute for Climate Impact Research กล่าว
ปัจจุบัน การละลายของน้ำแข็งในทวีปแอนตาร์กติกคิดเป็นร้อยละ 10 ของระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก หากเราสามารถควบคุมการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ หิมะที่คาดว่าจะตกมากขึ้นก็อาจช่วยชดเชยน้ำแข็งที่ละลายไป ในทางกลับกัน หากเราไม่สามารถควบคุมได้ การละลายของน้ำแข็งในทวีปดังกล่าวก็จะกลายเป็นตัวเร่งให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
งานศึกษาอีกชิ้นหนึ่งคาดการณ์ว่าการละลายของน้ำแข็งในทวีปแอนตาร์กติกตะวันตกจะทำให้น้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น 8 นิ้วภายในศตวรรษนี้ Dan Martin หนึ่งในผู้ร่วมวิจัยผลงานชิ้นดังกล่าวกล่าวถึงแนวคิดที่น้ำแข็งจะละลายทั้งหมดหากเรายังไม่มีการควบคุมการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกว่า “นี่เป็นแนวคิดที่คงไม่มีใครที่ใส่ใจในปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรู้สึกแปลกใจอีกต่อไปแล้ว แต่สิ่งที่เราต้องคิดต่อคืออนาคตของเราจะเดินหน้าไปอย่างไรดี” เขาย้ำว่านักวิทยาศาสตร์กำลังพยายามที่จะคำนวณผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการละลายของน้ำแข็งให้มีความแม่นยำมากขึ้น
RicardaWinkelmann ก็ทราบถึงการละลายของแผ่นน้ำแข็งในทวีปแอนตาร์กติกตะวันตกซึ่งคงจะไม่สามารถยับยั้งได้ แต่เป็นเรื่องยากที่จะบอกได้อย่างแม่นยำว่าการละลายดังกล่าวจะกระทบต่อแผ่นน้ำแข็งทั้งหมดเมื่อไรและอย่างไร เพราะแต่ละภูมิภาคมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป
แต่สิ่งสำคัญที่เธอย้ำคือเรากำลังเผชิญกับการเพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำทะเลที่ไม่เคยมีบันทึกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
“ผลการศึกษาของเราแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของปัญหาที่ไม่ใช่จะก่อผลกระทบแค่ในทศวรรษนี้ หรือศตวรรษหน้า แต่ปัญหาที่เรากำลังเผชิญอาจเปลี่ยนหน้าตาของโลกที่เรารู้จักในอีก 10,000 ปีข้างหน้า”RicardaWinkelmann กล่าว
ถอดความจาก “Just How Much Could the Sea Rise from Burning Fossil Fuels? A Lot.” โดย Christina Nunez เข้าถึงได้ที่ http://news.nationalgeographic.com/energy/2015/09/150911-antarctic-ice-sheet-sea-level-rise-burning-fossil-fuels/
ถอดความโดย รพีพัฒน์อิงคสิทธิ์
ถ่านหินมหานครนิวยอร์ก โตเกียว และเซียงไฮ้จะจมอยู่ใต้น้ำทะเล เนื่องจากระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นประมาณ 50 เมตรหรือมากกว่านั้น หากเรายังใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างไม่บันยะบันยังโดยเผาทรัพยากรเหล่านั้นจนหมด เนื่องจากก๊าซเรือนกระจกที่ปลดปล่อยจากการเผาเชื้อเพลิงจะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นจนน้ำแข็งในทวีปแอนตาร์กติกละลายทั้งหมด อ้างอิงจากงานวิจัยที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร Sciences Advances โดยผู้ทำการวิจัยกล่าวว่างานชิ้นนี้เป็นชิ้นแรกที่มองไปยังผลกระทบระยะยาวจากการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากน้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ
 

เหลียวหลังแลหน้า งานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไทย : ผศ.ดร.จิรพล สินธุนาวา

อีเมล พิมพ์ PDF
“งานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในบ้านเรามันเป็นภาระหน้าที่โดยตรงของทุกคน” ผศ.ดร.จิรพล สินธุนาวา นายกสมาคมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้กล่าวไว้ในเวทีเสวนา “เหลียวหลังแลหน้า งานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” ในงานรำลึก 25 ปี สืบ นาคะเสถียร เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2558
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่สัมพันธ์และเกื้อกูลกัน การมองทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่บนโลกใบนี้แบบแยกส่วน เช่น ทรัพยากรดิน ทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรน้ำ ฯลฯ อาจนำไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ผิดพลาด นั่นอาจทำให้คนอย่างเราๆ เกิดความตระหนักน้อยลงด้วย เพราะว่าทุกอย่างถูกมองกลายเป็นเรื่องที่ไม่เชื่อมต่อกัน ทั้งที่จริงๆ แล้วทุกอย่างมันเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันหมดคงไม่ใช่หน้าที่ ความรับผิดชอบของใครคนใดคนหนึ่งที่จะต้องออกมาปกป้องดูแลรักษา แต่ทุกคนมีส่วนรับ “ผิด” และ “ชอบ”  ในความเป็นไปของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแต่ในช่วงระยะเวลา 30-40 ปีที่ผ่านมา
ผศ.ดร.จิรพล มองเห็นปัญหาที่ทำให้งานด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาของประเทศไทยที่จะมีส่วนสำคัญในการทำให้เกิดความตระหนักรู้ในการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า เดินทางไปได้ไม่ไกลนัก
“เพื่อทำให้คนนั้นเกิดความตื่นตัว เข้าใจ ในความจำเป็นที่ต้องใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและมีประสิทธิภาพในทุกขั้นตอน เป็นหน้าที่โดยตรงของภาครัฐที่มีหน้าที่หลายหน่วยงาน หลายกระทรวงด้วยกันที่เข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องเหล่านี้ แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมางบประมาณในเรื่องเหล่านี้ที่มีอยู่นั้น ไม่ได้ถูกใช้ให้เกิดการสำนึกรู้ในเรื่องของการอนุรักษ์อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร น่าเสียดายว่างบประมาณไปอยู่ในมือของคนที่ไม่ค่อยอยากทำ คนที่ไม่ค่อยอยากทำก็จะทำตามเกณฑ์ว่าปีที่แล้วเคยทำอะไรไว้ปีนี้ก็จะทำอย่างนั้น 30-40 ปีที่ผ่านไป การดำเนินงานทางด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างจิตสำนึกให้เกิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เกิดพลังที่จะลุกขึ้นมาตื่นตัว รับผิดชอบ ในภาคประชาชนยังไม่ตื่นตัวเท่าที่ควร”
โดย ผศ.ดร.จิรพล มองว่า การศึกษาในเรื่องสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยยังขาดทั้งในเรื่องความต่อเนื่องของผู้นำสิ่งแวดล้อมศึกษา องค์กรอิสระที่ทำงานทางด้านนี้ไม่มีกำลังหรือปัจจัยเพียงพอขาดเครื่องมือ การต่อเนื่องของประเด็นความรู้ ดังนั้นในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมางานอนุรักษ์จึงวนอยู่กับที่ ไม่ไปไหนนัก
“ภาระงานของคนทำงานอนุรักษ์ส่วนใหญ่ไปอยู่ในมือของคนที่ไม่มีสตางค์ เผอิญคนที่มีสตางค์ทำในสิ่งที่อยากทำไม่ได้ทำในสิ่งที่พึงทำ หน่วยงานราชการส่วนใหญ่ทำแบบตั้งรับ รอให้เกิดเหตุก่อน รอให้เกิดความเสียหายก่อนอย่างเช่น กรณีคลิตี้ 30-40 ปีที่ผ่านมางานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นแบบนี้แล้วถามว่ามันจะไปได้ไกลแค่ไหน งานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในบ้านเรามันถึงสะดุดเพราะมันเกิดจากการเริ่มต้นทำในลักษณะของการต่างตอบแทน ไม่ได้ทำด้วยเกิดจากการสร้าง การบ่มเพาะนักสิ่งแวดล้อม ผู้นำทางสิ่งแวดล้อม การให้ความรู้กับประชาชน ในวาระตรงนี้ที่จะมองไปข้างหน้าคือต้องหาทางกระจายมันออกไป ต้องกระจายจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบลงไปสู่ภาคประชาชนให้เร็วที่สุด ให้ประชาชนตื่นตัว มีภูมิต้านทางไม่หลงใหลไปกับสังคมบริโภคนิยม”
โดย ผศ.ดร.จิรพล คิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำให้ภาคประชาชนเกิดความตระหนักรู้มากที่สุด คือการลงมือทำให้เห็น “การให้การศึกษาคือการทำเป็นตัวอย่าง ทำเป็นตัวอย่างให้เห็นในการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าในทุกๆขั้นตอนของการบริโภค ไม่ใช่ว่าไปประท้วงการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำกับเค้า แล้วกลับบ้านมาหลับอยู่หน้าทีวี อันนี้ไม่ใช่ การที่ลงมือทำจริงมันมีพลานุภาพ มันมีสีสันมากกว่าการที่พูดแต่เพียงอย่างเดียว Ngo อย่างเราควรมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในด้านการกระทำงานสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยจะก้าวไปได้ต้องเกิดจากการเปลี่ยนแปลงที่การกระทำจริงๆ ถ้าเราคิดว่าการกระทำที่ไม่ถูกต้องและไม่มีคนเห็น อันนี้เราต้องคิดใหม่”
ดังนั้นคำตอบของความรับผิดชอบในทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คงไม่ได้เป็นภาระหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง หรือภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง แต่ควรอยู่ที่จิตสำนึกของพวกเราทุกคน
25ปีสืบ“งานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในบ้านเรามันเป็นภาระหน้าที่โดยตรงของทุกคน” ผศ.ดร.จิรพล สินธุนาวา นายกสมาคมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้กล่าวไว้ในเวทีเสวนา “เหลียวหลังแลหน้า งานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” ในงานรำลึก 25 ปี สืบ นาคะเสถียร เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2558

ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่สัมพันธ์และเกื้อกูลกัน การมองทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่บนโลกใบนี้แบบแยกส่วน เช่น ทรัพยากรดิน ทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรน้ำ ฯลฯ อาจนำไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ผิดพลาด
 

ศาลเนเธอร์แลนด์สั่งรัฐบาลต้องลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

อีเมล พิมพ์ PDF
ศาลเนเธอร์แลนด์สั่งรัฐบาลต้องลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ศาลประเทศเนเธอร์แลนด์ ณ กรุงเฮก สั่งให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ตัดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างน้อยร้อยละ 25 ภายใน 5 ปี นับว่าเป็นคำพิพากษาที่สำคัญที่คาดว่าจะสร้างแรงกระตุ้นต่อคนทั่วโลก
ท่ามกลางเสียงสนับสนุนของนักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผู้พิพากษาสามท่านได้ตัดสินให้แผนการของรัฐบาลที่จะลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 14 ถึง 17 เปรียบเทียบกับระดับการปลดปล่อยเมื่อปี พ.ศ. 2533 ภายในปี 2563 ไม่เป็นไปตามกฎหมาย เนื่องจากระดับและขนาดของภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นมีความรุนแรงอย่างมาก
นักรณรงค์ที่กำลังยินดีกล่าวว่า แผนการที่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์เตรียมไว้สำหรับนำเสนอในการประชุมภูมิอากาศโลก (Climate Summit)ที่จะจัดขึ้น ณ กรุงปารีสในปลายปีนี้ ควรมีความระมัดระวังโดยยึดความท้าทายทางกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนในปัจจุบัน ที่มองว่าระดับการลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่เสนอนั้นยังไม่เพียงพอ
“ก่อนการตัดสินครั้งนี้ สิ่งที่เป็นพันธะผูกพันทางกฎหมายสำหรับรัฐบาลคือสิ่งที่พวกเขาตัดสินใจกันเองในสนธิสัญญาระหว่างประเทศ” Dennis van Berkel ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของกลุ่ม Urgenda ที่ทำการฟ้องร้องกล่าว “นับเป็นครั้งแรกที่ศาลตัดสินให้รัฐมีพันธะผูกพันทางกฎหมายที่เป็นอิสระต่อประชาชน คำตัดสินนี้ส่งผลต่อแผนที่กำลังจะนำเสนอในที่ประชุมกรุงปารีส เพราะรัฐบาลจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลในครั้งนี้”
นับว่าเป็นคดีความเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งแรกที่ยึดตามกฎหมายสิทธิมนุษยชน และกฎหมายละเมิด Hans Hofhuis ผู้พิพากษาได้กล่าวว่าภัยคุกคามจากสภาวะโลกร้อนมีความรุนแรง และรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ก็รับรู้โดยการลงชื่อในสนธิสัญญาระหว่างประเทศ “รัฐบาลไม่ควรหลบอยู่หลังคำถกเถียงที่ว่าการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลกไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพยายามของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์เพียงอย่างเดียว” เขากล่าว “การลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในรูปแบบใดก็ตามที่จะช่วยบรรเทาความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนเธอร์แลนด์ในฐานะประเทศพัฒนาแล้วควรมีบทบาทเป็นผู้นำในเรื่องดังกล่าว”
หลังจากการรณรงค์ที่ใช้เวลากว่าสองปีครึ่งเพื่อให้มีการว่าความครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา คำตัดสินของผู้พิพากษาในคดีนี้ทำให้ Roger Cox ผู้สนับสนุนหลักของการรณรงค์น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว
นักกิจกรรมรุ่นใหม่กล่าวว่า คำตัดสินของศาลได้กู้เกียรติของเนเธอร์แลนด์กลับมา หลังจากที่ทั่วโลกมองว่าประเทศอย่างเดนมาร์ก เยอรมัน และอังกฤษ ต่างก็นำหน้าในฐานะผู้นำการต่อสู้สภาพภูมิอากาศในการแข่งขันเพื่อเศรษฐกิจสีเขียว
คดีนี้เกิดจากการรวมตัวของชาวเนเธอร์แลนด์ 886 รายโดย Urgenda โดยฟ้องต่อรัฐบาลเนเธอร์แลนด์เนื่องจากละเลยการปฏิบัติหน้าที่ทั้งที่รู้ว่ามีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับที่จะทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเกินสององศาเซลเซียส
ข้อกล่าวหายึดตามหลักกฎหมายที่ห้ามไม่ให้รัฐปลดปล่อยมลภาวะที่อาจมีผลเสียต่อประเทศอื่น รวมถึงยึดตามแนวทางของสหภาพยุโรปเรียกว่า “หลักระมัดระวังล่วงหน้า”ที่กำหนดไม่ให้รัฐกระทำการใดๆ ที่ไม่ทราบผลของการกระทำ แต่มีโอกาสก่อให้เกิดอันตรายอย่างรุนแรง
คำกล่าวของเลขาธิการสหประชาชาติที่ระบุให้ทุกรัฐบาลทำอะไรก็ได้ที่จำเป็นต่อการลดอันตรายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ถูกหยิบยกขึ้นมานำเสนอต่อศาล รวมถึงรายงานของคณะทำงานด้านภูมิอากาศของสหประชาชาติ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) เมื่อปี พ.ศ. 2550 ที่คำนวณระดับการลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่จำเป็นเพื่อให้มีโอกาสร้อยละ 50 ที่อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้นไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส
James Thornton ผู้บริหารกลุ่มนักกฎหมายสิ่งแวดล้อม ClientEarth กล่าวถึงการตัดสินครั้งนี้ว่า “กล้าหาญและมีวิสัยทัศน์” และจะเป็นกรณีตัวอย่างสำหรับการฟ้องร้องในอนาคต “หลายครั้งในประวัติศาสตร์ที่ศาลได้เข้ามาจัดการปัญหา เช่นในอดีตคือปัญหาการเหยียดสีผิว ส่วนปัญหาปัจจุบันคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งศาลก็ได้เข้ามามีบทบาทอีกครั้ง คำตัดสินของศาลเนเธอร์แลนด์จึงเป็นแรงกระตุ้นให้ศาลทั่วโลกต่อกรกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”
ถอดความบางส่วนจาก Dutch government ordered to cut carbon emissions in landmark ruling โดย Arthur Neslen เข้าถึงได้ที่ http://www.theguardian.com/environment/2015/jun/24/dutch-government-ordered-cut-carbon-emissions-landmark-ruling
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
ศาลประเทศเนเธอร์แลนด์ ศาลประเทศเนเธอร์แลนด์ ณ กรุงเฮก สั่งให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ตัดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างน้อยร้อยละ 25 ภายใน 5 ปี นับว่าเป็นคำพิพากษาที่สำคัญที่คาดว่าจะสร้างแรงกระตุ้นต่อคนทั่วโลก  

ท่ามกลางเสียงสนับสนุนของนักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผู้พิพากษาสามท่านได้ตัดสินให้แผนการของรัฐบาลที่จะลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 14 ถึง 17 เปรียบเทียบกับระดับการปลดปล่อยเมื่อปี พ.ศ. 2533 ภายในปี 2563 ไม่เป็นไปตามกฎหมาย เนื่องจากระดับและขนาดของภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นมีความรุนแรงอย่างมาก
 

เหลียวหลังแลหน้า งานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไทย : ศ.ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์

อีเมล พิมพ์ PDF
มีหลายๆคน เคยกล่าวไว้ว่างานอนุรักษ์บางทีเป็นงานที่ว้าเหว่ นักอนุรักษ์เหมือนกันแค่มองตา พยักหน้าก็เข้าใจกัน แต่คนในสังคมส่วนใหญ่อาจไม่เข้าใจเช่นนั้น หรืออาจต้องใช้เวลาบ้างในการทำความเข้าใจในเรื่องที่นักอนุรักษ์พยายามที่จะเรียกร้อง ต่อสู้ ในเวทีเสวนา “เหลียวหลังแลหน้า งานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” ในงานรำลึก 25 ปี สืบ นาคะเสถียร ศ.ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2558 ก็มีความเห็นไม่ต่างกัน
“ประเด็นสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่มีอารมณ์ร่วมได้ ผมกำลังจะชี้ให้เห็นว่าประเด็นที่เราสนใจมีความหนักเบาไม่เท่ากัน ความสนใจใกล้ตัวไม่เท่ากัน เรื่องป่าเรื่องสัตว์มันมีอารมณ์ร่วมได้ ยกตัวอย่างเรื่อง “จักรยาน” เกือบ 25 ปีที่ทำมามีแต่คนว่าผมเพี้ยน บ้า เรื่องสิ่งแวดล้อมที่กลุ่มพวกเราคุยกันเอง แค่พยักหน้าก็เข้าใจกัน เออใช่นะ แต่บางทีมันก็ไม่ใช่นะเพราะคนข้างนอกเขาไม่รับรู้อะไรด้วย บางทีว้าเหว่มันเป็นสิ่งเตือนใจว่าเรากำลังทำอะไรที่เป็นส่วนน้อยที่สังคมรับรู้และชื่นชมด้วยนะในบางกรณีนั่นคือสิ่งที่ผมเหลียวหลังไปเห็น”
นอกจากนี้ ศ.ดร.ธงชัย ยังพยายามชี้ให้เห็นว่า ในโลกแห่งความเป็นจริง การพัฒนาคงเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ ถ้ามองแต่การพัฒนาโดยไม่มองถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมในระยะยาวคงไม่เกิดผลดีแน่แต่ถ้ามองทางด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเดียวโดยไม่คิดที่จะพัฒนาอะไรเลยคงไม่ถูกต้องเท่าไหร่นัก โดยยกตัวอย่างให้เห็นภาพถึงช่วงที่กำลังจะมีการก่อสร้างรถไฟฟ้า
“รถไฟฟ้า ตอนแรกที่จะขึ้น เมื่อก่อนต่อต้าน มันจะเป็นตัวดำทะมึนอยู่ข้างบน ข้างล่างต้นไม้จะไม่ขึ้น แต่เดี๋ยวนี้แย่งกันเอาระบบรางมาใกล้ๆ บ้านตัวเอง ผมกำลังจะบอกว่า “โรแมนติก” กับ “เรียลลิสติก” มันต้องสู้กันนะ เราจะโรแมนติกโดยไม่เรียลลิสติกผมว่าไม่ได้ แต่ถ้าเกิดเราเรียลลิสติกโดยไม่มองโรงแมนติกก็ไม่ได้เช่นกัน ไม่มองด้านสิ่งแวดล้อม ไม่มองด้านทรัพยากร ไม่มองป่าไม้ ผมว่าแบบนี้ก็ไม่ใช่วิธีคิดที่ถูก เราต้องไปพร้อมๆ กัน ทั้งโรแมนติกและเรียลลิสติก มันต้องควบคู่กันไปด้วย ไม่ใช่มองอะไรแค่ในอุดมคติอย่างเดียว งานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกับการพัฒนาก็เช่นกัน ต้องทำงานควบคู่กันไปทั้งคนกลุ่มน้อยกลุ่มใหญ่ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเราต้องทำงานร่วมกัน ไม่งั้นเราจะเดินหน้าไปต่อกันไม่ได้”
ในช่วงที่คุณสืบเสียสละชีวิตไปไม่นาน เป็นช่วงที่มีองค์กรทางด้านสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นมากมายแต่หลายๆ องค์กรก็ล้มหายไปกับกาลเวลา ทั้งทุนหมดและอีกหลายๆ ปัญหาที่รุมเร้า แล้วจะทำอย่างไรให้เกิดความเข้มแข็งในองค์กรดังล่าวเพื่อสืบทอดเจตนารมณ์แห่งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่อไปได้ ศ.ดร.ธงชัย  มองว่าองค์กรสิ่งแวดล้อมถ้าจะทำงานใหญ่ต้องมองไปให้ไกล นอกจากเรื่องของทุนในการทำงานที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันแล้ว โจทย์ใหญ่อีกเรื่องคือ ทำอย่างไรจะให้มันยั่งยืน
“ยากแต่ต้องคิด เป็นโจทย์ที่สำคัญ วิธีการที่เราจะมองไปข้างหน้าเพื่อที่จะให้อยู่ยั่งยืนได้ ผมอยากเสนอให้มีการทำ swot ด้านสิ่งแวดล้อมบ้านเรา แล้วเราดูซิว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมบ้านเราจะเดินหน้าไปอย่างไร องค์กรสิ่งแวดล้อมต่างๆ จะดูเรื่องอะไรแล้วมารวมกัน ผนึกกำลังร่วมกันเพื่อบูรณาการเพราะตอนนี้ผมว่ามันต่างคนต่างก้าวต่างคนต่างเดิน พอที่ไหนมีข่าวก็เฮกันไปที ถ้าเป็นอย่างนั้นมันไม่ใช่การจัดการที่ดีพอ”
โดย ศ.ดร ธงชัย เน้นว่า “การต่อสู้ทางด้านสิ่งแวดล้อมควรนำวิชาการเข้ามาช่วยมากขึ้น ใช้ความรู้ในการต่อสู้ และต้องเป็นวิชาการที่คนรู้รอบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ง่ายต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในหลายสาขาร่วมกันดู และต้องหาผู้รู้จริงมาช่วยไม่งั้นจะถึงทางตัน เพราะที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ เวลาพื้นที่ไหนมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นที่เชียงราย ภูเก็ต กระบี่ พังงาเราก็ไปให้กำลังใจกันและกัน แต่เป็นคนหน้าเดิมๆ ทำให้น้ำหนักมันลดลง เพราะสื่อที่ออกไปจะกลายเป็นว่ามีแต่คนกลุ่มเดิมๆที่เรียกร้องเท่านั้น”
ข้อหาขัดขวางการพัฒนาประเทศ คนในแต่ละองค์กรสิ่งแวดล้อมคงโดนกันทั่วหน้า ฉะนั้นการใช้วิชาการนำเพื่อเรียกร้องต่อสู้จึงเป็นสิ่งสำคัญมากในยุคนี้ ที่ต้องเอาความจริงมาสู้กันเพื่อชั่งน้ำหนักให้ได้ว่าสิ่งไหนคือทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ ณ ห้วงเวลานี้ ในภาวะที่ทรัพยากรธรรมชาติเหลือให้ใช้อย่างจำกัดแค่เพียงเท่านี้...
25 ปีสืบ มีหลายๆคน เคยกล่าวไว้ว่างานอนุรักษ์บางทีเป็นงานที่ว้าเหว่ นักอนุรักษ์เหมือนกันแค่มองตา พยักหน้าก็เข้าใจกัน แต่คนในสังคมส่วนใหญ่อาจไม่เข้าใจเช่นนั้น หรืออาจต้องใช้เวลาบ้างในการทำความเข้าใจในเรื่องที่นักอนุรักษ์พยายามที่จะเรียกร้อง ต่อสู้ ในเวทีเสวนา “เหลียวหลังแลหน้า งานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” ในงานรำลึก 25 ปี สืบ นาคะเสถียร ศ.ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2558 ก็มีความเห็นไม่ต่างกัน
 

เหลียวหลังแลหน้า งานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไทย : เอมพงศ์ บุญญานุพงศ์

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2558 ในงานรำลึก 25 ปี สืบ นาคะเสถียร ช่วงเวทีเสวนา “เหลียวหลังแลหน้า งานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไทย” ซึ่งเป็นเวทีเพื่อให้ผู้ร่วมเสวนามองทบทวนเหตุการณ์สิ่งแวดล้อมที่เคยเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงมองปัญหาและทิศทางในอนาคตว่างานสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยควรจะเดินต่อไปในทิศทางหรือรูปแบบใด ถึงจะแก้ไขปัญหาได้ถูกต้องตรงประเด็นมากที่สุด หนึ่งในผู้ร่วมเวทีดังกล่าว คือ คุณเอมพงศ์ บุญญานุพงศ์ นักข่าวที่คลุกคลีอยู่ในวงการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมายาวนานกว่า 20 ปี เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม
“ผมทำงานสิ่งแวดล้อมมานานจนถึงปัจจุบัน สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลย คือการต่อสู้เรื่องสิ่งแวดล้อมระหว่างชาวบ้านกับรัฐ ในโครงการพัฒนาต่างๆ ที่มีผลกระทบเชิงลบต่อทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม”
เอมพงศ์มองว่า การแก้ไขปัญหาของภาครัฐไม่เคยเปลี่ยนเลย รัฐยังคงใช้หลักนิติรัฐรวมถึงกฎหมายมากกว่าความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคม รัฐยังคงคิดแบบเดิมๆ ก้าวไม่พ้นปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและจัดการแก้ไขปัญหาในรูปแบบเดิมๆ จึงทำให้เกิดการทะเลาะอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้  ถ้ามองให้เห็นภาพชัด คือ กรณีน้ำท่วมปี 2554 เกือบทุกจังหวัดที่เกิดน้ำท่วม จะมีโครงการก่อสร้างเขื่อนผุดขึ้น ปัญหาน้ำแล้งที่เกิดขึ้นการแก้ไขปัญหาก็ไม่ต่างกันคือต้องสร้างเขื่อน รวมทั้งในเรื่องของการแก้ไขปัญหาที่ดินและเรื่องพลังงาน
“ตั้งแต่สมัยผมเรียนจนทำงานมาจนถึงป่านนี้ ยังไม่เคยพ้นจากวิธีที่ผมได้รับรู้มา เราไม่สามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมหรือป้องกันธรรมชาติและแก้ไขปัญหามลพิษได้เลย ประเทศเรามีคนเก่ง มีนักวิทยาศาสตร์เยอะมาก เรามีทุกอย่างแต่เราก็ไม่ได้ทำ เพราะเราต่างคนต่างทำ”
ประเด็นปัญหาเรื่องการจัดการและการแก้ไขปัญหาในสิ่งแวดล้อมของบ้านเรา เอมพงศ์ได้ตั้งข้อสังเกตไว้เป็น 3 ประเด็น คือ
1. เราไม่เคยเชื่อมถึงกัน ประชาชนไทยรู้สึกเชื่อมั่นในเทคโนโลยี แต่ประชาชนไทยไม่เชื่อมั่นในการดำเนินการของประเทศเรา ไม่เชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีจะผ่านการผลิตที่โปร่งใส บริสุทธิ์ยุติธรรม ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เทคโนโลยีด้อยลง
2. เรามีระบบการเมืองที่ไม่เสถียร ทำให้ประเทศของเราทำอะไรที่ไม่ต่อเนื่อง กฎระเบียบถูกผลิตขึ้นเต็มไปหมดจนประชาชนอย่างเราปฏิบัติตามไม่ทัน  เวลาผ่านไปเพียงเสี้ยววินาทีจนแทบไม่รู้ตัว คุณอาจจะเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายไปได้ นี่คือสิ่งที่ทำให้เราไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้
3. การบริหารที่ไม่เชื่อมโยงต่างคนต่างทำ ในเรื่องของสิ่งแวดล้อม เรามีกระทรวงที่ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมเยอะมาก แต่จะเห็นว่าหลายกระทรวงมีหน่วยงานภายในที่ขัดแย้งกันเอง บางกระทรวงสนับสนุนให้หน่วยงานในองค์กรของตัวเองทำลายสิ่งแวดล้อมได้โดยไม่รู้ตัว ยกตัวอย่างเรื่อง “น้ำ” มีกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์กรมหาชน)เยอะมาก แต่บ้านเรายังแล้ง น้ำท่วมมาเราไม่รู้ว่าจะเอาไปออกซ้ายออกขวา เราไม่รู้จะเอาไปลงตรงไหน ทั้งที่มีหน่วยงานเยอะมาก ใช้งบประมาณเยอะมาก ใช้คนเยอะมาก และคนฉลาดเยอะมาก แต่ยังตกลงกันไม่ได้
ในเรื่องของพลังงานก็ไม่ต่างกัน “เรายังคิดไม่จบเลยว่าตกลงประเทศเราไฟฟ้าพอมั้ย เกินมั้ย ขาดมั้ย เราควรใช้พลังงานอะไร แค่สองเรื่องนี้ เรื่องเดิมๆ ปัญหาสิ่งแวดล้อม 25 ปีผ่านมาแล้ว ปัญหาก็ยังคงวนอยู่แค่นี้ ในขณะที่เราใช้เงินเยอะขึ้น เรามีหน่วยงานที่ยิบๆย่อยๆเยอะขึ้น เรารับคนเก่งเข้ามาทำงานเยอะมาก แต่เราก็ยังเจอปัญหาแบบเดิมๆ”
ในหลายๆ โครงการที่เกิดขึ้นในบ้านเรา เอมพงศ์ได้ตั้งคำถามกับผู้ร่วมในเวทีเสวนาว่าเคยสงสัยหรือไม่ สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในหลายๆ โครงการคือนโยบายหรือการวางแผนทางธุรกิจกันแน่?
“คิดทุกมิติว่ามันสัมพันธ์กัน เพราะเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของทุกคนหมด ทำลายป่าหนึ่งผืนไม่ได้เกี่ยวกับแค่นายก. นายข. มันเกี่ยวกับเหตุการณ์ มีบุคคล กลุ่มบุคคล มีกฎหมาย ผลประโยชน์ ชุมชน ความขัดแย้ง อันนี้คือตัวทฤษฎีทั่วไปที่เห็น เช่น กรณีที่ดินวังน้ำเขียว กรณีน้ำท่วม ภัยแล้ง เขื่อนแม่วงก์ เขาใหญ่ นี่คือสิ่งแฝงเร้นในธุรกิจที่แอบแฝงมาในงานสิ่งแวดล้อม เรื่องเหมืองทอง โครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ เรื่องวางท่อก๊าซ เพราะเราอ่อนแอ รัฐอ่อนแอ ข้าราชการอ่อนแอ ปัญหาที่เหมือนง่ายๆประเทศเราไม่เคยแก้ได้เลย”
“นี่คือระบบทั้งหมดที่เราเห็น ระบบกฎหมายที่อ่อนแอ ข้อบังคับที่ไม่ครอบคลุม ระบบราชการที่อ่อนแอไม่จริงจังกับอะไร การเมืองที่อ่อนแอเอื้อประโยชน์ มีการปรับครม.เพื่อให้ใครบางคนมาเป็นอะไร/ดูแลอะไร มันลามไปสู่ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม มันลามไปสู่ระบบอาหารของเรา นี่คือกระบวนการทั้งหมดของสิ่งแวดล้อม ถามว่ามีผลกระทบอะไรมั้ย กระทบกับคน เพราะเราก็เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมเศษเสี้ยวเล็กๆ สุดท้ายเราอ่อนแอ เราไม่เข้มแข็ง เรามักง่ายกับการใช้ชีวิตของเรา เช่น การใช้กล่องโฟม เราเรียกร้องอย่างอื่นเยอะมาก แต่เรายังกินข้าวกล่องโฟม ทั้งที่เรารู้ว่าเสียสุขภาพ แล้วเราก็ทิ้งขยะและสร้างขยะเยอะมาก ใครรณรงค์อะไรนิดนึงก็จะหาว่าคนๆ นั้นโลกสวย ทั้งหมดนี้มันถึงเกิดกลุ่มที่จ้องจะหาแสวงผลประโยชน์ คนจะกลายเป็นคนที่เห็นแก่ตัว จะไม่สนใจว่าที่สาธารณะนี้เป็นของใคร อุทยานแห่งชาติเป็นของใคร ฉันอยากสร้างอะไรก็ได้ ฉันอยากจะไปยึดตรงไหนกับใครก็ได้ คนที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ก่อมลพิษ องค์กรธุรกิจที่คิดแค่ว่าทำ CSR แล้ว คนสรรเสริญแล้ว ฉันทำอะไรก็ได้ ฉันจะสร้างท่าเรือ ฉันจะสร้างอะไรในแม่น้ำก็ได้ ในทะเล ภูเขา เพราะว่าภาพลักษณ์องค์กรดี มีรางวัลการันตีเต็มไปหมดว่าฉันเป็นคนดี เพราะฉะนั้นสิ่งที่ฉันทำมันมีนัยยะสำคัญว่ามันคือความดี กลุ่มที่เมินเฉยต่อทุกสิ่ง หน่วยงานรัฐจะไปสร้างโรงไฟฟ้าในประเทศไหน คนจะเดือดร้อนมั้ย ปลาในหนองน้ำ ข้าวในนาจะไปปนเปื้อนมั้ย เขาไม่ได้เดือดร้อนเพราะเขาคิดแค่ว่าตราบใดที่เปิดไฟฟ้าแล้วมีไฟฟ้า เปิดน้ำแล้วมีน้ำ มีทุกอย่างที่ฉันต้องการด้วยเงินที่ฉันซื้อได้ โดยไม่ได้คิดว่าแม่น้ำโขงไหลผ่านบ้านเราเหมือนกัน กินปลาจากแม่น้ำโขงเหมือนกัน กินปลาที่ว่ายขึ้นมาจากสงขลาเหมือนกัน นี่คือคนกลุ่มหนึ่ง ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งพยายามปกป้อง ก็ทำที่มีแรง ทำอย่างอ่อนล้าไป เงินทุนหมดไป และตายไปในที่สุด"
ในตอนท้ายของเวทีเสวนา เอมพงศ์ได้ฝากข้อคิดไว้ว่า “เราควรจะเป็นคนกลุ่มใหม่ที่ดูแลตัวเอง ไม่ต้องรักทั้งโลกก็ได้ รักตัวเอง ดูแลตัวเอง เริ่มต้นที่ตัวเองก่อน เริ่มที่ครอบครัวเรา สุดท้ายไม่ว่าจะอยู่ในสถานะอะไร ผมเป็นแค่ส่วนหนึ่งบนโลกใบนี้ ผมอยากให้นึกถึงสืบ นาคะเสถียร ในทุกวัน พี่สืบคงดีใจมากกว่าที่เรารำลึกถึงตัวแก ไม่ใช่เฉพาะแค่วัน ที่ 1 กันยา ในการช่วยกันร่วมดูแลโลกใบนี้”
25 ปี สืบ นาคะเสถียรเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2558 ในงานรำลึก 25 ปี สืบ นาคะเสถียร ช่วงเวทีเสวนา “เหลียวหลังแลหน้า งานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไทย” ซึ่งเป็นเวทีเพื่อให้ผู้ร่วมเสวนามองทบทวนเหตุการณ์สิ่งแวดล้อมที่เคยเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงมองปัญหาและทิศทางในอนาคตว่างานสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยควรจะเดินต่อไปในทิศทางหรือรูปแบบใด ถึงจะแก้ไขปัญหาได้ถูกต้องตรงประเด็นมากที่สุด หนึ่งในผู้ร่วมเวทีดังกล่าว คือ คุณเอมพงศ์ บุญญานุพงศ์ นักข่าวที่คลุกคลีอยู่ในวงการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมายาวนานกว่า 20 ปี เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม
 

ทำไมเราต้องอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธุ์ ?

อีเมล พิมพ์ PDF
ปีพ.ศ. 2524 จำนวนประชากรกอริลลาภูเขาหลงเหลือเพียงแค่หยิบมือ ถูกกักอยู่ในเทือกเขาเล็กๆ ในทวีปแอฟริกากลาง เนื่องจากมนุษย์ได้รุกล้ำที่อยู่อาศัยของมันอย่างต่อเนื่องโดยการล่าและการทำสงคราม ขณะนั้น มีการประมาณการจำนวนประชากรกอริลลาภูเขาว่าเหลือเพียง 254 ตัว น้อยจนสามารถเข้าไปอยู่ในเครื่องบิน Boeing 747 เพียงลำเดียว
ปัจจุบันตัวเลขเริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น จากการสำรวจเมื่อปี พ.ศ.2555 พบว่าประชากรกอริลลาภูเขาเพิ่มขึ้นเป็น 880 ตัว นับว่าเป็นการพัฒนาที่ก้าวกระโดด อย่างไรก็ดี กอริลลาภูเขาก็ยังนับว่าเป็นชนิดพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered)
เราได้ยินโศกนาฏกรรมเช่นนี้จากทั่วโลกอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเสือ หมีแพนด้า แร้งแคลิฟอร์เนีย หรือแนวปะการัง แต่ยังมีสัตว์ป่าอีกหลายชนิดที่กำลังถูกคุกคาม ในตอนแรกเรื่องราวเหล่านั้นอาจทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจ แต่ไม่นานเราก็จะเริ่มชินชา
การถูกคุกคามของสัตว์ป่าควรค่าที่เราจะกังวลหรือไม่? แน่นอนว่ามันคงเป็นเรื่องน่าเศร้าที่จะไม่มีสัตว์น่ารักอย่างหมีแพนด้าอยู่บนโลก แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องพึ่งพิงมันในการดำรงชีวิต นอกจากนี้ สิ่งที่จำเป็นกว่าคือการดูแลมนุษยชาติ ซึ่งก็มีปัญหามากมายที่เราต้องกังวลเกินว่าจะตัดสินใจจ่ายเงินหลายล้านดอลล่าร์เพื่ออนุรักษ์สัตว์ป่า ว่าแต่อะไรที่ทำให้การอนุรักษ์มีความสำคัญ?
โดยผิวเผินแล้ว เรามีเหตุผลร้อยแปดสนับสนุนว่าทำไมเราจึงไม่ควรอนุรักษ์ชนิดพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์ สาเหตุหลักที่ชัดเจนที่สุดของเราคือต้นทุนที่ต้องถูกนำไปใช้เพื่อการอนุรักษ์นั้นๆ
การศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2555 ได้ประมาณว่าเราต้องใช้ต้นทุนราว 76,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อปีเพื่ออนุรักษ์สัตว์บกที่ใกล้สูญพันธุ์ และหากรวมการอนุรักษ์สัตว์น้ำก็จะยิ่งทำให้ต้นทุนสูงขึ้นมาก ทำไมเราต้องใช้จ่ายเงินเพื่ออนุรักษ์สัตว์ป่าเหล่านั้น ในเมื่อเราสามารถจ่ายเงินก้อนเดียวกันเพื่อลดการตายของเพื่อนมนุษย์จากความอดอยากหรือโรคระบาดได้?
มันคงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากหากใครสักคนหนึ่งต้องการอนุรักษ์สัตว์อย่างหมาป่าซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อทั้งมนุษย์ และสัตว์เลี้ยง บางคนอาจคิดว่ามนุษย์คงมีชีวิตที่ดีขึ้นหากสัตว์บางชนิดสูญพันธุ์ไป
อย่างไรก็ดี เป็นเรื่องธรรมดาที่สัตว์หรือพืชจะสูญพันธุ์ไปจากโลก นอกจากการสูญพันธุ์ของชนิดพันธุ์หนึ่งๆ แล้ว ในอดีตที่ผ่านมามีการสูญพันธุ์ครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้นบนโลกมาแล้ว 5 ครั้ง ซึ่งครั้งล่าสุดคือ 65 ล้านปีที่ผ่านมาซึ่งทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไป
หากการสูญพันธุ์เป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่จะยังคงเดินหน้าต่อไปแม้ว่าจะไม่มีมนุษย์ แล้วทำไมเราต้องพยายามที่จะหยุดมัน?
คำตอบหนึ่งก็คือ ปัจจุบัน การสูญพันธุ์ของสัตว์และพืชเกิดขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าในอดีตอย่างมาก มีงานศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ระบุว่าอัตราการสูญพันธุ์เพิ่มขึ้นราว 100 เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับศตวรรษที่ผ่านมา และมนุษย์ก็เป็นสาเหตุของการเพิ่มขึ้นดังกล่าว
ยิ่งไปกว่านั้น มีเหตุผลง่ายๆ ที่เราควรจะอนุรักษ์ชนิดพันธุ์ต่างๆ บนโลก คือเราอยากที่จะอนุรักษ์มัน
ปฏิเสธไม่ได้ว่า เราหลายคนหลงรักโลกของธรรมชาติ เราคิดว่าสัตว์ป่านั้นน่ารัก ยิ่งใหญ่ หรือบางคนอาจมองว่าน่าหลงใหล เราชอบที่จะเดินในเปลวแดดที่ส่องรอดลงมาจากผืนป่าโบราณ หรือการได้ดำผิวน้ำเหนือแนวปะการัง ใครบ้างที่ไม่คิดว่ากอริลลาภูเขาเป็นสัตว์ที่น่าสนใจ?
ธรรมชาตินั้นสวยงาม และคุณค่าทางสุนทรียะนั้นก็เป็นหนึ่งเหตุผลที่เราควรรักษามันไว้ เช่นเดียวกับที่เรารักษาผลงานศิลปะชิ้นเอกเช่นภาพวาด Mona Lisa หรือนครวัด
แต่ปัญหาเกี่ยวกับข้อเสนอแรกนี้คือ แล้วพวกสัตว์และพืชที่ผู้คนไม่ค่อยชื่นชอบล่ะ สิ่งมีชีวิตที่น่าเกลียด มีกลิ่นเหม็น หรือหน้าตาธรรมดาๆ หากเราไม่คิดว่ามันน่ารัก ก็เป็นอันว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นไม่ควรค่าแก่การอนุรักษ์หรืออย่างไร
แนวความคิดนี้มีพื้นฐานมาจากความหรูหราและค่านิยมราคาแพง มันสามารถตอบสนองเศรษฐีจากประเทศตะวันตกที่ต้องการอนุรักษ์เสือโคร่งเพราะว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่สง่างาม โดยไม่ได้ใส่ใจว่าชาวบ้านในเขตชนบทของอินเดียอาจได้รับอันตรายจากเสือโคร่ง
ดังนั้นข้อเท็จจริงที่ว่ามนุษย์บางคนมองเห็นความงามของธรรมชาติอาจยังไม่หนักแน่นพอ เราจำเป็นต้องมีเหตุผลในทางปฏิบัติที่เราควรรักษาชนิดพันธุ์ไว้บนโลก
คุณอาจเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่าเราควรรักษาระบบนิเวศอย่างป่าดิบชื้นไว้เพราะมันอาจเป็นแหล่งกักเก็บสิ่งที่อาจมีประโยชน์ในอนาคต เช่น ตัวยาบางชนิด ดังประโยคที่หลายคนอาจคุ้นหูอย่าง“หากพืชที่เป็นตัวยาสำหรับรักษาโรคมะเร็งสูญพันธุ์ไป เราจะทำอย่างไร ?”
การสำรวจธรรมชาติเพื่อค้นหาผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ถูกเรียกว่า ‘การคาดหวังทางชีวภาพ’ หรือ Bioprospectingซึ่งบางครั้งอาจทำให้เราค้นพบการใช้ประโยชน์จากสิ่งใหม่ๆ แต่มันก็มาพร้อมกับปัญหาหลายอย่าง
อย่างแรกคือ เรามีวิธีค้นหาตัวยาชนิดใหม่มากมายหลายรูปแบบ ซึ่งอาจไม่ต้องเดินทางผ่านป่าลึกหลายพันกิโลเมตรด้วยความหวังริบหรี่ว่าจะเจอพืชปาฏิหาริย์
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่ว่าใครเป็นเจ้าของความรู้ดังกล่าว ชาวบ้านส่วนใหญ่ทราบถึงการใช้พืชบางชนิดเพื่อเป็นตัวยาในการรักษาโรค และมักต่อต้านคนภายนอกที่พยายามเข้ามาเพื่อเสาะหาความรู้ดังกล่าว ซึ่งหลายครั้งอาจนำไปสู่การต่อสู้ทางกฎหมาย
และเช่นเดียวกับข้อเสนอแรก จะเกิดอะไรขึ้นต่อชนิดพันธุ์ที่ไม่ได้มีประโยชน์สำหรับใช้ในการผลิตยา? เลือดของกอริลลาภูเขาคงไม่ได้มีส่วนประกอบสำหรับรักษาโรคมะเร็ง ดังนั้นข้อเสนอนี้แม้ว่าจะเป็นแรงผลักดันบางอย่างต่อการอนุรักษ์ แต่ก็ไม่ได้ไปไกลมากเท่าไรนัก
การก้าวกระโดดครั้งสำคัญเกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 1990 เมื่อนักชีววิทยาเริ่มเสนอทฤษฎีที่ว่าสัตว์และพืชมีประโยชน์ต่อมนุษย์โดยการดำรงอยู่ โดยมีชื่อเรียกผลประโยชน์นั้นว่า “นิเวศบริการ” หรือ Ecosystem Services
บางตัวอย่างของนิเวศบริการนั้นชัดเจนเช่นเรากินพืชและสัตว์บางชนิด แพลงก์ตอนในทะเลและพืชสีเขียวช่วยผลิตออกซิเจนที่เราใช้หายใจ นี่คือประโยชน์ทางตรง แต่บางครั้งบริการที่เราได้รับอาจไม่ได้ชัดเจนนัก แมลงผสมเกสร เช่น ผึ้ง ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างดังกล่าว
พืชผักหลายชนิดจำเป็นต้องพึ่งพาแมลงเหล่านี้ในการผลิตเมล็ดพันธุ์และไม่มีทางอยู่รอดได้หากแมลงผสมเกสรสูญพันธุ์ นี่คือเหตุผลที่การลดปริมาณลงของแมลงผสมเกสรทำให้หลายคนเริ่มกังวล
เพื่อทำความเข้าใจว่าเราพึ่งพานิเวศบริการมากแค่ไหน ลองจินตนาการถึงโลกที่มีแต่มนุษย์เพียงชนิดพันธุ์เดียว หรือบางที อาจจะจินตนาการถึงยานอวกาศที่อยู่ห่างไกลจากโลก
ที่นั่นไม่มีพืชที่ผลิตออกซิเจน ทำให้เราต้องคิดค้นวิธีสร้างออกซิเจนจากสิ่งประดิษฐ์อะไรสักอย่าง อาจจะเป็นโรงงานที่สามารถทำปฏิกิริยาเคมีอยู่บนยานอวกาศ โรงงานเดียวกันนี้จะต้องผลิตน้ำได้ด้วย
ที่นั่นไม่มีอาหารสำหรับประทังชีวิต ทำให้เราต้องสร้างอาหารเทียมขึ้นมา โดยการสังเคราะห์จากสารเคมีเช่นน้ำตาลหรือไขมัน แต่การทำให้อาหารสังเคราะห์น่ารับประทานคงเป็นเรื่องที่ยากเย็นอย่างยิ่ง เพราะจนกระทั่งปี พ.ศ.2558 เรายังไม่สามารถประดิษฐ์เบอร์เกอร์สังเคราะห์ที่ทุกคนยอมรับว่าอร่อย
นี่ยังไม่พูดถึงสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในร่างกายของเราซึ่งบางตัวก็มีประโยชน์ แม้ในทางทฤษฎีเราอาจจะประดิษฐ์บางสิ่งขึ้นมาทดแทนสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ได้ แต่ในความเป็นจริงนั้นยากมาก เป็นเรื่องที่ง่ายกว่าหากจะปล่อยให้สัตว์และพืชที่มีอยู่ในปัจจุบันทำหน้าที่นี้แทนเรา
ห้าปีหลังจากนั้น กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ได้เดินหน้าโดยการตั้งคำถามว่าเราจะได้ผลประโยชน์เท่าไรจากการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ พวกเขาสรุปว่าผลประโยชน์ที่ได้จะมากกว่าต้นทุนนับ 100 เท่า กล่าวคือ การอนุรักษ์ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและน่าสนใจ
ในทางตรงข้าม การปล่อยให้ชนิดพันธุ์ลดจำนวนลงและสูญพันธุ์ไปดูเป็นทางเลือกที่ไม่ดีนัก การศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2554 สรุปว่าการปล่อยให้เกิดการสูญพันธุ์โดยไม่กำกับดูแลจะทำให้ผลผลิตทางเศรษฐกิจของโลกลดลงราวร้อยละ 18 ภายในปี พ.ศ.2593
คุณอาจกำลังคิดว่าการนำธรรมชาติเข้ามาเกี่ยวข้องกับเศรษฐศาสตร์หรือการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด การเชื่อมโยงดังกล่าวดูจะเย็นชาและไร้หัวใจโดยไม่คำนึงถึงความรักใดๆ ต่อธรรมชาติที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ และดูเหมือนว่านักธรรมชาติวิทยาเองก็รู้สึกเช่นนี้เหมือนกัน
George Monbiotสื่อมวลชน และนักธรรมชาติวิทยา ถือเป็นหนึ่งเสียงวิพากษ์ที่สำคัญต่อแนวคิดดังกล่าว โดยมองว่าการประเมินมูลค่านั้นขาดความเชื่อถือ และยังเปิดทางให้ผู้มีอำนาจมาปรับแต่งตัวเลขไปตามที่ตนต้องการ เช่นหากใครสักคนต้องการสร้างถนนตัดผ่านพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า สิ่งที่พวกเขาทำก็เพียงประมาณตัวเลขผลประโยชน์ของถนนแบบสูงเกินจริง ในขณะที่ประเมินมูลค่าของสัตว์ป่าแบบต่ำเกินจริง
“ป่าไม้ สัตว์น้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ และวัฏจักรน้ำ จะกลายเป็นสิ่งที่สามารถครอบครองได้โดยบริษัท เจ้าของที่ดิน ธนาคาร หรือผู้มีอำนาจล้นฟ้าที่ส่วนใหญ่มักจะเป็นภัยคุกคามต่อสิ่งเหล่านั้น”George Monbiot เขียนไว้เมื่อปี พ.ศ. 2556
เขาอาจกล่าวถูกต้องที่ระบบดังกล่าวจะเปิดช่องว่างให้ธรรมชาติถูกคุกคาม แต่ก็มีหลายคนตอบโต้ว่าต่อให้ไม่มีระบบการประเมินมูลค่า ระบบนิเวศก็ยังถูกคุกคามอยู่ดี นี่คือเหตุผลที่ทำไมนักอนุรักษ์หลายกลุ่มเริ่มสนับสนุนให้มีการประเมินมูลค่าระบบนิเวศมากขึ้น
ในความเป็นจริงแล้ว การประเมินมูลค่านิเวศบริการทำให้ข้อเสนอแรกๆ ที่ค่อนข้างอ่อนเริ่มดูสมเหตุสมผลมากขึ้น
ลองนึกถึงแนวคิดที่ว่าธรรมชาตินั้นสวยงามและเราควรจะรักษามันไว้เป็นคุณค่าเชิงสุนทรียะ หากปรับใช้แนวคิดการประเมินมูลค่า ความงามของธรรมชาติก็จะถูกคำนวณเป็นหนึ่งในนิเวศบริการ
คุณอาจกำลังตั้งคำถามว่า เราจะประเมินราคาของความงามได้อย่างไร ?
แน่นอนว่าคุณไม่สามารถทำได้ แต่นั่นไม่ได้หยุดไม่ให้เราประเมินค่าของมันเพราะในชีวิตประจำวัน เราต่างประเมินค่าความงามอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด เพลง หรืองานศิลปะรูปแบบต่างๆ หากเราให้คุณค่าอะไรบางอย่างและพร้อมที่จะจ่ายเพื่อซื้อมัน สิ่งของชิ้นนั้นย่อมมีมูลค่า
หากจะใช้รูปแบบเดียวกันนี้กับธรรมชาติ อาจต้องมีระบบอะไรบางอย่างที่ทำให้เราต้องจ่ายเงินเพื่อให้เราสามารถเข้าไปชมความงามของธรรมชาติได้ ตัวอย่างหนึ่งเช่นการท่องเที่ยวซาฟารีในวันหยุดที่จะพานักท่องเที่ยวไปดูกอริลลาภูเขา ซึ่งเราเรียกมันว่าการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
คนที่จัดการการท่องเที่ยวจะมีแรงจูงใจที่จะปกป้องสัตว์ป่าให้ปลอดภัยเพราะกอริลลาจะกลายเป็นแหล่งรายได้ของเขา ซึ่งรายได้จากการท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมากกว่าอาชีพอื่นๆ เช่นการเกษตร
แน่นอนว่าแนวคิดนี้ก็มีความยุ่งยาก เพราะบางครั้งนักท่องเที่ยวอาจเป็นพาหะของโรคที่สัตว์ป่าอาจไม่คุ้นเคยซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามต่อกอริลลา แม้ว่าผ้าปิดปากจะพอช่วยได้ แต่จำนวนนักท่องเที่ยวที่มากเกินไปก็รบกวนสังคมกอริลลาเช่นกัน
ในทางทฤษฎี การท่องเที่ยวเชิงนิเวศเป็นหนทางหนึ่งในการที่มนุษย์จะจ่ายเงินเพื่อเข้าไปชมความงดงาม ความคิดนี้อาจทำให้มุมมองการอนุรักษ์ของเราเปลี่ยนแปลงไป ย้อนกลับไปราวคริสต์ศตวรรษที่ 1960 เราถูกบอกว่าให้อนุรักษ์สัตว์ป่าและธรรมชาติตามแนวคิดที่ว่า “ธรรมชาติเพื่อธรรมชาติ” แต่มาในคริสต์ศตวรรษที่ 2000 เราเปลี่ยนผ่านแนวคิดมาสู่ “ธรรมชาติเพื่อมนุษย์” เนื่องจากแนวคิดนิเวศบริการ
แม้ว่าคุณอาจจะไม่เชื่อในเหตุผลทางศีลธรรมที่ว่า “สัตว์ป่าและธรรมชาติมีคุณค่าเกินกว่าที่จะวัดเป็นมูลค่าได้” เราก็มีเหตุผลบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและเป็นไปได้ในทางปฏิบัติที่จะทำให้คุณต้องการอนุรักษ์กอริลลาโดยไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
ในเบื้องต้น แนวคิดนิเวศบริการอาจดูเหมือนว่าจะนำไปสู่การ ‘เลือกอนุรักษ์’ตัวอย่างเช่น “เราจะอนุรักษ์เฉพาะสิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องการจะเห็น หรือสิ่งมีชีวิตที่ทำหน้าที่ผสมเกสร หรืออะไรก็ตามที่ดูจะใช้ประโยชน์ได้ ส่วนสิ่งมีชีวิตที่เหลือก็ไม่ต้องสนใจ” แต่เรายังสามารถมองแนวคิดนี้อีกแง่มุมหนึ่งได้
ลองคิดถึงกอริลลาภูเขา พวกมันอาศัยอยู่ในเทือกเขาที่มีต้นไม้ปกคลุมอยู่อย่างหนาแน่น หากเราต้องการอนุรักษ์กอริลลา เราก็จำเป็นจะต้องอนุรักษ์ระบบนิเวศซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยเอาไว้ด้วย และเราก็ต้องรักษาพืชเอาไว้เพราะกอริลลาต้องการพืชเพื่อเป็นอาหาร
แต่เราไม่สามารถปล่อยให้พื้นที่อยู่อาศัยของมันเต็มไปด้วยวัชพืชที่ไม่สามารถกินได้ นั่นหมายความว่าเราก็จำเป็นต้องอนุรักษ์สัตว์ชนิดอื่นๆ เพื่อรักษาสมดุลในสังคมพืช กอริลลาภูเขาเป็นเพียงชิ้นส่วนเล็กๆ ในเครือข่ายขนาดใหญ่ของชนิดพันธุ์ และเป็นเรื่องยากที่จะแยกมันออกมาจากส่วนอื่น การที่ชนิดพันธุ์หนึ่งสูญพันธุ์ไปอาจไม่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่มันจะทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่จะทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง คงเป็นการยากที่จะทราบถึงผลกระทบของการหายไปของชนิดพันธุ์หนึ่งๆ ในระบบนิเวศ จนกว่าจะถึงวันที่มันสูญพันธุ์ แต่เมื่อถึงวันนั้นก็คงไม่มีทางจะฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมาเป็นเช่นเดิม
หากเราตัดสินใจที่จะอนุรักษ์กอริลลาภูเขา เราก็จำเป็นต้องอนุรักษ์ที่อยู่อาศัยของมัน รวมถึงชนิดพันธุ์ส่วนใหญ่ที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้น
อ่านถึงตรงนี้ หลายคนอาจเริ่มไม่แน่ใจว่า การอนุรักษ์กอริลลาภูเขาที่จำเป็นต้องจ่ายเงินเพื่ออนุรักษ์ต้นไม้ พุ่มไม้ หรือแมลงตัวเล็กๆ ด้วยจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าหรือไม่?
อย่างไรก็ดี นอกจากการเป็นที่อยู่อาศัยของกอริลลา การอนุรักษ์ป่าไม้ยังมีประโยชน์อีกมากมาย
พื้นที่ป่าบนเนินเขา ผลิตนิเวศบริการมากมายที่เราอาจไม่รับรู้ เช่น การสร้างสมดุลให้กับวัฏจักรของน้ำ ช่วยให้เรามีน้ำใช้อย่างสม่ำเสมอ
เราทุกคนทราบดีว่าสภาพภูมิอากาศนั้นมีความไม่แน่นอน บางครั้งอาจมีฝนตกมากเกินไปจนกลายเป็นอุทกภัย หรืออาจมีฝนตกน้อยเกินไปจนเกิดภัยแล้ง
พื้นที่ป่าบนเนินเขาจะช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้และช่วยกำกับการไหลของน้ำ ให้ชุมชนที่อยู่ต่ำกว่ามีน้ำจืดใช้อย่างสม่ำเสมอ หากจะทำให้กลไกทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ป่าไม้จะต้องมีระบบนิเวศที่สมดุล และมีความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง
นักนิเวศวิทยามีหลักฐานสนับสนุนจำนวนมากยืนยันว่าระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงจะมีความสมดุลและยืดหยุ่นมากกว่า ข้อเท็จจริงนี้ทำให้เราสามารถตีความได้อย่างน่าสนใจ ลองนึกถึงหนอนตัวเล็กๆ ที่อาจไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรโดยตรงให้กับมนุษย์ แต่เป็นหนึ่งในกลไกที่ช่วยให้ระบบนิเวศที่ความสมดุล และระบบนิเวศก็จะผลิตนิเวศบริการให้กับมนุษย์
เพื่อประโยชน์ของเรา ทั้งในแง่อาหารและน้ำ รวมถึงประโยชน์ที่จับต้องไม่ได้อย่างความงาม เราควรจะปกป้องรักษาธรรมชาติ
นี่คือแนวคิดใหม่ของการอนุรักษ์ ไม่ใช่อนุรักษ์ ‘ธรรมชาติเพื่อธรรมชาติ’ เพราะธรรมชาติมีคุณประโยชน์ที่ชัดแจ้งต่อมนุษย์ แต่หากจะกล่าวว่า “ธรรมชาติเพื่อมนุษย์” เองก็อาจพูดได้ไม่เต็มปาก เพราะสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้เรานั้นไม่ได้เป็นสินค้าทางตรง แต่เป็นบริการจากระบบนิเวศ ดังนั้นเราจะมองโลกมนุษย์และโลกธรรมชาติแบบแยกขาดกันไม่ได้ ซึ่งเป็นแนวคิดที่อาจเรียกว่า “ธรรมชาติและมนุษย์”
แต่นี่ไม่ใช่ว่าเราต้องอนุรักษ์ทุกชนิดพันธุ์ไว้ เพราะต่อให้เราพยายามก็คงจะทำไม่ได้ รวมทั้งไม่ใช่การรักษาทุกอย่างไว้ให้คงเดิมโดยไม่เปลี่ยนแปลง เพราะนั่นเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้
นี่คือความพยายามที่จะรักษาระบบนิเวศให้อุดมสมบูรณ์ที่สุด มีความหลากหลายที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์นอกจากจะมีประโยชน์ต่อธรรมชาติ แล้วยังมีประโยชน์ต่อพวกเรา
ถอดความจาก‘What is the point of saving endangered species?’ โดย Michael Marshall เข้าถึงได้ที่ http://www.bbc.com/earth/story/20150715-why-save-an-endangered-species
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
กอลิลาปีพ.ศ. 2524 จำนวนประชากรกอริลลาภูเขาหลงเหลือเพียงแค่หยิบมือ ถูกกักอยู่ในเทือกเขาเล็กๆ ในทวีปแอฟริกากลาง เนื่องจากมนุษย์ได้รุกล้ำที่อยู่อาศัยของมันอย่างต่อเนื่องโดยการล่าและการทำสงคราม ขณะนั้น มีการประมาณการจำนวนประชากรกอริลลาภูเขาว่าเหลือเพียง 254 ตัว น้อยจนสามารถเข้าไปอยู่ในเครื่องบิน Boeing 747 เพียงลำเดียว

ปัจจุบันตัวเลขเริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น จากการสำรวจเมื่อปี พ.ศ.2555 พบว่าประชากรกอริลลาภูเขาเพิ่มขึ้นเป็น 880 ตัว นับว่าเป็นการพัฒนาที่ก้าวกระโดด อย่างไรก็ดี กอริลลาภูเขาก็ยังนับว่าเป็นชนิดพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered)
 

รางวัล นักอนุรักษ์ สืบ นาคะเสถียร ปี 2558

อีเมล พิมพ์ PDF
ในวาระครบรอบ 25 ปี สืบ นาคะเสถียร 1 กันยายน 2558 ได้จัดกิจกรรมรำลึก 25 ปี สืบ นาคะเสถียร ขึ้นในระหว่างวันที่ 4 – 6 กันยายน 2558 ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยกิจกรรมในปีนี้ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้จัดให้มีกิจกรรมมอบรางวัลนักอนุรักษ์ สืบ นาคะเสถียร แก่ผู้ที่ปฏิบัติงานด้านการอนุรักษ์ ปกป้องรักษาผืนป่าอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง ในวันที่ 5 กันยายน 2558 โดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้มอบรางวัลดังกล่าวให้แก่
1. นายสมโภชน์ มณีรัตน์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
2. นายสมปอง ทองสีเข้ม หัวหน้าเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก
3. นางสาววีรยา โอชะกุล หัวหน้าเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร มีความเห็นว่า บุคลากรทั้ง 3 ท่าน เป็นผู้มีความรู้ความสามารถเหมาะสมในฐานะหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า มีการปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจังในการดูแลรักษาผืนป่าและสัตว์ป่า ตลอดจนการดูแลสวัสดิภาพสวัสดิการผู้ใต้บังคับบัญชา ทั้งยังเป็นตัวอย่างที่ดีแก่การทำหน้าที่หน้าที่ในฐานะหัวหน้า จึงได้มอบรางวัลนักอนุรักษ์ สืบ นาคะเสถียร แก่ บุคลากรทั้ง 3 ท่าน ณ วาระนี้
รางวัล นักอนุรักษ์ สืบ นาคะเสถียร : วีรยา โอชะกุล หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก
วีรยา โอชะกุล เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ในช่วงปลายปี 2551 ก่อนหน้านี้ วีรยา โอชะกุล รับตำแหน่งในฐานะผู้ช่วย และขยับขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในภายหลัง
วันวานก่อนเข้ามาทำงานในพื้นที่ทุ่งใหญ่นเรศวร วีรยา โอชะกุล เคยทำงานที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จังหวัดเลย เป็นลูกจ้างชั่วคราวที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จังหวัดพิจิตร เป็นหัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าที่หน่วยทุ่งแฝก และหน่วยซับฟ้าผ่า ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี และย้ายไปเป็นหัวหน้าชุดปราบปรามที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเมี่ยงภูทอง จังหวัดพิษณุโลก
ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเมี่ยงภูทอง วีรยา โอชะกุล ถูกตั้งค่าหัวจากชาวบ้าน เพราะความเป็นข้าราชการตงฉิน ใครทำผิดก็ต้องว่าตามความผิด ใครทำลายป่าก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย แม้จะมีค่าหัวแต่ด้วยหน้าที่และสำนึกที่ต้องการรักษาป่า ทำให้ วีรยา โอชะกุล ไม่ย่อท้อต่อเหตุและปัจจัยที่เกิดแต่ยังคงทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถต่อไป
ต่อมา วีรยา โอชะกุล ย้ายไปประจำที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่นี่ วีรยา โอชะกุล ยังต้องพบกับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นที่คอยเข้ามาบั่นทอนหน้าที่การทำงานเหมือนเช่นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเมี่ยงภูทอง วีรยา โอชะกุลถูกย้ายไปเป็นหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำผาทิพย์ จังหวัดร้อยเอ็ด และย้ายไปอยู่ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 11 จังหวัดพิษณุโลก และมาทำงานที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกจนถึงปัจจุบัน
ตลอดระยะเวลาการทำงาน วีรยา โอชะกุล ได้เผชิญเรื่องราวที่บั่นทอนเรี่ยวแรงในการทำงานมากมาย ทั้งจากการทำงานอย่างถูกต้องแต่กลับถูกอิทธิพลที่อยู่เหนือกฎหมายเข้าเล่นงาน หรือแม้กระทั่งความที่เป็นหญิงจึงถูกปรามาสจากผู้ร่วมงานว่าคงไม่สามารถทำหน้าที่ได้เทียบเท่าเพศชาย แต่กระนั้น วีรยา โอชะกุล ได้พิสูจน์แล้วว่าตลอดระยะการทำงานที่ผ่านมา แม้จะมีปัญหาใดๆ เข้ามารุมเร้า แต่ไม่ทำให้ วีรยา โอชะกุล ย่อท้อ ตรงกันข้ามกลับมุ่งมั่นทำหน้าที่ของตนเองอย่างดีที่สุดจนเป็นที่ยอมรับของบังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชา ตลอดจนสาธารณะชนที่ได้เห็น ดังที่ชื่อ วีรยา โอชะกุล มักปรากฏอยู่บนสื่อต่างๆ มากมาย
รางวัล นักอนุรักษ์ สืบ นาคะเสถียร : สมปอง ทองสีเข้ม หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก
สมปอง ทองสีเข้ม ดำรงตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก ตั้งแต่ปี 2548
ตลอดระยะเวลา ที่สมปอง ทองสีเข้ม ดำรงตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก มีผลงานการดูแลรักษาป่าและสัตว์ป่าอย่างเป็นรูปธรรม จากเดิมที่เจ้าหน้าที่ประจำอยู่เพียงแต่สำนักงาน เมื่อสมปอง ทองสีเข้ม เข้ามารับหน้าที่ได้ผลักดันให้เกิดการกระจายเจ้าหน้าที่ให้ลงไปทำงานในพื้นที่มากยิ่งขึ้น
ในการทำงานตลอดระยะเวลา 10 ที่ผ่านมา สมปอง ทองสีเข้ม เน้นหนักในเรื่องการปราบปรามและงานป้องกัน เป็น 2 ประเด็นหลัก ในการปราบปราม สมปอง ทองสีเข้ม มีความสามารถในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ขณะเดียวกันก็ได้ยึดหลักคุณธรรมเข้ามาประกอบควบคู่ ทำให้การดูแลพื้นที่ภายใต้กรอบกฎหมายของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก ไม่ตึงหรือหย่อนจนเกินไป ทำให้ชุมชนในพื้นที่ให้ความร่วมมือในการทำงานกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี
ขณะที่งานด้านการป้องปราม ซึ่งเป็นการตัดไฟเสียแต่ต้นลม สมปอง ทองสีเข้ม ได้วางระบบงานลาดตระเวนเชิงคุณภาพ หรือ Smart Patrol ซึ่งถือเป็นเขตรักษาพันธุ์ลำดับแรกๆ ของไทยที่นำระบบดังกล่าวมาใช้ ผลของการทำงาน ทำให้เกิดข้อมูลในการบริหารจัดการที่ชัดเจน อาทิ สัตว์ป่ามีปริมาณเพิ่มขึ้น และสามารถป้องปรามภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ให้ลดน้อยลงได้
ต้นปี 2553 เกิดเหตุ มีพรานเข้ามาล่าเสือโคร่ง ในพื้นที่รอยต่อทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้ง ในครั้งนั้น สมปอง ทองสีเข้ม ได้จัดทีมชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจ ร่วมกับกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ออกลาดตระเวน กระทั่งจับกุมผู้กระทำความผิดได้ในปีถัดมา จากเหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดผลสำเร็จได้ด้วยการใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นผลของการทำงานอย่างเป็นระบบที่มีการเก็บข้อมูลในการลาดตระเวนทุกครั้ง
นอกจากนี้ สมปอง ทองสีเข้ม ยังให้ความสำคัญกับการทำงานอย่างมีส่วนร่วมที่ดึงชุมชนเข้ามาร่วมทำงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และยังให้ความสำคัญกับการดูแลเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าในการหาแหล่งทุนมาช่วยเหลือและสนับสนุนสวัสดิภาพสวัสดิการบางส่วนให้กับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ดังเช่นเจตนารมณ์ของ สืบ นาคะเสถียร
รางวัล นักอนุรักษ์ สืบ นาคะเสถียร : สมโภชน์ มณีรัตน์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
ก่อน สมโภชน์ มณีรัตน์ จะเข้ามาดำรงตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เคยรับหน้าที่เป็นผู้ช่วยหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ในสมัยที่ วีรวัธน์ ธีรประสาธน์ เพื่อนสนิทของ สืบ นาคะเสถียร ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้า และยังไม่ได้มีการแยกพื้นที่บริหารจัดการเป็นฝั่งตะวันตกและตะวันออกดังเช่นปัจจุบัน
เวลานั้น สมโภชน์ มณีรัตน์ ได้ช่วยงาน วีรวัธน์ ธีรประสาธน์ ในการสำรวจพื้นที่ และทำข้อมูลวิชาการพื้นที่เป็นหลัก กระทั่งภายหลังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรได้แบ่งการบริหารจัดการเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก สมโภชน์ มณีรัตน์ จึงได้เข้ารับตำแหน่งเป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ปาทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออกเป็นคนแรกในปี 2534
ขณะดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก สมโภชน์ มณีรัตน์ ได้วางรากฐานการบริหารจัดการต่างๆ ให้กับพื้นที่ ตลอดจนการสร้างแบบแผนการทำงานให้กับผู้ปฏิบัติงานสามารถนำไปปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม และสามารถนำไปใช้ได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในพื้นที่จะมีกรเปลี่ยนแปลงในระดับหัวหน้า แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังสามารถปฏิบัติงานต่อไปได้
หลังจากนั้น สมโภชน์ มณีรัตน์ ย้ายเข้าไปประจำที่ สำนักสัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ส่วนงานนวัตกรรมพื้นที่คุ้มครอง และเข้ามาดำรงตำแน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปัจจุบัน
ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง สมโภชน์ มณีรัตน์ มีส่วนสำคัญในการผลักดันเรื่องงานวิจัย จนทำให้พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เปรียบเสมือนห้องเรียนของนักวิจัยด้านป่าไม้และสัตว์ป่า โดยมีผลงานวิจัย เรื่อง เสือโคร่ง ของสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เป็ฌนผลงานเด่น และเป็นที่ยอมรับในระดับโลก
นอกจากงานภายในพื้นที่อนุรักษ์ สมโภชน์ มณีรัตน์ ยังได้ทำงานเชิงรุกกับชุมชนรอบๆ พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ในการเข้าไปทำความเข้าใจกับชุมชนถึงความสำคัญของมรดกโลก ส่งผลให้ภัยคุกคามโดยรอบพื้นที่ลดลง และยังได้แนวร่วมในการดูแลรักษาผืนป่าเพิ่มมากขึ้น
สืบ นาคะเสถียรในวาระครบรอบ 25 ปี สืบ นาคะเสถียร 1 กันยายน 2558 ได้จัดกิจกรรมรำลึก 25 ปี สืบ นาคะเสถียร ขึ้นในระหว่างวันที่ 4 – 6 กันยายน 2558 ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยกิจกรรมในปีนี้ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้จัดให้มีกิจกรรมมอบรางวัลนักอนุรักษ์ สืบ นาคะเสถียร แก่ผู้ที่ปฏิบัติงานด้านการอนุรักษ์ ปกป้องรักษาผืนป่าอย่างจริงจัง และเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2558 โดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้มอบรางวัลดังกล่าวให้แก่
 

25 ปี ที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ยังคงรักษาผืนป่า

อีเมล พิมพ์ PDF

มูลนิธิสืบนาคะเสถียรมูลนิธิสืบนาคะเสถียรก่อตั้งขึ้นเพื่อสืบสานเจตนารมณ์ของสืบ นาคะเสถียร ที่ต้องการรักษาป่าใหญ่ที่มีสัตว์ป่าและความหลากหลายทางชีวภาพที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทยอย่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งได้รับการยอมรับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกหลังการอัตวินิตบาตกรรม ของเขาในเวลา 1 ปีต่อมา รวมถึงขยายผลความตั้งใจในการอนุรักษ์พื้นที่ป่าโดยรอบในลักษณะของกลุ่มป่าผืนใหญ่ที่อยู่ด้านเหนือและด้านใต้ของพื้นที่มรดกทางธรรมชาติของโลกที่ปัจจุบันรับรู้กันโดยทั่วไปในชื่อ กลุ่มป่าตะวันตก ที่มีพื้นที่ป่ากว่าสิบสองล้านไร่ ประกอบด้วยพื้นที่คุ้มครองสภาพธรรมชาติที่จัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 17 แห่ง

 

พงษ์ศักดิ์ ม่วงงาม งานอนุรักษ์ต้องทำเป็นตัวอย่าง

อีเมล พิมพ์ PDF
พงษ์ศักดิ์ ม่วงงาม เจ้าหน้าที่ภาคสนามมูลนิธิสืบนาคะเสถียรประจำพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เขานำความรู้ทางด้านเกษตรที่ตัวเองถนัดมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดั้งเดิมในการทำการเกษตรของชาวบ้าน ที่มีการใช้สารเคมีซึ่งเป็นอันตรายต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและต่อตัวชาวบ้านเองด้วย นอกจากนั้นการทำเกษตรแบบเดิมยังไม่ได้ช่วยให้ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แถมพ่วงด้วยหนี้สิ้นที่ตามมา และที่สำคัญคือการรุกพื้นที่ป่าเพื่อใช้เป็นพื้นที่ทำการเกษตร
เมื่อเห็นปัญหาที่อยู่ตรงหน้า พงษ์ศักดิ์จึงมองหาทางแก้ และกลวิธีของเขา คือการลงมือทำให้เห็น
"ผมทำงานทุกอย่างด้วยความจริงใจ ถ้าไม่ชอบให้ใครทำแบบไหนกับเราผมก็จะไม่ทำแบบนั้น ชาวบ้านสามารถว่าผมได้ตักเตือนผมได้ คนอื่นอาจจะมีวิธีการไม่เหมือนผมแต่ผมยึดหลักในแบบนี้ บางครั้งก็มีบ้างที่คิดว่ายังทำไปไม่ถึงที่ได้ตั้งใจไว้ หรือหากเป็นคนอื่นอาจจะทำได้มากกว่านี้ ผมเข้าไปในหมู่บ้านเหมือนไปหาครอบครัวญาติพี่น้้อง การทำงานที่เราแนะนำชาวบ้านจะทำตามหรือไม่ไม่ใช่ปัญหา แต่เข้าใจและฟังที่เราพูดก็พอ อย่างเรื่องปลูกข้าวโพดผมเคยบอกให้ชาวบ้านเลิกทำเขาก็ยังไม่เชื่อ ผมก็ใช้การคิดคำนวนให้ชาวบ้านเห็น ให้ดูว่าทำแล้วมันขาดทุนจริงๆ ซึ่งเมื่อเห็นจริงเขาก็พร้อมทำตาม"
ในการดำเนินงานศูนย์กสิกรรมธรรมชาติบ้านทุ่งนางครวญ ที่พงษ์ศักดิ์เป็นผู้ดูแล เขาลงมือทำทุกอย่างกับทีมงาน บางครั้งก็จัดกิจกรรมอบรมความรู้ให้ชุมชน และยังเป็นแหล่งกองคลังกล้าไม้บางชนิดสำหรับแจกจ่ายให้กับชุมชนหรือหน่วยงานในพื้นที่ใกล้เคียง
การรุกคืบของพืชเชิงเดี่ยวอย่างหนักหน่วงและไม่รีรอเวลา ทำให้พงษ์ต้องงัดกลเม็ดต่างๆ ออกมาสู้รบ ต้องหาพืลผลหลายๆ อย่างมาเปลี่ยนความคิดคนให้ได้
เขายกตัวอย่างกรณีศึกษาน่าสนใจเรื่องการปลูกไผ่ เพื่อทดแทนพืชเชิงเดี่ยว เพราะไผ่จะช่วยป้องกันการพังทลายของหน้าดิน รักษาความชุ่มชื่น อีกทั้งยังให้ผลในทางเศรษฐกิจที่ไม่ต้องลงทุนมาก มีหน่อไม้ไว้กิน มีไม้ไผ่ไว้ใช้ประโยชน์ ลดพื้นที่การปลูกข้าวโพด ข้อสำคัญยังช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศได้ด้วย
"สิ่งต่างๆ ลงมือทำ เหมือนเป็นการจุดประกายความคิดเพื่อลุกขึ้นมาพิสูจน์ให้สังคมได้เห็นว่าชุมชนสามารถอยู่อาศัยและรักษาธรรมชาติอย่างเกื้อกูลกันได้"
พงษ์ศักดิ์ ม่วงงามพงษ์ศักดิ์ ม่วงงาม เจ้าหน้าที่ภาคสนามมูลนิธิสืบนาคะเสถียรประจำพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เขานำความรู้ทางด้านเกษตรที่ตัวเองถนัดมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดั้งเดิมในการทำการเกษตรของชาวบ้าน ที่มีการใช้สารเคมีซึ่งเป็นอันตรายต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและต่อตัวชาวบ้านเองด้วย นอกจากนั้นการทำเกษตรแบบเดิมยังไม่ได้ช่วยให้ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แถมพ่วงด้วยหนี้สิ้นที่ตามมา และที่สำคัญคือการรุกพื้นที่ป่าเพื่อใช้เป็นพื้นที่ทำการเกษตร
 

ณรงค์ จ่างกมล ประชาชน ประชาธิปไตย และงานอนุรักษ์

อีเมล พิมพ์ PDF

ณรงค์ จ่างกมล“การเมืองที่เป็นประชาธิปไตยมีความสำคัญต่องานอนุรักษ์ นโยบายต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั้นล้วนแต่เชื่อมโยงกับการเมือง ถ้าการเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยงานอนุรักษ์จะทำได้ยากและลำบากขึ้น หากผู้ที่มีอำนาจต้องการจะทำโครงการใดก็มีสิทธิทำได้ โดยที่ไม่ต้องคำนึกถึงผลกระทบที่จะตามมา และประชาชนไม่สามารถมีปากมีเสียงหรือโต้แย้งอะไรได้” เป็นคำกล่าวของ ณรงค์ จ่างกมล อดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

 

รตยา จันทรเทียร นางสิงห์แห่งผืนป่าตะวันตก

อีเมล พิมพ์ PDF
ฝนเม็ดเล็กๆ ร่วงพราวลงจากท้องฟ้าขมุกขมัว ไม่มีท่าทีว่าจะเบาลงมีแต่จะทวีความหนักของเม็ดฝนขึ้นเรื่อยๆ เป็นอุปสรรคเล็กๆ ให้คณะเดินป่าสำรวจเส้นทางการศึกษาธรรมชาติในเขตทุ่งใหญ่ตะวันตก ซึ่งเป็นหนึ่งในอาณาเขตของป่ารอยต่อ 6 จังหวัด สถานที่ทำงานของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร หญ้าที่มีหยดน้ำเกาะประกอบกับดินลื่นๆ เป็นอุปสรรคลำดับต่อมา แต่ทว่า กลับไม่ทำให้ อาจารย์ รตยา จันทรเทียร ลดความมานะในการเดินลงแม้แต่น้อย ซ้ำยังมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า ซึ่งเห็นได้ชัดแม้ไม่ต้องพูดว่า 'ความสุขของอาจารย์คือการได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สมบูรณ์'
ในวัย 84 ปี อาจารย์รตยา จันทรเทียร รับบทบาทการเป็นประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียรมาแล้วกว่า 23 ปี แต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้ อาจารย์ผ่านการทำงานทั้งในสายงานอนุรักษ์และไม่ใช่สายงานอนุรักษ์ แต่ดูเหมือนว่าความรักในงานอนุรักษ์จะมีอยู่ในจิตวิญญาณของอาจารย์มาโดยตลอด เห็นได้จากในปี 2530 แม้ตอนนั้นอาจารย์จะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติอยู่ แต่อาจารย์ก็ยังได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการคัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจนในพื้นที่ทุ่งใหญ่นเรศวรอันเป็นปรากฏการณ์ของสังคมไทยที่ทุกภาคส่วนมีน้ำเสียงไปในทิศทางเดียวกัน และจากการที่อาจารย์แสดงให้เห็นว่า ทุ่งใหญ่นเรศวรนี้ไม่ใช่ทุ่งโล่งๆ แต่เป็นเหมือนมดลูกของป่าที่มีสรรพชีวิตอาศัยอยู่มากมาย ในที่สุด รัฐบาลในสมัยนั้นก็ต้องชะลอโครงการไว้ และนั่น... ทำให้อาจารย์ได้รู้จักชื่อ "สืบ นาคะเสถียร" เป็นครั้งแรก
"คุณสืบเคยไปทำงานที่การเคหะแห่งชาติอยู่ปีกว่าๆ แต่ไม่ได้เจอตัวกัน ตอนต่อสู้เรื่องเขื่อนน้ำโจน คุณสืบได้ทำข้อมูลเรื่องคุณค่าของป่าทุ่งใหญ่ฯ และผลที่เกิดขึ้นหากโดนน้ำท่วม เราก็เอาข้อมูลนั้นมาเผยแพร่ นั่นแหละที่ได้รู้จักคุณสืบ ไม่ได้สนิทสนมกันนัก แต่เรามีแนวคิดเดียวกัน ที่ทำงานอยู่ในทุกวันนี้ก็ด้วยศรัทธาเดียวกัน"
นับเป็นเวลาเกือบ 20 ปี นับแต่เกษียณอายุจากตำแหน่งผู้ว่าการเคหะฯ ในปีพ.ศ. 2533 จากเหตุการณ์ที่ประเทศไทยสูญเสียคุณสืบ  นาคะเสถียร นักวิชาการป่าไม้ผู้พิทักษ์รักษาป่าผืนป่า และสัตว์ป่า อาจารย์รตยา จึงได้เข้ารับตำแหน่งประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ทำงานอาสาสมัคร เพื่อดำเนินภารกิจสืบทอดเจตนารมณ์ของคุณสืบ เพื่อช่วยให้ผืนป่า สัตว์ป่า และแหล่งธรรมชาติ ได้รับการอนุรักษ์ในวิถีทาง ที่เอื้อประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อมนุษย์ และอนุชนรุ่นหลัง ภายใต้แนวคิด “ให้มนุษย์ได้เกื้อกูลธรรมชาติ เพื่อธรรมชาติคงอยู่ เพื่อเกื้อกูลมนุษย์”
"หัวหน้าสืบ นาคะเสถียร  อดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จากไปเมื่อ 1 ก.ย. 2533 เป็นเวลา 25 ปีมาแล้วงานใหญ่ชิ้นสุดท้ายก่อนจากลา คืองานวิชาการที่หลากหลาย เพื่อเสนอผืนป่า ทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง เป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก ในครั้งนั้นคุณสืบได้ให้ความเห็นไว้ด้วยว่า ถ้าจะรักษาระบบนิเวศ ทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง ไว้ให้ได้  จะต้องรักษาผืนป่าที่ต่อเนื่องกับป่าทั้ง 2 ทั้งด้านบน และด้านล่างไว้ด้วย มีหลักฐานเป็นแผนที่ ที่หมายขอบเขตโดยคุณสืบ นาคะเสถียร 'ชื่อ แผนที่ป่าตะวันตก' โดยคุณสืบ นาคะเสถียร แผนที่นี้ในปัจจุบันใส่กรอบแขวนอยู่ที่สำนักงานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กรุงเทพมหานคร"
การทำงานโครงการจอมป่าในผืนป่าตะวันตก เป็นแนวทางใหม่ในการอนุรักษ์ป่า ควบคู่ไปกับการรักษาความเป็นชุมชน โดยแก้ไขความขัดแย้งในเรื่องการประกาศเขตอนุรักษ์ทับพื้นที่ชุมชน ความขัดแย้งประเด็นการทำไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยง และความขัดแย้งในเรื่องการขยายพื้นที่เกษตรกรรมของชุมชนบนพื้นที่ต้นน้ำที่ส่งผลกระทบทางระบบนิเวศ และสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ตลอดจนเป็นตัวอย่างการร่วมมือระหว่างชุมชน และภาครัฐ โดยมีรูปธรรมชัดเจนในผืนป่าตะวันตก ซึ่งเป็นป่าอนุรักษ์ที่ต่อเนื่องใหญ่ที่สุดของประเทศไทย (พื้นที่รวมกว่า 12 ล้านไร่ ของ 17 ป่าอนุรักษ์) ทำให้เกิดการแก้ปัญหาในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลในการรักษาทรัพยากร เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในการขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ ต่อไป
อาจารย์รตยา มักยืนยันให้ความเห็นเสมอว่า “แท้ที่จริงเรื่องของคน ชุมชน สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ เป็นเรื่องที่ยึดโยงมีผลกระทบซึ่งกันและกัน ถ้าเรามุ่งหวังให้ชุมชนเข้มแข็งพึ่งตนเองได้ ต้องให้ความสำคัญเรื่องการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มากกว่าที่ผ่านมา”
ทุกวันนี้อาจารย์รตยา ผู้ได้รับสมญาว่า "นางสิงห์เฝ้าป่า" ยังทำหน้าที่ของตนเองอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีท่าทีจะเหน็ดเหนื่อย และท่านก็ยืนยันว่าสุขภาพยังแข็งแรงดีอยู่ไม่ต่างจากยี่สิบปีก่อน และไม่มีสิ่งใดน่าเป็นห่วง แต่สิ่งที่ทำให้ท่านเป็นห่วงมากๆ กลับเป็นอนาคตของผืนป่าในเมืองไทย...
"ป่าเมืองไทยวันนี้เหลือจำกัดจริงๆ ถ้าอยากรู้ว่าจำกัดแค่ไหน ทุกคนวันนี้มีเฟซบุ๊ก มีไอแพด ลองเปิดดูได้ว่ามันเหลือเท่าไรแล้ว แล้วทางที่ดีที่สุดวันนี้ก็คือ ทำอะไรทั้งหลายขอให้หลบป่า ไม่ใช่เข้าไปใช้ในป่า ไม่ว่าจะเป็นโครงการถนน หรืออ่างเก็บน้ำ นี่คือการรักษาที่สำคัญที่สุดก็คือรักษาของเดิม อย่าไปรังแกเขา" อาจารย์รตยาฝากไว้ด้วยหัวใจที่ยังคงเป็นห่วง
รตยา จันทรเทียรฝนเม็ดเล็กๆ ร่วงพราวลงจากท้องฟ้าขมุกขมัว ไม่มีท่าทีว่าจะเบาลงมีแต่จะทวีความหนักของเม็ดฝนขึ้นเรื่อยๆ เป็นอุปสรรคเล็กๆ ให้คณะเดินป่าสำรวจเส้นทางการศึกษาธรรมชาติในเขตทุ่งใหญ่ตะวันตก ซึ่งเป็นหนึ่งในอาณาเขตของป่ารอยต่อ 6 จังหวัด สถานที่ทำงานของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร หญ้าที่มีหยดน้ำเกาะประกอบกับดินลื่นๆ เป็นอุปสรรคลำดับต่อมา แต่ทว่า กลับไม่ทำให้ อาจารย์ รตยา จันทรเทียร ลดความมานะในการเดินลงแม้แต่น้อย ซ้ำยังมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า ซึ่งเห็นได้ชัดแม้ไม่ต้องพูดว่า 'ความสุขของอาจารย์คือการได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สมบูรณ์'
 

ประทีป มีคติธรรม งานอนุรักษ์ที่ทำแล้วไม่มีวันจบ

อีเมล พิมพ์ PDF
ประทีป มีคติธรรม อดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เข้ามาทำงานที่มูลนิธิในช่วงปี พ.ศ. 2546 โดยทำงานด้านข้อมูลวิชาการเกี่ยวกับนโยบายและโครงการต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งดำเนินโครงการอนุรักษ์และการฟื้นฟูชุมชนหลังเหตุการณ์สึนามิในพื้นที่เกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา ปัจจุบันทำงานอยู่สำนักงานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ในตำแหน่งเลขานุการกรรมการปฎิรูปกฎหมาย โดยยังคงทำงานเกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายแร่ กฎหมายที่ดิน กฎหมายน้ำ กฎหมายป่าไม้ กฎหมายผังเมือง เป็นต้น
ประทีปเล่าว่ามีความสนใจในเรื่องงานอนุรักษ์มาตั้งแต่ช่วงสมัยเรียนมหาวิทยาลัย จากความชื่นชอบในการเที่ยวป่าและการดูนก จวบจนเขาได้เข้าไปเป็นอาสาสมัครศูนย์ศึกษากระเหรี่ยงและพัฒนา กรณีปัญหาเหมืองแร่คลิตี้ ที่ทำให้เขาได้รับความรู้และสนใจปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและงานอนุรักษ์เพิ่มขึ้น และตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้งานอนุรักษ์ยังเป็นงานที่เขาทำมาอย่างต่อเนื่อง
ทำไมต้องทำงานอนุรักษ์
เรามองเรื่องงานอนุรักษ์เป็นกระบวนการที่สำคัญในเรื่องของการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วยสามส่วนหลักที่มีความสมดุล คือ ด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ  และด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ในความเป็นจริงเราเน้นการพัฒนาทางด้านเศรฐกิจ โดยการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ขึ้นมาใช้ จนเศรษฐกิจของโลกและของประเทศเติบโตไปมาก แต่ในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกลับเสื่อมโทรมลง และในขณะที่สังคมชุมชนจำนวนมากก็ได้รับผลกระทบจากโครงการด้านการพัฒนาต่างๆ  ผมจึงคิดว่างานอนุรักษ์คืองานเคลื่อนไหวทางสังคมที่สร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสังคมชุมชนให้มีความสมดุลกัน หรือสิ่งที่เรียกว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนนั่นเอง
สืบกับงานอนุรักษ์
แม้ผ่านมา 25 ปี แต่ความคิดของคุณสืบยังทันสมัย และทันสถานการณ์อยู่เสมอ  ยกตัวอย่างเช่นคุณสืบเคยแสดงความคิดเห็น ถึงคนที่ไม่มีโอกาสในและถูกเอารัดเอาเปรียบในสังคมว่า “ผมเห็นใจคนที่ไม่มีโอกาสในสังคม ถูกบีบคั้นถูกเอาเปรียบทุกอย่าง ประเทศไทยจะดีขึ้นถ้าคนที่มีโอกาสยอมสละโอกาสบ้าง เราช่วยเหลือคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีโอกาสลืมตาอ้าปากได้ ผมอยากเห็นสังคมดีขึ้น” ถ้าเทียบกับในปัจจุบันก็คือ การสะท้อนถึงปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคมที่กล่าวถึงกันในปัจจุบัน
คุณสืบเคยกล่าวว่า “ผมสนใจงานวิจัยมากกว่าที่จะไปวิ่งจับคน เพราะว่าจับได้แค่ตัวเล็ก ๆ ตัวใหญ่ ๆ จับไม่ได้ ก็เลยอึดอัดว่า กฎหมายบ้านเมืองนี้มันใช้ไม่ได้กับทุกคน มันเหมือนกับว่าเราไม่ยุติธรรม เรารังแกชาวบ้านในความรู้สึกของเขาเหมือนกับไม่ได้ให้ความยุติธรรมแก่คนในสังคม” ถ้าเทียบกับปัจจุบันก็คือความไม่เป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย
คุณสืบเคยเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดใจให้กว้างยอมรับความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ “จะเป็นไปได้ไหมที่รัฐบาลจะเปิดใจกว้าง โดยการให้ทุกฝ่าย ทั้งประชาชน ผู้นำในท้องถิ่น ผู้แทนราษฎร นักวิชาการที่เกี่ยวข้อง มาพูดคุยร่วมกัน...ผมคิดว่ามันหมดยุคแล้ว มันควรจะมาถึงยุคที่ทุกคนมีความเสมอภาคในการแสดงความคิดเห็น ช่วยกันแก้ปัญหา เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมมันไม่ได้เกิดขึ้นกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง”  ซึ่งปัจจุบันก็คือหลักการเรื่องการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั่นเอง ดังนั้น สิ่งที่คุณสืบได้เคยพูดไว้ยังคงใช้ได้จนถึงปัจจุบัน
ทิศทางงานอนุรักษ์ในอนาคต
คงเป็นไปในทิศทางที่คุณสืบได้กล่าวไว้ โดยต้องเชื่อมโยงเรื่องการอนุรักษ์กับเรื่องปัญหาความเลื่อมล้ำความไม่เป็นธรรมในสังคมให้ได้ งานอนุรักษ์ที่ให้ความสำคัญกับสิทธิชมชุนและเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชน ภาคีและภาคส่วนต่างๆ ให้มากขึ้น นอกจากนั้นควรเชื่อมโยงงานอนุรักษ์กับมาตรการใหม่ๆ เช่น มาตรการเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม การเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น
ในประเด็นเรื่องกฎหมายการจัดการป่าไม้สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม ซึ่งบังคับใช้มาเป็นเวลานาน ในขณะที่สถานการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสังคมได้เปลี่ยนแปลงไปมากจาก 50 ปีที่แล้ว เช่นการเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญปี 40-50 ซึ่งพูดถึงเรื่องสิทธิชุมชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนของชุมชนในการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ตัวกฎหมายต่างๆ เหล่านี้ ไม่ได้ถูกปรับแก้ไขให้สอดคล้องกับหลักการใหม่ๆ จึงสมควรปรับแก้ไขให้สอดคล้องกัน ส่วนจะมีการปรับปรุงเนื้อหาอย่างไรจนต้องอยู่บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ได้ร่วมวิเคราะห์ในสภาพปัญหาและกำหนดทิศทางแนวทางในการแก้ไขในเชิงข้อกฎหมายว่าควรจะมีเนื้อหาอย่างไร
งานอนุรักษ์ให้อะไรกับคนทำงานอนุรักษ์
งานอนุรักษ์เป็นงานที่ให้ประสบการณ์กับผมมาก จากเดิมผมทำงานเรื่องการอนุรักษ์บนฐานงานวิชาการ ส่วนใหญ่เราก็จะอนุรักษ์เรื่องสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก แต่ในช่วงหลักผมได้ลงมาทำในเรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน ทำงานเรื่องข้อกฎหมาย ทำงานเรื่องส่งเสริมเรื่องการมีส่วนร่วมกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ผมคิดว่างานอนุรักษ์เป็นรากฐานของความคิดที่ต่อเนื่องไปยังเรื่องอื่นๆ การทำงานอนุรักษ์ อยู่กับธรรมชาติ ทำให้เราเข้าใจสัจธรรมพื้นฐานของชีวิตมากขึ้น ทำให้เราเข้าใจว่าจริงๆ แล้วชีวิตเราคืออะไร เราคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติในฐานะสปีชีย์ Homo sapiens
เคยมีคนกล่าวไว้ว่างานอนุรักษ์เป็นเรื่องที่ทำไม่มีวันจบ เราต้องทำไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นความจริงเพราะในการดำรงชีวิตของมนุษย์ย่อมต้องพึ่งพิงและใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ในขณะที่สังคม สถานการณ์และสภาพปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  ฉะนั้นงานอนุรักษ์จึงไม่มีวันสิ้นสุด
ประทีป มีคติธรรมประทีป มีคติธรรม อดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เข้ามาทำงานที่มูลนิธิในช่วงปี พ.ศ. 2546 โดยทำงานด้านข้อมูลวิชาการเกี่ยวกับนโยบายและโครงการต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งดำเนินโครงการอนุรักษ์และการฟื้นฟูชุมชนหลังเหตุการณ์สึนามิในพื้นที่เกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา ปัจจุบันทำงานอยู่สำนักงานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ในตำแหน่งเลขานุการกรรมการปฎิรูปกฎหมาย โดยยังคงทำงานเกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายแร่ กฎหมายที่ดิน กฎหมายน้ำ กฎหมายป่าไม้ กฎหมายผังเมือง เป็นต้น
 
บทความ อื่นๆ ...


page 5 of 16

รับข่าวสาร