• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


เบอร์ตา คาเซเรส นักอนุรักษ์ผู้ไม่ยอมแพ้ต่อเผด็จการทหาร

อีเมล พิมพ์ PDF
เบอร์ตา คาเซเรส นักอนุรักษ์ผู้ไม่ยอมแพ้ต่อเผด็จการทหาร
ในประเทศที่ความไม่เท่าเทียมด้านเศรษฐกิจและสังคมและการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มีแนวโน้มแต่จะเพิ่มขึ้น เบอร์ตา คาเซเรส (Berta Cáceres) นำขบวนชนพื้นเมืองเลนคา (Lenca) แห่งประเทศฮอนดูรัส พร้อมกับการรณรงค์เพื่อชนชั้นรากหญ้าที่สามารถกดดันบริษัทรับเหมาสร้างเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลกให้ยกเลิกการก่อสร้างเขื่อนอากัว ซาร์คา (Agua Zarca)
หลังจากการรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. 2552 ก็เกิดการใช้ทรัพยากรในระดับที่เรียกได้ว่าทำลายล้างในประเทศฮอนดูรัส เช่น โครงการขนาดยักษ์ที่จะทำลายชุมชนดั้งเดิม โดยมีสาเหตุจากการให้สัมปทานเหมืองแร่ราวร้อยละ 30 ของพื้นที่ในประเทศ ทำให้เกิดความต้องการพลังงานราคาถูกเพื่อนำไปใช้ในเหมือง และรัฐบาลก็อนุมัติโครงการก่อสร้างเขื่อนหลายร้อยแห่งทั่วประเทศ เปลี่ยนแม่น้ำ ที่ดิน และชุมชนพื้นเมืองเป็นสินค้า เพื่อตอบสนองต่อความต้องการไฟฟ้า
หนึ่งในเขื่อนนับร้อยแห่งคือเขื่อนอากัว ซาร์คา ที่เกิดจากการร่วมทุนของสองบริษัทคือ Desarrollos Energeticos SA หรือDESA บริษัทสัญชาติฮอนดูรัส และรัฐวิสาหกิจจีน Sinohydro บริษัทนักสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ตามแผนการ เขื่อนอากัว ซาร์คาจะก่อสร้างบนแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ Gualcarque
โครงการดังกล่าวเดินหน้าโดยชาวพื้นเมืองเลนคาไม่มีส่วนร่วม ซึ่งนับว่าละเมิดสนธิสัญญาระหว่างประเทศเรื่องสิทธิชนพื้นเมือง เขื่อนดังกล่าวจะตัดขาดชนเผ่าเลนคา หลายร้อยชีวิตกับน้ำ อาหาร และยารักษาโรค อีกทั้งยังละเมิดสิทธิของพวกเขาเหล่านั้นในการใช้ชีวิตและจัดการที่ดินของพวกเขาอย่างยั่งยืน
เบอร์ตา คาเซเรส หญิงชนพื้นเมืองเลนคาที่เกิดในราว พ.ศ. 2514 - 2516 ยุคที่ความรุนแรงมีอยู่ทั่วไปในอเมริกากลาง แม่ของเธอเป็นหมอตำแยและนักกิจกรรมทางสังคม ทำงานดูแลผู้อพยพจากเอลซัลวาดอร์ และสอนลูกๆ เสมอว่าให้ยืนเคียงข้างผู้คนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ
เบอร์ตาเติบโตมาเป็นนักกิจกรรมตั้งแต่สมัยเรียน และในปี พ.ศ. 2536 เธอได้ร่วมก่อตั้งสภาองค์การเพื่อประชาชนและชนพื้นเมืองแห่งฮอนดูรัส (National Council of Popular and Indigenous Organizations of Honduras  - COPINH) เพื่อเผชิญกับภัยคุกคามต่อชนเผ่าเลนคา เช่น การตัดไม้ผิดกฎหมาย การต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดิน และการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ในปี พ.ศ. 2549 สมาชิกในชุมชนจาก Rio Blanco เดินทางมายัง COPINH เพื่อขอความช่วยเหลือ พวกเขาสังเกตว่ามีเครื่องจักรและอุปกรณ์ก่อสร้างเดินทางเข้ามาในเมือง โดยเขาไม่รู้สักนิดว่าสิ่งก่อสร้างดังกล่าวคืออะไร เพื่อใคร และลงทุนโดยใคร สิ่งเดียวที่เขารู้คือการล่วงเกินสายน้ำศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่าเลนคา ก็ไม่ต่างจากการเป็นศัตรูกับความต้องการของชุมชน
ด้วยการสนับสนุนทุกขั้นตอนจากชุมชน เบอร์ตาเริ่มต้นการรณรงค์เพื่อต่อต้านเขื่อนอากัว ซาร์คา เธอส่งจดหมายร้องเรียนไปยังรัฐบาลเพื่อให้ตัวแทนจากชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วม เธอจัดการประชุมในท้องถิ่นซึ่งสมาชิกในชุมชนลงคะแนนเสียงต่อต้านเขื่อนอย่างเป็นทางการ และนำการประท้วงอย่างสงบเพื่อขอสิทธิในการแสดงความเห็นในการดำเนินโครงการ
การรณรงค์ดังกล่าวสื่อสารไปถึงประเทศต่างๆ มีการร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน Inter-American รวมทั้งเรียกร้องไปยังผู้สนับสนุนเงินทุนในการดำเนินโครงการเช่น บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (International Finance Corporation: IFC) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินของธนาคารโลก
อย่างไรก็ดี รัฐบาลฮอนดูรัสและนายกเทศมนตรีในท้องถิ่นไม่สนใจข้อเรียกร้องและเดินหน้าโครงการอย่างต่อเนื่อง มีการตกแต่งเอกสารการประชุมให้แสดงการยอมรับโครงการก่อสร้างเขื่อน รวมถึงการใช้เงินเพื่อซื้อลายเซ็นของคนในชุมชนเพื่อแสดงการสนับสนุนโครงการ
ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2556 เบอร์ตาทำการปิดถนนเพื่อไม่ให้ DESA สามารถเข้ามาในพื้นที่ได้ การชุมนุมดำเนินไปอย่างสงบโดยมีชาวเลนคาเข้าร่วมอย่างหนาแน่น โดยมีการจัดการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนสมาชิกในครอบครัวสลับกันมาร่วมชุมนุมเป็นเวลาหลายสัปดาห์ จนกระทั่งล่วงเลยเป็นปี การชุมนุมปิดถนนก็ยังคงอยู่ แม้จะมีความพยายามใช้ความรุนแรงเพื่อสลายการชุมนุม ทั้งจากทหารว่าจ้างโดยบริษัท และกองกำลังของฮอนดูรัสเอง
บรรยากาศด้านการละเมิดสิทธิในฮอนดูรัสเป็นที่ทราบกันดี แต่น้อยคนที่จะเข้าใจว่านักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนมักตกเป็นเหยื่อความรุนแรงเหล่านั้น โทมัส กาเซีย (Tomas Garcia) ผู้นำชุมชนจาก Rio Blanco ถูกยิ่งเสียชีวิตระหว่างการชุมชนอย่างสงบในสำนักงานก่อสร้างเขื่อน คนอื่นๆ ถูกทำร้ายด้วยพร้า ใส่ร้ายป้ายสี กักตัว และทรมาน โดยผู้กระทำไม่เคยต้องรับผิด
ท่ามกลางความรุนแรง เบอร์ตาและชุมชนเลนคาก็ประสบความสำเร็จในการกันไม่ให้การก่อสร้างดำเนินไปได้ จนกระทั่งในปลาย พ.ศ. 2556 บริษัท Sinohydro ยกเลิกสัญญากับ DESA เพราะการต่อต้านจากชุมชนรวมถึงความโกรธแค้นหลังการตายของโทมัส อนาคตของเขื่อนอากัว ซาร์คามืดมนลงอีกหลังจากที่ IFC ถอนการลงทุน โดยแสดงความกังวลว่าโครงการจะละเมิดสิทธิมนุษยชน จวบจนปัจจุบันการก่อสร้างก็ยังไม่สามารถเดินหน้าได้
แต่สิ่งที่ไม่หยุดคือคำขู่ฆ่าเบอร์ตา การตายของเธอไม่ใช่เรื่องน่าตกใจของเพื่อนร่วมงานซึ่งร่างคำกล่าวยกย่องเธอในงานศพเอาไว้แล้วและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะไม่ต้องใช้มัน
ท่ามกลางความเสี่ยงเหล่านี้ เบอร์ตายังคงปรากฏตัวในที่สาธารณะเพื่อทำงานของเธอต่อ ในประเทศที่มีจำนวนเหตุฆาตกรรมสูงที่สุดในโลก เบอร์ตาหวังว่าชัยชนะที่อากัว ซาร์กา จะนำความหวังมาให้นักกิจกรรมที่ต่อสู้กับการพัฒนาอย่างไร้ความรับผิดชอบในฮอนดูรัส รวมทั้งโดยรอบลาตินอเมริกา
เมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2559 เธอถูกฆ่าในบ้านของเธอที่เมืองลา เอสเปอเรนซา หลังจากการตายของเธอ 12 วัน เนลสัน การ์เซีย (Nelson García) เพื่อนร่วมงานของเธอและสมาชิก COPINH ก็ถูกสังหาร นั่นทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจทั่วโลก หลายประเทศสั่งถอดถอนความเกี่ยวข้องกับโครงการอากัว ซาร์กา อย่างเด็ดขาด
ถอดความจาก http://www.goldmanprize.org/recipient/berta-caceres/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
เบอร์ตา คาเซเรสในประเทศที่ความไม่เท่าเทียมด้านเศรษฐกิจและสังคมและการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มีแนวโน้มแต่จะเพิ่มขึ้น เบอร์ตา คาเซเรส (Berta Cáceres) นำขบวนชนพื้นเมืองเลนคา (Lenca) แห่งประเทศฮอนดูรัส พร้อมกับการรณรงค์เพื่อชนชั้นรากหญ้าที่สามารถกดดันบริษัทรับเหมาสร้างเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลกให้ยกเลิกการก่อสร้างเขื่อนอากัว ซาร์คา (Agua Zarca)
 

ทบทวนบทเรียนเรื่องเสือโคร่งในผืนป่าแห่งความหวัง

อีเมล พิมพ์ PDF

เสือโคร่งเสือโคร่ง สัตว์ป่าที่ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า เพราะป่าที่มีเสือโคร่งอาศัยเป็นจำนวนมากย่อมหมายถึงป่าที่มีขนาดใหญ่ มีเหยื่อหรือสัตว์กินพืชอย่าง กระทิง วัวแดง กวาง ในจำนวนมากพอต่อความต้องการของสัตว์ผู้ล่า และการที่มีสัตว์กินพืชจำนวนมาก ก็หมายถึงมีอาหารของสัตว์ผู้ถูกล่ามากพอสำหรับหล่อเลี้ยงชีวิตพวกมันเช่นกัน

 

กรีนพีซเผยโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วโลกใช้น้ำจืดเทียบเท่ากับน้ำที่ใช้หล่อเลี้ยงคน 1 พันล้านคน

อีเมล พิมพ์ PDF
กรีนพีซเผยโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วโลกใช้น้ำจืดเทียบเท่ากับน้ำที่ใช้หล่อเลี้ยงคน 1 พันล้านคน
ฮ่องกง, 22 มีนาคม 2559 - กรีนพีซสากลเผยแพร่รายงานฉบับใหม่ระบุ ทรัพยากรน้ำจืดโลกที่กำลังลดลงอย่างรวดเร็วมีแนวโน้มร่อยหรอลงอย่างต่อเนื่องหากแผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่หลายร้อยแห่งทั่วโลกยังคงเดินหน้าซึ่งเป็นแรงกดดันต่อสภาวะภัยแล้งที่รุนแรงและการแย่งชิงทรัพยากรน้ำ
รายงานนี้เป็นการศึกษาโรงไฟฟ้าถ่านหินแต่ละแห่งเป็นครั้งแรกในระดับโลกว่าด้วยต่อความต้องการใช้น้ำของอุตสาหกรรมถ่านหินทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยระบุว่าพื้นที่ที่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำเป็นพื้นที่ที่มีโรงไฟฟ้าถ่านหินตั้งอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งหากมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ก็จะยิ่งเร่งให้เกิดการลดลงของทรัพยากรน้ำมากขึ้น
“หากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ถูกสร้างขึ้น การใช้น้ำของโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า ขณะนี้เรารู้ว่าถ่านหินไม่เพียงปล่อยมลพิษทางอากาศและเป็นตัวเร่งวิกฤตสภาพภูมิอากาศเท่านั้น โรงไฟฟ้าถ่านหินยังแย่งชิงน้ำซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุดของเรา” แฮร์รี่ ลัมมี่ นักรณรงค์อาวุโสด้านถ่านหินโลก กรีนพีซ เอเชียตะวันออก กล่าว
โรงไฟฟ้าถ่านหิน 8,359 แห่งทั่วโลก ใช้น้ำในปริมาณเท่ากับความต้องการใช้น้ำในระดับพื้นฐานของคนมากกว่า 1 พันล้านคน 1ใน 4ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่มีแผนการที่จะสร้างในพื้นที่ที่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำจืด ทรัพยากรน้ำในพื้นที่ดังกล่าวถูกนำมาใช้เร็วกว่าการทดแทนน้ำตามธรรมชาติ กรีนพีซระบุพื้นที่เหล่านี้ว่าเป็นพื้นที่บัญชีแดง
ประเทศอันดับต้นที่มีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้นโดยอยู่ในบัญชีแดง คือประเทศจีน (237 กิกะวัตต์) อินเดีย (52 กิกะวัตต์) และตุรกี (7 กิกะวัตต์) เกือบครึ่งหนึ่งของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินของจีน อยู่ในพื้นที่บัญชีแดง ในอินเดียและตุรกีมีพื้นที่ร้อยละ 13 ที่อยู่ในพื้นที่บัญชีแดง
ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่ใช้น้ำมากที่สุด องค์การพลังงานระหว่างประเทศระบุว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า การใช้น้ำทั่วโลกเพื่อผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหินจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 50 การศึกษาของกรีนพีซยังแสดงให้เห็นว่า หากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่เกิดขึ้น การใช้น้ำจะสูงขึ้นถึงร้อยละ 90  สร้างวิกฤตด้านการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมถ่านหิน ในขณะที่แผนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินหลายร้อยโครงการกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา
“รัฐบาลต้องรับรู้ว่าการแทนถ่านหินด้วยพลังงานหมุนเวียนไม่เพียงแต่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายภายใต้ข้อตกลงว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ยังช่วยประหยัดน้ำในปริมาณมหาศาล นี่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่เราจะมุ่งสู่อนาคตพลังงานหมุนเวียนเต็มร้อย” ไอริส เช็ง ผู้เขียนรายงานของกรีนพีซสากล กล่าว
กรีนพีซเสนอขั้นตอนทางนโยบายหลัก 3 ประการซึ่งเมื่อรวมเข้าด้วยกันจะสามารถกู้วิกฤตการใช้น้ำของอุตสาหกรรมถ่านหิน ดังนี้
·ยุติโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในภูมิภาคที่เผชิญกับวิกฤตน้ำโดยทันที และเปลี่ยนไปสู่ระบบพลังงานที่พึ่งพาน้ำน้อยหรือไม่ต้องใช้เลย อย่างเช่นพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม
·แทนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินด้วยระบบการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์และลม ในพื้นที่บัญชีแดง ซึ่งจะหลีกเลี่ยงการใช้น้ำได้ 1.8 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีในจีน และ1.2 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีในอินเดีย
·ปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้งานมากกว่า 40 ปี ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาสามารถประหยัดน้ำได้ถึง 9 พันล้านลูกบาศก์เมตร จากการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอายุการใช้งานยาวนานลง
โรงไฟฟ้าถ่านหินเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2559 - กรีนพีซสากลเผยแพร่รายงานฉบับใหม่ระบุ ทรัพยากรน้ำจืดโลกที่กำลังลดลงอย่างรวดเร็วมีแนวโน้มร่อยหรอลงอย่างต่อเนื่องหากแผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่หลายร้อยแห่งทั่วโลกยังคงเดินหน้าซึ่งเป็นแรงกดดันต่อสภาวะภัยแล้งที่รุนแรงและการแย่งชิงทรัพยากรน้ำ
 

เหตุผลในการคัดค้านเขื่อนแม่วงก์

อีเมล พิมพ์ PDF
ลำดับเหตุการณ์ การสร้างเขื่อนแม่วงก์
http://www.seub.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=840:seubnews&catid=5:2009-10-07-10-58-20&Itemid=14
แถลงการณ์คัดค้านเขื่อนแม่วงก์
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร จดหมายคัดค้านเขื่อนแม่วงก์
http://www.seub.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=835:seubnews&catid=5:2009-10-07-10-58-20&Itemid=14
แถลงการณ์กลุ่มราษฎรรักษ์ป่า คัดค้านการสร้างเขื่องแม่วงก์
http://www.seub.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=832:seubnews&catid=5:2009-10-07-10-58-20&Itemid=14
แถลงการณ์สนนท.คัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ ฉบับที่ 1
http://www.seub.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=854:seubnews&catid=5:2009-10-07-10-58-20&Itemid=14
บทความที่น่าสนใจเกี่บงกับโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์
อุทยานแห่งชาติแม่วงก์วันนี้ ขอโอกาสธรรมชาติฟื้นฟู
โดย อนรรฆ พัฒนวิบูลย์ ผู้อำนวยการสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า WCS ประเทศไทย
http://www.seub.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=831:seubnews&catid=60:2009-11-12-08-41-01&Itemid=75
9 เรื่องที่คุณควรรู้เกี่ยวกับเขื่อนแม่วงก์
เรียบเรียง: ดร. นณณ์ ผาณิตวงศ์ @ siamensis.org
http://www.seub.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=850:seubnews&catid=5:2009-10-07-10-58-20&Itemid=14
โครงการผีดิบ สร้างเขื่อน ทำลายป่า
โดยวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์
http://www.seub.or.th/board/viewtopic.php?f=3&t=3133
เมื่อแก้น้ำท่วมไม่ได้ แก้ภัยแล้งไม่ได้ แล้วเหตุผลของ ‘เขื่อนแม่วงก์’ คืออะไร ?
เรื่อง/ กรวิกา วีระพันธ์เทพา มูลนิธิโลกสีเขียว
http://www.greenworld.or.th/greenworld/local/1778
ลัก ลวง พราง เขื่อนแม่วงก์
เรื่อง เสมอชน ธนพัธ
http://www.greenworld.or.th/greenworld/local/1738
การลงชื่อคัดค้านโครงการเขื่อนแม่วงก์ช่องทางต่างๆ
ไม่เอาเขื่อนแม่วงก์รวมทุกข้อมูล แถลงการณ์ และกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคัดค้านโครงการเขื่อนแม่วงก์ และข้อมูลของทางเลือการจัดการน้ำแบบบูรณาการ โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนแม่วงก์

หมายเหตุ : อยู่ระหว่างเพิ่มเติมและปรับปรุงเนื้อหา (มีนาคม 2559)
 

โพลชี้ ปชช. เห็นด้วยทางเลือกจัดการน้ำนอกจากสร้างเขื่อน

อีเมล พิมพ์ PDF

วันหยุดเขื่อนโลกเนื่องในวันหยุดเขื่อนโลก 14 มีนาคม 2559 จนถึงวันที่ 21 มีนาคม 2559 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และ PeoplePoll Thailand ได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นประชาชนในประเด็นเรื่องเขื่อนในพื้นที่อนุรักษ์และการจัดการน้ำทางเลือก ผ่านแอพพลิเคชั่น PeoplePoll โดยร่วมแสดงความคิดว่า การสร้างเขื่อนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์เป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่ และคุณคิดว่า การจัดการน้ำทางเลือกอื่นๆ นอกจากสร้างเขื่อนมีความจำเป็นหรือไม่

 

เสียงใต้น้ำที่มนุษย์ทำอาจมีผลต่อระบบนิเวศวิทยามากกว่าที่เคยคิดไว้

อีเมล พิมพ์ PDF
เสียงใต้น้ำที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของมนุษย์สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของสัตว์โลกใต้ท้องทะเลได้ ซึ่งมีบทบาทในระบบนิเวศวิทยาของทะเล ตามรายงานจากงานวิจัยฉบับใหม่ของ University of Southampton
การศึกษาซึ่งถูกรายงานในวารสาร Scientific Reports ตีพิมพ์โดย Nature พบว่า การได้รับสัมผัสเสียงที่คล้ายกับการแล่นของเรือและกิจกรรมการก่อสร้างนอกฝั่งทะเลส่งผลต่อการสนองตอบทางพฤติกรรมในพันธุ์สัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังซึ่งอาศัยอยู่ในตะกอนของทะเล
พันธุ์สัตว์เหล่านี้สร้างประโยชน์อย่างมากให้กับระบบนิเวศของใต้ท้องทะเลจากกิจกรรมการขุดรู/ฝังตัวและกิจกรรมการสร้างเขื่อนเชิงชีววิทยา (bioirrigation) (เช่น ขอบเขตที่สิ่งมีชีวิตเคลื่อนย้ายมวลน้ำไปมาของตะกอนทะเลผ่านกิจกรรมของตัวมันเอง) ซึ่งมีความสำคัญในวัฏจักรของโภชนาการอาหารและการกักเก็บก๊าซคาร์บอน
การศึกษาแสดงให้เห็นว่า เสียงบางอย่างที่มนุษย์ทำสามารถเป็นสาเหตุให้พันธุ์สัตว์ต่างๆ ลดการทำเขื่อน (irrigation) และการม้วนกลับของตะกอน (sediment turnover) การลดลงดังกล่าวสามารถนำไปสู่การสร้างรูปตะกอนแบบอัดแน่นซึ่งขาดก๊าซอ็อกซิเจน และอาจกลายเป็นการขาดอากาศ (การที่ก๊าซอ็อกซิเจนหมดไปหรือสภาพรุนแรงกว่าของภาวะเลือดมีอ็อกซิเจนน้อย) อันอาจยังผลต่อผลิตภาพของพื้นท้องทะเล ความหลากหลายทางชีววิทยาของตะกอน และการผลิตของการประมงด้วย
Martin Solan ผู้ประพันธ์หลัก ผู้เป็นศาสตราจารย์ของระบบนิเวศวิทยาท้องทะเลกล่าวว่า “สภาพแวดล้อมชายฝั่งและหินใต้น้ำสนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอย่างมาก ซึ่งมีความสำคัญในการเป็นสื่อกลางของขบวนการระบบนิเวศ หากแต่สภาพแวดล้อมเหล่านี้ยังขึ้น อยู่กับเสียงที่มามากขึ้นเรื่อยๆ ของกิจกรรมนอกชายฝั่งของมนุษย์ การศึกษาก่อนหน้ามักเน้นเพียงการสนองตอบเชิงสรีระหรือพฤติกรรมตรงในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลและปลาเท่านั้น และไม่ได้ระบุมาก่อนถึงผลกระทบทางอ้อมของเสียงที่มีต่อสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศใต้ทะเล
“การศึกษาของเราแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า การได้รับสัมผัสของสิ่งแวดล้อมชายฝั่งต่อเสียงที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ อาจส่งผลที่ตามมากับระบบนิเวศในวงกว้างกว่าที่คนเราเข้าใจอยู่ในขณะนี้”
photo 2
บรรดานักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Southhampton ศึกษาสัตว์รวมสามพันธุ์ – langoustine (Nephropsnorvegicus) หรือกุ้งมังกรผอมบางสีออกส้ม-ชมพู ซึ่งมีความยาวมากที่สุด 25 เซ็นติเมตร; หอยตลับ Manila clam (Ruditapesphillippinarum) และ brittlestar (Amphuira filfiformis) – กับชนิดของเสียงใต้น้ำที่ต่างกันสองชนิด คือ เสียงแถบความถี่กว้างอย่างต่อเนื่อง (CBN) ที่เลียนเสียงเรือแล่น และเสียงแถบความถี่กว้างแบบเป็นพักๆ (IBN) ซึ่งสะท้อนกิจกรรมการก่อสร้างบริเวณทะเล
เสียงต่างๆ จะถูกทำซ้ำๆ ในแท้งก์ทดสอบที่ได้รับการควบคุมและการทดลองต่างๆ จะกระทำกับพันธุ์สัตว์หนึ่งชนิดต่อหนึ่งครั้ง สำหรับเสียง CBN การบันทึก (ระยะเวลาหนึ่งนาที เป็นวงจรวงแหวน) ของเรือบริเวณช่องแคบอังกฤษ (English Channel) ที่ระยะทาง 100 เมตร”สำหรับ IBN การบันทึก (ระยะเวลาสองนาที เป็นวงจรวงแหวน) ของทุ่งกังหันลมในเขตทะเลเหนือ(North Sea) ที่ระยะทาง 60 เมตร ผลลัพธ์แสดงว่าเสียงต่างๆอาจเปลี่ยนแปลงวิถีทางที่พันธุ์สัตว์เหล่านี้ปฏิบัติตัวเมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
สำหรับกุ้ง langoustine ซึ่งกวนตะกอนเพื่อสร้างโพรงให้ตนเองอาศัย บรรดานักวิจัยเห็นการลดลงของระดับความลีกของตะกอนที่กระจายตัวออกไป (ขอบเขตที่ตะกอนพิ้นผิวพลิกตัวกลับสู่ระดับที่ลึกกว่า) จากการได้รับสัมผัสเสียง IBN หรือ CBN ภายใต้เสียง CBN และ IBN มีหลักฐานว่าการสร้างเขื่อนทางชีววิทยา (bioirrigation) เพิ่มสูงขึ้น
สำหรับหอยตลับ Manila clam ซึ่งเป็นพันธุ์การประมงเพื่อการค้าในยุโรปซึ่งอาศัยในตะกอนและเชื่อมกับน้ำระดับบนผ่านการถ่ายน้ำที่ย้อนกลับไปจะลดกิจกรรมพื้นผิวของมันลงภายใต้เสียง CBN ซึ่งส่งผลต่อความหยาบของพื้นผิวของตะกอน สำหรับการสร้างเขื่อนเชิงชีววิทยา (bioirrigation) ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมากจากพฤติกรรมของหอยตลับและจากกิจกรรมการถ่ายน้ำ มีการลดลงอย่างเห็นได้ชัดจากเสียง CBN และลดลงเพียงเล็กน้อยจากเสียง IBN อย่างไรก็ตาม สนามเสียงมีผลน้อยต่อ brittlestar
ดร. คริส เฮาตัน ผู้ประพันธ์ร่วมและผู้เป็นรองศาสตราจารย์ที่ Invertebrate Ecophysiology and Immune Function กล่าวว่า “เราคิดว่าการค้นพบเหล่านี้สร้างความเป็นไปได้ว่าเสียงจากน้ำมือของมนุษย์ในสิ่งแวดล้อมใต้ทะเลมีผลกระทบต่อพันธุ์สัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังใต้ท้องทะเลในวิธีการที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ผลที่เป็นไปได้ของเสียงจากน้ำมือของมนุษย์ต่อการทำหน้าที่ของระบบนิเวศ สื่อถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิต ซึ่งสมควรให้มีการศึกษาต่อไป เนื่องจากในระยะยาวสิ่งนี้อาจเป็นตัวระบุผลกระทบที่มีต่อผลิตภาพของระบบพื้นใต้ทะเล ซึ่งจวบจนปัจจุบัน ยังไม่มีการจำกัดผลกระทบเหล่านั้น”
Tim Leightonศาสตราจารย์ที่ Ultrasonics and Underwater Acoustics และผู้ประพันธ์ร่วมเสริมว่า “มีการถกเถียงกันมากในทศวรรษที่ผ่านมาเกี่ยวกับขอบเขตของการที่ปลาวาฬ ปลาโลมา และฝูงปลาต่างๆ อาจได้รับการรบกวนจากเสียงของการเดินเรือ จากทุ่งกังหันลมและการก่อสร้าง จากการสำรวจเกี่ยวกับแผ่นดินไหว และอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ประชากรในท้องมหาสมุทรบางกลุ่มยังคงถูกละเลยแม้ในปัจจุบัน และพวกมันก็ไม่อาจหลีกไกลจากเสียงดังที่มนุษย์ทำขึ้นได้โดยง่าย สัตว์พวกนี้คือปู  สัตว์น้ำที่มีเปลือกและสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังอย่างที่เราศึกษาอยู่ ซึ่งล้วนมีความสำคัญต่อสุขภาพและการเป็นมหาสมุทรที่ประสบผลต่อการพาณิชย์จากการก่อร่างสร้างรูปให้กับห่วงโซ่อาหาร”
Notes for editors
The work was a collaboration across three University academic units: Ocean and Earth Science (lead author Professor Martin Solan, Dr. Chris Hauton and Christina Wood); the Centre for Biological Sciences (JasminGodbold); and the Institute of Sound and Vibration Research (Professor Paul White and Timothy Leighton). It was funded under the Environment Technology Programme, BP International Ltd. (Agreement Repository Number BP00206064).
แหล่งที่มา http://www.southampton.ac.uk/news/2016/01/underwater-sound-biodiversity-study.page, accessed on 28 February 2016.
ผู้เรียบเรียง Prathurng Hongsranagon, Associate Professor, Ph.D., M.P.H
เสียงใต้น้ำเสียงใต้น้ำที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของมนุษย์สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของสัตว์โลกใต้ท้องทะเลได้ ซึ่งมีบทบาทในระบบนิเวศวิทยาของทะเล ตามรายงานจากงานวิจัยฉบับใหม่ของ University of Southampton

การศึกษาซึ่งถูกรายงานในวารสาร Scientific Reports ตีพิมพ์โดย Nature พบว่า การได้รับสัมผัสเสียงที่คล้ายกับการแล่นของเรือและกิจกรรมการก่อสร้างนอกฝั่งทะเลส่งผลต่อการสนองตอบทางพฤติกรรมในพันธุ์สัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังซึ่งอาศัยอยู่ในตะกอนของทะเล
 

PeoplePoll เผย ปชช. อยากให้ภูกระดึงเข้าถึงยาก เพื่อรักษาสภาพนิเวศน์

อีเมล พิมพ์ PDF
จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนผ่านแอพพลิเคชั่น PeoplePoll บนโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ในหัวข้อ ภูกระดึงกับการรักษาสภาพนิเวศน์ จากการสำรวจความเห็นโดยโดยคุณรสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร จากผู้ตรวจแบบสำรวจทั้งสิ้น 1,707 คน ในระหว่างวันที่ 8 - 11 มี.ค. 2559 พบว่า
ในหัวข้อที่ 1 ซึ่งได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการปล่อยภูกระดึงให้เข้าถึงยากต่อไป เพื่อรักษาสภาพนิเวศน์ให้คงอยู่อย่างยั่งยืน? มี 49.2% คิดเป็นจำนวน 840 คนเห็นด้วยที่ควรปล่อยให้ภูกระดึงเข้าถึงยากต่อไป และ 21.8% คิดเป็นจำนวน 373 คน ไม่เห็นด้วยควรทำให้เข้าถึงโดยง่าย
ในส่วนหัวข้อที่ 2 ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนว่า คิดว่ารัฐควรส่งเสริมการท่องเที่ยวภูกระดึงอย่างไร? ซึ่งผลสำรวจถึง 85.7% คิดเป็นเป็นจำนวน 1,463 คน แสดงความคิดเห็นว่า รัฐควรส่งเสริมโดยเน้นคุณภาพของนักท่องเที่ยว โดยมีเพียง 4.9% หรือ 83 คนเพียงเท่านั้น ที่แสดงความคิดเห็นว่า รัฐควรส่งเสริมโดยเน้นปริมาณนักท่องเที่ยว
PeoplePoll ภูกระดึงจากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนผ่านแอพพลิเคชั่น PeoplePoll บนโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ในหัวข้อ ภูกระดึงกับการรักษาสภาพนิเวศน์ สำรวจความเห็นโดยคุณรสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร จากผู้ตอบแบบสำรวจทั้งสิ้น 1,707 คน ในระหว่างวันที่ 8 - 11 มี.ค. 2559 โดยได้รับความคิดเห็นในส่วนหัวข้อดังนี้
 

เห็นด้วยหรือไม่กับการสร้างเขื่อนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

อีเมล พิมพ์ PDF

NO DAmเนื่องในวันหยุดเขื่อนโลก 14 มีนาคม มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และ PeoplePoll Thailand เชิญร่วมแสดงความเห็นในประเด็นเรื่องเขื่อนในพื้นที่อนุรักษ์และการจัดการน้ำทางเลือก ผ่านแอพพลิเคชั่น PeoplePoll โดยร่วมแสดงความคิดว่า การสร้างเขื่อนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์เป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่ และคุณคิดว่า การจัดการน้ำทางเลือกอื่นๆ นอกจากสร้างเขื่อนมีความจำเป็นหรือไม่

 

ภูเขาน้ำแข็งยักษ์เป็นเหตุให้นกเพนกวินตาย

อีเมล พิมพ์ PDF
ในระยะ 6 ปีที่ผ่านมาภูเขาน้ำแข็งซึ่งมีขนาดใหญ่เท่านครโรมันปิดกั้นทางเดินของนกเพนกวิน Adélie ไปยังทะเลในขั้วโลกใต้ เพื่อเป็นการหาอาหารนกเหล่านี้ต้องเดินอ้อมเป็นระยะทางกว่า 40 ไมล์ไปยังชายฝั่ง
ผลกระทบต่อประชากรนกเลวร้ายด้วย: นกเพนกวินกว่า 150,000 ตัวตายไปแล้ว
ภูเขาน้ำแข็งความยาวโดยประมาณ 1,800 ตารางไมล์ (เรียกว่า B09B) กีดขวางธารน้ำแข็งและยังติดอยู่ในอ่าว Commonwealth Bay ด้วยในปี 2010 ซึ่งเท่ากับเป็นการกักขังนกเพนกวินกว่า 160,000 ตัว ก่อนหน้านั้นประชากรนกยังคงเติบโตดี ต้องขอบคุณลมที่พัดแรงซึ่งพัดพาเอาน้ำแข็งออกนอกฝั่ง ซึ่งช่วยให้ง่ายต่อการล่าปลา
ประชากรนกที่แหลมเดนิสันอาจถูกทำลายจนหมดสิ้นภายในระยะเวลาเพียง 20 ปีเว้นเสียแต่ B09B จะย้ายสถานที่ หรือเว้นเสียแต่น้ำแข็งที่มีอยู่ในอ่าวซึ่งมีมาแสนยาวนานแตกกระจายตัวลง” นักวิทยาศาสตร์เขียนรายงานจากศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (the Climate Change Research Centre) ที่ Australia’s University of New South Wales (UNSW) ในการศึกษาซึ่งถูกตีพิมพ์เดือนนี้ใน Antarctic Science
จำนวนนกเพนกวิน  Adélie ที่แหลมเดนิสันถูกรายงานว่ามีมากว่า 100 ปีที่ผ่านมา ย้อนกลับไปในปี 1910-1919 บรรดานักวิจัยของคณะเดินทางสำรวจ Sir Douglas Mawson กล่าวบ่นเกี่ยวกับเสียงรบกวนจากนกเพนกวินกว่า 100,000 ตัว
การที่ประชากรนกลดลงได้รับการสังเกตระหว่างการสำรวจของ Australasian Antarctic 3 ปีที่ผ่านมา
“ตอนนี้ที่นั่นเงียบมาก” คริส เทอร์นี่ กล่าว ผู้เป็นผู้นำคณะสำรวจและศาสตราจารย์เกี่ยกกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและวิทยาศาสตร์ของโลกที่ UNSW โดยเขาให้สัมภาษณ์ Sydney Morning Herald
“บรรดานกที่เราเห็นตรงแหลมเดนิสันดูเชื่องช้า เฉื่อยชา และแทบจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าคุณอยู่ใกล้พวกมัน ตัวที่อยู่รอดได้ต้องต่อสู้ดิ้นรนอย่างมาก พวกมันไม่อาจอยู่รอดได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพูดถึงการฝักไข่รุ่นต่อไป เราเห็นนกที่ตายลงจำนวนมากบนพื้น...ช่างน่าหัวใจสลายกับภาพที่เห็น”
นกเพนกวิน Adélie อาศัยตามชายฝั่งมหาสมุทรบริเวณขั้วโลกใต้ พวกมันถูกค้นพบในปี 1840 โดยคณะสำรวจขั้วโลกใต้ที่เป็นชาวฝรั่งเศส และตั้งชื่อตามภรรยาของผู้นำคณะ Jules Dumont d’Urvilleตามที่ National Geographic รายงานระหว่างฤดูแพร่พันธุ์ ประชากรนกอาจมีนับเป็นพันๆตัว
แต่ก็เหมือนกับหมีขั้วโลกในเขตอาร์กติก นกเพนกวินที่ขั้วโลกใต้ต้องรบพุ่งกับการอยู่รอดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป แม้จะไร้ซึ่งภูเขาน้ำแข็งก้อนมหึมาขวางทางของมันก็ตาม นกเพนกวิน Adélie ก็ยังคงมีอุปสรรคในการหาตัวเคย ซึ่งเป็นสัตว์พวกกุ้งกั้งปูที่เป็นอาหารของมัน  ตัวเคยอาศัยใต้แผ่นน้ำแข็ง และเมื่อเวลาน้ำแข็งละลาย ตัวเคยก็จะหายากมากขึ้น
ที่มาhttp://www.enn.com/wildlife/article/49375
ผู้เรียบเรียง PrathurngHongsranagon, Associate Professor,Ph.D.,M.P.H
เพนกวิน Adélieในระยะ 6 ปีที่ผ่านมาภูเขาน้ำแข็งซึ่งมีขนาดใหญ่เท่านครโรมันปิดกั้นทางเดินของนกเพนกวิน Adélie ไปยังทะเลในขั้วโลกใต้ เพื่อเป็นการหาอาหารนกเหล่านี้ต้องเดินอ้อมเป็นระยะทางกว่า 40 ไมล์ไปยังชายฝั่ง ผลกระทบต่อประชากรนกเลวร้ายด้วย: นกเพนกวินกว่า 150,000 ตัวตายไปแล้ว
 

ไลฟ์สไตล์แบบนี้ ต้องมีโลกกี่ใบ ?

อีเมล พิมพ์ PDF

โลกมีการศึกษาสรุปว่าหากทุกคนบนโลกบริโภคเท่ากับค่าเฉลี่ยของประชาชนอเมริกัน เราจำเป็นต้องใช้โลกสี่ใบเพื่ออยู่รอด แต่คำกล่าวอ้างนี้มาจากไหน และคำนวณอย่างไร ?

โลกปัจจุบันมีคนประมาณเจ็ดพันล้านคนและบริโภคทรัพยากรในปริมาณที่แตกต่างกัน เช่น หากเปรียบเทียบวิถีชีวิตของชาวนาต่างจังหวัดกับคนรวยชาวกรุงในประเทศพัฒนาแล้ว เราจำเป็นต้องใช้พื้นที่จำนวนมากเพื่อปลูกอาหาร ใช้ทรัพยากรจำนวนมากสร้างอาคารและที่ทำงาน รวมถึงใช้พลังงานสำหรับการเดินทางและระบบทำความอุ่นและความเย็น ทั้งหมดนี้ก็เพื่อชาวกรุง

 

กป.อพช.ใต้ แถลงการณ์ถึง คสช. หยุดใช้ ม.44 ออกคำสั่งรุกรานสิทธิชุมชน

อีเมล พิมพ์ PDF
แถลงการณ์ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้)
เรื่อง ขอให้ยกเลิกคำสั่งที่ 3 ,4 และ 9 / 2559 ของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ และขอให้หยุดใช้อานาจพิเศษรุกรานสิทธิชุมชน
ตั้งแต่การเข้ามาควบคุมการบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบเรียบร้องแห่งชาติ หรือ คสช. พบว่า คสช. ได้ใช้ช่องทางของอำนาจพิเศษ ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 มาเป็นเครื่องมือในการบริหารประเทศ ด้วยการออกคำสั่งต่าง ๆ มากมายหลายฉบับ หากพิจารณาตามสาระสำคัญของมาตรา 44 แล้ว เข้าใจว่าเจตนารมณ์ของการกำหนดมาตรานี้ขึ้น เพื่อให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติได้มีเครื่องมือเพื่อการบางอย่างตามเนื้อความว่า “ในกรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติเห็นเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปด้านต่างๆ การส่งเสริมความสามัคคี และความสมานฉันท์ของประชาชนคนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ฯลฯ ”
จะเห็นว่าการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ด้วยการออกคาสั่งต่าง ๆ เหล่านั้น มีหลายคำสั่งที่ออกมาแล้วกลับส่งผลกระทบต่อชุมชน และสังคมในวงกว้างมากมาย อันนำไปสู่การละเมิดสิทธิชุมขนอีกด้วย อย่างเช่น การใช้อำนาจพิเศษนี้เข้าไปยกเลิกพระราชบัญญัติการประมง 2558 และเข้าไปปรับแก้เนื้อหาบางมาตรา และใช้อำนาจนี้ออกเป็นพระราชกำหนดการประมง 2558 จนทำให้เครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านทั่วประเทศรวมตัวกันคัดค้านเนื้อหาสำคัญของมาตรา 34 ตามพระราชกำหนดฉบับนี้อย่างคึกคัก จนนายกรัฐมนตรีต้องเรียกรัฐตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงตัวแทนชาวประมงพื้นบ้านเข้าพบเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาแล้ว
และตั้งแต่ต้นปีนี้เป็นต้นมาก็มีการออกคำสั่งที่ 3 และที่ 4 /2559 ที่เกี่ยวข้องกับการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายผังเมืองในบางพื้นที่ และในกิจการบางกรณี จนทำให้เกิดความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชนทั่วทุกหัวระแหง โดยเฉพาะเรื่องของข้อยกเว้นพื้นที่การก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล และโรงไฟฟ้าขยะ และรวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวกับการจัดการขยะมลพิษต่างๆ จนนำไปสู่การลุกขึ้นคัดค้านคำสั่งดังกล่าวของเครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และล่าสุด เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2559 คสช. ได้ออกคำสั่งที่ 9/2559 ตามมาอีก เพื่อนำไปสู่การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 47 ของพระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2535 ซึ่งมีสาระสาคัญว่า “ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อประโยชน์ในการดำเนินโครงการ หรือกิจการด้านค้านการคมนาคมขนส่ง การชลประทาน การป้องกันสาธารณภัย โรงพยาบาล หรือที่อยู่อาศัย ในระหว่างที่รอผลการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามวรรคหนึ่ง ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นๆของรัฐซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ หรือกิจการนั้น อาจเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติให้ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกชนผู้รับดำเนินการตามโครงการหรือกิจการไปพลางก่อนได้ แต่จะลงนามผูกพันในสัญญาหรือให้สิทธิกับเอกชนผู้ดำเนินการตามโครงการหรือกิจการไม่ได้”
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ มีความเห็นต่อการใช้อำนาจพิเศษของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ คสช.นี้ ดังนี้
1. คสช. ต้องระมัดระวังการใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 โดยต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์เดิมที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 และจะต้องยึดตามหลักธรรมาภิบาลเป็นสำคัญ
2. การออกคำสั่งต่าง ๆ ต้องคำนึงถึงตัวบทกฎหมาย ระเบียบการ หรือขั้นตอนปฏิบัติอันเป็นที่ยอมรับของสังคมที่มีอยู่เดิม และให้คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของคนส่วนใหญ่ มิใช่เพื่อกลุ่มทุนใดบางกลุ่ม
3. ในคำสั่งนั้น ๆ ต้องไม่ละเมิดสิทธิชุมชน และต้องคำนึงถึงการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชนท้องถิ่นเป็นสำคัญ
4. คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติต้องยกเลิกคาสั่งฉบับที่ 3 , 4 และคาสั่งที่ 9 เพราะขัดกับข้อเสนอดังกล่าวเบื้องต้นทั้ง 3 ข้อ
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ หรือ กป.อพช.ใต้ ยังยืนยันว่าการใช้อำนาจดังกล่าว ต้องกระทำด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง โดย คำนึงถึงเจตนารมณ์ที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ที่ต้องการให้เป็นไปเพื่อการปฏิรูป หรือเพื่อการสมานฉันท์ของคนในสังคมส่วนใหญ่เป็นที่ตั้ง และไม่ควรใช้อำนาจนี้เพื่อการประโยชน์เฉพาะกลุ่ม แต่กลับสร้างความเดือนร้อนกับคนส่วนใหญ่
จากนี้ไป กป.อพช.ใต้ จะประสานภาคีเครือข่ายองค์กรนักพัฒนา รวมถึงเครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งต่างๆนี้ให้มาพบกัน เพื่อมาร่วมกันกำหนดมาตรการการเคลื่อนไหว อันจะนำไปสู่การยกเลิกคาสั่งที่ 3 ,4 และคาสั่งที่ 9 อย่างถึงที่สุด และจะเฝ้าติดตามการใช้อำนาจพิเศษของรัฐบาล และของ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติอย่างเข้มข้นต่อไป
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้)
10 มีนาคม 2559
กป.อพช.ใต้ คสช. ม.44คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้) ออกแถลงการณ์ เรื่องขอให้ยกเลิกคำสั่งที่ 3 ,4 และ 9 / 2559 ของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ชี้ คสช. ต้องระมัดระวังการการใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 ควรคำนึงถึงตัวกฎหมาย ระเบียบการ หรือขั้นตอนปฏิบัติอันเป็นที่ยอมรับของสังคมที่มีอยู่เดิม และให้คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของคนส่วนใหญ่ มิใช่เพื่อกลุ่มทุนใดบางกลุ่ม อีกทั้งต้องไม่ละเมิดสิทธิชุมชน และต้องคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน โดยเนื้อหาระบุว่า
 

PeoplePoll เผย 52.8% ไม่เห็นด้วยกับกระเช้าภูกระดึง

อีเมล พิมพ์ PDF
จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนผ่านแอพพลิเคชั่น PeoplePoll ในหัวข้อ เห็นด้วยกับการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงหรือไม่้ ? ตั้งคำถามโดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียร จากผู้ตอบแบบสำรวจ ผู้ตอบแบบสำรวจทั้งสิ้น 5,237 คน พบว่ามีผู้ไม่เห็นด้วย  52.8% หรือจำนวน 2,766 คน
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ร่วมกับ โครงการ PeoplePoll Thailand ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นประชาชนผ่านแอพพลิเคชั่น PeoplePoll บนโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2559 เวลา 19:00 น. ถึง วันที่ 7 มีนาคม 2559 เวลา 19:00 น. เกี่ยวกับความเห็นความเห็นของประชาชนกรณีการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง ซึ่งมีผู้ตอบแบบสำรวจทั้งสิ้น 5,237 คน ได้ผลการสำรวจความคิดเห็นดังนี้
เห็นด้วยกับการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงหรือไม่ ?
38.6% (2,021 คน) : เห็นด้วย
52.8% (2,766 คน) : ไม่เห็นด้วย
8.6% (450 คน) : ไม่แน่ใจ / ไม่แสดงความคิดเห็น
นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่องการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง รสนา โตสิตระกุล และ PeoplePoll ยังได้เพิ่มคำถามถึงประเด็นดังกล่าวไว้ว่า "ภูกระดึงกับการรักษาสภาพนิเวศน์" โดยมีคำถามและผลโพลล์ "อย่างไม่เป็นทางการ" ดังนี้
คุณเห็นด้วยหรือไม่กับการปล่อยภูกระดึงให้เข้าถึงยากต่อไป เพื่อรักษาสภาพนิเวศน์ให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ?
49.2% เห็นด้วย ควรปล่อยให้เข้าถึงยากต่อไป
21.3% ไม่เห็นด้วย ควรทำให้เข้าถึงโดยง่าย
28.6% อยากทราบข้อดีข้อเสียมากกว่านี้
0.9% ไม่แน่ใจ/ไม่แสดงความคิดเห็น
และ คุณคิดว่ารัฐควรส่งเสริมการท่องเที่ยวภูกระดึงอย่างไร ?
85.2% ส่งเสริมโดยเน้นคุณภาพนักท่องเที่ยว
8.5% ไม่แน่ใจ / ไม่แสดงความคิดเห็น
4.7% ส่งเสริมโดยเน้นปริมาณนักท่องเที่ยว
1.6% ควรปิดภูกระดึงถาวร
หมายเหตุ ผลโพลล์ หัวข้อ "ภูกระดึงกับการรักษาสภาพนิเวศน์" โดย รสนา โตสิตระกุล เป็นผลโพลล์อย่างไม่เป็นทางการ ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมตอบคำถามได้ถึงวันที่ 11 มีนาคม 2559 เวลา 19.00 น. ผ่านการติดตั้งแอพพลิเคชั่น PeoplePoll ได้ฟรี
สำหรับ iPhone และ iPad กด https://goo.gl/Om8GAA สำหรับ Android กด https://goo.gl/6frLF8
ทำความรู้จัก แอพพลิเคชั่น PeoplePoll ได้ที่ ชวนโหลดแอพ “PeoplePoll” โพลของทุกคน เพราะเรามี 1 เสียงเท่ากัน
ภูกระดึงจากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนผ่านแอพพลิเคชั่น PeoplePoll ในหัวข้อ เห็นด้วยกับการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงหรือไม่้ ? ตั้งคำถามโดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียร จากผู้ตอบแบบสำรวจทั้งสิ้น 5,237 คน พบว่ามีผู้ไม่เห็นด้วย  52.8% หรือจำนวน 2,766 คน
 

53 องค์กรภาคสังคม คัดค้านคำสั่ง คสช. ที่ 9/2559

อีเมล พิมพ์ PDF

มาตรา 449 มีนาคม องค์กรและเครือข่ายด้านทรัพยาธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการพัฒนาที่ยั่งยืน จำนวน 53 องค์กร ร่วมกันออกแถลงการณ์คัดค้านคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 9/2559 เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

 

คสช. ออกคำสั่งลัดขั้นตอน EIA

อีเมล พิมพ์ PDF

คสช.8 มีนาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 9/2559 เรื่อง “การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ”

 

EIA กับโครงการพัฒนา

อีเมล พิมพ์ PDF
โครงการพัฒนาที่เกิดขึ้นก็เพื่อให้เศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศดีขึ้น แต่การพัฒนานั้นจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรมาเป็นฐานในการพัฒนา และเป็นที่รองรับของเสีย การพัฒนาจึงมาพร้อมๆ กับการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ และการเสื่อมโทรมของสภาพสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ไปคู่กับการรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจึงต้องมีเครื่องมือบางอย่างที่จะช่วยป้องกันทรัพยากรธรรมชาติจากผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หรือจัดการทรัพยากรให้ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเครื่องมือนั้นก็คือการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA: Environmental Impact Assessment)
ความหมายของ EIA
สำนักวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(สวผ.) ได้ให้ความหมายของ EIAไว้ว่า “การใช้หลักวิชาการในการทำนายหรือคาดการณ์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมทั้งทางบวกและทางลบของการดำเนินโครงการพัฒนา ที่จะมีผลต่อสิ่งแวดล้อมในทุกๆ ด้าน ทั้งทางทรัพยากรธรรมชาติ ทางเศรษฐกิจ และสังคม เพื่อจะได้หาทางป้องกันผลกระทบในทางลบที่อาจเกิดขึ้นให้เกิดน้อยที่สุด ในขณะเดียวกันก็มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งส่วนใหญ่ไม่สามารถฟื้นคืนกลับมาได้อย่างมีประโยชน์ มีประสิทธิภาพสูงสุด และคุ้มค่าที่สุด นอกจากนี้ รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมยังใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจของนักบริหารว่าสมควรดำเนินการหรือไม่ การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจะเป็นประโยชน์อย่างมาก หากได้รับการนำมาในการวางแผนป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ขั้นตอนศึกษาความเหมาะสมของโครงการจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลังดำเนินโครงการไปแล้ว และเป็นวิสัยทัศน์ของนักบริหารโครงการในยุคโลกาภิวัฒน์ที่มุ่งเน้นการป้องกันมากกว่าการแก้ไข”
ทำไมต้องทำ EIA
เนื่องจากว่าโครงการพัฒนาหลายโครงการเป็นโครงการขนาดใหญ่ และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมกฎหมายจึงได้กำหนดประเภทและขนาดของโครงการที่จะต้องทำ EIA เพื่อประกอบการพิจารณาในการอนุมัติโครงการ จากประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องกำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจการซึ่งต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและหลักเกณฑ์ วิธีการระเบียบปฏิบัติ และแนวทางการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมฉบับที่ 6ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2557 ได้กำหนดประเภทและขนาดของโครงการที่ต้องมีการจัดทำEIA ไว้จำนวนทั้งสิ้น 36 ประเภทซึ่งโครงการใดที่จะต้องทำ EIA เจ้าของโครงการจะต้องว่าจ้างนิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตจาก สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.)ให้สามารถจัดทำEIA ได้ เป็นผู้ดำเนินการในการศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการนั้น
โครงการพัฒนาในประเทศไทย
ในปัจจุบันได้เกิดโครงการพัฒนาขึ้นในประเทศไทยหลายโครงการเฉพาะในปีงบประมาณ 2558 มีโครงการพัฒนาที่ผ่านความเห็นชอบจาก สผ. จำนวนทั้งสิ้น 486โครงการแบ่งตามประเภทได้ดังนี้ ประเภทบริการชุมชนและที่พักอาศัย 370 โครงการเหมืองแร่ 48 โครงการ พลังงาน 17 โครงการ คมนาคม 10โครงการ  อุตสาหกรรม 13 โครงการอุตสาหกรรมปิโตรเคมี 28โครงการ แหล่งน้ำและเกษตรกรรม  0 โครงการ จากแผนภูมิโครงการส่วนใหญ่ คือโครงการประเภทบริการชุมชนและที่พักอาศัย ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล โรงแรม อาคารที่พักอาศัยอาคารสำนักงานต่างๆ คิดเป็น 76% ของโครงการทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีการขยายตัวของชุมชนเมืองออกไป ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความสะดวกสบาย
โครงการพัฒนาที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ
โครงการพัฒนาทั้งทางด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และการเกษตร ล้วนส่งผลกระทบต่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น เช่น ทำให้เกิดการลดลงของทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป การสูญเสียความหลากหลายทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต การเกิดมลพิษทางด้านต่างๆ ซึ่งในอดีตมีโครงการพัฒนาหลายโครงการที่ทำให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น
โครงการสร้างเขื่อนรัชชประภาหรือเขื่อนเชี่ยวหลาน
ที่ทำให้พื้นที่ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ผืนหนึ่งของประเทศต้องจมลงอยู่ใต้น้ำยอดภูเขากลายสภาพเป็นเกาะน้อยใหญ่กว่า 162 เกาะ สัตว์ป่าหลายชนิดต้องหนีน้ำไปอยู่ตามเกาะต่างๆรอวันตายจากการขาดอาหาร ครั้งนั้นได้เกิดโครงการอพยพสัตว์ป่าเป็นครั้งแรกของประเทศ โดยสืบ นาคะเสถียรเป็นหัวหน้าโครงการ และถึงแม้จะมีโครงการอพยพสัตว์ป่าแต่ก็สามารถช่วยสัตว์ป่าได้เพียงบางส่วนเท่านั้น
โครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ
ผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินลิกไนต์ ซึ่งในอดีตมีการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และก๊าซพิษอื่นๆ ออกสู่บรรยากาศทำให้เกิดปรากฏการณ์ฝนกรดส่งผลเสียต่อพืชและสัตว์เลี้ยง นอกจากนั้นยังเกิดมลพิษทางอากาศซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงโรงงานป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจเนื่องจากได้รับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในปริมาณที่มากและติดต่อกันเป็นเวลานาน
จากบทเรียนความสูญเสียที่เกิดขึ้นในอดีตเป็นเหตุให้ต้องให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต
EIA เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นการพัฒนาที่ตอบสนองต่อความต้องการของคนในรุ่นปัจจุบัน โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความต้องการของคนรุ่นต่อไปในอนาคต เนื่องจากโครงการพัฒนาจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรเป็นฐานในการพัฒนาดังนั้น EIAจึงเป็นส่วนสำคัญสำหรับโครงการพัฒนาที่จะเกิดขึ้น เพราะหากมีการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อนการเกิดโครงการ ก็จะทำให้ทราบปริมาณทรัพยากรที่ถูกใช้ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมและนำผลการศึกษามาประกอบการพิจารณาว่าควรมีโครงการนี้เกิดขึ้นหรือไม่เพราะว่าทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด และบางทรัพยากรเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป ถ้าหากในยุคปัจจุบันนำทรัพยากรมาใช้หรือทำให้เสื่อมโทรมมากเกินไป ก็อาจจะส่งผลถึงการพัฒนาในอนาคตได้
ประเทศชาติยังคงมีการพัฒนาอยู่อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น แต่จะพัฒนาอย่างไรให้สามารถรักษาทรัพยากรไว้ได้พร้อมๆกัน ทั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือของคนไทยช่วยกันรักษาทรัพยากรไว้เพราะทรัพยากรไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง แต่หากเป็นของคนไทยทุกคน
eiaโครงการพัฒนาที่เกิดขึ้นก็เพื่อให้เศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศดีขึ้น แต่การพัฒนานั้นจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรมาเป็นฐานในการพัฒนา และเป็นที่รองรับของเสีย การพัฒนาจึงมาพร้อมๆ กับการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ และการเสื่อมโทรมของสภาพสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ไปคู่กับการรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจึงต้องมีเครื่องมือบางอย่างที่จะช่วยป้องกันทรัพยากรธรรมชาติจากผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หรือจัดการทรัพยากรให้ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเครื่องมือนั้นก็คือการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA: Environmental Impact Assessment)
 

สหรัฐฯ รื้อเขื่อนขนาดเล็ก 62 แห่ง เพื่อฟื้นฟูแม่น้ำ

อีเมล พิมพ์ PDF
สหรัฐฯ รื้อเขื่อนขนาดเล็ก 62 แห่ง เพื่อฟื้นฟูแม่น้ำ
องค์กร American Rivers ประกาศว่า การรื้อเขื่อนในสหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดปี พ.ศ. 2558 ภายใต้ความร่วมมือระหว่างชุมชนใน 21 รัฐ องค์กรไม่แสวงหากำไร และภาครัฐ ในการดำเนินการรื้อเขื่อน 62 แห่ง ฟื้นฟูลำน้ำความยาวกว่า 570 ไมล์เพื่อประโยชน์ของปลา สัตว์ป่า และผู้คน
ตัวเลขการรื้อเขื่อนที่สูงที่สุดอยู่ในรัฐเพนซิลเวเนีย (23 แห่ง) ตามมาด้วยรัฐคอนเนคติคัท (7 แห่ง) และมิชิแกน (5 แห่ง)
การรื้อเขื่อนจะกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือของชุมชนสำหรับรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้สร้างผลกระทบอย่างมากต่อแม่น้ำและแหล่งน้ำจืด สังเกตได้จากน้ำท่วมและภัยแล้งที่มีความรุนแรงมากขึ้น การมีแม่น้ำที่มีสุขภาพดีจะเป็นแนวป้องกันแนวแรกที่จะลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การรื้อเขื่อนจะช่วยฟื้นฟูสุขภาพแม่น้ำโดยทำให้แม่น้ำไหลตามธรรมชาติเช่นเดิม และกลไกสำคัญของแม่น้ำอื่นๆ รวมไปถึงพื้นที่รับน้ำท่วม และพื้นที่ชุ่มน้ำ แม่น้ำที่ไหลได้อย่างอิสระจะเชื่อมต่อกับพื้นที่รับน้ำท่วมซึ่งสามารถกักเก็บน้ำและกรองน้ำได้ดีกว่า พร้อมกับเป็นแนวป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วมอีกด้วย
นอกจากนี้ องค์กร American Rivers ได้ทำแผนที่การรื้อเขื่อนในสหรัฐอเมริกา ย้อนกลับไปถึงปี พ.ศ. 2459 โดยสามารถเข้าถึงได้ที่http://www.americanrivers.org/DamRemovalsMap
ตัวอย่างเขื่อนสำคัญที่ถูกรื้อในปี พ.ศ. 2558 มีดังนี้
เขื่อน Pond Lily รัฐคอนเนคติคัท
การรื้อเขื่อนดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความสามารถของแม่น้ำและชุมชนในการป้องกันภัยจากพายุ โดยกำจัดความเสี่ยงจากการบริหารเขื่อนที่ล้มเหลวในระหว่างเกิดอุทกภัย โครงการดังกล่าวได้เปิดพื้นที่แม่น้ำราว 2.6 ไมล์ และแหล่งน้ำราว 76 เอเคอร์ให้เป็นที่อาศัยของปลาอพยพ โครงการรื้อเขื่อนนี้ถูกมองว่าเป็นนวัตกรรมในการเพิ่มความสามารถในการป้องกันอุทกภัยบริเวณชายฝั่ง
เขื่อน Centreville รัฐแมรีแลนด์
เขื่อน Centreville สร้างปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ต้นน้ำ คุกคามโครงสร้างพื้นฐานของชุมชน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้แนวโน้มการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวเพิ่มขึ้น การรื้อเขื่อน ฟื้นฟูทางน้ำธรรมชาติและพื้นที่อาศัยโดยรอบจำช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมืออุทกภัยนอกจากนี้ การรื้อเขื่อนยังเพิ่มเส้นทางเหนือน้ำสำหรับปลาอพยพอีกราว 13 ไมล์
เขื่อน Song of the Morning Ranch รัฐมิชิแกนเขื่อน Song of the Morning Ranch ตัดขาดระหว่างพื้นที่เหนือน้ำ และระบบน้ำเย็นที่ไหลเวียนอยู่ด้านล่าง ในปี พ.ศ. 2551 เกิดเหตุการณ์ปลาตายจำนวนมากเนื่องจากกังหันทำงานผิดพลาด นับแต่นั้นมาก็เกิดเป็นข้อตกลงร่วมกันในการฟื้นฟูแม้น้ำ และรื้อเขื่อน
อ่านรายงานการรื้อเขื่อนทั้ง 62 แห่งในสหรัฐอเมริกาได้
ที่http://www.americanrivers.org/wp-content/uploads/2014/02/Dam-List-2015.pdf?c38e77
ถอดความจาก‘62 Dams Removed in 2015’ โดย Jessie Thomas-Blate
เข้าถึงได้ที่ http://www.americanrivers.org/blog/62-dams-removed-in-2015/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
สหรัฐรื้อเขื่อนองค์กร American Rivers ประกาศว่า การรื้อเขื่อนในสหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดปี พ.ศ. 2558 ภายใต้ความร่วมมือระหว่างชุมชนใน 21 รัฐ องค์กรไม่แสวงหากำไร และภาครัฐ ในการดำเนินการรื้อเขื่อน 62 แห่ง ฟื้นฟูลำน้ำความยาวกว่า 570 ไมล์เพื่อประโยชน์ของปลา สัตว์ป่า และผู้คน ตัวเลขการรื้อเขื่อนที่สูงที่สุดอยู่ในรัฐเพนซิลเวเนีย (23 แห่ง) ตามมาด้วยรัฐคอนเนคติคัท (7 แห่ง) และมิชิแกน (5 แห่ง)
 

การท่องเที่ยวเชิงนิเวศสามารถทำให้การคุกคามพันธุ์สัตว์น้อยลงหรือไม่

อีเมล พิมพ์ PDF
การท่องเที่ยวเชิงนิเวศสามารถสร้างความแตกต่างอย่างสำคัญระหว่างการอยู่รอดและการสูญพันธุ์สัตว์ที่ถูกทำให้อยู่ในภาวะอันตรายตามรายงานของการวิจัยใหม่จาก Griffith University
ด้วยการใช้แบบจำลอง population viability modeling ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยโดยศาสตราจารย์ราฟท์ บัคเล่ย์, ดร. กาย แคสเล่ย์และ ดร. แคลร์ มอริสัน ได้พัฒนาวิธีการชิ้นแรกๆ ที่แจ้งจำนวนผลกระทบของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีต่อพันธุ์สัตว์ที่ถูกคุกคาม
ข้อค้นพบถูกตีพิมพ์ในวารสาร PLOS ONE
“เราทราบว่าการท่องเที่ยวเชิงนิเวศมีมากขึ้นทั่วโลก โดยมีจำนวนผู้มาเยือนในบริเวณที่ได้รับการปกป้องต่างๆ มากขึ้นทุกๆปี และเราก็ทราบด้วยว่ากิจกรรมเหล่านั้นอาจส่งผลกระทบทั้งเชิงลบและเชิงบวก” ศาสตราจารย์บัคเล่ย์กล่าว ผู้เป็นประธานนานาชาติของงานวิจัยด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
“อย่างไรก็ตาม จวบจนบัดนี้ยังไม่มีหนทางใดในการประเมินผลสุทธิของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในแง่ของการเพิ่มหรือลดความเสี่ยงของการสูญพันธุ์สัตว์ที่อยู่ในภาวะอันตราย ซึ่งเป็นตัวแปรหลักของความพยายามอนุรักษ์ดังกล่าว”
แบบจำลอง population viability model ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการจัดการสิ่งมีชีวิตในป่าในทางปฏิบัติ แบบจำลองเหล่านี้ทำการประมาณการการเปลี่ยนแปลงของประชากรแบบสะสมด้วยการจำลองสถานการณ์การเกิดและการตายอย่างย้อนกลับไปมารุ่นต่อรุ่น การพยากรณ์สุดท้ายนั้นตั้งอยู่บนฐานของการจำลองสถานการณ์ซ้ำๆ นับพันๆครั้ง
นักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Griffith ได้ใช้แบบจำลองเหล่านี้ในการคำนวณการเปลี่ยนแปลงของประชากรในอนาคตของพันธุ์สัตว์ที่ถูกคุกคามจากข้อมูลที่มีอยู่ –ลิงอุรังอุตัง,ชะนี hoolock gibbon, สิงโต golden lion tamarin, เสือชีตาร์, สุนัขป่าอัฟริกัน สิงโตทะเลนิวซีแลนด์ นกเพนกวินอัฟริกัน นกแก้วหางยาวสีเขียวเข้ม และนกแร้งอียิปต์
“เราแปรกลับผลกระทบของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ – ทั้งเชิงบวกและเชิงลบ –สู่ตัวแปรด้านนิเวศวิทยา และค้นพบว่าพันธุ์สัตว์จำนวน 7 ชนิดที่เกี่ยวข้องนั้นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศจัดให้มีผลกำไรของการอนุรักษ์สุทธิ ด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น การสงวนรักษารายเดี่ยว/ส่วนบุคคล การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม การลดความเสียหายในสิ่งแวดล้อม การเคลื่อนย้ายผู้ล่าที่ไม่เชื่อง มาตรการของการต่อต้านการบุกรุกเข้าไปล่าสัตว์ หรือการแพร่พันธุ์ด้วยการกักขังสัตว์ และการให้อาหารเพิ่ม” ศาสตราจารย์บัคเล่ย์กล่าว
ดร.แคสเล่ย์ ผู้มาจากสถาบัน Griffith’s Environmental Futures Research Institute กล่าวว่า งานวิจัยแสดงให้เห็นถึงผลสุทธิของการท่องเที่ยวที่มีต่อพันธุ์สัตว์และประชากรหน่วยย่อยซึ่งมีอยู่อย่างแตกต่าง และกล่าวอีกว่าผลเหล่านี้ได้รับอิทธิลจากสภาพการณ์ต่าง ๆ ในท้องถิ่น
“ตัวอย่างเช่น สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับสเกลและความเข้มข้นของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ขนาดของประชากรเริ่มแรก อัตราของการล่า และผลกระทบของอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น การทำประมงและการตัดไม้ซุง” เขากล่าว
“ปัจจัยอื่นๆ รวมถึงการบุกรุกเข้าไปล่าสัตว์ ก็นับว่าสำคัญเช่นกัน”
ดร. มอริสันจาก Griffith School of Environment กล่าวว่า การวิจัยยืนยันว่าการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอาจไม่ประสบผลสำเร็จเสมอไป
“ในบางกรณีการท่องเที่ยวประเภทนี้อาจส่งผลเชิงลบต่อพันธุ์สัตว์ที่ถูกคุกคาม” เธอกล่าว
“อย่างไรก็ตาม สำหรับพันธุ์สัตว์ประเภทนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่หายากและถูกคุกคามส่วนมากที่ถูกนำมาวิเคราะห์นั้น บ่งบอกว่าการท่องเที่ยวเชิงนิเวศสร้างความแตกต่างระหว่างการอยู่รอดและการสูญพันธุ์”
อ่านต่อที่ Grifith University
แหล่งที่มา http://www.enn.com/wildlife/article/49376, accessed on 27 February 2016
ผู้เรียบเรียง PrathurngHongsranagon, Associate Professor, Ph.D., M.P.H
เที่ยวเชิงนิเวศการท่องเที่ยวเชิงนิเวศสามารถสร้างความแตกต่างอย่างสำคัญระหว่างการอยู่รอดและการสูญพันธุ์สัตว์ที่ถูกทำให้อยู่ในภาวะอันตรายตามรายงานของการวิจัยใหม่จาก Griffith University ด้วยการใช้แบบจำลอง population viability modeling ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยโดยศาสตราจารย์ราฟท์ บัคเล่ย์, ดร. กาย แคสเล่ย์และ ดร. แคลร์ มอริสัน ได้พัฒนาวิธีการชิ้นแรกๆ ที่แจ้งจำนวนผลกระทบของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีต่อพันธุ์สัตว์ที่ถูกคุกคาม
 

หุ่นยนต์ใต้น้ำสามารถได้รับการตั้งโปรแกรมให้ตัดสินใจได้โดยอิสระ

อีเมล พิมพ์ PDF

สำรวจทะเลกว่าร้อยละ 70 ของพื้นผิวโลกปกคลุมด้วยน้ำ อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์กลับรู้เรื่องอวกาศมากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นใต้มหาสมุทร

หนทางหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์พยายามปรับปรุงความเข้าใจที่มีต่อสิ่งแวดล้อมใต้ท้องทะเลคือการใช้ยานพาหนะแบบ AUV หรือยานพาหนะที่เป็นหุ่นยนต์ซึ่งได้รับการใส่โปรแกรมเพื่อศึกษาเกี่ยวกับใต้ท้องมหาสมุทรและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่อย่างเป็นอิสระ

 

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพในอาเซียน

อีเมล พิมพ์ PDF

โลกร้อนคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์จากฝั่งตะวันตกอาจไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้กับการวิเคราะห์ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อความหลากหลายทางชีวภาพในอาเซียน เนื่องจากมีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างโลกตะวันตกและภูมิภาคอาเซียนทั้งในแง่ภูมิระบบนิเวศ และบริบททางเศรษฐกิจและสังคม

 

เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสาน ประกาศคว่ำร่าง พ.ร.บ.น้ำ ชี้รวบหัวรวบหางประชาชน

อีเมล พิมพ์ PDF
จากกรณีที่ทางกรมทรัพยากรน้ำ จะเปิดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการปรับปรุง พัฒนาร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ..... ในวันที่ 29 ก.พ. 59 ในส่วนกลาง เพื่อพิจารณากลั่นกรอง ตรวจสอบร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ...ให้เกิดความรอบคอบ อันก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงในทุกภาคส่วน และลดข้อขัดแย้งในการเสนอร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ...ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ....
ในวันที่ 25 ก.พ.59 ที่ผ่านมา นายสิริศักดิ์ สะดวก ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสาน เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า จากการติดตามกระบวนการร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้เห็นว่า การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของกรมทรัพยากรน้ำในวันที่ 29 ก.พ.นี้ เป็นการจัดเวทีที่จะรวบหัวรวบหางประชาชน โดยให้กลุ่มคนไม่กี่ร้อยคนให้ความเห็นและตัดสินใจแทนคนส่วนใหญ่ของประเทศ อีกทั้งหลักการของเนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงรวมศูนย์อำนาจในการบริหารจัดการน้ำอยู่ที่รัฐ ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หรือเปลี่ยนแปลงรูปร่างของแหล่งน้ำได้ ซึ่งมันเป็นการเพิ่มอำนาจให้รัฐผูกขาดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และกำหนดการพัฒนาแหล่งน้ำไปในทิศทางที่คนลุ่มน้ำไม่มีส่วนร่วม ดังนั้นจึงอาจจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของแหล่งน้ำนั้นๆ ได้
โดยผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสาน ได้แจกแจงถึงปัญหาในร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้ ว่า  1.) ร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้ไม่ได้ยึดโยงอำนาจประชาชนคนลุ่มน้ำผ่านการกระจายอำนาจที่จะให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนในการตัดสินใจการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพราะดูได้จากการจัดเวทีในครั้งนี้  2.) สัดส่วนในการแต่งตั้งคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ส่วนใหญ่จะมีแต่ตัวแทนจากภาครัฐ ส่วนภาคประชาชนแทบจะไม่มีพื้นที่ให้เลย  ซึ่งหน่วยงานภาครัฐหรือกรรมการนโยบายควรมีบทบาทหน้าที่ใน ร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้เพียงแค่การติดตาม ส่งเสริมสนับสนุนองค์การภาคประชาชนให้ทำงานให้มีประสิทธิภาพ  3.) การกำหนดนโยบาย และแผนงานเป็นการกำหนดจากข้างบนลงมาล่าง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจของภาครัฐต่อประชาชนลุ่มน้ำ ที่ควรให้อำนาจประชาชนลุ่มน้ำน้ำร่วมกันกำหนดจากข้างล่างขึ้นไปบน  4.) ในประเด็นการให้ข้อเสนอแนะที่มีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และเป็นที่ประจักษ์ในด้านเทคนิควิศวกรรมทรัพยากรน้ำ ด้านการบริหารทรัพยากรน้ำนั้น จะอาศัยบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ตามร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้คงไม่พอ เพราะผู้เชี่ยวชาญใช่ว่าจะเข้าใจสภาพภูมินิเวศในแหล่งน้ำที่มีรูปแบบการจัดการในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน  และ5.) ในร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้ ไม่มีเนื้อหาที่กล่าวถึงการบูรณาการ ในการที่จะอนุรักษ์ฟื้นฟู ดิน น้ำ ป่า ซึ่งเป็นระบบนิเวศสำคัญในการเชื่อมโยงกัน  แต่ร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้มุ่งเน้นไปที่การจัดสรรทรัพยากรน้ำ เพื่อการใช้ประโยชน์มากกว่าที่จะดูองค์รวมของ ดิน น้ำ ป่า
“เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสานขอประกาศ คว่ำ ร่าง พ.ร.บ.น้ำ ของกรมทรัพยากรน้ำ ฉบับรวบหัวรวบหางประชาชน เพราะขาดความชอบธรรมและไม่เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย” นายสิริศักดิ์กล่าว
ด้านนายประดิษฐ์  โกศล อุปนายกสมาคมคนทาม กล่าวว่าในส่วนของตนมองว่าร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับกรมทรัพยากรน้ำ มีกระบวนการที่ไม่ถูกต้องเพราะภาคประชาชนหรือภาคเกษตรกรในระดับพื้นที่ไม่ได้มีส่วนร่วมเลย และร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้ให้อำนาจรัฐมากว่า เสมือนน้ำเป็นของรัฐ ประชาชนไม่ได้มีส่วนในการกำหนดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพราะรัฐเป็นผู้ควบคุมจัดสรร
"ผมไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับที่จะมีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น และผมมีข้อเสนอว่ารัฐจะต้องเปิดกว้างเพื่อให้ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียเข้าไปมีส่วนร่วมในการยกร่าง พ.ร.บ.น้ำ ถ้ากระบวนการยังเป็นแบบนี้อยู่เราก็คงไม่เข้าร่วมและจะค้านร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้ต่อไป" นายประดิษฐ์กล่าว
ด้านนายสันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี กล่าวว่า  การมีพ.ร.บ.น้ำ ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่เราจะต้องมาดูเจตจำนงของว่า ร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้เพื่ออะไร ควรที่จะบอกให้ชัดว่าจะเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ยั่งยืน เพื่อคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ โดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ หน่วยงานรัฐแทบจะไม่คำนึงถึงในจุดนี้จึงน่าเป็นห่วงว่าจะทำให้เกิดความไม่สมดุลของระบบนิเวศ  โดยแนวคิดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำควรเน้นที่กระบวนการมีส่วนร่วม ไม่ใช่หน่วยงานรัฐปักธงไว้แล้ว และมาบอกว่ารับฟังความคิดเห็นแต่มิได้ครอบคลุ่มประชาชนส่วนใหญ่
"กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของร่างพ.ร.บ.น้ำในครั้งนี้ รัฐมีธงไว้ชัดเจนแล้ว แต่จัดให้เป็นพิธีกรรม ผมมองว่าไม่มีประโยชน์  ถ้าจะให้มีประโยชน์จริงควรที่จะให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมใน ร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้ตั้งแต่ต้น"
อาจารย์สันติภาพ ยังกล่าวต่อว่า การรับฟังความคิดในเรื่องร่าง พ.ร.บ.น้ำ ที่จะเกิดขึ้นนี้จะมีปัญหาตามมาเหมือนเดิม เพราะรัฐไม่ให้ความสำคัญในหลักการและเนื้อหาที่เกี่ยวกับประชาชนในหลายด้าน เช่น กลุ่มผู้ใช้น้ำ กลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำ กลุ่มหาปลา เป็นต้น และปัญหาที่จะกล่าวถึงก็คือ เกิดการอนุมัติโครงการบริหารจัดการน้ำขนาดใหญ่ก็เป็นการปัดฝุ่นโครงการเก่าที่มีอยู่เดิม นำมาเสนอในยุคนี้ เช่น โครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูล ซึ่งเป็นโครงการที่จะก่อให้เกิดผลกระทบทางระบบนิเวศ ความไม่คุ้มค่าการลงทุน ประชาชนไม่รับรู้ข้อมูลข่าวสาร และเป็นโครงการที่ไม่ได้ตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ นี้คือปัญหาที่จะตามมา
"มันจะนำไปสู่กระบวนการของการแปรรูปน้ำหรือไม่ เพราะเป็นการนำน้ำไปตอบสนองภาคเศรษฐกิจ จะเป็นการให้เอกชนเข้ามาซื้อเพื่อสัมปทานน้ำ เพื่อป้อนอุตสาหกรรมที่กำลังจะผุดขึ้นในหลายพื้นที่ ฉะนั้นถ้าร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้ไม่มีเจตจำนงที่จะให้ความสำคัญกับประชาชนก็เท่ากับเป็นการมองข้ามความสำคัญของคนลุ่มน้ำอย่างแน่นอน เพราะรัฐไม่มีแนวคิดความยั่งยืนของระบบนิเวศ"
จากกรณีที่ทางกรมทรัพยากรน้ำ จะเปิดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการปรับปรุง พัฒนาร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ..... ในวันที่ 29 ก.พ. 59 ในส่วนกลาง เพื่อพิจารณากลั่นกรอง ตรวจสอบร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ...ให้เกิดความรอบคอบ อันก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงในทุกภาคส่วน และลดข้อขัดแย้งในการเสนอร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ...ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ....
 
บทความ อื่นๆ ...


page 5 of 18

รับข่าวสาร