• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


จดหมายถึงนายกฯ ทบทวนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ

อีเมล พิมพ์ PDF
30 พฤศจิกายน 2558 เครือข่ายประชาชนผู้ไร้สิทธิ์ เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 11 องค์กร ได้ออกจดหมายเปิดผนึก ถึงหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เรื่องเพื่อให้ ทบทวนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ หยุดละเมิดสิทธิมนุษยชน สร้างการพัฒนาที่เป็นธรรม
ในเนื้อหาจดหมาย ระบุว่า การดำเนินการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ มีลักษณะที่เป็นปัญหาร่วมคือ ความไม่โปร่งใส ขาดธรรมาภิบาล ไม่ว่าจะในมิติของสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม พร้อมกันนี้เครือข่ายประชาชนผู้ไร้สิทธิ์ฯ ได้เสนอขอแนวทางดำเนินการเพื่อให้การพัฒนาสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะในประเด็นที่มีการนำมาตรา 44 มาใช้ในการผลักดันให้เกิดเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งอาจเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มอิทธิพล การเมืองท้องถิ่น และกลุ่มทุนบางกลุ่มที่ต้องการได้ประโยชน์ ทั้งยังไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจสังคมและทิศทางการพัฒนาของพื้นที่แต่กลับมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำความไม่เป็นธรรม
โดยมีเนื้อหาทั้งหมด ดังนี้
เรื่อง ทบทวนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ หยุดละเมิดสิทธิมนุษยชน สร้างการพัฒนาที่เป็นธรรม
เรียน หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 ดำเนินการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ และจัดหาที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค ลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และแก้ไขปัญหาความมั่นคง โดยแบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 จำนวน 5 จังหวัดได้แก่ ตาก มุกดาหาร สระแก้ว ตราด และสงขลา ระยะที่ 2 จำนวน 5 จังหวัดได้แก่ เชียงราย หนองคาย นครพนม กาญจนบุรี และนราธิวาส
เครือข่ายประชาชนผู้ไร้สิทธิ์ เขตเศรษฐกิจพิเศษ นำเสนอข้อเท็จจริงจากพื้นที่ ในการสัมมนาสาธารณะ “เสียงจากคนไร้สิทธิ์ ในเขตเศรษฐกิจพิเศษเบ็ดเสร็จ เมื่อประชาชนถูกบังคับให้พัฒนา” เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2558 ณ มหาวิทยาลัยรังสิต พบข้อเท็จจริงว่า การดำเนินการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ มีลักษณะที่เป็นปัญหาร่วมคือ ความไม่โปร่งใส ขาดธรรมาภิบาล ดังนี้
1) นโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ อาจไม่มีความเหมาะสมกับบริบทปัญหาสังคมความต้องการพื้นฐานและรากฐานทางวัฒนธรรมประเทศไทย
2) การนำนโยบายสู่การปฏิบัติ ไม่ได้คำนึงเป้าหมายที่จะยังประโยชน์สุขที่จะเกิดขึ้นแก่ชุมชนท้องถิ่นอย่างชัดเจนที่มีความเป็นเหตุผลเพียงพอ
3) ขาดการมีส่วนร่วมประชาชนตั้งแต่ประชาพิจารณ์ที่มีลักษณะเร่งรีบ ประชาชนรับรู้ข้อมูลเพียงด้านเดียว คือ เฉพาะด้านที่เป็นคุณต่อการยอมรับนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ แต่ไม่ได้รับรู้ด้านผลกระทบเสียหายแก่วิถีชีวิตชุมชน สิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน
4) การจัดหาที่ดินเพื่อเร่งจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ขาดการวางระบบระเบียบกฎเกณฑ์อย่างรอบคอบที่สอดคล้องกับเป้าประสงค์ของนโยบายการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ
5) การมีลักษณะอาศัย มาตรา 44 เป็นเครื่องมือ เอื้อประโยชน์แก่กลุ่มอิทธิพล การเมืองท้องถิ่น และกลุ่มทุนบางกลุ่มที่ต้องการได้ประโยชน์จากการเก็งกำไรและค้าที่ดิน
6) พื้นที่ที่คัดเลือกมีทั้งพื้นที่สาธารณะที่มีคนยากจนและด้อยโอกาสได้พึ่งอาหารจากป่า อันเป็นปัจจัยความมั่นคงอาหาร และบางพื้นที่มีความขัดแย้งเรื่องที่ดินถือครองโดยไม่มีการพิสูจน์สิทธิอย่างถูกต้องตามหลักมนุษยธรรม ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
7) การมีแนวโน้มที่จะยกเลิกกระบวนการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ซึ่งขัดกับหลักการพื้นฐานการพัฒนาที่จะนำพาประเทศสู่ความยั่งยืน
8) การกำหนด 13 กิจการที่จะส่งเสริมการลงทุน ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ ประชาชนไม่มีส่วนร่วม ทั้งเอื้อประโยชน์ต่อทุนขนาดใหญ่ และนักลงทุนจากต่างประเทศมากกว่า
9) การทบทวนและจัดทาผังเมืองรวมจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเอื้ออานวยต่อการส่งเสริมการลงทุนและอุตสาหกรรมในเขตเศรษฐกิจพิเศษ และการจัดกลุ่มจังหวัดสาหรับกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Super Cluster) มีผลกระทบต่อพื้นที่สีเขียวซึ่งเป็นรากฐานวิถีชีวิตไทยที่ดีงามและมีความสุข โดยขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนและไม่สอดรับกับเศรษฐกิจฐานราก เป็นต้น
เครือข่ายฯ มีความห่วงใยต่อภาพลักษณ์รัฐบาลและคณะคสช.ที่มีเจตนาอย่างแรงกล้าที่จะปฏิรูปบ้านเมืองสู่ความสงบสุข แต่การใช้ มาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่เป็นอยู่ต่อกรณีเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนี้ไม่ได้เอื้อต่อความมั่นคง ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจสังคมและทิศทางการพัฒนาของพื้นที่แต่กลับมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำความไม่เป็นธรรม และเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนท้องถิ่น ซึ่งขัดแย้งอย่างชัดแจ้งต่อวัตถุประสงค์ของการจัดให้มีเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ
ดังนั้น เพื่อให้การพัฒนาสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในด้านการกระจายรายได้ การลดความเหลื่อมล้ำการสร้างความเป็นธรรม การเคารพสิทธิมนุษยชน และสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในพื้นที่ ตามวัตถุประสงค์ของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 และหลักเศรษฐกิจพอเพียง องค์กรประชาชนตามรายนามด้านล่าง จึงขอให้ท่านได้พิจารณาและสั่งการให้มีการดำเนินการเพื่อให้การพัฒนาก่อประโยชน์สุขแก่คนไทยทุกคน
1. ทบทวนนโยบายหรือชะลอการดำเนินงานในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ และจัดให้มีการทบทวนพื้นที่ แผนงาน และกิจการที่จะส่งเสริมการลงทุน โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนตามหลักประชารัฐหรือนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่ต้องทำหน้าที่อำนวยการ สร้างการมีส่วนร่วมในนโยบายแห่งรัฐ ที่ประเทศไทยได้ปฏิบัติเป็นบรรทัดฐานมาโดยตลอด
2. การปรับปรุงผังเมืองต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ ประชาชนมีส่วนร่วม และคงหลักการไม่มีอุตสาหกรรมในพื้นที่สีเขียว ซึ่งต้องมีสัดส่วนที่เหมาะสมกับสิทธิของประชาชนที่จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี และมีสุขภาพที่ดี รวมทั้งบังคับใช้กฎหมายผังเมืองอย่างเคร่งครัด
3. ทบทวนนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ซุปเปอร์คลัสเตอร์ และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง เป้าหมายหรือออกแบบการพัฒนาร่วมกัน และให้มีกลไกตัวแทนองค์กรเครือข่ายภาคประชาชนมีส่วนร่วมในกลไกดำเนินงานในทุกระดับ
4. ยุติและมีคำสั่งให้หน่วยปฏิบัติในพื้นที่ยุติ การข่มขู่คุกคามประชาชน การละเมิดสิทธิมนุษยชน และการแย่งยึดที่ดิน ขับไล่ประชาชนออกจากหมู่บ้าน
5. พิจารณาการใช้อำนาจตามมาตรา 44 อย่างรอบคอบ เฉพาะกิจการที่จำเป็นเพื่อความสามัคคี สมานฉันท์ ความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ ตามวัตถุประสงค์ของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ
6. ในระยะเฉพาะหน้าเพื่อแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ
6.1 จัดตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและประชาชน เพื่อแก้ไขข้อขัดแย้งด้านการจัดหาที่ดินกรณีบ้านวังตะเคียน ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
6.2 ติดตามและตรวจสอบปัญหาความไม่โปร่งใสในการจัดหาที่ดินเพื่อจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดหนองคาย และจังหวัดตาก รวมทั้งพื้นที่อื่นหรือที่กาลังจะดำเนินการ เช่น ป่าชุ่มนาที่ตำบลบุญเรือง อำเภอเชียงของ
6.3 การยืนยันให้กิจการในพื้นที่พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษต้องจัดให้มีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550
ขอแสดงความนับถือ
กลุ่มแม่สอดรักษ์ถิ่น
กลุ่มรักษ์เชียงของ
กลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน
เครือข่ายวาระเปลี่ยนตะวันออก
เครือข่ายสิ่งแวดล้อมจังหวัดสระแก้ว
เครือข่ายประชาสังคมจังหวัดมุกดาหาร
มูลนิธิเพื่อการพัฒนาภาคเหนือ
สภาพลเมืองจังหวัดชลบุรี
สหพันธ์ที่ดินจังหวัดสระแก้ว
เครือข่ายผู้นำองค์กรประชาชน และคนทำงานพิทักษ์แม่นาโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน
สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.)
เขตเศรษฐกิจพิเศษ30 พฤศจิกายน 2558 เครือข่ายประชาชนผู้ไร้สิทธิ์ เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 11 องค์กร ได้ออกจดหมายเปิดผนึก ถึงหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เรื่องเพื่อให้ ทบทวนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ หยุดละเมิดสิทธิมนุษยชน สร้างการพัฒนาที่เป็นธรรม
 

เรื่องควรรู้ การประชุมโลกร้อนที่กรุงปารีส

อีเมล พิมพ์ PDF

cop21เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ผู้นำโลกได้เดินทางมารวมตัวกันเพื่อทำในสิ่งที่เขาทำไม่สำเร็จมาร่วมสองทศวรรษ คือการป้องกันโลกจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และนี่คือสิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับสองสัปดาห์ที่สำคัญที่สุดสำหรับอนาคตของมนุษยชาติ

 

ไทยประกาศลดก๊าซเรือนกระจก 20-25% ใน COP21

อีเมล พิมพ์ PDF

ประยุทธ์ จันทร์โอชาประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวถ้อยแถลงในฐานะตัวแทนของรัฐบาลไทยต่อที่ประชุม รัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 (COP-21) ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ว่า ไทยประกาศลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20-25 นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ พร้อมลดใช้พลังงานจากฟอสซิล และใช้พลังงานทดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

ย้อนรอยผู้ล่า จากรอยนิ้วมือบนซากงาช้าง ความหวังใหม่ เพื่อหยุดปัญหาการฆ่าช้างเอางา

อีเมล พิมพ์ PDF
แกะรอยนิ้วมือจากซากงาช้าง! ย้อนรอยตามหาผู้ล่า ความหวังใหม่ เพื่อหยุดปัญหาการล่าช้าง
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าพวกเขาได้ทำการทดสอบและพบว่าเทคนิคใหม่ในการตรวจสอบลายนิ้วมือจากซากงาช้างที่มีการลับลอบอย่างผิดกฎหมายสามารถทำได้จริง ซึ่งในอดีตไม่สามารถทำได้อันเนื่องมาจาเนื้อสัมผัสที่หยาบกร้านและเส้นใยตามธรรมชาติของงาช้างนั่นเอง
เมื่อเร็วๆ นี้ ตำรวจปราบปรามอาชญากรรมการล่างาช้าพบงานการศึกษาล่าสุดว่าอาจจะสามารถระบุตัวคนร้ายที่ฆ่าช้างเพื่อเอางาได้โดยเปรียบเทียบจากรอยนิ้วมือที่อยู่บนซากงาช้างของกลางนั่นเอง ซึ่งจากสถิติพบว่า ในทุกๆ ปีจะมีช้างที่ถูกล่าเอางาอยู่ระหว่าง 35,000 - 40,000 ตัว จากตลาดการค้างาช้างที่ผิดกฎหมายที่ยากจะควบคุมได้ในประเทศแถบแอฟริกา โดยก่อนหน้านี้เป็นเรื่องยากที่จะนำเอาการย้อนรอยหาต้นตอคนร้ายจากการกระทำผิดผ่านการแกะรอยจากลายนิ้วมือบนงาช้างสืบเนื่องมาจากพื้นผิวที่ขรุขระและมีรูพรุนนั่นเอง ส่งผลให้การติดตามตัวคนร้ายเป็นเรื่องยากสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
แต่ในตอนนี้ เป็นครั้งแรกที่ทีมเจ้าหน้าที่นักวิจัยจากการร่วมมือของ มหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจ ลอนดอน, มหาวิทยาลัย ยูนิเวอร์ซิตี้ คอลเลจ ลอนดอน และ กรมตำรวจลอนดอน ผลลัพธ์ที่ได้คือความสามารถในการแกะรอยนิ้วมือจากร่องรอยที่ถูกทิ้งเอาไว้บนงาช้าง โดยขั้นตอนเริ่มต้นจากการระบุขนาดนิ้วมือด้วยผงแป้ง ซึ่งผงแป้งแบบเดิมไม่สามารถจะระบุรอยนิ้วมือได้เหมือนผงแป้งแบบใหม่ซึ่งประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็กมากกว่าแบบเดิมหลายเท่า ส่งผลให้สามารถทำให้รอยนิ้วมือปรากฏได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยทางตัวแทนทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจ ลอนดอน ได้ออกมาระบุว่า “ยิ่งอนุภาคผงแป้งฝุ่นเล็กลงเท่าไร ก็จะยิ่งทิ้งคราบรอยนิ้วมือไว้บนงาช้างมากเท่านั้น”
“นี่จะเป็นครั้งแรกที่รอยนิ้วมือบนซากงาช้างจะสามารถใช้เพื่อสืบสวนสอบสวนได้ทั้งในทางการปฎิบัติและเป็นหนึ่งในข้อเสนอสำหรับการแก้ปัญหา” Dr. Leon Barron อาจารย์ประจำคณะนิติวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจ ลอนดอน ได้กล่าวเอาไว้ “มีเพียงงานวิจัยเดียวเท่านั้นที่ถูกตีทำออกมาเมื่อหลายสิบปีมาแล้วซึ่งระบุว่าการที่จะระบุรอยนิ้วมือบนพื้นผิวของงาช้างนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเนื่องจากความชัดเจนบนงาช้างมีค่อนข้างน้อย ทำให้ยากที่จะระบุตัวตนของเจ้าของลายนิ้วมือออกมาอย่างชัดเจนขาดความน่าเชื่อถือ”
โดยทีมวิจัยพบว่าเทคนิคเหล่านี้จะใช้ได้ผลมากที่สุดภายหลังรอยนิ้วมือเกิดขึ้นภายใน 7 วัน แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังสามารถแกข้อมูลได้สูงที่สุด ไม่เกิน 28 วัน โดยเทคนิคนี้นอกจากจะใช้กับงาช้างแล้วยังสามารถใช้กับนอแรด ฟันฮิปโป และเขี้ยววาฬได้อีกด้วย ซึ่งการค้นพบเทคนิคนี้จะสามารถนำไปใช้สนับสนุนการลดปัญหาอาชญากรรมการค้างาช้างร่วมกับเทคนิคอื่นๆ ก่อนหน้านี้ โดยเมื่อฤดูร้อนที่แล้ว นักวิจัยชั้นนำได้ใช้ DNA ในการระบุจุดเสี่ยงการล่าค้างาช้างในแอฟริกา ด้วยการจับคู่ DNA จากขนาดรอยนิ้วมือกับ DNA ที่เก็บจากซากขี้ช้างที่อาศัยอยู่ทั่วทั้งประเทศ เพราะเหตุนั้น นักวิจัยจึงจะสามารถระบุที่มาของงาช้างได้ โดยนักวิทยาศาสตร์หวังว่าข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่การล่าช้างเพื่อเอางาที่ได้จะสามารถนำไปสู่กลไกลการระงับการล่างาช้างได้ด้วยมาตรการการป้องกันต่างๆ เพื่อไม่ให้การล่าขยายวงกว้างไปมากกว่าเดิมนั่นเอง
นักวิทยาศาสตร์คาดหวังต่อการค้นพบเทคนิคครั้งใหม่นี้ว่าการระบุรอยนิ้วมือบนงาช้างจะนำไปสู่การระบุจุดที่มีความเสี่ยงในการล่าช้างได้ เพื่อที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสัตว์ป่าจะสามารถทำงานป้องกันปราบปรามได้ง่ายขึ้น ตามที่ Gary Pugh ผู้กำกับการฝ่ายงานสืบสวนตำรวจนครบาลระบุเอาไว้ว่า “ในการดำเนินการสอบสวนรอยนิ้วมือจากงาช้างครั้งนี้เป็นการลงทุนที่ไม่สูงนักแต่มีศักยภาพสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนเพื่อผลที่ได้จะสามารถนำไปสู่การต่อสู้กับการปราบปรามอาชญากรรมการล่างาช้างนั่นเอง”
ivoryนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดสอบและพบว่ามีเทคนิคใหม่ที่จะช่วยในการตรวจสอบลายนิ้วมือจากซากงาช้างที่มีการลักลอบค้าอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งในอดีตไม่สามารถทำได้ อันเนื่องมาจาเนื้อสัมผัสที่หยาบและเส้นใยตามธรรมชาติของงาช้างนั่นเอง
.
 

ภาครัฐอิตาลีประกาศจ่ายเงินหนุนนักปั่น

อีเมล พิมพ์ PDF

อิตาลีเป็นที่ทราบกันดีถึงประโยชน์จากการปั่นจักรยานเพื่อการเดินทางในชีวิตประจำวัน เพราะนอกจากจะช่วยลดการใช้พลังงาน และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แล้ว นักปั่นยังได้ประโยชน์จากการออกกำลังกาย และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และในภาพรวม ยังช่วยหนุนเสริมสภาพสิ่งแวดล้อมในเมืองให้น่าอยู่ขึ้นอีกด้วย

 

มลภาวะพลาสติกในทะเลเข้าขั้นวิกฤติ

อีเมล พิมพ์ PDF
มลภาวะพลาสติกในทะเลเข้าขั้นวิกฤติ
มหาสมุทรในโลกมีชิ้นส่วนพลาสติกปนเปื้อนอยู่นับ 5.25 ล้านล้านชิ้น และในแต่ละปี มีพลาสติกกว่า 8 ล้านตันถูกทิ้งลงในทะเล นั่นเทียบเท่ากับรถขยะเทศบาลที่ขนพลาสติกไปทิ้งลงในทะเลหนึ่งคัน ทุกๆ 1 นาที ถึงแม้ว่ามหาสมุทรจะดูกว้างใหญ่เพียงพอที่จะเป็นพื้นที่เก็บพลาสติกจำนวนมาก แต่ระดับของมลภาวะก็เริ่มที่จะเข้าขั้นวิกฤติ อ้างอิงจากรายงานล่าสุดโดย Ocean Conservancy ร่วมกับ Mckinsey Center of Business and Environment ภายในปี ค.ศ. 2025 มหาสมุทรจะมีปริมาณพลาสติก 1 ตันต่อปริมาณปลาทะเล 3 ตัน
เศษพลาสติกที่ลอยอยู่ในทะเลนั้นมีตั้งแต่ขนาดเล็กในระดับไมครอนไปจนถึงพลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์หกกระป๋อง เศษพลาสติกเหล่านี้นอกจากจะรบกวนระบบนิเวศในทะเลแล้วยังก่อให้เกิดมลพิษในห่วงโซ่อาหารทะเลทั่วโลกอีกด้วย
“มันเข้าขั้นที่เรียกได้ว่าวิกฤติ” Andreas Merkl ผู้จัดการสถาบัน Ocean Conservancy กล่าว “พลาสติกถูกย่อยสลายจนมีขนาดเล็กและดูคล้ายแพลงก์ตอน พลาสติกเหล่านั้นถูกกินโดยสัตว์น้ำแทบทุกชนิด ตั้งแต่แพลงก์ตอนไปจนถึงวาฬ” เมื่อสัตว์น้ำกินเศษพลาสติกเข้าไปก็ไม่ต่างจากการกินยาพิษ
รายงานชิ้นดังกล่าวยังเรียกร้องให้มุ่งพัฒนาระบบการบริหารจัดการขยะที่เหมาะสมในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ก่อมลภาวะพลาสติกในทะเลเช่น ประเทศจีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย โดยกว่าครึ่งหนึ่งของมลภาวะพลาสติกในทะเลมีที่มาจากประเทศเหล่านี้ เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานในการจัดเก็บขยะไม่ได้มีการพัฒนาที่รวดเร็วเท่ากับอุตสาหกรรม “เราควรที่จะเน้นการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่มีปัญหารุนแรงที่สุด หากเราจัดการขยะใน 5 ประเทศเหล่านี้ได้ ก็จะช่วยแก้ปัญหาไปได้กว่าครึ่ง” Andreas Merkl กล่าว
โดยเฉลี่ยแล้วมีเพียงร้อยละ 40 ของขยะในประเทศข้างต้นที่ได้รับการจัดเก็บ 3 ใน 4 ของขยะพลาสติกในทะเลนั้นมาจากขยะที่ไม่ได้รับการจัดเก็บ ส่วน 1 ใน 4 มาจากกิจกรรมภายหลังการจัดเก็บที่ไม่เหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น บริษัทจัดการขยะที่จัดเก็บขยะโดยวิธีการฝังกลบที่ไม่ถูกวิธี หรือนำไปทิ้งในพื้นที่ที่ผิดกฎหมาย สุดท้ายขยะที่ถึงแม้จะได้รับการจัดเก็บก็ลงไปปนเปื้อนในทะเลอยู่ดี
แต่จะทำอย่างไรเพื่อแก้ไขปัญหาในประเทศที่มีการรั่วไหลของขยะลงสู่ทะเลจากหลายแหล่ง? รายงานของ Ocean Conservancy แนะนำ 5 หลักการคือ: พัฒนาระบบจัดเก็บขยะ, ปิดจุดที่เสี่ยงต่อการรั่วไหลในระบบจัดเก็บขยะ, การทำลายขยะ, กระบวนการเปลี่ยนขยะให้เป็นก๊าซ และโรงงานรีไซเคิลขยะ ทั้งนี้ เนื่องจากระบบจัดเก็บที่มีอยู่ในปัจจุบันยังค่อนข้างไร้ประสิทธิภาพ กล่าวคือสามารถจัดเก็บขยะได้เพียงร้อยละ 40 จากขยะทั้งหมด รายงานชิ้นดังกล่าวเสนอว่า หากมีการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บขยะก็จะช่วยลดปัญหามลภาวะพลาสติกในทะเลไปได้กว่าครึ่งภายในปี ค.ศ. 2020
การแก้ปัญหาขยะพลาสติกไม่ใช่แค่ความฝันของนักสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป ปัจจุบัน บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Coca-Cola และ Dow Chemical ร่วมกับบริษัทข้ามชาติหลายแห่งได้ร่วมกับ Ocean Conservancy เพื่อแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง ตัวอย่างที่สำคัญคือคำกล่าวของผู้จัดการบริษัท Dow Chemical ที่ว่า “เราสัญญาว่าจะทำงานเพื่อมุ่งสู่อนาคตที่ไม่มีขยะพลาสติกในทะเล บริษัทไม่ได้ผลิตพลาสติกเพื่อให้มีจุดจบในมหาสมุทร และเราทราบถึงบทบาทสำคัญของอุตสาหกรรมที่จะช่วยกำจัดขยะพลาสติกภายในปี ค.ศ. 2035”
Andreas Merkl ย้ำว่าการรีไซเคิลไม่ใช่ทางออกของปัญหาดังกล่าวเนื่องจากมีขยะพลาสติกเพียงร้อยละ 20 เท่านั้นที่สามารถนำมารีไซเคิลได้อย่างคุ้มค่า ส่วนขยะที่เหลือจำเป็นต้องนำไปฝังกลบอย่างถูกวิธี หรือส่งไปยังโรงผลิตไฟฟ้าจากขยะ “คุณต้องเน้นที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการขยะ” เขากล่าว การเพิ่มพื้นที่เพื่อการฝังกลบขยะหรือสร้างเตาเผาขยะในประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้อาจดูไม่สวยงามนัก แต่วิธีดังกล่าวก็เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการปล่อยให้ขยะไหลลงสู่มหาสมุทรของโลก
ถอดความจาก ‘Report: Plastic pollution in the ocean is reaching crisis levels’ โดย Claire Groden เข้าถึงได้ที่ http://fortune.com/2015/10/01/ocean-plastic-pollution
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
ขยะ มหาสมุทรในโลกมีชิ้นส่วนพลาสติกปนเปื้อนอยู่นับ 5.25 ล้านล้านชิ้น และในแต่ละปี มีพลาสติกกว่า 8 ล้านตันถูกทิ้งลงในทะเล นั่นเทียบเท่ากับรถขยะเทศบาลที่ขนพลาสติกไปทิ้งลงในทะเลหนึ่งคัน ทุกๆ 1 นาที ถึงแม้ว่ามหาสมุทรจะดูกว้างใหญ่เพียงพอที่จะเป็นพื้นที่เก็บพลาสติกจำนวนมาก แต่ระดับของมลภาวะก็เริ่มที่จะเข้าขั้นวิกฤติ อ้างอิงจากรายงานล่าสุดโดย Ocean Conservancy ร่วมกับ Mckinsey Center of Business and Environment ภายในปี ค.ศ. 2025 มหาสมุทรจะมีปริมาณพลาสติก 1 ตันต่อปริมาณปลาทะเล 3 ตัน
 

ฝนตกที่ห้วยขาแข้ง

อีเมล พิมพ์ PDF
‘ฝนตกที่ห้วยขาแข้ง’ ภาพยนตร์ในโครงการ "คีตราชนิพนธ์ บทเพลงในดวงใจราษฎร์" ผลงานการกำกับของ โอ๋ ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ นำแรงบันดาลใจจาก ‘สายฝน’ บทเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
‘ฝนตกที่ห้วยขาแข้ง’ นำเสนอเรื่องจริงของ “สืบ นาคะเสถียร” หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์ป่าห้วยขาแข้ง นักสู้ผู้อุทิศชีวิตเพื่อผืนป่า เมืองไทย ในช่วงสี่ปีสุดท้ายที่เขามุ่งมั่นและต่อสู้เพื่อยุติการตัดไม้ทำลายป่า และล่าสัตว์ป่าอย่างไม่เกรงกลัว ต่อกฏหมาย สืบยืนหยัดต่อกรกับอิทธิพลมืด นักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตด้วยมือเปล่า และหัวใจที่จะไม่ยอมให้ผืนป่าของเมืองไทยต้องหมดสิ้นไปเพราะความโลภและเห็นแก่ตัว
นำแสดงโดย นพชัย ชัยนาม, อะตอม สัมพันธภาพ, พงศ์ภัทร์ พงษ์ประไพ, โยธิน มาพบพันธ์, คุณากร เกิดพันธุ์, วิทยา ปานศรีงาม, ภารดี
‘ฝนตกที่ห้วยขาแข้ง’ เข้าฉายครั้งแรกเมื่อ พฤษภาคม 2558 และเนื่องในวาระมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว "คีตราชนิพนธ์ บทเพลงในดวงใจราษฎร์" กลับมาฉายอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ 2-7 ธันวาคมนี้ ชมฟรีทั่วประเทศ ในโรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ 78 สาขา
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.คีตราชนิพนธ์.com และที่ https://www.facebook.com/keetaraja/
ฟังเพลง สายฝน ประกอบภาพยนตร์ ขับร้องโดย : ปุ๊-อัญชลี จงคดีกิจ ชมมิวสิควีดีโอ
อ่านบทสัมภาษณ์ ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ ผู้กำกับภาพยนตร์
ฝนตกที่ห้วยขาแข้ง‘ฝนตกที่ห้วยขาแข้ง’ ภาพยนตร์ในโครงการ "คีตราชนิพนธ์ บทเพลงในดวงใจราษฎร์" ผลงานการกำกับของ โอ๋ ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ นำแรงบันดาลใจจาก ‘สายฝน’ บทเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
 

กินเนื้อวัวส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าขับรถยนต์

อีเมล พิมพ์ PDF

เนื้อวัวผลงานวิจัยชิ้นล่าสุดแสดงให้เห็นว่า หากเปรียบเทียบผลกระทบสิ่งแวดล้อมของเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ พบว่าเนื้อวัวมีผลกระทบมากกว่าเนื้อไก่และเนื้อหมู หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการลดรับประทานเนื้อแดงถือเป็นแนวทางลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดีกว่าการงดขับรถยนต์

 

ตะโกนก้องจากพงไพร สืบ นาคะเสถียร

อีเมล พิมพ์ PDF
หนังสือ "ตะโกนก้องจากพงไพร" เป็นหนังสือที่รวบรวมผลงานและความคิดของคุณสืบ นาคะเสถียร ซึ่งครั้งนี้เป็นการจัดพิมพ์ครั้งที่ 10 นับแต่การพิม์ครั้งแรกเมื่อวาระครบ 1 ปี เมื่อ 1 กันยายน 2534
ด้วยความที่เป็นผู้ที่ "รู้จริง" ในเรื่องสัตว์ป่า ผืนป่า และธรรมชาติ และด้วยความเป็นผู้ที่ตรงต่อสิ่งที่รู้ คุณสืบ นาคะเสถียร ข้าราชการกรมป่าไม้ ได้แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา แจ่มแจ้ง และยังคงทันสมัยอยู่เสมอ ปัญหาความต้องการใช้ประโยชน์จากผืนป่า สัตว์ป่า แม้จะเปลี่ยนไปจากยุคสัมปทานป่าไม้เมื่อสิบกว่าปีก่อน ในปัจจุบันปัญหานั้นก็ยังดำรงอยู่ เป็นต้นว่า มีความต้องการนำบ้านของสัตว์ป่ามาเป็นแหล่งดึงดูดเม็ดเงินจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การจะก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำผ่านป่าอนุรักษ์ การค้าสัตว์ป่าในรูปแบบแอบแฝง ตลอดจนเรื่องของการบริหารจัดการน้ำที่เป็นผลพวงมาจากอุทกภัยเมื่อปี 2553 ในรูปแบบโครงการสร้างเขื่อน หรืออ่างเก็บน้ำในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ อย่างกรณีเขื่อนแม่วงก์
ในหนังสือเล่มนี้ ท่านจะได้พบเหตุผลว่า ทำไมจึงควรไขน้ำออกจากพรุโต๊ะแดง ทำไมทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง จึงควรเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก แบะการช่วยเหลือสัตว์ป่าตกค้างที่เขื่อนเชี่ยวหลานให้บทเรียนอย่างไร
ขอยกคำพูดของคุณสืบ ที่ให้สัมภาษณ์นิตยสาร "สารคดี" ตอนหนึ่งว่าไว้ที่นี้
"ที่จริงแล้วคำว่า conservationหรือการอนุรักษ์ คือการรักษาโดยไม่ทำให้มันเปลี่ยนสภาพ แต่ก็มีคำจำกัดความในอีกความหมายว่า การอนุรักษ์คือการรักษาและนำมาใช้บางส่วน แต่การใช้ประโยชน์นั้น ตัวมันเองจะต้องคงอยู่ด้วย เราต้องรู้ว่ามีต้นทุนอยู่เท่าไหร่ แล้วมันงอกเงยเท่าไหร่ เราก็ใช้ส่วนที่งอกเงยนั้น นั่นคือเราต้อง 'รู้จักใช้ประโยชน์' และ 'ฉลาดใช้' แต่ก็มีคนเอาความหมายนี้ไปใช้ในทางไม่ถูกต้อง คือใช้ทรัพยากรโดยไม่มองถึงคุณค่าในแง่อื่นมากไปกว่าคุณค่าทางเศรษฐกิจ เรามองแต่ว่าทำอย่างไรถึงจะเอาทรัพยากรนั้นมาใช้ให้ได้มากที่สุด"
"สิ่งที่ผมมักพูดอยู่เสมอก็คือ ป่าเราเก็บไว้เฉยๆ ก็เป็นการอนุรักษ์ที่เราได้ประโยชน์โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปตัดมาใช้ ต้นไม้ให้น้ำให้อากาศ ให้น้ำนี่เป็นการใช้ใช่ไหม ใช้โดยที่เราไม่ต้องตัดส่วนของมันออกไปใช้"
เมื่อท่านอ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว ท่านจะได้คำตอบว่า ทำไมคุณสืบ นาคะเสถียร จึงยังอยู่ในความทรงจำของหลายๆ คน จึงเป็นแรงบันดาลใจให้หลายต่อหลายคนทำงานเพื่อสืบสานเจตนาของ "สืบ"ฃ
"สืบ นาคะเสถียร" ผู้รักป่า สัตว์ป่า และธรรมชาติ ด้วยกาย วาจา ใจ
เสมือนคำนำ หนังสือ ตะโกนก้องจากพงไพร รตยา จันทรเทียร (อดีต)ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กรกฎาคม 2558
"การจากไปของท่าน... "หัวหน้าสืบ นาคะเสถียร" ชื่อนี้จึงเปรียบเสมือนเป็นดั่งสัญลักษณ์ว่า เป็นการเสียสละตนเพื่อประโยชน์ส่วนร่วม... การอนุรักษ์ธรรมชาติ ให้ได้มาซึ่งผืนป่า สัตว์ป่า และระบบนิเวศ เพื่อประชาชนคนไทยทุกคน..."
หนังสือตะโกนก้องจากพงไพร ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 10 โดยสำนักพิมพ์อมรินทร์ วางจำหน่ายที่ร้านนายอินทร์และร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ สั่งซื้อทางโทรศัพท์ ที่ 02-423-9996
ตะโกนก้องจากพงไพรหนังสือ "ตะโกนก้องจากพงไพร" เป็นหนังสือที่รวบรวมผลงานและความคิดของคุณสืบ นาคะเสถียร ซึ่งครั้งนี้เป็นการจัดพิมพ์ครั้งที่ 10 นับแต่การพิม์ครั้งแรกเมื่อวาระครบ 1 ปี เมื่อ 1 กันยายน 2534

ด้วยความที่เป็นผู้ที่ "รู้จริง" ในเรื่องสัตว์ป่า ผืนป่า และธรรมชาติ และด้วยความเป็นผู้ที่ตรงต่อสิ่งที่รู้ คุณสืบ นาคะเสถียร ข้าราชการกรมป่าไม้ ได้แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา แจ่มแจ้ง และยังคงทันสมัยอยู่เสมอ ปัญหาความต้องการใช้ประโยชน์จากผืนป่า สัตว์ป่า แม้จะเปลี่ยนไปจากยุคสัมปทานป่าไม้เมื่อสิบกว่าปีก่อน ในปัจจุบันปัญหานั้นก็ยังดำรงอยู่ เป็นต้นว่า มีความต้องการนำบ้านของสัตว์ป่ามาเป็นแหล่งดึงดูดเม็ดเงินจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การจะก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำผ่านป่าอนุรักษ์ การค้าสัตว์ป่าในรูปแบบแอบแฝง ตลอดจนเรื่องของการบริหารจัดการน้ำที่เป็นผลพวงมาจากอุทกภัยเมื่อปี 2553 ในรูปแบบโครงการสร้างเขื่อน หรืออ่างเก็บน้ำในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ อย่างกรณีเขื่อนแม่วงก์
 

รวมพลคนรัก(ษ์) ปลา รัก(ษ์)แม่มูน

อีเมล พิมพ์ PDF
ในช่วงตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษ ที่การเรียกร้องของคนหาปลาปากมูน ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากการสร้างเขื่อนปากมูล ได้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ รวมทั้งในระดับนานาชาติ จนกระทั่งเกิดข้อสงสัยต่อความคุ้มทุนระหว่างผลประโยชน์ที่ได้จากเขื่อนคือ กระแสไฟฟ้า กับผลกระทบต่อระบบนิเวศแม่น้ำมูน คือการหายไปของปลาในแม่น้ำมูน และการล่มสลายของชุมชนสองฝั่งแม่น้ำมูน เหล่านี้คือประเด็นความสงสัยที่เกิดขึ้น และขยายวงกว้าง จนกระทั่งรัฐบาลทักษิณได้หาทางออกเพื่อลดกระแสดังกล่าวด้วยการ กำหนดให้เขื่อนปากมูลเปิดประตูระบายน้ำปีละ 4 เดือน ในปี 2546 จนถึงปี 2550 (ซึ่งขัดแย้งกับข้อเสนอของม.อุบล ที่เสนอให้เปิดเขื่อนปากมูลถาวร) แต่วิธีการนี้ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ปลาในแม่น้ำมูนยังไม่มี คนหาปลายังไม่สามารถประกอบอาชีพได้เช่นเดิม
การตัดสินใจเปิดประตูเขื่อนปากมูลเพียงระยะเวลา 4 เดือนต่อปี เป็นการจัดการปัญหาเขื่อนปากมูล ที่ไม่ได้อาศัยความรู้ทางวิชาการรองรับ แต่เป็นการสร้างวาทกรรมเรื่องเขื่อน (ทัศนคติของสังคมต่อเขื่อน ๆ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และอื่นๆ) และการสร้างกลไกต่างๆ ขึ้นมา เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจว่ามีความสำคัญและยอมรับได้ของคนในสังคม ดังนั้นวาทกรรม การพัฒนาเพื่อความทันสมัย จึงเป็นเพียง "มายาคติ" ของอำนาจในรูปของการสร้างอารมณ์ร่วมและกลายเป็นข้ออ้าง ที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายของรัฐ ในเรื่องเขื่อนๆ ซึ่งมักมิได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ
อย่างไรก็ตามพบว่าท่ามกลางการต่อสู้ระหว่างชุดความรู้ต่างๆ ได้เกิดมิติใหม่ของความจริงที่มาจากมุมมอง วิธีคิดและ โลกทัศน์ของท้องถิ่นที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง และกลายเป็นพลังของการเคลื่อนไหวทางสังคมที่สำคัญยิ่ง จนเกิดการสั่นคลอนต่อมายาคติการพัฒนาเพื่อความทันสมัยที่เคยมี และในปัจจุบันคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล ที่รัฐบาล (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ได้แต่งตั้งขึ้นนั้นก็กำลังดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดจากการสร้างเขื่อนปากมูล โดยที่ชาวบ้านปากมูนยังคงยืนยันข้อสรุปที่ได้ตกลงไว้กับรัฐบาลที่ผ่านมา คือ (1) ให้มีการทดลองเปิดประตูเขื่อนปากมูล เป็นระยะเวลา 5 ปี (2) ให้จ่ายค่าชดเชยเยียวยาความเสียหายครอบครัวละ 310,000 บาท ซึ่งข้อตกลงนี้ยังไม่มีหลักประกันใด ใด ว่า รัฐบาลชุดปัจจุบัน จะเห็นชอบและเร่งดำเนินการ หรือว่า ตั้งกรรมการมาเพื่อซื้อเวลาเหมือนรัฐบาลชุดที่ผ่าน ๆ มา
และเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2558 ชาวบ้านปากมูนได้ร่วมกับองค์กรต่าง ๆ จัดงาน "รวมพลคน(อนุ)รัก(ษ์)ปลา รักษาแม่น้ำมูนขึ้น โดยในงานมีการเปิด "แหล่งอนุรักษ์พันธุ์ปลา" ขึ้นที่บ้านค้อใต้ ตำบลโพธิ์ศรี อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบล ฯ ซึ่งเป็นบริเวณที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการร้างเขื่อนปากมูล การจัดทำแหล่งอนุรักษ์ปลาดังกล่าวได้ทำให้ปลาที่มีอยู่ในน้ำมูนเข้ามาอาศัยในแหล่งอนุรักษ์พันธุ์ปลาเป็นจำนวนมาก อันเป็นการสร้างรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาการลดลงของปริมาณปลาและชนิดพันธุ์ปลาได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะส่งผลให้แม่น้ำมูนมีปลามากขึ้นรวมถึงชาวบ้านปากมูนซึ่งเป็นผู้ประกอบอาชีพหาปลา จะมีความมั่นคงในวิถีชีวิตด้วย
ปฏิบัติการสร้าง "แหล่งอนุรักษ์พันธุ์ปลา" จึงเป็นมาตรการ การแก้ไขปัญหาการลดลงของพันธุ์ปลาในแม่น้ำมูนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นรูปธรรมได้อย่างรวดเร็ว และยังเป็นการแสดงถึงศักยภาพของชาวบ้านปากมูนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้เอง และที่สำคัญยังเป็นลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาปากท้องของตนเองอีกด้วย
ดังนั้น เพื่อเป็นการขยายผลในการสร้างรูปธรรมความสมบูรณ์ของแม่น้ำมูน และสร้างความยั่งยืนที่สมดุลและเป็นธรรมต่อการประกอบอาชีพหาปลา สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล จึงได้จัดงาน “รวมพลคนรัก(ษ์) ปลา รัก(ษ์)แม่มูน ครั้งที่ 2" ขึ้น ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2558 ณ. อำเภอพิบูลมังสาหาร อำเภอสิรินธร และอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี (รายละเอียดสถานที่ปรากฏตามกำหนดการ) เพื่อเป็นการสร้างความร่วมมือในการสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับแม่น้ำมูน และสร้างความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจให้กับชาวบ้านปากมูน อันจะเป็นการสร้างความยั่งยืนให้แก่แม่น้ำมูนสืบไป
ดูรายละเอียดกำหนดการ รวมพลคนรัก(ษ์) ปลา รัก(ษ์)แม่มูน ครั้งที่ 2
แม่น้ำมูลในช่วงตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษ ที่การเรียกร้องของคนหาปลาปากมูน ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากการสร้างเขื่อนปากมูล ได้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ รวมทั้งในระดับนานาชาติ จนกระทั่งเกิดข้อสงสัยต่อความคุ้มทุนระหว่างผลประโยชน์ที่ได้จากเขื่อนคือ กระแสไฟฟ้า กับผลกระทบต่อระบบนิเวศแม่น้ำมูน คือการหายไปของปลาในแม่น้ำมูน และการล่มสลายของชุมชนสองฝั่งแม่น้ำมูน เหล่านี้คือประเด็นความสงสัยที่เกิดขึ้น และขยายวงกว้าง จนกระทั่งรัฐบาลทักษิณได้หาทางออกเพื่อลดกระแสดังกล่าวด้วยการ กำหนดให้เขื่อนปากมูลเปิดประตูระบายน้ำปีละ 4 เดือน ในปี 2546 จนถึงปี 2550 (ซึ่งขัดแย้งกับข้อเสนอของม.อุบล ที่เสนอให้เปิดเขื่อนปากมูลถาวร) แต่วิธีการนี้ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ปลาในแม่น้ำมูนยังไม่มี คนหาปลายังไม่สามารถประกอบอาชีพได้เช่นเดิม
 

วิกฤติหมอกควันที่อินโดนีเซียกับน้ำมันปาล์มในขนม

อีเมล พิมพ์ PDF
หากคุณมีโอกาสเดินทางจากแคลิฟอร์เนียไปยังเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซียเมื่อเร็วๆ นี้ คงจะได้เห็นภาพที่น่าตื่นตะลึงเพราะทั้งสองแผ่นดินต่างมีปัญหาจากไฟไหม้ แม้ว่าทั้งสองแห่งจะอยู่ไกลกันคนละฟากโลก แต่ไฟไหม้ครั้งประวัติศาสตร์นี้มีความเชื่อมโยงกันทั้งในเรื่องต้นเหตุและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และระบบการผลิตสินค้าเกษตรแบบข้ามชาติที่ขัดข้อง ที่เราในฐานะผู้อยู่ปลายทางของห่วงโซ่อุปทานจำเป็นต้องแก้ไข โดยต้องเรียกร้องให้บริษัทสัญชาติตะวันตกรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศ
 

The Last Hero ชีวิตและความตายของ สืบ นาคะเสถียร

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อสองปีก่อน ผมจำได้ว่ารายการสารคดีของช่องไทยพีบีเอสมาสัมภาษณ์เรื่องราวชีวิตของคุณสืบ นาคะเสถียร เนื่องในโอกาสครบรอบ 23 ปี การเสียชีวิตของท่าน ผมพูดไปได้ไม่นานก็ขอพักสักครู่ เมื่อกลั้นน้ำตาไม่อยู่
ผมอาจโชคดีกว่าหลายคน ที่มีโอกาสรู้จักพี่สืบ อดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง แม้อายุจะห่างกันสิบกว่าปี แต่ความสัมพันธ์ระหว่างนักเขียนสารคดีกับข้าราชการกรมป่าไม้ค่อนข้างแน่นแฟ้นจนหลายครั้งพี่สืบผู้เป็นคนไม่ค่อยพูด กลับเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้เพื่อนต่างวัยฟัง
หลังสัมภาษณ์เสร็จ น้องๆ ผู้ผลิตรายการเล่าให้ฟังว่า หลายครั้งที่ไปคุยกับผู้เคยแวดล้อมคุณสืบ บางคนน้ำตาไหล น้องๆ แปลกใจมากว่าพี่สืบตายไปยี่สิบกว่าปีแล้ว ทำไมคนจึงอาลัยกันจนถึงทุกวันนี้
ผมเชื่อว่าการตายของ สืบ นาคะเสถียร คงสะเทือนใจคนจำนวนมาก เพราะในชีวิตจริง คงมีหลายคนที่ยอมสละชีวิตเพื่อผู้คนที่รัก หรือเพื่อผู้คนในสังคม แต่คงมีไม่กี่คนที่ทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องรักษาผืนป่าและสัตว์ป่า สุดท้ายยอมฆ่าตัวตายเพื่อบอกให้โลกรับรู้ว่า เกิดอะไรขึ้นกับปัญหาในป่าห้วยขาแข้ง
ในสมัยที่ สืบ นาคะเสถียร มีชีวิตอยู่ ทุกครั้งที่แกขึ้นเวทีอภิปราย แกจะขึ้นต้นด้วยคำพูดว่า “ผมขอพูดในฐานะตัวแทนของสัตว์ป่า” และคนที่รู้จักแกดีจะทราบว่าแกไม่ได้ดราม่าเพื่อให้ตัวเองเด่น แต่แกพูดจากใจจริง
เมื่อวันที่ 1 กันยายน เฟซบุ๊กของผมได้เผยแพร่ภาพถ่ายภาพหนึ่งและมีคำบรรยายว่า
“1 กันยายนที่ผ่านมา สืบ นาคะเสถียร ยิงตัวตายที่บ้านพักในห้วยขาแข้ง ภาพที่เห็นนี้ ผมถ่ายไว้เมื่อปี พ.ศ. 2529 ในอ่างเก็บน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน ตอนนั้นคุณสืบเป็นหัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่า มีภารกิจในการช่วยเหลือชีวิตสัตว์ป่าที่กำลังจะถูกน้ำท่วม
วันหนึ่งขณะแล่นเรือช่วยชีวิตสัตว์ เราเห็นงูจงอางยาวร่วมสองเมตรว่ายน้ำกลางอ่างเก็บน้ำ พี่สืบบอกเราต้องไปช่วยชีวิต เพราะงูคงว่ายไม่ถึงฝั่ง พอพวกเราเอาสวิงช้อนงูจากน้ำขึ้นมาอยู่บนเรือ งูนอนนิ่งอยู่ในสวิงแต่ละคนมองหน้ากันว่าใครจะจับงูใส่ลงถุงเพื่อความปลอดภัยของทุกคน เพราะหากถูกกัดคงตายแน่ เรือห่างจากโรงพยาบาลไม่ต่ำหว่า 7-8 ชั่วโมง
ทันใดพี่สืบเดินไปคว้าคองูและเอาลงถุง ดังที่เห็นในภาพท่ามกลางความแปลกใจของลูกน้องในเรือ ผมถ่ายภาพได้ทันที ก่อนจะถามพี่สืบว่า พี่คงจับงูบ่อยนะ แกบอกผมว่า พี่ก็เพิ่งจับงูเป็นครั้งแรก
นั่นคือนิสัยแก ทำงานจริง มุ่งมั่นในการช่วยชีวิตสัตว์จริงจัง แต่หากคาดว่าจะเกิดอันตรายกับลูกน้อง แกนำหน้า เสี่ยงชีวิตเอง ลูกน้องจึงรักแกมาก
อีกครั้งหนึ่งปลายปี 2532 พี่สืบชวนผมไปกินข้าวเล่าว่า ได้รับคำสั่งให้ไปเป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง สมัยนั้นแทบไม่มีใครรู้จัก แต่ดันสอบทุนไปเรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยลอนดอนได้ ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่คงเลือกเรียนต่อเพื่อความก้าวหน้าในชีวิตราชการ แต่แกเลือกไปห้วยขาแข้งอันอุดมไปด้วยปัญหาตัดไม้ ล่าสัตว์ แกรู้ว่าป่าที่นั่นคือหัวใจของป่าด้านตะวันตกในเมืองไทย สืบ นาคะเสถียร เลือกไปอยู่แนวหน้าเพื่อปกป้องป่าและสัตว์ป่าแทนพวกเราทุกคน
หลายเดือนต่อมา เมื่อแกทุ่มเทอย่างเต็มที่ทั้งหาย วาจา ใจ ในการทำงานเพื่อรักษาธรรมชาติ แต่แทบไร้ผล แกสิ้นหวังกับระบบราชการไทย สิ้นหวังกับผู้ใหญ่ที่ไม่สนใจ หนทางอันเหลืออยู่มีไม่กี่ทาง และเช้าวันที่ 1 กันยายน 2533 แกได้เลือกแล้วเสียงปืนนัดนั้นยังคงดังก้องมาจนถึงวันนี้
ไม่นานนัก มีผู้ร่วมแสดงความเห็นและไว้อาลัยการจากไปของพี่สืบหลายร้อยข้อความ และมีการแชร์ข้อความหรือสเตตัสนี้ กระจายไปสู่แหล่งต่างๆ จนคาดว่าน่าจะมีผู้อ่านข้อความนี้แสนกว่าคนภายในเวลาไม่กี่วัน
ผมสนิทกับพี่สืบตั้งแต่เมื่อครั้งไปช่วยสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลาน และหลังจากนั้นเราก็ยังติดต่อกันเป็นระยะ ในฐานะเพื่อนร่วมอุดมคติผู้สนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม หวงแผนผืนป่าและสัตว์ป่าเหมือนกัน
ครั้งหนึ่งเราไปสำรวจป่าห้วยขาแข้ง บริเวณเขาบันได ไปตามลำห้วยขาแข้ง พบนกยูงหลายคัว ผู้รู้สึกได้ว่าพี่สืบอารมณ์ดีทุกครั้งที่เห็นสัตว์ป่า พอตกดึกแกเครียดขึ้นมาทันที เมื่อได้ยินเสียงปืนล่าสัตว์ดังไม่ไกลจากที่พัก ผมจำได้ว่า แกจะเดินออกไปสูบบุหรี่ระบายความรู้สึกภายในอย่างเงียบๆ
พี่สืบรักสัตว์มาก จนทุกครั้งที่มีอภิปรายบนเวที มักจะเริ่มต้นคำพูดจากหัวใจว่า “วันนี้ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่าทุกตัว เพราะพวกเขาพูดเพื่อตัวเองไม่ได้”
เราเจอกันหลายครั้ง เมื่อมีปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า โดยเฉพาะกรณีสร้างเขื่อนน้ำโจน พี่สืบทราบดีว่าการสร้างเขื่อนเป็นต้นตอปัญหาการทำลายป่าและสัตว์ป่า และต้องเสียพื้นที่ป่าหลายแสนไร่ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร สืบเป็นข้าราชการตัวเล็กๆ ที่กล้าออกมาปกป้องป่าไม้โดยไม่เกรงกลัวผู้มีอำนาจในสมัยนั้น ต่อมาเมื่อมารับตำแหน่งที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เขาจึงทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อแก้ปัญหาการล่าสัตว์ ทำลายป่า แต่สุดท้ายระบบราชการและความไม่ใส่ใจของผู้มีอำนาจในสังคมกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ
สุดท้าย สืบ นาคะเสถียร ตัดสินใจฆ่าตัวตาย
แน่นอว่า ไม่มีใครรู้สาเหตุที่แท้จริงร้อยเปอร์เซ็นต์ มีแต่การอนุมานจากคนรุ่นหลังซึ่งผมเชื่อว่า หากจะเข้าใจเรื่องนี้ ต้องรู้จักนิสัยใจคอของคุณสืบทั้งชีวิตก่อนว่า เขาเป็นคนนิสัยแบบใด สืบเป็นคนจริงจังกับทุกอย่าง เป็นคนสมบูรณ์แบบ เป็นคนละเอียด ทำอะไรต้องดีเกินร้อย
สืบเป็นคนมีศักดิ์ศรี ประเภทเดียวกับนักรบซามูไร หากทำงานไม่ได้เต็มที่ ไปตายดีกว่า
หากรู้จักสืบ จะเห็นว่าเขารักลูกน้องมากกว่าตัวเอง และทนไม่ได้ที่เห็นลูกน้องตายหรือบาดเจ็บไปต่อหน้า
สืบเป็นคนเครียดมากกับการทำงานที่ต้องรับผิดชอบตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมา
เมื่อปัญหาตัดไม้และล่าสัตว์ในป่าห้วยขาแข้งรุนแรงมากขึ้นทุกวัน โดยที่เขาซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดไม่สามารถทำอะไรได้ ลูกน้องก็โดนยิงแทบทุกวัน เพราะไม่ได้รับการสนับสนุนจากคนมีอำนาจทุกฝ่าย ไม่มีใครสนใจความสำคัญของป่าห้วยขาแข้ง
ส่งสุดท้ายที่ทำได้คือ ทำรายงานทางวิชาการเสนอยูเนสโก แสดงความสมบูรณ์ของป่าห้วยขาแข้ง เพื่อยกป่าแห่งนี้ให้เป็นมรดกโลก ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นวิธีสุดท้ายในการดูแลผืนป่าแห่งนี้ เขาทำรายงานนี้เสร็จเพียงไม่กี่วันก่อนจะฆ่าตัวตาย
หลังจากนั้นป่าห้วยขาแข้งก็ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกจริงๆ
เขาวางแผนฆ่าตัวตายหลายวันล่วงหน้า การพูดจาบางอย่างกับคนใกล้ชิดอย่างเป็นนัย และจดหมายฆ่าตัวตายสามสี่ฉบับชัดเจน
สาเหตุการฆ่าตัวตายเรื่องอื่นไม่มีเลย ไม่มีปัญหาครอบครัว ไม่มีปัญหาทางการเงิน เพราะทุกคนรู้ดีว่าเขาใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนทำงานดูแลรักษาป่าห้วยขาแข้ง
สืบเป็นคนเครียดมาก แต่ไม่ค่อยพูด และทุ่มเททำงานที่ตัวเองรับผิดชอบ เอาชีวิตเข้าแลกกับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับป่าและสัตว์ป่าในห้วยขาแข้งที่มนุษย์ทั่วไปไม่ทำ เมื่อทำได้ไม่ประสบผลสำเร็จแล้วเขาจึงละอายใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป
ผมเชื่อว่าพี่สืบคงไม่รู้หรอกว่า การตายของเขาจะสร้างแรงสั่นสะเทือนได้มากน้อยเพียงใด เพียงแต่เขามีความเป็นลูกผู้ชายในวิถีของเขา ที่ทำอะไรได้ไม่สำเร็จก็เอาชีวิตเข้าแลก
หลายปีที่ผ่านมา มีคนสงสัยกันว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้คุณสืบฆ่าตัวตาย และกลายเป็นวีรบุรุษในใจผู้คนมากถึงทุกวันนี้
หนังสือเล็กๆ เล่มนี้อาจจะพอให้แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ได้บ้าง
คัดลอกจาก คำนำหนังสือ The Last Hero ชีวิตและความตายของ สืบ นาคะเสถียร เขียน วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ จัดพิมพ์โดย a book Publishing (หาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไป)
The Last Hero ชีวิตและความตายของ สืบ นาคะเสถียร เมื่อสองปีก่อน ผมจำได้ว่ารายการสารคดีของช่องไทยพีบีเอสมาสัมภาษณ์เรื่องราวชีวิตของคุณสืบ นาคะเสถียร เนื่องในโอกาสครบรอบ 23 ปี การเสียชีวิตของท่าน ผมพูดไปได้ไม่นานก็ขอพักสักครู่ เมื่อกลั้นน้ำตาไม่อยู่

ผมอาจโชคดีกว่าหลายคน ที่มีโอกาสรู้จักพี่สืบ อดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง แม้อายุจะห่างกันสิบกว่าปี แต่ความสัมพันธ์ระหว่างนักเขียนสารคดีกับข้าราชการกรมป่าไม้ค่อนข้างแน่นแฟ้นจนหลายครั้งพี่สืบผู้เป็นคนไม่ค่อยพูด กลับเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้เพื่อนต่างวัยฟัง
 

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

อีเมล พิมพ์ PDF
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจนับ 10 เท่าของตังเลขที่เคยประมาณการไว้ การศึกษาล่าสุดโดยมหาวิทยาลัย Stanford และ Berkeley สรุปว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมหรือ GDP ของโลกลดลงร้อยละ 23 ภายในสิ้นศตวรรษนี้
“มันเหมือนกับการที่เราโยนเงินทิ้งไปเพราะเราละเลยปัญหานี้ เรามองว่างานวิจัยชิ้นนี้คือการสื่อสารให้เห็นถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง” Marshall Burke มหาวิทยาลัย Stanford กล่าว
งานวิจัยได้รวบรวมข้อมูล 166 ประเทศจากปี ค.ศ.1960 ถึง 2010 โดยมีการระบุว่าระดับอุณหภูมิเฉลี่ยที่เหมาะสมกับระดับผลิตภาพสูงสุด เช่น ระดับผลิตภาพจากการเกษตรและภาคแรงงาน อยู่ที่ 13 องศาเซลเซียส งานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature
ประเทศในเขตเส้นศูนย์สูตรซึ่งมีระดับอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยอยู่แล้วในปัจจุบันมีแนวโน้มอย่างมากที่จะเผชิญกับผลกระทบรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งยังเป็นการถ่างช่องว่างของความไม่เท่าเทียมมากยิ่งขึ้นเนื่องจากประเทศในบริเวณเส้นศูนย์สูตรส่วนใหญ่คือประเทศกำลังพัฒนา สำหรับประเทศที่มีระดับอุณหภูมิใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยเช่นสหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น จะเผชิญความเสี่ยงในการสูญเสียที่สูงขึ้น และมีความเปราะบางทางเศรษฐกิจมากขึ้นจากอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่ประเทศในตอนเหนือซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่เหมาะสมอาจได้รับผลประโยชน์เนื่องจากโอกาสใหม่ๆ ทั้งในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม แต่ผลวิจัยในส่วนนี้ก็ยังไม่แน่ชัดมากนัก และต่อให้อุณหภูมิที่เพิ่งขึ้นจะส่งผลดีต่อประเทศในแถบสแกนดิเนเวียหรือแคนาดา สุดท้ายแล้วประเทศเหล่านั้นก็อาจแทบไม่เหลือคู่ค้ามากนัก
อย่างไรก็ดีผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบต่อเศรษฐกิจนั้นยังไม่มีการคำนึงถึงสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ภาวะสภาพอากาศแบบสุดขั้ว (extreme weather)รวมถึงอีกหลายความเสี่ยงที่มาพร้อมกับอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ทำให้งานวิจัยชิ้นนี้อาจประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่ำกว่าความเป็นจริง
งานวิจัยชิ้นนี้ไปไกลกว่าข้อสรุปเดิมที่ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจ บริษัทยักษ์ใหญ่ก็เริ่มที่จะตื่นตัวกับผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้น รายงานของกลุ่มบริษัท Citigroup ที่เพิ่งตีพิมพ์เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาอธิบายว่า การจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียสจะจำกัดการลดลงของจีดีพีได้ราว 50 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ หากเทียบกับการปล่อยให้อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น 4.5 องศาเซลเซียส
งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนการประชุมระดับโลกโดยองค์การสหประชาชาติ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส Thomas Sterner อาจารย์จากมหาวิทยาลัย Gothenburg ผู้เขียนบทบรรณาธิการให้กับงานวิจัยชิ้นนี้กล่าวว่า เขาหวังที่จะให้ผลสรุปใหม่ที่อ้างอิงถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะกระตุ้นให้ผู้นำจากประเทศกำลังพัฒนาสามารถรับข้อตกลงหรือมาตรการที่เข้มข้นขึ้นในการต่อสู้กับสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เรียบเรียงจาก‘Climate Change Could Wreck the Global Economy’ โดย Justin Worland
เข้าถึงได้ที่ http://time.com/4082328/climate-change-economic-impact/
และ Climate Change Slams Global Economy in a New Study From Stanford and Berkeley โดย Eric Roston เข้าถึงได้ที่ http://www.bloomberg.com/news/articles/2015-10-21/climate-change-slams-global-economy-in-new-study-from-stanford-and-berkeley
เรียบเรียงโดยร พีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจนับ 10 เท่าของตังเลขที่เคยประมาณการไว้ การศึกษาล่าสุดโดยมหาวิทยาลัย Stanford และ Berkeley สรุปว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมหรือ GDP ของโลกลดลงร้อยละ 23 ภายในสิ้นศตวรรษนี้
 

ข้อมูล-ข้อเท็จจริงและแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการสร้างเขื่อนปากมูล

อีเมล พิมพ์ PDF

เขื่อนปากมูลเขื่อนปากมูลสร้างขึ้นโดยมีเป้าหมายให้เป็นเขื่อนเอนกประสงค์ ทั้งด้านพลังงานไฟฟ้า ชลประทาน การประมง รวมทั้งการท่องเที่ยว ภายหลังเขื่อนแห่งนี้สร้างแล้วเสร็จ ได้ก่อให้เกิดคำถามมากมายต่อการดำเนินงานโครงการ รวมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของชาวบ้าน ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันตลอดมาคือ ปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับปลาและคนหาปลา กับประโยชน์ด้านพลังงานและการชลประทานจากเขื่อนนี้ และในเวลาต่อมาได้ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ระหว่างคนหาปลาคือชาวบ้านในท้องถิ่นกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเจ้าของโครงการเขื่อนปากมูล ประเด็นดังกล่าวได้พัฒนามาเป็นเรื่องของความมั่นคงในชีวิตของชาวบ้านและความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าที่จะพึงได้จากเขื่อน

 

แถลงการณ์ กรณีเปลี่ยนแปลงมติข้อตกลงการปิดเปิดประตูน้ำเขื่อนปากมูล

อีเมล พิมพ์ PDF

เขื่อนปากมูลตามที่คณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลซึ่งรัฐบาลแต่งตั้งขึ้นมาได้มี มติให้เปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อให้ปลาจากแม่น้ำโขงได้เข้ามาวางไข่ในแม่น้ำมูล (ซึ่งตามข้อตกลงจะต้องเปิดประตูเป็นประจำทุกปีเป็นเวลา 4 เดือน เริ่มช่วงต้นฤดูน้ำราวๆ เดือนมิถุนายน) โดยในปีนี้ได้ตกลงกำหนดไว้เป็น ช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2558 ถึง 16 พฤศจิกายน 2558

 

นักวิชาการหนุนชาวบ้านสร้างฐานเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่โปแตชอุดรธานี

อีเมล พิมพ์ PDF

โปแตซ24 ตุลาคม 58 ณ วัดอรุณธรรมรังษี บ้านโนนสมบูรณ์ ต.ห้วยสามพาด อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี ร่วมกับ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีแลกเปลี่ยนปัญหาเศรษฐกิจและสุขภาวะชุมชน : ทางเลือกทางรอดในอนาคต ภายใต้โครงการสานพลังสังคมเครือข่ายนักวิชาการและนักกิจกรรมทางสังคมรุ่นใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมและปัญหาสุขภาวะภาคอีสาน โดยการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่เข้าร่วมจำนวนกว่า 30 คน

 

Pmove ออกแถลงการณ์เร่งแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลให้เป็นตามข้อตกลง

อีเมล พิมพ์ PDF

เขื่อนปากมูล23 ตุลาคม 2558 ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือ Pmove ได้ออกแถลงการณ์ฉบับพิเศษ เรื่อง หยุดสร้างเขื่อนไขเผชิญหน้า เร่งแก้ไขปัญหาตามข้อตกลง ที่มาของการออกแถลงการณ์ในครั้งนี้เกิดจากรณีที่สมศักดิ์ จังตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดเรื่องเขื่อนปากมูลได้มีมติให้ปิดเขื่อนปากมูลในปลายเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งทาง Pmove เห็นว่าเป็นการละเมิดฝ่าฝืนมติที่ประชุมของคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลตามที่ได้ตกลงกันได้ก่อนหน้านี้

 

เชื้อเพลิงฟอสซิลถูกกว่าพลังงานแสงอาทิตย์และลม จริงหรือ ?

อีเมล พิมพ์ PDF

พลังงานลมปัจจุบัน ลมกลายเป็นแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าที่ราคาถูกที่สุดในประเทศเยอรมันและอังกฤษโดยไม่จำเป็นต้องได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาล อ้างอิงจากรายงานการวิเคราะห์ล่าสุดของ Bloomberg New Energy Finance (BNEF) นับว่าเป็นครั้งแรกที่ต้นทุนพลังงานหมุนเวียนได้ข้ามผ่านต้นทุนของเชื้อเพลิงฟอสซิลในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจ G7

แต่เรื่องนี้ดูจะน่าสนใจน้อยกว่าสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา

 

โซลาร์เซลล์โปร่งใส ทางเลือกใหม่ของพลังงานทดแทน

อีเมล พิมพ์ PDF

โซลาร์เซลล์โปร่งใสหากใครเคยนั่งทำงานในตึกที่หันหน้าไปทางทิศใต้ในช่วงฤดูร้อนคงจะทราบถึงพลังความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่ทะลุผ่านหน้าต่างได้เป็นอย่างดี ปัจจุบัน ไม่มีสถาปนิกคนใดที่จะออกแบบพื้นที่ทำงานเช่นนั้นโดยไม่เคลือบกระจกเพื่อลดความร้อนจากแสงอาทิตย์

แต่ถ้าหากเราสามารถเคลือบกระจกที่ทำงานได้ดีกว่าแค่ป้องกันแสงจากพระอาทิตย์ล่ะ ? จะเป็นอย่างไรหากแผ่นฟิล์มบางๆ จะสามารถดักจับพลังงานจากดวงอาทิตย์เพื่อใช้สำหรับแสงไฟในออฟฟิซ คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่เปิดเครื่องปรับอากาศ ?

 

แรงบันดาลใจบน ‘พรมสื่อศิลป์ เพื่อผืนป่า’

อีเมล พิมพ์ PDF

ศิลปะสนามสี พรมสื่อศิลป์ เพื่อผืนป่าบริษัท เท็กซ์ไทล์ แกลลอรี่ จำกัด (พาซาญ่า : PASAYA) ร่วมกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ มูลนิธิป่าเขตร้อน มูลนิธิสืบนาคะเสถียร บริษัท โลกแห่งแบบ จำกัด และศิลปินรับเชิญ ได้จัดโครงการ “ศิลปะสนามสี พรมสื่อศิลป์ เพื่อผืนป่า” ภายใต้แนวคิด “BRING ART INTO EVERYONE'S LIFE” ผ่าน Color Field Rug Collection เป็นงานสิ่งทอที่อาศัยแนวทางศิลปะสนามสี มาเป็นวิธีการสื่อความรู้สึกและจินตนาการในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ในรูปแบบที่แตกต่างกันตามแรงบันดาลใจของแต่ละท่าน

 
บทความ อื่นๆ ...


page 5 of 17

รับข่าวสาร