• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


ก.เกษตร เตรียมทัพ แก้ปัญหาพื้นที่เกษตรรุกป่า

อีเมล พิมพ์ PDF

กระทรวงเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขับเคลื่อนการทำงานแบบบูรณาการเพื่อบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมในแนวเขตกันชน  รอบผืนป่าอนุรักษ์

 

อพยพสัตว์ป่า ไม่มีวันพรุ่งนี้สำหรับลมหายใจ

อีเมล พิมพ์ PDF

สืบ นาคะเสถียรนิตยสารสารคดีฉบับเก่าเล่มนี้เป็นหนังสือฉบับแรกๆ ที่ตีพิมพ์เรื่องราวเหตุการณ์ช่วยเหลือสัตว์ป่าตกค้างที่เขื่อนเชี่ยวหลาน คุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้เขียน ได้ตั้งชื่องานเขียนชิ้นนี้เอาไว้ว่า "อพยพสัตว์ป่า ไม่มีพรุ่งนี้สำหรับลมหายใจ"

 

กำหนดการ จากป่าสู่เมือง (26 ปี สืบ นาคะเสถียร)

อีเมล พิมพ์ PDF
สืบ นาคะเสถียรมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมงาน จากป่าสู่เมือง : บทเรียนอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลาน (รำลึก 26 ปี สืบ นาคะเสถียร) ในระหว่างวันที่ 9 - 11 กันยายน 2559 ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้ฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (ไม่มีการลงทะเบียนล่วงหน้า)
 

กำหนดการ รำลึก 26 ปี สืบ นาคะเสถียร (ห้วยขาแข้ง)

อีเมล พิมพ์ PDF

สืบ นาคะเสถียรกำหนดการงาน รำลึก 26 ปี สืบ นาคะเสถียร ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม - 1 กันยายน 2559
ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้เพิ่มเติมโดยการติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ 087 840 0316

 

เรื่องเล่าจากปก : งานช่วยเหลือสัตว์ป่าเขื่อนเชี่ยวหลาน

อีเมล พิมพ์ PDF
เรื่องเล่าจากปก : รายงานการประเมินผล งานช่วยเหลือสัตว์ป่าตกค้างในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน (เขื่อนรัชชประภา) จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ชะนีมือขาวครอบครัวนี้ มีทั้ง พ่อ-แม่-และลูกที่ยังไม่อดนม ได้รับการช่วยเหลือมาจากเกาะกลางน้ำที่เรือนยอดของต้นไม้ที่กำลังจะถูกน้ำท่วม ชะนีว่ายน้ำไม่ได้และกลัวน้ำมากกว่าสัตว์ป่าชนิดอื่นในพวกเดียวกัน ตัวพ่อหนีไปจนมุมในน้ำ แต่ตัวแม่ซึ่งมีลูกที่ยังไม่อดนมกอดแน่นอยู่ที่อก พยายามกระโจนหนีไปตามกิ่งไม้จนเหนื่อยอ่อน และแล้วในที่สุด ความกลัวและสัญชาตญาณธรรมชาติว่าลูกจะต้องจมน้ำตายถ้าตัวเองกระโดดหนีลงไปในน้ำ แม่ชะนีจึงจำใจอยู่ที่ปลายกิ่งไม้ปริ่มน้ำชายเกาะ ถึงแม้จะรอดชีวิตได้ในตอนนั้น แต่แล้วความพลัดพรากที่เป็นอนัจจังก็มาเยือน เมื่อลูกน้อยได้เสียชีวิตไปในระหว่างที่ได้รับการเลี้ยงดูเพื่อให้ฟื้นคืนสู่สภาพที่พร้อมจะนำไปปล่อยได้ ชะตากรรมของชะนีคู่นี้ยังไม่จบสิ้น ยังจะต้องไปเผชิญกับอุปสรรคนานัปการเช่นเดียวกับสัตว์ป่าอื่นๆ เพื่อรักษาชีวิตให้อยู่รอดจนสามารถสืบเผ่าพันธุ์มิให้สูญสิ้นต่อไปในป่ากว้างนอกพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน
ที่มา รายงานการประเมินผล งานช่วยเหลือสัตว์ป่าตกค้างในพื้นที่อ่างเก็บน้ำโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดย สืบ นาคะเสถียร ฝ่ายวิชาการ กองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ (ธันวาคม 2530)
สืบ นาคะเสถียรเรื่องเล่าจากปก : รายงานการประเมินผล งานช่วยเหลือสัตว์ป่าตกค้างในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน (เขื่อนรัชชประภา) จังหวัดสุราษฎร์ธานี
 

จากป่า สู่เมือง บทเรียนงานอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลาน

อีเมล พิมพ์ PDF
จากป่า สู่เมือง บทเรียนงานอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลาน (รำลึก 26 ปี สืบ นาคะเสถียร)
พ.ศ. 2529 สืบ นาคะเสถียร ได้รับมอบหมายจากกรมป่าไม้ให้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าโครงการช่วยเหลือสัตว์ป่าตกค้างในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน (เขื่อนรัชชะประภา) ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสกและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ภารกิจของโครงการดังกล่าวคือการอพยพสัตว์ป่าออกจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสกและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสงที่กำลังจะถูกน้ำท่วมให้ไปอยู่ในที่ปลอดภัย แต่ด้วยความที่โครงการนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย ซึ่งยังขาดองค์ความรู้ ประสบการณ์ และอุปกรณ์ การเข้ามารับหน้าที่ตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่หนักหนาเอาการสำหรับชีวิตการทำงานของคนคนหนึ่ง
ถึงกระนั้น สืบ นาคะเสถียร ก็ได้พยายามทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ
“ถ้าเราไม่ช่วยมันตายแน่ๆ ไปไหนไม่ได้แล้ว สัตว์หลายชนิดกำลังจะสูญพันธุ์”
ภาพอันแสนลำบากของการอพยพสัตว์ป่าที่ฉายในรายการส่องโลกแทบจะกล่าวได้ว่านั่นเป็นครั้งแรกๆ ที่ทำให้ใครหลายคนได้รู้จักกับ สืบ นาคะเสถียร ข้าราชการตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่มีความมุ่งมั่นในการทำงานอย่างจริงจัง และเหตุการณ์ครั้งนั้นก็เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราทราบว่าโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่สร้างในผืนป่านั้นได้ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงแค่ไหน
...จวบจนวันนี้ ครอบรอบ 30 ปี เหตุการณ์ช่วยเหลือสัตว์ป่าตกค้างในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ขอเชิญชวนผู้ที่มีใจรักผืนป่าและสัตว์ป่าทุกท่านร่วมรำลึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นกันอีกครั้ง ในงานจากป่าสู่เมือง บทเรียนงานอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลาน (รำลึก 26 ปี สืบ นาคะเสถียร) วันที่ 9 - 11 กันยายน 2559 ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
สืบ นาคะเสถียร
พ.ศ. 2529 สืบ นาคะเสถียร ได้รับมอบหมายจากกรมป่าไม้ให้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าโครงการช่วยเหลือสัตว์ป่าตกค้างในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน (เขื่อนรัชชะประภา) ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสกและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
 

จี้ กก.วล. ทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์-ท่าเรือน้ำลึกปากบารา

อีเมล พิมพ์ PDF
วันนี้ (1 สิงหาคม 2559) เวลา 9:00 น. เครือข่ายประชาชนปกป้องอุทยานแห่งชาติ เภตรา–ตะรุเตา รวมตัวเดินหน้าแถลงการณ์กรณี โครงการแลนด์บริดจ์สงขลา-สตูล ซึ่งเป็นส่วนเชื่อมต่อระหว่างท่าเรือน้ำลึกปากบารา และท่าเรือสงขลา 2 ณ ประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ทบทวนการพิจารณาเรื่องดังกล่าวที่มีการประขุมในวันนี้ โดยมีข้อความดังต่อไปนี้
การพัฒนาประเทศที่จะนำความผาสุกมาสู่ประชาชนในชาติ  เป็นสิ่งที่เรายอมรับได้ หากแต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล และความเหมาะสมของสภาพพื้นที่นั้นๆ และจะต้องน้อมรับเสียงทักท้วงของคนในพื้นที่ด้วยเช่นกัน  มิเช่นนั้นแล้วการพัฒนาประเทศที่อ้างว่าจะนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนนั้น ก็จะกลายเป็นเพียงวาทะกรรมสวยหรู  แต่กลับไม่มีความหมายสำคัญที่จะทำให้เกิดการยอมรับได้อย่างแท้จริง
โครงท่าเรือน้ำลึกปากบารา  อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสะพานเชื่อมเศรษฐกิจสองฝั่งทะเล อันดามัน และอ่าวไทย หรือที่เรียกว่า แลนด์บริดจ์ สงขลา – สตูลนั้น เป็นโครงการที่ต้องการเชื่อมโครงข่ายคมนาคมสองฝั่งทะเล ที่ถือเป็นโครงการขนาดใหญ่ระดับประเทศ หรือระดับภูมิภาคอาเซี่ยน  หากแต่ได้สร้างความขัดแย้งในพื้นที่การก่อสร้างโครงการระหว่างชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ กับกลุ่มสนับสนุนที่อยากเห็นการพัฒนาไปตามเสียงโฆษณาชวนของภาครัฐ เพียงด้านเดียว แม้จะมีเสียงทักท้วงอย่างมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเพื่อให้มีการทบทวนโครงการก็ตาม  แต่กลับได้รับท่าทีที่เพิกเฉยของรัฐบาลที่มา และรวมถึงรัฐบาลปัจจุบัน
เหตุผลมากมายที่เสนอให้มีการทบทวนโครงการ และหนึ่งในนั้นคือ  เหตุผลในการใช้พื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตราจำนวน 4,734 ไร่  ใช้เป็นที่ตั้งโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา และรวมถึงช่องทางเดินเรือที่จะต้องผ่านเส้นทางท่องเที่ยวทางทะเลของอุทยานแห่งชาติตะรุเตา  อันเป็นแหล่งที่มีปะการังอ่อนเจ็ดสีที่สวยงาม  ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญเป็นที่เชิดหน้าชูตาของคนสตูล และเป็นสมบัติล้ำค่าของคนไทยทั้งประเทศ  ถึงจะมีเสียงเอ่ยอ้างของฝ่ายสนับสนุน หรือจากหน่วยงานภาครัฐผู้เป็นเจ้าของโครงการที่ว่า พื้นที่เหล่านี้นั้นเป็นเพียงส่วนน้อยของพื้นที่อุทยานฯทั้งหมด จึงอยากให้คนสตูลยอมรับและเสียสละบ้าง  จึงถือเป็นเหตุผลที่รับฟังไม่ได้ ด้วยพื้นที่ดังกล่าวแม้จะเพียงน้อยนิด แต่ถือได้ว่าเป็นบริเวณสำคัญเสมือนพื้นที่ไข่แดงของจังหวัดสตูล ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลที่มีความหมาย และมีความสำคัญของคนสตูล  และยังรวมถึงพื้นที่เสี่ยงจากการเดินเรือที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติตะรุเตาด้วยเช่นกัน
เครือข่ายประชาชนปกป้องอุทยานแห่งชาติเภตรา – ตะรุเตา จึงขอคัดค้านการถอนสภาพพื้นที่อุทยานแห่งชาติเพื่อสังเวยให้กับโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา และโครงการแลนด์บริดจ์สงขลา – สตูล ที่คาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างประเมินค่าไม่ได้กับอุทยานแห่งชาติทั้งสองแห่งนี้  ทั้งนี้เพื่อปกป้องและเก็บรักษาไว้ซึ่งสมบัติของคนไทยทั้งประเทศ และเพื่อให้คงอยู่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยั่งยืนใน ยาวนานตลอดไป   พร้อมกันนี้เราขอประกาศว่า  เราจะเดินหน้าสร้างปฏิบัติการเพื่อปกป้องอุทยานแห่งชาติเภตรา - ตะรุเตาอย่างถึงที่สุด เพื่อให้คนไทยทั้งประเทศได้รับรู้ถึงการสูญเสียดังกล่าวอย่างทั่วถึงกัน
โครงการแลนด์บริดจ์สงขลา-สตูล ท่าเรือน้ำลึกปากบาราเครือข่ายประชาชนปกป้องอุทยานแห่งชาติ เภตรา–ตะรุเตา เดินหน้าคัดค้านโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบาราและโครงการแลนด์บริดจ์สงขลา – สตูล ที่คาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างประเมินค่าไม่ได้กับอุทยานแห่งชาติทั้งสองแห่ง โดยได้รวมตัวกันเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อเรียกร้องให้ กก.วล.ทบทวนการพิจารณากรณีดังกล่าว
 

คลองลาน - คลองวังเจ้า ภารกิจลาดตระเวนร่วม พิทักษ์จ้าวแห่งป่าตะวันตก

อีเมล พิมพ์ PDF

บ้านของเสือ

เป็นที่ทราบกันดีว่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เป็นป่าที่มีเสือโคร่งเยอะที่สุด และในปัจจุบันเสือโคร่งที่ห้วยขาแข้งก็เริ่มกระจายไปยังพื้นที่ใกล้เคียงอย่างอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ อุทยานแห่งชาติคลองลาน รวมถึงอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า

 

โครงการวิจัยเสือโคร่งเดินหน้าศึกษาระบบนิเวศวิทยาเสือ

อีเมล พิมพ์ PDF
โครงการวิจัยเสือโคร่งทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก (Thailand Tiger Project)
การอนุรักษ์ดูแลรักษาเสือโคร่งเป็นหนึ่งในภารกิจที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรให้ความสำคัญมาตั้งแต่กาลอดีตยาวนานมาถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลาเกือบ 26 ปีแล้ว สำหรับมุมมองนักอนุรักษ์มองว่าเสือคือกุญแจสำคัญต่อระบบนิเวศ เป็นตัวชี้วัดผืนป่า ที่สามารถแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่านั้นๆ ระบบนิเวศที่ดีช่วยรับประกันคุณค่าของผืนป่าที่มีผลทั้งดีและเลวร้ายต่อมนุษย์ทั้งหลายนั่นเอง ดังนั้นที่ยังคงทำการอนุรักษ์ทรัพยากรไว้ มิใช่เพื่ออื่นใด แต่ด้วยความเห็นแก่ตัวของมนุษย์เอง ตราบใดที่มนุษย์ยังมีความจำเป็นที่ต้องดื่มน้ำต้องใช้ออกซิเจนหายใจ ผืนป่าธรรมชาติก็ยังคงมีความจำเป็นเพื่อตอบสนองชีวิตมนุษย์ตลอดมาและตลอดไป
อ.รตยา จันทรเทียร ประธานที่ปรึกษามูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า เมื่อราว 25 ปีก่อน มูลนิธิสืบฯมุ่งเน้นเรื่องรักษาป่า ทั้งหมด และทำงานในผืนป่าตะวันตก และได้ขยายเดิมจากการดูแลพื้นที่จากผืนป่าตะวันตก 12 ล้านไร่ รวมป่าพื้นที่ใกล้เคียงรอบๆกลายเป็น 20 ล้านไร่ ดูแลทั้งผืนป่าและสัตว์ป่า เพื่อให้ระบบนิเวศยังคงสมบูรณ์ที่สุด เรื่องเสือเองก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่มูลนิธิสืบฯให้ความสำคัญ เพราะเสือมีความสำคัญในระดับสูงสุดของสายใยอาหาร ซึ่งมีความเชื่อมโยงเกี่ยวพันธุ์กันระหว่างสัตว์กินเนื้อ สัตว์กินพืช และเชื่อมขยายกิ่งก้านราวใยแมงมุม เป็นมากกว่าห่วงโซ่อาหารที่สัมพันธ์เพียงแค่เชื่อมโยงต่อกันเป็นทอดๆเท่านั้น เมื่อเสืออยู่ยอดสูงสุดของสายใยอาหาร จึงถือได้ว่าเสือมีความสำคัญเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศในป่านั้นๆเลยก็ว่าได้
ความสำคัญและความสมบูรณ์ดังกล่าวเหล่านี้เองทำให้ ดร. เดฟ สมิธ ผู้เชี่ยวชาญด้านเสือระดับโลกเองก็ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ พยายามผลักดันให้ประเทศไทยอนุรักษ์เสือ ก่อเกิดเป็น โครงการวิจัยเสือโคร่งทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก (Thailand Tiger Project) ซึ่งดำเนินการโครงการนี้โดยสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรตะวันออก และมูลนิธิสืบฯ ซึ่งมูลนิธิสืบฯได้รับบทบาทในส่วนของการบริหารจัดการด้านการเงินให้โครงการ ซึ่งทุนส่วนตรงนี้เองได้รับจากที่ ดร. เดฟ ที่พยายามรวบรวมทุนจากหลายแห่ง ผนวกกับพื้นที่ดำเนินการ เขตรักษาพันธุ์ทุ่งใหญ่นเรศวรตะวันออก ตั้งอยู่ใจกลางกลุ่มป่าตะวันตก (Western Forest Complex)  ซึ่งได้รับการยกย่องว่ามีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่พิเศษและเหมาะสม ทำให้มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และระบบนิเวศที่หลากหลาย เหมาะแก่การเจริญเติบโตของพรรณพืชและสัตว์ป่าในปริมาณที่มากกว่าที่พบในพื้นที่ป่าอื่นทั่วไปทั้งประเทศไทย อย่างไรก็ตามในผืนป่าดังกล่าว แม้มีสัตว์ป่าที่หลากหลายทั้งชนิดและจำนวนประชากร แต่ข้อมูลงานวิจัยเสือโคร่งในผืนป่าแห่งนี้มีอยู่น้อยมาก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องศึกษาวิจัย
นางสาวอรยุพา สังขะมาน หัวหน้าฝ่ายวิชาการ มูลนิธิสืบฯ กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำงานของโครงการวิจัยเสือว่า โครงการวิจัยเสือโคร่งทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก มีระยะเวลาดำเนินการ 1 พฤศจิกายน 2558 - 1 พฤศจิกายน 2560 นับเป็นระยะเวลา 2 ปี ซึ่งได้ ดร.อัจฉรา ซิ้มเจริญ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 (นครสรรค์) ซึ่งมีความรู้ด้านการวิจัยเสือเป็นหัวหน้าผู้ดำเนินโครงการ โครงการนี้สร้างกระบวนการ 5 กิจกรรม ทำงานเพื่อเก็บเป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดการพื้นที่และสัตว์ป่าต่อไป ดังนี้
(1) การติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพ เพื่อเห็นข้อมูลยืนยันการดำรงอยู่ของเสือและตรวจสอบลายเสือที่เปรียบเสมือนดีเอ็นเอ (2) การจับเสือโคร่งเพศเมียและลูกเพื่อติดปลอกคอวิทยุ เพื่อศึกษานิเวศวิทยาของเสือโคร่ง ขั้นตอนนี้ในขั้นที่จับเสือได้แล้ว จะมีการตรวจสอบเก็บข้อมูลนิเวศวิทยาเบื้องต้น อาทิ ชั่งน้ำหนักตัว เพศ และถ่ายรูปเพื่อเก็บลายเสือเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ตรวจสอบแหล่งที่มาต่อไป (3) การสำรวจวิจัยประชากรเหยื่อของเสือโคร่ง แน่นอนว่าเสืออยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเหยื่อ หากเสือมีจำนวนมากก็สามารถชี้วัดปริมาณเหยื่อได้ (4) การจัดอบรมการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ เพื่อดูแลรักษาและปกป้องเสือ ปกป้องทรัพยากรทั้งหมด รวมไปถึง (5) ประชาสัมพันธ์ความสำคัญของเสือโคร่งในระบบนิเวศยังหมู่บ้านในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรตะวันออก เพื่อสร้างจิตสำนึกและความตระหนักร่วมกันในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หากภาครัฐอนุรักษ์อย่างเดียวไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยความเข้าใจของประชาชนในพื้นที่
ซึ่งทางผู้ดำเนินโครงการสามารถจับเสือโคร่งได้จำนวน 4 ตัว ได้ตัวแรกวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559 และแล้วเสร็จตัวสุดท้ายในวันที่ 30 เมษายน 2559 แบ่งเป็น เพศผู้ 1 ตัว และเพศเมีย 3 ตัว ได้แก่ ข้าวจี่, ตะวัน จันทรเทียร และวิรัช ซึ่งมีทั้งเสือเจ้าถิ่นและต่างถิ่น มีอายุตั้งแต่ประมาณ 3 ปีขึ้นไป อยู่ในวัยที่สมบูรณ์ ตัวผู้มีน้ำหนักถึง 160 กิโลกรัม
กระบวนการเหล่านี้เองนำไปสู่การเก็บรวบรวมข้อมูลที่แท้จริงและเป็นปัจจุบัน ส่งผลไปถึงการวางแผนจัดการบริหารที่ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับการสร้างแนวทางการอนุรักษ์ประชากรเสือโคร่งให้คงอยู่ต่อไปในระบบนิเวศแห่งนี้ สมมุติว่าหากข้อมูลผิดพลาดหรือไม่มีข้อมูลพื้นฐานที่ชัดเจน มันส่งผลกระทบต่อการจัดการที่ไม่ถูกต้อง และการตัดสินใจที่ผิดพลาด ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความล้มเหลวได้ เมื่อแนวทางอันดีประสบผลสำเร็จ จำนวนประชากรเสือนั้นจะสามารถเพิ่มได้นั่นเอง
และสิ่งที่ขาดไม่ได้นั่นคือการเตรียมมาตรการรับมือเมื่อประสบผลสำเร็จในการเพิ่มจำนวนประชากรเสือโคร่งต่อไป ต้องมีปริมาณเหยื่อเพียงพอ ป่าไม้ตามธรรมชาติต้องสมบูรณ์เป็นผืนใหญ่มากขึ้น อาชญากรรมการล่าการค้าสัตว์ป่าลดจำนวนลงหรือประชากรต้องฉายแสงยานุภาพให้อาชญากรรมนี้สาบสูญสิ้นไป เพราะไม่ใช่เพื่อป่าไม้ ไม่ใช่เพียงเพื่อสัตว์ป่าเท่านั้น แต่เพื่อระบบนิเวศที่มนุษย์จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยตราบจนสิ้นลมหายใจนั่นเอง
โครงการวิจัยเสือโคร่งทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก (Thailand Tiger Project)การอนุรักษ์ดูแลรักษาเสือโคร่งเป็นหนึ่งในภารกิจที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรให้ความสำคัญมาตั้งแต่กาลอดีตยาวนานมาถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลาเกือบ 26 ปีแล้ว สำหรับมุมมองนักอนุรักษ์มองว่าเสือคือกุญแจสำคัญต่อระบบนิเวศ เป็นตัวชี้วัดผืนป่า ที่สามารถแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่านั้นๆ ระบบนิเวศที่ดีช่วยรับประกันคุณค่าของผืนป่าที่มีผลทั้งดีและเลวร้ายต่อมนุษย์ทั้งหลายนั่นเอง
 

นักสิ่งแวดล้อมหนุนประเทศจีนวางแผนลดการบริโภคเนื้อสัตว์ร้อยละ 50

อีเมล พิมพ์ PDF

นักสิ่งแวดล้อมหนุนประเทศจีนวางแผนลดการบริโภคเนื้อสัตว์ร้อยละ 50 รัฐบาลจีนได้วางแผนลดการบริโภคเนื้อสัตว์ของประชากรจีนร้อยละ 50 โดยนักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคาดว่าจะช่วยรับมือสภาวะโลกร้อน

แนวทางการรับประทานอาหารที่ร่างโดยกระทรวงสาธารณสุขของจีนแนะนำว่าประชากรจีน 1.3 พันล้านคนควรจะบริโภคเนื้อสัตว์ประมาณ 40 กรัม ถึง 75 กรัม ต่อวันต่อคน มาตรการซึ่งจะออกทุกๆ สิบปี ได้รับการออกแบบเพื่อส่งเสริมสุขภาพแต่สามารถลดการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกจำนวนมหาศาลเป็นผลพลอยได้

 

คนกับช้างสามารถอยู่ร่วมกันได้หรือไม่?

อีเมล พิมพ์ PDF
คนกับช้างสามารถอยู่ร่วมกันได้หรือไม่?
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร มีการจัดสัมมนาวิชาการสัตว์ป่าสวนสัตว์ ครั้งที่ 1 อนาคตสัตว์ป่าในมือเรา: The Future of Wildlife is in Our Hands ในช่วง How do wildlife & Human Live in harmony? ได้มี ดร. มัทนา ศรีกระจ่าง ประธานชมรมคนรักษ์ช้างป่า ให้ความรู้ความเข้าใจในหัวข้อ “คน ช้าง ป่า ยังมีความหวังที่จะอยู่รอดร่วมกันหรือไม่”
ปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตซึ่งเกิดเป็นประเด็นความขัดแย้ง พบการล่าช้างป่าเพื่อเอางา และการจับลูกช้างตามชายแดนไทย-พม่า เกิดขึ้นตลอดเวลาเพื่อนำลูกช้างไปเลี้ยง เนื่องจากเป็นที่ต้องการทั้งการนำไปเร่รอนหรือเข้าระบบการท่องเที่ยว แต่ปัจจุบันเกิดความขัดแย้งระหว่างคนในชุมชนและช้าง และเป็นสาเหตุให้ช้างเสียชีวิต โดยภายหลังยังเกิดเหตุการณ์เหล่าเกิดขึ้นอีกมากมาย
สืบเนื่องมาจากผืนป่าไม้ในประเทศไทยได้ลดลงเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่าง กลุ่มป่าตะวันออก เช่นจังหวัดจันทบุรี จังหวัดระยอง ที่ปรากฏเหตุการณ์ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างออกสื่อบ่อยครั้ง ระหว่างปี พ.ศ. 2543-2555 เป็นระยะเวลา 12 ปี ผืนป่าตะวันออกถูกบุกรุกเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรกรรมราว 5 แสนไร่ หรือเฉลี่ย 4.6 หมื่นไร่ต่อปี และเนื่องจากประเทศไทยเราประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นหลัก ช้างบุกรุกทำลายพืชไร่ ผลผลิตทางการเกษตรมีราคาแพงเช่นทุเรียนได้รับความเสียหาย การทำลายทรัพย์สินเช่นรถเป็นต้น สิ่งเหล่านี้มีรากฐานจากการที่พื้นที่ป่าไม้ถูกทำลาย แหล่งอาศัย แหล่งน้ำ ถูกมนุษย์บุกรุกแย่งชิง ขยายพื้นที่เกษตรกรรมและกิจกรรมอื่นๆมากขึ้น ทำให้เกิดการแย่งทรัพยากรแหล่งน้ำกัน โดยส่งผลกระทบถึงสัตว์ที่มีวิถีชีวิตที่ใช้น้ำในการดำรงชีวิตปริมาณมากเช่นช้างนั่นเอง ช้างบางพื้นที่มีที่หย่อมป่าไว้อาศัยอยู่บริเวณนิดเดียวบนภูเขาในเวลากลางวัน เมื่อตกเย็นช้างจะลงมาหาน้ำกิน และมีส่วนหนึ่งติดใจในรสชาติของพืชอาหาร
บางพื้นที่ประชากรช้างเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆโดยไม่มีตัวควบคุมประชากร ไม่เหมือนกับกลุ่มป่าตะวันตก กลุ่มป่าดงพญาเย็น กลุ่มป่าแก่งกระจาน มีเสือโคร่งเป็นตัวควบคุมประชากร ก็พอมีจึงช่วยควบคุมประชากรได้บ้าง แต่แหล่งอื่นเช่นป่าตะวันออกจะไม่มีตัวควบคุมประชากรทำให้ช้างเพิ่มจำนวนมาก และช้างช่วงวัยรุ่นที่มีอายุราว 10 ปี จะกลัวคนน้อยลง เพราะทราบว่ามนุษย์เป็นมิตร
และป่าตะวันออกพื้นที่ส่วนใหญ่เกษตรกรนิยมปลูกพืชผลไม้ เช่น มะม่วง เงาะ กล้วย ทุเรียน และยางพารา ช้างสามารถใช้เป็นที่หลบภัยได้ ซึ่งช้างอยู่นอกพื้นที่อนุรักษ์ไม่ต่ำกว่า 100-200 ตัว เป็นเหตุทำให้เกษตรกรได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก จากการที่ประชากรช้างเพิ่มและแพร่กระจายไปตามภาคต่างๆ
และเริ่มมีกระแสเสียงว่าเราทำการอนุรักษ์ช้างมากไปหรือไม่ ควรควบคุมประชากรช้าง ควรลดความก้าวร้าวของพฤติกรรมช้างอย่างไร เมื่อช้างกลัวมนุษย์น้อยลง ในทางตรงข้างมนุษย์เริ่มกลัวช้างมากขึ้น จึงใช้วิธีการไล่ช้างด้วยความรุนแรงช้างจึงตอบโต้ด้วยความรุนแรงกลับก่อให้เกิดการบาดเจ็บหรือกระทั่งนำไปสู่การสู่เสียชีวิตทั้งของมนุษย์และช้างเอง
ได้ดำเนินการไปสู่มาตรการรับมือซึ่งพยายามดูแลกำหนดพื้นที่ให้ช้างอยู่ในป่ามากที่สุด โดยใช้วิธีการควบคุมดูแลสร้างแหล่งน้ำแหล่งอาหารให้ช้าง เมื่อช้างมีพฤติกรรมเดิมออกมาจากป่าก็จะพยายามผลักดันให้กลับเข้าไปยังป่า รวมทั้งติดตามควบคุมประชากรช้างโดยใช้สิ่งแวดล้อม เช่นการจำกัดพื้นที่โดยใช้แหล่งน้ำ บางพื้นที่ใช้การท่องเที่ยวเพื่อแก้ปัญหาให้ชุมชน ช่วยให้ชุมชนได้รับสิ่งตอบแทนจากการพานักท่องเที่ยวชมสถานที่เพื่อทดแทนสิ่งที่สูญเสียไป
โดยได้ภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมสร้างรั้วไฟฟ้า ต่อมามีการสร้างรั้วต่างๆขึ้น แต่ผลที่ได้คือล้มเหลว แม้ระยะแรกช้างจะไม่สามารถเอาชนะได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปช้างเกิดการเรียนรู้ใช้วิธีอ้อมรั้ว ปัญหาเหล่านี้จึงกระจายไปเกิดในพื้นที่แหล่งอื่นที่ซึ่งไม่เคยเกิดปัญหาเหล่านี้แทน  ปัจจุบันนี้เจ้าหน้าที่และชาวบ้านช่วยกันป้องกันและช่วยกันดูแล ชาวบ้านเปลี่ยนวิถีชีวิตมาทำเกษตรผสมผสาน เพื่อเพิ่มมูลค่า มีเจ้าหน้าที่ให้ความรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตพฤติกรรมของช้างเพื่อสร้างความเข้าใจลดความกดดันแก่ชาวบ้าน สร้างความร่วมมือในการมีส่วนร่วมต่อไป เพื่อให้คนและช้างสามารถปรับตัวอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขและเบียดเบียนกันให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้.
ช้างป่าเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร มีการจัดสัมมนาวิชาการสัตว์ป่าสวนสัตว์ ครั้งที่ 10 อนาคตสัตว์ป่าในมือเรา: The Future of Wildlife is in Our Hands ในช่วง How do wildlife & Human Live in harmony? ได้มี ดร. มัทนา ศรีกระจ่าง ประธานชมรมคนรักษ์ช้างป่า ให้ความรู้ความเข้าใจในหัวข้อ “คน ช้าง ป่า ยังมีความหวังที่จะอยู่รอดร่วมกันหรือไม่”
 

แม่โขงตายช้า ๆ และเงียบเชียบ

อีเมล พิมพ์ PDF

แม่โขงตายช้าๆ อย่างเงียบๆประชาชนนับล้านชีวิตที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขงต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะสูญเสียแหล่งอาหารหลักในการดำรงชีวิตเนื่องจากการก่อสร้างเขื่อนหลายแห่งและการผันน้ำจากลำน้ำโขง

 

ผ้าทอจอมป่าสายใยความผูกพันแห่งชีวิตและเส้นใย

อีเมล พิมพ์ PDF
ผ้าทอจอมป่าสายใยความผูกพันแห่งชีวิตและเส้นใยฝ้าย (Cotton) คือ เส้นใยเก่าแก่ชนิดหนึ่งซึ่งใช้ในการทอผ้ามาแต่สมัยโบราณ สิ่งที่บ่งบอกให้รู้ว่ามนุษย์มีการปลูกฝ้ายและปั่นฝ้ายเป็นเส้นด้ายมายาวนาน มนุษย์มีกรรมวิธีในการผลิตเสื้อผ้า โดยการนำวัสดุธรรมชาติ เช่น วัสดุจากสัตว์ วัสดุจากพืช แร่ธรรมชาติ และฝ้าย ขึ้นมาสานทอจนเป็นเนื้อเดียวกัน นำมาตัดเย็บเป็นเครื่องนุ่งห่ม ผลิตเป็นเครื่องใช้ต่าง ๆ

 

ภารกิจพิทักษ์ป่าสงวนแห่งชาติ กับการสร้างป่าตะวันตก 20 ล้านไร่

อีเมล พิมพ์ PDF
สถานการณ์ป่าไม้ประเทศไทยในปัจจุบันแม้ว่าในพื้นที่ประกาศเป็นป่าอนุรักษ์ทั้งในรูปแบบของอุทยานแห่งชาติหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยการดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะสามารถดูแลรักษาไว้ได้ค่อนข้างดี แต่หากมองภาพรวมของการรักษาผืนป่าทั้งหมดแล้วในส่วนของผืนป่าสงวนแห่งชาติที่ดูแลโดยกรมป่าไม้นั้นยังทำได้ไม่ค่อยดีนัก หรือหากจะบอกว่ามีคะแนนติดลบก็อาจไม่ใช่คำกล่าวที่เกินเลยอะไร เพราะจำนวนพื้นที่ป่าที่ลดลงส่วนใหญ่นั้นเป็นการบุกรุกในพื้นที่ป่าสงวนแทบทั้งสิ้น
ถามว่าทำไมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมป่าไม้ถึงรักษาพื้นที่ป่าสงวนไว้ไม่ได้ ตะวันฉาย หงส์วิลัย ผู้จัดการโครงการส่วนงานพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ผู้คลุกคลีกับกรมป่าไม้มาอย่างยาวนานสะท้อนภาพการทำงานของกรมป่าไม้ไว้ว่า ปัญหาสำคัญของกรมป่าไม้ในวันนี้ยังขาดข้อมูลในการบริหารจัดการพื้นที่ ซึ่งเป็นผลที่เกี่ยวเนื่องมาจากปัญหาอื่นๆ ทั้งขาดบุคคลากรและงบประมาณเพื่อใช้ในการทำงาน อีกทั้งยังมีหน่วยพิทักษ์น้อยและหน่วยพิทักษ์ป่าแต่ละแห่งก็ไม่ได้ตั้งอยู่ใกล้พื้นที่ป่าที่อยู่ในความรับผิดชอบ
“เป็นเรื่องลำบากที่หน่วยดูแลรักษาป่าแห่งหนึ่งจะดูแลป่าสงวนได้หมด เพราะพื้นที่ถูกแบ่งออกเป็นหย่อมเล็กหย่อมน้อย ทำให้ไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง ถ้าเติมกำลังคนหรืองบประมาณลงไปน่าจะช่วยแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้บ้าง”
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผู้จัดการโครงการป่าสงวนแห่งชาติกังวลมากกว่า คือ เรื่องข้อมูล ซึ่งปัจจุบันเมื่อถามเจ้าหน้าที่ว่ามีป่าตรงไหนบ้างกับได้ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ซึ่งตะวันฉายมองว่า หากขาดข้อมูลก็จะไม่สามารถวางแผนในการบริหารจัดการพื้นที่ได้ ดังนั้นแล้วการผลักดันให้เกิดข้อมูลพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จ้องผลักดันให้เกิดขึ้นเป็นอันดับแรก
จากสภาพปัญหาที่กล่าวมา มูลนิธิสืบนาคะเสถียร จึงได้ผลักดันให้เกิดโครงการพัฒนาการบริหารจัดการพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อพัฒนาระบบการบริหารจัดการพื้นที่ในรูปแบบกลุ่มป่า โดยกระบวนการมีส่วนร่วมรับผิดชอบและรับผลได้จากการจัดการอย่างยั่งยืนของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ และสาธารณชนทั่วไป มีพื้นที่เป้าหมายหลัก คือ พื้นที่ป่าสงวนรอบผืนป่าตะวันตกจำนวนทั้งสิ้น 15 กลุ่มป่า
โดยโครงการพัฒนาการบริหารจัดการพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ได้มีการทำบันทึกระหว่างกรมป่าไม้กับมูลนิธิสืบนาคะเสถียรไปเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2559
ในระยะแรกของการดำเนินงาน ขณะนี้มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้เร่งจัดทำข้อมูลพื้นที่กลุ่มป่าสงวนในผืนป่าตะวันตกออกมาในรูปแบบของแผนที่เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลประกอบการวางแผนดำเนินงานในอนาคต
“ฐานข้อมูลที่ทำออกมาจะแสดงให้เห็นว่าตอนนี้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเหลืออยู่เท่าไหร่ มีมากน้อยแค่ไหน ตรงไหนใครเป็นผู้ดูแล ตรงไหนเป็นพื้นที่ล่อแหลมสุ่มเสี่ยงต่อการถูกบุกรุก แล้วจะเข้าไปดูแลด้วยวิธีการไหน หรือจะจัดตั้งจุดสกัดเพื่อป้องกันการบุกรุกหรือไม่ ต้องมาหาทางจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งให้ออกมาจากฐานข้อมูลตรงนี้”
ตะวันฉาย ยกตัวอย่างเพิ่มเติมว่า ถ้ามองจากสภาพปัญหาที่หน่วยป้องกันอยู่ห่างไกลจากพื้นที่ป่าที่ดูแล จำเป็นต้องย้ายหน่วยให้เข้าไปอยู่ในพื้นที่แทนเพื่อลดปัญหาเรื่องงบประมาณอย่างค่าน้ำมันซึ่งมีไม่มาก หรือประเด็นเครื่องมือในการทำงานที่ขาด ก็จะพยายามสนับสนุนให้ได้มากที่สุดไปจนถึงเรื่องของการอบรมความรู้ด้านต่างๆ ด้วยเช่นกัน และอีกเรื่องที่สำคัญ คือ การสร้างระบบการลาดตระเวน
“รูปแบบการลาดตระเวนในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติของกรมป่าไม้อาจจะไม่จำเป็นต้องเหมือนกับของกรมอุทยานฯ ก็ได้ เพราะป่าสงวนมีอยู่กระจัดกระจายเป็นหย่อมๆ การจะลาดตะเวนให้ครบอาจทำได้ยาก แต่ก็ต้องทำ ต้องมีระบบเป็นแบบแผนที่ชัดเจน ต้องเกิดการดูแลรักษา ซึ่งมูลนิธิสืบนาคะเสถียรก็จะเข้าไปสนับสนุนงานในส่วนนี้ด้วย”
นอกจากนี้ อีกงานที่สำคัญและจะเป็นนวัตกรรมในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ คือ การสนับสนุนให้เกิดคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติให้ได้อย่างในส่วนของพื้นที่อนุรักษ์ เพื่อเป็นกลไกหนึ่งในการดึงทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมพิจารณาแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ณ พื้นที่นั้นๆ
สำหรับโครงการพัฒนาการบริหารจัดการพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ แม้ว่าจะภาพใหญ่จะดูเหมือนเป็นการทำงานระหว่างมูลนิธิสืบนาคะเสถียรกับกรมป่าไม้ แต่ในการที่จะดูแลรักษาป่าไว้ได้จริงๆ นั้น จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะภาคประชาชน
“คนที่เป็นปัจจัยคุกคามรอบพื้นที่ป่า คนที่ใช้ประโยชน์จากป่ามากเกิน ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะให้เขาเข้ามาร่วมมือในการรักษาป่าตรงนี้”
ในอดีตที่ผ่านมา มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ชักชวนชุมชนรอบผืนป่าตะวันตก มาร่วมจัดตั้งป่าชุมชน เพื่อเป็นพื้นที่หาอยู่หากิน เป็นป่าสร้างรายได้ และห้องเรียนในการปลูกจิตสำนึกให้ชุมชนให้คุณค่าและประโยชน์ของการมีป่า และค่อนข้างประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดีจากการมีป่าชุมชนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนทั้งสิ้น 144 ป่าในพื้นที่ป่าสงวนรอบผืนป่าตะวันตก
ซึ่งในแผนงานของโครงการพัฒนาการบริหารจัดการพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาตินอกจากจะดูแลป่าชุมชนที่จัดตั้งไว้เดิมแล้ว ยังชวนให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมกับกรมป่าไม้มากขึ้น เช่น งานลาดตระเวนร่วมกันระหว่างคณะกรรมการป่าชุมชนกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ในพื้นที่ป่าชุมชนและป่าสงวน การเฝ้าระวังแนวเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติจากการบุกรุก เป็นต้น พร้อมกันในส่วนของโครงการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนในผืนป่าตะวันตกก็จะขยายขอบเขตงานมาสนับสนุนชุมชนรอบป่าตะวันตกให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มช่องทางสร้างรายได้แก่ชุมชนแทนที่จะไปเบียดเบียนเอาจากป่า
นอกจากการจัดทำฐานข้อมูล และผลักดันให้เกิดกิจกรรมการอนุรักษ์อย่างการลาดตระเวนแล้ว เป้าหมายในปีแรกของโครงการ ต้องเกิดพื้นที่ตัวอย่างการจัดการป่าสงวนต้นแบบขึ้น 1 แห่งในผืนป่าตะวันตก
“ความหมายของพื้นที่ตัวอย่าง คือ ในพื้นที่กลุ่มป่าสงวนหนึ่งแห่ง หัวหน้าต้องมีฐานข้อมูลที่แน่ชัดว่ามีป่าเหลืออยู่เท่าไหร่ อยู่ตรงไหนบ้าง มีการบริหารจัดการโดยการใช้ข้อมูลอย่างมีระเบียบแบบแผน เช่น มีพื้นที่ที่ต้องดูแลอยู่ใกล้ชุมชน แต่พื้นที่มีสรรพกำลังไม่เพียงพอจะชักชวนชุมชนมาร่วมดูแลหรือไม่ หรือพื้นที่ไหนสุ่มเสี่ยงต่อการถูกบุกรุกจะสร้างจุดสกัดเพิ่มไหม หัวหน้าหน่วยป้องกันจะต้องบริหารจัดการและรักษาป่าที่ตัวเองดูแลไว้ให้ได้”
ขณะที่ในระยะยาวนั้นเป้าหมายสำคัญ แน่นอนว่าอย่างแรก คือ สามารถลดภัยคุกคามในพื้นที่ลงให้ได้ และพื้นที่ป่าจะไม่ลดลงไปมากกว่านี้ ส่วนกระบวนการทำงานที่เกิดขึ้นจะต้องกลายเป็นโมเดลการทำงานอย่างมีส่วนร่วมที่สามารถไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ต่างๆ และที่สำคัญเพื่อสร้างฐานข้อมูลเพื่อใช้ในการสนับสนุนให้ผืนป่าตะวันตกได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางธรรมชาติของโลกทั่วทั้งผืนป่า
“แผนการทำงาน 4 ปีต่อจากนี้ มูลนิธิสืบนาคะเสถียรมีเป้าหมายว่าจะมีการจัดการป่าตะวันตก 20 ล้านไร่ คือ ‘เป็นองค์กรที่สามารถให้ข้อมูลแผนการจัดการผืนป่าตะวันตกควบคู่ไปกับการทำงานเชิงปฏิบัติการ และการจัดทำข้อมูล โดยการพัฒนาระบบงานลาดตระเวน มีแผนการทำงานร่วมกับกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผลิตเอกสารวิชาการ ผลักดันให้เอกสารข้อมูลการจัดการผืนป่าตะวันตกเข้าไปอยู่ในโครงสร้าง หรือแผนงานของสำนักนวัตกรรม เพื่อให้นำข้อมูลไปใช้ในการจัดทำแผนของสำนัก รวมถึงเอกสารการจัดการผืนป่าตะวันตกสามารถเป็นเอกสารประกอบของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ ในการจัดทำแผนการจัดการกลุ่มป่ามรดกโลก เพื่อเสนอป่าตะวันตกเป็นมรดกโลกทั้งผืนป่าต่อไปในอนาคต’ และจากการทำงานกับกลุ่มป่าสงวนแห่งชาติในครั้งนี้ ก็หวังอย่างยิ่งว่าเราจะสามารถรักษาผืนป่าตะวันตกไว้ได้จากงานตรงนี้”
หมายเหตุ รายชื่อกลุ่มป่าสงวน 15 กลุ่มป่า รอบผืนป่าตะวันตก ประกอบด้วย 1) กลุ่มป่าพบพระ 2) กลุ่มป่าอุ้มผาง 3) กลุ่มป่าวังเจ้า 4) กลุ่มป่าคลองสวนหมาก 5) กลุ่มป่าคลองขลุง 6) กลุ่มป่าแม่วงก์-แม่เปิน 7) กลุ่มป่าลานสัก-ห้วยคต 8) กลุ่มป่าบ้านไร่-หนองฉาง 9) กลุ่มป่าบ้านไร่ 10) กลุ่มป่าด่านช้าง 11) กลุ่มป่าหนองปรือ-บ่อพลอย 12) กลุ่มป่าศรีสวัสดิ์ 13) กลุ่มป่าทองผาภูมิ-ไทรโยค 14) กลุ่มป่าสังขละบุรี 15) กลุ่มป่าท่าละเมาะ
บทความ โดย เอกวิทย์ เตระดิษฐ์ หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
ป่าสมบูรณ์สถานการณ์ป่าไม้ประเทศไทยในปัจจุบันแม้ว่าในพื้นที่ประกาศเป็นป่าอนุรักษ์ทั้งในรูปแบบของอุทยานแห่งชาติหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยการดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะสามารถดูแลรักษาไว้ได้ค่อนข้างดี แต่หากมองภาพรวมของการรักษาผืนป่าทั้งหมดแล้วในส่วนของผืนป่าสงวนแห่งชาติที่ดูแลโดยกรมป่าไม้นั้นยังทำได้ไม่ค่อยดีนัก หรือหากจะบอกว่ามีคะแนนติดลบก็อาจไม่ใช่คำกล่าวที่เกินเลยอะไร เพราะจำนวนพื้นที่ป่าที่ลดลงส่วนใหญ่นั้นเป็นการบุกรุกในพื้นที่ป่าสงวนแทบทั้งสิ้น
 

เห็ด วาฬ และเฮอร์ริเคน แรงบันดาลใจจากธรรมชาติช่วยสร้างประสิทธิภาพในการใช้พลังงานได้อย่างไร ?

อีเมล พิมพ์ PDF

แรงบันดาลใจจากธรรมชาติสถาบันชีวลอกเลียน (Biomimicry Institute) องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทุ่มเทตนให้กับการออกแบบทางวิศวกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ได้ประกาศ 7 ผู้เข้าชิงในรอบสุดท้ายของการแข่งขัน Biomimicry Global Design Challenge ที่ผู้เข้าแข่งขันจากทั่วโลกจะต้องหาทางออกให้กับปัญหาขาดแคลนอาหารโดยใช้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

 

ชีวิตของแม่น้ำ หลังระเบิดเขื่อน

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2557 คนงานหลายชีวิตเสร็จสิ้นภารกิจระเบิดเขื่อนขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา หลังจากที่ชิ้นส่วนสุดท้ายของเขื่อน Glines Canyon ความสูง 64 เมตรถูกทำลายออกจากแม่น้ำ Elwha ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐวอชิงตัน
โครงการระบิดเขื่อนดังกล่าวเริ่มต้นเมื่อ พ.ศ.2554 โดยการสนับสนุนอย่างดีของกรมอุทยานแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ที่ดูแลอุทยานแห่งชาติโอลิมปิกซึ่งอยู่บริเวณแม่น้ำดังกล่าว โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายเขื่อนที่ไม่จำเป็นและล้าสมัยเพื่อฟื้นฟูระบบแม่น้ำตามธรรมชาติ ที่คาดว่าจะเกิดประโยชน์ต่อทั้งปลาและสัตว์ป่า
แน่นอนว่าปลาแซลมอนได้กลับมาสู่แม่น้ำ Elwha อีกครั้งหลังหายสาบสูญไปกว่าศตวรรษ เช่นเดียวกับสัตว์น้ำต่างๆ ที่กลับมาปรากฏตัวอย่างหนาแน่นขึ้น
Shaffer ทำงานในลุ่มน้ำ Elwha ต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบ 30 ปี โดยเน้นศึกษาประเด็น “สิ่งแวดล้อมริมชายฝั่ง” ซึ่งเป็นระบบนิเวศทางน้ำซึ่ง “ให้พื้นที่หลบภัยและเป็นแหล่งอาหารของปลา รวมทั้งสิ่งมีชีวิตอื่นๆ และช่วยให้การเปลี่ยนที่อยู่อาศัยจากน้ำจืดสู่น้ำเค็มเป็นเรื่องไม่ยากนัก”Shaffer กล่าว
การดูแลและบริหารจัดการลุ่มน้ำ Elwha เป็นเรื่องไม่ง่าย เพราะพื้นที่นี้ไม่ได้อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติโอลิมปิก จึงมีโอกาสที่จะถูกคุกคามโดยการพัฒนาข้างเคียง
> เราคุยกับ Shaffer ถึงผลลัพธ์ที่เกิดจากการระเบิดเขื่อนออกจากแม่น้ำ และความสำคัญต่อที่อยู่อาศัยริมชายฝั่ง
หลายคนอาจยังไม่สามารถเชื่อมโยงได้ว่าการทำลายเขื่อนในแม่น้ำจะเกี่ยวข้องอย่างไรกับทะเล และทำไมความเชื่อมโยงดังกล่าวจึงสำคัญ ?
ความอุดมสมบูรณ์ในลุ่มน้ำ Elwha ขึ้นอยู่กับระบบนิเวศริมชายฝั่ง ปลาแซลมอนจำเป็นต้องมีระบบนิเวศริมชายฝั่งที่ดีไม่เช่นนั้นก็อาจไปไม่รอด เช่นเดียวกับปลาแฮร์ริ่งและสเมลท์ ซึ่งเป็นอาหารสำคัญของแซลมอน วาฬเพชฌฆาต และนกหลากชนิด
ในขณะเดียวกัน ระบบแม่น้ำยังเป็นแหล่งตะกอนที่สำคัญ ซึ่งช่วยในการสร้างพื้นที่ชายฝั่ง และให้สารอาหารและไม้ซึ่งช่วยสนับสนุนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ถ้าคุณสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำ ต่อให้คุณสร้างบันไดปลาโจน แต่คุณก็กักไม่ให้ตะกอนและขอนไม้ลอยไปตามน้ำ ส่งผลให้ระบบนิเวศริมชายฝั่งซึ่งเชื่อมต่อกับแม่น้ำ Elwha ขาดสารอาหาร และขาดความอุดมสมบูรณ์
ตั้งแต่การระเบิดเขื่อน เกิดอะไรขึ้นกับระบบนิเวศชายฝั่ง ?
เป็นเรื่องที่แปลกใจสำหรับเรามากเพราะทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราค้นพบที่อยู่อาศัยซึ่งอุดมสมบูรณ์พื้นที่กว่า 250 ไร่รวมถึงการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของปลาชนิดต่างๆ เราพบสปีชีส์ใหม่เข้ามาอยู่อาศัยในบริเวณดังกล่าวภายในไม่กี่สัปดาห์หลังการระเบิดเขื่อน
การระเบิดเขื่อนผ่านไป 2 ปีแล้ว พื้นทะเลใกล้ปากแม่น้ำสูงขึ้นเกือบ 10 เมตร เกิดเป็นดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ และระบบนิเวศปากแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยสูญหายไปเนื่องจากตะกอนดินที่ถูกกักไว้หลังเขื่อน
ปลาสปีชีส์ใดบ้างที่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลง?
เราพบว่าปริมาณปลาแซลมอนชินุค (Chinook salmon)ในวัยรุ่นเพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่นเดียวกับปลาแซลมอนโคโฮ (Coho salmon) ที่พบได้มากขึ้น รวมถึงปลาเทราท์ และที่บริเวณปากแม่น้ำ เรายังพบปลา Eulachon ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี (ปลาชนิดนี้มีน้ำมันเยอะมากจนสามารถติดไฟได้ และเป็นแหล่งอาหารสำคัญของสัตว์หลายชนิด)
นอกจากปลาแล้วสิ่งมีชีวิตอื่นเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง?
เราพบที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ของปู Dungeness หอย และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ปริมาณนกก็เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า สามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่เกิดขึ้นใหม่เป็นที่พักอาศัยของนกนางนวล ปริมาณปลาที่มากขึ้นยังดึงดูดให้นกมาหาอาหารที่นี่อีกด้วย
เราเห็นชายหาดที่สวยงามงอกเพิ่มขึ้นจากตะกอนที่ลอยมาตามแม่น้ำ และริมชายฝั่งก็เปลี่ยนแปลงจากกรวดหยาบที่ดูเหมือนผิวของดวงจันทร์เป็นทรายละเอียด
การทำลายเขื่อนสร้างผลกระทบทางลบอะไรบ้าง?
ก่อนหน้านี้มีสาหร่ายทะเลกลุ่มหนึ่งอยู่บริเวณปากแม่น้ำ แต่หลังจากการระเบิดเขื่อน ตะกอนดินก็ท่วมทับสาหร่ายทะเลจนมิด แต่พื้นที่ดังกล่าวได้กลายเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่ดีกว่าเดิมมาก ซึ่งเราบอกได้ว่าโดยรวมแล้วการทำลายเขื่อนเกิดผลลัพธ์เชิงบวก
มีความเสี่ยงหรือไม่ที่พื้นที่ซึ่งฟื้นฟูมาใหม่นี้อาจถูกพัฒนา?
เป็นไปได้ เพราะพื้นที่นี้ไม่ได้อยู่ในอุทยานแห่งชาติ และชุมชนท้องถิ่นก็สนใจชายหาดแห่งใหม่ หลายคนก็ย้ายเข้ามาในชุมชน และพวกเขาสร้างที่อยู่อาศัยติดชายฝั่งมากขึ้น ซึ่งอาจเกิดปัญหาเรื่องสารเคมีรั่วไหลหากเกิดพายุฝน หรือการกัดเซาะชายฝั่ง ประเด็นนี้ทำให้เราค่อนข้างกังวล
คุณเรียนรู้อะไรบ้างจาก Elwha ที่อาจนำไปใช้กับโครงการระเบิดเขื่อนหรือฟื้นฟูที่มีโอกาสเกิดขึ้นในอนาคต?
เราอยากที่จะเผยแพร่ถึงผลลัพธ์ที่เกิดจากการทำลายเขื่อนต่อระบบนิเวศริมชายฝั่ง คุณจำเป็นต้องปล่อยให้ตะกอนไหลตามธรรมชาติเพื่อให้เกิดการฟื้นฟู อีกประเด็นหนึ่งคือเราต้องดูโครงการทำลายเขื่อนในภาพรวม ว่าโครงการนั้นก่อให้เกิดผลกระทบอย่างไรต่อระบบนิเวศโดยรอบ รวมถึงพื้นที่ชายฝั่งด้วย
ถอดความจากRiver Revives After Largest Dam Removal in U.S. History โดย Brian Clark Howard เข้าถึงได้ที่ http://news.nationalgeographic.com/2016/06/largest-dam-removal-elwha-river-restoration-environment/
ถอดความโดยรพีพัฒน์อิงคสิทธิ์
ระเบิดเขื่อนเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2557 คนงานหลายชีวิตเสร็จสิ้นภารกิจระเบิดเขื่อนขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา หลังจากที่ชิ้นส่วนสุดท้ายของเขื่อน Glines Canyon ความสูง 64 เมตรถูกทำลายออกจากแม่น้ำ Elwha ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐวอชิงตัน
 

ทีลอซู กาแฟรักษาป่าต้นน้ำแม่กลอง

อีเมล พิมพ์ PDF

กาแฟทีลอซูหยาดฝนเอื่อยเฉื่อยค่อยๆ กระหน่ำลงมาตามความแรงของพายุฤดูฝน กลิ่นหอมอันโดดเด่นของกาแฟโชยมากับลมช่างหอมเหลือเกิน พี่ซ้ง ณรงค์ศักดิ์ มาลีศรีโสภา เจ้าหน้าที่ภาคสนามแห่งมูลนิธิสืบนาคะเสถียร สาธิตการชงกาแฟด้วยเมล็ดกาแฟทีลอซูระหว่างรอการให้สัมภาษณ์

 

นักวิทยาศาสตร์ปลดล็อกการแปลงน้ำเสียและสิ่งปฏิกูลเป็นพลังงาน

อีเมล พิมพ์ PDF

น้ำเสียในฐานะที่เป็นแหล่งพลังงานที่นำกลับมาใช้ได้อีก พลังงานจากแสงอาทิตย์ได้รับความสนใจมายาวนานแล้วในประวัติศาสตร์ หากแต่นักวิจัยสองรายที่ Virginia Tech ได้ลดทอนจุดสนใจนี้ลงโดยค้นพบหนทางในการใช้ประโยชน์สูงสุดของจำนวนไฟฟ้าที่สามารถถูกผลิตจากน้ำเสียที่เราชักโครกลงในโถสุขภัณฑ์

 

ความสำคัญของเสือในระบบนิเวศ โดย กอร์ดอน คองดอน

อีเมล พิมพ์ PDF
ทำไมประเทศไทยถึงต้องอนุรักษ์เสือให้คงอยู่ในป่าต่อไป เป็นคำถามที่ใครหลายคนคงอยากได้คำตอบ ในงานเสวนาหัวข้อ 'เสือโคร่ง จากกรงเลี้ยงสู่ตลาดมืด' มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ชวน คุณกอร์ดอน คองดอน ผู้จัดการฝ่ายงานอนุรักษ์ WWF ประเทศไทย มาไขข้อสงสัยดังกล่าว
ในทัศนะของผู้จัดการฝ่ายงานอนุรักษ์ WWF ประเทศไทย เขาถือว่าเสือโคร่งเป็นสัตว์กินเนื้อที่มีความสำคัญสูงสุดในห่วงโซ่อาหาร เป็นตัวควบคุมประชากรสัตว์อื่นๆ ต่อจากห่วงโซ่อาหาร ซึ่งป่าของประเทศไทยและป่าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความอุดมสมบูรณ์เพียงพอให้เสือขยายพันธุ์ต่อไปได้ เช่น ป่าแม่วงก์ที่มีอากาศและธรรมชาติอุดมสมบูรณ์เหมาะอย่างยิ่งต่อการเก็บไว้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า
สำหรับสถานการณ์เสือโคร่งในประเทศไทยนั้น คุณกอร์ดอน บอกว่ายังอยู่ในด้านที่ดีอยู่ เนื่องจากยังคงมีเสือที่อาศัยอยู่ในป่าเป็นจำนวนมาก ถ้าเทียบกับประเทศในกลุ่มเอเชียถือว่าประเทศไทยมีเสือมากกว่าประเทศอื่น โดยในปี 2558 ตามที่ IUCN ได้ทำการสำรวจและบันทึกพบว่ามีเสืออยู่ประมาณ 189 ตัว  อย่างไรก็ตามหากย้อนไป ปี พ.ศ. 2513 จนถึงทุกวันนี้จำนวนเสือโคร่งได้ลดลงอย่างน่าใจหาย จากที่มีอยู่ 35,000 ตัว เหลือเพียง 3,200 ตัว หรือลดลงเกือบ 10 เท่า
"แน่นอนว่าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประเทศไทยน่าจะเป็นประเทศที่มีจำนวนเสือมากที่สุด เนื่องจาก กัมพูชา ลาว พม่า ไม่มีลงเหลืออยู่แล้ว อาจมีบ้างเล็กหน่อยในพม่า และเสือโคร่งในประเทศไทยส่วนใหญ่จะกระจายตัวอยู่ในผืนป่าตะวันตก คาดว่ามีประมาณ 150 ตัว"
ส่วนสถานการณ์ในระดับโลกนั้น จากการสำรวจข้อมูลประชากรเสือทั่วโลก พบว่ามีอยู่ราว 3,890 ตัว ส่วนมากอยู่ที่ประเทศอินเดียและรัสเซีย และข่าวดีก็คือจำนวนดังกล่าวนั้นถือว่าเพิ่มขึ้นจากที่ผ่านมา
ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่จะฟื้นฟูจำนวนประชากรเสือโคร่งได้นั้น คือเรื่องของถิ่นที่อยู่อาศัยและอาหาร เนื่องจากเสือหนึ่งตัวจะใช้พื้นที่อาศัยและขยายพันธุ์มากกว่าสัตว์ชนิดอื่น เสือจะไม่มีโอกาสอยู่รอดต่อไปถ้าปริมาณพื้นที่มีอาหารไม่เพียงพอ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการบุกรุกเข้าไปทำลายป่า และการล่าสัตว์ จะทำให้เสือมีพื้นที่ไม่พอสำหรับอาศัยและแพร่พันธุ์ไม่ได้
และเพื่อฟื้นฟูจำนวนประชากรเสือโคร่งให้อยู่รอด ประเทศไทยจึงได้จัดทำแผน Thailand Tiger Action Plan โดยมีการจัดตั้งขึ้นที่ประเทศรัสเซีย โดยมีเนื้อหาในแผนงานดังนี้
แผนที่ 1 ปฏิบัติการลงพื้นที่ควบคุมและป้องกันบริเวณที่อยู่อาศัยของเสือไม่ให้มีการบุกรุกและล่าสัตว์
แผนที่ 2 สนับสนุนกลุ่มอนุรักษ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้นกว่าเดิมและกระจายไปให้ทั่วทุกพื้นที่
แผนที่ 3 ดำเนินการสำรวจติดตั้งกล้องตามจุดที่สัตว์เดินผ่าน เพื่อจะได้เห็นความเคลื่อนไหวของเสือ และดูแลสัตว์ได้อย่างทั่วถึง
แผนที่ 4 สื่อสารระหว่างรัฐบาลกับทุกหน่วยงานให้มีส่วนร่วมในการทำงานอนุรักษ์ และสร้างความเข้าใจคำว่าอนุรักษ์ให้ตรงกัน เพื่อให้ทำงานได้สำเร็จตามเป้าหมาย
แผนที่ 5 การทำให้เกิดการทำงานร่วมกัน ของทุกภาคส่วน ทุกองค์กร ทุกหน่วยงาน
เสือโคร่งทำไมประเทศไทยถึงต้องอนุรักษ์เสือให้คงอยู่ในป่าต่อไป เป็นคำถามที่ใครหลายคนคงอยากได้คำตอบ ในงานเสวนาหัวข้อ 'เสือโคร่ง จากกรงเลี้ยงสู่ตลาดมืด' มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ชวน คุณกอร์ดอน คองดอน ผู้จัดการฝ่ายงานอนุรักษ์ WWF ประเทศไทย มาไขข้อสงสัยดังกล่าว
 

เผยเส้นทางอาชญากรรมการค้าสัตว์ป่าและมาตรการรับมือ

อีเมล พิมพ์ PDF
อาชญากรรมการค้าสัตว์ป่า มหาวายร้ายกลืนกินสมดุลธรรมชาติ
อาชญากรรมการค้าสัตว์ป่าเป็นกระบวนการอันซับซ้อนซ่อนเร้นทั้งในสังคมไทยและสังคมโลกมาอย่างยาวนาน ก่อเกิดเป็นปัญหาอาชญากรรมที่มีความรุนแรงไม่แพ้ปัญหายาเสพติดหรือการค้าอาวุธเถื่อนข้ามชาติ ที่หลายประเทศต่างให้ความความสำคัญจนเกิดเป็นการลงนามอนุสัญญาไซเตส (The Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora หรือ CITES) ซึ่งปัจจุบันนี้มี 182 ประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิก รวมทั้งประเทศไทยเองด้วย
ทางประเทศไทยจึงมีการตั้งกรมอุทยานฯสำหรับดูแลเรื่องสัตว์ป่า กรมประมงดูแลเรื่องสัตว์น้ำ และกรมวิชาการเกษตรดูแลเรื่องของพืชในบัญชีไซเตสเพื่อเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่าและพืชที่ใกล้สูญพันธุ์หรือถูกคุกคามที่อาจเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในอนาคต นำไปสู่ประโยชน์ของมวลมนุษย์
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การค้าสัตว์ป่าในประเทศไทยทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น แต่มิติของปัญหาที่เกิดขึ้นมักเกิดในสถานที่และวาระกาลเวลาที่แตกต่างกันไปซึ่งแท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้มีความเชื่อมโยงและเกี่ยวพันกัน โดยเฉพาะประเทศไทยเองกำลังถูกโจมตีว่าเป็นประเทศศูนย์กลางตลาดมืดการค้าสัตว์ป่า
วัดเสือกับขบวนการค้าสัตว์ป่า
พ.ต.ท.สมบัติ เตื้องวิวัฒน์ อดีตผู้อำนวยการส่วนการประสานงานระหว่างประเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เชื่อมโยงวัดเสือกับวงการการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายว่าวัดเสือเป็นหนึ่งในขบวนการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายเช่นคดีเสือ 3 ตัวหายไป มีหลักฐานภาพวีดีโอช่วงปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. 2558 ปรากฏภาพรถมอเตอร์ไซค์ขับรถนำหน้ารถกระบะ ขนเสือออกมา ภาพป้ายทะเบียนรถค่อนข้างชัดเจน ซึ่งข้อมูลนี้สามารถนำไปประกอบการพิจารณาคดีได้ เนื่องจากในวีดีโอมีวันเวลาขณะที่ผู้กระทำผิดกำลังดำเนินการขนย้ายเสืออยู่ด้วย
“ในกรณีลักษณะนี้เป็นการนำเสือไปสู่ตลาดมืดแน่นอน เสือที่เจริญพันธุ์หายไป ส่วนนี้ในเมื่อไม่มีการตรวจดีเอ็นเอ คาดว่ามีอายุไม่เกิน 17-20 ปีแน่นอน เพราะฉะนั้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ถ้าไปตรวจสอบประชากรเสือ จะพบเสือโดนสวมรอยจำนวนมากหากนำเสือไปตรวจสอบแล้วเสือที่เหลืออยู่อาจเหลืออายุเพียงแค่ 1-2 ปีเท่านั้น เพราะเสือเก่าตายจึงเกิดการสวมรอยอีกครั้ง”
การจะทราบถึงปลายทางการค้าสัตว์ป่า สามารถการดูได้จากลักษณะของการแปรรูป เช่น นำลูกเสือดองไว้ในขวดโหล โดยใช้แอลกอฮอล์ การดองในรูปแบบนี้พบว่าลูกเสือโหลหนึ่งมีราคาประมาณ 4-5 หมื่นบาท หากดูเส้นทางการเงินจะพบว่าวิธีแปรรูปโดยการดองคือลักษณะที่ส่งไปทางประเทศเวียดนาม เพราะลักษณะการบริโภคของชาวเวียดนามนิยมเสือดองเหล้า ใช้วิธีการขายเป็นช็อต ช็อตละ 5 ร้อยบาท มีความเชื่อว่าลูกเสือดองมีสรรพคุณรักษาอาการปวดเมื่อย หายจากอาการซึมเศร้าได้ ลักษณะการบริโภคเสือของคนจีนเป็นการบริโภคเนื้อสดหรือแช่แข็ง ทั้งการตัด สไลด์กระดูกหากพบการลักลอบลำเลียงโดยการแช่แข็งไป สามารถทราบได้ว่ากลุ่มลูกค้าคือชาวจีน
ด้านนายเอ็ดวิน วีค เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า (WFFT) กล่าวเพิ่มเติมถึงเสือลักษณะเป็นตัวๆที่ทำการส่งผ่านเวียดนามลาว และส่งต่อยังประเทศจีนว่า “พบพื้นที่ซึ่งขบวนการใช้เป็นเส้นทางข้ามชายแดนอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งมีหลักฐานปรากฏข้อตกลงระหว่างวัดเสือกับฟาร์มเสือที่ประเทศลาว และเชื่อว่าฟาร์มหรือสวนสัตว์เสือเหล่านี้ได้กลายเป็นที่พักเสือเพื่อรอการส่งออกจากประเทศไทยซึ่งขณะนี้พบ 3 แห่งซึ่งหนึ่งในสามแห่งนี้เองมีความเกี่ยวโยงกับวัดเสือ”
ข้อจำกัด กฎหมายและการบังคับใช้
นายสุรพล ดวงแข กรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรกล่าวถึงประเด็นข้อจำกัด กฎหมายและการบังคับใช้ ว่าแม้ประเทศไทยเป็นสมาชิกสัญญาไซเตสมานานเกือบ 40 ปีแล้ว แต่ประเทศไทยเคยถูกคว่ำบาตรท่านการค้าเมื่อปี พ.ศ. 2534 เพราะในขณะนั้นกฎหมาย พรบ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2503 ไม่มีบทบาทในการควบคุมสัตว์ป่าต่างประเทศที่นำเข้ามาในประเทศไทย ต่อมามีการแก้กฎหมายเกิดเป็นมาตรา 23 และ มาตรา 24* ทำให้ประเทศไทยสามารถดำเนินคดีกับการลักลอบสัตว์ในบัญชีอนุสัญญาไซเตส ช่วยให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากการคว่ำบาตร แต่ในทางปฏิบัติเมื่อเกิดคดีความเรื่องการค้าสัตว์ป่าขึ้นมาประเทศไทยมักใช้วิธี “แก้ตัว” กับไซเตสมากกว่าลงมือแก้ปัญหาจริงๆ
จุดอ่อนในพรบ. คุ้มครองสัตว์ป่า ปี พ.ศ. 2535 มีบทลงโทษหลายประเด็นที่มักไม่ถูกกล่าวถึง อาทิด้านการตีความคำว่าค้า หมายถึง ซื้อขาย แลกเปลี่ยน จำหน่าย จ่ายแจก ผู้ที่ปรากฏในกระบวนนี้มีความผิดฐานการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตแน่นอน ยกตัวอย่างการครอบครองอาวุธปืนของกลาง เมื่อมีไว้อยู่ในบ้านไม่สามารถบอกว่าไม่รู้ได้ แต่ในทางกลับกัน เรื่องการครองครองสัตว์ป่าเหตุใดสามารถอ้างว่าไม่รู้ได้ สิ่งนี้ทำให้เห็นชัดว่ามีหลายเรื่องถูกบิดเบือน
ในมาตรา 55 มีบทลงโทษสำหรับผู้ช่วยซ่อนเร้น ซึ่งรวมถึงโทษจำคุกด้วย สิ่งเหล่านี้มักไม่ถูกกล่าวถึงและส่วนมากไม่พยายามดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เรื่องจึงไปไม่ถึงศาล และขั้นตอนการดำเนินคดียังมีช่องว่างทำให้อัยการหรือศาลไม่รับฟ้อง โดยตรงจุดนี้สามารถเพิ่มเติมหรือยื่นอุทรได้
จะเห็นได้ว่าประเทศไทยประสบปัญหาหลายด้าน ทั้งในเรื่องของความไม่พร้อม การบังคับใช้กฎหมาย การปฏิบัติตามกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม การสืบสวนสอบสวน ข้อจำกัดของจำนวนบุคลากรและขาดความร่วมมือการประสานงานระหว่างหน่วยงานอีกทั้งขาดการรณรงค์ชี้แจงข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนให้ทราบถึงขั้นตอนการปฏิบัติเมื่อพบการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย และควรเสริมสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนให้กล้าแจ้งข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่โดยภายใต้ภาพลักษณ์ความเมตตา ความรัก และธุรกิจการท่องเที่ยวเหล่านี้ อาจมีเบื้องหลังเป็นการแสวงหาผลกำไรจากสัตว์ป่าก็เป็นได้
ประเทศไทยในสายตานานาชาติ
นายเอ็ดวิน วีค แสดงความเห็นว่า ในสายตาคนต่างชาติมองว่าประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลางสังคมตลาดมืดที่อาจมีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเซียและติด 1 ใน 3 ของโลก“ก่อนที่ประเทศไทยจะเป็นผู้นำเข้า ย่อมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ส่งออก จึงเล็งเห็นความสำคัญของการทำงานร่วมกัน แบ่งปันข้อมูล แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมายในประเทศไทยเองด้วย แต่มิใช่ประเทศไทยเท่านั้นที่เกิดปัญหา ประเทศเวียดนาม ประเทศจีนเองก็มีปัญหา” บ่อยครั้งที่ทางมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่าเห็นสัตว์ป่า อาทิ เสือโคร่ง ตัวนิ่ม นำเข้ามาตามเส้นทาง อาจมาทางเส้นสุมาตราหรือมาจากประเทศมาเลเซีย ผ่านประเทศไทยไปยังลาว จึงไม่อยากกล่าวโทษประเทศไทยเพียงฝ่ายเดียวได้ เพราะหลายประเทศเองก็มีส่วนเช่นกันดังจากข้อมูลการค้าสัตว์ป่าในประเทศไทยที่ได้รวบรวมไว้ในขณะนี้ หากนำกฎหมายมาบังคับใช้อย่างจริงจังจะช่วยให้อาชญากรรมการค้าสัตว์ป่าลดลงได้มาก”
แสงสว่างปลายทางอุโมงค์ของวงการอนุรักษ์สัตว์ป่าจะเป็นเช่นไร อนาคตของสัตว์ป่าและป่าไม้ไทยขึ้นความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ หน่วยงาน NGO รวมถึงสองมือของประชาชนเอง ที่สามารถร่วมมือประสานงานกัน เพื่อทลายอาชญากรรมการค้าสัตว์ป่าให้หมดไป ไม่ว่าสนามรบนี้จะยาวนานเพียงใด แต่ความสำเร็จที่จะปรากฏจักเป็นสมบัติล้ำค่าให้แก่มนุษยชาติต่อไป
*มาตรา 23ระบุว่า “ภายใต้บังคับมาตรา 24 ห้ามมิให้ผู้ใดนำเข้าหรือส่งออกซึ่งสัตว์ป่าหรือซากของสัตว์ป่าชนิดที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด หรือนำผ่านซึ่งสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง หรือซากของสัตว์ป่าดังกล่าว เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดี
การนำเข้าหรือส่งออกซึ่งสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง หรือซากของสัตว์ป่าดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่เป็นการนำเข้าหรือส่งออกซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครองที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์ตามมาตรา 18(1) หรือซากของสัตว์ป่าคุ้มครองที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์และโดยได้รับใบอนุญาตจากอธิบดี
การขออนุญาตและการอนุญาตตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง”
มาตรา 24ระบุว่า “การนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านซึ่งสัตว์ป่าหรือซากของสัตว์ป่าชนิดที่ต้องมีใบอนุญาต หรือใบรับรองให้นำเข้า ส่งออกหรือนำผ่านตามความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการค้าสัตว์ป่าและซากของสัตว์ป่าต้องได้รับใบอนุญาตหรือใบรับรองจากอธิบดี
การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง”
อ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ https://cites.org และ http://goo.gl/5LGNGW
บทความโดย พัชริดา พงษปภัสร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารองค์กร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
เสือโคร่งอาชญากรรมการค้าสัตว์ป่าเป็นกระบวนการอันซับซ้อนซ่อนเร้นทั้งในสังคมไทยและสังคมโลกมาอย่างยาวนาน ก่อเกิดเป็นปัญหาอาชญากรรมที่มีความรุนแรงไม่แพ้ปัญหายาเสพติดหรือการค้าอาวุธเถื่อนข้ามชาติ ที่หลายประเทศต่างให้ความความสำคัญจนเกิดเป็นการลงนามอนุสัญญาไซเตส (The Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora หรือ CITES) ซึ่งปัจจุบันนี้มี 182 ประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิก รวมทั้งประเทศไทยเองด้วย
 
บทความ อื่นๆ ...


page 4 of 18

รับข่าวสาร