• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


ดินในเมืองปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์มากอย่างน่าประหลาดใจ

อีเมล พิมพ์ PDF

soil respirationท่ามกลางป่าคอนกรีตใจกลางเมืองใหญ่ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ถูกเผาไหม้จากมวลอันหนาแน่นของรถยนต์และอาคารต่างๆ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบอสตันได้แสดงให้เห็นว่า บริเวณเขตเมืองใหญ่ที่รายล้อมเมืองหลวงอยู่นั้น รากต้นไม้และการสลายตัวของวัสดุอินทรียสารในเนื้อดินสามารถปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์จำนวนมหาศาลได้อย่างคาดไม่ถึง ซึ่งเรียนกระบวนการนี้ว่า ‘การหายใจของดิน’

 

งานวิจัยนกเงือกไทยโมเดลงานวิจัยนกเงือกโลก

อีเมล พิมพ์ PDF
ถอดบทความเสวนา "สถานการณ์นกเงือกเมืองไทย"
งาน "วันรักนกเงือก" ที่จัดขึ้น ณ สวนนกเงือก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลที่ผ่านมา นอกจากการจากกิจกรรมต่างๆ สำหรับให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมรับชมและได้ช่วยระดมทุนในการอนุรักษ์นกเงือกแล้ว ยังมีเวทีเสวนา "สถานการณ์นกเงือกเมืองไทย" เพื่อพูดคุยถึงสถานการณ์นกเงือกในปัจจุบัน รวมถึงการทำงานของมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือกและเครือข่าย ว่ามีความเคลื่อนไหวอย่างไรจากอดีตจนถึงปัจจุบัน และแผนงานในอนาคตของคนที่มีใจรักนกเงือกว่าจะไปในทิศทางใด
ทั้งนี้เวทีเสวนามีศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.พิไล พูลสวัสดิ์ นักวิจัยนักอนุรักษ์ ที่ทำงานเกี่ยวกับนกเงือกมายาวนานกว่า 40 ปี จนถูกขนานนามว่าเป็นมารดาแห่งนกเงือก ร่วมด้วยผู้ช่วยศาสตราจารย์ วิจักขณ์ ฉิมโฉม เลขาธิการมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก พ.ต.อ.ณรงค์ ธนานันทกุล ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 พื้นที่หน่วยงานที่ที่ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ(MOU) ในการวิจัยเพื่อการอนุรักษ์ และศึกษาพื้นที่สำคัญ (core area) ในกลุ่มป่าประเทศไทย โดยมีอาจารย์ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียรช่วยดำเนินรายการสนทนาในครั้งนี้
ดร.พิไล พูลสวัสดิ์ พูดถึงเรื่องอนาคตงานอนุรักษ์นกเงือกว่าจะต้องขึ้นอยู่กับทุกคน ใช่เพียงเป็นงานของมูลนิธิฯ เพียงอย่างเดียว เพราะทุกคนมีหน้าที่ที่ต้องอนุรักษ์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน จะมองว่าเป็นหน้าที่ของรัฐเพียงอย่างเดียวไม่ได้ อีกทั้งไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกำลังพลหรือพื้นที่ที่ยากลำบาก ดังนั้นจึงต้องอาศัยการร่วมมือกันเพื่อที่จะอนุรักษ์ รักษา และก็ปกป้อง ไม่ให้มีการทำลายเกิดขึ้น และเพื่อให้ธรรมชาติได้ฟื้นกลับคืนมา เพราะนกเงือกมีส่วนสำคัญในการที่จะฟื้นฟูผืนป่า
อีกทั้งมูลนิธิฯ ไม่ได้มีเจ้าหน้าที่ประจำที่รับเงินเดือน บุคคลที่เข้ามาทำงานจึงเป็นอาสาสมัครทั้งหมด เพราะฉะนั้นเงินทุกบาทที่ได้รับการบริจาคเข้ามา จะนำไปใช้เพื่อเป็นประโยชน์ต่องานวิจัย และเผยแพร่ความรู้แทบทั้งสิ้น อีกส่วนหนึ่งที่มาเพิ่มเติมในงานของมูลนิธิฯ คือเจ้าหน้าที่ ตชด. (ตำรวจตระเวนชายแดน) ที่มีศักยภาพสูงมากในการทำงานในพื้นที่ ซึ่งสามารถช่วยในการอนุรักษ์ในพื้นที่อื่นๆ ได้ ถ้าเราสามารถอบรมให้ ตชด. ได้มีความรู้ว่าต้องทำอะไร และทำอย่างไร นกเงือกก็จะมีโอกาสเพิ่มจำนวนประชากรได้อีก
เรื่องของเงินทุนในการทำงานมีส่วนสำคัญ ดร.พิไลเล่าว่าแต่เดิมค่อนข้างที่จะทำงานสบายเพราะได้รับการสนับสนุนจาก ปตท.สผ.(การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย สำรวจและผลิตปิโตรเลียม) ซึ่งการสนับสนุนสามารถทำให้ทีมงานได้ทุ่มเทกับงานวิจัยได้อย่างเต็มมที่ แต่หลังจาก ปตท.สผ ได้มีข้อยุติเงินทุนทั้งหมดในทุกๆ โครงการที่เคยสนับสนุนมาก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่รู้อย่างกะทันหัน ทำให้เงินทุนสนับสนุนในตรงนี้ขาดหายไป ซึ่งส่งผลกระทบกับทีมงาน เพราะต้องเข้าไปอยู่ในป่าทั้งปี ซึ่งในตอนนี้มีเพียงเงินที่ได้มาจากการหยิบยืมเป็นการส่วนตัว เพื่อนำเงินมาจุนเจือในตรงนี้ไว้เพียงเท่านั้น
ดร.พิไล  ผู้ที่ทำงานอนุรักษ์นกเงือกมายาวนานกว่า 40 ปี ซึ่งในปีนี้จะมีอายุครบ 70 ปี  พูดถึงงานอนุรักษ์นกเงือกที่ทำอยู่ว่า “จะเกษียณจากงานก็ต่อเมื่อคงไปทำงานไม่ไหวแล้ว แต่ว่าถึงจะไปไม่ไหวแต่หากสมองยังทำงานได้อยู่ก็คงจะไม่หยุด เรื่องงานนกเงือกมันฝังเข้าไปอยู่ในสายเลือด ทุกวันนี้ต้องเดินทางไปยังต่างประเทศเพื่อไปกระตุ้นให้แต่ละประเทศมาทำงานอนุรักษ์นกเงือก อย่างในปีที่แล้วก็ได้มีโอกาสเดินทางไป ภูฏาน จีน อินโดนิเซียฯ ซึงเป็นพื้นที่ที่เราต้องช่วยเขา จากองค์ความรู้ที่เราได้เอาไปเผยแพร่ และไปกระตุ้นเตือนให้เขาได้ตระถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ หลังจากนี้ได้ปลดภาระการทำงานในประเทศไปในบางส่วนแล้ว ต่อไปก็จะเป็นอาจารย์วิจักรที่ช่วยสานงานต่อ”
ด้าน อาจารย์วิจักขณ์ ฉิมโฉม ได้พูดถึงการทำงานอนุรักษ์นกเงือกที่ผ่านมาว่า ในกลุ่มนกเงือกที่มีอยู่ในผืนป่าขนาดใหญ่ อย่างเขาใหญ่ดงพญาเย็นก็มีจำนวนนกเงือกที่เพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยังมีนกเงือกอีกหลายชนิดที่อยู่ในสถานะภาพที่ค่อนข้างเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ซึ่งถ้าพบนกเงือกในพื้นที่ป่าสักแห่งในจำนวน 10 ตัว หรือ 5 คู่ โอกาสที่นกเงือกจะสูญหายไปจากพื้นที่นั้นจะมีสูงมาก เรียกได้ว่าเป็นการรอวันที่จะสูญพันธุ์ได้ นอกเหนือไปจากว่าเรามีการจัดการที่ดี ซึ่งในตอนนี้เราก็พอใจกับจำนวนประชากรนกเงือกในบางชนิด ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องให้ความสำคัญกับนกเงือกในสายพันธุ์ที่มีจำนวนลดลงด้วย
ส่วนทางด้านภัยคุกคามนกเงือกจากการล่าในพื้นที่ฮาลา-บาลา จังหวัดนราธิวาส นั้นมีการดูแลที่ค่อนข้างดี ซึ่งตอนนี้ทางมูลนิธฯ มองไปถึงการที่ประเทศไทยจะเป็นแกนนำสำคัญในการอนุรักษ์นกเงือกในระหว่างสามประเทศ ได้แก่ประเทศไทย อินโดนิเซีย และประเทศมาเลเซีย และกำลังเขียนโครงการที่จะทำการฝึกอบรมคนให้ทั้งสองประเทศ ได้มีความรู้เกี่ยวกับนกเงือกเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการประเมิน การจัดการ และการติดตาม เรามีข้อมูลการวิจัยการศึกษานกเงือกที่เทือกเขาบูโดในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี นราธิวาส และยะลา) ซึ่งเป็นงานวิจัยศึกษาที่ดีที่สุดในโลกแล้วในตอนนี้
อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ทำให้มีงานวิจัยที่ดีได้ก็คือการทำงานของมูลนิธิ ซึ่งอาจารย์วิจักขณ์เล่าถึงการทำงานของมูลนิธิฯ ว่ามีการทำงานกันเป็นครอบครัว เป็นกลุ่มคนที่ชอบในแบบเดียวกัน และมองข้ามเรื่องผลประโยชน์ทั้งด้านการเงิน มีใจรักธรรมชาติ ทั้งนี้มูลนิธิฯ มีงานหลักๆ อยู่ในสามพื้นที่  คือเขาใหญ่เป็นที่แรกตั้งแต่สมัย ดร.พิไล เริ่มงาน ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีทีมทำงานอยู่ โดยมีทีมงานวิจัยสองทีมคือทีมวิจัยเขาใหญ่ฝั่งป่าตะวันตกและฝั่งตะวันออก มีการทำโพรงเทียม ติดตามในเรื่องการออกดอกออกผล และมีแปลงถาวรของต้นไม้ ซึ่งในแต่ละปีปัจจัยสำคัญที่จะรู้ได้ว่ามีนกเข้าหรือไม่ขึ้นอยู่กับผลไม้ ดังนั้นถ้าหากจะรู้ว่านกแต่ละปีเข้ามาเท่าไหร่จึงต้องเปรียบเทียบกับอาหารด้วย ต้องมีนักวิจัยเก็บข้อมูลอยู่ตลอด
อีกส่วนคือในพื้นที่ห้วยขาแข้งก็จะมีนกเงือกคอแดง นกเงือกคอช้างปากเรียบ ซึ่งปรากฏในฝั่งตะวันออก ไม่ได้เป็นพื้นที่ที่มีทีมงานโดยตรงแต่ใช้ทีมงานจากเขาใหญ่ที่เข้าไปเก็บข้อมูล ส่วนพื้นที่งานที่ใหญ่ที่สุดคือเทือกเขาบูโด ส่วนฮาลา-บาลาเป็นพื้นที่งานที่เราทำงานร่วมกับสถานีวิจัย ซึ่งมีนกเงือกปากหย่น นกเงือกดำ ในส่วนพื้นที่อื่นๆ ที่ยังมีนกเงือกอยู่เราก็จะมีการเข้าไปทำงานเป็นครั้งคราว ด้วยเหตุที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้มีมากพอสำหรับในทุกพื้นที่
อีกหนึ่งเรื่องสำคัญในงานอนุรักษ์นกเงือกอาจารย์วิจักขณ์ได้กล่าวว่า “ทางกลุ่มของเราจะพยายามเจาะพื้นที่ที่มีนกเงือกอยู่ ให้ชุมชุนมีความรู้ มีจิตสำนึกจากเคยเป็นผู้ล่าให้กลับมาเป็นผู้ดูแล มีการบรรยายตามสถานศึกษาและโรงเรียนต่างๆ โดยได้รับการช่วยเหลือจากทาง ตชด. ที่อาศัยนำเราเข้าไปในจุดที่เราไม่สะดวก อย่างที่จังหวัดยะลาก็ได้เข้าไปทำงานกว่า 15 โรงเรียน เพื่อให้ความรู้กระจายไปสู่ท้องถิ่น เพื่อให้เขาได้รับรู้ถึงทรัพยากรที่เขามีอยู่ว่ามันมีคุณค่า รวมไปถึงการพัฒนาคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานเพิ่มขึ้นอีกด้วย”
พ.ต.อ.ณรงค์ ธนานันทกุล ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 ที่ดูแลพื้นที่พื้นที่ฮาลา-บาลา จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความยากลำบากในการเข้าออก ไม่มีไฟฟาและสัญญาณในการติดต่อสื่อสารเล่าว่าหลังจากการที่หน่วยงานได้เข้ามาดูแล ทำให้เห็นว่านกเงือกนั้นจะอยู่ในพื้นที่ป่าที่สมบูรณ์ และในส่วนของพื้นที่ด้านจังหวัดยะลาและนราธิวาสนั้น พื้นที่ป่ามีจำนวนค่อนข้างที่จะลดลง สิ่งทึ่สำคัญก็คือการที่ต้องรักษาพื้นป่าให้เพิ่มขึ้น และช่วยในการสะกัดกั้นการบุกรุกป่า ใช่เพียงแค่นกเงือกอย่างเดียวแต่เพื่อสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ ด้วย บทบาทของ ตชด. กับมูลนิธิฯ ได้มีการศึกษาความรู้เรื่องนกเงือกและการทำโพรงเทียม และช่วยในการเข้าออกซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยากลำบาก
ทั้งนี้เมื่อหน่วยงานได้เข้าร่วมทำงานกับทางมูลนิธิฯ จึงทำให้รู้สึกเห็นถึงคุณค่าของคณะวิจัยในการทำงาน ที่ต้องทำงานอย่างยากลำบากในป่า ซึ่งเจ้าหน้าที่ ตชด. เมื่อเห็นการทำงานและได้รับความรู้จากทางมูลนิธิฯ ก็พร้อมที่จะเข้าไปช่วย ได้เห็นพื้นที่ป่ามีความอดุมสมบรณ์ เห็นสัตว์ เห็นป่านกเงือก ทำให้มีความรู้สึกดี และอยากจะช่วยดูแล อยากจะได้ความรู้เพิ่มเติม ซึ่งเมื่อก่อนจากการดูแลรักษาป่าโดยที่ไม่มีความรู้เรื่องระบบนิเวศ เมื่อได้ทำงานร่วมกับมูลนิธิฯ จึงได้รับความรู้และได้เห็นคุณค่าในงานอนุรักษ์เพิ่มขึ้น และทางหน่วยงานได้มีการทำโพรงเทียมในพื้นที่ และในอนาคตคาดว่ายังสามารถทำการขยายพื้นที่อนุรักษ์ไปยังพื้นที่ ตชด. ทั่วประเทศซึ่งเป็นพื้นที่ทางผ่านและอพยพของนกเงือกได้
“การดูแลนกเงือกก็เปรียบเสมือนการดูแลผืนป่า ถ้านกเงือกอยู่ได้ป่าก็จะสมบูรณ์ เพราะมีความเกื้อกูลกัน อย่างน้อยมีเราดูแลอนุรักษ์นกเงือกได้ป่าก็จะยังอยู่ ดังนั้นเราก็เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่ เราก็จะช่วยกันดูแลและอนุรักษ์ร่วมกันต่อไป” พ.ต.อ.ณรงค์ ธนานันทกุลกล่าว
ด้านอาจารย์ ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะสถียร ผู้ดำเนินการสักถามในเวทีเสวนาได้พูดปิดท้ายถึงมูลนิธิวิจัยนกเงือกว่า “เมื่อ 40 ปีที่แล้วประเทศไทยไม่มีใครรู้จักนกเงือกได้เท่าปัจุบันนี้ ว่านกเงือกกินอะไรหน้าที่ของนกเงือกทำอะไร มีวิถีชีวิตความรักอย่างไร ไม่มีใครรู้จักมาก่อน ตอนที่ ดร.พิไล เริ่มทำงานผมยังเรียนหนังสืออยู่ จนงานวิจัยนกเงือกชิ้นแรกๆ เสร็จออกมาซึ่งอยู่ที่เขาใหญ่ จนมาถึงทุกวันนี้ประเทศไทยได้มีงานศึกษาวิจัยในเรื่องนกเงือก จนทำให้อินโดนิเซีย แอฟริกา อินเดีย ศึกษานกเงือกตามประเทศเรา เพราะว่านกเงือกนั้นไม่ได้มีอยู่ในพื้นที่ยุโรป จะมีอยู่ในเขตพื้นที่อินโดนิเซียขึ้นมาไปจนถึงจีนตอนใต้เท่านั้น ดังนั้นประเทศไทยถ้าพูดถึงเรื่องนกเงือกก็คือ ดร.พิไล หนึ่งคนที่เป็นผู้เริ่มต้น จนทำให้นกเงือกได้รับการอนุรักษ์มากกว่าครึ่งโลก ซึ่งเป็นความยิ่งใหญ่ที่ไม่ค่อยมีใครรู้ และเราคือผู้นำในวงการการอนุรักษ์นกเงือก ประเทศไทยคืออันดับ 1 ทั้งทางข้อมูลและการดำเนินงาน ซึ่งมาจากมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก”
นกเงือกงาน "วันรักนกเงือก" ที่จัดขึ้น ณ สวนนกเงือก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลที่ผ่านมา นอกจากการจากกิจกรรมต่างๆ สำหรับให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมรับชมและได้ช่วยระดมทุนในการอนุรักษ์นกเงือกแล้ว ยังมีเวทีเสวนา "สถานการณ์นกเงือกเมืองไทย" เพื่อพูดคุยถึงสถานการณ์นกเงือกในปัจจุบัน รวมถึงการทำงานของมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือกและเครือข่าย ว่ามีความเคลื่อนไหวอย่างไรจากอดีตจนถึงปัจจุบัน และแผนงานในอนาคตของคนที่มีใจรักนกเงือกว่าจะไปในทิศทางใด
 

ขอคืนผังเมืองให้กับประชาชน

อีเมล พิมพ์ PDF

ขอคืนผังเมืองสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2559 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557[1] ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 3/2559 เรื่อง การยกเว้นการใช้บังคับกฎหมาย ว่าด้วยการผังเมืองและกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 4/2559 เรื่อง การยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมสำหรับการประกอบกิจการบางประเภท

 

กำแพงธรรมชาติเพื่อการป้องกันภัยพิบัติ

อีเมล พิมพ์ PDF
กำแพงธรรมชาติเพื่อการป้องกันภัยพิบัติ
เป็นที่ทราบกันดีว่าแนวปะการังและป่าชายเลนช่วยลดความเสี่ยงจากน้ำหลากและการพังทลายของชายฝั่ง แต่จวบจนปัจจุบัน การถกเถียงเรื่องการลงทุนเพื่ออนุรักษ์ระบบนิเวศทั้งสองก็ยังขาดความชัดเจน
หนังสือ ‘การจัดการชายฝั่งด้วยทางออกโดยธรรมชาติ: แนวทางการวัดและประเมินมูลค่านิเวศบริการการป้องกันชายฝั่งของป่าชายเลนและแนวปะการัง’ (Managing coasts with natural solutions: Guidelines for measuring and valuing the coastal protection services of mangroves and coral reefs) ได้พยายามสร้างความชัดเจนในประเด็นดังกล่าว โดยรวบรวมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ เปรียบเทียบระหว่าง โครงสร้างพื้นฐานสีเทา (โครงสร้างพื้นฐานที่ก่อสร้างโดยมนุษย์ – ผู้แปล) และโครงสร้างเขียวที่สร้างขึ้นตามธรรมชาติ
การวัดและประเมินมูลค่านิเวศบริการจากป่าชายเลนและแนวปะการัง
ด้วยนวัตกรรมการวัดมูลค่านิเวศบริการโดย Michael Beck นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลชั้นนำจาก  The Nature Conservancy และ  Glenn-Marie Lange ผู้เชี่ยวชาญจากโครงการ World Bank Wealth Accounting and Valuation of Ecosystem Services (WAVES) Global Partnership และการสนับสนุนจากหลายสถาบัน เช่น University of California (UC) Santa Cruz, UC Davis, UC Santa Barbara และ Resources for the Future ได้นำเทคนิคการประเมินมาที่มักจะใช้ในวงการวิศวกรรมศาสตร์และการประกันภัยมาประยุกต์ใช้
“วิธีดั้งเดิมในการประเมินมูลค่าการป้องกันชายฝั่งโดยแนวปะการังและป่าชายเลนคือการตั้งคำถามว่า ‘หากเราสูญเสียระบบนิเวศเหล่านั้นไป เราจะต้องใช้ต้นทุนเท่าไหร่ในการสร้างกำแพงในทะเล หรือ โครงสร้างอื่นๆ เพื่อทดแทนระบบนิเวศดังกล่าว’ แต่พอเราได้เรียนรู้จากวิศวกรรมศาสตร์และการประกันภัย เราสามารถทำการประเมินมูลค่าได้แม่นยำขึ้นโดยคำนวณผลประโยชน์ที่ได้จากการป้องกันชายฝั่ง โดยการเปรียบเทียบความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในกรณีที่มีและไม่มีแนวปะการังและป่าชายเลน โดยส่วนต่างระหว่างสองกรณีคือมูลค่าของระบบนิเวศเหล่านั้น วิธีนี้เรียกว่าฟังก์ชันความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Damage Function)”Michael Beck กล่าว
ในรายงานระบุว่า จวบจนปัจจุบัน นิเวศบริการที่มีมูลค่ามากที่สุดจากแนวปะการังและป่าชายเลนคือบริการการเป็นแหล่งผลิต (Provisioning Services)เช่น ระบบนิเวศดังกล่าวผลิตปลาได้เท่าไร หรือสามารถสร้างไม้ได้เท่าไร แต่งานชิ้นใหม่ที่พยายามประเมินมูลค่าการป้องกันชายฝั่ง คืองานชิ้นแรกที่มุ่งวัดผลประโยชน์จากบริการด้านการควบคุม (Regulating Services)ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ในระดับชาติ และระดับโลก
ทางเลือกที่เป็นไปได้ต่อความกังวลระดับโลก
ผลกระทบจากทั้งการเติบโตของประชาการ การเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นเมือง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้การป้องกันชายฝั่งกลายเป็นเรื่องท้าทายยิ่งขึ้น ผู้คนนับร้อยล้านคนทั่วโลกอยู่ในความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากน้ำหลากและภูมิอากาศที่รุนแรง ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ก็กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย 10 ปีที่ผ่านมา บริษัทผู้รับประกันได้จ่ายเงินกว่า 300 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐเพื่อชดเชยความเสียหายจากพายุบริเวณชายฝั่ง
การแสดงให้เห็นว่าการป้องกันโดยธรรมชาติของระบบนิเวศแนวปะการังและป่าชายเลนมีมูลค่าเท่าไร จะสามารถนำผลประโยชน์ดังกล่าวไปใช้ได้ในเครื่องมือวางแผนทางเศรษฐศาสตร์เช่น การบัญชีทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Capital Accounting)ซึ่ง Michael Beck และโครงการ WAVES หวังว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจจะมองเห็นความสำคัญอย่างยิ่งของมูลค่าการป้องกันแนวชายฝั่งของแนวปะการังและป่าชายเลน และมองว่าเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพทางต้นทุนมากกว่าโครงสร้างพื้นฐานสีเทา
มีการประมาณการว่า ระหว่างปี พ.ศ. 2523 ถึง 2548 มีการสูญเสียพื้นที่ป่าชายเลนไปถึง 19 เปอร์เซ็นต์ และแนวปะการัง 75 เปอร์เซ็นต์ของโลกก็อยู่ในสภาวะถูกคุกคาม
แม้ว่าการจัดการชายฝั่งนับวันจะเป็นเรื่องจาก แต่การเปลี่ยนแปลงก็กำลังจะเกิดขึ้นโดยมีแนวโน้มจะเพิ่มการฟื้นฟูระบบนิเวศดังกล่าวเพื่อลดความเสี่ยงจากน้ำหลากและการกัดเซาะ หนังสือ Managing coasts with natural solutions ได้เน้นว่ามีกรณีศึกษากว่า 20 กรณีที่สะท้อนให้เห็นว่านิเวศบริการจากแนวปะการังและป่าชายเลนสะท้อนได้อย่างชัดเจนในการตัดสินใจเขิงนโยบาย เช่น
•ได้มีการฟื้นฟูพื้นที่ป่าชายเลนพื้นที่ราว 56,250 ไร่ในเวียดนาม โดยมีสัดส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุนสูงถึง 3:1 (หมายความว่าลงทุน 1 บาท ได้ผลประโยชน์ 3 บาท – ผู้แปล)และ 28:1 แตกต่างกันตามพื้นที่
•หลังจากการทำลายล้างอย่างรุนแรงของพายุไต้ฝุ่น Haiyanรัฐบาลฟิลิปปินส์ได้จัดสรรงบประมาณราว 8 ล้านดอลล่าร์สหรัฐเพื่อฟื้นฟูป่าชายเลนและป่าชายหาดที่ได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นอย่างรุนแรง
•The Caribbean Catastrophic Risk Insurance Facility (CCRIF) จากการประเมินพบว่า 7 ใน 8 ประเทศ การฟื้นฟูแนวปะการังและป่าชายเลนเป็นโครงการที่มีประสิทธิภาพทางต้นทุนเพื่อลดความเสี่ยงและการรับมือความเปลี่ยนแปลงของ
ชายฝั่ง
“สิ่งที่เราคาดหวัง คือการแสดงมูลค่าเพิ่มเติมจากคุณค่า เพื่อให้ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจมองเห็นว่าป่าชายเลนและแนวปะการังเป็นแนวป้องกันแรกตามธรรมชาติ และจะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการฟื้นฟูที่มีส่วนร่วมไม่ใช่เพียงจากนักอนุรักษ์ แต่จากผู้จัดการด้านความเสี่ยงจากภัยพิบัติ นักวางแผนพัฒนา และรัฐมนตรีด้านการพัฒนาและการคลัง”Michael Beck กล่าว
ถอดความจาก‘Nature as the First Line of Defense against Floods’ เข้าถึงได้ที่http://www.worldbank.org/en/news/feature/2016/02/10/nature-as-the-first-line-of-defense-against-floods
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
เป็นที่ทราบกันดีว่าแนวปะการังและป่าชายเลนช่วยลดความเสี่ยงจากน้ำหลากและการพังทลายของชายฝั่ง แต่จวบจนปัจจุบัน การถกเถียงเรื่องการลงทุนเพื่ออนุรักษ์ระบบนิเวศทั้งสองก็ยังขาดความชัดเจน

หนังสือ ‘การจัดการชายฝั่งด้วยทางออกโดยธรรมชาติ: แนวทางการวัดและประเมินมูลค่านิเวศบริการการป้องกันชายฝั่งของป่าชายเลนและแนวปะการัง’
 

เมืองใหญ่ที่สะอาดที่สุดนะหรือ มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก

อีเมล พิมพ์ PDF

เมืองใหญ่เมืองใหญ่บางแห่งบริโภคพลังงานด้วยประสิทธิภาพอันน่าชมเชย ใขณะที่อีกหลายเมืองกลับบริโภคอย่างฟุ่มเฟือย การวัดว่าเมืองไหนเป็นแบบใดต้องการมากกว่าการอ่านเพียงค่ามิเตอร์ ทั้งยังขึ้นอยู่กับว่าใครทำหน้าที่ตัดสินอีกด้วย

รายชื่ออันหลากหลายของผู้สอบผ่านและผู้ที่สอบไม่ผ่านมีแนวโน้มที่จะใช้คำเรียกเหมือนกันเสียแล้ว เมืองที่สอบผ่านโดยทั่วไปมักเป็นเมืองที่มีฐานะการเงินดี เป็นเมืองใหญ่ของชาวอเมริกันที่ทำงานในสำนักงาน เช่น กรุงซานฟรานซิสโกและเมืองซีแอตเติ้ล หรือกรุงโคเปนเฮเกนและออสโลในแถบสแกนดิเนเวีย

 

ปีเตอร์ โฮลเลเบน ชายผู้เข้าใจเครือข่ายทางสังคมในต้นไม้

อีเมล พิมพ์ PDF
เมืองฮึมเมล เยอรมันนี – ท่ามกลางฤดูหนาวในป่าอันเงียบสงัด เสียงของฝีเท้าบนพรมใบไม้ดูเงียบหายไป ปีเตอร์ โฮลเลเบน ค้นพบสิ่งที่เขาเฝ้าตามหา คือ พืชบีชที่ขึ้นสูงตระหง่าน เขาเล่าให้ฟังว่า “ต้นไม้เหล่านี้เป็นเพื่อนกัน” ขณะที่เงยหน้ามองต้นไม้เหล่านี้ โดยหันหลังให้กับฟ้าสีเทาหม่น “คุณเห็นกิ่งก้านที่หนาเตอะชี้ไป คนละทิศละทางไหม มันเป็นเช่นนี้เพื่อต่างไม่บังแดดให้ต้นไม้แต่ละต้นที่เป็นเพื่อนของมัน”
ก่อนที่เขาจะเดินไปยังต้นบีชอายุเก่าแก่ เพื่อแสดงให้เราเห็นว่าต้นไม้ก็เหมือนกับคนเราที่มีริ้วรอยตามอายุ  นายโฮลเลเบนกล่าวเสริมว่า “บางทีนะ ต้นไม้คู่นี้ก็เชื่อมโยงกันในระดับรากเลยนะ อย่างกับว่าพอต้นไม้ต้นหนึ่งตาย อีกต้นก็ตายตามไปด้วย”
นายโฮลเลเบนในวัย 51 ปีเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลอุทยานที่มีร่างสูงโปร่ง เขามีท่าทางแข็งแกร่งในชุดเครื่องแบบสีเขียวแลดูขรึม  ดูไปละม้ายกับต้นบีชทมึนที่เขาดูแลอยู่นั่นเอง อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้เขาได้กลายมาเป็นนักเขียนในเยอรมันนี ประเทศที่ต้นไม้มีบทบาทสำคัญมาอย่างยาวนานในการได้รับการสงวนรักษาจนเป็นวัฒนธรรมประจำถิ่น เหมือนดั่งเทพนิยาย ปรัชญาของศตวรรษที่ 20 อุดมคติของเหล่านาซี และกำเนิดของการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมในยุคสมัยใหม่
หลังจากที่หนังสือของนายโฮลเลเบนได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งมีชื่อเสียงและได้รับความนิยม “ชีวิตซ่อนรูปของบรรดาต้นไม้ ต้นไม้มีความรู้สึกอย่างไร ต้นไม้สื่อสารกันแบบไหน  – การค้นพบจากโลกลี้ลับ” ทำให้พื้นที่ป่าในเยอรมันนีกลับมาได้รับความสนใจอีกหน นับตั้งแต่เป็นหนังสือขายดีในขวบปีที่ผ่านมา
นายโฮลเลเบนได้ใช้เวลาในหมู่สื่อสารมวลชนมากกว่าการทำงานในอุทยาน ซึ่งทำให้เกิดการจินตนาการอีกครั้งเรื่องต้นไม้ ตามที่นายโฮลเลเบนกล่าวว่าสังคมร่วมสมัยมักมองเพียงว่าต้นไม้เป็น “หุ่นยนต์อินทรียสาร” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อผลิตอ็อกซิเจนและเนื้อไม้เท่านั้น
ด้วยการนำเสนอการวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์และจากการสังเกตการณ์ของเขาเอง
หนังสือของนายโฮลเลเบนสามารถสร้างความปราโมทย์ให้แก่ผู้อ่าน และเหล่าผู้ชมรายการทอล์คโชว์ ด้วยการบอกข่าวว่าต้นไม้ต่างๆ ในผืนป่าคือสัตว์สังคม ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่นักชีววิทยาล่วงรู้มานานแล้ว บรรดาต้นไม้ต่างรู้จักนับเลข เรียนรู้ และจดจำ รู้จักดูแลเพื่อนยามเจ็บไข้ได้ป่วย รู้จักตักเตือนเพื่อนๆ ถึงภยันตรายต่างๆ ที่จะเข้ามาด้วยการส่งสัญญาณไฟฟ้าผ่านเครือข่าย ซึ่งรู้จักกันในนามของ “เครือข่ายโยงใยของต้นไม้” และด้วยเหตุผลที่ไม่อาจรับรู้ได้  ต้นไม้เหล่านี้สามารถหล่อเลี้ยงตอไม้ของเพื่อนๆ ให้อยู่รอดนับเป็นร้อยๆ ปี ด้วยการลำเลียงน้ำตาลผ่านทางรากไม้
“ด้วยหนังสือที่เขาเขียน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมุมมองที่มีต่อป่าไม้ไปตลอดกาล” มาคูส แลนซ์ ผู้เป็นพิธีกรรายการทอล์คโชว์เลื่องชื่อเขียนในอีเมล์ไว้ “ทุกครั้งที่เดินท่องป่าที่งดงาม ความคิดเช่นนี้จะผุดขึ้นมาเสมอ”
สำหรับนักชีววิทยาชาวเยอรมันหลายคน ผู้ที่แม้จะประทับใจในความสามารถของนายโฮลเลเบน ในการจับเอาความสนใจของสาธารณชนไว้ได้ ต่างก็ตั้งคำถามถึงการใช้คำบางคำของนายโฮลเลเบน เช่น “พูดคุย” แทนที่คำว่า “สื่อสาร” ซึ่งฟังดูเป็นมาตรฐานมากกว่า เมื่ออธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นของบรรดาต้นไม้ในป่า
นายโฮลเลเบนกลับเชื้อเชิญให้ผู้อ่านหนังสือของเขาจินตนาการว่า ต้นไม้จะมีความรู้สึกอย่างไรเมื่อต้องร้องออกมาว่า “อุ๊ย” เขาอธิบายว่า “ผมใช้คำที่มนุษย์คนอื่นๆ เขาพูดกัน” “ภาษาทางวิทยาศาสตร์มักกลบฝังอารมณ์ต่างๆ และคนเราก็ไม่อาจเข้าใจภาษาทางวิทยาศาสตร์อีกต่อไป เมื่อผมพูดว่า ‘ต้นไม้ให้นมลูก’ ทุกคนก็สามารถเข้าใจได้โดยง่าย’ ”
ในฐานะหนังสือประเภทที่ไม่ใช่เรื่องแต่งซึ่งยังคงขายดีอยู่ ตามรายชื่อหนังสือของสปีเกล หนังสือ “ชีวิตซ่อนรูป” (Hidden Life หรือ The Hidden Life of the Trees) สามารถทำยอดขายรวมแล้วกว่า 320,000 เล่ม และยังคงเป็นหนังสือที่ถูกแปลใน 19 ประเทศด้วย (Greystone Books ของประเทศแคนาดาจะตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษในเดือนกันยายนนี้)
“หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมากเล่มหนึ่งแห่งปี” เดนิส เชค ผู้ที่เป็นนักวิจารณ์วรรณกรรมชาวเยอรมันกล่าวชมเชยการบอกเรื่องเล่าอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนและความสามารถของหนังสือเล่มดังกล่าวในการปลุกเร้าผู้อ่านให้เกิดความสนใจใคร่รู้อย่างมากแบบด็กเล็กเกี่ยวกับการดำเนินไปของสรรพสิ่งในโลก
นาย เดนิส เชค กล่าวเสริมว่า ความนิยมต่อหนังสือ “The Hidden Life of the Trees” พูดถึงเยอรมันนีน้อยกว่าการพูดถึงชีวิตในยุคสมัยใหม่ คนที่มักใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่แต่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์จะให้ความใส่ใจกับเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติ “คนเยอรมันเองมีชื่อเสียงที่ดีในการมีความสัมพันธ์ที่พิเศษกับป่าไม้อยู่เป็นทุน หากแต่ก็เป็นเพียงสำนวนโบราณเท่านั้น” นาย เชค กล่าว “แน่ละที่มีเรื่องของฮันเซลและเกรเทล และเป็นที่รับรองได้ว่าเมื่อใดก็ตามที่ชีวิตคู่ปัญหา คนเรามักเดินทางไต่เขาเป็นระยะเวลานานๆ หากแต่ผมเองไม่คิดหรอกนะว่า คนเยอรมันจะรักป่าไม้มากกว่าคนสวีเดน นอร์เวย์ หรือฟินแลนด์”
นายโฮลเลเบนติดตามความรักที่เขามีต่อป่าไม้ตั้งแต่สมัยวัยเยาว์ ด้วยการเป็นผู้ที่เติบโตช่วงปี ค.ศ. 1960-1970 ในกรุงบอนน์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเยอรมันตะวันตกในขณะนั้น นายโฮลเลเบนชื่นชอบการเลี้ยงแมงมุมและเต่า และยังชอบเล่นนอกบ้านมากกว่าพี่น้องของเขาอีก 3 คน ในชั้นมัธยมปลายบรรดาครูผู้สอนที่เป็นคนรุ่นใหม่ผู้นิยมฝ่ายซ้ายได้วาดภาพอันน่าสะพรึงกลัวของระบบนิเวศวิทยาของโลกในอนาคต จนทำให้นายโฮลเลเบนตัดสินใจแล้วว่าเป็นภารกิจของเขาเองที่จะต้องเข้ามาให้ความช่วยเหลือ
นายโฮลเลเบนเลือกเรียนวิชาวนศาสตร์และเริ่มทำงานในแผนกธุรการของกรมป่าไม้ในไรน์แลนด์-พาลาติเนทในปี ค.ศ. 1987 ต่อมาเมื่อได้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ซึ่งต้องดูแลพื้นที่กว่า 3,000 เอเคอร์ในเขตไอเฟลซึ่งอยู่ห่างจากเมืองโคโลญจน์ประมาณ 1 ชั่วโมง เขาต้องทำการโค่นไม้ที่มีอายุยาวนานและต้องฉีดสเปรย์บนท่อนไม้ซุง หากแต่เขาเองก็ไม่รู้สึกดีนักกับการกระทำเช่นนั้น : “ผมคิดว่า ‘นี่เรากำลังทำอะไรอยู่ เรากำลังทำให้ทุกอย่างเสียหายใช้การไม่ได้’”
การอ่านและค้นคว้าเกี่ยวกับพฤติกรรมของบรรดาต้นไม้  – หัวเรื่องที่เขาเรียนมาไม่มากนักสมัยเลือกคณะวนศาสตร์ ทำให้เขาพบว่าโดยธรรมชาติแล้วบรรดาต้นไม้ต่างทำหน้าที่เป็นปัจเจกน้อยกว่าการเป็นสมาชิกของชุมชน การที่ต้นไม้ประสานงานกันในเครือข่ายและแบ่งปันทรัพยากรร่วมกันเป็นการเพิ่มแรงต้านต่อสิ่งที่เข้ามาจากภายนอก
ด้วยการกระจายพื้นที่ระหว่างไม้ต้นต่างๆ การปลูกไม้ยืนต้นในพื้นที่ส่วนใหญ่ของเยอรมันนีสร้างความมั่นใจว่า ไม้ทุกๆ ต้นจะได้รับแสงแดดมากขึ้นและเจริญเติบโตเร็วขึ้น หากแต่นักธรรมชาติวิทยากล่าวว่า การสร้างพื้นที่ระหว่างกันมากเกินไปอาจทำให้ต้นไม้ขาดการโยงใยกัน ซึ่งขัดขวางกลไกที่มีมาแต่กำเนิดของการยืดหยุ่น
ด้วยความสนใจใฝ่รู้ นายโฮลเลเบนเริ่มสำรวจแนวทางเลือกของวนศาสตร์วิทยา เขาออกเดินทางเยี่ยมชมป่าส่วนบุคคลในสวิตเซอร์แลนด์และเยอรมันนีหลายแห่ง ทำให้เขารู้สึกประทับใจ “ป่าส่วนบุคคลเหล่านี้มีต้นไม้ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นและมีอายุเก่าแก่จริงๆ”
“พวกเขาล้วนดูแลต้นไม้ในป่าอย่างรักใคร่ถนอม จนทำให้เนื้อไม้ที่ผลิตออกมามีคุณค่ามากขึ้น ในป่าแห่งหนึ่งมีการเล่าว่า หากคนต้องการซื้อรถยนต์สักคัน เขาจะโค่นต้นไม้ลง 2 ต้น แต่สำหรับพวกเราบางทีต้นไม้ที่ถูกโค่นลง 1 ต้นมีค่าเพียงเพื่อซื้อพิซซ่าไว้ทานเท่านั้น”
หวนกลับไปในปี ค.ศ. 2002 ในเขตไอเฟล นายโฮลเลเบนแยกส่วนของป่าไม้เพื่อ “การฝังศพ” ไว้ต่างหาก ซึ่งเป็นบริวณที่ผู้คนจะฝังร่างของบุคคลอันเป็นที่รักไว้ใต้ต้นไม้ที่มีอายุกว่า 200 ปี พร้อมหินสลักหน้าหลุมฝังศพ ที่นำรายได้เข้าสู่เขตป่าไม้โดยไม้ต้องล้มต้นไม้ลง โครงการประเภทนี้ประสบผลสำเร็จด้านการเงินอย่างมาก หากแต่ตามที่นายโฮลเลเบนเล่า หัวหน้าของเขาหลายคนไม่พอใจกับกิจกรรมที่เขาจะทำที่แตกต่างไปจากประเพณีปฏิบัติ เพราะนายโฮเลเลบต้องการทำมากกว่านั้น เช่น การแทนที่เครื่องตัดไม้ขนาดใหญ่ที่ทำให้หน้าดินเสียหายด้วยฝูงม้า ซึ่งหัวหน้าของเขาไม่อนุญาต
หลังจากความพยายามต่อสู้กับหัวหน้าของเขานานนับ 10 ปี เขาตัดสินใจลาออกจากที่ทำงาน “ตอนแรกผมปรึกษารอบครัวก่อน” นายโฮลเลเบนแต่งงานและมีลูก 2 คน แม้จะหมายความว่าเขาจะยกเลิกความมั่นคงของการจ้างงานแบบการหุ้มเกราะเพราะการเป็นข้าราชการชาวเยอรมันก็ตาม เนื่องจาก “ผมคิดว่า ‘ผมไม่อาจทำงานแบบนี้ได้ตลอดชั่วชีวิตของตัวเอง’ ”
ครอบครัวของเขาวางแผนที่จะย้ายถิ่นไปอยู่ที่สวีเดน หากแต่ผลกลับกลายเป็นว่านายโฮลเลเบนได้ชัยชนะเหนือเจ้าของป่าไม้รายต่างๆ ในเขตเทศบาล
ดังนั้น ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เขตเทศบาลได้ใช้โอกาสนี้โดยการหยุดสัญญากับแผนกธุรการของกรมป่าไม้ และว่าจ้างนายโฮลเลเบนโดยตรง นายโฮลเลเบนได้ทำอย่างที่ตั้งใจไว้ เริ่มด้วยการนำฝูงม้าเข้ามาและเลิกการใช้ยาฆ่าแมลงอย่างเด็ดขาด พร้อมๆ กับเริ่มการทดลองปล่อยให้พืชไม้โตขึ้นเองตามธรรมชาติ ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี ป่ากลับพลิกฟื้นจากภาวะขาดทุนเป็นการมีกำไร บางส่วนสืบเนื่องมาจากการเลิกใช้เครื่องจักรราคาแพงและเคมีภัณฑ์ชนิดต่างๆ
แม้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จแล้ว หากแต่ในปี ค.ศ. 2009 นายโฮลเลเบนเริ่มเกิดอาการกระวนกระวายใจ “ผมเฝ้าแต่คิดว่า เอาล่ะ เจ้ามีชีวิตเหลืออยู่อีกเพียง 20 ปีเท่านั้น แต่ยังต้องทำสิ่งนี้ให้สำเร็จ แล้วยังสิ่งนั้นอีกล่ะ” เขาเริ่มรับการบำบัดทางใจเพื่อเยียวยาการเหนื่อยล้าไร้ชีวิตชีวาและภาวะความกดดันทางใจ การบำบัดช่วยเขาได้จริง “ผมเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับสิ่งที่ผมได้ทำผ่านมา”
“งานป่าไม้เป็นงานที่ต้องใช้เวลา 200-300 ปีกว่าจะประสบความสำเร็จ ผมเรียนรู้ที่จะยอมรับว่าผมคนเดียวทำทุกๆ อย่างทั้งหมดไม่ได้ ไม่มีใครหรอกที่ทำได้”
เขาต้องการเขียนหนังสือเรื่อง “ชีวิตซ่อนรูปของบรรดาต้นไม้” เพื่อแสดงให้คนทั่วไปเห็นว่าต้นไม้นั้นยิ่งใหญ่เพียงใด
เรามาลองหยุดและคิดว่า ต้นไม้หนึ่งต้นที่เติบโตขึ้นแบบเป็นเส้นตรงและเกิดโค้งงออย่างลักษณะของเครื่องหมายคำถาม นายโฮลเลเบนเล่าว่า การคิดคำนึงเช่นนี้เกิดจากมุมมองที่ไร้การปรุงแต่งของนักท่องเที่ยวป่าไม้ที่เขาเคยนำทัวร์ป่าช่วงหลายปีก่อน ซึ่งเป็นมุมมองที่ให้แง่คิดแก่เขาเป็นอย่างมาก
“สำหรับเจ้าหน้าที่ดูแลอุทยานแล้ว ต้นไม้ดูน่าเกลียดน่าชัง เพราะมันโค้งงอจนคุณไม่อาจขายเนื้อไม้ด้วยราคางาม หากแต่สิ่งนี้ทำให้ผมประหลาดใจ เพราะผู้คนที่เดินชมป่าออกปากชมว่าต้นไม้ช่างงามเหลือเกิน คนเหล่านั้นยังเปรียบเทียบด้วยว่า ชีวิตฉันก็ไม่ได้วิ่งเป็นเส้นตรงเหมือนกันนี่นา และผมก็เริ่มมองดูสิ่งต่างๆ ด้วยสายตาใหม่ๆ”
เวอร์ชั่นของบทความฉบับนี้ปรากฏเป็นกระดาษขนาด A-4 เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2559 ใน
New York edition ภายใต้ชื่อเรื่อง  Where We See Tangled Trees, He Sees Social Networks. Order Reprints| Today's Paper|Subscribe โดย แซลลี่ แมคเกรน 29 มกราคม 2559
แหล่งที่มา http://www.nytimes.com/2016/01/30/world/europe/german-forest-ranger-finds-that-trees-have-social-networks-too.html?ref=earth, accessed on 11 February 2016.
เรียบเรียงโดย Prathurng Hongsranagon, Associate Professor, Ph.D., M.P.H.
ปีเตอร์ โฮลเลเบนเมืองฮึมเมล เยอรมันนี – ท่ามกลางฤดูหนาวในป่าอันเงียบสงัด เสียงของฝีเท้าบนพรมใบไม้ดูเงียบหายไป ปีเตอร์ โฮลเลเบน ค้นพบสิ่งที่เขาเฝ้าตามหา คือ พืชบีชที่ขึ้นสูงตระหง่าน เขาเล่าให้ฟังว่า “ต้นไม้เหล่านี้เป็นเพื่อนกัน” ขณะที่เงยหน้ามองต้นไม้เหล่านี้ โดยหันหลังให้กับฟ้าสีเทาหม่น “คุณเห็นกิ่งก้านที่หนาเตอะชี้ไป คนละทิศละทางไหม มันเป็นเช่นนี้เพื่อต่างไม่บังแดดให้ต้นไม้แต่ละต้นที่เป็นเพื่อนของมัน”
 

ทหารเรียกกลุ่มอนุรักษ์อุดรธานีเคลียร์ใจ ปมค้านเหมืองโปแตซ

อีเมล พิมพ์ PDF

กลุ่มอนุรักษ์อุดรธานี12 กุมภาพันธ์ ที่ห้องรับรอง ตึกบัญชาการ มณฑลทหารบก (มทบ.) ที่ 24 จังหวัดอุดรธานี พล.ต.อำนวย  จุลโนนยาง ผู้บัญชาการ ได้เชิญตัวแทนชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี เข้าพบเพื่อทำความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตช ทั้งนี้ สืบเนื่องจากวันที่ 7 ก.พ. ที่ผ่านมา กลุ่มชาวบ้านได้จัดขบวนแห่ บวงสรวงอนุสาวรีย์กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม และได้แจกใบปลิวมีเนื้อหาต่อว่าหน่วยงานรัฐว่ามีพฤติกรรมเข้าข้างบริษัทเหมืองแร่โปแตช

 

ย้ายเสือห้วยขาแข้งไปเติมให้เขาใหญ่ ความคิดที่เป็นไปได้จริง ?

อีเมล พิมพ์ PDF

เสือโคร่ง3 กุมภาพันธ์ 2559 พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ได้รับรายงานว่าขณะนี้ในพื้นที่เขาใหญ่ไม่พบเสือโคร่งเป็นเวลานานแล้ว โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งภายในพื้นที่ป่า ก็ไม่พบเสือโคร่งแม้แต่ตัวเดียว และหน่วยลาดตระเวน ก็ไม่พบร่องรอยตีนเสือโคร่งเช่นกัน

 

จีนประกาศปิดเหมืองถ่านหิน

อีเมล พิมพ์ PDF

เหมืองถ่านหินประเทศจีนประกาศว่าจะไม่อนุมัติเหมืองถ่านหินแห่งใหม่เป็นเวลา 3 ปี คณะบริหารพลังงานแห่งชาติ (National Energy Administration) ประเทศจีน กล่าวว่าเหมืองถ่านหินที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันราว 1,000 แห่งก็จะถูกปิดลงในปีหน้า ลดปริมาณการผลิตถ่านหินกว่า 70 ล้านตัน

 

แนวนโยบาย พลิกฟื้นผืนป่า สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

อีเมล พิมพ์ PDF

กรมป่าไม้11 กุมภาพันธ์ 2559 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมป่าไม้ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ "พลิกฟื้นผืนป่า สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ร่วมกันปฏิรูประบบการบริหารจัดการป่าไม้ให้ครอบคลุมในทุกมิติ โดยการจัดทำแผนงาน และกำหนดแนวทาง ตลอดจนเป้าหมายที่ชัดเจนในการทวงคืนผืนป่า การฟื้นฟูสภาพป่า และการจัดที่ดินตามโครงการคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ที่เหมาะสม และทันต่อสถานการณ์ รวมถึงการวางรากฐานการพัฒนาป่าไม้ในอนาคต โดยมุ่งเน้นให้เกิดการแก้ไขปัญหาป่าไม้แบบบูรณาการ เพื่อนำไปปฏิบัติได้จริงและมีความยั่งยืน

 

ป่าเขตร้อนชื้นที่ได้รับการคุ้มครองสามารถช่วยปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ

อีเมล พิมพ์ PDF
นับเป็นการทดสอบครั้งแรกๆ ที่กลุ่มนักวิจัยใช้มุมกล้องแบบ camera trap จำนวนมากเพื่อตรวจวัดความเปลี่ยนแปลงของประชากรสัตว์ป่าและพบว่าสัตว์พันธุ์ต่างๆ อยู่รอดกันเป็นอย่างดี
ความหลากหลายทางชีวภาพในป่าเขตร้อนชื้นที่ได้รับการคุ้มครองอาจดำเนินไปดีกว่าที่คนเราเคยคิด ข้อมูลนี้มาจากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Open Access ชื่อว่า PLOS Biology เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2559 งานศึกษาภายใต้ชื่อ “การประเมินแนวโน้มด้านความหลากหลายทางชีวภาพตามมาตรฐานในเขตป่าร้อนชื้นที่ได้รับการปกป้องหลายแห่ง: จุดจบที่ไม่ได้อยู่ในสายตา” ("Standardized Assessment of Biodiversity Trends in Tropical Forest Protected Areas: The End is Not in Sight") นั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เก็บรวบรวมโดยกลุ่มนักวิจัยในกลุ่ม TEAM หรือเครือข่ายการเฝ้าดูและประเมินนิเวศวิทยาเขตร้อนชื้น (the Tropical Ecology Assessment and Monitoring Network, TEAM) ซึ่งเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 2002 โดยหน่วยงาน Conservation International (CI) จน TEAM ได้เติบโตในแนวพันธมิตรในปี ค.ศ. 2009 ซึ่งเป็นการรวมตัวของ CI, the Wildlife Conservation Society และ the Smithsonian Tropical Research Institute
กลุ่มนักวิจัย TEAM เฝ้าดูสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและนกที่อาศัยอยู่บนพื้นดินจำนวน 244 สายพันธุ์ในบริเวณเขตร้อนชื้นที่ได้รับการคุ้มครองในทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ทวีปอัฟริกา และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่มนักวิจัยได้วิเคราะห์ภาพมากกว่า 2.5 ล้านภาพจากมุมกล้องกว่า 1,000 ตัว และพบว่าร้อยละ 17 ของประชากรสัตว์ที่เฝ้าดูนั้นมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 22 มีจำนวนเท่าเดิม และร้อยละ 22 มีจำนวนลดลง ทั้งนี้ ระบบดัชนีเชิงวิเคราะห์ภาพของสัตว์ป่า (the Wildlife Picture Index Analytics System) ได้รับการพัฒนาร่วมกับบริษัท Hewlett Packard
ผลของการศึกษาครั้งนี้ยืนยันถึงประสิทธิผลของพื้นที่ซึ่งได้รับการคุ้มครอง ในภาพรวมพบว่าจำนวนและการกระจายตัวของพันธุ์สัตว์ต่างๆ ในบริเวณเหล่านี้ระหว่างช่วงเวลาของการศึกษา สามารถระบุอย่างชัดเจนว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ได้ลดลงในภาพรวมแต่ประการใด แม้จะมีรายงานอื่นๆ ของการลดลงของพันธุ์สัตว์อย่างสำคัญในป่าเขตร้อนชื้นที่ได้รับการคุ้มครองก็ตาม
Jorge Ahumada ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายบริหารของ TEAM Network และหนึ่งในทีมนักวิจัยกล่าวว่า “ในขณะที่ความห่วงใยด้านสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นสำคัญในสังคม ผลการศึกษาเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ซึ่งได้รับการคุ้มครองนั้นมีบทบาทสำคัญในการดำรงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพ” “การศึกษาของพวกเราสะท้อนมุมมองเชิงบวกเกี่ยวกับประสิทธิผลของพื้นที่ซึ่งได้รับการคุ้มครอง เป็นครั้งแรกที่ทีมงานไม่ได้อ้างอิงข้อมูลที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจาย หากแต่เป็นข้อมูลระดับปฐมภูมิที่เก็บรวบรวมด้วยวิธีการอันเป็นมาตรฐานจากพื้นที่ซึ่งได้รับการคุ้มครองหลากหลายแห่งทั่วโลก ด้วยข้อมูลเช่นนี้ทำให้เราสามารถสร้างแหล่งข้อมูลสาธารณะซึ่งรัฐบาลในประเทศต่างๆ หรือองค์กรอนุรักษ์ต่างๆ สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้”
กลุ่มนักวิจัยให้คำเตือนว่าการสูญเสียพันธุ์สัตว์ป่าอาจจะยังคงเกิดขึ้นในพื้นที่ซึ่งได้รับการคุ้มครองภายใต้การศึกษา พวกเขาสังเกตเห็นการลดลงของประชากรสัตว์จำนวนมากและประชากรสัตว์อีกหลายประเภทที่ไม่สามารถถ่ายภาพติดเพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการประเมินได้ การศึกษาครั้งนี้ไม่ได้เป็นการพูดแทนบริเวณป่าเขตร้อนชื้นที่ไม่ได้รับการคุ้มครองแต่อย่างใด ซึ่งอาจมีอัตราที่สูงกว่าของการลดลงของพันธุ์สัตว์ สืบเนื่องจากความแตกต่างของการจัดการและการได้รับการคุกคามโดยแรงกดดันของมนุษย์
พื้นที่ป่าในเขตร้อนชื้นและพื้นที่ป่าอื่นๆ อำนวยนิเวศวิทยาที่สำคัญให้แก่มนุษย์ ซึ่งรวมถึงการให้แหล่งอาหารและน้ำสะอาด การให้อ็อกซิเจนจากกระบวนการเผาผลาญ และการดูดซึมคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศ สัตว์พันธุ์ต่างๆ ในป่ายังอำนวยนิเวศวิทยาที่สำคัญ เช่น การกระจายตัวของเมล็ดพันธุ์ การผสมเกษรดอกไม้ และการควบคุมพันธุ์ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทั้งยังเกื้อหนุนเครือข่ายอาหารอย่างประณีตอีกด้วย การสูญเสียพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ในป่าสามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อการอำนวยระบบนิเวศวิทยาที่สำคัญซึ่งมนุษย์จำนวนกว่า 1.6 พันล้านคนทั่วโลกต่างพึ่งพิงอยู่
Lydia Beaudrot ศาสตราจารย์ที่ University of Michigan หนึ่งในกลุ่มนักวิจัยกล่าวว่า “การสูญเสียพันธุ์พืชและสัตว์ต่างๆ ปรากฏอยู่มากในเขตร้อนชื้น ที่ซึ่งหลากหลายพันธุ์พืชและสัตว์ดำรงอยู่ และที่ซึ่งมีการคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพอย่างรุนแรง” “พื้นที่ซึ่งได้รับการคุ้มครอง เช่น สวนสาธารณะแห่งชาติ เป็นหลักสำคัญในการอนุรักษ์พันธุ์พืชและสัตว์ หากแต่จะสามารถธำรงไว้ซึ่งประชากรสัตว์และสามารถป้องกันการสูญพันธุ์ของสัตว์ได้หรือไม่นั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ สิ่งนี้เป็นจริงในเขตร้อนชื้นที่มักไม่ได้รับการศึกษาวิจัย และที่ซึ่งขาดข้อมูลที่มีคุณภาพระดับสูง”
ข้อมูลจากการศึกษาครั้งนี้ถูกนำมาใช้เพื่อแจ้งแก่คณะบริหารของพื้นที่ซึ่งได้รับการคุ้มครองที่ TEAM เฝ้าดูอยู่ ในป่าสงวน Bwindi ของอูกันดานั้นกลุ่มนักวิจัย TEAM ระบุว่ามีการลดลงของพื้นที่ซึ่งมีแมว African golden cat อาศัยอยู่ แมวเหล่านี้เป็นสัตว์ ที่มีความเสี่ยงตามที่ the International Union for Conservation of Nature ระบุไว้ ผู้จัดการของสวนสาธารณะต่างๆ สังเกตเห็นว่าสถานที่ตั้งเหล่านี้มักมีนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศและนักเดินทางที่นิยมเปลี่ยนเส้นทางการเดินเท้าจำนวนมากเข้ามาในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่มาตรการของการจัดการมีผลบังคับใช้ พบว่ามีการเห็นแมว African golden cat จำนวนมากขึ้น
การเฝ้าดูประชากรสัตว์และความหลากหลายของพันธุ์ต่างๆ จากการใช้วิธีการที่ได้มาตรฐานของ TEAM เป็นการให้มุมมองครั้งแรกๆ เกี่ยวกับสุขภาพของป่า และการที่พันธุ์พืชและสัตว์เหล่านี้จะอยู่ต่อไปอย่างไรด้วย  The Wildlife Monitoring Solution ซึ่ง TEAM  พัฒนาขึ้นสามารถช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วทุกมุมโลกศึกษาพันธุ์พืชและสัตว์ที่หากยากในป่าอันกว้างใหญ่ไพศาลขนาด 100 ตารางกิโลเมตรหรือมากกว่าได้ TEAM หวังในการขยายแนวทางอันเป็นมาตรฐานนี้กับบริเวณทางภูมิศาสตร์อื่นๆ เพื่อเป็นหนทางในการแก้ไขปัญหาเพื่อวัดขนาดของการเปลี่ยนแปลงของความหลากหลายทางชีวภาพบนพื้นดินและผลลัพธ์ทางสุขภาพของระบบนิเวศวิทยา
เริ่มต้นในปี ค.ศ. 2002 โดย Conservation International (CI) TEAM (the Tropical Ecology Assessment and Monitoring หรือ TEAM Network ได้เติบโตในแนวพันธมิตรในปี ค.ศ. 2009 ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มกันของ  CI, the Smithsonian Tropical Research Institute และ the Wildlife Conservation Society ทั้งนี้ TEAM ได้เก็บข้อมูลและเผยแพร่ภาพจำนวนกว่า 2.5 ล้านภาพจากมุมกล้องแบบ camera trap ใน เขตป่าร้อนชื้นทั่วโลก โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท Hewlett Packard Enterprise หรือ บริษัท Hewlett Packard เดิมขณะนี้ TEAM Network กำลังดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลระดับโลกชิ้นนี้ในลักษณะใกล้กับเวลาจริงและให้มุมมองจากฐานข้อมูลเพื่อการปรับปรุงการจัดการแหล่งทรัพยากรตามธรรมชาติ
แหล่งข่าว PLOS
Source: http://www.sciencedaily.com/releases/2016/01/160119151514.htm, accessed on 25 01 2016.
ป่าเขตร้อนชื้นนับเป็นการทดสอบครั้งแรกๆ ที่กลุ่มนักวิจัยใช้มุมกล้องแบบ camera trap จำนวนมากเพื่อตรวจวัดความเปลี่ยนแปลงของประชากรสัตว์ป่าและพบว่าสัตว์พันธุ์ต่างๆ อยู่รอดกันเป็นอย่างดี ความหลากหลายทางชีวภาพในป่าเขตร้อนชื้นที่ได้รับการคุ้มครองอาจดำเนินไปดีกว่าที่คนเราเคยคิด ข้อมูลนี้มาจากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Open Access ชื่อว่า PLOS Biology เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2559 งานศึกษาภายใต้ชื่อ “การประเมินแนวโน้มด้านความหลากหลายทางชีวภาพตามมาตรฐานในเขตป่าร้อนชื้นที่ได้รับการปกป้องหลายแห่ง: จุดจบที่ไม่ได้อยู่ในสายตา” ("Standardized Assessment of Biodiversity Trends in Tropical Forest Protected Areas: The End is Not in Sight")
 

กลุ่มอนุรักษ์อุดรฯ ต้านเหมืองแร่โปแตช ชี้รัฐเข้าข้างนายทุน

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่  7 กุมภาพันธ์  เวลาประมาณ  11.00 น. ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี  ได้เดินทางจากพื้นที่อำเภอประจักษ์ศิลปาคม ไปที่อนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม เพื่อกราบสักการะขอพรเพื่อไม่ให้มีเหมืองแร่โปแตชเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี  และรณรงค์บอกข่าวความคืบหน้าสถานการณ์ของโครงการเหมืองแร่โปแตชให้กับผู้ที่อยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองและผู้ที่สัญจรไปมาได้ทราบและเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่
บรรยากาศการเคลื่อนไหวในครั้งนี้มีชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี กว่า 200 คน ได้เดินทางเข้าไปในตัวอำเภอเมืองอุดรธานี  เริ่มตั้งขบวนและออกเดินบนถนนทหารห่างจากอนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมเป็นระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร  โดยมีขบวนชาวบ้านที่แต่งกายชุดขาวถือพานดอกไม้  เดินนำขบวนนางรำและขบวนชาวบ้านที่ชูป้ายรณรงค์ ซึ่งมีข้อความ เช่น “หยุด! ใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมผลักดันเหมืองแร่โปแตช” และ “พวกเราไม่เอาเหมืองแร่โปแตช” เป็นต้น  และปิดท้ายด้วยขบวนกลองยาวที่สร้างความบันเทิงคึกครื้นให้แก่ขบวนชาวบ้าน นอกจากนี้แล้วขณะขบวนกำลังเคลื่อนไปก็มีกลุ่มเยาวชนช่วยกันแจกใบปลิวตลอดสองข้างทางเพื่อให้ผู้ที่อยู่ในบริเวณนั้นหรือผู้ที่ใช้รถใช้ถนนสัญจรไปมาได้ทราบถึงเรื่องราวของการจัดกิจกรรมของกลุ่มชาวบ้านในครั้งนี้ด้วย
เมื่อถึงอนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม  ชาวบ้านที่แต่งชุดขาวก็ได้ทำพิธีขอพรกราบสักการะ ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองอุดรธานี โดยขอไม่ให้มีการเกิดเหมืองแร่โปแตชเกิดขึ้นในจังหวัดอุดรธานี  และมีการรำถวายพวงมาลัยต่อหน้าอนุสาวรีย์
โดยนางมณี  บุญรอด  กรรมการกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี กล่าวว่า ที่เราออกมาวันนี้ก็เพื่อมากราบสักการะ และขอพรจากกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม และสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองทั้งหลาย ให้ช่วยปัดเป่า ขับไล่สิ่งไม่ดีออกไป โดยเฉพาะเหมืองแร่โปแตชที่จะสร้างผลกระทบให้กับชุมชนคนอุดรฯ
"ชาวบ้านในพื้นที่ได้คัดค้านอย่างหนัก แต่ปรากฏว่าหน่วยงานรัฐกับบริษัทก็ร่วมกันผลักดันโครงการอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ยิ่งเปิดโอกาสให้มีการใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมเร่งรีบผลักดันโครงการ" นางมณีกล่าว
นางมณี กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาสภาอบต.ห้วยสามพาด เสียงส่วนใหญ่มีมติไม่เห็นชอบกับโครงการเหมืองแร่โปแตช จึงส่งผลให้การขอประทานบัตร สะดุดลง ซึ่งก็เป็นการตอกย้ำอีกทางหนึ่งว่าคนในชุมชน ไม่ต้องการเหมืองแร่โปแตช และรัฐบาลจะต้องฟังเสียงประชาชน ไม่ใช่ดื้อดึงเลือกปฏิบัติเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนแต่กดหัวชาวบ้านไม่ให้ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวคัดค้าน
หลังเสร็จสิ้นจากพิธีกรรม  นางพิกุลทอง  โทธุโย  ตัวแทนชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ก็ได้อ่านคำประกาศต่อหน้าอนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม แล้วจึงแยกย้ายเดินทางกลับ
"พวกเราในนาม กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ได้ยืนหยัดต่อสู้กับโครงการเหมืองแร่โปแตชมาอย่างยาวนาน จึงขอประกาศท้าทาย ต่อการใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม และพฤติกรรมเยี่ยงโจรที่สมคบคิดกันมาปล้นบ้านเรา และเราจะลุกขึ้นมาปกป้องชุมชนท้องถิ่นตราบใดที่ยังมีลมหายใจ เพราะประชาชนต้องกำหนดอนาคตของตนเอง... เผด็จการอำนาจนิยมจงพินาศ"  เนื้อหาบางส่วนในคำประกาศที่นางพิกุลทองอ่าน
กลุ่มอนุรักอุดรฯ เหมืองแร่โปแตชเมื่อวันที่  7 กุมภาพันธ์  เวลาประมาณ  11.00 น. ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี  ได้เดินทางจากพื้นที่อำเภอประจักษ์ศิลปาคม ไปที่อนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม เพื่อกราบสักการะขอพรเพื่อไม่ให้มีเหมืองแร่โปแตชเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี  และรณรงค์บอกข่าวความคืบหน้าสถานการณ์ของโครงการเหมืองแร่โปแตชให้กับผู้ที่อยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองและผู้ที่สัญจรไปมาได้ทราบและเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่
 

ชัยชนะของเกษตกร ศาลสูงสุดฟิลิปปินส์สั่งแบน GMOs

อีเมล พิมพ์ PDF
ชัยชนะของเกษตกร ศาลสูงสุดฟิลิปปินส์สั่งแบน GMOs
ระบบการกำหนดกฎเกณฑ์และระบบศาลยุติธรรมของบางประเทศ (เช่น สหรัฐอเมริกา) ถูกแทรกซึมโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากอุตสาหกรรมอย่างชัดจน กลุ่มคนเหล่านี้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้ตำแหน่งทั้งในรัฐบาล และทางวิชาการ บางครั้งอาจได้เป็นถึงผู้พิพากษาในศาลสูงสุด เพื่อตัดสินไปในแนวทางที่จะสร้างประโยชน์ให้กับบริษัท มองข้ามจริยธรรม และไม่สนใจผลกระทบทางลบที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวจากการทดลองดัดแปลงพันธุกรรมที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของมนุษย์
ตัวอย่างของผลประโยชน์ทับซ้อนเช่น กรณีผู้พิพากษาศาลสูงสุด Clarence Thomas ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นทนายความให้กับบริษัทมอนซานโต้ บริษัทข้ามชาติที่ทำการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมพืชเกษตรที่ปลูกมากที่สุดในโลก Michael Taylor อดีตรองประธานบริษัทมอนซานโต้ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งในองค์กรอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา Roger Beachy อดีตผู้จัดการศูนย์วิจัยพืช Danforth ที่ได้รับเงินทุนจากมอนซานโต้ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้จัดการสถาบันอาหารและการเกษตรแห่งชาติ กระทรวงเกษตรกรรมแห่งสหรัฐอเมริกา
นี่เป็นเพียงไม่กี่ตัวอย่างเท่านั้น ที่แสดงให้เห็นถึงการสมรู้ร่วมคิดกันระหว่างรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยให้เมล็ดพันธุ์พืชตัดแต่งพันธุกรรมที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบผลกระทบออกมายังสภาพแวดล้อมภายนอก ที่จะไปผสมเกสรและปนเปื้อนในพันธุกรรมของชนิดพันธุ์ตามธรรมชาติ
นับตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ดัดแปลงพันธุกรรมของมอนซานโต้ได้รับสิทธิบัตร ก็เปรียบเสมือนบริษัทได้รับใบอนุญาตให้ฟ้องร้องเกษตรกรรายย่อยที่แปลงเกษตรกรรมของพวกเขาปนเปื้อนจากพันธุกรรมของเมล็ดพันธุ์มอนซานโต้ ทั้งที่จริงควรจะเป็นในทางตรงข้าม คนทั่วโลกต่างหากที่ควรฟ้องร้องต่อมอนซานโต้ที่ทำลายระบบนิเวศดิน และปนเปื้อนพันธุกรรมที่ถูกตัดแต่งสู่ชนิดพันธุ์ตามธรรมชาติ
ข่าวดีก็คือ รัฐบาลและระบบศาลยุติธรรมในบางประเทศยังไม่ถูกแทรกซึมมากเท่าในสหรัฐอเมริกา ยกตัวอย่างเช่นในประเทศฟิลิปปินส์ ที่ศาลสูงสุดฟิลิปปินส์ได้สั่งห้ามนำมะเขือม่วงตัดแต่งพันธุกรรมมาทดลองปลูกในแปลง คำตัดสินยังระบุให้งดการนำเข้าสินค้าเกษตรที่มีการดัดแปลงพันธุกรรมชั่วคราว และจะไม่รับรองสินค้าดัดแปลงพันธุกรรมชนิดใหม่จนกว่าคำสั่งใหม่ของฝ่ายบริหารจะบังคับใช้
คำตัดสินดังกล่าวสร้างความยินดีให้กับองค์กรกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนับเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของเกษตรกรชาวฟิลิปปินส์ Virginia Benosa-Llorin นักรณรงค์จากกรีนพีซกล่าวว่า “คำตัดสินมีพื้นฐานมาจากการที่ประเทศในยุโรปปฏิเสธพืชดัดแปลงพันธุกรรม และนับเป็นการก้าวถอยหลังของสินค้าดัดแปลงพันธุกรรม ปัจจุบันเราได้เริ่มก้าวใหม่ในการมอบสิทธิแก่บุคคลในการเลือกอาหารที่พวกเขาต้องการทาน และพืชเกษตรที่พวกเขาต้องการปลูก”
ศาลมองในแง่ความระมัดระวัง เนื่องจากไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากพอจะสามารถสรุปได้ว่าสินค้าดัดแปลงพันธุกรรมมีความปลอดภัย นี่ยังเป็นคำตัดสินจากศาลครั้งแรกในโลกที่พิจารณาถึงผลกระทบจากสินค้าดัดแปลงพันธุกรรมต่อสิ่งแวดล้อม
“คดีนี้เปรียบเสมือนข้อพิสูจน์ความถูกต้องในอีกหลายคดีที่เราพยายามนำเสนอถึงการปนเปื้อนของพันธุกรรมในสิ่งแวดล้อม รวมทั้งข้อเท็จจริงที่ว่ายังไม่มีข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่าพันธุวิศวกรรมนั้นไม่มีอันตราย” Virginia Benosa-Llorin กล่าว “นี่คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของชาวฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะเกษตรกรที่กำลังต่อสู้กับสถานการณ์การปนเปื้อนทางพันธุกรรม”
“การปลูกพืชดัดแปลงพันธุกรรมสนับสนุนให้มีการทำการเกษตรแบบขาดประสิทธิผล เช่นเดียวกับการทำเกษตรอุตสาหกรรม ระบบที่ไม่สามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างทันท่วงที และไม่สามารถตอบรับความต้องการในปัจจุบันของชาวฟิลิปปินส์ได้ คือ ความมั่นคงทางอาหารและสารอาหาร ในเวลาที่สภาพภูมิอากาศแปรปรวน” Virginia Benosa-Llorin กล่าวเสริม
ถอดความจากPhilippines Supreme Court bans all GMO products from the country in major victory for native farmers โดย L.J. Devon
เข้าถึงได้ที่http://www.naturalnews.com/052346_Philippines_GMOs_Monsanto.html
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
พืช GMOsระบบการกำหนดกฎเกณฑ์และระบบศาลยุติธรรมของบางประเทศ (เช่น สหรัฐอเมริกา) ถูกแทรกซึมโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากอุตสาหกรรมอย่างชัดจน กลุ่มคนเหล่านี้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้ตำแหน่งทั้งในรัฐบาล และทางวิชาการ บางครั้งอาจได้เป็นถึงผู้พิพากษาในศาลสูงสุด เพื่อตัดสินไปในแนวทางที่จะสร้างประโยชน์ให้กับบริษัท มองข้ามจริยธรรม และไม่สนใจผลกระทบทางลบที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวจากการทดลองดัดแปลงพันธุกรรมที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของมนุษย์
 

ตลาดพลังงานลมและโซลาร์ หลังราคาน้ำมันตกฮวบ

อีเมล พิมพ์ PDF
ตลาดพลังงานลมและโซลาร์ หลังราคาน้ำมันตกฮวบ
ราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ร่วงลงต่อเนื่องยาวนานส่งแรงกระเพื่อมไปยังอุตสาหกรรมทั่วโลก น่าแปลกใจที่สถานการณ์ดังกล่าวกลับไม่กระทบตลาดพลังงานสะอาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว บางทีนี่อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเราได้ก้าวสู่ยุคใหม่ของพลังงานลมและแสงอาทิตย์
ราคาน้ำมันที่ลดลงต่ำกว่า 30 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล ต่ำที่สุดในรอบ 12 ปีได้สั่นสะเทือนตลาดหุ้น และกระทบต่อสถานภาพทางการเงินของประเทศผู้ผลิตสำคัญอย่างรัสเซีย และซาอุดิอาระเบีย การร่วงของราคาเชื้อเพลิงทำให้กำไรของบริษัทน้ำมันหลายแห่งตกฮวบ ส่งผลให้หลายบริษัทเริ่มชะลอการลงทุนในโครงการขนาดยักษ์ และไล่พนักงานออกหลายพันคน
ในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา แหล่งทรัพยากรน้ำมันสำคัญที่ครั้งหนึ่งเคยมีผู้อยู่อาศัยอย่างคึกคัก แต่ในปัจจุบันที่อยู่อาศัยเหล่านั้นได้ถูกทิ้งร้าง
ในขณะที่พลังงานแสงอาทิตย์ ลม และพลังงานสะอาดอื่นๆต่างขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ปีที่ผ่านมามีการลงทุนในตลาดพลังงานหมุนเวียนสูงถึง 329 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6 เท่าของการลงทุนเมื่อปี พ.ศ. 2547 อ้างอิงจากรายงานโดย Bloomberg New Energy Finance (BNEF) กำลังการติดตั้งพลังงานลมและแสงอาทิตย์ยังนับว่าสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
อย่างไรก็ดี การปฏิวัติสู่พลังงานสะอาดใช่ว่าจะไม่โดนผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ตกต่ำเสียทีเดียว ในสหรัฐอเมริกา ราคาน้ำมันขายปลีกอยู่ที่ราว 2 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอนส่งผลให้ในสหรัฐอเมริกายอดขายรถยนต์ SUVs สูงขึ้นอย่างมาก ในขณะที่ยอดขายพาหนะพลังงานไฟฟ้ากลับลดลง อย่างไรก็ดี ภาพรวมการเติบโตของพาหนะพลังงานไฟฟ้าทั่วโลกก็ยังเพิ่มขึ้น
“เราไม่ได้บอกว่าราคาน้ำมันที่ตกต่ำจะไม่มีผลกระทบต่อพลังงานทดแทน แต่เรายังมองไม่เห็นระดับผลกระทบที่มีนัยสำคัญ มันมีแรงผลักดันหลายอย่างเบื้องหลังพลังงานทดแทน”AngusMcCrone บรรณาธิการประจำ BNEF กล่าว
เขาและผู้เชี่ยวชาญหลายคนอธิบายถึงเหตุผลดังนี้:
น้ำมันและก๊าซธรรมชาติอาจมีราคาถูกลงมากหากเปรียบเทียบกับไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่พลังงานลมและแสงอาทิตย์นั้นถูกกว่า นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 จากข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐฯ ราคาพลังงานจากฟาร์มโซลาร์ขนาดใหญ่ลดลงถึงร้อยละ 60 และพลังงานลมร้อยละ 40
พลังงานแสงอาทิตย์และลม “สามารถแข่งขันได้ในหลายประเทศ”Alex Klein นักวิจัยอาวุโสด้านพลังงานหมุนเวียนจากบริษัทที่ปรึกษา HIS Energy กล่าว เขาย้ำว่าพลังงานหมุนเวียนไม่ได้แข่งขันกับน้ำมันมากนัก เพราะส่วนใหญ่น้ำมันจะถูกใช้สำหรับการขนส่ง แต่คู่แข่งหลักของพลังงานหมุนเวียนคือก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบหลักสำหรับใช้ผลิตไฟฟ้า
ถึงแม้ว่าราคาของก๊าซธรรมชาติจะค่อนข้างต่ำ ในสหรัฐอเมริกา การเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิตติดตั้งในสหรัฐอเมริกาเมื่อปีที่ผ่านมากว่าร้อยละ 60 มาจากลมและแสงอาทิตย์ โดยปีนี้คาดว่าพลังงานหมุนเวียนจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 70 ของกำลังการผลิตติดตั้งของโรงไฟฟ้าที่จะสร้างใหม่
การแข่งขันในปัจจุบันนับเป็นเรื่องใหม่ “ในอดีตที่ราคาน้ำมันลดลงในระดับนี้ ต้นทุนของพลังงานหมุนเวียนสูงกว่านี้มาก” Jonathan Grant ผู้จัดการประจำทีมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากบริษัท PwC กล่าว
“สำหรับพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ การพัฒนาประสิทธิภาพอย่างก้าวกระโดดและต้นทุนที่ต่ำลงไม่ใช่เพียงความเป็นไปได้ แต่คือแนวโน้มในอนาคต” SottNyquist ผู้จัดการประจำ Mckinsey& Company เขียน ขำยังกล่าวอีกว่า ในทางตรงข้าม เชื้อเพลิงถ่านหินกำลังเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นส่วนหนึ่งเนื่องจากกฎหมายสหรัฐที่เข้มงวดขึ้น ในขณะที่ก๊าซธรรมชาติก็ได้มาถึงจุดที่เทคโนโลยีมีประสิทธิภาพสูงมากแล้ว
การลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์และลมเพิ่มขึ้นอย่างมากในเดือนธันวาคม หลังจากสภาของสหรัฐอเมริกาต่อเวลาการลดภาษีไปอีก 5 ปี BNEF คาดว่าการยืดเวลาดังกล่าวจะช่วยเพิ่มพลังงานจากแสงอาทิตย์อีก 20 กิกะวัตต์ เทียบเท่าได้กับปริมาณกำลังผลิตติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมดในสหรัฐอเมริกาก่อนปี ค.ศ. 2558
หลายประเทศให้ความสนใจพลังงานหมุนเวียนเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ให้คำมั่นสัญญาไว้ ณ ที่ประชุมสหประชาชาติเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ณ กรุงปารีส พวกเขาตกลงกันว่าจะลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยเฉพาะคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปลดปล่อยออกมาขณะเผาเชื้อเพลิงเช่นน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ประกาศให้โรงไฟฟ้าให้สหรัฐอเมริกาลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 32 ภายในพ.ศ. 2573 โดยมีปี พ.ศ. 2548 เป็นปีฐาน และสำหรับบริษัทผลิตยานพาหนะ ก็จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงให้ได้เกือบ 2 เท่าภายในปี พ.ศ. 2568
บางประเทศเช่นอินเดียมองพลังงานหมุนเวียนเป็นทางออกในการแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศ ส่วนประเทศจีนก็ลดการใช้ถ่านหินลง แม้จะเป็นเชื้อเพลิงที่มีราคาถูกที่สุดก็ตาม
ประเทศกำลังพัฒนาในทวีปแอฟริกา ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงกริดไฟฟ้าจากส่วนกลางได้ พลังงานแสงอาทิตย์จึงเป็นทางเลือกที่นับว่าเร็วและราคาประหยัดกว่าการสร้างกริด ประเทศที่ร่ำรวยกว่าเลือกใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อสร้างกริดขนาดเล็กที่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ในกรณีที่มีพายุเฮอร์ริเคน เช่น เฮอร์ริเคน Sandy เข้าทำลายระบบจ่ายไฟส่วนกลาง แม้แต่นักศึกษาในมหาวิทยาก็ออกแบบบ้านพลังงานแสงอาทิตย์ที่สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจ่ายให้กับเพื่อนบ้านได้
บริษัทเองก็เริ่มก้าวเข้ามามีบทบาท หลังจากการประชุม ณ กรุงปารีสซึ่งเปรียบเสมือนจุดเปลี่ยนสำคัญ จากรายงานโดย Influence Map องค์กรไม่แสวงหากำไรในสหรัฐอเมริกาอธิบายว่า บริษัทขนาดยักษ์กว่าครึ่งหนึ่งของโลกเริ่มที่จะลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก บางส่วนสนับสนุนให้มีการตีราคาคาร์บอน
นอกจากนี้ พลังงานหมุนเวียนยังเป็นแหล่งดึงดูดเงินลงทุน การศึกษาล่าสุดโดย Goldman Sachs สรุปว่า หากรวมขนาดตลาดเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เช่น พลังงานลม แสงอาทิตย์ ไฟ LED และยานพาหนะไฮบริด หรือพลังงานไฟฟ้า จะมีมูลค่ากว่า 600 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พอๆ กับงบประมาณกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา
การลงทุนยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ประเทศนำเข้าน้ำมันเช่น จีน และอินเดีย ใช้การประหยัดจากราคาน้ำมันที่ลดลงเพื่อลงทุนในพลังงานหมุนเวียน แม้แต่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันเองยังลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์ ซาอุดิอาระเบีย รัสเซีย อิหร่าน และคูเวต ที่พยายามจำกัดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลภายในประเทศ เพื่อสร้างกำไรสูงสุดจากการส่งออกน้ำมัน
“เชื่อเพลิงฟอสซิลจะยังคงอยู่อีกหลายทศวรรษ แต่สัดส่วนของมันจะลดลงเรื่อยๆ”Jonathan Grant กล่าว แม้แต่ภาคการขนส่งซึ่งน้ำมันมีบทบาทสำคัญ เขาคาดว่าในที่สุดยานพาหนะพลังงานไฟฟ้าก็จะตามทัน แต่ไม่ใช่ในแง่ของราคา แต่ผู้บริโภคจะมองว่าสินค้า ‘ดึงดูด’ กว่า ยิ่งรวมถึงฟังก์ชันอย่างการขับเคลื่อนอัตโนมัติ ยิ่งทำให้สินค้าดังกล่าว “ดูเท่กว่ารถยนต์แบบเก่า”
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
ถอดความจาก ‘Why Solar and Wind Are Thriving Despite Cheap Fossil Fuels’ โดย Wendy Koch เข้าถึงได้ที่http://news.nationalgeographic.com/energy/2016/01/160122-why-solar-and-wind-thrive-despite-cheap-oil-and-ga/
พลังงานลม โซลาร์ ราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ร่วงลงต่อเนื่องยาวนานส่งแรงกระเพื่อมไปยังอุตสาหกรรมทั่วโลก น่าแปลกใจที่สถานการณ์ดังกล่าวกลับไม่กระทบตลาดพลังงานสะอาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว บางทีนี่อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเราได้ก้าวสู่ยุคใหม่ของพลังงานลมและแสงอาทิตย์
 

แจ้งเรื่องที่ตั้งสำนักงานใหม่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

อีเมล พิมพ์ PDF
มูลนิธิสืบนาคะเสถียรปัจจุบัน สำนักงานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ตั้งอยู่ที่ 54/26 ม.9 ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 (อาคารสีเขียว ติดปั้มน้ำมันบางจาก เยื้องห้างเทสโก้ โลตัส)

เปิดทำการ จันทร์ - ศุกร์ เวลา 09.00 - 17.00 น.
 

เอ็นจีโอ โต้ แผนจัดการน้ำรบ. จวกอย่าโทษนักการเมืองฝ่ายเดียว ควรรับฟังความเห็นปชช.แท้จริง

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวานนี้ (31 ม.ค.) พลตรี สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยกับผู้สื่อข่าว ถึงแผนการจัดการน้ำของรัฐบาล 12 ปี โดยอ้างว่าในอดีตที่ผ่านมา มีการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำและระบบส่งน้ำที่ไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ และความต้องการน้ำที่แท้จริง โดยมีการจัดสรรงบประมาณสร้างแหล่งน้ำเฉพาะพื้นที่ที่เป็นฐานคะแนนเสียงของนักการเมือง ขาดการวางแผนแยกแยะอย่างเป็นระบบ ว่าบริเวณใดเป็นพื้นที่การเกษตรที่มักขาดแคลนน้ำ หรือบริเวณใดเป็นแหล่งชุมชนที่ประชาชนต้องการใช้น้ำประปาเพื่อการอุปโภคบริโภค ส่งผลให้การเกิดการลงทุนในพื้นที่ซ้ำ ๆ ขาดความเชื่อมโยงในการบริหารจัดการน้ำ
รัฐบาลนี้พยายามแก้ไขปัญหาให้ถูกจุด และสร้างความยั่งยืนด้วยแผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำระยะยาว 12 ปี ภายใต้หลักประชารัฐ เปลี่ยนมุมมองจากการพิจารณาเฉพาะภาพกว้างในระดับลุ่มน้ำ เป็นการเจาะพื้นที่แคบลงในระดับอำเภอและกลุ่มจังหวัด เพื่อให้เห็นปัญหาที่แท้จริง
“ท่านนายกฯ มองปัญหาอย่างรอบด้าน และต้องการแก้ไขปัญหาทั้งระบบ โดยไม่ได้สนใจคะแนนเสียง แต่การดำเนินงานจำเป็นต้องใช้เวลาและงบประมาณจำนวนมาก รัฐบาลนี้จึงวางรากฐานเพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาวและส่งให้รัฐบาลต่อไป จึงขอให้ทุกฝ่ายทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นและร่วมมือร่วมใจกันอย่างจริงจัง เพื่ออนาคตของประเทศ ทั้งนี้ หากไม่ดำเนินการ ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนและเกษตรกรก็จะเกิดขึ้นอย่างไม่มีวันสิ้นสุด และกลับเข้าสู่วังวนเดิม ๆ คือ การทำเพื่อหวังผลทางการเมืองต่อไป” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว
(อ้างอิงจาก: http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9590000010863)
ในวันนี้ (1 ก.พ.) ด้านองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ เอ็นจีโอ ก็ได้ออกมาโต้ข้อมูลของโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยนายสุวิทย์  กุหลาบวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนพัฒนาชนบท (กป.อพช.อีสาน) เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า การจัดการน้ำที่ผ่านมาไม่ใช่นักการเมืองเพียงฝ่ายเดียวที่จัดทำโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ผลักดันในเขตพื้นที่ของตัวเอง แต่มีข้าราชการ และหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมชล กรมทรัพยากรน้ำ คอยทำหน้าที่วางแผน ชงเรื่องการจัดการน้ำให้นักการเมือง ซึ่งตนก็อยากเสนอให้ทบทวนงบประมาณต่างๆ ย้อนหลังไป อย่างน้อย 20 ปี ว่าใครบ้างวางแผน เฉพาะแค่งบศึกษาบริหารจัดการน้ำก็หมดหลายพันล้านบาท เพียงแค่ตัดแปะข้อมูล เปลี่ยนหน่วยงานศึกษาเท่านั้นโครงการจัดการน้ำต่างๆ เช่น โขง-ชี-มูน สร้างเขื่อนต่างๆ หน่วยงานเสนอทั้งนั้นประเภทสมรู้ร่วมคิด
"แผนการจัดการน้ำควรรับฟังความคิดเห็นประชาชนอย่างแท้จริงไม่ใช่รับฟังอย่างจัดฉากโดยมีการตั้งธงโครงการไว้แล้วและเอาแต่ผู้ที่สนับสนุนโครงการมาเข้าร่วมเวที และที่สำคัญต้องให้มีบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่านี้" เลขาธิการ กป.อพช.อีสาน กล่าว
นายสุวิทย์ ยังกล่าวต่ออีกว่า ในปัจจุบันที่กำลังมีการผลักดันโครงการต่างๆ เช่น เขื่อน ผันน้ำโขง โดยไม่ศึกษาผลกระทบระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม ตนขอฟันธงเลยว่าโครงการดังกล่าวจะล้มเหลวเหมือนอดีตที่ผ่านมาเพราะคนทำคือกลุ่มเดิม กรอบคิดเดิมๆ
"ขอท้าเลยว่ารัฐบาลกล้าประเมินผลกระทบโขง ชี มูน หรือไม่ เช่นอีสานฤดูแล้งจะเอาน้ำจากแม่น้ำโขงมาทำนาได้อย่างไร เพราะเป็นดินทราย ใต้ดินมีแต่เกลือ ดินเค็ม แต่หน่วยงานที่หาน้ำก็คิดเพียงว่าจะเอาน้ำมาให้ได้โดยไม่เคยสรุปบทเรียนในอดีตเลย"
โขง ชี มูลเมื่อวานนี้ (31 ม.ค.) พลตรี สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยกับผู้สื่อข่าว ถึงแผนการจัดการน้ำของรัฐบาล 12 ปี โดยอ้างว่าในอดีตที่ผ่านมา มีการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำและระบบส่งน้ำที่ไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ และความต้องการน้ำที่แท้จริง โดยมีการจัดสรรงบประมาณสร้างแหล่งน้ำเฉพาะพื้นที่ที่เป็นฐานคะแนนเสียงของนักการเมือง ขาดการวางแผนแยกแยะอย่างเป็นระบบ ว่าบริเวณใดเป็นพื้นที่การเกษตรที่มักขาดแคลนน้ำ หรือบริเวณใดเป็นแหล่งชุมชนที่ประชาชนต้องการใช้น้ำประปาเพื่อการอุปโภคบริโภค ส่งผลให้การเกิดการลงทุนในพื้นที่ซ้ำ ๆ ขาดความเชื่อมโยงในการบริหารจัดการน้ำ
 

กว่า 20 ปี งาน “เสือ” กับ “ดร. ศักดิ์สิทธิ์ ซิ้มเจริญ”

อีเมล พิมพ์ PDF
กว่า 20 ปี กับงาน “เสือโคร่ง” กับ “ดร. ศักดิ์สิทธิ์ ซิ้มเจริญ”
ดร. ศักดิ์สิทธิ์ ซิ้มเจริญ นักวิจัยสัตว์ป่าผู้คลุกคลีอยู่กับการทำงานวิจัยเสือโคร่งมามากกว่า 20 ปี ได้เล่าถึงประสบการณ์ทำงานวิจัยเสือโคร่งในเขตพื้นที่ป่าตะวันตก และเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับการอนุรักษ์เสือโคร่งในประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ
ดร.ศักดิ์สิทธ์ ได้เล่าประสบการณ์ก่อนที่จะเข้ามาทำงานวิจัยเสือโคร่งให้ฟังว่า ได้ทำการศึกษาสัตว์นักล่าขนาดเล็กในห้วยขาแข้งมาก่อน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นเมื่อได้มีการบันทึกภาพถ่ายเสือโคร่งตัวแรกได้ในช่วงเวลานั้น(พ.ศ. 2537) ต่อมาได้มีการศึกษาในเรื่องนิเวศวิทยาของเสือดาว ซึ่งทำให้ได้เรียนรู้พฤติกรรมของสัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่ และพัฒนามาสู่การศึกษาเสือโคร่งในระยะเวลาต่อมา ทั้งนี้ในช่วงที่ศึกษานิเวศวิทยาของเสือดาวนั้น ได้พัฒนาระบบในการจับและติดตาม มีการศึกษาร่องรอยและการทำเครื่องหมายของเสือโคร่งและเสือดาว ทำให้ได้รับรู้ข้อมูลการล่าเหยื่อของเสือโคร่งและเสือดาว ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญเป็นอย่างมาก
ก่อนมีการศึกษา หลายคนเข้าใจว่าเสือโคร่งที่ห้วยขาแข้งนั้นกินเก้งเป็นเหยื่ออันดับแรก แต่เมื่อได้ทำการศึกษาจากข้อมูลที่เก็บมาอย่างละเอียดตลอดระยะเวลา 3 ปี และเป็นการเก็บข้อมูลด้วยความระมัดระวังมากที่สุด มีการจำแนกชนิดของสัตว์และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย จึงได้ข้อมูลว่าเสือโคร่งเป็นสัตว์ที่กินสัตว์ขนาดใหญ่ และมีถึง 80 เปอร์เซ็น ที่เป็นสัตว์กลีบขนาดใหญ่ เช่นกระทิง กวาง วัว แดง ส่วนเก้งเป็นสัตว์ใรอันดับสุดท้ายที่เสือโคร่งนั้นจะเลือกกิน
ฉะนั้นหากจะรักษาเสือโคร่งให้อยู่ได้จึงจำเป็นต้องมีสัตว์ขนาดใหญ่ และหากกลับย้อนกลับมามองพื้นที่อนุรักษ์ในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นอุทยานฯ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จะเห็นได้ว่าสัตว์อย่างกวางจะที่สามารถอยู่ได้ในทุกพื้นที่ของประเทศไทยนั้น แต่ในเขตพื้นที่อนุรักษ์จะเห็นกวางในจำนวนที่น้อยมาก และสัตว์กลีบขนาดใหญ่ก็ยังมีจำนวนที่น้อยมากเช่นกัน และในหลายๆ พื้นที่ก็ไม่มีหลงเหลืออยู่แล้วอย่างเช่นวัวแดงเป็นต้น
ในการทำงานตั้งแต่ปี 2538 ถึงปี 2542 มีการควบคุมพื้นที่ 40 ถึง 100 ตารางเมตร ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นและทำให้เราได้รู้ว่าเราจะควรทำอย่างไร ความหนาแน่ของเสือโคร่งในช่วงเวลานั้นคือ 4-7 ตัว ต่อ 100 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเราสามารถถ่ายภาพเสือที่อยู่เป็นคู่ได้ ซึ่งมีโอกาสน้อยมาก และปี 2547 เรามีความพร้อมมากขึ้นและรู้ว่าควรจะทำอะไรต่อไป บวกกับมีเพื่อนช่วยทำงาน โดยมี ดร.อุลลาส คารานท์ และ ดร.อุรัตน์ ดร.เดฟ สมิธ เป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้เราทำงานและวางแผนได้อย่างชัดเจน
เรามีประสบการณ์และองค์ความรู้ในการทำงาน แต่เรื่องเทคนิคอะไรบางอย่างเราต้องปรึกษาคนทำงานที่มีประสบการณ์มากกว่าเรา โดยทั้งสองคนนี้ทำงานมากกว่าผมอย่างน้อยสามสิบปีขึ้นไป อีกคนหนึ่งที่สำคัญคือ ดร.อนรรฆ พัฒนวิบูลย์  จาก WCS (สามาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า) ที่เป็นคนสนับสนุนในหลายๆ ด้าน ทั้งทางด้านเงินและคน ทำให้เรามีความรู้และประสบการณ์ที่มากขึ้น และเข้ามาช่วยกันทำงานช่วยการคิดและช่วยกันวางแผน การติดตามประชากรเสือ และการประเมินประชากรเสือโคร่งในทุ่งใหญ่ห้วยขาแข้ง
ปี 2547 ได้เริ่มวางแผนและได้ดำเนินการตามแผนงาน อย่างแรกคือการศึกษานิเวศระยะยาวของเสือโคร่งในห้วยขาแข้งตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน และติดตามในพื้นที่ทุ่งใหญ่ห้วยขาแข้งเป็นพื้นที่หลัก โดยมีการตั้งกล้องที่ทุ่งใหญ่ห้วยขาแข้ง บวกกับการศึกษาการใช้พื้นที่ของเสือโคร่งและเหยื่อในพื้นที่ป่าตะวันตก ได้มีการสำรวจพื้นที่หากินของเสือโคร่งกับเหยื่อว่ามีความสัมพันกันอย่างไร ซึ่งในพื้นที่ที่มีความเหนาแน่ของเหยื่อสูงจะอยู่ทางตอนใต้ของห้วยขาแข้งเป็นพื้นที่ราบที่มีพื้นที่ค่อนข้างกว้าง และทุกครั้งที่มีการใช้พื้นที่ราบในการใช้ประโยชน์จะมีการต่อต้านเป็นอย่างมาก เพราะพื้นที่ราบเป็นพื้นที่สำคัญมากสำหรับสัตว์ทุกชนิด แต่พื้นที่ราบในประเทศไทศไทยที่ได้ถูกใช้ไปมากว่า 97-98 เปอร์เซ็น และเหลือในพื้นที่ป่าเพียงไม่ถึง 2 เปอร์เซ็นเท่านั้น
อีกส่วนหนึ่งคือพยายามที่จะติดตามประชากรของเสือโคร่ง ซึ่งปัจจุบันนี้มีคุณสมโภชน์ ดวงจันทราศิริ หัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ที่รับผิดชอบดูแลเรื่องนี้ ซึ่งช่วงแรกในปี 2547 เราติดตามในพื้นที่เล็กๆ  และยังขาดแคลนเรื่องอุปกรณ์ เงินสนับสนุนและจำนวนคนในการทำงาน เราจึงพยายามที่จะซุ่มพื้นที่ในการติดตามที่คาดว่าจะเป็นไปได้มากที่สุด และคิดว่าจะเป็นประโยชน์มากที่สุด จนเราได้มีเปเปอร์ชิ้นแรกที่เกี่ยวกับประชากรจำนวนเสือโคร่งในประเทศไทยเกิดขึ้น
อีกทั้งได้มีการพยายามที่จะขยายพื้นที่จำนวนเสือโคร่งให้ได้เพิ่มมากขึ้น แต่จะเห็นได้ว่าจำนวนเสือโคร่งที่เกิดขึ้นในห้วยขาแข้งนั้น ค่อนข้างจะช้าและยังมีการล่าเกิดขึ้นอยู่ ดังนั้นการที่จะรักษาเสือโคร่งให้ได้ ส่วนสำคัญอีกส่วนก็คือการล่าตระเวน การคุ้มครองและการดูแลพื้นที่จากเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งรับผิดชอบในเรื่องนี้โดยตรง ต้องทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งและต้องมมีการพัฒนา ถึงแม้ว่าเมื่อ 10-15 ปีที่แล้วจะทำได้ดีเยี่ยมแล้ว แต่ปัจจุบันก็ต้องมีการพัฒนาเพิ่มขึ้น
อีกส่วนหนึ่งที่ทำโดยหลายองค์กร WCS (สามาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า) WWF (องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล) จะเห็นได้ว่าตำแหน่งพื้นที่ที่พบเสือโคร่ง จากที่เคยเห็นภาพว่าป่าตะวันตกเป็นป่าผืนใหญ่มาก แต่ไม่ได้มีการพบเสือโคร่งในทุกพื้นที่ จะพบเพียงแค่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเป็นหลัก และในช่วงหลังที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ก็มีจำนวนความหนาแน่เพิ่มขึ้นรวมไปถึงเขตทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออกและด้านตะวันตกก็ถือได้ว่าเป็นพื้นที่หลักเช่นกัน และมีแค่สามพื้นที่นี้เท่านั้นซึ่งเป็นพื้นที่หลักสำหรับประชากรเสือโคร่ง แต่ถ้าได้รับการดูแลประชากรเสือโคร่งก็อาจจะเพิ่มขึ้นมากกว่านี้
ปัจจุบันนี้ได้รับข่าวดีเพิ่มขึ้น เมื่อเสือโคร่งได้กระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ เช่นสลักพระ หรืออุทยานแห่งชาติเขาแหลมที่ได้พบร่องรอยของเสือโคร่ง ซึ่งการเพิ่มจำนวนเสือโคร่งนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องยาก ขอแค่เพียงมีเส้นทางเดิน เส้นทางป้องกัน มีการควบคุมประชากรเหยื่อของเสือโคร่ง เสือโคร่งก็สามารถเพิ่มจำนวนได้ แม้ว่าในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยากในการปฎิบัติก็ตาม ทั้งนี้ตั้งแต่ปี 2547- จนถึงปัจจุบัน ที่เราได้เริ่มติดตาม เรามีฐานข้อมูลของเสือโคร่งไม่น้อยกว่า 150 ตัว โดยมีประชากรที่ทุ่งใหญ่และห้วยขาแข้งเป็นหลัก และสามารถทำฐานข้อมูลและข้อมูลในแต่ละตัวได้
*หมายเหตุ ถอดบทความจาก งานสัมมนาสัตว์ป่าเมืองไทยครั้งที่ 36
เสือโคร่ง ดร. ศักดิ์สิทธิ์ ซิ้มเจริญนักวิจัยสัตว์ป่าผู้คลุกคลีอยู่กับการทำงานวิจัยเสือโคร่งมามากกว่า 20 ปี ได้เล่าถึงประสบการณ์ทำงานวิจัยเสือโคร่งในเขตพื้นที่ป่าตะวันตก และเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับการอนุรักษ์เสือโคร่งในประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ
 

อากาศหนาวเย็นกะทันหันในเอเซียตะวันออก ‘คร่าชีวิตคนไต้หวัน’

อีเมล พิมพ์ PDF
อากาศหนาวเย็นกะทันหันในเอเซียตะวันออก ‘คร่าชีวิตคนไต้หวัน’
คามิลล่า ชิค รายงานเกี่ยวกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นที่สุดของจีนในรอบหลายทศวรรษ : สภาพอากาศหนาวเย็นกะทันหันในแถบภาคพื้นเอเซียตะวันออกได้คร่าชีวิตคนไต้หวันอย่างน้อย 85 รายและทิ้งนักท่องเที่ยวอีก กว่า 60,000 รายในเกาหลีใต้
สื่อมวลชนไต้หวันรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตจากสภาวะอุณหภูมิในร่างกายต่ำกว่าปกติและโรคหัวใจสืบเนื่องจากการลดลงอย่างกะทันหันของอุณหภูมิในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่มีหิมะตกอย่างหนักหน่วงจนทำให้ต้องปิดสนามบินและยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมากของเกาะเจจู ซึ่งเป็นเกาะสำหรับการตากอากาศของชาวเกาหลี ภาวะอากาศหนาวเย็นดังกล่าวกระหน่ำฮ่องกง จีนตอนใต้ และประเทศญี่ปุ่นด้วย
ผู้เสียชีวิตในไต้หวันเป็นผู้สูงอายุที่อาศัยในเขตตอนเหนือ เช่น กรุงไทเปและเมืองเถาหยวน ซึ่งมีผู้เสียชีวิตรวม 66 ราย ส่วนอีก 16 รายได้รับการยืนยันแล้วว่าเสียชีวิตในเมืองเกาสงทางตอนใต้ของไต้หวัน ทั้งนี้ อุณหภูมิที่กรุงไทเปลดต่ำลงอยู่ที่ 4 องศาเซลเซียส (39 องศาฟาห์เรนไฮต์) ในรอบ 16 ปีที่ผ่านมาเมื่อวันอาทิตย์ และครัวเรือนจำนวนมากในไต้หวันไม่มีเครื่องทำความร้อนภายในอาคารบ้านเรือน มีรายงานว่าเหยื่อหลายรายมีความผิดปกติที่อวัยวะหัวใจและขาดอากาศหายใจ
“ตามประสบการณ์ของพวกเรา ประเด็นไม่ได้อยู่ที่อุณหภูมิ หากแต่อยู่ที่การลดลงอย่างฮวบฮาบจนเกินไปกว่าที่ระบบหมุนเวียนของร่างกายจะทนไหว” เจ้าหน้าที่ของรัฐกล่าวกับหน่วยข่าว AP
ความเสี่ยงภัยต่างๆ ในอากาศที่หนาวเย็น
การเสียชีวิตและการเจ็บป่วยจากอากาศที่หนาวเย็นจนเกินไปส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากภาวะอุณหภูมิในร่างกายต่ำเกินไปหรือภาวะอากาศเย็นจัด หากแต่เป็นปัญหาของอวัยวะหัวใจและการหายใจ สิ่งนี้เป็นความเสี่ยงของผู้สูงอายุ เนื่องจากอากาศที่หนาวเย็นมักทำให้หัวใจของคนเราทำงานหนักเพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา อากาศหนาวยังเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโลหิตที่เพิ่มความเสี่ยงของการมีลิ่มเลือดที่อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจวายและการอุดตันของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมอง
อุณหภูมิที่ต่ำทำให้คนเราหายใจลำบากขึ้นและทำให้ปัญหาที่ทรวงอกที่มีอยู่แล้ว เช่น โรคหอบหืด มีอาการแย่ลง ช่วงอากาศหนาวเย็นยังทำให้เชื้อไข้หวัดไหลเวียนมากขึ้นอีกด้วย
หากคนเรามีการเคลื่อนไหวน้อยลงและมีอายุ 65 ปีและมากกว่า หรือมีปัญหาทางสุขภาพ เช่น โรคหัวใจหรือโรคปอดผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ทำความร้อนภายในบ้านอยู่ที่ 18 องศาเซลเซียสเป็นอย่างน้อย
Focus Taiwan รายงานว่าพบชายที่มีนามสกุลว่าเชนในวัย 56 ปีเสียชีวิตบนถนนเมื่อเช้าวันอาทิตย์ หากแต่เหยื่อจำนวนมากในเมืองใหญ่และบริเวณโดยรอบหรือเป็นที่รู้จักว่า เมืองไทเปใหม่ เสียชีวิตภายในอาคารบ้านเรือน เจ้าหน้าที่ของรัฐออก คำเตือนให้ผู้คนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอและอยู่ห่างจากไอเย็น
ในเกาหลีใต้ปรากฏมีจำนวนเที่ยวบินมากกว่า 500 เที่ยวบินทั้งภายในและระหว่างประเทศถูกยกเลิกในเกาะเจจู อันเป็นที่นิยมสำหรับอากาศเย็นสบายแถบชายหาด เนื่องจากสภาพอากาศติดลบ 6 องศาเซลเซียส โดยสนามบินจะเปิดทำการอีกครั้งในค่ำของวันจันทร์ นักท่องเที่ยวหลายพันๆคนถูกปล่อยทิ้งไว้ที่เกาะช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยข่าว Yonhap รายงานว่าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเร่งรีบหายานพาหนะและที่พักให้แก่นักท่องเที่ยวเหล่านี้
ในฮ่องกงผู้คนทนหนาวสั่นกับสภาพอากาศที่ 3 องศาเซลเซียส ซึ่งนับว่าต่ำที่สุดในรอบ 60 ปีที่ผ่านมาของฮ่องกง
สื่อมวลชนของจีนและญี่ปุ่นรายงานว่า บางส่วนของกวางโจวและเซิ่นเจิ้นในจีนตอนใต้ยังมีหิมะตกที่ยากจะได้เห็น ในขณะที่เกาะโอกินาว่าทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่นมีลูกเห็บตก ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
สำนักข่าว NHK รายงานว่า มีพายุหิมะในหลายพื้นที่ของญี่ปุ่นซึ่งทำให้เที่ยวบินภายในประเทศกว่า 600 เที่ยวบินยกเลิกการบินในวันอาทิตย์และวันจันทร์ อย่างน้อยมีผู้เสียชีวิต 5 รายและอีกนับร้อยชีวิตที่ได้รับบาดเจ็บในประเทศญี่ปุ่น
นอกจากนี้ อุณหภูมิยังลดลงในหลายส่วนของภาคพื้นเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย เช่น เวียดนามและไทย
ในกรุงเทพฯ ที่มักไม่ค่อยพบสภาพอากาศในอุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียสเท่าใดนัก พบว่ามีอุณหภูมิลดลงประมาณ 16 องศาเซลเซียสในวันอาทิตย์ ในขณะที่เวียดนามพบสภาพอากาศที่หนาวเย็นมากที่สุดในช่วงสองทศวรรษระหว่างวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยอุณหภูมิที่ฮานอยอยู่ที่ 6 องศาเซลเซียส
ที่มา East Asia cold snap 'kills 85 in Taiwan': http://www.bbc.com/news/world-asia-35397763, accessed on 25 January 2016
เรียบเรียงโดย Prathurng Hongsranagon, Associate Professor, Ph.D., M.P.H.
ไต้หวันคามิลล่า ชิค รายงานเกี่ยวกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นที่สุดของจีนในรอบหลายทศวรรษ : สภาพอากาศหนาวเย็นกะทันหันในแถบภาคพื้นเอเซียตะวันออกได้คร่าชีวิตคนไต้หวันอย่างน้อย 85 รายและทิ้งนักท่องเที่ยวอีก กว่า 60,000 รายในเกาหลีใต้
 

ประมงพื้นบ้านฯ จี้นายก ยกเลิก ม.34

อีเมล พิมพ์ PDF

ประมงพื้นบ้านหลังจากที่สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ ขอให้รัฐบาลยกเลิกมาตรา 34 “ห้ามมิให้ผู้ได้รับใบอนุญาตทําการประมงพื้นบ้าน ทําการประมงในเขตทะเลนอกชายฝั่ง”[1] เมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา เครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านชายฝั่งทะเลหลายจังหวัดได้รวมตัวที่หน้าศาลากลางจังหวัดชายฝั่งทะเลไทย เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านมาตราดังกล่าว

 

นักวิชาการชี้ผันน้ำโขงไม่คุ้ม

อีเมล พิมพ์ PDF
นักวิชาการชี้ผันน้ำโขงไม่คุ้ม
อบต.จ่ายอ่วมค่าไฟสูบน้ำเข้านาเดือนละล้านข้องใจตัวเลขชลประทาน “แสนไร่” เครือข่ายอีสานแถลง 40 ปีรัฐจัดการน้ำอีสานระบบนิเวศพัง
วันที่ 14 มกราคม 2559 นายสันติภาพศิริวัฒนไพบูลย์อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานีเปิดเผยว่า กรณีที่คณะกรรมการน้ำแห่งชาติได้เห็นชอบแนวทางการผันน้ำจากลุ่มน้ำโขงและสาละวิน เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งซึ่งระบุว่าจะเริ่มดำเนินการทันทีที่พื้นที่ลุ่มน้ำห้วยหลวงโดยจะดำเนินการให้เสร็จภายใน 4 เดือนและมีโครงการอื่นๆ อาทิโครงการพัฒนาการใช้น้ำโขง-ห้วยหลวง-ลุ่มน้ำสงครามนั้นตนมีความเห็นว่าสำหรับในฤดูแล้งโดยสภาพปัจจุบันน้ำในลำห้วยมีปริมาณน้อยแทบไม่มีอยู่แล้ว และยังมีโครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้าอีกหลายจุดที่จะสูบน้ำเพื่อทำนาปรังตลอดลำห้วยหลวงทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่ที่ถ่ายโอนมาให้องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) แต่ปัญหาในพื้นที่คือในลำห้วยไม่มีน้ำให้สูบอบต.ก็สูบไม่ได้เพราะมีการบุกรุกพื้นที่ชุมน้ำป่าบุ่งป่าทามเพื่อทำนาปรังกันแทบหมดแล้วสภาพแบบนี้แทบทุกที่รวมทั้งที่ลุ่มน้ำสงครามก็เช่นกัน
“แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือบรรดาอบต. กำลังตกที่นั่งลำบากเนื่องจากอบต. ต้องจ่ายเงินประมาณ 40-60 เปอร์เซนต์ของค่าไฟฟ้าในการสูบน้ำที่เหลือชาวบ้านจ่ายและต้องจ่ายค่าบำรุงรักษาด้วยที่อบต.สามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม มีสถานีสูบน้ำ 3 แห่งซึ่งโอนมาจากกรมชลประทานมีการสูบน้ำตลอด 24 ชั่วโมงตั้งแต่เดือนธันวาคม 2558 จนถึงเดือนมีนาคมนี้คาดว่าจะได้พื้นที่นาปรัง 3,000ไร่แต่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเดือนละ 1 ล้านบาทไม่รวมค่าบำรุงรักษาระบบเฉลี่ยแล้วต้นทุนค่าน้ำต่อไร่คือ 1,666 บาทในส่วนนี้หากแปลงเป็นเอกชนดำเนินการแทนและชาวบ้านต้องจ่ายทั้งหมดต้นทุนค่าน้ำน่าจะแพงกว่านี้แน่นอนเนื่องจากเอกชนต้องคิดต้นทุนจากค่าไฟฟ้าค่าดูแลรักษาค่าก่อสร้างและกำไรซึ่งอาจทำให้ค่าน้ำแพงมากกว่าเท่าตัว ในกรณีปัจจุบันเป็นน้ำในลำห้วยที่ไม่ได้เสียค่าไฟสูบขึ้นมาจากน้ำโขงแต่หากในอนาคตต้องรวมค่าไฟฟ้าที่สูบน้ำขึ้นมาจากแม่น้ำโขงอีกและสูบข้ามฝายต่างๆ มาเป็นช่วงๆ อีกตามแผนที่มีการศึกษาไว้นั้นจะยิ่งทำให้ค่าน้ำแพงเข้าไปใหญ่ยิ่งอยู่ไกลก็ยิ่งแพง” อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏกล่าวและเพิ่มเติมว่าตัวเลขเดิมความคุ้มค่าอยู่ที่ 5.60 บาท/ลูกบาศก์เมตรที่ไจก้า (JICA- องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น) ได้มาดูและศึกษาเมื่อปี 2553 แล้วบอกว่ามันไม่คุ้ม
“ไจก้าเลยไม่ให้เงินกู้มันแพงและไม่คุ้มทุน แม้ว่าจะทำให้ค่าน้ำลดลงมาเหลือ 3 บาทก็คิดว่ายังแพงอยู่เพราะใช้น้ำ 1,500 ลูกบาศก์เมตร/ไร่ ดังนั้นค่าน้ำในการทำนาจะอยู่ที่ประมาณ 4,500 บาท/ไร่ คำถามคือปลูกข้าวไร่หนึ่งมีกำไรสูงถึง 4.5 พันบาทหรือไม่ หากทำแบบนี้ชาวบ้านเจ๊งแน่แต่ถ้ารัฐและอบต.ช่วยอุดหนุนให้ในช่วงแรกเพื่อให้ชาวบ้านสนับสนุนโครงการแต่เมื่อทำไปสักระยะจึงโอนให้เอกชนมาบริหารคราวนี้บรรลัยแน่ไม่มีปัญญาซื้อน้ำทำนาแน่นอน”
อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏกล่าวเพิ่มเติมว่าตอนนี้อ่างเก็บน้ำห้วยหลวงมีพื้นที่ชลประทานฤดูแล้งเท่ากับ 0 ไร่ “เวลานี้มีน้ำเพียงพอที่จะทำประปาถึงเดือนพฤษภาคมหรือเปล่ายังต้องลุ้นเป็นแบบนี้มาหลายปีแล้วไม่เคยเกิน 60 เปอร์เซนต์ของพื้นที่โครงการเลยในรอบ 5 ปีมานี้มีพื้นที่ชลประทาน 0 เปอร์เซนต์มา 2 ปีแล้ว”
นายหาญณรงค์เยาวเลิศประธานมูลนิธิบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการกล่าวว่าตนมีข้อสังเกตุดังนี้ 1 โครงการเป็นการสูบน้ำและประตูระบายน้ำ 4-5 แห่งซึ่งจะต้องมีสถานีสูบน้ำที่ใช้ไฟฟ้าเข้ามาพักเป็นช่วงๆก่อนที่น้ำจะลงแม่น้ำโขงคำถามคือเวลาต้องสูบน้ำใครจะจ่ายใช้งบประมาณส่วนใดต้นทุนที่เพิ่มมาเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาเนื่องจากมิใช่เพียงการก่อสร้างโครงการแล้วจบ
“2 ตัวเลขที่ภาครัฐระบุว่าจะสามารถเปิดพื้นที่ชลประทานในฤดูฝนได้ประมาณ 250,000 ไร่และฤดุแล้งได้ 102,000 ไร่จำเป็นที่ต้องร่วมกันตั้งคำถามว่าเป็นตัวเลขจริงหรือไม่หลายคนสงสัยว่าตัวเลขนี้มาจากไหน หากคำนวณจากปริมาณน้ำที่จะสูบเข้ามาหรือกักเก็บเพียงร้อยกว่าล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีมันขัดกับตัวเลขพื้นที่ชลประทานเป็นแสนๆ ไร่ ที่อ้างมาคำถามคือตัวเลขเหล่านี้สร้างขึ้นมาเพื่อสนับสนุนความคุ้มทุนของโครงการหรือไม่ ”
ในวันเดียวกันเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสานได้ออกแถลงการณ์ต่อกรณีดังกล่าวโดยระบุว่า กิจกรรมที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงมาพื้นที่พร้อมกับหน่วยงานงานที่เกี่ยวข้องมีนัยยะแอบแฝงที่จะฟื้นโครงการโขงชีมูลเดิมซึ่งเป็นโครงการที่มักกล่าวอ้าวอ้างว่าอีสานแล้งซ้ำซากกลายเป็นช่องทางของหน่วยงานรัฐในการนำเสนอโครงการจัดการน้ำขนาดใหญ่ในภาคอีสานตลอดมาอย่างเช่น “โครงการผันน้ำโขง-ชี-มูล”
"บทเรียนการจัดการน้ำด้วยโครงการขนาดใหญ่ในอีสานกว่า 40 ปีแทบจะเป็นบทสรุปความล้มเหลวในทุกโครงการได้แก่ โครงการโขง-ชี-มูลเขื่อนปากมูลโครงการชลประทานระบบท่อโครงการน้ำแก้จนฯลฯ ผลที่เกิดจากโครงการเหล่านี้ได้ทำให้ระบบนิเวศโดยเฉพาะการขุดลอกแหล่งน้ำสำคัญของอีสานพังพินาศไปมากกว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่ การแพร่กระจายของดินเค็มการสูญเสียที่ดินทำกินการสูญเสียพันธุ์ปลาและความหลากหลายทางชีวภาพ ยังมีชาวบ้านอีกจำนวนมากที่ต้องประสบปัญหาและรอการแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโครงการเหล่านี้มามากกว่า 20 ปีและผ่านมาแล้วมากกว่า 10 รัฐบาลโครงการบางแห่งก็กลายเป็นอนุสาวรีย์แห่งความล้มเหลวประจานผลงานภาครัฐบทเรียนและงบประมาณรัฐหลายแสนล้านบาทเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างคุ้มค่าและสร้างปัญหามากมายในภายหลัง แต่ก็ไม่ได้ทบทวนแนวทางรูปแบบโครงการแต่อย่างใดกลับจะเดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่โดยละเลยกระบวนการและขั้นตอนที่ภาคประชาชนให้ความสำคัญและติดตามมาตลอดและยังวนเวียนซ้ำซากกับโครงการแบบเดิมๆที่เพิ่มขนาดใหญ่ขึ้นใช้เงินมากขึ้นและสร้างผลกระทบมากขึ้น" แถลงการณ์ระบุ
แถลงการณ์ระบุอีกว่า “เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสานขอแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับโครงการผันน้ำโขง-ชี-มูล เนื่องจากประชาชนทั้งภาคอีสานทุกอำเภอทุกจังหวัดไม่ได้แสดงความคิดเห็นและเปิดให้มีการถกเถียงกันถึงความจำเป็นของโครงการรวมทั้งให้โอกาสประชาชนได้เสนอทางเลือกอันหลากหลายในการจัดการน้ำที่สอดคล้องกับระบบนิเวศอีสานทั้งหมดที่ประกอบไปด้วยพื้นที่ทามทุ่งโคกภู ซึ่งมีลักษณะจำเพาะของแต่ละพื้นถิ่นและสามารถพัฒนารูปแบบที่หลากหลายสอดคล้องมีความยั่งยืนกว่าการบริหารจัดการง่ายกว่าโดยไม่จำเป็นที่จะต้องผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ หรือใช้แม่น้ำระหว่างประเทศเลยกรมชลประทานไม่ควรรวบรัดตัดตอนดำเนินโครงการโดยไม่ฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่ของภาคอีสานรัฐควรให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมที่แท้จริงไม่ใช่เพียงแค่ทำไปตามรูปแบบขั้นตอนให้เสร็จๆไปทั้งที่ได้กำหนดทุกอย่างเอาไว้แล้วประชาชนคนอีสานไม่ควรถูกบังคับให้ยอมรับการพัฒนาที่พวกเขาไม่ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดและนำความหายนะมาให้เหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา
“เครือข่ายลุ่มน้ำภาคอีสานยังสนับสนุนแนวทางและกระบวนการจัดการน้ำในรูปแบบของชุมชนที่เข้าถึงทรัพยากรอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศในแต่ละท้องถิ่นนั้นๆตามสิทธิการจัดการทรัพยากรน้ำโดยไม่เบี่ยงเบนจากหลักการของการจัดการน้ำที่เหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ” แถลงการณ์ระบุ
ผันน้ำโขงอบต.จ่ายอ่วมค่าไฟสูบน้ำเข้านาเดือนละล้านข้องใจตัวเลขชลประทาน “แสนไร่” เครือข่ายอีสานแถลง 40 ปีรัฐจัดการน้ำอีสานระบบนิเวศพัง

วันที่ 14 มกราคม 2559 นายสันติภาพศิริวัฒนไพบูลย์อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานีเปิดเผยว่า กรณีที่คณะกรรมการน้ำแห่งชาติได้เห็นชอบแนวทางการผันน้ำจากลุ่มน้ำโขงและสาละวิน เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งซึ่งระบุว่าจะเริ่มดำเนินการทันทีที่พื้นที่ลุ่มน้ำห้วยหลวงโดยจะดำเนินการให้เสร็จภายใน 4 เดือน
 
บทความ อื่นๆ ...


page 4 of 16

รับข่าวสาร