• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


EIA กับโครงการพัฒนา

อีเมล พิมพ์ PDF
โครงการพัฒนาที่เกิดขึ้นก็เพื่อให้เศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศดีขึ้น แต่การพัฒนานั้นจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรมาเป็นฐานในการพัฒนา และเป็นที่รองรับของเสีย การพัฒนาจึงมาพร้อมๆ กับการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ และการเสื่อมโทรมของสภาพสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ไปคู่กับการรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจึงต้องมีเครื่องมือบางอย่างที่จะช่วยป้องกันทรัพยากรธรรมชาติจากผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หรือจัดการทรัพยากรให้ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเครื่องมือนั้นก็คือการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA: Environmental Impact Assessment)
ความหมายของ EIA
สำนักวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(สวผ.) ได้ให้ความหมายของ EIAไว้ว่า “การใช้หลักวิชาการในการทำนายหรือคาดการณ์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมทั้งทางบวกและทางลบของการดำเนินโครงการพัฒนา ที่จะมีผลต่อสิ่งแวดล้อมในทุกๆ ด้าน ทั้งทางทรัพยากรธรรมชาติ ทางเศรษฐกิจ และสังคม เพื่อจะได้หาทางป้องกันผลกระทบในทางลบที่อาจเกิดขึ้นให้เกิดน้อยที่สุด ในขณะเดียวกันก็มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งส่วนใหญ่ไม่สามารถฟื้นคืนกลับมาได้อย่างมีประโยชน์ มีประสิทธิภาพสูงสุด และคุ้มค่าที่สุด นอกจากนี้ รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมยังใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจของนักบริหารว่าสมควรดำเนินการหรือไม่ การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจะเป็นประโยชน์อย่างมาก หากได้รับการนำมาในการวางแผนป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ขั้นตอนศึกษาความเหมาะสมของโครงการจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลังดำเนินโครงการไปแล้ว และเป็นวิสัยทัศน์ของนักบริหารโครงการในยุคโลกาภิวัฒน์ที่มุ่งเน้นการป้องกันมากกว่าการแก้ไข”
ทำไมต้องทำ EIA
เนื่องจากว่าโครงการพัฒนาหลายโครงการเป็นโครงการขนาดใหญ่ และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมกฎหมายจึงได้กำหนดประเภทและขนาดของโครงการที่จะต้องทำ EIA เพื่อประกอบการพิจารณาในการอนุมัติโครงการ จากประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องกำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจการซึ่งต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและหลักเกณฑ์ วิธีการระเบียบปฏิบัติ และแนวทางการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมฉบับที่ 6ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2557 ได้กำหนดประเภทและขนาดของโครงการที่ต้องมีการจัดทำEIA ไว้จำนวนทั้งสิ้น 36 ประเภทซึ่งโครงการใดที่จะต้องทำ EIA เจ้าของโครงการจะต้องว่าจ้างนิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตจาก สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.)ให้สามารถจัดทำEIA ได้ เป็นผู้ดำเนินการในการศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการนั้น
โครงการพัฒนาในประเทศไทย
ในปัจจุบันได้เกิดโครงการพัฒนาขึ้นในประเทศไทยหลายโครงการเฉพาะในปีงบประมาณ 2558 มีโครงการพัฒนาที่ผ่านความเห็นชอบจาก สผ. จำนวนทั้งสิ้น 486โครงการแบ่งตามประเภทได้ดังนี้ ประเภทบริการชุมชนและที่พักอาศัย 370 โครงการเหมืองแร่ 48 โครงการ พลังงาน 17 โครงการ คมนาคม 10โครงการ  อุตสาหกรรม 13 โครงการอุตสาหกรรมปิโตรเคมี 28โครงการ แหล่งน้ำและเกษตรกรรม  0 โครงการ จากแผนภูมิโครงการส่วนใหญ่ คือโครงการประเภทบริการชุมชนและที่พักอาศัย ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล โรงแรม อาคารที่พักอาศัยอาคารสำนักงานต่างๆ คิดเป็น 76% ของโครงการทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีการขยายตัวของชุมชนเมืองออกไป ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความสะดวกสบาย
โครงการพัฒนาที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ
โครงการพัฒนาทั้งทางด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และการเกษตร ล้วนส่งผลกระทบต่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น เช่น ทำให้เกิดการลดลงของทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป การสูญเสียความหลากหลายทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต การเกิดมลพิษทางด้านต่างๆ ซึ่งในอดีตมีโครงการพัฒนาหลายโครงการที่ทำให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น
โครงการสร้างเขื่อนรัชชประภาหรือเขื่อนเชี่ยวหลาน
ที่ทำให้พื้นที่ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ผืนหนึ่งของประเทศต้องจมลงอยู่ใต้น้ำยอดภูเขากลายสภาพเป็นเกาะน้อยใหญ่กว่า 162 เกาะ สัตว์ป่าหลายชนิดต้องหนีน้ำไปอยู่ตามเกาะต่างๆรอวันตายจากการขาดอาหาร ครั้งนั้นได้เกิดโครงการอพยพสัตว์ป่าเป็นครั้งแรกของประเทศ โดยสืบ นาคะเสถียรเป็นหัวหน้าโครงการ และถึงแม้จะมีโครงการอพยพสัตว์ป่าแต่ก็สามารถช่วยสัตว์ป่าได้เพียงบางส่วนเท่านั้น
โครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ
ผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินลิกไนต์ ซึ่งในอดีตมีการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และก๊าซพิษอื่นๆ ออกสู่บรรยากาศทำให้เกิดปรากฏการณ์ฝนกรดส่งผลเสียต่อพืชและสัตว์เลี้ยง นอกจากนั้นยังเกิดมลพิษทางอากาศซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงโรงงานป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจเนื่องจากได้รับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในปริมาณที่มากและติดต่อกันเป็นเวลานาน
จากบทเรียนความสูญเสียที่เกิดขึ้นในอดีตเป็นเหตุให้ต้องให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต
EIA เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นการพัฒนาที่ตอบสนองต่อความต้องการของคนในรุ่นปัจจุบัน โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความต้องการของคนรุ่นต่อไปในอนาคต เนื่องจากโครงการพัฒนาจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรเป็นฐานในการพัฒนาดังนั้น EIAจึงเป็นส่วนสำคัญสำหรับโครงการพัฒนาที่จะเกิดขึ้น เพราะหากมีการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อนการเกิดโครงการ ก็จะทำให้ทราบปริมาณทรัพยากรที่ถูกใช้ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมและนำผลการศึกษามาประกอบการพิจารณาว่าควรมีโครงการนี้เกิดขึ้นหรือไม่เพราะว่าทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด และบางทรัพยากรเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป ถ้าหากในยุคปัจจุบันนำทรัพยากรมาใช้หรือทำให้เสื่อมโทรมมากเกินไป ก็อาจจะส่งผลถึงการพัฒนาในอนาคตได้
ประเทศชาติยังคงมีการพัฒนาอยู่อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น แต่จะพัฒนาอย่างไรให้สามารถรักษาทรัพยากรไว้ได้พร้อมๆกัน ทั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือของคนไทยช่วยกันรักษาทรัพยากรไว้เพราะทรัพยากรไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง แต่หากเป็นของคนไทยทุกคน
eiaโครงการพัฒนาที่เกิดขึ้นก็เพื่อให้เศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศดีขึ้น แต่การพัฒนานั้นจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรมาเป็นฐานในการพัฒนา และเป็นที่รองรับของเสีย การพัฒนาจึงมาพร้อมๆ กับการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ และการเสื่อมโทรมของสภาพสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ไปคู่กับการรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจึงต้องมีเครื่องมือบางอย่างที่จะช่วยป้องกันทรัพยากรธรรมชาติจากผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หรือจัดการทรัพยากรให้ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเครื่องมือนั้นก็คือการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA: Environmental Impact Assessment)
 

สหรัฐฯ รื้อเขื่อนขนาดเล็ก 62 แห่ง เพื่อฟื้นฟูแม่น้ำ

อีเมล พิมพ์ PDF
สหรัฐฯ รื้อเขื่อนขนาดเล็ก 62 แห่ง เพื่อฟื้นฟูแม่น้ำ
องค์กร American Rivers ประกาศว่า การรื้อเขื่อนในสหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดปี พ.ศ. 2558 ภายใต้ความร่วมมือระหว่างชุมชนใน 21 รัฐ องค์กรไม่แสวงหากำไร และภาครัฐ ในการดำเนินการรื้อเขื่อน 62 แห่ง ฟื้นฟูลำน้ำความยาวกว่า 570 ไมล์เพื่อประโยชน์ของปลา สัตว์ป่า และผู้คน
ตัวเลขการรื้อเขื่อนที่สูงที่สุดอยู่ในรัฐเพนซิลเวเนีย (23 แห่ง) ตามมาด้วยรัฐคอนเนคติคัท (7 แห่ง) และมิชิแกน (5 แห่ง)
การรื้อเขื่อนจะกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือของชุมชนสำหรับรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้สร้างผลกระทบอย่างมากต่อแม่น้ำและแหล่งน้ำจืด สังเกตได้จากน้ำท่วมและภัยแล้งที่มีความรุนแรงมากขึ้น การมีแม่น้ำที่มีสุขภาพดีจะเป็นแนวป้องกันแนวแรกที่จะลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การรื้อเขื่อนจะช่วยฟื้นฟูสุขภาพแม่น้ำโดยทำให้แม่น้ำไหลตามธรรมชาติเช่นเดิม และกลไกสำคัญของแม่น้ำอื่นๆ รวมไปถึงพื้นที่รับน้ำท่วม และพื้นที่ชุ่มน้ำ แม่น้ำที่ไหลได้อย่างอิสระจะเชื่อมต่อกับพื้นที่รับน้ำท่วมซึ่งสามารถกักเก็บน้ำและกรองน้ำได้ดีกว่า พร้อมกับเป็นแนวป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วมอีกด้วย
นอกจากนี้ องค์กร American Rivers ได้ทำแผนที่การรื้อเขื่อนในสหรัฐอเมริกา ย้อนกลับไปถึงปี พ.ศ. 2459 โดยสามารถเข้าถึงได้ที่http://www.americanrivers.org/DamRemovalsMap
ตัวอย่างเขื่อนสำคัญที่ถูกรื้อในปี พ.ศ. 2558 มีดังนี้
เขื่อน Pond Lily รัฐคอนเนคติคัท
การรื้อเขื่อนดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความสามารถของแม่น้ำและชุมชนในการป้องกันภัยจากพายุ โดยกำจัดความเสี่ยงจากการบริหารเขื่อนที่ล้มเหลวในระหว่างเกิดอุทกภัย โครงการดังกล่าวได้เปิดพื้นที่แม่น้ำราว 2.6 ไมล์ และแหล่งน้ำราว 76 เอเคอร์ให้เป็นที่อาศัยของปลาอพยพ โครงการรื้อเขื่อนนี้ถูกมองว่าเป็นนวัตกรรมในการเพิ่มความสามารถในการป้องกันอุทกภัยบริเวณชายฝั่ง
เขื่อน Centreville รัฐแมรีแลนด์
เขื่อน Centreville สร้างปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ต้นน้ำ คุกคามโครงสร้างพื้นฐานของชุมชน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้แนวโน้มการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวเพิ่มขึ้น การรื้อเขื่อน ฟื้นฟูทางน้ำธรรมชาติและพื้นที่อาศัยโดยรอบจำช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมืออุทกภัยนอกจากนี้ การรื้อเขื่อนยังเพิ่มเส้นทางเหนือน้ำสำหรับปลาอพยพอีกราว 13 ไมล์
เขื่อน Song of the Morning Ranch รัฐมิชิแกนเขื่อน Song of the Morning Ranch ตัดขาดระหว่างพื้นที่เหนือน้ำ และระบบน้ำเย็นที่ไหลเวียนอยู่ด้านล่าง ในปี พ.ศ. 2551 เกิดเหตุการณ์ปลาตายจำนวนมากเนื่องจากกังหันทำงานผิดพลาด นับแต่นั้นมาก็เกิดเป็นข้อตกลงร่วมกันในการฟื้นฟูแม้น้ำ และรื้อเขื่อน
อ่านรายงานการรื้อเขื่อนทั้ง 62 แห่งในสหรัฐอเมริกาได้
ที่http://www.americanrivers.org/wp-content/uploads/2014/02/Dam-List-2015.pdf?c38e77
ถอดความจาก‘62 Dams Removed in 2015’ โดย Jessie Thomas-Blate
เข้าถึงได้ที่ http://www.americanrivers.org/blog/62-dams-removed-in-2015/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
สหรัฐรื้อเขื่อนองค์กร American Rivers ประกาศว่า การรื้อเขื่อนในสหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดปี พ.ศ. 2558 ภายใต้ความร่วมมือระหว่างชุมชนใน 21 รัฐ องค์กรไม่แสวงหากำไร และภาครัฐ ในการดำเนินการรื้อเขื่อน 62 แห่ง ฟื้นฟูลำน้ำความยาวกว่า 570 ไมล์เพื่อประโยชน์ของปลา สัตว์ป่า และผู้คน ตัวเลขการรื้อเขื่อนที่สูงที่สุดอยู่ในรัฐเพนซิลเวเนีย (23 แห่ง) ตามมาด้วยรัฐคอนเนคติคัท (7 แห่ง) และมิชิแกน (5 แห่ง)
 

การท่องเที่ยวเชิงนิเวศสามารถทำให้การคุกคามพันธุ์สัตว์น้อยลงหรือไม่

อีเมล พิมพ์ PDF
การท่องเที่ยวเชิงนิเวศสามารถสร้างความแตกต่างอย่างสำคัญระหว่างการอยู่รอดและการสูญพันธุ์สัตว์ที่ถูกทำให้อยู่ในภาวะอันตรายตามรายงานของการวิจัยใหม่จาก Griffith University
ด้วยการใช้แบบจำลอง population viability modeling ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยโดยศาสตราจารย์ราฟท์ บัคเล่ย์, ดร. กาย แคสเล่ย์และ ดร. แคลร์ มอริสัน ได้พัฒนาวิธีการชิ้นแรกๆ ที่แจ้งจำนวนผลกระทบของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีต่อพันธุ์สัตว์ที่ถูกคุกคาม
ข้อค้นพบถูกตีพิมพ์ในวารสาร PLOS ONE
“เราทราบว่าการท่องเที่ยวเชิงนิเวศมีมากขึ้นทั่วโลก โดยมีจำนวนผู้มาเยือนในบริเวณที่ได้รับการปกป้องต่างๆ มากขึ้นทุกๆปี และเราก็ทราบด้วยว่ากิจกรรมเหล่านั้นอาจส่งผลกระทบทั้งเชิงลบและเชิงบวก” ศาสตราจารย์บัคเล่ย์กล่าว ผู้เป็นประธานนานาชาติของงานวิจัยด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
“อย่างไรก็ตาม จวบจนบัดนี้ยังไม่มีหนทางใดในการประเมินผลสุทธิของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในแง่ของการเพิ่มหรือลดความเสี่ยงของการสูญพันธุ์สัตว์ที่อยู่ในภาวะอันตราย ซึ่งเป็นตัวแปรหลักของความพยายามอนุรักษ์ดังกล่าว”
แบบจำลอง population viability model ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการจัดการสิ่งมีชีวิตในป่าในทางปฏิบัติ แบบจำลองเหล่านี้ทำการประมาณการการเปลี่ยนแปลงของประชากรแบบสะสมด้วยการจำลองสถานการณ์การเกิดและการตายอย่างย้อนกลับไปมารุ่นต่อรุ่น การพยากรณ์สุดท้ายนั้นตั้งอยู่บนฐานของการจำลองสถานการณ์ซ้ำๆ นับพันๆครั้ง
นักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Griffith ได้ใช้แบบจำลองเหล่านี้ในการคำนวณการเปลี่ยนแปลงของประชากรในอนาคตของพันธุ์สัตว์ที่ถูกคุกคามจากข้อมูลที่มีอยู่ –ลิงอุรังอุตัง,ชะนี hoolock gibbon, สิงโต golden lion tamarin, เสือชีตาร์, สุนัขป่าอัฟริกัน สิงโตทะเลนิวซีแลนด์ นกเพนกวินอัฟริกัน นกแก้วหางยาวสีเขียวเข้ม และนกแร้งอียิปต์
“เราแปรกลับผลกระทบของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ – ทั้งเชิงบวกและเชิงลบ –สู่ตัวแปรด้านนิเวศวิทยา และค้นพบว่าพันธุ์สัตว์จำนวน 7 ชนิดที่เกี่ยวข้องนั้นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศจัดให้มีผลกำไรของการอนุรักษ์สุทธิ ด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น การสงวนรักษารายเดี่ยว/ส่วนบุคคล การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม การลดความเสียหายในสิ่งแวดล้อม การเคลื่อนย้ายผู้ล่าที่ไม่เชื่อง มาตรการของการต่อต้านการบุกรุกเข้าไปล่าสัตว์ หรือการแพร่พันธุ์ด้วยการกักขังสัตว์ และการให้อาหารเพิ่ม” ศาสตราจารย์บัคเล่ย์กล่าว
ดร.แคสเล่ย์ ผู้มาจากสถาบัน Griffith’s Environmental Futures Research Institute กล่าวว่า งานวิจัยแสดงให้เห็นถึงผลสุทธิของการท่องเที่ยวที่มีต่อพันธุ์สัตว์และประชากรหน่วยย่อยซึ่งมีอยู่อย่างแตกต่าง และกล่าวอีกว่าผลเหล่านี้ได้รับอิทธิลจากสภาพการณ์ต่าง ๆ ในท้องถิ่น
“ตัวอย่างเช่น สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับสเกลและความเข้มข้นของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ขนาดของประชากรเริ่มแรก อัตราของการล่า และผลกระทบของอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น การทำประมงและการตัดไม้ซุง” เขากล่าว
“ปัจจัยอื่นๆ รวมถึงการบุกรุกเข้าไปล่าสัตว์ ก็นับว่าสำคัญเช่นกัน”
ดร. มอริสันจาก Griffith School of Environment กล่าวว่า การวิจัยยืนยันว่าการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอาจไม่ประสบผลสำเร็จเสมอไป
“ในบางกรณีการท่องเที่ยวประเภทนี้อาจส่งผลเชิงลบต่อพันธุ์สัตว์ที่ถูกคุกคาม” เธอกล่าว
“อย่างไรก็ตาม สำหรับพันธุ์สัตว์ประเภทนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่หายากและถูกคุกคามส่วนมากที่ถูกนำมาวิเคราะห์นั้น บ่งบอกว่าการท่องเที่ยวเชิงนิเวศสร้างความแตกต่างระหว่างการอยู่รอดและการสูญพันธุ์”
อ่านต่อที่ Grifith University
แหล่งที่มา http://www.enn.com/wildlife/article/49376, accessed on 27 February 2016
ผู้เรียบเรียง PrathurngHongsranagon, Associate Professor, Ph.D., M.P.H
เที่ยวเชิงนิเวศการท่องเที่ยวเชิงนิเวศสามารถสร้างความแตกต่างอย่างสำคัญระหว่างการอยู่รอดและการสูญพันธุ์สัตว์ที่ถูกทำให้อยู่ในภาวะอันตรายตามรายงานของการวิจัยใหม่จาก Griffith University ด้วยการใช้แบบจำลอง population viability modeling ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยโดยศาสตราจารย์ราฟท์ บัคเล่ย์, ดร. กาย แคสเล่ย์และ ดร. แคลร์ มอริสัน ได้พัฒนาวิธีการชิ้นแรกๆ ที่แจ้งจำนวนผลกระทบของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีต่อพันธุ์สัตว์ที่ถูกคุกคาม
 

หุ่นยนต์ใต้น้ำสามารถได้รับการตั้งโปรแกรมให้ตัดสินใจได้โดยอิสระ

อีเมล พิมพ์ PDF

สำรวจทะเลกว่าร้อยละ 70 ของพื้นผิวโลกปกคลุมด้วยน้ำ อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์กลับรู้เรื่องอวกาศมากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นใต้มหาสมุทร

หนทางหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์พยายามปรับปรุงความเข้าใจที่มีต่อสิ่งแวดล้อมใต้ท้องทะเลคือการใช้ยานพาหนะแบบ AUV หรือยานพาหนะที่เป็นหุ่นยนต์ซึ่งได้รับการใส่โปรแกรมเพื่อศึกษาเกี่ยวกับใต้ท้องมหาสมุทรและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่อย่างเป็นอิสระ

 

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพในอาเซียน

อีเมล พิมพ์ PDF

โลกร้อนคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์จากฝั่งตะวันตกอาจไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้กับการวิเคราะห์ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อความหลากหลายทางชีวภาพในอาเซียน เนื่องจากมีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างโลกตะวันตกและภูมิภาคอาเซียนทั้งในแง่ภูมิระบบนิเวศ และบริบททางเศรษฐกิจและสังคม

 

เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสาน ประกาศคว่ำร่าง พ.ร.บ.น้ำ ชี้รวบหัวรวบหางประชาชน

อีเมล พิมพ์ PDF
จากกรณีที่ทางกรมทรัพยากรน้ำ จะเปิดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการปรับปรุง พัฒนาร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ..... ในวันที่ 29 ก.พ. 59 ในส่วนกลาง เพื่อพิจารณากลั่นกรอง ตรวจสอบร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ...ให้เกิดความรอบคอบ อันก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงในทุกภาคส่วน และลดข้อขัดแย้งในการเสนอร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ...ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ....
ในวันที่ 25 ก.พ.59 ที่ผ่านมา นายสิริศักดิ์ สะดวก ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสาน เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า จากการติดตามกระบวนการร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้เห็นว่า การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของกรมทรัพยากรน้ำในวันที่ 29 ก.พ.นี้ เป็นการจัดเวทีที่จะรวบหัวรวบหางประชาชน โดยให้กลุ่มคนไม่กี่ร้อยคนให้ความเห็นและตัดสินใจแทนคนส่วนใหญ่ของประเทศ อีกทั้งหลักการของเนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงรวมศูนย์อำนาจในการบริหารจัดการน้ำอยู่ที่รัฐ ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หรือเปลี่ยนแปลงรูปร่างของแหล่งน้ำได้ ซึ่งมันเป็นการเพิ่มอำนาจให้รัฐผูกขาดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และกำหนดการพัฒนาแหล่งน้ำไปในทิศทางที่คนลุ่มน้ำไม่มีส่วนร่วม ดังนั้นจึงอาจจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของแหล่งน้ำนั้นๆ ได้
โดยผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสาน ได้แจกแจงถึงปัญหาในร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้ ว่า  1.) ร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้ไม่ได้ยึดโยงอำนาจประชาชนคนลุ่มน้ำผ่านการกระจายอำนาจที่จะให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนในการตัดสินใจการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพราะดูได้จากการจัดเวทีในครั้งนี้  2.) สัดส่วนในการแต่งตั้งคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ส่วนใหญ่จะมีแต่ตัวแทนจากภาครัฐ ส่วนภาคประชาชนแทบจะไม่มีพื้นที่ให้เลย  ซึ่งหน่วยงานภาครัฐหรือกรรมการนโยบายควรมีบทบาทหน้าที่ใน ร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้เพียงแค่การติดตาม ส่งเสริมสนับสนุนองค์การภาคประชาชนให้ทำงานให้มีประสิทธิภาพ  3.) การกำหนดนโยบาย และแผนงานเป็นการกำหนดจากข้างบนลงมาล่าง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจของภาครัฐต่อประชาชนลุ่มน้ำ ที่ควรให้อำนาจประชาชนลุ่มน้ำน้ำร่วมกันกำหนดจากข้างล่างขึ้นไปบน  4.) ในประเด็นการให้ข้อเสนอแนะที่มีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และเป็นที่ประจักษ์ในด้านเทคนิควิศวกรรมทรัพยากรน้ำ ด้านการบริหารทรัพยากรน้ำนั้น จะอาศัยบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ตามร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้คงไม่พอ เพราะผู้เชี่ยวชาญใช่ว่าจะเข้าใจสภาพภูมินิเวศในแหล่งน้ำที่มีรูปแบบการจัดการในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน  และ5.) ในร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้ ไม่มีเนื้อหาที่กล่าวถึงการบูรณาการ ในการที่จะอนุรักษ์ฟื้นฟู ดิน น้ำ ป่า ซึ่งเป็นระบบนิเวศสำคัญในการเชื่อมโยงกัน  แต่ร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้มุ่งเน้นไปที่การจัดสรรทรัพยากรน้ำ เพื่อการใช้ประโยชน์มากกว่าที่จะดูองค์รวมของ ดิน น้ำ ป่า
“เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสานขอประกาศ คว่ำ ร่าง พ.ร.บ.น้ำ ของกรมทรัพยากรน้ำ ฉบับรวบหัวรวบหางประชาชน เพราะขาดความชอบธรรมและไม่เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย” นายสิริศักดิ์กล่าว
ด้านนายประดิษฐ์  โกศล อุปนายกสมาคมคนทาม กล่าวว่าในส่วนของตนมองว่าร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับกรมทรัพยากรน้ำ มีกระบวนการที่ไม่ถูกต้องเพราะภาคประชาชนหรือภาคเกษตรกรในระดับพื้นที่ไม่ได้มีส่วนร่วมเลย และร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้ให้อำนาจรัฐมากว่า เสมือนน้ำเป็นของรัฐ ประชาชนไม่ได้มีส่วนในการกำหนดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพราะรัฐเป็นผู้ควบคุมจัดสรร
"ผมไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับที่จะมีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น และผมมีข้อเสนอว่ารัฐจะต้องเปิดกว้างเพื่อให้ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียเข้าไปมีส่วนร่วมในการยกร่าง พ.ร.บ.น้ำ ถ้ากระบวนการยังเป็นแบบนี้อยู่เราก็คงไม่เข้าร่วมและจะค้านร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้ต่อไป" นายประดิษฐ์กล่าว
ด้านนายสันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี กล่าวว่า  การมีพ.ร.บ.น้ำ ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่เราจะต้องมาดูเจตจำนงของว่า ร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้เพื่ออะไร ควรที่จะบอกให้ชัดว่าจะเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ยั่งยืน เพื่อคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ โดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ หน่วยงานรัฐแทบจะไม่คำนึงถึงในจุดนี้จึงน่าเป็นห่วงว่าจะทำให้เกิดความไม่สมดุลของระบบนิเวศ  โดยแนวคิดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำควรเน้นที่กระบวนการมีส่วนร่วม ไม่ใช่หน่วยงานรัฐปักธงไว้แล้ว และมาบอกว่ารับฟังความคิดเห็นแต่มิได้ครอบคลุ่มประชาชนส่วนใหญ่
"กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของร่างพ.ร.บ.น้ำในครั้งนี้ รัฐมีธงไว้ชัดเจนแล้ว แต่จัดให้เป็นพิธีกรรม ผมมองว่าไม่มีประโยชน์  ถ้าจะให้มีประโยชน์จริงควรที่จะให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมใน ร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้ตั้งแต่ต้น"
อาจารย์สันติภาพ ยังกล่าวต่อว่า การรับฟังความคิดในเรื่องร่าง พ.ร.บ.น้ำ ที่จะเกิดขึ้นนี้จะมีปัญหาตามมาเหมือนเดิม เพราะรัฐไม่ให้ความสำคัญในหลักการและเนื้อหาที่เกี่ยวกับประชาชนในหลายด้าน เช่น กลุ่มผู้ใช้น้ำ กลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำ กลุ่มหาปลา เป็นต้น และปัญหาที่จะกล่าวถึงก็คือ เกิดการอนุมัติโครงการบริหารจัดการน้ำขนาดใหญ่ก็เป็นการปัดฝุ่นโครงการเก่าที่มีอยู่เดิม นำมาเสนอในยุคนี้ เช่น โครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูล ซึ่งเป็นโครงการที่จะก่อให้เกิดผลกระทบทางระบบนิเวศ ความไม่คุ้มค่าการลงทุน ประชาชนไม่รับรู้ข้อมูลข่าวสาร และเป็นโครงการที่ไม่ได้ตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ นี้คือปัญหาที่จะตามมา
"มันจะนำไปสู่กระบวนการของการแปรรูปน้ำหรือไม่ เพราะเป็นการนำน้ำไปตอบสนองภาคเศรษฐกิจ จะเป็นการให้เอกชนเข้ามาซื้อเพื่อสัมปทานน้ำ เพื่อป้อนอุตสาหกรรมที่กำลังจะผุดขึ้นในหลายพื้นที่ ฉะนั้นถ้าร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้ไม่มีเจตจำนงที่จะให้ความสำคัญกับประชาชนก็เท่ากับเป็นการมองข้ามความสำคัญของคนลุ่มน้ำอย่างแน่นอน เพราะรัฐไม่มีแนวคิดความยั่งยืนของระบบนิเวศ"
จากกรณีที่ทางกรมทรัพยากรน้ำ จะเปิดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการปรับปรุง พัฒนาร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ..... ในวันที่ 29 ก.พ. 59 ในส่วนกลาง เพื่อพิจารณากลั่นกรอง ตรวจสอบร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ...ให้เกิดความรอบคอบ อันก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงในทุกภาคส่วน และลดข้อขัดแย้งในการเสนอร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ...ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ....
 

ดินในเมืองปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์มากอย่างน่าประหลาดใจ

อีเมล พิมพ์ PDF

soil respirationท่ามกลางป่าคอนกรีตใจกลางเมืองใหญ่ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ถูกเผาไหม้จากมวลอันหนาแน่นของรถยนต์และอาคารต่างๆ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบอสตันได้แสดงให้เห็นว่า บริเวณเขตเมืองใหญ่ที่รายล้อมเมืองหลวงอยู่นั้น รากต้นไม้และการสลายตัวของวัสดุอินทรียสารในเนื้อดินสามารถปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์จำนวนมหาศาลได้อย่างคาดไม่ถึง ซึ่งเรียนกระบวนการนี้ว่า ‘การหายใจของดิน’

 

งานวิจัยนกเงือกไทยโมเดลงานวิจัยนกเงือกโลก

อีเมล พิมพ์ PDF
ถอดบทความเสวนา "สถานการณ์นกเงือกเมืองไทย"
งาน "วันรักนกเงือก" ที่จัดขึ้น ณ สวนนกเงือก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลที่ผ่านมา นอกจากการจากกิจกรรมต่างๆ สำหรับให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมรับชมและได้ช่วยระดมทุนในการอนุรักษ์นกเงือกแล้ว ยังมีเวทีเสวนา "สถานการณ์นกเงือกเมืองไทย" เพื่อพูดคุยถึงสถานการณ์นกเงือกในปัจจุบัน รวมถึงการทำงานของมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือกและเครือข่าย ว่ามีความเคลื่อนไหวอย่างไรจากอดีตจนถึงปัจจุบัน และแผนงานในอนาคตของคนที่มีใจรักนกเงือกว่าจะไปในทิศทางใด
ทั้งนี้เวทีเสวนามีศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.พิไล พูลสวัสดิ์ นักวิจัยนักอนุรักษ์ ที่ทำงานเกี่ยวกับนกเงือกมายาวนานกว่า 40 ปี จนถูกขนานนามว่าเป็นมารดาแห่งนกเงือก ร่วมด้วยผู้ช่วยศาสตราจารย์ วิจักขณ์ ฉิมโฉม เลขาธิการมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก พ.ต.อ.ณรงค์ ธนานันทกุล ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 พื้นที่หน่วยงานที่ที่ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ(MOU) ในการวิจัยเพื่อการอนุรักษ์ และศึกษาพื้นที่สำคัญ (core area) ในกลุ่มป่าประเทศไทย โดยมีอาจารย์ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียรช่วยดำเนินรายการสนทนาในครั้งนี้
ดร.พิไล พูลสวัสดิ์ พูดถึงเรื่องอนาคตงานอนุรักษ์นกเงือกว่าจะต้องขึ้นอยู่กับทุกคน ใช่เพียงเป็นงานของมูลนิธิฯ เพียงอย่างเดียว เพราะทุกคนมีหน้าที่ที่ต้องอนุรักษ์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน จะมองว่าเป็นหน้าที่ของรัฐเพียงอย่างเดียวไม่ได้ อีกทั้งไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกำลังพลหรือพื้นที่ที่ยากลำบาก ดังนั้นจึงต้องอาศัยการร่วมมือกันเพื่อที่จะอนุรักษ์ รักษา และก็ปกป้อง ไม่ให้มีการทำลายเกิดขึ้น และเพื่อให้ธรรมชาติได้ฟื้นกลับคืนมา เพราะนกเงือกมีส่วนสำคัญในการที่จะฟื้นฟูผืนป่า
อีกทั้งมูลนิธิฯ ไม่ได้มีเจ้าหน้าที่ประจำที่รับเงินเดือน บุคคลที่เข้ามาทำงานจึงเป็นอาสาสมัครทั้งหมด เพราะฉะนั้นเงินทุกบาทที่ได้รับการบริจาคเข้ามา จะนำไปใช้เพื่อเป็นประโยชน์ต่องานวิจัย และเผยแพร่ความรู้แทบทั้งสิ้น อีกส่วนหนึ่งที่มาเพิ่มเติมในงานของมูลนิธิฯ คือเจ้าหน้าที่ ตชด. (ตำรวจตระเวนชายแดน) ที่มีศักยภาพสูงมากในการทำงานในพื้นที่ ซึ่งสามารถช่วยในการอนุรักษ์ในพื้นที่อื่นๆ ได้ ถ้าเราสามารถอบรมให้ ตชด. ได้มีความรู้ว่าต้องทำอะไร และทำอย่างไร นกเงือกก็จะมีโอกาสเพิ่มจำนวนประชากรได้อีก
เรื่องของเงินทุนในการทำงานมีส่วนสำคัญ ดร.พิไลเล่าว่าแต่เดิมค่อนข้างที่จะทำงานสบายเพราะได้รับการสนับสนุนจาก ปตท.สผ.(การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย สำรวจและผลิตปิโตรเลียม) ซึ่งการสนับสนุนสามารถทำให้ทีมงานได้ทุ่มเทกับงานวิจัยได้อย่างเต็มมที่ แต่หลังจาก ปตท.สผ ได้มีข้อยุติเงินทุนทั้งหมดในทุกๆ โครงการที่เคยสนับสนุนมาก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่รู้อย่างกะทันหัน ทำให้เงินทุนสนับสนุนในตรงนี้ขาดหายไป ซึ่งส่งผลกระทบกับทีมงาน เพราะต้องเข้าไปอยู่ในป่าทั้งปี ซึ่งในตอนนี้มีเพียงเงินที่ได้มาจากการหยิบยืมเป็นการส่วนตัว เพื่อนำเงินมาจุนเจือในตรงนี้ไว้เพียงเท่านั้น
ดร.พิไล  ผู้ที่ทำงานอนุรักษ์นกเงือกมายาวนานกว่า 40 ปี ซึ่งในปีนี้จะมีอายุครบ 70 ปี  พูดถึงงานอนุรักษ์นกเงือกที่ทำอยู่ว่า “จะเกษียณจากงานก็ต่อเมื่อคงไปทำงานไม่ไหวแล้ว แต่ว่าถึงจะไปไม่ไหวแต่หากสมองยังทำงานได้อยู่ก็คงจะไม่หยุด เรื่องงานนกเงือกมันฝังเข้าไปอยู่ในสายเลือด ทุกวันนี้ต้องเดินทางไปยังต่างประเทศเพื่อไปกระตุ้นให้แต่ละประเทศมาทำงานอนุรักษ์นกเงือก อย่างในปีที่แล้วก็ได้มีโอกาสเดินทางไป ภูฏาน จีน อินโดนิเซียฯ ซึงเป็นพื้นที่ที่เราต้องช่วยเขา จากองค์ความรู้ที่เราได้เอาไปเผยแพร่ และไปกระตุ้นเตือนให้เขาได้ตระถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ หลังจากนี้ได้ปลดภาระการทำงานในประเทศไปในบางส่วนแล้ว ต่อไปก็จะเป็นอาจารย์วิจักรที่ช่วยสานงานต่อ”
ด้าน อาจารย์วิจักขณ์ ฉิมโฉม ได้พูดถึงการทำงานอนุรักษ์นกเงือกที่ผ่านมาว่า ในกลุ่มนกเงือกที่มีอยู่ในผืนป่าขนาดใหญ่ อย่างเขาใหญ่ดงพญาเย็นก็มีจำนวนนกเงือกที่เพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยังมีนกเงือกอีกหลายชนิดที่อยู่ในสถานะภาพที่ค่อนข้างเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ซึ่งถ้าพบนกเงือกในพื้นที่ป่าสักแห่งในจำนวน 10 ตัว หรือ 5 คู่ โอกาสที่นกเงือกจะสูญหายไปจากพื้นที่นั้นจะมีสูงมาก เรียกได้ว่าเป็นการรอวันที่จะสูญพันธุ์ได้ นอกเหนือไปจากว่าเรามีการจัดการที่ดี ซึ่งในตอนนี้เราก็พอใจกับจำนวนประชากรนกเงือกในบางชนิด ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องให้ความสำคัญกับนกเงือกในสายพันธุ์ที่มีจำนวนลดลงด้วย
ส่วนทางด้านภัยคุกคามนกเงือกจากการล่าในพื้นที่ฮาลา-บาลา จังหวัดนราธิวาส นั้นมีการดูแลที่ค่อนข้างดี ซึ่งตอนนี้ทางมูลนิธฯ มองไปถึงการที่ประเทศไทยจะเป็นแกนนำสำคัญในการอนุรักษ์นกเงือกในระหว่างสามประเทศ ได้แก่ประเทศไทย อินโดนิเซีย และประเทศมาเลเซีย และกำลังเขียนโครงการที่จะทำการฝึกอบรมคนให้ทั้งสองประเทศ ได้มีความรู้เกี่ยวกับนกเงือกเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการประเมิน การจัดการ และการติดตาม เรามีข้อมูลการวิจัยการศึกษานกเงือกที่เทือกเขาบูโดในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี นราธิวาส และยะลา) ซึ่งเป็นงานวิจัยศึกษาที่ดีที่สุดในโลกแล้วในตอนนี้
อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ทำให้มีงานวิจัยที่ดีได้ก็คือการทำงานของมูลนิธิ ซึ่งอาจารย์วิจักขณ์เล่าถึงการทำงานของมูลนิธิฯ ว่ามีการทำงานกันเป็นครอบครัว เป็นกลุ่มคนที่ชอบในแบบเดียวกัน และมองข้ามเรื่องผลประโยชน์ทั้งด้านการเงิน มีใจรักธรรมชาติ ทั้งนี้มูลนิธิฯ มีงานหลักๆ อยู่ในสามพื้นที่  คือเขาใหญ่เป็นที่แรกตั้งแต่สมัย ดร.พิไล เริ่มงาน ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีทีมทำงานอยู่ โดยมีทีมงานวิจัยสองทีมคือทีมวิจัยเขาใหญ่ฝั่งป่าตะวันตกและฝั่งตะวันออก มีการทำโพรงเทียม ติดตามในเรื่องการออกดอกออกผล และมีแปลงถาวรของต้นไม้ ซึ่งในแต่ละปีปัจจัยสำคัญที่จะรู้ได้ว่ามีนกเข้าหรือไม่ขึ้นอยู่กับผลไม้ ดังนั้นถ้าหากจะรู้ว่านกแต่ละปีเข้ามาเท่าไหร่จึงต้องเปรียบเทียบกับอาหารด้วย ต้องมีนักวิจัยเก็บข้อมูลอยู่ตลอด
อีกส่วนคือในพื้นที่ห้วยขาแข้งก็จะมีนกเงือกคอแดง นกเงือกคอช้างปากเรียบ ซึ่งปรากฏในฝั่งตะวันออก ไม่ได้เป็นพื้นที่ที่มีทีมงานโดยตรงแต่ใช้ทีมงานจากเขาใหญ่ที่เข้าไปเก็บข้อมูล ส่วนพื้นที่งานที่ใหญ่ที่สุดคือเทือกเขาบูโด ส่วนฮาลา-บาลาเป็นพื้นที่งานที่เราทำงานร่วมกับสถานีวิจัย ซึ่งมีนกเงือกปากหย่น นกเงือกดำ ในส่วนพื้นที่อื่นๆ ที่ยังมีนกเงือกอยู่เราก็จะมีการเข้าไปทำงานเป็นครั้งคราว ด้วยเหตุที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้มีมากพอสำหรับในทุกพื้นที่
อีกหนึ่งเรื่องสำคัญในงานอนุรักษ์นกเงือกอาจารย์วิจักขณ์ได้กล่าวว่า “ทางกลุ่มของเราจะพยายามเจาะพื้นที่ที่มีนกเงือกอยู่ ให้ชุมชุนมีความรู้ มีจิตสำนึกจากเคยเป็นผู้ล่าให้กลับมาเป็นผู้ดูแล มีการบรรยายตามสถานศึกษาและโรงเรียนต่างๆ โดยได้รับการช่วยเหลือจากทาง ตชด. ที่อาศัยนำเราเข้าไปในจุดที่เราไม่สะดวก อย่างที่จังหวัดยะลาก็ได้เข้าไปทำงานกว่า 15 โรงเรียน เพื่อให้ความรู้กระจายไปสู่ท้องถิ่น เพื่อให้เขาได้รับรู้ถึงทรัพยากรที่เขามีอยู่ว่ามันมีคุณค่า รวมไปถึงการพัฒนาคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานเพิ่มขึ้นอีกด้วย”
พ.ต.อ.ณรงค์ ธนานันทกุล ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 ที่ดูแลพื้นที่พื้นที่ฮาลา-บาลา จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความยากลำบากในการเข้าออก ไม่มีไฟฟาและสัญญาณในการติดต่อสื่อสารเล่าว่าหลังจากการที่หน่วยงานได้เข้ามาดูแล ทำให้เห็นว่านกเงือกนั้นจะอยู่ในพื้นที่ป่าที่สมบูรณ์ และในส่วนของพื้นที่ด้านจังหวัดยะลาและนราธิวาสนั้น พื้นที่ป่ามีจำนวนค่อนข้างที่จะลดลง สิ่งทึ่สำคัญก็คือการที่ต้องรักษาพื้นป่าให้เพิ่มขึ้น และช่วยในการสะกัดกั้นการบุกรุกป่า ใช่เพียงแค่นกเงือกอย่างเดียวแต่เพื่อสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ ด้วย บทบาทของ ตชด. กับมูลนิธิฯ ได้มีการศึกษาความรู้เรื่องนกเงือกและการทำโพรงเทียม และช่วยในการเข้าออกซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยากลำบาก
ทั้งนี้เมื่อหน่วยงานได้เข้าร่วมทำงานกับทางมูลนิธิฯ จึงทำให้รู้สึกเห็นถึงคุณค่าของคณะวิจัยในการทำงาน ที่ต้องทำงานอย่างยากลำบากในป่า ซึ่งเจ้าหน้าที่ ตชด. เมื่อเห็นการทำงานและได้รับความรู้จากทางมูลนิธิฯ ก็พร้อมที่จะเข้าไปช่วย ได้เห็นพื้นที่ป่ามีความอดุมสมบรณ์ เห็นสัตว์ เห็นป่านกเงือก ทำให้มีความรู้สึกดี และอยากจะช่วยดูแล อยากจะได้ความรู้เพิ่มเติม ซึ่งเมื่อก่อนจากการดูแลรักษาป่าโดยที่ไม่มีความรู้เรื่องระบบนิเวศ เมื่อได้ทำงานร่วมกับมูลนิธิฯ จึงได้รับความรู้และได้เห็นคุณค่าในงานอนุรักษ์เพิ่มขึ้น และทางหน่วยงานได้มีการทำโพรงเทียมในพื้นที่ และในอนาคตคาดว่ายังสามารถทำการขยายพื้นที่อนุรักษ์ไปยังพื้นที่ ตชด. ทั่วประเทศซึ่งเป็นพื้นที่ทางผ่านและอพยพของนกเงือกได้
“การดูแลนกเงือกก็เปรียบเสมือนการดูแลผืนป่า ถ้านกเงือกอยู่ได้ป่าก็จะสมบูรณ์ เพราะมีความเกื้อกูลกัน อย่างน้อยมีเราดูแลอนุรักษ์นกเงือกได้ป่าก็จะยังอยู่ ดังนั้นเราก็เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่ เราก็จะช่วยกันดูแลและอนุรักษ์ร่วมกันต่อไป” พ.ต.อ.ณรงค์ ธนานันทกุลกล่าว
ด้านอาจารย์ ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะสถียร ผู้ดำเนินการสักถามในเวทีเสวนาได้พูดปิดท้ายถึงมูลนิธิวิจัยนกเงือกว่า “เมื่อ 40 ปีที่แล้วประเทศไทยไม่มีใครรู้จักนกเงือกได้เท่าปัจุบันนี้ ว่านกเงือกกินอะไรหน้าที่ของนกเงือกทำอะไร มีวิถีชีวิตความรักอย่างไร ไม่มีใครรู้จักมาก่อน ตอนที่ ดร.พิไล เริ่มทำงานผมยังเรียนหนังสืออยู่ จนงานวิจัยนกเงือกชิ้นแรกๆ เสร็จออกมาซึ่งอยู่ที่เขาใหญ่ จนมาถึงทุกวันนี้ประเทศไทยได้มีงานศึกษาวิจัยในเรื่องนกเงือก จนทำให้อินโดนิเซีย แอฟริกา อินเดีย ศึกษานกเงือกตามประเทศเรา เพราะว่านกเงือกนั้นไม่ได้มีอยู่ในพื้นที่ยุโรป จะมีอยู่ในเขตพื้นที่อินโดนิเซียขึ้นมาไปจนถึงจีนตอนใต้เท่านั้น ดังนั้นประเทศไทยถ้าพูดถึงเรื่องนกเงือกก็คือ ดร.พิไล หนึ่งคนที่เป็นผู้เริ่มต้น จนทำให้นกเงือกได้รับการอนุรักษ์มากกว่าครึ่งโลก ซึ่งเป็นความยิ่งใหญ่ที่ไม่ค่อยมีใครรู้ และเราคือผู้นำในวงการการอนุรักษ์นกเงือก ประเทศไทยคืออันดับ 1 ทั้งทางข้อมูลและการดำเนินงาน ซึ่งมาจากมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก”
นกเงือกงาน "วันรักนกเงือก" ที่จัดขึ้น ณ สวนนกเงือก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลที่ผ่านมา นอกจากการจากกิจกรรมต่างๆ สำหรับให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมรับชมและได้ช่วยระดมทุนในการอนุรักษ์นกเงือกแล้ว ยังมีเวทีเสวนา "สถานการณ์นกเงือกเมืองไทย" เพื่อพูดคุยถึงสถานการณ์นกเงือกในปัจจุบัน รวมถึงการทำงานของมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือกและเครือข่าย ว่ามีความเคลื่อนไหวอย่างไรจากอดีตจนถึงปัจจุบัน และแผนงานในอนาคตของคนที่มีใจรักนกเงือกว่าจะไปในทิศทางใด
 

ขอคืนผังเมืองให้กับประชาชน

อีเมล พิมพ์ PDF

ขอคืนผังเมืองสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2559 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557[1] ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 3/2559 เรื่อง การยกเว้นการใช้บังคับกฎหมาย ว่าด้วยการผังเมืองและกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 4/2559 เรื่อง การยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมสำหรับการประกอบกิจการบางประเภท

 

กำแพงธรรมชาติเพื่อการป้องกันภัยพิบัติ

อีเมล พิมพ์ PDF
กำแพงธรรมชาติเพื่อการป้องกันภัยพิบัติ
เป็นที่ทราบกันดีว่าแนวปะการังและป่าชายเลนช่วยลดความเสี่ยงจากน้ำหลากและการพังทลายของชายฝั่ง แต่จวบจนปัจจุบัน การถกเถียงเรื่องการลงทุนเพื่ออนุรักษ์ระบบนิเวศทั้งสองก็ยังขาดความชัดเจน
หนังสือ ‘การจัดการชายฝั่งด้วยทางออกโดยธรรมชาติ: แนวทางการวัดและประเมินมูลค่านิเวศบริการการป้องกันชายฝั่งของป่าชายเลนและแนวปะการัง’ (Managing coasts with natural solutions: Guidelines for measuring and valuing the coastal protection services of mangroves and coral reefs) ได้พยายามสร้างความชัดเจนในประเด็นดังกล่าว โดยรวบรวมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ เปรียบเทียบระหว่าง โครงสร้างพื้นฐานสีเทา (โครงสร้างพื้นฐานที่ก่อสร้างโดยมนุษย์ – ผู้แปล) และโครงสร้างเขียวที่สร้างขึ้นตามธรรมชาติ
การวัดและประเมินมูลค่านิเวศบริการจากป่าชายเลนและแนวปะการัง
ด้วยนวัตกรรมการวัดมูลค่านิเวศบริการโดย Michael Beck นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลชั้นนำจาก  The Nature Conservancy และ  Glenn-Marie Lange ผู้เชี่ยวชาญจากโครงการ World Bank Wealth Accounting and Valuation of Ecosystem Services (WAVES) Global Partnership และการสนับสนุนจากหลายสถาบัน เช่น University of California (UC) Santa Cruz, UC Davis, UC Santa Barbara และ Resources for the Future ได้นำเทคนิคการประเมินมาที่มักจะใช้ในวงการวิศวกรรมศาสตร์และการประกันภัยมาประยุกต์ใช้
“วิธีดั้งเดิมในการประเมินมูลค่าการป้องกันชายฝั่งโดยแนวปะการังและป่าชายเลนคือการตั้งคำถามว่า ‘หากเราสูญเสียระบบนิเวศเหล่านั้นไป เราจะต้องใช้ต้นทุนเท่าไหร่ในการสร้างกำแพงในทะเล หรือ โครงสร้างอื่นๆ เพื่อทดแทนระบบนิเวศดังกล่าว’ แต่พอเราได้เรียนรู้จากวิศวกรรมศาสตร์และการประกันภัย เราสามารถทำการประเมินมูลค่าได้แม่นยำขึ้นโดยคำนวณผลประโยชน์ที่ได้จากการป้องกันชายฝั่ง โดยการเปรียบเทียบความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในกรณีที่มีและไม่มีแนวปะการังและป่าชายเลน โดยส่วนต่างระหว่างสองกรณีคือมูลค่าของระบบนิเวศเหล่านั้น วิธีนี้เรียกว่าฟังก์ชันความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Damage Function)”Michael Beck กล่าว
ในรายงานระบุว่า จวบจนปัจจุบัน นิเวศบริการที่มีมูลค่ามากที่สุดจากแนวปะการังและป่าชายเลนคือบริการการเป็นแหล่งผลิต (Provisioning Services)เช่น ระบบนิเวศดังกล่าวผลิตปลาได้เท่าไร หรือสามารถสร้างไม้ได้เท่าไร แต่งานชิ้นใหม่ที่พยายามประเมินมูลค่าการป้องกันชายฝั่ง คืองานชิ้นแรกที่มุ่งวัดผลประโยชน์จากบริการด้านการควบคุม (Regulating Services)ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ในระดับชาติ และระดับโลก
ทางเลือกที่เป็นไปได้ต่อความกังวลระดับโลก
ผลกระทบจากทั้งการเติบโตของประชาการ การเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นเมือง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้การป้องกันชายฝั่งกลายเป็นเรื่องท้าทายยิ่งขึ้น ผู้คนนับร้อยล้านคนทั่วโลกอยู่ในความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากน้ำหลากและภูมิอากาศที่รุนแรง ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ก็กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย 10 ปีที่ผ่านมา บริษัทผู้รับประกันได้จ่ายเงินกว่า 300 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐเพื่อชดเชยความเสียหายจากพายุบริเวณชายฝั่ง
การแสดงให้เห็นว่าการป้องกันโดยธรรมชาติของระบบนิเวศแนวปะการังและป่าชายเลนมีมูลค่าเท่าไร จะสามารถนำผลประโยชน์ดังกล่าวไปใช้ได้ในเครื่องมือวางแผนทางเศรษฐศาสตร์เช่น การบัญชีทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Capital Accounting)ซึ่ง Michael Beck และโครงการ WAVES หวังว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจจะมองเห็นความสำคัญอย่างยิ่งของมูลค่าการป้องกันแนวชายฝั่งของแนวปะการังและป่าชายเลน และมองว่าเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพทางต้นทุนมากกว่าโครงสร้างพื้นฐานสีเทา
มีการประมาณการว่า ระหว่างปี พ.ศ. 2523 ถึง 2548 มีการสูญเสียพื้นที่ป่าชายเลนไปถึง 19 เปอร์เซ็นต์ และแนวปะการัง 75 เปอร์เซ็นต์ของโลกก็อยู่ในสภาวะถูกคุกคาม
แม้ว่าการจัดการชายฝั่งนับวันจะเป็นเรื่องจาก แต่การเปลี่ยนแปลงก็กำลังจะเกิดขึ้นโดยมีแนวโน้มจะเพิ่มการฟื้นฟูระบบนิเวศดังกล่าวเพื่อลดความเสี่ยงจากน้ำหลากและการกัดเซาะ หนังสือ Managing coasts with natural solutions ได้เน้นว่ามีกรณีศึกษากว่า 20 กรณีที่สะท้อนให้เห็นว่านิเวศบริการจากแนวปะการังและป่าชายเลนสะท้อนได้อย่างชัดเจนในการตัดสินใจเขิงนโยบาย เช่น
•ได้มีการฟื้นฟูพื้นที่ป่าชายเลนพื้นที่ราว 56,250 ไร่ในเวียดนาม โดยมีสัดส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุนสูงถึง 3:1 (หมายความว่าลงทุน 1 บาท ได้ผลประโยชน์ 3 บาท – ผู้แปล)และ 28:1 แตกต่างกันตามพื้นที่
•หลังจากการทำลายล้างอย่างรุนแรงของพายุไต้ฝุ่น Haiyanรัฐบาลฟิลิปปินส์ได้จัดสรรงบประมาณราว 8 ล้านดอลล่าร์สหรัฐเพื่อฟื้นฟูป่าชายเลนและป่าชายหาดที่ได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นอย่างรุนแรง
•The Caribbean Catastrophic Risk Insurance Facility (CCRIF) จากการประเมินพบว่า 7 ใน 8 ประเทศ การฟื้นฟูแนวปะการังและป่าชายเลนเป็นโครงการที่มีประสิทธิภาพทางต้นทุนเพื่อลดความเสี่ยงและการรับมือความเปลี่ยนแปลงของ
ชายฝั่ง
“สิ่งที่เราคาดหวัง คือการแสดงมูลค่าเพิ่มเติมจากคุณค่า เพื่อให้ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจมองเห็นว่าป่าชายเลนและแนวปะการังเป็นแนวป้องกันแรกตามธรรมชาติ และจะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการฟื้นฟูที่มีส่วนร่วมไม่ใช่เพียงจากนักอนุรักษ์ แต่จากผู้จัดการด้านความเสี่ยงจากภัยพิบัติ นักวางแผนพัฒนา และรัฐมนตรีด้านการพัฒนาและการคลัง”Michael Beck กล่าว
ถอดความจาก‘Nature as the First Line of Defense against Floods’ เข้าถึงได้ที่http://www.worldbank.org/en/news/feature/2016/02/10/nature-as-the-first-line-of-defense-against-floods
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
เป็นที่ทราบกันดีว่าแนวปะการังและป่าชายเลนช่วยลดความเสี่ยงจากน้ำหลากและการพังทลายของชายฝั่ง แต่จวบจนปัจจุบัน การถกเถียงเรื่องการลงทุนเพื่ออนุรักษ์ระบบนิเวศทั้งสองก็ยังขาดความชัดเจน

หนังสือ ‘การจัดการชายฝั่งด้วยทางออกโดยธรรมชาติ: แนวทางการวัดและประเมินมูลค่านิเวศบริการการป้องกันชายฝั่งของป่าชายเลนและแนวปะการัง’
 

เมืองใหญ่ที่สะอาดที่สุดนะหรือ มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก

อีเมล พิมพ์ PDF

เมืองใหญ่เมืองใหญ่บางแห่งบริโภคพลังงานด้วยประสิทธิภาพอันน่าชมเชย ใขณะที่อีกหลายเมืองกลับบริโภคอย่างฟุ่มเฟือย การวัดว่าเมืองไหนเป็นแบบใดต้องการมากกว่าการอ่านเพียงค่ามิเตอร์ ทั้งยังขึ้นอยู่กับว่าใครทำหน้าที่ตัดสินอีกด้วย

รายชื่ออันหลากหลายของผู้สอบผ่านและผู้ที่สอบไม่ผ่านมีแนวโน้มที่จะใช้คำเรียกเหมือนกันเสียแล้ว เมืองที่สอบผ่านโดยทั่วไปมักเป็นเมืองที่มีฐานะการเงินดี เป็นเมืองใหญ่ของชาวอเมริกันที่ทำงานในสำนักงาน เช่น กรุงซานฟรานซิสโกและเมืองซีแอตเติ้ล หรือกรุงโคเปนเฮเกนและออสโลในแถบสแกนดิเนเวีย

 

ปีเตอร์ โฮลเลเบน ชายผู้เข้าใจเครือข่ายทางสังคมในต้นไม้

อีเมล พิมพ์ PDF
เมืองฮึมเมล เยอรมันนี – ท่ามกลางฤดูหนาวในป่าอันเงียบสงัด เสียงของฝีเท้าบนพรมใบไม้ดูเงียบหายไป ปีเตอร์ โฮลเลเบน ค้นพบสิ่งที่เขาเฝ้าตามหา คือ พืชบีชที่ขึ้นสูงตระหง่าน เขาเล่าให้ฟังว่า “ต้นไม้เหล่านี้เป็นเพื่อนกัน” ขณะที่เงยหน้ามองต้นไม้เหล่านี้ โดยหันหลังให้กับฟ้าสีเทาหม่น “คุณเห็นกิ่งก้านที่หนาเตอะชี้ไป คนละทิศละทางไหม มันเป็นเช่นนี้เพื่อต่างไม่บังแดดให้ต้นไม้แต่ละต้นที่เป็นเพื่อนของมัน”
ก่อนที่เขาจะเดินไปยังต้นบีชอายุเก่าแก่ เพื่อแสดงให้เราเห็นว่าต้นไม้ก็เหมือนกับคนเราที่มีริ้วรอยตามอายุ  นายโฮลเลเบนกล่าวเสริมว่า “บางทีนะ ต้นไม้คู่นี้ก็เชื่อมโยงกันในระดับรากเลยนะ อย่างกับว่าพอต้นไม้ต้นหนึ่งตาย อีกต้นก็ตายตามไปด้วย”
นายโฮลเลเบนในวัย 51 ปีเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลอุทยานที่มีร่างสูงโปร่ง เขามีท่าทางแข็งแกร่งในชุดเครื่องแบบสีเขียวแลดูขรึม  ดูไปละม้ายกับต้นบีชทมึนที่เขาดูแลอยู่นั่นเอง อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้เขาได้กลายมาเป็นนักเขียนในเยอรมันนี ประเทศที่ต้นไม้มีบทบาทสำคัญมาอย่างยาวนานในการได้รับการสงวนรักษาจนเป็นวัฒนธรรมประจำถิ่น เหมือนดั่งเทพนิยาย ปรัชญาของศตวรรษที่ 20 อุดมคติของเหล่านาซี และกำเนิดของการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมในยุคสมัยใหม่
หลังจากที่หนังสือของนายโฮลเลเบนได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งมีชื่อเสียงและได้รับความนิยม “ชีวิตซ่อนรูปของบรรดาต้นไม้ ต้นไม้มีความรู้สึกอย่างไร ต้นไม้สื่อสารกันแบบไหน  – การค้นพบจากโลกลี้ลับ” ทำให้พื้นที่ป่าในเยอรมันนีกลับมาได้รับความสนใจอีกหน นับตั้งแต่เป็นหนังสือขายดีในขวบปีที่ผ่านมา
นายโฮลเลเบนได้ใช้เวลาในหมู่สื่อสารมวลชนมากกว่าการทำงานในอุทยาน ซึ่งทำให้เกิดการจินตนาการอีกครั้งเรื่องต้นไม้ ตามที่นายโฮลเลเบนกล่าวว่าสังคมร่วมสมัยมักมองเพียงว่าต้นไม้เป็น “หุ่นยนต์อินทรียสาร” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อผลิตอ็อกซิเจนและเนื้อไม้เท่านั้น
ด้วยการนำเสนอการวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์และจากการสังเกตการณ์ของเขาเอง
หนังสือของนายโฮลเลเบนสามารถสร้างความปราโมทย์ให้แก่ผู้อ่าน และเหล่าผู้ชมรายการทอล์คโชว์ ด้วยการบอกข่าวว่าต้นไม้ต่างๆ ในผืนป่าคือสัตว์สังคม ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่นักชีววิทยาล่วงรู้มานานแล้ว บรรดาต้นไม้ต่างรู้จักนับเลข เรียนรู้ และจดจำ รู้จักดูแลเพื่อนยามเจ็บไข้ได้ป่วย รู้จักตักเตือนเพื่อนๆ ถึงภยันตรายต่างๆ ที่จะเข้ามาด้วยการส่งสัญญาณไฟฟ้าผ่านเครือข่าย ซึ่งรู้จักกันในนามของ “เครือข่ายโยงใยของต้นไม้” และด้วยเหตุผลที่ไม่อาจรับรู้ได้  ต้นไม้เหล่านี้สามารถหล่อเลี้ยงตอไม้ของเพื่อนๆ ให้อยู่รอดนับเป็นร้อยๆ ปี ด้วยการลำเลียงน้ำตาลผ่านทางรากไม้
“ด้วยหนังสือที่เขาเขียน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมุมมองที่มีต่อป่าไม้ไปตลอดกาล” มาคูส แลนซ์ ผู้เป็นพิธีกรรายการทอล์คโชว์เลื่องชื่อเขียนในอีเมล์ไว้ “ทุกครั้งที่เดินท่องป่าที่งดงาม ความคิดเช่นนี้จะผุดขึ้นมาเสมอ”
สำหรับนักชีววิทยาชาวเยอรมันหลายคน ผู้ที่แม้จะประทับใจในความสามารถของนายโฮลเลเบน ในการจับเอาความสนใจของสาธารณชนไว้ได้ ต่างก็ตั้งคำถามถึงการใช้คำบางคำของนายโฮลเลเบน เช่น “พูดคุย” แทนที่คำว่า “สื่อสาร” ซึ่งฟังดูเป็นมาตรฐานมากกว่า เมื่ออธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นของบรรดาต้นไม้ในป่า
นายโฮลเลเบนกลับเชื้อเชิญให้ผู้อ่านหนังสือของเขาจินตนาการว่า ต้นไม้จะมีความรู้สึกอย่างไรเมื่อต้องร้องออกมาว่า “อุ๊ย” เขาอธิบายว่า “ผมใช้คำที่มนุษย์คนอื่นๆ เขาพูดกัน” “ภาษาทางวิทยาศาสตร์มักกลบฝังอารมณ์ต่างๆ และคนเราก็ไม่อาจเข้าใจภาษาทางวิทยาศาสตร์อีกต่อไป เมื่อผมพูดว่า ‘ต้นไม้ให้นมลูก’ ทุกคนก็สามารถเข้าใจได้โดยง่าย’ ”
ในฐานะหนังสือประเภทที่ไม่ใช่เรื่องแต่งซึ่งยังคงขายดีอยู่ ตามรายชื่อหนังสือของสปีเกล หนังสือ “ชีวิตซ่อนรูป” (Hidden Life หรือ The Hidden Life of the Trees) สามารถทำยอดขายรวมแล้วกว่า 320,000 เล่ม และยังคงเป็นหนังสือที่ถูกแปลใน 19 ประเทศด้วย (Greystone Books ของประเทศแคนาดาจะตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษในเดือนกันยายนนี้)
“หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมากเล่มหนึ่งแห่งปี” เดนิส เชค ผู้ที่เป็นนักวิจารณ์วรรณกรรมชาวเยอรมันกล่าวชมเชยการบอกเรื่องเล่าอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนและความสามารถของหนังสือเล่มดังกล่าวในการปลุกเร้าผู้อ่านให้เกิดความสนใจใคร่รู้อย่างมากแบบด็กเล็กเกี่ยวกับการดำเนินไปของสรรพสิ่งในโลก
นาย เดนิส เชค กล่าวเสริมว่า ความนิยมต่อหนังสือ “The Hidden Life of the Trees” พูดถึงเยอรมันนีน้อยกว่าการพูดถึงชีวิตในยุคสมัยใหม่ คนที่มักใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่แต่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์จะให้ความใส่ใจกับเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติ “คนเยอรมันเองมีชื่อเสียงที่ดีในการมีความสัมพันธ์ที่พิเศษกับป่าไม้อยู่เป็นทุน หากแต่ก็เป็นเพียงสำนวนโบราณเท่านั้น” นาย เชค กล่าว “แน่ละที่มีเรื่องของฮันเซลและเกรเทล และเป็นที่รับรองได้ว่าเมื่อใดก็ตามที่ชีวิตคู่ปัญหา คนเรามักเดินทางไต่เขาเป็นระยะเวลานานๆ หากแต่ผมเองไม่คิดหรอกนะว่า คนเยอรมันจะรักป่าไม้มากกว่าคนสวีเดน นอร์เวย์ หรือฟินแลนด์”
นายโฮลเลเบนติดตามความรักที่เขามีต่อป่าไม้ตั้งแต่สมัยวัยเยาว์ ด้วยการเป็นผู้ที่เติบโตช่วงปี ค.ศ. 1960-1970 ในกรุงบอนน์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเยอรมันตะวันตกในขณะนั้น นายโฮลเลเบนชื่นชอบการเลี้ยงแมงมุมและเต่า และยังชอบเล่นนอกบ้านมากกว่าพี่น้องของเขาอีก 3 คน ในชั้นมัธยมปลายบรรดาครูผู้สอนที่เป็นคนรุ่นใหม่ผู้นิยมฝ่ายซ้ายได้วาดภาพอันน่าสะพรึงกลัวของระบบนิเวศวิทยาของโลกในอนาคต จนทำให้นายโฮลเลเบนตัดสินใจแล้วว่าเป็นภารกิจของเขาเองที่จะต้องเข้ามาให้ความช่วยเหลือ
นายโฮลเลเบนเลือกเรียนวิชาวนศาสตร์และเริ่มทำงานในแผนกธุรการของกรมป่าไม้ในไรน์แลนด์-พาลาติเนทในปี ค.ศ. 1987 ต่อมาเมื่อได้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ซึ่งต้องดูแลพื้นที่กว่า 3,000 เอเคอร์ในเขตไอเฟลซึ่งอยู่ห่างจากเมืองโคโลญจน์ประมาณ 1 ชั่วโมง เขาต้องทำการโค่นไม้ที่มีอายุยาวนานและต้องฉีดสเปรย์บนท่อนไม้ซุง หากแต่เขาเองก็ไม่รู้สึกดีนักกับการกระทำเช่นนั้น : “ผมคิดว่า ‘นี่เรากำลังทำอะไรอยู่ เรากำลังทำให้ทุกอย่างเสียหายใช้การไม่ได้’”
การอ่านและค้นคว้าเกี่ยวกับพฤติกรรมของบรรดาต้นไม้  – หัวเรื่องที่เขาเรียนมาไม่มากนักสมัยเลือกคณะวนศาสตร์ ทำให้เขาพบว่าโดยธรรมชาติแล้วบรรดาต้นไม้ต่างทำหน้าที่เป็นปัจเจกน้อยกว่าการเป็นสมาชิกของชุมชน การที่ต้นไม้ประสานงานกันในเครือข่ายและแบ่งปันทรัพยากรร่วมกันเป็นการเพิ่มแรงต้านต่อสิ่งที่เข้ามาจากภายนอก
ด้วยการกระจายพื้นที่ระหว่างไม้ต้นต่างๆ การปลูกไม้ยืนต้นในพื้นที่ส่วนใหญ่ของเยอรมันนีสร้างความมั่นใจว่า ไม้ทุกๆ ต้นจะได้รับแสงแดดมากขึ้นและเจริญเติบโตเร็วขึ้น หากแต่นักธรรมชาติวิทยากล่าวว่า การสร้างพื้นที่ระหว่างกันมากเกินไปอาจทำให้ต้นไม้ขาดการโยงใยกัน ซึ่งขัดขวางกลไกที่มีมาแต่กำเนิดของการยืดหยุ่น
ด้วยความสนใจใฝ่รู้ นายโฮลเลเบนเริ่มสำรวจแนวทางเลือกของวนศาสตร์วิทยา เขาออกเดินทางเยี่ยมชมป่าส่วนบุคคลในสวิตเซอร์แลนด์และเยอรมันนีหลายแห่ง ทำให้เขารู้สึกประทับใจ “ป่าส่วนบุคคลเหล่านี้มีต้นไม้ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นและมีอายุเก่าแก่จริงๆ”
“พวกเขาล้วนดูแลต้นไม้ในป่าอย่างรักใคร่ถนอม จนทำให้เนื้อไม้ที่ผลิตออกมามีคุณค่ามากขึ้น ในป่าแห่งหนึ่งมีการเล่าว่า หากคนต้องการซื้อรถยนต์สักคัน เขาจะโค่นต้นไม้ลง 2 ต้น แต่สำหรับพวกเราบางทีต้นไม้ที่ถูกโค่นลง 1 ต้นมีค่าเพียงเพื่อซื้อพิซซ่าไว้ทานเท่านั้น”
หวนกลับไปในปี ค.ศ. 2002 ในเขตไอเฟล นายโฮลเลเบนแยกส่วนของป่าไม้เพื่อ “การฝังศพ” ไว้ต่างหาก ซึ่งเป็นบริวณที่ผู้คนจะฝังร่างของบุคคลอันเป็นที่รักไว้ใต้ต้นไม้ที่มีอายุกว่า 200 ปี พร้อมหินสลักหน้าหลุมฝังศพ ที่นำรายได้เข้าสู่เขตป่าไม้โดยไม้ต้องล้มต้นไม้ลง โครงการประเภทนี้ประสบผลสำเร็จด้านการเงินอย่างมาก หากแต่ตามที่นายโฮลเลเบนเล่า หัวหน้าของเขาหลายคนไม่พอใจกับกิจกรรมที่เขาจะทำที่แตกต่างไปจากประเพณีปฏิบัติ เพราะนายโฮเลเลบต้องการทำมากกว่านั้น เช่น การแทนที่เครื่องตัดไม้ขนาดใหญ่ที่ทำให้หน้าดินเสียหายด้วยฝูงม้า ซึ่งหัวหน้าของเขาไม่อนุญาต
หลังจากความพยายามต่อสู้กับหัวหน้าของเขานานนับ 10 ปี เขาตัดสินใจลาออกจากที่ทำงาน “ตอนแรกผมปรึกษารอบครัวก่อน” นายโฮลเลเบนแต่งงานและมีลูก 2 คน แม้จะหมายความว่าเขาจะยกเลิกความมั่นคงของการจ้างงานแบบการหุ้มเกราะเพราะการเป็นข้าราชการชาวเยอรมันก็ตาม เนื่องจาก “ผมคิดว่า ‘ผมไม่อาจทำงานแบบนี้ได้ตลอดชั่วชีวิตของตัวเอง’ ”
ครอบครัวของเขาวางแผนที่จะย้ายถิ่นไปอยู่ที่สวีเดน หากแต่ผลกลับกลายเป็นว่านายโฮลเลเบนได้ชัยชนะเหนือเจ้าของป่าไม้รายต่างๆ ในเขตเทศบาล
ดังนั้น ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เขตเทศบาลได้ใช้โอกาสนี้โดยการหยุดสัญญากับแผนกธุรการของกรมป่าไม้ และว่าจ้างนายโฮลเลเบนโดยตรง นายโฮลเลเบนได้ทำอย่างที่ตั้งใจไว้ เริ่มด้วยการนำฝูงม้าเข้ามาและเลิกการใช้ยาฆ่าแมลงอย่างเด็ดขาด พร้อมๆ กับเริ่มการทดลองปล่อยให้พืชไม้โตขึ้นเองตามธรรมชาติ ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี ป่ากลับพลิกฟื้นจากภาวะขาดทุนเป็นการมีกำไร บางส่วนสืบเนื่องมาจากการเลิกใช้เครื่องจักรราคาแพงและเคมีภัณฑ์ชนิดต่างๆ
แม้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จแล้ว หากแต่ในปี ค.ศ. 2009 นายโฮลเลเบนเริ่มเกิดอาการกระวนกระวายใจ “ผมเฝ้าแต่คิดว่า เอาล่ะ เจ้ามีชีวิตเหลืออยู่อีกเพียง 20 ปีเท่านั้น แต่ยังต้องทำสิ่งนี้ให้สำเร็จ แล้วยังสิ่งนั้นอีกล่ะ” เขาเริ่มรับการบำบัดทางใจเพื่อเยียวยาการเหนื่อยล้าไร้ชีวิตชีวาและภาวะความกดดันทางใจ การบำบัดช่วยเขาได้จริง “ผมเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับสิ่งที่ผมได้ทำผ่านมา”
“งานป่าไม้เป็นงานที่ต้องใช้เวลา 200-300 ปีกว่าจะประสบความสำเร็จ ผมเรียนรู้ที่จะยอมรับว่าผมคนเดียวทำทุกๆ อย่างทั้งหมดไม่ได้ ไม่มีใครหรอกที่ทำได้”
เขาต้องการเขียนหนังสือเรื่อง “ชีวิตซ่อนรูปของบรรดาต้นไม้” เพื่อแสดงให้คนทั่วไปเห็นว่าต้นไม้นั้นยิ่งใหญ่เพียงใด
เรามาลองหยุดและคิดว่า ต้นไม้หนึ่งต้นที่เติบโตขึ้นแบบเป็นเส้นตรงและเกิดโค้งงออย่างลักษณะของเครื่องหมายคำถาม นายโฮลเลเบนเล่าว่า การคิดคำนึงเช่นนี้เกิดจากมุมมองที่ไร้การปรุงแต่งของนักท่องเที่ยวป่าไม้ที่เขาเคยนำทัวร์ป่าช่วงหลายปีก่อน ซึ่งเป็นมุมมองที่ให้แง่คิดแก่เขาเป็นอย่างมาก
“สำหรับเจ้าหน้าที่ดูแลอุทยานแล้ว ต้นไม้ดูน่าเกลียดน่าชัง เพราะมันโค้งงอจนคุณไม่อาจขายเนื้อไม้ด้วยราคางาม หากแต่สิ่งนี้ทำให้ผมประหลาดใจ เพราะผู้คนที่เดินชมป่าออกปากชมว่าต้นไม้ช่างงามเหลือเกิน คนเหล่านั้นยังเปรียบเทียบด้วยว่า ชีวิตฉันก็ไม่ได้วิ่งเป็นเส้นตรงเหมือนกันนี่นา และผมก็เริ่มมองดูสิ่งต่างๆ ด้วยสายตาใหม่ๆ”
เวอร์ชั่นของบทความฉบับนี้ปรากฏเป็นกระดาษขนาด A-4 เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2559 ใน
New York edition ภายใต้ชื่อเรื่อง  Where We See Tangled Trees, He Sees Social Networks. Order Reprints| Today's Paper|Subscribe โดย แซลลี่ แมคเกรน 29 มกราคม 2559
แหล่งที่มา http://www.nytimes.com/2016/01/30/world/europe/german-forest-ranger-finds-that-trees-have-social-networks-too.html?ref=earth, accessed on 11 February 2016.
เรียบเรียงโดย Prathurng Hongsranagon, Associate Professor, Ph.D., M.P.H.
ปีเตอร์ โฮลเลเบนเมืองฮึมเมล เยอรมันนี – ท่ามกลางฤดูหนาวในป่าอันเงียบสงัด เสียงของฝีเท้าบนพรมใบไม้ดูเงียบหายไป ปีเตอร์ โฮลเลเบน ค้นพบสิ่งที่เขาเฝ้าตามหา คือ พืชบีชที่ขึ้นสูงตระหง่าน เขาเล่าให้ฟังว่า “ต้นไม้เหล่านี้เป็นเพื่อนกัน” ขณะที่เงยหน้ามองต้นไม้เหล่านี้ โดยหันหลังให้กับฟ้าสีเทาหม่น “คุณเห็นกิ่งก้านที่หนาเตอะชี้ไป คนละทิศละทางไหม มันเป็นเช่นนี้เพื่อต่างไม่บังแดดให้ต้นไม้แต่ละต้นที่เป็นเพื่อนของมัน”
 

ทหารเรียกกลุ่มอนุรักษ์อุดรธานีเคลียร์ใจ ปมค้านเหมืองโปแตซ

อีเมล พิมพ์ PDF

กลุ่มอนุรักษ์อุดรธานี12 กุมภาพันธ์ ที่ห้องรับรอง ตึกบัญชาการ มณฑลทหารบก (มทบ.) ที่ 24 จังหวัดอุดรธานี พล.ต.อำนวย  จุลโนนยาง ผู้บัญชาการ ได้เชิญตัวแทนชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี เข้าพบเพื่อทำความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตช ทั้งนี้ สืบเนื่องจากวันที่ 7 ก.พ. ที่ผ่านมา กลุ่มชาวบ้านได้จัดขบวนแห่ บวงสรวงอนุสาวรีย์กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม และได้แจกใบปลิวมีเนื้อหาต่อว่าหน่วยงานรัฐว่ามีพฤติกรรมเข้าข้างบริษัทเหมืองแร่โปแตช

 

ย้ายเสือห้วยขาแข้งไปเติมให้เขาใหญ่ ความคิดที่เป็นไปได้จริง ?

อีเมล พิมพ์ PDF

เสือโคร่ง3 กุมภาพันธ์ 2559 พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ได้รับรายงานว่าขณะนี้ในพื้นที่เขาใหญ่ไม่พบเสือโคร่งเป็นเวลานานแล้ว โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งภายในพื้นที่ป่า ก็ไม่พบเสือโคร่งแม้แต่ตัวเดียว และหน่วยลาดตระเวน ก็ไม่พบร่องรอยตีนเสือโคร่งเช่นกัน

 

จีนประกาศปิดเหมืองถ่านหิน

อีเมล พิมพ์ PDF

เหมืองถ่านหินประเทศจีนประกาศว่าจะไม่อนุมัติเหมืองถ่านหินแห่งใหม่เป็นเวลา 3 ปี คณะบริหารพลังงานแห่งชาติ (National Energy Administration) ประเทศจีน กล่าวว่าเหมืองถ่านหินที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันราว 1,000 แห่งก็จะถูกปิดลงในปีหน้า ลดปริมาณการผลิตถ่านหินกว่า 70 ล้านตัน

 

แนวนโยบาย พลิกฟื้นผืนป่า สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

อีเมล พิมพ์ PDF

กรมป่าไม้11 กุมภาพันธ์ 2559 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมป่าไม้ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ "พลิกฟื้นผืนป่า สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ร่วมกันปฏิรูประบบการบริหารจัดการป่าไม้ให้ครอบคลุมในทุกมิติ โดยการจัดทำแผนงาน และกำหนดแนวทาง ตลอดจนเป้าหมายที่ชัดเจนในการทวงคืนผืนป่า การฟื้นฟูสภาพป่า และการจัดที่ดินตามโครงการคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ที่เหมาะสม และทันต่อสถานการณ์ รวมถึงการวางรากฐานการพัฒนาป่าไม้ในอนาคต โดยมุ่งเน้นให้เกิดการแก้ไขปัญหาป่าไม้แบบบูรณาการ เพื่อนำไปปฏิบัติได้จริงและมีความยั่งยืน

 

ป่าเขตร้อนชื้นที่ได้รับการคุ้มครองสามารถช่วยปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ

อีเมล พิมพ์ PDF
นับเป็นการทดสอบครั้งแรกๆ ที่กลุ่มนักวิจัยใช้มุมกล้องแบบ camera trap จำนวนมากเพื่อตรวจวัดความเปลี่ยนแปลงของประชากรสัตว์ป่าและพบว่าสัตว์พันธุ์ต่างๆ อยู่รอดกันเป็นอย่างดี
ความหลากหลายทางชีวภาพในป่าเขตร้อนชื้นที่ได้รับการคุ้มครองอาจดำเนินไปดีกว่าที่คนเราเคยคิด ข้อมูลนี้มาจากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Open Access ชื่อว่า PLOS Biology เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2559 งานศึกษาภายใต้ชื่อ “การประเมินแนวโน้มด้านความหลากหลายทางชีวภาพตามมาตรฐานในเขตป่าร้อนชื้นที่ได้รับการปกป้องหลายแห่ง: จุดจบที่ไม่ได้อยู่ในสายตา” ("Standardized Assessment of Biodiversity Trends in Tropical Forest Protected Areas: The End is Not in Sight") นั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เก็บรวบรวมโดยกลุ่มนักวิจัยในกลุ่ม TEAM หรือเครือข่ายการเฝ้าดูและประเมินนิเวศวิทยาเขตร้อนชื้น (the Tropical Ecology Assessment and Monitoring Network, TEAM) ซึ่งเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 2002 โดยหน่วยงาน Conservation International (CI) จน TEAM ได้เติบโตในแนวพันธมิตรในปี ค.ศ. 2009 ซึ่งเป็นการรวมตัวของ CI, the Wildlife Conservation Society และ the Smithsonian Tropical Research Institute
กลุ่มนักวิจัย TEAM เฝ้าดูสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและนกที่อาศัยอยู่บนพื้นดินจำนวน 244 สายพันธุ์ในบริเวณเขตร้อนชื้นที่ได้รับการคุ้มครองในทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ทวีปอัฟริกา และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่มนักวิจัยได้วิเคราะห์ภาพมากกว่า 2.5 ล้านภาพจากมุมกล้องกว่า 1,000 ตัว และพบว่าร้อยละ 17 ของประชากรสัตว์ที่เฝ้าดูนั้นมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 22 มีจำนวนเท่าเดิม และร้อยละ 22 มีจำนวนลดลง ทั้งนี้ ระบบดัชนีเชิงวิเคราะห์ภาพของสัตว์ป่า (the Wildlife Picture Index Analytics System) ได้รับการพัฒนาร่วมกับบริษัท Hewlett Packard
ผลของการศึกษาครั้งนี้ยืนยันถึงประสิทธิผลของพื้นที่ซึ่งได้รับการคุ้มครอง ในภาพรวมพบว่าจำนวนและการกระจายตัวของพันธุ์สัตว์ต่างๆ ในบริเวณเหล่านี้ระหว่างช่วงเวลาของการศึกษา สามารถระบุอย่างชัดเจนว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ได้ลดลงในภาพรวมแต่ประการใด แม้จะมีรายงานอื่นๆ ของการลดลงของพันธุ์สัตว์อย่างสำคัญในป่าเขตร้อนชื้นที่ได้รับการคุ้มครองก็ตาม
Jorge Ahumada ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายบริหารของ TEAM Network และหนึ่งในทีมนักวิจัยกล่าวว่า “ในขณะที่ความห่วงใยด้านสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นสำคัญในสังคม ผลการศึกษาเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ซึ่งได้รับการคุ้มครองนั้นมีบทบาทสำคัญในการดำรงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพ” “การศึกษาของพวกเราสะท้อนมุมมองเชิงบวกเกี่ยวกับประสิทธิผลของพื้นที่ซึ่งได้รับการคุ้มครอง เป็นครั้งแรกที่ทีมงานไม่ได้อ้างอิงข้อมูลที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจาย หากแต่เป็นข้อมูลระดับปฐมภูมิที่เก็บรวบรวมด้วยวิธีการอันเป็นมาตรฐานจากพื้นที่ซึ่งได้รับการคุ้มครองหลากหลายแห่งทั่วโลก ด้วยข้อมูลเช่นนี้ทำให้เราสามารถสร้างแหล่งข้อมูลสาธารณะซึ่งรัฐบาลในประเทศต่างๆ หรือองค์กรอนุรักษ์ต่างๆ สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้”
กลุ่มนักวิจัยให้คำเตือนว่าการสูญเสียพันธุ์สัตว์ป่าอาจจะยังคงเกิดขึ้นในพื้นที่ซึ่งได้รับการคุ้มครองภายใต้การศึกษา พวกเขาสังเกตเห็นการลดลงของประชากรสัตว์จำนวนมากและประชากรสัตว์อีกหลายประเภทที่ไม่สามารถถ่ายภาพติดเพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการประเมินได้ การศึกษาครั้งนี้ไม่ได้เป็นการพูดแทนบริเวณป่าเขตร้อนชื้นที่ไม่ได้รับการคุ้มครองแต่อย่างใด ซึ่งอาจมีอัตราที่สูงกว่าของการลดลงของพันธุ์สัตว์ สืบเนื่องจากความแตกต่างของการจัดการและการได้รับการคุกคามโดยแรงกดดันของมนุษย์
พื้นที่ป่าในเขตร้อนชื้นและพื้นที่ป่าอื่นๆ อำนวยนิเวศวิทยาที่สำคัญให้แก่มนุษย์ ซึ่งรวมถึงการให้แหล่งอาหารและน้ำสะอาด การให้อ็อกซิเจนจากกระบวนการเผาผลาญ และการดูดซึมคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศ สัตว์พันธุ์ต่างๆ ในป่ายังอำนวยนิเวศวิทยาที่สำคัญ เช่น การกระจายตัวของเมล็ดพันธุ์ การผสมเกษรดอกไม้ และการควบคุมพันธุ์ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทั้งยังเกื้อหนุนเครือข่ายอาหารอย่างประณีตอีกด้วย การสูญเสียพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ในป่าสามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อการอำนวยระบบนิเวศวิทยาที่สำคัญซึ่งมนุษย์จำนวนกว่า 1.6 พันล้านคนทั่วโลกต่างพึ่งพิงอยู่
Lydia Beaudrot ศาสตราจารย์ที่ University of Michigan หนึ่งในกลุ่มนักวิจัยกล่าวว่า “การสูญเสียพันธุ์พืชและสัตว์ต่างๆ ปรากฏอยู่มากในเขตร้อนชื้น ที่ซึ่งหลากหลายพันธุ์พืชและสัตว์ดำรงอยู่ และที่ซึ่งมีการคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพอย่างรุนแรง” “พื้นที่ซึ่งได้รับการคุ้มครอง เช่น สวนสาธารณะแห่งชาติ เป็นหลักสำคัญในการอนุรักษ์พันธุ์พืชและสัตว์ หากแต่จะสามารถธำรงไว้ซึ่งประชากรสัตว์และสามารถป้องกันการสูญพันธุ์ของสัตว์ได้หรือไม่นั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ สิ่งนี้เป็นจริงในเขตร้อนชื้นที่มักไม่ได้รับการศึกษาวิจัย และที่ซึ่งขาดข้อมูลที่มีคุณภาพระดับสูง”
ข้อมูลจากการศึกษาครั้งนี้ถูกนำมาใช้เพื่อแจ้งแก่คณะบริหารของพื้นที่ซึ่งได้รับการคุ้มครองที่ TEAM เฝ้าดูอยู่ ในป่าสงวน Bwindi ของอูกันดานั้นกลุ่มนักวิจัย TEAM ระบุว่ามีการลดลงของพื้นที่ซึ่งมีแมว African golden cat อาศัยอยู่ แมวเหล่านี้เป็นสัตว์ ที่มีความเสี่ยงตามที่ the International Union for Conservation of Nature ระบุไว้ ผู้จัดการของสวนสาธารณะต่างๆ สังเกตเห็นว่าสถานที่ตั้งเหล่านี้มักมีนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศและนักเดินทางที่นิยมเปลี่ยนเส้นทางการเดินเท้าจำนวนมากเข้ามาในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่มาตรการของการจัดการมีผลบังคับใช้ พบว่ามีการเห็นแมว African golden cat จำนวนมากขึ้น
การเฝ้าดูประชากรสัตว์และความหลากหลายของพันธุ์ต่างๆ จากการใช้วิธีการที่ได้มาตรฐานของ TEAM เป็นการให้มุมมองครั้งแรกๆ เกี่ยวกับสุขภาพของป่า และการที่พันธุ์พืชและสัตว์เหล่านี้จะอยู่ต่อไปอย่างไรด้วย  The Wildlife Monitoring Solution ซึ่ง TEAM  พัฒนาขึ้นสามารถช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วทุกมุมโลกศึกษาพันธุ์พืชและสัตว์ที่หากยากในป่าอันกว้างใหญ่ไพศาลขนาด 100 ตารางกิโลเมตรหรือมากกว่าได้ TEAM หวังในการขยายแนวทางอันเป็นมาตรฐานนี้กับบริเวณทางภูมิศาสตร์อื่นๆ เพื่อเป็นหนทางในการแก้ไขปัญหาเพื่อวัดขนาดของการเปลี่ยนแปลงของความหลากหลายทางชีวภาพบนพื้นดินและผลลัพธ์ทางสุขภาพของระบบนิเวศวิทยา
เริ่มต้นในปี ค.ศ. 2002 โดย Conservation International (CI) TEAM (the Tropical Ecology Assessment and Monitoring หรือ TEAM Network ได้เติบโตในแนวพันธมิตรในปี ค.ศ. 2009 ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มกันของ  CI, the Smithsonian Tropical Research Institute และ the Wildlife Conservation Society ทั้งนี้ TEAM ได้เก็บข้อมูลและเผยแพร่ภาพจำนวนกว่า 2.5 ล้านภาพจากมุมกล้องแบบ camera trap ใน เขตป่าร้อนชื้นทั่วโลก โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท Hewlett Packard Enterprise หรือ บริษัท Hewlett Packard เดิมขณะนี้ TEAM Network กำลังดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลระดับโลกชิ้นนี้ในลักษณะใกล้กับเวลาจริงและให้มุมมองจากฐานข้อมูลเพื่อการปรับปรุงการจัดการแหล่งทรัพยากรตามธรรมชาติ
แหล่งข่าว PLOS
Source: http://www.sciencedaily.com/releases/2016/01/160119151514.htm, accessed on 25 01 2016.
ป่าเขตร้อนชื้นนับเป็นการทดสอบครั้งแรกๆ ที่กลุ่มนักวิจัยใช้มุมกล้องแบบ camera trap จำนวนมากเพื่อตรวจวัดความเปลี่ยนแปลงของประชากรสัตว์ป่าและพบว่าสัตว์พันธุ์ต่างๆ อยู่รอดกันเป็นอย่างดี ความหลากหลายทางชีวภาพในป่าเขตร้อนชื้นที่ได้รับการคุ้มครองอาจดำเนินไปดีกว่าที่คนเราเคยคิด ข้อมูลนี้มาจากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Open Access ชื่อว่า PLOS Biology เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2559 งานศึกษาภายใต้ชื่อ “การประเมินแนวโน้มด้านความหลากหลายทางชีวภาพตามมาตรฐานในเขตป่าร้อนชื้นที่ได้รับการปกป้องหลายแห่ง: จุดจบที่ไม่ได้อยู่ในสายตา” ("Standardized Assessment of Biodiversity Trends in Tropical Forest Protected Areas: The End is Not in Sight")
 

กลุ่มอนุรักษ์อุดรฯ ต้านเหมืองแร่โปแตช ชี้รัฐเข้าข้างนายทุน

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่  7 กุมภาพันธ์  เวลาประมาณ  11.00 น. ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี  ได้เดินทางจากพื้นที่อำเภอประจักษ์ศิลปาคม ไปที่อนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม เพื่อกราบสักการะขอพรเพื่อไม่ให้มีเหมืองแร่โปแตชเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี  และรณรงค์บอกข่าวความคืบหน้าสถานการณ์ของโครงการเหมืองแร่โปแตชให้กับผู้ที่อยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองและผู้ที่สัญจรไปมาได้ทราบและเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่
บรรยากาศการเคลื่อนไหวในครั้งนี้มีชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี กว่า 200 คน ได้เดินทางเข้าไปในตัวอำเภอเมืองอุดรธานี  เริ่มตั้งขบวนและออกเดินบนถนนทหารห่างจากอนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมเป็นระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร  โดยมีขบวนชาวบ้านที่แต่งกายชุดขาวถือพานดอกไม้  เดินนำขบวนนางรำและขบวนชาวบ้านที่ชูป้ายรณรงค์ ซึ่งมีข้อความ เช่น “หยุด! ใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมผลักดันเหมืองแร่โปแตช” และ “พวกเราไม่เอาเหมืองแร่โปแตช” เป็นต้น  และปิดท้ายด้วยขบวนกลองยาวที่สร้างความบันเทิงคึกครื้นให้แก่ขบวนชาวบ้าน นอกจากนี้แล้วขณะขบวนกำลังเคลื่อนไปก็มีกลุ่มเยาวชนช่วยกันแจกใบปลิวตลอดสองข้างทางเพื่อให้ผู้ที่อยู่ในบริเวณนั้นหรือผู้ที่ใช้รถใช้ถนนสัญจรไปมาได้ทราบถึงเรื่องราวของการจัดกิจกรรมของกลุ่มชาวบ้านในครั้งนี้ด้วย
เมื่อถึงอนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม  ชาวบ้านที่แต่งชุดขาวก็ได้ทำพิธีขอพรกราบสักการะ ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองอุดรธานี โดยขอไม่ให้มีการเกิดเหมืองแร่โปแตชเกิดขึ้นในจังหวัดอุดรธานี  และมีการรำถวายพวงมาลัยต่อหน้าอนุสาวรีย์
โดยนางมณี  บุญรอด  กรรมการกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี กล่าวว่า ที่เราออกมาวันนี้ก็เพื่อมากราบสักการะ และขอพรจากกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม และสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองทั้งหลาย ให้ช่วยปัดเป่า ขับไล่สิ่งไม่ดีออกไป โดยเฉพาะเหมืองแร่โปแตชที่จะสร้างผลกระทบให้กับชุมชนคนอุดรฯ
"ชาวบ้านในพื้นที่ได้คัดค้านอย่างหนัก แต่ปรากฏว่าหน่วยงานรัฐกับบริษัทก็ร่วมกันผลักดันโครงการอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ยิ่งเปิดโอกาสให้มีการใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมเร่งรีบผลักดันโครงการ" นางมณีกล่าว
นางมณี กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาสภาอบต.ห้วยสามพาด เสียงส่วนใหญ่มีมติไม่เห็นชอบกับโครงการเหมืองแร่โปแตช จึงส่งผลให้การขอประทานบัตร สะดุดลง ซึ่งก็เป็นการตอกย้ำอีกทางหนึ่งว่าคนในชุมชน ไม่ต้องการเหมืองแร่โปแตช และรัฐบาลจะต้องฟังเสียงประชาชน ไม่ใช่ดื้อดึงเลือกปฏิบัติเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนแต่กดหัวชาวบ้านไม่ให้ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวคัดค้าน
หลังเสร็จสิ้นจากพิธีกรรม  นางพิกุลทอง  โทธุโย  ตัวแทนชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ก็ได้อ่านคำประกาศต่อหน้าอนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม แล้วจึงแยกย้ายเดินทางกลับ
"พวกเราในนาม กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ได้ยืนหยัดต่อสู้กับโครงการเหมืองแร่โปแตชมาอย่างยาวนาน จึงขอประกาศท้าทาย ต่อการใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม และพฤติกรรมเยี่ยงโจรที่สมคบคิดกันมาปล้นบ้านเรา และเราจะลุกขึ้นมาปกป้องชุมชนท้องถิ่นตราบใดที่ยังมีลมหายใจ เพราะประชาชนต้องกำหนดอนาคตของตนเอง... เผด็จการอำนาจนิยมจงพินาศ"  เนื้อหาบางส่วนในคำประกาศที่นางพิกุลทองอ่าน
กลุ่มอนุรักอุดรฯ เหมืองแร่โปแตชเมื่อวันที่  7 กุมภาพันธ์  เวลาประมาณ  11.00 น. ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี  ได้เดินทางจากพื้นที่อำเภอประจักษ์ศิลปาคม ไปที่อนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม เพื่อกราบสักการะขอพรเพื่อไม่ให้มีเหมืองแร่โปแตชเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี  และรณรงค์บอกข่าวความคืบหน้าสถานการณ์ของโครงการเหมืองแร่โปแตชให้กับผู้ที่อยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองและผู้ที่สัญจรไปมาได้ทราบและเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่
 

ชัยชนะของเกษตกร ศาลสูงสุดฟิลิปปินส์สั่งแบน GMOs

อีเมล พิมพ์ PDF
ชัยชนะของเกษตกร ศาลสูงสุดฟิลิปปินส์สั่งแบน GMOs
ระบบการกำหนดกฎเกณฑ์และระบบศาลยุติธรรมของบางประเทศ (เช่น สหรัฐอเมริกา) ถูกแทรกซึมโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากอุตสาหกรรมอย่างชัดจน กลุ่มคนเหล่านี้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้ตำแหน่งทั้งในรัฐบาล และทางวิชาการ บางครั้งอาจได้เป็นถึงผู้พิพากษาในศาลสูงสุด เพื่อตัดสินไปในแนวทางที่จะสร้างประโยชน์ให้กับบริษัท มองข้ามจริยธรรม และไม่สนใจผลกระทบทางลบที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวจากการทดลองดัดแปลงพันธุกรรมที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของมนุษย์
ตัวอย่างของผลประโยชน์ทับซ้อนเช่น กรณีผู้พิพากษาศาลสูงสุด Clarence Thomas ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นทนายความให้กับบริษัทมอนซานโต้ บริษัทข้ามชาติที่ทำการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมพืชเกษตรที่ปลูกมากที่สุดในโลก Michael Taylor อดีตรองประธานบริษัทมอนซานโต้ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งในองค์กรอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา Roger Beachy อดีตผู้จัดการศูนย์วิจัยพืช Danforth ที่ได้รับเงินทุนจากมอนซานโต้ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้จัดการสถาบันอาหารและการเกษตรแห่งชาติ กระทรวงเกษตรกรรมแห่งสหรัฐอเมริกา
นี่เป็นเพียงไม่กี่ตัวอย่างเท่านั้น ที่แสดงให้เห็นถึงการสมรู้ร่วมคิดกันระหว่างรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยให้เมล็ดพันธุ์พืชตัดแต่งพันธุกรรมที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบผลกระทบออกมายังสภาพแวดล้อมภายนอก ที่จะไปผสมเกสรและปนเปื้อนในพันธุกรรมของชนิดพันธุ์ตามธรรมชาติ
นับตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ดัดแปลงพันธุกรรมของมอนซานโต้ได้รับสิทธิบัตร ก็เปรียบเสมือนบริษัทได้รับใบอนุญาตให้ฟ้องร้องเกษตรกรรายย่อยที่แปลงเกษตรกรรมของพวกเขาปนเปื้อนจากพันธุกรรมของเมล็ดพันธุ์มอนซานโต้ ทั้งที่จริงควรจะเป็นในทางตรงข้าม คนทั่วโลกต่างหากที่ควรฟ้องร้องต่อมอนซานโต้ที่ทำลายระบบนิเวศดิน และปนเปื้อนพันธุกรรมที่ถูกตัดแต่งสู่ชนิดพันธุ์ตามธรรมชาติ
ข่าวดีก็คือ รัฐบาลและระบบศาลยุติธรรมในบางประเทศยังไม่ถูกแทรกซึมมากเท่าในสหรัฐอเมริกา ยกตัวอย่างเช่นในประเทศฟิลิปปินส์ ที่ศาลสูงสุดฟิลิปปินส์ได้สั่งห้ามนำมะเขือม่วงตัดแต่งพันธุกรรมมาทดลองปลูกในแปลง คำตัดสินยังระบุให้งดการนำเข้าสินค้าเกษตรที่มีการดัดแปลงพันธุกรรมชั่วคราว และจะไม่รับรองสินค้าดัดแปลงพันธุกรรมชนิดใหม่จนกว่าคำสั่งใหม่ของฝ่ายบริหารจะบังคับใช้
คำตัดสินดังกล่าวสร้างความยินดีให้กับองค์กรกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนับเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของเกษตรกรชาวฟิลิปปินส์ Virginia Benosa-Llorin นักรณรงค์จากกรีนพีซกล่าวว่า “คำตัดสินมีพื้นฐานมาจากการที่ประเทศในยุโรปปฏิเสธพืชดัดแปลงพันธุกรรม และนับเป็นการก้าวถอยหลังของสินค้าดัดแปลงพันธุกรรม ปัจจุบันเราได้เริ่มก้าวใหม่ในการมอบสิทธิแก่บุคคลในการเลือกอาหารที่พวกเขาต้องการทาน และพืชเกษตรที่พวกเขาต้องการปลูก”
ศาลมองในแง่ความระมัดระวัง เนื่องจากไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากพอจะสามารถสรุปได้ว่าสินค้าดัดแปลงพันธุกรรมมีความปลอดภัย นี่ยังเป็นคำตัดสินจากศาลครั้งแรกในโลกที่พิจารณาถึงผลกระทบจากสินค้าดัดแปลงพันธุกรรมต่อสิ่งแวดล้อม
“คดีนี้เปรียบเสมือนข้อพิสูจน์ความถูกต้องในอีกหลายคดีที่เราพยายามนำเสนอถึงการปนเปื้อนของพันธุกรรมในสิ่งแวดล้อม รวมทั้งข้อเท็จจริงที่ว่ายังไม่มีข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่าพันธุวิศวกรรมนั้นไม่มีอันตราย” Virginia Benosa-Llorin กล่าว “นี่คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของชาวฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะเกษตรกรที่กำลังต่อสู้กับสถานการณ์การปนเปื้อนทางพันธุกรรม”
“การปลูกพืชดัดแปลงพันธุกรรมสนับสนุนให้มีการทำการเกษตรแบบขาดประสิทธิผล เช่นเดียวกับการทำเกษตรอุตสาหกรรม ระบบที่ไม่สามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างทันท่วงที และไม่สามารถตอบรับความต้องการในปัจจุบันของชาวฟิลิปปินส์ได้ คือ ความมั่นคงทางอาหารและสารอาหาร ในเวลาที่สภาพภูมิอากาศแปรปรวน” Virginia Benosa-Llorin กล่าวเสริม
ถอดความจากPhilippines Supreme Court bans all GMO products from the country in major victory for native farmers โดย L.J. Devon
เข้าถึงได้ที่http://www.naturalnews.com/052346_Philippines_GMOs_Monsanto.html
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
พืช GMOsระบบการกำหนดกฎเกณฑ์และระบบศาลยุติธรรมของบางประเทศ (เช่น สหรัฐอเมริกา) ถูกแทรกซึมโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากอุตสาหกรรมอย่างชัดจน กลุ่มคนเหล่านี้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้ตำแหน่งทั้งในรัฐบาล และทางวิชาการ บางครั้งอาจได้เป็นถึงผู้พิพากษาในศาลสูงสุด เพื่อตัดสินไปในแนวทางที่จะสร้างประโยชน์ให้กับบริษัท มองข้ามจริยธรรม และไม่สนใจผลกระทบทางลบที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวจากการทดลองดัดแปลงพันธุกรรมที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของมนุษย์
 

ตลาดพลังงานลมและโซลาร์ หลังราคาน้ำมันตกฮวบ

อีเมล พิมพ์ PDF
ตลาดพลังงานลมและโซลาร์ หลังราคาน้ำมันตกฮวบ
ราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ร่วงลงต่อเนื่องยาวนานส่งแรงกระเพื่อมไปยังอุตสาหกรรมทั่วโลก น่าแปลกใจที่สถานการณ์ดังกล่าวกลับไม่กระทบตลาดพลังงานสะอาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว บางทีนี่อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเราได้ก้าวสู่ยุคใหม่ของพลังงานลมและแสงอาทิตย์
ราคาน้ำมันที่ลดลงต่ำกว่า 30 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล ต่ำที่สุดในรอบ 12 ปีได้สั่นสะเทือนตลาดหุ้น และกระทบต่อสถานภาพทางการเงินของประเทศผู้ผลิตสำคัญอย่างรัสเซีย และซาอุดิอาระเบีย การร่วงของราคาเชื้อเพลิงทำให้กำไรของบริษัทน้ำมันหลายแห่งตกฮวบ ส่งผลให้หลายบริษัทเริ่มชะลอการลงทุนในโครงการขนาดยักษ์ และไล่พนักงานออกหลายพันคน
ในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา แหล่งทรัพยากรน้ำมันสำคัญที่ครั้งหนึ่งเคยมีผู้อยู่อาศัยอย่างคึกคัก แต่ในปัจจุบันที่อยู่อาศัยเหล่านั้นได้ถูกทิ้งร้าง
ในขณะที่พลังงานแสงอาทิตย์ ลม และพลังงานสะอาดอื่นๆต่างขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ปีที่ผ่านมามีการลงทุนในตลาดพลังงานหมุนเวียนสูงถึง 329 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6 เท่าของการลงทุนเมื่อปี พ.ศ. 2547 อ้างอิงจากรายงานโดย Bloomberg New Energy Finance (BNEF) กำลังการติดตั้งพลังงานลมและแสงอาทิตย์ยังนับว่าสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
อย่างไรก็ดี การปฏิวัติสู่พลังงานสะอาดใช่ว่าจะไม่โดนผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ตกต่ำเสียทีเดียว ในสหรัฐอเมริกา ราคาน้ำมันขายปลีกอยู่ที่ราว 2 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอนส่งผลให้ในสหรัฐอเมริกายอดขายรถยนต์ SUVs สูงขึ้นอย่างมาก ในขณะที่ยอดขายพาหนะพลังงานไฟฟ้ากลับลดลง อย่างไรก็ดี ภาพรวมการเติบโตของพาหนะพลังงานไฟฟ้าทั่วโลกก็ยังเพิ่มขึ้น
“เราไม่ได้บอกว่าราคาน้ำมันที่ตกต่ำจะไม่มีผลกระทบต่อพลังงานทดแทน แต่เรายังมองไม่เห็นระดับผลกระทบที่มีนัยสำคัญ มันมีแรงผลักดันหลายอย่างเบื้องหลังพลังงานทดแทน”AngusMcCrone บรรณาธิการประจำ BNEF กล่าว
เขาและผู้เชี่ยวชาญหลายคนอธิบายถึงเหตุผลดังนี้:
น้ำมันและก๊าซธรรมชาติอาจมีราคาถูกลงมากหากเปรียบเทียบกับไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่พลังงานลมและแสงอาทิตย์นั้นถูกกว่า นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 จากข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐฯ ราคาพลังงานจากฟาร์มโซลาร์ขนาดใหญ่ลดลงถึงร้อยละ 60 และพลังงานลมร้อยละ 40
พลังงานแสงอาทิตย์และลม “สามารถแข่งขันได้ในหลายประเทศ”Alex Klein นักวิจัยอาวุโสด้านพลังงานหมุนเวียนจากบริษัทที่ปรึกษา HIS Energy กล่าว เขาย้ำว่าพลังงานหมุนเวียนไม่ได้แข่งขันกับน้ำมันมากนัก เพราะส่วนใหญ่น้ำมันจะถูกใช้สำหรับการขนส่ง แต่คู่แข่งหลักของพลังงานหมุนเวียนคือก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบหลักสำหรับใช้ผลิตไฟฟ้า
ถึงแม้ว่าราคาของก๊าซธรรมชาติจะค่อนข้างต่ำ ในสหรัฐอเมริกา การเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิตติดตั้งในสหรัฐอเมริกาเมื่อปีที่ผ่านมากว่าร้อยละ 60 มาจากลมและแสงอาทิตย์ โดยปีนี้คาดว่าพลังงานหมุนเวียนจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 70 ของกำลังการผลิตติดตั้งของโรงไฟฟ้าที่จะสร้างใหม่
การแข่งขันในปัจจุบันนับเป็นเรื่องใหม่ “ในอดีตที่ราคาน้ำมันลดลงในระดับนี้ ต้นทุนของพลังงานหมุนเวียนสูงกว่านี้มาก” Jonathan Grant ผู้จัดการประจำทีมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากบริษัท PwC กล่าว
“สำหรับพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ การพัฒนาประสิทธิภาพอย่างก้าวกระโดดและต้นทุนที่ต่ำลงไม่ใช่เพียงความเป็นไปได้ แต่คือแนวโน้มในอนาคต” SottNyquist ผู้จัดการประจำ Mckinsey& Company เขียน ขำยังกล่าวอีกว่า ในทางตรงข้าม เชื้อเพลิงถ่านหินกำลังเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นส่วนหนึ่งเนื่องจากกฎหมายสหรัฐที่เข้มงวดขึ้น ในขณะที่ก๊าซธรรมชาติก็ได้มาถึงจุดที่เทคโนโลยีมีประสิทธิภาพสูงมากแล้ว
การลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์และลมเพิ่มขึ้นอย่างมากในเดือนธันวาคม หลังจากสภาของสหรัฐอเมริกาต่อเวลาการลดภาษีไปอีก 5 ปี BNEF คาดว่าการยืดเวลาดังกล่าวจะช่วยเพิ่มพลังงานจากแสงอาทิตย์อีก 20 กิกะวัตต์ เทียบเท่าได้กับปริมาณกำลังผลิตติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมดในสหรัฐอเมริกาก่อนปี ค.ศ. 2558
หลายประเทศให้ความสนใจพลังงานหมุนเวียนเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ให้คำมั่นสัญญาไว้ ณ ที่ประชุมสหประชาชาติเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ณ กรุงปารีส พวกเขาตกลงกันว่าจะลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยเฉพาะคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปลดปล่อยออกมาขณะเผาเชื้อเพลิงเช่นน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ประกาศให้โรงไฟฟ้าให้สหรัฐอเมริกาลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 32 ภายในพ.ศ. 2573 โดยมีปี พ.ศ. 2548 เป็นปีฐาน และสำหรับบริษัทผลิตยานพาหนะ ก็จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงให้ได้เกือบ 2 เท่าภายในปี พ.ศ. 2568
บางประเทศเช่นอินเดียมองพลังงานหมุนเวียนเป็นทางออกในการแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศ ส่วนประเทศจีนก็ลดการใช้ถ่านหินลง แม้จะเป็นเชื้อเพลิงที่มีราคาถูกที่สุดก็ตาม
ประเทศกำลังพัฒนาในทวีปแอฟริกา ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงกริดไฟฟ้าจากส่วนกลางได้ พลังงานแสงอาทิตย์จึงเป็นทางเลือกที่นับว่าเร็วและราคาประหยัดกว่าการสร้างกริด ประเทศที่ร่ำรวยกว่าเลือกใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อสร้างกริดขนาดเล็กที่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ในกรณีที่มีพายุเฮอร์ริเคน เช่น เฮอร์ริเคน Sandy เข้าทำลายระบบจ่ายไฟส่วนกลาง แม้แต่นักศึกษาในมหาวิทยาก็ออกแบบบ้านพลังงานแสงอาทิตย์ที่สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจ่ายให้กับเพื่อนบ้านได้
บริษัทเองก็เริ่มก้าวเข้ามามีบทบาท หลังจากการประชุม ณ กรุงปารีสซึ่งเปรียบเสมือนจุดเปลี่ยนสำคัญ จากรายงานโดย Influence Map องค์กรไม่แสวงหากำไรในสหรัฐอเมริกาอธิบายว่า บริษัทขนาดยักษ์กว่าครึ่งหนึ่งของโลกเริ่มที่จะลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก บางส่วนสนับสนุนให้มีการตีราคาคาร์บอน
นอกจากนี้ พลังงานหมุนเวียนยังเป็นแหล่งดึงดูดเงินลงทุน การศึกษาล่าสุดโดย Goldman Sachs สรุปว่า หากรวมขนาดตลาดเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เช่น พลังงานลม แสงอาทิตย์ ไฟ LED และยานพาหนะไฮบริด หรือพลังงานไฟฟ้า จะมีมูลค่ากว่า 600 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พอๆ กับงบประมาณกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา
การลงทุนยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ประเทศนำเข้าน้ำมันเช่น จีน และอินเดีย ใช้การประหยัดจากราคาน้ำมันที่ลดลงเพื่อลงทุนในพลังงานหมุนเวียน แม้แต่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันเองยังลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์ ซาอุดิอาระเบีย รัสเซีย อิหร่าน และคูเวต ที่พยายามจำกัดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลภายในประเทศ เพื่อสร้างกำไรสูงสุดจากการส่งออกน้ำมัน
“เชื่อเพลิงฟอสซิลจะยังคงอยู่อีกหลายทศวรรษ แต่สัดส่วนของมันจะลดลงเรื่อยๆ”Jonathan Grant กล่าว แม้แต่ภาคการขนส่งซึ่งน้ำมันมีบทบาทสำคัญ เขาคาดว่าในที่สุดยานพาหนะพลังงานไฟฟ้าก็จะตามทัน แต่ไม่ใช่ในแง่ของราคา แต่ผู้บริโภคจะมองว่าสินค้า ‘ดึงดูด’ กว่า ยิ่งรวมถึงฟังก์ชันอย่างการขับเคลื่อนอัตโนมัติ ยิ่งทำให้สินค้าดังกล่าว “ดูเท่กว่ารถยนต์แบบเก่า”
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
ถอดความจาก ‘Why Solar and Wind Are Thriving Despite Cheap Fossil Fuels’ โดย Wendy Koch เข้าถึงได้ที่http://news.nationalgeographic.com/energy/2016/01/160122-why-solar-and-wind-thrive-despite-cheap-oil-and-ga/
พลังงานลม โซลาร์ ราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ร่วงลงต่อเนื่องยาวนานส่งแรงกระเพื่อมไปยังอุตสาหกรรมทั่วโลก น่าแปลกใจที่สถานการณ์ดังกล่าวกลับไม่กระทบตลาดพลังงานสะอาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว บางทีนี่อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเราได้ก้าวสู่ยุคใหม่ของพลังงานลมและแสงอาทิตย์
 
บทความ อื่นๆ ...


page 4 of 16

รับข่าวสาร