• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


กลุ่มอนุรักษ์อุดรฯ เผาอีไอเอ ค้านเวทีรับฟังความเห็นเหมืองโปแตช

อีเมล พิมพ์ PDF

เหมืองแร่โปแตซ23 เม.ย. 2559 ได้มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียในโครงการเหมืองแร่โปแตช จังหวัดอุดรธานี คำขอประทานบัตรที่ 1-4/2547 ของบริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น ตามมาตรา 88/7 แห่ง พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แร่ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ตั้งแต่เวลา 09.00 น - 12.00 น. ณ หอประชุมโรงเรียนโนนสูงพิทยาคาร ต.โนนสูง อ.เมือง จ.อุดรธานี

 

วิกฤตที่กำลังจะเกิดในแอนตาร์กติกา

อีเมล พิมพ์ PDF
ในยุคของมิโอซีนแรกเริ่ม อุณหภูมิของโลกอุ่นกว่านี้ 10 องศาและระดับน้ำในมหาสมุทรสูงกว่านี้ 50 ฟุต – หรือเหนือระดับพื้นดินของมหานครนิวยอร์ก โตเกียว และเบอร์ลิน
เป็นเวลาเนิ่นนานกว่า 16 ล้านปีมาแล้วจึงทำให้ยุคสมัยเปลี่ยนไป หากแต่ยังคงมีความคล้ายคลึงอย่างหนึ่งบนโลกที่พวกเราล้วนอาศัยอยู่: อากาศยังคงบรรจุจำนวนเดียวกันของก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ การคู่ขนานกันเช่นนี้สร้างความกังวลใจเกี่ยวกับเสถียรภาพของแผ่นน้ำแข็งในบริเวณขั้วโลกใต้แอนตาร์กติกา ตามที่รายงานไว้ในงานตีพิมพ์ของ Proceedings of the National Academy of Sciences
เท่าที่ทราบกัน ธารน้ำแข็งของบริเวณขั้วโลกใต้มีขนาดเท่ากับประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศเม็กซิโกรวมกัน โดยบริเวณดังกล่าวกักเก็บน้ำไว้เพียงพอที่จะเพิ่มระดับน้ำทะเลบนโลกราว 180 ฟุต และแม้ว่าไม่มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างถาวรที่นั่น แต่สิ่งที่เกิดที่บริเวณขั้วโลกใต้ส่งผลกระทบถึงทุกๆคน Aradhna Tripati กล่าว ผู้เป็นนักธรณีเคมีของ Institute of the Environment and Sustainability ของ UCLA ที่มีส่วนร่วมในงานวิจัย
“แผนน้ำแข็งเปรียบเสมือนที่เก็บน้ำขนาดใหญ่” ธริพาตีกล่าว “เมื่อน้ำแข็งเริ่มะละลาย น้ำจะไหลลงสู่มหาสมุทรและระดับน้ำทะเลก็จะสูงขึ้น”
การวิจัยถือเป็นการค้นพบ/การเปิดเผยครั้งล่าสุดของโครงการ ANDRILL ซึ่งมีมูลค่า 20 ล้านเหรียญสหรัฐที่เน้นไปยังบริเวณ ขั้วโลกใต้ งานวิจัยฉบับนี้ได้ลงทุนลงแรงความพยายามยาวนานถึง 12 ปี จึงทำให้มีจำนวนนักวิจัยร่วม 100 รายจาก 7 ประเทศ นักวิจัยของ ANDRILL เป็นคนกลุ่มแรกที่เจาะหลุมบนชั้นต่างๆ ของน้ำแข็งและน้ำแข็งในทะเลบริเวณขั้วโลกใต้ เพื่อหาตัวอย่างของน้ำในมหาสมุทรเบื้องล่าง
การวิจัยที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ชั้นต่างๆของน้ำแข็ง - หรือส่วนของแผ่นน้ำแข็งที่ขยายตัวเหนือมวลน้ำ – เป็นส่วนที่เปราะบางต่อแม้แต่การเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยของก๊าซเรือนกระจก หากแต่การวิจัยครั้งนี้ซึ่งเขียนรายงานโดยริชาร์ด เลวี่ จาก GNS Science ที่เป็นองค์กรวิจัยสัญชาตินิวซีแลนด์ เป็นคนแรกที่แสดงให้เห็นว่า ธารน้ำแข็งบนผืนดินขนาดมหึมาก็เป็นส่วนที่เปราะบางด้วยเช่นกัน
เดวิด ฮาร์วู้ด ผู้ศึกษาฟอสซิลของพืชและสัตว์ในยุคโบราณจาก University of Nebraska และเป็นผู้นำงานวิจัยครั้งนี้กล่าวว่า เป้าหมายของโครงการคือการสำรวจว่า สิ่งแวดล้อมยุคก่อนประวัติศาสตร์บอกอะไรแก่เราได้บ้างเกี่ยวกับยุคสมัยใหม่ของการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ
“เรากำลังขุดเจาะย้อนไปในอดีตเพื่อให้เข้าใจอนาคตและเข้าใจว่าโลกของเราเป็นพลวัตรอย่างไร” เขากล่าว
เพื่อสามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ นักวิจัยจับเอาเครื่องมือขุดเจาะน้ำหนัก 90 ตันวางบนผืนน้ำแข็งในทะเลที่ลอยตัวอยู่ใน McMurdo Sound สถานที่ซึ่งสภาพการณ์ต่างๆ น่าจะรุนแรงเอาการ อุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนสิงหาคมคือติดลบ 23 องศาฟาเรนไฮท์ และลมพายุรุนแรงสามารถเกิดขึ้นได้เพียงชั่วพริบตา ด้วยการใช้หัวเจาะแบบ diamond-tipped tubular ทำให้นักวิจัยสามารถขุดผ่านน้ำแข็งที่ความหนา 24 ฟุต มวลน้ำ 1,200 ฟุค และพื้นมหาสมุทรลึก 3,300 ฟุตได้ ตัวอย่างของหินที่พวกเขาเก็บมาได้ คือ รายงานที่เป็นไปตามลำดับเวลาของสภาพการณ์ต่างๆ ของสิ่งแวดล้อมที่มีอายุถอยหลังกลับไปยาวนานถึง 20 ล้านปี
หินตัวอย่างเหล่านี้ถูกส่งไปยังธริพาตีเพื่อการวิเคราะห์ เมื่อเธอสำรวจดูชั้นต่างๆ ของหินตะกอน เรื่องราวต่างๆ ก็เผยตัวเองออกมา ตัวอย่างหินที่ก่อตัวช่วงเวลาที่โลกยังอบอุ่น เมื่อชั้นน้ำแข็งหายไปหรือไม่หลงเหลือแล้ว จะมีสีออกแทนและเต็มไปด้วยฟอสซิล หากตัวอย่างหินที่ได้มาจากขวบปีเมื่อทะเลยังถูกน้ำแข็งปกคลุมอยู่ จะเป็นหินที่เต็มไปด้วยฟอสซิลจากสิ่งมีชีวิตในทะเลน้ำลึกเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น
เมื่อมองใกล้เข้าไปอีก ธริพาตีตรวจดูโมกุลจากหินตัวอย่างเพื่อกำหนดเรื่องอุณหภูมิของอากาศและน้ำ ณ จุดเวลาต่างๆ ในประวัติศาสตร์ เวลาที่โลกยังอบอุ่นจะมีความสัมพันธ์กับระดับที่สูงกว่าของก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ในชั้นบรรยากาศ ชั้นต่างๆ ของน้ำแข็งที่หลอมละลาย และการสูญเสียซึ่งส่วนต่างๆ ของแผ่นน้ำแข็งในขั้วโลกใต้ฝั่งตะวันออก
ธริพาตีกล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์ต่างพบเห็นสัญญานเริ่มแรกของสภาพการณ์ที่เหมือนกันในวันนี้แล้ว
“ถ้าก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ยังถูกกักเก็บในระดับปัจจุบัน เราอาจพบความเสี่ยงที่ชั้นน้ำแข็งของขั้วโลกใต้จะหายตัวไป เธอกล่าว
ชั้นต่างๆ ของน้ำแข็งมีความสำคัญเพราะทำหน้าที่เสมือนจุกไม้ก๊อกของขวดเหล้าแชมเปญ ซึ่งเหนี่ยวรั้งเอากระแสบนผิวดินขนาดมหึมาของธารน้ำแข็งในทวีปขั้วโลกใต้อยู่ ธริพาตีกล่าว หากแต่ชั้นต่างๆ ของน้ำแข็งก็อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิด้วย แม้เพียงไม่กี่องศาของความอุ่นที่ถูกทำให้เพิ่มขึ้นก็สามารถทำให้ชั้นต่างๆของน้ำแข็งหายตัวไปได้ เพราะมันมีความอุ่นในตัวจากอากาศและจากน้ำทะเล
และชั้นต่างของน้ำแข็งที่หายตัวไปก็นำมาสู่การอุ่นตัวที่มากขึ้นกว่าเดิมเพราะสิ่งที่เรียกว่า albedo effect น้ำแข็งที่มีสีอ่อนจะสะท้อนรังสีจากแสงอาทิตย์ให้ห่างไปจากโลก เมื่อน้ำแข็งละลาย น้ำทะเลที่มีสีเข้มจะซึมซับรังสีและความร้อนที่สูงขึ้น
กระบวนการนี้อาจใช้เวลานับร้อยๆ ปี หากแต่สัญญานของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเกิดขึ้นแล้วตอนนี้ ในปี 2545 ชั้นน้ำแข็ง Larsen B – ซึ่งมาจากกว่า 1,250 ตารางไมล์ของความหนา 720 ฟุตของน้ำแข็ง – สลายตัวลงสู่มหาสมุทรเป็นเวลาเพียงแรมเดือน ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้แก่นักวิทยาศาสตร์และผู้สังเกตการณ์เป็นอย่างมาก หลายสิบปีที่ผ่านมาชั้นต่างๆ ของน้ำแข็งจำนวน 7 จาก 12 ชั้นในแหลมขั้วโลกใต้ต่างก็ล่มสลายตัวลงแล้ว
“ชั้นต่างๆ ของน้ำแข็งเหล่านี้เพียงเริ่มล้มเหมือนเกมโดมิโนแล้ว” ธริพาตีกล่าว
อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิจัยกล่าวว่า ข้อค้นพบของ PNAS ให้ความหวังอันลางเลือน ผู้กำหนดนโยบายพึ่งพาแบบจำลองของเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อพยากรณ์อนาคตของการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และแบบจำลองต่างๆ ขณะนี้สามารถทำให้ละเอียดมากขึ้นได้บนพื้นฐานของข้อมูลชุดใหม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นนับล้านๆ ปีก่อน ธริพาตีกล่าว
คำถามใหญ่ที่ยังคงมีอยู่คือการหลอมละลายจะเกิดขึ้นรวดเร็วเท่าใด ฮาร์วู้ดกล่าวว่า ข้อค้นพบของโครงการ ANDRILL เน้นถึงความเปราะบางของชั้นต่างๆ ของน้ำแข็งและความเร่งด่วนของการดำเนินการระดับสากล
“แบบจำลองต่างๆ ล้วนจำลองขีดแบ่งหรือขีดเริ่มต้นที่หวนกลับไปไม่ได้อีกแล้ว” เขากล่าว “เป็นสิ่งที่ดีที่ผู้กำหนดนโยบาย จะรับทราบว่า พวกเราจะต้องลงจากขบวนรถไฟนี้เร็วเพียงใด หรือเราต้องหันหัวรถไฟไปในทิศทางใหม่”
ที่มาของเรื่องราว
ข้อความข้างต้นมาจาก reprint ของเนื้อหาที่จัดให้โดย University of California Los Angeles UCLA รายการต้นฉบับเขียนโดย David Colgen บันทึก วัสดุเนื้อหาอาจได้รับการตรวจภาษาเพื่อเนื้อหาและความยาวของข้อความ
บทความที่อ้างอิง
1. Richard Levy, David Harwood, Fabio Florindo, Francesca Sangiorgi, Robert Tripati, Hilmar von Eynatten, Edward Gasson, Gerhard Kuhn, Aradhna Tripati, Robert DeConto, Christopher Fielding, Brad Field, Nicholas Golledge, Robert McKay, Timothy Naish, Matthew Olney, David Pollard, Stefen Schouten, Franco Talarico, Sophie Warny, Veronica Willmott, Gary Acton, Kurt Panter, Timothy Paulsen, Marco Taviani. Antarctic ice sheet sensitivity to atmospheric CO2 variations in the early to mid-Miocene. Proceedings of the National Academy of Sciences, 2016: 201516030 DOI: 10.073/pnas.151603113
การอ้างอิงหน้านี้
University of California Los Angeles UCLA. “Antarctica could be headed for major meltdown.” Science Daily. Science Daily, 23 February 2016.
www.sciencedaily.com/releases/2016/02/160223143620.htm
เรียบเรียงโดย Prathurng Hongsranagon, Associate Professor, Ph.D., M.P.H.

แอนตาร์กติกา ในยุคของมิโอซีนแรกเริ่ม อุณหภูมิของโลกอุ่นกว่านี้ 10 องศาและระดับน้ำในมหาสมุทรสูงกว่านี้ 50 ฟุตหรือเหนือระดับพื้นดินของมหานครนิวยอร์ก โตเกียว และเบอร์ลิน

เป็นเวลาเนิ่นนานกว่า 16 ล้านปีมาแล้วจึงทำให้ยุคสมัยเปลี่ยนไป หากแต่ยังคงมีความคล้ายคลึงอย่างหนึ่งบนโลกที่พวกเราล้วนอาศัยอยู่: อากาศยังคงบรรจุจำนวนเดียวกันของก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ การคู่ขนานกันเช่นนี้สร้างความกังวลใจเกี่ยวกับเสถียรภาพของแผ่นน้ำแข็งในบริเวณขั้วโลกใต้แอนตาร์กติกา ตามที่รายงานไว้ในงานตีพิมพ์ของ Proceedings of the National Academy of Sciences

 

กิน อยู่ รักษาป่า

อีเมล พิมพ์ PDF

มูลนิธิสืบนาคะเสถียรมูลนิธิสืบนาคะเสถียร มูลนิธิสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ขอเชิญผู้สนใจร่วมงาน กิน อยู่ รักษาป่า ณ บริเวณ โถงหน้าหอประชุมมหิศร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ แยกรัชโยธิน ระหว่างวันที่ 25 - 29 เมษายน 2559

 

การขาดแคลนน้ำ อาจทำให้คนว่างงาน 1.5 พันล้านตำแหน่ง

อีเมล พิมพ์ PDF
การขาดแคลนน้ำ อาจทำให้คนว่างงาน 1.5 พันล้านตำแหน่ง
กว่าครึ่งของตลาดแรงงาน หรือราว 1.5 พันล้านคนทำงานในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ ‘น้ำ’ การเชื่อมโยงระหว่างอาชีพและแหล่งน้ำถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นครั้งแรกในรายงานเมื่อ World Water Development พ.ศ. 2559 ที่เผยแพร่ในวันน้ำโลก เนื่องปัญหาเรื่องน้ำเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่น่าวิตกกังวลที่สุดของโลกในอีก 10 ปีข้างหน้า คำถามต่อไปคือว่าโลกกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงที่งาน 1.5 พันล้านตำแหน่งจะหายไปหรือไม่
การเกษตรเป็นภาคธุรกิจที่ดูจะมีความเสี่ยงมากที่สุด เนื่องจากการเกษตรจำเป็นต้องพึ่งพิงน้ำอย่างมาก การมีหรือไม่มีน้ำ ภัยแล้ง หรือน้ำท่วมจะส่งผลโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของประชาชนกว่า 1 พันล้านคนที่ทำงานในภาคการเกษตร เช่นรัฐแคลิฟอร์เนีย ผู้ผลิตอาหารที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลก ที่มีการประมาณการต้นทุนของภัยแล้งที่เกิดขึ้นสูงถึง 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และทำให้คนตกงาน 17,100 คน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 3.8 ของแรงงานภาคการเกษตรในรัฐ
กรณีที่ดูสุดขั้วกว่านั้นเกิดขึ้นในรัฐ Maharasthra ประเทศอินเดีย ที่มีการรายงานว่าชาวนากว่า 3,000 รายฆ่าตัวตายเมื่อ พ.ศ. 2558 แม้ว่าจะมีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดโศกนาฎกรรมดังกล่าว แต่ปัจจัยหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้คือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงซึ่งทำลายล้างพืชผลทางการเกษตรของชาวนาเหล่านั้น
การมีแหล่งน้ำที่เพียงพอและมีคุณภาพเริ่มกลายเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำหรับอุตสาหกรรม บริษัทหลายแห่งเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำ ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์องค์กร ศักยภาพในการเติบโต รวมถึงการตัดสินใจลงทุน ซึ่งแน่นอนว่าการปรับเปลี่ยนดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อลูกจ้างในปัจจุบันรวมถึงตำแหน่งงานที่จะสร้างขึ้นในอนาคต
ตัวอย่างล่าสุดในประเทศชิลีที่ระงับการสร้างเหมืองทอง เงิน และทองแดง อย่างไม่มีกำหนดเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับมลภาวะที่อาจปนเปื้อนน้ำใต้ดินในพื้นที่ รวมถึงคำสั่งของบริษัทที่จะก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการจัดการน้ำ
ในขณะเดียวกัน บริษัทผลิตเบียร์ยักษ์ใหญ่อย่าง SABMiller ก็ประกาศว่าการเติบโตในทวีปแอฟริกานั้นเป็นเป้าหมายหลัก โดยเฉพาะในประเทศไนจีเรีย และแซมเบีย แต่ตลาดดังกล่าวก็มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากปริมาณน้ำที่มีอยู่อาจไม่เพียงพอ รวมถึงเตือนว่าโรงผลิตเบียร์ที่ตั้งอยู่ในปัจจุบันอาจต้องย้ายฐานการผลิตเนื่องจากการแย่งชิงแหล่งน้ำในพื้นที่เริ่มมีความรุนแรงมากขึ้น
ภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมผลิตสินค้าอุปโภค พลังงาน หรือขุดเจาะทรัพยากรธรรมชาติ มักเป็นเป้าหมายสำคัญที่ถูกโจมตีในประเด็นเรื่องการใช้น้ำ แต่ปัจจุบัน อุตสาหกรรมอื่นๆ เองก็เริ่มมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทกับความเสี่ยงเรื่องน้ำ มีงานวิจัยล่าสุดแสดงให้เห็นถึงการใช้น้ำเกินขนาดและภาวะขาดแคลนน้ำเนื่องจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยคาดว่ามีนักท่องเที่ยวกว่า 500 ล้านคนเดินทางมายังภูมิภาคดังกล่าวเมื่อ พ.ศ. 2557 ซึ่งเป็นการสร้างอุปสงค์การใช้น้ำและสร้างแรงกดดันต่อทรัพยากรน้ำที่มีอยู่ค่อนข้างจำกัดในภูมิภาคซึ่งพื้นที่กว่าร้อยละ 75 เผชิญกับภาวะที่แหล่งน้ำถูกใช้อย่างเข้มข้น
น้ำที่ไม่เพียงพอ คาดเดาไม่ได้ และด้อยคุณภาพ จะกลายเป็นข้อจำกัดในการเติบโตของการท่องเที่ยวในตลาดปัจจุบัน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 10 ของ GDP โลกใน พ.ศ.2558 และสร้างงานกว่า 284 ล้านตำแหน่ง
ตัวอย่างที่หยิบยกมากสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงของน้ำต่อภาคเศรษฐกิจ แต่ประเด็นที่รุนแรงที่สุดคือผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพมนุษย์ คาดว่าประชากร 1.8 พันล้านคนทั่วโลกดื่มน้ำที่ไม่ปลอดภัยและอาจมีสารปนเปื้อนซึ่งจะนำไปสู่อาการป่วยได้ ในแง่ของแรงงาน ตัวเลขดังกล่าวอาจแปลงไปเป็นวันลาป่วยซึ่งทำให้บริษัทสูญเสียผลิตภาพ รายงานของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP)ระบุว่า เตียงผู้ป่วยราวครึ่งหนึ่งในโรงพยาบาลทั่วโลกถูกจับจองโดยผู้ป่วยที่ป่วยจากโรคซึ่งเกี่ยวข้องกับน้ำ
โชคไม่ดีนักเพราะตัวอย่างเหล่านี้เป็นเพียงสิ่งผิวเผินของปัญหา น้ำและอาชีพคือธีมหลักของวันน้ำโลกในปีนี้ ซึ่งต้องการสร้างความตระหนักต่อสาธารณะว่า ปริมาณน้ำและคุณภาพน้ำสามารถเปลี่ยนชีวิตและความเป็นอยู่ของแรงงานได้อย่างไร หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนในระดับสังคมและเศรษฐกิจ
ถอดความบางส่วนจาก‘Are 1.5 billion jobs at risk of drying up?’ โดย Alex Mung
เข้าถึงได้ที่ https://www.weforum.org/agenda/2016/03/are-1-5-billion-jobs-at-risk-of-drying-up
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
การขาดแคลนน้ำ อาจทำให้คนว่างงาน 1.5 พันล้านตำแหน่งกว่าครึ่งของตลาดแรงงาน หรือราว 1.5 พันล้านคนทำงานในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ ‘น้ำ’ การเชื่อมโยงระหว่างอาชีพและแหล่งน้ำถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นครั้งแรกในรายงานเมื่อ World Water Development พ.ศ. 2559 ที่เผยแพร่ในวันน้ำโลก เนื่องปัญหาเรื่องน้ำเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่น่าวิตกกังวลที่สุดของโลกในอีก 10 ปีข้างหน้า คำถามต่อไปคือว่าโลกกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงที่งาน 1.5 พันล้านตำแหน่งจะหายไปหรือไม่
 

แนวทางปฏิรูปและแก้ไขปัญหาเหมืองแร่ทองคำ

อีเมล พิมพ์ PDF

เหมืองแร่ทองคำ“แร่ทองคำ” ทรัพย์สมบัติคู่บ้านคู่เมืองที่เป็นมรดกตกทอดของชนชาวไทยมาตั้งแต่วันสร้างชาติเมื่อ 700 ปีที่ผ่านมา จวบจนปัจจุบันทองคำบริสุทธิ์ใต้ผืนดินไทยยังคงเหลืออยู่เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 700 ตัน[1]

 

แผนขจัดรถยนต์ออกจากท้องถนน แบบฉบับนอร์เวย์

อีเมล พิมพ์ PDF
ประเทศนอร์เวย์กำลังเดินหน้าลดปริมาณรถยนต์บนท้องถนนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยในปี พ.ศ. 2573 ในขณะที่ประชากรภายในประเทศกำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่รัฐบาลก็ตั้งเป้าว่าจะให้อัตราการเติบโตของการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเป็นศูนย์ และใจกลางเมือง Oslo เมืองหลวงของประเทศนอร์เวย์ จะต้องกลายเป็นเขตปลอดรถยนต์ภายใน 3 ปี และอีกก้าวหนึ่งเพื่อให้ดำเนินงานได้ตามเป้าหมาย รัฐบาลนอร์เวย์วางแผนว่าจะสร้างเครือข่ายทางจักรยาน และทางด่วนสำหรับจักรยานมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทางด่วนจักรยานขนาดสองเลนจะเชื่อมต่อเขตชานเมืองของนอร์เวย์9 แห่งสู่ใจหลางเมืองหลวงด้วยเส้นทางที่สั้นที่สุดและราบที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โดยนักปั่นสามารถปั่นได้ด้วยความเร็วสูงถึง 25 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือประมาณ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน
“ทางด่วนจักรยานจะกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจของผู้คนที่อยู่อาศัยในเขตชานเมือง โดยเฉพาะกลุ่มที่วางแผนว่าจะใช้จักรยานของพวกเขาแทนรถยนต์นั่ง” MaritEspeland ผู้ประสานงานเครือข่ายนักปั่นจักรยานแห่งชาติ กรมทางหลวงนอร์เวย์ให้สัมภาษณ์
ปัจจุบัน นอร์เวย์ค่อนข้างแตกต่างจากเพื่อนบ้านเช่นเดนมาร์คและสวีเดน เนื่องจากมีอัตราการใช้จักรยานในชีวิตประจำวันค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะในเขตใจกลางเมือง ส่วนหนึ่งเนื่องจากชุมชนของนอร์เวย์ค่อนข้างตั้งอยู่กระจัดกระจาย รวมถึงวัฒนธรรมที่ค่อนข้างแตกต่าง
“ชาวนอร์เวย์ส่วนใหญ่ใช้จักรยานสำหรับกีฬาและสันทนาการ มากกว่าที่จะใช้ปั่นมาทำงานหรือไปโรงเรียน แต่การสร้างทางจักรยานที่ดีขึ้น จะทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกปลอดภัยมากขึ้นขณะปั่น เป็นการสร้างแรงดึงดูดให้พวกเขาเลือกใช้จักรยานแทนที่จะเป็นรถยนต์” MaritEspeland อธิบาย
ทางหลวงแห่งใหม่เป็นเพียงโครงการหนึ่งในความพยายามครั้งใหญ่ของนอร์เวย์ที่จะทำให้การขนส่งทั้งประเทศมีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ.2573นอร์เวย์วางแผนว่าจะลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงถึงร้อยละ 40 และภายในปี พ.ศ. 2593 ก็วางแผนว่าจะกลายเป็นประเทศที่เป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutral หมายถึงมีการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ - ผู้แปล) เนื่องจากในประเทศนอร์เวย์ การผลิตกระแสไฟฟ้าส่วนใหญ่มาจากโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ แต่การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนมากเกิดขึ้นจากรถยนต์และการขนส่ง
การขนส่งสาธารณะในนอร์เวย์จะไม่มีการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลภายใน 5 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ ยังมีรถบัสไฟฟ้า และเรือรับส่งไฟฟ้าที่เริ่มนำมาใช้จริงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 รวมถึงรถแท็กซี่ทั้งหมดจะไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในปี พ.ศ.2565 นอร์เวย์ถือว่าเป็นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ต้องขอบคุณมาตรการลดภาษีและสิทธิพิเศษจากการขับรถไฟฟ้า เช่น สิทธิในการใช้เลนรถสาธารณะ เป็นต้น
แต่การเปลี่ยนจากรถเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นรถยนต์ไฟฟ้าอาจไม่เพียงพอในมุมมองของรัฐบาล
“เราขับรถยนต์กันมากเกินไป ยิ่งนานเรายิ่งรู้สึกว่าการจราจรในเมืองแย่ลง เพราะถึงแม้จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า แต่มันก็กินที่เท่ากับรถยนต์ทั่วไป เราไม่สามารถแก้ไขปัญหาการจราจรได้หากเรายังไม่จัดการให้ประชาชนเดินทางโดยใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” MaritEspeland แสดงความเห็น
โดยสรุป นอร์เวย์เชื่อว่าจักรยานและการขนส่งสาธารณะที่ดีขึ้นจะช่วยลดแรงจูงใจให้ขับรถยนต์ และจะช่วยให้ประเทศสามารถบรรลุเป้าหมายการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ครึ่งหนึ่ง “เราวางแผนนี้มานานมาก และเราเชื่อว่าประชาชนจะเลือกใช้จักรยานเพื่อเดินทางในชีวิตประจำวันบ่อยครั้งขึ้นในอนาคตอันใกล้” เธอกล่าวสรุป
ถอดความจากNorway's Plan To Get Rid Of Cars Involves A New Billion-Dollar Bike Highway โดย ADELE PETERS
เข้าถึงได้ที่ http://www.fastcoexist.com/3057592/norways-plan-to-get-rid-of-cars-involves-a-new-billion-dollar-bike-highway?utm_content=buffera8c56&utm_medium=social&utm_source=facebook.com&utm_campaign=buffer
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
แผนขจัดรถยนต์ออกจากท้องถนน แบบฉบับนอร์เวย์ประเทศนอร์เวย์กำลังเดินหน้าลดปริมาณรถยนต์บนท้องถนนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยในปี พ.ศ. 2573 ในขณะที่ประชากรภายในประเทศกำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่รัฐบาลก็ตั้งเป้าว่าจะให้อัตราการเติบโตของการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเป็นศูนย์ และใจกลางเมือง Oslo เมืองหลวงของประเทศนอร์เวย์ จะต้องกลายเป็นเขตปลอดรถยนต์ภายใน 3 ปี และอีกก้าวหนึ่งเพื่อให้ดำเนินงานได้ตามเป้าหมาย รัฐบาลนอร์เวย์วางแผนว่าจะสร้างเครือข่ายทางจักรยาน และทางด่วนสำหรับจักรยานมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
 

หยุดถ่านหิน ต่อลมหายใจคนชายแดนใต้

อีเมล พิมพ์ PDF
คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา8 เมษายน 2559 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กลุ่มภาคประชาชนที่คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา และท่าเทียบเรือสำหรับโรงไฟฟ้าฯ ใน 5 จังหวัดชายแดนใต้ ในนามเครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ (Permatamas) รวมตัวเคลื่อนไหวคัดค้านโรงไฟฟ้าผ่านกิจกรรมเดินรณรงค์ “หยุดถ่านหิน ต่อลมหายใจคนชายแดนใต้” โดยเริ่มต้นจาก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ. ปัตตานี) ถึงบ้านคลองประดู่ ตำบลปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ในวันที่ 10 เมษายน เป็นระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร
โดยเครือข่ายฯ ได้ชี้แจงจุดประสงค์การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ผ่านแถลงการณ์ว่า โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายๆ มิติ เช่น ทำลายระบบนิเวศและวิถีชีวิตชุมชนที่อาศัยทรัพยากรท้องถิ่นในการดำรงชีพ ด้านมลภาวะที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาว อีกทั้งยังสร้างความแตกแยกให้กับชุมชน
เครือข่ายระบุอีกว่า รายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) นั้น ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้อง กล่าวคือ มีการศึกษาไม่ครบทุกพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ และกระบวนการรับฟังความเห็นจากประชาชนทำไม่ครบทุกฝ่าย โดยไม่รับฟังความเห็นของผู้เห็นต่างและยังปิดกั้นการมีส่วนร่วม
กิจกรรม “หยุดถ่านหิน ต่อลมหายใจคนชายแดนใต้” มีขึ้นตั้งแต่วันนี้ (8 เมษายน) ถึง 10 เมษายน ออกเดินตั้งแต่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ. ปัตตานี) ถึงบ้านคลองประดู่ ตำบลปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ในวันที่ 10 เมษายน รวมระยะทาง 30 กิโลเมตร ในช่วงเย็นของแต่ละวันจะมีเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็นต่อสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น มีกำหนดการดังนี้
กำหนดการเดิน “หยุดถ่านหิน : ต่อลมหายใจคนชายแดนใต้” วันที่ 8-10 เมษายน 2559 8 เม.ย.59
07.00 น. – 08.00 น. รวมพลก่อนออกเดินหน้าลานพระบิดา – คำประกาศ“หยุดถ่านหิน : ต่อลมหายใจคนชายแดนใต้” โดยตัวแทนนักศึกษา
08.00 น.- 12.00 น. เริ่มออกเดิน
12.00 น. – 13.30 น. รับประทานอาหารเที่ยง ละหมาด
13.30 น. – 16.30 น. เดินถึงจุดหมายปลายทางโรงเรียนปทุมคงคา อ.หนองจิก 17.30 น. – 18.30 น. รับประทานอาหารเย็น
19.00 น. – 20.00 น. เวทีเสวนาชุมชน – คุณอังคณา นีละไพจิตร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
20.00 น. – 21.00 น. ประชุมสรุปงาน
9 เม.ย.59
05.30 น. ละหมาด
06.00 น. – 07.00 น. รับประทานอาหารเช้า
07.00 น. – 12.00 น. ออกเดิน
12.00 น. – 13.00 น. รับประทานอาหารเที่ยง
13.00 น. – 16.30 น. เดินถึงจุดหมายสำนักงานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี
17.30 น. – 18.30 น. รับประทานอาหารเย็น
19.00 น. – 20.00 น. เวทีเสวนา
– ดร.รุสดี ตาเฮ
– คุณมูฮำหมัดอายุบ ปาทาน ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้
– ทนายอับดุลกอฮา อาแวปูเต๊ะ
– อ.มุส วาบา
10 เม.ย.59
07.00 น.  – 08.00 น. รับประทานอาหาร
08.00 น. – 12.00 น. ออกเดิน
12.00 น. – 13.00 น. รับประทานอาหารเที่ยง
13.00 น. – 16.30 น. เดินถึงจุดหมายปลายทาง ณ.บ้านคลองประดู่ ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา
17.00 -18.00 น. รับประทานอาหารเย็น
18.00 น. – 20.00 น. เวทีเสวนา “หยุดถ่านหิน : ต่อลมหายใจชายแดนใต้” ดำเนินรายการโดยคุณรอมฎอน ปันจอร์ (อยู่ระหว่างการประสานงาน)
– ตัวแทนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ
– ตัวแทนเครือข่ายประชาชนชายแดนใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ
– ตัวแทนนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
– ตัวแทนนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา
– ตัวแทนชาวบ้านอำเภอเทพา, จะนะ, สะบ้าย้อย, ตัวแทนกปอพช.ใต้ .
แถลงการณ์ร่วมเดิน "หยุดถ่านหิน:ต่อลมหายใจคนชายแดนใต้"
โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จังหวัดสงขลา โดย กฟผ.และรัฐบาล เป็นโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ถึง 2,200 เมกะวัตต์ ตั้งบนพื้นที่ 3,000 ไร่ ใช้ถ่านหินมาเผาวันละ 23 ล้านกิโลกรัม ใช้น้ำทะเลในกระบวนผลิตวันละ 9 ล้านลูกบาศก์เมตร โครงการดังกล่าวส่งผลเสียอย่างมากต่อประชาชนอันได้แก่
- ด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งตัวท่าเรือและการใช้น้ำทะเลและปล่อยน้ำทิ้งลงทะเล ส่งผลต่อทะเล การกัดเซาะชายฝั่ง การดำรงชีวิตของปูปลากุ้งหอย ทำลายการประมงพื้นบ้าน ทำให้ป่าชายเลนผืนสำคัญเสื่อมโทรมลงไป รวมทั้งปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมหาศาล อันจะทำให้โลกร้อนเพิ่มขึ้น
- ด้านสุขภาพ จากมลพิษทางอากาศจากฝุ่น โลหะหนัก สารไฮโดรคาร์บอน ที่ปล่อยออกมาตลอด 24 ชั่วโมง แม้จะไม่เกินมาตรฐาน แต่ด้วยขนาดกำลังการผลิตที่ใหญ่มาก ทำให้จำนวนมลพิษสะสมในพื้นที่จนเป็นอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาวอย่างแน่นอน
- ด้านสังคม ต้องมีการย้ายประชาชนกว่า240 ครัวเรือน หรือย้ายผู้คนนับพันคน กระทบต่อมัสยิดและกุโบร์(สุสาน) 2 แห่ง วัด 1 แห่ง และโรงเรียนปอเน๊าะอีก 1 แห่ง ซึ่งต้องย้ายออกไป กระทบต่อหลักศรัทธาของประชาชนในพื้นที่อย่างยิ่ง สภาพวิถีประมงพื้นบ้าน วิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ที่ใช้ชีวิตบนฐานเกษตรกรรม จะเสื่อมทรุดและสาบสูญ
- ด้านความมั่นคง โครงการดังกล่าวได้สร้างแตกแยกในชุมชน จากการที่ กฟผ.ใช้เงินซื้อทุกอย่าง ใช้อำนาจอิทธิพลข่มขู่ อีกทั้งพื้นที่เทพาและชายแดนใต้มีปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบอยู่แล้ว โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาจะเป็นภัยแทรกซ้อนที่สำคัญและเป็นเงื่อนไขใหม่ต่อการปะทุของสถานการณ์ความไม่สงบได้
ปัจจุบัน กฟผ.ได้ส่งรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA)ให้กับทางสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)แล้ว การศึกษาผลกระทบฯในรายงานของ กฟผ.นั้น ได้ใช้วิชามารในการจัดทำรายงานและไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฎหมายและวิชาการ กล่าวคือ
1. ได้มีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคม ในรัศมีเพียง 5 กิโลเมตร โดยมีเจตนาที่จะไม่ทำการศึกษาเข้าไปในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ทั้งๆที่หมู่บ้านแรกของปัตตานีห่างจากโครงการเพียง 7 กิโลเมตรเท่านั้น อันแสดงถึงความไร้หลักวิชาการ ทั้งๆที่ผลกระทบนั้นไกลถึง 100 กิโลเมตร
2. กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้งการทำ ค.1 ค.2 และ ค.3 มีความฉ้อฉล มีการซื้อเสียงด้วยการแจกสิ่งของในเวที ค.1 ไม่มีการรับฟังกลุ่มเห็นต่างในการทำเวที ค.2 และมีการใช้กำลังปิดกั้นการมีส่วนร่วมในเวที ค.3 รวมทั้งไม่มีการจัดเวทีสร้างการรับรู้หรือการรับฟังความคิดเห็นใดๆ ในพื้นที่ปัตตานี ยะลา นราธิวาส แม้แต่ครั้งเดียว
ยิ่งเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้รับรองรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการการพลังงานต่อข้อเสนอโรงไฟฟ้าถ่านหินปานาเระขนาด 1,000 เมกะวัตต์ ยิ่งมีความชัดเจน จังหวัดปัตตานีและจังหวัดสงขลา จะอบอวลไปด้วยมลพิษของควันถ่านหิน ซึ่งอาจจะหนักกว่าควันระเบิดและควันปืน เพราะมลพิษจากถ่านหินนั้นปล่อยออกมาตลอด 24 ชั่วโมงตลอด 40 ปี ซึ่งจะเกิดความเสื่อมโทรมต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ ศาสนา และความแตกแยกในชุมชน
สถานการณ์ความไม่สงบชายแดนภาคใต้ในปัจจุบันมีสถานการณ์ที่ดีขึ้นบ้างแล้ว แต่ก็ยังเปราะบางมาก การเกิดขึ้นของโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งที่เทพาและปานาเระด้วยกระบวนการที่ไม่เป็นธรรม ไม่มีส่วนร่วมในการรับรู้และการร่วมตัดสินใจของประชาชน ไม่มีการศึกษาผลกระทบอย่างครบถ้วนรอบด้าน ไม่สามารถตอบคำถามข้อสงสัยของชุมชนได้แต่กลับไปใช้การแจกของแจกเสื้อแจกเงินและใช้การดูงานเป็นเครื่องมือซื้อเสียงแทน รวมทั้งในช่วงหลังๆที่ทาง กฟผ.หันไปใช้ภาพของอำนาจทหารภายใต้ มทบ.42 มาสร้างภาพเพื่อกดพื้นที่ไม่ให้คัดค้าน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการสร้างเงื่อนไขต่อการพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้อย่างยั่งยืนและต่อการสร้างสันติภาพชายแดนใต้ด้วย
ด้วยเหตุที่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพามีความฉ้อฉลมากมาย จึงขอเชิญชวนพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะคนใต้ มาร่วมเดิน “เพื่อต่อลมหายใจคนชายแดนใต้” ในวันที่ 8-10 เมษายน 2559 จาก มอ.ปัตตานี สู่บ้านคลองประดู่ อำเภอเทพา เพื่อสร้างการรับรู้ต่อประชาชนในพื้นที่ และเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา
เครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ(PERMATAMAS)
เครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน
เครือข่ายนักศึกษา มอ.ปัตตานี เพื่อความเป็นธรรม
8 เมษายน 2559
ติดตามความเคลื่อนไหวกิจกรรม หยุดถ่านหิน : ต่อลมหายใจคนชายแดนใต้ ได้ที่ https://www.facebook.com/greensouth.org
คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา8 เมษายน 2559 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กลุ่มภาคประชาชนที่คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา และท่าเทียบเรือสำหรับโรงไฟฟ้าฯ ใน 5 จังหวัดชายแดนใต้ ในนามเครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ (Permatamas) รวมตัวเคลื่อนไหวคัดค้านโรงไฟฟ้าผ่านกิจกรรมเดินรณรงค์ “หยุดถ่านหิน ต่อลมหายใจคนชายแดนใต้” โดยเริ่มต้นจาก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ. ปัตตานี) ถึงบ้านคลองประดู่ ตำบลปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ในวันที่ 10 เมษายน เป็นระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร
 

วิกฤติน้ำอุ่นกระทบแนวปะการังทั่วโลก

อีเมล พิมพ์ PDF
แนวปะการังทั่วโลกไม่ต่างจากอยู่ในน้ำร้อน อุณหภูมิของมหาสมุทรที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นเวลานานซึ่งเกิดจากปรากฎการณ์เอลนีโญที่รุนแรงกำลังทำให้อัตราการตายของปะการังทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น
“เรากำลังเผชิญกับเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”Mark Eakinหัวหน้าทีม Coral Reef Watch แห่ง NOAA กล่าว และคาดว่าการฟอกขาวดังกล่าวเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 และจะยาวนานไปถึง พ.ศ.2560
การฟอกขาวของปะการังเกิดขึ้นเมื่อปะการังเผชิญกับสภาวะตึงเครียดและปล่อยสาหร่ายที่อยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งเป็นทั้งแหล่งอาหารและพลังงานออกไป ส่งผลให้ปะการังสีซีดขาว ซึ่งมักจะนำไปสู่การติดโรคหรือการตาย
นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 ปะการังราวร้อยละ 32 ทั่วโลกเผชิญกับอุณหภูมิที่จะทำให้เกิดการฟอกขาว Mark Eakin คาดว่าปะการังร้อยละ 60 ทั่วโลกจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ ส่วนผลสุดท้ายปะการังเหล่านั้นจะรอดหรือไม่ก็ยังเป็นเรื่องที่ยากจะสรุป
Mark Eakin เปรียบเทียบแรงกดดันต่อแนวปะการังในปัจจุบันว่าเหมือนกับการชกมวย “จากเดิมที่เคยชกเพียงหนึ่งยกแล้วพัก แต่ตอนนี้เหมือนต้องชกติดต่อกันสามยก” เขาอธิบาย
Rob Ruzicka นักนิเวศวิทยาปะการังประจำ Florida Fish and Wildlife Conservation Commission ได้ทำการศึกษาอัตราการตายของปะการังจากปรากฎการณ์เอลนีโญในปี พ.ศ.2541 และ พ.ศ. 2553 ซึ่งเหตุการณ์ในปี พ.ศ.2541 ทำให้พื้นที่แนวปะการังในฟลอริด้าลดลงจากร้อยละ 14 เหลือร้อยละ 7 แต่หลังจากนั้นอัตราการตายก็ไม่มากนัก
“แนวปะการังอาจมีภูมิคุ้มกันมากขึ้นเนื่องจากพวกมันเคยต้องทนกับอุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้นจากเอลนีโญมาหลายครั้ง ซึ่งอาจทำให้เกิดการปรับตัว ตอนนี้เราไม่รู้ว่าอุณหภูมิของน้ำจะอุ่นแบบนี้อีกนานแค่ไหน และตอบไม่ได้ว่าสถานการณ์เลวร้ายขนาดไหน เพราะตอนนี้เราเหมือนกับหมอที่กำลังตรวจคนไข้”RobRuzicka กล่าว
ข้อกังวลหลักคือการสูญเสียแนวปะการังอายุมากที่จะปล่อยไข่และสเปิร์มในฤดูผสมพันธุ์มากกว่าปะการังรุ่นเด็ก และการฟอกขาวของปะการังวัยอ่อนที่จะเติบโตมาทดแทนปะการังที่ตายไป
แต่นอกจากการปลูกปะการังมาทดแทนใหม่ จะทำอะไรได้อีกบ้าง ?
มีการทดลองปล่อยน้ำเย็นรอบๆ แนวปะการังและพบว่าน้ำเย็นสามารถช่วยให้สีของปะการังคืนกลับมาได้ ซึ่ง Mark Eakin มองว่าเป็นสัญญาณอันดีที่เราอาจเข้าไปแทรกแซงกระบวนการธรรมชาติเพื่อรักษาปะการังไว้ได้
“สิ่งสำคัญที่เราสามารถทำได้คือการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลก เพราะนั่นคือสาเหตุหลักของการที่ปะการังฟอกขาว”Mark Eakin กล่าว
ถอดความจากLongest-ever period of coral bleaching to extend well into 2017 เข้าถึงได้ที่ https://www.newscientist.com/article/2078648-longest-ever-period-of-coral-bleaching-to-extend-well-into-2017/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
ปะการังฟอกขาวแนวปะการังทั่วโลกไม่ต่างจากอยู่ในน้ำร้อน อุณหภูมิของมหาสมุทรที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นเวลานานซึ่งเกิดจากปรากฎการณ์เอลนีโญที่รุนแรงกำลังทำให้อัตราการตายของปะการังทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น

“เรากำลังเผชิญกับเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”Mark Eakinหัวหน้าทีม Coral Reef Watch แห่ง NOAA กล่าว และคาดว่าการฟอกขาวดังกล่าวเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 และจะยาวนานไปถึง พ.ศ.2560
 

แหล่งน้ำในยุโรปตอนเหนือชุ่มไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ได้อย่างไร

อีเมล พิมพ์ PDF

โลกร้อนผืนทะเลรอบๆ สหราชอาณาจักรและส่วนที่เหลือของยุโรปตอนเหนือสะสมก๊าซคาร์บอนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นจำนวน 24 ล้านตันต่อปีแล้ว จำนวนมหาศาลนี้เทียบเท่ากับรถบัสสองชั้นจำนวน 2 ล้านคัน หรือเท่ากับเครื่องบินเจ็ท 747 จำนวน 72,000 ลำ ตัวเลขเหล่านี้ได้มาจากนักวิทยาศาสตร์ผู้ศึกษาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ที่เข้าสู่และคายออกจากมหาสมุทร

 

ข้อตกลงปารีส : สู่แสงสว่างหรือทางตัน ?

อีเมล พิมพ์ PDF

cop21เมื่อต้นเดือนธันวาคม พ.ศ.2558 ตัวแทนภาครัฐ องค์กรภาคเอกชน และประชาชนทั่วทุกมุมโลกต่างเดินทางมากรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส กันอย่างคึกคัก เพื่อจับตาผลลัพธ์การประชุม COP21 พร้อมกับร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในเวทีประชาชน และแสดงพลังรณรงค์สร้างความตระหนักเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วกรุงปารีส

 

เบอร์ตา คาเซเรส นักอนุรักษ์ผู้ไม่ยอมแพ้ต่อเผด็จการทหาร

อีเมล พิมพ์ PDF
เบอร์ตา คาเซเรส นักอนุรักษ์ผู้ไม่ยอมแพ้ต่อเผด็จการทหาร
ในประเทศที่ความไม่เท่าเทียมด้านเศรษฐกิจและสังคมและการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มีแนวโน้มแต่จะเพิ่มขึ้น เบอร์ตา คาเซเรส (Berta Cáceres) นำขบวนชนพื้นเมืองเลนคา (Lenca) แห่งประเทศฮอนดูรัส พร้อมกับการรณรงค์เพื่อชนชั้นรากหญ้าที่สามารถกดดันบริษัทรับเหมาสร้างเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลกให้ยกเลิกการก่อสร้างเขื่อนอากัว ซาร์คา (Agua Zarca)
หลังจากการรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. 2552 ก็เกิดการใช้ทรัพยากรในระดับที่เรียกได้ว่าทำลายล้างในประเทศฮอนดูรัส เช่น โครงการขนาดยักษ์ที่จะทำลายชุมชนดั้งเดิม โดยมีสาเหตุจากการให้สัมปทานเหมืองแร่ราวร้อยละ 30 ของพื้นที่ในประเทศ ทำให้เกิดความต้องการพลังงานราคาถูกเพื่อนำไปใช้ในเหมือง และรัฐบาลก็อนุมัติโครงการก่อสร้างเขื่อนหลายร้อยแห่งทั่วประเทศ เปลี่ยนแม่น้ำ ที่ดิน และชุมชนพื้นเมืองเป็นสินค้า เพื่อตอบสนองต่อความต้องการไฟฟ้า
หนึ่งในเขื่อนนับร้อยแห่งคือเขื่อนอากัว ซาร์คา ที่เกิดจากการร่วมทุนของสองบริษัทคือ Desarrollos Energeticos SA หรือDESA บริษัทสัญชาติฮอนดูรัส และรัฐวิสาหกิจจีน Sinohydro บริษัทนักสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ตามแผนการ เขื่อนอากัว ซาร์คาจะก่อสร้างบนแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ Gualcarque
โครงการดังกล่าวเดินหน้าโดยชาวพื้นเมืองเลนคาไม่มีส่วนร่วม ซึ่งนับว่าละเมิดสนธิสัญญาระหว่างประเทศเรื่องสิทธิชนพื้นเมือง เขื่อนดังกล่าวจะตัดขาดชนเผ่าเลนคา หลายร้อยชีวิตกับน้ำ อาหาร และยารักษาโรค อีกทั้งยังละเมิดสิทธิของพวกเขาเหล่านั้นในการใช้ชีวิตและจัดการที่ดินของพวกเขาอย่างยั่งยืน
เบอร์ตา คาเซเรส หญิงชนพื้นเมืองเลนคาที่เกิดในราว พ.ศ. 2514 - 2516 ยุคที่ความรุนแรงมีอยู่ทั่วไปในอเมริกากลาง แม่ของเธอเป็นหมอตำแยและนักกิจกรรมทางสังคม ทำงานดูแลผู้อพยพจากเอลซัลวาดอร์ และสอนลูกๆ เสมอว่าให้ยืนเคียงข้างผู้คนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ
เบอร์ตาเติบโตมาเป็นนักกิจกรรมตั้งแต่สมัยเรียน และในปี พ.ศ. 2536 เธอได้ร่วมก่อตั้งสภาองค์การเพื่อประชาชนและชนพื้นเมืองแห่งฮอนดูรัส (National Council of Popular and Indigenous Organizations of Honduras  - COPINH) เพื่อเผชิญกับภัยคุกคามต่อชนเผ่าเลนคา เช่น การตัดไม้ผิดกฎหมาย การต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดิน และการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ในปี พ.ศ. 2549 สมาชิกในชุมชนจาก Rio Blanco เดินทางมายัง COPINH เพื่อขอความช่วยเหลือ พวกเขาสังเกตว่ามีเครื่องจักรและอุปกรณ์ก่อสร้างเดินทางเข้ามาในเมือง โดยเขาไม่รู้สักนิดว่าสิ่งก่อสร้างดังกล่าวคืออะไร เพื่อใคร และลงทุนโดยใคร สิ่งเดียวที่เขารู้คือการล่วงเกินสายน้ำศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่าเลนคา ก็ไม่ต่างจากการเป็นศัตรูกับความต้องการของชุมชน
ด้วยการสนับสนุนทุกขั้นตอนจากชุมชน เบอร์ตาเริ่มต้นการรณรงค์เพื่อต่อต้านเขื่อนอากัว ซาร์คา เธอส่งจดหมายร้องเรียนไปยังรัฐบาลเพื่อให้ตัวแทนจากชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วม เธอจัดการประชุมในท้องถิ่นซึ่งสมาชิกในชุมชนลงคะแนนเสียงต่อต้านเขื่อนอย่างเป็นทางการ และนำการประท้วงอย่างสงบเพื่อขอสิทธิในการแสดงความเห็นในการดำเนินโครงการ
การรณรงค์ดังกล่าวสื่อสารไปถึงประเทศต่างๆ มีการร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน Inter-American รวมทั้งเรียกร้องไปยังผู้สนับสนุนเงินทุนในการดำเนินโครงการเช่น บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (International Finance Corporation: IFC) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินของธนาคารโลก
อย่างไรก็ดี รัฐบาลฮอนดูรัสและนายกเทศมนตรีในท้องถิ่นไม่สนใจข้อเรียกร้องและเดินหน้าโครงการอย่างต่อเนื่อง มีการตกแต่งเอกสารการประชุมให้แสดงการยอมรับโครงการก่อสร้างเขื่อน รวมถึงการใช้เงินเพื่อซื้อลายเซ็นของคนในชุมชนเพื่อแสดงการสนับสนุนโครงการ
ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2556 เบอร์ตาทำการปิดถนนเพื่อไม่ให้ DESA สามารถเข้ามาในพื้นที่ได้ การชุมนุมดำเนินไปอย่างสงบโดยมีชาวเลนคาเข้าร่วมอย่างหนาแน่น โดยมีการจัดการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนสมาชิกในครอบครัวสลับกันมาร่วมชุมนุมเป็นเวลาหลายสัปดาห์ จนกระทั่งล่วงเลยเป็นปี การชุมนุมปิดถนนก็ยังคงอยู่ แม้จะมีความพยายามใช้ความรุนแรงเพื่อสลายการชุมนุม ทั้งจากทหารว่าจ้างโดยบริษัท และกองกำลังของฮอนดูรัสเอง
บรรยากาศด้านการละเมิดสิทธิในฮอนดูรัสเป็นที่ทราบกันดี แต่น้อยคนที่จะเข้าใจว่านักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนมักตกเป็นเหยื่อความรุนแรงเหล่านั้น โทมัส กาเซีย (Tomas Garcia) ผู้นำชุมชนจาก Rio Blanco ถูกยิ่งเสียชีวิตระหว่างการชุมชนอย่างสงบในสำนักงานก่อสร้างเขื่อน คนอื่นๆ ถูกทำร้ายด้วยพร้า ใส่ร้ายป้ายสี กักตัว และทรมาน โดยผู้กระทำไม่เคยต้องรับผิด
ท่ามกลางความรุนแรง เบอร์ตาและชุมชนเลนคาก็ประสบความสำเร็จในการกันไม่ให้การก่อสร้างดำเนินไปได้ จนกระทั่งในปลาย พ.ศ. 2556 บริษัท Sinohydro ยกเลิกสัญญากับ DESA เพราะการต่อต้านจากชุมชนรวมถึงความโกรธแค้นหลังการตายของโทมัส อนาคตของเขื่อนอากัว ซาร์คามืดมนลงอีกหลังจากที่ IFC ถอนการลงทุน โดยแสดงความกังวลว่าโครงการจะละเมิดสิทธิมนุษยชน จวบจนปัจจุบันการก่อสร้างก็ยังไม่สามารถเดินหน้าได้
แต่สิ่งที่ไม่หยุดคือคำขู่ฆ่าเบอร์ตา การตายของเธอไม่ใช่เรื่องน่าตกใจของเพื่อนร่วมงานซึ่งร่างคำกล่าวยกย่องเธอในงานศพเอาไว้แล้วและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะไม่ต้องใช้มัน
ท่ามกลางความเสี่ยงเหล่านี้ เบอร์ตายังคงปรากฏตัวในที่สาธารณะเพื่อทำงานของเธอต่อ ในประเทศที่มีจำนวนเหตุฆาตกรรมสูงที่สุดในโลก เบอร์ตาหวังว่าชัยชนะที่อากัว ซาร์กา จะนำความหวังมาให้นักกิจกรรมที่ต่อสู้กับการพัฒนาอย่างไร้ความรับผิดชอบในฮอนดูรัส รวมทั้งโดยรอบลาตินอเมริกา
เมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2559 เธอถูกฆ่าในบ้านของเธอที่เมืองลา เอสเปอเรนซา หลังจากการตายของเธอ 12 วัน เนลสัน การ์เซีย (Nelson García) เพื่อนร่วมงานของเธอและสมาชิก COPINH ก็ถูกสังหาร นั่นทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจทั่วโลก หลายประเทศสั่งถอดถอนความเกี่ยวข้องกับโครงการอากัว ซาร์กา อย่างเด็ดขาด
ถอดความจาก http://www.goldmanprize.org/recipient/berta-caceres/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
เบอร์ตา คาเซเรสในประเทศที่ความไม่เท่าเทียมด้านเศรษฐกิจและสังคมและการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มีแนวโน้มแต่จะเพิ่มขึ้น เบอร์ตา คาเซเรส (Berta Cáceres) นำขบวนชนพื้นเมืองเลนคา (Lenca) แห่งประเทศฮอนดูรัส พร้อมกับการรณรงค์เพื่อชนชั้นรากหญ้าที่สามารถกดดันบริษัทรับเหมาสร้างเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลกให้ยกเลิกการก่อสร้างเขื่อนอากัว ซาร์คา (Agua Zarca)
 

ทบทวนบทเรียนเรื่องเสือโคร่งในผืนป่าแห่งความหวัง

อีเมล พิมพ์ PDF

เสือโคร่งเสือโคร่ง สัตว์ป่าที่ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า เพราะป่าที่มีเสือโคร่งอาศัยเป็นจำนวนมากย่อมหมายถึงป่าที่มีขนาดใหญ่ มีเหยื่อหรือสัตว์กินพืชอย่าง กระทิง วัวแดง กวาง ในจำนวนมากพอต่อความต้องการของสัตว์ผู้ล่า และการที่มีสัตว์กินพืชจำนวนมาก ก็หมายถึงมีอาหารของสัตว์ผู้ถูกล่ามากพอสำหรับหล่อเลี้ยงชีวิตพวกมันเช่นกัน

 

กรีนพีซเผยโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วโลกใช้น้ำจืดเทียบเท่ากับน้ำที่ใช้หล่อเลี้ยงคน 1 พันล้านคน

อีเมล พิมพ์ PDF
กรีนพีซเผยโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วโลกใช้น้ำจืดเทียบเท่ากับน้ำที่ใช้หล่อเลี้ยงคน 1 พันล้านคน
ฮ่องกง, 22 มีนาคม 2559 - กรีนพีซสากลเผยแพร่รายงานฉบับใหม่ระบุ ทรัพยากรน้ำจืดโลกที่กำลังลดลงอย่างรวดเร็วมีแนวโน้มร่อยหรอลงอย่างต่อเนื่องหากแผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่หลายร้อยแห่งทั่วโลกยังคงเดินหน้าซึ่งเป็นแรงกดดันต่อสภาวะภัยแล้งที่รุนแรงและการแย่งชิงทรัพยากรน้ำ
รายงานนี้เป็นการศึกษาโรงไฟฟ้าถ่านหินแต่ละแห่งเป็นครั้งแรกในระดับโลกว่าด้วยต่อความต้องการใช้น้ำของอุตสาหกรรมถ่านหินทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยระบุว่าพื้นที่ที่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำเป็นพื้นที่ที่มีโรงไฟฟ้าถ่านหินตั้งอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งหากมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ก็จะยิ่งเร่งให้เกิดการลดลงของทรัพยากรน้ำมากขึ้น
“หากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ถูกสร้างขึ้น การใช้น้ำของโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า ขณะนี้เรารู้ว่าถ่านหินไม่เพียงปล่อยมลพิษทางอากาศและเป็นตัวเร่งวิกฤตสภาพภูมิอากาศเท่านั้น โรงไฟฟ้าถ่านหินยังแย่งชิงน้ำซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุดของเรา” แฮร์รี่ ลัมมี่ นักรณรงค์อาวุโสด้านถ่านหินโลก กรีนพีซ เอเชียตะวันออก กล่าว
โรงไฟฟ้าถ่านหิน 8,359 แห่งทั่วโลก ใช้น้ำในปริมาณเท่ากับความต้องการใช้น้ำในระดับพื้นฐานของคนมากกว่า 1 พันล้านคน 1ใน 4ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่มีแผนการที่จะสร้างในพื้นที่ที่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำจืด ทรัพยากรน้ำในพื้นที่ดังกล่าวถูกนำมาใช้เร็วกว่าการทดแทนน้ำตามธรรมชาติ กรีนพีซระบุพื้นที่เหล่านี้ว่าเป็นพื้นที่บัญชีแดง
ประเทศอันดับต้นที่มีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้นโดยอยู่ในบัญชีแดง คือประเทศจีน (237 กิกะวัตต์) อินเดีย (52 กิกะวัตต์) และตุรกี (7 กิกะวัตต์) เกือบครึ่งหนึ่งของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินของจีน อยู่ในพื้นที่บัญชีแดง ในอินเดียและตุรกีมีพื้นที่ร้อยละ 13 ที่อยู่ในพื้นที่บัญชีแดง
ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่ใช้น้ำมากที่สุด องค์การพลังงานระหว่างประเทศระบุว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า การใช้น้ำทั่วโลกเพื่อผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหินจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 50 การศึกษาของกรีนพีซยังแสดงให้เห็นว่า หากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่เกิดขึ้น การใช้น้ำจะสูงขึ้นถึงร้อยละ 90  สร้างวิกฤตด้านการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมถ่านหิน ในขณะที่แผนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินหลายร้อยโครงการกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา
“รัฐบาลต้องรับรู้ว่าการแทนถ่านหินด้วยพลังงานหมุนเวียนไม่เพียงแต่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายภายใต้ข้อตกลงว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ยังช่วยประหยัดน้ำในปริมาณมหาศาล นี่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่เราจะมุ่งสู่อนาคตพลังงานหมุนเวียนเต็มร้อย” ไอริส เช็ง ผู้เขียนรายงานของกรีนพีซสากล กล่าว
กรีนพีซเสนอขั้นตอนทางนโยบายหลัก 3 ประการซึ่งเมื่อรวมเข้าด้วยกันจะสามารถกู้วิกฤตการใช้น้ำของอุตสาหกรรมถ่านหิน ดังนี้
·ยุติโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในภูมิภาคที่เผชิญกับวิกฤตน้ำโดยทันที และเปลี่ยนไปสู่ระบบพลังงานที่พึ่งพาน้ำน้อยหรือไม่ต้องใช้เลย อย่างเช่นพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม
·แทนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินด้วยระบบการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์และลม ในพื้นที่บัญชีแดง ซึ่งจะหลีกเลี่ยงการใช้น้ำได้ 1.8 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีในจีน และ1.2 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีในอินเดีย
·ปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้งานมากกว่า 40 ปี ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาสามารถประหยัดน้ำได้ถึง 9 พันล้านลูกบาศก์เมตร จากการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอายุการใช้งานยาวนานลง
โรงไฟฟ้าถ่านหินเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2559 - กรีนพีซสากลเผยแพร่รายงานฉบับใหม่ระบุ ทรัพยากรน้ำจืดโลกที่กำลังลดลงอย่างรวดเร็วมีแนวโน้มร่อยหรอลงอย่างต่อเนื่องหากแผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่หลายร้อยแห่งทั่วโลกยังคงเดินหน้าซึ่งเป็นแรงกดดันต่อสภาวะภัยแล้งที่รุนแรงและการแย่งชิงทรัพยากรน้ำ
 

เหตุผลในการคัดค้านเขื่อนแม่วงก์

อีเมล พิมพ์ PDF
ลำดับเหตุการณ์ การสร้างเขื่อนแม่วงก์
http://www.seub.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=840:seubnews&catid=5:2009-10-07-10-58-20&Itemid=14
แถลงการณ์คัดค้านเขื่อนแม่วงก์
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร จดหมายคัดค้านเขื่อนแม่วงก์
http://www.seub.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=835:seubnews&catid=5:2009-10-07-10-58-20&Itemid=14
แถลงการณ์กลุ่มราษฎรรักษ์ป่า คัดค้านการสร้างเขื่องแม่วงก์
http://www.seub.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=832:seubnews&catid=5:2009-10-07-10-58-20&Itemid=14
แถลงการณ์สนนท.คัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ ฉบับที่ 1
http://www.seub.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=854:seubnews&catid=5:2009-10-07-10-58-20&Itemid=14
บทความที่น่าสนใจเกี่บงกับโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์
อุทยานแห่งชาติแม่วงก์วันนี้ ขอโอกาสธรรมชาติฟื้นฟู
โดย อนรรฆ พัฒนวิบูลย์ ผู้อำนวยการสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า WCS ประเทศไทย
http://www.seub.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=831:seubnews&catid=60:2009-11-12-08-41-01&Itemid=75
9 เรื่องที่คุณควรรู้เกี่ยวกับเขื่อนแม่วงก์
เรียบเรียง: ดร. นณณ์ ผาณิตวงศ์ @ siamensis.org
http://www.seub.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=850:seubnews&catid=5:2009-10-07-10-58-20&Itemid=14
โครงการผีดิบ สร้างเขื่อน ทำลายป่า
โดยวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์
http://www.seub.or.th/board/viewtopic.php?f=3&t=3133
เมื่อแก้น้ำท่วมไม่ได้ แก้ภัยแล้งไม่ได้ แล้วเหตุผลของ ‘เขื่อนแม่วงก์’ คืออะไร ?
เรื่อง/ กรวิกา วีระพันธ์เทพา มูลนิธิโลกสีเขียว
http://www.greenworld.or.th/greenworld/local/1778
ลัก ลวง พราง เขื่อนแม่วงก์
เรื่อง เสมอชน ธนพัธ
http://www.greenworld.or.th/greenworld/local/1738
การลงชื่อคัดค้านโครงการเขื่อนแม่วงก์ช่องทางต่างๆ
ไม่เอาเขื่อนแม่วงก์รวมทุกข้อมูล แถลงการณ์ และกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคัดค้านโครงการเขื่อนแม่วงก์ และข้อมูลของทางเลือการจัดการน้ำแบบบูรณาการ โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนแม่วงก์

หมายเหตุ : อยู่ระหว่างเพิ่มเติมและปรับปรุงเนื้อหา (มีนาคม 2559)
 

โพลชี้ ปชช. เห็นด้วยทางเลือกจัดการน้ำนอกจากสร้างเขื่อน

อีเมล พิมพ์ PDF

วันหยุดเขื่อนโลกเนื่องในวันหยุดเขื่อนโลก 14 มีนาคม 2559 จนถึงวันที่ 21 มีนาคม 2559 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และ PeoplePoll Thailand ได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นประชาชนในประเด็นเรื่องเขื่อนในพื้นที่อนุรักษ์และการจัดการน้ำทางเลือก ผ่านแอพพลิเคชั่น PeoplePoll โดยร่วมแสดงความคิดว่า การสร้างเขื่อนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์เป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่ และคุณคิดว่า การจัดการน้ำทางเลือกอื่นๆ นอกจากสร้างเขื่อนมีความจำเป็นหรือไม่

 

เสียงใต้น้ำที่มนุษย์ทำอาจมีผลต่อระบบนิเวศวิทยามากกว่าที่เคยคิดไว้

อีเมล พิมพ์ PDF
เสียงใต้น้ำที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของมนุษย์สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของสัตว์โลกใต้ท้องทะเลได้ ซึ่งมีบทบาทในระบบนิเวศวิทยาของทะเล ตามรายงานจากงานวิจัยฉบับใหม่ของ University of Southampton
การศึกษาซึ่งถูกรายงานในวารสาร Scientific Reports ตีพิมพ์โดย Nature พบว่า การได้รับสัมผัสเสียงที่คล้ายกับการแล่นของเรือและกิจกรรมการก่อสร้างนอกฝั่งทะเลส่งผลต่อการสนองตอบทางพฤติกรรมในพันธุ์สัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังซึ่งอาศัยอยู่ในตะกอนของทะเล
พันธุ์สัตว์เหล่านี้สร้างประโยชน์อย่างมากให้กับระบบนิเวศของใต้ท้องทะเลจากกิจกรรมการขุดรู/ฝังตัวและกิจกรรมการสร้างเขื่อนเชิงชีววิทยา (bioirrigation) (เช่น ขอบเขตที่สิ่งมีชีวิตเคลื่อนย้ายมวลน้ำไปมาของตะกอนทะเลผ่านกิจกรรมของตัวมันเอง) ซึ่งมีความสำคัญในวัฏจักรของโภชนาการอาหารและการกักเก็บก๊าซคาร์บอน
การศึกษาแสดงให้เห็นว่า เสียงบางอย่างที่มนุษย์ทำสามารถเป็นสาเหตุให้พันธุ์สัตว์ต่างๆ ลดการทำเขื่อน (irrigation) และการม้วนกลับของตะกอน (sediment turnover) การลดลงดังกล่าวสามารถนำไปสู่การสร้างรูปตะกอนแบบอัดแน่นซึ่งขาดก๊าซอ็อกซิเจน และอาจกลายเป็นการขาดอากาศ (การที่ก๊าซอ็อกซิเจนหมดไปหรือสภาพรุนแรงกว่าของภาวะเลือดมีอ็อกซิเจนน้อย) อันอาจยังผลต่อผลิตภาพของพื้นท้องทะเล ความหลากหลายทางชีววิทยาของตะกอน และการผลิตของการประมงด้วย
Martin Solan ผู้ประพันธ์หลัก ผู้เป็นศาสตราจารย์ของระบบนิเวศวิทยาท้องทะเลกล่าวว่า “สภาพแวดล้อมชายฝั่งและหินใต้น้ำสนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอย่างมาก ซึ่งมีความสำคัญในการเป็นสื่อกลางของขบวนการระบบนิเวศ หากแต่สภาพแวดล้อมเหล่านี้ยังขึ้น อยู่กับเสียงที่มามากขึ้นเรื่อยๆ ของกิจกรรมนอกชายฝั่งของมนุษย์ การศึกษาก่อนหน้ามักเน้นเพียงการสนองตอบเชิงสรีระหรือพฤติกรรมตรงในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลและปลาเท่านั้น และไม่ได้ระบุมาก่อนถึงผลกระทบทางอ้อมของเสียงที่มีต่อสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศใต้ทะเล
“การศึกษาของเราแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า การได้รับสัมผัสของสิ่งแวดล้อมชายฝั่งต่อเสียงที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ อาจส่งผลที่ตามมากับระบบนิเวศในวงกว้างกว่าที่คนเราเข้าใจอยู่ในขณะนี้”
photo 2
บรรดานักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Southhampton ศึกษาสัตว์รวมสามพันธุ์ – langoustine (Nephropsnorvegicus) หรือกุ้งมังกรผอมบางสีออกส้ม-ชมพู ซึ่งมีความยาวมากที่สุด 25 เซ็นติเมตร; หอยตลับ Manila clam (Ruditapesphillippinarum) และ brittlestar (Amphuira filfiformis) – กับชนิดของเสียงใต้น้ำที่ต่างกันสองชนิด คือ เสียงแถบความถี่กว้างอย่างต่อเนื่อง (CBN) ที่เลียนเสียงเรือแล่น และเสียงแถบความถี่กว้างแบบเป็นพักๆ (IBN) ซึ่งสะท้อนกิจกรรมการก่อสร้างบริเวณทะเล
เสียงต่างๆ จะถูกทำซ้ำๆ ในแท้งก์ทดสอบที่ได้รับการควบคุมและการทดลองต่างๆ จะกระทำกับพันธุ์สัตว์หนึ่งชนิดต่อหนึ่งครั้ง สำหรับเสียง CBN การบันทึก (ระยะเวลาหนึ่งนาที เป็นวงจรวงแหวน) ของเรือบริเวณช่องแคบอังกฤษ (English Channel) ที่ระยะทาง 100 เมตร”สำหรับ IBN การบันทึก (ระยะเวลาสองนาที เป็นวงจรวงแหวน) ของทุ่งกังหันลมในเขตทะเลเหนือ(North Sea) ที่ระยะทาง 60 เมตร ผลลัพธ์แสดงว่าเสียงต่างๆอาจเปลี่ยนแปลงวิถีทางที่พันธุ์สัตว์เหล่านี้ปฏิบัติตัวเมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
สำหรับกุ้ง langoustine ซึ่งกวนตะกอนเพื่อสร้างโพรงให้ตนเองอาศัย บรรดานักวิจัยเห็นการลดลงของระดับความลีกของตะกอนที่กระจายตัวออกไป (ขอบเขตที่ตะกอนพิ้นผิวพลิกตัวกลับสู่ระดับที่ลึกกว่า) จากการได้รับสัมผัสเสียง IBN หรือ CBN ภายใต้เสียง CBN และ IBN มีหลักฐานว่าการสร้างเขื่อนทางชีววิทยา (bioirrigation) เพิ่มสูงขึ้น
สำหรับหอยตลับ Manila clam ซึ่งเป็นพันธุ์การประมงเพื่อการค้าในยุโรปซึ่งอาศัยในตะกอนและเชื่อมกับน้ำระดับบนผ่านการถ่ายน้ำที่ย้อนกลับไปจะลดกิจกรรมพื้นผิวของมันลงภายใต้เสียง CBN ซึ่งส่งผลต่อความหยาบของพื้นผิวของตะกอน สำหรับการสร้างเขื่อนเชิงชีววิทยา (bioirrigation) ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมากจากพฤติกรรมของหอยตลับและจากกิจกรรมการถ่ายน้ำ มีการลดลงอย่างเห็นได้ชัดจากเสียง CBN และลดลงเพียงเล็กน้อยจากเสียง IBN อย่างไรก็ตาม สนามเสียงมีผลน้อยต่อ brittlestar
ดร. คริส เฮาตัน ผู้ประพันธ์ร่วมและผู้เป็นรองศาสตราจารย์ที่ Invertebrate Ecophysiology and Immune Function กล่าวว่า “เราคิดว่าการค้นพบเหล่านี้สร้างความเป็นไปได้ว่าเสียงจากน้ำมือของมนุษย์ในสิ่งแวดล้อมใต้ทะเลมีผลกระทบต่อพันธุ์สัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังใต้ท้องทะเลในวิธีการที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ผลที่เป็นไปได้ของเสียงจากน้ำมือของมนุษย์ต่อการทำหน้าที่ของระบบนิเวศ สื่อถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิต ซึ่งสมควรให้มีการศึกษาต่อไป เนื่องจากในระยะยาวสิ่งนี้อาจเป็นตัวระบุผลกระทบที่มีต่อผลิตภาพของระบบพื้นใต้ทะเล ซึ่งจวบจนปัจจุบัน ยังไม่มีการจำกัดผลกระทบเหล่านั้น”
Tim Leightonศาสตราจารย์ที่ Ultrasonics and Underwater Acoustics และผู้ประพันธ์ร่วมเสริมว่า “มีการถกเถียงกันมากในทศวรรษที่ผ่านมาเกี่ยวกับขอบเขตของการที่ปลาวาฬ ปลาโลมา และฝูงปลาต่างๆ อาจได้รับการรบกวนจากเสียงของการเดินเรือ จากทุ่งกังหันลมและการก่อสร้าง จากการสำรวจเกี่ยวกับแผ่นดินไหว และอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ประชากรในท้องมหาสมุทรบางกลุ่มยังคงถูกละเลยแม้ในปัจจุบัน และพวกมันก็ไม่อาจหลีกไกลจากเสียงดังที่มนุษย์ทำขึ้นได้โดยง่าย สัตว์พวกนี้คือปู  สัตว์น้ำที่มีเปลือกและสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังอย่างที่เราศึกษาอยู่ ซึ่งล้วนมีความสำคัญต่อสุขภาพและการเป็นมหาสมุทรที่ประสบผลต่อการพาณิชย์จากการก่อร่างสร้างรูปให้กับห่วงโซ่อาหาร”
Notes for editors
The work was a collaboration across three University academic units: Ocean and Earth Science (lead author Professor Martin Solan, Dr. Chris Hauton and Christina Wood); the Centre for Biological Sciences (JasminGodbold); and the Institute of Sound and Vibration Research (Professor Paul White and Timothy Leighton). It was funded under the Environment Technology Programme, BP International Ltd. (Agreement Repository Number BP00206064).
แหล่งที่มา http://www.southampton.ac.uk/news/2016/01/underwater-sound-biodiversity-study.page, accessed on 28 February 2016.
ผู้เรียบเรียง Prathurng Hongsranagon, Associate Professor, Ph.D., M.P.H
เสียงใต้น้ำเสียงใต้น้ำที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของมนุษย์สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของสัตว์โลกใต้ท้องทะเลได้ ซึ่งมีบทบาทในระบบนิเวศวิทยาของทะเล ตามรายงานจากงานวิจัยฉบับใหม่ของ University of Southampton

การศึกษาซึ่งถูกรายงานในวารสาร Scientific Reports ตีพิมพ์โดย Nature พบว่า การได้รับสัมผัสเสียงที่คล้ายกับการแล่นของเรือและกิจกรรมการก่อสร้างนอกฝั่งทะเลส่งผลต่อการสนองตอบทางพฤติกรรมในพันธุ์สัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังซึ่งอาศัยอยู่ในตะกอนของทะเล
 

PeoplePoll เผย ปชช. อยากให้ภูกระดึงเข้าถึงยาก เพื่อรักษาสภาพนิเวศน์

อีเมล พิมพ์ PDF
จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนผ่านแอพพลิเคชั่น PeoplePoll บนโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ในหัวข้อ ภูกระดึงกับการรักษาสภาพนิเวศน์ จากการสำรวจความเห็นโดยโดยคุณรสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร จากผู้ตรวจแบบสำรวจทั้งสิ้น 1,707 คน ในระหว่างวันที่ 8 - 11 มี.ค. 2559 พบว่า
ในหัวข้อที่ 1 ซึ่งได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการปล่อยภูกระดึงให้เข้าถึงยากต่อไป เพื่อรักษาสภาพนิเวศน์ให้คงอยู่อย่างยั่งยืน? มี 49.2% คิดเป็นจำนวน 840 คนเห็นด้วยที่ควรปล่อยให้ภูกระดึงเข้าถึงยากต่อไป และ 21.8% คิดเป็นจำนวน 373 คน ไม่เห็นด้วยควรทำให้เข้าถึงโดยง่าย
ในส่วนหัวข้อที่ 2 ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนว่า คิดว่ารัฐควรส่งเสริมการท่องเที่ยวภูกระดึงอย่างไร? ซึ่งผลสำรวจถึง 85.7% คิดเป็นเป็นจำนวน 1,463 คน แสดงความคิดเห็นว่า รัฐควรส่งเสริมโดยเน้นคุณภาพของนักท่องเที่ยว โดยมีเพียง 4.9% หรือ 83 คนเพียงเท่านั้น ที่แสดงความคิดเห็นว่า รัฐควรส่งเสริมโดยเน้นปริมาณนักท่องเที่ยว
PeoplePoll ภูกระดึงจากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนผ่านแอพพลิเคชั่น PeoplePoll บนโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ในหัวข้อ ภูกระดึงกับการรักษาสภาพนิเวศน์ สำรวจความเห็นโดยคุณรสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร จากผู้ตอบแบบสำรวจทั้งสิ้น 1,707 คน ในระหว่างวันที่ 8 - 11 มี.ค. 2559 โดยได้รับความคิดเห็นในส่วนหัวข้อดังนี้
 

เห็นด้วยหรือไม่กับการสร้างเขื่อนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

อีเมล พิมพ์ PDF

NO DAmเนื่องในวันหยุดเขื่อนโลก 14 มีนาคม มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และ PeoplePoll Thailand เชิญร่วมแสดงความเห็นในประเด็นเรื่องเขื่อนในพื้นที่อนุรักษ์และการจัดการน้ำทางเลือก ผ่านแอพพลิเคชั่น PeoplePoll โดยร่วมแสดงความคิดว่า การสร้างเขื่อนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์เป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่ และคุณคิดว่า การจัดการน้ำทางเลือกอื่นๆ นอกจากสร้างเขื่อนมีความจำเป็นหรือไม่

 

ภูเขาน้ำแข็งยักษ์เป็นเหตุให้นกเพนกวินตาย

อีเมล พิมพ์ PDF
ในระยะ 6 ปีที่ผ่านมาภูเขาน้ำแข็งซึ่งมีขนาดใหญ่เท่านครโรมันปิดกั้นทางเดินของนกเพนกวิน Adélie ไปยังทะเลในขั้วโลกใต้ เพื่อเป็นการหาอาหารนกเหล่านี้ต้องเดินอ้อมเป็นระยะทางกว่า 40 ไมล์ไปยังชายฝั่ง
ผลกระทบต่อประชากรนกเลวร้ายด้วย: นกเพนกวินกว่า 150,000 ตัวตายไปแล้ว
ภูเขาน้ำแข็งความยาวโดยประมาณ 1,800 ตารางไมล์ (เรียกว่า B09B) กีดขวางธารน้ำแข็งและยังติดอยู่ในอ่าว Commonwealth Bay ด้วยในปี 2010 ซึ่งเท่ากับเป็นการกักขังนกเพนกวินกว่า 160,000 ตัว ก่อนหน้านั้นประชากรนกยังคงเติบโตดี ต้องขอบคุณลมที่พัดแรงซึ่งพัดพาเอาน้ำแข็งออกนอกฝั่ง ซึ่งช่วยให้ง่ายต่อการล่าปลา
ประชากรนกที่แหลมเดนิสันอาจถูกทำลายจนหมดสิ้นภายในระยะเวลาเพียง 20 ปีเว้นเสียแต่ B09B จะย้ายสถานที่ หรือเว้นเสียแต่น้ำแข็งที่มีอยู่ในอ่าวซึ่งมีมาแสนยาวนานแตกกระจายตัวลง” นักวิทยาศาสตร์เขียนรายงานจากศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (the Climate Change Research Centre) ที่ Australia’s University of New South Wales (UNSW) ในการศึกษาซึ่งถูกตีพิมพ์เดือนนี้ใน Antarctic Science
จำนวนนกเพนกวิน  Adélie ที่แหลมเดนิสันถูกรายงานว่ามีมากว่า 100 ปีที่ผ่านมา ย้อนกลับไปในปี 1910-1919 บรรดานักวิจัยของคณะเดินทางสำรวจ Sir Douglas Mawson กล่าวบ่นเกี่ยวกับเสียงรบกวนจากนกเพนกวินกว่า 100,000 ตัว
การที่ประชากรนกลดลงได้รับการสังเกตระหว่างการสำรวจของ Australasian Antarctic 3 ปีที่ผ่านมา
“ตอนนี้ที่นั่นเงียบมาก” คริส เทอร์นี่ กล่าว ผู้เป็นผู้นำคณะสำรวจและศาสตราจารย์เกี่ยกกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและวิทยาศาสตร์ของโลกที่ UNSW โดยเขาให้สัมภาษณ์ Sydney Morning Herald
“บรรดานกที่เราเห็นตรงแหลมเดนิสันดูเชื่องช้า เฉื่อยชา และแทบจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าคุณอยู่ใกล้พวกมัน ตัวที่อยู่รอดได้ต้องต่อสู้ดิ้นรนอย่างมาก พวกมันไม่อาจอยู่รอดได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพูดถึงการฝักไข่รุ่นต่อไป เราเห็นนกที่ตายลงจำนวนมากบนพื้น...ช่างน่าหัวใจสลายกับภาพที่เห็น”
นกเพนกวิน Adélie อาศัยตามชายฝั่งมหาสมุทรบริเวณขั้วโลกใต้ พวกมันถูกค้นพบในปี 1840 โดยคณะสำรวจขั้วโลกใต้ที่เป็นชาวฝรั่งเศส และตั้งชื่อตามภรรยาของผู้นำคณะ Jules Dumont d’Urvilleตามที่ National Geographic รายงานระหว่างฤดูแพร่พันธุ์ ประชากรนกอาจมีนับเป็นพันๆตัว
แต่ก็เหมือนกับหมีขั้วโลกในเขตอาร์กติก นกเพนกวินที่ขั้วโลกใต้ต้องรบพุ่งกับการอยู่รอดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป แม้จะไร้ซึ่งภูเขาน้ำแข็งก้อนมหึมาขวางทางของมันก็ตาม นกเพนกวิน Adélie ก็ยังคงมีอุปสรรคในการหาตัวเคย ซึ่งเป็นสัตว์พวกกุ้งกั้งปูที่เป็นอาหารของมัน  ตัวเคยอาศัยใต้แผ่นน้ำแข็ง และเมื่อเวลาน้ำแข็งละลาย ตัวเคยก็จะหายากมากขึ้น
ที่มาhttp://www.enn.com/wildlife/article/49375
ผู้เรียบเรียง PrathurngHongsranagon, Associate Professor,Ph.D.,M.P.H
เพนกวิน Adélieในระยะ 6 ปีที่ผ่านมาภูเขาน้ำแข็งซึ่งมีขนาดใหญ่เท่านครโรมันปิดกั้นทางเดินของนกเพนกวิน Adélie ไปยังทะเลในขั้วโลกใต้ เพื่อเป็นการหาอาหารนกเหล่านี้ต้องเดินอ้อมเป็นระยะทางกว่า 40 ไมล์ไปยังชายฝั่ง ผลกระทบต่อประชากรนกเลวร้ายด้วย: นกเพนกวินกว่า 150,000 ตัวตายไปแล้ว
 

ไลฟ์สไตล์แบบนี้ ต้องมีโลกกี่ใบ ?

อีเมล พิมพ์ PDF

โลกมีการศึกษาสรุปว่าหากทุกคนบนโลกบริโภคเท่ากับค่าเฉลี่ยของประชาชนอเมริกัน เราจำเป็นต้องใช้โลกสี่ใบเพื่ออยู่รอด แต่คำกล่าวอ้างนี้มาจากไหน และคำนวณอย่างไร ?

โลกปัจจุบันมีคนประมาณเจ็ดพันล้านคนและบริโภคทรัพยากรในปริมาณที่แตกต่างกัน เช่น หากเปรียบเทียบวิถีชีวิตของชาวนาต่างจังหวัดกับคนรวยชาวกรุงในประเทศพัฒนาแล้ว เราจำเป็นต้องใช้พื้นที่จำนวนมากเพื่อปลูกอาหาร ใช้ทรัพยากรจำนวนมากสร้างอาคารและที่ทำงาน รวมถึงใช้พลังงานสำหรับการเดินทางและระบบทำความอุ่นและความเย็น ทั้งหมดนี้ก็เพื่อชาวกรุง

 
บทความ อื่นๆ ...


page 4 of 17

รับข่าวสาร