• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


25 ปี มรดกโลก ทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง ตอนที่ 2

อีเมล พิมพ์ PDF

มรดกโลกหลักเกณฑ์อะไรบ้างที่ใช้ในการพิจารณาเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก : การพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนั้น จำเป็นต้องมีตัวชี้วัดคุณค่าและความสำคัญของสถานที่นั้น ซึ่งในปี พ.ศ. 2548 ได้มีการทำข้อกำหนดและหลักเกณฑ์สำหรับใช้พิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

 

25 ปี มรดกโลก ทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง ตอนที่ 1

อีเมล พิมพ์ PDF

มรดกโลกในวาระครบรอบ 25 ปี มรดกโลกทางธรรมชาติ ทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง ในปี 2559 นี้ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้จัดงานเสวนาวิชาการ 25 ปี มรดกโลกทางธรรมชาติ ทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง สู่การจัดการผืนป่าตะวันตก 20 ล้านไร่ โดยงานดังกล่าวจะมีขึ้นในวันอังคารที่ 13 ธันวาคม 2559 ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม

 

'โรงไฟฟ้าถ่านหิน' โรงสุดท้ายในอังกฤษ

อีเมล พิมพ์ PDF
โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงสุดท้ายในอังกฤษ
โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงสุดท้ายในอังกฤษจะถูกบังคับให้หยุดดำเนินการภายในปี พ.ศ. 2563 ตามแผนที่รัฐบาลประกาศไว้เมื่อปีที่ผ่านมาว่าจะดำเนินการเปลี่ยนผ่านสู่ประเทศที่ปลอดเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สร้างมลภาวะ
โรงไฟฟ้าถ่านหินจะถูกทดแทนด้วยแก๊สธรรมชาติหรือแหล่งพลังงานอื่นๆ เพื่อที่อังกฤษจะสามารถบรรลุตามสัญญาที่ให้ไว้ในการลงนามข้อตกลงปารีส
อย่างไรก็ดี มีการเผยแพร่ว่าแผนเปลี่ยนผ่านอาจล่าช้า โดยเจ้าหน้าที่ยอมรับว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินโรงสุดท้ายมีแนวโน้มจะหยุดดำเนินการในปี พ.ศ. 2565 แม้ว่าจะมีการแทรกแซงจากภาครัฐหรือไม่ก็ตาม
Greg Clark รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานกล่าวว่า แผนดังกล่าวเป็นสัญญาณชัดเจนต่อเวทีโลกว่าอังกฤษเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการลงทุนในพลังงานสะอาด “การหยุดดำเนินการโรงไฟฟ้าถ่านหินและเปลี่ยนเป็นเทคโนโลยีที่สะอาดขึ้น เช่น การใช้แก๊สธรรมชาติ จะช่วยลดการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกของอังกฤษอย่างมีนัยสำคัญ” เขากล่าว
รัฐบาลยังประกาศว่าพลังงานหมุนเวียนจะได้รับการอุดหนุน 730 ล้านปอนด์จากรัฐสภาฯ โดยงบประมาณอุดหนุนก้อนแรกจะเปิดให้ขอรับได้ในเดือนเมษายนปีหน้า มูลค่าประมาณ 290 ล้านปอนด์ โดยมีแนวโน้มว่าผู้ที่จะได้รับเงินอุดหนุนคือผู้พัฒนาฟาร์มพลังงานลมที่อยู่นอกชายฝั่ง ซึ่งจะได้รับทุนประมาณ 105 ปอนด์ต่อกำลังการผลิตหนึ่งเมกะวัตต์-ชั่วโมงสำหรับโครงการที่จะก่อสร้างในปี พ.ศ. 2564 ซึ่งนับว่าต่ำลงมากหากเทียบกับงบประมาณที่จะใช้ในปี พ.ศ. 2561 ซึ่งจะอุดหนุนราว 135 ปอนด์ต่อกำลังการผลิตหนึ่งเมกะวัตต์-ชั่วโมง
เหตุการณ์ไม่นานมานี้ยืนยันว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินสามารถปิดตัวลงได้โดยใช้เวลาไม่นาน การวิเคราะห์ของสำนักงานเพื่อธุรกิจ พลังงาน และกลยุทธ์อุตสาหกรรม ประเทศอังกฤษ ระบุว่าการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินจะไม่สร้างความเสี่ยงต่ออุปทานไฟฟ้าในระบบ
สำนักงานฯ ยังแนะนำสองทางเลือกที่จะบังคับให้โรงไฟฟ้าถ่านหิน 8 โรงสุดท้ายในอังกฤษปิดตัวลงภายในปี พ.ศ. 2568 เป็นอย่างช้า คือการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกจากอุตสาหกรรมพลังงาน (Emission Power Standard) โดยระบุเพดานการปลดปล่อยแก๊สคาร์บอนต่อปีตามกำลังการผลิต ซึ่งจะทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอายุค่อนข้างมากในอังกฤษไม่สามารถทำตามกฎหมายได้
เจ้าหน้าที่หลายคนคาดว่า ผลกระทบจากมลภาวะทางอากาศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ถ่านหินไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจอีกต่อไป สถานการณ์ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดจะปิดตัวลงภายในปี พ.ศ. 2565 แต่อย่างไรก็ดี ราคาถ่านหินที่ตกต่ำอาจทำให้โรงไฟฟ้ายังคงดำเนินการจนถึงปี พ.ศ. 2573 ความไม่แน่นอนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งที่ยืนยันว่าหากรัฐบาลอังกฤษต้องการดำเนินการตามนโยบาย ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะใช้มาตรการแทรกแซง
Ben Caldecott จากสถาบันคลังสมอง Bright Blue เรียกร้องให้มีการระบุเส้นตามของการดำเนินการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ชัดเจน “การหยุดใช้ถ่านหินนั้นสร้างประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ คือยิ่งหยุดเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น ผมเชื่อว่าหากขยับเส้นตายการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินมาเป็นปี 2563 จะสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและสร้างความมั่นคงให้กับอุปทานไฟฟ้าของอังกฤษ”
Christiana Figueres อดีตผู้จัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติแสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า “ขอแสดงความยินกับรัฐบาลอังกฤษสำหรับแผนการลดใช้พลังงานถ่านหิน ถ่านหินควรเป็นพลังงานในประวัติศาสตร์ ส่วนแรงงานในอุตสาหกรรมถ่านหินก็ควรได้รับโอกาสใหม่ในการทำงานในอุตสาหกรรมของอนาคต”
รัฐบาลอังกฤษไม่ได้มองข้ามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยระบุว่าการปิดโรงไฟฟ้าอาจ “ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อชุมชน” เนื่องจากมีการจ้างงานทางตรงราว 100 – 500 คน
ทางออกเดียวที่โรงไฟฟ้าถ่านหินจะดำเนินการต่อได้คือการติดตั้งเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งมีแนวโน้มค่อนข้างต่ำ อีกทางเลือกหนึ่งคือการเปลี่ยนมาเผาเชื้อเพลิงชนิดอื่น เช่น เชื้อเพลิงชีวมวล ซึ่งโรงไฟฟ้าถ่านหิน Drax ซึ่งมีกำลังการผลิตมากที่สุดในประเทศอังกฤษ ก็ตัดสินใจใช้ทางเลือกดังกล่าว
“เราทราบดีว่าถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงสำหรับอดีตและได้ปรับปรุงโรงไฟฟ้าถ่านหินของเรากว่าครึ่งให้สามารถใช้เชื้อเพลิงชีวมวลที่สามารถปลูกมาทดแทนได้ ทำให้พลังงานไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่เราผลิตได้ตอนนี้มีความยั่งยืน คาร์บอนต่ำ พึ่งพาได้ และสามารถซื้อหาได้” โฆษกของโรงไฟฟ้า Drax ให้สัมภาษณ์
อย่างไรก็ดี ClientEarth องค์กรภาคเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมที่ประสบความสำเร็จในการฟ้องร้องคดีโดยมีโจทก์เป็นรัฐบาลอังกฤษในกรณีมลภาวะด้านอากาศระบุว่า เขายินดีที่รัฐบาลมีนโยบายลดใช้พลังงานถ่านหิน แต่การพัฒนาแหล่งพลังงานใหม่ควรเน้นที่พลังงานสะอาดมากกว่าการทดแทนด้วยแก๊สธรรมชาติ
ถอดความบางส่วนและเรียบเรียงจาก Britain's last coal power plants to close by 2025 โดย Adam Vaughan เข้าถึงได้ที่ https://www.theguardian.com/environment/2016/nov/09/britains-last-coal-power-plants-to-close-by-2025
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงสุดท้ายในอังกฤษ'โรงไฟฟ้าถ่านหิน' โรงสุดท้ายในอังกฤษ จะถูกบังคับให้หยุดดำเนินการภายในปี พ.ศ. 2563 ตามแผนที่รัฐบาลประกาศไว้เมื่อปีที่ผ่านมาว่าจะดำเนินการเปลี่ยนผ่านสู่ประเทศที่ปลอดเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สร้างมลภาวะ
 

2 ปีเศษ รัฐบาล คสช. หมดปัญญาแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล

อีเมล พิมพ์ PDF
2 ปีเศษ รัฐบาล คสช. หมดปัญญาแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล
จากกรณี 7 นักวิชาการในคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล ตัดสินใจลาออกจากการเป็นกรรมการฯ ด้วยสาเหตุที่ไม่สามารถทนรับกับสภาพการไม่จริงใจของรัฐบาลที่ไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการตัดสินใจของอนุกรรมการฯ ที่มีมติให้ปิดเขื่อนปากมูลเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา อันเป็นมติที่ขัดแย้งกับหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการอำนวยการฯ กำหนดไว้ ในขณะที่นักวิชาการที่เป็นกรรมการได้เรียกร้องให้มีการเรียกประชุมเพื่อยับยั้งมติอนุกรรมการฯ ดังกล่าว แต่รัฐบาลก็ไม่ฟังเสียงทัดทานแต่อย่างใด จนนำไปสู่ “ฟางเส้นสุดท้าย” คือการตัดสินใจลาออก
สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล ขอน้อมรับต่อการตัดสินใจของนักวิชาการทั้ง 7 ท่าน และขอขอบพระคุณนักวิชาการทุกท่าน ที่ได้ใช้ความรู้ ความสามารถในการแสวงหาทางออกต่อการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล อย่างจริงจังด้วยความบริสุทธิ์ใจมาโดยตลอด และแม้ว่าในหลายครั้งความรู้ทางวิชาการจะถูกท้าทายด้วยความไม่จริงใจของราชการและรัฐบาลก็ตาม ดังนั้นตลอดช่วงระยะเวลากว่า 2 ปี ที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า รัฐบาลไร้สมรรถภาพ ขาดสิติปัญญา ที่จะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดจากการสร้างเขื่อนปากมูล หากแต่ แหกตา ปาหี่ สังคมไปวันๆ เท่านั้น
การลาออกของนักวิชาการในครั้งนี้ ถือว่าคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล ได้สิ้นสุดความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ลงแล้ว สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล ขอแสดงจุดยืน ดังนี้
1 ขอประนามรัฐบาล ในความไม่จริงใจ ที่จะใช้ความรู้ที่มีค่า มาแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล
2 การดำเนินการใด ใด ของ คสช. ของรัฐบาล และของคณะกรรมการอำนวยการ ฯ ที่จะมีขึ้นนับจากนี้เป็นต้น สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล จะไม่ขอยอมรับ จนกว่าจะมีการกำหนดกรอบการทำงานร่วมกับพวกเรา
3 ในระหว่างที่ยังไม่มีกรอบการทำงานที่ชัดเจน คสช. รัฐบาล และการไฟฟ้า ฯ ต้องไม่ดำเนินการใด ใด ที่จะนำไปสู่การเผชิญหน้า ความขัดแย้ง รวมทั้งจะต้องไม่มีการปิดประตูเขื่อนปากมูลอย่างเด็ดขาด
4 จะต้องมีการเจรจา อย่างเสมอหน้า เพื่อกำหนดกรอบการทำงานแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลภายใน 30 วัน
ในช่วง 2 ปีเศษที่ผ่านมา สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล มีความหวังว่าคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล ชุดดังกล่าว มีองค์ประกอบที่ดีที่สุดเท่าทีเคยมีมา เป็นความหวังของพวกเราว่า ปัญหาความเดือดร้อนจากการสร้างเขื่อนปากมูลที่หมักหมมมากว่า 26 ปี จะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เป็นรูปธรรม แต่ความหวังครั้งนี้ก็พังลงเพราะความไม่จริงใจของ คสช.และรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม พวกเราจะไม่ยอมนิ่งเฉย หรือยอมจำนนต่อความไม่จริงใจของ คสช.และรัฐบาล พวกเราจำเป็นต้องเดินหน้า ผลักดันให้ปัญหาที่เกิดจากเขื่อนปากมูลได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
เชื่อมั่นในพลังประชาชน
สมัชชาคนจน  กรณีเขื่อนปากมูล
27 พฤศจิกายน 2559
อ่านข่าว นักวิชาการแก้ปัญหาเขื่อนปากมูลลาออกจากตำแหน่ง [http://www.seub.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=2041:seubnews&catid=5:2009-10-07-10-58-20&Itemid=14]
ที่มา : ศูนย์ภูมิปัญญาไทบ้านปากมูน
2 ปีเศษ รัฐบาล คสช. หมดปัญญาแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลจากกรณี 7 นักวิชาการในคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล ตัดสินใจลาออกจากการเป็นกรรมการฯ ด้วยสาเหตุที่ไม่สามารถทนรับกับสภาพการไม่จริงใจของรัฐบาลที่ไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการตัดสินใจของอนุกรรมการฯ ที่มีมติให้ปิดเขื่อนปากมูลเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา
 

บทเรียน "พะยูนตัวสุดท้าย" แห่งทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออก

อีเมล พิมพ์ PDF
ศวทอ. ตรวจสอบผ่าชันสูตรซากพะยูน หลังการพบซากพะยูนที่ จ.ระยอง และคาดว่าเป็นพะยูนตัวนี้คือตัวสุดท้ายแห่งน่านน้ำทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออก หากเป็นเช่นนั้นจริงก็นับว่าเป็นการสูญเสียที่น่าเศร้าอีกครั้ง หลังเหตุการณ์พบซากวาฬบรูด้าที่ท่าเรือแหลมฉบังเพียงไม่กี่วันก่อน
เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 59 เมื่อทราบข่าวการพบซากพะยูน ตัวผู้ ขนาด 2.63 เมตร (25 พ.ย. 59) ในพื้นที่ระหว่างเกาะทะลุและเกาะมันใน จ.ระยอง หลังเหตุการณ์สะเทือนใจการพบซากวาฬบรูด้าเข้ามายังท่าเรือแหลมฉบัง (23 พ.ย. 59) ผู้สื่อข่าวมูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ดำเนินการติดต่อกับ น.สพ. ภูมเมศ ชุ่มชาติ นายสัตวแพทย์ประจำ ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก (ศวทอ.) หนึ่งในคณะผู้รับผิดชอบการผ่าชันสูตรซากวาฬบรูด้าและพะยูน เมื่อวันที่ 24 และ 26 พ.ย. ที่ผ่านมาตามลำดับ
โดยปรกติพะยูนจะอาศัยบริเวณแนวหญ้าทะเลในพื้นที่ร็อคการ์เด้นรีสอร์ท (อ่าวมะขามป้อม) อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ไปจนถึงอ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี จากการทำแบบสอบถามชาวบ้านพบพะยูน 2 ตัวที่อาศัยหากินตามหญ้าทะเลบริเวณนี้ ก่อนหน้านี้พะยูนตัวหนึ่งตายไปแต่ไม่สามารถพบซาก ซึ่งในวันนี้เองทาง ศวทอ. คาดว่าพะยูนตัวล่าสุดที่ตายนี้คือ ”พะยูนตัวสุดท้ายในน่านน้ำอ่าวไทยฝั่งตะวันออก”
น.สพ. ภูมเมศ ชุ่มชาติ ได้ชี้แจงสาเหตุการตายของพะยูน จากการชันสูตรดังนี้ “จากการสังเกตลักษณะผิวหนังของพะยูนเบื้องต้นไม่พบความผิดปรกติ เนื่องจากชั้นผิวหนังของพะยูนมีความหนามากจึงต้องใช้เครื่องมือผ่าชันสูตรซากพะยูน พบว่ามีรอยช้ำรอบกล้ามเนื้อ รอยกระแทกส่วนหน้า รอยเลือดออกที่บริเวณไซนัส จึงสรุปสาเหตุการตายของพะยูนได้ว่าเกิดจากการกระแทกซึ่งเกิดขึ้นขณะที่พะยูนยังมีชีวิต เพราะกระบวนการอักเสบจะไม่เกิดขึ้นหลังการตาย”
แต่สถานการณ์อันน่าเป็นห่วงไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก พวกมันถูกคุกคามอยู่เนืองๆ ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทั้ง โลมา วาฬ และพะยูนเอง รวมไปถึงหญ้าทะเลที่เป็นพื้นที่สำคัญทั้งเป็นแหล่งอาหารและแหล่งอาศัยของสัตว์มากหน้าหลายตา แต่เมื่อสังคมมนุษย์เริ่มขยับขยายเข้ามามากขึ้น ทำให้สัตว์ได้รับผลกระทบจำนวนประชากรลดลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่สัตว์ทะเลพวกนี้เป็นตัวบ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของทะเลในแถบอ่าวไทย คงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่อีกหน่อยเราก็จะไม่ได้เห็นอะไรแบบนี้อีกแล้ว
ในทางกลับกันนั้นเอง การอนุรักษ์นั้นมีความเป็นไปได้ยาก การอนุรักษ์สัตว์เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องอาศัยพลังมวลชนปลุกจิตสำนึกในการใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น เช่น การดูแลการประมง วินัยการจัดการการทิ้งขยะ ซึ่งหลายครั้งเราสามารถพบขยะได้ที่ปากทะเล รวมไปถึงการล่าพะยูน และสัตว์อื่นๆ ตามความเชื่อผิดๆ ว่า เขี้ยวพะยูน งาแดงของนกชนหิน งาช้าง และนอแรดเป็นเครื่องรางของขลัง ทั้งที่พวกมันเองไม่สามารถเอาตัวรอดจากน้ำมือมนุษย์ได้เลย
ตลอดช่วงประมาณ 30 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ในบริเวณทะเลทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ประเทศไทยได้สูญเสียพะยูนไปแล้ว 391 ตัว และซากพะยูนตัวที่พบครั้งนี้มีรหัส DU-391 (รหัสการตาย) นายสัตวแพทย์ยืนยันแล้วว่าเขี้ยวและอวัยวะชิ้นส่วนอื่นของ พะยูนรหัส DU-391 ยังอยู่ครบถ้วน โดยได้จดบันทึกอย่างละเอียดไว้อย่างดีและเตรียมดำเนินการขั้นตอนจะจัดทำโครงกระดูกและนำไปไว้ยังพิพิธภัณฑ์ต่อไป
หากเราเริ่มอนุรักษ์กันตั้งแต่ตอนนั้น ก็คงไม่ต้องมากังวลว่าพะยูนรหัส DU-391 จะเป็นพะยูนตัวสุดท้ายของน่านน้ำทะเลอ่าวไทยตะวันออก แต่เรายังสามารถพบพะยูนได้ตามทะเลฝั่งอื่น เช่น อันดามัน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การสูญเสียที่ผ่านมาเราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้ มีเพียงนำเรื่องเหล่านั้นมาเป็นบทเรียน สร้างแรงจูงใจ ปลุกจิตสำนึก และตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมต่อจากนี้ไป เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมนำไปสู่การสูญเสียขึ้นอีกครั้ง แล้วคุณคิดบ้างไหมว่าเมื่อทรัพยากรธรรมชาติเสียสมดุลไป เผ่าพันธุ์มนุษย์จะรอดพ้นไปจากผลกระทบเหล่านี้ได้อีกนานแค่ไหน ในเมื่อเราอยู่บนโลกใบเดียวกัน
พะยูนศวทอ. ตรวจสอบผ่าชันสูตรซากพะยูน หลังการพบซากพะยูนที่ จ.ระยอง และคาดว่าเจ้าพะยูนตัวนี้อาจจะเป็นพะยูนตัวสุดท้ายแห่งน่านน้ำทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออก เนื่องจากยังไม่มีการสำรวจพบพะยูนเพิ่มเติม หากเป็นเช่นนั้นจริงก็นับว่าเป็นการสูญเสียที่น่าเศร้าอีกครั้ง หลังเหตุการณ์พบซากวาฬบรูด้า (ไม่ใช่วาฬประจำถิ่น) ที่ท่าเรือแหลมฉบังเพียงไม่กี่วันก่อน

 

นักวิชาการแก้ปัญหาเขื่อนปากมูลลาออกจากตำแหน่ง

อีเมล พิมพ์ PDF

เขื่อนปากมูล26 พ.ย. 2559 ที่มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม คณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล 4 ท่าน (จากทั้งหมด 7 ท่าน) ประกอบด้วย อ.สุนี ไชยรส วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต อ.ชโลทร แก่นสันติสุขมงคล คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ อ.ชวลิต วิทยานนท์ นักวิชาการด้านประมง และ อ.พรชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ นักวิชาการด้านสังคม ได้ยื่นจดหมายขอลาออกจากคณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล

 

โรงไฟฟ้าถ่านหิน "ต้องยุติ" ไม่ใช่ "ชะลอ"

อีเมล พิมพ์ PDF
สืบเนื่องจาก เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน นั่งสมาธิภาวนาบริเวณทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องให้รัฐบาลรักษาคำสัตย์ในการยุติโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ และนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข่าวว่าชะลอโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ไว้แล้วนั้น ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 พ.ย. เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ได้ออกแถลงการณ์ถึงการให้สัมภาษณ์ประเด็นการชะลอโครงการของนายกรัฐมนตรีว่า “เป็นสิ่งที่ไม่มีทางทำได้จริง”
จากข่าว ‘บิ๊กตู่’ ชะลอโรงไฟฟ้ากระบี่ แต่ไม่ ‘ระงับ’ เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ได้ออกแถลงการณ์ ปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ฉบับที่ 59 เรื่อง การสั่งชะลอโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ระบุว่า แม้จะมีคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีให้ชะลอโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ในทางปฏิบัตินั้นยังมีการผลักดันโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ตลอดเวลา ทั้งจากส่วนการไฟฟ้าฝ่ายผลิต และจากกระทรวงพลังงานเอง
“นายกรัฐมนตรีได้สั่งชะลอโรงไฟฟ้าถ่านหินเช่นกันแต่ปรากฏการดำเนินการที่นำไปสู่การสร้างผลักดันโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่อยู่ตลอดเวลาทั้งในส่วนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตและคำประกาศเดินหน้าของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ทำให้เห็นได้ว่าคำสั่งชะลอของนายกรัฐมนตรีนั้นได้นำไปสู่การปฏิบัติอย่างตรงกันข้ามของเจ้าหน้าที่และรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน” แถลงการณ์ระบุ
ขณะเดียวกัน เครือข่ายฯ ได้เสนอมาตรการที่ควรปฏิบัติเพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไว้ทั้งหมด 4 ข้อ ได้แก่ (1) ให้มีมาตรการอย่างชัดเจนในการส่งเสริมการทำพลังงานหมุนเวียนของ จ. กระบี่ (2) ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยถอนอีเอชไอเอ ออกจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (3) ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยประกาศยกเลิกการประมูลทั้งโรงไฟฟ้าและท่าเทียบเรือขนถ่านหินโดยทันที และ (4) ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตนำทีมงานทั้งหมดออกจากพื้นที่
อ่านแถลงการณ์ฉบับเต็ม แถลงการณ์เครือข่าย ปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ฉบับที่ 59 เรื่อง การสั่งชะลอโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่
ตามที่ปรากฏคำสัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีให้ชะลอโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2559 ในสื่อมวลชนนั้น เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินเห็นว่าการสั่งชะลอดังกล่าวไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติจริงได้ เพราะเมื่อเดือนสิงหาคม 2558 นายกรัฐมนตรีได้สั่งชะลอโรงไฟฟ้าถ่านหินเช่นกันแต่ปรากฏการดำเนินการที่นำไปสู่การสร้างผลักดันโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่อยู่ตลอดเวลาทั้งในส่วนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตและคำประกาศเดินหน้าของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ทำให้เห็นได้ว่าคำสั่งชะลอของนายกรัฐมนตรีนั้นได้นำไปสู่การปฏิบัติอย่างตรงกันข้ามของเจ้าหน้าที่และรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน
คำสั่งชะลอของนายกรัฐมนตรีจึงไม่อาจนำไปสู่การปฏิบัติจริงโดยคำสั่งดังกล่าวก็ไม่ปรากฏวันเวลาว่าจะชะลอถึงเมื่อใด เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินเห็นว่าคำสั่งชะลอนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงสภาพของเหตุการณ์ที่เป็นอยู่แต่อย่างใด เพราะไม่มีมาตรการในทางปฏิบัติที่นำไปสู่การชะลอตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี เพื่อให้คำสั่งมีผลในทางปฏิบัติเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินจึงขอให้นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งในมาตรการการปฏิบัติ 4 ประการดังนี้
1. ให้มีมาตรการอย่างชัดเจนในการส่งเสริมการทำพลังงานหมุนเวียนของจังหวัดกระบี่ตามคำสัญญาของนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนสิงหาคม 2558 ที่มีต่อเครือข่ายใจความว่าหากศึกษาพบว่ากระบี่มีศักยภาพเพียงพอต่อการใช้จะส่งเสริมจังหวัดกระบี่ให้ดำเนินการทำพลังงานหมุนเวียนได้ และวันนี้การศึกษาของอนุกรรมการได้ปรากฏผลการศึกษาอย่างชัดเจนแล้วว่ามีศักยภาพในการทำได้ 1,700 เมกกะวัตต์ มากกว่าการใช้ 10 เท่าตัว จึงต้องมีมาตรการอย่างชัดเจนในทางปฏิบัติ
2. ขอให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยถอนรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ออกจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ) และให้รายงานฉบับนี้หมดสภาพของความเป็นรายงานโดยไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีก
3. ขอให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยประกาศยกเลิกการประมูลทั้งโรงไฟฟ้าและท่าเทียบเรือขนถ่านหินโดยทันที
4. ขอให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตถอนกำลังออกจากพื้นที่ทั้งทีมงานที่ทำงานด้านมวลชนและหยุดการโฆษณาเพื่อให้เกิดโรงไฟฟ้าถ่านหินในจังหวัดกระบี่ทั้งหมดโดยทันที
เพื่อให้นโยบายการชะลอโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ของนายกรัฐมนตรีมีผลในทางปฏิบัติขอให้ดำเนินการตามมาตรการทั้ง 4 ข้อโดยมีลายลักษณ์อักษรและผู้มีอำนาจลงนามอย่างชัดเจน
เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่เห็นความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของจังหวัดกระบี่รวมถึงกิจการท่องเที่ยวที่มีมูลค่านับแสนล้านอีกทั้งภาคการเกษตรรวมถึงพื้นที่ผลิตอาหารที่จะไม่ถูกทำลายจากการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน
เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน 23 พฤศจิกายน 2559
ชะลอ≠ยุติ
นายกอย่าเสียสัตย์
ติดตามความเคลื่อนไหวการคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน ได้ที่ หยุดถ่านหินกระบี่
เรียบเรียง โดย ฝ่ายสื่อสารองค์กร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
โรงไฟฟ้าถ่านหินสืบเนื่องจาก เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน นั่งสมาธิภาวนาบริเวณทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องให้รัฐบาลรักษาคำสัตย์ในการยุติโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ และนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข่าวว่าชะลอโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ไว้แล้วนั้น ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 พ.ย. เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ได้ออกแถลงการณ์ถึงการให้สัมภาษณ์ประเด็นการชะลอโครงการของนายกรัฐมนตรีว่า “เป็นสิ่งที่ไม่มีทางทำได้จริง”
 

นกเงือก สัตว์มหัศจรรย์ และถิ่นที่อยู่

อีเมล พิมพ์ PDF
หากเปรียบนกธันเดอร์เบิร์ด ในหนัง #FantasticBeasts เป็นสัตว์วิเศษของโลกเวทมนต์แล้วล่ะก็ ผู้เขียนขอยก นกเงือก ให้เป็นสัตว์มหัศจรรย์ของโลกแห่งความจริงของมนุษย์เรา

นกธันเดอร์เบิร์ด ในเรื่อง สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่ (Fantastic Beasts and Where to Find Them) จากน้ำหมึกปลายปากกา เจ.เค.โรวลิ่ง (J.K. Rowling) มีถิ่นอาศัยอยู่ในภูมิอากาศอันแห้งแล้งของอริโซนา มีปีกหลายปีกขนาดใหญ่ หัวคล้ายนกอินทรีย์ เมื่อมันขยับปีกจะยิ่งส่องประกายคล้ายลายเมฆและพระอาทิตย์ ทุกการเคลื่อนไหวช่างสง่างามและองอาจ มันมีสัญชาตญาตรับรู้ได้ถึงความอันตราย เมื่อมันกระพือปีกก็จะเกิดลมพายุ เรียกได้ว่าเป็นสัตว์มหัศจรรย์เรียกฝนได้โดยไม่ต้องทำพิธีแห่นางแมวกันเลยทีเดียว

หางและขนหางของนกธันเดอร์เบิร์ดเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการสร้างไม้กายสิทธิ์ ผู้เขียนได้แต่หวังว่ามันจะไม่ถูกล่าเพื่อนำอวัยวะบางส่วนของพวกมันไปทำไม้กายสิทธิ์ให้พ่อมดแม่มด เหมือน นกชนหิน (Helmeted Hornbill) ที่ปัจจุบันยังคงถูกลักลอบล่าอย่างต่อเนื่อง และตกอยู่ในกลุ่มใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically endangered ; CR) เพียงเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ซึ่งสนใจ “งาแดง” หรือ “งาสีเลือด” ของพวกมันและนำไปเป็นเครื่องประดับราคาแพงตามความเชื่อผิด ๆ เท่านั้น

ทำไมถึงยกให้นกเงือกเทียบเท่านกธันเดอร์เบิร์ด ? – หลายคนคงสงสัยหรือเอะใจบ้างแล้ว

นกเงือก เป็นสัตว์ยุคโบราณเป็นชนิดพันธุ์ที่ถือกำเนิดมาตั้งแต่ 50-60 ล้านปีก่อน ถิ่นเดิมอาศัยอยู่ทวีปแอฟริกาก่อนขยายครอบครัว หลายชนิดพันธุ์โอนสำมะโนครัวมาตั้งรกรากถิ่นฐานที่ทวีปเอเชีย แต่ไม่ได้ย้ายมาแต่ตัวเท่านั้น แต่พวกมันยังนำพาเมล็ดพรรณป่าดิบโบราณมายังทวีปเอเชียอีกด้วย โดยมีนกชนหินซึ่งเป็นบรรพบุรุษแห่งนกเงือกเอเชียอาศัยในป่าปักษ์ใต้บ้านเรา

โอ๊ะ โอ ปักษ์ใต้บ้านเรา มีน้ำ มีเขา นกเงือกมากมายยย...?

ในหนังนกธันเดอร์เบิร์ดคอยเรียกพายุฝนช่วย นิวท์ สคามันเดอร์ (พระเอก) และสภาเวทมนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา เพื่อปัดเป่าความทรงจำเกี่ยวกับโลกผู้วิเศษ และความทรงจำร้าย ๆ แก่เหล่าโนเมจ (พ่อมดแม่มดฝั่งอเมริกาจะเรียกผู้ไม่มีเวทมนต์ หรือ มักเกิ้ล ว่า โนเมจ ซึ่งย่อมาจากคำว่า No Magic) ให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ดังเดิม

เทียบกันแล้วคุณสมบัติของนกเงือกคือการปลูกต้นไม้ให้เป็นป่า (Farmers of the forest) ด้วยการกินเมล็ดพรรณไม้แล้วถ่ายมูลเมล็ดซึ่งมีความสมบูรณ์ลงสู่พื้นดิน รอให้กล้าไม้เจริญเติบโตตามธรรมชาติต่อไป อีกทั้งยังเป็นผู้ล่าช่วยควบคุมประชากรของสัตว์ขนาดเล็ก นำพาสมดุลมาสู่ระบบนิเวศ

และจากความจำเพาะของตัวนกเงือกหลายชนิดที่ต้องมีบ้าน (โพรง) ขนาดใหญ่ พวกมันจึงจำเป็นต้องอาศัยต้นไม้ที่อยู่สูงและมีลำต้นขนาดใหญ่ เพื่อให้กำเนิดและเลี้ยงดูลูกน้อยต่อไป  หากวันหนึ่งป่าถูกทำลาย พวกมันไม่มีบ้านให้อาศัย นกเงือกทั้ง 13 ชนิดที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยก็จะค่อย ๆ อันตรธานจากสถานที่ที่เราเรียกว่าป่า (แต่สัตว์ป่าน้อยใหญ่เรียกที่แห่งนั้นว่า บ้าน) ไปอย่างช้า ๆ เงียบเฉียบ และเงียบงัน ในราวป่าดิบลึก โดยที่เราอาจไม่รู้เลยว่ามันจะสูญพันธุ์เมื่อไหร่

ตราบใดที่นกเงือกยังอาศัยอยู่ในผืนป่าของไทย เราก็สามารถมั่นใจได้ว่า ป่าผืนนั้นยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ เพียงแค่หนึ่งในทักษะการปลูกป่าอย่างมืออาชีพของนกเงือก ผู้เขียนจึงขอมอบโล่ตำแหน่ง “นกเงือกเป็นสัตว์มหัศจรรย์ในโลกโนเมจ”

ดูหนัง Fantastic Beasts จบแล้ว คุณจะตกหลุมรักความน่ารักของสัตว์วิเศษมากมายตามท้องเรื่อง แล้วอย่าลืมหลงรัก(ษ์)นกเงือกแสนมหัศจรรย์ในโลกแห่งความจริงกันนะคะ
มาร่วมอนุรักษ์นกเงือกกับมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก เพื่อให้สัตว์มหัศจรรย์นี้ไม่กลายเป็นเพียงแค่ความทรงจำ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เลขที่ 272 ถนนพระรามที่ 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพ 10400 โทร 02-201-5532 อีเมล์ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน และ hornbill.or.th
นกเงือก สัตว์มหัศจรรย์ และถิ่นที่อยู่หากเปรียบนกธันเดอร์เบิร์ด ในหนัง #FantasticBeasts เป็นสัตว์วิเศษของโลกเวทมนต์แล้วล่ะก็ ผู้เขียนขอยก นกเงือก ให้เป็นสัตว์มหัศจรรย์ของโลกแห่งความจริงของมนุษย์เรา



 

ทรัมป์ กับนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

อีเมล พิมพ์ PDF
ทรัมป์ กับนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ชัยชนะที่น่าประหลาดใจของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอมริกา อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญต่อนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของอเมริกา ทรัมป์ได้ส่งสัญญาณว่าจะปฏิเสธนโยบายของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ที่ตั้งเป้ารับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในขณะที่ความคิดของทรัมป์อาจทำให้ความร่วมมือในระดับนานาชาติเพื่อลดการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกอาจเข้าสู่ความวุ่นวาย
สหรัฐอเมริกามีสัดส่วนของการปล่อยแก๊สคาร์บอนค่อนข้างมาก หากมนุษยชาติไม่สามารถริเริ่มการลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกในทันที นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศคาดว่า โลกจะเผชิญกับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิประมาณ 6 องศาเซลเซียสเทียบกับยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมภายในปี พ.ศ. 2643 ซึ่งอาจนำไปสู่ภัยแล้ง ไฟป่า น้ำทะเลที่สูงขึ้น และความล้มเหลวอย่างรุนแรงในภาคการเกษตรทั่วโลก
ทรัมป์แสดงความสงสัยอย่างสม่ำเสมอว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือความจริงหรือไม่ และปฏิเสธว่าปัญหาดังกล่าวคือภัยคุกคามสำคัญต่อมนุษยชาติ ในการกล่าวปาฐกถาต่อสาธารณะ ทรัมป์แสดงการสนับสนุนอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลในสหรัฐอเมริกาอย่างเต็มที่ ซึ่งสวนทางกับนโยบารับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ทรัมป์ยังกล่าวอีกว่าจะลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อสหประชาชาติในโครงการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
จากการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ Myron Ebell จากสถาบัน Competitive Enterprise Institute ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเปลี่ยนผ่านนโยบายสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ แม้เขาจะไม่ให้คำตอบที่ชัดเจนมากนัก แต่ก็ย้ำถึงความต่อเนื่องด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับพลังงานฟอสซิล และกล่าวโจมตีนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของรัฐบาลโอบามา
“ทรัมป์ได้ให้สัญญาในหลายประเด็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน ซึ่งผมว่าค่อนข้างมีความชัดเจน เหมือนสีขาวกับสีดำ” Myron Ebell กล่าว
เอกสารเผยแพร่ของ Competitive Enterprise Institute สถาบันคลังสมองฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่รับสนับสนุนเงินทุนจาก ExxonMobil และกลุ่มสนับสนุนกลไกตลาดเสรีซึ่งรวมทั้งมูลนิธิ Charles G. Koch โดย Myron Ebell กล่าวว่าอุณหภูมิของโลกนั้นเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และอธิบายว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะวัดว่ามนุษย์ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสัดส่วนเท่าไร เขาไม่เห็นด้วยกับองค์การนาซ่า และคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ภายใต้องค์การสหประชาชาติ ที่ย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มอย่างยิ่งที่จะเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิล
จากคำกล่าวของเขา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะไม่เป็นปัญหาจนกระทั่งอีก 100 หรือ 200 ปีข้างหน้า แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น เป้าหมายแรกของโลกคือการขยายการเข้าถึงพลังงานในทุกรูปแบบ และย้ำว่า Competitive Enterprise Institute ต่อต้านการอุดหนุนพลังงานทั้งเชื้อเพลิงฟอสซิล และพลังงานหมุนเวียน
“เราชื่นชอบพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม” Myron Ebell กล่าว และเสริมว่าเขาต่อต้านการใช้เครดิตภาษีที่มีเป้าหมายที่จะเร่งการเติบโตในอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่ารัฐบาลกลางของสหรัฐฯ จะไม่อุดหนุนอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน แต่ด้วยแรงผลักดันจากทั่วโลกในการพัฒนาและติดตั้งเทคโนโลยีที่สามารถรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก็ทำให้อุตสากรรมพลังงานหมุนเวียนยังสามารถเติบโตอย่างรวดเร็ว
ทั้งกลุ่มสิ่งแวดล้อมและนักวิทยาศาสตร์ต่างไม่เห็นด้วยกับมุมมองอของทรัมป์และทีมงานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ “การเปลี่ยนแปลงนโยบายและกฎเกณฑ์ด้านพลังงานแบบพลิกฝ่ามือเพื่อแสวงหาผลประโยชน์เพียงเล็กน้อยอาจก่อให้เกิดหายนะทางสิ่งแวดล้อม ที่นอกจะทำให้ประชากรหลายล้านคนเสียชีวิตจากมลภาวะ ยังเป็นโอกาสดีของประเทศจีนที่จะทิ้งสหรัฐอเมริกาแบบไม่เห็นฝุ่นในทศวรรษหน้า” Eric Sala ผู้ก่อตั้งโครงการ Pristine Sea แสดงความเห็น “ส่วนใครที่จะต้องทนทุกข์มากที่สุดน่ะหรือ ? ก็แรงงานชาวอเมริกันไงล่ะ”
Bob Inglis ผู้จัดการกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม republicEn เห็นด้วยกับความคิดของ Eric ว่า “ประสบการณ์และข้อมูลเป็นหลักฐานยืนยันที่หนักแน่นและมีประสิทธิผลมากที่สุด แต่ทั้งสองอย่างคือครูที่ค่อนข้างโหดร้าย และเราคือผู้ที่กำลังจะได้รับบทเรียนดังกล่าว” Bob Inglis คือหนึ่งในคนที่เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์
แผนพลังงานสะอาด (The Clean Power Plan) คือกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลโอบามาที่มีการถกเถียงอย่างกว้างขวาง แผนดังกล่าวถูกออกแบบเพื่อลดการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกของโรงงานไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาอย่างน้อย 1 ใน 3 จากระดับการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจก ณ ปี พ.ศ. 2548 โดยต้องดำเนินการภายในปี พ.ศ. 2573 แผนดังกล่าวคือการดำเนินการตามข้อตกลงปารีสที่กำลังจะมีผลในเดือนพฤศจิกายนนี้
ข้อตกปารีสคือข้อตกลงระหว่างประเทศชิ้นสำคัญซึ่งได้รับการลงนามจาก 195 ประเทศทั่วโลกที่มุ่งหวังจะลดการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจก โดยไม่ให้อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส ภายในปี พ.ศ. 2643 โดยมีการประมาณการว่าคาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่ในชั้นบรรยากาศจะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น 1.5 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษนี้
ทรัมป์กล่าวว่าเขาต้องการยกเลิกข้อตกลงปารีส และพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเขาไม่สนใจปริมาณการปลดปล่อยแก๊สคาร์บอนหรือเป้าหมายการลดการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกของสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ดี ข้อตกลงปารีสก็ยังคงเดินหน้าต่อไป ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้เข้าร่วม และถึงแม้สหรัฐฯ จะถอนตัวออกจากข้อตกลง ประเทศที่ลงนามร้อยละ 55 ซึ่งปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกคิดเป็นร้อยละ 55 ของโลก ก็ยังมีแนวโน้มว่าจะให้สัตยาบันข้อตกลงปารีสภายในสิ้นปีนี้
บริษัทวิจัยอิสระ Lux Research คาดว่าภายในอีก 8 ปีข้างหน้า นโยบายที่เสนอโดยทรัมป์จะทำให้การปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกของอเมริกาเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 ในขณะที่หากฮิลารี คลินตัน ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีก็มีแนวโน้มว่าจะดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลบารัค โอบามา ซึ่งตั้งเป้าว่าจะลดการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ. 2568 ความแตกต่างดังกล่าวเทียบเท่ากับการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจก 3.4 พันล้านตันในรอบ 8 ปี หรือเทียบได้กับการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกของประเทศยูเครนในเวลาเดียวกัน
นอกจากประเด็นการปลดปล่อยแก๊สคาร์บอนในสหรัฐฯ ที่จะเพิ่มขึ้นจากนโยบายใหม่ แนวทางดังกล่าวยังทำให้จุดยืนในเวทีโลกของสหรัฐฯ ในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตกอยู่ในสภาวะย่ำแย่ ซึ่งแทบจะตรงข้ามกับรัฐบาลโอบามาที่สนับสนุนข้อตกลงปารีสอย่างเต็มที่ และมีบทบาทสำคัญในการทำให้เกิดกระบวนการให้สัตยาบันที่ค่อนข้างรวดเร็ว การถอนตัวของอเมริกาอาจส่งผลให้หลายประเทศเริ่มลังเลที่จะทำตามคำมั่นสัญญา
“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาที่เหนือกว่าประเด็นทางการเมือง และเกี่ยวข้องกับการรักษาชีวิตและความเป็นอยู่ เกียรติยศ และดาวเคราะห์ดวงเดียวที่เราอาศัยอยู่ได้” Bob Inglis สมาชิกพรรครีพับลิกันยังคงมีความหวังว่ารัฐบาลทรัมป์สภาคองเกรสจะมีความกล้าหาญทางการเมืองเพียงพอที่จะดำเนินการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ถอดความบางส่วนและเรียบเรียงจาก ‘The Global Dangers of Trump’s Climate Denial’ โดย Michael Greshko เข้าถึงได้ที่ http://news.nationalgeographic.com/2016/11/president-trump-global-climate-change-denial-environment/
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
ทรัมป์ กับนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศชัยชนะที่น่าประหลาดใจของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอมริกา อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญต่อนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของอเมริกา ทรัมป์ได้ส่งสัญญาณว่าจะปฏิเสธนโยบายของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ที่ตั้งเป้ารับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
 

มหัศจรรย์ 60 ล้านปี นกเงือกกับความยั่งยืนของระบบนิเวศป่า [PART 2]

อีเมล พิมพ์ PDF
สัญฐานวิทยาของนกเงือก
นกเงือกมีลักษณะปากใหญ่โค้ง มีโหนก (Casque) ประดับเหนือปาก (ยกเว้นนกเงือกคอแดงที่ไม่มีโหนก) โหนกเป็นโพรง (ยกเว้นนกชนหินที่มีโหนกตันดั่งงาช้าง) ซึ่งโหนกของนกเงือกแต่ละชนิดพันธุ์มีความแตกต่างกันไป บริเวณใต้ปีกของพวกมันไม่มีขนปกคลุม (Under wing coverts) เวลากระพือปีกบินอากาศจะผ่านช่องว่างทำให้เกิดเสียงดัง
มนุษย์เรายกย่องนกเงือกให้เป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก เพราะพวกมันมีพฤติกรรมการครองรักกันแบบผัวเดียวเมียเดียว การครองคู่กันของนกเงือกเมื่อถึงฤดูทำรัง พวกมันจะปิดโพรงโดยใช้เวลา 3-7 วัน ก่อนจะขังตัวเองอยู่ในนั้นเพื่อออกไข่ ฝังไข่ และเลี้ยงลูกนานถึง 3-4 เดือน ซึ่งตัวผู้มีหน้าที่หาอาหารมาป้อน นกเงือกชนิดที่มีขนาดเล็กใช้เวลาฝักไข่ 25-27 วัน แต่นกเงือกที่มีขนาดใหญ่จะใช้เวลาฝักไข่ 40-45 วัน ทั้งนี้นกเงือกมีศัตรูตามธรรมชาติ อาทิ หมาไม้และหมีขอ
นกเงือกกินทั้งผลไม้และสัตว์ขนาดเล็กเป็นอาหาร ซึ่งมีความหลากหลาย ตามข้อมูลที่ทีมวิจัยบันทึกไว้จากการศึกษาวิจัยพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ พบว่า นกเงือกกินสัตว์มากกว่า 20 ชนิด และผลไม้มากกว่า 100 ชนิด ลักษณะเด่นของพืชที่เป็นอาหารนกเงือก อยู่ในวงศ์พืชเดียวกับป่ายุคโบราณ เรียกได้ว่า “นกเงือกเป็นผู้รักษาความหลากหลายของพืชป่าดิบยุคโบราณ”
โพรง (บ้าน) นกเงือกมีวันหมดอายุ
โพรงนกเงือกมีอายุการใช้งานเฉลี่ยประมาณ 8-10 ปี ด้วยปัจจัยต่างๆ บางโพรงพังไม่สามารถใช้งานได้จริง อาทิ พื้นโพรงทรุด (ไม่ควรลึกเกิน 20 ซม.) ปากโพรงปิด และปากโพรงลื่น ส่งผลให้เหล่านกเงือกต้องเปิดศึกแย่งชิงโพรงเป็นของตน การแก่งแย่งโพรงรังนับเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า เกิดสภาวะขาดแคลนโพรง
เมื่อปัญหาเกิดขึ้นทำให้ทีมงานศึกษาวิจัยนกเงือกต้องทำการแก้ไข ปีนต้นไม้ขึ้นไปเพื่อสำรวจและซ่อมแซมโพรง ทั้งการเติมดิน ขยายเปิดโพรง และติดคานให้นกเงือกสามารถใช้เกาะได้ ตั้งแต่ปี 2537-2557 ที่ได้มีการปรับปรุงซ่อมแซมโพรงนกเงือก นกเงือกได้ใช้โพรงเหล่านี้ทั้งสิ้น 83% แบ่งเป็น นกกก 56%, นกกู๋กี๋ 43% และนกเงือกเล็ก 20% เนื่องจากทีมงานเน้นการช่วยเหลือนกเงือกขนาดใหญ่ เพราะนกขนาดเล็กสามารถปรับตัวใช้โพรงขนาดเล็กได้
บทบาทความสำคัญของนกเงือกต่อระบบนิเวศวิทยา
1. นกเงือกเป็นนักปลูกป่า (Farmers of the forest) ที่ช่วยรักษาความหลากหลายของพรรณพืช นกเงือกจะนำพาเมล็ดที่กินเป็นอาหารไปตามเส้นทางการบิน โดยเฉพาะนกแก๊ก (Oriental pied hornbill) ที่อาศัยบริเวณชายขอบป่า จึงมีบทบาทหน้าที่ในการเชื่อมโยงความต่อเนื่องของหย่อมป่า
2. นกเงือกเป็น คีย์สโตน (Keystone Species) ชนิดพันธุ์หลัก หากนกเงือกหายไปพรรณไม้ไม่น้อยที่จะหายไปด้วย
ทำให้พรรณพืชยังคงเจริญเติบโตเป็นกล้าไม้ใหญ่ และเป็นผืนป่าต่อไป
3. นกเงือกช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศป่า เพราะนกเงือกช่วยกำจัดแมลงและสัตว์ขนาดเล็ก จึงช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ
4. นกเงือกเป็น Umbrella species หากอนุรักษ์นกเงือกไว้ สิ่งมีชีวิตภายใต้ผืนป่านั้นก็จะได้รับการอนุรักษ์ด้วย
5. ดัชนีบ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของป่า (Indicator species) เมื่อป่าสมบูรณ์ นกเงือกจึงจะสามารถอยู่ได้ เพราะนกเงือกมีความเปราะบางเรื่องถิ่นอาศัย มนุษย์เราจึงใช้นกเงือกสามารถใช้เป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของป่า
6. นกเงือกเป็น Flagship species ที่มีความโดดเด่นและดึงดูดความสนใจ
ทั้งนี้เองจะเห็นได้ว่าการอนุรักษ์นกเงือกถือเป็นการอนุรักษ์ป่าไม้ผืนใหญ่ด้วย เพราะความสามารถในการช่วยปลูกป่าของนกเงือกเต็มไปด้วยประสิทธิภาพ ช่วยฟื้นฟูป่าและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ทางมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือกได้เล็งเห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งของการศึกษาและฟื้นฟูประชากรนกเงือก เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนของผืนป่าของประเทศไทยให้คงความหลากหลายทางชีวภาพ จึงดำเนินการศึกษาวิจัยนกเงือกเรื่อยมากระทั่งปัจจุบัน
พื้นที่วิจัยของทีมมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก
เพื่อตอบโจทย์ให้ครอบคลุมการศึกษานกเงือกทั้ง 13 ชนิดในประเทศไทย จึงกำหนดพื้นที่ 3 แห่งเป็นพื้นที่วิจัย ได้แก่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี
ยกตัวอย่างพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จากการลงพื้นที่เพื่อศึกษาประเด็นศักยภาพแหล่งอาศัยของนกเงือก พบ ไม้ยางเกิน 40% และมีต้นหว่าวัดเส้นผ่าศูนย์กลางจากพื้นดิน 100 เมตร โดยเฉลี่ยแล้วพบเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 1 เมตร ถือว่าเป็นแหล่งที่มีไม้ขนาดใหญ่และเป็นป่าดั้งดิม และพบปัญหาโพรงรังนกเงือกที่แม้มีจำนวนโพรงรังถึง 200 โพรง แต่กลับใช้ได้จริงแค่ 3 โพรง เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการปรับปรุงโพรงกว่า 100 โพรง
เพราะฉะนั้นการศึกษาวิจัยนกเงือกจึงไม่ใช่กระบวนการทำงานระยะสั้น แต่ต้องศึกษาวิจัยระยะยาวหลายปี ซึ่งถือเป็นการติดตามเฝ้าระวังความผิดปกติแต่ละจุด เพื่อที่จะทำการแก้ไขให้ทันท่วงที นี่คือสิ่งสำคัญ จึงอยากให้คนสนับสนุนงานวิจัยงานด้านนี้ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การศึกษานกเงือกเท่านั้น
“และที่เรากำลังระดมทุนอยู่เพื่อศึกษาองค์ความรู้ใหม่ คือ “การศึกษานกเงือกกรามช้างปากเรียบ” เมื่อฤดูทำรังสิ้นสุด ณ ห้วยขาแข้ง พวกมันจะทำการอพยพถิ่นไปไกลถึงประเทศมาเลเซีย โดยมีระยะทาง 1,400 กม. ภายในเวลา 123 วัน กระทั่งฤดูทำรังผันเวียนมาอีกครั้ง นกเงือกกรามช้างปากเรียบใช้เวลา 16 วันในการเดินทางกลับมา” – อ.พิไล
ชนิดพันธุ์สัตว์เป็นหนึ่งในตัวแปรความสมบูรณ์ของผืนป่า
ป่าเสื่อมโทรมขาดแคลนผู้กระจายเมล็ดพรรณไม้ อาทิ นก ชะนี เป็นต้น เมื่อผลไม้สุกตกลงที่ใต้ต้น จะมีสัตว์จำพวกหมูป่า กระรอก หนู ซึ่งเป็นสัตว์ที่ทำลายเมล็ดพรรณ กล้าไม้จึงมีน้อยและโอกาสที่กล้าจะเจริญเติบโตก็ลดน้อยลงไป แตกต่างกับป่าสมบูรณ์ ที่มีสัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่และสัตว์ผู้ล่าขนาดเล็ก ทั้ง นก ชะนี กวาง ผลไม้ที่จะตกลงมาใต้ต้นน้อยลง เพราะสัตว์ผู้มีหน้าที่กระจายจะกิน แล้วนำพาเมล็ดพรรณแพร่กระจายออกไป เพิ่มโอกาสให้กล้าไม้ได้เติบโตกลายเป็นไม้ใหญ่มากขึ้น และแผ่ขยายกิ่งก้านสาขากลายเป็นป่าผืนใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์
จะเห็นแล้วว่าสัตว์ป่า ป่าไม้แต่ละชนิดพันธุ์เรียงร้อยเชื่อมโยงแบบที่ไม่สามารถแยกจากกันได้ ทั้งนี้คุณภาพและสภาพของทรัพยากรป่าไม้เองก็ทรงอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเสื่อมโทรมและหมดไปของป่าไม้สร้างผลกระทบต่อสภาพดิน น้ำ อากศ ที่นำมาซึ่งความผิดปรกติทางสิ่งแวดล้อม ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ภัยพิบัติ ปัญหาโลกร้อน ซึ่งมนุษย์อย่างเราไม่อาจปฏิเสธความสัมพันธ์ซับซ้อนนี้ได้เลย พวกเราจึงไม่ควรเพิกเฉยต่อการอนุรักษ์สัตว์ป่าและป่าไม้ โดยเฉพาะนกเงือกที่เป็นนักปลูกป่าและฟื้นฟูสมดุลความหลากหลายทางชีวภาพ
ประชารัฐสามารถช่วยกันอนุรักษ์ความหลากหลายของสัตว์ป่าและความหลากหลายทางชีวภาพของผืนป่าประเทศไทยได้ด้วยการอนุรักษ์และเพิ่มประชากรนกเงือกให้เกิดความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือระหว่าง ชุมชนท้องถิ่น นักวิจัย นักวิชาการ ภาครัฐ เอกชน NGO ชุมชนเมือง และสื่อ ก็ตาม คุณสามารถเลือกได้ว่าจะสนับสนุนทิศทางการอนุรักษ์หรือการทำลายระบบนิเวศ เพียงแค่คุณไตร่ตรองว่า คุณต้องการมองเห็นนกเงือกจากธรรมชาติ หรือจะมองดูแค่ซากอวัยวะบางส่วนของพวกมันเท่านั้น
“Today HORNBILLS, Tomorrow YOU
วันนี้เราสร้างปัญหาให้นกเงือก ในอนาคตธรรมชาติจะย้อนกลับมาทำลายเรา” – อ.พิไล
เรียบเรียงบทความจากเวทีงาน จากป่า สู่เมือง บทเรียนงานอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลาน (รำลึก 26 ปี สืบ นาคะเสถียร)
บทความโดย พัชริดา พงษปภัสร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารองค์กร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
นกเงือกสัญฐานวิทยาของนกเงือก
นกเงือกมีลักษณะปากใหญ่โค้ง มีโหนก (Casque) ประดับเหนือปาก (ยกเว้นนกเงือกคอแดงที่ไม่มีโหนก) โหนกเป็นโพรง (ยกเว้นนกชนหินที่มีโหนกตันดั่งงาช้าง) ซึ่งโหนกของนกเงือกแต่ละชนิดพันธุ์มีความแตกต่างกันไป บริเวณใต้ปีกของพวกมันไม่มีขนปกคลุม (Under wing coverts) เวลากระพือปีกบินอากาศจะผ่านช่องว่างทำให้เกิดเสียงดัง
 

มหัศจรรย์ 60 ล้านปี นกเงือกกับความยั่งยืนของระบบนิเวศป่า [PART 1]

อีเมล พิมพ์ PDF
มหัศจรรย์ 60 ล้านปี นกเงือกกับความยั่งยืนของระบบนิเวศป่า
กำเนิดนกเงือก
นกเงือกถือเป็นสัตว์โบราณถือกำเนิดมาเมื่อประมาณ 50-60 ล้านปี โดยนกเงือก Ground Hornbill มีความเก่าแก่มากที่สุด สามารถพบได้ในทวีปแอฟริกา (Africa) เท่านั้น จากหลักฐานการพบซากฟอสซิลโบราณที่ประเทศโมรอคโค (Morocco) ด้านทวีปเอเชีย มี นกชนหิน (Helmeted Hornbill) คงความเก่าแก่มากที่สุดและเชื่อกันว่าเป็นบรรพบุรุษของนกเงือกแห่งเอเชีย ซึ่งปัจจุบันยังคงมีชีวิตอยู่
บินลัดฟ้าจากแอฟริกาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การเดินทางของนกเงือกจากถิ่นกำเนิดทวีปแอฟริกามุ่งหน้ามายั่งทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) เริ่มต้นขึ้นในยุคเก่าแก่ อีโอซีน (Eocene Epoch) ที่เกิดการเคลื่อนตัวของอนุทวีปอินเดีย (Indian subcontinent) ออกผ่านมาดากัสก้าชนกับทวีปเอเชีย เกิดการเคลื่อนตัว 2 ระลอก ระหว่างที่กำลังเคลื่อนตัวมาทวีปอินเดีย คือ ปากีสถานกับบังคลาเทศ เคลื่อนที่ไปอยู่ใต้กับจงอยของทวีปแอฟาริกาทางตอนใต้ของคาบสมุทรอาระเบีย (Arabian Peninsula) ระลอกแรกนี้นกเงือกได้กระจายจากสุมาตรา (Sumatra) ขึ้นไป และการกระจายอีกระลอกหนึ่งมาทางอิหร่าน
“บรรพบุรุษของนกเงือกเอเชียอยู่ในป่าของเรา” – อ.พิไล
ภายในประเทศไทยมีนกชนหินเป็นบรรพบุรุษแห่งนกเงือกเอเชีย นกเงือกหัวหงอก (White-crowned hornbill) เป็นชนิดพันธุ์ที่มีอายุมากกว่า 47 ล้านปี และยังมีนกเงือกคอแดง (Rufous-necked hornbill) อาศัยอยู่ในผืนป่าตะวันตกของประเทศไทย ซึ่งชนิดพันธุ์นี้มีอายุประมาณ 27 ล้านปี มีความสัมพันธ์ใกล้เคียงกับบรรพบุรุษของนกเงือกกรามช้าง หรือ นกกู๋กี๋ (Wreathed hornbill), นกเงือกกรามช้างปากเรียบ (Plain-pouched Hornbill) และนกเงือกปากย่น (Wrinkled hornbill)
การกระจายของนกเงือกมีความสอดคล้องกับการรุกเข้ามาของพืชโบราณ
พืชโบราณที่ยังมีชีวิตรอดจากการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ (Mass Extinction) ซึ่งอยู่ในทวีปอินเดีย เรียกว่า การรุกของพืชอินเดีย (Proto-Indian flora) แบ่งเป็น 2 ระลอก (1) ระลอกแรก กลางยุคอีโอซีนประมาณ 45 ล้านปี (2) ระลอกสอง ประมาณ 39 ล้านปีก่อน พืชวงศ์ไม้ยาง (Dipterocarpaceae) และวงศ์พญาไม้ (Podocarpaceae) รุกเข้ามาอีกระลอกสู่ทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เนื่องจากเมล็ดพรรณไม้เด่นที่รุกเข้ามาสู่ทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอาหารของนกเงือกและมีความจำเป็นต้องอาศัยสัตว์เป็นตัวแพร่กระจายเมล็ด การกระจายตัวของนกเงือกและการรุกของพืชจึงเกิดความซ้อนทับกัน สรุปได้ว่า นกเงือกเป็นผู้นำพาเมล็ดพรรณไม้ป่าดิบเข้ามาสู่ทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั่นเอง
ป่าดิบเป็นแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพ
ขณะที่ป่าดงดิบเป็นแหล่งสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ประเทศไทยกลับเกิดเหตุการณ์ทำลายถิ่นฐานธรรมชาติ (Habitat destruction) มากขึ้น คิดอัตราการทำลายป่าจากน้ำมือมนุษย์เป็นร้อยละ 0.7 ต่อปี เช่น กรณีจังหวัดน่าน ภูทับเบิก ฯลฯ นอกจากนี้แล้ว นกเงือกซึ่งเป็นตัวแพร่กระจายเมล็ดพรรณไม้ยังต้องเผชิญปัญหากับการถูกล่า เช่น นกชนหิน ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically endangered ; CR) โดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซียที่เกิดวิกฤต นกเงือกถูกล่าไปถึง 8,000 ตัวตลอดระยะเวลา 3 ปี
“กิจกรรมการล่านกชนหิน” ยังคงเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ โดยเฉพาะชาวจีนที่มีความหลงไหลงาแดงของนกชนหิน จนมีราคาพุ่งสูงกว่างาช้างถึง 5 เท่า ด้วยเหตุนี้เองทำให้ประชากรนกชนหินลดลงจนใกล้สูญพันธุ์
แต่การฟื้นฟูประชากรนกเงือกนั้นยากและใช้เวลานานกว่า “การล่า” หลายเท่าตัว ทีมมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก (The Hornbill Research Foundation) ทำการศึกษาวิจัยในพื้นที่เทือกเขา บูโด-สุไหงปาดี ใช้เวลามากกว่า 20 ปี สามารถฟื้นฟูประชากรนกชนหิน แต่สามารถเพิ่มประชากรได้ไม่ถึง 50 ตัว
“เราสามารถได้ยินเสียงนกชนหินจากป่าใต้ได้ ซึ่งคล้ายเสียงหัวเราะ ดังนั้นเมื่อไรที่ป่าใต้ของประเทศไทยเสื่อมโทรมและหมดไป เสียงหัวเราะของนกชนหินก็จะหายจากประเทศไทยด้วยเช่นกัน” – อ.พิไล
มหัศจรรย์ 60 ล้านปี นกเงือกกับความยั่งยืนของระบบนิเวศป่ากำเนิดนกเงือก
นกเงือกถือเป็นสัตว์โบราณถือกำเนิดมาเมื่อประมาณ 50-60 ล้านปี โดยนกเงือก Ground Hornbill มีความเก่าแก่มากที่สุด สามารถพบได้ในทวีปแอฟริกา (Africa) เท่านั้น จากหลักฐานการพบซากฟอสซิลโบราณที่ประเทศโมรอคโค (Morocco) ด้านทวีปเอเชีย มี นกชนหิน (Helmeted Hornbill) คงความเก่าแก่มากที่สุดและเชื่อกันว่าเป็นบรรพบุรุษของนกเงือกแห่งเอเชีย ซึ่งปัจจุบันยังคงมีชีวิตอยู่
 

ความหวังสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์มักกะสัน แทนการสร้างมักกะสัน คอมเพล็กซ์

อีเมล พิมพ์ PDF
ชื่อบทความ ความหวังสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์มักกะสัน แทนการสร้างมักกะสัน คอมเพล็กซ์
อาจเป็นความบังเอิญบนความโชคดีของคนกรุงเทพฯ ที่ทุกวันนี้ เรายังเหลือพื้นที่สีเขียวขนาดเกือบ 700 ไร่ ที่ยังอุดมสมบูรณ์ ทำหน้าที่เป็นปอดฟอกมลพิษจากการจราจรที่แออัดของกรุงเทพฯ เป็นแก้มลิงกลางเมือง และเป็นสถานที่แห่งประวัติศาสตร์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย
.
“มักกะสัน” คือ ที่ดินใจกลางเมืองผืนงามของการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่กำลังจะถูกเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่เพื่อการพาณิชย์เต็มรูปแบบ ภายใต้ชื่อโครงการ “มักกะสันคอมเพล็กซ์” ที่มีมูลค่ากว่า 2 แสนล้าน โดยจะให้เอกชนที่ได้รับสัมปทานเข้ามาเปลี่ยนที่ดินแปลงนี้ให้เป็นป่าคอนกรีตทุกตารางนิ้ว ซึ่งจะทำลายโรงงานซ่อมรถไฟอายุร่วม 100 ปีที่ควรอนุรักษ์ ต้นไม้ใหญ่มากมาย และผู้คนชุมชนดั้งเดิมออกไปทั้งหมด เพื่อเปิดทางให้ศูนย์การค้าขนาดยักษ์ โรงแรมหรู คอนโดมิเนียมกลางเมือง ศูนย์จัดแสดงสินค้า ฯลฯ เข้ามาแทนที่ ตาม TOR ใหม่ที่กำลังเร่งทำและจะคลอดออกมาอีกไม่นานนี้ – อ้างอิงจากแคมเปญ : เราอยากให้มักกะสันเป็นสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์
.
นายอาทิตย์ โกวิทวรางกูร เครือข่ายมักกะสัน มองว่าโจทย์ในการพัฒนาที่ดินมักกะสัน ควรมุ่งไปที่ประโยชน์ของสาธารณะส่วนรวม คุณภาพชีวิต คุณค่าทางสังคม การรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และประวัติศาสตร์อย่างรอบด้าน ไม่ใช่ตัวเลขทางการเงินเพียงอย่างเดียว เครือข่ายเสนอให้มีแนวทางปฏิบัติตามนี้
.
1. พัฒนาพื้นที่มักกะสันเพื่อประโยชน์ของสาธารณะเป็นหลัก ไม่ใช่เพื่อผลกำไรด้านธุรกิจ เช่น สวนสาธารณะ ให้ผู้คนได้ทำกิจกรรมมากขึ้นหากมีพื้นที่สาธารณะ จะมีสิ่งๆ ดีเกิดขึ้นอีกมากมาย และพิพิธภัณฑ์ ศูนย์การเรียนรู้ ห้องสมุดในสวน พื้นที่กิจกรรม ฯลฯ
2. รักษาพื้นที่สีเขียวแห่งนี้ให้เป็นปอดของกรุงเทพฯ ให้ได้มากที่สุด สร้างจุดศูนย์กลางสำหรับคนที่อยากเรียนรู้เรื่องเมือง และออกแบบการมีส่วนร่วมจากคนรุ่นใหม่ๆ
3. ทำประชาพิจารณ์ หาความต้องการที่แท้จริงของคนกรุงเทพฯ ว่าต้องการให้พื้นที่นี้ถูกพัฒนาไปในทิศทางใด รักษาวิถีชีวิตเดิมๆ ไม่ให้สูญหายไป
.
สอดคล้องกับอาจารย์ปองขวัญ สุขวัฒนา ลาซูส กลุ่มมักกะสัน ที่มองว่า พื้นที่มักกะสันไม่ควรถูกจัดสรรให้เป็นพื้นที่ธุรกิจหรือศูนย์การค้า โดยโครงการของการรถไฟ เพราะจะส่งผลให้ประวัติศาสตร์โบราณต่างๆ เกี่ยวกับแรงงานไทย ที่พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย เขตมักกะสัน ถูกทำลายสูญหายไป อีกทั้งข้อมูลในแผนพัฒนาพื้นที่ในจุดต่างๆ ระบุเอาไว้ว่าไม่ได้จะเก็บพื้นที่สีเขียวเอาไว้
.
ด้านมาตรการการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน ทุกฝ่ายสามารถทำร่วมกันได้อาจารย์ปองขวัญ เสนอให้มีการสร้างโจทย์นำเสนอเกี่ยวกับแนวคิดการพัฒนาพื้นที่มักกะสัน แก่กลุ่มต่างๆ เพื่อจัดแสดงเป็นนิทรรศการ และทำเอกสารแสดงสิ่งที่มีคุณค่า เช่น ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพื่อเสนอต่อหน่วยงานของการรถไฟให้เห็นถึงความสำคัญของมรดกทางธรรมชาติในพื้นที่ สร้างสวนพฤกษศาสตร์ แบ่งพื้นที่บริหารจัดการเป็น 4 ส่วน โดยคงไว้ซึ่งความโดนเด่นทางด้านมรดกทางวัฒนธรรมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถสร้างรายได้ รักษาวิถีชีวิตเดิม และยังมีพื้นที่สีเขียว
.
คนไทยส่วนมากไม่รู้จัก สวนสาธารณะ หรืออาจรู้จักเพียงแค่รูปแบบเดิมๆ ที่ไม่น่าสนใจ ปัญหาเหล่านี้นายอาทิตย์ ระบุว่าเนื่องจากไม่มีกลไกในการจัดการที่ถูกต้อง เศรษฐกิจสีเขียวเป็นทางเลือกของหลายๆ ประเทศ อย่างประเทศสิงคโปร์นำประเด็นเรื่องเมืองสีเขียวมาเป็นแผนหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อีกทั้งเป็นที่ปรึกษาให้แก่ประเทศอื่นๆ
.
ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าการเพิ่มขึ้นของพื้นที่สีเขียวทุกประเทศทั่วโลก มักเกิดขึ้นจากการต่อสู้ในภาคพลเมืองอยู่เสมอ ต้องช่วยกันสร้างกลไกเพื่อผลักดันเสียงเรียกร้องของพลเมืองต่อภาครัฐเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปสู่การเป็นระบบจัดการให้ได้ และควบคู่ไปกับพระราชดำริของในหลวงฯ ในการจัดการพื้นที่สีเขียว ปลูกฝังคนในสังคมเกี่ยวกับความคิดสีเขียว การเดินตามรอยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จึงควรเป็นทิศทางในการพัฒนาประเทศในปัจจุบัน
.
ข้อมูลเพิ่มเติม :
สวนสาธารณะมักกะสัน : กับความหวังเรื่องพื้นที่สีเขียว : https://goo.gl/MnEbEk
แคมเปญ : เราอยากให้มักกะสันเป็นสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์ : https://goo.gl/UVIfjU
.
ถอดความและเรียบเรียงจาก งานเสวนา บทสนทนาสีเขียว (Green Dialogue) หัวข้อเชื้อเพลิง พลังงาน อากาศ และกองขยะ จัดโดยมูลนิธิหอศิลปะกรุงเทพฯ ในโครงการการสนทนากลุ่มในประเด็นสิ่งแวดล้อม “บทสนทนาสีเขียว” วันที่ 27 ตุลาคม 2559 ห้องเพื่อนหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
ถอดความและเรียบเรียงโดย อาคม พรรณนิกร เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารองค์กรมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
ความหวังสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์มักกะสัน แทนการสร้างมักกะสัน คอมเพล็กซ์อาจเป็นความบังเอิญบนความโชคดีของคนกรุงเทพฯ ที่ทุกวันนี้ เรายังเหลือพื้นที่สีเขียวขนาดเกือบ 700 ไร่ ที่ยังอุดมสมบูรณ์ ทำหน้าที่เป็นปอดฟอกมลพิษจากการจราจรที่แออัดของกรุงเทพฯ เป็นแก้มลิงกลางเมือง และเป็นสถานที่แห่งประวัติศาสตร์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย
 

พลังงานแสงอาทิตย์ - เร็วกว่า สะอาดกว่า และประหยัดกว่า

อีเมล พิมพ์ PDF
พลังงานแสงอาทิตย์ - เร็วกว่า สะอาดกว่า และประหยัดกว่า
การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหาการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าในประเทศกำลังพัฒนา เช่น พม่า เพราะสามารถก่อสร้างได้รวดเร็วกว่าโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลหรือเขื่อนผลิตไฟฟ้า อีกทั้งยังสะอาดกว่า และใช้ต้นทุนในการดำเนินการต่ำกว่า
ปัญหาพลังงานไฟฟ้าขาดแคลนเป็นพาดหัวข่าวใหญ่บ่อยครั้งในประเทศพม่า ภาพข่าวที่เป็นที่ฮือฮาที่สุดคือภาพรัฐมนตรีกระทรวงไฟฟ้าและพลังงาน U Pe Zin Tun จัดการประชุมโดยใช้แสงจากเทียนไข ภาพดังกล่าวนำไปสู่คำถามเรื่องการขาดระบบไฟฟ้าสำรองจากเครื่องผลิตไฟฟ้าพลังงานดีเซลซึ่งมักมีอยู่ทั้งที่สำนักงาน โรงงาน และหลายครัวเรือน
ภาพแสงเทียนเปรียบดั่งอนาคตทางพลังงานของประเทศพม่า ความหวังที่ว่าโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลและเขื่อนผลิตไฟฟ้าจะสามารถตอบสนองความต้องการด้านพลังงานได้ในอนาคตอันใกล้ดูจะไกลจากความเป็นจริง เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าในเมืองย่างกุ้งเพิ่มขึ้น 2 เท่าทุก 5 ปี ส่วนแผนระยะยาวของพม่าซึ่งจัดทำในรัฐบาลที่ผ่านมา และได้รับคำแนะนำจากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank) ก็ยังเน้นภาพการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและเขื่อนขนาดใหญ่จนกระทั่งปี พ.ศ. 2573
แต่ถึงกำลังการผลิตจะเพียงพอ อีกปัญหาหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้คือสายส่งไฟฟ้าที่โดนกดดันจากความต้องการใช้ไฟที่สูงขึ้น นำไปสู่ระบบไฟฟ้าที่ขัดข้อง ยังไม่นับปริมาณไฟฟ้าจำนวนมหาศาลที่สูญเสียไประหว่างการขนส่งทางสายไฟจากโรงไฟฟ้าที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งห่างไกลจากบ้านเรือนและโรงงาน
การซ่อมแซมและขยายระบบจำหน่ายและสายส่งไฟฟ้า รวมทั้งก่อสร้างโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลและเขื่อนจำเป็นต้องใช้เวลาอย่างมาก หากโครงการเดินหน้าโดยไม่ขัดข้อง โรงไฟฟ้าถ่านหินต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี ในขณะที่เขื่อนขนาดใหญ่อาจใช้เวลาก่อสร้างถึง 8 ปี อย่างไรก็ดี มีข้อพิสูจน์จากโครงการลักษณะดังกล่าวทั่วโลกว่ามักพบกับปัญหาการก่อสร้างที่ล่าช้า และค่าใช้จ่ายที่มากกว่างบประมาณ ในขณะที่โครงการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์หรือลม มีแนวโน้มที่จะเกิดค่าใช้จ่ายมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ต่ำกว่ามาก
ในความเป็นจริงแล้ว หากมองในแง่การพัฒนาโครงการ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์นับว่าเป็นผู้นำ โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีกำลังผลิตมากกว่า 100MW สามารถก่อสร้างแล้วเสร็จภายในเวลา 1 ปี บางโครงการใช้เวลาเพียง 6 เดือนเท่านั้น ส่วนพลังงานลมซึ่งมีกำลังผลิตใกล้เคียงกันใช้เวลาประมาณ 18 เดือน
พลังงานแสงอาทิตย์ยังสามารถผลิตเป็นหน่วยเล็ก ตั้งแต่การติดตั้งเพียงแผงเดียวเพื่อใช้เป็นไฟฟ้าในครัวเรือน หรือการติดตั้งแผงบนหลังคาหลายเมกะวัตต์เพื่อใช้เป็นไฟฟ้าสำหรับโรงงาน การติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ไม่ไกลจากพื้นที่ที่ประชาชนต้องใช้ไฟฟ้ายังช่วยลดภาระของระบบกริดส่งไฟฟ้าที่ล้าสมัยและต้องรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย
ราคาของแผงพลังงานแสงอาทิตย์ก็ลดลงอย่างมาก เมื่อปี พ.ศ. 2557 ต้นทุนของแผงพลังงานแสงอาทิตย์ลดลงร้อยละ 99.99 หากเปรียบเทียบกับเมื่อปี พ.ศ. 2499 และในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา แผงพลังงานแสงอาทิตย์ก็มีราคาลดลงราวร้อยละ 80 ไม่น่าแปลกใจที่พลังงานแสงอาทิตย์เติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก ทั้งแทนซาเนีย จีน แคลิฟอร์เนีย อินเดีย และอิสราเอล จำนวนการผลิตยังเพิ่มขึ้นอย่างมากจากการแข่งขันของผู้ผลิตที่ต้องการบรรลุการผลิตจำนวนมากเพื่อลดต้นทุนต่อหน่วย ปัจจุบัน ต้นทุนของแผงพลังงานแสงอาทิตย์ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจลดลงไปอีกหลายปี หรืออาจเป็นทศวรรษ
ในบางตลาด พลังงานแสงอาทิตย์อาจได้รับการผลักดันโดยการอุดหนุนจากรัฐบาล ซึ่งช่วยลดการบิดเบือนกลไกตลาดจากเดิมที่รัฐมักสนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งทางตรงและทางอ้อม ถ่านหิน แก๊สธรรมชาติ และเขื่อนขนาดใหญ่ต่างส่งผลกระทบทางลบต่อสุขภาพของมนุษย์และระบบนิเวศ ซึ่งเป็นฐานรากของความมั่นคงทางอาหาร ความกังวลดังกล่าวนำไปสู่ความไม่พอใจและการต่อต้านจากชุมชนในประเทศพม่า ปัญหาดังกล่าวสามารถหลีกเลี่ยงได้จากการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และลม
แน่นอนว่าพลังงานแสงอาทิตย์ย่อมมีข้อเสีย เนื่องจากพลังงานแสงอาทิตย์สามารผลิตได้เฉพาะในเวลากลางวัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความต้องการไฟฟ้าค่อนข้างสูง กำลังการผลิตจะลดลงหากท้องฟ้ามีเมฆมาก แต่ดังที่รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ประเทศอินเดียกล่าวไว้ว่า ข้อเสียเหล่านั้นเป็นที่รับรู้อยู่แล้วและจัดการได้ไม่ยาก นี่คือเหตุผลที่ทำไมพลังงานแสงอาทิตย์จึงเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
อุปสรรคสำคัญที่ทำให้พลังงานแสงอาทิตย์ไม่สามารถเดินต่อไปได้ในประเทศที่มีแสงอาทิตย์เหลือเฟือ ความต้องการไฟฟ้าสูงลิ่ว และเครื่องผลิตไฟฟ้าพลังงานดีเซลมีต้นทุนประมาณ 34 บาทต่อการผลิตไฟฟ้า 1 กิโลวัตต์ อย่างพม่า คำตอบง่ายๆ ก็คือ อยู่ที่การรับรู้และนโยบาย
น้อยคนที่จะทราบว่าต้นทุนของการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์น้อยกว่าไฟฟ้าจากถ่านหิน แก๊สธรรมชาติ และเขื่อนขนาดใหญ่ในหลายประเทศ และจะมีอีกหลายตัวอย่างที่เกิดขึ้นก่อนที่การลดลงของราคาแผงพลังงานแสงอาทิตย์จะหยุดลง
ความก้าวหน้าด้านวัสดุที่ใช้ผลิตและกระบวนการผลิตกำลังเดินหน้าจากห้องทดลองสู่โรงงาน ตอกย้ำว่าในอนาคตต้นทุนพลังงานแสงอาทิตย์จะลดลง แม้ว่าจะมีการหยุดการอุดหนุนจากรัฐบาลในระยะสั้นก็ตาม ยิ่งหากประเมินต้นทุนอย่างรอบด้านทั้งสุขภาพและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม พลังงานแสงอาทิตย์ก็นับว่าราคาประหยัดกว่าทางเลือกดั้งเดิมที่กล่าวมา
ในประเทศพม่า ความเร็วสำคัญพอๆ กับต้นทุน เครื่องผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงดีเซลสามารถแจกจ่างได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็นับว่ามีต้นทุนที่สูงลิ่ว ยังไม่นับข้อเสียต่างๆ เช่น มลภาวะทางอากาศ เสียง และราคาเชื้อเพลิงที่ผันผวน โรงไฟฟ้าแก๊สธรรมชาติขนาดไม่เกิน 50 เมกะวัตต์ อาจใช้เวลาไม่ถึงปีในการก่อสร้าง แต่ก็มักเป็นแหล่งพลังงานสำรองเพื่อรองรับพีคของการใช้ไฟฟ้า เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูง ในขณะที่การติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ใช้เวลาเป็นหน่วยเดือน หรืออาจนับเป็นหน่วยวัน
การรับรู้นำไปสู่นโยบาย โชคดีที่การเปลี่ยนแปลงนโยบายไปสู่การเร่งพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์และลมอาจไม่ยากมากนัก เพราะพม่าสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก
เป็นเรื่องสำคัญสำหรับนักพัฒนาและผู้บริโภคที่จะมีกฎเกณฑ์ซึ่งชัดเจนและเรียบง่าย การให้เงินสนับสนุนหรือ feed-in-tariffs ซึ่งสามารถขอรับจากภาคีต่างชาติของพม่า อาจช่วยให้การเติบโตของพลังงานแสงอาทิตย์รวดเร็วขึ้น แต่ก็อาจไม่จำเป็นมากนักเพราะราคาแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง หากพยายามมากพอ รัฐบาลพม่าสามารถออกกรอบกฎเกณฑ์สำหรับโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดเล็กได้โดยใช้เวลาไม่กี่เดือน การกำหนดนโยบายที่ถูกทิศทางจะช่วยลดความเสี่ยงและเปิดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนราคาประหยัด
อุปสรรคในการก้าวไปข้างหน้าของพลังงานแสงอาทิตย์ในพม่านั้นน้อยแสนน้อย อาจเริ่มต้นโดยการแสดงตัวอย่างติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์เหนือหลังคาที่ค่อนข้างราบในกรุงเนปิดอวร์ ซึ่งอาจใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์ หรือบางที อาจเริ่มต้นที่หลังงานของกระทรวงไฟฟ้าและพลังงานก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ
ถอดความจาก Solar power: Faster, cleaner, cheaper โดย  David Fullbrook เข้าถึงได้ที่ http://frontiermyanmar.net/en/solar-power-faster-cleaner-cheaper
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
พลังงานแสงอาทิตย์ - เร็วกว่า สะอาดกว่า และประหยัดกว่าการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหาการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าในประเทศกำลังพัฒนา เช่น พม่า เพราะสามารถก่อสร้างได้รวดเร็วกว่าโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลหรือเขื่อนผลิตไฟฟ้า อีกทั้งยังสะอาดกว่า และใช้ต้นทุนในการดำเนินการต่ำกว่า
 

บันทึก รำลึก 26 ปี สืบ นาคะเสถียร

อีเมล พิมพ์ PDF

สืบ นาคะเสถียรผ่านพ้นมาได้ระยะแล้วสำหรับงาน รำลึก 26 ปี สืบ นาคะเสถียร ตำนานนักอนุรักษ์ของไทย โดยในปีนี้ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ยังคงจัดงานรำลึกต่อเนื่องมาเหมือนทุกปี ในทั้ง 2 สถานที่ คือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และที่กรุงเทพมหานคร

 

สถานการณ์มลพิษทางอากาศ

อีเมล พิมพ์ PDF
สถานการณ์มลพิษทางอากาศ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สราวุธ เทพานนท์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
.
ความเข้าใจสถานการณ์สิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน อาจมาจากผู้มีความเชี่ยวชาญสิ่งแวดล้อมเฉพาะด้านสื่อสารออกไป แต่หากคนที่ไม่มีองค์ความรู้พื้นฐานสิ่งแวดล้อมมาก่อน ควรมีสิ่งที่พบเห็นแล้วสามารถสร้างความอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติได้ ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิหอศิลปะกรุงเทพฯ ได้จัดทำโครงการการสนทนากลุ่มในประเด็นสิ่งแวดล้อม ชื่อ “บทสนทนาสีเขียว” ซึ่งเชิญองค์กรอนุรักษ์ต่าง ๆ มาแลกเปลี่ยนความรู้ ประเด็น นำมาผลิตเป็นสื่อสมัยใหม่รูปแบบศิลปะ เพื่อขยายบทบาทศิลปินและผู้ออกแบบในวาระสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน
.
ความยั่งยืนนั้นต้องดำเนินควบคู่ไปกับสิ่งแวดล้อมที่สะอาด และเป็นมิตร เช่น เชื้อเพลิง พลังงาน อากาศ และกองขยะ จากการเสวนาหัวข้ออากาศ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สราวุธ เทพานนท์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่า มลพิษทางอากาศ เป็นสิ่งที่มีการปนเปื้อนในระดับที่เกินความปลอดภัยอันจะส่งผลต่อสุขภาพ ซึ่งจะต้องมีการจัดการ โดยการควบคุมไม่ให้มีเยอะหรือลดให้ได้มากที่สุด มลพิษทางอากาศในไทยถือว่าแย่ในระดับหนึ่ง อาจเป็นเพราะเน้นการจัดการในประเด็นอื่นมากจนเกินไป และกลัวจะกระทบต่อการท่องเที่ยว
.
แท้จริงแล้วประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเข้มงวดในการควบคุมมลพิษเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย แต่การจัดการมลพิษยังไม่เหมาะสม เพราะการจัดการควบคุมมลพิษเพียงแค่เฉพาะจากแหล่งกำเนิด รวมถึงปัญหาการสื่อสารไปสู่คนภายนอกยังทำได้ไม่ดี อย่างเช่นตอนหน้าหนาวในภาคเหนือเกิดปัญหาหมอกควัน อากาศไม่ได้ถูกปลดปล่อยสู่ภายนอก เพราะอากาศปิด แต่เราแก้ปัญหาโดยการแจกหน้ากากอนามัย ซึ่งไม่สามารถกรองฝุ่นละอองได้ การใส่หน้ากากไม่ใช่การแก้ปัญหา ดังนั้นการจัดการมลพิษต้องมีการจัดการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ รวมไปถึงการสื่อสารกับประชาชนซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก
.
อากาศ มีความสัมพันธ์กับขยะ แต่การจัดการขยะนั้นถูกส่งไปจัดการยังที่อื่น ๆ ไม่ได้จัดการในพื้นที่เกิดปัญหา ตัวอย่างเช่นขยะในกรุงเทพฯ ถูกส่งไปกำจัดที่อื่น ทำให้คนกรุงเทพฯไม่เห็นคุณค่าของปัญหาที่เกิดขึ้นในสิ่งที่ควรปฏิบัติ การจัดการขยะที่เหมาะสม คือ ต้องควบคุมมลพิษในภาพรวมของแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่การควบคุมเฉพาะจากแหล่งกำเนิดนั้น ๆ เพียงอย่างเดียว
.
ดังนั้นสิ่งที่คนไทยทุกคนต้องตระหนักไว้ใจจิตสำนึกคือขยะเกิดจากเมืองใด ควรจัดการในเมืองนั้น ใครใช้สิ่งของนั้นจนสิ้นคุณค่าและกลายเป็นขยะ บุคคลนั้นต้องเป็นคนรับผิดชอบ เพื่อที่จะให้เกิดความเข้มงวดสูงสุด
.
สื่อนั้นสามารถช่วยให้คนเข้าใจได้มากขึ้น โดยการทำงานร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ ผ่านการแปลข้อมูลวิชาการเพื่อจะสื่อสารให้คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ง่าย เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้
ถอดความและเรียบเรียงจาก งานเสวนา บทสนทนาสีเขียว (Green Dialogue) หัวข้อเชื้อเพลิง พลังงาน อากาศ และกองขยะ  วันที่ 26-27 ตุลาคม 2559 ห้องเพื่อนหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
ถอดความและเรียบเรียงโดย อาคม พรรณนิกรสถานการณ์มลพิษทางอากาศ
สถานการณ์มลพิษทางอากาศความเข้าใจสถานการณ์สิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน อาจมาจากผู้มีความเชี่ยวชาญสิ่งแวดล้อมเฉพาะด้านสื่อสารออกไป แต่หากคนที่ไม่มีองค์ความรู้พื้นฐานสิ่งแวดล้อมมาก่อน ควรมีสิ่งที่พบเห็นแล้วสามารถสร้างความอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติได้ ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิหอศิลปะกรุงเทพฯ ได้จัดทำโครงการการสนทนากลุ่มในประเด็นสิ่งแวดล้อม ชื่อ “บทสนทนาสีเขียว” ซึ่งเชิญองค์กรอนุรักษ์ต่าง ๆ
 

สถานการณ์ขยะประเทศไทย

อีเมล พิมพ์ PDF
สถานการณ์ขยะประเทศไทย
จีรนันท์ ชอุ่มใบ เลขาธิการมูลนิธิสร้างสรรค์ไทย สมาคมสร้างสรรค์ไทย / ตาวิเศษ
สถานการณ์ขยะประเทศไทยในปัจจุบันมีขยะอยู่ปริมาณมาก สวนทางกับการจัดการที่ยาก เนื่องจากประชากรบนโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและขยะมีความหลากหลายมาก
คนไทยผลิตขยะปริมาณ 73,560 ตัน/วัน ส่วนกรุงเทพมหานครฯ ผลิตขยะปริมาณ 11,500 ตัน/วัน ขยะที่มีการจัดการอย่างถูกต้องมีเพียง 7.2 เปอร์เซ็นต์ และจัดการไม่ถูกต้อง 14.3 เปอร์เซ็นต์ (ข้อมูลปี 2556)
ปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้านการจัดการขยะ มี 7,000 กว่าแห่ง มีรถที่นำขยะไปจัดการเพียง 3,000 กว่าแห่ง ทำให้พื้นที่ไม่มีรถไปจัดการจะถูกส่งไปกำจัดอย่างไม่ถูกต้องในพื้นที่เอกชน และในอนาคตจะมีขยะจากเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น
รูปแบบการจัดการประกอบไปด้วย 2 วิธีหลัก คือวิธีที่ 1.การจัดการขยะแบบฝังกลบ ซึ่งต้องใช้พื้นที่มหาศาลในการฝังกลบ อย่างน้อย 200 ไร่ และมีอายุการใช้งานเพียงแค่ 10 ปี ปัจจุบันหลุมฝังกลบที่ถูกสุขลักษณะมีเพียง 400 กว่าแห่ง จาก 2,000 กว่าแห่ง วิธีที่ 2.การจัดการขยะแบบเผากลางแจ้ง หรือเผาในปล่องควัน ซึ่งน่าวิตกมากเพราะก๊าซที่เกิดขึ้น จะถูกสะสมไว้ในชั้นบรรยากาศ
พฤติกรรมการทิ้งขยะจากอดีตสู่ปัจจุบันของคนไทย จริงแล้วมาจากพฤติกรรมความเคยชินในสมัยก่อนช่วงที่บรรจุภัณฑ์ยังเป็นวัสดุจากธรรมชาติ อย่างใบตอง กะลา แต่ปัจจุบันขยะมีความหลากหลายขึ้นอย่างโฟม แก้วพลาสติก คนก็ยังคงทิ้งขยะเหมือนเดิม
ปัจจุบัน มูลนิธิสร้างสรรค์ไทย สมาคมสร้างสรรค์ไทย/ตาวิเศษ พยายามรณรงค์การทิ้งขยะให้ถูกถัง เพื่อการจัดการที่เหมาะสมและต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ดำเนินการให้ มุ่งปลูก และปลุกจิตสำนึกให้เกิดความรับผิดชอบต่อสังคม สร้างความรู้ความเข้าใจให้เกิดความตระหนัก รวมถึงผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ มีตัวอย่างให้เห็นแล้วเมื่อ ปี 2552 ที่สื่อของตาวิเศษประสบความสำเร็จ เพราะการออกแบบสื่อมาจากศิลปินที่ สั้น ง่าย กระชับ เข้าใจมาจนถึงปัจจุบัน
.
ถอดความและเรียบเรียงจาก งานเสวนา บทสนทนาสีเขียว (Green Dialogue) หัวข้อเชื้อเพลิง พลังงาน อากาศ และกองขยะ  วันที่ 26-27 ตุลาคม 2559 ห้องเพื่อนหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
ถอดความและเรียบเรียงโดย อาคม พรรณนิกร
สถานการณ์ขยะประเทศไทย สถานการณ์ขยะประเทศไทยในปัจจุบันมีขยะอยู่ปริมาณมาก สวนทางกับการจัดการที่ยาก เนื่องจากประชากรบนโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและขยะมีความหลากหลายมาก

คนไทยผลิตขยะปริมาณ 73,560 ตัน/วัน ส่วนกรุงเทพมหานครฯ ผลิตขยะปริมาณ 11,500 ตัน/วัน ขยะที่มีการจัดการอย่างถูกต้องมีเพียง 7.2 เปอร์เซ็นต์ และจัดการไม่ถูกต้อง 14.3 เปอร์เซ็นต์ (ข้อมูลปี 2556)
 

ความคืบหน้าโครงการพัฒนาระบบงานอนุรักษ์ในผืนป่าตะวันตก

อีเมล พิมพ์ PDF

กรมอุทยานฯประชุมสรุปผลความคืบหน้าหลังการทำ MOU ร่วมกับมูลนิธิสิบฯจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของการลงนามความร่วมมือ (MOU) "โครงการพัฒนาระบบอนุรักษ์ในผืนป่าตะวันตก" เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2559 ระหว่างมูลนิธิสืบนาคะเสถียรร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์ุพืช นำมาสู่กระบวนการการปฏิบัติงานร่วมกันอย่างชัดเจน ซึ่งพัฒนาดำเนินโครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม หรือโครงการจอมป่า (Joint Management Protected Areas)


 

กรมอุทยานฯประชุมสรุปผลความคืบหน้าหลังการทำ MOU ร่วมกับมูลนิธิสิบฯ

อีเมล พิมพ์ PDF
กรมอุทยานฯจัดประชุมสรุปผลความคืบหน้าหลังมีการทำ MOU ร่วมกับมูลนิธิสิบฯเมื่อวันจันทร์ 31 ต.ค. 2559 ได้มีการจัดประชุม “คณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาระบบงานอนุรักษ์ในผืนป่าตะวันตก ครั้งที่ 1” เสนอความคืบหน้าหลังมีการลงนามบันทึกความร่วมมือ ขึ้นที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยมีนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานฯ เป็นประธานในการประชุม

 

เกรตแบร์ริเออร์รีฟ – ย่ำแย่แต่ยังมีชีวิต

อีเมล พิมพ์ PDF
‘ตาย’ กับ ‘ป่วยหนัก’ คำสองคำนี้มีความแตกต่างกันอย่างมาก
หากใครคนหนึ่งถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคที่อาจอันตรายถึงชีวิต คนที่รักเขาหรือเธอก็คงไม่รีบร้อนที่จะประกาศว่าเขาหรือเธอคนนั้นได้เสียชีวิตไปแล้วหรือเตรียมจัดงานศพ พืชและสัตว์ก็เช่นเดียวกัน คงไม่มีใครประกาศว่ามันสูญพันธุ์จนกว่ามันจะสูญพันธุ์ไปจริงๆ
พาดหัวข่าวเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมาซึ่งแพร่หลายในโลกอินเทอร์เน็ตถึงการจากไปของเกรตแบร์ริเออร์รีฟ เช่น ในนิตยสาร Outside ที่พาดหัวว่า “เกรตแบร์ริเออร์รีฟ ประเทศออสเตรเลีย ได้ถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. 2559 หลังจากเจ็บป่วยมานาน โดยมีอายุประมาณ 25 ล้านปี” พาดหัวดังกล่าวเรียกร้องความสนใจจากสาธารณชนได้ไม่น้อย
อย่างไรก็ดี เกรตแบร์ริเออร์รีฟยังไม่ได้ตายไปทั้งหมด การศึกษาเบื้องต้นซึ่งเผยแพร่เมื่อไม่นานมานี้โดยอุทยานแห่งชาติทางทะเลเกรตแบร์ริเออร์รีฟ (Great Barrier Reef Marine Park Authority) พบว่าปะการังราว 22 เปอร์เซ็นต์ที่ตายจากการฟอกขาว ทำให้ยังเหลือปะการังอีกว่า 2 ใน 3 ที่ยังมีชีวิตอยู่ กล่าวคือ สถานการณ์อาจไม่ได้แย่ถึงขั้นประกาศการมรณกรรม
เกรตแบร์ริเออร์รีฟคือระบบนิเวศปะการังขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งอยู่ใกล้อ่าวควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย โดยมีความยาวกว่า 2,250 กิโลเมตร แบ่งออกเป็นแนวปะการังกลุ่มย่อยๆ กว่า 3,000 กลุ่ม และเกาะอีกกว่า 100 เกาะ แต่หลังจากได้รับผลกระทบจากคลื่นความร้อนเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ปะการังตอนกลางและตอนบนของเกรตแบร์ริเออร์รีฟก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักจนกลายเป็นปรากฎการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่
ปะการังฟอกขาวคือการที่ปะการังซึ่งอยู่ในสภาวะถูกกดดันปลดปล่อยสาหร่ายซึ่งเป็นแหล่งอาหารออกมาและเปลี่ยนเป็นสีขาว และหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นภายในระยะเวลาหนึ่ง ปะการังก็จะตายลง
ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศปะการังต่างกล่าวโจมตีการพาดหัวข่าวถึงมรณกรรมของเกรตแบร์ริเออร์รีฟว่าสร้างความเข้าใจผิด คล้ายกับการที่ต้นไม้โดยตัดไปครึ่งหนึ่ง แล้วประกาศว่าป่าไม้หายไปหมดแล้ว
Terry Hughes ผู้อำนวยการ ARC ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาแนวปะการัง (ARC Centre of Excellence for Coral Reef Studies)กล่าวว่า “เราต้องเดินหน้าปกป้องและช่วยเหลือเกรตแบร์ริเออร์รีฟเพราะแนวปะการังดังกล่าวช่วยสร้างงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกว่า 70,000 ตำแหน่ง แนวปะการังส่วนใหญ่ทางด้านล่างก็ไม่ได้ฟอกขาวจากคลื่นความร้อนเมื่อตอนต้นปี และยังอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างดี ยังไม่สายเกินไปที่รัฐบาลออสเตรเลียจะดำเนินการฟื้นฟูและปกป้องเกรตแบร์ริเออร์รีฟอย่างจริงจัง ไม่ใช่ยอมพ่ายแพ้เพราะเข้าใจไปเองว่าเกรตแบร์ริเออร์รีฟตายแล้ว”
Terry Hughes ย้ำว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่เราต้องมองโลกในแง่ดีในขณะที่โลกกำลังเผชิญวิกฤติ เขาเชื่อว่าธรรมชาติมีความสามารถที่จะฟื้นฟูตัวเองกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดี ความคิดดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ผ่อนคลายลง อุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรที่สูงขึ้นและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้แนวปะการังทั่วโลกตกอยู่ในสภาวะย่ำแย่
Greta Aeby ผู้เชี่ยวชาญด้านปะการังจากสถาบันชีววิทยาทางทะเลฮาวาย (Hawaii Institute of Marine Biology)เห็นต่างออกไปเธอเล่าให้ฟังว่า เธอน้ำตาไหลหลังจากสำรวจแนวปะการังที่ตายแล้วบริเวณ Coconut Island บริเวณหมู่เกาะฮาวาย
“ในฐานะนักชีววิทยาปะการังที่ทำงานด้านนี้มากว่าทศวรรษครึ่งเพื่อเข้าใจปัญหาของแนวปะการังเพื่อสื่อสารให้ผู้ดูแลแนวปะการังและประชาชนรับทราบว่าปัญหาคืออะไรและจะจัดการอย่างไร ฉันบอกได้เลยว่า บางทีบทความที่สามารถสร้างกระแสอย่างการประกาศมรณกรรมของเกรตแบร์ริเออร์รีฟ อาจจำเป็นในการดึงความสนใจจากสาธารณชน แต่ฉันก็ยังสงสัยว่ามันจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่” เธอกล่าว
ขณะที่ GergelyTorda นักวิจัยจากเครือข่ายระดับชาติเพื่อรับมือปะการังฟอกขาว (the National Coral Bleaching Taskforce) แสดงความเห็นหลังการสำรวจสถานการณ์ล่าสุด “ยังมีความหวังที่แนวปะการังซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุดจะฟื้นตัว แต่กระบวนการดังกล่าวมันกินเวลาในระดับศตวรรษภายในสถานการณ์ที่เหมาะสม” และแม้ทั่วโลกจะเลิกใช้เชื้อเฟลิงฟอสซิลในวันพรุ่งนี้ แต่โลกก็ยังติดอยู่ในกับดักของความร้อน ระหว่างนั้น กระแสความร้อนดังกล่าวก็จะส่งผลกระทบต่อเกรตแบร์ริเออร์รีฟที่สภาพย่ำแย่อยู่แล้ว
“โศกนาฎกรรมนี้เปรียบเสมือนสัญญาณเตือนต่อสาธารณชน รวมถึงผู้กำหนดนโยบาย และหวังว่ามันจะนำไปดูผลลัพธ์เชิงบวก แต่ฉันก็ยังมีคำถามว่ามันสายเกินไปหรือเปล่า”GergelyTorda สรุป
ถอดความและเรียบเรียงจาก‘Great Barrier Reef Obituary Goes Viral, To The Horror Of Scientists’โดย
Chris D’Angelo เข้าถึงได้ที่ http://www.huffingtonpost.com/entry/scientists-take-on-great-barrier-reef-obituary_us_57fff8f1e4b0162c043b068f และ ‘The Great Barrier Reef Has Become A Coral Graveyard’โดย Nick Visser เข้าถึงได้ที่ http://www.huffingtonpost.com/entry/great-barrier-reef-coral-bleaching-death_us_58103c2ae4b001e247df48c8
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
ปะการังฟอกขาว‘ตาย’ กับ ‘ป่วยหนัก’ คำสองคำนี้มีความแตกต่างกันอย่างมาก - หากใครคนหนึ่งถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคที่อาจอันตรายถึงชีวิต คนที่รักเขาหรือเธอก็คงไม่รีบร้อนที่จะประกาศว่าเขาหรือเธอคนนั้นได้เสียชีวิตไปแล้วหรือเตรียมจัดงานศพ พืชและสัตว์ก็เช่นเดียวกัน คงไม่มีใครประกาศว่ามันสูญพันธุ์จนกว่ามันจะสูญพันธุ์ไปจริงๆ
 

มหากาพย์น้ำท่วมลาดยาว

อีเมล พิมพ์ PDF
ปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ลาดยาวเกิดขึ้นเป็นประจำ ทั้งจากภัยธรรมชาติและผลพวงจากน้ำมือมนุษย์เอง ที่ยังขาดการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานในแต่ละท้องที่, การขยายเมืองรุกล้ำพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งเคยเป็นแหล่งน้ำ, การสร้างสิ่งก่อสร้างสิ่งกีดขวางทางน้ำ รวมถึงปัญหาอำนาจควบคุมการ เปิด-ปิด ประตู ฝาย/ประตูระบายน้ำ/ท่อระบายน้ำ ที่ถือสิทธิโดยกฎหมู่, ฝาย/ประตูระบายน้ำ/ท่อระบายน้ำ ถูกทุบทำลาย สิ่งเหล่านี้เกิดจากการไม่เคารพกฎหมายของคนบางส่วนนั่นเอง ยกตัวอย่าง ด้านการถมดินรุกล้ำลำคลองที่เคยมีหน้ากว้างให้น้ำไหลผ่านไปได้สะดวกกลับแคบลงกว่าครั้งอดีต หรือ สร้างสิ่งก่อสร้างกีดขวางทางน้ำ “สะพานสาม” ที่เคยพาดผ่านลำน้ำถูกเททับด้วยถนนยางมะตอย อย่างไร้เงาท่อระบายน้ำที่พอจะเป็นช่องทางให้น้ำไหลผ่านได้ หรืออาคารสถานศึกษาบางแห่งก่อสร้างรุกล้ำพื้นที่ลำคลอง ข้อนี้คนเก่าแก่ในพื้นที่เป็นผู้นำทางชี้เป้าให้ได้ประจักษ์แก่สายตายโดยทั่วกัน
เมื่อวันที่ 11-12 ตุลาคม 2559 อรยุพา สังขะมาน หัวหน้าฝ่ายวิชาการ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการได้เดินทางสำรวจพื้นที่อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ เนื่องจากคนในท้องถิ่นแจ้งข่าวสถานการณ์น้ำท่วม และมี ฝาย/ประตูระบายน้ำ/ท่อระบายน้ำ 2-3 แห่งที่อาจมีผลต่อการเกิดน้ำท่วมอำเภอลาดยาว จึงต้องการสำรวจข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อหาทางออกการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและทางเลือกที่จะสามารถผันน้ำไปยังพื้นที่กักเก็บน้ำอันเหมาะสมได้หรือไม่ รวมไปถึงจากการตรวจสอบจากกูเกิล เอิร์ธ (Google Earth) พบฝายใหม่ๆ จึงต้องการทราบว่าฝายเหล่านี้มีผลต่อการเบนน้ำไปทางอื่นเพื่เก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งหรือไม่ และในวันที่ 12 ตุลาคม นี้เอง ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานสัมมนา “การบริหารจัดการน้ำ เพื่อป้องกันอุทกภัยในเขตอำภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์” ซึ่งจัดโดยนักศึกษาสาขาวิชารัฐศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ แต่ภายในงานสัมมนากลับเป็นไปอย่างไม่สร้างสรรค์ มุ่งชี้เป้าไปยังวาทกรรม “เอาเขื่อนแม่วงก์” ละเลยทางเลือกในการบริหารจัดการน้ำอื่นๆ
เส้นน้ำหลักที่มีอิทธิพลต่อสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่อำเภอลาดยาว ได้แก่...
(1) คลองไทร (2)คลองปางมะกอ (3) คลองม่วง และ (4) เส้นน้ำแม่วงก์ ซึ่งเส้นน้ำแม่วงก์ที่ออกจากอุทยานแห่งชาติแม่วงก์นี้เองมักถูกกล่าวหาเป็นแพะรับบาปอยู่เสมอ นักวิชาการได้อธิบายข้อมูลว่าเส้นน้ำคลองไทรและคลองปางมะกอมีขนาดใหญ่ไม่แพ้กัน แต่กลับขาดเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำ ในทางกลับกัน เส้นน้ำคลองม่วง (ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันกับเส้นน้ำแม่วงก์) ปรากฏ ฝาย/ประตูระบายน้ำ/ท่อระบายน้ำ นับ 10 แห่ง แต่มีปัญหาไม่สามารถใช้การได้ เช่น ฝายป่าสัก หนึ่งในฝายเส้นคลองม่วงถูกทุบทิ้งเหลือเพียงตอเสาให้ดูต่างหน้า ฝาย/ประตูระบายน้ำ/ท่อระบายน้ำ บางแห่งประตูหาย แต่ฝายสะเดาซ้ายและฝายบ้านดอนปอมีสภาพที่สามารถใช้งานได้ แต่ไม่มีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ รวมถึงเส้นน้ำคลองม่วงนี้เองถูกบีบขนาดจนมีหน้ากว้างแคบลง เหลือเพียง 10-15 เมตร เพราะเหตุนี้จึงทำให้น้ำล้นออกมานอกคันคลองหลายจุด เมื่อเปรียบเทียบเส้นน้ำคลองม่วงกับเส้นน้ำแม่วงก์แล้ว เส้นน้ำแม่วงก์หน้ากว้างถึง 40-50 เมตร เพราะฉะนั้นเส้นน้ำคลองม่วงจึงเป็นสายน้ำอีกเส้นที่น้ำล้น และไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่อำเภอลาดยาว
“พี่เห็นประตูระบายน้ำกระเด็นไปอยู่หน้าฝาย มันไม่มีตัวอะไรไว้กักเก็บน้ำเพื่อใช้ในหน้าแล้ง”
แหล่งกักเก็บน้ำ
พื้นที่ลาดยาวมีแหล่งกักเก็บน้ำหลักสำหรับรองรับน้ำหลากและเก็บเพื่อเป็นประโยชน์สำหรับใช้อุปโภคบริโภคในฤดูแล้ง 4 แห่งใหญ่ แต่ละแห่งต่างมีปัญหาทำให้ไม่สามารถรองรับได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ น้ำจึงเทเข้าท่วมลาดยาว ดังนี้
1. อ่างเก็บน้ำห้วยหินลับ ถ้าน้ำที่จะเข้าท่วมพื้นที่ลาดยาวสามารถเข้าสู่อ่างเก็บน้ำห้วยหินลับได้บางส่วนจะทำให้สามารถตัดยอดน้ำที่จะเข้าท่วมพื้นที่ลาดยาวและบริเวณโดยรอบได้ แต่ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำห้วยหินลับ แหล่งเก็บน้ำมีลักษณะตื้นเขิน และยังคงถูกรุกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
2. บึงหล่ม ประสบปัญหาพื้นที่มีลักษณะตื้นเขินกว่าที่ควรจะเป็น ถูกบุกรุกที่ ฝาย/ประตูระบายน้ำ/ท่อระบายน้ำ ที่ควรเป็นเครื่องมือในการผันนำน้ำเข้ามากักเก็บไว้ยังบึงหล่มถูกทุบทำลาย
3. หนองอีเหนี่ยง แต่อย่างไรก็ตาม พื้นที่หนองอีเหนี่ยงซึ่งแท้จริงแล้วเป็นพื้นที่สาธารณะ กลับถูกฉวยโอกาสนำไปออกโฉนดและรุกล้ำพื้นที่เพิ่มเติม จากเดิมที่อ่างมีบริเวณกว้างไร้รูปทรงขณะนี้กลายเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็ก โดยปัจจุบันประชาชนในท้องที่ได้ดำเนินการฟ้องร้องหน่วยงานรัฐในกรณีรุกที่สาธารณะประโยชน์แทน
4. อ่างเก็บน้ำวัดหลวงพ่อจ้อย สามารถรองรับน้ำได้พอสมควร แต่ติดปัญหาคือ น้ำส่วนใหญ่ไม่สามารถผันมาถึงอ่างเก็บน้ำวัดหลวงพ่อจ้อยได้ เนื่องจากอุปสรรคชิ้นใหญ่นั่นคือสิ่งกีดขวางทางน้ำ
5. วังสวัสดี บริเวณนี้เป็นพื้นที่ใหญ่ที่ควรรองรับน้ำได้ แต่ความเป็นจริงแล้วไม่สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้ น้ำทำได้เพียงไหลผ่านเท่านั้นไม่สามารถเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งได้ อาจมีรอยรั่วเกิดขึ้นก็เป็นได้ กรณีพื้นที่วังสวัสดีนี้ยังไม่ทราบเหตุผลที่แน่ชัด เนื่องยังไม่มีการศึกษาปัญหาเพิ่มเติม
ในปัจจุบันภาครัฐหลายหน่วยงานมีหน้าที่สร้าง ฝาย/ประตูระบายน้ำ/ท่อระบายน้ำ ซึ่งเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำ แต่ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลหลังการก่อสร้างนั้น ได้ถูกเขียนติดไว้บนแผ่นป้ายโครงการ ซึ่งส่วนใหญ่มักระบุว่า “มอบให้ราษฎรใช้โดยสาธารณะประโยชน์” ซึ่งจากแหล่งข่าวท้องถิ่นให้ข้อมูลว่า การ เปิด-ปิด ประตูจำเป็นต้องใช้กุญแจ ซึ่งผู้ที่มีอำนาจถือกุญแจจะเป็นไปตามกฏหมู่ และเลือกเปิดหรือปิดตามความต้องการของประชาชนที่มารวมกัน หมู่บ้านไหนพวกเยอะกว่าก็จะได้รับสิทธิมากกว่า ฝาย/ประตูระบายน้ำ/ท่อระบายน้ำ บางแห่งมีอายุการใช้งานได้เพียง 1 ปี ไม่ถูกทุบทำลายทิ้ง ก็ถูกน้ำซัดพังเพราะการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานตามหลักวิศวกรรม ปรากฏให้เห็นนับสิบสิบแห่ง บานประตูที่ใช้สำหรับ เปิด-ปิด ก็หายไปหลายจุด
ขณะที่ผู้เขียนและนักวิชาการกลุ่มหนึ่งลงพื้นที่พร้อมกันในตลาดได้ยินชาวบ้านพูดคุยกันเรื่องการปิดประตูระบายน้ำ ที่สร้างผลกระทบแก่ตัวชาวบ้านเอง การปิดประตูระบายน้ำทำให้น้ำไหลไปทางพื้นที่นาใกล้ช่วงเกี่ยวข้าวของเขาซึ่งยังไม่ได้ลงมือเก็บเกี่ยว ส่งผลให้ท้องนาได้รับความเสียหายทั้งหมด นักวิชาการได้ชี้ให้เห็นอีกหนึ่งปัญหา เรื่องการขาดการประชาคมที่ดี ในแต่ละพื้นที่ชุมชนไม่มีการทำประชาคมที่มุ่งสร้างความเข้าใจแก่คนแต่ละชุมชนร่วมกันให้รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์หรือผลเสีย ของการมี ฝาย/ประตูระบายน้ำ/ท่อระบายน้ำ ว่าพื้นที่บางแห่งอาจต้องเสียสละพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อคนส่วนใหญ่มากหรือน้อยเพียงใด จึงเป็นอีกหนึ่งที่มาของการทุบทำลายฝายเมื่อสร้างเสร็จ
อีกหนึ่งปัญหาเมื่อมีการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำด้วยความขาดข้อกำหนดที่ชัดเจน ด้วยกรรมวิธีการขุดลอก อย่างผิดวิธี ทำให้พืชที่มีส่วนในการยึดหน้าดินหายไปจนเกิดการพังทลายของหน้าดิน ดินตื้นกลับมาตื้นเขินอีกเรื่อยๆ ดังนั้นแล้วการขุดลอกควรมีการแบ่งสัดส่วนการขุดที่ชัดเจน ดังข้อกฎหมายของต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย ที่ออกกฎหมายระบุความเหมาะสมในเรื่องของลำน้ำว่าควรมีลักษณะห่างจากลำน้ำ คันดิน และปลูกต้นไม้ในระยะเท่าไหร่ เพื่อช่วยยึดหน้าดินมิให้หน้าดินพังทลายลงสู่ลำน้ำ แต่ในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายควบคุมดูแลใส่ใจเรื่องระบบนิเวศลำน้ำอย่างชัดเจน การขุดอย่างผิดวิธีนี้เองทำให้ต้องดำเนินการขุดลอกซ้ำๆ ทุกๆ ปี “แล้วเราต้องสูญเสียงบประมาณจากวัฎจักรการขุดลอกที่ขาดความเหมาะสมนี้เป็นงบประมาณเท่าไหร่?” หัวหน้าฝ่ายวิชาการมูลนิธิสืบฯ ตั้งคำถาม
ดังข้อมูลที่ปรากฏนี้เองทำให้เห็นว่าในพื้นที่มีเครื่องมือจำนวนมาก แต่กลับไม่สามารถบริหารจัดการใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เข้ามาแทรก ทำให้เกิดข้อขัดแย้งนานามากมาย บ้างรู้แต่ปิดตา บ้างหวังประโยชน์ส่วนตน บ้างมิได้รับข้อมูลข่าวสารรอบด้าน ทำให้ปักใจเชื่อคาดหวังกับแหล่งกักเก็บน้ำแห่งใหม่ “เขื่อนแม่วงก์” ทั้งที่จริงแล้ว พื้นที่สำหรับก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ตามโครงการสามารถบรรเทาน้ำท่วมได้จากเส้นน้ำเพียง 1 เส้น คือ เส้นน้ำแม่วงก์เท่านั้น เท่ากับว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอำเภอลาดยาวได้ เพราะน้ำยังสามารถไหลมาจากเส้นทางน้ำอื่นได้อีก ท้ายที่สุดแล้วเคราะห์กรรมของมหากาพย์ครั้งนี้จะตกอยู่ที่ใครได้ หากไม่ใช่ชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือและต้องทนรับกรรมต่อไป
อรยุพา สังขะมาน ฝากทิ้งท้ายด้วยคำถามว่า ผู้นำท้องถิ่นหรือคนในพื้นที่ทราบหรือไม่ว่าในพื้นที่ของตนเองมีเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำ ทั้งฝาย ประตูระบายน้ำ และท่อระบายน้ำ ทราบหรือไม่ว่ามีกี่แห่ง และแต่ละแห่งถูกใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพหรือไม่และชาวบ้านบริเวณไหนจะได้ประโยชน์จากฝายแต่ละตัวบ้าง ประโยคของชาวบ้านคนหนึ่ง “ถ้าฝายไม่พัง อ้อยผมคงไม่แห้งตายขนาดนี้หรอก ฝายพังตั้งแต่ปีแรกที่สร้าง” สะท้อนให้เห็นว่าเครื่องมือที่มีอยู่ในมือไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
มหากาพย์น้ำท่วมลาดยาวปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ลาดยาวเกิดขึ้นเป็นประจำ ทั้งจากภัยธรรมชาติและผลพวงจากน้ำมือมนุษย์เอง ที่ยังขาดการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานในแต่ละท้องที่, การขยายเมืองรุกล้ำพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งเคยเป็นแหล่งน้ำ, การสร้างสิ่งก่อสร้างสิ่งกีดขวางทางน้ำ, ปัญหาอำนาจควบคุมการ เปิด-ปิด ประตู ฝาย/ประตูระบายน้ำ/ท่อระบายน้ำ ที่ถือสิทธิโดยกฎหมู่, รวมถึง ฝาย/ประตูระบายน้ำ/ท่อระบายน้ำ ถูกทุบทำลาย สิ่งเหล่านี้เกิดจากการไม่เคารพกฎหมายของคนบางส่วนนั่นเอง

 
บทความ อื่นๆ ...


page 3 of 18

รับข่าวสาร