• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


“พันธบัตรป่าไม้” กลไกการคลังในการช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ

อีเมล พิมพ์ PDF

พันธบัตรป่าไม้การผลักดันแนวคิดเรื่อง พันธบัตรป่าไม้” กำลังเป็นทางออกที่สร้างความหวังในการแก้ปัญหาการลดลงของพื้นที่ป่าที่เกิดจากการบุกรุกเพื่อเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ เพราะจะเป็นกลไกที่สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน และยังมีป่าเศรษฐกิจไว้ใช้อย่างยั่งยืน

 

'หมู สาริกา' เทียนนำทางของคนหัวใจอาสาผู้สืบทุกอย่างที่พ่อสร้าง สานทุกอย่างที่พ่อสอน

อีเมล พิมพ์ PDF
"เพียงเพื่อขอให้ป่าเขา อยู่กับเราจนวันตาย" วลีสำคัญของชายที่ชื่อ บดินทร์ จันทศรีคำ ชาวตำบลสาริกา จังหวัดนครนายก ที่กลุ่มคนอาสาและกลุ่มนักอนุรักษ์รู้จักในนาม 'ลุงหมู สาริกา' ผู้ผูกพันอยู่กับธรรมชาติ สัตว์ป่า สายนํ้า สิ่งแวดล้อม และงสนอาสามาทั้งชีวิต
บทบาทการทำงานมวลชนครั้งสำคัญในเหตุการณ์ตุลาคม 2519 และช่วงระหว่างการรับราชการเป็นช่างสำรวจของกรมทางหลวงแผ่นดิน ที่มีโอกาสได้ทำงานอาสา ทั้งการช่วยเหลือเด็กๆ ในพื้นที่ชนบท ป่าเขา กรณีเขื่อนปกมูล เขื่อนนํ้าโจน กรณีการย้ายสนามกอล์ฟ โรงแรมรีสอร์ท ลงจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ฯลฯ เป็นแรงจูงใจให้ หมู สาริกา เบนเข็มชีวิตสู่การทำงานด้านจิตอาสาอย่างเต็มตัว จนตัดสินใจลาออกจากราชการในปี 2533 เพื่อต่อสู้คัดค้านการสร้างเขื่อนเหวนรกอย่างจริงจัง และนำมาซึ่งการก่อตั้ง 'กลุ่มรักษ์เขาใหญ่' ขึ้นในปี 2535
ด้วยสถานการณ์การคุกคามธรรมชาติและสัตว์ป่าที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะกำลังของเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ หมู สาริกาได้จัดตั้ง 'ชมรมคนรักสัตว์-ป่า' และกลุ่ม 'ต.ตนทำทาง' ขึ้นในปี 2544 เพื่อขับเคลื่อนงานอาสาในทุกมิติ ทั้งด้านสัตว์ป่า ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม โดยหนุนเสริมการทำงานของเจ้าหน้าที่ในเป้าหมายที่หลากหลาย ด้วยยุทธวิธีการทำงานอาสาเชิงรุกแบบกองโจร รบแบบไร้รูปแบบ จนกลายเป็นศูนย์รวมของจิตอาสาจากทั่วทุกสารทิศ ปัจจุบันภารกิจของชมรมตนรักสัตว์-ป่า และกลุ่ม ต.ตนทำทาง ยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง อาทิการตั้งศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าภาคกลาง จังหวัดนครนายก ปัญหาช้างป่า ปัญหากระทิงเขาแผนม้า การจัดสร้างแหล่งนํ้าในสัตว์ป่า งานปลูกป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศ งานสร้างฝายชะลอนํ้า (ฝายมีชีวิต) ทำโป่งเทียม งานฝึกอบรม งานสนับสนุนช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ งานส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน ฯลฯ
วันนี้ ลุงหมู สาริกา กลายเป็นหัวจักรและฟันเฟืองสำคัญของการขับเคลื่อนงานอาสา เป้นแม่แบบของน้องๆ ลูกๆ หลานๆ และของคนที่มีหัวใจอาสาทุกคน เป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นครู เป็นปูชนียบุคคลของสังคม และเป็นฟันเฟืองสำคัญในวงการนักอนุรักษ์ ที่ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์ให้กับงานอาสาทั้งชีวิต
"ลุงเป็นคนรบแบบไร้รูปแบบ รุกแบบกองโจร จู่โจมไม่รอปัญหาให้มันเกิดการสูญเสียที่ซํ้าซ้อน ทำงานนอกกรอบ อะไรที่ทำได้ทำก่อน เราไม่รอ ถ้าเราใช้กรอบของระบบราชการมาผสมผสานไม่ทันกับเหตุการณ์เราสูญเสียมาเยอะแล้ว เราจึงอยู่ในกรอบของความจริง"
บดินทร์ จันทศรีคำ (ลุงหมู สาริกา) ผู้ได้รับรางวัล คนไทยใจอาสา จากการประกาศรางวัล คนค้นฅน อวอร์ด ครั้งที่ 9 พลังแผ่นดิน
ข้อมูลจาก คนค้นฅน อวอร์ด ครั้งที่ 9 พลังของแผ่นดิน
หมู สาริกา"เพียงเพื่อขอให้ป่าเขา อยู่กับเราจนวันตาย" วลีสำคัญของชายที่ชื่อ บดินทร์ จันทศรีคำ ชาวตำบลสาริกา จังหวัดนครนายก ที่กลุ่มคนอาสาและกลุ่มนักอนุรักษ์รู้จักในนาม 'ลุงหมู สาริกา' ผู้ผูกพันอยู่กับธรรมชาติ สัตว์ป่า สายนํ้า สิ่งแวดล้อม และงานอาสามาทั้งชีวิต
 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 17 โครงการจอมป่า

อีเมล พิมพ์ PDF

จอมป่าคำว่าจอมป่า เป็นคำย่อมาจาก Joint Management of Protected Aresa WEFCOM 2547 – 2558 เป็นโครงการที่ต่อเนื่องมาจากโครงการ WEFCOM 2542 – 2545 โดยก่อนเสร็จสิ้นโครงการ WEFCOM ในปี พ.ศ. 2545 ซึ่งได้ขยายเวลาเป็นปี พ.ศ. 2546 ได้มีการติดตามประเมินผลโครงการโดย DANIDA ผู้สนับสนุนทุน และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จากการใช้วิทยาศาสตร์นำ ทำการสำรวจวิจัยและทำผลผลิตแผนที่ “เขตการจัดการพื้นที่ป่าตะวันตกเชิงระบบนิเวศ” นับเป็นครั้งแรกที่กลุ่มป่าอนุรักษ์ 17 พื้นที่ติดต่อกันเป็นผืนเดียว แสดงคุณค่าของเขาอย่างชัดเจน

 

คนไทยหัวใจสีเขียว - พระราชวิสุทธิมุนี

อีเมล พิมพ์ PDF

พระราชวิสุทธิมุนีพระราชวิสุทธิมุนี (พระอาจารย์เยื้อน ขนฺติพโล) เข้าสู่เพศบรรพชิตตั้งแต่อายุ 20 ปี ที่วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์ หลังจากนั้นจึงไปปฏิบัติธรรมอยู่กับหลวงตามาหาบัว ญาณสัมปันโน ที่วัดป่าบ้านตาด ด้วยดวงจิตอันมุ่งมั่นที่จะศึกษาธรรมะเพื่อธำรงพระศาสนาต่อไป

 

หลากปัญหาสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

อีเมล พิมพ์ PDF

โลกร้อนการศึกษาชิ้นล่าสุดพบว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ เช่น การต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนที่เป็นอันตราย รวมทั้งสภาพอากาศสุดขั้วต่างๆ และหากเมืองใหญ่และประเทศต่างๆ ทั่วโลกยังไม่ลดการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์อย่างจริงจัง ปัญหาดังกล่าวก็มีแนวโน้มที่จะเลวร้ายลงเรื่อยๆ

 

30 ปี การคัดค้านเขื่อนน้ำโจน จากความทรงจำของคนในเหตุการณ์

อีเมล พิมพ์ PDF

น้ำโจนผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ก่อนจะได้ชื่อเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ในอดีตเคยผ่านเหตุการณ์มามากมาย เป็นจุดศูนย์รวมประวัติศาสตร์ใหญ่ของประเทศไทยอยู่ไม่น้อย ในบางแง่มุมของเรื่องราวที่เกิดขึ้นก็เกือบจะทำให้ผืนป่าแห่งนี้เหลือแต่เพียงตำนานสำหรับเล่าขาน

 

รถยนต์ไฟฟ้าปล่อยคาร์บอนน้อยกว่ารถดีเซลร้อยละ 50

อีเมล พิมพ์ PDF

รถไฟฟ้าผลวิจัยชี้ รถยนต์ไฟฟ้าจะปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดอายุการใช้งานน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับรถยนต์ดีเซล แม้ว่าไฟฟ้าดังกล่าวจะผลิตมาจากแหล่งเชื้อเพลิงที่ปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดก็ตาม

 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 16 โครงการรักษาผืนป่าตะวันตกเชิงระบบนิเวศ part 3

อีเมล พิมพ์ PDF

wefcomหลังจากที่เริ่มการวางรากฐานเพื่อทำโครงการ รักษาผืนป่าตะวันตกเชิงระบบนิเวศเป็นที่เรียบร้อยในช่วงปี 2540 ด้วยความสนับสนุนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใน พ.ศ. 2541 องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมประเทศเดนมาร์ก DANCED ได้เข้ามาศึกษาแผนงานและกิจกรรมฝึกอบรม ฯลฯ ที่กำลังปฏิบัติอยู่ จนได้มีการประชุมและเจรจาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในท้ายที่สุดได้ข้อสรุปว่า DANCED ตกลงสนับสนุนโครงการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตกเชิงระบบนิเวศ ระหว่างปี พ.ศ. 2542 – 2545 และภายหลังได้ขยายกรอบเวลาทำงานออกไปถึงปี 2546

 

ป่าสุขภาพดี ดูที่ตรงไหน

อีเมล พิมพ์ PDF

กลุ่มป่าในวาระรำลึก 27 ปี สืบ นาคะเสถียร (พ.ศ. 2560) นอกจากการจัดทำรายงานสถานการณ์ป่าไม้ประจำปีของประเทศไทย ที่จัดทำขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว ฝ่ายวิชาการ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ยังได้จัดทำอีกหนึ่งรายงานสำคัญ ซึ่งก็คือ รายงานสุขภาพป่าของประเทศไทยเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งชิ้น

 

เบื้องหลังงานวิจัยเสือโคร่งในป่าใหญ่

อีเมล พิมพ์ PDF
เมืองไทยเริ่มศึกษาวิจัยเสือโคร่งครั้งแรกในปี 2539 โดยสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เพราะเล็งเห็นว่า สัตว์ใหญ่ใกล้สูญพันธุ์ชนิดนี้ของโลก มีความสัมพันธ์และสำคัญต่อการคงอยู่ของระบบนิเวศ การจะรักษาป่าต้องรักษาเสือโคร่ง การจะรักษาเสือโคร่งจึงต้องรักษาป่า เพราะเสือโคร่งจำเป็นต้องใช้ป่าขนาดใหญ่ที่เพียงพอ มีความเหมาะสมในด้านต่างๆ ทั้งเหยื่อ น้ำ และสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่อาศัย
ปัจจุบัน งานวิจัยเสือโคร่งในประเทศไทย ได้รับการยอมรับในระดับโลก จากการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง มีระบบและข้อมูลสามารถนำไปอ้างอิงเพื่องานอนุรักษ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม หรือแม้แต่การติดตามคดีการล่าสัตว์ ก็อาศัยข้อมูลจากงานวิจัยจากนักวิจัยช่วยคลี่หลายปัญหา และยังนำไปสู่แนวโน้มการเพิ่มจำนวนประชากรเสือโคร่งของประเทศในอนาคต
แต่การทำงานวิจัยใช่ว่าง่าย และใช่ว่าจะมีวันสิ้นสุด อย่างที่นักวิจัยได้กล่าวไว้ งานวิจัย (และนักวิจัย) จำเป็นต้องพัฒนาตลอดเวลา เพื่อหาข้อมูลใหม่และข้อมูลที่เป็นความจริงมากขึ้น ให้สิ่งที่ทำในวันนี้เป็นผลดีต่ออนาคตให้มากที่สุด
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร อยากแนะนำนักวิจัยเสือโคร่งคนสำคัญแห่งผืนป่าตะวัน คือ คุณสมโภชน์ ดวงจันทราศิริ หัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ รับผิดชอบในด้านการศึกษาวิจัยเสือโคร่ง และ ดร.อัจฉรา ซิ้มเจริญ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องเสือ
ความยากง่ายในการทำงานในผืนป่าใหญ่เพื่อศึกษาวิจัยเสือโคร่งที่เป็นสัตว์บนห่วงโซ่อาหารจะเป็นอย่างไร ติดตามเบื้อหลังของความสำเร็จได้ในบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้
ผืนป่าอันกว้างใหญ่ทำไมต้องเลือกศึกษาวิจัยเสือโคร่ง
นายสมโภชน์ : เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางทรัพยากรธรรมชาติ เราพบว่าเสือมีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ เป็นผู้ล่าสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร (Top predators) ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง รวมถึงปัจจัยเรื่องโอกาสในการศึกษาสัตว์ป่าอื่นๆ ทำได้ไม่ง่ายนัก จึงเลือกเสือโคร่งมาเป็นตัวแทนของความหลากหลายในพื้นที่ และองค์ความรู้ที่ได้จากเสือโคร่งนั้นมีความสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ
ขอบเขตการวิจัยเสือโคร่งในพื้นที่ป่าตะวันตก
นายสมโภชน์ : สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำเน้นการทำงานในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเป็นหัวใจหลักในการติดตามประชากรและศึกษานิเวศวิทยาของเสือโคร่ง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออกและด้านตะวันตกที่เน้นการติดตามประชากรเสือโคร่งเป็นหลัก ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2547 เมื่อปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2559) เริ่มทำการติดปลอกคอเสือในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก
แค่ดูแลป่าให้สมบูรณ์ไม่พอหรือ ทำไมต้องมีการทำงานศึกษาวิจัยเสือโคร่ง
ดร.อัจฉรา : หากป่าอยู่ในสถานภาพปรกติเราสามารถปล่อยให้ป่าเป็นไปตามยถากรรมธรรมชาติได้ แต่ก่อนที่เราจะเริ่มศึกษามีการล่าสัตว์ป่ามากมาย ทั้งการล่าเสือ และสัตว์ที่เป็นเหยื่อของเสือ รวมไปถึงการบุกรุกพื้นที่ ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ไม่ปรกติ ฉะนั้นในสถานการณ์แบบนี้ เราจะแก้ปัญหาอย่างไร เราไม่สามารถหลับหูหลับตาเชื่อข้อมูลต่างๆ ทั้งจำนวนของเสือโคร่งหรือเหยื่อที่มันกินเป็นอาหารโดยไม่มีหลักฐานมารองรับได้ จึงต้องมีการศึกษาวิจัยเพื่อนำข้อมูลที่ได้มาใช้ประโยชน์สำหรับประเทศไทย
ในต่างประเทศมีการศึกษาวิจัยเสือโคร่งมาแล้วเช่นอินเดีย ทำไมไม่นำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้
ดร.อัจฉรา : แม้เป็นเสือโคร่งชนิดเดียวกัน แต่สภาพป่า สิ่งแวดล้อม ปัจจัยต่างๆ ไม่เหมือนกัน ทำให้มีวิธีการดูแลแตกต่างกัน ประเทศไทยจึงควรมีการข้อมูลการวางแผนการจัดการดูแลเป็นของเราเอง
ก่อนที่เราจะวิจัยเสือโคร่งอย่างจริงจัง เคยมีชาวต่างชาติมาวิจัยเสือโคร่งในไทยและให้ข้อมูลว่าเสือโคร่งประเทศไทยกินเก้งเป็นอาหาร ซึ่งทุกวันนี้ในต่างประเทศยังอ้างอิงข้อมูลว่าเสือโคร่งประเทศไทยกินเก้ง เป็นคำถามในระดับโลกว่าทำไมเสือโคร่งประเทศไทยถึงมักน้อย กินแค่เก้ง ในขณะเดียวกันเสือโคร่งประเทศเพื่อนบ้านกินสัตว์ใหญ่ เช่น วัวแดง กวาง
แต่เมื่อเราทำการศึกษาวิจัยข้อมูลกันต่อเนื่อง จึงทราบว่าเสือโคร่งประเทศไทยกินวัวแดงเป็นอาหาร ในส่วนของเก้งนั้นโดยข้อเท็จจริงแล้วโอกาสเป็นไปได้น้อยมาก จนถึงปัจจุบันที่ทำการศึกษาวิจัยด้วยการจับเสือใส่ปลอกคอวิทยุและติดตามพฤติกรรมพบว่า อาหารหลักของเสือโคร่งคือ วัวแดง กวาง กระทิง หมูป่า ส่วนเก้งเป็นเหมือนขนมขบเคี้ยวเท่านั้น เพราะด้วยลักษณะของขนาดตัว ความเปรียวกว่า เหมือนเราเสียเวลาวิ่งจนเหนื่อยเพื่อได้กินอาหารเพียงเล็กน้อยได้แค่ค่อนกระเพาะ
การทำวิจัยอยู่เรื่อยๆ ไม่ใช่เพราะเราไม่เชื่อสิ่งที่เกิดขึ้น แต่การที่เราพัฒนาไปเรื่อยๆ จะทำให้เราเจอข้อมูลใหม่ๆ ที่อัพเดทและเป็นความจริงมากขึ้น ไทยแลนด์ยัง 4.0 ทำไมเสือโคร่งจะ 4.0 บ้างไม่ได้หรือ
ขนาดของทีมในการปฏิบัติงาน
นายสมโภชน์ : ขนาดทีมในการทำงานแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับภารกิจ เช่น การตั้งกล้องดักถ่ายภาพ หากเป็นการเดินไปกลับ คือจะตั้งแคมป์ใหญ่หนึ่งแคมป์ เดินตั้งกล้องทั้งวันแล้วกลับมานอนแคมป์ด้วยกัน ทีมตั้งกล้องหนึ่งทีมจะมีประมาณ 10 คน โดยจะแบ่งทีมย่อยแยกกันไป 5 ทีม ทีมละ 2 คน แล้วกลับมา ในภารกิจติดกล้องก็จะมีทีมละ 2 คนเป็นหลัก ขณะที่ภารกิจเข้าไปตามเสือหรือเช็คพิกัดเสือ ก็จะมีอย่างน้อย 2-3 คนขึ้นไป และหากต้องไปค้างคืนต้องมีอย่างน้อย 3-4 คน
ดร.อัจฉรา : แต่ถ้าจับเสือเพื่อใส่ปลอกคอใช้ประมาณ 6 คน แต่หากต้องเข้าไปในป่าลึกเราต้องเผื่อกำลังคนเข้าไปเพิ่ม 2-3 คน เพราะการเข้าไปในป่าเราไม่รู้ว่าต้องเจออะไรบ้างจึงต้องมีการสำรองกำลังคน ยกตัวอย่างหากเจอไม้ล้มขนาด 2 คนโอบ หากตัดตัวเองซึ่งเป็นผู้หญิงก็จะเหลือกำลัง 5 คนที่เป็นผู้ชาย จึงต้องสำรองกำลังคนเพิ่ม แต่เมื่อเอาคนเข้าไปแล้วจะต้องทำงานให้คุ้ม จะไม่มีเวลาไว้เดินเล่น เข้าไปแล้วต้องทำงาน
อันตรายในการปฏิบัติงานวิจัย
ดร.อัจฉรา : เนื่องจากสถานที่ทำงานเป็นป่า ไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะต่อการเข้าไปใช้ชีวิตจึงมีอันตรายอยู่แล้ว การจะทำงานจึงมีความเสี่ยงตลอดเวลา ต้องไม่ประมาท มีสติตลอดเวลา ระมัดระวังตัวตลอดเวลา เช่นว่า สัตว์ป่าไม่คิดว่าจะเจอคนอยู่กลางป่า ถ้ามีสัตว์วิ่งสวนมาเราจะต้องรับรู้ก่อนที่มันจะถึงตัวเรา
อุปสรรคในการทำงาน
ดร.อัจฉรา : อุปสรรค คือสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ในการทำงาน สิ่งที่ยังมาไม่ถึง พอมาถึงนั่นแหละก็คืออุปสรรค
นายสมโภชน์ : การทำงานในป่าเราไม่รู้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น สภาพธรรมชาติสร้างความลำบากให้ทีมงานได้เรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับธรรมชาติว่าจะลงโทษเราตอนไหน รวมไปถึงอุปกรณ์ เช่น รถที่อาจจะทำให้เวลาคลาดเคลื่อนไป อุปสรรคเกิดขึ้นได้ตามรายทาง
ความยาก
ดร.อัจฉรา : หากนิยามความง่ายหรือความยากของงานคงขึ้นอยู่ความปลอดภัยของคนและสัตว์  ภารกิจสำเร็จ ถือว่าการวางยาเสือของเรานั้นง่าย แต่ “ความยาก” มันเกิดขึ้นมาก่อน “ความง่าย” ก่อนที่สัตว์และคนจะปลอดภัยมันมีช่วงวัดใจอยู่ช่วงหนึ่ง ช่วงนั้นแหละคือความยาก ในความเป็นจริงเวลาเราดักจับสัตว์มันไม่อยู่เฉยๆ เราไม่สามารถควบคุมหรือสั่งให้สัตว์อยู่นิ่งได้อย่างที่เราต้องการ มันจะขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมตอนนั้น
ยกตัวอย่างเช่น ความยากง่ายระหว่างการทำงานกลางวันกับกลางคืน ตอนนี้สารภาพว่าติดใจการทำงานเวลากลางคืน เพราะเราสามารถควบคุมแหล่งที่มาของแสงและเสียงได้ ในเวลากลางคืนสัตว์จะก้าวร้าวน้อยกว่ากลางวัน ทำให้ทำงานได้ไว ส่วนกลางวันจะมีเสียงรบกวนจากทุกทิศทาง ทั้งนก ไก่ การ้องกันระงม รวมถึงเรื่องแสงที่สัตว์น่าจะเห็นภาพรวมได้ดีกว่าที่เรายิ่งสปอร์ตไลท์ไปยังจุดใดจุดหนึ่ง
อีกเรื่องที่ต้องฝึกคือความอึด เราไม่สามารถนัดเจอกับเสือได้ว่าให้มาเจอกันที่จุดไหน เราไปเปิดกับดักเพื่อรอมัน ถ้าโชคดีก็ 4-5 วัน ถ้าโชคร้ายก็รอเป็นเดือน การที่ต้องเฝ้ารอมันนี่คือการฝึกความอึด เป็นความยากของการที่ไม่สามารถกำหนดได้ เราก็ต้องหาวิธีทำงานให้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด ใกล้เคียงรอบที่มันจะมาหาเรามากที่สุด เช่น การเอากล้องไปดักตามทางที่เขาจะเดิน เราก็จะพอกะระยะเวลาคร่าวๆ ได้ว่ามันสำรวจบ้านมันรอบหนึ่งใช้เวลากี่วันถึงจะเดินกลับมา เราก็จะกะเวลาให้ได้ใกล้เคียง แต่พอเราพัฒนา เสือเองก็มีพัฒนาการเช่นกัน เรารู้แล้วว่ามันจะมา มันก็รู้เช่นกันว่าเราจะมา เสือก็เดินเล่น ไม่แวะให้ เราก็ไปคิดค้นวิธีว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้ผลสำเร็จ ทำไปเรียนรู้ไป อย่างน้อยเราก็ต้องเชื่อว่าเราเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ฉลาดที่สุด เฉพาะฉะนั้นเสือจะมาฉลาดกว่าเราไม่ได้ เราก็ต้องมีการเรียนรู้คิดค้นไปเรื่อยๆ
สถานการณ์ประชากรเสือโคร่งในพื้นที่
นายสมโภชน์ : เนื่องจากพื้นที่ศึกษาของเราคือเขตรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก และด้านตะวันตกเป็นหลัก เมื่อเทียบข้อมูลกับปี 2550 จะเห็นว่าแนวโน้มของประชากรในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งดูดีขึ้นกว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เพราะช่วงปีนั้นเราถ่ายรูปเสือได้ประมาณ 20 ตัว ไม่ถึง 30 ตัว แต่ปีล่าสุดนี้ถ่ายได้เป็นตัวเต็มวัยทั้งหมดประมาณ 50 ตัว หรือคิดเป็นเกือบเท่าตัวของ 10 ปีที่ผ่านมา
ขณะที่ฝั่งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออกและด้านตะวันตกมีจำนวนประชากรคงที่ และมีข้อมูลอีกอย่างก็คือเสือในห้วยขาแข้งมีการกระจายออกไปในป่าตะวันตก ในด้านตัวเลขที่เรามีมันเป็นเชิงบวก แต่ว่าสถานการณ์ในป่าห้วยขาแข้งเองยังมีปัจจัยคุกคามเข้ามาอยู่เรื่อยๆ จึงต้องเฝ้าระวังกันตลอดเวลา
ความประทับใจในการทำงาน
ดร.อัจฉรา : ประทับใจในทีมของเรา ไม่ว่าจะยากลำบาก ฝนตก น้ำล้นตลิ่งเราก็ไม่เคยทิ้งกัน มีปัญหาเราไม่เคยหันหลังให้กัน ถึงแม้ว่าจะไม่อยู่ในบริเวณที่เกิดปัญหาก็ตาม ก็สามารถช่วยกันได้ มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีวินัย มีความซื่อสัตย์ในการเก็บข้อมูล
ความคาดหวัง
นายสมโภชน์ : งานที่ทำมามันเริ่มจะเห็นในพื้นที่อื่นด้วย เราเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2547 ตั้งแต่เรื่องของการติดตามประชากร การติดตั้งกล้องในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ขยายไปจนกระทั่งงานติดปลอกคอวิทยุด้วย แต่การตั้งกล้องจะเป็นงานหลักที่มีการเริ่มขยายไปทำงานในพื้นที่อื่น มีนักวิจัยและองค์กรที่เล็งเห็นความสำคัญ ตามสถานการณ์ สำรวจประชากรเสือในพื้นที่อนุรักษ์สำคัญๆ และเข้ามาช่วยเราทำงานในพื้นที่ เช่น อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ อุทยานแห่งชาติคลองลาน ที่มีทีม WWF เข้ามาช่วย ส่วนทางตอนใต้ของป่าตะวันตกมีทีม ZXL เข้ามาช่วยกรมอุทยานในการสำรวจเสือโคร่ง ส่วนทางฝั่งอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และอุทยานแห่งชาติทับลาน ก็จะมีทีมที่พยายามผลักดันให้มีการสำรวจหรือติดตามประชากรเสือในพื้นที่ เพื่อดูแนวโน้มสถานภาพของประชากรและแปรผลทั้งประเทศไทยว่าเสือโคร่งเป็นอย่างไร
ดร.อัจฉรา : ถ้าหมายถึงเนื้องานก็จะคาดหวังว่างานวิจัยที่เราทำออกมาสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการงานอนุรักษ์ได้จริง แต่ถ้าในส่วนของภาคประชาชนก็คือเราพยายามจะสื่อสารออกมาว่าเสือมันคืออะไร มีชีวิตอย่างไร มันกินอะไร ในมุมมองง่ายๆ ให้สาธารณชนได้รู้ เพื่อให้เขารู้สึกถึงคุณค่าและเกิดความรักความหวงแหน เพราะในเวลาที่เรามีปัญหาในหลายๆ เรื่องๆ คนส่วนใหญ่ตั้งคำถามว่าทำไมต้องไปเลือกเสือ ทำไมไม่เลือกคน เช่นความขัดแย้งในการใช้พื้นที่ แต่ถ้างานวิจัยที่เราทำออกมาสามารถสร้างความเข้าใจได้ว่ามันมีเสือแล้วจากนั้นมันเกิดอะไรขึ้น มีความสมบูรณ์ตามมา ซึ่งความสมบูรณ์ในที่นี้เป็นของคนทุกคน ไม่ใช่ของเสือ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่งในพื้นที่ตรงนั้น นี่คือสิ่งที่เราคาดหวัง
สาธารณชน ภาคประชาชน สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์เสือได้อย่างไร
ดร.อัจฉรา : เรามองว่า เอ็นจีโอที่มองการอนุรักษ์เป็นงานใกล้เคียงกับเรา อยากให้คิดเห็นไปในทางเดียวกัน แล้วเมื่อเราแปรผลออกไปเราก็จะแปรผลออกไปในทิศทางเดียวกับภาครัฐที่ทำงาน ในส่วนของประชาชน คิดว่าแค่เห็นคุณค่า เกิดความรัก และหวงแหนก็เพียงพอแล้ว ด้านองค์กรที่มีบทบาท มีผลต่อการทำงาน น่าจะเป็นพวกเอ็นจีโอ แหล่งทุน น่าจะมีส่วนช่วยได้เยอะ
นายสมโภชน์ : ด้านการใช้แรงงานที่ยังเป็นเพียงแนวคิดว่าจะนำอาสาสมัครมาช่วยทำงาน เพราะมีตัวอย่างจากประเทศอินเดียที่มีการใช้อาสาสมัคร แต่ว่าป่าอินเดียกับไทยไม่เหมือนกัน และป่าอินเดียสามารถเดินทางไปเช้าเย็นกลับได้ เราค่อนข้างกังวลเวลานำอาสาสมัครเข้าไปทำงานกับเรา เพราะคุณต้องไปอยู่กับเรา 5 - 7 วัน จะมีปัจจัยด้านเวลา เรื่องความปลอดภัยที่ต้องคำนึง ข้อจำกัดต่างๆ ทำให้แนวคิดการนำอาสาสมัครมาช่วยงานยังไม่เกิดขึ้น
ดร.อัจฉรา : มันเป็นงานที่ละเอียดอ่อน และมีความเสี่ยง จะนำใครเข้าไปช่วยเราต้องคิดแล้วคิดอีก ต้องเป็นคนที่มีทักษะในระดับหนึ่ง สมมุติว่าชวนสัตวแพทย์มายิงยาสลบให้ เขาอาจจะทำได้ เพราะมีเทคนิคและความรู้ในระดับหนึ่ง แต่การจะเข้าไปทำงานจริงมันไม่ได้อยู่ในพื้นที่สี่เหลี่ยม ไม่สามารถนำเข็มไปจิ้มได้ง่ายๆ มีปัจจัยแวดล้อมหลายอย่าง บางคนเข้าไปครั้งแรกได้ยินแค่เสียงร้องของเสือก็ถึงกับเข่าอ่อนทั้งๆ ที่ไม่ได้เข้าใกล้มันเลย ยืนห่างๆ ให้ถือของเข้าไปเท่านั้น มันเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะจริงๆ เราก็อยากได้ความช่วยเหลือแต่ก็ต้องมาคิดก่อนว่าเข้าไปอย่างไรสามารถทำงานได้อย่างคุ้มค่า เป็นประโยชน์และไม่มีความเสี่ยง
สิ่งที่อยากฝากถึงประชาชน
ดร.อัจฉรา : เวลาเราคิดถึงเสือก็คือการคิดถึงตัวเราเอง เพราะการที่เรามีเสือในป่าอยู่นั่นแปลว่าเรามีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์เหมาะสมหรับทุกคน อย่ามองว่าเสือว่าเป็นสัตว์อันตราย เรื่องปัญหาการใช้พื้นที่ คนต้องการพื้นที่เพื่อทำเกษตรกรรม ทำอ่างเก็บน้ำ ก็จะมีคำถามว่าจะเอาคนหรือเอาเสือ เราไม่อยากให้คิดอย่างนั้น อยากให้มองในภาพใหญ่ ไม่ใช่ว่าเรารักษาเสือไว้เพื่อเสือ แต่เรารักษาเสือไว้เพื่อเราทุกคน ถ้าไม่เอาเสือก็ได้ แต่คุณก็จะได้ป่าที่ไม่มีชีวิต มีต้นไม้ไว้ดูดคาร์บอนฯ แต่ไม่มีสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น
เรียบเรียงบทความจากเวทีงาน จากป่า สู่เมือง บันทึกหยุดเขื่อนน้ำโจน (รำลึก 27 ปี สืบ นาคะเสถียร) โดย พัชริดา พงษปภัสร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารองค์กร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
ภาพประกอบ ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ
เสือโคร่งเมืองไทยเริ่มศึกษาวิจัยเสือโคร่งครั้งแรกในปี 2539 โดยสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เพราะเล็งเห็นว่า สัตว์ใหญ่ใกล้สูญพันธุ์ชนิดนี้ของโลก มีความสัมพันธ์และสำคัญต่อการคงอยู่ของระบบนิเวศ การจะรักษาป่าต้องรักษาเสือโคร่ง การจะรักษาเสือโคร่งจึงต้องรักษาป่า เพราะเสือโคร่งจำเป็นต้องใช้ป่าขนาดใหญ่ที่เพียงพอ มีความเหมาะสมในด้านต่างๆ ทั้งเหยื่อ น้ำ และสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่อาศัย
 

การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ ภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหารโลก

อีเมล พิมพ์ PDF
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสัตว์และพืชป่าที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน อาจเป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงทางอาหารของโลกในอนาคต
“ทั้งชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของอาหารในจานของเราส่วนใหญ่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ในธรรมชาติ โดยที่เราแทบไม่ให้ความสนใจ” Ann Tutwiler ผู้อำนวยการองค์กร Bioversity International กลุ่มนักวิจัยที่เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว
“หากมีชนิดพันธุ์ใดชนิดพันธุ์หนึ่งที่ห้ามสูญพันธุ์ ก็คงจะเป็นชนิดพันธุ์ที่เป็นอาหารให้กับประชากรโลกกว่า 7 พันล้านคน ความหลากหลายทางชีวภาพในภาคการเกษตร (agrobiodiversity) คือทรัพยากรทรงค่าสิ่งที่เราขาดแคลนและกำลังสูญเสียมันไป ทั้งที่ชนิดพันธุ์เหล่านั้นอาจช่วยบรรเทาความท้าทายที่โลกกำลังเผชิญอยู่ และยังมีบทบาทสำคัญที่ถูกมองข้ามในการเสริมสร้างคุณค่าทางโภชนาการ ลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป” Ann Tutwiler ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว The Guardian
อาหารที่เรารับประทานทุกวันราว 3 ใน 4 มาจากพืชเพียง 12 ชนิด และสัตว์ 5 ชนิดพันธุ์ ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้สัตว์และพืชที่เป็นแหล่งอาหารของเราอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อโรคระบาดและศัตรูพืชซึ่งอาจทำลายแปลงพืชเชิงเดี่ยวเป็นพื้นที่กว้าง ดังเช่นเหตุการณ์ความหิวโหยจากการขาดแคลนมันฝรั่งของชาวไอริช (Irish potato famine) ที่ประชากรนับล้านคนต้องหิวโหยจนตาย การพึ่งพิงพืชและสัตว์เพียงไม่กี่สายพันธุ์อาจทำให้ปริมาณผลผลิตลดลงอย่างต่อเนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะที่ความต้องการทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในธรรมชาติยังมีพืชและสัตว์ที่สามารถนำมาเป็นอาหารได้หลายพันชนิด โดยให้สารอาหารที่ครบถ้วน มีภูมิคุ้มกันต่อโรค และสามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป แต่การทำลายพื้นที่ป่า การปนเปื้อนของมลภาวะ และการล่าเกินปริมาณที่เหมาะสม ส่งผลให้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 6 ของโลก โดยมีงานวิจัยระบุว่าในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา สัตว์และพืชป่าได้ลดลงไปราวครึ่งหนึ่งจากที่เคยมีอยู่ รายงานฉบับใหม่ยังระบุเพิ่มเติมว่า พืชและสัตว์ที่สามารถนำมาเป็นอาหารก็ประสบแรงกดดันไม่ต่างกัน โดยกว่า 1,000 ชนิดพันธุ์ถูกจัดอยู่ในกลุ่มถูกคุกคาม
Ann Tutwiler กล่าวเพื่มเติมว่า การปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพในภาคการเกษตรเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาหารไม่เหมาะสม (poor diet) ซึ่งสาเหตุการตายและทุพพลภาพของมนุษย์ โดยปัญหาดังกล่าวควบรวมทั้งการกินอาหารมากไป และได้รับสารอาหารน้อยเกินไป “เรายากที่จะเอาชนะทั้งความอ้วนและภาวะขาดสารอาหาร เพราะอาหารที่เรารับประทานส่วนใหญ่นั้นคือสินค้าโภคภัณฑ์ แต่เรากลับบริโภคอาหารที่หลากหลายไม่เพียงพอ”
รายงานฉบับดังกล่าวระบุว่ารัฐบาลและภาคเอกชนสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์มหาศาลจากการสนับสนุนให้มีการปลูกพืชอาหารที่มีความหลากหลาย โดยกว่าพันชนิดแทบไม่เป็นที่รู้จัก เช่น แกค (gac) ผลไม้สีแดงเพลิงของเวียดนาม กล้วยอาซูพีนา (Asupina Banana) ซึ่งเป็นกล้วยที่มีเนื้อสีส้ม เป็นแหล่งของเบต้าแคโรทีนที่ช่วยให้ร่างกายสามารถผลิตวิตามินเอ
คีนัว (quinoa) นับว่าเป็นธัญพืชที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศที่ร่ำรวย แต่คีนัวที่นำมาจำหน่ายนั้นเป็นแค่ชนิดพันธุ์ไม่กี่หยิบมือจากคีนัวนับพันสายพันธุ์ซึ่งเติบโตในแอฟริกาใต้ นอกจากนี้ รายงานเล่มเดียวกันยังยกตัวอย่างเกษตรกรขาวเปรู ได้เลือกสายพันธุ์คีนัวที่แข็งแรงและมีคุณค่าทางอาหารสูงที่จะสามารถเอาตัวรอดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและโรคระบาด
พืชกระแสหลักก็ต่างได้รับประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ เช่นนักวิจัยในประเทศเอธิโอเปียที่ค้นพบข้าวสาลีซึ่งสามารถให้ผลผลิตยอดเยี่ยมในพื้นที่แห้งแล้งอย่างมาก หรือความหลากหลายทางชีวภาพในปลาท้องถิ่นของบังคลาเทศ ที่พบว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูงอย่างยิ่ง
“ความเป็นจริงแล้วเรามีอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงอย่างมาก แต่ที่สำคัญกว่านั้น พืชและสัตว์อาหารเหล่านี้ต่างพร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับบริบทการทำการเกษตรในท้องถิ่น” Ann Tutwiler กล่าว
Bioversity International ทำงานอย่างใกล้ชิดกับภาครัฐและภาคเอกชน เช่น ซุปเปอร์มาร์เก็ต Sainsbury เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรใส่ใจความหลากหลายทางชีภาพมากขึ้น เช่นเดียวกับ Perfrancesco Sacco ตัวแทนจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศอิตาลี ตั้งข้อสังเกตว่าในกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) อิตาลีอยู่อันดับรั้งท้ายในแง่ประชาชนที่มีน้ำหนักตัวเกิน ตามหลังประเทศอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีซึ่งมีวัฒนธรรมการรับประทานอาหารโดยใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน
เขากล่าวสรุปว่าการสืบเสาะเค้นหาและเพาะปลูกพืชอาหารที่หลากหลายเป็นกุญแจสำคัญ  “การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในภาคการเกษตรแตกต่างกับการอนุรักษ์หมีแพนด้าหรือแรด เพราะยิ่งเรารับประทานอาหารที่มีความหลากหลายมากขึ้นเท่าไหร่ อาหารเหล่านั้นก็จะได้รับการอนุรักษ์ไว้ในเวลาเดียวกัน”
ถอดความและเรียบเรียงจาก The Sixth Mass Extinction of Wildlife Also Threatens Global Food Supplies โดย Damian Carrington
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
การสูญพันธุ์ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสัตว์และพืชป่าที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน อาจเป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงทางอาหารของโลกในอนาคต
 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 16 โครงการรักษาผืนป่าตะวันตกเชิงระบบนิเวศ part 2

อีเมล พิมพ์ PDF

wefcomความต้องการที่จะรักษาผืนป่าตะวันตกให้คงอยู่อย่างยั่งยืนนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากแนวคิดของคุณสืบ นาคะเสถียร เริ่มเป็นงานอย่างรูปธรรมเมื่อ 31 ตุลาคม 2539 เมื่อท่านปลัดเกษม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในยุคนั้นได้นำคณะเข้าเฝ้าถวายรายงานเรื่องนี้ต่อเจ้าชายฟิลิป แห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษ องค์ประธาน WWF โลก

 

[VIDEO] จากป่าสู่เมือง บันทึกหยุดเขื่อนน้ำโจน

อีเมล พิมพ์ PDF

สืบ นาคะเสถียรวีดีโอ บรรยากาศ กิจกรรม จากป่าสู่เมือง บันทึกหยุดเขื่อนน้ำโจน รำลึก 27 ปี สืบ นาคะเสถียร ระหว่างวันที่ 8 - 10 กันยายน 2560 เวลา 10.00 น. - 20.00 น. ณ ห้องอเนกประสงค์ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

 

กรมชลฯ แจ้งถอนรายงาน EHIA เขื่อนแม่วงก์

อีเมล พิมพ์ PDF
กรมชลประทาน ทำหนังสือถึงสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพื่อขอถอนรายงาน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ออกจากการพิจารณาของ คชก. และได้ศึกษาทางเลือกการจัดการน้ำลุ่มน้ำสะแกกรังเพื่อแก้ไขปัญหาแทน
ภายหลังการพิจารณารายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเขื่อนแม่วงก์ของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านแหล่งน้ำ เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา โดยมีมติไม่รับพิจารณารายงาน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์ เนื่องจากข้อมูลข้อมูลยังขาดความสมบูรณ์
ล่าสุด เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กรมชลประทานได้ทำหนังสือแจ้งถึงสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อขอถอนรายงาน EHIA ฉบับดังกล่าว ออกจากการพิจารณาแล้ว
เนื้อหาในหนังสือฉบับดังกล่าว กรมชลประทาน ได้อ้างถึงมติคชก. เรื่องเขื่อนแม่วงก์ จากการเสนอรายงาน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์ที่เห็นควรให้กรมชลประทานปรับปรุงแก้ไขและเสนอข้อมูลเพิ่มเติมในรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการฯ พร้อมชี้แจงรายละเอียดว่า ข้อคิดเห็นบางประเด็นนั้นเกินจากขอบเขตการศึกษาที่กรมชลประทานดำเนินการไว้
นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังได้ศึกษาความเป็นไปได้อื่นๆ ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรในพื้นที่นอกเหนือจากการสร้างเขื่อน เช่น ข้อเสนอทางเลือกการจัดการของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร มาพิจารณาดำเนินการจัดทำแนวทางเลือกในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและขาดแคลนน้ำลุ่มน้ำสะแกกรังในเขตพื้นที่อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์แทน โดยได้กำหนดแผนงานระยะเร่งด่วนไว้เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่ทดแทน
ซึ่งในการแก้ไขปัญหานี้ อาจส่งผลต่อลักษณะหรือขนาดโครงการที่ได้ศึกษาไว้เดิม ทำให้ต้องมีการทบทวนลักษณะโครงการใหม่ที่สอดคล้องกับแนวทางการจัดการน้ำเชิงพื้นที่ทั้งระบบ
อ่านเนื้อหาฉบับเต็ม
ตามที่ กรมชลประธานได้จัดส่งรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ (EHIA) โครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อพิจารณาและนำเสนอให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ด้านพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อเข้าสู่การพิจารณาตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 จนถึงปัจจุบัน รวมจำนวนทั้งสิ้น 5 ครั้ง ตามหนังสือที่อ้างถึง 1 – 5 โดยที่ประชุมมีมติเห็นควรให้กรมชลประทานปรับปรุงแก้ไขและเสนอข้อมูลเพิ่มเติมในรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯ ของโครงการ ตามความเห็นของคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น
ในโครงการนี้ กรมชลประทาน ได้พิจารณาแล้วและขอเรียน ดังนี้
1. โครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ เป็นโครงการที่อยู่ในแผนพัฒนาลุ่มน้ำสะแกกรัง ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525 - 2529) เนื่องจากสภาพปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งที่เกิดขึ้นเป็นประจำและปัญหาความยากจนในพื้นที่ลุ่มน้ำ โดยคณะรัฐมนตรีมีความเห็น เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555 ว่า เป็นโครงการที่มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการน้ำและแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศ จึงเห็นชอบในหลักการ การดำเนินงานโครงการและมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนครบถ้วน เพื่อเสนอให้คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) พิจารณาตามขั้นตอนตามนัยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2555 ต่อไป
2. กรมชลประทานได้เสนอรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯ และชี้แจงรายงานตามข้อคิดเห็นของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านพัฒนาแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านวิศวกรรม นิเวศวิทยาป่าไม้และสัตว์ป่า เศรษฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม และด้านสังคม ตามกรอบแนวทางการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้กำหนดไว้ รวมทั้งมีข้อคิดเห็นบางประเด็นที่ครอบคลุมในระดับการวิจัยหรือให้ศึกษาเพิ่มเติมในระดับลุ่มน้ำ ภูมิภาค หรือเปรียบเทียบกับผลการศึกษาระดับทั้งประเทศ ซึ่งเกินจากขอบเขตการศึกษาเดิมที่กรมชลประทานดำเนินการไว้
3. ระหว่างรอพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯ โครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ กรมชลประทานได้ศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรในพื้นที่ และข้อเสนอแนวทางจากหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนมูลนิธิสืบนาคะเสถียร มาพิจารณาดำเนินการจัดทำแนวทางเลือกในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและขาดแคลนน้ำลุ่มน้ำสะแกกรังในเขตพื้นที่อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ ภายใต้กรอบการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ (Area Base) เพื่อแก้ไขปัญหาทั้งระบบตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ (ปี พ.ศ. 2558 - 2569) พร้อมกำหนดแผนการดำเนินงาน 3 ระยะ (ระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว) เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาร่วมกันโดยไม่เกิดประเด็นการต่อต้านคัดค้านและความขัดแย้งทางสังคม จึงดำเนินการตามแผนระยะเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ไปพลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อลักษณะหรือโครงการที่ได้ศึกษาไว้เดิม ทำให้ต้องมีการทบทวนลักษณะโครงการใหม่ที่สอดคล้องกับแนวทางการจัดการน้ำเชิงพื้นที่ทั้งระบบ
4. เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้องชัดเจนตามหลักวิชาการ กรมชลประทาน จึงขอถอนรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการฯ ดังกล่าว ออกจากการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ เพื่อดำเนินตามข้อ 2 และ ข้อ 3 ให้ครบถ้วน หากมีความจำเป็นต้องพิจารณาดำเนินการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ตามแนวทางเลือกที่เหมาะสม กรมชลประทานจะนำเสนอรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อเข้าสู่การพิจารณาตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ลงชื่อ นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน
เขื่อนแม่วงก์กรมชลประทาน ทำหนังสือถึงสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพื่อขอถอนรายงาน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ออกจากการพิจารณาของ คชก. และได้ศึกษาทางเลือกการจัดการน้ำลุ่มน้ำสะแกกรังเพื่อแก้ไขปัญหาแทน
 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 16 โครงการรักษาผืนป่าตะวันตกเชิงระบบนิเวศ part 1

อีเมล พิมพ์ PDF

wefcomผืนป่าตะวันตก ตั้งอยู่บนอาณาเขตพื้นที่จังหวัดตาก, กำแพงเพชร, นครสวรรค์, อุทัยธานี, สุพรรณบุรี, และกาญจนบุรี ประกอบด้วยผืนป่าอนุรักษ์ ได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ 17 พื้นที่ติดต่อกันเป็นป่าผืนใหญ่ผืนเดียวกัน ความยาวจากอุ้มผางลงมาถึงกาญจนบุรี ประมาณ 300 กม. ความกว้างจากไร่นาแถวนครสวรรค์ อุทัยธานี สุพรรณบุรีไปจนติดประเทศเมียนมา 100 กม. มีขนาดพื้นที่รวม 12 ล้านไร่

 

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สนามรบใหม่ของถ่านหิน

อีเมล พิมพ์ PDF

ถ่านหินหลังจากที่ประเทศจีนและอินเดียเริ่มตีตัวออกห่างจากพลังงานถ่านหิน โดยถูกวางแผนให้ในอนาคตอันใกล้ สองประเทศจะไม่มีพลังงานถ่านหินอีกต่อไป จุดสนใจจึงถูกเคลื่อนมาสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 15 สุรพล สุดารา ในตำแหน่งประธานมูลนิธิ

อีเมล พิมพ์ PDF
27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร บทที่ 13
สุรพล สุราดา
ตามตราสารมูลนิธิสืบนาคะเสถียร หมวดที่ 5 การดำเนินงานของคณะกรรมการมูลนิธิ ข้อที่ 9 ระบุว่า มูลนิธิดำเนินการโดยคณะกรรมการมูลนิธิมีจำนวนไม่น้อยกว่า 9 คน แต่ไม่เกิน 30 คน ประกอบด้วยประธานกรรมการมูลนิธิ รองประธานกรรมการมูลนิธิ 3 คน เลขาธิการมูลนิธิ เหรัญญิก ประชาสัมพันธ์ รองเลขาธิการ และตำแหน่งอื่นๆ ตามแต่คณะกรรมการมูลนิธิจะเห็นสมควร
ข้อที่ 11 วิธีเลือกตั้งกรรมการมูลนิธิ ให้ปฏิบัติดังนี้ คือ ให้คณะกรรมการมูลนิธิชุดที่ดำรงตำแหน่งอยู่เลือกตั้งประธานกรรมการมูลนิธิและกรรมการอื่นๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควร
ข้อที่ 12 กรรมการดำเนินงานของมูลนิธิอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี
ข้อที่ 15 กรรมการมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระหรือโดยจับฉลากในวาระแรก อาจได้รับเลือกเข้าเป็นกรรมการมูลนิธิได้อีก
จะเห็นได้ว่า ตราสารมูลนิธิได้กำหนดวิธีการเปลี่ยนตัวกรรมการมูลนิธิไว้ชัดเจนแล้ว ดังนั้น เมื่อผู้เขียนรับหน้าที่ประธานมูลนิธิใกล้ครบ 10 ปี และอายุย่างเข้า 70 ปี ได้พิจารณาว่ามูลนิธิน่าจะได้มีประธานกรรมการที่หนุ่มกว่า สดกว่า และมีความสามารถเหมาะสมกับงานที่มูลนิธิกำลังจะทำต่อไป วาระการประชุมเรื่องตำแหน่งประธานจึงลงความเห็นให้ ผศ.ดร.สุรพล สุดารา ซึ่งเดิมเป็นรองประธานมาดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิแทน เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2544
ผศ.ดร.สุรพล สุดารา เกษียณอายุราชการในตำแหน่งผู้ช่วยศาตราจารย์ คณะวิทยาศาสตร์ทางทะเล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียนจบชีววิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อก่อนและเป็นอาจารย์ก็ได้เข้าร่วมกับวง CU Band ที่ชาวจุฬาฯ ในยุคนั้นยังจำได้ดี เมื่อ พ.ศ. 2514 ได้ทุนไปศึกษาต่อจนจบปริญญาเอกชีววิทยาทางทะเล University of Hawaii U.S.A. และทำงานต่อที่สหรัฐอเมริกาอีก 7 ปี เมื่อกลับประเทศไทยก็ได้ทำหน้าที่อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ทางทะเล เป็นอาจารย์ที่รักและชื่นชมของเหล่าลูกศิษย์
ผศ.ดร.สุรพล ยังเป็นนักสิ่งแวดล้อมคนสำคัญของประเทศ ได้ก่อตั้งชมรมสภาวะแวดล้อมสยาม ในคณะวิทยาศาสตร์ทางทะเล ซึ่งดูแลสิ่งแวดล้อมของประเทศในทุกมิติ มิได้สนใจใฝ่รู้เฉพาะเรื่องทะเลและชายฝั่ง เรื่องป่าเขาสัตว์ป่า ต้นน้ำ เหมืองแร่ ฯลฯ ก็ให้ความสนใจ อีกเรื่องหนึ่งที่คนทั่วไปได้ยินชื่อผศ.ดร.สุรพลก็คือเหตุการณ์ “แทนทาลั่ม ภูเก็ต”
เมื่อเรื่องการก่อสร้างเขื่อนน้ำโจนกลับมาเป็นครั้งที่ 3 พ.ศ. 2529 – 2530 เราจึงมีผู้มีความรู้ และพร้อมอธิบายถึงความไม่คุ้มค่าของการแลกทรัพยากรธรรมชาติของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรกับเขื่อนน้ำโจนผู้หนึ่ง คือ ผศ.ดร.สุรพล สุดารา ได้ร่วมงานกับคุณสืบ นาคะเสถียร และนักวิชาการอีกหลายท่านในการจัดทำข้อมูลต่างๆ ให้เหตุผลชี้แจง ให้ข้อเท็จจริง เกี่ยวกับกรณีนี้ ผศ.ดร.สุรพล ได้เคยบันทึกความประทับใจต่อเรื่องนี้เอาไว้ว่า ในวันประชุมที่มีมติให้ชะลอโครงการเขื่อนน้ำโจนไปก่อน และคุณสืบเมื่อทราบถึงกับกระโดดกอด ผศ.ดร.สุรพล พูดพร้อมน้ำตาซึมว่า “เราทำได้แล้ว เราทำได้แล้ว”
งานใหญ่อีกงานหนึ่งที่ ผศ.ดร.สุรพลมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในขับเคลื่อนงาน คือ การจัดสัมมนาการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “สิ่งแวดล้อม 33” ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน พ.ศ. 2533 ในงานนี้คุณสืบได้บรรยายพร้อมภาพสไลด์เรื่อง “ปัญหาและแนวทางแก้ไขสัตว์ป่าของห้วยขาแข้ง” คุณสืบได้กล่าววลีที่พูดกันมาจนถึงวันนี้ คือ “ผมพูดในนามของสัตว์ป่า” ก็มี ผศ.ดร.สุรพล เป็นเลขาธิการการจัดงาน หรือเรียกว่าเป็นหัวเรือใหญ่ในการผลักดันงานในทุกๆ ขั้นตอน
ผลสัมฤทธิ์ของงานนับว่าได้ผลดียิ่ง มีหลายเรื่องที่ปัญหาได้รับการคลี่คลาย ขณะที่งานสิ่งแวดล้อมประจำปีก็ใหญ่ขึ้นทุกปี จากปีแรกมี 15 องค์กรร่วมจัด ปีที่สอง “สิ่งแวดล้อม 34” เพิ่มเป็น 30 องค์กรร่วมจัด และเพิ่มขึ้นอีก จำนวนคนที่เข้าร่วม ต้องการการบริหารจัดการ ทั้งเรื่องที่พัก การเดินทาง สถานที่พัก ฯลฯ ยังมีเรื่องงานวิชาการ เอกสารสัมมนาต่างๆ ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือ แหล่งทุนสนับสนุนค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้นทุกที จนท้ายที่สุดงานสิ่งแวดล้อมประจำปี โดย องค์กรเอกชนร่วมกันจัดก็เกิดภาวะลุกโป่งแตก
ผศ.ดร.สุรพล สุดารา เป็นนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่สำคัญคนหนึ่งของประเทศไทย และของภูมิภาคเอเชียตะวันตออกเฉียงใต้ มีบทบาทสำคัญในการศึกษาทรัพยากรและสิ่งมีชีวิตในทะเล ผศ.ดร.สุรพลมีความสามารถในการกลั่นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ออกมาเป็นยุทธศาสตร์ เป็นแผนงาน และกิจกรรม เป็นผู้บุกเบิกเผยแพร่ความรู้ด้านแนวปะการังและหญ้าทะเล และได้สร้างลูกศิษย์เป็นนักวิชาการ นักวิจัย ด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลอีกจำนวนมาก
ผศ.ดร.สุรพล สุดารา ดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ตั้งแต่ 18 กันยายน พ.ศ.2544 เป็นช่วงที่มูลนิธิกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 12 กำลังเตรียมเข้าทำงานในฐานะองค์กรกลางระหว่างชุมชนในป่ากับหน้าที่ป่าไม้ และกำลังทำการสำรวจวิจัยเกาะพระทองเพื่อการอนุรักษ์นกตระกรุมซึ่งบ้านของเขากำลังเหลืออยู่เพียงสองแห่งในประเทศไทย คือ ที่เกาะพระทองและพรุโต๊ะแดงเท่านั้น
ในฐานะประธาน ผศ.ดร.สุรพล ได้ย้ายที่ทำการสำนักงานมูลนิธิจากอาคารนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตร (ส.ม.ก.) ถนนพหลโยธินใกล้กรมป่าไม้มาอยู่ที่ อาคารหมายเลข 4 เป็นตึกสามชั้นที่ตั้งเดิมของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยศเส ถนนบำรุงเมือง เขตป้อมปราบ ซึ่งกว้างขวางกว่าเดิมแต่ค่าเช่าย่อมเยากว่ามาก
ขณะเดียวกันก็ได้เสริมความเข็มแข็งการทำงานให้กับมูลนิธิโดยได้เชิญ ดร.ทวีวงศ์ ศรีบุรี ลูกศิษย์และเลขาธิการชมรมสภาวะแวดล้อมสยาม มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิด้วย
ในช่วงกลางปี พ.ศ.2546 น้องๆ เจ้าหน้าที่มูลนิธิและผู้เขียนสังเกตว่าอาจารย์ผอมลงมาก แต่ก็ยังสดชื่นมีชีวิตชีวาเหมือนเคย ไม่มีอาการของคนป่วย จึงต่างมีความเข้าใจว่าเธอกำลังลดความอ้วน มาได้ข่าวว่าอาจารย์จากไปด้วยโรคมะเร็ง ซึ่งทุกคนที่มูลนิธิต่างตกใจและเสียใจมาก ทราบว่าอาจารย์ป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลจริงๆ ประมาณหนึ่งเดือนก็ถึงแก่มรณกรรมเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2546
การจากไปของ ผศ.ดร.สุรพล ทำให้ต้องเลือกตั้งประธานมูลนิธิคนใหม่ จึงได้มีการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิเพื่อดำเนินการตามตราสาร
มูลนิธิมีกรรมการที่มีคุณสมบัติสามารถเป็นประธานมูลนิธิได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ทว่าแต่ละคนซึ่งมีคุณสมบัติพร้อมก็มีกิจการให้ดูและหลายด้านพร้อมกันไปเช่นกัน มีแต่ผู้เขียนซึ่งมีเวลาพอ ที่ประชุมจึงมอบหน้าที่ประธานให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 18 กันยายน พ.ศ.2546 เป็นปีที่ 13 ของมูลนิธิ และผู้เขียนก็ทำหน้าที่ประธานมาตลอดจนถึงปีที่ 25 จึงลาออกและที่ประชุมจึงเลือกให้ อ.ศศิน เฉลิมลาภ อดีตเลขาธิการมูลนิธิเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิตั้งแต่ 17 กันยายน พ.ศ.2558 เป็นต้นไป
สุรพล สุดาราตามตราสารมูลนิธิสืบนาคะเสถียร หมวดที่ 5 การดำเนินงานของคณะกรรมการมูลนิธิ ข้อที่ 9 ระบุว่า มูลนิธิดำเนินการโดยคณะกรรมการมูลนิธิมีจำนวนไม่น้อยกว่า 9 คน แต่ไม่เกิน 30 คน ประกอบด้วยประธานกรรมการมูลนิธิ รองประธานกรรมการมูลนิธิ 3 คน เลขาธิการมูลนิธิ เหรัญญิก ประชาสัมพันธ์ รองเลขาธิการ และตำแหน่งอื่นๆ ตามแต่คณะกรรมการมูลนิธิจะเห็นสมควร
 

งานวิจัยเผยพบเส้นใยพลาสติกในน้ำประปาทั่วโลก

อีเมล พิมพ์ PDF
น้ำประปาในหลายประเทศทั่วโลกถูกตรวจพบว่าปนเปื้อนพลาสติกขนาดจิ๋ว นำไปสู่การเรียกร้องจากกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ให้ศึกษาถึงผลกระทบจากการปนเปื้อนดังกล่าวต่อสุขภาพของมนุษย์
น้ำประปาจากกว่าสิบประเทศถูกนำมาวิเคราะห์โดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ซึ่งสนับสนุนโดย Orb Media ที่เปิดเผยผลการศึกษากับสำนักข่าว the Guardian โดยพบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 83 มีการปนเปื้อนเส้นใยพลาสติก โดยพบในน้ำประปาจากประเทศสหรัฐอเมริกามากที่สุด คือร้อยละ 93 ทั้งน้ำประปาซึ่งเก็บจากสภาคองเกรส สำนักงานใหญ่ของสํานักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา และทรัมป์ทาวเวอร์ที่นิวยอร์ก รองลงมาคือประเทศเลบานอนและอินเดีย
ทางฝั่งสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรพบว่า ประเทศเยอรมัน และฝรั่งเศสมีอัตราปนเปื้อนต่ำที่สุดคือร้อยละ 72 โดยจำนวนเส้นใยที่พบในน้ำ 500 มิลลิลิตรเฉลี่ยอยู่ที่ 4.8 ในสหรัฐอเมริกา และ 1.9 ในสหภาพยุโรป การศึกษาดังกล่าวได้ขยายขอบเขตการปนเปื้อนของพลาสติกมาใกล้ตัวเรา จากเดิมที่งานวิจัยมักเน้นผลกระทบจากขยะพลาสติกในทะเล และนำเสนอว่าประชาชนกินพลาสติกจิ๋วเหล่านั้นผ่านการบริโภคอาหารทะเล
“เรามีข้อมูลจากการศึกษาสัตว์ป่า และผลกระทบของพลาสติกต่อสัตว์เพียงพอที่จะต้องกังวล” ดร. เชอร์รี เมสัน (Dr. Sherri Mason) ผู้เชี่ยวชาญด้านไมโครพลาสติกจาก State University of New York กล่าว “หากเราพบว่าพลาสติกสร้างปัญหาต่อสัตว์ แล้วไม่คิดหรือว่า พลาสติกก็น่าจะสร้างผลกระทบต่อคนเช่นกัน”
งานศึกษาอีกหนึ่งชิ้นในไอร์แลนด์ก็พบการปนเปื้อนของพลาสติกจิ๋วทั้งในน้ำประปาและบ่อน้ำสาธารณะ “เราไม่รู้ว่าการปนเปื้อนดังกล่าวจะก่อผลกระทบกับสุขภาพของเราอย่างไร แต่ตามหลักความระมัดระวัง เราต้องรีบหาคำตอบเพื่อประมาณว่ามีความเสี่ยงมากน้อยขนาดไหน” ดร. แอนน์ มารี มาฮอน หัวหน้านักวิจัยกล่าว
ดร. มาฮอนระบุเพิ่มเติมว่า มีข้อกังวลหลักสองประการคือ พลาสติกขนาดจิ๋วและสารเคมีหรือแบคทีเรียที่ติดไปกับเม็ดพลาสติก “ถ้าเราพบว่ามีเส้นใยพลาสติกปนเปื้อนอยู่ ก็เป็นไปได้ว่าจะมีพลาสติกที่เล็กระดับนาโนซึ่งเราไม่สามารถวัดได้อยู่เช่นกัน พลาสติกนั้นเล็กขนาดที่จะทะลุไปในเซลล์หรืออวัยวะต่างๆ ซึ่งน่ากังวล” การศึกษาของเธอนั้นวัดพลาสติกขนาด 2.5 ไมครอน ซึ่งมีขนาดใหญ่ 2,500 เท่าเมื่อเทียบกับนาโนเมตร
พลาสติกจิ๋วเหล่านี้ยังดึงดูดแบคทีเรียอีกด้วย โดยมีการศึกษาว่าแหล่งน้ำหรือบ่อน้ำทิ้งที่มีไมโครพลาสติกก็มีแนวโน้มว่าจะปนเปื้อนแบคทีเรียอันตรายเช่นกัน พลาสติกจิ๋วยังทราบกันว่าเป็นที่กักเก็บสารเคมีมีพิษ โดยการศึกษาในสัตว์พบว่าสารดังกล่าวจะถูกปลดปล่อยในร่างกาย นอกจากนี้ การศึกษาของศาสตราจารย์ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แฟรงค์ เคลลี (Frank Kelly) จาก King’s College London ได้เคยให้ข้อมูลต่อรัฐสภาอังกฤษว่า “หากเราสูดเส้นใยพลาสติกเหล่านี้เข้าไปในปอด ก็มีแนวโน้มว่าเส้นใยเหล่านั้นจะทำให้ปอดส่วนล่างหรือระบบไหลเวียนโลหิตปนเปื้อนด้วยสารเคมี” เมื่อได้เห็นผลการศึกษาการพบเส้นใยพลาสติกในน้ำประปา เคลลีแจ้งว่าควรมีการศึกษาอย่างเร่งด่วนว่าการรับประทานเส้นใยเหล่านั้นสร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างไร
พลาสติกจิ๋วเหล่านั้นมาปนเปื้อนในน้ำประปาได้อย่างไร ยังเป็นเรื่องที่ไม่มีใครทราบ แต่แหล่งปนเปื้อนที่น่าจะเป็นไปได้ก็เช่นชั้นบรรยากาศซึ่งเส้นใบพลาสติกจะหลุดลอยจากเสื้อผ้าหรือสิ่งของที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน เครื่องอบผ้าก็เป็นแหล่งปล่อยเส้นใยพลาสติกสู่ชั้นบรรยากาศเช่นกัน
การศึกษาอีกหนึ่งชิ้นระบุอีกหนึ่งความเป็นไปได้ว่า เส้นใยพลาสติกเหล่านั้นอาจจะมาจากเครื่องซักผ้าซึ่งแต่ละครั้งจะมีเส้นใยพลาสติกปนเปื้อนไปราว 700,000 ชิ้น เมื่อพลาสติกจิ๋วเหล่านั้นเข้าสู่สิ่งแวดล้อม ก็อาจถูกพัดพาโดยฝนไปปนเปื้อนในแหล่งน้ำต่างๆ ซึ่งอาจเป็นคำอธิบายหนึ่งที่บ่อน้ำของครัวเรือนในอินโดนีเซียถึงมีเส้นใยพลาสติกปนเปื้อน
ระบบบำบัดน้ำตามมาตรฐานปัจจุบันนั้นไม่สามารถกรองพลาสติกจิ๋วนี้ออกไปได้ นอกจากนี้ ทางเลือกโดยดื่มน้ำขวดที่ซื้อตามร้านค้าก็อาจไม่ได้ปลอดภัยจากเส้นใยพลาสติกจิ๋วเหล่านี้ เพราะการศึกษาข้างต้นก็พบการปนเปื้อนในน้ำดื่มบางยี่ห้อที่วางขายอยู่ในสหรัฐอเมริกาเช่นกัน
ปัจจุบัน เราผลิตพลาสติกราวปีละ 300 ล้านตัน โดยมีเพียงร้อยละ 20 เท่านั้นที่ถูกนำมารีไซเคิลหรือกำจัดโดยการเผา ส่วนที่เหลือก็จะปนเปื้อนในอากาศ ผืนดิน และมหาสมุทร รายงานเมื่อเดือนกรกฎาคมพบว่าตลอด 60 ปีที่ผ่านมา เราผลิตพลาสติกปริมาณกว่า 8.3 พันล้านตัน โดยนักวิทยาศาสตร์เตือนว่าพลาสติกจะกลายเป็นวัสดุที่พบเห็นได้ทั่วไปในธรรมชาติ
การศึกษาดังกล่าวจึงฉายภาพปัญหาขยะพลาสติกให้เข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้น แต่ก็ยังมีหลายคำถามที่ต้องการคำตอบตั้งแต่การศึกษาซ้ำเพื่อยืนยันความถูกต้องของผลการศึกษา รวมถึงหาแหล่งที่มาของพลาสติกที่ปนเปื้อน ดร. มาฮอน ให้ความเห็นว่าพลาสติกนั้นมีประโยชน์มาก แต่เรายังต้องพัฒนาการจัดการขยะพลาสติกให้ดีกว่านี้
“เราจำเป็นต้องใช้พลาสติกในชีวิตประจำวัน แต่เรากำลังทำร้ายสิ่งแวดล้อมโดยการทิ้งขยะพลาสติกอย่างไร้ความรับผิดชอบ”
ถอดความและเรียบเรียงจากPlastic fibres found in tap water around the world, study reveals โดย Damian Carrington
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
เส้นใยพลาสติกน้ำประปาในหลายประเทศทั่วโลกถูกตรวจพบว่าปนเปื้อนพลาสติกขนาดจิ๋ว นำไปสู่การเรียกร้องจากกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ให้ศึกษาถึงผลกระทบจากการปนเปื้อนดังกล่าวต่อสุขภาพของมนุษย์
 

เปิดกระเป๋า 'รักษ์โลก' หัวหน้าฝ่ายวิชาการมูลนิธิสืบฯ

อีเมล พิมพ์ PDF

เปิดกระเป๋ารักษ์โลก บางคนอาจมองว่าการใช้ ‘พลาสติก’ ในแต่วันเป็นเรื่องเล็กน้อยและปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องไกลตัว พวกเราจะตื่นตัวตามกระแสก็ต่อเมื่อได้รับผลกระทบ ดังเช่น ขยะอุดตันท่อน้ำทิ้งบางพื้นที่จนเป็นที่มาของวลี “น้ำท่วมรอการระบาย” เราไม่สามารถแยกออกหรอกว่าขยะที่เข้าไปอุดตันนั้นเรามีส่วนมากน้อยเพียงใด แต่สิ่งนั้นคือผลลัพธ์ของปัญหาที่เกิดจากขยะต่างๆ รวมถึงขยะพลาสติก แต่มิใช่ทั้งหมด...

 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 14 งานวิจัยเพื่อผืนป่าสัตว์ป่า

อีเมล พิมพ์ PDF

งานวิจัยวัตถุประสงค์ข้อ 4.5 ของตราสารมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กำหนดไว้ว่า “ส่งเสริมสนับสนุนการก่อให้เกิดความรู้ ความคิดเห็น และการเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม” ดังนั้นในช่วง 6 ปีแรกของการก่อตั้งมูลนิธิ (พ.ศ. 2533 - 2539) มูลนิธิได้สนับสนุนงานวิชาการ งานวิจัย เพื่อช่วยเหลือสัตว์ป่า โดยกองทุนสัตว์ป่าของมูลนิธิ ได้สนับสนุนงานวิจัยด้านวิชาการ เพื่อนำผลการศึกษามาใช้ในการอนุรักษ์

 
บทความ อื่นๆ ...


page 1 of 18

รับข่าวสาร