• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


คลื่นความร้อน ภัยคุกคามใหม่ของมนุษยชาติ

อีเมล พิมพ์ PDF
งานศึกษาชิ้นล่าสุดระบุว่า ประชากรร้อยละ 30 ของโลกเผชิญความเสี่ยงต่อคลื่นความร้อนที่อันตรายถึงชีวิตประมาณ 20 วันหรือมากกว่าต่อปี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังทำให้คลื่นความร้อนรุนแรงแพร่กระจายไปไม่ต่างจากไฟป่า
หากเรายังไม่ลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกอย่างแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์อย่างมีนัยสำคัญ ประชากรราว 3 ใน 4 จะเผชิญความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากคลื่นความร้อนก่อน พ.ศ. 2643 และแม้เราจะลดการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ได้จริง ประชาชน 1 จาก 2 คนก็จะต้องเผชิญความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากคลื่นความร้อนอย่างน้อยเป็นเวลา 20 วันต่อปี งานวิจัยชิ้นนี้เผยแพร่ในวารสาร Nature Climate Change
“คลื่นความร้อนที่อันตรายถึงชีวิตไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดอะไร ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมสังคมถึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับอันตรายนี้” Camilo Mora มหาวิทยาลัยฮาวาย หัวหน้าคณะวิจัยกล่าว “คลื่นความร้อนเมื่อ พ.ศ. 2550 ส่งผลให้ชาวยุโรปเสียชีวิต 70,000 คน ซึ่งมากกว่าประชาชนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 9/11 ถึง 11 เท่า”
อันตรายจากคลื่นความร้อนเป็นเรื่องธรรมดามากกว่าที่หลายคนรับรู้ และคลื่นความร้อนนี้เองที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของประชาชนกว่า 60 พื้นที่ทั่วโลกต่อปี คลื่นความร้อนที่เป็นภัยคุกคามครั้งสำคัญก็เช่น คลื่นความร้อนเมื่อ พ.ศ. 2553 ที่คร่าชีวิตชาวมอสโกราว 10,000 ราย รวมถึงคลื่นความร้อนที่ชิคาโก ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 700 รายเนื่องจากอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น
เมื่อไม่นานมานี้ เหตุการณ์คลื่นความร้อนก็ได้คร่าชีวิตประชาชนในประเทศอินเดียและปากีสถาน เนื่องจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงถึง 53.5 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ ในสหรัฐอเมริกาก็มีเหตุการณ์ผู้เสียชีวิตจากคลื่นความร้อนบ่อยครั้งขึ้นเช่นกัน
Camilo Mora และคณะวิจัยได้รวบรวมการศึกษากว่า 30,000 ชิ้นและกรณีศึกษากว่า 1,949 เหตุการณ์ทั้งระดับเมืองและระดับภูมิภาคที่คลื่นความร้อนทำให้เกิดผู้เสียชีวิต ทั้งในนิวยอร์ก วอชิงตัน ลอสแองเจลีส ชิคาโก โทรอนโท ลอนดอน ปักกิ่ง โตเกียว ซิดนีย์ และเซาเปาโล
ผู้เผชิญกับความเสี่ยงมากที่สุดคือประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ร้อนชื้น เนื่องจากอุณหภูมิและความชื้นที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลให้เสียชีวิต อย่างไรก็ดี ความร้อนก็อาจเป็นอันตรายในพื้นที่อบอุ่น (อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส) หากรวมกับความชื้นที่สูง
Richard Keller จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิล-เมดิสัน แสดงความเห็นว่า คลื่นความร้อนคร่าชีวิตชาวอเมริกันคิดเป็น 10 เท่าของภัยพิบัติอย่างทอร์นาโดหรือเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้วอื่นๆ
อุณหภูมิทั่วไปในร่างกายมนุษย์จะอยู่ที่ราว 37 ถึง 38 องศาเซลเซียส หากมากกว่านี้แสดงว่าเราเป็นไข้ หากอากาศภายนอกร้อน ร่างกายเราก็จะพยายามปรับสมดุลโดยให้เหงื่อออกเพื่อลดอุณหภูมิ หากอุณหภูมิภายในร่างกายเข้าใกล้ 40 องศาเซลเซียส กระบวนการของเซลล์แทบทั้งหมดก็จะเริ่มหยุดลง หากร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่านี้ ก็จะอยู่ในภาวะอันตรายขั้นร้ายแรงและจำเป็นต้องได้รับการศึกษาอย่างเร่งด่วน
หากดัชนีความร้อน ซึ่งรวบรวม 2 ปัจจัย คือ อุณหภูมิและความชื้นเกิน 40 องศาเซลเซียส ร่างกายก็จะค่อยๆ ร้อนขึ้นตามอุณหภูมิโดยรอบ เว้นแต่ว่าเราจะพยายามลดความร้อนในตัวเอง
“ความไม่เท่าเทียมที่มากขึ้น จะทำให้เกิดการเสียชีวิตจากความร้อนสุดขั้ว” Richard Kellerกล่าว ในอดีต ความร้อนไม่ใช่ปัญหาใหญ่นักในอินเดีย ปากีสถาน รวมทั้งสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก แต่คลื่นความร้อนที่กลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น และรุนแรงขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ประชากรชาวอินเดียนับพันต้องเสียชีวิตจากคลื่นความร้อนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา งานศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances  พบว่าจำนวนคลื่นความร้อนของอินเดียที่คร่าชีวิตคนอย่างน้อย 100 คนเพิ่มขึ้น 2.5 เท่าระหว่างปี พ.ศ. 2493 ถึง 2552 โดยSteven Davis ผู้ร่วมวิจัยมองว่าการเพิ่มขึ้นดังกล่าวน่าจะมีสาเหตุมากจาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
อย่างไรก็ดี อุณหภูมิเฉลี่ยของอินเดียเพิ่มขึ้นราว 0.5 องศาเซลเซียสเท่านั้นในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าเป็นอัตราที่ต่ำหากเทียบกับพื้นที่อื่นของโลก
การวัดอุณหภูมิบนพื้นผิวโลกประเมินว่าโลกร้อนขึ้นราว 1 องศาเซลเซียส หากเปรียบเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม แต่ความร้อนที่เพิ่มขึ้นนั้นไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียมกันทุกภูมิภาค ทวีปอาร์กติกอุณหภูมิสูงขึ้น 2.5 องศาเซลเซียส เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2559 อุณหภูมิก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 20 องศาเซลเซียส ในมหาสมุทรอาร์กติก ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าทวีปอเมริกา
อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น แม้อาจไม่ได้เพิ่มอย่างมีนัยสำคัญจะส่งผลถึงกลุ่มผู้ยากไร้หรือผู้เปราะบาง Steven Davis ย้ำและอธิบายเพิ่มเติมว่า “ในชิคาโก ประชาชนยังสามารถหลบร้อนได้ แต่มันไม่ง่ายสำหรับคนยากจนในประเทศอินเดีย”
ถอดความจากBy 2100, Deadly Heat May Threaten Majority of Humankind โดย Stephen Leahy
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
คบื่นความร้อนงานศึกษาชิ้นล่าสุดระบุว่า ประชากรร้อยละ 30 ของโลกเผชิญความเสี่ยงต่อคลื่นความร้อนที่อันตรายถึงชีวิตประมาณ 20 วันหรือมากกว่าต่อปี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังทำให้คลื่นความร้อนรุนแรงแพร่กระจายไปไม่ต่างจากไฟป่า
 

Jigsaw for Forest ระดมทุนทำจิ๊กซอว์ต่ออายุป่าไม้

อีเมล พิมพ์ PDF
ความทรงจำในวัยเยาว์ของใครหลายคน การท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองไทย ไม่ว่าจะมองไปทิศทางใดก็ตาม เราจะต้องเจอพื้นที่สีเขียวชอุ่ม สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าของประเทศไทย ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้สูญเสียพื้นที่ป่าไม้ไปกว่าร้อยละ 40 ของพื้นที่ป่าทั้งหมดจากการเติบโตของประชากรและการลักลอบตัดไม้เถื่อน ซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงต่อระบบนิเวศของผืนป่า สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตไปจนถึงการสูญพันธุ์ของสัตว์ป่านานาชนิด ดังนั้นเพื่อสร้างความตระหนักถึงสภาวะการลดลงของพื้นที่ป่าของประเทศ และ เพื่ออนุรักษ์ให้พื้นที่สีเขียวอยู่คู่คนไทยไปอีกแสนนาน จึงกลายมาเป็น จิ๊กซอว์ชุด " Tropical Rainforest of Thailand "
งานชิ้นนี้ทำขึ้นในจำนวนจำกัดเพื่อมอบให้กับ influencer ให้ช่วยกระจายข่าวต่อในวันที่ 21 มีนาคม 2560 ซึ่งเป็นวันป่าไม้โลก หลังจากที่เผยแพร่จิ๊กซอว์ชุดนี้ตามโซเชียลเน็ตเวิร์ค ก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก จนมีผู้คนมากมายเรียกร้องให้ผลิตขายเพื่อระดมทุนให้กับมูลนิธิสืบฯ โดย เว็บไซต์ The Cloud แกนนำหลักในการสนับสนุนการระดมทุนของโครงการดีๆ มากมาย จึงชวนพันธมิตรทั้งหลายนำโครงการนี้เข้ามาระดมทุนกับ MEEFUND.com เพื่อหาเงินทุนให้มูลนิธิสืบฯ นำไปใช้ในการดูแลป่าไม้ที่เหลืออยู่ไม่ให้หายไปเหมือนดังในภาพ และยังชวนกันสร้างความตระหนักถึงปัญหานี้ ด้วยการซื้อจิ๊กซอว์ชุดนี้มอบให้กันในวันสืบนาคะเสถียร 1 กันยายน
การระดมทุนของโครงการนี้คล้ายการสั่งซื้อล่วงหน้า ผู้สนับสนุนโครงการต้องสั่งซื้อจิ๊กซอว์อย่างน้อย 1 ชุด ราคาชุดละ 990 บาท พร้อมระบุชื่อและที่อยู่ที่จะให้จัดส่ง (ทางไปรษณีย์) เปิดให้สั่งซื้อตั้งแต่วันนี้ถึง 19 สิงหาคม 2560 โดยจะจัดส่งจิ๊กซอว์ถึงมือผู้รับในวันที่ 1 กันยายน 2560 รายได้ได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดมอบให้มูลนิธิสืบนาคะเถียร
แต่ขอย้ำอีกครั้งว่า “โครงการนี้จะเกิดขึ้นจริง และจะหักเงินจากบัตรเครดิตผู้สนับสนุนก็ต่อเมื่อ มีผู้สั่งซื้อเกิน 600 ชุด ภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น”
ถ้าอยากรู้เรื่องเบื้องหลังการสร้างสรรค์งานชิ้นนี้เพิ่มเติม อ่านได้ที่นี่ The Cloud Jigsaw for Forest
ร่วมสนับสนุนกิจกรรมได้ที่ Jigsaw Puzzle Tropical Rainforest of Thailand
ป่าไม้ความทรงจำในวัยเยาว์ของใครหลายคน การท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองไทย ไม่ว่าจะมองไปทิศทางใดก็ตาม เราจะต้องเจอพื้นที่สีเขียวชอุ่ม สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าของประเทศไทย ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้สูญเสียพื้นที่ป่าไม้ไปกว่าร้อยละ 40 ของพื้นที่ป่าทั้งหมดจากการเติบโตของประชากรและการลักลอบตัดไม้เถื่อน ซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงต่อระบบนิเวศของผืนป่า สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตไปจนถึงการสูญพันธุ์ของสัตว์ป่านานาชนิด ดังนั้นเพื่อสร้างความตระหนักถึงสภาวะการลดลงของพื้นที่ป่าของประเทศ และ เพื่ออนุรักษ์ให้พื้นที่สีเขียวอยู่คู่คนไทยไปอีกแสนนาน จึงกลายมาเป็น จิ๊กซอว์ชุด "Tropical Rainforest of Thailand"

 

'มองป่า' กับหมอหม่อง

อีเมล พิมพ์ PDF
'มองป่า' กับหมอหม่อง
.
หลายคนอาจชื่อชอบการมองสัตว์ป่าหรือภาพสัตว์ป่าโดยอาจมองข้ามสิ่งแวดล้อมรอบตัวสัตว์เหล่านั้นที่เกิดขึ้นและดำเนินไป นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ หมอหม่อง รองประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ชวน 'มองป่า' เพื่อสร้างความเข้าใจ ความเป็นไป และสิ่งแวดล้อมรอบตัวสัตว์เหล่านั้น ที่จะเป็นตัวเชื่อมระบบนิเวศป่าเขตร้อนที่สำคัญ
.
ป่าเขตร้อน (Tropical Forest) ป่าที่เกิดขึ้นบริเวณเส้นศูนย์สูตรระหว่างเส้น Tropical of Cancer (23 องศา 27 ลิบดาเหนือ) กับเส้น Tropic of Capricorn (23 องศา 27 ลิบดาใต้) คำว่าป่าเขตร้อนจึงไม่ได้หมายถึงลักษณะป่าแบบใดแบบหนึ่ง แต่ความจริงในพื้นที่บริเวณเส้นศูนย์สูตรโดยรอบโลกหรืออาจเรียกได้ว่าบริเวณเข็มขัดของโลกนี้มีป่าหลายประเภท เช่น ป่าดงดิบ ป่าผลัดใบ ป่าชายเลน และป่าพรุ เป็นต้น
.
"ระบบนิเวศป่าเขตร้อนเมืองไทย"
เวลาที่เราเข้าไปในป่าเราจะรู้สึกเย็นสบาย ร่มรื่น ไม่มีแสงแดด คุณลองแหงนหน้ามองป่าในอีกมุมหนึ่งนั่นคือ เรือนยอดของป่า สิ่งมหัศจรรย์ที่เราเห็นพื้นที่บนท้องฟ้าถูกปกคลุมไปด้วยยอดไม้ ต้นไม้พากันจับจองพื้นที่ท้องฟ้าจนไม่มีที่ว่างเหลืออยู่
.
หมอหม่องกล่าวถึงต้นไม้ว่า "เมื่อทุกคนต้องการแสง แสงแดดจึงถือเป็นสิ่งที่มีราคาแพง"
.
แต่ยังดีที่ชั้นเรือนยอด ไม้ไม่ได้ซ้อนทับกันหมด ยังปรากฏช่องว่างแห่งแสงทำให้แสงสามารถสาดส่องลงมาได้ อาจเกิดจากความเป็นไปในธรรมชาติ กิ่งไม้หัก หรือฟ้าผ่า แล้วทำให้เกิดช่องว่างตามธรรมชาติ
.
"กรรมวิธีการยึดพื้นที่เรือนยอด"
การที่ต้นไม้จะขึ้นไปยึดเรือนยอดได้นั้นมีหลายกรรมวิธี หมอหม่องได้เปรียบการการเจริญเติบโตของต้นไม้ที่ประสบความสำเร็จให้เป็นดั่งตำแหน่งประธานบริษัท หรือซีอีโอ การที่ต้นไม้เติบโตโดยได้รับแสงไม่เพียงพอทำให้เติบใหญ่ได้ไม่เต็มทีสูงเพียงเข่าก็ได้เป็นเพียงเสมียนในบริษัทแห่งนั้นตลอดไป แต่หากวันหนึ่งที่ซีอีโอเกษียรหรีอล้มตายไปก็จะเกิดช่องว่างมหาศาลที่จะเป็นโอกาสให้เสมียนได้เติบโตเลื่อนขั้นเป็นซีอีโอได้ นี่คือกรรมวิธีที่ต้นไม้ต้องยืนด้วยลำแข้งของตนเอง สังเคราะห์แสงทุกวัน และเจริญเติบโตขึ้นไปทดแทนตำแหน่งต้นไม้ที่ถูกปล่อยว่างอยู่นั่นเอง
.
แต่ก็ยังมีพืชหลายชนิดที่อาจขี้เกียจ ถนัดทางลัด หรือไม่อยากใช้พลังงานหมดไปเป็นร้อยปีกับการสร้างลำต้นให้แข็งแรง พืชกลุ่มนี้จึงปีนป่ายต้นไม้อื่นขึ้นไป ประจบสอพลอและไต่จนถึงเรือนยอดได้ แต่คุณสมบัติพิเศษพวกพืชไม้เลื่อยนั่นคือจะต้องมีความเหนียวและยืดหยุุ่นสูง มิเช่นนั้นจะเกิดการฉีกขาดยามเผชิญกับพายุหรือลมแรงได้
.
เช่น หวายที่เริ่มต้นชีวิตบนต้นไม้เลย จากการที่สปอร์ปลิวไปตกอยู่ที่ที่มีความเหมาะสมจึงได้แสงแดดเต็มที่ แต่การอยู่ด้านบนสูงๆ นั้นมีปัญหาอื่นๆ เช่นกัน ยกตัวอย่างรากของพืชไม่ได้อยู่บนดินจะนำน้ำและแร่ธาตุมาใช้ได้อย่างไร พืชจึงวิวัฒนาการตัวเองให้มีลักษณะรูปถ้วยหรือจาน เมื่อใบไม้หล่นลงไปมันก็จะทับถมพวกนี้ เช่นเฟิร์นที่มีดินอยู่ข้างในเมื่อฝนตกน้ำก็ขั้งอยู่เยอะมากจนบางทีกบก็เข้าไปไข่อยู่ข้างใน นี่เป็นลักษณะของพืชอิงอาศัย (Epiphyte)
.
หรือ ชนิดพันธุ์ที่ไม่แคร์แสง คือ ต้นกระโถนฤาษี หรือบัวผุด มันโผล่ขึ้นมาจากดินโดยที่ไม่มีใบเขียวหรือลำต้นเลย พวกนี้เป็นต้นไม้ที่เป็นปรสิตแย่งสารอาหารจากรากกระไดลิง นี่เป็นวิธีการดำรงชีวิตของพืชในป่า แต่ปัญหาของพืชแต่ละชนิดมีโจทย์ที่แตกต่างกันไป
.
อ่านเรื่องราวของป่าเขตร้อนเพิ่มเติมได้ที่ : goo.gl/M
มองป่า กับหมอหม่องหลายคนอาจชื่นชอบการมองสัตว์ป่าหรือภาพสัตว์ป่าโดยอาจมองข้ามสิ่งแวดล้อมรอบตัวสัตว์เหล่านั้นที่เกิดขึ้นและดำเนินไป นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ หมอหม่อง รองประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ชวน 'มองป่า' เพื่อสร้างความเข้าใจ ความเป็นไป และสิ่งแวดล้อมรอบตัวสัตว์เหล่านั้น ที่จะเป็นตัวเชื่อมระบบนิเวศป่าเขตร้อนที่สำคัญ
 

วิกฤติความหลากหลายทางชีวภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อีเมล พิมพ์ PDF

ป่าไม้ภูมิภาคเอเชียนับว่าเป็นพื้นที่ที่อุดมด้วยสัตว์ป่านานาชนิด โดยมีพื้นที่อย่างน้อย 6 แห่ง จาก 25 แห่งที่เป็นพื้นที่ซึ่งมีความสำคัญทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity hotspot) หมายถึงพื้นที่ที่มีชนิดพันธุ์ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ (endangered species) อาศัยอยู่อย่างหน้าแน่น

 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 7 ก้าวเล็กๆ ขององค์กร part 2

อีเมล พิมพ์ PDF
ดังที่ได้เขียนไปตั้งแต่ตอนต้นว่าผู้เขียนเข้ามารับตำแหน่งประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียรก็เพราะต้องการจะสืบสานเจตนารมณ์ของคุณสืบ หรือที่อาจจะคุ้นกันในคำง่ายๆ ว่า เป็นการ “ทำงานให้พี่สืบ” ซึ่งก็เช่นเดียวกับกรรมการ และเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาทำงานกับมูลนิธิฯ ในระยะเริ่มแรก ซึ่งแม้จะมีเพียงห้องสำนักงานเล็กๆ มีผู้จัดการสำนักงาน 1 คน กับเจ้าหน้าที่อีก 2 คน แต่ทุกคนต่างก็ทำงานอย่างมุ่งมั่นและเต็มความสามารถ
เดิมนั้นเมื่อไม่ได้มีเจ้าหน้าที่คนทำงานเป็นจำนวนมาก การทำงานจึงไม่ได้มีการแบ่งเป็นฝ่ายที่ชัดเจนอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่จะทำงานกันตามวัตถุประสงค์ที่เขียนไว้ในตราสารมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กิจกรรมต่างๆ ที่ดำเนินการทุกๆ คนในองค์กรก็จะรู้เท่าๆ กัน ประสานงานช่วยกันทั้งหมดหรือไม่เมื่อใครรับงานด้านไหนไปก็ต้องทำงานชิ้นนั้นจนสำเร็จลุล่วงให้ครบทุกขั้นตอน เช่นว่า ในวัตถุประสงค์เรื่องการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดความรู้ ความคิดเห็นและการเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ และการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เจ้าหน้าที่ที่รับงานนี้ก็จะเป็นคนทำงานทั้งกระบวนการ ตั้งแต่ศึกษาข้อมูลทางวิชาการ นำข้อมูลไปย่อยให้เข้าใจ ไปจนถึงขั้นตอนการออกแบบสื่อ และเผยแพร่ออกสู่สาธารณชน
อย่างในปีแรกของการทำงาน นอกจากเรื่องของการดำเนินการก่อสร้างอนุสรณ์สถานสืบ นาคะเสถียร ตลอดจนงานช่วยเหลือสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ตลอดจนสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ก็ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกรวมเกือบ 20 กิจกรรมที่ดำเนินการในขวบปีแรกของการก่อตั้งองค์กร ซึ่งทุกงานก็สามารถดำเนินงานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ยกเว้นการก่อสร้างอนุสรณ์สถานฯ ที่ไม่อาจทำสำเร็จได้ภายในปีเดียวเพราะมีปัจจัยแวดล้อมมากมาย ทั้งเรื่องความยากลำบากของการขนย้ายวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์เข้าไปที่ห้วยขาแข้งซึ่งถนนหนทางยังไม่สะดวกสบายเหมือนเช่นทุกวันนี้ ตลอดจนเรื่องของฤดูกาลที่ทำให้การก่อสร้างต้องหยุดชะงักไปบ้างในฤดูฝนที่น้ำในลำห้วยขึ้นสูงจนไม่สามารถข้ามไปได้
ขณะเดียวกันในเวลานั้น ทั้งสาธารณชนและสื่อมวลชนต่างก็จับตามองการทำงานของมูลนิธิกันเป็นพิเศษ ว่างานที่เข้ามาสานต่อเจตนารมณ์ของคุณสืบ นาคะเสถียร ได้คืบหน้าไปมากน้อยแค่ไหน หรืออย่างงานก่อสร้างอนุสรณ์สถานสืบ นาคะเสถียร ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งก็เป็นอีกเรื่องที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและสาธารณชนเป็นจำนวนมาก เพื่อต่างก็อยากเห็นพื้นที่ทางจิตวิญญาณของสืบ นาคะเสถียร หากถามว่าสิ่งเหล่านี้ได้สร้างความกดดันให้คนทำงานหรือไม่ ? เมื่อถูกทักท้วงถามถึงความคืบหน้า หรือทำให้เกิดความรู้สึกท้อแท้เกิดขึ้นบ้างไหม ก็สามารถตอบได้อย่างเต็มปากว่าไม่รู้สึกกดดันหรือท้อถอยเลย
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องหัวใจของคนทำงาน คือ ทำงานที่เป็นของเรา และทำให้สุดกำลัง ไม่หวังจะมีชื่อเสียง เพียงแต่ทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย ทำให้เสร็จ และเกิดประโยชน์ต่อผืนป่าและสัตว์ป่าให้มากที่สุด
แม้บทนี้จะบอกว่าเป็นก้าวเล็กๆ แต่ก็ขอเสริมว่าเป็นก้าวที่หนักแน่นและมั่นคง และก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่จนถึงทุกวันนี้
มูลนิธิสืบนาคะเสถียรดังที่ได้เขียนไปตั้งแต่ตอนต้นว่าผู้เขียนเข้ามารับตำแหน่งประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียรก็เพราะต้องการจะสืบสานเจตนารมณ์ของคุณสืบ หรือที่อาจจะคุ้นกันในคำง่ายๆ ว่า เป็นการ “ทำงานให้พี่สืบ” ซึ่งก็เช่นเดียวกับกรรมการ และเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาทำงานกับมูลนิธิฯ ในระยะเริ่มแรก ซึ่งแม้จะมีเพียงห้องสำนักงานเล็กๆ มีผู้จัดการสำนักงาน 1 คน กับเจ้าหน้าที่อีก 2 คน แต่ทุกคนต่างก็ทำงานอย่างมุ่งมั่นและเต็มความสามารถ
 

ไทยขาดมาตรการควบคุมก๊าซเรือนกระจก หวั่นผิดคำพูดที่ให้ไว้ในเวที COP21

อีเมล พิมพ์ PDF
ไทยขาดมาตรการควบคุมก๊าซเรือนกระจก หวั่นผิดคำพูดที่ให้ไว้ในเวที COP21
อย่างที่ทราบกันดีแล้วว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นสาเหตุหลักของการเกิดก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดผลกระทบหลายอย่างตามมา ไม่ว่าจะเป็นการผันผวนของสภาพอากาศ โลกร้อนขึ้น น้ำแข็งละลาย น้ำท่วม ภัยแล้ง เป็นต้น ซึ่งค่าปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มาตรฐานในระดับความปลอดภัยถูกพิจารณาว่าไม่ควรเกิน 350 ppm แต่เมื่อปี 2556 มีปริมาณค่า CO2 ในชั้นบรรยากาศ 400.3 ppm ต่อมาปี 2559 มีปริมาณค่า CO2 ในชั้นบรรยากาศ 401 ppm และปีนี้ (2560) มีปริมาณค่า CO2 ในชั้นบรรยากาศสูงถึง 410 ppm
ความพยายามของแต่ละประเทศที่ผู้นำประเทศจากกว่า 190 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 (COP21) ที่จัดขึ้นในปี 2558 กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส นำไปสู่เป้าหมายของการป้องกันภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ให้สัตยาบันในฐานะตัวแทนรัฐบาลไทยต่อที่ประชุม COP21 ว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 20-25% ภายในปี 2030 โดยนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้พร้อมทั้งลดการพลังงานฟอสซิล และหันมาใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทดแทน
สถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยในปี 2558 ปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 350 ล้านตันต่อปี ทั้งนี้ทั้งนั้นมีที่มาจากการเผาไหม้พลังงานฟอสซิล 254 ล้านตัน ที่เหลือมาจากการเกษตร 58 ล้านตัน, สิ่งที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม 24 ล้านตัน และขอเสีย 15 ล้านตัน
เป็นเรื่องน่ายินดีที่ประเทศไทยยอมรับในหลักการดังกล่าว แต่ที่น่าเป็นกังวลคือผ่านมาแล้วกว่าปีครึ่ง การลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในขั้นมาตรการและการปฏิบัติจริงยังไม่ปรากฏให้เห็นเด่นชัด
น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ มองว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ปริมาณตามเป้าหมายเป็นไปได้ยาก และแสดงความเป็นห่วงนายกรัฐมนตรีที่ได้ไปรับปากไว้ในเวทีระดับโลก
ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า หากต้องการลดปริมาณ CO2 โดยเฉพาะถ่านหินที่เป็นแหล่งปล่อย CO2 ต้องปฏิรูปพลังงานสิ่งแวดล้อม นั่นหมายถึงต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการควบคุมภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิตกระแสไฟฟ้า เช่นการควบคุมโรงงานปูนซีเมนต์ และกรณีโรงไฟฟ้ากระบี่ หากเดินหน้าต่อก็ไม่ถือเป็นการสนับสนุนนโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
เราเห็นต่างประเทศตั้งเป้าและพยายามเปลี่ยนแปลงด้วยการลดการใช้พลังงานถ่านหินไปเรื่อยๆ และส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน ดิฉันเชื่อว่าหากเริ่มดำเนินการตั้งแต่ตอนนี้ก็จะสามารถบรรลุเป้าหมายได้ แต่ดิฉันยังไม่เห็นมาตรการที่ชัดเจน
เมื่อให้สัตยาบันไปแล้วมันต้องตามมาด้วยมาตรการและนโยบายที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เช่น หากต้องการลดก๊าซเรือนกระจกก็ต้องมีหลักเกณฑ์จำกัดและลดการใช้ถ่านหินโดยตรง โดยเฉพาะลิกไนต์ แต่ว่าบ้านเรายังไม่มีนโยบายที่จะลด ทยอย หรือเลิกการใช้ถ่านหิน เพราะฉะนั้นก็เป็นตัวหนึ่งที่บอกได้ชัดว่ายังไม่มีแนวทางหรือมาตรการในการควบคุมภาคอุตสาหกรรม ก็ยังเป็นห่วงท่านนายกอยู่ว่าท่านไปรับปากเขาไว้ แต่ว่ายังไม่ได้ดำเนินการในประเทศ โดยเฉพาะแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ที่มีการส่งเสริมโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่อีกเป็นพันเมกะวัตต์ ดิฉันว่ามันจะไม่ทำให้เราลดก๊าซเรือนกระจกได้
ในขณะเดียวกันนั้นขยะก็เป็นสาเหตุของการปล่อยก๊าซมีเทน ที่ประเทศไทยยังไม่มีมาตรการหรือระบบจริงจังในการดักจับก๊าซมีเทนมาใช้ประโยชน์ ซึ่งมันสามารถทำได้และมีหลายพื้นที่ใช้ แต่ยังไม่เห็นนโยบายระดับชาติที่สั่งไปเลยว่ากองขยะทุกกองต้องพัฒนาการจัดการขยะให้ดี นอกจากจะเป็นการพัฒนาการจัดการสิ่งแวดล้อมให้ดีแล้วยังสามารถจัดการก๊าซมีเทนที่มีส่วนทำให้เกิดภาวะโลกร้อนได้อีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่เห็นมาตรการเป็นรูปธรรมชัดเจน
ทุกวันนี้ยิ่งเรากระตุ้นเศรษฐกิจ มันก็จะการลงทุน มีการบริโภค ซึ่งทุกการลงทุน การบริโภคเหล่านี้คือการเพิ่มปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จึงแสดงความเป็นห่วงท่านนายกที่ได้ไปรับปากเขาไว้แล้ว แต่ยังไม่มีแผนปฏิบัติการในประเทศในหลายภาคส่วน
การที่โลกร้อนขึ้นมันกระทบกับมนุษย์ทุกคนอย่างเสมอภาค ไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือคนจน แต่คนจนจะมีความบอบบางต่อความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบมากกว่า เช่นในเชิงการเกษตร ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง ที่ภาคเกษตรเป็นแหล่งผลิตอาหาร แหล่งชุมชนที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติสูงมากจะได้รับผลกระทบ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หากเกิดปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่คนในเมืองเองก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน ทั้งการขาดแคลนอาหาร และภัยพิบัติจะรุนแรงมากขึ้น เราไม่สามารถเอาแน่เอานอนได้กับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ จะเห็นได้ว่าผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมมันเยอะและก่อความเสียหายมาก ซึ่งภัยพิบัติไม่เลือกกระทำกับคนใดคนหนึ่งจึงเชื่อว่าเราทุกคนได้รับผลกระทบโดยถ้วนหน้า
แต่มันก็ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของเราทุกคน แต่เราไม่สามารถทำได้กว้างนัก เราสามารถทำได้เฉพาะตัวเรา แต่รัฐบาลสามารถทำได้ทั้งประเทศเพียงแค่ท่านนกยกสั่ง
Source : ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเทศไทย www.bbc.com/thai/international-40137393
บทความโดย พัชริดา พงษปภัสร์ เจ้าหน้าที่สื่อสารองค์กร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
โลกร้อนอย่างที่ทราบกันดีแล้วว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นสาเหตุหลักของการเกิดก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดผลกระทบหลายอย่างตามมา ไม่ว่าจะเป็นการผันผวนของสภาพอากาศ โลกร้อนขึ้น น้ำแข็งละลาย น้ำท่วม ภัยแล้ง เป็นต้น ซึ่งค่าปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มาตรฐานในระดับความปลอดภัยถูกพิจารณาว่าไม่ควรเกิน 350 ppm แต่เมื่อปี 2556 มีปริมาณค่า CO2 ในชั้นบรรยากาศ 400.3 ppm ต่อมาปี 2559 มีปริมาณค่า CO2 ในชั้นบรรยากาศ 401 ppm และปีนี้ (2560) มีปริมาณค่า CO2 ในชั้นบรรยากาศสูงถึง 410 ppm
 

7 เรื่องควรรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

อีเมล พิมพ์ PDF

โลกร้อน1. โลกเราร้อนขึ้นทุกปี
แม้อุณหภูมิโลกจะขึ้นบ้างลงบ้างในแต่ละปี แต่เมื่อครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาอุณหภูมิของโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลักฐานสำคัญ เช่น อุณหภูมิเฉลี่ยในปี พ.ศ. 2559 ทุบสถิติอุณหภูมิเฉลี่ยในปี พ.ศ. 2558 ซึ่งทุบสถิติอุณหภูมิเฉลี่ยในปีพ.ศ. 2557

 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 7 ก้าวเล็กๆ ขององค์กร part 1

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อแรกตั้งมูลนิธิสืบนาคะเสถียร มูลนิธิฯ ได้ขอใช้พื้นที่ของกองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ เป็นที่ทำงาน แต่เนื่องจากพื้นที่บริเวณนั้นมีเนื้อที่จำกัด ไม่อาจให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ไปนั่งทำงานประจำได้ สหภาพการเคหะแห่งชาติ จึงได้จัดงาน “รำลึกถึง สืบ นาคะเสถียร” ขึ้นในวันที่ 28 – 29 ตุลาคม พ.ศ. 2533 และมอบรายได้จำนวน 265,709.75 บาท ให้แก่มูลนิธิสืบฯ เพื่อให้องค์กรนำไปใช้ในการตั้งสำนักงาน
สำนักงานมูลนิธิฯ แห่งแรก ตั้งอยู่ที่ชั้นใต้ดิน ชั้นเดียวกับลานจอดรถของสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (สมก.) เป็นห้องเล็กๆ พื้นที่ประมาณ 30 ตารางเมตร พอดีสำหรับเจ้าหน้าที่สามคน และพอสำหรับตั้งโต๊ะประชุมย่อมๆ อีกหนึ่งโต๊ะ
งานทำงานในระยะแรกนั้น ส่วนใหญ่กรรมการของมูลนิธิสืบฯ แต่ละคนจะรับหน้าที่นำภารกิจแต่ละเรื่องกลับไปดำเนินการที่สำนักงานของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเอกสาร สิ่งตีพิมพ์ เช่น หนังสือ ชีวิตและความตายของ สืบ นาคะเสถียร โดย คุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ก็นำกลับไปทำที่สำนักงานนิตยสารสารคดี หรือบันทึกธรรมชาติ ดวงใจแห่งไพรพฤกษ์ โดยคุณดวงดาว สุวรรณรังสี คุณปริญญากร วรวรรณ และคุณปัณยา ไชยะคำ ก็นำกลับไปทำที่สำนักงานของตนเช่นเดียวกัน
ในปีต่อมา เมื่อกิจกรรมของมูลนิธิฯ เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน มีเป้าหมายหลัก คือ งานส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศให้อยู่ในสภาพที่ดี เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนตลอดไป กิจกรรมเพื่อสนองเป้าหมายหลัก ได้แก่ การให้ความสนับสนุนงานอนุรักษ์ผืนป่าและสัตว์ป่าของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร การเฝ้าระวังเหตุอันจะยังผลให้ผืนป่าและสัตว์ป่าถูกทำลาย การขยายแนวร่วมเพื่อช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาติ การจัดสร้างอนุสรณ์สถาน สืบ นาคะเสถียร การหาเงินเข้ากองทุนผู้พิทักษ์ป่า การจัดตั้งกองทุนเพื่อศึกษาวิจัยความรู้เรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศชีวิตพืชและสัตว์ป่า ฯลฯ ซึ่งมูลนิธิฯ เรียกร้องเงินสนับสนุนจากเพื่อนพ้องน้องพี่และท่านที่เคารพทั้งหลาย
และเพื่อสนองงานที่เพิ่มพูนขึ้น จึงได้ย้ายสำนักงานของมูลนิธิฯ จากชั้นใต้ดิน ขึ้นมาอยู่ที่ชั้นสองของอาคาร สมก. ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางเพียงพอ แต่ก็ต้องจ่ายค่าเช่าสูงขึ้น
การย้ายที่ทำการมูลนิธิฯ เป็นครั้งที่สาม เกิดขึ้นเมื่อต้นปี พ.ศ. 2545 โดยมูลนิธิฯ อยู่ระหว่างเตรียมการที่จะรับงานโครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วมในผืนป่าตะวันตก (โครงการจอมป่า) ในด้านของการทำงานอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชนในป่า และองค์กรท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ผืนป่าตะวันตก ประกอบกับ อ.สุรพล สุดารา มารับหน้าที่ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2544 และได้ทราบว่ากรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เดิม ที่ถนนบำรุงเมือง อยู่ใกล้โรงพยาบาลหัวเฉียว กำลังว่างอยู่เนื่องจากกรมฯ ได้ย้ายไปอยู่ ณ ศูนย์ราชการที่แจ้งวัฒนะแล้ว อาจารย์สุรพล จึงได้ดำเนินการทำเรื่องขอใช้พื้นที่ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นสำนักงานมูลนิธิสืบนาคะเสถียรแห่งใหม่ ซึ่งทางกรมฯ ได้อนุญาตให้มูลนิธิสืบฯ สามารถใช้อาคารตึกสามชั้นของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เดิมได้ โดยกรมฯ อนุญาตให้มูลนิธิสืบฯ ใช้เป็นสำนักงานได้เฉพาะชั้นที่สองและชั้นที่สาม ในขณะนั้นมูลนิธิสืบฯ มีเจ้าหน้าที่ที่ทำงานประจำอยู่ในสำนักงาน 7 – 8 คน
มูลนิธิสืบฯ ย้ายสำนักงานอีกครั้งมาที่อยู่ถนนติวานนท์ ใกล้สถาบันโรคทรวงอก แยกแคราย เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2558 ด้วยเหตุว่าอาคารสำนักงานเดิมนั้น ทางผู้ดูแลต้องการปรับปรุงพื้นที่ไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นแทนที่ตัวอาคารเดิม การย้ายครั้งล่าสุดนี้และหวังว่าจะไม่ย้ายอีก เพราะอาคารที่ตั้งมูลนิธิสืบฯ ได้จัดซื้อเป็นทรัพย์สินขององค์กร ตัวอาคารเป็นตึกแถวหนึ่งคูหา แต่เป็นตึกแถวที่ทแยงกว้างทางด้านหลังกว้างเท่ากับสองคูหา ความสูงสี่ชั้นมีชั้นลอย มูลนิธิสืบฯ ได้ย้ายมาอยู่ที่นี่หลังจากที่ไปดูมาหลายๆ แห่งแล้ว กรรมการมูลนิธิฯ ก็เห็นกันว่า ทำเลของตึกแถวตรงนี้มีความเหมาะสม เพราะในอนาคตรถไฟฟ้าสายสีชมพูจะผ่านหน้าสำนักงาน
เมื่อกรรมการเห็นตรงกันแล้ว จึงได้อนุมัติซื้อตึก รวมราคาและค่าปรับปรุงประมาณ 10.5 ล้านบาท ใช้เงินทุนมูลนิธิสืบฯ โดยเปลี่ยนจากเงินฝากธนาคารเป็นอสังหาริมทรัพย์ สำหรับการปรังปรุงได้รับความอนุเคราะห์ช่วยเหลือจาก บริษัท แปลน อาร์คิเทค จำกัด ที่ออกแบบอาคารอนุสรณ์สถาน สืบ นาคะเสถียร ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งมาช่วยออกแบบและปรับปรุงอาคารให้พร้อมใช้เป็นสำนักงาน
ที่อยู่สำนักงานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ในปัจจุบัน สามารถติดต่อได้ที่ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เลขที่ 140 ถนนติวานนท์ ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี รหัสไปรษณีย์ 11000
มูลนิธิสืบนาคะเสถียรเมื่อแรกตั้งมูลนิธิสืบนาคะเสถียร มูลนิธิฯ ได้ขอใช้พื้นที่ของกองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ เป็นที่ทำงาน แต่เนื่องจากพื้นที่บริเวณนั้นมีเนื้อที่จำกัด ไม่อาจให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ไปนั่งทำงานประจำได้ สหภาพการเคหะแห่งชาติ จึงได้จัดงาน “รำลึกถึง สืบ นาคะเสถียร” ขึ้นในวันที่ 28 – 29 ตุลาคม พ.ศ. 2533 และมอบรายได้จำนวน 265,709.75 บาท ให้แก่มูลนิธิสืบฯ เพื่อให้องค์กรนำไปใช้ในการตั้งสำนักงาน
 

แนวทางการแก้ไขปัญหามลพิษ กรณีศึกษามาบตาพุด

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ซึ่งตรงกับวันสิ่งแวดล้อมโลก มูลนิธิบูรณะนิเวศ ร่วมกับ ARNIKA Association แถลงข่าว ภาพรวมปัญหามลพิษอุตสาหกรรม 2558-2559 และผลการศึกษาโลหะหนักในตะกอนดิน 8 จังหวัด หนึ่งในพื้นที่กรณีศึกษาคือ “มาบตาพุด” จ.ระยอง
.
ตั้งแต่มาบตาพุดได้กลายเป็นพื้นที่รองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมมานานกว่า 30 ปี (ตั้งแต่ พ.ศ. 2525) จนเกิดพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง มาบตาพุดได้กลายเป็นแหล่งสะสมมลพิษระดับรุนแรงของประเทศ
.
จากการรวบรวมข้อมูลในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา (ปี 2558-2559) ปัญหายังคงปรากฏอย่างต่อเนื่อง เช่น เหตุการณ์ปลาตายจำนวนมาก พบคราบน้ำมันตามแนวชายหาด การลักลอบมลพิษหรือของเสีย และการเกิดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม
.
น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ชี้แจงว่าการยกพื้นที่มาบตาพุดเป็นกรณีตัวอย่างเพราะพื้นที่ที่เกิดมีปัญหารุนแรง มีสารอันตรายเจือปนอยู่ในอากาศในสิ่งแวดล้อมปริมาณมาก เนื่องจากมีโรงงานอุตสาหกรรมกว่า 200 โรง ซึ่งเกิดปัญหาทุกมิติไม่ว่าจะเป็นน้ำเสีย ขยะอันตราย รวมไปถึงสุขภาพของประชาชน
.
ด้าน น.ส.อัฏฐพร ฤทธิชาติ ฝ่ายเทคนิคและวิชาการ บูรณะนิเวศ รายงานถึงปัญหามลพิษอุตสาหกรรมในพื้นที่อุตสาหกรรมมาบตาพุดและพื้นที่โดยรอบ ว่าในช่วงปี 2558-2559 กรมควบคุมมลพิษพบว่าสภาพภูมิอากาศในพื้นที่แห่งนี้ปนเปื้อนไปด้วยสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ซึ่งเป็นที่เป็นสารก่อเกิดมะเร็งร้าย ในระดับเกินเกณฑ์มาตรฐาน และพบว่าอัตราการเกิดโรคมะเร็งของจังหวัดระยองสูงที่สุดในประเทศไทย โดยเฉพาะ 4 ชนิด ดังต่อไปนี้ (1) มะเร็งหลอดลมและปอด (2) มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (3) มะเร็งเม็ดเลือดขาว และ (4) ภาวะความผิดปกติของไขกระดูก
.
ผอ.มูลนิธิบูรณะนิเวศ ให้ความเห็นว่า นอกจากปัญหามลพิษที่สะสมแล้วยังเกิดปัญหาใหม่ขึ้นมาอีกด้วย และแม้ว่ารัฐบาลยุคนี้พยายามเร่งแก้ไขปัญหาหลายๆ ด้าน แต่ปัญหาในเรื่องของการอุตสาหกรรมมันไม่สามารถแก้ไขได้ภายในหนึ่งหรือสองปี และจากผลรายงานพบว่าพื้นที่ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะสามารถรับรองมลพิษเพิ่มเติมได้อีกแล้ว ในทางกลับกันจะมีการขยายตัวของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมอื่นๆ เพิ่มเข้าไปมากมาย กลายเป็นปัญหาเก่ายังแก้ไขไม่ได้ และปัญหาใหม่ก็เพิ่มขึ้นมา
.
"ปัญหามลพิษในบ้านเรามันแก้ไขไม่ได้ เขาจะปล่อยให้ส่งเสริมการลงทุนต่อไป ในขณะที่ชาวบ้านถึงทางตัน และชาวบ้านจะอยู่กันอย่างไร อากาศที่เขาใช้หายใจจะเป็นอย่างไร น้ำที่เขาใช้จะเป็นอย่างไร ทำไมยังขยายอุตสาหกรรมเพิ่มเติมในพื้นที่นี้อีก ดิฉันอยากให้มีการทบทวน อยากให้มีการลดสีผังเมืองที่เป็นการขยายเขตอุตสาหกรรมนี้เพิ่มเติม นี่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก"
.
การจะแก้ไขปัญหามลพิษได้ต้องทำการปฏิรูประบบการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยประเทศต้องตั้งเป้าหมายในการลดมลพิษอย่างชัดเจน โดยมีกฎหมายเข้ามาช่วยรวบรวมข้อมูลแบบแผนการปล่อยมลพิษ เพื่อนำมาวางแผนป้องกันและเกิดการพัฒนารวมถึงปรับตัวของโรงงาน ซึ่งทุกประเทศเขาพิสูจน์แล้วว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิต สร้างภาพลักษณ์ต่ออุตสาหกรรมดีขึ้น และทำให้ชุมชนกับโรงงานอาศัยอยู่ร่วมกันได้ดีขึ้น
.
ผอ.มูลนิธิบูรณะนิเวศ ให้ข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหามลพิษ 3 ข้อ ต่อไปนี้
.
(1) โครงสร้างหน่วยงานเพื่อการอนุมัติลงทุนหรืออนุญาตจัดตั้งโรงงาน กับหน่วยงานที่มีการตรวจสอบ ควบคุมดูแล และลงโทษเรื่องสิ่งแวดล้อมและมลพิษเป็นหน่วยงานเดียวกัน ซึ่งแท้จริงควรแยกออกจากกัน
.
(2) ต้องมีการปฏิรูปการจัดการทางสิ่งแวดล้อม ตอนนี้รัฐบาลกำลังต้องแก้ไขกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ภายใน 2 เดือนข้างหน้า ตามรัฐธรรมนูญ ดิฉันหวังว่า การแก้ไขกฎหมาย พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ที่กำลังทำอยู่นี้จะเป็นการปฏิรูปการจัดการสิ่งแวดล้อมจะต้องมีการปรับปรุงเนื้อหาบางมาตรา เช่น จะต้องมีการปรับปรุงการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ทั้งระบบ ฉะนั้นเมื่อโครงการใดๆ ก็ตามสิ้นสุดแล้ว ควรมีการระบุว่าภายหลังสถานประกอบการดำเนินการจะต้องมีการดูแลสิ่งแวดล้อมและควบคุมป้องกันมลพิษอย่างไร โดยมีกฎหมายบัญญัติเรื่องของการควบคุมมลพิษต่างๆ ในสิ่งแวดล้อมและประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข้อมูลมลพิษได้
.
(3) ต้องมีบทลงโทษที่ชัดเจน หนักแน่นและรุนแรงมากขึ้น เรื่องของบทลงโทษนี้ไม่ใช่พูดการพูดโดยลำพัง นักวิชาการและหน่วยงานราชการหลายคนเห็นพ้องต้องกันว่า บทลงโทษด้านสิ่งแวดล้อมบ้านเราอ่อนมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศที่มีความจริงจัง รัฐบาลอรุ้มอหร่วยเพื่อสนับสนุนการลงทุน แต่ไม่มีมาตรการที่เข้มแข็งพอที่จะคอยควบคุมไม่ให้โรงงานอุตสาหกรรมทำผิด เช่นเดียวกันที่ไม่มีความเข้มแข็งในการควบคุมเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือภาระหน้าที่ย่างเคร่งครัด ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นภาพรวมทั้งหมดที่เป็นปัญหาใหญ่
มลพิษอุตสาหกรรมมาบตาพุดเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ซึ่งตรงกับวันสิ่งแวดล้อมโลก มูลนิธิบูรณะนิเวศ ร่วมกับ ARNIKA Association แถลงข่าว ภาพรวมปัญหามลพิษอุตสาหกรรม 2558-2559 และผลการศึกษาโลหะหนักในตะกอนดิน 8 จังหวัด หนึ่งในพื้นที่กรณีศึกษาคือ “มาบตาพุด” จ.ระยอง
 

อาชิ : The Living Soul of The Mountain

อีเมล พิมพ์ PDF
ร้านหนังสือ Booktopia เปิดสั่งจอง หนังสือ “อาชิ : The Living Soul of The Mountain” โดย ปริญญากร วรวรรณ ช่างภาพสัตว์ป่า
หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่แค่เป็นเพียงหนังสือรวบรวมภาพสวยๆ แต่ยังเป็นเรื่องราวของการถ่ายโอนยุคสมัย จาก analog สู่ digital ฟิล์มสไลด์กว่า 200 ภาพ จากฝีมือของช่างภาพสัตว์ป่ารุ่นบุกเบิกของเมืองไทย มล.ปริญญากร วรวรรณ บันทึกเสี้ยวเวลาของอดีตถูกส่งต่อสู่ยุคปัจจุบันด้วยฝีมือของช่างภาพยุคดิจิตอลแห่งทีมดิจิทะเล ชุตินันท์ โมรา และ พลพิชญ์ คมสัน เล่าเรื่องของสัตว์ที่กำลังจะสูญเสียพื้นที่อาศัยและกำลังจะกลายเป็นอดีตไปในไม่ช้า
อาชิ เป็นโปรเจคระดมทุนรวบรวมผลงานภาพกวางผาและพื้นที่อาศัยของพวกมัน เล่าเรื่องผ่านช่วงเวลา 3 ฤดูของเมืองไทย คัดมาลงในหนังสือปกแข็ง 256 หน้า ขนาด 11 x 14 นิ้ว พิมพ์สองภาษา สี่สีทั้งเล่ม
นอกจากหนังสือภาพเล่มใหญ่แล้ว ในชุดยังมี pocket book เล่มเล็ก (176 หน้า) ภาษาไทย เป็นการรวมเรื่องราวของการตามหากวางผา ซึ่งเคยตีพิมพ์แล้วในชื่อ “เงาตนบนรอยซาย” พร้อมกับเรื่องใหม่ที่เขียนเพิ่มสำหรับการตีพิมพ์ครั้งนี้ด้วย
หนังสือโปรเจคท์นี้จะสามารถดำเนินการจัดพิมพ์ได้ต้องอาศัยยอดจองไม่ต่ำกว่า 500 เล่ม สามารถสั่งจองที่เพจ Booktopia แห่งเดียวเท่านั้น
(https://www.facebook.com/Booktopia-155900134462189/)
ราคาช่วงระดมทุน ชุดละ 2,500 บาท หลังสิ้นสุดช่วงการระดมทุน จะจำหน่ายราคาปกติ ชุดละ 2,900 บาท
ถ้าหากได้ผลิต หนังสือกำหนดพิมพ์แล้วเสร็จพร้อมส่ง ประมาณเดือนตุลาคม 2560
...
ผมไปถึงดอย ม่อนจอง ครั้งแรก ในฤดูหนาว ปี พ.ศ. 2530
สองปีหลังจากคณะ ของ ดร. ชุมพล งามผ่องใส และ "พี่สืบ" สืบ นาคะเสถียร รวมทั้งนักวิชาการจากกรมป่าไม้ (ยุคนั้น) ได้ขึ้นไปสำรวจกวางผา
และร่วม 20 ปี ภายหลัง นายแพทย์ บุญส่ง เลขะกุล มาสำรวจไว้
"ตอนนั้น เฮายังละอ่อน" จะปุ๊ คู่หู ชาวมูเซอเล่าให้ฟัง
"หมอ เอาม้ามา 6 ตัว หมอขี่ตัวหนึ่ง อีก 5 ตัวเอา เป๊อะของ เดินกัน ฮิมตาย ตั้ง 5 วันกว่าจะถึงยอดดอย"
ว่าตามจริง ภาษาไทย จะปุ๊ ไม่แข็งแรงขนาดนี้หรอก ผม เรียบเรียงให้เข้าใจง่ายขึ้น
"เจอ อาชิ 12 ตัว หมอ กับ ฝรั่งชื่อ จอน ดีใจขนาด" จะปุ๊ เล่าให้ฟัง ขณะเรานั่งอยู่บนสันดอย ตอนพลบค่ำ อุณหภูมิ ต่ำกว่า 10 องศา
ทุกเส้นทาง ที่เรามาถึง มีรอยเท้าของคนที่มาก่อนหน้าแล้วเสมอ
รอยเท้า อันทำให้เห็นถึงความมานะพยายาม บากบั่น
รอยเท้า ที่บุกเบิกเส้นทางอันทำให้ เดินตามด้วยความ ชื่นชม นับถือ
จะปุ๊ นับได้ว่า เป็น "คู่หู" ในการทำงานอย่างเป็นทางการคนแรกของผม
ว่าไปแล้ว ความสัมพันธ์ ระหว่างเรา ไม่ได้ราบรื่น ตลอดเวลานัก
เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวงอน ต่อว่า กล่าวโทษกันบ่อย
ฝนตก พายุแรง ช้างเข้ามาในแคมป์ จะปุ๊ โทษผม
"พี่ใหญ่ นั่งทับหลัว เจ้าโกรธ" เขาว่าเป็นเพราะผมนั่งทับฟืน
ครั้งหนึ่งเขาวางสัมภาระ เดินลงจากดอย ทิ้งผมอยู่คนเดียว ผมทนตากลมตากฝนอยู่สองวัน ก็ยอมถอยเดินลงมาพักอยู่กับ คนงานชาวกระเหรี่ยง ที่มารับจ้างปลูกป่า
ทุกมื้อ กินข้าวกับปลากระป๋อง ร่วมสองสัปดาห์
จะปุ๊ เดินจากหมู่บ้านมาหา
"มีแต่คนบ้า ที่ขึ้นดอยตอนนี้" เป็นประโยคแรกที่เขาพูด
รูปกวางผา ซึ่งมีโอกาสได้เป็นปกนิตยสารสารคดี ฉบับเดือน มิถุนายน พ.ศ. 2539 เกิดขึ้นได้ เพราะ ผมไต่ลงไปตามหน้าผา โดยมีเชือกเก่าๆ ผูกเอวจะปุ๊ดึงอยู่ข้างบน
ลงไปได้สัก 5 เมตร ผมเงยหน้ามอง จะปุ๊
"จับดีๆ นะ"
"จับดีสิ เราเป็นเพื่อนกันนะ" จะปุ๊ ยิ้มกว้าง
ตั้งแต่เช้าไปตลอดวัน จะปุ๊หาทำเลให้ผมนั่งเฝ้ารอ
ส่วนตัวเขา เดินไปตามสันดอย เพื่อหากวางผา
เรามีวิทยุสื่อสารคนละตัว
"มีอะไร วิทยุบอกเรานะ" ผมบอก จะปุ๊ พยักหน้า
บ่ายวันหนึ่ง เขา กระหืดกระหอบมา ตรงจุดที่ผมเฝ้ารอ
"เร็วพี่ใหญ่ อาชิ อยู่ตรงโน้น เปอเรอะ เปอเต๋อ"
จุดนั้นอยู่ไกล ไม่น้อย
"ทำไมไม่วิทยุมาล่ะ ป่านนี้ อาชิไปหมดแล้ว" ผม ชักโกรธ
"ก็มาช่วยพี่ใหญ่ แบกกล้องไปน่ะสิ" เขาทำเสียงเข้มกว่า
วันนั้น ผมเจอกวางผาอยู่ด้วยกัน 4 ตัว
"เราเห็น เกือบ 20 ตัว ตอนไปเรียกพี่ใหญ่" จะปุ๊ หัวเราะ
ผม พลักเขา หัวคะมำ
ทุกเย็น ดวงอาทิตย์ ลับขอบฟ้า อากาศ เย็นยะเยือก
ผมเดินตามจะปุ๊ไปตามสันดอย
เขาร้องเพลงทำนองซ้ำๆ
ถึงแคมป์ เขาวางสัมภาระ หายเข้าหลังพุ่มไม้ กลิ่น เอียนๆ ของฝิ่นโชย เป็นเวลา "สำราญ" ของจะปุ๊ แล้ว
หน้าที่ หุงข้าว ทำกับข้าวเป็นของผม
เรานอน ข้างกองไฟ ใต้ท้องฟ้า มืด ดาวส่องประกายระยิบระยับ
หนังสือ ภาพ "อาชิ" ที่เรากำลังทำ
ในส่วน ของ pocket book ซึ่งมาคู่กันนั้น
ผม บอกกับ มีน ชุตินันท์ โมรา ผู้ออกแบบว่า ขอหน้าแรก ว่างๆ หน้าหนึ่ง
เพื่อผมจะเขียนว่า
"ในความระลึกถึง จะปุ๊ คู่หู และ เพื่อน ผู้อยู่ในใจเสมอ"
- www.facebook.com/Booktopia
- facebook ปริญญากร วรวรรณ
- PHOTO ปริญญากร วรวรรณ
ปริญญากร วรวรรณร้านหนังสือ Booktopia เปิดสั่งจอง หนังสือ “อาชิ : The Living Soul of The Mountain” ผลงาน ปริญญากร วรวรรณ ช่างภาพสัตว์ป่า
 

สี่สายน้ำ ที่มีสิทธิเท่าเทียมกับมนุษย์

อีเมล พิมพ์ PDF
เป็นข่าวใหญ่เมื่อเดือนที่ผ่านมา หลังจากแม่น้ำสายแรกได้รับการยอมรับทางกฎหมายให้มีสิทธิเท่าเทียมกับมนุษย์ซึ่งดูไม่น่าจะเป็นไปได้ หลังจากนั้นไม่นาน อีกซีกโลกหนึ่งก็ตัดสินว่าแม่น้ำควรมีสิทธิเช่นเดียวกับมนุษย์ในบางประเด็น
การตัดสินใจครั้งแรกเกิดขึ้นในประเทศนิวซีแลนด์ หลังจากที่รัฐสภาได้ผ่านกฎหมายรับรองให้แม่น้ำฟางกานุย (Whanganui River) มีสถานะทางกฎหมายเช่นเดียวกับมนุษย์คนหนึ่ง โดยการตัดสินใจดังกล่าวนับว่าเป็นครั้งแรกของโลกในการยกระดับสิทธิของแม่น้ำ หลังจากนั้นราวสัปดาห์ เราก็ได้เห็นข่าวคล้ายคลึงกันในประเทศอินเดีย เมื่อศาลสูงแห่งรัฐอุตตราขัณฑ์ตัดสินให้แม่น้ำคงคา และแม่น้ำยมุนามีสิทธิทางกฎหมายเช่นเดียวกับคน
ทั้งสองกรณีมีที่มาคล้ายคลึงกัน คือความกังวลต่อระบบนิเวศของลำน้ำที่นับวันจะเสื่อมโทรมลง รวมถึงการยอมรับสถานะของแม่น้ำตามหลักศาสนา
ในนิวซีแลนด์ ชาติพันธุ์เมารีมีความเชื่อถึงสายสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณของพวกเขากับแม่น้ำฟางกานุย ทำให้แม่น้ำสายนี้ควรมีสถานะทางกฎหมาย โดยชาติพันธุ์ที่อยู่อาศัยรอบลำน้ำมีเรื่องเล่าที่ถ่ายทอดกันมาในท้องถิ่นว่า “ฉันคือแม่น้ำ แม่น้ำคือฉัน”
ชุมชนชาติพันธุ์เมารีได้ต่อสู้มาเป็นเวลากว่า 150 ปี เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาและแม่น้ำได้รับการยอมรับ ตามกฎหมายฉบับใหม่ แม่น้ำแห่งนี้จะได้รับเงินชดเชยมูลค่ากว่า 56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจัดตั้งกองทุนมูลค่า 21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อดำรงไว้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของลำน้ำ โดยมีตัวแทนจากภาครัฐและชาติพันธุ์เมารีฝ่ายละหนึ่งคนดำเนินการในฐานะผู้แทนของแม่น้ำสายนี้
แม่น้ำคงคาและยมุนาในประเทศอินเดียถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาฮินดู โดยทั้งสองลำน้ำเปรียบดั่งเทพธิดา โดยผู้นับถือศาสนาฮินดูต่างลงไปอาบแม่น้ำทั้งสองสายโดยเหตุผลทางศาสนา
อย่างไรก็ดี แม่น้ำทั้งสองสายนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นแม่น้ำที่เต็มไปด้วยมลภาวะ โดยมีการประเมินว่าในหนึ่งวัน จะมีขยะน้ำหนักกว่า 1 ล้านแกลลอนถูกทิ้งลงแม่น้ำคงคา สร้างปัญหาต่อระบบนิเวศซึ่งรัฐบาลอินเดียพยายามที่จะแก้ไข ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ประกาศว่าแม่น้ำยมุนานั้น “ตายแล้ว” เนื่องจากสายน้ำได้ถูกสารพิษปนเปื้อนจนไม่สามารถสนับสนุนสิ่งมีชีวิตได้อีกต่อไป
การมอบสิทธิทางกฎหมายให้กับแม่น้ำคงคาและแม่น้ำยมุนามีเป้าหมายเพื่อปกป้องรักษาแม่น้ำทั้งสองสาย กล่าวคือ ประชาชนสามารถร้องเรียนการกระทำที่ส่งผลร้ายต่อแม่น้ำภายใต้ชื่อของแม่น้ำเอง โดยหนังสือพิมพ์ Hindustan Times ระบุว่าเจ้าหน้าที่รัฐ 3 คนจะเป็นตัวแทนทางกฎหมายของแม่น้ำแต่ละสาย
นอกจากแม่น้ำทั้ง 3 สายที่ได้รับสถานะเทียบเท่ามนุษย์คนหนึ่ง เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญในประเทศโคลัมเบียก็ได้ประกาศรับรองสิทธิแม่น้ำ Atrato ซึ่งเผชิญกับปัญหามลภาวะรุนแรง โดยแม่น้ำจะมีสิทธิในการ “ปกป้อง อนุรักษ์ ทำนุบำรุง และฟื้นฟู” ตามกฎหมาย
การประกาศให้แม่น้ำมีสถานะเทียบเท่ากับบุคลนั้นอาจไม่ใช่เรื่องแปลกเท่าที่เราคิด โดย Chris Finlayson อัยการสูงสุดประเทศนิวซีแลนด์กล่าวเปรียบเทียบว่า การมอบสถานะทางบุคคลให้กับสิ่งไม่มีชีวิต เช่น กองมรดก (family trust) บริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคล รวมถึงคณะบุคคลต่างๆ นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. 2557 นิวซีแลนด์ก็ได้รับรองสถานะบุคคลให้กับอุทยานแห่งชาติ Te Urewera
การตัดสินใจของรัฐบาลนิวซีแลนด์น่าจะเป็นหนึ่งในอิทธิผลต่อคำตัดสินของศาลรัฐอุตตราขัณฑ์ รวมไปถึงศาลในประเทศโคลัมเบีย ซึ่งยากที่จะคาดการณ์ว่าแนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไปหรือไม่ แต่การถกเถียงว่าทรัพยากรธรรมชาติควรมีสิทธิทางกฎหมายหรือไม่นั้นเป็นประเด็นที่พูดคุยกันมาอย่างยาวนาน แต่ไม่ใช่นักสิ่งแวดล้อมทุกคนที่จะเห็นพ้องต่อแนวคิดดังกล่าว
“แค่ประกาศว่าแม่น้ำเป็นสิ่งมีชีวิตอาจไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น” Vimlendu Ja นักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่ต่อสู้เพื่อทำความสะอาดแม่น้ำยมุนาให้สัมภาษณ์กับ Associated Press “เจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนยังต้องเป็นผู้มีบทบาทสำคัญให้การฟื้นฟูแม่น้ำแห่งนี้ และหยุดปล่อยของเสียลงสู่ลำน้ำ”
ถอดความและเรียบเรียงจาก
- There are now 3 rivers that legally have the same rights as humans โดย Adam Taylor
- Colombia Grants Legal Rights to the Polluted Atrato River โดย Susan Bird
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
แม่น้ำเป็นข่าวใหญ่เมื่อเดือนที่ผ่านมา หลังจากแม่น้ำสายแรกได้รับการยอมรับทางกฎหมายให้มีสิทธิเท่าเทียมกับมนุษย์ซึ่งดูไม่น่าจะเป็นไปได้ หลังจากนั้นไม่นาน อีกซีกโลกหนึ่งก็ตัดสินว่าแม่น้ำควรมีสิทธิเช่นเดียวกับมนุษย์ในบางประเด็น
 

ภัยคุกคามนกน้ำริมฝั่งแม่น้ำอิรวดี

อีเมล พิมพ์ PDF
ในช่วง 14 ปีที่ผ่านมา นกน้ำที่พบได้บริเวณแม่น้ำอิรวดี ประเทศพม่า มีจำนวนลดลงราว 60 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์ของนก
นักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานภายใต้การสนับสนุนของ Fauna & Flora International (FFI) และมูลนิธิ Manfred Hermsenได้ทำการสำรวจนกริมฝั่งแม่น้ำอิรวดีในช่วงระหว่างเมืองมิตจีนา (Myitkyina) จนถึงเมืองมัณฑะเลย์ (Mandalay) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 จนถึงปัจจุบัน และพบว่าปริมาณนกน้ำที่พบลดลงอย่างมากเนื่องจากการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัย การร่อนทอง และการล่า
บริเวณดังกล่าวเป็นที่อยูอาศัยของนกน้ำกว่า 20,000 ชีวิต 61 สายพันธุ์ โดยมีนกแอ่นทุ่งเล็ก (Small Praticole) ไปจนถึงเป็นพม่า (Ruddy shelduck) เป็นสองชนิดที่มีจำนวนค่อนข้างมาก ซึ่งทั้งสองชนิดพันธุ์ต่างต้องเผชิญกับภาวะปริมาณประชากรที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
ChristophZoeckler ผู้นำการศึกษากล่าวว่า “แม่น้ำอิรวดี นับว่าเป็นหนึ่งในแม่น้ำไม่กี่สายในทวีปเอเชียที่ยังคงไหลตามธรรมชาติโดยไม่มีเขื่อนใหญ่มาสร้างกั้นโดยเฉพาะพื้นที่ระหว่างเมืองมิตจีนา และซินโบ (Sinbo) ที่ถือว่าเป็นหัวใจในการอนุรักษ์
“แม้ว่าปริมาณของน้ำจะลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่พื้นที่ดังกล่าวก็ยังมีความสำคัญในระดับโลก และเพื่อปกป้องพื้นที่แห่งนี้ การประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นหนึ่งในพื้นที่ชุ่มน้ำภายใต้การคุ้มครองของสนธิสัญญาระหว่างประเทศแรมซ่าจึงเป็นโอกาสที่จะปกป้องพื้นที่แห่งนี้จากวิกฤติ”
สิ่งที่ต้องดำเนินการทันทีคือการหยุดกิจกรรมร่อนหาทองหรือเหมืองทองขนาดเล็กซึ่งผิดกฎหมาย เพื่อคืนที่อยู่อาศัยให้กับนกน้ำ ปลา และสัตว์น้ำอื่นๆ ริเริ่มการนำระบบการจัดการขยะในระดับชุมชน รวมทั้งป้องกันไม่ให้มีการขยายพื้นที่เกษตรเข้ามาใกล้ริ่มฝั่งแม่น้ำ
“ปัจจุบัน ริมสองฝั่งแม่น้ำเต็มไปด้วยขยะจากครัวเรือน ชายฝั่งที่เป็นทรายก็ถูกขุดเพื่อหาทาง หากยังไม่มีกฎหมายหรือมาตรการใดๆ เพื่อจัดการปัญหาดังกล่าว ที่อยู่อาศัยของนกน้ำก็จะสูญหายไป และแม่น้ำแห่งนี้ก็จะกลายเป็นดินแดนรกร้าง” Frank Momberg ผู้จัดการ FFI ประเทศพม่ากล่าวเสริม
แม่น้ำอิรวดี เป็นแม่น้ำที่ยังคงไหลตามธรรมชาติโดยไม่มีการก่อสร้างเขื่อน หรือได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนเส้นทางน้ำ แม่น้ำสายนี้จึงสามารถพัดพาตะกอนและสารอาหารได้โดยไม่มีอุปสรรค และยังเป็นบ้านที่ยากจะทดแทนของสรรพชีวิต
ผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ต่อแม่น้ำสายนี้นั้นเพิ่มขึ้นและมองเห็นได้ไม่ยาก ส่งผลต่อธรรมชาติ เช่น การลดลงของปริมาณนกน้ำอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงนกชนิดอื่นๆ เนื่องจากสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัย เพราะการขยายพื้นที่การเกษตรทับลงไปยังพื้นที่หาดทราย หนองบึง และพื้นที่ชุ่มน้ำอื่นๆ รวมถึงการร่อนทองที่พบเห็นได้มากมายตลอดฝั่งน้ำ และการวางกับดักนกก็พบเห็นได้อย่างทั่วไป และดำเนินการอย่างเป็นระบบ
แม้ว่าสถิติจะค่อนข้างน่าเป็นห่วง แต่พื้นที่ดังกล่าวก็ยังเป็นบ้านของนกน้ำอีกจำนวนมาก นักอนุรักษ์ต่างยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวยังสามารถฟื้นฟูได้หากมีการดำเนินการแก้ไขปัญหาเช่นที่กล่าวมา พื้นที่ชุ่มน้ำหลายแห่งยังมีความสำคัญในระดับแรมซ่า แต่แนวคิดการอยู่ร่วมกับระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อมก็ยังละเลยไม่ได้ เพื่อให้วิถีชีวิตริ่มฝั่งน้ำของชุมชนยังสามารถคงอยู่ได้
ถอดความและเรียบเรียงจาก Survey reveals drastic decline of waterbirds in Irrawaddy Riverโดย Frank Momberg เข้าถึงได้ที่ https://phys.org/news/2017-02-survey-reveals-drastic-decline-waterbirds.html
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
นกน้ำในช่วง 14 ปีที่ผ่านมา นกน้ำที่พบได้บริเวณแม่น้ำอิรวดี ประเทศพม่า มีจำนวนลดลงราว 60 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์ของนก
 

'สีดอแก้ว' สู่ประโยชน์เพื่องานอนุรักษ์

อีเมล พิมพ์ PDF

สีดอแก้วจากเหตุการณ์ที่สีดอแก้วหลุดออกจากพื้นที่โครงการจัดการช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ (สถานที่สำหรับปรับพฤติกรรมช้างป่า) เดินทางไปไกลถึง จ.จันทบุรี จนพากลับเข้าพื้นที่โครงการได้อีกครั้ง เรื่องราวทั้งหมดสามารถให้ประโยชน์ต่องานอนุรักษ์ได้อย่างไรบ้าง ชวนมาหาคำตอบในเรื่องนี้กัน

จากเหตุการณ์ที่พลายสีดอแก้วหลุดออกจากพื้นที่โครงการจัดการช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ (สถานที่สำหรับปรับพฤติกรรมช้างป่า) เดินทางไปไกลถึง จ.จันทบุรี จนพากลับเข้าพื้นที่โครงการได้อีกครั้ง เรื่องราวทั้งหมดสามารถให้ประโยชน์ต่องานอนุรักษ์ได้อย่างไรบ้าง ชวนมาหาคำตอบในเรื่องนี้กัน
.
‘สีดอแก้ว’ ช้างป่าหนุ่มตัวนี้มีนิสัยชอบออกเดินทางระยะไกลเพื่อหากินนอกพื้นที่อนุรักษ์มาหลายปีแล้ว และเจ้าหน้าที่ได้ทำการติดตาม จับ และพาย้ายเข้าไปในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ถิ่นที่อาศัยเดิมของสีดอแก้ว พร้อมติดปลอกคอวิทยุเพื่อศึกษาเส้นทาง
.
ผลของการติดปลอกคอทำให้ทราบว่า สีดอแก้วมักออกเดินในเส้นทางเดิม คือพื้นที่ จ.จันทบุรี ไปออก จ.ตราด พอเกิดเหตุการณ์ที่สีดอแก้วออกมาหากินนอกพื้นที่อนุรักษ์หลายครั้งเข้า เจ้าหน้าที่จึงได้เคลื่อนย้ายสีดอแก้วมาไว้ใน “โครงการจัดการช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์” บริเวณเขาตะกรุบ ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับปรับสัญชาติญาณและพฤติกรรมของช้างป่าด้วยการใช้ธรรมชาติบำบัด แต่เมื่อกุมพาพันธ์ที่ผ่านมา สีดอแก้วสามารถเล็ดลอดไปจากพื้นที่โครงการได้ โดยอาศัยความฉลาดและแสนรู้
.
น.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน หรือหมอล็อต สัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ชวนสังเกตลักษณะของสีดอแก้วว่า ช้างที่ไม่มีงาไม่น่าจะสู้ใครได้ รวมถึงไม่น่าจะสืบเผ่าพันธุ์ได้ ธรรมชาติจึงสร้างช้างที่ไม่มีงาให้มีลักษณะกะโหลกใหญ่ ช้างสีดอจึงมีความฉลาดกว่าช้างงา
.
“ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าเขาฉลาดมากและสามารถเรียนรู้ได้ไว สีดอแก้วจึงสามารถเล็ดลอด และมีการเอาตัวรอดมาอยู่นอกพื้นที่ได้”
.
เมื่อสีดอแก้วออกจากพื้นที่ ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ติดตาม เฝ้าระวังให้ความปลอดภัยระหว่างช้างและประชาชน กระทั่งเกิดปฏิบัติการนำสีดอแก้วกลับคืนสู่พื้นที่โครงการจัดการช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ดังที่ปรากฎทางสื่อต่างๆ
.
ภารกิจครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะความร่วมมือจากภาคประชาชนในพื้นที่
.
น.สพ.ภัทรพล เล่าว่า การย้ายสีดอแก้วถือเป็นการดำเนินการเชิงรุกอย่างหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านเห็นการทำงานและสามารถเข้ามามีส่วนร่วมงานกับเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ได้
.
ส่วนสาเหตุที่สีดอแก้วออกหากินนอกพื้นที่นั้น สัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานแห่งชาติ อธิบายว่า “ที่สีดอแก้วออกไปหากินนอกพื้นที่ไม่ใช่เพราะประชากรช้างล้นป่า” จากข้อมูลเบื้องต้นของสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่าในการสำรวจพื้นที่รอยต่อ 5 จังหวัด มีอาณาเขตพื้นที่ ครอบคลุม 5 จังหวัดได้แก่ ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ระยอง จันทบุรี และชลบุรี มีเนื้อที่รวมประมาณ 1.2 ล้านไร่ พบว่ามีประชากรช้างในพื้นที่ประมาณ 424 ตัว แต่ขนาดพื้นที่สามารถได้ถึง 500 ตัว ดังนั้นไม่ได้หมายความว่าช้างมีพื้นที่จำกัดประชากรจึงล้นป่า
.
“ตอนนี้เรากำลังมองในเรื่องของ ศักยภาพในการรองรับของพื้นที่ (Carrying Capacity) พบว่า พื้นที่ทุ่งหญ้าเดิมกลายเป็นพื้นที่ป่าชั้นสองแล้ว (Secondary Forest) เพราะฉะนั้นทางพื้นที่มีโครงการในการพัฒนาปรับปรุงพืชอาหาร แหล่งทุ่งหญ้า แหล่งน้ำ แหล่งดินโป่งให้กับช้างป่า ให้เหมาะสม มันก็จะเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ช้างและสัตว์ป่าไม่ออกมานอกพื้นที่”
.
ซึ่งจากการติดตามพฤติกรรมสีดอแก้วเมื่อออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ พบว่าสีดอแก้วชอบแช่น้ำ ไม่ว่าไปที่ไหนก็จะลงเล่นน้ำ เจ้าหน้าที่จึงแก้ไขปัญหาด้วยการสร้างอ่างให้สีดอแก้วโดยเฉพาะ และเมื่อสีดอแก้วมาถึงปรากฏว่าเขาเดินลงไปเล่นน้ำเลย เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าสีดอแก้วมีการเรียนรู้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้เราได้เรียนรู้นำไปสู่วิธีการแก้ไขและป้องกัน
.
น.สพ.ภัทรพล แสดงความเห็นว่า ทางเลือกในการปรับปรุงแหล่งน้ำแหล่งอาหารในพื้นที่ตรงนี้จะเป็นทางเลือกที่สำคัญ รวมถึงการเตรียมความพร้อมรอบๆ พื้นที่ป่าอนุรักษ์ เรื่องการขุดคูกั้น การทำแนวรั้วกั้นแบบบูรณาการ สิ่งจะเป็นโรดแมปสำคัญในการดูแลช้างป่า
.
สีดอแก้วนั้นมีความฉลาดแสนรู้ แต่จะทำอย่างไรที่จะสามารถนำใช้ให้เกิดประโยชน์ในงานอนุรักษ์ได้ นี่คือโจทย์ที่ หมอล็อต ได้ตั้งไว้ และเชื่อว่าหากเราสามารถรับมือกับสีดอแก้วด้วยระบบการจัดการที่ชัดเจน จะนำไปสู่ประโยชน์ในงานอนุรักษ์ ในเรื่องของการจัดการช้างป่าที่ออกนอกพื้นที่ได้ในอนาคตได้ และเราต้องคิดต่อว่า ความฉลาด แสนรู้ ประสบการณ์ที่เขามีจะนำไปประยุกต์ใช้อย่างไรบ้าง
.
“เมื่อบ้านน่าอยู่ มีขอบเขตชัดเจน มันก็ถึงเวลาที่เราจะพาช้างกลับบ้าน ตอนนี้เรามีโรดแมปที่ชัดเจนอยู่แล้ว ในขั้นตอนต่อไป คือการทำบ้านเขาให้สมบูรณ์อยู่ในขั้นตอเนกำลังดำเนินการ ส่วนคูกั้นช้าง เราทำมาแล้ว โดยเราได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ประมาณกว่า 580 กิโลเมตร แนวกำแพงกั้นช้างแบบผสมผสานตามจุดที่ช้างชอบออกหรือจุดที่ดินถล่มได้ง่าย เพราะฉะนั้นเมื่อบ้านพร้อม ครัวพร้อม ประตูบ้านพร้อม ชัดเจน มันก็ถึงเวลาที่ช้างจะได้กลับบ้าน ฉะนั้นนี่ถือเป็นโรดแมปในการบริหารจัดการช้างป่าที่ออกมานอกพื้นที่อนุรักษ์ โดยเฉพาะพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด” น.สพ.ภัทรพล กล่าวทิ้งท้
 

กินมังฯ ทำไม ?

อีเมล พิมพ์ PDF

มิงสวิรัตินั่นสิครับ เรากินมังสวิรัติทำไม - คำถามข้างต้นเกิดขึ้นในใจตอนที่ผมเดินทางไปแลกเปลี่ยนหนึ่งภาคการศึกษาที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ และพบว่าในวันจันทร์ อาหารส่วนใหญ่ที่ขายในโรงอาหารมหาวิทยาลัยจะเป็นมังสวิรัติ ด้านหน้าก็มีป้ายรณรงค์ว่า “มังสวิรัติทุกวันจันทร์ (Vegetarian Monday)”

 

สิงคโปร์เตรียมแผนเก็บภาษีคาร์บอนภายในปี พ.ศ. 2562

อีเมล พิมพ์ PDF

สิงคโปร์สิงคโปร์ได้ประกาศจะจัดเก็บภาษีคาร์บอนภายในปี พ.ศ. 2562 โดยตั้งราคาไว้ที่ระหว่างตันละ 7 ถึง 14 ดอลลาร์สหรัฐ

 

เขื่อนจีน และความเสี่ยงด้านวิกฤติน้ำของประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง

อีเมล พิมพ์ PDF

เขื่อนแม่น้ำสายนี้มีจุดกำเนิดสูงขึ้นไปถึงที่ราบสูงทิเบต และค่อยๆ เคี้ยวคดลงมากว่า 5,000 กิโลเมตรสู่ทางใต้และหายตัวไปในทะเลจีนใต้ ระหว่างทาง ลำน้ำได้ไหลผ่าน 6 ประเทศ หล่อเลี้ยงทั้งระบบนิเวศและเศรษฐกิจระดับชุมชน โดยเฉพาะการประมงที่ต่อสายชีวิตให้กับประชาชนกว่า 60 ล้านคนในลุ่มน้ำตอนล่าง

 

การรับมือความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของ “ควายป่าฝูงสุดท้าย”

อีเมล พิมพ์ PDF
รับมือความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของ “ควายป่าฝูงสุดท้าย”
.
ทั่วทั้งโลกสามารถพบควายป่า (Wild Water Buffalo) ที่ได้ที่ประเทศอินเดีย เนปาล ภูฏาน และไทย จำนวนทั้งหมดประมาณ 4,000 ตัวเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีควายป่าเพียงฝูงเดียวและเป็นสุดท้ายทั้งสิ้น 69 ตัว อาศัยอยู่ในผืนป่าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นั่นคือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี
.
สำหรับประเทศไทย ควายป่าจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนชนิดหนึ่งใน 15 ชนิด และอนุสัญญา CITES จัดควายป่าไว้ใน Appendix III ในประเทศไทย แต่เดิมเคยมีควายป่าอยู่ตามป่าทุ่งป่าโปร่งเกือบทุกภาค ยกเว้นก็แต่ภาคใต้ ปัจจุบันถูกล่าหมดไป และยังคงมีหลงเหลืออยู่เพียงแห่งที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง นอกจากแหล่งนี้ ควายป่าที่พบที่แห่งอื่น อาจไม่ใช่ควายป่าหรือมหิงสาแท้ๆ โดยสาเหตุของการเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มีปัจจัยภัยคุกคามดังต่อไปนี้
.
1)พืชต่างถิ่นเข้ามารุกรานพืชท้องถิ่นในพื้นที่หากินของควายป่า เช่น ไมยราบยักษ์ ที่แพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วทำให้พืชท้องถิ่นซึ่งเป็นอาหารของควายป่ามีจำนวนน้อยลง นำไปสู่ปัญหาแหล่งที่อยู่อาศัยอันเหมาะสมได้เปลี่ยนแปลงไปและพื้นที่หากินของควายป่าคับแคบลง
.
2)การผสมกันเองภายในเครือญาติ ที่เกิดจากมีจำนวนประชากรน้อยทำให้เกิดปัญหาเลือดชิด (Inbreeding) ส่งผลให้ลูกควายป่าที่เกิดจากการผสมพันธุ์เช่นนี้อ่อนแอ ภูมิต้านทานโรคต่ำ และเมื่อผสมพันธุ์เช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ จะทำให้ควายป่าอ่อนแอและเสี่ยงสูญพันธุ์
.
3)เกิดการแย่งพื้นที่หากินทั้งอาหารและแหล่งน้ำของควายป่าและควายบ้าน
.
4)การผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างควายป่ากับควายบ้าน ทำให้เกิดพันธุกรรมควายป่าเปลี่ยนแปลงไป โอกาสติดโรคระบาด โรคปรสิตที่ส่งผ่านโดยควายบ้านได้มากขึ้น
.
5)การล่าควายป่าห้วยขาแข้งเฉกเช่นที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2558
.
รวมไปถึงข้อจำกัดในการขยายพันธุ์ควายป่าตามธรรมชาตินั้น ควายป่าใช้เวลาอุ้มท้องนานถึง 10 เดือน ฉะนั้นใน 1 ปีจะออกลูกได้เพียง 1 ตัวเท่านั้น ทำให้ประชากรควายป่าคงที่ประมาณ 40-60 ตัว มาตลอดช่วงระยะเวลากว่าสองทศวรรษ แต่ปัญหาสายพันธุ์อ่อนแอทั้งจากเลือกชิดและการผสมข้ามสายพันธุ์นี้เองจะทำให้เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย
.
ด้าน น.ส.กาญจนา นิตยะ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กล่าวถึงมาตรการและแนวทางในการอนุรักษ์ควายป่าของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ว่า กรมอุทยานฯ ได้ดำเนินการ 4 โครงการ ได้แก่
.
1)โครงการธนาคารพันธุกรรมสัตว์ป่า เพื่อดำรงและฟื้นฟูพันธุกรรมของควายป่าให้เป็นสายพันธุ์แท้และมีความแข็งแรงมากขึ้น โดยเซลล์พันธุกรรมของควายป่าจะถูกจัดเก็บรักษาอย่างเป็นระบบมาตรฐาน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน
.
2)โครงการสถาบันสุขภาพสัตว์ป่าแห่งชาติ เพื่อดูแลสุขภาพของสัตว์ป่าทั้งในถิ่นอาศัยและนอกถิ่นอาศัยให้ดำรงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน
.
3)โครงการศูนย์ประสานงานสุขภาพหนึ่งเดียว เพื่อให้มีหน่วยงานซึ่งเป็นศูนย์กลางที่รวบรวมข้อมูลสารสนเทศด้านโรคอุบัติใหม่ซ้ำ เพื่อช่วยในการจัดการทรัพยากรสัตว์ป่าอย่างยั่งยืน
.
4)โครงการเครือข่ายเฝ้าระวังและสอบสวนโรคสัตว์ป่า เพื่อสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังและสอบสวนโรคสัตว์ป่าอันเป็นคุกคามร้ายแรงของความหลากหลายทางชีวภาพของทรัพยากรสัตว์ป่าอย่างยั่งยืน
.
ทั้งนี้ทั้งนั้นอนาคตของควายป่าจะเป็นอย่างไรต่อไปภายใต้การดูแลของกรมอุทยานฯ องค์กร เจ้าหน้าที่ รวมไปถึงความร่วมมือของประชาชน ที่จะแก้ปัญหาภัยคุกคามต่างๆ ที่จะนำไปสู่หนทางการแก้ไขวิกฤตการณ์ความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของควายป่าฝูงสุดท้ายของประเทศไทยได้หรือไม่ และในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้เอง เป็นวันอนุรักษ์ควายไทย อย่าลืมช่วยกันเป็นกำลังใจให้ควายป่าแห่งห้วยขาแข้งซึ่งเป็นควายป่าฝูงสุดท้ายของประเทศไทยกันนะคะ
.
https://goo.gl/GzcxDv
https://goo.gl/n0puDw
ควายป่าทั่วทั้งโลกสามารถพบ "ควายป่า" หรือ "มหิงสา" (Wild Water Buffalo) ที่ได้ที่ประเทศอินเดีย เนปาล ภูฏาน และไทย จำนวนทั้งหมดประมาณ 4,000 ตัวเท่านั้น ปัจจุบันประเทศไทยมีควายป่าเพียงฝูงเดียวและเป็นสุดท้ายทั้งสิ้น 69 ตัว ซึ่งอาศัยอยู่ภายในผืนป่าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ในเขตพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี
 

บอกรักโลก บอกเลิก "ถุงพลาสติก"

อีเมล พิมพ์ PDF
บอกรักโลก บอกเลิก "ถุงพลาสติก"
.
เมื่อปีที่แล้ววารสาร Science ตีพิมพ์งานวิจัยระบุถึงปริมาณขยะพลาสติกที่เกิดขึ้นไว้ราว 275 ล้านตัน และขยะเหล่านี้ไหลลงทะเลมากถึง 8 ล้านตัน โดยฐานข้อมูลขยะทะเล จากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ประเทศไทย ปี 2558 ได้แบ่งประเภทขยะไว้ดังนี้ (1)ถุงพลาสติก 13% (2)หลอดเครื่องดื่ม 10% และ (3)ฝาพลาสติก 8% ของปริมาณขยะทะเลทั้ง 50,000-60,000 ตันต่อปี (ขยะพลาสติกมีปริมาณประมาณ 750 ล้านชิ้นต่อปี) ที่ทำให้ประเทศไทยติดอันดับที่ 5 ของโลกในการทิ้งขยะลงทะเลมากที่สุด นี่เป็นเพียงตัวอย่างจากปริมาณขยะทางทะเลเท่านั้น
.
อย่างที่ทราบกันดีว่าพลาสติกจำเป็นต้องใช้เวลานานมากในการย่อยสลาย แต่รู้หรือไม่ว่านานถึง 450 ปี หรือคิดง่ายๆ ว่าเป็นมรดกตกทอดยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ
.
หลายประเทศจึงตั้งเป้าไปที่การกำจัดถุงพลาสติกที่เป็นส่วนประกอบหลักของขยะพลาสติกในทะเล ทั้งทวีปอเมริกา แอฟริกา ยุโรป และตะวันออกกลาง ที่มีออกมาตรการเพื่อลดจำนวนถุงพลาสติกอย่างจริงจัง ทั้งการออกกฎหมายห้ามใช้ถุงพลาสติก รณรงค์ให้ใช้ถุงแบบใช้ซ้ำได้ การเก็บค่าถุงพลาสติกจากลูกค้า การเก็บภาษีสำหรับการผลิตและการนำเข้าถุงพลาสติก และการเก็บภาษีถุงพลาสติก
.
ยกตัวอย่างประเทศไอร์แลนด์ เริ่มบังคับใช้การจัดการขยะโดยการเก็บภาษีถุงพลาสติก 15 ยูโรเซนต์ต่อใบ เมื่อปี 2544 ซึ่งปีแรกที่เริ่มเก็บภาษี พบว่า สามารถลดการใช้ถุงพลาสติกได้ประมาณ 90% จาก 1,200 ล้านใบเหลือ 235 ล้านใบ ทำให้ขยะทั่วประเทศมีปริมาณลดลงอย่างมาก ต่อมาปี 2550 ไอร์แลนด์ขึ้นภาษีถุงพลาสติกเป็น 22 ยูโรเซนต์ หลังที่ยอดการใช้ถุงพลาสติกในช่วงปี 2547-2549 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย
.
ประเทศไทยเอง ก็ไม่สามารถหลีกหนีปัญหาจาก "ถุงพลาสติก" ได้พ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรารับถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อ ซึ่งการรับถุงแต่ละครั้งนั้นเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยร้านเซเว่น อีเลฟเว่น แจกจ่ายถุงพลาสติกต่อวันถึง 7,000,000 ถุง นั่นหมายความว่าหนึ่งปีเราจะมีถุงพลาสติกประมาณ 2,500 ถุง ที่จะกลายเป็นขยะภายในประเทศไทย ดังนั้นยิ่งเรางดการรับถุงพลาสติกมาใช้ได้มากเท่าใดก็ยิ่งลดการทรมานสิ่งแวดล้อมได้น้อยลงเท่านั้น
.
โครงการตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในการลดการใช้ถุงพลาสติก นั่นคือ โครงการ Chula Zero Waste หรือ จุฬาปลอดขยะ ที่รณรงค์ให้คนหันมาใช้ถุงผ้าและงดรับถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อ ทั้งร้านค้าสหกรณ์และร้านเซเว่น อีเลฟเว่น 11 แห่งภายในมหาวิทยาลัย ทำให้สามารถลดจำนวนถุงพลาสติกได้เกือบครึ่งภายในระยะเวลา 3 เดือน จากเดือนละ 130,000 ถุง เหลือราว 70,000 ถุง แต่วิธีที่ได้ผลที่สุดคือการเก็บเงินค่าถุงพลาสติกราคาถุงละ 2 บาทแทนการแจกฟรี ส่งผลให้ภายใน 1 เดือนสามารถลดจำนวนการใช้ถุงพลาสติกจาก 70,200 ถุง เหลือเพียง 16,700 ถุง ซึ่งสอดคล้องกับ นานาประเทศ ที่ได้ทำการเก็บภาษีถุงพลาสติกนั่นเอง
.
มาร่วมรณรงค์การลดขยะพลาสติกจากเซเว่น อีเลฟเว่น ด้วยวิธีการลดการใช้ ใช้ซ้ำ การรีไซเคิล และร่วมลงชื่อกับแคมเปญ You love Thailand: Demand 7/11 to stop polluting it. (https://goo.gl/b5KBJ5) หรือท่านใดมีวิธีเจ๋งๆ มาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกัน ณ ที่นี้เลยค่ะ
.
Source :
สำรวจเพื่อนร่วมโลก กลยุทธ์ลด “ถุงพลาสติก” บทเรียนนานาชาติ goo.gl/sVbsQB
โครงการ Chula Zero Waste -goo.gl/lfM204
ข้อมูลขยะทะเล จากกรมทรัยากรทางทะเลและชายฝั่ง -goo.gl/7ULLH1
ระยะเวลาการย่อยสลายของขยะแต่ละชนิด -goo.gl/gtYPJT
เลิกใช้ถุงพลาสติก
อย่างที่ทราบกันดีว่าพลาสติกจำเป็นต้องใช้เวลานานมากในการย่อยสลาย แต่รู้หรือไม่ว่านานถึง 450 ปี หรือคิดง่ายๆ ว่าเป็นมรดกตกทอดยาวนานกว่า 4 ศตวรรษ
.
.
 

วิสาหกิจชุมชนในผืนป่าตะวันตก คนอยู่ได้ เพื่อป่าอยู่ได้

อีเมล พิมพ์ PDF

วิสาหกิจชุมชน

“คนอยู่ได้เพื่อป่าอยู่ได้” เป็นแนวคิดหลักในการทำงานในผืนป่าตะวันตกของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรที่นำมาจากพื้นฐานความเป็นจริงปัญหาเรื่องบุกรุกทำลายป่านั้นมีสาเหตุใหญ่อันเนื่องมาจากการหาเลี้ยงปากท้อง

 

เราอยู่ในโลกที่ร้อนขึ้นทุก 3 ปี

อีเมล พิมพ์ PDF

โลกร้อนจากข้อมูลขององค์การนาซา ในปี พ.ศ. 2559 อุณหภูมิพื้นผิวโลกได้ทุบสถิติปีที่ร้อนที่สุด 0.12 องศาเซลเซียส โดยตัวเลขดังกล่าวบันทึกไว้เมื่อปี พ.ศ. 2558 ซึ่งทุบสถิติก่อนหน้า 0.13 องศาเซลเซียสซึ่งบันทึกเมื่อปี พ.ศ. 2557 โดยก่อนหน้านั้น มีการบันทึกการทำลายสถิติเมื่อปี พ.ศ. 2551 และ พ.ศ. 2548 ตามลำดับ

 
บทความ อื่นๆ ...


page 1 of 17

รับข่าวสาร