• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


วิสาหกิจชุมชนในผืนป่าตะวันตก คนอยู่ได้ เพื่อป่าอยู่ได้

อีเมล พิมพ์ PDF

วิสาหกิจชุมชน

“คนอยู่ได้เพื่อป่าอยู่ได้” เป็นแนวคิดหลักในการทำงานในผืนป่าตะวันตกของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรที่นำมาจากพื้นฐานความเป็นจริงปัญหาเรื่องบุกรุกทำลายป่านั้นมีสาเหตุใหญ่อันเนื่องมาจากการหาเลี้ยงปากท้อง

 

เราอยู่ในโลกที่ร้อนขึ้นทุก 3 ปี

อีเมล พิมพ์ PDF

โลกร้อนจากข้อมูลขององค์การนาซา ในปี พ.ศ. 2559 อุณหภูมิพื้นผิวโลกได้ทุบสถิติปีที่ร้อนที่สุด 0.12 องศาเซลเซียส โดยตัวเลขดังกล่าวบันทึกไว้เมื่อปี พ.ศ. 2558 ซึ่งทุบสถิติก่อนหน้า 0.13 องศาเซลเซียสซึ่งบันทึกเมื่อปี พ.ศ. 2557 โดยก่อนหน้านั้น มีการบันทึกการทำลายสถิติเมื่อปี พ.ศ. 2551 และ พ.ศ. 2548 ตามลำดับ

 

'นกเงือก' กับภาวะโลกร้อน

อีเมล พิมพ์ PDF

hornbillนอกจากปัจจัยการคุกคามด้านศัตรูตามธรรมชาติและมนุษย์ที่ทำให้จำนวนนกเงือกลดลงแล้ว “ภาวะโลกร้อน” เองก็ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะมนุษย์เท่านั้น แต่เชื่อมโยงไปถึงวัฏจักรธรรมชาติที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม และสิ่งมีชีวิตที่อาศัยพึ่งพาหากินกับต้นไม้เช่น นกเงือก ก็ต้องประสบปัญหาในมิติของนกเงือกเช่นกัน

 

ปาฐกถาพิเศษ 'ในหลวง ร.9 กับการอนุรักษ์'

อีเมล พิมพ์ PDF

‘ในหลวง ร.9 กับการอนุรักษ์’ปาฐกถาพิเศษ โดย ศศิน เฉลิมลาภปาฐกถาพิเศษ 'ในหลวงรัชการที่ 9 กับการอนุรักษ์' โดย ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ในงานวันรักนกเงือก เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 ณ มหาวิทยาลัยมหิดล (พญาไท) ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือเรื่องโลกร้อนนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงกล่าวมาก่อนที่ประเด็นนี้จะได้รับการอธิบายอย่างแพร่หลาย พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสพูดถึงโลกร้อนไว้ ตั้งแต่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2532 ซึ่งเวลานั้นยังไม่เป็นที่สนใจ และมีการพูดถึงกันน้อยมาก

 

สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ "ฆ่าช้าง เอางา"

อีเมล พิมพ์ PDF
สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ "ฆ่าช้าง เอางา"
หนึ่งในเหตุผลการตัดสินใจเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ของรัฐบาลคือข้ออ้างว่าเทคโนโลยีสะอาด และมีการศึกษาทางวิชาการอย่างรอบด้านแล้ว คำกล่าวนี้จะจริงหรือไม่จริง สามารถพิสูจน์ได้จากข้อมูลเชิงวิชาการ ไม่ใช่การกล่าวอ้างลอยๆ โดยไม่มีหลักฐาน
ต่อไปนี้คือผลการวิจัยที่ผมร่วมกับชาวบ้าชายฝั่งทะเลอันดามันได้ทำวิจัยเรื่อง “อันดามัน : ความรู้ท้องถิ่นด้านสิ่งแวดล้อมเชิงวัฒนธรรม การเมืองเรื่องความรู้ และความเป็นธรรมทางสังคมด้านสุขภาวะ” หรือที่เรียกว่า “งานวิจัยมหาลัยเล” ในหัวข้อการเมืองเรื่องความรู้ งานวิจัยนี้ได้อาศัยข้อมูลที่ระบุไว้ใน รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลทางวิชาการที่สำคัญที่สุดของราชการในกรณีของผลกระทบจากโครงการ และการเก็บข้อมูลสนามโดยการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมพบว่า เทคโนโลยีที่ว่าสะอาดนั้น เป็นกล่าวอ้างมุมเดียวคือมุมของผลกระทบด้านมลพิษทางอากาศ ขณะที่ประเด็นที่ภาครัฐไม่ได้กล่าวถึงเลยในการพูดถึงโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่คือผลกระทบจากกระบวนการหล่อเย็น
งานวิจัยมหาลัยเลพบว่า ป่าชายเลนบริเวณคลองปกาสัย-เกาะหม้อ ที่จะมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และจะได้รับผลกระทบจากกระบวนการหล่อเย็นของโรงไฟฟ้าคือพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับพื้นที่ชุ่มน้ปากแม่น้ำกระบี่ที่มีความสำคัญระหว่างปะเทศหรือ Ramsar Site บริเวณนี้มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงโดยสำรวจพบปลา 104 ชนิด หอย 18 ชนิด กุ้ง 10 ชนิด ปู 7 ชนิด หมึก 4 ชนิด ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นสัตว์น้ำที่ชาวบ้านจับมาเป็นอาหารและขายเป็นรายได้ทางเศรษฐกิจ
ที่สำคัญ ในช่วงฤดูแล้งที่เกิดน้ำทะเลหนุนเข้ามาและน้ำมีความเค็มกว่าปกติ บริเวณนี้จะเป็นแหล่งอาศัยของโลมาที่อพยพเข้ามาตามปากช่องเภาและช่องแหลมหินเข้ามาหากินถึงเกาะหม้อและหาดหน้าเกาะหม้อใกล้กับปากคลองปกาสัยที่รับน้ำหล่อเย็นจากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่
ขณะที่รายงาน EHIA (หน้า3-105 ถึง 3-129) ก็ได้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพเชิงพื้นที่ของระบบนิเวศน์บริเวณนี้ที่มีป่าไม้ชายเลนหนาแน่นตลอดแนวลำคลอง และมีกลุ่มชาวประมงประกอบอาชีพจับสัตว์น้ำอย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยเฉพาะบริเวณสะพานช้างไปจนถึงปากคลองปกาสัย บริเวณบ้านแหลมกรวด รายงาน EHIA ยังกล่าวว่า คลองปกาสัยมีบทบาททั้งด้านแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนที่เปราะบาง หรือเป็นรอยต่อของระบบนิเวศน์ที่เชื่อมต่อระหว่างระบบนิเวศน์บนบกหรือเขตป่าเขากับระบบนิเวศน์ชายฝั่งทะเล ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ด้านการถ่ายทอดพลังงานต่อวงจรชีวิตสัตว์น้ำ และสัมพันธ์เชื่อมโยงต่อเนื่องกับการประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านเป็นสำคัญ
นั่นหมายความว่า รายงาน EHIA ก็ยอมรับว่าบริเวณนี้มีคุณค่าทั้งในเชิงนิเวศวิทยาและเศรษฐกิจของชุมชนเป็นอย่างสูง
ในส่วนของผลกระทบจากระบบหล่อเย็น รายงาน EHIA หน้า5-203 ถึง 5-204 ระบุว่า โรงไฟฟ้าได้ออกแบบให้ชักน้ำจากคลองปกาสัยไปใช้ในกระบวนการหล่อเย็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าก่อนที่จะระบายน้ำที่ผ่านการหล่อเย็นลงสู่คลองปกาสัยอีกครั้ง โดยมีน้ำระบายออกมา 66,960 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน และจะมีการควบคุมอุณหภูมิน้ำที่จุดปล่อยน้ำทิ้งให้อุณหภูมิน้ำที่ปล่อยแตกต่างกับอุณหภูมิน้ำตามสภาพธรรมชาติไม่เกิน 3 องศาเซลเซียส โดยน้ำที่ปล่อยจะมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ
ขณะที่รายงาน EHIA หน้า 5-226 ระบุว่า การสูบน้ำจากคลองปกาสัยไปใช้ในระบบหล่อเย็น และการระบายน้ำจากระบบหล่อเย็นลงสู่คลองปกาสัยอาจส่งผลกระทบต่อการลดลงของปริมาณสัตว์น้ำวัยอ่อน แพลงค์ตอนพืชและแพลงค์ตอนสัตว์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้ของชาวประมง
อย่างไรก็ตาม รายงาน EHIA ทั้งสองหัวข้อมีแนวโ้นมเป็นอย่างสูงว่า การประเมินผลกระทบต่ำกว่าความเป็นจริง โดยนอกระบุว่าผลกระทบต่อแพลงค์ตอนอยู่ในระดับที่ยอมรับได้โดยอ้างการพัดพาของน้ำทะเลที่นำแพลงค์ตอนเข้ามาในคลอง และน้ำจากต้นคลองปกาสัยและลำคลองสาขาพัดพาสารอาหารหรืออินทรียสารและแพลงค์ตอนน้ำจืดมาจากภูเขาหรือต้นน้ำ กอปรกับแพลงค์ตอนพืชมีวงจรชีวิตที่สั้น (ประมาณ 3-4 วัน) สามารถเติบโตทดแทนได้อย่างรวดเร็ว
ขณะที่ EHIA ได้ ระบุถึงมาตรการป้องกันเพื่อมิให้ปนเปื้อนลงสู่ลำคลองซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งอาหาร แหล่งผสมพันธุ์ วางไข่ อนุบาลสัตว์วัยอ่อน และปริมาณสัตว์น้ำโดยมีการกำหนดมาตรการส่งเสริมการประกอบอาชีพประมง เช่น การเลี้ยงปลากระชัง การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ จึงคาดว่าผลกระทบจากโครงการต่อการประมงอยู่ในระดับยอมรับได้
จากข้อมูลดังกล่าว เห็นได้อย่างชัดเจนว่าการประเมินผลกระทบจากโครงการทำเฉพาะผลกระทบต่อแพลงค์ตอนเท่านั้น ไม่ได้ประเมินผลกระทบจากการสูบน้ำในปริมาณถึง 66,960 ลูกบาศก์เมตรต่อวันที่มีผลต่อสัตว์น้ำวัยอ่อนที่ถูกสูบเข้าไปในระบบหล่อเย็นด้วย ขณะที่การระบายน้ำออกที่อุณหภูมิสูงกว่าปกติก็ประเมินเฉพาะผลกระทบต่อแพลงค์ตอนเช่นกัน ไม่ได้ประเมินผลกระทบต่อสัตว์น้ำวัยอ่อนและสัตว์น้ำที่โตแล้ว
สำหรับการประเมินผลกระทบต่อแพลงค์ตอน สามารถกล่าวได้ว่าประเมินผลกระทบต่ำเกินจริงเพราะ EHIA ระบุว่า แพลงค์ตอนพืชมีวงจรชีวิตที่สั้น (ประมาณ 3-4 วัน) สามารถเติบโตทดแทนได้อย่างรวดเร็ว แต่ในความเป็นจริงโครงการมีการสูบและปล่อยน้ำหล่อเย็นที่อุณหภูมิสูงกว่าน้ำปกติทุกวัน ไม่ใช่สูบน้ำและปล่อย 1 วัน เว้น 3-4 วัน ดังนั้นแพลงค์ตอนจึงไม่มีโอกาสเติบโตทดแทนได้
การทำลายแพลงค์ตอนจึงเท่ากับทำลายห่วงโซ่อาหารของสัตว์ทะเล และจะส่งผลกระทบต่อความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์ทะเล ตั้งแต่หอยสองฝาที่กินแพลงค์ตอนเป็นอาหารและมีชุกชุมบริเวณวังและหาดในคลองปกาสัย ปลา หมึก กุ้ง ไปจนถึงโลมา
ขณะที่งานวิจัยมหาลัยเลได้ชี้ให้เห็นว่าบริเวณคลองปกาสัยมีวังต่างๆ และมีป่าชายเลนรอบๆ ที่เป็นแหล่งอาศัย หากิน และวางไข่ของปลาบริเวณชายฝั่งทะเลที่อพยพเข้ามาในบริเวณนี้ เช่น ปลาดุกทะเล ปลากะพงขาว ปลากะพงแดง ฯลฯ ก่อนจะกลับไปเติบโตในท้องทะเล
ในมิติเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหาร บริเวณนี้เป็นแหล่งปูดำและหอยชนิดต่างๆ ซึ่งสัตว์น้ำเหล่านี้เป็นสัตว์น้ำที่ชาวบ้านที่ทำประมงในบริเวณนี้และชาวบ้านอีกหลายพื้นที่ซึ่งอยู่ห่างไกลต้องพึ่งพาทั้งการเป็นอาหารและขายเป็นรายได้ทางเศรษฐกิจ ขณะที่การทำลายแหล่งอนุบาลสัตว์วัยอ่อนที่อพยพมาจากชายฝั่งทะเล จะทำให้ต้องสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน จังหวัดกระบี่ และจะส่งผลกระทบต่อชาวประมงพื้นบ้านที่ทำประมงบริเวณชายฝั่งในระยะยาว
ผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นลูกโซ่นี้ ไม่สามารถทดแทนด้วยมาตรการส่งเสริมการประกอบอาชีพประมงเพื่อทดแทนผลกระทบต่อชาวประมง เช่น การเลี้ยงปลากระชังและการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำได้
ที่ผ่านมา บทเรียนจากการที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทำลายแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งคนท้องถิ่นต้องพึ่งพา และมาตรการส่งเสริมการประกอบอาชีพประมงเพื่อทดแทนผลกระทบต่อชาวประมง เช่น การเลี้ยงปลากระชังและการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำไม่สามารถทดแทนได้ก็คือ กรณีของเขื่อนปากมูล ซึ่งผลกระทบเกิดขึ้นกับแม่น้ำ แต่ กฟผ.ก็ไม่สามารถแก้ไขด้วยมาตรการดังกล่าวได้ และทุกวันนั้น วิถีชีวิตของชาวปากมูลก็ล่มสลาย โดยไม่มีใครเหลียวแล ดังนั้น ในกรณีของชายพื้นที่ชุ่มน้ำบริเวณชายฝั่งทะเลที่มีระบบนิเวศน์ที่สลับซับซ้อน และมีคนนต้องพึ่งพาทรัพยากรมากกว่า มาตรการดังกล่าวก็ยิ่งแทบเป็นไปไม่ได้
ดังนั้น การผลักดันโรงไฟฟ้าถ่านหินโดยอ้างว่า เทคโนโลยีสะอาด และมีการศึกษาทางวิชาการอย่างรอบด้าน จึงเป็นการพูดฝ่ายเดียวและมองมุมเดียว ซึ่งหากมองหลายๆ มุม โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ก็คือ “ฆ่าช้าง เอางา” และงาที่ได้นั้นก็เอาไปประดับบ้านของคนรวยซึ่งก็คือพ่อค้าถ่านหิน
ภาพ พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากระบบหล่อเย็นโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่คือแหล่งประมงพื้นบ้านและแหล่งวางไข่และอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนของชายฝั่งทะเลอันดามั
โรงไฟฟ้าถ่านหินหนึ่งในเหตุผลการตัดสินใจเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ของรัฐบาลคือข้ออ้างว่าเทคโนโลยีสะอาด และมีการศึกษาทางวิชาการอย่างรอบด้านแล้ว คำกล่าวนี้จะจริงหรือไม่จริง สามารถพิสูจน์ได้จากข้อมูลเชิงวิชาการ ไม่ใช่การกล่าวอ้างลอยๆ โดยไม่มีหลักฐาน
 

เหตุผลที่ต้องคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่-เทพา

อีเมล พิมพ์ PDF

โรงไฟฟ้า17 ก.พ. 2560 หรือวันพรุ่งนี้ เครือข่ายภาคประชาชนภาคใต้จะรวมพลที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อแสดงออกถึงการคัดค้านกรณีที่จะมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ โดยมีจุดมุ่งหมายให้รัฐบาลยกเลิกโครงการดังกล่าวไป

 

การพัฒนาที่ยั่งยืน บนแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

อีเมล พิมพ์ PDF

เศรษฐกิจพอเพียงในบทบาทการทำงานของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรคนทั่วไปอาจมองแค่บริบทการทำงานในผืนป่าตะวันตกเพียงอย่างเดียว ซึ่งความเป็นจริงมูลนิธิสืบนาคะเสถียรทำงานด้านชุมชนในป่า โดยหาแนวทางจัดการร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

 

ช่วงเวลาแห่งการรอคอย... เตรียมผนวกพื้นที่ “อุทยานฯ เฉลิมรัตนโกสินทร์”

อีเมล พิมพ์ PDF
ช่วงเวลาแห่งการรอคอย “พื้นที่เตรียมผนวกอุทยานฯ เฉลิมรัตนโกสินทร์”
กรมอุทยานฯ เดินหน้าเตรียมยื่นเรื่องขอผนวกพื้นที่อุทยานฯ เฉลิมรัตนโกสินทร์ เพื่อเชื่อมโยงพื้นที่อนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดสมดุลที่ยั่งยืน
แต่เดิมพื้นที่ 101,890 กว่าไร่ ที่รอเตรียมผนวกเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ อยู่ความดูแลของกรมป่าไม้ คือป่าสงวนแห่งชาติป่าโรงงานกระดาษไทยแปลงที่ 6 และป่าสงวนแห่งชาติป่าหนองรี ตั้งอยู่ ต.เขาโจด อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี มีลักษณะเป็นป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง สัตว์ป่าใช้ประโยชน์ในพื้นที่มากมาย ทั้งช้างป่า หมูป่า กระต่าย กวาง ละมั่ง เนื้อทราย และเก้ง ซึ่งเมื่อครั้งอดีตราว 20 กว่าปีก่อนมีการให้สัมปทานพื้นที่จำนวนหนึ่งแก่เหมืองแร่ชนิด แฟลด์ สปาร์ โดยมีระยะเวลา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536-2565 ซึ่งปัจจุบันได้หยุดกิจกรรมการทำเหมืองแล้ว และส่งมอบพื้นที่กลับคืนให้กรมป่าไม้ โดยเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการอพยพชุมชนกว่า 200 คนที่มาอาศัยในพื้นที่ตั้งแต่เริ่มทำเหมืองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตติดต่อกับอุทยานฯเฉลิมรัตนโกสินทร์ และต่อเนื่องกับพื้นที่เตรียมประกาศเขตห้ามล่าศรีสวัสดิ์ ที่กำลังรอการดำเนินการอยู่ โดยนายสุชัย หรดี หัวหน้าอุทยานฯ เฉลิมรัตนโกสินทร์ ได้ต่อสู้มาอย่างยาวนานในการประกาศป่าผืนนี้ในเป็นพื้นที่อนุรักษ์
การผลักดันให้เป็นพื้นที่เตรียมผนวกนี้ดำเนินการเรื่อยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548-2549 จากการผลัดดันระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเรื่อยมากระทั่งระดับจังหวัด และผ่านมติความเห็นชอบจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เมื่อ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2553 จากนั้นได้ดำเนินการตรวจสอบแผนที่จัดทำแนวเขต ร่างพระราชกฤษฎีกา เพื่อเสนอต่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทช.) ต่อไป
นายสุชัย หรดี กล่าวถึงสาเหตุของความล่าช้าในการผนวกพื้นที่อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ว่า เนื่องจากปัญหาด้านบุคลากรไม่เพียงพอ การผลัดเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ในกรมทำให้การดำเนินการไม่ต่อเนื่อง และสถานการณ์ทางการเมืองช่วง 2-3 ปีนั้นไม่นิ่ง ทำให้การประกาศพื้นบริเวณป่าสงวนแห่งชาติโรงงานกระดาษไทยแปลงที่ 6 และป่าสงวนแห่งชาติป่าหนองรี เป็นพื้นที่อุทยานฯ เฉลิมรัตนโกสินทร์ หยุดชะงักไป มาถึงปัจจุบันในรัฐบาลยุคนี้มีความคาดหวังว่าจะเดินหน้าต่อได้รับการประกาศในที่สุด หากรวมพื้นที่อุทยานฯ เดิมกับพื้นที่เตรียมผนวกเข้าด้วยกันก็จะมีพื้นที่ประมาณแสนห้ากว่าไร่
แม้จะยังไม่ได้รับการประกาศเป็นพื้นที่อุทยานแต่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ เฉลิมรัตนโกสินทร์ก็ยังปฏิบัติงานอย่างแข็งขันภายใต้กรอบที่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งหากมีการกระทำผิดในพื้นที่อุทยานฯ จะส่งเรื่องให้กรมป่าไม้ดำเนินการและเป็นเจ้าของคดีตามกระบวนกฎหมายต่อไป รวมถึงมีการลาดตระเวนร่วมในพื้นที่ ทั้งหน่วยป้องกันกรมป่าไม้, เจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าสลักพระ, เจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าศรีสวัสด์ และเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เขื่อนศรีนครินทร์ เพื่อลดปัญหาภัยคุกคามต่างๆ เช่น การบุกรุกพื้นที่ การล่าสัตว์ การตัดไม้ และการเผาป่า ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ไม่ดูแลเสียแต่วันนี้ภัยคุกคามดังกล่าวก็อาจจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นและความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติอาจถึงคราวต้องหมดไป
แต่ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ อุปกรณ์ยานพาหนะ และที่สำคัญอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ ที่ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่เดินลาดตระเวนดูแลราว 20 คน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดูแลพื้นที่กว่า 150,000 ไร่ การประกาศให้เป็นพื้นที่อุทยานฯ จะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้
หากมีการประกาศเป็นพื้นที่อุทยานฯ แล้ว นายสุชัย หรดี วางเป้าหมายไว้ว่าจะตั้งหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติขึ้น 2 หน่วย หน่วยละ 6-7 คน เพื่อเพิ่มอัตรากำลังดูแลและปกป้องพื้นที่ได้สะดวก พื้นที่ก็จะได้รับการคุ้มครองอีกทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นให้แก่เจ้าหน้าที่สร้างแรงใจและความเข้มแข็งในการทำงาน และชาวบ้านเกรงกลัวมากขึ้นไม่กล้าฉวยโอกาสเข้ามาหาประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นการบุกรุก การล่าสัตว์ และการตัดไม้ ด้านพื้นที่ที่เคยได้รับสัมปทานเป็นเหมืองแร่ นายสุชัย หรดี กล่าวว่า พื้นที่นี้มีความอุดมสมบูรณ์อยู่แล้วทั้งด้านพรรณพืขและสัตว์ป่า หากไม่มีมนุษย์เข้ามารบกวนหรือคุกคาม ป่าจะฟื้นฟูเองตามธรรมชาติ
ด้านนายประวุธ เปรมปรีดิ์ หัวหน้าหน่วยควบคุมพื้นที่เตรียมประกาศเขตห้ามล่าสัตว์ป่าศรีสวัสดิ์ อธิบายสภาพพื้นที่เมื่อคราวพาคณะสำรวจดูพื้นที่ว่า พื้นที่เตรียมผนวกเป็นพื้นที่อุทยานฯ เฉลิมรัตนโกสินทร์เป็นพื้นที่ราบกลางหุบเขา มีความเหมาะสมในการอพยพเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่า ซึ่งจะแนวทางเดียวกันกับการประกาศเป็นเขตห้ามล่าศรีสวัสดิ์ ที่จะรองรับการอพยพของสัตว์ป่า ไม่ว่าจะเคลื่อนไปทางทิศบนหรือลงล่างก็ตาม การประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติขึ้นมา ผมเชื่อมั่นว่าเมื่อได้รับการคุ้มครองแล้ว ความหลากหลายทางชีวภาพ ความเป็นอิสระของสัตว์ป่า จะได้กลับคืนมาในที่สุด สร้างความต่อเนื่องและมีความอุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
จากการลงพื้นที่บริเวณเหมืองแร่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของป่าสงวนแห่งชาติป่าโรงงานกระดาษไทยแปลงที่ 6 ที่จะกลายเป็นพื้นที่อุทยานฯ เฉลิมรัตนโกสินในอนาคต แม้ยังปรากฏร่องรอยกิจกรรมการทำเหมืองและการอาศัยของชุมชน แต่ป่ายังคงความอุดมสมบูรณ์และค่อยๆ ฟื้นสภาพตามลำดับ โดยมีรอยตีนสัตว์ป่าและมูลสัตว์ป่า โดยเฉพาะช้างป่าที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ ซึ่งปรากฏทั้งรอยตีน กองมูลจำนวนมาก เสียงร้องตอนกลางคืน และรอยเสียดสีบนไหล่ทาง รวมไปถึงสามารถพบเห็นนกประจำถิ่น นกอพยพ เช่น นกจับแมลงสีคล้ำ (Dark-sided Flycatcher) และนกเงือก ที่มาร้องปลุก “กก...กก...กก” แต่เช้าตรู่ สิ่งเหล่านี้เองที่บ่งชี้ว่าผืนป่ายังมีความอุดมสมบูรณ์
อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์กรมอุทยานฯ เดินหน้าเตรียมยื่นเรื่องขอผนวกพื้นที่ "อุทยานฯ เฉลิมรัตนโกสินทร์" เพื่อเชื่อมโยงพื้นที่อนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดสมดุลที่ยั่งยืน
 

เจตจำนงการขับเคลื่อนประเทศไทย สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

อีเมล พิมพ์ PDF

สมัชชาจากการประชุมสมัชชาสามัญประจำปี 2559  เมื่อวันที่  6-7 กุมภาพันธ์  2560   ณ โรงแรมเอเซีย แอร์พอร์ท อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ขององค์กรสมาชิกสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.) ที่ประชุมได้มีการสรุปการประชุม โดยการแสดงเจตจำนง "การขับเคลื่อนประเทศไทย สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน" มีเนื้อหาดังนี้

 

ความโดดเดี่ยวของ "นักปกป้องสิทธิมนุษยชน"

อีเมล พิมพ์ PDF
ความโดดเดี่ยวของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนชาวไทย
ความขัดแย้งของผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มนายทุนหรือผู้มีอิทธิพลกับผู้ได้รับผลกระทบที่หยัดยืนขึ้นมาต่อสู้ตามหลักสิทธิมนุษยชนเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชีวิต ชุมชน และอนาคตของพวกเขาเอง ปรากฏตามช่องทางสื่อต่างๆ บ้างถูกทำให้เงียบหายไปก็มากมาย เรื่อยมาตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน เรื่องราวเฉกเช่นนี้เกิดมาแล้วทั่วโลก
Global Witness (www.globalwitness.org)  ได้จัดทำรายงานเกี่ยวกับการบังคับบุคคลให้สูญหายกรณีผู้ทำงานปกป้องที่ดินและสิ่งแวดล้อมทั่วโลก ปรากฏ 991 ราย โดยในระหว่างปี พ.ศ. 2545-2557 มีแนวโน้มว่าจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มมากกว่านี้ แต่รายงานข้อมูลจากพื้นที่ชนบทซึ่งเป็นแนวหน้าที่ต่อสู้กับการทำลายทรัพยากรและการปราบปรามสิทธิมนุษยชนยังคงมีอยู่น้อย และในบางประเทศสื่อมวลชนมีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูล
และในประเทศไทยเอง Protection International (protectioninternational.org) กำลังจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกว่า 50 กรณี ที่ถูกสังหารในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา หลายคนตกเป็นเหยื่อของการบังคับให้สูญหาย เป็นเหตุให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ก่อความรุนแรงต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างเลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทั้งยังสามารถลอยนวลพ้นผิดได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ต้องตกอยู่ในภาวะความเสี่ยงที่จะตกเป็นเป้าหมายของความรุนแรงอันเป็นความอยุติธรรม ความขัดแย้งผลประโยชน์ของกลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพลต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งหลายครั้งที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนเหล่านี้น้อยนักที่จะได้รับความเป็นธรรมอันริบหรี่ กรณีนายเจริญ วัดอักษร ก็เป็นหนึ่งในนั้น
ภายหลังการเปิดงานนิทรรศการภาพถ่ายแด่นักสู้ผู้จากไป For Those Who Died Trying” เราได้มีโอกาสฟังคำบอกเล่าจากปากคำของผู้สูญเสีย คุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย ซึ่งประสบการสูญเสีย นายเจริญ วัดอักษร ผู้เป็นสามีซึ่งนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชน ผู้ถูกบังคับให้สูญหายตามร่องหลืบความอยุติธรรมของประเทศไทย โดยการลอบสังหารเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2547
พี่เจริญเขาเป็นหนึ่งในนักต่อสู้สิทธิมนุษยชนผู้ถูกกระทำให้สูญหายระหว่างการต่อสู้คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในพื้นที่อำเภอบ่อนอก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลที่เปิดให้เอกชนเข้าไปดำเนินงาน
พี่เจริญเป็นรุ่นที่ 3-4 ที่ลุกขึ้นมาคัดค้าน ท่ามกลางการต่อสู้ แกนนำส่วนใหญ่ถูกทำให้มีเหตุต้องเลิกสู้ไป ทั้งการถูกซื้อตัว ข่มขู่ แต่ว่าในขณะนั้นส่วนของพวกชาวบ้านที่ยังเหลือก็ยังสู้ต่อ สถานการณ์ผลักดันให้เขากลายเป็นผู้นำ เพื่อขับเคลื่อนทิศทางขบวนชาวบ้านให้ชัดเจน กระทั่งประสบความสำเร็จ โครงการนี้ได้ถูกยกเลิกไป แต่ว่ามันก็ต้องแลกกับชีวิต
เจริญเป็นหนึ่งในผู้นำที่ถูกฝ่าย(นาย)ทุนเข้ามาเจรจาต่อรองให้ผลประโยชน์ด้วยเงินจำนวน 20 ล้านบาท เราก็บอกเขาว่าเราไม่มีข้อเรียกร้องเรื่องเงิน แต่เรามีข้อเรียกร้องอย่างเดียวคือให้โครงการยกเลิก สิ่งที่ตามมาคือการข่มขู่ การใช้กฎหมายมาเล่นงานเรา จนถึงที่สุดของการต่อสู้กับกลุ่มนายทุนนั่นก็คือ “ความตาย”
“สิ่งพี่จะแนะนำสำหรับนักต่อสู้สิทธิมนุษยชนหรือนักอนุรักษ์รุ่นใหม่ที่คิดจะเลือกเส้นทางนี้ ควรตระเตรียมความคิดและตระเตรียมความพร้อมของตัวเอง เพราะสิ่งที่เรายืนหยัดในเส้นทางนี้เต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามที่เราต้องเจอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ สำหรับกรณีของพี่กับพี่เจริญ เรามีการทำความเข้าใจกันก่อนว่า ถ้าเรายังอยู่บนเส้นทางนี้ หากเราไม่ตายก็ติดคุก เพราะฉะนั้นอย่ามีลูก หลังการเจรจาผลประโยชน์และเราปฏิเสธผ่านไป มีการเตือนกันหลายรอบ เรารู้ว่าพี่เจริญถูกหมายปองชีวิต ปรากฏว่า พี่เจริญก็ทำใจ เราก็ต้องทำใจ”
ตลอดการต่อสู้ในฐานะสิทธิมนุษยนชนคนหนึ่งนั้น นายเจริญรู้ตัวดีว่าตนเองได้ตกเป็นเป้าหมายเพราะการขัดขวางโครงการดังกล่าว เขาได้กล่าวกับภรรยาว่า “ถ้าโดนยิงตายเขาไม่กลัวหรอก ถ้าเจ็บก็เจ็บลูกปืนนัดแรกนัดเดียว นัดต่อไปอีกสักอีกสิบนัดเขาก็ไม่กลัว ไม่รู้สึกเจ็บอะไร”
“แล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ พี่เจริญโดนยิง 9 นัด” คุณกรณ์อุมากล่าว
การตระเตรียมความความคิดและพร้อมทำให้เรามีสติ กอบกู้ความเสียขวัญ และสามารถนำพาชาวบ้านให้เข้มแข็งได้ เป้าหมายของการเข่นฆ่าครั้งนี้คือการหวังผลในการทำลายผู้นำให้เกิดเกิดความหวาดกลัวในหมู่ชาวบ้าน จากที่พี่ไม่เคยต้องเป็นผู้นำ รุ่งขึ้นหลังวันเกิดเหตุ พี่แห่ศพเข้ากรุงเทพฯ พูดคุยกับสื่อ ต่อสู้ต่อ ซึ่งถือว่าได้ผลในระดับหนึ่ง และหลังจากที่เราสูญเสียพี่เจริญไป เราก็ไม่ได้หยุดพัก ลุกขึ้นมาทำงานตรงนี้แทน คนที่หวาดกลัวเป็นเรื่องที่ไม่สามารถห้ามกันได้ แต่คนส่วนใหญ่ยังอยู่หลังที่พี่เจริญตาย
คุณกรณ์อุมา บอกเล่าประสบการณ์ตรงของการขับเคลื่อนขบวนการต่อสู้ เธอชี้ให้เห็นว่าส่วนใหญ่เกิดจากความขัดแย้งกับนโยบายของรัฐบาล ที่มักเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มนายทุน และการพัฒนา ในสายตาของรัฐฯ จะมองเราด้วยสายตาอคติ เป็นพวกสมควรตาย ถ่วงความเจริญ ไม่ยอมรับการพัฒนา กบฏต่อรัฐ พี่พูดจากประสบการณ์จริง เราเจอคำพูดเหล่านี้จริงๆ เจอท่าทีอย่างนี้จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ ศาลก็ตาม เราจะไปหวังอะไร... เขาไม่ยินดีกับสิ่งที่เราทำ เราคิดว่าเราทำเรื่องดี แต่เขากลับมองว่าเป็นเรื่องไม่ดี และพร้อมที่จะลบพวกเราทิ้งออกจากบัญชีรายชื่อประเทศไทย
พี่ไม่คาดหวังให้รัฐมาคุ้มครองดูแลระหว่างการต่อสู้ เพราะเราคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับความต้องการของรัฐ รัฐเป็นฝ่ายอยากจัดการเราเสียมากกว่า โดยวิธีการจัดการนั้นมีหลายแบบ มันอาจจะเกิดจากทุนที่เสียประโยชน์จากการสัมปทาน ก็จัดการด้วยตัวกลุ่มนายทุนเอง ใช้ผลประโยชน์ สมคบกับกลุ่มอิทธิพลมือปืน กลุ่มนักการเมือง มาข่มขู่เข่นฆ่า มาจัดการกับพวกเรา
ในส่วนของรัฐเองเกิดความร่วมมือในส่วนของประโยชน์ในการจัดการพวกเรา เช่นเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม นอกจากเรายังไม่ได้ความยุติธรรม ยังรู้สึกด้วยว่าถูกกระทำซ้ำ การที่ส่วนของรัฐเองกลับเอื้อประโยชน์ให้กับทุน โดยการยัดพวกเราเป็นแพะ เช่นกรณีตัวอย่าง พี่น้องที่บางสะพานที่คัดค้านโครงการโรงถลุงเหล็กสหวิริยา แม้ว่าหนึ่งในผู้ต้องหาจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ในวันนั้นด้วยซ้ำแต่เป็นเพียงหัวเรี่ยวหัวแรงของขบวนการต่อสู้ ปัจจุบันถูกคุมขังรับโทษจำคุกกว่า 21 ปี ทั้งพยาน หลักฐานก็ขัดแย้ง ต้องยกผลประโยชน์ให้จำเลยเสียด้วยซ้ำ แต่เรื่องราวกลับตาลปัด กลายเป็นศาลยกผลประโยชน์ให้โจทก์ และลงโทษพวกเขา ดูเหมือนไม่ร้ายแรงไม่ถึงขั้นตาย แต่มันไม่ต่างกับการตายทั้งเป็น
แต่หากย้อนเวลากลับไปได้ เธอก็ยังเลือกเส้นทางเดิม กระทั่งวันนี้เองพี่สูญเสียพี่เจริญไปพี่ก็ต่อสู้ เพราะการต่อสู้ของพี่ไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง แต่เป็นการต่อสู้ร่วมกับชุมชนตามหลักสิทธิมนุษยชน เพื่อวิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนของชุมชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้นอกจากจะส่งผลดีแก่ชุมชนแล้วยังคงเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนต่อไปเช่นกัน
คุณกรณ์อุมา กล่าวทิ้งท้ายว่า การจัดงานนิทรรศการนี้จะช่วยเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสิทธิมนุษยชนได้ดีขึ้นหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสำนึกของรัฐ ว่ามีสำนึกที่ดี จิตใจที่ดี และคุณธรรมที่ดีเพียงใด จากการติดตามข้อมูลจากอดีตจนถึงปัจจุบัน รัฐไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสิทธิมนุษยชน เราจึงไม่คาดหวังให้รัฐไทยจะเข้าใจสิทธิมนุษยนชนได้ดีไปกว่านี้
ความโดดเดี่ยวที่นักต่อสู้สิทธิมนุษยชนต้องเผชิญทั้งจากนโยบายรัฐส่วนใหญ่ที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มนายทุน นั้นไม่มีใครรู้ซึ้งและรู้สึกได้ดีไปกว่าพวกเขาที่ต้องต่อสู้และเผชิญหน้า ทั้งการเอารัดเอาเปรียบ การข่มขู่ เข่นฆ่า และความสูญเสียที่ต้องเผชิญ แต่พวกเขามิได้ต่อสู้เพียงลำพัง เพราะยังมีคนที่มีแนวคิดเดียวกันคอยประคับประคองและถ่ายทอดเรื่องราวอันควรเปิดเผยให้โลกได้รับรู้ถึง การสูญเสีย การเสียสละ และการถูกบังคับให้สูญหายไปตลอดกาล แต่จิตวิญญาณนักต่อสู้นั้นจะยังคงอยู่ตราบเท่าที่เราทุกคนยังจดจำเรื่องราวการต่อสู้ของพวกเขาได้
นักปกป้องสิทธิมนุษยชนความขัดแย้งของผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มนายทุนหรือผู้มีอิทธิพลกับผู้ได้รับผลกระทบที่หยัดยืนขึ้นมาต่อสู้ตามหลักสิทธิมนุษยชนเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชีวิต ชุมชน และอนาคตของพวกเขาเอง ปรากฏตามช่องทางสื่อต่างๆ บ้างถูกทำให้เงียบหายไปก็มากมาย เรื่อยมาตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน เรื่องราวเฉกเช่นนี้เกิดมาแล้วทั่วโลก
 

ข้อดี-ข้อเสีย ร่างพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ...

อีเมล พิมพ์ PDF

อุทยานแห่งชาติหลังดำเนินการแก้ไขมาเป็นเวลาเกือบ 2 ปี [ลำดับเหตุการณ์ปรับปรุงแก้ไขร่างพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ] ตอนนี้ร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... ได้ผ่านความเห็นชอบสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ไปเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2560 พร้อมกับร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. .... ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาในขั้นตอนต่อไป

 

ลำดับเหตุการณ์ปรับปรุงแก้ไขร่างพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ

อีเมล พิมพ์ PDF

มูลนิธิสืบนาคะเสถียรนับตั้งแต่ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เริ่มทำการเปิดรับฟังความคิดเห็นในการแก้ไข ร่างพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2558 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ในฐานะองค์กรอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ทำหน้าที่ติดตามและเฝ้าระวังร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวในประเด็นต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศชาติมาโดยตลอด

 

มองปัญหาป่าสงวนแห่งชาติรอบผืนป่าตะวันตก กับงานผลักดันแก้ไขในอนาคต

อีเมล พิมพ์ PDF

ป่าสงวนแห่งชาติบ่อยครั้งที่เราได้ยินข่าวพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติถูกบุกรุกแผ้วถางพื้นที่จนเกิดเขาหัวโล้นมาหลายต่อหลายแห่ง กรมป่าไม้กำลังทำอะไรอยู่ แล้วอะไรเป็นเหตุให้ปัญหาเหล่านี้ยังคงคาราคาซัง ?

 

เพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ ‘เขตห้ามล่าสัตว์ป่าศรีสวัสดิ์’

อีเมล พิมพ์ PDF
เพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ ‘เขตห้ามล่าสัตว์ป่าศรีสวัสดิ์’
กรมอุทยานฯ เตรียมผลักดันพื้นที่เตรียมการประกาศเขตห้ามล่าศรีสวัสดิ์ให้เป็น “เขตห้ามล่าสัตว์ป่าศรีสวัสดิ์” อย่างเป็นทางการ เพื่อนำไปสู่การบริหารจัดการพื้นที่ป่าที่เป็นระบบมาตรฐาน และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2560
พื้นที่เตรียมการประกาศเขตห้ามล่าศรีสวัสดิ์ ตั้งอยู่ตำบลนาสวน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี แต่เดิมเป็นที่ดินที่ได้หวงห้ามไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในราชการทหารตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดิน พุทธศักราช 2481 และเป็นที่ราชพัสดุ พื้นที่มีลักษณะเป็นภูเขาสูงชัน รวมถึงเป็นแหล่งต้นน้ำที่มีน้ำไหลตลอดทั้งปี คงความอุดมสมบูรณ์และหลากหลายทางระบบนิเวศ ประกอบไปด้วย ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าสนสองใบ จากการสำรวจและเก็บข้อมูลของเจ้าหน้าที่พบว่าด้านทรัพยากรสัตว์ป่าในพื้นที่ มีทั้ง เสือโคร่ง กระทิง ช้าง ฝูงหมาใน และหมูป่าเป็นจำนวนมาก
จะเห็นได้ว่าพื้นที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ แต่ยังขาด ‘การจัดการ’ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ไม่สามารถดูแลพื้นที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนงาน วางแผนงบประมาณ และการจัดสรรเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแล ป้องกัน และรักษาทรัพยากรธรรมชาติทั้งป่าและสัตว์ป่าได้
กรมอุทยานฯจึงมีเป้าหมายมาช้านานแล้วที่จะจัดการดูแลพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมให้ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าเกิดความอุดมสมบูรณ์และยั่งยืน นายประวุธ เปรมปรีดิ์ หัวหน้าหน่วยควบคุมพื้นที่เตรียมประกาศเขตห้ามล่าสัตว์ป่าศรีสวัสดิ์ กล่าวว่า กรมอุทยานฯมีเป้าหมายประกาศพื้นที่ตรงนี้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่ามานานแล้ว โดยได้แต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูแลพื้นที่ในเบื้องต้นเป็นที่เรียบร้อย และคาดว่าภายในปีงบประมาณ 2560 การประกาศพื้นที่ให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าศรีสวัสดิ์จะสำฤทธิ์ผล
ด้านการเตรียมการพื้นที่ จากมติของคณะกรรมการบริหารจัดการพื้นที่ราชพัสดุ จังหวัดกาญจนบุรี มีมติว่า หากกรมอุทยานฯจะประกาศให้เป็นพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่อนุรักษ์ ให้กันพื้นที่ติดชุมชน อาทิ ที่ทำกิน วัด โรงเรียน ออก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการซ้อนทับกันในอนาคต จากการสำรวจของเจ้าหน้าที่พบการบุกรุกบางส่วนและได้ดำเนินการตามมติของคณะกรรมการเรียบร้อยแล้ว ซึ่งการนำเรื่องต่างๆ เข้าสู่สภาท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนตำบลนาแม่แฉลบและองค์การบริหารส่วนตำบลนาสวน สนับสนุนการประกาศพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ของชาวไทยทั้งประเทศ
หัวหน้าหน่วยควบคุมพื้นที่เตรียมประกาศเขตห้ามล่าสัตว์ป่าศรีสวัสดิ์ ระบุถึงสถานะการดำเนินการปัจจุบันว่า ขณะนี้ขั้นตอนอยู่ในระยะรอรับหนังสือความยินยอมจากกองทัพบกในเรื่องการขอใช้พื้นที่ โดยจากการประสานของผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ ทางกองพลทหารราบที่ 9 ไม่มีข้อติดขัดในการที่จะใช้พื้นที่นี้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ และหากได้รับหนังสือความยินยอมกลับมาก็จะนำไปสู่คณะรัฐมนตรีและประกาศให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าภายใต้การดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เขตห้ามล่าสัตว์ป่าศรีสวัสดิ์ก็จะเป็นพื้นที่อนุรักษ์น้องใหม่ที่จะได้รับการดูแลอย่างเป็นรูปธรรม
ความจำเป็นในการประกาศให้เป็นพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าศรีสวัสดิ์
1. พื้นที่บริเวณนี้จะเป็นแนวเชื่อมของสัตว์ป่า
เพิ่มโอกาสในการกระจายเคลื่อนย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ไม่ได้อยู่เป็นเกาะ ดังนั้นหากเพิ่มพื้นที่สำหรับเป็นแนวเชื่อมป่าเหล่านี้ และจัดการพื้นที่ให้เกิดความมั่นคงด้วยระบบการจัดการที่ชัดเจน การอพยพของสัตว์ป่าจะเป็นไปตามครรลองธรรมชาติ เกิดการขยายและสืบพันธุ์ โอกาสเกิดปัญหาเลือดชิด (Inbreeding) ที่จะทำให้สายพันธุ์สัตว์อ่อนแอและเป็นโรคก็จะลดลงไปด้วย เมื่อมีการกระจายตัวของสัตว์ป่าเพิ่มขึ้น ก็จะสร้างสมดุลต่อทรัพยากรสัตว์ป่าเอง
ยกตัวอย่างกรณีการอพยพเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่า เช่น ช้างป่าฝูงใหญ่ที่อาศัยบริเวณพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระอพยพไปทางทิศเหนือไปยังอุทยานฯเขื่อนศรีนครินทร์ อุทยานฯเฉลิมรัตนโกสินทร์ และปรากฏการณ์เดินทางของเสือที่เดินจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งมายังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ
ยังช่วยลดความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับสัตว์ป่า โดยเฉพาะช้างป่าให้บรรเทาลงได้ เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้จะเป็นช่องทางที่มั่นคงในการอพยพของสัตว์ป่า
2. แหล่งต้นน้ำที่สำคัญ
แม้พื้นที่ใกล้เคียงจะมีเขื่อนศรีนครินทร์ แต่การดูดน้ำจากเขื่อนไปใช้ต้องสูญเสียค่าใช้จ่าย ทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน หากเรามองภาพรวมของประเทศเราต้องตระหนักต่อการใช้ทรัพยากรเป็นสำคัญ
บริเวณพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าที่กำลังจะได้รับการประกาศในอนาคต เป็นพื้นที่แหล่งต้นน้ำที่สำคัญ มีป่าไม้ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ช่วยดูดซับน้ำและค่อยๆ ปล่อยน้ำสู่ลำธารต่างๆ มีน้ำไหลตลอดทั้งปี จากลำห้วยหลักๆ เช่น ลำห้วยแม่ปลาสร้อย ลำห้วยดงเสลา ลำห้วยปลายนาสวน และลำห้วยองสิต ไหลลงสู่เขื่อนศรีนครินทร์ ผ่านจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร ผ่านแม่กลองและลงสู่ทะเลอ่าวไทย ตลอดเส้นทางน้ำนี้เองได้อำนวยประโยชน์ต่อชุมชนทั้งต้นน้ำและปลายน้ำต่อไป
3. ตอบสนองนโยบายของรัฐ
จากการที่รัฐบาลไทยได้มีนโยบายการป่าไม้แห่งชาติ ที่รัฐบาลทุกยุคสมัยต้องมีการประกาศพื้นที่อนุรักษ์ให้ได้ 25% ของพื้นที่ประเทศไทย การประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ศรีสวัสดิ์ แม้จะเป็นพื้นที่ขนาดเล็กแต่ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อนุรักษ์ที่จะได้ถูกบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพและครบตามเป้าที่รัฐบาลได้วางไว้ รวมถึงเป็นการตอบโจทย์การเมืองระหว่างประเทศ ที่รัฐบาลไทยได้การลงนามอนุสัญญาต่างๆ ไว้ในเวทีโลก
เพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ ‘เขตห้ามล่าสัตว์ป่าศรีสวัสดิ์’กรมอุทยานฯ เตรียมผลักดันพื้นที่เตรียมการประกาศเขตห้ามล่าศรีสวัสดิ์ให้เป็น “เขตห้ามล่าสัตว์ป่าศรีสวัสดิ์” อย่างเป็นทางการ เพื่อนำไปสู่การบริหารจัดการพื้นที่ป่าอย่างเป็นรูปธรรม และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2560
 

7 ข้อเรียกร้องป้องกันนักต่อสู้ถูกบังคับสูญหาย

อีเมล พิมพ์ PDF

สิทธิมนุษยชน31 มกราคม PROTECTION international ร่วมกับ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สถานทูตแคนาดา โครงการพัฒนาคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม (มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม) และภาคีเครือข่าย จัดงานเปิดตัวนิทรรศการภาพถ่ายอุทิศให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนชื่อ “แด่นักสู้ผู้จากไป” For Those Who Died Trying

 

ความเป็นธรรมที่หายไปในรอบ 20 ปี

อีเมล พิมพ์ PDF

เจริญวัดอักษรPROTECTION international เผยข้อมูล 20 ปีที่ผ่านมามีนักต่อสู้สิทธิมนุษยชนที่ออกมาเรียกร้องความยุติธรรมด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิเสรีภาพพื้นฐาน และสิทธิเศรษฐกิจและสังคม ถูกบังคับให้สูญหายและตายไปกว่า 59 คน และหากรวบรวมย้อนหลังไปอีก 35 ปียิ่งพบตัวเลขที่น่าตกใจว่าประเทศไทยมีการบังคับสูญหายอีกกว่า 90 กรณี โดยกว่า 81 กรณี ยังไม่ได้รับการแก้ไข ภาคอีสานและภาคใต้มีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ถูกสังหารและบังคับให้สูญหายมากที่สุด

 

ป่าไม้อาจไม่เหลือถึงศตวรรษหน้า

อีเมล พิมพ์ PDF

ป่าไม้หากคุณต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ลองซื้อตั๋วเครื่องบินแล้วสังเกตพื้นที่เหนือประเทศเขตร้อนชื้นสิ เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา ผืนป่าฝนเขตร้อนปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของอเมริกาใต้ เอเชียใต้ รวมถึงแอฟริกา แต่ปัจจุบัน ผืนป่าดังกล่าวถูกแปรสภาพเป็นไร่ปาล์มน้ำมันและสวนยางพาราขนาดมหึมา บางแห่งกลายเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ฟาร์มถั่วเหลือง ชุมชนเมือง เขื่อน หรือเป็นพื้นที่สัมปทานตัดไม้

 

รูปธรรมขวบปีแรก งานลาดตระเวนเชิงคุณภาพทั่วทั้งผืนป่าตะวันตก

อีเมล พิมพ์ PDF
พ.ศ. 2559 เป็นปีแรกที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เริ่มดำเนินโครงการพัฒนาระบบงานอนุรักษ์ในผืนป่าตะวันตก โดยได้มุ่งเน้นผลักดันและส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมลาดตระเวนเชิงคุณภาพทั่วทั้งผืนป่า โดยนำเอาโมเดลการทำงานของพื้นที่มรดกโลกทุ่งใหญ่ – ห้วยขาแข้ง มาเป็นแบบอย่าง
นริศ บ้านเนิน ผู้จัดการโครงการส่วนงานพื้นที่คุ้มครอง มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เล่าถึงที่มาโครงการว่า จากโมเดลความสำเร็จของงานลาดตระเวนเชิงคุณภาพในพื้นที่มรดกโลกที่สามารถลดและป้องกันภัยคุกคามได้เป็นอย่างดี มูลนิธิสืบนาคะเสถียรจึงมีแนวคิดที่จะนำกิจกรรมการลาดตระเวนเชิงคุณภาพมาขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ รอบป่าตะวันตก
มากไปกว่านั้น ผู้จัดการโครงการบอกว่า งานนี้เป็นการทำงานร่วมกันทั้งผืนป่า ไม่ใช่ต่างคนต่างทำตามเขตพื้นที่ แต่เป็นการกำหนดเป้าหมายร่วมกันเพื่อรักษาระบบนิเวศผืนป่าและสัตว์ป่าทั่วทั้งผืนป่าตะวันตก ซึ่งที่ผ่านมายังไม่เคยมีการทำงานในรูปแบบนี้อย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่ใด
ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา โครงการพัฒนาระบบงานอนุรักษ์ในผืนป่าตะวันตกได้รับความร่วมมือจากพื้นที่อนุรักษ์ทั้งป่าตะวันตก และจากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ทั้ง 3 แห่งในผืนป่าตะวันตก ประกอบด้วย สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 (นครสวรรค์) และสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 14 (ตาก) ทำให้การขับเคลื่อนงานมีรูปธรรมที่เห็นผลงานออกมาชัดเจน
ปัจจุบันลาดตระเวนเชิงคุณภาพทั้งผืนป่าตะวันตก ได้แบ่งเส้นทางการลาดตระเวนออกเป็น 24 เส้นลาดตระเวน และ 1 จุดสกัดร่วมกับชุมชน กระจายออกไปทั่วทั้งป่าตะวันตกตามความเหมาะสมไปยังแหล่งที่มีระบบนิเวศสำคัญและพื้นที่ที่มีความเปราะบาง และเสียงต่อการถูกคุกคาม
“เรากำหนดเส้นทางลาดตระเวนภายใต้แนวคิดที่ไม่ยึดติดว่าตรงนี้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ของใคร แต่นำจุดเด่นของพื้นที่ในป่าตะวันตกมาเป็นตัวกำหนดการทำงานร่วมกัน เช่น ลาดตระเวนเพื่อเสือ เพื่อบ้านของนกเงือก พันธุ์กรรมพืช การกระจายตัวของสัตว์ป่า และภัยคุกคามต่างๆ”
นริศเล่าว่า ข้อดีของการทำงานร่วมกันระหว่างพื้นที่ คือ การช่วยเหลือกันในแบบพี่สอนน้อง พื้นที่อนุรักษ์บางแห่งอาจมีประสบการณ์เรื่องงานลาดตระเวนมากกว่าอีกแห่ง การทำงานร่วมกันจึงเป็นการแชร์ประสบการณ์ถึงกันโดยตรง และทำให้รู้จักการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างเป็นทีม ผ่านการมองภาพผืนป่าใหญ่ทั้งระบบ
“ภัยคุกคามในผืนป่าหลายครั้งเกิดขึ้นในพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างพื้นที่อนุรักษ์ หากมีการทำงานประสานร่วมกันระหว่างพื้นที่ การแก้ปัญหาก็จะทำเสร็จได้อย่างรวดเร็ว”
หลังภารกิจงานลาดตระเวนแต่ละเดือนจบลง จะมีการประชุมสรุปผลการเดินลาดตระเวนตลอดทุกครั้ง และต้องมีหัวหน้าพื้นที่อนุรักษ์เข้าร่วมประชุมด้วยทุกครั้ง เพื่อรับทราบและหาทางแก้ปัญหาภายในวงประชุม และนำผลไปดำเนินการปฏิบัติต่อไป
ในอนาคตข้อมูลที่ได้จากการลาดตระเวนทั้งหมดถูกนำมารวบรวมและสร้างเป็นศูนย์ข้อมูลงานลาดตระเวนเชิงคุณภาพในผืนป่าตะวันตก ให้เกิดระบบฐานข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับเป็นแหล่งข้อมูลในการทำงานของเจ้าหน้าที่อนุรักษ์
อนึ่ง โครงการพัฒนาระบบงานอนุรักษ์ในผืนป่าตะวันตก นอกจากผลักดันระบบงานลาดตระเวนและการจัดทำฐานข้อมูลยังมีกิจกรรมอื่นๆ ในโครงการที่ได้ดำเนินการไปแล้ว เช่น กิจกรรมทบทวนทักษะการใช้แผนที่ GPS การทดสอบสภาพร่างกาย การฝึกงานนำเสนอข้อมูล กิจกรรมอบรมเจ้าหน้าที่ประสานงานชุมชนเพื่อลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากการดูแลรักษาป่าระหว่างเจ้าหน้าที่อนุรักษ์กับประชาชน รวมถึงการสร้างขวัญและกำลังใจในพื้นที่ด้วยการมอบเสบียง และอุปกรณ์ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงาน
นริศทิ้งท้ายว่า ตลอดทั้งปีที่ผ่านมาคุณภาพของงานอาจยังไม่เทียบเท่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่มรดกโลก แต่ก็จะพยายามผลักดันประสานงานให้เกิดความเข้มข้นทุกๆ พื้นที่ให้ได้ในอนาคต
ลาดตระเวนพ.ศ. 2559 เป็นปีแรกที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เริ่มดำเนินโครงการพัฒนาระบบงานอนุรักษ์ในผืนป่าตะวันตก โดยได้มุ่งเน้นผลักดันและส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมลาดตระเวนเชิงคุณภาพทั่วทั้งผืนป่า โดยนำเอาโมเดลการทำงานของพื้นที่มรดกโลกทุ่งใหญ่ – ห้วยขาแข้ง มาเป็นแบบอย่าง
 

"ทวาย" ยังไม่สายที่จะต้องมนต์

อีเมล พิมพ์ PDF
ทวาย“ฉันไม่ได้โฆษณาชวนเชื่อเรียกร้องให้คุณมาเข้าใจ แต่คุณจำเป็นต้องรู้สึก ต่อคุณค่าความงามที่แท้จริงของทวายด้วยตัวของคุณเอง”
.
...ก่อนเราจะเป็นหนึ่งในประเทศที่แปรสภาพเมืองทวายให้เป็นเมืองท่าและนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
 

'ทวาย' ในความงามของ สุลักษณ์ ศิวรักษ์

อีเมล พิมพ์ PDF
เพลานี้ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีปชวนทุกคนมาหลงรักทวาย ผ่านการเรียนรู้อดีต เข้าใจปัจจุบัน และเดินหน้าไปสู่อนาคต ...“ทวาย” เคยเป็นเมืองหนึ่งในราชอาณาจักรไทยเมื่อครั้นก่อนการสิ้นสถานภาพราชธานีกรุงศรีอยุธยา คราวกรุงแตกวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310 หรือ 2.5 ศตวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์เสียกรุงครั้งนั้น เมืองทวาย ตะนาวศรี และมะริด ได้ตกเป็นของพม่า
รู้หรือไม่?... ‘บ้านทวาย’ หรือชุมชนทวายจำนวนหนึ่งพักพิงอยู่ในเมืองไทยมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ยาวนานมากระทั่งยุคปัจจุบัน ที่ระแวกวัดยานนาวา จังหวัดกรุงเทพฯ
การเดินทางไปยังเมืองทวายประเทศพม่า นั้นไม่สะดวก ต้องต่อรถหลายต่อ ความเจริญยังเข้าไม่ถึงนัก ซึ่งเป็นคุณสมบัติบางประการในการช่วยรักษาทวายไว้ได้ เพราะหากการเดินทางเต็มไปด้วยความสะดวกความเจริญ สิ่งเหล่านี้จะอำนวยประโยชน์ต่อทุนข้ามชาติ แต่ส่งผลตรงข้ามกับคนเล็กคนน้อยและชาวทวายเอง
ความเจริญไม่ใช่สิ่งดีงามตลอดไป ความเจริญเป็นสิ่งที่นำความหายนะมาให้ไม่ใช่น้อย
อ.สุลักษณ์ กล่าวว่า ผมเป็นคนโชคดีที่มีโอกาสไปเยี่ยมทวาย ได้เห็นว่าวัดยังเป็นศูนย์กลางของชุมชนทวาย ชุมชนทวายยังรักษาเอกลักษณ์ วัฒนธรรม ภาษาดั้งเดิมไว้ได้อย่างน่าภูมิใจ และชาวบ้านพร้อมร่วมใจกันต่อสู้กับสิ่งทันสมัย ความเจริญ ที่ทุนข้ามพรมแดนได้เข้ามายัดเยียดให้แสดงถึงศักดิ์ศรี ความภาคภูมิใจในวัฒนธรรม และภาษาของตนเอง ผมหวังว่าชาวทวายจะสามารถรักษาเอกลักษณ์เหล่านี้ไว้ได้ ให้สมศักดิ์ศรีบรรพบุรุษที่สืบทอดกันเรื่อยมาสู่ยุคปัจจุบัน
ผมไม่จำเป็นต้องบอกชาวทวายว่า ท่าเรือน้ำลึก ถนนอันทันสมัยต่างๆ จะนำความเลวร้ายอะไรมาให้ทวายบ้าง เพียงท่านทั้งหลายไปดูมาบตาพุด ก็จะเห็นได้เลยว่านิคมอุตสาหกรรมนั่นได้ทำลายชาวบ้าน ทำลายปลา ทำลายทะเล สร้างมลพิษเป็นอันมาก ผมหวังว่าสิ่งเลวร้ายเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นที่ทวาย แต่ผมเกรงว่าถ้าเราไม่ต่อสู้ให้ทันท่วงที สิ่งที่จะเกิดกับทวาย จะเลวร้ายยิ่งกว่ามาบตาพุด
การต่อสู้กับการพัฒนาผิดๆ นั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิของคนปัจจุบัน
อ.สุลักษณ์ ท้าวความถึงโครงการการพัฒนาต่างๆ ของนายทุนผู้หวังช่วงชิงทวายมาจากชาวทวายเอง ว่า โครงการทวายเริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยทักษิณ ชินวัตร มาจนถึงยุคสมัยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) การปกครองตอนนี้ก็เลวร้ายพอๆ กัน ที่เห็นเงิน เห็นอำนาจ เห็นทรัพยากรเป็นประโยชน์เพื่อเทคโนโลยีแบบใหม่ เพราะฉะนั้นการต่อสู้พวกนี้จะยาก แต่เราจำเป็นต้องไม่ก้มหัวให้ และการไม่ก้มหัวให้นั้นต้องหวนกลับมาหาวัฒนธรรมดั้งเดิม ภูมิใจในศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนธรรม ศาสนสถาน ซึ่งชาวทวายช่วยกันรักษาเอกลักษณ์ได้อย่างกลมเกลียวกัน
โคด “รักด้วยสติปัญญา ต้องไม่รักแบบผิดๆ เหมือนบางคนที่ ‘รัก’ เพียงต้องการใช้ทวายเป็นครื่องมือในการสร้างอุตสาหกรรมความร่ำรวย เพื่อประโยชน์ส่วนตน”
หวังว่าคนไทยจะหลงรักทวาย ด้วยการเห็นมองเห็นคุณค่า ความงามสิ่งประเสริฐการรักษาศักดิ์ศรี และรักวัฒนธรรมของทวายให้คงความสวยและความพริ้งไพเราะ ตลอดไปชั่วกาลนาน
เรียบเรียงบทความจากการกล่าวเปิดงานนิทรรศการ "หลงรักทวาย" โดย อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป ในวันที่ 24 มค. 2560 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพ
พัชริดา พงษปภัสร์ เจ้าหน้าที่สื่อสารองค์กร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
ทวายเพลานี้ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีปชวนทุกคนมาหลงรักทวาย ผ่านการเรียนรู้อดีต เข้าใจปัจจุบัน และเดินหน้าไปสู่อนาคต... “ทวาย” เคยเป็นเมืองหนึ่งในราชอาณาจักรไทยเมื่อครั้นก่อนการสิ้นสถานภาพราชธานีกรุงศรีอยุธยา คราวกรุงแตกวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310 หรือ 2.5 ศตวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์เสียกรุงครั้งนั้น เมืองทวาย ตะนาวศรี และมะริด ได้ตกเป็นของพม่า
 
บทความ อื่นๆ ...


page 1 of 16

รับข่าวสาร