• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 12 10 ปี สืบ นาคะเสถียร

อีเมล พิมพ์ PDF

มูลนิธิสืบนาคะเสถียร10 ปีแห่งการจากไปของคุณสืบ นาคะเสถียร ถ้าจะว่านานก็เหมือนนาน และถ้าเป็นคนที่ต้องทำงานเพื่อสานต่อเจตนาของคุณสืบแล้วดูเหมือนวันเวลาเพิ่งผ่านไปไม่นานเท่าไหร่

 

จากป่าสู่เมือง : แม็กซ์ เจนมานะ

อีเมล พิมพ์ PDF

แม็กซ์ เจนมานะแม็กซ์ เจนมานะ หรือ ณัฐวุฒิ เจนมานะ หนุ่มหน้าตาดีที่เราเริ่มรู้จักเขาจากการประกวด เดอะวอยซ์ไทยแลนด์ ปีที่ 1 ภาพที่เราเห็นเรื่องที่เราคุ้นเคย เขาคือศิลปินหนุ่มคลื่นลูกใหม่ของวงการเพลงไทย

 

เหตุผลในการคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา

อีเมล พิมพ์ PDF

โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา17 สิงหาคม 2560 ที่ประชุมคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เตรียมส่งต่อรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา ขนาด 2,200 เมกะวัตต์ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) เนื่องจากเห็นว่ามีข้อมูลครบถ้วนเพียงพอแล้ว

 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 11 มหากาพย์เขื่อนแม่วงก์ part 5

อีเมล พิมพ์ PDF
กว่า 20 ปี ที่ทำหน้าที่คัดค้านโครงการเขื่อนแม่วงก์มา แม้จะเผชิญกับอุปสรรคหนักหนา แต่อย่างน้อยที่สุดการถ่วงดุลนั้นก็ช่วยให้ผืนป่าแม่วงก์ได้รับโอกาสฟื้นฟูตัวเองจนกลับมาเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์อีกครั้ง
ผู้เขียนนั้นโชคดีมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมผืนป่าแห่งนี้หลายต่อครั้งนับตั้งแต่วันที่ถูกเรียกว่าป่าเสื่อมโทรมจนถึงวันที่ป่ากลับคืนมาสมบูรณ์เช่นในปัจจุบัน ทั้งเคยดูจากภายนอกและเดินเท้าเข้าป่านอนค้างอ้างแรมในบริเวณที่คงกลายผืนน้ำหาก EHIA ผ่านความเห็นชอบ
จากอดีตที่เคยเป็นไร่ซากมาวันนี้ผืนป่าแม่วงก์เป็นอย่างไร ขออนุญาตอ้างอิงข้อมูลจากหนังสือเขื่อนแม่วงก์ทำลายป่าไม้และสัตว์ป่าอย่างไร จัดทำโดย องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล WWF ประเทศไทย และสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (Wildlife Conservation Society- WCS) คัดมาสั้นๆ เป็นต้นว่า ต้นสักหลายต้นในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ที่ผ่านมาทำสัมปทานไม้เมื่อครั้งอดีตได้มีการงอกให้คลุมต้นเดิมจนเติบโตมีขนาดใหญ่ชี้ให้เห็นสภาพป่าที่กำลังฟื้นตัวอย่างชัดเจนหลังจากการได้รับการอนุรักษ์มาเกือบ 30 ปี กวางป่าที่เคยถูกล่าจากพื้นที่จนเกือบสูญพันธุ์ก็ได้ฟื้นฟูจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น สามารถพบเห็นตัวได้บ่อยมีร่องรอยทั้งรอยตีนและรอยเล็มหญ้าให้เห็นได้ทั่วไป โดยเฉพาะพื้นที่ราบริมน้ำแม่เรวาซึ่งเป็นแหล่งหากินและอาศัยที่สำคัญ แน่นอนว่าการเพิ่มขึ้นของกวางนั้นมีผลต่อสัตว์ป่าล่าอย่างเสือโคร่ง การอนุรักษ์กวางป่าจึงเป็นอีกทางของการอนุรักษ์เสือโคร่งที่กำลังกระจายตัวจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งมาสู่พื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ทั้งร่องรอยและภาพจากกล้องดักถ่าย
ความสมบูรณ์ของป่าแม่วงก์นั้นยังสามารถชี้วัดได้จากนาก นากเป็นสัตว์ป่าที่บ่งชี้คุณภาพของลำน้ำ เพราะนากจะอาศัยอยู่ในลำน้ำที่สะอาดเท่านั้น ลำน้ำแม่วงก์โดยเฉพาะบริเวณแม่เรวา ถือเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมและสำคัญของการเป็นพื้นที่อาศัยของนากและสัตว์น้ำหลายชนิด การปรากฏของนอกในพื้นที่ชี้ให้เห็นถึงความชุกชุมของปลาที่เป็นอาหารของนากและความบริบูรณ์ของระบบนิเวศในลำนำแม่วงก์
ที่ว่ามานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์และชะลอการพัฒนาที่จะส่งผลกระทบต่อผืนป่าที่หลายฝ่ายช่วยกันทำงาน นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและคงสืบต่อเนื่องถึงอนาคต
ทั้งหมดที่กล่าวมาก็อาจเรียกว่ามันเป็นมหากาพย์งานอนุรักษ์ของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ซึ่งผู้เขียนพยายามรวบรัดให้เห็นถึงภาพรวมสำคัญในบางบทบางตอน เพราะดังที่ได้เท้าความไว้ตั้งแต่ตอนเริ่มต้นบทว่า โครงการเขื่อนแม่วงก์นั้นมีมาก่อนการตั้งมูลนิธิสืบนาคะเสถียรเสียอีก
ครั้งหนึ่งน้องๆ เจ้าหน้าที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เคยถามผู้เขียนว่า เคยคิดไหมว่าจะต้องคัดค้านโครงการเขื่อนแม่วงก์มายาวนานจนถึงทุกวันนี้ ผู้เขียนได้ตอบไปว่า “เมื่อมีสิ่งที่ต้องทำเราก็ต้องทำไม่ได้เป็นห่วงว่าจะทำไม่เสร็จ หรือต้องทำซ้ำไปซ้ำมาหลายหนเราถือว่ามันเป็นหน้าที่โดยจริยธรรมของคนที่ทำงานทางด้านนี้ ก็อยากฝากถึงคนรุ่นต่อไป จนถึงผู้อ่านทุกท่านให้ช่วยกันดูแลผืนป่าและสัตว์ป่าไว้ให้คงอยู่ต่อไปตราบนานที่สุด”
ผู้เขียน รตยา จันทรเทียร ประธานที่ปรึกษามูลนิธิสืบนาคะเสถียร
เขื่อนแม่วงก์กว่า 20 ปี ที่ทำหน้าที่คัดค้านโครงการเขื่อนแม่วงก์มา แม้จะเผชิญกับอุปสรรคหนักหนา แต่อย่างน้อยที่สุดการถ่วงดุลนั้นก็ช่วยให้ผืนป่าแม่วงก์ได้รับโอกาสฟื้นฟูตัวเองจนกลับมาเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์อีกครั้ง
 

คู่มือช่วยโลก ฉบับคนขี้เกียจ

อีเมล พิมพ์ PDF

ขี้เกียจหยุดความยากจนข้นแค้น ต่อสู้ความไม่เท่าเทียมและความอยุติธรรม ปรับเปลี่ยนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โอ้โห ถึงเป้าหมายเปลี่ยนโลกจะสำคัญ และจำเป็นต้องได้รับการร่วมมือจากภาครัฐ ผู้นำโลก และองค์กรระหว่างประเทศ แต่มันดูเป็นไปไม่ได้เลยที่คนธรรมดาอย่างเราจะสร้างความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แต่เราควรจะยอมแพ้หรือ ?

 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 11 มหากาพย์เขื่อนแม่วงก์ part 4

อีเมล พิมพ์ PDF

เขื่อนแม่วงก์ผลของการเดินเท้าคัดค้าน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์นั้นทำให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีคำสั่งแต่งตั้ง “คณะกรรมการพิจารณาข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อพิจารณาข้อมูลโครงการการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์” คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่พิจารณาข้อมูล ข้อเท็จจริงด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากหลายด้านและผู้แทนจากองค์กรอนุรักษ์เข้าร่วมเป็นตัวแทน แต่ในขณะนั้นก็ได้วิกฤตการณ์การเมือง มีการรวมตัวของประชาชนเพื่อเพื่อคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ ทำให้ข่าวคราวเรื่องแม่วงก์นั้นไม่ถูกพูดถึงในวงกว้างมากนัก ประกอบกับหลายคนคิดว่าคัดค้านสำเร็จและโครงการถูกยกเลิกไปแล้ว

 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 11 มหากาพย์เขื่อนแม่วงก์ part 3

อีเมล พิมพ์ PDF

เขื่อนแม่วงก์พ.ศ. 2556 รัฐบาลได้ดึงเอาโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ไปบรรจุไว้ในโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่ได้อนุมัติอนุญาติให้ดำเนินการ แต่เมื่อดูในรายละเอียด ณ เวลานั้น รายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโครงการเขื่อนแม่วงก์ยังไม่แล้วเสร็จ แต่รัฐบาลได้การอนุมัติอนุญาติโครงการที่มีผลกระทบต่อผืนป่าและสัตว์ป่าไปเสียแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของไอ้พวกนักอนุรักษ์ต้องออกมาคำราม

 

จากป่าสู่เมือง : วัชรบูล ลี้สุวรรณ

อีเมล พิมพ์ PDF
จากป่าสู่เมือง : วัชรบูล ลี้สุวรรณ
วัชรบูล ลี้สุวรรณ หรือโน้ต ที่รู้จักกันดีในฐานะนักแสดงสังกัดช่อง 7 สี แต่ในอีกบทบาทเขาคือผู้ชายที่รักษ์ในธรรมชาติ ป่าไม้ สัตว์ป่า ซึ่งเราจะเห็นโน้ตเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในด้านสิ่งแวดล้อมอยู่บ่อยครั้ง เช่น ร่วมเดินเท้าคัดค้าน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์ร่วมกับ อ.ศศิน เฉลิมลาภ เมื่อปี พ.ศ. 2556
นอกจากนั้นในเวลาว่าง โน้ตยังมีงานอดิเรก คือ การถ่ายภาพสัตว์ป่า มีผลงานออกมามากมายหลายชิ้น (ในเร็วๆ นี้สามาถติดตามผลงานภาพถ่ายของโน้ต วัชรบูลที่ได้เฟสบุ๊คแฟนเพจมูลนิธิสืบนาคะเสถียร) รวมถึงยังติดตามข่าวสารประเด็นสิ่งแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าจะคิวงานการแสดงที่รัดตัวแค่ไหนก็ตาม
เมื่อปี พ.ศ. 2558 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ปรับแผนยุทธศาสตร์การทำงานขององค์กรใหม่อีกครั้ง มีการเปลี่ยนตัวประธานองค์กร โดย อ.ศศิน เฉลิมลาภ เดิมตำแหน่งเลขาธิการขึ้นมารับเป็นประธานแทน อ.รตยา จันทรเทียร ประธานคนก่อนซึ่งอายุมากแล้ว พร้อมทั้งมีการปรับเปลี่ยนกรรมการองค์กรที่หมดอายุไปตมวาระ และได้ชักชวนคุณโน้ต วัชรบูล เข้ามารับตำแหน่งกรรมการ ซึ่งเจ้าตัวตอบรับด้วยความยินดี
ในวาระ 27 ปี การจากไปของคุณสืบ นาคะเสถียร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ชวนคุณโน้ต มาร่วมบอกเล่าเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับความประทับใจต่อคุณสืบ นาคะเสถียร และแสดงความคิดเห็นเรื่องสถานการณ์สิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน
ลองไปฟังกันดูว่า นักแสดงผู้หลงใหลในธรรมชาติคนนี้ เขามีความคิดเห็นอย่างไรต่อประเด็นซักถาม
วัชรบูล ลี้สุวรรณวัชรบูล ลี้สุวรรณ หรือโน้ต ที่รู้จักกันดีในฐานะนักแสดงสังกัดช่อง 7 สี แต่ในอีกบทบาทเขาคือผู้ชายที่รักษ์ในธรรมชาติ ป่าไม้ สัตว์ป่า ซึ่งเราจะเห็นโน้ตเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในด้านสิ่งแวดล้อมอยู่บ่อยครั้ง เช่น ร่วมเดินเท้าคัดค้าน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์ร่วมกับ อ.ศศิน เฉลิมลาภ เมื่อปี พ.ศ. 2556
 

จากป่าสู่เมือง : เสื้อรำลึก 27 ปี สืบ นาคะเสถียร

อีเมล พิมพ์ PDF
เป็นธรรมเนียมในวาระรำลึกการจากไปของคุณ สืบ นาคะเสถียร วันที่ 1 กันยายนของทุกปี ที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร จะผลิตเสื้อยืด "รำลึก สืบ นาคะเสถียร" ขึ้นมา เพื่อระลึกถึงเจตนารมย์และแนวคิดอนุรักษ์ผืนป่าและสัตว์ป่าของคุณสืบ นาคะเสถียร
โดยในปีนี้เสื้อยืดรำลึกวาระ 27 ปี สืบ นาคะเสถียร มูลนิธิได้ออกแบบในคอนเส็ปต์ถอดแบบมาจากรูปปั้นสืบ นาคะเสถียรที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
รูปปั้นสืบ นาคะเสถียร เป็นส่วนหนึ่งของอนุสรณ์สถานสืบ นาคะเสถียร ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง อ. ลานสัก จ.อุทัยธานี สถานที่ที่สร้างเพื่อให้คนรุ่นหลังได้รำลึกถึงคุณสืบ นาคะเสถียร และผลงานที่ทุ่มเทให้กับงานอนุรักษ์ผืนป่าและสัตว์ป่ามาตลอดทั้งชีวิต
โดยรูปปั้น สืบ นาคะเสถียรนี้ ผู้ออกแบบและปั้น คือ อาจารย์เสวต เทศน์ธรรม อาจารย์คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ออกแบบอิริยาบถให้คุณสืบกำลังก้าวเดิน ใบหน้าและดวงตามองตรงเข้าไปยังผืนป่าตะวันตก บ้านหลังใหญ่ที่สุดของสัตว์ป่าในประเทศไทยและเอเชียอาคเนย์
คุณสืบแต่งตัวเช่นที่คุ้นตาของลูกน้อง คือ ชุดลุยป่า แบกเป้และเครื่องนอน ในกระเป๋ากางเกงข้างหนึ่งมีซองบุหรี่ มือหนึ่งถือสมุดบันทึก อีกมือหนึ่งถือปากกา มีกล้องส่องทางไกลคล้องคอ สะพายกล้องถ่ายรูป พร้อมบันทึกข้อมูลต่างๆ ตามประสานักวิชาการ
รูปปั้นคุณสืบแล้วเสร็จและนำไปติดตั้งในห้วยขาแข้งเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2536 โดยมีพิธีบวงสรวงและพิธีทางศาสนา ณ อนุสรณ์สถาน สืบ นาคะเสถียร เนื่องในโอกาสครบรอบปีที่สามของการจากไปของคุณสืบ นาคะเสถียร
และในวันที่ 1 กันยายนของทุกปีจะมีพิธีวางพวงมาลาระลึกถึงคุณสืบ นาคะเสถียรที่หน้ารูปปั้น
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบทอดเจตนาสืบ นาคะเสถียร ผ่านการสนับสนุนเสื้อยืด 27 ปี สืบ นาคะเสถียร ตัวละ 300 บาท ค่าจัดส่งครั้งละ 40 บาท (แบบลงทะเบียน) สามารถสนับสนุนได้ทาง Line Id : snfshop สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง ไลน์ไอดี snfshop หมายเลขโทรศัพท์ 083-095-0695
นอกจากนี้สามารถสนับสนุนได้ที่ร้านสำนักงานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ที่อยู่ 140 ถ.ติวานนท์ ต.บางกระสอ อ.เมือนนทบุรี จ.นนทบุรี 11000 [ดูแผนที่] หรือสนับสนุนได้ในงานจากป่าสู่เมือง บันทึกหยุดเขื่อนน้ำโจน วันที่ 8 - 10 กันยายน 2560 ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร [ดูรายละเอียดกิจกรรม]
ขนาดเสื้อ
Size S : ขนาดรอบอก 36 นิ้ว, ยาว 27 นิ้ว
Size M : ขนาดรอบอก 38 นิ้ว, ยาว 28 นิ้ว
Size L : ขนาดรอบอก 40 นิ้ว, ยาว 29 นิ้ว
Size XL : ขนาดรอบอก 42 นิ้ว, ยาว 30 นิ้ว
Size 2XL : ขนาดรอบอก 46 นิ้ว, ยาว 30.5 นิ้ว(หมด)
เสื้อยืดรำลึก 27 ปี สืบ นาคะเสถียรนี้ ได้รับการสนับสนุนจากผลิตภัณฑ์เสื้อยืดตราห่านคู่ บริษัท โรงงานไทยแลนด์นิตติ้ง จำกัด
วัชรบูล ลี้สุวรรณในวาระรำลึกการจากไปของคุณสืบ นาคะเสถียร วันที่ 1 กันยายนของทุกปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ผลิตเสื้อยืด "รำลึก สืบ นาคะเสถียร" ขึ้นมา เพื่อระลึกถึงเจตนารมย์และแนวคิดอนุรักษ์ผืนป่าและสัตว์ป่าของคุณสืบ นาคะเสถียร
 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 11 มหากาพย์เขื่อนแม่วงก์ part 2

อีเมล พิมพ์ PDF

เขื่อนแม่วงก์เรื่องราวของเขื่อนแม่วงก์นั้นกลับมาเป็นที่สนใจและต้องเฝ้าระวังอย่างหนักและยกเป็นวาระเร่งด่วนขององค์กรอีกครั้งในเดือนเมษายน พ.ศ. 2555 หนึ่งปีหลังเหตุอุทกภัย พ.ศ. 2554 เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ดำเนินโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ด้วยงบประมาณก่อสร้างทั้งสิ้น 13,280 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง เก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง

 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 11 มหากาพย์เขื่อนแม่วงก์ part 1

อีเมล พิมพ์ PDF

เขื่อนแม่วงก์ในตอนที่แล้วนั้นได้เล่าถึง “หน้าที่” ในฐานะ “หมาเฝ้าป่า” บทนี้จึงอยากขอเล่าขยายถึงงานอนุรักษ์ที่ทำไม่เสร็จและยังคงทำหน้าที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน อย่างการคัดค้านโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์

 

จากป่าสู่เมือง : บันทึกหยุดเขื่อนน้ำโจน (รำลึก 27 ปี สืบ นาคะเสถียร)

อีเมล พิมพ์ PDF
จากป่าสู่เมือง บันทึกหยุดเขื่อนน้ำโจน รำลึก 27 ปี สืบ นาคะเสถียร ระหว่างวันที่ 8 - 10 กันยายน 2560 เวลา 10.00 น. - 20.00 น. ณ ห้องอเนกประสงค์ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มีกิจกรรมอะไรบ้าง ?
8 กันยายน 2560 แรงบันดาลใจที่สืบต่อ
เวทีนำเสนอเรื่องราวแรงบันดาลใจจาก 'คุณสืบ นาคะเสถียร' ถึงช่างภาพผืนป่าสัตว์ป่าในประเทศไทย ที่รวมกันเป็นทีมทำงานเดียวกันในชื่อ 'สารคดีสัญชาติไทย' นำทีมโดย ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ กับเรื่องเล่าเรื่องราวสื่อความหมายงานอนุรักษ์ทรัพยากรผ่านภาพถ่ายและงานสารคดีภาพเคลื่อนไหว ในเรื่องราวจากยอดดอยสูงที่อยู่ของกวางผา ไปจนสู่ระบบนิเวศแห่งท้องทะเล อันประกอบด้วยเรื่องเล่าจากยอดดอย พื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าตะวันตก ทะเลและวาฬ ผ่านช่างภาพหลากหลายชีวิตที่ทำงานฝังตัวอยู่ในพื้นที่จริง ที่จะออกจากป่ามาอธิบายความสำคัญของผืนป่า สัตว์ป่า และระบบนิเวศ ผ่านศิลปะการถ่ายภาพ ซึ่งเป็นงานนำเสนออีกมิติ นอกเหนือจากการศึกษาผ่านงานวิชาการ
และจากเรื่องราวทั้ง 5 พื้นที่ที่กล่าวมา จะถูกร้อยเรื่องออกเป็นสารคดีขนาดสั้น 1 เรื่อง ในชื่อ SIAM SPECIES กำหนดฉายครั้งแรกในงานนี้ เวลา 17.00 น.
ปิดท้ายกิจกรรมวันแรกด้วยการแสดงดนตรีของคุณมาโนช พุฒตาล ที่จะเป็นการนำเสนอผ่านบทเพลงที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจต่อผู้ฟัง และสื่อความหมายถึงคนทำงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการแสดงดนตรีของนักดนตรีสาวคุณน้ำ คีตาญชลี
13.00 น. ดนตรี กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
13.30 น. แรงบันดาลที่สืบต่อ โดย ทีมงานสารคดีสัญชาติไทย
17.00 น. ฉายภาพยนตร์สารคดี SIAM SPECIES
17.30 น. ดนตรี มาโนช พุฒตาล
18.00 น. ดนตรี น้ำ คีตาญชลี
9 กันยายน 2560 : บันทึกหยุดเขื่อนน้ำโจน
ร่วมรำลึกเหตุการณ์หยุดเขื่อนน้ำโจน โดยคุณสืบ นาคะเสถียร และผองเพื่อน ผ่านงานบรรยายจากบุคคลที่ร่วมในเหตุการณ์ ทั้งจากนักวิชาการ ภาคประชาชน สื่อมวลชน รวมถึงเพื่อนสนิทของคุณสืบ นาคะเสถียร อาทิ เช่น คุณไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ คุณคุณภินันทน์ โชติรสเศรณี คุณวีระวัฒน์ ธีระประศาสน์ ผลัดเปลี่ยนหวุนเวียนขึ้นมาเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ใหญ่เมื่อ 30 ปีที่แล้ว
นอกจากเรื่องของเขื่อนน้ำโจนแล้ว มูลนิธิได้ใช้วาระนี้ สรุปการทำงานในยุทธศาสตร์ที่ 1 งานเฝ้าระวังสถานการณ์ผืนป่าและสัตว์ป่า ในประเด็นเรื่องเขื่อนแม่วงก์ หลังจากเหตุการณ์เดินเท้าคัดค้าน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์ผ่านมาครบ 4 ปี ปัจจุบันโครงการนี้อยู่ตรงไหน มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ทำอะไรเพิ่มเติมไปแล้วบ้าง คุณอรยุพา สังขะมาน หัวหน้าฝ่ายวิชาการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
ในส่วนของภาคดนตรี สุรชัย จันทิมาธร และวงคาราวานจะคืนเวทีรำลึก สืบ นาคะเสถียร อีกครั้ง พร้อมบทเพลงเรื่องเล่าจากพงไพร ร่วมด้วยวงมโหระทึก นำโดย คุณนพพล โกมารชุน และคุณปรียานุช ปานประดับ และอีกหนึ่งศิลปินหนุ่มมากความสามารถ คุณแม็ก เจนมานะ
13.00 น. ดนตรี แม็ก เจนมานะ
13.40 น. เสวนา บันทึกหยุดเขื่อนน้ำโจน
17.00 น. เรื่องเล่าจากพงไพร โดย สุรชัย จันทิมาธร และวงคาราวาน
18.00 น. บันทึก 4 ปี คัดค้านเขื่อนแม่วงก์ และการจัดการน้ำทางเลือก
18.30 น. ดนตรี มโหระทึก
10 กันยายน 2560 : รายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมประเทศไทย
วันสุดท้ายของกิจกรรมจากป่าสู่เมือง เป็นเวทีรายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของไทย ประกอบไปด้วย รายงานสถานการณ์ป่าไม้ประเทศไทย โดย คุณภาณุเดช เกิดมะลิ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และรายงานสุขภาพกลุ่มป่าประเทศไทย โดย ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร รวมถึงสถานการณ์อื่นๆ จากนักวิชาการที่เชี่ยวชาญในแต่ละแขนง และรายงานสถนการณ์เสือโคร่งในผืนป่าไทย โดย ทีมวิจัยเสือโคร่งจากสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ
และปิดท้ายงานจากป่าสู่เมืองด้วยการแสดงดนตรี โดย วงจินตะ ริค วชิรปิลันธ์ วงพอส วงซิกชายด์ และมาโนช พุฒตาล กับวงเดอะ แลมบ์
13.00 น. ดนตรี จินตะ
13.40 น. เรื่องเล่าจากนักวิจัย เสือโคร่งกับงานอนุรักษ์ผืนป่าไทย
14.20 น. รายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อม
15.40 น. รายงานสถานการณ์ป่าไม้ประเทศไทย และสุขภาพกลุ่มป่าไทย
16.20 น. ดนตรี ริค วชิรปิลันธ์
17.00 น. ดนตรี พอส
17.50 น. ดนตรี ซิกชายด์
18.50 น. ดนตรี เดอะ แลมบ์ (มาโนช พุฒตาล)
นอกจากภาคกิจกรรมบนเวทีแล้ว มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ยังมีซุ้มกิจกรรมให้ร่วมชมและสนับสนุนกิจกรรมรักษาผืนป่าและสัตว์ป่าของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรอีกหลายกิจกรรม อาทิ ซุ้มจำหน่ายของที่ระลึกองค์กร ซุ้มกิจกรรมระดมทุนเพื่อรักษาผืนป่าและสัตว์ป่า ซุ้มกิจกรรมจากโครงการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนในผืนป่าตะวันตก และจัดแสดงนิทรรศการสืบ นาคะเสถียร กับเขื่อนน้ำโจนให้ชมในบริเวณงาน
กิจกรรม จากป่าสู่เมือง บันทึกหยุดเขื่อนน้ำโจน (รำลึก 27 ปี สืบ นาคะเสถียร) ทั้ง 3 วัน เปิดให้เข้าชมงานได้ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ตามเวลาเปิดทำการของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ส่วนกิจกรรมด้านเวที จะเริ่มกิจกรรมตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป
หลังเหตุการณ์อพยพสัตว์ป่าตกค้างที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน สืบ นาคะเสถียร ได้เขียนรายงานสรุปภารกิจครั้งนั้นเอาไว้ว่า “ผลกระทบจากการสร้างเขื่อน เป็นกระบวนการทำลายแหล่งพันธุกรรมตลอดจนแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารที่สำคัญของสัตว์ป่า ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจของผืนป่าทั้งหมดที่มนุษย์มิอาจสร้างขึ้นมาได้”
จากเหตุการณ์หนึ่ง นำไปสู่อีกหนึ่งเรื่องราวสำคัญในชีวิตของสืบ
ในปี 2530 รัฐบาลมีแนวโน้มที่จะอนุมัติโครงการเขื่อนน้ำโจนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งหากมีการก่อสร้างเขื่อนเกิดขึ้นจะทำให้พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรประมาณ 150,000 ไร่ ต้องจมน้ำกลายเป็นพื้นที่อ่างเก็บน้ำ
สืบ นาคะเสถียร ซึ่งเฝ้าติดตามสถานการณ์มาเป็นเวลานาน ได้เข้าร่วมการต่อสู้คัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจนอย่างแข็งขัน โดยใช้บทเรียนจากการอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลานเป็นกรณีศึกษา พร้อมกับเริ่มผันตัวเองจากความเป็นนักวิชาการสู่เส้นทางนักอนุรักษ์ที่ทำงานรณรงค์คัดค้านอย่างเต็มตัว
สืบใช้ความเป็นนักวิชาการอธิบายต่อสาธารณชนให้เห็นว่า เราจะสูญเสียสัตว์ป่ามหาศาลเพียงใดหากมีการสร้างเขื่อนน้ำโจน บางครั้งมีโอกาสพาสื่อมวลชนลงพื้นที่ที่จะมีการสร้างเขื่อนน้ำโจน สืบจะเล่าบทเรียนจากเขื่อนเชี่ยวหลานให้นักข่าวฟังว่า ในอนาคตบริเวณนี้จะกลายสภาพเป็นทะเลสาบ เนินสูงตรงนี้จะกลายสภาพเป็นเกาะจากการถูกน้ำท่วม สัตว์จะตายจากการสร้างเขื่อนได้อย่างไร และจะมีผลกระทบตามมาอีกมากเท่าไหร่
นอกจากตัวของสืบแล้ว ในงานคัดค้านเขื่อนน้ำโจน ยังมีนักวิชาการ ข้าราชการ นักศึกษา และประชาชนในจังหวัดกาญจนบุรี ออกมาร่วมกันคัดค้านโครงการนี้เป็นจำนวนมาก จนเกิดเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่มีสาธารณชนจากทุกภาคส่วนร่วมกันจนเกิดเป็นเครือข่ายอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขนาดใหญ่
ด้วยความพยายามในการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อรักษาผืนป่าและสัตว์ป่าของเหล่านักอนุรักษ์ ทำให้ในท้ายที่สุด รัฐบาลได้มีมติระงับการสร้างเขื่อนน้ำโจน (เมษายน พ.ศ.2531) ทำให้ผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวรยังคงอุดมสมบูรณ์เป็นบ้านหลังใหญ่ของสัตว์ป่ามาจนถึงทุกวันนี้
ในวาระครบรอบ 27 ปี การจากไปของสืบ นาคะเสถียร และเหตุการณ์ปกป้องผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ขอชวนผู้สนใจเข้าร่วมรำลึกเหตุการณ์สำคัญทางสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ของประเทศ ในงาน จากป่าสู่เมือง บันทึกหยุดเขื่อนน้ำโจน (รำลึก 27 ปี สืบ นาคะเสถียร) ระหว่างวันที่ 8 - 10 กันยายน 2560 ระหว่างเวลา 11.00 - 19.00 น. ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
สืบ นาคะเสถียรจากป่าสู่เมือง บันทึกหยุดเขื่อนน้ำโจน รำลึก 27 ปี สืบ นาคะเสถียร ระหว่างวันที่ 8 - 10 กันยายน 2560 เวลา 10.00 น. - 20.00 น. ณ ห้องอเนกประสงค์ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มีกิจกรรมอะไรบ้าง ?
 

จากป่าสู่เมือง : สืบ นาคะเสถียร ในวันที่ร่วมกันหยุดเขื่อนน้ำโจน

อีเมล พิมพ์ PDF
ทศวรรษที่ 2520 - 2530 เป็นทศวรรษของการสร้างเขื่อนในประเทศไทย ในยุคนั้นมีทั้งเขื่อนที่อยู่ระหว่างเตรียมการขอก่อสร้าง กำลังก่อสร้าง สร้างเสร็จแล้ว และกำลังเก็บน้ำ เฉพาะที่จังหวัดกาญจนบุรีก็มีเขื่อนใหญ่อยู่ 4 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนท่าทุ่งนา เขื่อนเขาแหลม และเขื่อนท่าม่วง และกำลังเตรียมการสร้างเขื่อนน้ำโจนในผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นเขื่อนที่ 5
เวลานั้นได้เกิดปรากฎการณ์สำคัญเพื่อคัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจนขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยชาวเมืองกาญจนบุรี ชมรมอนุรักษ์ระดับต่างๆ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน ฯลฯ ต่างร่วมคัดค้านการสร้างเขื่อนนี้
สมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้เขียนเป็นสมาชิกอยู่ ได้ทำหนังสือ ลงวันที่ 30 เดือนกันยายน พ.ศ. 2525 ความสำคัญว่า สมาคมฯ ยังไม่เห็นวิถีทางที่หน่วยงานใดจะรับผิดชอบรักษาสภาพป่าทุ่งใหญ่นเรศวรไว้ได้อย่างจริงจัง เมื่อจะมีการก่อสร้างเขื่อนน้ำโจน และเน้นว่า "ไม่เห็นด้วยที่จะสละป่าทุ่งใหญ่ให้แก่เขื่อนน้ำโจน” ลงนามโดย นายนัดดา ศรียาภัย นายกสมคมฯ
ข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ต้นน้ำของเขื่อนน้ำโจน ซึ่งจะกั้นแม่น้ำแม่กลอง ใจกลางป่าทุ่งใหญ่นเรศวรซึ่งมีคุณค่าของระบบนิเวศเกินกว่าที่จะประเมินค่าได้ ป่าทุ่งใหญ่ฯ ซึ่งมีสภาพเป็นป่าทุ่ง มีต้นปรงต้นเป้งขึ้นกระจายอยู่ทั่วบริเวณ เป็นบ้านของสัตว์ป่านานาชนิด ทั้งกระทิง กวาง เก้ง ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้นำเสนอโดยนักวิชาการของกรมป่าไม้ในยุคนั้น ได้แก่ คุณสืบ นาคะเสถียร คุณนพรัตน์ นาคสถิตย์ คุณนริศ ภูมิภาคพันธ์ และคุณวีรวัธน์ ธีระประสาธน์
สมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม ได้นำข้อมูลมาย่อยให้เข้าใจง่ายๆ สรุปเป็นข่าวอยู่ในกระดาษเอสี่ 2 แผ่น เช่นเดียวกับความรู้เรื่องอื่นๆ เช่น รอยแยกของโลก (Fault) แผ่นดินไหว และความรู้สำคัญอื่นๆ เป็นข่าวที่เผยแพร่เป็นระยะๆ เอกสารคัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจนยังมีอีกหลายฉบับ จัดทำโดยหลายองค์กร เอกสารบางฉบับยังเหลือให้สืบค้นได้ในปัจจุบัน
คุณสืบ นาคะเสถียร ที่เคยเป็นหัวหน้าคณะทำงานอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลาน (เขื่อนรัชชประภา) จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาพจากโทรทัศน์รายงานการทำงานอย่างเข็มแข็งของคุณสืบ ไม่ว่าการช่วยปั้มหัวใจกวางในเรือ การช่วยเหลือชีวิตงูจงอางจากอ่างเก็บน้ำ รวมถึงภาพคุณสืบนั่งอย่างหมดหวังที่จะยื้อชีวิตสัตว์ป่าไว้ ล้วนสร้างผลสะเทือนหัวใจของผู้คน เธอจึงได้ประจักษ์ชัดเจนว่าการทำลายบ้านและที่หาอยู่หากินของสัตว์ป่าด้วยการนำน้ำไปท่วมไม่มีทางที่จะช่วยให้สัตว์คงเผ่าพันธุ์อยู่ได้ เธอจึงทุ่มเทที่จะหยุดการทำร้ายสัตว์ป่า คือ ต้องหยุดการสร้างเขื่อน
มีเหตุการณ์สำคัญประการหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อการเก็บกักน้ำเขื่อนศรีนครินทร์เก็บกักน้ำสูงสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2525 และในวันที่ 18 และ 22 เมษายน พ.ศ. 2526ได้เกิดแผ่นดินไหวระดับ 5.3 และ 5.8 ริกเตอร์ (สหรัฐ) ศูนย์กลางอยู่ที่อำเภอศรีสวัสดิ์ ห่างจากตัวเขื่อนประมาณ 30 กม. ตรงตามที่นักธรณีวิทยาได้เตือนไว้แล้วว่าการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่เก็บน้ำจำนวนมากๆ นั้น อาจเป็นเหตุให้เกิดแผ่นดินไหว และเขื่อนเขาแหลมและเขื่อนศรีนครินทร์ล้วนตั้งอยู่บนรอยเลื่อนที่ยังมีชีวิตทั้งสิ้น
ประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งก็คือข้อถกเถียงว่าป่าทุ่งใหญ่นเรศวรนั้นเป็นผืนป่าที่ยังมีระบบนิเวศธรรมชาติที่ยังสมบูรณ์จริงหรือไม่ ฝ่ายที่ต้องการสร้างเขื่อนก็บอกว่าเป็นป่าที่ถูกทำลายจนกลายเป็นทุ่งโล่งๆ แล้ว ฝ่ายคัดค้านการสร้างก็บอกว่า ทุ่งหญ้าธรรมชาติแห่งนี้เป็นที่หาอยู่หากินของสัตว์กินพืชทั้งหลายที่ยังอยู่ได้อย่างปกติสุข
คำตัดสินมาจากที่วันหนึ่งมีโทรทัศน์นำเฮลิคอปเตอร์ไปบินถ่ายภาพ และได้ภาพกระทิงฝูงใหญ่กว่า50 ตัวกำลังวิ่งเต็มฝีเท้าในทุ่ง เป็นอันว่าท่านพ่อฤๅษีทุ่งใหญ่ทุ่งใหญ่นเรศวรส่งกระทิงมายุติข้อถกเถียง และอาจหมายถึงการยุติการสร้างเขื่อนน้ำโจน เพราะหลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลในยุคนั้นก็ได้มีมติให้ชะลอการสร้างเขื่อนน้ำโจน เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2531
มีเกร็ดเล่ากันต่อมาว่าในวันที่คณะกรรมการพิจารณาเรื่องเขื่อนน้ำโจนประชุมกันเป็นครั้งสุดท้าย และมีมติให้ชะลอการสร้างเขื่อนน้ำโจนนั้น เมื่อ ศ.ดร.สุรพล สุดารา ออกจากห้องประชุม และแจ้งให้คุณสืบ นาคะเสถียร ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่รอฟังผลอยู่นอกห้องประชุมได้ทราบ คุณสืบถึงกับกระโดดกอด ศ.ดร.สุรพล พร้อมพูดด้วยเสียงสั่นๆ ด้วยอารมณ์ว่า “อาจารย์เราทำได้แล้ว เราทำได้แล้ว”และน้ำตาซึมด้วยความยินดี
ศ.ดร.สุรพล ได้บันทึกเหตุการณ์ครั้งนั้นเอาไว้ความว่า “คุณสืบ ต่อสู้ด้วยความรู้ทางวิชาการและประสบการณ์อย่างทุ่มเทมาตลอดระยะเวลาแห่งการพิจารณานั้น และความสำเร็จที่เกิดขึ้นได้ต้องถือว่าเป็นผลงานของคุณสืบด้วยส่วนหนึ่งแน่นอน”
เมื่อวิกฤตการณ์เขื่อนน้ำโจนยุติลงเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2531 ฝ่ายค้านที่เคยรวมพลังกันอย่างเหนียวแน่นต่างแยกย้ายกันไปดำเนินชีวิตตามแนวทางของแต่ละคน สำหรับคุณสืบ นาคะเสถียร กลับมาใช้เวลาในงานวิจัย รวมถึงลงพื้นที่ทำงานภาคเหนือภาคใต้ ผลิตเอกสารวิชาการต่างๆ จากประสบการณ์
และความเป็นห่วงความอยู่รอดของระบบนิเวศ ธรรมชาติ ผืนป่า สัตว์ป่า ทุ่งใหญ่นเรศวร - ห้วยขาแข้ง คุณสืบและผองเพื่อน ตัดสินใจว่า จะต้องใช้ความยอมรับของนานาชาติ เข้าช่วยอนุรักษ์ผืนป่านี้ “ป่าผืนนี้ต้องเป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก”
เดือนธันวาคม พ.ศ. 2532 คุณสืบรับหน้าที่เป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เธอทำงานด้วยความมุ่งมั่นที่จะรักษาระบบนิเวศธรรมชาติไว้ให้ได้ สมกับที่ได้ติดตั้งป้ายเตือนใจไว้ตั้งแต่เข้ามารับหน้าที่ว่า “ข้าจะรักษาผืนป่าและสัตว์ป่าด้วยชีวิต”
ในยุคนั้นห้วยขาแข้งเป็นเสมือนแดนมิคสัญญีของสัตว์ป่า เสียงปืนที่ดังขึ้นตอนกลางคืนเป็นธรรมดา การล่าสัตว์ทำกันเป็นขบวนการ มีทีมไล่ล่า เข้าไปไล่ยิงสัตว์ป่าแล้วทิ้งซากเอาไว้ให้อีกทีมตามเข้ามาแล่เนื้อและขนออกมาขาย
ภาพแห่งความน่าเศร้าที่กล่าวไปนั้น คุณบุหลัน รันตี นักเขียนเรื่องราวป่าไม้สัตว์ป่า ได้เขียนบันทึกเรื่องราวของป่าห้วยขาแข้งเวลานั้นลงในหนังสือ ‘เที่ยวไปในป่าลึก’ บทหนึ่งชื่อ ‘นักล่าห้วยขาแข้ง’ บรรยายเอาไว้ว่า “การเห็นซากกวางถูกชำแหละทิ้งไว้เช่นนี้มิได้เป็นของแปลกสำหรับเราอีกต่อไป เพราะมีให้เห็นตลอดเส้นทาง แต่ละซากมีสภาพคล้ายๆ กัน ถ้าซากไหนไม่มีหัวตัดทิ้งไว้ แสดงว่ากวางตัวนั้นเป็นตัวผู้ เขาสวยของมันสามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้เช่นกัน ตลอดการเดินทางเราพบซากกวางถูกฆ่าตายเกือบสามสิบซาก ผมได้ถ่ายเป็นภาพสไลด์เอาไว้ ถ่ายจนฟิล์มเกือบจะหมดจนเลิกถ่าย พิจารณาดูแล้วว่ามันจะต้องเป็นการล่าเพื่อการค้าอย่างแน่นอน”
ในงาน ‘วันสิ่งแวดล้อม 33’ เดือนมิถุนายน พ.ศ.2533 คุณสืบได้รับเชิญไปบรรยายเรื่องสัตว์ป่าเมืองไทย ในวันนั้นคุณสืบบรรยายประกอบภาพถึงวิกฤตของสัตว์ป่า และบ้านของเขาด้วยความรักและห่วงใยอย่างจริงจัง ตรึงหัวใจผู้ฟังร่วมพันคน
ในวันนั้นคุณสืบได้กล่าวประโยค ที่ยังจำได้ถึงวันนี้ว่า “ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่า”
ช่วงเวลา 8 เดือนที่คุณสืบทำหน้าที่หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จากธันวาคม พ.ศ.2532 ถึง 1 กันยายน พ.ศ. 2533 ดูเหมือนว่ากิจกรรมที่ต้องทำเพื่อการอนุรักษ์ คุณสืบได้กระทำแล้ว ไม่ว่าการลงพูดคุยตามบ้านของชาวบ้าน การกระตุ้นให้โรงเรียนใกล้ป่าได้เข้าใจความสำคัญของการอนุรักษ์ป่า ภาพคุณสืบยืนบรรยายให้แถวนักเรียนชั้นประถมตัวเล็กๆ ฟัง การทำงานป้องกันการตัดไม้ทำลายป่าอย่างแข็งขันตรงไปตรงมาจนมีค่าหัว ไปจนถึงเรื่องที่จัดนิทรรศการและสัมมนาที่เมืองอุทัยธานีต่อต้านการให้สัมปทานป่าที่อยู่ระหว่างเขานางรำกับสวนป่าระบำไว้ได้ ความสมบูรณ์ของป่านี้ยังอยู่ประจักษ์แก่สายตาของผู้ที่มีโอกาสไปดูจุดชมวิวที่เขานางรำ
คุณสืบเป็นผู้นำที่ลูกน้องทั้งรักและเกรงใจ หลังจากการทำงานหนักมาแล้วในตอนกลางวัน คุณสืบใช้เวลาตอนกลางคืนเขียนรายงานการนำเสนอองค์การสหประชาชาติเพื่อให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวนและห้วยขาแข้งได้รับการสถาปนาเป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก
หลังสี่ทุ่มที่เครื่องปั่นไฟถูกปิดแล้ว คุณสืบจะยังจุดเทียนนั่งทำรายงานต่อไปจนดึกดื่น จนสเร็จเป็นรายงานชื่อ Nomination of the ThungYai-HuayKhaKhaeng Wildlife Sanctuary to be a UNESCO World Heritage Site present by SeubNakasathien and Belinda Stewart-Cox - เขียนร่วมกับคุณเบลินดา สจ๊วต ค็อกซ์
แปดเดือนแห่งความกดดัน ที่ตั้งปณิธานไว้ว่าจะรักษาผืนป่าสัตว์ป่าห้วยขาแข้งด้วยชีวิต แต่ผลดูเหมือนจะยากที่จะรักษาไว้ได้ มีหลายคนที่พบคุณสืบช่วงเวลานั้นต่างบอกว่า คุณสืบผอมลงมาก เครียดมาก มีข่าวเล่าลือกันต่อมาว่าคุณสืบเข้าพบผู้ใหญ่ระดับรัฐมนตรี อธิบายเรื่องราวต่างๆ แต่กลับได้รับคำแนะนำว่า “คุณต้องทำงานให้หนักกว่านี้”
คำตอบของคำแนะนำนี้ น่าจะอยู่ในคำให้สัมภาษณ์ของคุณสืบว่า
“ผมทำได้ดีที่สุดแล้วเท่าที่ผมมีชีวิตอยู่ผมคิดว่าผมได้ช่วยเหลือสังคมดีแล้วผมคิดว่าผมได้ทำตามกำลังของผมดีแล้วและผมพอใจผมภูมิใจสิ่งที่ผมทำ”
เสียงปืนหนึ่งนัดเมื่อเช้ามืดของวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2533 ได้ปิดชีวิตของชายผู้ซึ่งรักษาผืนป่า สัตว์ป่า ด้วยชีวิต ด้วยกาย วาจา และใจ
การจากไปของคุณสืบมิได้สูญเปล่า
แต่เป็นการเปิดตำนาน ‘ไอ้พวกอนุรักษ์’
สืบ นาคะเสถียรทศวรรษที่ 2520 - 2530 เป็นทศวรรษของการสร้างเขื่อนในประเทศไทย ในยุคนั้นมีทั้งเขื่อนที่อยู่ระหว่างเตรียมการขอก่อสร้าง กำลังก่อสร้าง สร้างเสร็จแล้ว และกำลังเก็บน้ำ เฉพาะที่จังหวัดกาญจนบุรีก็มีเขื่อนใหญ่อยู่ 4 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนท่าทุ่งนา เขื่อนเขาแหลม และเขื่อนท่าม่วง และกำลังเตรียมการสร้างเขื่อนน้ำโจนในผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นเขื่อนที่ 5
 

การมาถึงของการสูญพันธุ์ครั้งที่ 6

อีเมล พิมพ์ PDF

สิงโต‘หายนะทางชีวภาพ’ ของสัตว์ป่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมายืนยันว่าโลกการสูญพันธ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 6 ในประวัติศาสตร์โลกอาจรุนแรงกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์

 

รู้จัก 6 ชนิดพันธุ์ย่อยของ 'เสือโคร่ง'

อีเมล พิมพ์ PDF

เสือโคร่ง‘เสือโคร่ง’ หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Panthera tigris เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นับว่าเป็นหนึ่งในสัตว์ใหญ่ที่เป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ เนื่องจากการปรากฏตัวของเสือโคร่ง คือสิ่งที่บ่งหมายว่าป่าแห่งนั้นมีระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ ทั้งพืชพรรณและสัตว์กินพืชต่างๆ และหากระบบนิเวศเสียสมดุลดังกล่าวไป ชนิดพันธุ์ที่จะสูญหายไปเป็นอันดับต้นๆ ก็คงหนีไม่พ้นเสือโคร่ง จึงไม่น่าแปลกใจ หากเสือโคร่งจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของการอนุรักษ์ผืนป่า

 

เสือโคร่งกับนักวิจัย เรียนรู้ ผูกพัน และอนุรักษ์

อีเมล พิมพ์ PDF

เสือโคร่งบางท่านอาจได้ชมภาพยนตร์สารคดี Kedi เมืองแมว ที่นำเสนอชีวิตของแมวพร้อมนางหรือนายทาสแต่ละคนแห่งเมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี ทำให้เห็นความพฤติกรรมจำเพาะของเจ้าแมวหง่าวพอให้หลงรักกันไปตามสมควร

 

ผืนป่าที่ไร้พรมแดนของ ‘เสือโคร่ง’ และบทเรียนจากการตายของ HKT178

อีเมล พิมพ์ PDF

HKT178

1

นักวิจัยเสือโคร่ง ศักดิ์สิทธิ์ ซิ้มเจริญ ได้ออกมายืนยันว่า เสือโคร่งซึ่งพบในพื้นที่ ต.แม่ถอด อ.เถิน จ.ลำปาง เป็นเสือโคร่งจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พื้นที่มรดกโลกของประเทศไทย และเป็นพื้นที่ที่มีประชากรเสือโคร่งอาศัยอยู่มากที่สุดของประเทศ
 

จากป่าสู่เมือง : สืบ นาคะเสถียร กับเหตุการณ์หยุดเขื่อนน้ำโจน

อีเมล พิมพ์ PDF
“วันนี้ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่าทุกตัว เพราะพวกเขาพูดเพื่อตัวเองไม่ได้”
ในช่วงเวลานั้นเอง ที่จังหวัดกาญจนบุรี ได้มีโครงการก่อสร้างเขื่อนน้ำโจนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งจะทำให้ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรประมาณ 1400,000 ไร่ ต้องจมน้ำกลายเป็นพื้นที่อ่างเก็บน้ำและกำลังได้รับการคัดค้านจากนักอนุรักษ์ฯ นักวิชาการ ข้าราชการกรมป่าไม้บางส่วน และชาวเมืองกาญจนบุรี ด้วยเหตุผลว่าจะทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าจำนวนมหาศาล และเสี่ยงต่อโอกาสที่จะเกิดแผ่นดินไหวในอนาคต
ในปี 2530 รัฐบาลมีแนวโน้มที่จะอนุมัติโครงการขนาดยักษ์แห่งนี้ ในขณะที่ฝ่ายคัดค้านการสร้างเขื่อนถูกรัฐบาลกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อความวุ่นวายมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง และกำลังตกเป็นรองทั้งข้อมูลและการเผยแพร่
สืบ นาคะเสถียร ซึ่งเฝ้าติดตามสถานการณ์มาเป็นเวลานาน จึงได้เข้าร่วมการต่อสู้คัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจนอย่างแข็งขัน โดยใช้บทเรียนจากการอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลานเป็นกรณีศึกษา
วีรวัธน์ ธีรประสาธน์ เพื่อนสนิทของสืบและหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรในเวลานั้น เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการชักชวนให้ สืบ นาคะเสถียร ไปช่วยทำงานด้านข้อมูลในการเคลื่อนไหวคัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจน เขากล่าวว่า
“สืบก็รู้ว่าผมค้านเขื่อน ช่วงนั้นสืบเขาเป็นนักวิจัย ไม่ค่อยมีมิติทางด้านงานเคลื่อนไหว สืบก็เล่าให้ฟังว่างานอพยพสัตว์ป่าไม่ประสบความสำเร็จ สัตว์รอดไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ทีนี้เขื่อนน้ำโจนก็มีโครงการอพยพสัตว์ป่าเหมือนกัน เราจึงคิดว่าน่าจะเอากรณีที่เชี่ยวหลานมาเป็นบทเรียนว่า สัตว์ตายมากเพียงใด สืบก็เห็นด้วย เราจึงจัดนิทรรศการทุ่งใหญ่นเรศวร เพื่อให้คนเมืองกาญจน์ได้รู้จักป่าทุ่งใหญ่ฯ ว่าคืออะไร สืบก็มาเสนอข้อมูลว่า ถ้ามีการสร้างเขื่อนแล้ว การอพยพสัตว์ออกจากพื้นที่จะมีปัญหาอะไรบ้าง จำได้ว่าคนเมืองกาญจน์ประทับใจการพูดของสืบมาก และรู้สึกจะเป็นครั้งแรกที่สืบพูดว่า เขาพูดในนามของสัตว์ป่าที่กำลังจะตาย”
บุญส่ง จันทร์ส่องรัศมี แกนนำของกลุ่มอนุรักษ์เมืองกาญจน์ ยอมรับว่าสืบเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้พ่อค้าอย่างเขากลายมาเป็นนักอนุรักษ์จนถึงทุกวันนี้
“คืนหนึ่งในงานนิทรรศการ คุณสืบ ฉายสไลด์เกี่ยวกับการอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลาน แกเป็นคนบรรยายทำให้เรารู้สึกว่าสัตว์ป่าในภาพมีชีวิต มันร้องขอชีวิต มันครวญคราง เจ็บปวดรวดร้าว มันออกมาพร้อมกับน้ำเสียงของคุณสืบ จากเหตุการณ์นั้น ทำให้มองเห็นวิญญาณการต่อสู้และปกป้องสัตว์ป่าจากคำพูดของคุณสืบที่เราไม่เคยพบจากใครมาก่อน”
สืบเดินป่าเข้าทุ่งใหญ่ฯ เป็นเวลาห้าวันห้าคืนเพื่อเสาะหาข้อมูล และเมื่อได้สำรวจทางอากาศ เขาพบฝูงกระทิงอยู่รวมกันถึง 50 ตัว เป็นกระทิงฝูงใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบเห็นในเมืองไทย เป็นหลักฐานแสดงความอุดมสมบูรณ์ของป่าผืนนี้ได้เป็นอย่างดี บางครั้งเขาได้มีโอกาสพานักข่าวลงพื้นที่ที่จะมีการสร้างเขื่อนน้ำโจน เล่าบทเรียนจากเขื่อนเชี่ยวหลานให้นักข่าวฟังว่า ในอนาคตบริเวณนี้จะกลายสภาพเป็นทะเลสาบ เนินสูงตรงนี้จะกลายสภาพเป็นเกาะจากการถูกน้ำท่วม สัตว์จะตายจากการสร้างเขื่อนได้อย่างไร
สืบใช้ความเป็นนักวิชาการของเขาอธิบายต่อสาธารณชนให้เห็นว่า เราจะสูญเสียสัตว์ป่ามหาศาลเพียงใดหากมีการสร้างเขื่อนน้ำโจน สืบยึดถือหลักความจริงในทางวิชาการอย่างเคร่งครัด เขาทนไม่ได้ที่จะมีใครพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงทางวิชาการ แม้กระทั่งผู้บังคับบัญชาของเขาเอง
อธิบดีกรมป่าไม้ในเวลานั้นได้ออกมาพูดสนับสนุนการสร้างเขื่อนในที่ประชุมแห่งหนึ่ง ว่าปัญหาด้านสัตว์ป่าไม่น่าเป็นห่วง สามารถแก้ไขได้ โดยยกตัวอย่างเรื่องนกยูงที่ต้องอาศัยหาดทรายดำรงชีพว่า แม้ว่าน้ำจะท่วมหาดทราย แต่เราสามารถสร้างหาดเทียมขึ้นมาทดแทนได้
สืบ ข้าราชการกรมป่าไม้ชั้นผู้น้อย ซึ่งอยู่ในที่ประชุมเวลานั้น ได้กล่าวแย้งอย่างไม่เกรงใจว่า “ความคิดนี้เป็นความคิดของคนที่ไม่รู้เรื่องการจัดการด้านสัตว์ป่าเลย”
สืบร่วมมือกับนักวิชาการคนอื่นๆ เร่งผลิตข้อมูลไม่ต่ำกว่า 10 ชิ้น ว่าด้วยผลกระทบต่อสัตว์ป่าหากมีการสร้างเขื่อนน้ำโจน รวมถึงปัญหาการทำไม้ภายหลังการสร้างเขื่อนเชี่ยวหลาน ซึ่งจะเป็นบทเรียนสำคัญให้แก่เขื่อนน้ำโจนเช่นกัน
อาทิตย์สุดท้ายก่อนการตัดสินใจของรัฐบาลว่าจะสร้างเขื่อนหรือไม่ สืบทำงานอย่างหนักจนสามารถจัดทำบทรายงานเรื่อง “การประเมินผลงานช่วยเหลือสัตว์ป่าตกค้างในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน” ได้สำเร็จ รายงานชิ้นนี้ส่งผลอย่างมากต่อการพิจารณาเพราะเป็นครั้งแรกที่มีการศึกษาผลกระทบของสัตว์ป่าจากการสร้างเขื่อน
ในวันตัดสิน สืบเข้าชี้แจงต่อกรรมการด้วยตนเอง หลายฝ่ายสิ้นความสงสัยว่า สัตว์จำนวนมากต้องล้มตายลงหากมีการสร้างเขื่อนน้ำโจน
“เราชนะแล้ว” สืบพูดสั้นๆ ภายหลักออกมาจากห้องประชุมด้วยรอยยิ้ม
ภายหลังเมื่อรัฐบาลมีมติระงับการสร้างเขื่อนน้ำโจน กลุ่มนักอนุรักษ์ได้วิเคราะห์ว่า น่าจะมีมาตรการระยะยาวเพื่อป้องกันไม่ให้มีการเสนอโครงการสร้างเขื่อนน้ำโจนในอนาคตอีก และในเวลานั้นประเทศไทยได้เป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลก จึงเห็นว่าสืบน่าจะมีส่วนสำคัญในการเขียนรายงานทางวิชาการเพื่อนำเสนอต่อกรรมการให้พิจารณาว่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเหมาะสมที่จะเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ
ที่มา นิตยสารสารคดี ฉบับ รำลึก 10 ปี สืบ นาคะเสถียร เขียนโดย วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์
สืบ นาคะเสถียร เขื่อนน้ำโจน“วันนี้ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่าทุกตัว เพราะพวกเขาพูดเพื่อตัวเองไม่ได้” ในช่วงเวลานั้นเอง ที่จังหวัดกาญจนบุรี ได้มีโครงการก่อสร้างเขื่อนน้ำโจนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งจะทำให้ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรประมาณ 1400,000 ไร่ ต้องจมน้ำกลายเป็นพื้นที่อ่างเก็บน้ำและกำลังได้รับการคัดค้านจากนักอนุรักษ์ฯ นักวิชาการ ข้าราชการกรมป่าไม้บางส่วน และชาวเมืองกาญจนบุรี ด้วยเหตุผลว่าจะทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าจำนวนมหาศาล และเสี่ยงต่อโอกาสที่จะเกิดแผ่นดินไหวในอนาคต
 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP กองทุนเพื่อผู้พิทักษ์ป่า

อีเมล พิมพ์ PDF
การที่จะรักษาระบบนิเวศและธรรมชาติไว้ให้ได้ จำเป็นต้องประกอบไปด้วยผู้เล็งเห็นคุณค่าและมุ่งมั่นที่จะรักษา ตั้งแต่บุคคลระดับรัฐบาล ผู้บังคับบัญชาหน่วยงาน ลงไปจนถึงข้าราชการในพื้นที่ หัวหน้าและผู้ช่วยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และอุทยานแห่งชาติ ฯลฯ
แต่คณะบุคคลที่จะต้องไปใช้ชีวิตอยู่กลางป่า ประจำหน่วยพิทักษ์ป่า ต้องเดินตระเวนข้ามห้วย ข้ามภู กินนอนอยู่ท่ามกลางเห็บและทาก ต้องเผชิญหน้ากับพราน คนรุกป่า ฯลฯ บางครั้งถึงกับยิงต่อสู้กัน กำลังพลเหล่านี้เรียกขานกันว่า ‘ผู้พิทักษ์ป่า’ หรือที่เรียกเป็นทางการในยุคนั้นว่า ‘ลูกจ้างชั่วคราวรายวัน’
ในพ.ศ. 2533 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มีพื้นที่ 1,019,379 ไร่ มีหน่วยพิทักษ์ป่ากระจายกันอยู่ทั่วพื้นที่ทั้งหมด 9 หน่วย แต่ละหน่วยมีกำลังพลอยู่ประมาณ 8-10 คน ลูกจ้างชั่วคราวรายวันรายได้เดือนละประมาณสี่พันกว่าบาท ไม่มีสวัสดิการใดๆ ช่วยเหลือหากได้รับบาดเจ็บขณะออกไปปฏิบัติหน้าที่ และในทุกๆ เดือนตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคม เงินเดือนจะยังไม่ออก ต้องรอไปถึงปลายเดือนธันวาคมจึงจะตกเบิก หัวหน้าเขตฯ จึงต้องไปหยิบยืมผู้อื่นมาบรรเทาความเดือดร้อนของลูกน้องไปก่อน
น้องชายของคุณสืบ กอบกิจ นาคะเสถียร ได้ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ต่อนิตยสารสารคดีเอาไว้ว่า “พี่สืบไปขอยืมเงินแม่เดือนละสองหมื่นบาท แล้วไม่บอกเหตุผลว่าเอาไปทำอะไร ทางบ้านจึงเข้าใจว่าพี่สืบใช้เงินเปลือง เอาไปเลี้ยงผู้หญิงหรือเปล่า ทีหลังถึงรู้ว่าเอาไปให้ลูกจ้างรายวันในป่ายืมก่อน เพราะเงินเดือนของพวกเขาตกเบิกช้ามาก พวกนี้ไม่มีอะไรจะกิน พี่สืบก็ต้องเอาเงินจากทางบ้านออกไปก่อน”
จากสภาพปัญหาที่กล่าวมาในข้างต้น จึงเป็นที่มาวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ ที่ระบุไว้ในตราสารมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ความว่า “ส่งเสริมสนับสนุน สวัสดิการและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ และลูกจ้างของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร”
ระยะแรกตั้งมูลนิธิฯ พ.ศ. 2533 – 2534 มีการจัดซื้อวัสดุและครุภัณฑ์ให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เป็นต้นว่า ชุดสนาม เปล เป้ จำนวน 215 ชุด กล้องส่องทางไกล กล้องถ่ายรูป เครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องปั้มน้ำรวมถึงค่าซ่อมถนน อาคารบ้านพักเรือยนต์พร้อมเครื่องยนต์ ช่วยสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ซื้อแทงค์น้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า อุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านพัก และซื้อเรือพร้อมเครื่องยนต์สองลำให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร
นอกจากเรื่องวัสดุ ครุภัณฑ์ การซ่อมแซมบ้านพัก ฯลฯ เหล่านี้แล้วมูลนิธิยังจัดหาเงินให้หัวหน้าเขตยืมไปจ่ายให้ลูกจ้างชั่วคราวที่ไม่ได้รับเงินเดือนในสามเดือนท้ายของปีไปก่อนเป็นบางส่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน และเงินยืมนี้จะต้องส่งคืนมูลนิธิเมื่อตกเบิกแล้ว
งานช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นงานหลักที่มูลนิธิทำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน พ.ศ. 2560 โดยระดมทุนจากผู้มีจิตศรัทธา สนับสนุนและช่วยเหลือในกิจกรรมต่างๆ อีกหลายงาน เช่น จัดให้มีแม่ข่ายวิทยุบนยอดเขาที่ตั้งหน่วยพิทักษ์ป่ายู่ยี่ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ทั่วทั้งผืนป่าตะวันตก และหน่วยพิทักษ์ป่าต่างสามารถติดต่อกันได้ หากมีเหตุการณ์ สถานการณ์ หรือเรื่องใดที่คนเดินเฝ้าป่าต้องการความช่วยเหลือ ก็สามารถรับรู้ผ่านการสื่อสารของแม่ข่ายวิทยุนี้ได้ เป็นต้น
ปากคำของ “หม่อม” จิตประพันธ์ กฤตาคม ลูกน้องคนสนิทของคุณสืบ ยืนยันว่าคุณสืบเป็นห่วงผู้พิทักษ์ป่ามาก จะคอยสอบถามสารทุกข์สุกดิบ ถ้าเป็นไปได้ในทุกครั้งจะเป็นคนขับรถไปส่งเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ายังจุดตั้งต้นออกเดินลาดตระเวน ก่อนเข้าป่าจะอวยพรให้ลูกน้องปลอดภัย กำชับไม่ให้ประมาท รู้ได้จากอากัปกิริยาว่าคุณสืบกล่าวอย่างจริงใจ
ในตอนนั้นอันตรายมีทั้งการล่าสัตว์และตัดไม้ แต่จำนวนเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ หนำซ้ำยังไม่มีสวัสดิการ เครื่องแบบก็ไม่มี ต่างคนมีอะไรก็ใส่อย่างนั้น ไม่มีเอกลักษณ์ของหน่วยงาน คุณสืบเคยปรารภว่า ป่าธรรมชาติดีๆ ที่รักษาไว้โดยต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เมื่อหารขนาดพื้นที่แล้วได้งบประมาณไร่ละไม่ถึงหนึ่งบาท ขณะที่ป่าถูกทำลายไปแล้ว ได้งบปลูกป่าไร่ละสองพันกว่าบาท
ต่อมามีคณะเพื่อนของคุณสืบช่วยกันจัดงานคอนเสิร์ตที่กรุงเทพฯ ได้เงินมาจัดหาเครื่องแบบลาดตระเวนสีดำ พร้อมอุปกรณ์เดินป่าให้ผู้พิทักษ์ป่า แต่หม่อมเธอไม่ได้ไปร่วมงาน จึงไม่ทราบรายละเอียด
เรื่องนี้มาต่อกับที่ฟังจากคุณจิระนันท์ พิตรปรีชา เธอเล่าว่าในยุคนั้นจะมีปีละครั้งที่สหายปฏิวัติที่เคยเข้าป่าจะมาพบกันและชวนกันไปรำลึกความหลังในป่า เมื่อตอน พ.ศ. 2532 นั้นได้ไปที่ห้วยขาแข้ง คืนนั้นกำลังเตรียมเข้านอนกันแล้ว หัวหน้าสืบก็ให้คนมาปลุกไปฟังบรรยายเรื่องผืนป่าและสัตว์ป่าประกอบสไลด์ที่คุณสืบถ่ายทำเอง คุณจิระนันท์เล่าว่าเป็นการบรรยายที่ชวนประทับใจมากๆ จนนำไปสู่การจัดคอนเสิร์ต “เสียงเรียกจากพงไพร” ที่หอประชุมธรรมศาสตร์ ได้เงินมาสองแสนกว่าบาทเพื่อเป็นสวัสดิการให้แก่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า
...แต่คุณสืบไม่ยอมรับ และกล่าวกลับมาว่า ถ้าบริจาคเช่นนี้จะต้องนำส่งกรมป่าไม้และเบิกออกมา และยังมีอีกหลายกิจกรรมที่อยากทำแต่เป็นกิจกรรมที่ทางการไม่อาจอนุมัติได้ ทางสหายจึงต้องไปซื้อหาเป็นสิ่งของมาบริจาคแทน และนั่นก็ต่อภาพจากที่หม่อมบอกว่า ผู้พิทักษ์ป่ามีเครื่องแบบสีดำที่เพื่อนหัวหน้าสืบจัดหามาให้
แนวคิดของคุณสืบ เรื่องการมีกองทุนเพื่อเป็นสวัสดิการ เป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้พิทักษ์ป่าที่เริ่มเป็นรูปธรรมจากเรื่องราวข้างต้น ก็เป็นอีกที่มาหนึ่งของการตั้งกองทุนผู้พิทักษ์ป่า เมื่อตั้งมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
กองทุนผู้พิทักษ์ป่า มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เป็นกองทุนที่ดูแลเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ทั่วประเทศไทย ที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิต เนื่องจากการดูแลรักษาป่า สัตว์ป่า ไม่ว่าจะถูกยิง ถูกทำร้าย หรือประสบอันตรายจากสัตว์ป่า
ความต้องการที่จะมีกองทุนช่วยดูแลเจ้าหน้าที่ที่ประสบอันตรายจากการพิทักษ์ป่า สัตว์ป่า เพื่อเป็นสวัสดิการและขวัญกำลังใจแก่คนทำงานของคุณสืบ เป็นที่เข้าใจ รับรู้ และเห็นด้วย ดังนั้น เพื่อสืบสานเจตนาของคุณสืบ งานชิ้นแรกของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรก็ได้แก่การตั้ง “กองทุนผู้พิทักษ์ป่า”
กองทุนนี้จะส่งลูกๆ ของผู้พิทักษ์ป่าที่เสียสละชีวิตเพื่อรักษาป่าและสัตว์ป่า ให้ได้รับการศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา ดูแลเมื่อบาดเจ็บต้องรักษาตัว ช่วยงานศพ รวมถึงการออกไปเยี่ยมผู้พิทักษ์ป่าที่บาดเจ็บและเยี่ยมเยียนครอบครัว ภายหลังได้ไปปรับกิจกรรมเป็นการไปเยี่ยมผู้พิทักษ์ป่าที่ประจำตามหน่วยพิทักษ์ป่าในพื้นที่มรดกโลกทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้ง สลับสับเปลี่ยนไปเยี่ยมปีละหนึ่งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
ตลอด 27 ปี ของอายุกองทุน มูลนิธิส่งลูกเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเรียนไปแล้ว 56 คน ช่วยเหลือผู้สละชีวิตพิทักษ์ไปแล้ว 99 คน บาดเจ็บ 72 คน กรณีบาดเจ็บและเสียชีวิตมีตั้งแต่ไปห้ามคนใกล้ชิดไม่ให้บุกรุกป่า ยิงต่อสู้กับพราน ขับจักรยานยนต์ไปชนกับช้างป่า เดินลาดตระเวนแล้วตกหน้าผา
ทุนของกองทุนผู้พิทักษ์ป่ามาจากหลากหลายบุคคล ร่วมสมทบเข้ามาให้กองทุนนี้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ จึงขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเป็นส่วนของการสนับสนุนกองทุนพิทักษ์ป่าไว้ ณ ที่นี้
อย่างไรก็ตาม นอกจากการช่วยเหลือตามที่กล่าวมาแล้ว มูลนิธิสืบนาคะเสถียรยังมีเป้าหมายสำคัญอีก 2 ประการ คือ ผลักดันให้ส่วนราชการเข้ามารับผิดชอบในส่วนนี้ให้มากขึ้น และผลักดันให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกรมอุทยานฯ หรือฝ่ายตำรวจ เร่งจัดการกับผู้กระทำความผิด และผู้อยู่เบื้องหลังโดยเร็ว ในท้ายที่สุดมูลนิธิฯ วางเป้าไว้ว่ากองทุนนี้จะหมดความจำเป็นไปในที่สุด ซึ่งก็คือ วันที่ไม่มีการลักลอบทำร้ายผู้รักษาป่าอีกต่อไป
พิทักษ์ป่าการที่จะรักษาระบบนิเวศและธรรมชาติไว้ให้ได้ จำเป็นต้องประกอบไปด้วยผู้เล็งเห็นคุณค่าและมุ่งมั่นที่จะรักษา ตั้งแต่บุคคลระดับรัฐบาล ผู้บังคับบัญชาหน่วยงาน ลงไปจนถึงข้าราชการในพื้นที่ หัวหน้าและผู้ช่วยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และอุทยานแห่งชาติ ฯลฯ
 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 10 ภารกิจหมาเฝ้าป่า

อีเมล พิมพ์ PDF
27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร บทที่ 8
หมาเฝ้าป่า
บทบาทการเป็น “หมาเฝ้าบ้าน” (Watch Dog) หรือในที่นี้ขอแทนว่า “หมาเฝ้าป่า” เป็นหนึ่งในงานหลักที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรดำเนินการมาตลอดนับแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน ถือได้ว่า “เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ”เพื่อเฝ้าระวังภัยให้ผืนป่าสัตว์ป่าและแหล่งธรรมชาติให้ได้รับการอนุรักษ์ในวิถีทางที่เอื้อประโยชน์อย่างยั่งยืน ทั้งต่อประชาชนในวันนี้ และอนุชนรุ่นหลังในวันหน้า และเป็นหนึ่งการสานต่อปณิธานของคุณสืบที่เคยตะโกนก้องรักษาพงไพรมาแต่ครั้งงานคัดค้านเขื่อนน้ำโจน และการทำสัมปทานไม้ที่ป่าห้วยขาแข้ง
หน้าที่ของ “หมาเฝ้าป่า” นั้น คืองานที่ต้องนำเสนอเนื้อหาแก่ผู้มีอำนาจตัดสินใจให้สามารถรับข้อมูลข่าวสารอย่างเพียงพอเพื่อใช้ตัดสินใจอนุมัติ ระงับ ยับยั้ง โครงการที่อาจก่อผลกระทบต่อผืนป่าและสัตว์ป่า
มูลนิธิสืบนาคะเสถียรวางขอบเขตงานเอาไว้ว่าจะรักษาผืนป่าธรรมชาติทั่วประเทศ เฝ้าระวังโครงการ นโยบาย หรือการออกกฎหมายที่จะสร้างผลกระทบต่อผืนป่าในระยะยาว ในที่นี้ผู้เขียนขอบันทึกไว้ว่างานแรกที่เริ่มคัดค้าน คือ เรื่องการตัดถนนผ่านป่า หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เส้นทางเพื่อความมั่นคง 48 สาย” ในปีพ.ศ. 2534 รัฐบาลในขณะนั้นให้เหตุผลว่าเพื่อแก้ปัญหาล่อแหลมต่อการต่อสู้เอาชนะคอมมูนิสต์และการคุกคามจากภัยนอกประเทศ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการตัดถนนผ่านพื้นที่อุทยานแห่งชาติ 6 สาย ผ่านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 8 สาย และตัดผ่านป่าสงวนแห่งชาติอีก 48 สายในครั้งนั้นมูลนิธิได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อ “เราควรตัดถนน 48 สาย ผ่านป่าอนุรักษ์ ?” และจัดทำข้อสรุปเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อธิบายถึงเหตุและผลที่กระทบผืนป่า จนในที่สุดให้รัฐบาลระงับการตัดถนนความมั่นคงแห่งชาติ 2 เส้นทาง คือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้ง ส่วนเส้นทางอื่นๆ จะนำกลับไปพิจารณากันใหม่ เช่น ถนนเส้นที่จะตัดผ่านอุทยานแห่งชาติคลองลานและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ที่จนถึงวันนี้ยังมีความพยายามนำเสนอโครงการอยู่ร่ำไปซึ่งก็เป็นตัวอย่างที่ดีของคำว่า “งานอนุรักษ์เป็นงานที่ทำไม่เสร็จ ยังต้องทำอยู่ตลอด” เพราะถึงครั้งนี้จะสามารถคัดค้านได้ แต่ก็ยังมีครั้งต่อๆ ไปเกิดขึ้นมาอย่างมิเว้นพัก
สิ่งสำคัญของการทำงานคัดค้านแต่ละครั้ง มูลนิธิจะให้ความสำคัญกับการหาข้อมูลและข้อเท็จจริงเราต้องมีข้อมูลพื้นฐานก่อน ซึ่งไม่เคยปรากฏเลยว่ามูลนิธิทำงานบนเสียงลือเล่าอ้าง เราจะระวังในเรื่องนี้มาก ไม่ใช่มีข่าวนินทามาแล้วไปทำ ต้องทำการบ้าน ต้องไปดูพื้นที่จริง ไปศึกษาเรื่องราวว่ามีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร
เมื่อมีข้อมูลครบถ้วนแล้วจึงนำประเด็นคัดค้านมาเข้าที่ประชุมกรรมการมูลนิธิเพื่อพิจารณาวิเคราะห์ สังเคราะห์ หาแนวทางดำเนินการเพื่อหยุดภัยคุกคามเหล่านั้นให้สัมฤทธิ์ผล เช่น ทำหนังสือส่งถึงผู้เกี่ยวข้อง ผู้รับผิดชอบโครงการ ผู้มีหน้าที่อนุมัติอธิบายผลกระทบที่จะเกิด แจกแจงข้อมูลผลเสีย (ที่มักไม่ปรากฏในรายงาน) รวมถึงการไปร่วมในเวทีเสวนาที่เปิดให้แสดงความคิดเห็น และใช้โอกาสนั้นชี้แจงรายละเอียดต่างๆ และส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการมีสื่อมวลชนช่วยเป็นกระบอกเสียงในการถ่ายทอดเรื่องราวออกไปในวงที่กว้างมากขึ้น
โดยส่วนมากงานเฝ้าระวังภัยคุกคามที่จะเกิดต่อผืนป่าสัตว์ป่ามูลนิธิจะรับทราบข้อมูลเบื้องต้นจากเครือข่ายองค์กรหรือบุคคลที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม  ซึ่งรู้จักกันจากงานสัมมนาสิ่งแวดล้อมประจำปี และได้ติดต่อสื่อสารกันอยู่เสมอ รวมตัวกันเป็นเครือข่ายแบบหลวมๆ เมื่อมีเหตุการณ์ใดก็จะเข้าช่วยเหลือกัน ใครถนัดเรื่องไหนงานใดก็ลงมือทำในสิ่งเหล่านั้น
งาน Watchdog ในหลายครั้งได้รับข่าวดีเป็นรางวัล แต่ก็มีไม่น้อยที่ได้รับข่าวร้าย บางโครงการนั้นผู้มีอำนาจตัดสินใจสั่งระงับไว้ก่อน แต่ไม่ได้ถอดออกไปจากแผนงาน หมายความว่า เป็นแค่การระงับไม่ใช่ยกเลิก ก็เป็นไปได้ว่าในอนาคตโครงการเหล่านั้นจะหวนกลับมาให้ได้ออกแรงกันในอีก ก็ยังต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์กันเป็นระยะๆ ดังเช่น โครงการเขื่อนแม่วงก์ หรือถนนคลองลาน-อุ้มผางที่จะตัดผ่านป่าอนุรักษ์ที่ยังอุดมสมบูรณ์
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าโครงการที่จะสร้างผลกระทบต่อผืนป่าสัตว์ป่านั้นเป็นโครงการที่มีคนได้ประโยชน์และเห็นเพียงแต่ประโยชน์เฉพาะหน้าเพียงด้านเดียว ไม่ได้มองว่าในระยะยาวจะต้องเสียอีกมากมายเท่าไหร่ เช่น เมื่อป่าถูกตัดแบ่งออกจากกัน สัตว์ป่าก็ไม่สามารถติดต่อกันได้ ป่าก็ค่อยๆ ถูกเจาะ พื้นที่ที่เป็นแหล่งต้นน้ำก็จะค่อยๆ เสื่อมสภาพจนไม่สามารถให้ประโยชน์ในอนาคต ตรงกันข้ามกับผลประโยชน์ระยะสั้นที่เห็นและจับต้องได้ทันที สิ่งเหล่านี้เป็นดังเรื่องพื้นฐานที่ต้องเผชิญอยู่เสมอตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิเป็นต้นมา
เมื่อเข้าขัดขวางผลประโยชน์แน่นอนว่าย่อมมีแรงเสียดทานเกิดตามมา งานเฝ้าระวังเช่นนี้จึงเป็นงานที่ได้รับคำด่ามากกว่าคำชม เมื่อโดนด่าก็ย่อมมีผลต่อคนทำงานเป็นธรรมดา แต่เราก็ต้องเข้าใจที่มาของเหตุที่เขาด่า เพราะเขาไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ขณะเดียวกันเราก็ต้องมองย้อนกลับมาที่ตัวเองว่าสิ่งที่กำลังทำนั้นถูกต้องไหม ถ้าสิ่งที่เราทำมันถูกคำด่านั้นก็ไม่มีผลใดใดกับเรา เป็นเรื่องของใจ
คำด่าที่มีมาบ่อย เช่น “เป็นพวกขวางการพัฒนา” ซึ่งขอยอมรับว่าเป็นพวกขวางการพัฒนาจริงๆ แต่ไม่ได้ขวางเพื่อตัวเอง เป็นการขวางเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ เพราะเรื่องที่กระโดดเข้าไปขวางเป็นการพัฒนาที่ได้แต่ผลเฉพาะหน้า ไม่ได้ประโยชน์ในระยะยาว การพัฒนาต้องเป็นการพัฒนาที่ไม่เกิดผลเสียไม่ว่าในระยะสั้นหรือระยะยาว หากว่าเป็นการพัฒนาที่ไม่สร้างผลกระทบแล้วก็คงไม่มีเหตุผลที่จะต้องคัดค้าน
ตลอดระยะเวลาการทำงาน Watch Dog มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ทำงานใดไปบ้าง ขอใช้พื้นที่สรุปผลงานเด่นไว้ตรงนี้ ได้แก่
พ.ศ. 2534 ร่วมรณรงค์คัดค้านถนน 48 สาย เพื่อความมั่นคง พ.ศ. 2538 คัดค้านการสร้างถนนสาย 3011 รอบป่ากันห้วยขาแข้ง พ.ศ. 2540 ร่วมคัดค้านท่อก๊าซไทยพม่าการบุกรุกอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด, คัดค้านนโยบายของกรมป่าไม้ในการร่างระเบียบอนุญาตให้เอกชนเช่าพื้นที่อุทยาน พ.ศ. 2541 คัดค้านการสร้างบ้านพัก VIP กลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง, รณรงค์หยุดเหมืองแร่ทุ่งใหญ่นเรศวร, ร่วมคัดค้านโรงไฟฟ้าบ่อนอกหินกรูด พ.ศ. 2544 ร่วมคัดค้าน พรบ.แร่ และเหมืองแร่โปแตซ, คัดค้านการสร้างถนนผ่านป่าทุ่งใหญ่นเรศวรตะวันตก, คัดค้านการจัดแรลลี่ปล่อยเป็ดก่า ในพื้นที่เขาบันได เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พ.ศ. 2545 คัดค้านโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาธรรมชาติห้วยขาแข้ง ณ สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ, ร่วมรณรงค์คัดค้าน ร่าง พรบ.แร่, ร่วมคัดค้านการปล่อยสารตะกั่วลงลำห้วยคลิตี้ พ.ศ. 2547 คัดค้านการตัดถนน คลองลาน – อุ้มผาง พ.ศ. 2548 คัดค้านการตัดถนนผ่านป่าทุ่งใหญ่นเรศวร พ.ศ. 2549 คัดค้านการขุดอุโมงค์ผันน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ผ่านพื้นที่อนุรักษ์, คัดค้านการเปลี่ยนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางเป็นอุทยานแห่งชาติ, คัดค้านการสร้างถนนผ่านอุทยานแห่งชาติแก่งกรุง, คัดค้านเหมืองแร่ และการขนส่งแร่ผ่านป่าทุ่งใหญ่นเรศวร พ.ศ. 2550 คัดค้านกฎหมายใช้เช่าพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2551 คัดค้านการให้เช่าพื้นที่อุทยานแห่งชาติทางทะเล (อันดามัน) พ.ศ. 2552 คัดค้านโครงการเขื่อนแม่วงก์ และยังคงคัดค้านโครงการนี้มาจนถึงปัจจุบัน
หากดูตามรายละเอียดที่กล่าวมา จะเห็นว่าบางโครงการได้เงียบไปแล้ว แต่บางโครงการยังได้ยินข่าวสารอยู่ เช่นโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ และเขื่อนแก่งเสือเต้น ซึ่งเป็นมหากาพย์คู่กันมาอย่างยาวนาน หรือโครงการถนนสายคลองลานอุ้มผางก็เช่นกันแม้จะเหมือนเป็นงานที่ทำไม่สำเร็จแต่ก็มองได้อีกมุมหนึ่งว่าอย่างน้อยก็ชะลอภัยคุกคามมาได้ตั้ง 20 ปี ช่วยรักษาป่าและสัตว์ป่าได้ตั้งมากมาย ส่วนเรื่องในอนาคตนั้นก็ยังคงต้องสู้กันต่อไป
อีกเรื่องที่น่ายินดีในวันนี้ คือ มีสาธารณะชนเห็นความสำคัญของผืนป่าและสัตว์ป่าเพิ่มมากขึ้นหากเทียบกับช่วงที่คุณสืบเสียสละชีวิต แม้ชื่อนี้จะเป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่คนที่เข้าใจถึงคุณค่าความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ไม่ได้มีมากเท่าวันนี้ ทั้งยังมีเครื่องมือใหม่ๆ อย่างโซเชี่ยลมีเดียไว้ช่วยกระจายข่าวสารและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นก็ทำได้ง่ายมากขึ้น
การมีคนเข้าใจมากขึ้น ก็ทำให้เรามีโอกาสมากขึ้น เมื่อนำเสนอข้อเท็จจริงออกไปสาธารณะชนก็ตอบรับมากขึ้น ให้สนับสนุนมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะเวลาที่ล่วงเลยมาได้แสดงผลของการทำลายป่า มีตัวอย่างของจริงให้เห็นในหลายพื้นที่ ขณะเดียวกันพื้นที่ที่ยังอุดมสมบูรณ์ก็แสดงให้เห็นว่าธรรมชาติได้เอื้อประโยชน์แก่เราอย่างมากมายแค่ไหน
ปัจจุบันหน้าที่ “หมาเฝ้าป่า” นั้นยังเป็นงานที่มูลนิธิดำเนินงานมาอย่างเข้มแข็ง ในแผนยุทธศาสตร์ปัจจุบัน พ.ศ.2558 – 2562 ก็ได้ยกเรื่องนี้เป็นงานลำดับที่หนึ่งของแผนงาน เพื่อรักษาผืนป่าสัตว์ป่าให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน
หมาเฝ้าป่าบทบาทการเป็น “หมาเฝ้าบ้าน” (Watch Dog) หรือในที่นี้ขอแทนว่า “หมาเฝ้าป่า” เป็นหนึ่งในงานหลักที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรดำเนินการมาตลอดนับแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน ถือได้ว่า “เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ”เพื่อเฝ้าระวังภัยให้ผืนป่าสัตว์ป่าและแหล่งธรรมชาติให้ได้รับการอนุรักษ์ในวิถีทางที่เอื้อประโยชน์อย่างยั่งยืน ทั้งต่อประชาชนในวันนี้ และอนุชนรุ่นหลังในวันหน้า และเป็นหนึ่งการสานต่อปณิธานของคุณสืบที่เคยตะโกนก้องรักษาพงไพรมาแต่ครั้งงานคัดค้านเขื่อนน้ำโจน และการทำสัมปทานไม้ที่ป่าห้วยขาแข้ง
 
บทความ อื่นๆ ...


page 1 of 17

รับข่าวสาร