• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง
ข่าว ประชาสัมพันธ์


27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 16 โครงการรักษาผืนป่าตะวันตกเชิงระบบนิเวศ part 1

อีเมล พิมพ์ PDF

wefcomผืนป่าตะวันตก ตั้งอยู่บนอาณาเขตพื้นที่จังหวัดตาก, กำแพงเพชร, นครสวรรค์, อุทัยธานี, สุพรรณบุรี, และกาญจนบุรี ประกอบด้วยผืนป่าอนุรักษ์ ได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ 17 พื้นที่ติดต่อกันเป็นป่าผืนใหญ่ผืนเดียวกัน ความยาวจากอุ้มผางลงมาถึงกาญจนบุรี ประมาณ 300 กม. ความกว้างจากไร่นาแถวนครสวรรค์ อุทัยธานี สุพรรณบุรีไปจนติดประเทศเมียนมา 100 กม. มีขนาดพื้นที่รวม 12 ล้านไร่

 

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สนามรบใหม่ของถ่านหิน

อีเมล พิมพ์ PDF

ถ่านหินหลังจากที่ประเทศจีนและอินเดียเริ่มตีตัวออกห่างจากพลังงานถ่านหิน โดยถูกวางแผนให้ในอนาคตอันใกล้ สองประเทศจะไม่มีพลังงานถ่านหินอีกต่อไป จุดสนใจจึงถูกเคลื่อนมาสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 15 สุรพล สุดารา ในตำแหน่งประธานมูลนิธิ

อีเมล พิมพ์ PDF
27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร บทที่ 13
สุรพล สุราดา
ตามตราสารมูลนิธิสืบนาคะเสถียร หมวดที่ 5 การดำเนินงานของคณะกรรมการมูลนิธิ ข้อที่ 9 ระบุว่า มูลนิธิดำเนินการโดยคณะกรรมการมูลนิธิมีจำนวนไม่น้อยกว่า 9 คน แต่ไม่เกิน 30 คน ประกอบด้วยประธานกรรมการมูลนิธิ รองประธานกรรมการมูลนิธิ 3 คน เลขาธิการมูลนิธิ เหรัญญิก ประชาสัมพันธ์ รองเลขาธิการ และตำแหน่งอื่นๆ ตามแต่คณะกรรมการมูลนิธิจะเห็นสมควร
ข้อที่ 11 วิธีเลือกตั้งกรรมการมูลนิธิ ให้ปฏิบัติดังนี้ คือ ให้คณะกรรมการมูลนิธิชุดที่ดำรงตำแหน่งอยู่เลือกตั้งประธานกรรมการมูลนิธิและกรรมการอื่นๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควร
ข้อที่ 12 กรรมการดำเนินงานของมูลนิธิอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี
ข้อที่ 15 กรรมการมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระหรือโดยจับฉลากในวาระแรก อาจได้รับเลือกเข้าเป็นกรรมการมูลนิธิได้อีก
จะเห็นได้ว่า ตราสารมูลนิธิได้กำหนดวิธีการเปลี่ยนตัวกรรมการมูลนิธิไว้ชัดเจนแล้ว ดังนั้น เมื่อผู้เขียนรับหน้าที่ประธานมูลนิธิใกล้ครบ 10 ปี และอายุย่างเข้า 70 ปี ได้พิจารณาว่ามูลนิธิน่าจะได้มีประธานกรรมการที่หนุ่มกว่า สดกว่า และมีความสามารถเหมาะสมกับงานที่มูลนิธิกำลังจะทำต่อไป วาระการประชุมเรื่องตำแหน่งประธานจึงลงความเห็นให้ ผศ.ดร.สุรพล สุดารา ซึ่งเดิมเป็นรองประธานมาดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิแทน เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2544
ผศ.ดร.สุรพล สุดารา เกษียณอายุราชการในตำแหน่งผู้ช่วยศาตราจารย์ คณะวิทยาศาสตร์ทางทะเล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียนจบชีววิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อก่อนและเป็นอาจารย์ก็ได้เข้าร่วมกับวง CU Band ที่ชาวจุฬาฯ ในยุคนั้นยังจำได้ดี เมื่อ พ.ศ. 2514 ได้ทุนไปศึกษาต่อจนจบปริญญาเอกชีววิทยาทางทะเล University of Hawaii U.S.A. และทำงานต่อที่สหรัฐอเมริกาอีก 7 ปี เมื่อกลับประเทศไทยก็ได้ทำหน้าที่อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ทางทะเล เป็นอาจารย์ที่รักและชื่นชมของเหล่าลูกศิษย์
ผศ.ดร.สุรพล ยังเป็นนักสิ่งแวดล้อมคนสำคัญของประเทศ ได้ก่อตั้งชมรมสภาวะแวดล้อมสยาม ในคณะวิทยาศาสตร์ทางทะเล ซึ่งดูแลสิ่งแวดล้อมของประเทศในทุกมิติ มิได้สนใจใฝ่รู้เฉพาะเรื่องทะเลและชายฝั่ง เรื่องป่าเขาสัตว์ป่า ต้นน้ำ เหมืองแร่ ฯลฯ ก็ให้ความสนใจ อีกเรื่องหนึ่งที่คนทั่วไปได้ยินชื่อผศ.ดร.สุรพลก็คือเหตุการณ์ “แทนทาลั่ม ภูเก็ต”
เมื่อเรื่องการก่อสร้างเขื่อนน้ำโจนกลับมาเป็นครั้งที่ 3 พ.ศ. 2529 – 2530 เราจึงมีผู้มีความรู้ และพร้อมอธิบายถึงความไม่คุ้มค่าของการแลกทรัพยากรธรรมชาติของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรกับเขื่อนน้ำโจนผู้หนึ่ง คือ ผศ.ดร.สุรพล สุดารา ได้ร่วมงานกับคุณสืบ นาคะเสถียร และนักวิชาการอีกหลายท่านในการจัดทำข้อมูลต่างๆ ให้เหตุผลชี้แจง ให้ข้อเท็จจริง เกี่ยวกับกรณีนี้ ผศ.ดร.สุรพล ได้เคยบันทึกความประทับใจต่อเรื่องนี้เอาไว้ว่า ในวันประชุมที่มีมติให้ชะลอโครงการเขื่อนน้ำโจนไปก่อน และคุณสืบเมื่อทราบถึงกับกระโดดกอด ผศ.ดร.สุรพล พูดพร้อมน้ำตาซึมว่า “เราทำได้แล้ว เราทำได้แล้ว”
งานใหญ่อีกงานหนึ่งที่ ผศ.ดร.สุรพลมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในขับเคลื่อนงาน คือ การจัดสัมมนาการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “สิ่งแวดล้อม 33” ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน พ.ศ. 2533 ในงานนี้คุณสืบได้บรรยายพร้อมภาพสไลด์เรื่อง “ปัญหาและแนวทางแก้ไขสัตว์ป่าของห้วยขาแข้ง” คุณสืบได้กล่าววลีที่พูดกันมาจนถึงวันนี้ คือ “ผมพูดในนามของสัตว์ป่า” ก็มี ผศ.ดร.สุรพล เป็นเลขาธิการการจัดงาน หรือเรียกว่าเป็นหัวเรือใหญ่ในการผลักดันงานในทุกๆ ขั้นตอน
ผลสัมฤทธิ์ของงานนับว่าได้ผลดียิ่ง มีหลายเรื่องที่ปัญหาได้รับการคลี่คลาย ขณะที่งานสิ่งแวดล้อมประจำปีก็ใหญ่ขึ้นทุกปี จากปีแรกมี 15 องค์กรร่วมจัด ปีที่สอง “สิ่งแวดล้อม 34” เพิ่มเป็น 30 องค์กรร่วมจัด และเพิ่มขึ้นอีก จำนวนคนที่เข้าร่วม ต้องการการบริหารจัดการ ทั้งเรื่องที่พัก การเดินทาง สถานที่พัก ฯลฯ ยังมีเรื่องงานวิชาการ เอกสารสัมมนาต่างๆ ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือ แหล่งทุนสนับสนุนค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้นทุกที จนท้ายที่สุดงานสิ่งแวดล้อมประจำปี โดย องค์กรเอกชนร่วมกันจัดก็เกิดภาวะลุกโป่งแตก
ผศ.ดร.สุรพล สุดารา เป็นนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่สำคัญคนหนึ่งของประเทศไทย และของภูมิภาคเอเชียตะวันตออกเฉียงใต้ มีบทบาทสำคัญในการศึกษาทรัพยากรและสิ่งมีชีวิตในทะเล ผศ.ดร.สุรพลมีความสามารถในการกลั่นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ออกมาเป็นยุทธศาสตร์ เป็นแผนงาน และกิจกรรม เป็นผู้บุกเบิกเผยแพร่ความรู้ด้านแนวปะการังและหญ้าทะเล และได้สร้างลูกศิษย์เป็นนักวิชาการ นักวิจัย ด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลอีกจำนวนมาก
ผศ.ดร.สุรพล สุดารา ดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ตั้งแต่ 18 กันยายน พ.ศ.2544 เป็นช่วงที่มูลนิธิกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 12 กำลังเตรียมเข้าทำงานในฐานะองค์กรกลางระหว่างชุมชนในป่ากับหน้าที่ป่าไม้ และกำลังทำการสำรวจวิจัยเกาะพระทองเพื่อการอนุรักษ์นกตระกรุมซึ่งบ้านของเขากำลังเหลืออยู่เพียงสองแห่งในประเทศไทย คือ ที่เกาะพระทองและพรุโต๊ะแดงเท่านั้น
ในฐานะประธาน ผศ.ดร.สุรพล ได้ย้ายที่ทำการสำนักงานมูลนิธิจากอาคารนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตร (ส.ม.ก.) ถนนพหลโยธินใกล้กรมป่าไม้มาอยู่ที่ อาคารหมายเลข 4 เป็นตึกสามชั้นที่ตั้งเดิมของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยศเส ถนนบำรุงเมือง เขตป้อมปราบ ซึ่งกว้างขวางกว่าเดิมแต่ค่าเช่าย่อมเยากว่ามาก
ขณะเดียวกันก็ได้เสริมความเข็มแข็งการทำงานให้กับมูลนิธิโดยได้เชิญ ดร.ทวีวงศ์ ศรีบุรี ลูกศิษย์และเลขาธิการชมรมสภาวะแวดล้อมสยาม มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิด้วย
ในช่วงกลางปี พ.ศ.2546 น้องๆ เจ้าหน้าที่มูลนิธิและผู้เขียนสังเกตว่าอาจารย์ผอมลงมาก แต่ก็ยังสดชื่นมีชีวิตชีวาเหมือนเคย ไม่มีอาการของคนป่วย จึงต่างมีความเข้าใจว่าเธอกำลังลดความอ้วน มาได้ข่าวว่าอาจารย์จากไปด้วยโรคมะเร็ง ซึ่งทุกคนที่มูลนิธิต่างตกใจและเสียใจมาก ทราบว่าอาจารย์ป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลจริงๆ ประมาณหนึ่งเดือนก็ถึงแก่มรณกรรมเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2546
การจากไปของ ผศ.ดร.สุรพล ทำให้ต้องเลือกตั้งประธานมูลนิธิคนใหม่ จึงได้มีการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิเพื่อดำเนินการตามตราสาร
มูลนิธิมีกรรมการที่มีคุณสมบัติสามารถเป็นประธานมูลนิธิได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ทว่าแต่ละคนซึ่งมีคุณสมบัติพร้อมก็มีกิจการให้ดูและหลายด้านพร้อมกันไปเช่นกัน มีแต่ผู้เขียนซึ่งมีเวลาพอ ที่ประชุมจึงมอบหน้าที่ประธานให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 18 กันยายน พ.ศ.2546 เป็นปีที่ 13 ของมูลนิธิ และผู้เขียนก็ทำหน้าที่ประธานมาตลอดจนถึงปีที่ 25 จึงลาออกและที่ประชุมจึงเลือกให้ อ.ศศิน เฉลิมลาภ อดีตเลขาธิการมูลนิธิเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิตั้งแต่ 17 กันยายน พ.ศ.2558 เป็นต้นไป
สุรพล สุดาราตามตราสารมูลนิธิสืบนาคะเสถียร หมวดที่ 5 การดำเนินงานของคณะกรรมการมูลนิธิ ข้อที่ 9 ระบุว่า มูลนิธิดำเนินการโดยคณะกรรมการมูลนิธิมีจำนวนไม่น้อยกว่า 9 คน แต่ไม่เกิน 30 คน ประกอบด้วยประธานกรรมการมูลนิธิ รองประธานกรรมการมูลนิธิ 3 คน เลขาธิการมูลนิธิ เหรัญญิก ประชาสัมพันธ์ รองเลขาธิการ และตำแหน่งอื่นๆ ตามแต่คณะกรรมการมูลนิธิจะเห็นสมควร
 

งานวิจัยเผยพบเส้นใยพลาสติกในน้ำประปาทั่วโลก

อีเมล พิมพ์ PDF
น้ำประปาในหลายประเทศทั่วโลกถูกตรวจพบว่าปนเปื้อนพลาสติกขนาดจิ๋ว นำไปสู่การเรียกร้องจากกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ให้ศึกษาถึงผลกระทบจากการปนเปื้อนดังกล่าวต่อสุขภาพของมนุษย์
น้ำประปาจากกว่าสิบประเทศถูกนำมาวิเคราะห์โดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ซึ่งสนับสนุนโดย Orb Media ที่เปิดเผยผลการศึกษากับสำนักข่าว the Guardian โดยพบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 83 มีการปนเปื้อนเส้นใยพลาสติก โดยพบในน้ำประปาจากประเทศสหรัฐอเมริกามากที่สุด คือร้อยละ 93 ทั้งน้ำประปาซึ่งเก็บจากสภาคองเกรส สำนักงานใหญ่ของสํานักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา และทรัมป์ทาวเวอร์ที่นิวยอร์ก รองลงมาคือประเทศเลบานอนและอินเดีย
ทางฝั่งสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรพบว่า ประเทศเยอรมัน และฝรั่งเศสมีอัตราปนเปื้อนต่ำที่สุดคือร้อยละ 72 โดยจำนวนเส้นใยที่พบในน้ำ 500 มิลลิลิตรเฉลี่ยอยู่ที่ 4.8 ในสหรัฐอเมริกา และ 1.9 ในสหภาพยุโรป การศึกษาดังกล่าวได้ขยายขอบเขตการปนเปื้อนของพลาสติกมาใกล้ตัวเรา จากเดิมที่งานวิจัยมักเน้นผลกระทบจากขยะพลาสติกในทะเล และนำเสนอว่าประชาชนกินพลาสติกจิ๋วเหล่านั้นผ่านการบริโภคอาหารทะเล
“เรามีข้อมูลจากการศึกษาสัตว์ป่า และผลกระทบของพลาสติกต่อสัตว์เพียงพอที่จะต้องกังวล” ดร. เชอร์รี เมสัน (Dr. Sherri Mason) ผู้เชี่ยวชาญด้านไมโครพลาสติกจาก State University of New York กล่าว “หากเราพบว่าพลาสติกสร้างปัญหาต่อสัตว์ แล้วไม่คิดหรือว่า พลาสติกก็น่าจะสร้างผลกระทบต่อคนเช่นกัน”
งานศึกษาอีกหนึ่งชิ้นในไอร์แลนด์ก็พบการปนเปื้อนของพลาสติกจิ๋วทั้งในน้ำประปาและบ่อน้ำสาธารณะ “เราไม่รู้ว่าการปนเปื้อนดังกล่าวจะก่อผลกระทบกับสุขภาพของเราอย่างไร แต่ตามหลักความระมัดระวัง เราต้องรีบหาคำตอบเพื่อประมาณว่ามีความเสี่ยงมากน้อยขนาดไหน” ดร. แอนน์ มารี มาฮอน หัวหน้านักวิจัยกล่าว
ดร. มาฮอนระบุเพิ่มเติมว่า มีข้อกังวลหลักสองประการคือ พลาสติกขนาดจิ๋วและสารเคมีหรือแบคทีเรียที่ติดไปกับเม็ดพลาสติก “ถ้าเราพบว่ามีเส้นใยพลาสติกปนเปื้อนอยู่ ก็เป็นไปได้ว่าจะมีพลาสติกที่เล็กระดับนาโนซึ่งเราไม่สามารถวัดได้อยู่เช่นกัน พลาสติกนั้นเล็กขนาดที่จะทะลุไปในเซลล์หรืออวัยวะต่างๆ ซึ่งน่ากังวล” การศึกษาของเธอนั้นวัดพลาสติกขนาด 2.5 ไมครอน ซึ่งมีขนาดใหญ่ 2,500 เท่าเมื่อเทียบกับนาโนเมตร
พลาสติกจิ๋วเหล่านี้ยังดึงดูดแบคทีเรียอีกด้วย โดยมีการศึกษาว่าแหล่งน้ำหรือบ่อน้ำทิ้งที่มีไมโครพลาสติกก็มีแนวโน้มว่าจะปนเปื้อนแบคทีเรียอันตรายเช่นกัน พลาสติกจิ๋วยังทราบกันว่าเป็นที่กักเก็บสารเคมีมีพิษ โดยการศึกษาในสัตว์พบว่าสารดังกล่าวจะถูกปลดปล่อยในร่างกาย นอกจากนี้ การศึกษาของศาสตราจารย์ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แฟรงค์ เคลลี (Frank Kelly) จาก King’s College London ได้เคยให้ข้อมูลต่อรัฐสภาอังกฤษว่า “หากเราสูดเส้นใยพลาสติกเหล่านี้เข้าไปในปอด ก็มีแนวโน้มว่าเส้นใยเหล่านั้นจะทำให้ปอดส่วนล่างหรือระบบไหลเวียนโลหิตปนเปื้อนด้วยสารเคมี” เมื่อได้เห็นผลการศึกษาการพบเส้นใยพลาสติกในน้ำประปา เคลลีแจ้งว่าควรมีการศึกษาอย่างเร่งด่วนว่าการรับประทานเส้นใยเหล่านั้นสร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างไร
พลาสติกจิ๋วเหล่านั้นมาปนเปื้อนในน้ำประปาได้อย่างไร ยังเป็นเรื่องที่ไม่มีใครทราบ แต่แหล่งปนเปื้อนที่น่าจะเป็นไปได้ก็เช่นชั้นบรรยากาศซึ่งเส้นใบพลาสติกจะหลุดลอยจากเสื้อผ้าหรือสิ่งของที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน เครื่องอบผ้าก็เป็นแหล่งปล่อยเส้นใยพลาสติกสู่ชั้นบรรยากาศเช่นกัน
การศึกษาอีกหนึ่งชิ้นระบุอีกหนึ่งความเป็นไปได้ว่า เส้นใยพลาสติกเหล่านั้นอาจจะมาจากเครื่องซักผ้าซึ่งแต่ละครั้งจะมีเส้นใยพลาสติกปนเปื้อนไปราว 700,000 ชิ้น เมื่อพลาสติกจิ๋วเหล่านั้นเข้าสู่สิ่งแวดล้อม ก็อาจถูกพัดพาโดยฝนไปปนเปื้อนในแหล่งน้ำต่างๆ ซึ่งอาจเป็นคำอธิบายหนึ่งที่บ่อน้ำของครัวเรือนในอินโดนีเซียถึงมีเส้นใยพลาสติกปนเปื้อน
ระบบบำบัดน้ำตามมาตรฐานปัจจุบันนั้นไม่สามารถกรองพลาสติกจิ๋วนี้ออกไปได้ นอกจากนี้ ทางเลือกโดยดื่มน้ำขวดที่ซื้อตามร้านค้าก็อาจไม่ได้ปลอดภัยจากเส้นใยพลาสติกจิ๋วเหล่านี้ เพราะการศึกษาข้างต้นก็พบการปนเปื้อนในน้ำดื่มบางยี่ห้อที่วางขายอยู่ในสหรัฐอเมริกาเช่นกัน
ปัจจุบัน เราผลิตพลาสติกราวปีละ 300 ล้านตัน โดยมีเพียงร้อยละ 20 เท่านั้นที่ถูกนำมารีไซเคิลหรือกำจัดโดยการเผา ส่วนที่เหลือก็จะปนเปื้อนในอากาศ ผืนดิน และมหาสมุทร รายงานเมื่อเดือนกรกฎาคมพบว่าตลอด 60 ปีที่ผ่านมา เราผลิตพลาสติกปริมาณกว่า 8.3 พันล้านตัน โดยนักวิทยาศาสตร์เตือนว่าพลาสติกจะกลายเป็นวัสดุที่พบเห็นได้ทั่วไปในธรรมชาติ
การศึกษาดังกล่าวจึงฉายภาพปัญหาขยะพลาสติกให้เข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้น แต่ก็ยังมีหลายคำถามที่ต้องการคำตอบตั้งแต่การศึกษาซ้ำเพื่อยืนยันความถูกต้องของผลการศึกษา รวมถึงหาแหล่งที่มาของพลาสติกที่ปนเปื้อน ดร. มาฮอน ให้ความเห็นว่าพลาสติกนั้นมีประโยชน์มาก แต่เรายังต้องพัฒนาการจัดการขยะพลาสติกให้ดีกว่านี้
“เราจำเป็นต้องใช้พลาสติกในชีวิตประจำวัน แต่เรากำลังทำร้ายสิ่งแวดล้อมโดยการทิ้งขยะพลาสติกอย่างไร้ความรับผิดชอบ”
ถอดความและเรียบเรียงจากPlastic fibres found in tap water around the world, study reveals โดย Damian Carrington
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
เส้นใยพลาสติกน้ำประปาในหลายประเทศทั่วโลกถูกตรวจพบว่าปนเปื้อนพลาสติกขนาดจิ๋ว นำไปสู่การเรียกร้องจากกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ให้ศึกษาถึงผลกระทบจากการปนเปื้อนดังกล่าวต่อสุขภาพของมนุษย์
 

เปิดกระเป๋า 'รักษ์โลก' หัวหน้าฝ่ายวิชาการมูลนิธิสืบฯ

อีเมล พิมพ์ PDF

เปิดกระเป๋ารักษ์โลก บางคนอาจมองว่าการใช้ ‘พลาสติก’ ในแต่วันเป็นเรื่องเล็กน้อยและปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องไกลตัว พวกเราจะตื่นตัวตามกระแสก็ต่อเมื่อได้รับผลกระทบ ดังเช่น ขยะอุดตันท่อน้ำทิ้งบางพื้นที่จนเป็นที่มาของวลี “น้ำท่วมรอการระบาย” เราไม่สามารถแยกออกหรอกว่าขยะที่เข้าไปอุดตันนั้นเรามีส่วนมากน้อยเพียงใด แต่สิ่งนั้นคือผลลัพธ์ของปัญหาที่เกิดจากขยะต่างๆ รวมถึงขยะพลาสติก แต่มิใช่ทั้งหมด...

 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 14 งานวิจัยเพื่อผืนป่าสัตว์ป่า

อีเมล พิมพ์ PDF

งานวิจัยวัตถุประสงค์ข้อ 4.5 ของตราสารมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กำหนดไว้ว่า “ส่งเสริมสนับสนุนการก่อให้เกิดความรู้ ความคิดเห็น และการเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม” ดังนั้นในช่วง 6 ปีแรกของการก่อตั้งมูลนิธิ (พ.ศ. 2533 - 2539) มูลนิธิได้สนับสนุนงานวิชาการ งานวิจัย เพื่อช่วยเหลือสัตว์ป่า โดยกองทุนสัตว์ป่าของมูลนิธิ ได้สนับสนุนงานวิจัยด้านวิชาการ เพื่อนำผลการศึกษามาใช้ในการอนุรักษ์

 

แถลงการณ์เครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

อีเมล พิมพ์ PDF

เครือข่ายภาคประชาชน22 กันยายน 2560 เครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน นัดรวมตัวกันเพื่อแสดงจุดยืนในการแก้ไข พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ฉบับใหม่ และ กฎกระทรวงว่าด้วยขั้นตอนการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งการปรับแก้ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ... โดยไม่บรรจุเนื้อหาของภาคประชาชนลงไปในกฎหมาย

 

รู้จักแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดใหม่ของโลกที่แม่วงก์

อีเมล พิมพ์ PDF
แมงมุมถือเป็นสัตว์ผู้ล่า (Predator) ที่มีความหลากหลายสูงที่สุดในระบบนิเวศ ในปัจจุบันมีการค้นพบแล้วมากกว่า 46,000 ชนิด และมีการคาดการณ์เอาไว้ว่าอาจมีจำนวนมากถึง 200,000 ชนิด ซึ่งในจำนวนนี้แมงมุมที่จัดได้ว่าเป็นแมงมุมที่เก่าแก่ที่สุดของโลกคือ แมงมุมฝาปิดโบราณ (Liphistiidae, Mesothelae)
สายพันธุ์เก่าแก่เมื่อ 300 ล้านปีก่อน
แมงมุมฝาปิดโบราณ ถือได้ว่าเป็นซากดึกดำบรรพ์มีชีวิต (Living fossil) เนื่องจากยังคงมีลักษณะหลายประการที่เหมือนกับบรรพบุรุษที่เคยมีชีวิตอยู่เมื่อหลายล้านปีก่อน เช่น การที่แผ่นปิดท้องยังไม่รวมเป็นแผ่นเดียว และการที่มีอวัยวะสร้างใย (Spinneret) อยู่กลางลำตัว ซึ่งลักษณะทั้ง 2 ประการนี้ไม่พบในแมงมุมกลุ่มอื่นๆ จากหลักฐานด้านบรรพชีวินวิทยาแสดงให้เห็นว่าบรรพบุรุษของแมงมุมฝาปิดโบราณอาจมีการถือกำเนิดตั้งแต่เมื่อประมาณ 300 ล้านปีก่อน แมงมุมฝาปิดโบราณมีการกระจายพันธุ์อยู่ในประเทศญี่ปุ่น ด้านตะวันออกของประเทศจีนและแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น โดยในปัจจุบันมีรายงานการค้นพบแล้ว 96 ชนิด ซึ่งถือว่ามีจำนวนน้อยกว่า 1% เมื่อเทียบกับจำนวนแมงมุมทั้งหมด ที่สำคัญแมงมุมฝาปิดโบราณแต่ละชนิดมักเป็นสายพันธุ์เฉพาะถิ่นที่สามารถพบได้ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเท่านั้น
แมงมุมฝาปิดโบราณถือเป็นกลุ่มแมงมุมที่มีช่วงชีวิตยาว โดยแมงมุมเพศเมียอาจมีอายุได้ถึง 20 ปี แมงมุมฝาปิดโบราณทุกชนิดจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ภายในรังเท่านั้น โดยการสร้างฝาปิด (Trapdoor) ขึ้นมาเพื่ออำพรางทางเข้าออกจากผู้ล่าและซุ่มดักจับเหยื่อ แมงมุมฝาปิดโบราณที่อาศัยอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีการสร้างเส้นใยลักษณะพิเศษคล้ายรัศมีไว้ใช้รับแรงสั่นสะเทือน (Signal lines) เพื่อช่วยในการล่าเหยื่อด้วย
พิษไม่เป็นอันตรายต่อคน
แมงมุมฝาปิดโบราณเหมือนกับแมงมุมส่วนใหญ่ที่มีการพัฒนาต่อมพิษ (Venom gland) ที่บริเวณเขี้ยว แต่อย่างไรก็ตามพิษของแมงมุมฝาปิดโบราณมีไว้เพื่อจัดการแมลงและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดเล็กที่เป็นเหยื่อของพวกมัน ดังนั้น พิษของแมงมุมโบราณจึงไม่ได้เป็นอันตรายกับมนุษย์
แมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์
แมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์ หรือ Liphistius maewongensis Sivayyapram et al., 2017 ถือได้ว่าเป็นแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดที่ 97 ของโลก และเป็นชนิดที่ 33 ที่ถูกค้นพบในประเทศไทย โดยแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดนี้สามารถพบได้เฉพาะในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ที่ระดับความสูงกว่า 100 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลขึ้นไป
แมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์จะทำรังอยู่พื้นที่ที่มีลักษณะเป็นหน้าผาดินที่มีความชันสูง โดยขุดดินลึกไปประมาณ 10 – 20 เซนติเมตร และจะชักใยบุผนังโพรงดำรงชีวิต นอกจากนี้ที่ปากทางเข้าออกจะมีการสร้างฝาปิดเพื่ออำพรางทางเข้าออก และมีการสร้างเส้นใยรัศมีเพื่อรับแรงสั่นสะเทือนเมื่อมีเหยื่อมาสัมผัส ที่น่าสนใจคือแมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์มีการสร้างรัง 2 รูปแบบที่แตกต่างกัน คือ รังรูปแบบท่อตรง (Simple burrow) ที่มีเพียงทางเข้าออกเดียว และรังรูปแบบตัว T (T-shape burrow) ที่มีทางเข้าออก 2 ทาง โดยคาดว่าทางออกที่สร้างขึ้นมาทีหลังมีไว้สำหรับเป็นทางออกสำรองเพื่อหลบหนีจากผู้ล่า
การค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าแม่วงก์ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากแมงมุมฝาปิดโบราณทุกชนิดจะใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตอยู่ภายในรัง ทำให้สามารถพบแมงมุมกลุ่มนี้ได้เฉพาะพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงเท่านั้น
การค้นพบครั้งนี้จึงเป็นการย้ำเตือนให้เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ขนาดเล็ก ไม่เพียงแต่กลุ่มของแมงมุม แต่ยังรวมถึงสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังกลุ่มอื่นๆ ที่มีบทบาทหน้าที่ต่างๆ กัน ในการขับเคลื่อนระบบนิเวศให้ดำเนินไปอย่างสมดุล
การค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดใหม่ของโลก ดำเนินการวิจัยและสำรวจโดย ภาควิชาชีววิทยาและศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกีฏวิทยาฯ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดยนายวรัตถ์ ศิวายพราหมณ์ นิสิตระดับปริญญาโท (สัตววิทยา) และดร.ณัฐพจน์ วาฤทธิ์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ การค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดใหม่ได้รับการตอบรับให้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ Journal of Arachnology การตั้งชื่อให้กับแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดนี้ว่า “แมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์” หรือ Liphistius maewongensis Sivayyapram et al., 2017 เพื่อเป็นเกียรติให้แก่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์และสำคัญต่อสัตว์ป่า
แมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์แมงมุมถือเป็นสัตว์ผู้ล่า (Predator) ที่มีความหลากหลายสูงที่สุดในระบบนิเวศ ในปัจจุบันมีการค้นพบแล้วมากกว่า 46,000 ชนิด และมีการคาดการณ์เอาไว้ว่าอาจมีจำนวนมากถึง 200,000 ชนิด ซึ่งในจำนวนนี้แมงมุมที่จัดได้ว่าเป็นแมงมุมที่เก่าแก่ที่สุดของโลกคือ แมงมุมฝาปิดโบราณ (Liphistiidae, Mesothelae)
 

การทำลายป่าและความป่วยไข้ของเด็กในกัมพูชา

อีเมล พิมพ์ PDF
การศึกษาที่เผยแพร่ในวารสาร The Lancet Planetary Health สรุปได้ว่าการตัดไม้ทำลายป่าในกัมพูชาเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของเด็กๆ คณะวิจัยพบว่าการสูญเสียป่าดิบในกัมพูชานั้น เพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคท้องร่วม ติดเชื้อในปอด และเป็นไข้ในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5  ปี
“นับว่าเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่การตัดไม้ทำลายป่าจะเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตของเด็กในกัมพูชา”Roman Carrasco หนึ่งในคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งสิงคโปร์ (National University of Singapore)ให้สัมภาษณ์
การศึกษาดังกล่าวช่วยเพิ่มองค์ความรู้เกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างการทำลายผืนป่าขนาดใหญ่อย่างรวดเร็วและความเสี่ยงด้านสุขภาพของมนุษย์ คณะวิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพจำนวนกว่า 35,000ครัวเรือนซึ่งจัดเก็บจากการรวบรวมข้อมูลทางประชากรศาสตร์และสุขภาพของกัมพูชา ระหว่างปี พ.ศ. 2548 และ 2557 ผลการศึกษาพบว่าการสูญเสียป่าทึบจะทำให้โอกาสเกิดโรคต่างๆ เพิ่มขึ้นในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เช่น การลดลงของพื้นที่ป่าร้อยละ 14 จะเพิ่มความเสี่ยงในการป่วยเป็นโรคท้องร่วงของเด็กถึงร้อยละ 14
ในทางกลับกัน หากพื้นที่รอบชุมชนเป็นป่าอนุรักษ์ จะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคท้องร่วง และการติดเชื้อในปอดอย่างเฉียบพลันในเด็ก
แม้ว่าการศึกษาดังกล่าวจะไม่ได้วิจัยโดยตรงว่าการเพิ่มขึ้นของการเป็นโรคท้องร่วงนั้นเชื่อมโยงกับการสูญเสียพื้นที่ป่าอย่างไร แต่การศึกษาก่อนหน้านี้พบว่าการสูญเสียพื้นที่ป่าจะทำให้วัฏจักรน้ำเสียสมดุล ส่งผลให้คุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลงไปโดยเชื้อโรคซึ่งเป็นสาเหตุของโรคท้องร่วงเพิ่มขึ้น รวมถึงปริมาณน้ำที่ลดลงซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการรักษาสุขอนามัยในครัวเรือน การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ย่อมส่งผลให้เกิดโรคท้องร่วงมากขึ้นในชุมชนปลายน้ำ
เป็นไปได้ว่าประเทศกัมพูชาก็อาจเผชิญกับปัญหานี้เช่นกัน เนื่องจากชุมชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ห่างไกลของกัมพูชายังจำเป็นต้องใช้น้ำดื่มจากแหล่งน้ำที่ไม่ได้รับการป้องกัน เช่น บ่อน้ำสาธารณะ อีกทั้งยังไม่ได้มีวิธีทำความสะอาดน้ำก่อนดื่มที่เหมาะสม นอกจากนี้ การตัดไม้ทำลายป่าอาจสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะกับการระบาดของยุง เช่น สภาพอากาศที่อุ่นขึ้น ส่งผลให้การแพร่กระจายของโรคที่มียุงเป็นพาหะมีแนวโน้มสูงขึ้น
อย่างไรก็ดี คณะวิจัยก็ยังไม่แน่ใจว่าการฟื้นฟูผืนป่าจะช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพได้หรือไม่
“การอนุรักษ์อาจมีบทบาทสำคัญในการป้องกันภัยคุกคามดังกล่าว แต่เราก็ยังไม่แน่ใจว่าวิธีการนี้จะคุ้มค่ากับเงินลงทุนหรือไม่ในแง่การลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ หากเปรียบเทียบกับมาตรการทางสาธารณสุขโดยทั่วไป” Thomas Pienkowski นักวิจัยหลักจากมหาวิทยาลัยแห่งสิงคโปร์กล่าว
“หัวใจสำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้คือ การที่เราค้บพบความเชื่อมโยงระหว่างการตัดไม้ทำลายป่าในเขตร้อนชื้นและโอกาสเสียชีวิตในเด็กที่เพิ่มขึ้นจากโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคท้องร่วง ซึ่งข้อค้นพบนี้จะสร้างมิติใหม่ของผลกระทบจากการตัดไม้ทำลายป่าต่อชุมชน”Thomas Pienkowski สรุป
อ้างอิงงานวิจัย Thomas Pienkowski et al. Empirical evidence of the public health benefits of tropical forest conservation in Cambodia: a generalised linear mixed-effects model analysis, The Lancet Planetary Health (2017). DOI: 10.1016/S2542-5196(17)30081-5.
ถอดความและเรียบเรียงจาก Deforestation in Cambodia linked to ill health in children โดย Shreya Dasgupta
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
กัมพูชาการศึกษาที่เผยแพร่ในวารสาร The Lancet Planetary Health สรุปได้ว่าการตัดไม้ทำลายป่าในกัมพูชาเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของเด็กๆ คณะวิจัยพบว่าการสูญเสียป่าดิบในกัมพูชานั้น เพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคท้องร่วม ติดเชื้อในปอด และเป็นไข้ในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5  ปี
 

ภัยคุกคามการเกษตรจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

อีเมล พิมพ์ PDF
องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติเตือนว่า สภาวะโลกร้อนคาดว่าจะสร้างผลกระทบสำคัญต่อผลิตภาพในอนาคตของสินค้าเกษตรตั้งแต่ข้าวไปจนถึงปลา โดยเฉพาะในประเทศที่ตั้งอยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตรโดยระบุว่ากลุ่มประเทศในเอเชียแปซิฟิกควรจะเป็นผู้นำในการรับมือรวมทั้งลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
“เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ APEC กำลังได้รับผลกระทบจากความสูญเสียผลิตผลทางการเกษตรเนื่องจากภัยธรรมชาติเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยภัยธรรมชาติเหล่านั้นต่างเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” Kundhavi Kadiresan ผู้ช่วยผู้อำนวยการองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติในเอเชียและแปซิฟิกประกาศผ่านทางช่อง UN News
ในทางภูมิศาสตร์ ผลกระทบเชิงลบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลต่อปริมาณผลผลิตของข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด และถั่วเหลือง ในประเทศที่มีสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้น ส่วนประเทศที่อยู่เหนือขึ้นไป มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากการทำประมง
“ความสูญเสียในแต่ละปีอาจมีมูลค่านับพันล้านดอลลาร์สหรัฐ เราจึงต้องดำเนินการรับมือกับปัญหาเดี๋ยวนี้ ผู้กำหนดนโยบายควรเตรียมพร้อมสำหรับปริมาณผลผลิตที่เปลี่ยนแปลงไป ลักษณะการซื้อขายที่ไม่เหมือนเดิม รวมถึงการลงทุนมูลค่าสูงในการจัดการด้านการเกษตร การประมง ที่ดิน และน้ำเพื่อเอื้อประโยชน์แก่เกษตรกรรายย่อยที่ผลิตอาหาร”KundhaviKadiresan กล่าวเสริม
จากผลการวิจัยของ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ระบุว่าแนวโน้มที่เราเผชิญในปัจจุบัน อาจเลวร้ายลงในอนาคตจากผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์ อย่างไรก็ดี เรายังมีโอกาสที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการเกษตรและการใช้ที่ดินในเอเชียอีกมาก
การเกษตร เป็นผู้ปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 1 ใน 5 ของการปลดปล่อยคาร์บอนทั้งหมดของโลก ส่วนใหญ่เกิดจากการเปลี่ยนพื้นที่ป่าเป็นพื้นที่การเกษตร การปศุสัตว์ และการปลูกข้าวแบบนาขังน้ำ รวมถึงการใช้ปุ๋ยเคมี โดยการศึกษาเชิงเทคนิคระบุว่ามีโอกาสที่จะลดการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ลงถึงร้อยละ 70 สำหรับพื้นที่การเกษตรในเขตร้อนชื้น นั่นก็คือภูมิภาคเอเชีย
“ถึงเวลาที่เราจะต้องไตร่ตรองว่ารัฐบาลในกลุ่ม APEC นั้นควรจะจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างไร อาจต้องมีการคำนึงถึงมาตรการเพื่อคุ้มครองประชาชนในสังคม รวมทั้งภาคอุตสาหกรรมและพาณิชย์ก็ควรปรับตัวกับอุปสงค์และอุปทานที่เปลี่ยนแปลงไป มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่แก้ไขได้ในระยะสั้น แต่มีเหตุผลรองรับว่าเราควรดำเนิการ” Kundhavi Kadiresan ย้ำ
FAO ทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบท ประเทศเวียดนาม เพื่อประเมินโอกาสในการลดการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยการใช้ระบบปลูกข้าวอย่างเข้มข้น และการจัดการด้านปศุสัตว์ ในประเทศกัมพูชา ปาปัวนิวกินี และมองโกเลีย FAO ได้จับมือเพื่อริเริ่มโครงการวัด ตรวจสอบ และรายงานการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และทางเลือกในการทำการเกษตรและการใช้ที่ดิน ในภาคอุตสาหกรรมป่าไม้ การตัดไม้ทำลายป่าที่ลดลง การเพิ่มขึ้นของพื้นที่ป่า และการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนได้สร้างพื้นที่ดูดซับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมาก
การเพิ่มศักยภาพของเกษตรกร รวมทั้งสร้างความสามารถในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องใช้เงินลงทุน กองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Fund) นับว่าเป็นแหล่งเงินทุนหนึ่งที่จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านทำได้ง่ายขึ้น แต่ก็ต้องสอดคล้องกับเงินลงทุนจากรัฐบาลและเอกชนที่ควรตั้งเป้าการสนับสนุนการเกษตรที่คำนึงถึงผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ถอดความและเรียบเรียงบางส่วนจาก Climate Change Threatens Agriculture in Pacific Rim Economies โดย J Nastranis
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
โลกร้อนองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติเตือนว่า สภาวะโลกร้อนคาดว่าจะสร้างผลกระทบสำคัญต่อผลิตภาพในอนาคตของสินค้าเกษตรตั้งแต่ข้าวไปจนถึงปลา โดยเฉพาะในประเทศที่ตั้งอยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตรโดยระบุว่ากลุ่มประเทศในเอเชียแปซิฟิกควรจะเป็นผู้นำในการรับมือรวมทั้งลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
 

สาส์นสืบ บันทึกหยุดเขื่อนน้ำโจน

อีเมล พิมพ์ PDF

เขื่อนน้ำโจนถ้า 30 ปีที่แล้วโครงการเขื่อนน้ำโจนได้รับความเห็นชอบโดยปราศจากเสียงคัดค้าน ลำนำที่ปรากฎอยู่ในภาพถ่ายนี้จะกลายสภาพเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ ต้นไม้ใหญ่หลากหลายชนิดจะล้มหาย สัตว์ป่าจะถูกแบ่งแยกออกจากกันไม่สามารถหากินและโยกย้ายถิ่นฐานได้ตามฤดูกาลปกติ รวมถึงการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติที่มนุษย์มิอาจสร้างขึ้นมาได้อีก

 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร : แนวคิด และเจตนารมย์ การก่อตั้งมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

อีเมล พิมพ์ PDF

มูลนิธิสืบนาคะเสถียรเพื่อนที่เคยกอดคอกันช่วงคัดค้านโครงการเขื่อนน้ำโจนดูเหมือนจะได้มาพบพร้อมเพรียงกันในงานพระราชทานเพลิงศพคุณสืบ นาคะเสถียรคาดว่าในใจของแต่ละคนคงจะมีความเสียใจอย่างยิ่ง และรู้สึกผิดที่หลังจากเดือนเมษายน พ.ศ. 2531 เมื่อรัฐบาลชะลอการสร้างโครงการเขื่อนน้ำโจน เราไม่ได้ติดต่อกับคุณสืบเลย

 

พบ ‘แมงมุมฝาปิดโบราณ’ ชนิดใหม่ของโลกที่แม่วงก์

อีเมล พิมพ์ PDF
คณะผู้วิจัยจากภาควิชาชีววิทยาและศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกีฏวิทยาฯ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ได้ทำการสำรวจและค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดใหม่ของโลกในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์
แมงมุมฝาบิดโบราณ เป็นหนึ่งในซากดึกดำบรรพ์มีชีวิต และเป็นหนึ่งในกลุ่มของแมงมุมที่หายากที่สุดในโลก ในปัจจุบันมีการค้นพบแล้ว 96 ชนิด (จากแมงมุมกว่า 46,000 ชนิดทั่วโลก) โดยพบอาศัยอยู่เฉพาะในบริเวณด้านตะวันออกของประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับแมงมุมฝาปิดโบราณ คือ แมงมุมชนิดนี้จะสร้างฝาปิดทางเข้าออกรังเพื่ออำพรางตัวจากผู้ล่าและซุ่มรอเพื่อจับเหยื่อ โดยกลุ่มที่อยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีการสร้างใยลักษณะพิเศษคล้ายรัศมีแผ่ออกจากปากทางเข้าออกรังใช้รับแรงสั่นสะเทือนซึ่งมีบทบาทสำคัญในกระบวนการล่าเหยื่อของมัน
รายงานระบุว่า ประเทศไทยเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีรายงานการค้นพบแมงมุมในกลุ่มนี้มากที่สุด โดยมีรายงานการค้นพบแล้วทั้งสิ้น 32 ชนิด อย่างไรก็ตามแมงมุมนี้จัดเป็นสัตว์ที่มีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์สูง และยังไม่มีแนวทางในการอนุรักษ์อย่างชัดเจน โดยแต่ละชนิดมักสามารถพบได้ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นต่อความจำเพาะต่อแหล่งอาศัย และความสามารถในการกระจายพันธุ์ที่จำกัดของพวกมัน
ในปัจจุบันการศึกษาเกี่ยวกับแมงมุมฝาปิดโบราณยังมีอยู่น้อยทำให้ไม่เป็นที่รู้จัก และไม่มีข้อมูลสำหรับการวางแผนอนุรักษ์
สำหรับการค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดใหม่ของโลกในครั้งนี้ ทางคณะผู้วิจัยจากภาควิชาชีววิทยาและศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกีฏวิทยาฯ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดยนายวรัตถ์ ศิวายพราหมณ์ นิสิตระดับปริญญาโท (สัตววิทยา) และดร.ณัฐพจน์ วาฤทธิ์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ได้ทำการสำรวจและค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดใหม่ของโลกภายในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์
ผลงานวิจัยการค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดใหม่ได้รับการตอบรับให้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ Journal of Arachnology โดยทางผู้วิจัยได้ตั้งชื่อให้กับแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดนี้ว่า “แมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์” หรือ Liphistius maewongensis Sivayyapram et al., 2017 เพื่อเป็นเกียรติให้แก่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์และสำคัญต่อสัตว์ป่า เช่น เสือโคร่ง และนกประจำถิ่นนานาชนิด
การค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์นั้นเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากแมงมุมฝาปิดโบราณทุกชนิดเป็นผู้ล่าที่ดำรงชีวิตโดยการขุดโพรงอยู่ใต้ดิน ซึ่งพบได้ในระบบนิเวศที่สมบูรณ์ และมีปริมาณของแมลงที่เป็นอาหารของพวกมันมากพอเท่านั้น
อนึ่ง ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะจัดงานแถลงข่าว “การค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดใหม่ของโลกในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์” ในวันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560 เวลา 09.00 – 12.00 น. ณ ห้องประชุมคณะวิทยาศาสตร์ ห้อง 217 อาคารเคมี 2 คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แมงมุมฝาปิดโบราณคณะผู้วิจัยจากภาควิชาชีววิทยาและศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกีฏวิทยาฯ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ได้ทำการสำรวจและค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดใหม่ของโลกในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์
 

5 เหตุผลที่เราควรฟื้นคืนธรรมชาติ

อีเมล พิมพ์ PDF
5 เหตุผลที่เราควรฟื้นคืนธรรมชาติ
การฟื้นคืนธรรมชาติ หรือ Rewilding เป็นแนวคิดเชิงนิเวศใหม่หมาดที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นทุกทีในแวดวงสิ่งแวดล้อม โดยถูกจัดให้ใกล้เคียงกับหลักคิดเรื่องการทำเกษตรยั่งยืน หรือ Permaculture ซึ่งเน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติรวมทั้งพยายามฟื้นฟูระบบนิเวศซึ่งถูกทำลายโดยกิจกรรมของมนุษย์ให้ฟื้นคืนกลับมา การฟื้นคืนธรรมชาติเสนอให้มนุษย์เป็นแนวหน้าในการช่วยเหลือธรรมชาติให้กลับมามีความหลากหลายทางชีวภาพและความอุดมสมบูรณ์เช่นเดิมเหมือนกับก่อนที่มนุษย์จะบุกรุกเข้าไป
ปัจจุบัน การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหมายถึงความพยายามกีดกันหรือปรับปรุงกระบวนการทางธรรมชาติ หรือการจัดการสิ่งแวดล้อมโดยคำนึงถึงสิ่งมีชีวิตสปีชีส์เดียวเป็นหลัก การฟื้นคืนธรรมชาติคือการปล่อยให้ธรรมชาติหาจุดสมดุลของตัวเอง ซึ่งในบางครั้งอาจหมายถึงการคืนแผ่นดินให้ธรรมชาติจัดการ เพื่อให้ในท้ายที่สุด ระบบนิเวศจะอยู่ได้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน นี่คือการสร้างอนาคตที่มนุษย์และธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศโลกอย่างเท่าเทียมกัน แทนที่จะจัดการแบบแบ่งแยกราวกับเป็นขั้วตรงข้ามกันและกัน
มนุษย์ได้สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมนานัปการ ที่สำคัญเช่นการเปลี่ยนผืนป่าให้กระจัดกระจายเป็นหย่อมเล็กหย่อมน้อยเนื่องจากการใช้พื้นที่เพื่อกิจกรรมของมนุษย์ การฟื้นคืนธรรมชาตินั้นทำได้หลายกระบวนการ แต่สิ่งที่ดูจะได้รับความสนใจจากสื่อมากที่สุดคือการปล่อยสัตว์ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะผู้ล่าที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหารกลับคืนสู่ธรรมชาติที่ครั้งหนึ่งพวกมันเคยอยู่อาศัยก่อนจะสูญหายไป เช่น การปล่อยหมาป่าในพื้นที่ที่มีกวางจำนวนมาก ซึ่งหมาป่าจะเป็นผู้ล่าที่จัดการควบคุมประชากรกวางตามธรรมชาติ เพื่อให้ประชากรกวางไม่มากเกินไปและกัดกินพืชพรรณจนหมด การจำกัดประชากรกวางยังทำให้ระบบนิเวศมีความหลากหลายทางชีวภาพมากขึ้น เนื่องจากมีแหล่งอาหารเพิ่มขึ้นพอที่จะให้สัตว์ชนิดอื่นอยู่อาศัย
อีกหนึ่งวิธีการฟื้นคืนธรรมชาติคือการสร้างระเบียงป่าที่เชื่อมระหว่างพื้นที่ป่าสองแห่งซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นป่าผืนเดียวกันแต่ถูกตัดขาดเนื่องจากสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์ วิธีดังกล่าวทำให้สัตว์แต่ละชนิดพันธุ์สามารถเข้าหากันได้ รวมถึงแก้ไขปัญหาการผสมพันธุ์ภายในครอบครัวเดียวกันที่จะทำให้ยีนอ่อนแอ การฟื้นคืนธรรมชาติยังรวมถึงการปลูกพืชท้องถิ่นในพื้นที่ที่ถูกบุกรุกโดยชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (alien species) การฟื้นฟูพืชท้องถิ่นจะช่วยให้แมลงซึ่งเป็นชนิดพันธุ์ท้องถิ่นกลับคืนมาและเกิดเป็นห่วงโซ่อาหารเฉกเช่นในอดีต
เมื่อดำเนินการฟื้นคืนธรรมชาติ กระบวนที่เหลือคือการปล่อยให้ธรรมชาติจัดการตัวเองและควรจำกัดการรบกวนระบบนิเวศโดยมนุษย์ เราสามารถสรุปเหตุผลที่เราควรฟื้นคืนธรรมชาติได้ดังนี้
ความหลากหลายทางชีวภาพ
กิจกรรมของมนุษย์ได้ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพไปอย่างมาก จากรายงานโดย WWF ที่เผยแพร่เมื่อ พ.ศ. 2557 มนุษย์ได้ทำให้จำนวนประชากรสัตว์หายไปกว่าครึ่งหนึ่งโดยใช้ระยะเวลาเพียง 40 ปีเท่านั้น โดยการล่า ทำลายถิ่นที่อยู่อาศัย และการปล่อยมลภาวะ การฟื้นคืนธรรมชาติจะเปิดโอกาสให้ระบบนิเวศฟื้นคืนสู่สภาวะดั้งเดิมอีกครั้ง
ระบบจะอยู่ได้ด้วยตัวเอง
ตามแนวคิดของการทำเกษตรยั่งยืน เมื่อความหลากหลายทางชีวภาพถูกปล่อยให้งอกงาม ระบบนิเวศก็จะสามารถคงอยู่ได้ด้วยตัวเอง พื้นที่ดังกล่าวจะเข้าสู่จุดสมดุล กล่าวคือมนุษย์ไม่จำเป็นต้องไปยุ่งเกี่ยวกับระบบนิเวศเพื่อพยุงให้ระบบดังกล่าวดำเนินไปได้ การทำเกษตรยั่งยืนคือการที่เราใส่พลังงานและเวลาเข้าไปในแปลงให้น้อยที่สุด การฟื้นคืนธรรมชาติก็ยึดหลักเช่นเดียวกัน
ป้องกันไม่ให้เกิดการสูญพันธุ์
การปล่อยสัตว์หรือพืชกลับคืนสู่ธรรมชาติในถิ่นที่อยู่อาศัยดั้งเดิมเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ช่วยปกป้องไม่ให้สัตว์และพืชดังกล่าวสูญพันธุ์ สัตว์ขนาดใหญ่ในหลายพื้นที่ เช่น หมาป่าและลิงซ์บนพื้นที่สูง หรือไบซันบนที่ราบของอเมริกา สัตว์เหล่านี้เกือบสูญพันธุ์เนื่องจากกิจกรรมของมนุษย์ การคืนถิ่นที่อยู่อาศัยดั้งเดิมซึ่งครั้งหนึ่งสัตว์เหล่านั้นเคยอาศัยและเอาตัวรอดได้ นับว่าเป็นวิธีหนึ่งที่ปกป้องไม่ให้สัตว์เหล่านั้นสูญพันธุ์ การปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติไม่ได้กินความแค่สัตว์ป่า แต่รวมถึงพืชและแมลงซึ่งถูกคุกคามโดยมนุษย์เช่นกัน
การท่องเที่ยว
นักวิจารณ์หลายคนโจมตีแนวคิดฟื้นคืนธรรมชาติว่าอาจกระทบต่อผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ของประชาชนที่จำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การคืนพื้นที่สูงให้กลับเป็นป่าจะทำลายชีวิตความเป็นอยู่ของผู้เลี้ยงแกะซึ่งใช้ประโยชน์พื้นที่ดังกล่าว อย่างไรก็ดี การฟื้นคืนธรรมชาติก็สามารถสร้างโอกาสเชิงพาณิชย์ได้เช่นกัน ตัวอย่างสำคัญเช่นวาฬ ปัจจุบัน อดีตชาวประมงนักล่าวาฬได้มองเห็นโอกาสทางธุรกิจจากการพานักท่องเที่ยวมาชมปลาวาฬแทนที่การล่า ซาฟารีก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่พื้นที่ธรรมชาติสามารถสร้างผลประโยชน์ทางการเงินได้ อีกทั้งยังสามารถนำเงินรายได้ส่วนหนึ่งเข้าสมทบการอนุรักษ์ในพื้นที่ที่ธรรมชาติเริ่มกลับคืนมาได้อีกด้วย
ทำให้เราใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น
ความนิยมในการท่องเที่ยวธรรมชาติหรือซาฟารีสะท้อนให้เห็นว่าการที่เราได้เข้าไปใกล้ชิดกับธรรมชาตินั้นมีความสำคัญเช่นกัน การฟื้นคืนธรรมชาติจึงไม่ได้ก่อประโยชน์ต่อผืนดินหรือสัตว์ป่าเท่านั้น แต่ยังดีต่อตัวเราอีกด้วย โดยการที่เราได้ไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ใหญ่กว่า แทนที่จะเป็นสิ่งมีชีวิตนักทำลายเพียงอย่างเดียว การได้เข้าไปสัมผัสใกล้ชิดกับธรรมชาติ ยังถือเป็นโอกาสที่เราจะได้ทำความสะอาดจากสภาพแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้นอีกด้วย
ถอดความและเรียบเรียงจาก 5 Reasons for Rewilding จาก www.regenerative.com
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
ฟื้นฟูธรรมชาติการฟื้นคืนธรรมชาติ หรือ Rewilding เป็นแนวคิดเชิงนิเวศใหม่หมาดที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นทุกทีในแวดวงสิ่งแวดล้อม โดยถูกจัดให้ใกล้เคียงกับหลักคิดเรื่องการทำเกษตรยั่งยืน หรือ Permaculture ซึ่งเน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติรวมทั้งพยายามฟื้นฟูระบบนิเวศซึ่งถูกทำลายโดยกิจกรรมของมนุษย์ให้ฟื้นคืนกลับมา การฟื้นคืนธรรมชาติเสนอให้มนุษย์เป็นแนวหน้าในการช่วยเหลือธรรมชาติให้กลับมามีความหลากหลายทางชีวภาพและความอุดมสมบูรณ์เช่นเดิมเหมือนกับก่อนที่มนุษย์จะบุกรุกเข้าไป
 

จากป่าสู่เมือง : ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ

อีเมล พิมพ์ PDF

ปริญญากร วรวรรณในนามของช่างภาพสัตว์ป่า ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ มักเป็นชื่อแรกๆ ที่ปรากฎขึ้นในความนึกคิดเมื่อพูดถึงคนทำงานเกี่ยวกับภาพป่า

 

มีอะไรในรายงานสถานการณ์ป่าไม้ไทย 2560

อีเมล พิมพ์ PDF

มูลนิธิสืบนาคะเสถียรในวาระครบรอบ 27 ปีการจากไปของสืบ นาคะเสถียร มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้จัดทำรายงานสถานการณ์ป่าไม้ประเทศไทย ประจำปี 2559 - 2560 เพื่อเผยแพร่สถานการณ์พื้นที่ป่าของประเทศในปัจจุบัน เพื่อนำไปสู่ความตระหนักรู้ของสาธารณะชนและการแก้ไขปัญหาในเชิงนโยบาย

 

งานประกวดถ่ายภาพสู่การอนุรักษ์นกระดับโลก

อีเมล พิมพ์ PDF
งานประกวดถ่ายภาพสู่งานอนุรักษ์นกระดับโลก (แก้ไขกับทรายแล้ว)
.
เสน่ห์ ความสวยงาม วิถีชีวิตของนกแต่ละชนิดพันธุ์ ณ ช่วงจังหวะเวลาหนึ่งของพวกมัน เช่น ขณะการบิน กินอาหาร เลี้ยงลูก และการเผชิญหน้ากับการต่อสู้ทางธรรมชาติ ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่พวกมันอาศัย ถูกถ่ายถอดผ่านมุมมองของช่างภาพแต่ละท่านด้วยภาพถ่าย จนได้รับการคัดเลือกในการประกวดภาพถ่ายนกเวทีระดับโลก
.
การประกวดภาพถ่ายนกประจำปี (Bird Photographer of the Year) เป็นกิจกรรมที่ Nature Photographers Ltd และ British Trust for Ornithology ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์นก โดยเปิดโอกาสให้ผู้แข่งขันทุกเพศทุกวัยทั่วโลกได้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวด และปี 2017 ที่ถูกจัดมาขึ้นเป็นที่ปี 3 ได้เผยผลการประกวดออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว
.
เชิญรับชมภาพถ่ายนกที่สวยที่สุดแห่งปี 2017 ด้วยกันนะคะ
.
1. ภาพ Pink flamingo feeding their young โดยช่างภาพ Alejandro Prieto Rojas (รางวัลเหรียญทอง ประเภทภาพถ่าย best portrait) เป็นภาพถ่ายในขณะที่นกฟลามิงโก้ (Phoenicopterus ruber) กำลังให้อาหารลูกของพวกเขา บริเวณพื้นที่ทำรัง เมือง Río Lagartos ประเทศแม็กซิโก
.
2. ภาพ Coots fighting โดยช่างภาพ Andrew Parkinson (รางวัลเหรียญทอง ประเภทภาพถ่าย bird behaviour) เป็นภาพพฤติกรรมของนกคู้ต (Fulica atra) สองตัวกำลังต่อสู่เพื่อแย่งชิงอาณาเขตภายใต้แสงแดดยามเช้า
.
3. ภาพ A perfect landing โดยช่างภาพ Bret Charman (รางวัลเหรียญทอง ประเภท birds in flight)
.
ช่างภาพเล่าว่า "เขาถ่ายภาพนกกระทุงหรือนกเพลิแกนออสเตรเลีย (Pelicanus conspicillatus) ที่อยู่บริเวณขอบป่าชายเลน ในชั่วเวลาที่พวกเขากำลังพักผ่อนอย่างสงบ บริเวณน้ำตื้นและแสงแดดอ่อนนุ่ม ทำให้สามารถจับภาพสะท้อนของนกได้อย่างสมบูรณ์ และได้ขณะที่เขากำลังถ่ายภาพพอร์ทเทรทนกอยู่นั้นเอง มีเสียงกระพือปีกของนกตัวอื่นดังขึ้น เขาจึงหันมาถ่ายภาพนี้"
.
4. ภาพ Bearded sunset ที่เมือง Helsinki ประเทศฟินแลนด์ โดยช่างภาพ Markus Varesvuo (ได้รับรางวัลประเภท best portfolio และรางวัลชมเชยสำหรับประเภท best portrait) เป็นภาพนก Bearded reedling (Panurus biarmicus) ท่ามกลางแสงแดดในฤดูอันเหน็บหนาว
.
5. ภาพ Twilight โดยช่างภาพ Markus Varesvuo (ประเภท Best portfolio winner in the creative imagery) ภาพถ่ายขาวดำของนกฮูก Grate grey Owl (Strix nebulosa) ยามเย็นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศฟินแลนด์
.
6. ภาพ Barn owl hunting ที่ Suffolk ประเทศอังกฤษ โดยช่างภาพ Jamie Hall (รางวัลเหรียญทองประเภท birds in the garden) เป็นภาพนกแสก (Tyto alba) ขณะกำลังล่าสัตว์เลื้อยเหยื่อพวกสัตว์จำพวกหนูนอกชานบ้าน
.
7. ภาพ Andean condor in flight over mountain peaks โดยช่างภาพ Ben Hall (รางวัลเหรียญทองประเภท birds in the environment) ภาพนกแร้ง Andean Condor (Vultur gryphus) กำลังมองหาเหยื่อในอุทยานแห่งชาติ Torres del Paine ประเทศชิลี นกแร้งชนิดนี้ถูก IUCN Red List จัดสถานะการอนุรักษ์ล่าสุดในปี 2016 ให้เป็นใกล้ถูกคุกคาม (NT - Near Threatened) - goo.gl/HWYQuM
.
8. ภาพ Wing Formation โดยช่างภาพ Tom Hines (รางวัลเหรียญทองประเภท attention to detail) ภาพถ่ายแสดงรายละเอียดของนกกาน้ำใหญ่ (Phalacrocorax carbo) ใน Hyde Park ของ London
.
9. ภาพ The speculum โดยช่างภาพ Georgina Steytler (รางวัลชนะเลิศเหรียญทองประเภท creative imagery) เป็นภาพเป็ด Pacific black Duck (Anas superciliosa) เผยสีสันขนที่สวยงามของตัวเองใน Garvey Park ในเมือง ประเทศออสเตรเลีย
.
ช่างภาพเล่าว่า "เธอถ่ายภาพนี้ได้ที่ทะเลสาบขนาดเล็กที่มีฉากหลังเป็นท้องน้ำและใบไม้สีเข้มช่วยขับเน้นขนได้อย่างงดงาม โดยผ่านการโปรเซสภาพและครอปภาพด้วยโปรแกรม Adobe Lightroom เพื่อให้มีสีสันสดใสยิ่งขึ้น"
.
10. ภาพ Calling for the Sun โดยช่างภาพ Ondrej Pelanek (รางวัลเหรียญทองประเภท Young Bird Photographer of the Year) ภาพนกนางนวลแกลบเคราขาว (Chlidonias hybrida) ในพื้นที่ชุ่มน้ำขณะที่ท้องน้ำกำลังทอประกาย ในประเทศฮังการี
.
11. ภาพ Catch of the day โดยช่างภาพ Vince Burton (รางวัลประเภท the Nature Photographers Ltd people’s choice award) เป็นภาพของนกกระเต็นน้อยธรรมดา (Alcedo atthis) ใน Suffolk ประเทศอังกฤษ มันจับปลาด้วยการใช้จงอยแทงไปที่ตัวปลา จากนั้นบินไปยังกิ่งไม้ใกล้ๆ และโยนปลาขึ้นบนอากาศก่อนที่จะจับเหยื่ออีกครั้งหนึ่ง"
.
12. ภาพ Camouflage โดยช่างภาพ Daniel Stenberg (รางวัลชมเชยสำหรับประเภท birds in the environment) ภาพเป็ดหัวเขียว (Anas platyrhynchos) ที่ central Stockholm ประเทศสวีเดน
.
13. ภาพ Goosander and brood โดยช่างภาพ Jonathan Gaunt (รางวัลประเภท bird behaviour) เป็นภาพของ Goosander (Mergus merganser) เพศเมียแบกลูกฝูงใหม่ของเธอ บริเวณชายของของทิวเขา Cheviot Hills ใน Northumberland ประเทศอังกฤษ
.
14. ภาพ Daily basket โดยช่างภาพ Ionel Onofras (ประเภท best portrait) เป็นภาพ Great white Pelican (Pelecanus onocrotalus) ใน Danube delta ประเทศโรมาเนีย
.
15. ภาพ The battle โดยช่างภาพ Jose Garcia (ประเภท bird behaviour) เป็นภาพนก Great white Heron (Ardea herodias occidentalis) ต่อสู้กับงูเขียวที่ Florida Everglades มันใช้เวลาต่อสู้ประมาณ 20 นาทีก่อนที่นกกระสาชนิดนี้จะปล่อยเหยื่อของมันไป
.
16. ภาพ Grey heron โดยช่างภาพ Ahmad Alessa (รางวัลเหรียญเงินประเภท the attention to detail) เป็นภาพนกกระสานวล (Ardea cinerea) ในประเทศฮังการี
.
17. ภาพ Full speed โดยช่างภาพ Faisal ALnomas (ประเภท bird behaviour) เป็นภาพเจ้านกน้อยนางนวลแกลบหงอนใหญ่ (Thalasseus bergii) วิ่งเต็มสปีตไปยังอาหารที่ช่างภาพถ่ายไว้ได้ในประเทศคูเวต
.
18. ภาพ Barn owl hovering โดยช่างภาพ Roy Rimmer (ประเภท bird behaviour) เป็นภาพมุมเงยของนกแสก (Tyto alba) ในเมือง Wigan ประเทศอังกฤษ
.
เป็นอย่างไรกันบ้างคะ หลังจากที่เราได้พาไปคุณสบตา เห็นพฤติกรรมอันหลากหลายของนกชนิดพันธุ์ต่างๆ ในสิ่งแวดล้อม ผ่านผลงานการประกวดปีนี้แล้ว คุณแอบตกหลุมรักชนิดไหนกันบ้าง ได้เห็นผลงานของช่างภาพแต่ละท่านกันไปพอสมควรแล้วอย่าลืมช่วยกันอนุรักษ์นกด้วยกันนะคะ และอย่าลืมว่า สัตว์ที่อาศัยอยู่ตามสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมมันมีทั้งเสน่ห์และคุณค่าในตัวเสมอ เช่นนกแสกที่ช่วยจับหนูที่คอยทำลายพื้นที่พันธุ์เป็นต้น
.
Source : www.theguardian.com : goo.gl/83622u
.
ถอดความและเรียบเรียงโดยพัชริดา พงษปภัสร์ เจ้าหน้าที่สื่อสารองค์กร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
งานประกวดถ่ายภาพสู่การอนุรักษ์นกระดับโลกเสน่ห์ ความสวยงาม วิถีชีวิตของนกแต่ละชนิดพันธุ์ ณ ช่วงจังหวะเวลาหนึ่งของพวกมัน เช่น ขณะการบิน กินอาหาร เลี้ยงลูก และการเผชิญหน้ากับการต่อสู้ทางธรรมชาติ ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่พวกมันอาศัย ถูกถ่ายถอดผ่านมุมมองของช่างภาพแต่ละท่านด้วยภาพถ่าย จนได้รับการคัดเลือกในการประกวดภาพถ่ายนกเวทีระดับโลก
.
 

เด็กหนุ่มอายุ 15 กับภารกิจหยุดใช้หลอดพลาสติก

อีเมล พิมพ์ PDF

Milo Cress โครงการรณรงค์ดังกล่าวเริ่มต้นง่ายๆ จากการที่เด็กคนหนึ่งสั่งน้ำโซดาในร้านอาหาร

แก้วมันมาพร้อมกับหลอดพลาสติก” Milo Cress ระลึกความทรงจำ เขาจ้องไปที่หลอดแล้วบอกว่ามันเหมือนกับเป็นขยะ

 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 13 รำลึก สืบ นาคะเสถียร part 2

อีเมล พิมพ์ PDF

สืบ นาคะเสถียรสำหรับบางท่านอาจไม่สะดวกในการเดินทางไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้จัดงานรำลึกที่กรุงเทพฯ ไว้เป็นอีกงานหนึ่งเพื่อเปิดโอกาสให้คนในเมืองได้รับรู้เรื่องราว แนวคิด งานอนุรักษ์ และการทำงานของคุณสืบ นาคะเสถียร รวมถึงบอกเล่าเรื่องราวการทำงานของมูลนิธิว่าในแต่ละปีมูลนิธิได้ดำเนินกิจกรรมอะไรไปบ้าง

 

100 บริษัทที่ปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 71 ของโลก

อีเมล พิมพ์ PDF

100รายงาน Carbon Major Report ทำการวิจัยโดยองค์กรไม่แสวงหากำไร CDP ภายใต้ความร่วมมือกับ Climate Accountability institute ระบุว่า บริษัท 100 แห่งเป็นผู้ปล่อยแก๊สเรือนกระจกสูงถึงร้อยละ 71 ของแก๊สเรือนกระจกที่ปลดปล่อยรวมกันทั่วโลกตั้งแต่ปี .. 2531

 
บทความ อื่นๆ ...


page 1 of 17

รับข่าวสาร