• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก โครงการการจัดการพื้นที่คุ้มครอง อย่างมีส่วนร่วมในผืนป่าตะวันตก

ทำงานภายใต้กฎหมาย สู่ความยั่งยืน

อีเมล พิมพ์ PDF
ในการทำงานด้านพัฒนา องค์กรพัฒนาเอกชนหลายองค์กรมักมีปัญหาว่าทำงานสวนทางกับเจ้าหน้าที่รัฐ     จึงมักจะไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร ทำให้หลายครั้งที่แม้จะแก้ปัญหาได้แต่ก็ไม่ยั่งยืน เพราะเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาตามกฎหมายและดูแลพื้นที่ในระยะยาวไม่เห็นด้วย
ดังนั้น เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาและเกิดกระบวนการจัดการที่ยั่งยืน โครงการจอมป่าจึงต้องเน้นการทำงานกับเจ้าหน้าที่ด้วย
“โครงการจอมป่ายังถูกออกแบบมาให้มีเป้าหมายให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้หรือเจ้าหน้าที่เขตอุทยานหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าร่วมกันรักษาผืนป่าในบริเวณที่ชุมชนอยู่ แต่ว่าด้วยความคลาดเคลื่อนล่าช้าของการทำงาน คนที่ออกแบบก็ไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติจริง และแผนการทำงานก็ไม่ได้มีฉันทามติร่วมกันในระดับนโยบายจริงๆ เจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นผู้ปฏิบัติในโครงการก็เปลี่ยนแปลงบ่อย ดังนั้น คนทำงานของมูลนิธิสืบต้องเห็นตัวเองเป็นนักประสานงานกับทั้งชุมชนและเจ้าหน้าที่ เราจะต้องเข้าไปให้เขาทำความเข้าใจกันและกิดความร่วมมือ ต้องทำงานทางความคิด
มูลนิธิสืบเป็นองค์กรที่ใกล้ชิดกับกรมอุทยานมาก ซึ่งก็มีทั้งผลดีผลเสีย ผลดีก็คือสามารถประสาน  เชิงนโยบายกับผู้บริหารในระดับสูงได้มากกว่า แต่ในขณะเดียวกันจะเข้าไปทำอะไรก็อยู่ในกรอบกฎหมายที่ใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานตลอดบางครั้งกว่าจะขยับอะไรได้ก็มีขั้นตอนเยอะอยู่ วนไปมาหลายรอบ แต่ก็ทำให้เราได้เรียนรู้ร่วมกันมากขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้นในทุกขั้นตอนเราก็ต้องแจ้งให้ทุกระดับทราบมากที่สุด และพยายามทำงานความคิดให้เขายอมรับ และจะต้องสร้างกระบวนการทำงานเชิงรุกให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายหรือเกิดผลในทางปฏิบัติให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าตามหน่วยยอมรับชุมชนซึ่งปกติเขาก็ยอมรับอยู่แล้ว ให้หัวหน้าอุทยานยอมรับแนวคิดนี้ซึ่งก็ต้องทำความเข้าใจกันทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ และอาจจะต้องทำงานเชิงนโยบายกับสำนักบริหารจัดการพื้นที่ เข้าไปชี้แจงกันตลอด รวมทั้งต้องทำงานความคิดไปถึงระดับอธิบดีและรัฐมนตรีที่มาในแต่ละสมัยด้วย
เราทำงานตรงไปตรงมา เพราะใน MOU(บันทึกข้อตกลงร่วมในการทำงานระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติกับมูลนิธิสืบนาคะเสถียร - ผู้เขียน) ก็บอกว่ามูลนิธิสืบต้องทำงานตามกฎหมาย เพราะความยั่งยืนคือการใช้กฎหมายที่มีอยู่ในการแก้ไขปัญหา ในโมเดลที่มูลนิธิสืบทำจึงยึดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ซึ่งหลังจากที่ได้ทำงานก็เป็นที่ยอมรับกันว่าเราจะต้องใช้สูตรที่ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มาเป็นผู้ปฏิบัติ เพราะเขามีอำนาจในการบริหารจัดการพื้นที่ ในระดับหนึ่ง โดยหัวหน้าเขตหรือหัวหน้าอุทยานมอบหมาย โดยใช้หลักการตามมติคณะรัฐมนตรี ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑
นอกจากนี้วิธีการทำงานยังสอดคล้องกับโครงการป่าไม้แผนใหม่ สอดคล้องกับโครงการนำร่อง สอดคล้องกับหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง แม้แต่ละโครงการจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันบ้าง แต่แนวปฏิบัติส่วนใหญ่ก็ไม่ต่างกัน”
อย่างไรก็ตาม แม้โครงการจะตั้งเป้าหมายไว้ว่าการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริงนั้นจะต้องมีการปรับเปลี่ยนในเชิงกฎหมาย นโยบาย และความร่วมมือของเจ้าหน้าที่รัฐด้วย แต่อาจารย์ศศินมองว่าเพียงแค่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้วในวันนี้ ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายได้ในระดับหนึ่งแล้ว
“ถ้าสมมุติว่าเราสามารถสำรวจแนวเขตและเกิดข้อตกลงจริงๆ มันจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงข้อกฎหมายหรือไม่ ก็ไม่จำเป็น อยู่แบบนี้ก็ได้ หรือถ้าเกิดมีการเปลี่ยนแปลงในทางกฎหมายว่า ให้ชุมชนมีสิทธิในที่ดิน ข้อมูลที่เราทำทั้งหมดก็ไม่ขัดแย้ง เป็นข้อมูลพื้นฐานที่ชุมชนสามารถหยิบไปใช้ได้เลย ในขณะเดียวกันก็มีกรอบที่จะป้องกันป่าซึ่งเป็นทรัพยากรส่วนรวมของชาติเอาไว้ได้ ไม่ว่าจะมีโครงการอะไรเข้ามาในอนาคต เพราะข้อมูลที่เราทำกับชุมชน เป็นข้อมูลที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง และเป็นทางสายกลางไม่สุดโต่ง ไม่ใช่เลือกให้สิทธิชาวบ้านก่อน หรือเลือกเอาป่าไว้ก่อน สิ่งที่โครงการคิดคือ ความเป็นไปได้ ความเป็นธรรม และความเป็นจริง ซึ่งปัจจุบันเป็นอย่างไร  ก็แก้ปัญหาไปตามข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ได้เอาข้อมูลการพิสูจน์สิทธิจากในอดีตว่าใครอยู่ก่อนหลัง หรือเอาความเขียวจัดจนไม่ยอมชาวบ้านเลย
เมื่อสิ่งที่เราพยายามผลักดันอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ดังนั้นไม่ว่าจะมีโครงการหรือความเปลี่ยนแปลงอะไรเข้ามา ข้อมูลตัวนี้ก็เอาไปใช้ได้ การรักษาป่าก็เป็นความเหมาะสมที่จะรักษาไว้ให้ประเทศชาติในระยะยาว ส่วนสิทธิที่เราร่วมกันให้ชุมชนได้รู้สิทธิหรือปกป้องสิทธิของตนเอง ก็เป็นสิทธิที่ชุมชนจะได้รับผลประโยชน์ในอนาคตถ้ามีกระบวนการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนโยบายที่ดินหรือทางกฎหมาย เพราะข้อมูลที่เราทำคือความเป็นจริง
โครงการโชคดีที่ในระยะ ๔ ปีที่ผ่านมา เรามีบุคลากรที่เข้ามาร่วมงานในฐานะเจ้าหน้าที่โครงการมีความเข้าใจแนวทาง และสามารถนำพาให้เป้าหมายของโครงการประสบความสำเร็จไปได้อย่างดี และพนักงานเจ้าหน้าที่ทั้งในระดับหัวหน้าอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่ยอมรับแนวทางและทำงานร่วมกัน เพียงแต่ติดแค่ฝ่ายนโยบายไม่มีเวลามาดูให้ความสำคัญกับโครงการนี้ ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งที่สามารถแก้ปัญหาส่วนใหญ่ให้กับ กรมอุทยานได้ เพราะในตอนเริ่มต้นโครงการไม่ได้รับการยอมรับจากฝ่ายนโยบายตั้งแต่ต้น พอเปลี่ยนแปลงคนทำงาน  ก็ต้องทำงานแนวคิดกับคนที่มาใหม่เรื่อยๆ ต้องใช้เทคนิคต่างๆ มากมาย และใช้พลังงานในการประสานงานเยอะมาก
สิ่งที่ทำงานมาเชื่อว่ารักษาป่าได้แน่นอน แต่กระบวนการนี้มันเพิ่งเริ่มต้น การจะรักษาป่าได้จริงๆ  มันต้องได้รับการยอมรับจากชุมชนรุ่นต่อไป และต้องได้รับการยอมรับจากเจ้าหน้าที่รัฐรุ่นต่อรุ่นด้วย ดังนั้นปัญหาก็คือ ทำอย่างไรให้เกิดการถ่ายทอดทฤษฎีนี้รุ่นต่อรุ่นด้วยเช่นกัน เพราะว่าทั้งหมดมีเหตุปัจจัยมาจากภายนอก ทั้งในเรื่องของการขยายการหาผลประโยชน์ของระบบทุน หรือการหาผลประโยชน์ของทุนผ่านรัฐที่เข้าไปทำงานในพื้นที่ป่าหรือพื้นที่ชุมชน ดังนั้น ทำอย่างไรจึงจะให้เกิดการยอมรับว่า ต้องให้สิทธิชุมชนในการตัดสินใจ และต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชุมชนให้สามารถรักษาทรัพยากรให้คนส่วนใหญ่ของชาติได้ หากลไกให้เขาได้ทำร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐ มันถึงจะเกิดความยั่งยืน
วันนี้เราทำเฉพาะหน้า แล้วมันก็เห็นผลเฉพาะเท่าที่ทำมาเท่านั้น ผลที่เกิดขึ้นก็คิดว่าใช่ เราต้องทำอย่างนี้ เราเดินมาไม่ผิดทาง”
ในการทำงานด้านพัฒนา องค์กรพัฒนาเอกชนหลายองค์กรมักมีปัญหาว่าทำงานสวนทางกับเจ้าหน้าที่รัฐ     จึงมักจะไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร ทำให้หลายครั้งที่แม้จะแก้ปัญหาได้แต่ก็ไม่ยั่งยืน เพราะเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาตามกฎหมายและดูแลพื้นที่ในระยะยาวไม่เห็นด้วย

ดังนั้น เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาและเกิดกระบวนการจัดการที่ยั่งยืน โครงการจอมป่าจึงต้องเน้นการทำงานกับเจ้าหน้าที่ด้วย

“โครงการจอมป่ายังถูกออกแบบมาให้มีเป้าหมายให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้หรือเจ้าหน้าที่เขตอุทยานหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าร่วมกันรักษาผืนป่าในบริเวณที่ชุมชนอยู่ แต่ว่าด้วยความคลาดเคลื่อนล่าช้าของการทำงาน คนที่ออกแบบก็ไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติจริง และแผนการทำงานก็ไม่ได้มีฉันทามติร่วมกันในระดับนโยบายจริงๆ เจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นผู้ปฏิบัติในโครงการก็เปลี่ยนแปลงบ่อย ดังนั้น คนทำงานของมูลนิธิสืบต้องเห็นตัวเองเป็นนักประสานงานกับทั้งชุมชนและเจ้าหน้าที่ เราจะต้องเข้าไปให้เขาทำความเข้าใจกันและกิดความร่วมมือ ต้องทำงานทางความคิด

มูลนิธิสืบเป็นองค์กรที่ใกล้ชิดกับกรมอุทยานมาก ซึ่งก็มีทั้งผลดีผลเสีย ผลดีก็คือสามารถประสาน  เชิงนโยบายกับผู้บริหารในระดับสูงได้มากกว่า แต่ในขณะเดียวกันจะเข้าไปทำอะไรก็อยู่ในกรอบกฎหมายที่ใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานตลอดบางครั้งกว่าจะขยับอะไรได้ก็มีขั้นตอนเยอะอยู่ วนไปมาหลายรอบ แต่ก็ทำให้เราได้เรียนรู้ร่วมกันมากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้นในทุกขั้นตอนเราก็ต้องแจ้งให้ทุกระดับทราบมากที่สุด และพยายามทำงานความคิดให้เขายอมรับ และจะต้องสร้างกระบวนการทำงานเชิงรุกให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายหรือเกิดผลในทางปฏิบัติให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าตามหน่วยยอมรับชุมชนซึ่งปกติเขาก็ยอมรับอยู่แล้ว ให้หัวหน้าอุทยานยอมรับแนวคิดนี้ซึ่งก็ต้องทำความเข้าใจกันทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ และอาจจะต้องทำงานเชิงนโยบายกับสำนักบริหารจัดการพื้นที่ เข้าไปชี้แจงกันตลอด รวมทั้งต้องทำงานความคิดไปถึงระดับอธิบดีและรัฐมนตรีที่มาในแต่ละสมัยด้วย

เราทำงานตรงไปตรงมา เพราะใน MOU(บันทึกข้อตกลงร่วมในการทำงานระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติกับมูลนิธิสืบนาคะเสถียร - ผู้เขียน) ก็บอกว่ามูลนิธิสืบต้องทำงานตามกฎหมาย เพราะความยั่งยืนคือการใช้กฎหมายที่มีอยู่ในการแก้ไขปัญหา ในโมเดลที่มูลนิธิสืบทำจึงยึดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ซึ่งหลังจากที่ได้ทำงานก็เป็นที่ยอมรับกันว่าเราจะต้องใช้สูตรที่ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มาเป็นผู้ปฏิบัติ เพราะเขามีอำนาจในการบริหารจัดการพื้นที่ ในระดับหนึ่ง โดยหัวหน้าเขตหรือหัวหน้าอุทยานมอบหมาย โดยใช้หลักการตามมติคณะรัฐมนตรี ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑

นอกจากนี้วิธีการทำงานยังสอดคล้องกับโครงการป่าไม้แผนใหม่ สอดคล้องกับโครงการนำร่อง สอดคล้องกับหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง แม้แต่ละโครงการจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันบ้าง แต่แนวปฏิบัติส่วนใหญ่ก็ไม่ต่างกัน”

อย่างไรก็ตาม แม้โครงการจะตั้งเป้าหมายไว้ว่าการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริงนั้นจะต้องมีการปรับเปลี่ยนในเชิงกฎหมาย นโยบาย และความร่วมมือของเจ้าหน้าที่รัฐด้วย แต่อาจารย์ศศินมองว่าเพียงแค่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้วในวันนี้ ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายได้ในระดับหนึ่งแล้ว

“ถ้าสมมุติว่าเราสามารถสำรวจแนวเขตและเกิดข้อตกลงจริงๆ มันจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงข้อกฎหมายหรือไม่ ก็ไม่จำเป็น อยู่แบบนี้ก็ได้ หรือถ้าเกิดมีการเปลี่ยนแปลงในทางกฎหมายว่า ให้ชุมชนมีสิทธิในที่ดิน ข้อมูลที่เราทำทั้งหมดก็ไม่ขัดแย้ง เป็นข้อมูลพื้นฐานที่ชุมชนสามารถหยิบไปใช้ได้เลย ในขณะเดียวกันก็มีกรอบที่จะป้องกันป่าซึ่งเป็นทรัพยากรส่วนรวมของชาติเอาไว้ได้ ไม่ว่าจะมีโครงการอะไรเข้ามาในอนาคต เพราะข้อมูลที่เราทำกับชุมชน เป็นข้อมูลที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง และเป็นทางสายกลางไม่สุดโต่ง ไม่ใช่เลือกให้สิทธิชาวบ้านก่อน หรือเลือกเอาป่าไว้ก่อน สิ่งที่โครงการคิดคือ ความเป็นไปได้ ความเป็นธรรม และความเป็นจริง ซึ่งปัจจุบันเป็นอย่างไร  ก็แก้ปัญหาไปตามข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ได้เอาข้อมูลการพิสูจน์สิทธิจากในอดีตว่าใครอยู่ก่อนหลัง หรือเอาความเขียวจัดจนไม่ยอมชาวบ้านเลย

เมื่อสิ่งที่เราพยายามผลักดันอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ดังนั้นไม่ว่าจะมีโครงการหรือความเปลี่ยนแปลงอะไรเข้ามา ข้อมูลตัวนี้ก็เอาไปใช้ได้ การรักษาป่าก็เป็นความเหมาะสมที่จะรักษาไว้ให้ประเทศชาติในระยะยาว ส่วนสิทธิที่เราร่วมกันให้ชุมชนได้รู้สิทธิหรือปกป้องสิทธิของตนเอง ก็เป็นสิทธิที่ชุมชนจะได้รับผลประโยชน์ในอนาคตถ้ามีกระบวนการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนโยบายที่ดินหรือทางกฎหมาย เพราะข้อมูลที่เราทำคือความเป็นจริง
โครงการโชคดีที่ในระยะ ๔ ปีที่ผ่านมา เรามีบุคลากรที่เข้ามาร่วมงานในฐานะเจ้าหน้าที่โครงการมีความเข้าใจแนวทาง และสามารถนำพาให้เป้าหมายของโครงการประสบความสำเร็จไปได้อย่างดี และพนักงานเจ้าหน้าที่ทั้งในระดับหัวหน้าอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่ยอมรับแนวทางและทำงานร่วมกัน เพียงแต่ติดแค่ฝ่ายนโยบายไม่มีเวลามาดูให้ความสำคัญกับโครงการนี้ ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งที่สามารถแก้ปัญหาส่วนใหญ่ให้กับ กรมอุทยานได้ เพราะในตอนเริ่มต้นโครงการไม่ได้รับการยอมรับจากฝ่ายนโยบายตั้งแต่ต้น พอเปลี่ยนแปลงคนทำงาน  ก็ต้องทำงานแนวคิดกับคนที่มาใหม่เรื่อยๆ ต้องใช้เทคนิคต่างๆ มากมาย และใช้พลังงานในการประสานงานเยอะมาก

สิ่งที่ทำงานมาเชื่อว่ารักษาป่าได้แน่นอน แต่กระบวนการนี้มันเพิ่งเริ่มต้น การจะรักษาป่าได้จริงๆ  มันต้องได้รับการยอมรับจากชุมชนรุ่นต่อไป และต้องได้รับการยอมรับจากเจ้าหน้าที่รัฐรุ่นต่อรุ่นด้วย ดังนั้นปัญหาก็คือ ทำอย่างไรให้เกิดการถ่ายทอดทฤษฎีนี้รุ่นต่อรุ่นด้วยเช่นกัน เพราะว่าทั้งหมดมีเหตุปัจจัยมาจากภายนอก ทั้งในเรื่องของการขยายการหาผลประโยชน์ของระบบทุน หรือการหาผลประโยชน์ของทุนผ่านรัฐที่เข้าไปทำงานในพื้นที่ป่าหรือพื้นที่ชุมชน ดังนั้น ทำอย่างไรจึงจะให้เกิดการยอมรับว่า ต้องให้สิทธิชุมชนในการตัดสินใจ และต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชุมชนให้สามารถรักษาทรัพยากรให้คนส่วนใหญ่ของชาติได้ หากลไกให้เขาได้ทำร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐ มันถึงจะเกิดความยั่งยืน

วันนี้เราทำเฉพาะหน้า แล้วมันก็เห็นผลเฉพาะเท่าที่ทำมาเท่านั้น ผลที่เกิดขึ้นก็คิดว่าใช่ เราต้องทำอย่างนี้ เราเดินมาไม่ผิดทาง”
 



รับข่าวสาร