• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก นางสิงห์เฝ้าป่า รตยา จันทรเทียร

84 ปี นางสิงห์เฝ้าป่า รตยา จันทรเทียร

อีเมล พิมพ์ PDF

รตยา จันทรเทียร

 

เกิดเป็นเสือโคร่ง [2]

อีเมล พิมพ์ PDF

สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำผู้เขียนติดตามการศึกษาเรื่องเสือของสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำมาตั้งแต่ต้น ประมาณปี 2536 - 2537 ข่าวแรกที่ได้รับคือ มีเสือดาวมาติดกรงที่ ดร.ศักดิ์สิทธิ์ตั้งใจดักชะมด โดยเอาไก่เป็นๆ เป็นตัวล่อ เป็นเรื่องที่ตื่นเต้นกันมากในยุคนั้น ตั้งแต่ขั้นตอนการฉีดยาสลบให้เสือดาวที่ติดกรงสลบ และเอาตัวออกมาวัดสัดส่วน ตั้งแต่เขี้ยว อุ้งเท้า ความยาวหัวจรดหาง ชั่งน้ำหนัก ฯลฯ ขณะเก็บข้อมูลจากเสือดาวตัวเป็นๆ นั้น ก็ต้องราดแอลกอฮอล์ ปรนนิบัติพัดวี เพื่อไม่ให้ความร้อนขึ้นสูงจนเป็นอันตรายต่อเสือ ต้องคอยวัดปรอททางก้นเสือ ส่วนหัวเสือนั้นก็เอาผ้าปิดไว้ โดยยังเกรงๆ ว่าเสือจะจำหน้าผู้รังแกได้ ต้องเอาเทปพันปาก ข้อสำคัญคือ การใส่เข็มขัดคอที่ติดวิทยุได้ เพื่อติดตามได้ว่าเสือไปหากินที่ไหน นอนที่ไหน ใช้พื้นที่บริเวณใด ยังมีชีวิตรักตามปกติเหมือนไม่ใส่เข็มขัดคอหรือไม่ ฯลฯ

 

เกิดเป็นเสือโคร่ง [1]

อีเมล พิมพ์ PDF

รตยา จันทรเทียรผู้เขียนเป็นเด็กเมืองจันท์ เมื่อยังเล็กอยู่ที่บ้านสวนหนองอ้อ ต้องเดินสี่ชั่วโมงจึงจะถึงตลาดจันท์ ได้รู้จักเสือโคร่งแต่ครั้งนั้น ทั้งเป็นเรื่องใกล้ตัวและไกลตัว

 

ชีวิตและงานของรตยา จันทรเทียร

อีเมล พิมพ์ PDF

รตยา จันทรเทียรรตยา จันทรเทียร หรือที่บุคคลทั่วไปเรียกว่า “อาจารย์รตยา” ผู้ได้ชื่อว่าเป็นหญิงแกร่งแห่งวงการอนุรักษ์ที่อุทิศตนเพื่อทำงานทั้งเพื่อการพัฒนาในเรื่องที่อยู่อาศัยของคนในเมือง คนในชนบท และสาใจในการอนุรักษ์

ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ สิ่งแวดล้อมมากว่า 40 ปี เป็นข้าราชการหญิงคนแรกที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเคหะแห่งชาติ มีผลงานร่วมกับพนักงานทุกระดับในการพัฒนาเมืองใหญ่จนถึงชุมชนเคหะขนาดเล็ก โดยเน้นผู้มีรายได้น้อย รายได้ปานกลาง รวมถึงเคหะของข้าราชการ ตำรวจ ตุลาการ และยังได้สร้างหมู่บ้านทดแทนบ้านที่ประสบอุทกภัยในชนบท

 

สถาปนิกนักอนุรักษ์ธรรมชาติ

อีเมล พิมพ์ PDF
รตยา จันทรเทียร : สถาปนิกผู้ว่าการหญิงคนแรก ของการเคหะแห่งชาติ หญิงเหล็กแห่งวงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของไทย
รตยา จันทรเทียร เป็นสถาปนิกนักบริหารที่มีผลงานโดดเด่น จนสามารถก้าวสู่ตำแหน่งผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ นับเป็นสตรีคนแรกที่ดำรงตำแหน่งสูงสุดขององค์กรด้านที่อยู่อาศัยของภาครัฐแห่งนี้ นอกจากนั้น ท่านสนใจงานด้านอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมานาน โดยเคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม และปัจจุบัน แม้ท่านจะอยู่ในวัย 79 ปี ท่านก็ยังทำงานเป็นประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร จนได้รับฉายาว่าเป็น “หญิงเหล็กแห่งวงการนักอนุรักษ์” หรือ “นางสิงห์ผู้เฝ้าป่า” นับว่าท่านเป็นสถาปนิกและนักอนุรักษ์คนดีมีฝีมือที่ควรแก่การยกย่อง และจดจำรำลึกถึงเป็นอย่างยิ่ง
1. เส้นทางการศึกษาสู่ปริญญาโทด้านสถาปัตยกรรม
คุณรตยา จันทรเทียร หรือที่บุคคลทั่วไปเรียกท่านว่า “อาจารย์รตยา” เป็นชาวจังหวัดจันทบุรี เกิดเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2474 เรียนหนังสือระดับประถมที่โรงเรียนประชาบาลวัดหนองอ้อ และระดับมัธยมต้นที่โรงเรียนศรียานุสรณ์จังหวัดจันทบุรี ก่อนที่จะมาจบมัธยมปีที่ 8 ที่โรงเรียนราชินีบน และเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนจบปริญญาตรี จากนั้น จึงทำงานระยะหนึ่งก่อนที่จะไปศึกษาต่อจนจบปริญญาโท ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์เขตร้อน PRATT INSTITUTE มหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา
2. เส้นทางการทำงานสู่ตำแหน่งผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ
เมื่อจบการศึกษาปริญญาตรี สถาปัตยกรรมศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์รตยาเริ่มต้นทำงานเป็นสถาปนิกที่สำนักงานอาคารสงเคราะห์ กรมประชาสงเคราะห์ อยู่สองปี จึงเปลี่ยนอาชีพไปเป็นอาจารย์ที่แผนกช่างก่อสร้าง วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ (ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ) หลังจากสอนหนังสือได้ระยะหนึ่ง ท่านได้ทุนฟุลไบรท์ไปศึกษาต่อปริญญาโทด้านสถาปัตยกรรมเขตร้อน ณ PRATT INSTITUTE นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา จากนั้น จึงกลับมาเป็นอาจารย์ต่อ กระทั่งปี พ.ศ. 2512 จึงไปทำงานที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์แห่งประเทศไทย ตามการเชิญชวนของ ดร. วทัญญู ณ ถลาง ซึ่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการก่อสร้างแห่งชาติ อาจารย์รตยารับหน้าที่เป็นเลขานุการของศูนย์ฯ นานประมาณ 4 ปี โดยที่ศูนย์ฯ นี้ เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย รวมทั้งการริเริ่มและประสานงาน
การจัดตั้งการเคหะแห่งชาติ เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางให้มี
ที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง
เมื่อรัฐบาลจัดตั้งการเคหะแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. 2516 อาจารย์รตยา จึงได้มาทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักผู้ว่าการ และร่วมงานกับ ดร. วทัญญู ณ ถลาง ที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการคนแรกของการเคหะแห่งชาติ อาจารย์รตยามุ่งมั่นทำงานอย่างเต็มที่ จนมีตำแหน่งก้าวหน้าเป็นลำดับ กระทั่ง ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติเมื่อปี พ.ศ. 2531 และเกษียณอายุในตำแหน่งผู้ว่าการ เมื่อ พ.ศ. 2535
จากการทำงานที่การเคหะแห่งชาติ นานกว่า 20 ปี นับแต่เริ่มก่อตั้ง นับว่าอาจารย์รตยาเป็นผู้บุกเบิกและเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความเข้มแข็ง และเติบโตให้กับการเคหะแห่งชาติ จนสามารถสร้างแฟลตให้คนจนเข้าอยู่อาศัยจำนวนหลายหมื่นหน่วย กับทั้งมีการปรับปรุงชุมชนแออัด โดยขยายการพัฒนาที่อยู่อาศัยในชุมชนแออัดให้ครอบคลุมมิติต่างๆ ทั้งเรื่องสาธารณูปโภคสาธารณูปการ การปรับปรุงสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจของชาวชุมชนด้วย อาจารย์รตยาเป็นผู้ว่าการ ที่ให้ความสำคัญพิเศษกับผู้มีรายได้น้อยและท่านเป็นกรรมการในคณะกรรมการนโยบายที่อยู่อาศัยที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้มีการตั้ง “สำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง” (พชม.) จนสำเร็จเมื่อปี 2535 เพื่อรับผิดชอบในการส่งเสริมให้ชุมชนแออัดในเมืองมีความเข้มแข็ง สามารถมีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและรวมกันเป็นเครือข่ายที่เกื้อกูลสนับสนุนเรียนรู้ซึ่งกันและกันทั้งด้านการเงินและสังคมเศรษฐกิจ กระทั่งต่อมา ในปี พ.ศ. 2543 สำนักงานพัฒนาชุมชนเมืองได้รวมกับกองทุนพัฒนาชนบทของสภาพัฒน์ฯ และจัดตั้งเป็น “สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน” (พอช.) โดยขยายงานครอบคลุมการพัฒนาชุมชนทั้งเมืองและชนบททั่วประเทศ
3. ก้าวสู่หญิงเหล็กแห่งวงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม : อาจารย์รตยามีความสนใจในเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมมานานตั้งแต่ก่อนการทำงานในการเคหะแห่งชาติ โดยในปี พ.ศ. 2512 ซึ่งมีการก่อตั้งสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม อาจารย์รตยาได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ในกระบวนการ โครงสร้างของงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้เข้าใจลึกซึ้งในคุณค่าของธรรมชาติมากขึ้น และเมื่อปี พ.ศ. 2530 -2531 อาจารย์รตยาดำรงตำแหน่งนายกสมาคมอนุรักษ์ฯ ได้เข้าร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนอีกหลายองค์กร ในการรณรงค์ให้ยุติการดำเนินการเขื่อนน้ำโจนที่จะส่งผลรุนแรงต่อธรรมชาติและสภาพแวดล้อมของผืนป่าตะวันตก ในปี พ.ศ. 2533 มีการรวมตัวองค์กรอนุรักษ์ 18 องค์กร จัดงานสิ่งแวดล้อมระดับชาติขึ้น ซึ่งหลังจากนั้นก็มีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องทุกปี จนในปี พ.ศ. 2541 ได้มีการสร้างเครือข่ายเป็นสมัชชาองค์กรเอกชนด้านอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและคุ้มครอง
สิ่งแวดล้อมขึ้น
อนึ่ง ในปี พ.ศ. 2533 จากเหตุการณ์ที่ประเทศไทยสูญเสียคุณสืบ นาคะเสถียร นักวิชาการป่าไม้ผู้พิทักษ์รักษาผืนป่าและสัตว์ป่า อาจารย์รตยาจึงได้เข้ารับหน้าที่เป็นประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร โดยไม่รับเงินเดือน เพื่อดำเนินภารกิจสืบทอดเจตนารมณ์ของคุณสืบ เพื่อช่วยให้ผืนป่า สัตว์ป่า และแหล่งธรรมชาติ ได้รับการอนุรักษ์ในวิถีทางที่เอื้อประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อมนุษย์ และอนุชนรุ่นหลัง ภายใต้แนวคิด “ให้มนุษย์ได้เกื้อกูลธรรมชาติ เพื่อธรรมชาติคงอยู่ เพื่อเกื้อกูลมนุษย์”
ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมามูลนิธิสืบฯ ได้พยายามสนับสนุนการอนุรักษ์ผืนป่าและสัตว์ป่า โดยการเผยแพร่ข้อมูลความรู้ด้านคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งข้อเท็จจริงด้านความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติ ป่าสู่สาธารณะ การเข้าร่วมในโครงการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตกเชิงระบบนิเวศการตั้งกองทุนผู้พิทักษ์ป่า ดูแลบุตรธิดาของเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่เสียชีวิตเนื่องจากภารกิจรักษาป่า รวมไปถึงติดตามให้ความเห็นต่อกฎหมายที่จะมีผลกระทบกับความยั่งยืนของผืนป่าธรรมชาติ เช่น พ.ร.บ. ป่าชุมชน เป็นต้น
อาจารย์รตยามักยืนยันให้ความเห็นเสมอมาว่า “แท้ที่จริงเรื่องของคน ชุมชน สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เป็นเรื่องที่ยึดโยงมีผลกระทบซึ่งกันและกัน ถ้าเรามุ่งหวังให้ชุมชนเข้มแข็งพึ่งตนเองได้ ต้องให้ความสำคัญเรื่องการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มากกว่าที่ผ่านมา ต้องตระหนักว่าผืนป่าธรรมชาติ อันเป็นแหล่งผลิตน้ำชั่วชีวิตและช่วยชะลออุทกภัยได้ ทั้งนี้ องค์ประกอบที่เอื้อให้ผืนป่าสมบูรณ์คือสัตว์ป่า ที่ต้องรักษาไว้ในผืนป่านั้นด้วย”
ความมุ่งมั่นพยายามและอุทิศตนเสียสละในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะป่าไม้และสัตว์ป่าอย่างจริงจัง เข้มแข็งและยาวนานของอาจารย์รตยา ทำให้ท่านได้รับฉายาจากผู้ที่รู้จักและชื่นชมท่านว่าเป็น “หญิงเหล็กแห่งวงการนักอนุรักษ์” หรือ “นางสิงห์ผู้เฝ้าป่า” นับว่าท่านเป็นสถาปนิกคนดี มีฝีมือทั้งการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง และเป็นนักอนุรักษ์ที่ช่วยให้ป่าไม้และสัตว์ป่าได้ดำรงชีวิตตามธรรมชาติอย่างยั่งยืน จึงนับว่าท่านเป็นบุคคลที่ควรแก่การยกย่องและจดจำรำลึกถึงเป็นอย่างยิ่ง
เรียบเรียงโดย พัลลภ กฤตยานวัช ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์
รตยา จันทรเทียรรตยา จันทรเทียร : สถาปนิกผู้ว่าการหญิงคนแรก ของการเคหะแห่งชาติ หญิงเหล็กแห่งวงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของไทย

รตยา จันทรเทียร เป็นสถาปนิกนักบริหารที่มีผลงานโดดเด่น จนสามารถก้าวสู่ตำแหน่งผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ นับเป็นสตรีคนแรกที่ดำรงตำแหน่งสูงสุดขององค์กรด้านที่อยู่อาศัยของภาครัฐแห่งนี้ นอกจากนั้น ท่านสนใจงานด้านอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมานาน โดยเคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม และปัจจุบัน แม้ท่านจะอยู่ในวัย 79 ปี ท่านก็ยังทำงานเป็นประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร จนได้รับฉายาว่าเป็น “หญิงเหล็กแห่งวงการนักอนุรักษ์” หรือ “นางสิงห์ผู้เฝ้าป่า” นับว่าท่านเป็นสถาปนิกและนักอนุรักษ์คนดีมีฝีมือที่ควรแก่การยกย่อง และจดจำรำลึกถึงเป็นอย่างยิ่ง
 

อาจารย์รตยา จันทรเทียร ทำงานเพื่องาน

อีเมล พิมพ์ PDF

รตยา จันทรเทียรดูจะเป็นเรื่องแปลกไม่น้อยสำหรับเมื่อเกือบ 60 ปีก่อน ที่ผู้หญิงคนหนึ่ง อย่าง "อาจารย์รตยา จันทรเทียร" จะเลือกเรียนคณะสถาปัตย์ฯ และจบออกมาเป็นครูในคณะช่างก่อสร้างวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ (ชื่อขณะนั้น) ก่อนจะสอบชิงทุนฟูลไบรท์ไปศึกษาต่อสถาปัตยกรรมเขตร้อนที่ PRATT INSTITUTE นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และกลับมาทำงานที่การเคหะแห่งชาติ สั่งสมประสบการณ์จนไต่เต้าขึ้นเป็นผู้ว่าการเคหะแห่งชาติในปี พ.ศ. 2531 และถือว่าเป็นสตรีคนแรกที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดขององค์กรนี้

 

10 ปี จอมป่า รักษาป่าใหญ่ให้คนไทยทั้งชาติ

อีเมล พิมพ์ PDF
หัวหน้าสืบ นาคะเสถียร  อดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จากไปเมื่อ 1 ก.ย. 2533 เป็นเวลา 24 ปีมาแล้วงานใหญ่ชิ้นสุดท้ายก่อนจากลา คืองานวิชาการที่หลากหลาย เพื่อเสนอผืนป่า ทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง เป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก ในครั้งนั้นคุณสืบได้ให้ความเห็นไว้ด้วยว่า ถ้าจะรักษาระบบนิเวศ ทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง ไว้ให้ได้  จะต้องรักษาผืนป่าที่ต่อเนื่องกับป่าทั้ง 2 ทั้งด้านบน และด้านล่างไว้ด้วย มีหลักฐานเป็นแผนที่ ที่หมายขอบเขตโดยคุณสืบ นาคะเสถียร “ชื่อ แผนที่ป่าตะวันตก" โดยคุณสืบ นาคะเสถียร แผนที่นี้ในปัจจุบันใส่กรอบแขวนอยู่ที่สำนักงานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กรุงเทพมหานคร
งานรักษาผืนป่าตะวันตก ซึ่งเป็นที่มาของโครงการจอมป่า พ.ศ.2547-2557 เริ่มในปี 2540 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร บันทึกไว้ว่า
ในปี 2540 กรมป่าไม้ (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช) เริ่มดำเนินโครงการร่วมรักษาผืนป่าตะวันตก โดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียร จัดตั้งกองทุนป่าตะวันตกขึ้นเพื่อหางบประมาณนำไปใช้ช่วงเตรียมความพร้อม ส่วนกรมป่าไม้ได้ตั้งคณะกรรมการชุดใหญ่  53 คน จากภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมวางแผนดำเนินโครงการจัดการผืนป่าตะวันตกอย่างเป็นรูปธรรม เช่น จัดอบรม เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานพิทักษ์ป่าเพื่อการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก และการสนับสนุนให้เกิดคณะกรรมการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากภาคประชาชนในจังหวัดรอบผืนป่าตะวันตก ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานกับภาครัฐอย่างแท้จริง รวมถึงการระดมทุนในการทำกิจกรรมต่าง ๆ
จวบจนปี พ.ศ.2542 รัฐบาลประเทศเดนมาร์ก (โดยกองทุน DANCED) ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณ โดยร่วมกับรัฐบาลไทยโดยกรมป่าไม้จัดให้มีโครงการจัดการผืนป่าตะวันตกเชิงระบบนิเวศ (The Western  Forest Complex Ecosystem Management –เรียกโดยทั่วไปว่าโครงการ WEFCOM) มีระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2542 ถึง เมษายน 2546 โดยมีหลักการพื้นฐานของการดำเนินการ  4 ประการคือ 1)ให้ถือว่า ผืนป่าตะวันตกโดยธรรมชาติเป็นผืนป่าเดียวกันทั้งหมด 2)ให้วางแผนการอนุรักษ์เป็นกรอบปฏิบัติเดียวกันทั้งป่า 3)ต้องรักษาและคงไว้ซึ่งคุณค่าของผืนป่าตะวันตกอย่างยั่งยืน 4)เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ภายใต้หลักการที่ว่า “ป่าเป็นสมบัติของคนไทยทั้งชาติ” โดยจะเห็นได้ว่า โครงการดังกล่าวมีพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ทางนิเวศวิทยาและความร่วมมือจากภาคประชาชน
ผลการดำเนินงานในโครงการ WEFCOM ได้เกิดการริเริ่มการจัดการในภาพรวมของทั้งผืนป่า โดยเกิดกิจกรรมฝึกอบรม เกิดการสำรวจและประเมินสถานภาพทางนิเวศวิทยาผืนป่าตะวันตกทั่วทั้งพื้นที่  นำมาใช้เป็นข้อมูลในการแบ่งเขตการจัดการพื้นที่เชิงนิเวศ (ECOSYSTEM ZONNING) เป็นผืนที่ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS),เกิดการส่งเสริมเครือข่ายชุมชน ในนามคณะกรรมการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตกระดับจังหวัด (กอต.) ขึ้นครบทั้ง 6 จังหวัด เมื่อโครงการ WEFCOMใกล้จบโครงการได้มีการหารือถึงแนวทางการพัฒนาโครงการให้องค์กรพัฒนาเอกชน คือ มูลนิธิสืบนาคะเสถียรร่วมจัดทำโครงการประสานงานกับชุมชน และภาคประชาชนในการพัฒนาความร่วมมือ และขจัดความขัดแย้งในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ระหว่างภาครัฐและชุมชนมากขึ้น นอกจากนี้ยังตั้งเป้าหมายที่ทำกิจกรรมต่างๆลงลึกถึงระดับพื้นที่หมู่บ้านที่อยู่กลางป่าให้ได้มากที่สุด
เม.ย.2547 - เม.ย.2551 และต่อเนื่อง ในวาระ Phaseoutเม.ย.2551 – เม.ย.2552 มูลนิธิสืบนาคะเสถียรและกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้รับการสนับสนุนจากโครงการความร่วมมือด้านการพัฒนา แห่งประเทศเดนมาร์ก (Danish International Development Assistance – DANIDA) ในโปรแกรม “การจัดการพื้นที่อย่างมีส่วนร่วมในผืนป่าตะวันตก”(Joint Management of Protected Areas Western Forest Complex JOMPA WEFCOM)
โดยมุ่งที่จะรักษาและเพิ่มพูนทรัพยากรในพื้นที่ผืนป่าตะวันตกด้วยวิธีใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ตามแนวทางหลัก 2 ประการได้แก่ การจัดการเชิงระบบนิเวศ และจัดการอย่างมีส่วนร่วม ซึ่งต้องดำเนินการไปด้วยกันอย่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน
หลักการทั้งหมด สิ่งที่เป็นหัวใจของโครงการจอมป่าคือ การมุ่งรักษาเพื่อให้ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศดั้งเดิมของผืนป่าตะวันตก ได้รับการดูแลอย่างยั่งยืนด้วยความรับผิดชอบและร่วมรับผลได้ของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง  ชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียในท้องถิ่น และสาธารณะชนทั่วไป
โครงการจอมป่าระยะที่ 2 พ.ศ.2553-2557
หลังจากที่ได้รับการช่วยเหลือจากประเทศเดนมาร์กสิ้นสุดลงเมื่อ ก.ย.2552 แต่งานรักษาผืนป่าตะวันตก ด้านต่างๆ ตามแนวทางโครงการจอมป่า กำลังก้าวหน้าด้วยดี ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินการต่อไป มูลนิธิสืบนาคะเสถียรจึงได้จัดบันทึกช่วยจำ กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดำเนินโครงการจอมป่าระยะที่ 2 พ.ศ.2553-2557 โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณหลักจาก ธนาคารไทยพาณิชย์ กลุ่มบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)
คำถามที่ว่า การทำงาน 10 ปี ของโครงการจอมป่า 2547-2557 มีความสำเร็จใดบ้าง และขอสรุปได้โดยย่อดังนี้
1.เกิดสันติสุขในผืนป่าตะวันตก
2.เกิดความร่วมมือจากชุมชน ในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม
3.เกิดการดำเนินชีวิตตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง
4.มีที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง (PAC) ซึ่งประกอบด้วยส่วนราชการ ประชาสังคม จังหวัด และชุมชน
นิเวศยังอยู่ ตัวเสือโคร่งและเหยื่อของเสือโคร่งได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการคุ้มครอง ทั้งการป้องกัน และปราบปรามอย่างเพียงพอ
นับจาก  พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป อีก 10 ปี หรือ 20 ปี หรือนานกว่านั้น เราทั้งหลายอยากเห็นป่าตะวันตกเป็นเช่นไร?  แน่นอนว่าเราทั้งหลายคงมีใจตรงกันว่า หวังจะเห็นผืนป่าตะวันตก ยังคงคุณค่าระบบนิเวศดั้งเดิม บ้านของสรรพชีวิต ไม่ว่า เสือ ช้าง กระทิง สมเสร็จ ควายป่า นกเงือก นกยูง ฯลฯ ยังคงอยู่คู่กับประเทศไทย น้ำที่ผืนป่าใหญ่ผืนนี้ผลิตเลี้ยงสรรพชีวิตในผืนป่า และส่งความสมบูรณ์ ยังลุ่มน้ำแม่กลอง แบ่งน้ำมาผลิตน้ำประปาให้คนกรุงเทพ ส่งน้ำและอาหารลงสู่สัตว์ทะเลในอ่าวไทย วงจรเหล่านี้ยังคงทำหน้าที่ เสมือนที่ทำอยู่ในปัจจุบัน
คนทำงานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ด้วยขนาดหัวใจใกล้ๆกัน จะยังคงพากเพียรอดทน และใช้สติปัญญาเพื่อสืบสาน ปณิธาน ของคุณสืบ นาคะเสถียร ต่อไป และต่อไป
บทความ โดย รตยา จันทรเทียร ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
อ่านเรื่องราวโครงการจอมป่า ฉบับเต็มได้ใน สาส์นสืบ ฉบับ 10 ปี จอมป่า
จอมป่าหัวหน้าสืบ นาคะเสถียร  อดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จากไปเมื่อ 1 ก.ย. 2533 เป็นเวลา 24 ปีมาแล้วงานใหญ่ชิ้นสุดท้ายก่อนจากลา คืองานวิชาการที่หลากหลาย เพื่อเสนอผืนป่า ทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง เป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก ในครั้งนั้นคุณสืบได้ให้ความเห็นไว้ด้วยว่า ถ้าจะรักษาระบบนิเวศ ทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง ไว้ให้ได้  จะต้องรักษาผืนป่าที่ต่อเนื่องกับป่าทั้ง 2 ทั้งด้านบน และด้านล่างไว้ด้วย มีหลักฐานเป็นแผนที่ ที่หมายขอบเขตโดยคุณสืบ นาคะเสถียร “ชื่อ แผนที่ป่าตะวันตก" โดยคุณสืบ นาคะเสถียร แผนที่นี้ในปัจจุบันใส่กรอบแขวนอยู่ที่สำนักงานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กรุงเทพมหานคร

งานรักษาผืนป่าตะวันตก ซึ่งเป็นที่มาของโครงการจอมป่า พ.ศ.2547-2557 เริ่มในปี 2540 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร บันทึกไว้ว่า
 

กรมชลฯ ปลุกผีเขื่อนแม่วงก์ ‘รตยา’ ชี้สร้างไม่ได้ เหตุไม่ผ่านอีเอชไอเอ

อีเมล พิมพ์ PDF

เขื่อนแม่วงก์กรมชลเตรียมชงสภาพัฒน์ฯ รื้อแผนพัฒนาแหล่งน้ำ 25 โครงการ ‘เขื่อนแม่วงก์’ จ่อคิวอนุมัติ  ปธ.มูลนิธิสืบฯ ชี้สร้างไม่ได้ เหตุไม่ผ่านอีเอชไอเอ-กระทบผืนป่าตะวันตก เสนอสร้างอ่างขนาดเล็กทดแทน เชื่อเป็นวิธีที่ดีกว่า

ภายหลังกรมชลประทานเตรียมเสนอโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามศักยภาพของประเทศ 25 โครงการ ต่อสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อพิจารณาก่อนเสนอคณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หนึ่งในนั้น มีโครงการอ่างเก็บน้ำแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ รวมอยู่ด้วย ซึ่งถูกระบุว่าผ่านการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมแล้ว

 

การตายของ "สืบ" ไม่สูญเปล่า

อีเมล พิมพ์ PDF
ต้าน "เขื่อนแม่วงก์"  การตายของ "สืบ" ไม่สูญเปล่า
ความตื่นตัวของคนในสังคมต่อการเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านการก่อสร้าง "เขื่อนแม่วงก์" ที่เป็นหนึ่งในโครงการก่อสร้างเขื่อนตามแผนป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาลที่อยู่ในงบบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท กลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงกันมากในช่วงเวลานี้ โดยเฉพาะความคุ้มค่าของโครงการที่มีการให้ข้อมูลว่า หากมีการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์จะช่วยป้องกันน้ำท่วมในภาคกลางและกรุงเทพมหานครได้แค่ 1 เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องแลกกับการเปิดป่าที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งเหลืออยู่น้อยนิดของประเทศไทยไปเพื่อแลกกับเขื่อนแม่วงก์
เรื่องนี้ทำให้ผู้คนจำนวนมากที่ได้รับข้อมูลดังกล่าวออกมาแสดงความเห็นคัดค้านอย่างมาก ยิ่งเมื่อมีการเปิดเผยถึงความเร่งรีบในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ Environmental Health Impact Assessment (EHIA) ในโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ผ่านการเดินทางระยะทาง 388 กิโลเมตร เพื่อคัดค้าน EHIA เขื่อนแม่วงก์ ตั้งแต่วันที่ 10-22 กันยายน 2556 ที่นำโดย นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ก็ยิ่งปลุกให้คนในสังคมออกมาตั้งคำถามและสนใจเรื่องนี้มากขึ้น
แล้วการเคลื่อนไหวเรื่องเขื่อนแม่วงก์ของกลุ่มเอ็นจีโอ-นักวิชาการ-ภาคประชาชน นับจากนี้จะเป็นอย่างไร?
หลังยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเอง ก็พยายามบอกว่ารัฐบาลไม่ได้ต้องการจะรีบเร่งเดินหน้าทำโครงการ ขณะที่สำนักงานนโยบายบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) ก็เตรียมเชิญผู้คัดค้านการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ไปร่วมพูดคุยกับนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ในเร็วๆ นี้
“ไทยโพสต์ แทบลอยด์” พูดคุยกับ "รตยา จันทรเทียร ประธานกรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร" ผู้ที่ถูกขนามนามจากผู้คน โดยเฉพาะในแวดวงนักวิชาการ-นักอนุรักษ์-เอ็นจีโอ ว่า “นางสิงห์เฝ้าป่า” เพื่อสอบถามถึงแนวทางการเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านเขื่อนแม่วงก์หลังจากนี้
โดยในช่วงการสัมภาษณ์ก็มีโทรศัพท์จากบุคคลหลายกลุ่มโทร.มาหาประธานมูลนิธิสืบฯ ที่ผู้คนเรียกขานกันว่า "อาจารย์รตยา" ที่แม้จะมีอายุ 82 ปีแล้ว แต่ก็ไปร่วมเดินคัดค้าน EHIA ดังกล่าวกับนายศศินและทีมงานด้วย 3-4 วัน
เมื่อเริ่มการสนทนา ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร บอกว่า การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นทั้งหมดที่ทำก็ทำเพื่อคนไทยทุกคน ที่ต้องการให้คนไทยได้มีทุนธรรมชาติอย่างป่าแม่วงก์ไว้เป็นสมบัติของคนไทยไปให้นานที่สุด เพราะป่าแห่งนี้คือป่าอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยที่เหลือไม่มาก จึงเป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนต้องร่วมกันหวงแหนปกป้องรักษาไว้ ไม่เช่นนั้นหากปล่อยให้มีการเปิดป่าก่อสร้างเขื่อน วันข้างหน้าจะเกิดผลกระทบมากมาย
...จุดเริ่มต้นมาจากที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรที่ตั้งมาวันนี้ก็ปีที่ 23 ขึ้นปีที่ 24 นับจากวันที่คุณสืบเสียสละชีวิตเพื่อรักษาสัตว์ป่าและผืนป่าไป 18 วัน มูลนิธิสืบฯ แห่งนี้ก็ตั้งขึ้น งานหลักที่ทำอยู่ก็คือดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดูแลรักษาธรรมชาติแล้วธรรมชาติก็จะกลับมาดูแลเรา
...ในขณะเดียวกัน ถ้าดูจากแผนที่ก็จะเห็นว่าน้ำของเราทรัพยากรของเรา น้ำสะอาดที่เราดื่มกันมาจากป่าทั้งสิ้น ที่เห็นอยู่ในแผนที่เขาใหญ่ ป่าตะวันตกแม่วงก์อยู่ตรงนี้ น้ำหนาว จะเห็นได้ว่าผืนป่าของประเทศไทยที่เป็นต้นกำเนิดของน้ำ ที่อยู่ของสัตว์ป่า เป็นทุนธรรมชาติของประเทศไทยวันนี้เหลือน้อยแล้ว ยิ่งเหลือน้อยหมายความว่าปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น ทำไมอย่างนั้น ก็เพราะว่าป่าเขาทำหน้าที่ซับน้ำ ฝนที่ตกในหน้าฝนป่าก็เก็บไว้แล้วค่อยๆ จ่ายออกมา หน้าแล้งแม้ฝนไม่ตกก็มีน้ำให้ใช้ได้ตลอด แต่ถ้าตรงไหนป่าหมดกลายเป็นเขาหัวโล้น หน้าฝนน้ำมีก็ทลายเอาหน้าดินลงมาด้วย มีดินโคลนถล่มลงมาด้วย พอเข้าหน้าแล้ง ไม่มีน้ำแล้ว ห้วยแห้งหมด
...หากเราปล่อยให้ต้นน้ำของเรา พื้นที่ป่าธรรมชาติถูกทำลายไปมากเท่าไหร่ อนาคตเราก็จะยิ่งวิกฤติมากขึ้น
...นี่คือเหตุผลสำคัญที่ว่าทำไมมูลนิธิสืบฯ ถึงได้รณรงค์รักษาป่า รักษาสัตว์ป่า ให้คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้ ขณะเดียวกันสัตว์ป่าก็ต้องอยู่ได้ด้วย ทั้งหมดรวมกันเป็นระบบนิเวศที่ให้ประโยชน์โดยตรงกับตัวเรา แต่ขณะเดียวกัน ที่ดินทั้งหลายก็มีราคา คนก็ต้องการที่ดิน เพื่อเอาไปปลูกข้าวโพด ปลูกสวนยางพาราสารพัด ยิ่งตอนนี้ราคาที่เพื่อปลูกยางก็เพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวสองเท่าตัว แบบนี้ก็ทำให้พื้นที่ป่าหมดไปด้วย ก็เหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ
"อาจารย์รตยา" ย้ำว่า พื้นที่ป่าที่จะสูญเสียไปหากปล่อยให้มีการสร้างเขื่อนแม่วงก์ มันเป็นทุนของประเทศ ทุนธรรมชาติที่สำคัญ มูลนิธิจึงต้องทำหน้าที่รักษาป่า
“คุณสืบ นาคะเสถียร เขาก็พูดไว้ชัดเจนว่าสัตว์ป่าก็มีสิทธิ์อยู่ในบ้านของเขาคือป่า ก็เหมือนคนเราที่ก็มีสิทธิ์อยู่ในบ้านของเรา”
...แล้วเขาก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ สัตว์ป่ากับป่าเป็นของที่เกื้อกูลกัน เอาง่ายๆ สัตว์ป่าก็ทำหน้าที่เป็นผู้ปลูกป่าด้วย อย่างเขากินเมล็ดอะไร เขาก็ถ่ายไปตามทางในป่า
...ตัวชี้วัดที่สำคัญว่าป่าไหนสมบูรณ์ ก็ให้ดูจากเสือโคร่ง เพราะเสือโคร่งอยู่ข้างบนสุด เสือโคร่งจะกินพวกกระทิง พวกกวาง ที่เป็นสัตว์กินพืช เสือโคร่งจะอยู่ได้ ต้องมีอาหารเพียงพอ คือมีกระทิง มีหมูป่า มีวัวแดง พวกนี้จะมีเพียงพอเขาก็ต้องมีอาหารพวกหญ้า ใบไม้ที่อุดมสมบูรณ์ คือต้องเป็นป่าที่สมบูรณ์มันก็เป็นระบบนิเวศวิทยาที่สมบูรณ์ที่ต่อเนื่องกัน
“สำหรับป่าแม่วงก์เป็นป่าที่ใหญ่มาก พื้นที่ 12 ล้านไร่ พื้นที่ซึ่งจะทำเขื่อนจะเข้าไปกินพื้นที่ในป่า คนที่ต้องการจะทำก็บอกว่าเสียนิดเดียวไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่อันกว้างใหญ่ แต่ฝ่ายที่อนุรักษ์ไม่เห็นด้วยเราก็เห็นว่าพื้นที่ซึ่งจะท่วมที่จะเป็นอ่างเก็บน้ำ เป็นพื้นที่ป่าซึ่งสมบูรณ์ด้วยสัตว์ป่าที่เขาอยู่ด้วย มีทิวเขาต่างๆ ที่สัตว์ป่าชอบอยู่
เราจึงบอกว่าพื้นที่ตรงนี้มันคือหัวใจ ถ้าต้องเป็นอ่างเก็บน้ำ เปลี่ยนสภาพจากป่าไปแล้วสัตว์ป่าอยู่ไม่ได้ เราก็เสียหัวใจเราไป ต้องเรียกว่าอย่างนั้น”
...มีอีกเรื่องซึ่งไม่มีอยู่ในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมก็คือ เมื่อคุณเปิดป่าผืนนี้เข้าไป ป่าดีๆ 100 เปอร์เซ็นต์ เขาจะต้องเคลียร์ไม้ออกไปเพื่อไม่ให้ไม้มันอยู่ ไม่อย่างนั้นน้ำจะเน่า ตรงขั้นตอนนี้คุณต้องเอาคนงานเข้าไปเคลียร์ไม้ออก คุณเอาคนงานมาก่อสร้างกำแพงสูง 50 เมตร ยาวเกือบ 1 กิโลเมตร โดยใช้เวลาตรงนั้น 8 ปี
...คนงานที่เข้าไปทำอะไรต่างๆ ไปก่อสร้างไปตัดไม้ มันยากที่จะระวังไม่ให้คนแอบอ้างเข้าไปล่าสัตว์ ป่าตรงนั้นเป็นบ้านของสัตว์ป่าอย่างดี แล้วถ้าสัตว์ถูกล่า ไม้ถูกตัดมากขึ้น มากขึ้น คนเข้าไปยึด ความสมบูรณ์ของผืนป่าก็ค่อยลดลง ลดลง มันก็ส่งผลถึงอนาคตว่ามันไม่ยั่งยืน ดีที่สุดก็คือต้องช่วยกันรักษาให้เขาคงอยู่ ทั้งป่าไม้ ทั้งธรรมชาติ ทั้งสัตว์ป่า
กับภารกิจของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรในการปกป้องดูแลป่าแม่วงก์และพื้นที่ป่าโดยรอบ "ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร" เล่าให้ฟังว่าจริงๆ แล้วมีภารกิจหลายอย่าง อาทิเช่น การทำเรื่องชุมชน ทำเรื่องให้คนอยู่กับป่าได้อย่างเกื้อกูลซึ่งกันและกันและอยู่แบบเศรษฐกิจพอเพียง
...งานที่มูลนิธิสืบฯ เข้าไปทำตรงนั้นนอกจากมีป่า มีธรรมชาติที่งดงามแล้ว ยังมีชุมชนอยู่อีกด้วย เป็นชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิมที่อยู่ใกล้ไปทางชายแดนพม่า มีชุมชนอยู่ในบริเวณนั้น 100 กว่าชุมชน มูลนิธิก็เข้าไปทำงานกับชุมชนเหล่านั้น ไปดูขอบเขตว่าวันนี้เขาใช้พื้นที่ไปเท่าไหร่ ก็บอกเขาไปในหลักการว่า จะไม่ขยายพื้นที่ชุมชนออกไป เพื่อให้พื้นที่กับสัตว์ป่า ตรงนั้นก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ กรมอุทยานฯ ที่ต้องบริหารพื้นที่ ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีเกณฑ์ว่าของเดิมเป็นอย่างไร เพื่อให้คนอยู่ในพื้นที่ป่าได้ ไม่ใช่ว่าจะให้อพยพออกไป
...แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไปให้สิทธิ์ให้โฉนดเอาไปขายใหม่ ไม่ใช่ คือให้เขาอยู่ได้ภายใต้ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ให้เขาอยู่ได้ตรงนั้น ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของงานในการรักษาผืนป่า
สนทนามาถึงตรงนี้ "อาจารย์รตยา" ก็เริ่มพูดถึงเหตุผลว่าเหตุใดจึงต้องมีการเดินเท้าเพื่อแสดงเจตนารมณ์ไม่ยอมรับ EHIA การก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ของกรมชลประทาน
“จึงต้องประท้วงในเรื่องของเขื่อนแม่วงก์ เพราะเขื่อนแม่วงก์คืออันตรายที่จะเข้ามาในผืนป่าโดยรัฐเอง รัฐบาลเอง
มันมีโครงการแบบนี้เมื่อ 30 ปีที่แล้วที่เชี่ยวหลาน ที่คุณสืบไปอพยพสัตว์ป่า ที่มีการทำเขื่อนเชี่ยวหลานในป่าแล้วน้ำก็เกิดท่วม สัตว์ป่าก็หนีขึ้นไปอยู่บนยอดเขา เพราะติดเกาะอยู่ แล้วก็ยังไม่เคยมีการเปิดป่ามโหฬารแบบที่ทำคือ เปิดป่าถูกกฎหมาย มีการตัดไม้ คราวนี้จะเป็นครั้งที่ 2 ถ้าหากมีการอนุมัติให้ทำขึ้นมา”
“ประธานมูลนิธิสืบฯ” ย้ำว่า ที่ต้องเคลื่อนไหวคัดค้าน EHIA ก็เพราะผู้ที่ติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นเห็นว่า ความเป็นไปในการจัดทำ EHIA ดังกล่าว มีลักษณะเร่งรีบ-ข้ามขั้นตอน จึงทำให้ต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อทำให้คนตั้งคำถามว่า พวกที่เคลื่อนไหวซึ่งใช้เท้าเดินระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรทำเพื่ออะไร เมื่อมีการตั้งคำถามก็จะเกิดความสนใจและเข้ามาหาคำตอบมาหาข้อมูล ก็จะได้มีการสื่อสารกับคนในสังคม
กับความเร่งรีบในการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ดังกล่าว "อาจารย์รตยา" อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้
“โครงการใดที่จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก็ต้องทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ในพื้นที่นี้ก็เช่นเดียวกันก็ต้องทำ โดยการทำต้องทำตามขั้นบันได
เริ่มจากบันไดขั้นแรก คือต้องให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการหรือ คชก. พอเข้าคณะกรรมการผู้ชำนาญการ ถ้าผ่าน แล้วก็ไปที่คณะกรรมการอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (กอสส.) ซึ่งถ้าผ่าน กอสส.อีกก็จะไปเข้าคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ แล้วจะต้องไปเข้าอีกอัน คือคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติตามกฎหมาย เพราะอันนี้เป็นพื้นที่อุทยาน ต้องไปเพิกถอน เมื่อทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว คณะรัฐมนตรีถึงจะอนุมัติได้
แต่วันนี้ก็ปรากฏว่า เมื่อ 10 เมษายน 2555 คณะรัฐมนตรีอนุมัติไปแล้วว่าให้ทำโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ วงเงิน 13,000 ล้านบาท ทั้งที่บันไดแรกจากที่มี 4 ขั้นยังไม่ได้ขึ้นเลย มันก็เป็นปัญหาว่ามันคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่า มันแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ไหม มีการแก้อย่างไร ยังไม่ได้ทำอะไรกันเลย ยังไม่ได้มีผลออกมา”
...ทางมูลนิธิเราเคลื่อนไหวเรื่องนี้มาตลอด ก่อนหน้านี้มีการส่งตัวแทนไปยื่นหนังสือตั้งแต่เรื่องถูกส่งไปที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการที่เป็นบันไดขั้นแรก เรามีความเห็นว่าตรงนี้ปกติสำนักนโยบายและแผนทำหน้าที่แทนประชาชนคนไทยทั้งหลาย ประมวลทั้งหมดว่าสมควร-ไม่สมควรอย่างไร มันแก้ปัญหาได้ไหม มันคุ้มค่าไหม ทั้งด้านเศรษฐกิจ การก่อสร้าง เรื่องสิ่งแวดล้อมอะไรต่างๆ และทำแล้วได้มากกว่าเสียหรือเปล่า
...เราก็พบว่าตัวรายงาน EHIA ข้อสำคัญที่เราพบก็คือรายงานของโครงการมีข้อที่ไม่สมบูรณ์ครบถ้วนหลายอย่าง เป็นต้นว่า ยังไม่ได้พูดถึงเลยว่าพื้นที่ตั้งโครงการมันอยู่เหนือมรดกโลก (ห้วยขาแข้ง) เข้าไป ที่เป็นผืนป่าเดียวกัน ในแผนที่จะมีเส้น แต่ของจริงไม่มีเส้น ผืนป่าตรงนั้นจะเขียวตลอด
...แล้วก็มีอีกหลายเรื่องที่รายงานไม่ครบถ้วน แล้วก็มีเรื่องที่มีผู้มีความรู้ในคณะกรรมการผู้ชำนาญการให้ความเห็นว่าต้องทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ต้องทำเพิ่มเติม มีการตั้งคำถามให้ไปทำมาถึงเกือบ 20 รายการ ก็ปรากฏว่าผู้ชำนาญการที่ตั้งคำถามมากๆ ก็ถูกเปลี่ยนตัวผู้ชำนาญการที่ให้ความเห็นในเชิงขัดข้อง
“เรื่องราวกลายเป็นว่า คล้ายจะมีการเร่งรัดให้มีการอนุมัติให้ผ่านไปได้โดยเร็ว”
...เราก็เลยไปยื่นเมื่อ 9 กันยายน 2555 ไปยื่นกับเลขาธิการสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ถึงเรื่องที่ขัดข้อง โดยเราบอกว่าอย่าได้เร่งรัดให้เรื่องนี้ผ่าน แต่ก่อนที่เราจะไปยื่นหนังสือเมื่อ 9 ก.ย. เราได้มีการยื่นจดหมายไปยังบุคคลและหน่วยงานต่างๆ ไม่น้อยกว่า 4 ฉบับ ในแต่ละช่วง เช่น เราเสนอไปว่าเรื่องนี้ที่ศึกษามาเช่นเรื่องเศรษฐกิจ เราก็บอกว่าเรื่องนี้ได้ไม่เท่าเสีย ไม่คุ้มค่า ก็เสนอไปเป็นเรื่องๆ
...อย่างเช่นเสือที่อยู่ในป่าตรงนั้น เสือเป็นตัวสำคัญเลยในระบบนิเวศแบบนี้ แต่ในรายงาน EHIA ดังกล่าวไม่ได้ให้ความสำคัญตรงนี้เลย ทั้งเรื่องเสือโคร่งและนกยูงที่มีจำนวนมากในพื้นที่
...ทางคณะก็มาหารือกัน เราก็เห็นว่าได้พยายามใช้สมองทำกันมาตั้งแต่เมษายน 55 จนถึงกันยายน 56 เราก็ทำแล้วหลายอย่าง แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ แต่ข่าวก็ออกมาตลอดว่าได้รับการอนุมัติให้ทำแล้ว ก็ทำให้อาจารย์ศศินตัดสินใจเดิน หลังจากที่ใช้สมองกันหลายองค์กรช่วยกันคิด ไม่ใช่แค่กับมูลนิธิสืบฯ ก็มีหลายเครือข่ายหลายองค์กรอนุรักษ์ คนไหนเก่งด้านไหนก็มาช่วยกัน
กับความตื่นตัวของคนในสังคมที่ให้ความสนใจในการเดินเท้าดังกล่าวของอาจารย์ศศินและคณะ “ประธานมูลนิธิสืบฯ” ยอมรับว่าเกินคาด
...ที่เดินประท้วง EHIA ก็เพราะรายงานดังกล่าวมันไม่ครบถ้วน วัตถุประสงค์สำคัญก็คือเพื่อทำให้คนในสังคมเกิดความสงสัยว่าเราทำอะไร ทำไมต้องเดินประท้วง แล้วพอคนสนใจก็จะได้ให้ข้อมูล
...ก็คิดว่าประสบผลตามความมุ่งหมาย มีคนสนใจเยอะ แล้วก็หันมาให้ความร่วมมือ มีคนช่วยต่างๆ เช่น ให้น้ำดื่ม ให้ขนม ให้สตางค์มาตลอดทาง แล้วก็มาร่วมเดินด้วย ค่อยๆ เข้ามากันมากขึ้น ยิ่งใกล้กรุงเทพฯ ก็ยิ่งมีเพื่อนมากขึ้น มากขึ้น จากที่เดินออกมาจากแม่เรวา นครสวรรค์ที่เป็นจุดซึ่งจะทำเขื่อน ตอนนั้นมีแค่ 6 คน ก็กลายเป็นขบวนใหญ่ มารวมกันที่ลานหน้าหอศิลป์ฯ ดูแล้วเกินหมื่นคน
- ที่เคยทำหนังสือคัดค้านหลัง ครม.อนุมัติเมื่อเมษายน 2555 ทำถึงฝ่ายไหนบ้าง เห็นว่าทำถึงนายกรัฐมนตรีด้วย?
ก็ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีหลัง ครม.อนุมัติให้ทำเขื่อนแม่วงก์ เราก็บอกไปว่าโครงการดังกล่าวที่อนุมัติยังไม่ได้มีการทำตามขั้นตอนตามบันได 4 ขั้นอย่างที่บอกข้างต้น จึงยังไม่น่าจะอนุมัติ
แล้วเมื่อทางกรมชลประทานมีการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาทำการศึกษาผลกระทบ ทางเราก็ได้มีการศึกษาโครงการควบคู่ตามไปด้วย เมื่อเราพบอะไร เราก็บอกไปว่าตรงไหนที่มันไม่ครบถ้วน
โครงการเขื่อนแม่วงก์เป็นของกรมชลประทาน อยู่ในโมดูล A1 ที่มีงบอยู่ประมาณ 5 หมื่นล้านบาทในงบบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่จะทำอ่างเก็บน้ำ ซึ่งมันแยกออกมาเป็นเขื่อนต่างๆ ประมาณ 21 เขื่อนที่จะก่อสร้าง
ซึ่งใน 21 เขื่อน ก็จะเป็นแผนงานการก่อสร้างเขื่อนเดิมที่กรมชลประทานคิดจะทำมาก่อนแต่ทำไม่ได้ ด้วยสาเหตุต่างๆ กัน โดยเฉพาะสร้างไม่ได้เพราะผลการศึกษาการก่อสร้างทำมาแล้วไม่คุ้มค่าการก่อสร้าง ทางคณะกรรมการฯ เขาก็ไม่ให้ผ่าน มีการสั่งให้กรมชลประทานไปทำหลายอย่างเพิ่มเติม
อย่างโครงการเขื่อนแม่วงก์ก็เข้าไปยังกรรมการถึง 4 ครั้ง แต่ก็ไม่เคยผ่าน ซึ่งที่ไม่ผ่านเลยก็เพราะผลการศึกษาพบว่า เป็นโครงการที่ไม่มีความเหมาะสมในการก่อสร้าง ถ้าเหมาะสมป่านนี้ก็คงผ่านมาแล้ว ประเด็นใหญ่ๆ ที่ทำให้ไม่ผ่านก็คือ การที่จะไปทำตรงนั้นจะไปทำลายระบบนิเวศทั้งหมด ถ้าอนุมัติป่านนี้พื้นที่ป่าก็หายไป
แต่ตรงกันข้าม ตลอดเวลา 23 ปีที่คุณสืบเสียสละชีวิตมาตั้งแต่ 1 กันยายน 2533 ได้มีหลายฝ่ายร่วมกันทำงาน เช่นฝ่ายวิจัย ฝ่ายป้องกันดูแลไม่ให้คนเข้ามาล่าสัตว์ป่า คนป้องกันก็ป้องกันดูแล คนประสานกับชุมชนก็พยายามทำ คนทำวิจัยก็ทำ ทำกันหลายส่วนเพื่อรักษาป่า หลายหัวใจที่มาร่วมกันเป็นพันดวงใจที่เข้ามาช่วยกัน ทำให้ป่าผืนนี้ฟื้นฟูดีขึ้น
นับจากวันที่คุณสืบเสียสละชีวิต เพราะตอนนั้นมีการล่ากันอย่างขนานใหญ่ เหตุการณ์วันนั้นหมดไป นี่ล่าสุดได้ข่าวว่ามีการยิงกันไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้วที่ทุ่งใหญ่ตะวันออก แล้วก็เมื่อสองวันที่ห้วยขาแข้งก็มีการยิงกัน แล้วมารักษาตัวกันที่ศิริราช
โดยหัวใจและโดยชีวิตของคนที่ช่วยกันดูแล ถ้าเปิดตรงนี้ก็คือ ที่เราทำกันทั้งหมดที่ร่วมกันทำเป็นพันคนก็เท่ากับสูญเปล่า
ซึ่งเรื่องพวกนี้ไม่อยู่ใน EHIA ที่มันจะมีผลกระทบไปไกล  ระบบนิเวศที่นั่นจะดีมาก มีป่าทุกชนิด มันมีป่าสารพัดชนิดที่แม่วงก์ มีทั้งป่าเบญจพรรณ สูงขึ้นมาหน่อยก็เป็นภูเขา แล้วก็จะมีสัตว์ป่ามากอย่างเลียงผาก็อยู่บนยอดเขา หรือพวกวัวแดง เป็นป่าที่มีเสือโคร่งอยู่อย่างสุขสบาย ออกลูกออกเต้าด้วยเพิ่มจำนวนขึ้นด้วย
“เราทำงานก็รู้สึกได้กำลังใจว่าทำแล้วไม่เสียเปล่า ก็ขอส่งกำลังใจไปถึงคุณสืบด้วยว่า การตายของคุณสืบไม่สูญเปล่า แต่ถ้าเปิดตรงนี้อีกสัก 10 ปีก็คงพังไปอีกเยอะ  ซึ่งน่าเสียดายสำหรับคนไทยทุกคน เพราะตรงนั้นเป็นป่าของคนไทยทุกคน”
กับท่าทีของฝ่ายรัฐบาล ที่ต้องการจะพูดคุยกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก่อนจะเดินหน้าก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ ทาง "ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร" บอกว่าไม่ขัดข้อง ถ้าเชิญมาก็ยินดี เราก็จะบอกอย่างที่คุยกับสื่อตอนนี้ เพราะเราแน่ใจว่าคนไทยทุกคน ถ้าเขาเข้าใจซาบซึ้งในรายละเอียดของระบบนิเวศของระบบพื้นที่ต่างๆ คิดว่าคนไทยทุกคนต้องการเก็บรักษาผืนป่าธรรมชาติตรงนั้นไว้ รักษาบ้านของสัตว์ป่าไว้
“อย่างที่เขาใหญ่วันนี้ไม่มีเสือโคร่งแล้ว จากที่ก่อนหน้านี้เขาใหญ่มีเสือโคร่ง เสือกัดเลย เป็นเรื่องที่คนกลัวกัน แต่ตอนนี้หมดแล้ว สัตว์ป่าไม่ใช่จะอยู่กันได้ง่ายๆ เป็นเรื่องที่ต้องมีความพร้อมให้เขา ทั้งอาหาร ความปลอดภัย ถ้ารบกวนมากสัตว์ป่าก็อยู่ไม่ได้ก็ไม่มี ก็น่าเสียดาย เพราะตอนนี้สัตว์ป่าหลายอย่างก็สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยแล้ว
แนวทางของเราก็คือ จะพยายามให้ข้อมูลกับคนทั้งหลาย ก็คิดว่าคนทั้งหลายน่าจะเป็นพลังได้ ถ้าเข้าใจและเห็นความสำคัญและช่วยกันรักษาไว้ เพราะนี่คืออนาคตประเทศไทย เป็นทุนทางธรรมชาติที่เป็นอนาคตของเรา ถ้าประเทศไทยขาดน้ำจืด ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหน จะเป็นศูนย์กลางอะไร  ศูนย์กลางอุตสาหกรรม มันก็ไปไม่รอด”
… น้ำจืดประเทศไทยวันนี้มาจากป่า ฝนตกมาป่าเก็บไว้แล้วป่าก็ส่งน้ำออกมา แล้ววันนี้ที่เก็บน้ำถาวรชั่วชีวิต ที่ไม่ใช่เขื่อนกับอ่างเก็บน้ำก็เหลืออยู่ไม่มาก แล้วที่บอกจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม ความจริงแล้วก็เก็บได้แค่ 1 เปอร์เซ็นต์ ได้แค่นั้นเอง ไม่ใช่ว่าสร้างแล้วน้ำจะไม่ท่วมหรือลดไปครึ่งหนึ่ง-ไม่ใช่ ซึ่งถ้าอนาคตของประเทศไทยจะเป็นไปได้ ก็มีคนเก่งเยอะๆ ก็ควรทำอย่างอื่นแทนในการหาวิธีการแก้ปัญหาน้ำท่วม ที่ก็เทียบเป็นหนึ่งเซนติเมตร แทนที่จะไปทำลายป่าทำลายบ้านสัตว์ป่า ก็ควรเก็บไว้แล้วไปทำอย่างอื่นแทนดีกว่า  รัฐบาลก็มีคนเก่งเยอะ ก็ไปคิดมีหลายวิธี
- ประเมินว่าเพราะเหตุใดช่วงหลังกระแสคนในสังคมถึงตื่นตัวสนับสนุนการคัดค้านสร้างเขื่อนแม่วงก์กันมาก?
คิดว่าคนก็ถูกเรื่องสิ่งแวดล้อมบีบเยอะ ประเด็นปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมที่กระทบถึงบ้านเราถึงตัวเยอะ คนก็สนใจ  โดยทั่วไปเท่าที่ฟังกระแสก็พบว่า คนไม่ต้องการให้มีการทำลายป่าอีกแล้ว
เพราะความเข้าใจเรื่องไม่มีป่า ไม่มีน้ำ ตรงนี้เป็นที่ยอมรับเข้าใจกันแล้ว เพราะเมื่อไม่มีป่า ไม่มีน้ำ ก็ไม่มีชีวิต มันก็ทำให้เราอยู่ยากมาก อาจต้องเอาน้ำทะเลมาทำน้ำจืด บ้านเราอยู่อย่างสบายเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศ แล้วทำไมเราไม่ดูแลทรัพยากรธรรมชาติของเรา
- ถ้า กบอ.จะเริ่มต้นใหม่ในการศึกษารายงาน EHIA  ทางกลุ่มนักอนุรักษ์จะว่าอย่างไร?
ก็ไม่ยังไงก็ต้องดู เราจะไม่ติเรือทั้งโกลน ต้องดูก่อนว่าจะทำยังไง
- ในพื้นที่ก็เห็นมีข่าวพวกนักการเมืองในพื้นที่ เริ่มมีการจัดตั้งกลุ่มสนับสนุนการสร้างเขื่อน เกรงไหมอนาคตจะเกิดการเผชิญหน้า?
ไม่คิดว่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะกลุ่มเราที่ไม่เห็นด้วยก็มาจากข้อเท็จจริง พวกเราก็ทำด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์ เราไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องการเมือง เราไม่คิดว่าที่เราไม่เห็นด้วยกับการทำเขื่อนแม่วงก์เป็นเรื่องของสีโน้นสีนี้ หรือเรื่องของพรรคการเมือง
แต่เป็นเรื่องของคนไทยทุกคน ที่คุณเกิดในแผ่นดินนี้คุณต้องอาศัยทรัพยากรเหล่านี้ ทุกคนก็เป็นคนไทย แล้วคนก็มีหัวใจ ก็ควรน่าจะตัดสินใจได้ว่าไม่ควรไปรบกวนผืนป่าสัตว์ป่า
…ตอนนี้ทาง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ก็มาพูดเมื่อ 15 กันยายน ว่าจะดูเรื่องนี้อย่างรอบคอบ ไม่ผลีผลามอนุมัติ เราก็หวังว่าจะได้อันนั้น และหวังว่านายกฯ จะมอบหมายให้ รมว.ทรัพยากรฯ มาช่วยดู
ส่วนหลังจากนี้จะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป “ประธานมูลนิธิสืบฯ” บอกว่า ก็ดูไปตามสถานการณ์ ยังไม่มีข้อยุติ  รู้สึกว่าอาจารย์ศศินก็เหนื่อยมาก ส่วนเรื่องการเดินเท่าที่ดู คิดว่าช่วงนี้คงยังจะไม่มี
พอถูกถามเรื่องที่สื่อกระแสหลักไม่นำเสนอข่าวดังกล่าวเลย แต่ที่คนมาสนใจเรื่องนี้กันมากเพราะสื่อกระแสรอง “อาจารย์รตยา”บอกว่า ไม่ได้ติดใจอะไรเรื่องนี้ ไม่ถือเป็นปัญหาอะไร เรื่องที่เรากำลังรณรงค์ทุกคนเป็นเจ้าของ ดังนั้นเจ้าของจะลุกขึ้นมาทำงานมาก ทำงานน้อย หรือจะไม่สนใจก็แล้วแต่บุคคล คนที่มาเดินด้วยกันค่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ต่างคนก็ต่างมาด้วยใจ ไม่มีการจัดตั้ง มาจากทุกสถานะ หลายคนไม่เคยเจอกันนานแล้วก็มาเจอกันมาด้วยใจ
“ที่ขอพูดก็คือ ไม่เฉพาะเขื่อนแม่วงก์ แต่ทุกโครงการก่อสร้างอะไรก็แล้วแต่ อย่างถนนระหว่างเมือง  รถไฟฟ้าความเร็วสูง หรือโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ทั้งหลาย ขอให้หลบผืนป่าธรรมชาติ
ขอให้ถือว่าผืนป่าธรรมชาติเหล่านี้สำคัญที่สุดต่ออนาคตของประเทศชาติ หลบได้ทั้งนั้น พื้นที่ของเราออกกว้างขวาง อย่าได้พุ่งตรงตัดเข้าไปในพื้นที่ป่า เพราะก็เป็นการเอาคนเอาความเจริญเข้าไป ป่าก็อยู่ไม่ได้ สัตว์ป่าก็อยู่ไม่ได้”.
โดยวรพล กิตติรัตวรางกูร
นางสิงห์เฝ้าป่า “เราทำงานให้คุณสืบ”
จากอดีตผู้ว่าการเคหะแห่งชาติ ที่วันนี้รับบทบาทเป็นนักวิชาการอิสระ-นักอนุรักษ์ป่า และ "ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร" ที่อยู่ในตำแหน่งนี้มาแล้วหลายปี แม้อายุจะล่วงเข้าสู่วัย 82 แต่ก็เห็นได้ตลอดการสนทนาเมื่อพูดถึง "ผืนป่า-การรักษาป่า" น้ำเสียงของอาจารย์รตยาทรงพลังทุกคำพูด
ส่วนประวัติการทำงานต่างๆ ของประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียรท่านนี้ สำหรับแวดวงนักอนุรักษ์-คนรักป่าและคนจำนวนมากในสังคมแล้ว ทุกคนรู้จักชื่อเสียงของอาจารย์รตยา ที่ได้รับการขนานนามว่า "นางสิงห์เฝ้าป่า" กันดี จนไม่ต้องสาธยายมากนัก
...การทำงานของมูลนิธิสืบฯ เราก็ทำงานเป็นหมาเฝ้าบ้าน คือทำงานในเรื่องการรักษาทรัพยากรธรรมชาติของป่า  สัตว์ป่า เป็นการกระจายความรู้และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้กับคนไทยทั้งหลายก็เป็นงานหลัก และก็รักษาป่าผืนใหญ่เอาไว้เพื่อคนไทยทั้งชาติ เราเป็นหมุดตัวหนึ่งที่เข้าไปช่วยในการรักษาผืนป่าให้คนไทยทั้งชาติ
…นอกจากนี้ก็คือ ดูแลสวัสดิการทั้งหลายของคนเล็กคนน้อย ที่สะพายเป้เข้าไปเดินตระเวนรักษาป่า เราก็มีกองทุนผู้พิทักษ์ป่า ใครจะให้มาก็ได้ เราก็เก็บไว้ แล้วตอนนี้เราจ่ายให้ลูกผู้พิทักษ์ป่าที่พ่อเขาเสียสละชีวิต ปีละหมื่นสองพันบาท ก็ตั้งใจจะส่งเขาให้เรียนจนจบปริญญาตรี ตอนนี้ก็จบปริญญาตรีกันไปบ้างแล้ว ตรงส่วนนี้ก็มีประมาณ 20 กว่าคน
….แล้วก็มีงานประกอบคือ ทำงานกับชุมชนที่อยู่ในป่า พยายามให้เขาอยู่ได้อย่างพอเพียงตามเศรษฐกิจพอเพียง แล้วให้เขาช่วยดูแลรักษาป่าด้วย
เมื่อขอความเห็นว่า การพัฒนากับการอนุรักษ์สามารถเดินคู่ไปด้วยกันได้ไหม แล้วจะทำอย่างไร “ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร” บอกว่า ถึงวันนี้มันต้องไปด้วยกันแล้ว ถ้าพัฒนาจะทำรถไฟความเร็วสูง ทำอ่างเก็บน้ำ ทำเขื่อน ก็ต้องออกไปทำนอกป่า นี่คือการพัฒนากับการอนุรักษ์ที่ต้องไปด้วยกัน คือเรายอมเสียเงินอีกหน่อย แต่อย่าไปรบกวนทุนทางธรรมชาติ วันนี้ก็เข้าใจว่าคนมีความเข้าใจกันมากขึ้น
…อย่างโครงการที่จะไปทำท่าเรือเชฟรอนที่นครศรีธรรมราช ชาวบ้านก็ไม่ยอมให้ทำเพราะจะสูญเสียแหล่งอาหาร ความเป็นชุมชนที่เขาเคยอยู่ได้แบบพอเพียง รัฐบาลก็ฟัง ก็ไม่ได้ลงมือทำ
- มองยังไงที่คนบางกลุ่มก็มักจะมอง หรือรู้สึกว่าเอ็นจีโอชอบขวางความเจริญ?
มูลนิธิสืบนาคะเสถียรก็เป็นเอ็นจีโอ คนทั้งหลายมองมูลนิธิสืบฯ ว่าอย่างไร เราขัดขวางความเจริญ หรือเราช่วยกันรักษาอนาคตของประเทศชาติ ช่วยกันรักษาทุนธรรมชาติซึ่งเป็นมิตรกับทุกคน
“พวกเราทำด้วยหัวใจบริสุทธิ์ คุณศศินเองเขาก็อายุ 45 ปีแล้ว ที่ทำก็เพื่อให้คนสงสัยและสอบถามว่ามันคืออะไร เพื่อจะได้ให้ข้อมูลกระจายมากขึ้น แล้วในมูลนิธิฯ เราก็ช่วยกัน มีคนทำงานด้วยกัน 20 กว่าคน ก็ช่วยกันทำงาน แบ่งกันทำงานด้วยหัวใจดวงเดียวกัน
เพราะคนทำงานที่มูลนิธิทุกคนก็บอกเหมือนกันว่า ผมทำงานให้พี่สืบ นาคะเสถียร เราก็ทำงานให้คุณสืบด้วย ก็ใจตรงกัน "
ที่มา การตายของ "สืบ" ไม่สูญเปล่า thaipost.net
สืบ นาคะเสถียรต้าน "เขื่อนแม่วงก์"  การตายของ "สืบ" ไม่สูญเปล่า
ความตื่นตัวของคนในสังคมต่อการเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านการก่อสร้าง "เขื่อนแม่วงก์" ที่เป็นหนึ่งในโครงการก่อสร้างเขื่อนตามแผนป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาลที่อยู่ในงบบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท กลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงกันมากในช่วงเวลานี้ โดยเฉพาะความคุ้มค่าของโครงการที่มีการให้ข้อมูลว่า หากมีการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์จะช่วยป้องกันน้ำท่วมในภาคกลางและกรุงเทพมหานครได้แค่ 1 เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องแลกกับการเปิดป่าที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งเหลืออยู่น้อยนิดของประเทศไทยไปเพื่อแลกกับเขื่อนแม่วงก์
 

เปิดใจประธานมูลนิธิสืบฯ "หรืออีก1ชีวิตต้องยอมตาย"

อีเมล พิมพ์ PDF

รตยา จัทรเทียร388 กิโลเมตร จากเมืองหลวงอันศิวิไลซ์ ห่างออกไปในผืนป่าตะวันตก ที่แห่งนั้นกำลังเจิ่งนองด้วยน้ำตา

เป็นน้ำตาของสัตว์ป่า ท่วมท้นด้วยมิอาจแข็งขืนต่อชะตากรรมตัวมันเองได้

“เขื่อนแม่วงก์” กำลังเข้ามา ปราการหินสูง 57 เมตร กว้าง 10 เมตร ยาว 730 เมตร แผ่เงาทะมึนปกคลุมความหวังจนมืดบอด กัดกร่อนความรู้สึกของ|นักอนุรักษ์หลายคนจนสั่นคลอน

ใช่เพียงทอดตัวพาดผ่านลำน้ำแม่วงก์ แต่มันยังลุเข้ากางกั้นสายธารอนุรักษ์จนเหือดแห้ง ... 1 ชีวิตของ สืบ นาคะเสถียร กับระยะเวลาต่อสู้ 23 ปี อาจไม่เพียงพอ

 

รับข่าวสาร