• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

การอนุรักษ์ กับ ทุนนิยมเสรีประชาธิปไตย

อีเมล พิมพ์ PDF

รถยนต์โดยทั่วๆ ไป ผมไม่ค่อยได้ศึกษาเรื่องการเมืองลึกซึ้งอะไรมากนักในเชิงแนวคิดทฤษฎีต่างๆ อาจจะเนื่องเพราะพื้นฐานที่ร่ำเรียนมาทางวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อราวสองอาทิตย์ที่ผ่านมาถูกนักกิจกรรมสายการเมืองทางเชียงใหม่กลุ่มหนึ่งชวนไป “วิวาทะ” (เขาเชิญตามศัพท์นี้จริงๆ) กับนักธุรกิจหนุ่มที่เก่งกาจเชี่ยวชาญทางการเมือง โดยมีผู้ร่วมฟังร่วมคุยเป็นนักศึกษา และนักวิชาการสายสังคมศาสตร์ที่ค่อนๆ ออกไปทางแนว “ก้าวหน้า” เกือบทั้งห้อง เลยได้รู้ว่าตัวเองไม่รู้เรื่องอะไรแบบทฤษฎีทางการเมืองแบบนี้พอที่จะไปคุยให้ความเห็นเขาได้ แต่ได้ความรู้และความเข้าใจแนวคิดพวกนี้กลับมาอย่างหนักหัวพ่วงหนักใจ


สำนักคิดทางการอนุรักษ์ เราก็เชื่อกันโดยทั่วไปว่าโลกนี้มีทรัพยากรจำกัด และก็มักท่องมักเชื่อคำคมท่านคานธีที่ว่า โลกนี้มีทรัพยากรเพียงพอสำหรับทุกคนแต่ไม่เพียงพอสำหรับคนโลภเพียงคนเดียวอะไรแบบนี้มานาน และก็เชื่อว่าโลกเรามีขีดความสามารถในการรองรับการพัฒนาอย่างจำกัด เมื่อเสียสมดุลก็เกิดปัญหาตามมาตั้งแต่ภาวะมลพิษจนกระทั่งปัญหาความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากโลกร้อน ตลอดจนกังวลเรื่องความขาดแคลนทรัพยากรต่างๆ นาๆ

บนเวทีวิวาทะ นักธุรกิจหนุ่มผู้ซึ่งบริหารกิจการค้าขายรถยนต์รายใหญ่ บอกกับผมว่า เขารู้ว่าการพัฒนามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่หากธุรกิจหยุดการบริโภค หรือ แช่แข็ง อะไรแบบนี้ (ตอนนั้นวันม๊อบเสธอ้ายพอดี) ก็จะมีผลกระทบโดยตรงต่อคนยากคนจน

เนื่องจากจะเกิดผลกระทบโดยตรง คนงานจะตกงาน เกษตรกรจะขายผลผลิตจำนวนมากๆ ไม่ได้ เพราะการบริโภคจำกัด การพัฒนาความสะดวกสบายต่างๆ ที่คนมีตังค์เข้าถึงจะไม่สามารถกระจายไปถึงคนจนเนื่องจากมันจะแพง และคนรากหญ้าจะเข้าถึงความสะดวกสบายต่างๆ รวมถึงการใช้พลังงานไม่ได้

ผมคิดตามไปจึงเข้าใจได้ว่านโยบายประชานิยมประเภทคืนภาษีรถป้ายแดงคันแรกที่ทำให้ยอดขายรถเพิ่มขึ้นมันเป็นกลไกอย่างนี้เอง โดยไอ้ผลกระทบที่รถมันมากจนแทบไปไหนไม่ได้ฉับพลันในช่วงที่ผ่านมา จึงเป็นผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่ผมๆ คุณได้รับผลกระทบทางตรงบนถนน จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไอ้ที่เขาทำ (ขายรถ) มันคือการช่วยขยายการบริโภคให้คนไม่ตกงาน ระบบเศรษฐกิจต่างๆ เติบโต นอกจากนั้นแล้วกลิ่นอายความคิดของเวทีก็คล้ายๆ กับผลักการอนุรักษ์ไปรวมอยู่กับเรื่องยอดฮิตเศรษฐกิจพอเพียง

ดังนั้นทางสำนักที่ประกาศตัวนิยม “ทุนนิยมเสรีประชาธิปไตย” (ในวงเสวนาพูดถึงศัพท์นี้กันหลายครั้ง ทำให้ผมเข้าใจว่าสายการเมืองที่ผมเข้าไปร่วมนั้นกำลังเชื่ออย่างยิ่งกับระบบระบอบแบบนี้) ก็คือการยอมที่จะต้องจำนนเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่จะตามมา ในแง่ของทุนนิยมก็ต้องทำหน้าที่ทางสังคมของมันไป ส่วนสิ่งแวดล้อมและพลังงานก็หวังว่าวันหนึ่งจะมีเทคโนโลยีมาจัดการประเภทว่าเมื่อไหร่ใช้แสงอาทิตย์ได้ก็จบ แต่เขาก็ไม่ปฏิเสธการทำงานของภาคประชาสังคม ที่จำเป็นต้องมีในการผลักดันให้อำนาจรัฐออกนโยบายให้นายทุนร่วมกันจัดการสิ่งแวดล้อมบ้าง แต่ก็ต้องทำทั้งระบบเนื่องจากหากบริษัทใดทำที่เดียวมันก็จะเพิ่มต้นทุนจนแข่งขันไม่ได้

ตั้งแต่วันนั้นมาจนถึงวันนี้ ผมก็หนักหัวอึ้งกับแนวคิดของเพื่อนมนุษย์สายก้าวหน้าไปไกลแบบนี้เหลือเกิน ผมรู้แล้วว่าเวทีต่อสู้ครั้งนี้ สมรภูมิในการอนุรักษ์และทุนนิยมเสรี จะมีใครอยู่ตรงไหน "ในสมรภูมิที่ไม่ใช่แค่เรื่องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมแต่ขยายวงใหญ่ไปถึง ระบบระบอบการเมือง"

 

 

บทความโดย ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร / 10 ธันวาคม 2555

 

รับข่าวสาร