• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก เราทำงานให้พี่สืบ ศศิน เฉลิมลาภ บทความโดยศศิน เฉลิมลาภ ล่าสัตว์ป่าแก่งกระจาน สะเทือนถึงงาช้างแอฟริกา

ล่าสัตว์ป่าแก่งกระจาน สะเทือนถึงงาช้างแอฟริกา

อีเมล พิมพ์ PDF
อาทิตย์ที่แล้ว...กำลังใจชื้นกับอาการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ที่มีทีท่าจะฟังหลายฝ่ายท้วงติงกรณีอธิบดีกรมป่าไม้จะแจกที่ดิน สทก. ก็มีข่าวการล่าสัตว์ป่าอย่างโหดเหี้ยมอุกอาจที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
เข้าใจว่า สาเหตุที่สื่อและสาธารณชนให้ความสนใจ น่าจะเป็นส่วนที่มีนายตำรวจใหญ่เข้าร่วมเกี่ยวข้อง เดินทางร่วมทริป ลองปืนของการเที่ยวป่าแบบย้อนยุคอยู่ด้วย ผลจะเป็นอย่างไร ล่าด้วยจริงหรือเปล่า จะลงโทษได้แค่ไหน คงไม่สำคัญเท่ากับการขยายผลไปสืบว่า พรานโหดกลุ่มนี้มีพฤติกรรมแบบนี้มานานแค่ไหน ทำความเสียหายอะไรให้ระบบนิเวศไปบ้าง มีเครือข่ายพรรคพวกที่ต้องเฝ้าระวังอีกแค่ไหน มาตรการเพิ่มความเข้มแข็งในการลาดตระเวนตรวจตรา รวมถึงสร้างกระแสต่อต้านให้กับสาธารณชนเพื่อช่วยกันสอดส่อง และสร้างความละอายต่อพวกเขาให้มากขึ้น
สองสามปีที่ผ่านมา มีข้อมูลการล่าสัตว์ป่าที่น่าตกใจมากในแอฟริกา ดินแดนที่เราคิดว่ามีมาตรการดูแลสัตว์ป่าจากรัฐบาลในหลายๆประเทศอย่างดีพอควร เนื่องจากประเทศในแอฟริกาหลายประเทศมีรายได้มหาศาลจากนักท่องเที่ยวประเภทเที่ยวป่าซาฟารี ตามที่เราเห็นจากสารคดีธรรมชาติต่างๆ เสมอๆ
ข้อมูลจากกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) บอกว่า สถิติการล่าสัตว์ป่าเพิ่มสูงขึ้นกว่า 3,000% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีการล่าเอางาช้างเฉลี่ยปีละ 10,000 ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแคเมอรูน งาช้างเหล่านั้นคนไทยไม่รู้หรอกว่า เป้าหมายปลายทางสำคัญคือ การถูกนำมาเป็นวัตถุดิบในการทำผลิตภัณฑ์เครื่องประดับงาช้างต่างๆ ในประเทศไทย ที่แม้มีอนุสัญญาไซเตสว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าใกล้สูญพันธุ์ช่วยคุ้มครองอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์เลวร้ายนี้ได้ เพราะรู้กันในวงการอนุรักษ์โลกว่า มูลค่าของการค้าสัตว์ป่าเป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่เป็นรองก็เพียงการค้าอาวุธและยาเสพติด มีมูลค่าในระดับหลายแสนล้านบาททีเดียว
เฉพาะงาช้างในตลาดไทยกิโลกรัม (กก.) ละ 40,000-50,000 บาท ราคาในตลาดจีนและสหรัฐอเมริการาคาสูงขึ้นอีก 2-3 เท่าตัว งา 1 กิ่ง ก็หนักหลาย กก.แล้ว ราคาแบบนี้ทำให้ปี 2011 ปีเดียว มีข้อมูลจากเครือข่ายเฝ้าระวังสัตว์ป่า TRAFFIC ว่าจับยึดงาช้างได้ทั่วโลก 5,259 ท่อน จากการคร่าชีวิตช้าง 2,629 ตัว ประเทศไทยในปี 2010 เก็บยึดงาได้ประมาณ 20,680 กก. น่าจะราว 3 พันท่อน คือประมาณว่ามีช้างแอฟริกามากกว่า 1 พันตัว ถูกฆ่าส่งงามาประเทศไทย
แต่นั่นคือเท่าที่จับได้ในปีเดียว !!!
ช่องว่างทางกฎหมายที่สำคัญของไทยคือ งาช้างที่มาจากช้างเลี้ยงสามารถนำมาใช้ได้ถูกกฎหมาย แต่ก็รู้กันว่าช้างเลี้ยงเรามีไม่กี่พันเชือก ไม่มีทางพอในการทำผลิตภัณฑ์มากมายขายเกร่อแถวจตุจักร เจริญกรุงตัดใหม่ เยาวราช สี่พระยา ท่าพระจันทร์ สุขุมวิท สีลม สุรวงศ์ ยังมีร้านขายปลีกอีกเพียบตามที่ท่องเที่ยวต่างๆ ทั่วประเทศ รู้กันอยู่ว่าแหล่งแกะใหญ่อยู่ที่ไหน
นี่เป็นปัญหาทางศีลธรรมระดับชาติ ที่สาธารณชนน่าจะร่วมกันคิดว่า เราจะเอาอย่างไรดีกับความเกี่ยวโยงของประเทศไทยกับการฆ่าช้างแอฟริกาในจำนวนขนาดนี้เสียทีครับ
คอลัมน์ ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ โดย ศศิน เฉลิมลาภ  มติชน    18 พ.ย. 2555
แก่งกระจานอาทิตย์ที่แล้ว...กำลังใจชื้นกับอาการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ที่มีทีท่าจะฟังหลายฝ่ายท้วงติงกรณีอธิบดีกรมป่าไม้จะแจกที่ดิน สทก. ก็มีข่าวการล่าสัตว์ป่าอย่างโหดเหี้ยมอุกอาจที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

เข้าใจว่า สาเหตุที่สื่อและสาธารณชนให้ความสนใจ น่าจะเป็นส่วนที่มีนายตำรวจใหญ่เข้าร่วมเกี่ยวข้อง เดินทางร่วมทริป ลองปืนของการเที่ยวป่าแบบย้อนยุคอยู่ด้วย ผลจะเป็นอย่างไร ล่าด้วยจริงหรือเปล่า จะลงโทษได้แค่ไหน คงไม่สำคัญเท่ากับการขยายผลไปสืบว่า พรานโหดกลุ่มนี้มีพฤติกรรมแบบนี้มานานแค่ไหน ทำความเสียหายอะไรให้ระบบนิเวศไปบ้าง มีเครือข่ายพรรคพวกที่ต้องเฝ้าระวังอีกแค่ไหน มาตรการเพิ่มความเข้มแข็งในการลาดตระเวนตรวจตรา รวมถึงสร้างกระแสต่อต้านให้กับสาธารณชนเพื่อช่วยกันสอดส่อง และสร้างความละอายต่อพวกเขาให้มากขึ้น

สองสามปีที่ผ่านมา มีข้อมูลการล่าสัตว์ป่าที่น่าตกใจมากในแอฟริกา ดินแดนที่เราคิดว่ามีมาตรการดูแลสัตว์ป่าจากรัฐบาลในหลายๆประเทศอย่างดีพอควร เนื่องจากประเทศในแอฟริกาหลายประเทศมีรายได้มหาศาลจากนักท่องเที่ยวประเภทเที่ยวป่าซาฟารี ตามที่เราเห็นจากสารคดีธรรมชาติต่างๆ เสมอๆ

ข้อมูลจากกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) บอกว่า สถิติการล่าสัตว์ป่าเพิ่มสูงขึ้นกว่า 3,000% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีการล่าเอางาช้างเฉลี่ยปีละ 10,000 ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแคเมอรูน งาช้างเหล่านั้นคนไทยไม่รู้หรอกว่า เป้าหมายปลายทางสำคัญคือ การถูกนำมาเป็นวัตถุดิบในการทำผลิตภัณฑ์เครื่องประดับงาช้างต่างๆ ในประเทศไทย ที่แม้มีอนุสัญญาไซเตสว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าใกล้สูญพันธุ์ช่วยคุ้มครองอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์เลวร้ายนี้ได้ เพราะรู้กันในวงการอนุรักษ์โลกว่า มูลค่าของการค้าสัตว์ป่าเป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่เป็นรองก็เพียงการค้าอาวุธและยาเสพติด มีมูลค่าในระดับหลายแสนล้านบาททีเดียว

เฉพาะงาช้างในตลาดไทยกิโลกรัม (กก.) ละ 40,000-50,000 บาท ราคาในตลาดจีนและสหรัฐอเมริการาคาสูงขึ้นอีก 2-3 เท่าตัว งา 1 กิ่ง ก็หนักหลาย กก.แล้ว ราคาแบบนี้ทำให้ปี 2011 ปีเดียว มีข้อมูลจากเครือข่ายเฝ้าระวังสัตว์ป่า TRAFFIC ว่าจับยึดงาช้างได้ทั่วโลก 5,259 ท่อน จากการคร่าชีวิตช้าง 2,629 ตัว ประเทศไทยในปี 2010 เก็บยึดงาได้ประมาณ 20,680 กก. น่าจะราว 3 พันท่อน คือประมาณว่ามีช้างแอฟริกามากกว่า 1 พันตัว ถูกฆ่าส่งงามาประเทศไทย

แต่นั่นคือเท่าที่จับได้ในปีเดียว !!!

ช่องว่างทางกฎหมายที่สำคัญของไทยคือ งาช้างที่มาจากช้างเลี้ยงสามารถนำมาใช้ได้ถูกกฎหมาย แต่ก็รู้กันว่าช้างเลี้ยงเรามีไม่กี่พันเชือก ไม่มีทางพอในการทำผลิตภัณฑ์มากมายขายเกร่อแถวจตุจักร เจริญกรุงตัดใหม่ เยาวราช สี่พระยา ท่าพระจันทร์ สุขุมวิท สีลม สุรวงศ์ ยังมีร้านขายปลีกอีกเพียบตามที่ท่องเที่ยวต่างๆ ทั่วประเทศ รู้กันอยู่ว่าแหล่งแกะใหญ่อยู่ที่ไหน

นี่เป็นปัญหาทางศีลธรรมระดับชาติ ที่สาธารณชนน่าจะร่วมกันคิดว่า เราจะเอาอย่างไรดีกับความเกี่ยวโยงของประเทศไทยกับการฆ่าช้างแอฟริกาในจำนวนขนาดนี้เสียทีครับ

คอลัมน์ ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ โดย ศศิน เฉลิมลาภ  มติชน    18 พ.ย. 2555
 

รับข่าวสาร