• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

ป่าไม้ปลอม

อีเมล พิมพ์ PDF
"เมื่อตอนที่ผมเข้ามาทำงานป่าไม้ใหม่ๆ อยู่ฝ่ายปราบปรามที่เข้มงวดมากๆ ออกลาดตระเวน เจอชาวบ้านบุกรุกแผ้วถาง ตัดไม้ จับกุมกันทุกวัน จนผลงานขึ้นอันดับหนึ่งในการทำคดีในสมัยนั้น พอเราจับวันนี้ วันรุ่งขึ้นเถ้าแก่มาจ่ายค่าปรับคนละห้าร้อย ห้าร้อย ก็ออกไปได้ วันต่อมาเจออีกก็จับอีก จนเบื่อ ถามว่าไม่เข็ดหลาบ ไม่กลัวถูกจับรึ เขาก็ตอบว่ากลัว แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ถ้าไม่ตัดไม้ก็ไม่มีเงินไปใช้คืนที่เถ้าแก่ไปจ่ายค่าปรับให้ เขาก็ต้องถางไร่ทำงานใช้หนี้ให้เถ้าแก่จนกว่าจะหมดหนี้หมดสินกัน"
คำพูดที่ออกจากปากคุณประกอบ ช่วยศรีนวล ชายหนุ่ม ผู้มีเรือนร่างอันอ้วนใหญ่ หน้าตาดุดัน ด้วยดวงตา  อันบ่งบอกถึงความกังวลกับปัญหาที่ตนมีส่วนร่วมกระทำด้วยอย่างไม่ปกปิดความรู้สึก เมื่อรำลึกถึงความหลังคราวมาเป็นลูกจ้างชั่วคราวรายวัน ของกรมป่าไม้ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี
อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ เป็นอุทยานแห่งชาติที่ถูกประกาศขึ้นหลังจากการสร้างเขื่อนศรีนครินทร์   มีชาวบ้าน ซึ่งเป็นชุมชนชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงอาศัยอยู่ก่อนการสร้างเขื่อน เมื่อมีการสร้างเขื่อนแล้วน้ำท่วม ก็หนีน้ำ  ถอยร่นขึ้นไปอยู่ตามหุบเขาเหนือน้ำ เหนือเขื่อน การประกาศอุทยานดังกล่าวนี้ จึงเป็นการประกาศอุทยานครอบทับพื้นที่ของชุมชน แล้วมี พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ ที่เป็นกฎหมายห้ามบุกรุก ทำไร่ ในบริเวณป่าของอุทยาน ชาวบ้านที่เคยทำไร่ ถูกเจ้าหน้าที่จับเป็นจำนวนมาก เพราะถือว่าเป็นการบุกรุกพื้นที่อุทยานฯ แต่การทำมาหากินเพื่อการยังชีพ   ของชาวบ้านยังคงต้องดำเนินต่อไป พื้นที่อพยพหนีน้ำของคนไทยพื้นราบสองฝั่งแม่น้ำแควถูกถางเตียน และดูว่าปัญหาระหว่างคนกับป่าจะมีไม่มากเพราะที่ทำกินถูกถางไปจนชัดเจน และได้รับการผ่อนผันตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี ๔๑ แต่พื้นที่หมู่บ้านแม่กระบุงที่อยู่อาศัยบนที่ราบหุบเขาที่ระดับเหนือขึ้นมาอยู่แต่ดั้งเดิมยังคงมีปัญหาขัดแย้งกับอุทยานเพราะวิถีของชาวกะเหรี่ยงคือ การทำไร่หมุนเวียน หาของป่า ล่าสัตว์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของชาวบ้าน
และนอกจากวิถีการดำเนินชีวิตแบบไร่หมุนเวียน เข้าป่า ล่าสัตว์ หาของป่า เพื่อปากท้องของตนเองแล้ว ยังมีกลุ่มนายทุนมาว่าจ้างให้ชาวบ้านเข้าไปแผ้วถาง ตัดไม้ทั้งไม้ไผ่ ไม้จริง กันเป็นจำนวนมาก เมื่อก่อนชาวบ้านมีเพียงมีด ขวาน เลื่อยมือ แต่ตอนนี้ กลับมีเลื่อยเครื่องมาให้ใช้แล้ว และในช่วงแรกเจ้าหน้าที่ใช้แนวทางแก้ไขที่รุนแรง โดยไม่สอบถามสาเหตุจากชาวบ้านเสียก่อน เช่น ในบางครั้งมีการรื้อยุ้งข้าวโพดของชาวบ้านเพื่อหาหลักฐาน แต่ไม่พบแล้วก็ไม่สร้างหรือซ่อมคืนให้จึงทำให้ชาวบ้านโกรธ
จากหลายๆ สาเหตุ ทั้งการจับกุมที่เข้มงวด ท่าทีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ก้าวร้าวเกินกว่าเหตุ และนโยบายของกรมป่าไม้ ที่เปลี่ยนไปตามรัฐบาล มีแต่ความไม่แน่นอน ที่ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่กลัว และเกลียดเจ้าหน้าที่ป่าไม้กันทั้งนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน กับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เป็นไปด้วยความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง
"เมื่อสิบปีก่อนตอนที่ผมมาทำงานใหม่ๆ พอเห็นว่าเป็นป่าไม้ แม้จะเป็นคนที่เขาไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย นั่งรถเมล์กลับบ้านมา พวกยังตีฝากมาบอกด้วยเลย ช่วงที่หนักมากมากๆ มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งซึ่งทำงานจริงจังมาก ก็โดนลอบยิงเหมือนกัน"
กับภาระหน้าที่ และการปฏิบัติงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ไม่สามารถขจัดปัญหาการบุกรุกพื้นที่ของชาวบ้าน ได้เลย จึงมาตั้งข้อสังเกตว่า
"เราก็ทำงานกันเข้มแข็งนะ ออกจับกันก็บ่อย แต่ทำไมมันยังไม่หมดทำไมยิ่งจับ ยิ่งเยอะขึ้น คนเดิม  ที่โดนจับแล้วก็ยังโดนอีก แสดงว่าเราไปไม่ถูกทาง ก็เลยกลับมาทบทวน อย่างนี้มันถูกทางแล้วหรือ ชาวบ้านเขาก็คน    มีชีวิต มีการดำรงชีพในแบบของเขา"
จึงเกิดความคิดที่จะศึกษาและทำความเข้าใจกับชาวบ้านอย่างจริงๆ จังๆ ให้ถึงแก่น ถึงรากของชุมชน
"ปัญหาใหญ่ของเขาคือเรื่องที่ทำกิน เพราะวิถีของเขาไม่เหมือนชาวบ้านในพื้นราบทั่วไป เป็นการ  ทำไร่ข้าวหมุนเวียน ที่ต้องฟันไร่ทุกปี หรือถ้าดินดีสมบูรณ์ก็ทำสองปี พอปีถัดไปก็จะพักแปลงนี้ไว้ ไปทำแปลงใหม่ เพราะสู้หญ้าไม่ไหว ปล่อยให้แปลงเก่าได้ฟื้นตัว อีกสองปีก็ทิ้งไว้อีกไปทำที่ใหม่ อีกสองปีก็ทิ้งไว้อีก แล้วก็กลับมาทำ    ที่เดิมหมุนวนอย่างนี้ไปตลอด โดยไม่ต้องใช้ยา ไม่ต้องใช้ปุ๋ยไม่ใช้อะไรเลย ปลอดสารพิษร้อยเปอร์เซ็นต์ มันก็น่าสนับสนุนนะ ด้วยวิถีเหล่านี้ทำให้เขาก็อยู่มาได้นาน เพราะวิถีเหล่านี้ทำให้ป่าอยู่ได้ ลองใช้ความรู้สึกเวลาเข้าไปในหมู่บ้านเขา จะร่มครึ้มอากาศ เย็นสบาย แต่ในขณะที่หมู่บ้านข้างนอกเตียนโล่งและร้อนมาก เพราะเขามีวัฒนธรรม ที่เกี่ยวข้องกับป่า ที่เขาต้องดูแลอะไรให้มันเป็นธรรมชาติหมูบ้านของเขาจึงร่มเย็นสบาย ก็เป็นเรื่องพิสูจน์ได้อย่างหนึ่ง ที่เห็นชัด”
หลังจากนั้นคุณประกอบจึงได้เริ่มสนใจ และเข้าไปศึกษาเรียนรู้กับชุมชนอย่างจริงจัง
"ตอนแรกๆ ที่ผมเข้าชุมชนนะ ผมเข้าหน้าบ้าน เขาออกหลังบ้าน ชาวบ้านไม่ยอมคุยกับผม จนต้องอาศัยหล้า กับเด็กเข้าหา จากที่ผมเป็นคนไม่กินเหล้าเลย ผมต้องเข้าไปนั่งกินเหล้ากับเขา เพื่อจะให้เขาคุยกับผม และก็สำเร็จผมใช้เวลากินเหล้า แล้วให้ชาวบ้านเขาหลอกด่าว่าอยู่ราวๆ ๓-๔ เดือน ชาวบ้านเขาจึงยอมพูดกับผม แต่ก็ดีเราได้เก็บข้อมูล.ใช้เวลาลงชุมชนเหมือนตอนจีบสาวเลย ต้องไปให้เห็นหน้าทุกวัน ถ้าวันไหนไปไม่ได้ต้องบอกก่อนล่วงหน้า ต้องมีเหตุผลไปบอก เวลาชาวบ้านมีงานบุญ งานประเพณีอะไรก็จะเข้าร่วมหมด"
ประกอบกับได้ขอเวลาเข้าไปสอนสิ่งแวดล้อมศึกษาในโรงเรียน ทำกิจกรรมกับเด็กๆ ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม เช่น การรำตงให้กับนักเรียน และพูดจาสื่อสารกับพ่อแม่ ผู้ปกครองโดยผ่านมาทางเด็กๆ พาเด็กไปออกค่ายทัศนศึกษา ส่งเสริมศิลปะการรำตง ให้กับชุมชน โดยหากลอง เครื่องดนตรี และหารายได้เสริมให้เด็กด้วยการพาเด็กๆมาแสดง    รำตงให้กับนักท่องเที่ยวดูที่น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น เด็กเองก็มีรายได้ พ่อแม่ก็ดีใจด้วย เราก็เข้าใจกันมากขึ้น พูดจาเป็นภาษาเดียวกันมากขึ้น
"มีอยู่ข้อหนึ่งที่ว่า จะทำงานให้เข้ากับชาวบ้านได้ เราต้องเป็นชาวบ้าน อย่าเป็นเจ้าหน้าที่ ผมไป ผมไม่เคยไปในฐานะเจ้าหน้าที่ ผมจะไม่แต่งเครื่องแบบป่าไม้เข้าหมู่บ้าน (แต่เขารู้สึกเอาเอง) เวลาไปก็คือชาวบ้านคนหนึ่งขับรถผ่านก็ไม่เป็นไรดูกลมกลืน ผมก็เคยลองใส่เครื่องแบบไปนะ เขาเกร็งๆ เรา ไม่ค่อยอะไร แต่พอไปแบบสบายๆ เขาก็มาจับมากอดเรา มันคนละอารมณ์กันเลย"
เมื่อมีการประชุมชาวบ้านก็จะเข้าร่วมด้วยทุกครั้งเพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์ของชาวบ้านบ้าง เป็นคนกลางคอยประสานและชี้แจง ทำความเข้าใจในต่อกรณีปัญหาต่างๆ เสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา หรือ ไขข้อข้องใจให้กับชาวบ้านได้
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่คุณประกอบ ได้เข้าไปพูดคุยกับชาวบ้าน และได้คุยกับคุณป้าคนหนึ่งซึ่งเป็นคนที่เกรงกลัวป่าไม้มากๆ เจอเจ้าหน้าที่ป่าไม้ไม่ได้ขาสั่น ใจหวิว จะเป็นลมให้ได้ และจะต้องรีบวิ่งหลบให้ทันก่อนที่จะเจอ วันหนึ่ง  คุณประกอบก็ได้กระเซ้าถามว่า "อ้าวแล้วนี่ไม่กลัวผมเหรอ ผมก็เป็นป่าไม้นะ" และคุณป้าคนดังกล่าวก็ตอบกลับมาว่า   "อุ้ยไม่กลัวหรอกหัวหน้ากอบนะ เป็นป่าไม้ปลอม”
"หัวใจหลักเลย คือ สงสารชาวบ้านมากกว่า เห็นใจว่าเขาอยู่ เขาก็ลำบาก ถ้าเราไปให้ความเชื่อมั่นเข้าไปให้เขาเข้าใจหรือไปเป็นเพื่อนกับเขาสักคนหนึ่ง ทั้งๆที่เราอยู่ด้วยกัน ให้เขามองเห็นว่าจริงๆ เราอยู่ร่วมกันได้ ไม่เห็นต้องวิ่งหนี ต้องไล่จับกันเลย ปล่อยพบกันครึ่งทาง เราก็ผ่อน เขาก็ผ่อน แล้วมาหาจุดร่วมที่มันสมควร เขาก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ก็น่าจะทำ"
การทำงานกับคนกะเหรี่ยงที่ใสซื่อ จิตใจบริสุทธิ์ความคิดความอ่านก็งดงาม ต้องทุ่มเท เอาใจใส่ จริงใจกับชาวบ้านอย่างแท้จริงและเท่าเทียมกัน จึงจะได้ใจชาวบ้าน การทำงานในลักษณะนี้ ต้องอาศัยความถนัด ความชอบ ไม่ใช่ใครๆก็ทำได้ แม้อาจจะทำได้ตามคำสั่ง อำนาจหน้าที่ แต่ผลที่ได้รับย่อมแตกต่างกัน กับการที่ทำด้วยใจ แม้คุณประกอบเองยังต้องยอมปลอมตน เป็น "ป่าไม้ปลอม" ในความรู้สึกของใครก็ตาม...
"เมื่อตอนที่ผมเข้ามาทำงานป่าไม้ใหม่ๆ อยู่ฝ่ายปราบปรามที่เข้มงวดมากๆ ออกลาดตระเวน เจอชาวบ้านบุกรุกแผ้วถาง ตัดไม้ จับกุมกันทุกวัน จนผลงานขึ้นอันดับหนึ่งในการทำคดีในสมัยนั้น พอเราจับวันนี้ วันรุ่งขึ้นเถ้าแก่มาจ่ายค่าปรับคนละห้าร้อย ห้าร้อย ก็ออกไปได้ วันต่อมาเจออีกก็จับอีก จนเบื่อ ถามว่าไม่เข็ดหลาบ ไม่กลัวถูกจับรึ เขาก็ตอบว่ากลัว แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ถ้าไม่ตัดไม้ก็ไม่มีเงินไปใช้คืนที่เถ้าแก่ไปจ่ายค่าปรับให้ เขาก็ต้องถางไร่ทำงานใช้หนี้ให้เถ้าแก่จนกว่าจะหมดหนี้หมดสินกัน"

คำพูดที่ออกจากปากคุณประกอบ ช่วยศรีนวล ชายหนุ่ม ผู้มีเรือนร่างอันอ้วนใหญ่ หน้าตาดุดัน ด้วยดวงตา  อันบ่งบอกถึงความกังวลกับปัญหาที่ตนมีส่วนร่วมกระทำด้วยอย่างไม่ปกปิดความรู้สึก เมื่อรำลึกถึงความหลังคราวมาเป็นลูกจ้างชั่วคราวรายวัน ของกรมป่าไม้ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี

อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ เป็นอุทยานแห่งชาติที่ถูกประกาศขึ้นหลังจากการสร้างเขื่อนศรีนครินทร์   มีชาวบ้าน ซึ่งเป็นชุมชนชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงอาศัยอยู่ก่อนการสร้างเขื่อน เมื่อมีการสร้างเขื่อนแล้วน้ำท่วม ก็หนีน้ำ  ถอยร่นขึ้นไปอยู่ตามหุบเขาเหนือน้ำ เหนือเขื่อน การประกาศอุทยานดังกล่าวนี้ จึงเป็นการประกาศอุทยานครอบทับพื้นที่ของชุมชน แล้วมี พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ ที่เป็นกฎหมายห้ามบุกรุก ทำไร่ ในบริเวณป่าของอุทยาน ชาวบ้านที่เคยทำไร่ ถูกเจ้าหน้าที่จับเป็นจำนวนมาก เพราะถือว่าเป็นการบุกรุกพื้นที่อุทยานฯ แต่การทำมาหากินเพื่อการยังชีพ   ของชาวบ้านยังคงต้องดำเนินต่อไป พื้นที่อพยพหนีน้ำของคนไทยพื้นราบสองฝั่งแม่น้ำแควถูกถางเตียน และดูว่าปัญหาระหว่างคนกับป่าจะมีไม่มากเพราะที่ทำกินถูกถางไปจนชัดเจน และได้รับการผ่อนผันตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี ๔๑ แต่พื้นที่หมู่บ้านแม่กระบุงที่อยู่อาศัยบนที่ราบหุบเขาที่ระดับเหนือขึ้นมาอยู่แต่ดั้งเดิมยังคงมีปัญหาขัดแย้งกับอุทยานเพราะวิถีของชาวกะเหรี่ยงคือ การทำไร่หมุนเวียน หาของป่า ล่าสัตว์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของชาวบ้าน

และนอกจากวิถีการดำเนินชีวิตแบบไร่หมุนเวียน เข้าป่า ล่าสัตว์ หาของป่า เพื่อปากท้องของตนเองแล้ว ยังมีกลุ่มนายทุนมาว่าจ้างให้ชาวบ้านเข้าไปแผ้วถาง ตัดไม้ทั้งไม้ไผ่ ไม้จริง กันเป็นจำนวนมาก เมื่อก่อนชาวบ้านมีเพียงมีด ขวาน เลื่อยมือ แต่ตอนนี้ กลับมีเลื่อยเครื่องมาให้ใช้แล้ว และในช่วงแรกเจ้าหน้าที่ใช้แนวทางแก้ไขที่รุนแรง โดยไม่สอบถามสาเหตุจากชาวบ้านเสียก่อน เช่น ในบางครั้งมีการรื้อยุ้งข้าวโพดของชาวบ้านเพื่อหาหลักฐาน แต่ไม่พบแล้วก็ไม่สร้างหรือซ่อมคืนให้จึงทำให้ชาวบ้านโกรธ

จากหลายๆ สาเหตุ ทั้งการจับกุมที่เข้มงวด ท่าทีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ก้าวร้าวเกินกว่าเหตุ และนโยบายของกรมป่าไม้ ที่เปลี่ยนไปตามรัฐบาล มีแต่ความไม่แน่นอน ที่ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่กลัว และเกลียดเจ้าหน้าที่ป่าไม้กันทั้งนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน กับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เป็นไปด้วยความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง 
"เมื่อสิบปีก่อนตอนที่ผมมาทำงานใหม่ๆ พอเห็นว่าเป็นป่าไม้ แม้จะเป็นคนที่เขาไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย นั่งรถเมล์กลับบ้านมา พวกยังตีฝากมาบอกด้วยเลย ช่วงที่หนักมากมากๆ มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งซึ่งทำงานจริงจังมาก ก็โดนลอบยิงเหมือนกัน"

กับภาระหน้าที่ และการปฏิบัติงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ไม่สามารถขจัดปัญหาการบุกรุกพื้นที่ของชาวบ้าน ได้เลย จึงมาตั้งข้อสังเกตว่า 
"เราก็ทำงานกันเข้มแข็งนะ ออกจับกันก็บ่อย แต่ทำไมมันยังไม่หมดทำไมยิ่งจับ ยิ่งเยอะขึ้น คนเดิม  ที่โดนจับแล้วก็ยังโดนอีก แสดงว่าเราไปไม่ถูกทาง ก็เลยกลับมาทบทวน อย่างนี้มันถูกทางแล้วหรือ ชาวบ้านเขาก็คนมีชีวิต มีการดำรงชีพในแบบของเขา"

จึงเกิดความคิดที่จะศึกษาและทำความเข้าใจกับชาวบ้านอย่างจริงๆ จังๆ ให้ถึงแก่น ถึงรากของชุมชน

"ปัญหาใหญ่ของเขาคือเรื่องที่ทำกิน เพราะวิถีของเขาไม่เหมือนชาวบ้านในพื้นราบทั่วไป เป็นการ  ทำไร่ข้าวหมุนเวียน ที่ต้องฟันไร่ทุกปี หรือถ้าดินดีสมบูรณ์ก็ทำสองปี พอปีถัดไปก็จะพักแปลงนี้ไว้ ไปทำแปลงใหม่ เพราะสู้หญ้าไม่ไหว ปล่อยให้แปลงเก่าได้ฟื้นตัว อีกสองปีก็ทิ้งไว้อีกไปทำที่ใหม่ อีกสองปีก็ทิ้งไว้อีก แล้วก็กลับมาทำ    ที่เดิมหมุนวนอย่างนี้ไปตลอด โดยไม่ต้องใช้ยา ไม่ต้องใช้ปุ๋ยไม่ใช้อะไรเลย ปลอดสารพิษร้อยเปอร์เซ็นต์ มันก็น่าสนับสนุนนะ ด้วยวิถีเหล่านี้ทำให้เขาก็อยู่มาได้นาน เพราะวิถีเหล่านี้ทำให้ป่าอยู่ได้ ลองใช้ความรู้สึกเวลาเข้าไปในหมู่บ้านเขา จะร่มครึ้มอากาศ เย็นสบาย แต่ในขณะที่หมู่บ้านข้างนอกเตียนโล่งและร้อนมาก เพราะเขามีวัฒนธรรม ที่เกี่ยวข้องกับป่า ที่เขาต้องดูแลอะไรให้มันเป็นธรรมชาติหมูบ้านของเขาจึงร่มเย็นสบาย ก็เป็นเรื่องพิสูจน์ได้อย่างหนึ่ง ที่เห็นชัด”

หลังจากนั้นคุณประกอบจึงได้เริ่มสนใจ และเข้าไปศึกษาเรียนรู้กับชุมชนอย่างจริงจัง

"ตอนแรกๆ ที่ผมเข้าชุมชนนะ ผมเข้าหน้าบ้าน เขาออกหลังบ้าน ชาวบ้านไม่ยอมคุยกับผม จนต้องอาศัยหล้า กับเด็กเข้าหา จากที่ผมเป็นคนไม่กินเหล้าเลย ผมต้องเข้าไปนั่งกินเหล้ากับเขา เพื่อจะให้เขาคุยกับผม และก็สำเร็จผมใช้เวลากินเหล้า แล้วให้ชาวบ้านเขาหลอกด่าว่าอยู่ราวๆ ๓-๔ เดือน ชาวบ้านเขาจึงยอมพูดกับผม แต่ก็ดีเราได้เก็บข้อมูล.ใช้เวลาลงชุมชนเหมือนตอนจีบสาวเลย ต้องไปให้เห็นหน้าทุกวัน ถ้าวันไหนไปไม่ได้ต้องบอกก่อนล่วงหน้า ต้องมีเหตุผลไปบอก เวลาชาวบ้านมีงานบุญ งานประเพณีอะไรก็จะเข้าร่วมหมด"

ประกอบกับได้ขอเวลาเข้าไปสอนสิ่งแวดล้อมศึกษาในโรงเรียน ทำกิจกรรมกับเด็กๆ ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม เช่น การรำตงให้กับนักเรียน และพูดจาสื่อสารกับพ่อแม่ ผู้ปกครองโดยผ่านมาทางเด็กๆ พาเด็กไปออกค่ายทัศนศึกษา ส่งเสริมศิลปะการรำตง ให้กับชุมชน โดยหากลอง เครื่องดนตรี และหารายได้เสริมให้เด็กด้วยการพาเด็กๆมาแสดง    รำตงให้กับนักท่องเที่ยวดูที่น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น เด็กเองก็มีรายได้ พ่อแม่ก็ดีใจด้วย เราก็เข้าใจกันมากขึ้น พูดจาเป็นภาษาเดียวกันมากขึ้น

"มีอยู่ข้อหนึ่งที่ว่า จะทำงานให้เข้ากับชาวบ้านได้ เราต้องเป็นชาวบ้าน อย่าเป็นเจ้าหน้าที่ ผมไป ผมไม่เคยไปในฐานะเจ้าหน้าที่ ผมจะไม่แต่งเครื่องแบบป่าไม้เข้าหมู่บ้าน (แต่เขารู้สึกเอาเอง) เวลาไปก็คือชาวบ้านคนหนึ่งขับรถผ่านก็ไม่เป็นไรดูกลมกลืน ผมก็เคยลองใส่เครื่องแบบไปนะ เขาเกร็งๆ เรา ไม่ค่อยอะไร แต่พอไปแบบสบายๆ เขาก็มาจับมากอดเรา มันคนละอารมณ์กันเลย"
เมื่อมีการประชุมชาวบ้านก็จะเข้าร่วมด้วยทุกครั้งเพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์ของชาวบ้านบ้าง เป็นคนกลางคอยประสานและชี้แจง ทำความเข้าใจในต่อกรณีปัญหาต่างๆ เสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา หรือ ไขข้อข้องใจให้กับชาวบ้านได้

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่คุณประกอบ ได้เข้าไปพูดคุยกับชาวบ้าน และได้คุยกับคุณป้าคนหนึ่งซึ่งเป็นคนที่เกรงกลัวป่าไม้มากๆ เจอเจ้าหน้าที่ป่าไม้ไม่ได้ขาสั่น ใจหวิว จะเป็นลมให้ได้ และจะต้องรีบวิ่งหลบให้ทันก่อนที่จะเจอ วันหนึ่ง  คุณประกอบก็ได้กระเซ้าถามว่า "อ้าวแล้วนี่ไม่กลัวผมเหรอ ผมก็เป็นป่าไม้นะ" และคุณป้าคนดังกล่าวก็ตอบกลับมาว่า   "อุ้ยไม่กลัวหรอกหัวหน้ากอบนะ เป็นป่าไม้ปลอม”

"หัวใจหลักเลย คือ สงสารชาวบ้านมากกว่า เห็นใจว่าเขาอยู่ เขาก็ลำบาก ถ้าเราไปให้ความเชื่อมั่นเข้าไปให้เขาเข้าใจหรือไปเป็นเพื่อนกับเขาสักคนหนึ่ง ทั้งๆที่เราอยู่ด้วยกัน ให้เขามองเห็นว่าจริงๆ เราอยู่ร่วมกันได้ ไม่เห็นต้องวิ่งหนี ต้องไล่จับกันเลย ปล่อยพบกันครึ่งทาง เราก็ผ่อน เขาก็ผ่อน แล้วมาหาจุดร่วมที่มันสมควร เขาก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ก็น่าจะทำ"

การทำงานกับคนกะเหรี่ยงที่ใสซื่อ จิตใจบริสุทธิ์ความคิดความอ่านก็งดงาม ต้องทุ่มเท เอาใจใส่ จริงใจกับชาวบ้านอย่างแท้จริงและเท่าเทียมกัน จึงจะได้ใจชาวบ้าน การทำงานในลักษณะนี้ ต้องอาศัยความถนัด ความชอบ ไม่ใช่ใครๆก็ทำได้ แม้อาจจะทำได้ตามคำสั่ง อำนาจหน้าที่ แต่ผลที่ได้รับย่อมแตกต่างกัน กับการที่ทำด้วยใจ แม้คุณประกอบเองยังต้องยอมปลอมตน เป็น "ป่าไม้ปลอม" ในความรู้สึกของใครก็ตาม...
 

รับข่าวสาร