• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ เกษตรวิถีเดิมคือคำตอบที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เกษตรวิถีเดิมคือคำตอบที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อยามหน้าฝนมาถึงสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นภัยพิบัติใหม่ของประเทศไทยที่ต้องพึงระวังนอกจากน้ำท่วมน้ำแล้งที่เห็นกันได้บ่อยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้คือปัญหาดินโคลนถล่ม เนื่องจากหลายพื้นที่เริ่มเปลี่ยนวิถีการเกษตรแบบดั้งเดิมพึ่งพาอิงอาศัยกับธรรมชาติและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหันมาปลูกพืชเชิงเดี่ยวกันอย่างแพร่หลาย
การเกษตรแบบดั้งเดิมจะปลูกพืชที่หลากหลาย การบำรุงรักษาความสมบูรณ์ของดินย่อมทำได้หลายทาง เช่น การทำไร่หมุนเวียน หลังการเพาะปลูกไปสี่ถึงห้าปี เกษตรกรจะปล่อยให้ดินได้พักเป็นเวลาพอสมควร เพื่อการฟื้นคืนสภาพธรรมชาติ
นอกจากนี้ยังใช้วิธีเติมธาตุอาหารให้แก่ดิน โดยใช้เศษอาหาร เศษมูลสัตว์ ในมุมมองของเกษตรอินทรีย์ ดินเป็นทรัพยากรที่มีชีวิตซึ่งจะต้องได้รับการบำรุงเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีในระยะยาว
ดินที่ดีจะมีสิ่งมีชีวิตต่างๆ อยู่มากมายและทั้งหมดมีบทบาทสำคัญยิ่งในการคงไว้ซึ่งโครงสร้างที่ดีของดินและในการย่อยสลายสารอินทรีย์ แต่ถ้าเราหันมาผลิตแต่พืชชนิดเดียวจำนวนมาก โดยอาศัยจักรกลการเกษตรย่อมเป็นการยากที่จะเห็นดินเป็นอย่างอื่น นอกจากเป็นที่ยึดเกาะของรากพืช เป็นที่รองรับน้ำและปุ๋ยเคมี สารเคมีจากปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ยากำจัดวัชพืชและเห็ดรา ล้วนทำลายความสัมพันธ์แบบเกื้อกูลกันระหว่างดินกับพืช เพราะสารเคมีฆ่าจุลินทรีย์ในดิน ทำให้ดินกลายเป็นเพียงก้อนอะไรซักอย่างที่ไร้ชีวิตและมีพิษ วิธีการอื่นๆ ตามแบบอุตสาหกรรมก็มีส่วนที่ทำให้ดินเสื่อม
ขณะที่ไร่นา หรือว่าสวนเล็กๆ อาศัยต้นไม้ใหญ่ พุ่มไม้ ไม้แนวรั้ว จำนวนมากในการรักษาสภาพดิน  แต่เกษตรแบบอุตสาหกรรมกลับเลือกที่จะโค่นต้นไม้ให้หมด เพื่อเปิดทางให้จักรกลขนาดใหญ่ทำงานได้สะดวก  เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จ เศษซากฟางของพืชจะถูกขนออกจากแปลง ปล่อยให้หน้าดินถูกฝนชะล้างและแดดเผา จักรกลการเกษตรขนาดใหญ่มักทำให้ดินแน่นมากขึ้นๆ แต่ทว่าดินกลับดูดซึมน้ำได้น้อยลง
นอกจากนี้สารเคมีและวิธีการแบบอุตสาหกรรมเกษตรเชิงเดี่ยวยังทำให้สภาพคงที่สม่ำเสมอของดินเสียไป ทำให้น้ำและลมกัดเซาะทำลายได้ง่ายขึ้น ในที่สุด ผืนดินที่สร้างผลิตผลก็ถูกทำลาย ส่วนหน้าดินที่สูญหายจากไร่และสวนก็ไปกีดขวางเส้นทางน้ำ ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม ก่อความเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติและชุมชนต่อไปอีก การเกษตรเชิงเดี่ยวนอกจากจะทำการโค่นต้นไม้ในพื้นที่ ให้ราบลงไปแล้ว ทำให้ผืนดินไม่มีสิ่งที่ยึดเกาะและพลังทลายลงมาได้ง่ายเมื่อมีปริมาณฝนตกมากกว่าปกติ   ดินในปัจจุบันจึงพร้อมที่จะสไลด์ตัวลงมาก่อให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตผู้คน และทรัพย์สิน
การไหลปนเปื้อนของสารเคมีที่ชะมาจากน้ำฝนที่ไหลบ่าลงสู่ลำน้ำสิ่งที่ตามมาของวงจรการปลูกพืชชนิดเดียวคือการใช้สารเคมีเพื่อกำจัดศัตรูพืชและแมลง ซึ่งยาฆ่าแมลงส่วนใหญ่มีฤทธิ์กำจัดแมลงได้หลายชนิด จึงยิ่งทำให้ปัญหาเลวร้ายขึ้นได้ในระยะยาวเพราะสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เคยพึ่งพาอาศัยกันในระบบธรรมชาติซึ่งเป็นตัวห้ำตัวเบียนก็ถูกกำจัดไปด้วย ขณะเดียวกันตัวแมลงศัตรูพืชก็เริ่มที่จะพัฒนาตัวเองให้มีภูมิต้านทานต่อยาฆ่าแมลงทำให้ต้องใช้ยามากขึ้น หรือไม่ก็ต้องเปลี่ยนไปใช้ยาชนิดใหม่ การใช้สารเคมีจึงก่อวงจรอุบาทว์ ยิ่งใช้มากปัญหาก็ยิ่งร้ายแรง ทำให้ต้องใช้ยาพวกนี้มากขึ้นและต้องใช้พวกมันแรงขึ้นอีกด้วย
จากหลายๆงานวิจัยบ่งบอกว่าปุ๋ยเคมีที่ใส่ลงไปในดินนั้น พืชที่เป็นเป้าหมายไม่เคยนำไปใช้ได้หมด สารเคมีประมาณ 30-80 เปอร์เซ็นต์ของไนโตรเจนในปุ๋ยและยาฆ่าแมลงส่วนหนึ่งจึงกลายเป็นมลพิษและเข้าสู่สิ่งแวดล้อมโดยตรง เกิดการปนเปื้อนในน้ำ อาหาร หรือหญ้าที่ใช้เลี้ยงสัตว์ตลอดไปจนถึงชั้นบรรยากาศ ความรุนแรงของสารเคมีพวกนี้แพร่กระจายได้กว้างและไกลจนเราพบว่ามียาฆ่าแมลงอยู่ในไขมันของสัตว์แถบขั้วโลก เช่น หมีขั้วโลก รวมไปถึงปลาวาฬและโลมา ปัญหามลพิษจากเกษตรกรรมขนาดใหญ่แบบเข้มข้นนี้ มีกรณีต่างๆมากมาย ยาฆ่าแมลงทำให้ดินและแม่น้ำลำธารเป็นพิษ และมักเป็นอันตรายต่อสัตว์ป่า ข้อมูลจากต่างประเทศสัตว์หลายชนิดรวมถึงนกอินทรีหัวล้านและแร้งแคลิฟอร์เนีย กำลังใกล้สูญพันธุ์ด้วยพิษจากยาฆ่าแมลงที่ฉีดพ่นกันเมื่อหลายปีก่อน ยาฆ่าแมลงยังเกี่ยวข้องกับการลดลงของประชากรกบทั่วโลก และมีจำนวนกบที่พิการเพิ่มขึ้นในสหรัฐอเมริกา
อ้างอิงจาก
นำอาหารกลับบ้าน ทางเลือกและทางรอดของเศรษฐกิจอาหารชุมชน bringing the food economy home. เฮเลนา นอร์เบอร์ก-ฮอดจ์ ทอด เมอรี่ฟิลด์ และสตีเวน กอร์ลิค.   ไพโรจน์  ภูมิประดิษฐ์  แปล.  สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา.
ภาพประกอบจาก baanjomyut.com
เกษตรดั้งเดิมเมื่อยามหน้าฝนมาถึงสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นภัยพิบัติใหม่ของประเทศไทยที่ต้องพึงระวังนอกจากน้ำท่วมน้ำแล้งที่เห็นกันได้บ่อยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้คือปัญหาดินโคลนถล่ม เนื่องจากหลายพื้นที่เริ่มเปลี่ยนวิถีการเกษตรแบบดั้งเดิมพึ่งพาอิงอาศัยกับธรรมชาติและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหันมาปลูกพืชเชิงเดี่ยวกันอย่างแพร่หลาย

การเกษตรแบบดั้งเดิมจะปลูกพืชที่หลากหลาย การบำรุงรักษาความสมบูรณ์ของดินย่อมทำได้หลายทาง เช่น การทำไร่หมุนเวียน หลังการเพาะปลูกไปสี่ถึงห้าปี เกษตรกรจะปล่อยให้ดินได้พักเป็นเวลาพอสมควร เพื่อการฟื้นคืนสภาพธรรมชาติ

นอกจากนี้ยังใช้วิธีเติมธาตุอาหารให้แก่ดิน โดยใช้เศษอาหาร เศษมูลสัตว์ ในมุมมองของเกษตรอินทรีย์ ดินเป็นทรัพยากรที่มีชีวิตซึ่งจะต้องได้รับการบำรุงเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีในระยะยาว

ดินที่ดีจะมีสิ่งมีชีวิตต่างๆ อยู่มากมายและทั้งหมดมีบทบาทสำคัญยิ่งในการคงไว้ซึ่งโครงสร้างที่ดีของดินและในการย่อยสลายสารอินทรีย์ แต่ถ้าเราหันมาผลิตแต่พืชชนิดเดียวจำนวนมาก โดยอาศัยจักรกลการเกษตรย่อมเป็นการยากที่จะเห็นดินเป็นอย่างอื่น นอกจากเป็นที่ยึดเกาะของรากพืช เป็นที่รองรับน้ำและปุ๋ยเคมี สารเคมีจากปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ยากำจัดวัชพืชและเห็ดรา ล้วนทำลายความสัมพันธ์แบบเกื้อกูลกันระหว่างดินกับพืช เพราะสารเคมีฆ่าจุลินทรีย์ในดิน ทำให้ดินกลายเป็นเพียงก้อนอะไรซักอย่างที่ไร้ชีวิตและมีพิษ วิธีการอื่นๆ ตามแบบอุตสาหกรรมก็มีส่วนที่ทำให้ดินเสื่อม

ขณะที่ไร่นา หรือว่าสวนเล็กๆ อาศัยต้นไม้ใหญ่ พุ่มไม้ ไม้แนวรั้ว จำนวนมากในการรักษาสภาพดิน  แต่เกษตรแบบอุตสาหกรรมกลับเลือกที่จะโค่นต้นไม้ให้หมด เพื่อเปิดทางให้จักรกลขนาดใหญ่ทำงานได้สะดวก  เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จ เศษซากฟางของพืชจะถูกขนออกจากแปลง ปล่อยให้หน้าดินถูกฝนชะล้างและแดดเผา จักรกลการเกษตรขนาดใหญ่มักทำให้ดินแน่นมากขึ้นๆ แต่ทว่าดินกลับดูดซึมน้ำได้น้อยลง

นอกจากนี้สารเคมีและวิธีการแบบอุตสาหกรรมเกษตรเชิงเดี่ยวยังทำให้สภาพคงที่สม่ำเสมอของดินเสียไป ทำให้น้ำและลมกัดเซาะทำลายได้ง่ายขึ้น ในที่สุด ผืนดินที่สร้างผลิตผลก็ถูกทำลาย ส่วนหน้าดินที่สูญหายจากไร่และสวนก็ไปกีดขวางเส้นทางน้ำ ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม ก่อความเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติและชุมชนต่อไปอีก การเกษตรเชิงเดี่ยวนอกจากจะทำการโค่นต้นไม้ในพื้นที่ ให้ราบลงไปแล้ว ทำให้ผืนดินไม่มีสิ่งที่ยึดเกาะและพลังทลายลงมาได้ง่ายเมื่อมีปริมาณฝนตกมากกว่าปกติ   ดินในปัจจุบันจึงพร้อมที่จะสไลด์ตัวลงมาก่อให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตผู้คน และทรัพย์สิน

การไหลปนเปื้อนของสารเคมีที่ชะมาจากน้ำฝนที่ไหลบ่าลงสู่ลำน้ำสิ่งที่ตามมาของวงจรการปลูกพืชชนิดเดียวคือการใช้สารเคมีเพื่อกำจัดศัตรูพืชและแมลง ซึ่งยาฆ่าแมลงส่วนใหญ่มีฤทธิ์กำจัดแมลงได้หลายชนิด จึงยิ่งทำให้ปัญหาเลวร้ายขึ้นได้ในระยะยาวเพราะสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เคยพึ่งพาอาศัยกันในระบบธรรมชาติซึ่งเป็นตัวห้ำตัวเบียนก็ถูกกำจัดไปด้วย ขณะเดียวกันตัวแมลงศัตรูพืชก็เริ่มที่จะพัฒนาตัวเองให้มีภูมิต้านทานต่อยาฆ่าแมลงทำให้ต้องใช้ยามากขึ้น หรือไม่ก็ต้องเปลี่ยนไปใช้ยาชนิดใหม่ การใช้สารเคมีจึงก่อวงจรอุบาทว์ ยิ่งใช้มากปัญหาก็ยิ่งร้ายแรง ทำให้ต้องใช้ยาพวกนี้มากขึ้นและต้องใช้พวกมันแรงขึ้นอีกด้วย

จากหลายๆงานวิจัยบ่งบอกว่าปุ๋ยเคมีที่ใส่ลงไปในดินนั้น พืชที่เป็นเป้าหมายไม่เคยนำไปใช้ได้หมด สารเคมีประมาณ 30-80 เปอร์เซ็นต์ของไนโตรเจนในปุ๋ยและยาฆ่าแมลงส่วนหนึ่งจึงกลายเป็นมลพิษและเข้าสู่สิ่งแวดล้อมโดยตรง เกิดการปนเปื้อนในน้ำ อาหาร หรือหญ้าที่ใช้เลี้ยงสัตว์ตลอดไปจนถึงชั้นบรรยากาศ ความรุนแรงของสารเคมีพวกนี้แพร่กระจายได้กว้างและไกลจนเราพบว่ามียาฆ่าแมลงอยู่ในไขมันของสัตว์แถบขั้วโลก เช่น หมีขั้วโลก รวมไปถึงปลาวาฬและโลมา ปัญหามลพิษจากเกษตรกรรมขนาดใหญ่แบบเข้มข้นนี้ มีกรณีต่างๆมากมาย ยาฆ่าแมลงทำให้ดินและแม่น้ำลำธารเป็นพิษ และมักเป็นอันตรายต่อสัตว์ป่า ข้อมูลจากต่างประเทศสัตว์หลายชนิดรวมถึงนกอินทรีหัวล้านและแร้งแคลิฟอร์เนีย กำลังใกล้สูญพันธุ์ด้วยพิษจากยาฆ่าแมลงที่ฉีดพ่นกันเมื่อหลายปีก่อน ยาฆ่าแมลงยังเกี่ยวข้องกับการลดลงของประชากรกบทั่วโลก และมีจำนวนกบที่พิการเพิ่มขึ้นในสหรัฐอเมริกา

อ้างอิงจาก
นำอาหารกลับบ้าน ทางเลือกและทางรอดของเศรษฐกิจอาหารชุมชน bringing the food economy home. เฮเลนา นอร์เบอร์ก-ฮอดจ์ ทอด เมอรี่ฟิลด์ และสตีเวน กอร์ลิค.   ไพโรจน์  ภูมิประดิษฐ์  แปล.  สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา.
ภาพประกอบจาก baanjomyut.com

 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


รับข่าวสาร


nodam

SNF Shop

http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/391275shop_2014_01.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/200744shop_2014_02.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/657611shop_2014_03.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/869180shop_2014_04.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/486169shop_2014_05.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/373229shop_2014_06.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/465487shop_2014_07.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/366116shop_2014_08.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/227221shop_2014_09.jpg