• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก เราทำงานให้พี่สืบ ศศิน เฉลิมลาภ บทความโดยศศิน เฉลิมลาภ ว่าด้วยเรื่องโครงสร้างเพื่อกิจกรรมนันทนาการ บน "ผาเดียวดาย"

ว่าด้วยเรื่องโครงสร้างเพื่อกิจกรรมนันทนาการ บน "ผาเดียวดาย"

อีเมล พิมพ์ PDF
บันทึกคุยกันเรื่อง  Boardwalk บนผาเดียวดาย ระหว่าง ศศิน เฉลิมลาภ และศักดิ์อนันต์ ปลาทอง (เพื่อนที่ทำงานร่วมกันในเรื่องแผนการจัดการอุทยานฯมานมนาน)  ด้วยเหตุผล และ องค์ความรู้

ผมเริ่มเรื่องผาเดียวดาย เมื่อคืนวันที่ 19 กค.54 ว่า

“เรื่องใหญ่แล้วครับ ผาเดียวดายบนเขาใหญ่ กลายสภาพเป็นแบบนี้แล้ว ผมได้รับแจ้งข่าวนี้เมื่อสองชั่วโมงที่แล้วและเพิ่งได้เห็น ต้องหยุดและรื้ออกโดยด่วน ผมติดต่อไปหาผู้บริหารของกรมส่วนใหญ่ยังไม่ทราบ ใครช่วยส่งข่าวและแสดงความเห็นต่อกันด้วยครับ พรุ่งนี้ผมจะตามข่าวต่ออย่างใกล้ชิดครับ”

อ.ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง  มีความเห็นในทางทฤษฎีว่า “มองในมุมมองของการจัดการนันทนาการ และการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เขาก็มีหลักของการจัดทำ trail และ boardwalk หรือทางยกระดับ ประโยชน์ในมุมหนึ่ง คือ การลดผลกระทบจากการเหยียบย่ำบนพื้นดิน และรากไม้ ใช้ในกรณีที่บริเวณนั้น มีนักท่องเที่ยวเข้าไปเยอะๆ และเป็นห่วงว่า จะเกิดการพังทลายของหน้าดิน...”

ผมตอบว่า “ไม่ใช่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”

อ.บอย บอกว่า “ผมอยากให้ความรู้จากอีกมุมมองหนึ่งว่าเหตุผลของการสร้างทางยกระดับ หรือพื้นยกระดับว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร แต่ถูกผิด อย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบว่าเหมาะสมหรือไม่ หลักการ คือ การเดินเข้าไปในป่า เมื่อมีจำนวนคนน้อย การเหยียบย่ำลงไปบนพื้น พรรณไม้ รากไม้ ก็สามารถฟื้นตัวได้ แต่เมื่อมีคนเหยียบซ้ำๆ กันมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ดินที่อยู่ด้านล่างมีความแน่นขึ้น ในขณะที่บริเวณพื้นผิวที่ไม่มีพืชคลุมดินเพราะตายไปจากการถูกเหยียบย่ำ เมื่อฝนตก หรือโดนลม ดินชั้นบนจะถูกละล้างออกไปได้ง่าย และสิ่งที่ตามมาจากการที่ดินถูกอัดแน่น คือ พืชขึ้นไม่ได้ และรากไม้ตายไป เวลาที่เราคิดค่า carrying capacity การอัดแน่นของดิน และผลกระทบต่อรากไม้เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่เขานำมาใช้คิดว่า คนกี่คนที่จะเหยียบลงไปซ้ำๆ กันที่เดิม แล้วรากไม้ไม่โผล่ ต้นไม้หรือหญ้าในบริเวณที่เหยียบย่ำไม่ตาย เขาก็จะได้มาค่าหนึ่งว่า กี่คน แต่เมื่อคนที่เข้ามา มีมากเกินขีดความสามารถในการรองรับ ทางเลือกหนึ่ง คือ จำกัดจำนวนคนที่เข้าไป และอีกทางเลือกหนึ่ง คือ ลดผลกระทบจากการเหยียบย่ำ ด้วยการสร้างทางยกระดับ และพื้นยกระดับ ยังช่วยลดผลกระทบต่อการเดินทางไปมาของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กได้อีกด้วย สิ่งมีชีวิตหลายชนิดหยุดการเดินทาง เมื่อมาถึงบริเวณพื้นดินโล่งที่เป็นทางเดิน ถ้าในระดับสัตว์ใหญ่ และถนนผ่านป่า ก็จะมีทางแก้คือ การทำอุโมงค์ให้สัตว์ลอดผ่านถนน หรือ ทำถนนให้เป็นทางยกระดับ อย่างกรณี ถนนสาย304 ที่ขวางกั้นการเคลื่อนย้ายของสัตว์ ซึ่งในเงื่อนไขของการขึ้นทะเบียนเขาใหญ่ ดงพญาเย็น คือ การทำให้ผืนป่านั้นเชื่อมกัน โดยการทำถนนยกระดับ หรือทำถนนให้เป็นอุโมงค์แทนที่ถนนที่ผ่ากลางป่า

ประเด็นของการสร้างพื้นยกระดับ ที่กังวลว่าจะทำให้พืช มอส เฟิร์นหายไป ถ้ามองที่ภาพก็จะเห็นว่าพืชคลุมดินมันหายไปอยู่แล้วจากการเหยียบย่ำของคนที่เข้าไป การสร้างพื้นยกระดับ หากทำได้เหมาะสม เช่น ความสูงจากพื้นเพียงพอ พืชพรรณที่อยู่ด้านใต้ก็จะอยู่รอด ในขณะที่คนก็อยู่ด้านบนไม่ต้องสัมผัส เหยียบบนพื้น

มีความเห็นในทางไม่เห็นด้วยกับโครงสร้างบนผาเดียวดายแทรกมาหลายความเห็น และผมก็แสดงความเห็นตอบไปว่า

ไม่ใช่หรอกบอย เรื่องทั้งหมด ขึ้นกับเราทำมันแบบมีกึ๋น หรือเปล่า การทำบอร์ดวอลค์ ก็ OK ตามนั้น ตามหลักการ แต่จริงๆแล้วที่นี่ไม่ได้ทำแบบ อ.บอยว่า แต่ใช้ชีเมนต์ทับลงไปมันไม่ได้กันเรื่องดินแน่นอะไรทั้งนั้นแต่ช่วยได้เรื่องกันคนออกนอกเส้นทางได้ และก็ลดการออกไปเหยียบย่ำนอกเส้นทาง ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป พื้นที่นี้ก็จะถูกตะไคร่อะไรปกคลุมจนสวยและกลทกลืน ซึ่งอาจจะยอมรับได้ แต่การสร้างโครงสร้าง ใหญ่เท่ากับ 70-80%ของหน้าผา ซึ่งถือเป็น Identity สำคัญ ของผาเดียวดาย ตรงนี้ไม่ถูกหลักของนันทนาการ เพราะผานี้ ชื่อก็บกว่าเป็น "ผา" ซึ่งไม่ได้เป็นแค่จุดชมวิว การทำแบบนี้เป็นการทำลาย "ผา" ซึ่งในหลักการแล้วถือเป็น Identity ที่สำคัญเทียบเท่า Viewpoint  บนลานหินนี้มีความงามมากของ มอส ตะไคร่น้ำ ในหน้าหมอกฝน ซึ่งเป็น Ecosytem ซึ่งอาจจะโดนเหยียบถ้านักท่องเทียวมาก แต่ก็ฟื้นตัวได้เมื่อเวลาผ่าไปเพียงไม่กี่เดือน ถ้ามีช่วงปิดพัก และไม่โดนทำลานตลอดไปเหมือนกับทำเหล็กบังแสงถาวร นอกจากนี้การใช้โครงสร้างมาทับความเป็นธรรมชาติ ของหน้าผา Sandstone ที่ทั้งเส้นทางขึ้นเขาเขียวบริเวณนี้ หรือ ทั้งเขาใหญ่ หรืออาจจะบอกว่าในเท่าที่ข้าเดินทางท่องเที่ยวมาในหน้าผาของประเทศไทยมา ตรงนี้สวยที่สุด ลงตัวที่สุด อันนี้ประเมินจากประสบการณ์ที่เป็นนักธรณีวิทยา และเดินทางแบบนี้มาไม่น้อย การทำแบบนี้ในทาง Spiritaul แล้ว หยาบมาก ไม่เคารพต่อ อัตลักษณ์ และ ไม่เข้าใจ Sense ของนักท่องเทียว หรือ นักนิยมธรรมชาติเลย เป็นการทำเพื่อตอบสนองจำนวน อาจจะคำนึงถึงความปลอดภัยบ้าง แต่การออกแบบ หรือการกำหนดมาตรการต่างๆ แม้แต่หาเชือกมากั้น ก็เพียงพอแล้ว

ผมแตกประเด็นไปหาเรื่อง เอ๊ย หาปัญหาสำคัญ (ฮั่นแน่) ว่า

หัวหน้าเขาใหญ่ ชื่อ คุณมาโนช ไม่ได้เป็นนักนิเวศโดยพื้นฐาน แกเป็นนายช่างรังวัด ที่เติบโตขึ้นมาในสายงานจนได้เป็นหัวหน้าเขาใหญ่ซึ่งถือเป็นอุทยานอันดับหนึ่งของเราก็ว่าได้ ทำงานนี้ก็ไม่ได้ปรึกษาหารือกับฝ่ายวิชาการหรือฝ่ายบริหาร เช่นส่วนการอนุญาต เรื่องนี้ทำไปก็สะท้อนคุณภาพของบุคลากร และ ปัญหาการวิ่งเต้นเส้นสาย ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าคุณมาโนชมาที่นี่ด้วยวิธีใด แต่กึ๋น การออกแบบภูมิทัศน์ ไม่ผ่านครับ

และอธิบายประเด็นประกอบที่สำคัญอีกเรื่องว่า

“ผานี้ มีตำนาน ความเป็นมา ว่ากี่ยวข้องกับสมัยทหารในสงครามอินโดจีนที่ผ่านมา และขึ้นไปโดดผาอีกแห่งด้านบนที่ชื่อผาตรอมใจตาย ผานี้ให้ Emotion ที่เป็นองค์ประกอบกันถึงความเหงา เศร้า กับฉากของเทือกเขาเขียวสวยงามเป็นฉากตระการตาของผืนป่ามรดกโลก อ.พิไลก็เคยถ่ายรูปจากฉากนี้้มีนกเงือกบินผ่าน ที่โด่งดังไปทั่วโลก Emotion ของความเป็นผาเดียวดาย ที่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของการ สัมผัส จุดท่องเที่ยวนี้ สมบูรณ์มากเมื่อเราสัมผัสกับหน้าผานี้ที่เป็นลานหิน ไม่ใช่ระเบียงเหล็ก ที่อธิบายนี่เป็นเรื่อง Outstanding Value ของแหล่งท่องเที่ยว ที่ นักจัดการการท่องเทียวหรือนันทนาการต้องคำนึงถึง

อ.บอย ศักดิ์อนันต์ ตอบว่า

“ตามที่ อ. ศศินว่ามานั้น ปัญหาของเส้นทางนี้ จึงน่าจะอยู่ที่การออกแบบว่า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือสร้างผลกระทบมากขึ้นหรือเปล่า ถ้ามีงบประมาณเพียงพอ ทางยกระดับเป็นแนวทางการจัดการวิธีหนึ่ง ในกรณีที่เราไม่สามารถควบคุมจำนวนของนักท่องเที่ยวได้

เมื่อเรายืนอยู่ในตำแหน่งที่ต่างกัน มุมมองจึงต่างกัน ในภาพเรามองจากมุมที่เรายืนไปยังแท่นยกระดับ เรารู้สึกขัดสายตา แต่ในอีกมุมมองของคนที่ยืนบนแท่นยกระดับ มองกลับมาที่เรา เขาก็อาจจะตั้งคำถามว่า ... คุณไปยืนตรงนั้นทำไม

ผมอธิบายในความคิดอีกนิดหน่อยว่า

“ไม่เกี่ยงบอร์ดวอลค์ แต่นี่ไม่ใช่ อันนี้เป็น terrace ที่ทับบนลานหินทรายที่สวยมากไม่ว่าจะมีมอส มีอะไรขึ้นหรือไม่ ถ้าคิดเรื่องจำนวนนักท่องเที่ยว ก็ออกแบบให้เคารพสถานที่หน่อย”

ในอีกโพสต์หนึ่ง ผม (หาเรื่อง) ว่า

“บนผานี้หน้าฝน มีมอส เฟิร์น ขึ้นเต็ม สวย เหยียบได้บ้าง เพราะมันจะตายหน้าร้อน และหน้าฝนก็ขึ้นใหม่ ผมเคยเดินเข้าไปนั่งดูมอสพวกนี้เป็นชั่วโมง กับหน้าผานี้ ผมไม่คิดว่าจะมีใครคิดอย่างนี้ได้ ไอ้ลดการเหยียบย่ำ แล้วสร้างแบบนี้มันก็บังแสงหมด บ้าแล้ว ส่วนบอร์ดวอลค์เดินเข้ามา ก็เทปูนทับดินหมด แล้วลดการเหยียบย่ำอะไรก็มันตายหมดแล้ว..”

ในรูปผาเดียวดายที่มีคนให้ความเห็นเกี่ยวกับการท่องเทียวมากมาย อ.บอยให้ความรู้และความเห็นว่า

“การทำทางยกระดับ หรือการทำ boardwalk สูงขึ้นมา เป็นหลักการจัดการด้านนันทนาการในพื้นที่อนุรักษ์ เมื่อนักทองเที่ยวมีน้อย ต้นไม้ ต้นหญ้าบริเวณหน้าผาที่ถูกเหยียบย่ำ ยังพอฟื้นตัวได้ ช่วยยึดหน้าดิน แต่เมื่อนักท่องเที่ยวเข้ามามากๆ ตัวหญ้า รากไม้เหล่านี้ ก็ตาย กลายเป็นหน้าดินโล่งๆ มีความเสี่ยงต่อการชะล้างพังทลายสูง .... ในสถานที่่ที่มีคนเข้าไปมากๆ การทำทางยกระดับขึ้นมาจะช่วยลดผลกระทบจากการเหยียบย่ำ และในหลายสถานการณ์ ทางยกระดับ ยังช่วยให้สัตว์ต่างๆ ยังคงเดินลอดผ่านทางที่ยกระดับได้...

ผมไม่ยอมรับ จึงหาเรื่องว่า

ทำลายผาเอียวดายแบบนี้ไม่ใช่ลดการเหยียบย่ำนะ อ.บอย เอ็งไม่เคยไปเหรอ ถ้าอยากลดการเหยียบย่ำ แล้วทำลายหน้าผาเลยแบบนี้ ก็ระเบิดมันทิ้งไปเลยสิ

สายวันนี้ผมได้คุยกับ อ.ศักดิ์อนันต์ทางโทรศัพท์ ในเรื่องนี้ต่อ และ มีความเห็นที่น่าสนใจของ อ.บอยมาต่ออีกว่า

“เช้าวันนี้ ได้คุยกับ อ.ศศิน ผมพยายามสะท้อนให้เห็นอีกมุมมองหนึ่งของการจัดการพื้นที่ และจะเป็นคำตอบหนึ่งที่ อ. ศศินจะได้รับจากนักวิชาการของกรมอุทยานฯ หลักการมีอยู่ แต่ในระดับปฏิบัติการ และในพื้นที่จะเป็นอย่างไร ความเหมาะสมอยู่ตรงไหน ต้องไปว่ากันอีกที ... สิ่งสำคัญ คือ การรับฟังเหตุผลของแต่ละฝ่าย เจ้าหน้าที่ ก็มีเจตนาดีในระดับหนึ่ง ซึ่งอยู่บนฐานความคิดในมุมมองของเขา การเห็นต่างไม่ใช่ความชั่ว... แต่ถ้าทำไม่เหมาะสม ก็ต้องรับฟังกันว่าเหตุผลคืออะไร ผมคิดว่า กรณีศึกษานี้ เป็นตัวอย่างที่ดี ถ้าเราใช้สถานการณ์ในการเรียนรู้ร่วมกันถึงเหตุผลและมุมมองที่ต่างกัน บางคนอาจมองว่า จะเที่ยวป่าทั้งทีควรจะเหยียบย่ำสัมผัสกับพื้น แต่การเหยียบย่ำ สัมผัสพื้น สร้างผลกระทบอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ลำพังคนไม่กี่คนเข้าไป ธรรมชาติอาจรองรับได้ แต่หลายคน ธรรมชาติรองรับไม่ไหว ผลกระทบจากการเหยียบพื้นตลอดเส้นทางปรากฏให้เห็นแล้ว จากร่องรอยของรากไม้ที่โผล่พ้นผิวดินมาตลอดเส้นทาง ซึ่งเป็นผลมาจากการเหยียบ และการกัดเซาะอันเกิดจากการขาดพืชคลุมดิน ซึ่งตายไปจากการเหยียบย่ำ

ดังนั้น นักนิยมไพร ก็ควรเข้าใจด้วยว่า ตลอดเส้นทางเดินที่รากไม้โผล่ขึ้นมานั้น ไม่ใช่ธรรมชาติ แต่เป็นสภาวะที่ธรรมชาติถูกทำร้ายจากการเดินผ่านมากเกินกว่าที่ธรรมชาติจะรองรับไหว... ความคิดเรื่องจำกัดจำนวนคนจึงเกิดขึ้นมา เมื่อเราคิดกำหนดจำนวนคน ด้วยขีดความสามารถในการรองรับ แล้วบอกไปว่า 100 คน เท่านั้นนะ ก็จะมีคนจำนวนหนึ่งที่ได้สิทธิ์ในการเหยียบย่ำ ส่วนคนที่ 101 – 1000 ก็ต้องการสิทธิ์นี้เช่นกัน แต่ถ้าคนที่ 101 เป็นต้นไปเข้าไปเหยียบ ความเสื่อมโทรมที่ปรากฏขึ้นมา ซึ่งก็ไม่ใช่เพราะคนที่ 101 แต่เป็นผลสะสมมาจากคนที่ 1 – 100 เช่นกัน

นักจัดการทรัพยากรธรรมชาติ จึงหาทางออกให้คือ ทุกคนไม่ต้องเหยียบ ถ้าทุกคนไม่เหยียบพื้น ก็จะสามารถรับคนได้ทั้ง 1000 คน …. เส้นทางยกระดับ board walk จึงเกิดขึ้นมา และระเบียงยกระดับก็มาจากแนวคิดนี้เช่นกัน คือ ป้องกันไม่ให้คนเหยียบพื้น รวมคนไว้บนระเบียง ไม่ปล่อยให้เหยียบย่ำไปทั่วบริเวณ ส่วนคุณค่าด้านจิตใจที่พวกเราเรียกร้องกันว่า เข้าป่าแล้วต้องใกล้ชิดธรรมชาติให้มากที่สุด ได้เอาเท้าสัมผัสดิน สัมผัสรากไม้ สัมผัสหิน ได้นอนแนบพื้น ยื่นหน้าไปที่ชะง่อนผา ไม่ต้องการเห็นระเบียงขัดสายตา เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ใช้หลักคิดคนละแบบกับหลักทางนิเวศวิทยา . ถ้าเราคิดว่า นี่คือสิ่งที่เป็นตัวตน เป็นจิตวิญญาณของผาเดียวดาย และต้องการเช่นนี้ ก็ต้องบอกเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศต้องการแบบนี้ .... นี่คือหลักประชาธิปไตย .. เจ้าหน้าที่เขาก็น่าจะยอมรับ...

เราทำงานด้วยกันมานาน รู้กันว่าสิ่งที่ อ.ศักดิ์อนัต์กล่าวถึงเป็นความรู้สึกทางวิชาการล้วนและ อ.ศักดิ์อนัต์ก็ต้องการให้สาธารณชนเข้าใจมุมการจัดการแบบนี้ด้วย โดยถือโอกาสเอาการตอบโต้กับเพื่อนเป็นเวทีที่ได้บันทึกไว้

“วันนี้ ผมขอทำหน้าที่ เป็นคู่ซ้อม ให้ อ. ศศิน ก่อนจะขึ้นเวทีจริงกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติที่เกี่ยวข้อง...นะครับ”

ผมอธิบายเมื่อถึงขั้นนี้ว่า

“คือทั้งหมดที่ อ.ศักดิ์อนันต์ ว่า ถูกต้อง แต่ ไม่ใช่ที่นี่ และแบบนี้ ที่นี่สิ่งที่ควรทำคือจำกัดจำนวนนักท่องเทียว แต่ถ้าทำไม่ได้ ต้องทำเป็นโครงสร้างสะพานที่ทำจากวัสดุธรรมชาติที่เป็นไม้ หรือถ้าเป็นปูนก็ต้องออกแบบแบบโปร่ง เช่นการทำบอร์ดวอล์ค ในป่าชายเลน เข้าสู่ผาเดียวดาย แบ่งโซนผาเดียวดาย ออกเป็นโซน ค่อยๆเข้าถึง ถ้าไม่ไหวอีก อาจจะใช้มาตรการให้ระมัดระวัง ป้ายการปฏิบัติตัว มีเจ้าหน้าที่ดูแล ถ้าทำไม่ได้อีก แย่ที่สุด ต้องทำบอร์ดวอล์ค เข้าไปที่ผาบางส่วน ยกตัวอย่างเช่นไม่ให้เกิน 10 % ของพื้นที่ผา อาจจะยอมเปิดพื้นที่ด้านข้างบางส่วนเพื่อทำ terrace ที่กลมกลืน ไม่บดบังทัศนียภาพหน้าผา หรือง่ายที่สุด ใช้วัสดุอ่อน เช่น เชือก หรือ อื่นๆ ออกแบบเพื่อป้องกันความปลอดภัย ทำได้ดีกว่านี้ตั้งเยอะ และที่สำคัญ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการเหยียบย่ำ แต่เป็นเรื่องกึ๋นในการจัดการเป็นเบื้องแรก สองจึงจะเป็นฝีมือ และความรู้ที่ใช้ในการออกแบบครับ”

และผมโพสต์อีกหนึ่งโพสต์ว่า “ผานี้ถูกทำลาย Identity , Outstanding Value , และ Emotional ในทางนันทนาการไปแล้ว นี่ผม ดีเบตบนพื้นฐานทางการท่องเทียวก็ได้ ไม่อ้างนิเวศอะไรให้วุ่นวาย”

ผมจบบันทึกข้ามคืนวานมาถึงวันนี้กับ อ.บอยไว้แค่นี้ กลับมาอ่านทบทวน ผมคิดว่าเราได้ช่วยกันมองอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้มากมาย และผมกับเขาก็ยังจะช่วยกันทำงานเรื่องเหล่านี้กันต่อไป บนหลักการที่พวกเราช่วยกันกล่าวมาในกรณีศึกษาที่ยังไม่จบเรื่องนี้...

เขียนเมื่อ 20 กรกฎาคม 2554
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง