• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก นางสิงห์เฝ้าป่า รตยา จันทรเทียร นางสิงห์เผ้าป่า - บทความ - “พุทธอุทยานโลก” แนวคิดที่ต้องหยุดคิด จะรักษาป่าหรือสร้างวัด

“พุทธอุทยานโลก” แนวคิดที่ต้องหยุดคิด จะรักษาป่าหรือสร้างวัด

อีเมล พิมพ์ PDF
rataya_story_01ในที่สุดแนวคิดริเริ่มการจัดตั้งของพุทธอุทยานโลกของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สุวิทย์ คุณกิตติ ก็ได้รับการเห็นด้วย เมื่อที่ประชุมรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 18 เม.ย. ที่ผ่านมา ในหลักการ เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาพระสงฆ์ในพื้นที่ป่า โดยให้กรมป่าไม้ถือเป็นนโยบายสำคัญและเร่งด่วน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่าได้เลือกพื้นที่จัดตั้งพุทธอุทยานโลก ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าน้ำตกเขาอีโต้ ต.เนินหอม อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี จำนวน 10,000 ไร่ ให้เป็นพื้นที่พิทักษ์ อนุรักษ์ รักษา ฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ ด้วยแนวคิด “พุทธอุทยาน” ซึ่งกรมป่าไม้จะดำเนินการตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติในพื้นที่ให้บรรลุผลโดยเร็ว กล่าวคือพระสงฆ์สามารถอาศัยอยู่ในป่าเพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ศาสนาควบคู่กับธรรมชาติและใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมได้ สำหรับรูปแบบนั้นจะไม่เน้นสิ่งก่อสร้าง ที่เป็นถาวรวัตถุ แต่จะสร้างเพียงอาคารที่ทำการ โดยจะมีการประกวดแบบ เน้นให้สอดคล้องกัฐธรรมชาติ โดยบริเวณรอบแนวเขตพื้นที่พุทธอุทยาโลก จะปลูกต้นไม้ใหญ่ อาทิ มะฮอกกานี ยางนา

สุวิทย์ ยังบอกอีกว่าเป้าหมายการก่อตั้งพุทธอุทยานโลกให้เป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาโลก เชิญชวนพุทธศาสนิกชนทั่วโลกมาร่วมใช้สถานที่เหมือนกับที่ชาวพุทธต้องไปจาริกแสวงบุญที่อินเดีย ต่อไปจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง เป็นแลนด์มาร์คพุทธศาสนาของโลก เช่นเดียวกับนครวาติกันของผู้นับถือศาสนาคริสต์ หรือการจาริกแสวงบุญในนครเมกกะของผู้นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งที่ตั้งของพุทธอุทยานมีความพร้อม ทั้งมีแหล่งน้ำ พื้นที่ราบภูเขา มีพื้นที่ป่า ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 2-3 ปี จึงจะเปิดตัวเป็นพุทธอุทยานเต็มรูปแบบ และยังมีโครงการที่จะสร้างสังเวชนียสถานเหมือนกับที่ประเทศอินเดีย และเปิดโอกาสให้ชาวพุทธทั่วโลกที่จะบริจาคเงินในการสร้างวัด มาสร้างวัดของแต่ละประเทศอยู่ในพื้นที่พุทธอุทยานโลกดิ้ซึ่งในขณะนี้มีหลายคนที่ให้ความสนใจ

แม้แนวคิดการก่อตั้งพุทธอุทยานโลกเป็นความตั้งใจหนึ่งของการปกป้องผืนป่า อันเป็นบ้านของสัตว์ให้อยู่อย่างสงบ ให้เป็นระบบนิเวศที่สมบูรณ์ต่อไป เกี่ยวกับโครงการนี้ อ.รตยา จันทรเทียร ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ในฐานะที่เป็นบุคคลผู้ทำหน้าที่ดูแลผืนป่าตะวันตก 11.7 ล้านไร่ มานานนับหลายสิบปี ให้ความเห็นว่า วัตถุประสงค์การใช้พื้นที่ ต้องดูจากสภาพพื้นที่หากเป็นการทำเป็นป่าเสริมให้ป่าธรรมชาติสมบูรณ์ขึ้น แต่อย่าดัดแปลง ซึ่งเห็นด้วยกับรัฐมนตรีที่จะพยายามให้มีสิ่งก่อสร้างน้อยที่สุด เมื่อนึกเห็นภาพเมื่อฟื้นฟูให้เป็นสภาพผืนป่าใหญ่แล้ว นอกจากต้นไม้จะเพิ่มขึ้นแล้วพวกสัตว์เล็กสัตว์น้อย นก ไก่ป่า จะเข้ามาอยู่มนป่า สัตว์จากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เองจะมีพื้นที่หากินเพิ่มขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพุทธอุทยานน่าจะอุดมทั้งสัตว์ป่าและพันธ์ไม้ต่างๆ ซึ่งพื้นที่ 10,000 ไร่ ใหญ่กว่าเมืองใหม่บางพลีถึง 3 เท่า ถือว่าเป็นพื้นที่ป่าที่พระจะไปปลีกวิเวก ปฏิบัติธรรมได้อย่างดี แต่สิ่งที่น่าห่วงคือ มีแนวคิดให้ประเทศต่างๆ มาสร้างวัดในพื้นที่พุทธอุทยาน มองว่าเป็นแนวคิดที่ขัดแย้งกัน ควรเก็บป่าไว้ให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด หากมีวัดจาก 20 นานาชาติมาสร้างจะเป็นเรื่องที่ค้านกันโดยตรง มองว่าในป่าใหญ่แห่งนี้ไม่น่าจะมีถนนด้วยซ้ำควรที่จะเป็นทางเดินเพื่อที่จะปลีกวิเวกได้อย่างสงบ

“สนับสนุนให้โครงการนี้คงพื้นที่ธรรมชาติไว้ เพราะลักษณะมีสิ่งก่อสร้างศาสนสถานมีแล้วที่พุทธมณฑล แต่ขอให้เป็นที่ปฏิบัติธรรมกับธรรมชาติอย่างแท้จริง”
ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ฝากข้อคิด

ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ยังบอกอีกว่า ปัจจุบันในช่วงหน้าแล้งจะมีพระภิกษุเข้าไปปฏิบัติธรรมในเขตผืนป่าตะวันตก บางกลุ่มเดินอ้อมไปอีกทางในพื้นที่ทางเข้าที่มีเจ้าหน้าที่ดูแล เข้าไปเลยแนวเขตกันที่อุทยานทำไว้เป็นเสมือนห้องรับแขก ซึ่งมีด้วยกัน 3 จุด คือ บริเวณที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ห้วยขาแข้ง ไทรบรือ และห้วยแม่ดัง จัดให้เป็นสถานที่กางเต็นท์และมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติได้ ซึ่งปัจจุบันมีคณะภิกษุเข้าไปปฏิบัติธรรมกันเป็นคณะใหญ่ เท่าที่ได้รับการบอกเล่าจากเจ้าหน้าที่อุทยานบางกลุ่มพบเป็นกลุ่มใหญ่ถึง 30 คน มีทั้งพระภิกษุและลูกศิษย์ที่ติดตามไป ต่างจากเมื่ออดีตที่พระอริยสงฆ์ดังๆ เช่น หลวงปู่มั่น หรือพระองค์อื่นจะเข้าธุดงค์ในป่าเพียงองค์เดียวหรือมีลูกศิษย์ตามเพียงผูเดียว และยังมีข้อแตกต่างกันอีกในยุคนั้นผืนป่ายังเหลือ 80 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ ขณะที่ปัจจุบันเหลือเพียง 20 เปอร์เซ็นต์

อ.รตยา เผยว่า เหตุผลที่ต้องต่อต้านการเข้าธุดงค์ของพระบางคณะ เพราะป่าบริเวณนี้บยังอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นบ้านของสัตว์ป่า ในกติกาพระสงฆ์ไม่น่าเข้าไป เพราะเป็นที่ที่ให้สัตว์ป่าเขาอยู่ ให้เสืออยู่ได้ ช้างได้เลี้ยงลูก เป็นพื้นที่ที่คนไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว สำหรับพระสงฆ์ที่ฝ่าฝืนมองว่าไม่ถูกต้องตามหลักปฏิบัติศีล 5 ด้วยซ้ำ ตรงกันข้ามหากพุทธอุทยานโลดได้บรรยากาศของธรรมชาติที่มีทั้งป่าทั้งสัตว์ป่า จะเป็นที่ปลีกวิเวกของพระสงฆ์ได้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวเสริมว่า เข้าใจว่าคณะใหญ่ที่เข้าไปปฏิบัติธรรมในป่าน่าจะเป็นลูกศิษย์ที่มากกว่าจำนวนพระสงฆ์ ซึ่งถ้ามีการบอกกล่าวเพื่อจะเข้าไปธุดงค์จริงๆ จะมีเจ้าหน้าที่ดูแลให้ เพราะบางพระไม่ชำนาญเส้นทางมักหลงป่าอยู่บ่อยครั้ง ขณะเดียวกันในอนาคต เมื่อต้องการมาใช้พื้นที่พุทธอุทยานโลก จะต้องมีการกำหนดการใช้พื้นที่ป่าร่วมกัน

ผืนป่าตะวันตกนั้นจัดเป็นป่าที่สมบูรณ์สุดของประเทศในเวลานี้ เป็นป่าต้นน้ำทำหน้าที่จัดสรรให้คนกรุงเทพฯ ที่ใช้น้ำประปา และชาวนาในภาคกลางจัดสรรน้ำท่าอย่างอุดมสมบูรณ์ แนวคิดพุทธอุทยานโลกที่ดูเป็นเรื่องศิวิไลซ์อาจไม่ใช่เส้นทางปลีกวิเวกอย่างแท้จริง ผืนป่าอาจถูกรบกวนอีกก็เป็นได้ หากไม่ได้ตอบโจทย์ของปัญหาได้ชัดแจ้ง

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน 2553
 

รับข่าวสาร