• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

พ.ร.บ. ป่าชุมชน

อีเมล พิมพ์ PDF

 

ลักษณะทางกายภาพของป่าชุมชน

ป่าชุมชนคือ ผืนป่าที่มีขนาดเล็กหรือใหญ่เท่าใดก็ได้แล้วแต่จะจัดหาได้ แต่ถ้าเป็นขนาดใหญ่จะต้องไม่ใหญ่เกินกว่าที่ชุมชนนั้น ๆ จะฟื้นฟูดูแลได้ ป่าชุมชนเป็นผืนป่าล้วน ๆ ไม่รวมพื้นที่อยู่อาศัย เช่น หมู่บ้านและที่ทำกิน สภาพอาจเป็นป่าธรรมชาติที่สมบูรณ์ หรือป่าเสื่อมโทรมที่รกร้างว่างเปล่าก็ได้

 

ลักษณะการจัดการป่าชุมชน

ป่าชุมชน คือ ผืนป่าที่ชุมชนช่วยกันจัดการฟื้นฟูดูแลรักษาทั้งจากปัญหาไฟป่า การบุกรุกแผ้วถางทำลายการปกป้องการหาของป่าจนเกินกำลังที่ป่าจะรับได้ โดยมีลักษณะคล้ายกันคือ ชุมชนหรือหมู่บ้านที่ดูแลป่าชุมชนใดจะมีกฎระเบียบในการดูแลและใช้ประโยชน์ เป็นต้นว่า การร่วมกันทำแนวกันไฟ การจัดเวรยามเดินลาดตระเวนกติกาในการเก็บเห็ด เก็บหน่อ ฯลฯ ป่าชุมชนจะแบ่งพื้นที่ออกเป็นสองบริเวณคือ บริเวณพื้นที่อนุรักษ์ และบริเวณพื้นที่ใช้สอย ส่วนสถานะทางกฎหมายของพื้นที่ที่จัดตั้งเป็นป่าชุมชน อาจเป็นป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่สาธารณประโยชน์ และอาจจะอยู่ในพื้นที่ของเขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า (กรณีประกาศเขตป่าอนุรักษ์ทับป่าสงวนแห่งชาติที่ใช้เป็นป่าชุมชนอยู่ก่อน)

 

เหตุผลสำคัญที่ควรสนับสนุนให้มีป่าชุมชนทั่วประเทศ

เหตุผลสำคัญของการจัดให้มีป่าชุมชนก็คือการอาศัยพลังของชุมชนท้องถิ่น ที่อยู่ใกล้ป่านั้น ๆ ฟื้นฟู ดูแลพื้นที่ป่า ให้เป็นป่าธรรมชาติที่สมบูรณ์ เป็นพื้นที่ที่มีประโยชน์ต่อการรักษาระบบนิเวศ ฟื้นฟูแหล่งน้ำ และความชุ่มชื้นตลอดจนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งนี้ โดยชุมชนนั้น ๆ จะได้ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนตามที่กล่าวมาแล้วตลอดไปซึ่งประโยชน์ที่ได้รับนี้ก็จะเอื้อไปถึงประชาชนที่อยู่ไกลผืนป่าออกไป รวมถึงประชาชนที่อยู่ในลุ่มน้ำเดียวกันเป็นความยุติธรรมในสังคม พร้อมทั้งยังเป็นการเอื้อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการและรักษาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ตามกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญปีพุทธศักราช 2540

 

เหตุผลที่ไม่ควรมีป่าชุมชนในป่าอนุรักษ์

ป่าอนุรักษ์ อันได้แก่ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า พื้นที่อันเป็นป่าต้นน้ำลำธารตลอดจนพื้นที่ที่มีคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อมอันควรแก่การอนุรักษ์ พื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่ที่ควรสงวนรักษาไว้เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า เป็นแหล่งพันธุกรรมของพรรณพืช เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ฯลฯ วิธีที่เหมาะสมที่สุดในการดูแลรักษาพื้นที่ที่มีสภาพเปราะบางต่อการสูญเสียเหล่านี้ก็คือ จะต้องดูแลในลักษณะที่ให้ธรรมชาติของสัตว์ป่าและพรรณพืช ได้มีโอกาสวิวัฒนาการด้วยตนเอง แต่โดยที่ป่าอนุรักษ์ เช่น อุทยานแห่งชาติ มีบางบริเวณที่มีธรรมชาติที่งดงามเหมาะแก่การนันทนาการ หรือใช้ประโยชน์ในการศึกษาธรรมชาติ งานวิจัยสัตว์ป่า พรรณพืช ฯลฯ จึงมีการโซนพื้นที่แบ่งเป็นเขตต่าง ๆ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงสงวนรักษาไว้มิให้สัตว์ป่าและพรรณพืชได้รับการรบกวนด้วยกิจกรรมของมนุษย์

 

ป่าชุมชน เป็นผืนป่าที่ชุมชนเข้าจัดการ เข้าหาของป่า, ทำไม้ใช้สอย, ลาดตระเวนดูแล ฯลฯ

มีกิจกรรมของมนุษย์ในผืนป่านั้นได้ ดังนั้นในพื้นที่ที่ประเทศไทยสงวนรักษาไว้เป็นป่าอนุรักษ์เป็นป่าผืนใหญ่ ที่รวบรวมพันธุ์สัตว์ป่า พันธุ์พืชจึงมิใช่พื้นที่ที่อนุญาตให้ชุมชนเข้าจัดการ แต่ควรให้ชุมชนร่วมถึงประชาคมอื่น ๆ ในชาติได้มีส่วนร่วมในการคุ้มครองดูแลป่าอนุรักษ์ร่วมกับกรมป่าไม้ ซึ่งทำหน้าที่พิทักษ์ผืนป่าอนุรักษ์ตามกฎหมายเพื่อความโปร่งใสและมีประสิทธิผลในการดูแลรักษา แต่ยังมีพื้นที่บางส่วนของผืนป่าอนุรักษ์ ที่ชุมชนท้องถิ่นได้ดูแลและใช้ประโยชน์เป็นชุมชนแล้วเกินกว่า 5 ปี และปัจจุบันยังคงดูแลรักษาและใช้ประโยชน์อยู่ เพื่อความเป็นธรรมแก่ชุมชนท้องถิ่นเหล่านั้นจึงควรให้ใช้เป็นป่าชุมชนได้ต่อไป

 

การใช้ประโยชน์ป่าชุมชน

หากจะให้ป่าชุมชนนั้นคงอยู่อย่างยั่งยืน ต้องไม่ใช่การใช้ประโยชน์เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชน แต่เป็นการใช้เพื่อลดรายจ่าย เช่นการเก็บผลิตผลจากป่าเพื่อเป็นอาหารในครัวเรือน การตัดไม้เพื่อใช้ในกรณีจำเป็นในครัวเรือนเพื่อประโยชน์สาธารณะของชุมชนตามกติกาที่ชุมชนกำหนดไว้ ป่าชุมชนจึงต้องฟื้นฟูและพัฒนาให้เป็นป่าธรรมชาติมิใช่กลายเป็นป่าเศรษฐกิจหรือหาวิธีใช้ประโยชน์ในเชิงสร้างรายได้อื่น ๆ ไม่สิ้นสุด
ที่ต้องระบุไว้ให้ชัดเจนก็เพราะว่าป่าชุมชนของประเทศไทยในปัจจุบัน มี 2 ลักษณะคือ ป่าชุมชนที่รักษาระบบนิเวศเป็นป่าธรรมชาติ ซึ่งป่าชุมชนทั่วประเทศที่ชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้จัดให้มีขึ้น มีลักษณะเป็นป่าธรรมชาติที่สอดคล้องหลักการและเหตุผลในร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน
แบบที่ 2 ป่าชุมชนที่ให้ประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ เป็นสวนป่า ปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวเช่น ยูคาลิปตัสเป็นป่าชุมชนที่กรมป่าไม้สนับสนุน

เห็นว่าการจัดสร้างสวนป่าไม่สมควรนำเข้ามาผูกกับ พ.ร.บ.ป่าชุมชน เพราะมี พ.ร.บ.สวนป่าอยู่แล้ว ชุมชนใดจะสร้างสวนป่าก็สามารถดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ.สวนป่าได้

 

งดใช้นโยบายเพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจโดยอาศัย พ.ร.บ.ป่าชุมชน

การเพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่น่าทำ เพราะคนไทยยังต้องใช้ไม้ในชีวิตประจำวัน

มากมาย แต่จะต้องแยกออกจากป่าชุมชนโดยเด็ดขาด ชุมชนใดสร้างป่าเศรษฐกิจให้ไปใช้ พ.ร.บ.

สวนป่า และป่าเศรษฐกิจที่จะเพิ่มขึ้น ควรเพิ่มในพื้นที่ซึ่งเอกชนครอบครองอยู่

ส่วนพื้นที่ซึ่งยังเป็นป่าธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นป่าสงวนแห่งชาติที่เสื่อมโทรม ที่สาธารณะ ที่หัวไร่ปลายนา ฯลฯ เหล่านี้น่าจะพยายามส่งเสริมให้ชุมชนดูแลเป็นป่าชุมชนที่เป็นป่าธรรมชาติ เพราะนอกจากได้ประโยชน์ในเชิงป่าชุมชนดังกล่าวที่ทราบแล้ว ยังเป็นการป้องกันการบุกรุกยึดครองโดยปัจเจกบุคคลด้วย

 

 

รตยา จันทรเทียร

ที่ปรึกษามูลนิธิสืบนาคะเสถียร

24 ตุลาคม 2544

 

รับข่าวสาร