• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก นางสิงห์เฝ้าป่า รตยา จันทรเทียร นางสิงห์เผ้าป่า - บทความ - การปรับนโยบายเกี่ยวกับการบริหารจัดการ ผืนป่าธรรมชาติที่เหลือเพียง ๘๓ ล้านไร่

การปรับนโยบายเกี่ยวกับการบริหารจัดการ ผืนป่าธรรมชาติที่เหลือเพียง ๘๓ ล้านไร่

อีเมล พิมพ์ PDF
ดัชนีบทความ
การปรับนโยบายเกี่ยวกับการบริหารจัดการ ผืนป่าธรรมชาติที่เหลือเพียง ๘๓ ล้านไร่
หน้าถัดไป
ทุกหน้า


1. คำนำ เมื่อพูดถึง " ป่า " หลายคนมองในมุมที่ว่าจะใช้ประโยชน์จากป่าได้อย่างไร เริ่มตั้งแต่ มองค่าของป่าเฉพาะป่าที่มีไม้มีค่า ต้นใหญ่ ใช้ทำซุงได้ราคาดี ส่วนป่าที่อุดมด้วยไม้เล็กไม้น้อย กลับไม่เป็นประโยชน์ การกำหนดให้ป่าที่ถูกสัมปทานตัดไม้มีค่าต้นโต ๆ ออกไปแล้ว แม้ป่าที่เหลือยังหนาแน่นด้วยไม้ไผ่ ต้นไทร และไม้ที่เอื้อต่อระบบนิเวศอื่น ๆ หรือป่าที่เคยถูกบุกรุก แผ้วถาง แต่กำลังฟื้นตัวตามธรรมชาติว่าเป็นป่าเสื่อมโทรม จำแนกเป็นป่าเศรษฐกิจ ให้นำไป ส.ป.ก. รวมถึงให้เช่าป่าเสื่อมโทรม เพื่อปลูกสร้างสวนป่า สวนยาง ทำการเกษตร ฯลฯ ยิ่งที่ดินกลายเป็นสินค้าที่มีแต่ราคาจะสูงขึ้น ๆ ไม่ว่าจะอยู่ ณ ส่วนใดของประเทศก็ขายได้ด้วยแล้ว การแสวงหายึดครองที่ดินป่าสงวนแห่งชาติก็ยิ่งสลับซับซ้อนมิพึงต้องกล่าวถึงสัตว์ป่า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวงจรที่ช่วยให้ป่าธรรมชาติดำรงอยู่อย่างยั่งยืน ยิ่งไม่มีผู้ใดเห็นความสำคัญด้านของทางราชการเอง ผืนป่าธรรมชาติเป็นเสมือนพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาของรัฐ ตั้งแต่ใช้เป็นที่ตั้งหมู่บ้านป้องกันตนเอง ใช้สร้างเขื่อนอ่างเก็บน้ำ ให้ทำโครงการต่าง ๆ นับร้อยโครงการไปจนถึงเป็นที่ทิ้งขยะของเมือง กล่าวโดยสรุปก็คือ เป็นมุมมองที่ไม่เห็นความสำคัญของป่า ที่เอื้อประโยชน์โดยตรงต่อความมั่นคงของประเทศทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ ไม่รับรู้ว่าภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำ เกิดจากการที่เราทำลายป่าอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขที่น่าตกใจมาก คือ จาก พ.ศ. 2516 ถึง พ.ศ. 2536 ชั่วระยะเวลา 20 ปี ภาพถ่ายดาวเทียม แสดงว่าผืนป่าธรรมชาติสูญไปถึง 51 ล้านไร่ คงเหลือเพียง 83 ล้านไร่ หรือ 26% ของพื้นที่ประเทศไทย จากเมื่อ พ.ศ.2516 ซึ่งมีถึง 134.7 ล้านไร่ หรือ 42% และในยุคนั้นเรายังมีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ภูมิอากาศมิได้ร้อนและแล้ง เช่นวันนี้ ผลจากการขาดผืนป่าธรรมชาติ เริ่มส่งผลร้ายต่อคนไทยในระยะ 4 - 5 ปีมานี้ และจะยิ่งทับทวีขึ้นจนเกินแก้ในวันหน้า

 


2. ความสำคัญของป่าธรรมชาติ ต่อวิถีชีวิตคนไทย ป่าธรรมชาติมีความสำคัญยิ่งต่อคนไทยที่ตั้งถิ่นฐานในสุวรรณภูมินี้ 3 ประการหลัก คือ

 

2.1 เป็นแหล่งเก็บและจ่ายน้ำตลอดชีวิต สรรพชีวิตในประเทศไทย ได้อาศัยน้ำจากแผ่นดินที่สูงที่ปกคลุมด้วยป่าธรรมชาติทำหน้าที่ประดุจที่เก็บน้ำถาวร ที่รองรับซับน้ำฝน และจ่ายลงสู่พื้นที่ราบต่ำ เบื้องล่างตลอดทั้งปี ความชุ่มชื้นของป่าธรรมชาติช่วยดึงดูดให้ฝนตกลงในผืนป่านั้น และต้นไม้ใหญ่น้อยรวมถึงใบไม้แห้งที่ทับถมและรากของต้นไม้ แม้จะอยู่บนพื้นที่ภายในหุบเขา หรือที่เนินก็ยังทำหน้าที่เป็นปราการป้องกันมิให้เกิดน้ำหลากเป็นอุทกภัย สร้างความเสียหายแก่ไร่นา ชุมชนและเมือง

 

2.2 ช่วยรักษาระบบนิเวศแบบสุวรรณภูมิ ประเทศไทยได้ชื่อว่า เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อม ภูมิอากาศที่เหมาะสมแก่การดำรงชีวิต คือไม่ร้อนจัดและหนาวจัดเกินไป มีฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล แผ่นดินอุดมสมบูรณ์ ฯลฯ ผืนป่าธรรมชาติเป็นจักรกลสำคัญยิ่งประการหนึ่ง ที่ทำให้สภาวะแวดล้อมดำรงสภาพเช่นนี้ ยิ่งผืนป่าธรรมชาติลดน้อยลงเพียงใดระบบนิเวศที่เคยเอื้อต่อการดำรงชีวิตอย่าง อยู่เย็นเป็นสุข ก็ยิ่งลดถอยไป

 

2.3 เป็นแหล่งขุมทรัพย์ของพันธุกรรมทางชีวภาพ เรื่องประโยชน์ของพันธุกรรมทางชีวภาพนั้น หรือเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกในทศวรรษนี้ โดยได้เห็นประโยชน์ของพันธุ์พืช, สัตว์, จุลินทรีย์ อันหลากหลายซึ่งมีอยู่อย่างสมบูรณ์ในป่าเขตร้อนมากกว่าพื้นที่อื่นของโลก มีการนำพืชสมุนไพรไปใช้ผลิตยารักษาโรค การวิจัยเพื่อให้ได้พืชพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูงทนทานต่อแมลง การวิจัยพิษภัยของแมลงบางชนิด เพื่อหาสูต

 รยาแก้ปวด การวิจัยเห็ด รา แบคทีเรีย ฯลฯ ป่าธรรมชาติของประเทศไทยเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ที่จะใช้เป็นฐานของการ ค้นคว้าวิจัยเพื่อให้ได้ผลิตผลใหม่ที่ นำไปผลิตในเชิงอุตสาหกรรมอันจะนำมาซึ่งรายได้อันมหาศาลให้แก่ประเทศ แหล่งพันธุกรรมทาง ชีวภาพ อันหลากหลายนี้มีอยู่ในป่าเขตร้อนซึ่งมีพื้นที่เพียง 7% ของพื้นที่โลก โชคดียิ่งที่ประเทศไทยตั้งอยู่ในบริเวณ 7% ด้วย

 

สรุป นอกจากประโยชน์โดยตรง 3 ประการ ของผืนป่าธรรมชาติดังได้อธิบายมาแล้ว ป่าธรรมชาติซึ่งรักษาไว้ตาม พรบ.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อุทยานแห่งชาติ ยังทำหน้าที่เป็นบ้านของสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เป็นห้องสมุดทางธรรมชาติ เป็นสถานที่เพื่อการศึกษาวิจัยตลอดจนการจัดสรรพื้นที่บางส่วนในอุทยานแห่งชาติ เพื่อประโยชน์ของการพักผ่อนหย่อนใจของประชาชน

 

3. ประโยชน์ของป่าธรรมชาติที่ต่อเนื่องเป็นผืนใหญ่ ขั้นต้นในการรักษาผืนป่าให้ยั่งยืนนั้น ความต่อเนื่องของผืนป่าที่เป็นผืนใหญ่ไม่ถูกรบกวนตัดขาดด้วยถนน ชุมชน อ่างเก็บน้ำ ฯลฯ จะส่งผลสำคัญในการช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพตลอดจนรักษาผืนป่านั้น ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนได้ ป่าที่ติดต่อกันเป็นผืนใหญ่เอื้ออำนวยต่อการที่สัตว์ป่าจะยังชีวิตอยู่และสืบพันธุ์ เพื่อทำประโยชน์ในการเกื้อกูลให้ผืนป่านั้นคงความอุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่าจะชุกชุมในที่ราบ หุบเขา และที่เนิน ได้แก่พื้นที่โซน E มากกว่า ในป่าโซน C ที่ลาดชัน อนึ่งผืนป่าที่ต่อเนื่องกันเป็นผืนใหญ่ สามารถเกื้อกูลและสร้าง สมดุลย์ให้ระบบนิเวศและรักษาความหลากหลายของ พืช สัตว์ จุลินทรีย์ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรม เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนไทย ความหลากหลายทาง ชีวภาพนี้จะมีอยู่ในป่าโซน E ซึ่งเป็นที่ราบ ที่เนิน ในหุบเขามากกว่าป่าโซน C ซึ่งเป็นที่ลาดชัน

 

4. สภาพของป่าธรรมชาติของประเทศไทยที่ลดลงถึง 51 ล้านไร่ ใน 20 ปี สถิติการลดลงของพื้นที่ป่าธรรมชาติ จากสถิติข้างต้นได้แสดงสัญญาณอันตรายต่อวิถีชีวิต ของคนไทยในอนาคตอย่างชัดแจ้งช่วงเวลาที่ผ่านมาจาก พ.ศ. 2516 ถึง พ.ศ. 2536 ในระยะเวลา 20 ปี ประเทศไทยสูญเสียป่าธรรมชาติไป 51 ล้านไร่ จากพื้นที่ป่า 134.71 ล้านไร่ เหลือ 83.45 ล้านไร่ ขณะที่พื้นที่ของประเทศไทยมีอยู่ 320.6 ล้านไร่ หากอัตราการสูญเสียยังเป็นเช่นนี้ ในอีก 20 ปี ข้างหน้า พ.ศ. 2556 ประเทศไทยจะเหลือป่าธรรมชาติ 32 ล้านไร่หรือประมาณ 10% ของพื้นที่ประเทศ ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาขาดแคลนน้ำ นับปีจะทับทวี หากไม่แก้ที่ต้นเหตุ นั่นคือการรักษาผืนป่าธรรมชาติอันเป็นแหล่งผลิตน้ำชั่วชีวิตไม่ให้ถูกทำลาย ยิ่งขึ้นไปอีก ต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง ต่อการรักษาแผ่นดินผืนป่าธรรมชาติที่เหลืออยู่ หยุดการใช้แผ่นดินผืนป่าเพื่อนานาประโยชน์อย่างที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องการป่าธรรมชาติอย่างน้อย 25% ของพื้นที่ประเทศ นั่นแหละอนาคตของลูกหลานไทยจึงจะปลอดภัย

 

5. เป้าหมายรักษาป่าธรรมชาติหรือป่าอนุรักษ์ไว้ 25% ของพื้นที่ประเทศ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2535 - 2539 ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าประเทศไทยมีเป้าหมายอนุรักษ์ป่า เพื่อเป็นต้นน้ำลำธาร, เป็นแหล่งรวมความหลากหลายทาง

 ชีวภาพ ช่วยรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ เป็นห้องสมุดของธรรมชาติและประโยชน์ทางจิตวิญญาณ รวม 25% ของพื้นที่ประเทศ หรือประมาณ 80 ล้านไร่ แต่ตามที่เป็นจริงใน พ.ศ. 2538 นี้ พื้นที่ป่าอนุรักษ์ ได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อุทยานแห่งชาติ มีประมาณ 40 ล้านไร่ หรือ 12.5 % ของพื้นที่ประเทศ แม้จะมีมติ ครม. เมื่อ มีนาคม 2535 จำแนกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่ยังคงเป็นป่าสมบูรณ์มีคุณค่าต่อระบบนิเวศให้เป็น ป่าโซน C (โซนอนุรักษ์) เพื่อเตรียมประกาศเป็นป่าอนุรักษ์เพิ่มเติม แต่ในทางปฏิบัติกลับมีอุปสรรคในการประกาศเขตอนุรักษ์เหล่านี้ ในหลายด้าน รวมถึงมีมติ ครม. 4 พฤษภาคม 2536และ28 กุมภาพันธุ์ 2537 ให้นำป่าโซนซี ที่มีผู้ครอบครองออกมา ส.ป.ก. และมีมติเมื่อ 13 กันยายน 2537 ให้นำป่าโซน ซี ออกใช้ประโยชน์สำหรับโครงการของรัฐอย่างกว้างขวาง โดยมอบให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ผู้เดียวเป็นผู้พิจารณาอนุญาตได้

 

6. สภาพป่า 83 ล้านไร่ ตามภาพถ่ายดาวเทียม พ.ศ. 2536 สภาพของป่าที่คงเหลืออยู่ 83 ล้านไร่ จากภาพถ่ายดาวเทียมจะเห็นว่าที่ติดต่อเป็นผืนใหญ่มีเพียงป่าทางตะวันตกของประเทศไทย ที่ต่อเนื่องจากจังหวัดแม่ฮ่องสอนจนถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีรอยขาดเป็นช่วง ๆ ทางภาคเหนือยังมีผืนป่าเหลืออยู่มากเช่นกัน แต่ขาดจากกันเป็นริ้ว ส่วนในภาคอื่นของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาคตะะวันออก ตะวันตก ภาคใต้ เกือบไม่มีผืนป่าที่ต่อเนื่องเป็นผืนใหญ่เหลืออยู่ คงมีสภาพคล้ายเกาะสีเขียว ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง กระจายอยู่ท่ามกลางพื้นที่ที่ใช้ประโยชน์อื่น และมีป่าเหลือเป็นแนวขนานกับชายแดนกัมพูชา ด้านอีสานใต้เท่านั้น ในเชิงของการจัดการสถานะของป่า 83 ล้านไร่นี้ อาจแบ่งได้เป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า อุทยานแห่งชาติ ประมาณ 40 ล้านไร่ และส่วนที่เหลืออีก 43 ล้านไร่ คือป่าสงวนแห่งชาติซึ่งได้รับการจำแนกโดยมติ ครม. เมื่อ มีนาคม 2535 เป็นป่าโซน ซี (โซนอนุรักษ์) โซน อี (โซนเศรษฐกิจ) และโซน เอ (โซนเกษตรกรรม) อนึ่ง ป่าโซน เอ จำนวน 7 ล้านไร่เศษ นั้น กรมป่าไม้ได้มอบให้นำไป สปก. เป็นอันดับแรกตั้งแต่ พ.ศ. 2536 แล้ว

 



 

รับข่าวสาร