• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ 27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 14 งานวิจัยเพื่อผืนป่าสัตว์ป่า

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 14 งานวิจัยเพื่อผืนป่าสัตว์ป่า

อีเมล พิมพ์ PDF

งานวิจัยวัตถุประสงค์ข้อ 4.5 ของตราสารมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กำหนดไว้ว่า “ส่งเสริมสนับสนุนการก่อให้เกิดความรู้ ความคิดเห็น และการเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม” ดังนั้นในช่วง 6 ปีแรกของการก่อตั้งมูลนิธิ (พ.ศ. 2533 - 2539) มูลนิธิได้สนับสนุนงานวิชาการ งานวิจัย เพื่อช่วยเหลือสัตว์ป่า โดยกองทุนสัตว์ป่าของมูลนิธิ ได้สนับสนุนงานวิจัยด้านวิชาการ เพื่อนำผลการศึกษามาใช้ในการอนุรักษ์


กองทุนสัตว์ป่า ได้ให้ความสนับสนุนโครงการวิจัยหลายชิ้น เป็นต้นว่า โครงการอนุรักษ์พะยูน (เกาะตะลิบง จังหวัดตรัง) โครงการศึกษาวิจัยนกเงือก (ดร.พิไล พูลสวัสดิ์) โครงการศึกษาวิจัยค้างคาวในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวร โครงการศึกษาติดตามร่องรอยกระซู่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว โครงการศึกษาติดตามช้างแคระในพื้นที่ป่าต้นน้ำเทพา จังหวัดสงขลา โครงการศึกษาวิจัยการแบ่งแยกทางระบบนิเวศ ของกระทิงและวัวแดงในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง โครงการศึกษาวิจัยนิเวศกวางผาในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย โครงการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพด้านนก และติดตามสถานภาพนกยูงในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่ยม และโครงการวิจัยนิเวศวิทยาเสือโคร่ง เสือดาว (ดำ) ของสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ รวมถึงประสานแหล่งทุนให้ส่วนวิจัยสัตว์ป่ากรมป่าไม้ (ในยุคนี้คือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช) ดำเนินโครงการอนุรักษ์เสือเพื่อป่าไทย

สำหรับฐานของนักวิจัยที่สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ห้วยขาแข้ง ในปีแรกที่ตั้งมูลนิธิ พ.ศ. 2533 – 2534 มูลนิธิได้เติมเต็มสิ่งที่ต้องการสำหรับสนับสนุนการทำงานให้แก่นักวิจัย โดยจัดหา เครื่องนอน แทงค์น้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องฉายสไลด์พร้อมจอ เครื่องเล่นวีดีโอพร้อมโทรทัศน์ซ่อมถนนเส้นทางขึ้นไปสถานีวิจัย จ้างลุงกาหลง คำศรี ให้ทำงานต่อ (ในเวลานั้นลุงกาหลงเกษียณแล้ว แต่มูลนิธิเล็งเห็นว่าลุงกาหลงนั้นเป็นผู้มีความรู้เรื่องป่าห้วยขาแข้งมากกว่าคนอื่นๆ ซึ่งถือได้ว่าเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าต่อการอนุรักษ์ผืนป่าห้วยขาแข้งเป็นอย่างมาก)

ในปีต่อๆ มา คุณศักดิ์สิทธิ์ ซิ้มเจริญ หัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ (ในยุคนั้น) ได้ใช้เงินที่มูลนิธิสืบฯ สนับสนุนเป็นรายปี ปรับปรุงอาคารวิจัยขึ้นใหม่ จากเดิมมีสภาพเป็นโกดังสังกะสี เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวรูปทรงสวยงาม มีมุขหน้า ตรงกลางเป็นห้องสมุดรวบรวมเอกสารงานวิจัย รูปถ่าย ฯลฯ สองข้างเป็นที่ทำการของนักวิจัย ขณะเดียวกันมูลนิธิยังได้สนับสนุนเรื่องงานวิจัยตลอดจนข้าวของ อุปกรณ์จำเป็นที่เกี่ยวเนื่องต่อคนทำงานเป็นระยะๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เป็นต้นว่า เมื่อทราบว่าแบตเตอรี่ที่เก็บพลังงานจากแผงโซล่าเซลล์ใช้งานไม่ได้ ก็ได้ติดต่อผู้มีจิตศรัทธารับบริจาคของใหม่ จนใช้งานได้ดีดังเดิม หรือสถานีวิจัยฯ ต้องการปรับปรุงห้องเพื่อเก็บชิ้นส่วนกระดูกช้าง เขากวาง เขากระทิง ฯลฯ ที่เก็บมาจากซากที่พบในป่า ก็ได้หาทุนมาสนับสนุนจนปรับปรุงแล้วเสร็จ

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า การสนับสนุนการทำงานวิจัยนั้น สามารถทำได้หลายทาง หลายวิธี ทั้งการสนับสนุนทุนทำงานโดยตรงในแต่ละเนื้อหางานวิจัย หรือสนับสนุนช่วยเหลือในส่วนข้าวของที่ยังขาดเหลือหรือเสียหาย ทั้งนี้ ก็เพื่อให้การดำเนินงานวิจัยเรื่องราวของผืนป่าสัตว์ป่าได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เพราะทุกอย่างนั้นล้วนมีผลส่งถึงกัน จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้ บางเรื่องมันอาจดูเป็นสิ่งเล็กน้อย แต่ทั้งหมดต่างก็ช่วยเติมเต็มซึ่งกันละกันจนทำให้งานวิจัยประสบผลสำเร็จและถูกนำไปใช้ต่อยอดในงานอนุรักษ์

ในเนื้อหาต่อจากนี้ ผู้เขียนจะขอเล่าเกี่ยวกับงานศึกษาวิจัยที่มูลนิธิสืบฯ ได้ให้การสนับสนุนในบางงานที่มีความรู้สึกประทับใจเป็นส่วนตัวเป็นการเล่าสู่เรื่องราวกันฟัง มีด้วยกันทั้งหมด 3 เรื่อง ได้แก่ งานสำรวจวิจัยเพื่อการประเมินสถานภาพสัตว์ป่า และพันธุ์พืชอย่างรวดเร็วในผืนป่าตะวันตก การศึกษาวิจัยพื้นที่เกาะระ-เกาะพระทอง และงานวิจัยนิเวศวิทยาเสือโคร่ง

เรื่องแรก งานสำรวจเพื่อการประเมินสถานภาพของสัตว์ป่าและพรรณพืชอย่างรวดเร็วในผืนป่าตะวันตก มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Rapid Ecologied Assesment (REA) of wildlife and Vegetation in WEFCOM ดำเนินการระหว่าง พ.ศ. 2542 – 2545 โดย Wildlife Conservation Society ผู้วิจัยคือ ดร.อนรรฆ พัฒนวิบูลย์

งานชิ้นนี้เป็นตัวอย่างของการใช้วิทยาศาสตร์ทำการวางแผนการบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วมเพื่ออนุรักษ์ระบบนิเวศดั้งเดิมของกลุ่มป่าตะวันตกให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

จากผลการสำรวจสัตว์ป่าเป้าหมายและพรรณพืชแล้วนำข้อมูลที่ได้มาทำการวิเคราะห์ ผลการวิเคราะห์ที่ได้มีการนำมาจัดทำแผนที่ถิ่นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมของสัตว์ป่าสำคัญ 7 ชนิด คือ ช้างป่า กระทิง วัวแดง นกยูง สมเสร็จ กวาง เสือโคร่ง

ส่วนคำตอบเกี่ยวกับพรรณพืชในกลุ่มป่าตะวันตก (Complex) 12 ล้านไร่ ได้บอกถึงสังคมพืชแต่ละชนิดว่าเป็นอย่างไร มีปริมาณเป็นร้อยละเท่าใดของผืนป่า และพบได้บริเวณใดของพื้นที่

เมื่อนำแผนที่ผลการวิเคราะห์สัตว์ป่าเป้าหมายและพรรณพืชซ้อนทับงานสำรวจชุมชนและที่ตั้งชุมชน แหล่งท่องเที่ยว ฯลฯ นักวิชาการได้ผลิตแผนที่ “เขตการจัดการป่าตะวันตกเชิงระบบนิเวศ” เมื่อ พ.ศ. 2546 ก่อนการวางแผนโครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม หรือโครงการจอมป่า เป็นครั้งแรกที่เรามีแผนที่จากการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ และถูกนำไปใช้ในการวางแผนและดำเนินงานบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วมในโครงการจอมป่า (รายละเอียดจะเล่าในบทถัดไปของบันทึกนี้)

เรื่องที่ 2 การศึกษาวิจัยพื้นที่เกาะระ เกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา โครงการอนุรักษ์ระบบนิเวศเกาะพระทอง ดำเนินการโดยคุณประทีป มีคติธรรม เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

เดือนมกราคม พ.ศ. 2545 คณะเจ้าหน้าที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ลงไปดำเนินการสำรวจพื้นที่เกาะพระทอง ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลเกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา เนื่องจากได้รับรายงานการพบนกตะกรุม สัตว์ป่าหายากที่อยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ของประเทศไทยในพื้นที่แห่งนี้

งานวิจัยชิ้นนี้มูลนิธิสืบฯ โดยได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในระยะที่ 1 (ปี พ.ศ. 2546) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานทั้งทางด้านกายภาพและชีวภาพ ตลอดจนสภาพสังคม ชุมชนในพื้นที่เกาะระและเกาะพระทอง เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการอนุรักษ์และบริหารจัดการพื้นที่และทรัพยากรของท้องถิ่น รวมไปถึงการให้การสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ของชมชนเพื่อเป็นการเรียนรู้การทำงานร่วมกัน ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องข้อมูลพื้นฐานที่สำหรับใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนดำเนินการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสม อันเป็นประโยชน์แก่ชุมชนในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่เกาะพระทองอย่างยั่งยืน

ขณะที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรกำลังเตรียมดำเนินโครงการข้างต้น ก็มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น นั่นคือ ได้เกิดสึนามิ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547 เกาะพระทองเป็นสถานที่ที่ได้รับความเสียหายโดยตรง พื้นที่อบรมกล้วยไม้และผู้นำในการอนุรักษ์กล้วยไม้เกาะพระทองต้องสูญเสียไป หมู่บ้านทุ่งคานหมู่บ้านหากจกเองก็ได้รับความเสียหายมากรวมทั้งป่าชายหาดบ้านและรีสอร์ทด้านที่รับคลื่นจากอันดามันก็เสียหายด้วย

ความช่วยเหลือจากหลากหลายองค์กรที่หลั่งไหลลงพื้นที่เกาะได้ใช้ประโยชน์ข้อมูลพื้นฐานจากผลงานศึกษาวิจัยของมูลนิธิทำให้วางแผนเข้าฟื้นฟูได้อย่างทันท่วงทีนับเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจยิ่ง

เรื่องที่ 3 งานศึกษาวิจัยนิเวศวิทยาเสือโคร่ง โดยสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เฉพาะส่วนงานของ ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ซิ้มเจริญ

ในผืนป่าไทยเสือโคร่งถือเป็นสัตว์ผู้ล่าลำดับบนสุดของระบบนิเวศ แต่ในอดีตนั้นความรู้เรื่องเสือโคร่งยังมีไม่มาก แม้แต่ภาพถ่ายเสือโคร่งที่ชัดเจนก็ยังมีให้เห็นไม่มากเหมือนปัจจุบัน บางภาพนั้นดูสั่นไหวเพราะผู้ถ่ายบอกว่ามือสั่นขณะถ่าย การสนับสนุนงานวิจัยเสือโคร่งจึงเป็นหนทางที่ทำให้เราได้รู้เรื่องราวของเขาเพื่อนำไปสู่การเรียนรู้และการทำงานด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

งานวิจัยเสือโคร่งในช่วงเริ่มต้นนั้นได้รับคำบอกเล่าจาก ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ทำวิจัยหลายเรื่องราวทั้งข้อมูลและเบื้องหลังการทำงานที่เป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะยังขาดทั้งองค์ความรู้และอุปกรณ์ โชคดีที่ไม่เพียงแต่มูลนิธิสืบฯ องค์กร และนักวิจัยคนอื่นๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศเองต่างก็ให้ความสำคัญต่องานวิจัยเรื่องเสือโคร่งและทยอยกันเข้ามาช่วยเติมเต็มส่วนต่างๆ เป็นต้นว่า WCS (WILDLIFE CONSERVATION SOCIETY) ซึ่งมี ดร.อนรรฆ พัฒนวิบูลย์ เป็นกำลังหลัก ด้วยการวางกล้องดักถ่ายภาพ (CAMARA TRAP) ซึ่งนอกจากจะทำให้ได้เห็นภาพเสือโคร่งแล้วยังได้เห็นสรรพชีวิตอื่นๆ ในผืนป่าอีกมากมาย

เรื่องไม่คาดคิดสำหรับผู้เขียนในการสนับสนุนงานวิจัยเรื่องเสือ คือ เมื่อตอนที่นักวิจัยนำชื่อผู้เขียนไปตั้งเป็นชื่อเสือโคร่งที่ติดตามเมื่อปี พ.ศ. 2539 และได้รับรู้ต่อมาว่าเสือรตยามีลูกชื่อเสือบุปผา ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการทำงานวิจัยเสือโคร่งที่เขานางรำไปแล้ว เพราะเสือบุปผาคือเสือโคร่งที่นักวิจัยสามารถติดตามเรื่องราวของเธอได้ตั้งแต่เด็กจนจนใกล้วาระสุดท้ายของชีวิต เธอเป็นแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์ ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงลูกถึง 2 ครอกด้วยกัน

งานวิจัยที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ถือเป็นงานวิจัยทางวิชาการที่ทำโดยนักวิชาการ ในอีกภาคหนึ่ง มูลนิธิสืบฯ ยังได้สนับสนุนการทำงานวิจัยแบบที่เรียกกันว่าวิจัยชาวบ้านผลิตออกมาเป็นเอกสารข้อมูลอีกหลายชิ้น ซึ่งงานวิจัยชาวบ้านที่ว่านี้ส่วนหนึ่งได้ดำเนินไปพร้อมกับการทำงานร่วมรักษาผืนป่าที่มูลนิธิสืบฯ ทำร่วมกับชุมชน ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยเรื่องรายได้จากการทำเกษตรทางเลือก ซึ่งเป็นงานส่งเสริมให้ชุมชนประกอบอาชีพอย่างเป็นมิตรกับผืนป่า หรืองานวิจัยเรื่องผลผลิตจากป่าชุมชนว่าในแต่ละมีแต่ละฤดูกาลนั้นมีผลผลิตอะไรออกมาได้บ้าง และสร้างมูลค่าได้เท่าไหร่หากมีการบริหารจัดการเพื่อใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

ประโยชน์ของการให้ชุมชนเป็นคนทำงานวิจัย เป็นการช่วยให้ชุมชนได้เห็นและพิสูจน์ข้อมูลด้วยตัวเองว่ามีความถูกต้องหรือไม่ เพราะพวกเขาเป็นเจ้าของข้อมูลเดิมอยู่แล้ว ขาดแต่การนำมาจัดระบบให้เห็นรายละเอียดเป็นลำดับที่ชัดเจน มูลนิธิสืบฯ ก็แค่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและทำกระบวนการนั้นออกมาเท่านั้น

นี่ก็เป็นเรื่องราวคร่าวๆ เกี่ยวกับงานวิจัยที่มูลนิธิสืบฯ ได้ดำเนินการมา
.

 


.
บทความโดย รตยา จันทรเทียร ประธานที่ปรึกษามูลนิธิสืบนาคะเสถียร
.

 

 

รับข่าวสาร