• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ การทำลายป่าและความป่วยไข้ของเด็กในกัมพูชา

การทำลายป่าและความป่วยไข้ของเด็กในกัมพูชา

อีเมล พิมพ์ PDF
การศึกษาที่เผยแพร่ในวารสาร The Lancet Planetary Health สรุปได้ว่าการตัดไม้ทำลายป่าในกัมพูชาเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของเด็กๆ คณะวิจัยพบว่าการสูญเสียป่าดิบในกัมพูชานั้น เพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคท้องร่วม ติดเชื้อในปอด และเป็นไข้ในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5  ปี
“นับว่าเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่การตัดไม้ทำลายป่าจะเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตของเด็กในกัมพูชา”Roman Carrasco หนึ่งในคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งสิงคโปร์ (National University of Singapore)ให้สัมภาษณ์
การศึกษาดังกล่าวช่วยเพิ่มองค์ความรู้เกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างการทำลายผืนป่าขนาดใหญ่อย่างรวดเร็วและความเสี่ยงด้านสุขภาพของมนุษย์ คณะวิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพจำนวนกว่า 35,000ครัวเรือนซึ่งจัดเก็บจากการรวบรวมข้อมูลทางประชากรศาสตร์และสุขภาพของกัมพูชา ระหว่างปี พ.ศ. 2548 และ 2557 ผลการศึกษาพบว่าการสูญเสียป่าทึบจะทำให้โอกาสเกิดโรคต่างๆ เพิ่มขึ้นในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เช่น การลดลงของพื้นที่ป่าร้อยละ 14 จะเพิ่มความเสี่ยงในการป่วยเป็นโรคท้องร่วงของเด็กถึงร้อยละ 14
ในทางกลับกัน หากพื้นที่รอบชุมชนเป็นป่าอนุรักษ์ จะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคท้องร่วง และการติดเชื้อในปอดอย่างเฉียบพลันในเด็ก
แม้ว่าการศึกษาดังกล่าวจะไม่ได้วิจัยโดยตรงว่าการเพิ่มขึ้นของการเป็นโรคท้องร่วงนั้นเชื่อมโยงกับการสูญเสียพื้นที่ป่าอย่างไร แต่การศึกษาก่อนหน้านี้พบว่าการสูญเสียพื้นที่ป่าจะทำให้วัฏจักรน้ำเสียสมดุล ส่งผลให้คุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลงไปโดยเชื้อโรคซึ่งเป็นสาเหตุของโรคท้องร่วงเพิ่มขึ้น รวมถึงปริมาณน้ำที่ลดลงซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการรักษาสุขอนามัยในครัวเรือน การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ย่อมส่งผลให้เกิดโรคท้องร่วงมากขึ้นในชุมชนปลายน้ำ
เป็นไปได้ว่าประเทศกัมพูชาก็อาจเผชิญกับปัญหานี้เช่นกัน เนื่องจากชุมชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ห่างไกลของกัมพูชายังจำเป็นต้องใช้น้ำดื่มจากแหล่งน้ำที่ไม่ได้รับการป้องกัน เช่น บ่อน้ำสาธารณะ อีกทั้งยังไม่ได้มีวิธีทำความสะอาดน้ำก่อนดื่มที่เหมาะสม นอกจากนี้ การตัดไม้ทำลายป่าอาจสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะกับการระบาดของยุง เช่น สภาพอากาศที่อุ่นขึ้น ส่งผลให้การแพร่กระจายของโรคที่มียุงเป็นพาหะมีแนวโน้มสูงขึ้น
อย่างไรก็ดี คณะวิจัยก็ยังไม่แน่ใจว่าการฟื้นฟูผืนป่าจะช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพได้หรือไม่
“การอนุรักษ์อาจมีบทบาทสำคัญในการป้องกันภัยคุกคามดังกล่าว แต่เราก็ยังไม่แน่ใจว่าวิธีการนี้จะคุ้มค่ากับเงินลงทุนหรือไม่ในแง่การลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ หากเปรียบเทียบกับมาตรการทางสาธารณสุขโดยทั่วไป” Thomas Pienkowski นักวิจัยหลักจากมหาวิทยาลัยแห่งสิงคโปร์กล่าว
“หัวใจสำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้คือ การที่เราค้บพบความเชื่อมโยงระหว่างการตัดไม้ทำลายป่าในเขตร้อนชื้นและโอกาสเสียชีวิตในเด็กที่เพิ่มขึ้นจากโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคท้องร่วง ซึ่งข้อค้นพบนี้จะสร้างมิติใหม่ของผลกระทบจากการตัดไม้ทำลายป่าต่อชุมชน”Thomas Pienkowski สรุป
อ้างอิงงานวิจัย Thomas Pienkowski et al. Empirical evidence of the public health benefits of tropical forest conservation in Cambodia: a generalised linear mixed-effects model analysis, The Lancet Planetary Health (2017). DOI: 10.1016/S2542-5196(17)30081-5.
ถอดความและเรียบเรียงจาก Deforestation in Cambodia linked to ill health in children โดย Shreya Dasgupta
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
กัมพูชาการศึกษาที่เผยแพร่ในวารสาร The Lancet Planetary Health สรุปได้ว่าการตัดไม้ทำลายป่าในกัมพูชาเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของเด็กๆ คณะวิจัยพบว่าการสูญเสียป่าดิบในกัมพูชานั้น เพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคท้องร่วม ติดเชื้อในปอด และเป็นไข้ในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5  ปี

“นับว่าเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่การตัดไม้ทำลายป่าจะเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตของเด็กในกัมพูชา”Roman Carrasco หนึ่งในคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งสิงคโปร์ (National University of Singapore)ให้สัมภาษณ์

การศึกษาดังกล่าวช่วยเพิ่มองค์ความรู้เกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างการทำลายผืนป่าขนาดใหญ่อย่างรวดเร็วและความเสี่ยงด้านสุขภาพของมนุษย์ คณะวิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพจำนวนกว่า 35,000ครัวเรือนซึ่งจัดเก็บจากการรวบรวมข้อมูลทางประชากรศาสตร์และสุขภาพของกัมพูชา ระหว่างปี พ.ศ. 2548 และ 2557 ผลการศึกษาพบว่าการสูญเสียป่าทึบจะทำให้โอกาสเกิดโรคต่างๆ เพิ่มขึ้นในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เช่น การลดลงของพื้นที่ป่าร้อยละ 14 จะเพิ่มความเสี่ยงในการป่วยเป็นโรคท้องร่วงของเด็กถึงร้อยละ 14

ในทางกลับกัน หากพื้นที่รอบชุมชนเป็นป่าอนุรักษ์ จะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคท้องร่วง และการติดเชื้อในปอดอย่างเฉียบพลันในเด็ก

แม้ว่าการศึกษาดังกล่าวจะไม่ได้วิจัยโดยตรงว่าการเพิ่มขึ้นของการเป็นโรคท้องร่วงนั้นเชื่อมโยงกับการสูญเสียพื้นที่ป่าอย่างไร แต่การศึกษาก่อนหน้านี้พบว่าการสูญเสียพื้นที่ป่าจะทำให้วัฏจักรน้ำเสียสมดุล ส่งผลให้คุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลงไปโดยเชื้อโรคซึ่งเป็นสาเหตุของโรคท้องร่วงเพิ่มขึ้น รวมถึงปริมาณน้ำที่ลดลงซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการรักษาสุขอนามัยในครัวเรือน การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ย่อมส่งผลให้เกิดโรคท้องร่วงมากขึ้นในชุมชนปลายน้ำ

เป็นไปได้ว่าประเทศกัมพูชาก็อาจเผชิญกับปัญหานี้เช่นกัน เนื่องจากชุมชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ห่างไกลของกัมพูชายังจำเป็นต้องใช้น้ำดื่มจากแหล่งน้ำที่ไม่ได้รับการป้องกัน เช่น บ่อน้ำสาธารณะ อีกทั้งยังไม่ได้มีวิธีทำความสะอาดน้ำก่อนดื่มที่เหมาะสม นอกจากนี้ การตัดไม้ทำลายป่าอาจสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะกับการระบาดของยุง เช่น สภาพอากาศที่อุ่นขึ้น ส่งผลให้การแพร่กระจายของโรคที่มียุงเป็นพาหะมีแนวโน้มสูงขึ้น

อย่างไรก็ดี คณะวิจัยก็ยังไม่แน่ใจว่าการฟื้นฟูผืนป่าจะช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพได้หรือไม่

“การอนุรักษ์อาจมีบทบาทสำคัญในการป้องกันภัยคุกคามดังกล่าว แต่เราก็ยังไม่แน่ใจว่าวิธีการนี้จะคุ้มค่ากับเงินลงทุนหรือไม่ในแง่การลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ หากเปรียบเทียบกับมาตรการทางสาธารณสุขโดยทั่วไป” Thomas Pienkowski นักวิจัยหลักจากมหาวิทยาลัยแห่งสิงคโปร์กล่าว

“หัวใจสำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้คือ การที่เราค้บพบความเชื่อมโยงระหว่างการตัดไม้ทำลายป่าในเขตร้อนชื้นและโอกาสเสียชีวิตในเด็กที่เพิ่มขึ้นจากโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคท้องร่วง ซึ่งข้อค้นพบนี้จะสร้างมิติใหม่ของผลกระทบจากการตัดไม้ทำลายป่าต่อชุมชน”Thomas Pienkowski สรุป
.

.
อ้างอิงงานวิจัย Thomas Pienkowski et al. Empirical evidence of the public health benefits of tropical forest conservation in Cambodia: a generalised linear mixed-effects model analysis, The Lancet Planetary Health (2017). DOI: 10.1016/S2542-5196(17)30081-5.
ถอดความและเรียบเรียงจาก Deforestation in Cambodia linked to ill health in children โดย Shreya Dasgupta
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
.
 

รับข่าวสาร