• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ 27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 11 มหากาพย์เขื่อนแม่วงก์ part 1

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 11 มหากาพย์เขื่อนแม่วงก์ part 1

อีเมล พิมพ์ PDF

เขื่อนแม่วงก์ในตอนที่แล้วนั้นได้เล่าถึง “หน้าที่” ในฐานะ “หมาเฝ้าป่า” บทนี้จึงอยากขอเล่าขยายถึงงานอนุรักษ์ที่ทำไม่เสร็จและยังคงทำหน้าที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน อย่างการคัดค้านโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์


เชื่อว่าในช่วง 4 – 5 ปีที่ผ่านมาผู้อ่านคงรู้จักชื่อโครงการเขื่อนแม่วงก์เป็นอย่างดี บางท่านอาจเป็นหนึ่งในผู้ลงชื่อคัดค้านโครงการจากกิจกรรมต่างๆ ที่หลากหลายองค์กรได้จัดขึ้น บางท่านอาจเคยได้ร่วมแสดงออกผ่านการเดินเท้าร่วมกับ .ศศิน เฉลิมลาภ ในปี .. 2556 บางท่านอาจเข้าใจว่าฝ่ายนักอนุรักษ์ชนะแล้ว สามารถรักษาผืนป่าแม่วงก์ไว้ได้อย่างสำเร็จลุล่วง แต่นั่นก็เป็นความเป็นจริงแค่ครึ่งเดียว โครงการเขื่อนแม่วงก์ยังอยู่ ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ไม่ได้ถูกเสนอขึ้นมาเท่านั้น เฉกเช่นเดียวกับโครงการพัฒนาที่จะส่งผลกระทบระยะยาวต่อสิ่งแวดล้อมอีกหลายโครงการที่ยังคาราคาซังอยู่จนถึงปัจจุบัน เช่น โครงการก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นอันเป็นที่รู้จักควบคู่กับมากับโครงการเขื่อนแม่วงก์

สำหรับโครงการเขื่อนแม่วงก์นั้น เป็นโครงการที่ริเริ่มโดยกรมชลประทาน เพื่อใช้บริหารจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง (ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี นครสวรรค์ และกำแพงเพชร) มีขนาดความยาว 730 เมตร กว้าง 10 เมตร สูง 57 เมตร พื้นที่อ่างเก็บน้ำประมาณ 13,000 ไร่ อยู่ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ .กำแพงเพชรและจ.นครสวรรค์ปริมาณกักเก็บน้ำ 250 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งหากท้าวความถึงที่มาของโครงการนี้นั้นมาก่อนการก่อตั้งมูลนิธิสืบนาคะเสถียรเสียอีก โดยโครงการเขื่อนแม่วงก์นั้นกรมชลประทานริเริ่มแนวคิดมาตั้งแต่ .. 2525 แต่มาทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และแผนแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม (E.I.M.P) แล้วเสร็จในเดือนมกราคม .. 2534 และเดือนกุมภาพันธ์ .. 2537 ตามลำดับ และในการประชุมคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ (คชก.) มีมติให้กรมชลประทานศึกษาเพิ่มเติม โดยให้ศึกษาเปรียบเทียบผลกระทบสิ่งแวดล้อมบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเขาชนกัน ซึ่งอยู่นอกเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ด้วยเนื่องการศึกษาความเหมาะสมของโครงการพบว่าที่ตั้งโครงการบริเวณเขาชนกันจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าบริเวณเขาสบกกที่อยู่ในเขตอุทยานฯ
.
.

เขื่อนแม่วงก์
.
.
.
ในส่วนของอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เวลานั้น ยังอยู่ในสภาพที่กำลังฟื้นตัวจากการประกาศเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ (เมษายน .. 2528) เพราะเดิมทีก่อนหน้านั้นมีการทำสัมปทานไม้สักและเคยมีชุมชนตั้งรกรากอาศัย พื้นที่หลายแห่งเป็นที่ราบโล่งเตียน และไม้ใหญ่หลายต้นเหลือแต่ตอ เหมือนว่าไม่มีอะไรให้รักษาแล้ว แต่ด้วยความรู้ที่สั่งสมมาจากครูบาอาจารย์ของคณะวนศาสตร์หลายท่านที่ได้บอกเล่า ทำรายงาน และวิจัยเรื่องการฟื้นตัวของผืนป่า ซึ่งจะยังประโยชน์ต่อทั้งตัวของผืนป่า ต่อสัตว์ป่า และมนุษย์ในอนาคต ทำให้มูลนิธิต้องทำหน้าที่รักษาผืนป่าแห่งนี้เอาไว้ และที่สำคัญ คือ ผืนป่าแม่วงก์เป็นผืนป่าที่เชื่อมต่อกับผืนป่าห้วยขาแข้งหัวใจที่สมบูรณ์ของผืนป่าตะวันตก จึงมิอาจละเลยหน้าที่นี้ได้อย่างเด็ดขาด เพราะอย่างที่คุณสืบ นาคะเสถียร ได้ฝากไว้ในมรดกโลกของเธอว่า หลักประกันในการที่จะรักษาพันธุ์ของต้นไม้ พืช และสัตว์ป่าไว้ได้จำเป็นจะต้องอาศัยพื้นที่ป่าอนุรักษ์ขนาดใหญ่ที่มีความต่อเนื่อง มิใช่มีหลายแห่งแต่กระจัดกระจายเป็นหย่อมเล็กหย่อมน้อย เหมือนเกาะที่อยู่กลางสมุทรที่ขาดการเชื่อมโยงติดต่อกัน

หลังจากคชก.มีมติให้กรมชลประทานกลับไปศึกษาเพิ่มเติม กรมชลประทานก็ได้กลับไปศึกษา และเพิ่มเติมรายงานส่งให้สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) พิจารณาเป็นระยะๆ แต่ก็ไม่เคยผ่านความเห็นชอบคชก. เนื่องจากรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่จัดทำมานั้น ยังขาดความชัดเจนในหลายๆ ประเด็น เป็นต้นว่า ขาดเนื้อหาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อนิเวศวิทยาทั้งทางตรงและทางอ้อม ขาดการประเมินต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม โดยจะต้องรวมมูลค่าระบบนิเวศวิทยาของทรัพยากรป่าไม้ และสัตว์ป่าที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการ ขาดการเปรียบเทียบการวิเคราะห์ผลประโยชน์ ต้นทุนของโครงการเขื่อนทั้ง 2 บริเวณ เป็นเช่นนี้อยู่ทุกๆ ปี โดยเฉพาะในช่วง .. 2540 เป็นต้นมา จนถึง .. 2550 ผู้อ่านสามารถอ่านลำดับเหตุการณ์ในส่วนนี้ได้ในเว็บไซต์ของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ซึ่งมีลำดับเหตุการณ์และเหตุผลของคชก.บันทึกไว้โดยละเอียด

ฟากมูลนิธิสืบนาคะเสถียรก็ได้ทำหนังสือคัดค้านมาโดยตลอด รวมถึงการนำเสนอข้อมูลต่อ คชก. สื่อมวลชน การจัดกิจกรรมต่างๆ ทำเวทีเสวนา การผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ เอกสาร โปสเตอร์ ไปจนถึงเสื้อยืดรณรงค์ซึ่งเหตุผลของการคัดค้านนั้นอยู่บนพื้นฐานความจริง มีหลักฐานเชิงประจักษ์ มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ นำเสนอข้อมูลอีกด้านที่ไม่ถูกพูดถึงมากนักในรายงาน อย่างเรื่องของผลกระทบต่อระบบนิเวศ ผืนป่า สัตว์ป่า

ข้อมูลแต่ละอย่างนั้นก็ล้วนมาจากการลงไปศึกษาในพื้นที่จริง สำหรับตัวผู้เขียนนั้นเป็นคนที่ต้องเห็นด้วยตา จะไม่ค่อยมีความรู้สึกซาบซึ้งจากข้อมูลในการอ่านรายงาน แต่เราต้องลงพื้นที่ ต้องเห็นด้วยตา ต้องได้พูดคุยกับพื้นที่จริงๆ ซึ่งจะสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นออกมาถ่ายทอดได้อย่างสมบูรณ์

เมื่อเป็นโครงการที่ตั้งโดยให้เห็นผลว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ แน่นอนว่ามูลนิธิย่อมต้องได้รับข้อกล่าวหาว่า ห่วงป่ามากกว่าคน เห็นเสือดีกว่าคน ในระยะหลังๆ ก็มีวาทกรรมเพิ่มขึ้นมาอีกว่า คนในมูลนิธิสืบนาคะเสถียรกินข้าวหรือกินป่า เพราะเหตุผลที่อ้างว่าหากมีเขื่อนแม่วงก์ ชาวบ้านชาวนาก็จะมีน้ำไว้ทำนา จากที่สามารถทำนาได้ปีละ 3 ครั้ง ก็จะเพิ่มเป็น 2 ปี ทำได้ 7 ครั้ง ซึ่งในแต่ละองค์กร หรือบุคคลนั้นก็ย่อมมีจุดยืนของตัวเอง องค์กรแต่ละงค์กรล้วนมีหน้าที่ที่ต้องทำ มูลนิธิสืบนาคะเสถียรมีหน้าที่อย่างหนึ่ง กรมชลประทานมีหน้าที่อย่างหนึ่ง เราก็เข้าใจทุกฝ่ายว่าอะไรเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหา เราไม่ได้คัดค้าน แต่เรามองผลกระทบระยะยาวที่จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี

 

.


.
บทความโดย รตยา จันทรเทียร ประธานที่ปรึกษามูลนิธิสืบนาคะเสถียร

 

รับข่าวสาร