• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ จากป่าสู่เมือง : สืบ นาคะเสถียร ในวันที่ร่วมกันหยุดเขื่อนน้ำโจน

จากป่าสู่เมือง : สืบ นาคะเสถียร ในวันที่ร่วมกันหยุดเขื่อนน้ำโจน

อีเมล พิมพ์ PDF
ทศวรรษที่ 2520 - 2530 เป็นทศวรรษของการสร้างเขื่อนในประเทศไทย ในยุคนั้นมีทั้งเขื่อนที่อยู่ระหว่างเตรียมการขอก่อสร้าง กำลังก่อสร้าง สร้างเสร็จแล้ว และกำลังเก็บน้ำ เฉพาะที่จังหวัดกาญจนบุรีก็มีเขื่อนใหญ่อยู่ 4 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนท่าทุ่งนา เขื่อนเขาแหลม และเขื่อนท่าม่วง และกำลังเตรียมการสร้างเขื่อนน้ำโจนในผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นเขื่อนที่ 5
เวลานั้นได้เกิดปรากฎการณ์สำคัญเพื่อคัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจนขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยชาวเมืองกาญจนบุรี ชมรมอนุรักษ์ระดับต่างๆ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน ฯลฯ ต่างร่วมคัดค้านการสร้างเขื่อนนี้
สมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้เขียนเป็นสมาชิกอยู่ ได้ทำหนังสือ ลงวันที่ 30 เดือนกันยายน พ.ศ. 2525 ความสำคัญว่า สมาคมฯ ยังไม่เห็นวิถีทางที่หน่วยงานใดจะรับผิดชอบรักษาสภาพป่าทุ่งใหญ่นเรศวรไว้ได้อย่างจริงจัง เมื่อจะมีการก่อสร้างเขื่อนน้ำโจน และเน้นว่า "ไม่เห็นด้วยที่จะสละป่าทุ่งใหญ่ให้แก่เขื่อนน้ำโจน” ลงนามโดย นายนัดดา ศรียาภัย นายกสมคมฯ
ข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ต้นน้ำของเขื่อนน้ำโจน ซึ่งจะกั้นแม่น้ำแม่กลอง ใจกลางป่าทุ่งใหญ่นเรศวรซึ่งมีคุณค่าของระบบนิเวศเกินกว่าที่จะประเมินค่าได้ ป่าทุ่งใหญ่ฯ ซึ่งมีสภาพเป็นป่าทุ่ง มีต้นปรงต้นเป้งขึ้นกระจายอยู่ทั่วบริเวณ เป็นบ้านของสัตว์ป่านานาชนิด ทั้งกระทิง กวาง เก้ง ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้นำเสนอโดยนักวิชาการของกรมป่าไม้ในยุคนั้น ได้แก่ คุณสืบ นาคะเสถียร คุณนพรัตน์ นาคสถิตย์ คุณนริศ ภูมิภาคพันธ์ และคุณวีรวัธน์ ธีระประสาธน์
สมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม ได้นำข้อมูลมาย่อยให้เข้าใจง่ายๆ สรุปเป็นข่าวอยู่ในกระดาษเอสี่ 2 แผ่น เช่นเดียวกับความรู้เรื่องอื่นๆ เช่น รอยแยกของโลก (Fault) แผ่นดินไหว และความรู้สำคัญอื่นๆ เป็นข่าวที่เผยแพร่เป็นระยะๆ เอกสารคัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจนยังมีอีกหลายฉบับ จัดทำโดยหลายองค์กร เอกสารบางฉบับยังเหลือให้สืบค้นได้ในปัจจุบัน
คุณสืบ นาคะเสถียร ที่เคยเป็นหัวหน้าคณะทำงานอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลาน (เขื่อนรัชชประภา) จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาพจากโทรทัศน์รายงานการทำงานอย่างเข็มแข็งของคุณสืบ ไม่ว่าการช่วยปั้มหัวใจกวางในเรือ การช่วยเหลือชีวิตงูจงอางจากอ่างเก็บน้ำ รวมถึงภาพคุณสืบนั่งอย่างหมดหวังที่จะยื้อชีวิตสัตว์ป่าไว้ ล้วนสร้างผลสะเทือนหัวใจของผู้คน เธอจึงได้ประจักษ์ชัดเจนว่าการทำลายบ้านและที่หาอยู่หากินของสัตว์ป่าด้วยการนำน้ำไปท่วมไม่มีทางที่จะช่วยให้สัตว์คงเผ่าพันธุ์อยู่ได้ เธอจึงทุ่มเทที่จะหยุดการทำร้ายสัตว์ป่า คือ ต้องหยุดการสร้างเขื่อน
มีเหตุการณ์สำคัญประการหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อการเก็บกักน้ำเขื่อนศรีนครินทร์เก็บกักน้ำสูงสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2525 และในวันที่ 18 และ 22 เมษายน พ.ศ. 2526ได้เกิดแผ่นดินไหวระดับ 5.3 และ 5.8 ริกเตอร์ (สหรัฐ) ศูนย์กลางอยู่ที่อำเภอศรีสวัสดิ์ ห่างจากตัวเขื่อนประมาณ 30 กม. ตรงตามที่นักธรณีวิทยาได้เตือนไว้แล้วว่าการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่เก็บน้ำจำนวนมากๆ นั้น อาจเป็นเหตุให้เกิดแผ่นดินไหว และเขื่อนเขาแหลมและเขื่อนศรีนครินทร์ล้วนตั้งอยู่บนรอยเลื่อนที่ยังมีชีวิตทั้งสิ้น
ประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งก็คือข้อถกเถียงว่าป่าทุ่งใหญ่นเรศวรนั้นเป็นผืนป่าที่ยังมีระบบนิเวศธรรมชาติที่ยังสมบูรณ์จริงหรือไม่ ฝ่ายที่ต้องการสร้างเขื่อนก็บอกว่าเป็นป่าที่ถูกทำลายจนกลายเป็นทุ่งโล่งๆ แล้ว ฝ่ายคัดค้านการสร้างก็บอกว่า ทุ่งหญ้าธรรมชาติแห่งนี้เป็นที่หาอยู่หากินของสัตว์กินพืชทั้งหลายที่ยังอยู่ได้อย่างปกติสุข
คำตัดสินมาจากที่วันหนึ่งมีโทรทัศน์นำเฮลิคอปเตอร์ไปบินถ่ายภาพ และได้ภาพกระทิงฝูงใหญ่กว่า50 ตัวกำลังวิ่งเต็มฝีเท้าในทุ่ง เป็นอันว่าท่านพ่อฤๅษีทุ่งใหญ่ทุ่งใหญ่นเรศวรส่งกระทิงมายุติข้อถกเถียง และอาจหมายถึงการยุติการสร้างเขื่อนน้ำโจน เพราะหลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลในยุคนั้นก็ได้มีมติให้ชะลอการสร้างเขื่อนน้ำโจน เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2531
มีเกร็ดเล่ากันต่อมาว่าในวันที่คณะกรรมการพิจารณาเรื่องเขื่อนน้ำโจนประชุมกันเป็นครั้งสุดท้าย และมีมติให้ชะลอการสร้างเขื่อนน้ำโจนนั้น เมื่อ ศ.ดร.สุรพล สุดารา ออกจากห้องประชุม และแจ้งให้คุณสืบ นาคะเสถียร ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่รอฟังผลอยู่นอกห้องประชุมได้ทราบ คุณสืบถึงกับกระโดดกอด ศ.ดร.สุรพล พร้อมพูดด้วยเสียงสั่นๆ ด้วยอารมณ์ว่า “อาจารย์เราทำได้แล้ว เราทำได้แล้ว”และน้ำตาซึมด้วยความยินดี
ศ.ดร.สุรพล ได้บันทึกเหตุการณ์ครั้งนั้นเอาไว้ความว่า “คุณสืบ ต่อสู้ด้วยความรู้ทางวิชาการและประสบการณ์อย่างทุ่มเทมาตลอดระยะเวลาแห่งการพิจารณานั้น และความสำเร็จที่เกิดขึ้นได้ต้องถือว่าเป็นผลงานของคุณสืบด้วยส่วนหนึ่งแน่นอน”
เมื่อวิกฤตการณ์เขื่อนน้ำโจนยุติลงเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2531 ฝ่ายค้านที่เคยรวมพลังกันอย่างเหนียวแน่นต่างแยกย้ายกันไปดำเนินชีวิตตามแนวทางของแต่ละคน สำหรับคุณสืบ นาคะเสถียร กลับมาใช้เวลาในงานวิจัย รวมถึงลงพื้นที่ทำงานภาคเหนือภาคใต้ ผลิตเอกสารวิชาการต่างๆ จากประสบการณ์
และความเป็นห่วงความอยู่รอดของระบบนิเวศ ธรรมชาติ ผืนป่า สัตว์ป่า ทุ่งใหญ่นเรศวร - ห้วยขาแข้ง คุณสืบและผองเพื่อน ตัดสินใจว่า จะต้องใช้ความยอมรับของนานาชาติ เข้าช่วยอนุรักษ์ผืนป่านี้ “ป่าผืนนี้ต้องเป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก”
เดือนธันวาคม พ.ศ. 2532 คุณสืบรับหน้าที่เป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เธอทำงานด้วยความมุ่งมั่นที่จะรักษาระบบนิเวศธรรมชาติไว้ให้ได้ สมกับที่ได้ติดตั้งป้ายเตือนใจไว้ตั้งแต่เข้ามารับหน้าที่ว่า “ข้าจะรักษาผืนป่าและสัตว์ป่าด้วยชีวิต”
ในยุคนั้นห้วยขาแข้งเป็นเสมือนแดนมิคสัญญีของสัตว์ป่า เสียงปืนที่ดังขึ้นตอนกลางคืนเป็นธรรมดา การล่าสัตว์ทำกันเป็นขบวนการ มีทีมไล่ล่า เข้าไปไล่ยิงสัตว์ป่าแล้วทิ้งซากเอาไว้ให้อีกทีมตามเข้ามาแล่เนื้อและขนออกมาขาย
ภาพแห่งความน่าเศร้าที่กล่าวไปนั้น คุณบุหลัน รันตี นักเขียนเรื่องราวป่าไม้สัตว์ป่า ได้เขียนบันทึกเรื่องราวของป่าห้วยขาแข้งเวลานั้นลงในหนังสือ ‘เที่ยวไปในป่าลึก’ บทหนึ่งชื่อ ‘นักล่าห้วยขาแข้ง’ บรรยายเอาไว้ว่า “การเห็นซากกวางถูกชำแหละทิ้งไว้เช่นนี้มิได้เป็นของแปลกสำหรับเราอีกต่อไป เพราะมีให้เห็นตลอดเส้นทาง แต่ละซากมีสภาพคล้ายๆ กัน ถ้าซากไหนไม่มีหัวตัดทิ้งไว้ แสดงว่ากวางตัวนั้นเป็นตัวผู้ เขาสวยของมันสามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้เช่นกัน ตลอดการเดินทางเราพบซากกวางถูกฆ่าตายเกือบสามสิบซาก ผมได้ถ่ายเป็นภาพสไลด์เอาไว้ ถ่ายจนฟิล์มเกือบจะหมดจนเลิกถ่าย พิจารณาดูแล้วว่ามันจะต้องเป็นการล่าเพื่อการค้าอย่างแน่นอน”
ในงาน ‘วันสิ่งแวดล้อม 33’ เดือนมิถุนายน พ.ศ.2533 คุณสืบได้รับเชิญไปบรรยายเรื่องสัตว์ป่าเมืองไทย ในวันนั้นคุณสืบบรรยายประกอบภาพถึงวิกฤตของสัตว์ป่า และบ้านของเขาด้วยความรักและห่วงใยอย่างจริงจัง ตรึงหัวใจผู้ฟังร่วมพันคน
ในวันนั้นคุณสืบได้กล่าวประโยค ที่ยังจำได้ถึงวันนี้ว่า “ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่า”
ช่วงเวลา 8 เดือนที่คุณสืบทำหน้าที่หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จากธันวาคม พ.ศ.2532 ถึง 1 กันยายน พ.ศ. 2533 ดูเหมือนว่ากิจกรรมที่ต้องทำเพื่อการอนุรักษ์ คุณสืบได้กระทำแล้ว ไม่ว่าการลงพูดคุยตามบ้านของชาวบ้าน การกระตุ้นให้โรงเรียนใกล้ป่าได้เข้าใจความสำคัญของการอนุรักษ์ป่า ภาพคุณสืบยืนบรรยายให้แถวนักเรียนชั้นประถมตัวเล็กๆ ฟัง การทำงานป้องกันการตัดไม้ทำลายป่าอย่างแข็งขันตรงไปตรงมาจนมีค่าหัว ไปจนถึงเรื่องที่จัดนิทรรศการและสัมมนาที่เมืองอุทัยธานีต่อต้านการให้สัมปทานป่าที่อยู่ระหว่างเขานางรำกับสวนป่าระบำไว้ได้ ความสมบูรณ์ของป่านี้ยังอยู่ประจักษ์แก่สายตาของผู้ที่มีโอกาสไปดูจุดชมวิวที่เขานางรำ
คุณสืบเป็นผู้นำที่ลูกน้องทั้งรักและเกรงใจ หลังจากการทำงานหนักมาแล้วในตอนกลางวัน คุณสืบใช้เวลาตอนกลางคืนเขียนรายงานการนำเสนอองค์การสหประชาชาติเพื่อให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวนและห้วยขาแข้งได้รับการสถาปนาเป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก
หลังสี่ทุ่มที่เครื่องปั่นไฟถูกปิดแล้ว คุณสืบจะยังจุดเทียนนั่งทำรายงานต่อไปจนดึกดื่น จนสเร็จเป็นรายงานชื่อ Nomination of the ThungYai-HuayKhaKhaeng Wildlife Sanctuary to be a UNESCO World Heritage Site present by SeubNakasathien and Belinda Stewart-Cox - เขียนร่วมกับคุณเบลินดา สจ๊วต ค็อกซ์
แปดเดือนแห่งความกดดัน ที่ตั้งปณิธานไว้ว่าจะรักษาผืนป่าสัตว์ป่าห้วยขาแข้งด้วยชีวิต แต่ผลดูเหมือนจะยากที่จะรักษาไว้ได้ มีหลายคนที่พบคุณสืบช่วงเวลานั้นต่างบอกว่า คุณสืบผอมลงมาก เครียดมาก มีข่าวเล่าลือกันต่อมาว่าคุณสืบเข้าพบผู้ใหญ่ระดับรัฐมนตรี อธิบายเรื่องราวต่างๆ แต่กลับได้รับคำแนะนำว่า “คุณต้องทำงานให้หนักกว่านี้”
คำตอบของคำแนะนำนี้ น่าจะอยู่ในคำให้สัมภาษณ์ของคุณสืบว่า
“ผมทำได้ดีที่สุดแล้วเท่าที่ผมมีชีวิตอยู่ผมคิดว่าผมได้ช่วยเหลือสังคมดีแล้วผมคิดว่าผมได้ทำตามกำลังของผมดีแล้วและผมพอใจผมภูมิใจสิ่งที่ผมทำ”
เสียงปืนหนึ่งนัดเมื่อเช้ามืดของวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2533 ได้ปิดชีวิตของชายผู้ซึ่งรักษาผืนป่า สัตว์ป่า ด้วยชีวิต ด้วยกาย วาจา และใจ
การจากไปของคุณสืบมิได้สูญเปล่า
แต่เป็นการเปิดตำนาน ‘ไอ้พวกอนุรักษ์’
สืบ นาคะเสถียรทศวรรษที่ 2520 - 2530 เป็นทศวรรษของการสร้างเขื่อนในประเทศไทย ในยุคนั้นมีทั้งเขื่อนที่อยู่ระหว่างเตรียมการขอก่อสร้าง กำลังก่อสร้าง สร้างเสร็จแล้ว และกำลังเก็บน้ำ เฉพาะที่จังหวัดกาญจนบุรีก็มีเขื่อนใหญ่อยู่ 4 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนท่าทุ่งนา เขื่อนเขาแหลม และเขื่อนท่าม่วง และกำลังเตรียมการสร้างเขื่อนน้ำโจนในผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นเขื่อนที่ 5

เวลานั้นได้เกิดปรากฎการณ์สำคัญเพื่อคัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจนขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยชาวเมืองกาญจนบุรี ชมรมอนุรักษ์ระดับต่างๆ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน ฯลฯ ต่างร่วมคัดค้านการสร้างเขื่อนนี้

สมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้เขียนเป็นสมาชิกอยู่ ได้ทำหนังสือ ลงวันที่ 30 เดือนกันยายน พ.ศ. 2525 ความสำคัญว่า สมาคมฯ ยังไม่เห็นวิถีทางที่หน่วยงานใดจะรับผิดชอบรักษาสภาพป่าทุ่งใหญ่นเรศวรไว้ได้อย่างจริงจัง เมื่อจะมีการก่อสร้างเขื่อนน้ำโจน และเน้นว่า "ไม่เห็นด้วยที่จะสละป่าทุ่งใหญ่ให้แก่เขื่อนน้ำโจน” ลงนามโดย นายนัดดา ศรียาภัย นายกสมคมฯ

ข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ต้นน้ำของเขื่อนน้ำโจน ซึ่งจะกั้นแม่น้ำแม่กลอง ใจกลางป่าทุ่งใหญ่นเรศวรซึ่งมีคุณค่าของระบบนิเวศเกินกว่าที่จะประเมินค่าได้ ป่าทุ่งใหญ่ฯ ซึ่งมีสภาพเป็นป่าทุ่ง มีต้นปรงต้นเป้งขึ้นกระจายอยู่ทั่วบริเวณ เป็นบ้านของสัตว์ป่านานาชนิด ทั้งกระทิง กวาง เก้ง ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้นำเสนอโดยนักวิชาการของกรมป่าไม้ในยุคนั้น ได้แก่ คุณสืบ นาคะเสถียร คุณนพรัตน์ นาคสถิตย์ คุณนริศ ภูมิภาคพันธ์ และคุณวีรวัธน์ ธีระประสาธน์

สมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม ได้นำข้อมูลมาย่อยให้เข้าใจง่ายๆ สรุปเป็นข่าวอยู่ในกระดาษเอสี่ 2 แผ่น เช่นเดียวกับความรู้เรื่องอื่นๆ เช่น รอยแยกของโลก (Fault) แผ่นดินไหว และความรู้สำคัญอื่นๆ เป็นข่าวที่เผยแพร่เป็นระยะๆ เอกสารคัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจนยังมีอีกหลายฉบับ จัดทำโดยหลายองค์กร เอกสารบางฉบับยังเหลือให้สืบค้นได้ในปัจจุบัน

คุณสืบ นาคะเสถียร ที่เคยเป็นหัวหน้าคณะทำงานอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลาน (เขื่อนรัชชประภา) จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาพจากโทรทัศน์รายงานการทำงานอย่างเข็มแข็งของคุณสืบ ไม่ว่าการช่วยปั้มหัวใจกวางในเรือ การช่วยเหลือชีวิตงูจงอางจากอ่างเก็บน้ำ รวมถึงภาพคุณสืบนั่งอย่างหมดหวังที่จะยื้อชีวิตสัตว์ป่าไว้ ล้วนสร้างผลสะเทือนหัวใจของผู้คน เธอจึงได้ประจักษ์ชัดเจนว่าการทำลายบ้านและที่หาอยู่หากินของสัตว์ป่าด้วยการนำน้ำไปท่วมไม่มีทางที่จะช่วยให้สัตว์คงเผ่าพันธุ์อยู่ได้ เธอจึงทุ่มเทที่จะหยุดการทำร้ายสัตว์ป่า คือ ต้องหยุดการสร้างเขื่อน

มีเหตุการณ์สำคัญประการหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อการเก็บกักน้ำเขื่อนศรีนครินทร์เก็บกักน้ำสูงสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2525 และในวันที่ 18 และ 22 เมษายน พ.ศ. 2526 ได้เกิดแผ่นดินไหวระดับ 5.3 และ 5.8 ริกเตอร์ (สหรัฐ) ศูนย์กลางอยู่ที่อำเภอศรีสวัสดิ์ ห่างจากตัวเขื่อนประมาณ 30 กม. ตรงตามที่นักธรณีวิทยาได้เตือนไว้แล้วว่าการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่เก็บน้ำจำนวนมากๆ นั้น อาจเป็นเหตุให้เกิดแผ่นดินไหว และเขื่อนเขาแหลมและเขื่อนศรีนครินทร์ล้วนตั้งอยู่บนรอยเลื่อนที่ยังมีชีวิตทั้งสิ้น

ประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งก็คือข้อถกเถียงว่าป่าทุ่งใหญ่นเรศวรนั้นเป็นผืนป่าที่ยังมีระบบนิเวศธรรมชาติที่ยังสมบูรณ์จริงหรือไม่ ฝ่ายที่ต้องการสร้างเขื่อนก็บอกว่าเป็นป่าที่ถูกทำลายจนกลายเป็นทุ่งโล่งๆ แล้ว ฝ่ายคัดค้านการสร้างก็บอกว่า ทุ่งหญ้าธรรมชาติแห่งนี้เป็นที่หาอยู่หากินของสัตว์กินพืชทั้งหลายที่ยังอยู่ได้อย่างปกติสุข

คำตัดสินมาจากที่วันหนึ่งมีโทรทัศน์นำเฮลิคอปเตอร์ไปบินถ่ายภาพ และได้ภาพกระทิงฝูงใหญ่กว่า 50 ตัวกำลังวิ่งเต็มฝีเท้าในทุ่ง เป็นอันว่าท่านพ่อฤๅษีทุ่งใหญ่ทุ่งใหญ่นเรศวรส่งกระทิงมายุติข้อถกเถียง และอาจหมายถึงการยุติการสร้างเขื่อนน้ำโจน เพราะหลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลในยุคนั้นก็ได้มีมติให้ชะลอการสร้างเขื่อนน้ำโจน เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2531

มีเกร็ดเล่ากันต่อมาว่าในวันที่คณะกรรมการพิจารณาเรื่องเขื่อนน้ำโจนประชุมกันเป็นครั้งสุดท้าย และมีมติให้ชะลอการสร้างเขื่อนน้ำโจนนั้น เมื่อ ศ.ดร.สุรพล สุดารา ออกจากห้องประชุม และแจ้งให้คุณสืบ นาคะเสถียร ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่รอฟังผลอยู่นอกห้องประชุมได้ทราบ คุณสืบถึงกับกระโดดกอด ศ.ดร.สุรพล พร้อมพูดด้วยเสียงสั่นๆ ด้วยอารมณ์ว่า “อาจารย์เราทำได้แล้ว เราทำได้แล้ว”และน้ำตาซึมด้วยความยินดี

ศ.ดร.สุรพล ได้บันทึกเหตุการณ์ครั้งนั้นเอาไว้ความว่า “คุณสืบ ต่อสู้ด้วยความรู้ทางวิชาการและประสบการณ์อย่างทุ่มเทมาตลอดระยะเวลาแห่งการพิจารณานั้น และความสำเร็จที่เกิดขึ้นได้ต้องถือว่าเป็นผลงานของคุณสืบด้วยส่วนหนึ่งแน่นอน”

เมื่อวิกฤตการณ์เขื่อนน้ำโจนยุติลงเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2531 ฝ่ายค้านที่เคยรวมพลังกันอย่างเหนียวแน่นต่างแยกย้ายกันไปดำเนินชีวิตตามแนวทางของแต่ละคน สำหรับคุณสืบ นาคะเสถียร กลับมาใช้เวลาในงานวิจัย รวมถึงลงพื้นที่ทำงานภาคเหนือภาคใต้ ผลิตเอกสารวิชาการต่างๆ จากประสบการณ์

และความเป็นห่วงความอยู่รอดของระบบนิเวศ ธรรมชาติ ผืนป่า สัตว์ป่า ทุ่งใหญ่นเรศวร - ห้วยขาแข้ง คุณสืบและผองเพื่อน ตัดสินใจว่า จะต้องใช้ความยอมรับของนานาชาติ เข้าช่วยอนุรักษ์ผืนป่านี้ “ป่าผืนนี้ต้องเป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก”

เดือนธันวาคม พ.ศ. 2532 คุณสืบรับหน้าที่เป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เธอทำงานด้วยความมุ่งมั่นที่จะรักษาระบบนิเวศธรรมชาติไว้ให้ได้ สมกับที่ได้ติดตั้งป้ายเตือนใจไว้ตั้งแต่เข้ามารับหน้าที่ว่า “ข้าจะรักษาผืนป่าและสัตว์ป่าด้วยชีวิต”

ในยุคนั้นห้วยขาแข้งเป็นเสมือนแดนมิคสัญญีของสัตว์ป่า เสียงปืนที่ดังขึ้นตอนกลางคืนเป็นธรรมดา การล่าสัตว์ทำกันเป็นขบวนการ มีทีมไล่ล่า เข้าไปไล่ยิงสัตว์ป่าแล้วทิ้งซากเอาไว้ให้อีกทีมตามเข้ามาแล่เนื้อและขนออกมาขาย

ภาพแห่งความน่าเศร้าที่กล่าวไปนั้น คุณบุหลัน รันตี นักเขียนเรื่องราวป่าไม้สัตว์ป่า ได้เขียนบันทึกเรื่องราวของป่าห้วยขาแข้งเวลานั้นลงในหนังสือ ‘เที่ยวไปในป่าลึก’ บทหนึ่งชื่อ ‘นักล่าห้วยขาแข้ง’ บรรยายเอาไว้ว่า “การเห็นซากกวางถูกชำแหละทิ้งไว้เช่นนี้มิได้เป็นของแปลกสำหรับเราอีกต่อไป เพราะมีให้เห็นตลอดเส้นทาง แต่ละซากมีสภาพคล้ายๆ กัน ถ้าซากไหนไม่มีหัวตัดทิ้งไว้ แสดงว่ากวางตัวนั้นเป็นตัวผู้ เขาสวยของมันสามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้เช่นกัน ตลอดการเดินทางเราพบซากกวางถูกฆ่าตายเกือบสามสิบซาก ผมได้ถ่ายเป็นภาพสไลด์เอาไว้ ถ่ายจนฟิล์มเกือบจะหมดจนเลิกถ่าย พิจารณาดูแล้วว่ามันจะต้องเป็นการล่าเพื่อการค้าอย่างแน่นอน”

ในงาน ‘วันสิ่งแวดล้อม 33’ เดือนมิถุนายน พ.ศ.2533 คุณสืบได้รับเชิญไปบรรยายเรื่องสัตว์ป่าเมืองไทย ในวันนั้นคุณสืบบรรยายประกอบภาพถึงวิกฤตของสัตว์ป่า และบ้านของเขาด้วยความรักและห่วงใยอย่างจริงจัง ตรึงหัวใจผู้ฟังร่วมพันคน

ในวันนั้นคุณสืบได้กล่าวประโยค ที่ยังจำได้ถึงวันนี้ว่า “ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่า”

ช่วงเวลา 8 เดือนที่คุณสืบทำหน้าที่หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จากธันวาคม พ.ศ.2532 ถึง 1 กันยายน พ.ศ. 2533 ดูเหมือนว่ากิจกรรมที่ต้องทำเพื่อการอนุรักษ์ คุณสืบได้กระทำแล้ว ไม่ว่าการลงพูดคุยตามบ้านของชาวบ้าน การกระตุ้นให้โรงเรียนใกล้ป่าได้เข้าใจความสำคัญของการอนุรักษ์ป่า ภาพคุณสืบยืนบรรยายให้แถวนักเรียนชั้นประถมตัวเล็กๆ ฟัง การทำงานป้องกันการตัดไม้ทำลายป่าอย่างแข็งขันตรงไปตรงมาจนมีค่าหัว ไปจนถึงเรื่องที่จัดนิทรรศการและสัมมนาที่เมืองอุทัยธานีต่อต้านการให้สัมปทานป่าที่อยู่ระหว่างเขานางรำกับสวนป่าระบำไว้ได้ ความสมบูรณ์ของป่านี้ยังอยู่ประจักษ์แก่สายตาของผู้ที่มีโอกาสไปดูจุดชมวิวที่เขานางรำ

คุณสืบเป็นผู้นำที่ลูกน้องทั้งรักและเกรงใจ หลังจากการทำงานหนักมาแล้วในตอนกลางวัน คุณสืบใช้เวลาตอนกลางคืนเขียนรายงานการนำเสนอองค์การสหประชาชาติเพื่อให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวนและห้วยขาแข้งได้รับการสถาปนาเป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก

หลังสี่ทุ่มที่เครื่องปั่นไฟถูกปิดแล้ว คุณสืบจะยังจุดเทียนนั่งทำรายงานต่อไปจนดึกดื่น จนสเร็จเป็นรายงานชื่อ Nomination of the ThungYai-HuayKhaKhaeng Wildlife Sanctuary to be a UNESCO World Heritage Site present by SeubNakasathien and Belinda Stewart-Cox - เขียนร่วมกับคุณเบลินดา สจ๊วต ค็อกซ์

แปดเดือนแห่งความกดดัน ที่ตั้งปณิธานไว้ว่าจะรักษาผืนป่าสัตว์ป่าห้วยขาแข้งด้วยชีวิต แต่ผลดูเหมือนจะยากที่จะรักษาไว้ได้ มีหลายคนที่พบคุณสืบช่วงเวลานั้นต่างบอกว่า คุณสืบผอมลงมาก เครียดมาก มีข่าวเล่าลือกันต่อมาว่าคุณสืบเข้าพบผู้ใหญ่ระดับรัฐมนตรี อธิบายเรื่องราวต่างๆ แต่กลับได้รับคำแนะนำว่า “คุณต้องทำงานให้หนักกว่านี้”

คำตอบของคำแนะนำนี้ น่าจะอยู่ในคำให้สัมภาษณ์ของคุณสืบว่า

“ผมทำได้ดีที่สุดแล้วเท่าที่ผมมีชีวิตอยู่ผมคิดว่าผมได้ช่วยเหลือสังคมดีแล้วผมคิดว่าผมได้ทำตามกำลังของผมดีแล้วและผมพอใจผมภูมิใจสิ่งที่ผมทำ”

เสียงปืนหนึ่งนัดเมื่อเช้ามืดของวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2533 ได้ปิดชีวิตของชายผู้ซึ่งรักษาผืนป่า สัตว์ป่า ด้วยชีวิต ด้วยกาย วาจา และใจ

การจากไปของคุณสืบมิได้สูญเปล่า แต่เป็นการเปิดตำนาน ‘ไอ้พวกอนุรักษ์’
.

.
บทความโดย รตยา จันทรเทียร ประธานที่ปรึกษามูลนิธิสืบนาคะเสถียร

เขื่อนน้ำโจน.
 

รับข่าวสาร