• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ 'พันธบัตรป่าไม้' แนวทางการเพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

'พันธบัตรป่าไม้' แนวทางการเพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

อีเมล พิมพ์ PDF
พันธบัตรป่าไม้ แนวทางการเพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
.
การสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยมีสาเหตุสำคัญมาจากการขยายตัวของการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวที่บุกรุกเข้าไปในพื้นที่ป่าสงวน ซึ่งที่ผ่านมาการฟื้นฟูสภาพป่าบนพื้นที่สูงยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวได้รับการสนับสนุนจากวงจรธุรกิจอาหารสัตว์ ส่วนการปลูกป่าโดยภาคประชาชนหรือหน่วยงานโดยไม่หวังผลกำไรก็ยังมีข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณและการทำงานที่ต่อเนื่อง
.
เหตุนี้ประเทศไทยจึงต้องพัฒนากลไกให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันโดยให้ความสำคัญกับการทำงานและคุณภาพชีวิตเกษตรกร สร้างอาชีพทางเลือกทดแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซึ่ง ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่ปรึกษาด้านการวิจัยทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ได้ตั้งข้อสังเกตผลกระทบจากพื้นที่ป่าหายไปหรือเขาหัวโล้นในหลายๆ พื้นที่ คือ ปัญหาภัยแล้ง เกษตรกรขาดน้ำ เมื่อถึงฤดูฝนน้ำก็จะหลาก ราษฎรประสบปัญหา รัฐบาลก็ต้องทำการชดเชย บางครั้งในหนึ่งจังหวัดเกิดทั้งภัยแล้งและอุทกภัยในเวลาเดียวกัน ปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นปัญหาที่ไม่สามารถควบคุมได้
.
ดร.อดิศร์ เสนอนวัตกรรม “กลไกพันธบัตรป่าไม้” บนเวทีงานเสวนา "พันธบัตรป่าไม้ เครื่องมือเศรษฐกิจสู่ป่า 40%" เป็นอีกทางออกหนึ่ง ซึ่งรวบรวมทั้งองค์ความรู้ด้านระบบนิเวศ หลักเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และนิติศาสตร์ ผนวกเข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันให้บังเกิดกลไกดังกล่าว ซึ่งมีความต้องการที่จะนำพลังของภาคเอกชนเข้ามาฟื้นสภาพป่าด้วยกัน ดังนั้นการที่ภาคเอกชนจะสามารถเข้ามาร่วมได้ก็ต้องมีการแสวงหาผลกำไร
.
“จริงๆ แล้วผมอยากให้การปลูกป่าเป็นธุรกิจที่สามารถทำกำไรได้ค่อนข้างดี เพราะ (1) เราต้องตอบแทนผู้ลงทุน (2) เราอยากให้ประชาชนที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวในพื้นที่สูงได้มีอาชีพใหม่จากการทำงานสวนป่า โดยมีรายได้สามารถเลี้ยงครอบครัวของเขาได้ นี่คือการนำกำลังของเอกชนฝ่ายดีมาสู้รบกับเอกชนที่มาทำลายป่ามา 20-30 ปีที่ผ่านมา”
.
กระบวนการทำงานจะต้องทำงานระดมทุนขึ้นมากลุ่มหนึ่ง ทุนที่หนึ่งคือ เงินกองทุน โดยการออกพันธบัตรป่าไม้ที่ได้ออกแบบไว้มีลักษณะใกล้เคียงกับกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) มาก หรือการที่กระทรวงการคลังระดมทุนเพื่อมาสร้างถนนมอเตอร์เวย์ จากนั้นจึงมีการเก็บค่าผ่านทาง และเมื่อได้เงินมาก็นำเงินรายได้ตรงนี้มาคืนให้แก่ผู้ลงทุน
.
พันธบัตรป่าไม้ก็ทำงานเหมือนกัน การออกพันธบัตรป่าไม้จำนวนหนึ่งผ่านกลไกของกระทรวงการคลัง เมื่อระดมเงินได้จำนวนหนึ่งอาจ 10,000-100,000 ล้านบาท เงินนี้ก็จะถูกนำไปใช้ปลูกป่าเศรษฐกิจโดยผู้ประกอบการ ซึ่งก็จะเป็นภาคเอกชนที่จะเข้ามาปลูก พอระดมทุนได้แล้ว ทุนที่เป็นเงินก็เป็นส่วนหนึ่ง เราจ่ายดอกเบี้ยให้แก่พันธบัตรหรือผู้ที่มาลงทุน 5%
.
ทุนที่สอง คือ เราต้องการพื้นที่จากกรมป่าไม้ ซึ่งคุณจงคล้าย วงพงศธร รองอธิบดี กรมป่าไม้ ระบุว่ามีพื้นที่ประมาณ 20 ล้านไร่
.
และทุนที่สาม คือ ทุนแรงงาน โดยแนวคิดนี้ไม่คิดจะผลักดันเกษตรกรหรือแรงงานในพื้นที่ให้ไปทำกินพื้นที่อื่น แต่เป็นการเปลี่ยนอาชีพจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาทำงานในสวนป่าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
.
พอมีการเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน ซึ่งสัญญาเช่าของกรมป่าไม้เปิดให้เอกชนเข้ามาเช่าพื้นที่ป่าได้รอบละประมาณ 30 ปี มันก็จะมีระยะเวลานานพอให้ปลูกไม้เศรษฐกิจ ซึ่งไม้เศรษฐกิจเองนั้นมีหลายสูตร บางสูตรมีสัดส่วนไม้สักมากหน่อย บางสูตรเป็นไม้พลังงาน บางสูตรก็ไม้ที่จะแปรรูปไปทำกระดาษ เป็นต้น โดยจะต้องมีการผสมผสานกันระหว่างพืชเศรษฐกิจบางตัวที่สามารถให้ผลตอบแทนได้เร็ว เพื่อให้แรงงานสามารถมีรายได้ไปเลี้ยงครอบครัว แต่พืชเศรษฐกิจบางชนิดอาจเป็นไม้ระยะยาวที่มีรอบตัด 8 ปี หรือ 20 ปี เป็นต้น
.
ป่าเศรษฐกิจให้ประโยชน์อะไรบ้าง
1. การปลูกไม้เศรษฐกิจ ช่วยประหยัดการนำเข้า และสามารถส่งออกได้
2. ไม้พลังงาน เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล
3. รักษาสมดุลของระบบนิเวศต้นน้ำ ชะลอการไหลของน้ำในฤดูฝน และเพิ่มปริมาณน้ำในฤดูแล้ง รวมถึงลดการพังทลายของหน้าดิน
4. คนในพื้นที่หรือเกษตรกรมีงานทำ รวมถึงเปลี่ยนอาชีพจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวหันมาเป็นผู้ปลูกและดูแลป่าเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคงให้กับชุมชน และพัฒนาคุณภาพชีวิต
5. เป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์
6. โอกาสที่จะพัฒนาเป็นการท่องเที่ยวในอนาคต
.
เมื่อป่าเศรษฐกิจผืนนี้มันสร้างประโยชน์มากมาย ผลตอบแทนจึงชัดเจน ซึ่งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ได้คำนวณผลตอบแทนเชิงพาณิชย์ประมาณ 15-19% (ขึ้นอยู่กับต้นทุนแต่ละพื้นที่จะไม่เหมือนกัน) หากบวกผลตอบแทนทางสังคมด้วยคิดเป็น 25% จากข้อมูลนี้แสดงให้ความคุ้มค่าในการลงทุน
.
ฉะนั้นเมื่อมีการขายหรือเก็บรายได้จากแหล่งเหล่านี้มา เงินเหล่านี้จะกลับเข้าสู่วงจรเดิม ก็คือนำมาจ่ายคืนให้แก่ผู้ที่มาซื้อพันธบัตรป่าไม้ด้วยต้นทุนเพียง 5% เท่านั้น ถือเป็นการระดมทุนที่ไม่แพง นี่คือหลักการของพันธบัตรป่าไม้ที่แสดงให้เห็นว่าระบบนิเวศกับกลไกทางเศรษฐกิจมันสามารถเกื้อก
พันธบัตรป่าไม้การสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยมีสาเหตุสำคัญมาจากการขยายตัวของการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวที่บุกรุกเข้าไปในพื้นที่ป่าสงวน ซึ่งที่ผ่านมาการฟื้นฟูสภาพป่าบนพื้นที่สูงยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวได้รับการสนับสนุนจากวงจรธุรกิจอาหารสัตว์ ส่วนการปลูกป่าโดยภาคประชาชนหรือหน่วยงานโดยไม่หวังผลกำไรก็ยังมีข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณและการทำงานที่ต่อเนื่อง
.
เหตุนี้ประเทศไทยจึงต้องพัฒนากลไกให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันโดยให้ความสำคัญกับการทำงานและคุณภาพชีวิตเกษตรกร สร้างอาชีพทางเลือกทดแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซึ่ง ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่ปรึกษาด้านการวิจัยทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ได้ตั้งข้อสังเกตผลกระทบจากพื้นที่ป่าหายไปหรือเขาหัวโล้นในหลายๆ พื้นที่ คือ ปัญหาภัยแล้ง เกษตรกรขาดน้ำ เมื่อถึงฤดูฝนน้ำก็จะหลาก ราษฎรประสบปัญหา รัฐบาลก็ต้องทำการชดเชย บางครั้งในหนึ่งจังหวัดเกิดทั้งภัยแล้งและอุทกภัยในเวลาเดียวกัน ปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นปัญหาที่ไม่สามารถควบคุมได้
.
ดร.อดิศร์ เสนอนวัตกรรม “กลไกพันธบัตรป่าไม้” บนเวทีงานเสวนา "พันธบัตรป่าไม้ เครื่องมือเศรษฐกิจสู่ป่า 40%" เป็นอีกทางออกหนึ่ง ซึ่งรวบรวมทั้งองค์ความรู้ด้านระบบนิเวศ หลักเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และนิติศาสตร์ ผนวกเข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันให้บังเกิดกลไกดังกล่าว ซึ่งมีความต้องการที่จะนำพลังของภาคเอกชนเข้ามาฟื้นสภาพป่าด้วยกัน ดังนั้นการที่ภาคเอกชนจะสามารถเข้ามาร่วมได้ก็ต้องมีการแสวงหาผลกำไร
.
“จริงๆ แล้วผมอยากให้การปลูกป่าเป็นธุรกิจที่สามารถทำกำไรได้ค่อนข้างดี เพราะ (1) เราต้องตอบแทนผู้ลงทุน (2) เราอยากให้ประชาชนที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวในพื้นที่สูงได้มีอาชีพใหม่จากการทำงานสวนป่า โดยมีรายได้สามารถเลี้ยงครอบครัวของเขาได้ นี่คือการนำกำลังของเอกชนฝ่ายดีมาสู้รบกับเอกชนที่มาทำลายป่ามา 20-30 ปีที่ผ่านมา”
.
กระบวนการทำงานจะต้องทำงานระดมทุนขึ้นมากลุ่มหนึ่ง ทุนที่หนึ่งคือ เงินกองทุน โดยการออกพันธบัตรป่าไม้ที่ได้ออกแบบไว้มีลักษณะใกล้เคียงกับกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) มาก หรือการที่กระทรวงการคลังระดมทุนเพื่อมาสร้างถนนมอเตอร์เวย์ จากนั้นจึงมีการเก็บค่าผ่านทาง และเมื่อได้เงินมาก็นำเงินรายได้ตรงนี้มาคืนให้แก่ผู้ลงทุน
.
พันธบัตรป่าไม้ก็ทำงานเหมือนกัน การออกพันธบัตรป่าไม้จำนวนหนึ่งผ่านกลไกของกระทรวงการคลัง เมื่อระดมเงินได้จำนวนหนึ่งอาจ 10,000-100,000 ล้านบาท เงินนี้ก็จะถูกนำไปใช้ปลูกป่าเศรษฐกิจโดยผู้ประกอบการ ซึ่งก็จะเป็นภาคเอกชนที่จะเข้ามาปลูก พอระดมทุนได้แล้ว ทุนที่เป็นเงินก็เป็นส่วนหนึ่ง เราจ่ายดอกเบี้ยให้แก่พันธบัตรหรือผู้ที่มาลงทุน 5%
.
ทุนที่สอง คือ เราต้องการพื้นที่จากกรมป่าไม้ ซึ่งคุณจงคล้าย วงพงศธร รองอธิบดี กรมป่าไม้ ระบุว่ามีพื้นที่ประมาณ 20 ล้านไร่
.
และทุนที่สาม คือ ทุนแรงงาน โดยแนวคิดนี้ไม่คิดจะผลักดันเกษตรกรหรือแรงงานในพื้นที่ให้ไปทำกินพื้นที่อื่น แต่เป็นการเปลี่ยนอาชีพจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาทำงานในสวนป่าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
.
.
ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่ปรึกษาด้านการวิจัยทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่ปรึกษาด้านการวิจัยทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
.
.
พอมีการเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน ซึ่งสัญญาเช่าของกรมป่าไม้เปิดให้เอกชนเข้ามาเช่าพื้นที่ป่าได้รอบละประมาณ 30 ปี มันก็จะมีระยะเวลานานพอให้ปลูกไม้เศรษฐกิจ ซึ่งไม้เศรษฐกิจเองนั้นมีหลายสูตร บางสูตรมีสัดส่วนไม้สักมากหน่อย บางสูตรเป็นไม้พลังงาน บางสูตรก็ไม้ที่จะแปรรูปไปทำกระดาษ เป็นต้น โดยจะต้องมีการผสมผสานกันระหว่างพืชเศรษฐกิจบางตัวที่สามารถให้ผลตอบแทนได้เร็ว เพื่อให้แรงงานสามารถมีรายได้ไปเลี้ยงครอบครัว แต่พืชเศรษฐกิจบางชนิดอาจเป็นไม้ระยะยาวที่มีรอบตัด 8 ปี หรือ 20 ปี เป็นต้น
.
ป่าเศรษฐกิจให้ประโยชน์อะไรบ้าง
1. การปลูกไม้เศรษฐกิจ ช่วยประหยัดการนำเข้า และสามารถส่งออกได้
2. ไม้พลังงาน เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล
3. รักษาสมดุลของระบบนิเวศต้นน้ำ ชะลอการไหลของน้ำในฤดูฝน และเพิ่มปริมาณน้ำในฤดูแล้ง รวมถึงลดการพังทลายของหน้าดิน
4. คนในพื้นที่หรือเกษตรกรมีงานทำ รวมถึงเปลี่ยนอาชีพจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวหันมาเป็นผู้ปลูกและดูแลป่าเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคงให้กับชุมชน และพัฒนาคุณภาพชีวิต
5. เป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์
6. โอกาสที่จะพัฒนาเป็นการท่องเที่ยวในอนาคต
.
เมื่อป่าเศรษฐกิจผืนนี้มันสร้างประโยชน์มากมาย ผลตอบแทนจึงชัดเจน ซึ่งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ได้คำนวณผลตอบแทนเชิงพาณิชย์ประมาณ 15-19% (ขึ้นอยู่กับต้นทุนแต่ละพื้นที่จะไม่เหมือนกัน) หากบวกผลตอบแทนทางสังคมด้วยคิดเป็น 25% จากข้อมูลนี้แสดงให้ความคุ้มค่าในการลงทุน
.
ฉะนั้นเมื่อมีการขายหรือเก็บรายได้จากแหล่งเหล่านี้มา เงินเหล่านี้จะกลับเข้าสู่วงจรเดิม ก็คือนำมาจ่ายคืนให้แก่ผู้ที่มาซื้อพันธบัตรป่าไม้ด้วยต้นทุนเพียง 5% เท่านั้น ถือเป็นการระดมทุนที่ไม่แพง นี่คือหลักการของพันธบัตรป่าไม้ที่แสดงให้เห็นว่าระบบนิเวศกับกลไกทางเศรษฐกิจมันสามารถเกื้อกูลกันได้
.
เรียบเรียงบทความโดย พัชริดา พงษปภัสร์ เจ้าหน้าที่สื่อสารองค์กร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
.
.
 

รับข่าวสาร