• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ แนวทางการแก้ไขปัญหามลพิษ กรณีศึกษามาบตาพุด

แนวทางการแก้ไขปัญหามลพิษ กรณีศึกษามาบตาพุด

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ซึ่งตรงกับวันสิ่งแวดล้อมโลก มูลนิธิบูรณะนิเวศ ร่วมกับ ARNIKA Association แถลงข่าว ภาพรวมปัญหามลพิษอุตสาหกรรม 2558-2559 และผลการศึกษาโลหะหนักในตะกอนดิน 8 จังหวัด หนึ่งในพื้นที่กรณีศึกษาคือ “มาบตาพุด” จ.ระยอง
.
ตั้งแต่มาบตาพุดได้กลายเป็นพื้นที่รองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมมานานกว่า 30 ปี (ตั้งแต่ พ.ศ. 2525) จนเกิดพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง มาบตาพุดได้กลายเป็นแหล่งสะสมมลพิษระดับรุนแรงของประเทศ
.
จากการรวบรวมข้อมูลในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา (ปี 2558-2559) ปัญหายังคงปรากฏอย่างต่อเนื่อง เช่น เหตุการณ์ปลาตายจำนวนมาก พบคราบน้ำมันตามแนวชายหาด การลักลอบมลพิษหรือของเสีย และการเกิดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม
.
น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ชี้แจงว่าการยกพื้นที่มาบตาพุดเป็นกรณีตัวอย่างเพราะพื้นที่ที่เกิดมีปัญหารุนแรง มีสารอันตรายเจือปนอยู่ในอากาศในสิ่งแวดล้อมปริมาณมาก เนื่องจากมีโรงงานอุตสาหกรรมกว่า 200 โรง ซึ่งเกิดปัญหาทุกมิติไม่ว่าจะเป็นน้ำเสีย ขยะอันตราย รวมไปถึงสุขภาพของประชาชน
.
ด้าน น.ส.อัฏฐพร ฤทธิชาติ ฝ่ายเทคนิคและวิชาการ บูรณะนิเวศ รายงานถึงปัญหามลพิษอุตสาหกรรมในพื้นที่อุตสาหกรรมมาบตาพุดและพื้นที่โดยรอบ ว่าในช่วงปี 2558-2559 กรมควบคุมมลพิษพบว่าสภาพภูมิอากาศในพื้นที่แห่งนี้ปนเปื้อนไปด้วยสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ซึ่งเป็นที่เป็นสารก่อเกิดมะเร็งร้าย ในระดับเกินเกณฑ์มาตรฐาน และพบว่าอัตราการเกิดโรคมะเร็งของจังหวัดระยองสูงที่สุดในประเทศไทย โดยเฉพาะ 4 ชนิด ดังต่อไปนี้ (1) มะเร็งหลอดลมและปอด (2) มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (3) มะเร็งเม็ดเลือดขาว และ (4) ภาวะความผิดปกติของไขกระดูก
.
ผอ.มูลนิธิบูรณะนิเวศ ให้ความเห็นว่า นอกจากปัญหามลพิษที่สะสมแล้วยังเกิดปัญหาใหม่ขึ้นมาอีกด้วย และแม้ว่ารัฐบาลยุคนี้พยายามเร่งแก้ไขปัญหาหลายๆ ด้าน แต่ปัญหาในเรื่องของการอุตสาหกรรมมันไม่สามารถแก้ไขได้ภายในหนึ่งหรือสองปี และจากผลรายงานพบว่าพื้นที่ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะสามารถรับรองมลพิษเพิ่มเติมได้อีกแล้ว ในทางกลับกันจะมีการขยายตัวของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมอื่นๆ เพิ่มเข้าไปมากมาย กลายเป็นปัญหาเก่ายังแก้ไขไม่ได้ และปัญหาใหม่ก็เพิ่มขึ้นมา
.
"ปัญหามลพิษในบ้านเรามันแก้ไขไม่ได้ เขาจะปล่อยให้ส่งเสริมการลงทุนต่อไป ในขณะที่ชาวบ้านถึงทางตัน และชาวบ้านจะอยู่กันอย่างไร อากาศที่เขาใช้หายใจจะเป็นอย่างไร น้ำที่เขาใช้จะเป็นอย่างไร ทำไมยังขยายอุตสาหกรรมเพิ่มเติมในพื้นที่นี้อีก ดิฉันอยากให้มีการทบทวน อยากให้มีการลดสีผังเมืองที่เป็นการขยายเขตอุตสาหกรรมนี้เพิ่มเติม นี่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก"
.
การจะแก้ไขปัญหามลพิษได้ต้องทำการปฏิรูประบบการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยประเทศต้องตั้งเป้าหมายในการลดมลพิษอย่างชัดเจน โดยมีกฎหมายเข้ามาช่วยรวบรวมข้อมูลแบบแผนการปล่อยมลพิษ เพื่อนำมาวางแผนป้องกันและเกิดการพัฒนารวมถึงปรับตัวของโรงงาน ซึ่งทุกประเทศเขาพิสูจน์แล้วว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิต สร้างภาพลักษณ์ต่ออุตสาหกรรมดีขึ้น และทำให้ชุมชนกับโรงงานอาศัยอยู่ร่วมกันได้ดีขึ้น
.
ผอ.มูลนิธิบูรณะนิเวศ ให้ข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหามลพิษ 3 ข้อ ต่อไปนี้
.
(1) โครงสร้างหน่วยงานเพื่อการอนุมัติลงทุนหรืออนุญาตจัดตั้งโรงงาน กับหน่วยงานที่มีการตรวจสอบ ควบคุมดูแล และลงโทษเรื่องสิ่งแวดล้อมและมลพิษเป็นหน่วยงานเดียวกัน ซึ่งแท้จริงควรแยกออกจากกัน
.
(2) ต้องมีการปฏิรูปการจัดการทางสิ่งแวดล้อม ตอนนี้รัฐบาลกำลังต้องแก้ไขกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ภายใน 2 เดือนข้างหน้า ตามรัฐธรรมนูญ ดิฉันหวังว่า การแก้ไขกฎหมาย พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ที่กำลังทำอยู่นี้จะเป็นการปฏิรูปการจัดการสิ่งแวดล้อมจะต้องมีการปรับปรุงเนื้อหาบางมาตรา เช่น จะต้องมีการปรับปรุงการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ทั้งระบบ ฉะนั้นเมื่อโครงการใดๆ ก็ตามสิ้นสุดแล้ว ควรมีการระบุว่าภายหลังสถานประกอบการดำเนินการจะต้องมีการดูแลสิ่งแวดล้อมและควบคุมป้องกันมลพิษอย่างไร โดยมีกฎหมายบัญญัติเรื่องของการควบคุมมลพิษต่างๆ ในสิ่งแวดล้อมและประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข้อมูลมลพิษได้
.
(3) ต้องมีบทลงโทษที่ชัดเจน หนักแน่นและรุนแรงมากขึ้น เรื่องของบทลงโทษนี้ไม่ใช่พูดการพูดโดยลำพัง นักวิชาการและหน่วยงานราชการหลายคนเห็นพ้องต้องกันว่า บทลงโทษด้านสิ่งแวดล้อมบ้านเราอ่อนมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศที่มีความจริงจัง รัฐบาลอรุ้มอหร่วยเพื่อสนับสนุนการลงทุน แต่ไม่มีมาตรการที่เข้มแข็งพอที่จะคอยควบคุมไม่ให้โรงงานอุตสาหกรรมทำผิด เช่นเดียวกันที่ไม่มีความเข้มแข็งในการควบคุมเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือภาระหน้าที่ย่างเคร่งครัด ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นภาพรวมทั้งหมดที่เป็นปัญหาใหญ่
มลพิษอุตสาหกรรมมาบตาพุดเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ซึ่งตรงกับวันสิ่งแวดล้อมโลก มูลนิธิบูรณะนิเวศ ร่วมกับ ARNIKA Association แถลงข่าว ภาพรวมปัญหามลพิษอุตสาหกรรม 2558-2559 และผลการศึกษาโลหะหนักในตะกอนดิน 8 จังหวัด หนึ่งในพื้นที่กรณีศึกษาคือ “มาบตาพุด” จ.ระยอง

.
ตั้งแต่มาบตาพุดได้กลายเป็นพื้นที่รองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมมานานกว่า 30 ปี (ตั้งแต่ พ.ศ. 2525) จนเกิดพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง มาบตาพุดได้กลายเป็นแหล่งสะสมมลพิษระดับรุนแรงของประเทศ
.
จากการรวบรวมข้อมูลในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา (ปี 2558-2559) ปัญหายังคงปรากฏอย่างต่อเนื่อง เช่น เหตุการณ์ปลาตายจำนวนมาก พบคราบน้ำมันตามแนวชายหาด การลักลอบมลพิษหรือของเสีย และการเกิดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม
.
น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ชี้แจงว่าการยกพื้นที่มาบตาพุดเป็นกรณีตัวอย่างเพราะพื้นที่ที่เกิดมีปัญหารุนแรง มีสารอันตรายเจือปนอยู่ในอากาศในสิ่งแวดล้อมปริมาณมาก เนื่องจากมีโรงงานอุตสาหกรรมกว่า 200 โรง ซึ่งเกิดปัญหาทุกมิติไม่ว่าจะเป็นน้ำเสีย ขยะอันตราย รวมไปถึงสุขภาพของประชาชน
.
ด้าน น.ส.อัฏฐพร ฤทธิชาติ ฝ่ายเทคนิคและวิชาการ มูลนิธิบูรณะนิเวศ รายงานถึงปัญหามลพิษอุตสาหกรรมในพื้นที่อุตสาหกรรมมาบตาพุดและพื้นที่โดยรอบ ว่าในช่วงปี 2558-2559 กรมควบคุมมลพิษพบว่าสภาพภูมิอากาศในพื้นที่แห่งนี้ปนเปื้อนไปด้วยสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ซึ่งเป็นที่เป็นสารก่อเกิดมะเร็งร้าย ในระดับเกินเกณฑ์มาตรฐาน และพบว่าอัตราการเกิดโรคมะเร็งของจังหวัดระยองสูงที่สุดในประเทศไทย โดยเฉพาะ 4 ชนิด ดังต่อไปนี้ (1) มะเร็งหลอดลมและปอด (2) มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (3) มะเร็งเม็ดเลือดขาว และ (4) ภาวะความผิดปกติของไขกระดูก
.
ผอ.มูลนิธิบูรณะนิเวศ ให้ความเห็นว่า นอกจากปัญหามลพิษที่สะสมแล้วยังเกิดปัญหาใหม่ขึ้นมาอีกด้วย และแม้ว่ารัฐบาลยุคนี้พยายามเร่งแก้ไขปัญหาหลายๆ ด้าน แต่ปัญหาในเรื่องของการอุตสาหกรรมมันไม่สามารถแก้ไขได้ภายในหนึ่งหรือสองปี และจากผลรายงานพบว่าพื้นที่ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะสามารถรับรองมลพิษเพิ่มเติมได้อีกแล้ว ในทางกลับกันจะมีการขยายตัวของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมอื่นๆ เพิ่มเข้าไปมากมาย กลายเป็นปัญหาเก่ายังแก้ไขไม่ได้ และปัญหาใหม่ก็เพิ่มขึ้นมา
.
"ปัญหามลพิษในบ้านเรามันแก้ไขไม่ได้ เขาจะปล่อยให้ส่งเสริมการลงทุนต่อไป ในขณะที่ชาวบ้านถึงทางตัน และชาวบ้านจะอยู่กันอย่างไร อากาศที่เขาใช้หายใจจะเป็นอย่างไร น้ำที่เขาใช้จะเป็นอย่างไร ทำไมยังขยายอุตสาหกรรมเพิ่มเติมในพื้นที่นี้อีก ดิฉันอยากให้มีการทบทวน อยากให้มีการลดสีผังเมืองที่เป็นการขยายเขตอุตสาหกรรมนี้เพิ่มเติม นี่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก"
.
.
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ
.
.
การจะแก้ไขปัญหามลพิษได้ต้องทำการปฏิรูประบบการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยประเทศต้องตั้งเป้าหมายในการลดมลพิษอย่างชัดเจน โดยมีกฎหมายเข้ามาช่วยรวบรวมข้อมูลแบบแผนการปล่อยมลพิษ เพื่อนำมาวางแผนป้องกันและเกิดการพัฒนารวมถึงปรับตัวของโรงงาน ซึ่งทุกประเทศเขาพิสูจน์แล้วว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิต สร้างภาพลักษณ์ต่ออุตสาหกรรมดีขึ้น และทำให้ชุมชนกับโรงงานอาศัยอยู่ร่วมกันได้ดีขึ้น
.
ผอ.มูลนิธิบูรณะนิเวศ ให้ข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหามลพิษ 3 ข้อ ต่อไปนี้
.
(1) โครงสร้างหน่วยงานเพื่อการอนุมัติลงทุนหรืออนุญาตจัดตั้งโรงงาน กับหน่วยงานที่มีการตรวจสอบ ควบคุมดูแล และลงโทษเรื่องสิ่งแวดล้อมและมลพิษเป็นหน่วยงานเดียวกัน ซึ่งแท้จริงควรแยกออกจากกัน
.
(2) ต้องมีการปฏิรูปการจัดการทางสิ่งแวดล้อม ตอนนี้รัฐบาลกำลังต้องแก้ไขกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ภายใน 2 เดือนข้างหน้า ตามรัฐธรรมนูญ ดิฉันหวังว่า การแก้ไขกฎหมาย พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ที่กำลังทำอยู่นี้จะเป็นการปฏิรูปการจัดการสิ่งแวดล้อมจะต้องมีการปรับปรุงเนื้อหาบางมาตรา เช่น จะต้องมีการปรับปรุงการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ทั้งระบบ ฉะนั้นเมื่อโครงการใดๆ ก็ตามสิ้นสุดแล้ว ควรมีการระบุว่าภายหลังสถานประกอบการดำเนินการจะต้องมีการดูแลสิ่งแวดล้อมและควบคุมป้องกันมลพิษอย่างไร โดยมีกฎหมายบัญญัติเรื่องของการควบคุมมลพิษต่างๆ ในสิ่งแวดล้อมและประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข้อมูลมลพิษได้
.
(3) ต้องมีบทลงโทษที่ชัดเจน หนักแน่นและรุนแรงมากขึ้น เรื่องของบทลงโทษนี้ไม่ใช่พูดการพูดโดยลำพัง นักวิชาการและหน่วยงานราชการหลายคนเห็นพ้องต้องกันว่า บทลงโทษด้านสิ่งแวดล้อมบ้านเราอ่อนมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศที่มีความจริงจัง รัฐบาลอรุ้มอหร่วยเพื่อสนับสนุนการลงทุน แต่ไม่มีมาตรการที่เข้มแข็งพอที่จะคอยควบคุมไม่ให้โรงงานอุตสาหกรรมทำผิด เช่นเดียวกันที่ไม่มีความเข้มแข็งในการควบคุมเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือภาระหน้าที่ย่างเคร่งครัด ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นภาพรวมทั้งหมดที่เป็นปัญหาใหญ่
.
.
บทความโดย พัชริดา พงษปภัสร์ เจ้าหน้าที่สื่อสารองค์กร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
.
.
 

รับข่าวสาร