• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ เขื่อนจีน และความเสี่ยงด้านวิกฤติน้ำของประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง

เขื่อนจีน และความเสี่ยงด้านวิกฤติน้ำของประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง

อีเมล พิมพ์ PDF

เขื่อนแม่น้ำสายนี้มีจุดกำเนิดสูงขึ้นไปถึงที่ราบสูงทิเบต และค่อยๆ เคี้ยวคดลงมากว่า 5,000 กิโลเมตรสู่ทางใต้และหายตัวไปในทะเลจีนใต้ ระหว่างทาง ลำน้ำได้ไหลผ่าน 6 ประเทศ หล่อเลี้ยงทั้งระบบนิเวศและเศรษฐกิจระดับชุมชน โดยเฉพาะการประมงที่ต่อสายชีวิตให้กับประชาชนกว่า 60 ล้านคนในลุ่มน้ำตอนล่าง


แม่โขง คือชื่อของลำน้ำที่ถูกเรียกโดยประชาชนผู้อยู่อาศัยทางตอนใต้ของประเทศจีน พม่า ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม เป็นคำผสมระหว่างภาษาไทยและลาว หมายถึงมารดาแห่งแม่น้ำ เน้นย้ำถึงความสำคัญของลำน้ำสายนี้ แม่โขงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อวัฒนธรรมของชาติพันธ์พื้นถิ่นอย่างน้อย 95 กลุ่มที่อยู่อาศัยริมสายน้ำ นอกจากนี้ ลุ่มน้ำโขงยังมีความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอันดับสองของโลกรองจากลุ่มน้ำแอมะซอน

น้ำ คือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในโลก ทั้งในแง่เศรษฐกิจ การเกษตร และการคมนาคม โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จำเป็นต้องพึ่งพิงลำน้ำโขงเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนอุตสาหกรรมท้องถิ่น ลำน้ำสายนี้หล่อเลี้ยงผู้คนสองชายฝั่งมาก่อนที่เขตแดนประเทศจะถูกลากขึ้น และกลายเป็นสมรภูมิความขัดแย้งทางการเมืองเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากปริมาณน้ำเริ่มขาดแคลนในภูมิภาค ประเทศที่อยู่ต้นน้ำซึ่งสามารถควบคุมทรัพยากรข้ามชาติอย่างประเทศจีนจึงถือไพ่เหนือกว่าอย่างปฏิเสธไม่ได้ ยิ่งทุกประเทศตลอดริ่มฝั่งแม่น้ำโขงกำลังเก็บเกี่ยวหรือวางแผนจะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ การสร้างเขื่อนของประเทศจีนจึงอาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประเทศปลายน้ำ

แม่โขงถูกแบ่งออกเป็นสองลุ่มน้ำคือตอนบนและตอนล่าง ลุ่มน้ำโขงตอนบนอยู่ในเขตของประเทศจีนซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่กำหนดชะตาชีวิตของกลุ่มประเทศปลายน้ำ การก่อสร้างเขื่อนจำนวนมากจนเป็นแหล่งพลังงานสำคัญรองจากถ่านหินของประเทศจีนแสดงให้เห็นว่าแม่น้ำสายนี้สำคัญเพียงใด ยิ่งในสภาวะที่จีนเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน เนื่องจากแรงกดดันจากประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากมลภาวะทางอากาศ รัฐบาลจีนที่คุมอำนาจเบ็ดเสร็จแตกต่างจากรัฐบาลประชาธิปไตยจึงสามารถก่อสร้างเขื่อน สั่งย้ายประชาชน และทำลายระบบนิเวศได้อย่างง่ายดาย ปัจจุบัน เขื่อน 7 แห่งเดินหน้าผลิตไฟฟ้าป้อนประชาชนจีน โดยมีเขื่อนอีก 20 แห่งที่กำลังจะก่อสร้างในอนาคตอันใกล้

เขื่อน

เขื่อน Xiaowan เหนือลำน้ำโขงในประเทศจีน


นักก่อสร้างเขื่อนในจีนถูกดึงดูดด้วยสภาพภูมิประเทศซึ่งแม่น้ำโขงเปลี่ยนระดับอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลยูนนานซึ่งเหมาะอย่างยิ่งในการก่อสร้างเขื่อน อย่างไรก็ดี พื้นที่ดังกล่าวได้รับการขนานนามว่าเป็นขุมทรัพย์ความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศจีน และการก่อสร้างเขื่อนย่อมสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างมหาศาล จึงไม่น่าแปลกใจที่โครงการก่อสร้างเขื่อนในมณฑลยูนนานถูกต่อต้านและบางครั้งนำไปสู่การปะทะอย่างรุนแรงระหว่างรัฐกับองค์กรภาคประชาสังคมด้านสิ่งแวดล้อม

แต่ความเสี่ยงสำคัญของการสร้างเขื่อนในประเทศจีนที่หลายคนกังวลคือ เขื่อนเหล่านั้นอาจนำไปสู่ความตึงเครียดหรือวิกฤติในระดับภูมิภาค การศึกษาในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เขื่อนจำนวนมากของประเทศจีนจะส่งผลกระทบต่อประเทศที่อยู่ในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง จากอุณหภูมิน้ำที่เปลี่ยนไป ปริมาณตะกอนที่ถูกกักไว้หน้าเขื่อน รวมทั้งภัยคุกคามต่อการประมงปลายน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญของประชาชนในภูมิภาค นอกจากนี้ อีกหนึ่งผลกระทบที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือภัยแล้งและอุทกภัยที่รุนแรงเนื่องจากการเปลี่ยนของการไหลของกระแสน้ำที่เกิดจากเขื่อน เช่นเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมา รัฐบาลเวียดนามต้องขอร้องให้เขื่อน Jinghong เปิดประตูระบายน้ำเพื่อบรรเทาภัยแล้งรุนแรงในเวียดนาม

 


เขื่อน

 

 

เขื่อนเหนือลำน้ำโขง ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ 
และวางแผนจะก่อสร้าง ภาพจาก International Rivers

 

การจัดการวิกฤติน้ำในภูมิภาคคือประเด็นที่ประชาคมโลกพยายามหาทางแก้ไขมานับทศวรรษ ในปี พ.ศ. 2540 จีนเป็น 1 ใน 3 ประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับอนุสัญญาว่าด้วยทางน้ำขององค์การสหประชาชาติ (UN Watercourse Convention) ซึ่งเป็นข้อตกลงการใช้ทางน้ำสากลที่ไม่ใช่เพื่อการเดินเรือ นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 2500 ปริมาณแหล่งน้ำจืดต่อหัวของประเทศจีนลดลงอย่างฮวบฮาบเนื่องจากปริมาณประชากรที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยปัจจุบัน ปริมาณน้ำจืดต่อหัวของประชากรจีนอยู่ที่เพียง 1 ใน 3 ของค่าเฉลี่ยโลก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปนเปื้อนมลภาวะ วิกฤติดังกล่าวทำให้ประเทศจีนปกป้องแหล่งน้ำที่อยู่ในประเทศอย่างเข้มข้น แม้ว่าจีนจะมีการทำข้อตกลงแบ่งปันแม่น้ำโขงกับประเทศปลายน้ำ แต่ก็ยากที่จะบังคับใช้หากไม่มีการสนับสนุนจากประชาคมโลก

นอกจากลำน้ำโขงแล้ว แม่น้ำสำคัญหลายแห่ง เช่น อิรวดี และสาละวิน ต่างก็ไหลมาจากน้ำแข็งบนที่ราบสูงทิเบต ทำให้จีนมีสถานะไม่ต่างจากแทงก์น้ำแห่งเอเชียที่ส่งมอบน้ำแก่ประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่น่ากังวลสำหรับประเทศในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง

จวบจนปัจจุบัน ประเทศจีนยังดำเนินการตามคำเรียกร้องของประเทศปลายน้ำ แต่ปริมาณน้ำในประเทศจีนที่น้อยลงทุกที ทำให้ข้อสังเกตของนักวิชาการที่ว่าสงครามในศตวรรษที่ 21 คือสงครามแย่งชิงน้ำมีน้ำหนักมากขึ้น



ถอดความและเรียบเรียงจาก China's Huge Dam Projects Will Threaten Southeast Asia As Water Scarcity Builds Downstream โดย Daniel Rechtschaffen เข้าถึงได้ที่ https://www.forbes.com/sites/outofasia/2017/05/03/chinas-huge-dam-projects-will-threaten-southeast-asia-as-water-scarcity-builds-downstream/#4df8fa035f6c
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์

 

 

รับข่าวสาร