• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ เจตจำนงการขับเคลื่อนประเทศไทย สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

เจตจำนงการขับเคลื่อนประเทศไทย สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

อีเมล พิมพ์ PDF

สมัชชาจากการประชุมสมัชชาสามัญประจำปี 2559  เมื่อวันที่  6-7 กุมภาพันธ์  2560   ณ โรงแรมเอเซีย แอร์พอร์ท อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ขององค์กรสมาชิกสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.) ที่ประชุมได้มีการสรุปการประชุม โดยการแสดงเจตจำนง "การขับเคลื่อนประเทศไทย สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน" มีเนื้อหาดังนี้


เราตระหนักว่า การขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นภารกิจที่ต้องร่วมกันทำทุกฝ่าย ทั้งเพื่อความรับผิดชอบต่อตัวเรา ต่อครอบครัว ต่อญาติมิตร ต่อประเทศ ต่อโลกของเราและคนในรุ่นต่อไป

รัฐบาล และประชาชนต่างมีจุดมุ่งหมายที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน การหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ให้รุนแรงไปถึงสภาวะที่มนุษย์และสิ่งมีชีวิตในโลกไม่สามารถดำรงอยู่ได้ แต่ในการสัมมนาครั้งนี้เราพบว่าการขับเคลื่อนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่อาจสำเร็จได้จากการใช้อำนาจรัฐด้านเดียว ต้องก้าวข้ามกับดักอำนาจไปสู่การสร้างพลังการขับเคลื่อนร่วมกันทั้งสังคม สร้างการเรียนรู้เพื่อความเข้าใจร่วมกันทั้งแผ่นดิน เปิดพื้นที่การทำงานร่วมกับภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ส่งเสริมการทำงานจากล่างสู่บน และสร้างสรรค์ นวัตกรรมทางสงัคมและกฎหมาย

การก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง ไปสู่ประเทศไทย 4.0 จะเป็นไปได้ สังคมทุกภาคส่วนต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน บทเรียนจากหลายประเทศบอกกับเราว่า ความเป็นธรรมในการพัฒนา การกระจายรายได้ การสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ รวมถึงการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นพลังงานหลัก เป็นปัจจัยสำคัญของการก้าวสู่สังคม 4.0

เป้าหมายการลดคาร์บอนของประเทศไทยลงร้อยละ 20 - 25 ให้ไดhภายในปี 2573 ตั้งอยู่บนฐานอัตราการปล่อยคาร์บอนด้วยการคาดการณ์จากฐานปี 3548 ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงกว่าการปล่อยคาร์บอนจริงของประเทศไทย ดังนั้น เป้าหมายการลดคาร์บอนดังกล่าวจึงเท่ากับการไม่ได้ลด การใช้พลังงานจากฟอสซิลเป็นพลังงานหลักจะไม่สามารถนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกได้ใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นพลังงานหลัก และจะยิ่งเพิ่มขึ้นในอนาคตไปสู่พลังงานหมุนเวียนร้อยเปอร์เซ็นต์

ด้วยความร้อนรนต่อปัญหาเฉพาะหน้า และการพยายามหลุดจากกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ความร่ำรวย กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ชี้ให้เห็นว่า มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน เกิดขึ้นมากในทั่วทุกภาคของประเทศไทย ทั้งจากการเร่งรัดโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ภาคใต้ การกำหนดพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษใน 10 จังหวัดชายแดน เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก การทวงคืนผืนป่า การเร่งรัดขยายตัวเลขป่าอนุรักษ์ให้เพิ่มขึ้น แผนพัฒนาชายฝั่งภาคใต้ที่มุ่งสู่อุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึก และอื่นๆ

ในวาระที่สังคมไทยจะขับเคลื่อนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน การสรา้งความรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก และการปฏิรูปประเทศในกรอบของร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ เราเห็นว่าทุกฝ่ายต้องร่วมกันดำเนินการดังต่อไปนี้

1. องค์กรประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคประชาสังคม องค์กรชุมชน องค์กรประชาชน มหาวิทยาลัย ภาควิชาการ จะต้องเพิ่มความพยายามมากขึ้นที่จะสร้างสังคมที่เป็นธรรม ขจัดความเหลื่อมล้ำ การพัฒนาคุณภาพชีวิต การเตรียมการตั้งรับปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ การอนุรักษ์ คุ้มครองระบบนิเวศน์บก ทะเล มหาสมุทร ในการนี้รัฐจะต้องปฏิรูปกองทุนสิ่งแวดล้อม กองทุนอนุรักษ์พลังงาน และกองทุนอื่นที่มีวัตถุประสงค์สนับสนุนการดำเนินงานของภาคประชาสังคม ให้มีการบริหารอย่างเป็นอิสระ ทำงานเชิงรุก และให้องค์กรที่ได้รับการสนับสนุนทำงานได้อย่างอิสระ

2. ผู้นำประเทศต้องแสดงภาวะผู้นำด้วยความมุ่งมั่นในการก้าวออกจากการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน มุ่งแต่เป้าหมายระยะสั้น แต่ทำลายอนาคตระยะยาว ขณะเดียวกันจำต้องสร้างบรรยากาศแห่งความหวังในการร่วมมือ และคิดอ่านร่วมกันของทุกภาคส่วน โดยไม่ทอดทิ้งชุมชนท้องถิ่น หรือคนกลุ่มใดไว้เบื้องหลัง

3. รัฐบาลตhองเปลี่ยนเป้าหมายการลดคาร์บอนให้เข้มข้นมากขึ้น ขับเคลื่อนให้พลังงานหมุนเวียนเป็นแหล่งพลังงานหลักของประเทศไทย ยุติการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ที่ใช้พลังงานถ่านหิน สร้างประสิทธิภ พของการใช้พลังงาน เพิ่มความมุ่งมั่นที่จะร่วมกับประชาคมโลก ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นไม่เกิด 1.5 องศาเซลเซียสในปี 2593 รวมทั้งการเพิ่มความตระหนักและสร้างความสามารถในการตั้งรับปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

4. เปลี่ยนโจทย์ประเทศไทยจากกับดักรายได้ปานกลาง ทำไมเราไม่ร่ำรวยเสียที เป็นการสร้างการพัฒนาที่มีความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งต้องเริ่มจากการกระจายรายได้ การกระจายการถือครองที่ดิน การรักษาระบบนิเวศน์ให้สมดุล การสร้างความเข็มแข็งให้กับภาคประชาชน ซึ่งจะเป็นพลังงานขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 ร่วมกัน

5. ปฎิรูประบบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่รัฐ เป็นการบริหารจัดการที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย บนพื้นฐานของสังคมแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาที่เป็นธรรมมีความเสมอภาคระหว่างเพศในการมีส่วนร่วมตัดสินใจทุกระดับ

6. ปฏิรูปกฎหมาย สร้างองค์ความรู้ มาตรฐานในกระบวนการยุติธรรม ให้เป็นไปเพื่อความเป็นธรรม ยึดหลักนิติธรรม เช่น การปรับปรุงกฎหมายสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ การตรากฎหมายภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า ธนาคารที่ดิน โฉนดชุมชน การจัดทำประมวลกฎหมายป่าไม้ที่มีเป้าหมายเพื่อทุกคน เป็นต้น

การพัฒนาที่ยั่งยืน จะเกิดขึ้นได้เราต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน รัฐบาลต้องทบทวนการทำงาน และเพิ่มความมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงเป้าหมายซึ่งนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กล่าวไว้ในหลายวาระว่า “เราจะไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง…..!!"

ด้วยจิตคารวะ : สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ 7 กุมภาพันธ์ 2560

รายนามองค์กรร่วมสนับสนุน : มูลนิธิรักษ์หัวหิน, มูลนิธิพิทักษ์ความปลอดภัยทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมโลก, สมาคมพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหา, สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ, สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย, เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่, กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอ่างลำพอกและโบราณสถาน จ.สุรินทร์, กลุ่มแม่สอดรักษ์ถิ่น, เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด (คปบ.), ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move), สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (LDI), มูลนิธิอันดามัน, สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน, มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ, มูลนิธิคนเพียงไพร, องค์การความร่วมมือเพื่อการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอันดามัน, กลุ่มเพื่อนตะวันออก เครือข่ายเปลี่ยนวาระตะวันออก, มูลนิธิพัฒนาอีสาน, สมาคมเครือข่ายชาวนาชาวไร่อีสาน, มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน, มูล นิธิสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม, มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคเหนือ, มูลนิธิป่าทะเลเพื่อชีวิต

ศูนย์ส่งเสริมศักยภาพประชาชนนครราชสีมา, ศูนย์พิทักษ์สิทธิการจัดการทรัพยากรชุมชนลุ่มน้ำชีตอนล่าง, ศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพอีสาน, มูลนิธิชีวิตไท, มูลนิธิเพื่อนช้าง, โครงการปฏิรูปการเกษตรและพัฒนาชนบท จังหวัดพิจิตร, ศูนย์เสริมสร้างองค์กรชาวบ้านเพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม, ชมรมพิทักษ์ธรรมชาติ (คนกับป่า) จังหวัดพิษณุโลก, เครือข่ายสิ่งแวดล้อมภาคประชาชนจังหวัดพิษณุโลก, สถาบันนิเวศน์เพื่อการพัฒนา จังหวัดอุตรดิตถ์, สถาบันรักษ์ถิ่น กำแพงเพชร, เครือข่ายประชาคมฅนกำแพง, เครือข่ายทรัพยากรดิน น้ำ ป่า จังหวัดกำแพงเพชร, เครือข่ายคนรักษ์น้ำปิงและป่า จังหวัดกำแพงเพชร, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา, สมาคมปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม, สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขา ในประเทศไทย (IMPECT), มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์, กลุ่มฅนต้นน้ำ, สมาคมฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำสาละวิน, สมาคมชีวิตดี, สมาคมเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืนจังหวัดลำพูนฐ สมาคมสถาบันวิจัยหริภุญชัย, เครือข่ายทรัพยากรและเกษตรกรรมที่ยั่งยืนจังหวัดน่าน, กลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำสะโตน

เครือข่ายป่าชุมชนรอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก, มูลนิธิสระแก้วสีเขียว, มูลนิธิลุ่มน้ำท่าจีนนครปฐม, ชมรมเรารักแม่น้ำท่าจีน นครปฐม, เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคด้านสิ่งแวดล้อม จ.นครปฐม, ศูนย์สร้างจิตสำนึกนิเวศวิทยา (สจน.), สมาคมรักษ์ทะเลไทย, สมาคมสตรีประมงพื้นบ้านภาคใต้, สมาคมคนรักษ์ลุ่มน้ำพัทลุง, เครือข่ายประทิวรักษ์ถิ่น, กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชน ตำบลวังคีรี กลุ่มองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด ตำบลละมอ, กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนไม้พยูงบ้านหูโต, เครือข่ายป่าชุมชนหนองเยาะ, สมาคมเพื่อนภู, สมาคมไทบ้าน, กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศนพื้นที่ชุ่มน้ำแก่งละว้า, สมาคมป่าชุมชนอีสาน, โครงการทามมูล, เครือข่ายที่ดินหนองน้ำขุ่น, กลุ่มจับตาโลกร้อน (Climate Watch Thailand), เครือข่ายวางแผนและผังเมืองเพื่อสังคม, มูลนิธิเพื่อการบริหารการจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย), สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย, สมาคมนักวิทยุชุมชนเพื่อประชาสังคมจังหวัดพิจิตร, เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมู่บ้านจังหวัดพิจิตร, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, สมาคมเครือข่ายกองทัพสีเขียวด้วยชีวิตพอเพียง, มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน, มูลนิธิชุมชนเกษตรนิเวศน์จ.สุรินทร์

มูลนิธิสืบนาคะเสถียร, สมาคมชาวประมงรักษ์ทะเลสาบ อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง, สมาคมชาวประมง อ.สทิงพระ จ.สงขลา, มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย), เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก, ขบวนการผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย (WeMove), มูลนิธิผู้หญิง, เครือข่ายผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้าและสันติภาพ, มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ, มูลนิธิพิทักษ์สตรีและเด็ก, เครือข่ายองค์กรสตรี 14 จังหวัดภาคใต้, สถาบันสร้างเสริมการจัดการทรัพยากรชุมชน, สมัชชาประชาชนสุโขทัย, สหพันธ์รักษ์เมืองตาก

 

 

รับข่าวสาร