• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ ความโดดเดี่ยวของ "นักปกป้องสิทธิมนุษยชน"

ความโดดเดี่ยวของ "นักปกป้องสิทธิมนุษยชน"

อีเมล พิมพ์ PDF
ความโดดเดี่ยวของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนชาวไทย
ความขัดแย้งของผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มนายทุนหรือผู้มีอิทธิพลกับผู้ได้รับผลกระทบที่หยัดยืนขึ้นมาต่อสู้ตามหลักสิทธิมนุษยชนเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชีวิต ชุมชน และอนาคตของพวกเขาเอง ปรากฏตามช่องทางสื่อต่างๆ บ้างถูกทำให้เงียบหายไปก็มากมาย เรื่อยมาตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน เรื่องราวเฉกเช่นนี้เกิดมาแล้วทั่วโลก
Global Witness (www.globalwitness.org)  ได้จัดทำรายงานเกี่ยวกับการบังคับบุคคลให้สูญหายกรณีผู้ทำงานปกป้องที่ดินและสิ่งแวดล้อมทั่วโลก ปรากฏ 991 ราย โดยในระหว่างปี พ.ศ. 2545-2557 มีแนวโน้มว่าจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มมากกว่านี้ แต่รายงานข้อมูลจากพื้นที่ชนบทซึ่งเป็นแนวหน้าที่ต่อสู้กับการทำลายทรัพยากรและการปราบปรามสิทธิมนุษยชนยังคงมีอยู่น้อย และในบางประเทศสื่อมวลชนมีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูล
และในประเทศไทยเอง Protection International (protectioninternational.org) กำลังจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกว่า 50 กรณี ที่ถูกสังหารในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา หลายคนตกเป็นเหยื่อของการบังคับให้สูญหาย เป็นเหตุให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ก่อความรุนแรงต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างเลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทั้งยังสามารถลอยนวลพ้นผิดได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ต้องตกอยู่ในภาวะความเสี่ยงที่จะตกเป็นเป้าหมายของความรุนแรงอันเป็นความอยุติธรรม ความขัดแย้งผลประโยชน์ของกลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพลต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งหลายครั้งที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนเหล่านี้น้อยนักที่จะได้รับความเป็นธรรมอันริบหรี่ กรณีนายเจริญ วัดอักษร ก็เป็นหนึ่งในนั้น
ภายหลังการเปิดงานนิทรรศการภาพถ่ายแด่นักสู้ผู้จากไป For Those Who Died Trying” เราได้มีโอกาสฟังคำบอกเล่าจากปากคำของผู้สูญเสีย คุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย ซึ่งประสบการสูญเสีย นายเจริญ วัดอักษร ผู้เป็นสามีซึ่งนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชน ผู้ถูกบังคับให้สูญหายตามร่องหลืบความอยุติธรรมของประเทศไทย โดยการลอบสังหารเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2547
พี่เจริญเขาเป็นหนึ่งในนักต่อสู้สิทธิมนุษยชนผู้ถูกกระทำให้สูญหายระหว่างการต่อสู้คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในพื้นที่อำเภอบ่อนอก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลที่เปิดให้เอกชนเข้าไปดำเนินงาน
พี่เจริญเป็นรุ่นที่ 3-4 ที่ลุกขึ้นมาคัดค้าน ท่ามกลางการต่อสู้ แกนนำส่วนใหญ่ถูกทำให้มีเหตุต้องเลิกสู้ไป ทั้งการถูกซื้อตัว ข่มขู่ แต่ว่าในขณะนั้นส่วนของพวกชาวบ้านที่ยังเหลือก็ยังสู้ต่อ สถานการณ์ผลักดันให้เขากลายเป็นผู้นำ เพื่อขับเคลื่อนทิศทางขบวนชาวบ้านให้ชัดเจน กระทั่งประสบความสำเร็จ โครงการนี้ได้ถูกยกเลิกไป แต่ว่ามันก็ต้องแลกกับชีวิต
เจริญเป็นหนึ่งในผู้นำที่ถูกฝ่าย(นาย)ทุนเข้ามาเจรจาต่อรองให้ผลประโยชน์ด้วยเงินจำนวน 20 ล้านบาท เราก็บอกเขาว่าเราไม่มีข้อเรียกร้องเรื่องเงิน แต่เรามีข้อเรียกร้องอย่างเดียวคือให้โครงการยกเลิก สิ่งที่ตามมาคือการข่มขู่ การใช้กฎหมายมาเล่นงานเรา จนถึงที่สุดของการต่อสู้กับกลุ่มนายทุนนั่นก็คือ “ความตาย”
“สิ่งพี่จะแนะนำสำหรับนักต่อสู้สิทธิมนุษยชนหรือนักอนุรักษ์รุ่นใหม่ที่คิดจะเลือกเส้นทางนี้ ควรตระเตรียมความคิดและตระเตรียมความพร้อมของตัวเอง เพราะสิ่งที่เรายืนหยัดในเส้นทางนี้เต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามที่เราต้องเจอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ สำหรับกรณีของพี่กับพี่เจริญ เรามีการทำความเข้าใจกันก่อนว่า ถ้าเรายังอยู่บนเส้นทางนี้ หากเราไม่ตายก็ติดคุก เพราะฉะนั้นอย่ามีลูก หลังการเจรจาผลประโยชน์และเราปฏิเสธผ่านไป มีการเตือนกันหลายรอบ เรารู้ว่าพี่เจริญถูกหมายปองชีวิต ปรากฏว่า พี่เจริญก็ทำใจ เราก็ต้องทำใจ”
ตลอดการต่อสู้ในฐานะสิทธิมนุษยนชนคนหนึ่งนั้น นายเจริญรู้ตัวดีว่าตนเองได้ตกเป็นเป้าหมายเพราะการขัดขวางโครงการดังกล่าว เขาได้กล่าวกับภรรยาว่า “ถ้าโดนยิงตายเขาไม่กลัวหรอก ถ้าเจ็บก็เจ็บลูกปืนนัดแรกนัดเดียว นัดต่อไปอีกสักอีกสิบนัดเขาก็ไม่กลัว ไม่รู้สึกเจ็บอะไร”
“แล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ พี่เจริญโดนยิง 9 นัด” คุณกรณ์อุมากล่าว
การตระเตรียมความความคิดและพร้อมทำให้เรามีสติ กอบกู้ความเสียขวัญ และสามารถนำพาชาวบ้านให้เข้มแข็งได้ เป้าหมายของการเข่นฆ่าครั้งนี้คือการหวังผลในการทำลายผู้นำให้เกิดเกิดความหวาดกลัวในหมู่ชาวบ้าน จากที่พี่ไม่เคยต้องเป็นผู้นำ รุ่งขึ้นหลังวันเกิดเหตุ พี่แห่ศพเข้ากรุงเทพฯ พูดคุยกับสื่อ ต่อสู้ต่อ ซึ่งถือว่าได้ผลในระดับหนึ่ง และหลังจากที่เราสูญเสียพี่เจริญไป เราก็ไม่ได้หยุดพัก ลุกขึ้นมาทำงานตรงนี้แทน คนที่หวาดกลัวเป็นเรื่องที่ไม่สามารถห้ามกันได้ แต่คนส่วนใหญ่ยังอยู่หลังที่พี่เจริญตาย
คุณกรณ์อุมา บอกเล่าประสบการณ์ตรงของการขับเคลื่อนขบวนการต่อสู้ เธอชี้ให้เห็นว่าส่วนใหญ่เกิดจากความขัดแย้งกับนโยบายของรัฐบาล ที่มักเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มนายทุน และการพัฒนา ในสายตาของรัฐฯ จะมองเราด้วยสายตาอคติ เป็นพวกสมควรตาย ถ่วงความเจริญ ไม่ยอมรับการพัฒนา กบฏต่อรัฐ พี่พูดจากประสบการณ์จริง เราเจอคำพูดเหล่านี้จริงๆ เจอท่าทีอย่างนี้จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ ศาลก็ตาม เราจะไปหวังอะไร... เขาไม่ยินดีกับสิ่งที่เราทำ เราคิดว่าเราทำเรื่องดี แต่เขากลับมองว่าเป็นเรื่องไม่ดี และพร้อมที่จะลบพวกเราทิ้งออกจากบัญชีรายชื่อประเทศไทย
พี่ไม่คาดหวังให้รัฐมาคุ้มครองดูแลระหว่างการต่อสู้ เพราะเราคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับความต้องการของรัฐ รัฐเป็นฝ่ายอยากจัดการเราเสียมากกว่า โดยวิธีการจัดการนั้นมีหลายแบบ มันอาจจะเกิดจากทุนที่เสียประโยชน์จากการสัมปทาน ก็จัดการด้วยตัวกลุ่มนายทุนเอง ใช้ผลประโยชน์ สมคบกับกลุ่มอิทธิพลมือปืน กลุ่มนักการเมือง มาข่มขู่เข่นฆ่า มาจัดการกับพวกเรา
ในส่วนของรัฐเองเกิดความร่วมมือในส่วนของประโยชน์ในการจัดการพวกเรา เช่นเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม นอกจากเรายังไม่ได้ความยุติธรรม ยังรู้สึกด้วยว่าถูกกระทำซ้ำ การที่ส่วนของรัฐเองกลับเอื้อประโยชน์ให้กับทุน โดยการยัดพวกเราเป็นแพะ เช่นกรณีตัวอย่าง พี่น้องที่บางสะพานที่คัดค้านโครงการโรงถลุงเหล็กสหวิริยา แม้ว่าหนึ่งในผู้ต้องหาจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ในวันนั้นด้วยซ้ำแต่เป็นเพียงหัวเรี่ยวหัวแรงของขบวนการต่อสู้ ปัจจุบันถูกคุมขังรับโทษจำคุกกว่า 21 ปี ทั้งพยาน หลักฐานก็ขัดแย้ง ต้องยกผลประโยชน์ให้จำเลยเสียด้วยซ้ำ แต่เรื่องราวกลับตาลปัด กลายเป็นศาลยกผลประโยชน์ให้โจทก์ และลงโทษพวกเขา ดูเหมือนไม่ร้ายแรงไม่ถึงขั้นตาย แต่มันไม่ต่างกับการตายทั้งเป็น
แต่หากย้อนเวลากลับไปได้ เธอก็ยังเลือกเส้นทางเดิม กระทั่งวันนี้เองพี่สูญเสียพี่เจริญไปพี่ก็ต่อสู้ เพราะการต่อสู้ของพี่ไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง แต่เป็นการต่อสู้ร่วมกับชุมชนตามหลักสิทธิมนุษยชน เพื่อวิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนของชุมชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้นอกจากจะส่งผลดีแก่ชุมชนแล้วยังคงเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนต่อไปเช่นกัน
คุณกรณ์อุมา กล่าวทิ้งท้ายว่า การจัดงานนิทรรศการนี้จะช่วยเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสิทธิมนุษยชนได้ดีขึ้นหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสำนึกของรัฐ ว่ามีสำนึกที่ดี จิตใจที่ดี และคุณธรรมที่ดีเพียงใด จากการติดตามข้อมูลจากอดีตจนถึงปัจจุบัน รัฐไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสิทธิมนุษยชน เราจึงไม่คาดหวังให้รัฐไทยจะเข้าใจสิทธิมนุษยนชนได้ดีไปกว่านี้
ความโดดเดี่ยวที่นักต่อสู้สิทธิมนุษยชนต้องเผชิญทั้งจากนโยบายรัฐส่วนใหญ่ที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มนายทุน นั้นไม่มีใครรู้ซึ้งและรู้สึกได้ดีไปกว่าพวกเขาที่ต้องต่อสู้และเผชิญหน้า ทั้งการเอารัดเอาเปรียบ การข่มขู่ เข่นฆ่า และความสูญเสียที่ต้องเผชิญ แต่พวกเขามิได้ต่อสู้เพียงลำพัง เพราะยังมีคนที่มีแนวคิดเดียวกันคอยประคับประคองและถ่ายทอดเรื่องราวอันควรเปิดเผยให้โลกได้รับรู้ถึง การสูญเสีย การเสียสละ และการถูกบังคับให้สูญหายไปตลอดกาล แต่จิตวิญญาณนักต่อสู้นั้นจะยังคงอยู่ตราบเท่าที่เราทุกคนยังจดจำเรื่องราวการต่อสู้ของพวกเขาได้
นักปกป้องสิทธิมนุษยชนความขัดแย้งของผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มนายทุนหรือผู้มีอิทธิพลกับผู้ได้รับผลกระทบที่หยัดยืนขึ้นมาต่อสู้ตามหลักสิทธิมนุษยชนเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชีวิต ชุมชน และอนาคตของพวกเขาเอง ปรากฏตามช่องทางสื่อต่างๆ บ้างถูกทำให้เงียบหายไปก็มากมาย เรื่อยมาตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน เรื่องราวเฉกเช่นนี้เกิดมาแล้วทั่วโลก

Global Witness ได้จัดทำรายงานเกี่ยวกับการบังคับบุคคลให้สูญหายกรณีผู้ทำงานปกป้องที่ดินและสิ่งแวดล้อมทั่วโลก ปรากฏ 991 ราย โดยในระหว่างปี พ.ศ. 2545-2557 มีแนวโน้มว่าจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มมากกว่านี้ แต่รายงานข้อมูลจากพื้นที่ชนบทซึ่งเป็นแนวหน้าที่ต่อสู้กับการทำลายทรัพยากรและการปราบปรามสิทธิมนุษยชนยังคงมีอยู่น้อย และในบางประเทศสื่อมวลชนมีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูล

และในประเทศไทยเอง Protection International กำลังจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกว่า 50 กรณี ที่ถูกสังหารในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา หลายคนตกเป็นเหยื่อของการบังคับให้สูญหาย เป็นเหตุให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ก่อความรุนแรงต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างเลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทั้งยังสามารถลอยนวลพ้นผิดได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ต้องตกอยู่ในภาวะความเสี่ยงที่จะตกเป็นเป้าหมายของความรุนแรงอันเป็นความอยุติธรรม ความขัดแย้งผลประโยชน์ของกลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพลต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งหลายครั้งที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนเหล่านี้น้อยนักที่จะได้รับความเป็นธรรมอันริบหรี่ กรณีนายเจริญ วัดอักษร ก็เป็นหนึ่งในนั้น

ภายหลังการเปิดงานนิทรรศการภาพถ่ายแด่นักสู้ผู้จากไป For Those Who Died Trying” เราได้มีโอกาสฟังคำบอกเล่าจากปากคำของผู้สูญเสีย คุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย ซึ่งประสบการสูญเสีย นายเจริญ วัดอักษร ผู้เป็นสามีซึ่งนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชน ผู้ถูกบังคับให้สูญหายตามร่องหลืบความอยุติธรรมของประเทศไทย โดยการลอบสังหารเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2547
.
.
กรณ์อุมา พงษ์น้อย และนายเจริญ วัดอักษร
กรณ์อุมา พงษ์น้อย ภรรยาของผู้ถูกบังคับให้สูญหาย
.
.
พี่เจริญเขาเป็นหนึ่งในนักต่อสู้สิทธิมนุษยชนผู้ถูกกระทำให้สูญหายระหว่างการต่อสู้คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในพื้นที่อำเภอบ่อนอก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลที่เปิดให้เอกชนเข้าไปดำเนินงาน

พี่เจริญเป็นรุ่นที่ 3-4 ที่ลุกขึ้นมาคัดค้าน ท่ามกลางการต่อสู้ แกนนำส่วนใหญ่ถูกทำให้มีเหตุต้องเลิกสู้ไป ทั้งการถูกซื้อตัว ข่มขู่ แต่ว่าในขณะนั้นส่วนของพวกชาวบ้านที่ยังเหลือก็ยังสู้ต่อ สถานการณ์ผลักดันให้เขากลายเป็นผู้นำ เพื่อขับเคลื่อนทิศทางขบวนชาวบ้านให้ชัดเจน กระทั่งประสบความสำเร็จ โครงการนี้ได้ถูกยกเลิกไป แต่ว่ามันก็ต้องแลกกับชีวิต

เจริญเป็นหนึ่งในผู้นำที่ถูกฝ่าย(นาย)ทุนเข้ามาเจรจาต่อรองให้ผลประโยชน์ด้วยเงินจำนวน 20 ล้านบาท เราก็บอกเขาว่าเราไม่มีข้อเรียกร้องเรื่องเงิน แต่เรามีข้อเรียกร้องอย่างเดียวคือให้โครงการยกเลิก สิ่งที่ตามมาคือการข่มขู่ การใช้กฎหมายมาเล่นงานเรา จนถึงที่สุดของการต่อสู้กับกลุ่มนายทุนนั่นก็คือ “ความตาย”

“สิ่งพี่จะแนะนำสำหรับนักต่อสู้สิทธิมนุษยชนหรือนักอนุรักษ์รุ่นใหม่ที่คิดจะเลือกเส้นทางนี้ ควรตระเตรียมความคิดและตระเตรียมความพร้อมของตัวเอง เพราะสิ่งที่เรายืนหยัดในเส้นทางนี้เต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามที่เราต้องเจอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ สำหรับกรณีของพี่กับพี่เจริญ เรามีการทำความเข้าใจกันก่อนว่า ถ้าเรายังอยู่บนเส้นทางนี้ หากเราไม่ตายก็ติดคุก เพราะฉะนั้นอย่ามีลูก หลังการเจรจาผลประโยชน์และเราปฏิเสธผ่านไป มีการเตือนกันหลายรอบ เรารู้ว่าพี่เจริญถูกหมายปองชีวิต ปรากฏว่า พี่เจริญก็ทำใจ เราก็ต้องทำใจ”

ตลอดการต่อสู้ในฐานะสิทธิมนุษยนชนคนหนึ่งนั้น นายเจริญรู้ตัวดีว่าตนเองได้ตกเป็นเป้าหมายเพราะการขัดขวางโครงการดังกล่าว เขาได้กล่าวกับภรรยาว่า “ถ้าโดนยิงตายเขาไม่กลัวหรอก ถ้าเจ็บก็เจ็บลูกปืนนัดแรกนัดเดียว นัดต่อไปอีกสักอีกสิบนัดเขาก็ไม่กลัว ไม่รู้สึกเจ็บอะไร”

“แล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ พี่เจริญโดนยิง 9 นัด” คุณกรณ์อุมากล่าว
.
.
นายเจริญ วัดอักษร
ภาพนายเจริญ วัดอักษร บนถนนบริเวณที่เขาถูกยิงเสียชีวิต
.
.
การตระเตรียมความความคิดและพร้อมทำให้เรามีสติ กอบกู้ความเสียขวัญ และสามารถนำพาชาวบ้านให้เข้มแข็งได้ เป้าหมายของการเข่นฆ่าครั้งนี้คือการหวังผลในการทำลายผู้นำให้เกิดเกิดความหวาดกลัวในหมู่ชาวบ้าน จากที่พี่ไม่เคยต้องเป็นผู้นำ รุ่งขึ้นหลังวันเกิดเหตุ พี่แห่ศพเข้ากรุงเทพฯ พูดคุยกับสื่อ ต่อสู้ต่อ ซึ่งถือว่าได้ผลในระดับหนึ่ง และหลังจากที่เราสูญเสียพี่เจริญไป เราก็ไม่ได้หยุดพัก ลุกขึ้นมาทำงานตรงนี้แทน คนที่หวาดกลัวเป็นเรื่องที่ไม่สามารถห้ามกันได้ แต่คนส่วนใหญ่ยังอยู่หลังที่พี่เจริญตาย

คุณกรณ์อุมา บอกเล่าประสบการณ์ตรงของการขับเคลื่อนขบวนการต่อสู้ เธอชี้ให้เห็นว่าส่วนใหญ่เกิดจากความขัดแย้งกับนโยบายของรัฐบาล ที่มักเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มนายทุน และการพัฒนา ในสายตาของรัฐฯ จะมองเราด้วยสายตาอคติ เป็นพวกสมควรตาย ถ่วงความเจริญ ไม่ยอมรับการพัฒนา กบฏต่อรัฐ พี่พูดจากประสบการณ์จริง เราเจอคำพูดเหล่านี้จริงๆ เจอท่าทีอย่างนี้จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ ศาลก็ตาม เราจะไปหวังอะไร... เขาไม่ยินดีกับสิ่งที่เราทำ เราคิดว่าเราทำเรื่องดี แต่เขากลับมองว่าเป็นเรื่องไม่ดี และพร้อมที่จะลบพวกเราทิ้งออกจากบัญชีรายชื่อประเทศไทย

พี่ไม่คาดหวังให้รัฐมาคุ้มครองดูแลระหว่างการต่อสู้ เพราะเราคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับความต้องการของรัฐ รัฐเป็นฝ่ายอยากจัดการเราเสียมากกว่า โดยวิธีการจัดการนั้นมีหลายแบบ มันอาจจะเกิดจากทุนที่เสียประโยชน์จากการสัมปทาน ก็จัดการด้วยตัวกลุ่มนายทุนเอง ใช้ผลประโยชน์ สมคบกับกลุ่มอิทธิพลมือปืน กลุ่มนักการเมือง มาข่มขู่เข่นฆ่า มาจัดการกับพวกเรา

ในส่วนของรัฐเองเกิดความร่วมมือในส่วนของประโยชน์ในการจัดการพวกเรา เช่นเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม นอกจากเรายังไม่ได้ความยุติธรรม ยังรู้สึกด้วยว่าถูกกระทำซ้ำ การที่ส่วนของรัฐเองกลับเอื้อประโยชน์ให้กับทุน โดยการยัดพวกเราเป็นแพะ เช่นกรณีตัวอย่าง พี่น้องที่บางสะพานที่คัดค้านโครงการโรงถลุงเหล็กสหวิริยา แม้ว่าหนึ่งในผู้ต้องหาจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ในวันนั้นด้วยซ้ำแต่เป็นเพียงหัวเรี่ยวหัวแรงของขบวนการต่อสู้ ปัจจุบันถูกคุมขังรับโทษจำคุกกว่า 21 ปี ทั้งพยาน หลักฐานก็ขัดแย้ง ต้องยกผลประโยชน์ให้จำเลยเสียด้วยซ้ำ แต่เรื่องราวกลับตาลปัด กลายเป็นศาลยกผลประโยชน์ให้โจทก์ และลงโทษพวกเขา ดูเหมือนไม่ร้ายแรงไม่ถึงขั้นตาย แต่มันไม่ต่างกับการตายทั้งเป็น
.
.
ความโดดเดี่ยวของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
ภาพภายในงานนิทรรศกาลคือภาพที่ตั้งไว้บริเวณที่พวกเขาต้องสูญเสียชีวิต
.
.
แต่หากย้อนเวลากลับไปได้ เธอก็ยังเลือกเส้นทางเดิม กระทั่งวันนี้เองพี่สูญเสียพี่เจริญไปพี่ก็ต่อสู้ เพราะการต่อสู้ของพี่ไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง แต่เป็นการต่อสู้ร่วมกับชุมชนตามหลักสิทธิมนุษยชน เพื่อวิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนของชุมชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้นอกจากจะส่งผลดีแก่ชุมชนแล้วยังคงเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนต่อไปเช่นกัน

คุณกรณ์อุมา กล่าวทิ้งท้ายว่า การจัดงานนิทรรศการนี้จะช่วยเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสิทธิมนุษยชนได้ดีขึ้นหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสำนึกของรัฐ ว่ามีสำนึกที่ดี จิตใจที่ดี และคุณธรรมที่ดีเพียงใด จากการติดตามข้อมูลจากอดีตจนถึงปัจจุบัน รัฐไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสิทธิมนุษยชน เราจึงไม่คาดหวังให้รัฐไทยจะเข้าใจสิทธิมนุษยนชนได้ดีไปกว่านี้
.
ความโดดเดี่ยวที่นักต่อสู้สิทธิมนุษยชนต้องเผชิญทั้งจากนโยบายรัฐส่วนใหญ่ที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มนายทุน นั้นไม่มีใครรู้ซึ้งและรู้สึกได้ดีไปกว่าพวกเขาที่ต้องต่อสู้และเผชิญหน้า ทั้งการเอารัดเอาเปรียบ การข่มขู่ เข่นฆ่า และความสูญเสียที่ต้องเผชิญ แต่พวกเขามิได้ต่อสู้เพียงลำพัง เพราะยังมีคนที่มีแนวคิดเดียวกันคอยประคับประคองและถ่ายทอดเรื่องราวอันควรเปิดเผยให้โลกได้รับรู้ถึง การสูญเสีย การเสียสละ และการถูกบังคับให้สูญหายไปตลอดกาล แต่จิตวิญญาณนักต่อสู้นั้นจะยังคงอยู่ตราบเท่าที่เราทุกคนยังจดจำเรื่องราวการต่อสู้ของพวกเขาได้
.
.
เรียบเรียงบทความโดย พัชริดา พงษปภัสร์ เจ้าหน้าที่สื่อสารองค์กร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
 

รับข่าวสาร