• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ ข้อดี-ข้อเสีย ร่างพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ...

ข้อดี-ข้อเสีย ร่างพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ...

อีเมล พิมพ์ PDF

อุทยานแห่งชาติหลังดำเนินการแก้ไขมาเป็นเวลาเกือบ 2 ปี [ลำดับเหตุการณ์ปรับปรุงแก้ไขร่างพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ] ตอนนี้ร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... ได้ผ่านความเห็นชอบสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ไปเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2560 พร้อมกับร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. .... ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาในขั้นตอนต่อไป


จากการศึกษา ร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ .. .... โดย ฝ่ายวิชาการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร (ในที่นี้จะยังไม่กล่าวถึงร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.. ....) พบว่าร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ .. .... มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ยังต้องปรับปรุง สรุปเนื้อหาในประเด็นต่างๆ ได้ ดังนี้
.
.

อุทยานแห่งชาติ
.
.

5 ข้อเด่น ร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ .. ....
1
. การกำหนดพื้นที่อุทยานแห่งชาติโดยการมีส่วนร่วม
- เปิดโอกาสให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนท้องถิ่นที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้นมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในการกำหนดที่ดินให้เป็นอุทยานแห่งชาติ

- การขยาย การเพิกถอนแนวเขต ต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมตรวจสอบแนวเขตด้วย

2. องค์ประกอบคณะกรรมการฯ เพิ่มผู้แทนจากหลายภาคส่วนมากขึ้น
- เพิ่มกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอื่นไม่น้อยกว่า 7 คน แต่ไม่เกิน 11 คน กำหนดให้มีการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิจากองค์กรภาคเอกชน สมาคมหรือมูลนิธิเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติ การท่องเที่ยว นันทนาการ รวมกันไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง

- เพิ่มบทบาทอำนาจ หน้าที่คณะกรรมการฯ

3. การบริหารจัดการเก็บหาของป่า ในเขตศึกษาธรรมชาติ
- อนุญาตให้ทำกิจกรรมบางอย่างภายใต้การควบคุมของพนักงานเจ้าหน้าที่

- สามารถเก็บหาของป่าที่เกิดใหม่ทดแทนได้ เป็นฤดูกาลหรือเป็นคราวๆ ไปได้

4. เพิ่มเติมคำนิยาม การบริหารจัดการ วนอุทยาน สวนพฤษศาสตร์ สวนรุกขชาติ
- เพิ่มบทกำหนดโทษหากทำให้เกิดความเสียหายแก่สภาพธรรมชาติของพื้นที่ดังกล่าวข้างต้น

5. การเพิ่มบทกำหนดโทษ และความรับผิดทางแพ่ง
- เพิ่มบทลงโทษให้มีความเหมาะสมต่อสภาพปัจจุบัน รวมถึงความรุนแรงของโทษที่มากขึ้นตามความสำคัญของพื้นที่

- เพิ่มความรับผิดทางแพ่ง เพื่อความรวดเร็วในการพิจารณาคดี

2 ข้อน่ากังวล ร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ .. ....
1. การริบทรัพย์ กรณีอสังหาริมทรัพย์
- บรรดาอสังหาริมทรัพย์จำพวกสิ่งปลูกสร้างที่ได้มา ได้ใช้ หรือมีไว้เพื่อใช้กระทำความผิด ที่ตกเป็นของแผ่นดินแล้ว อาจนำมาใช้ประโยชน์ในภารกิจของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้

2. การแก้ไขปัญหาชุมชนในป่าอนุรักษ์
- เมื่อบุคคลยังมีความจำเป็นต้องอยู่อาศัยหรือทำกินเพื่อการครองชีพ อธิบดีมีอำนาจอนุญาตให้อยู่อาศัยหรือทำกินเป็นการชั่วคราว ต้องไม่เกิน 20 ไร่ ต่อครอบครัว และมีกำหนดคราวละไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ไม่เกิน 20 ปี

- หากบุคคลที่ได้รับอนุญาตถึงแก่ความตาย ให้ทายาทอยู่อาศัยหรือทำประโยชน์ต่อไปไม่เกิน 180 วัน แต่หากประสงค์อยู่ต่อให้ยื่นคำขอต่ออธิบดีและให้อยู่ได้เพียงช่วงระยะเวลาที่เหลืออยู่ของผู้ที่ได้รับอนุญาตคนแรก /อธิบดีอาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมได้

ต่อข้อน่ากังวลดังกล่าว มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้จัดทำแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ .. .... ส่งถึงพล..สุรศักดิ์ กาญจนรัตน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เพื่อขอให้นำเสนอทบทวนเนื้อหาและเน้นให้มีการทำงานอย่างเป็นจริง เป็นธรรม และเป็นไปได้ ไปเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 และได้จัดแถลงข่าววิพากษ์ร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ .. .... ต่อสื่อมวลชนไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560
.
.

ศศิน เฉลิมลาภ
.
.

วิพากษ์ มาตรา 46 ประเด็นการริบทรัพย์สิน กรณีอสังหาริมทรัพย์ที่บุกรุกพื้นที่ป่า และการนำมาใช้ในกิจกรรมของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช โดย ภาณุเดช เกิดมะลิ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร : ในมาตรการนี้ หากริบทรัพย์สินแล้วนำมาใช้ประโยชน์จะขัดต่อเจตนารมย์ของการเป็นอุทยานแห่งชาติ และหากไม่มีการทำลายในกรณีที่เลวร้ายที่สุดอาจนำไปถึงขั้นการเพิกถอนพื้นที่แล้วยกที่ให้กับราชพัสดุไปดูแล ก็น่าเป็นห่วงสุด เพราะอาจเป็นช่องทางให้นายทุนกลับมาฮั้วประมูลในการใช้พื้นที่ และอสังหาริมทรัพย์

กฎหมายต้องระบุให้ชัดเจนว่า อาคารสิ่งปลูกสร้างที่ยึดได้ต้องนำไปทำลายเท่านั้น ไม่ควรเปิดช่องให้มีการนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น เพราะอาจจะเกิดการฮั้วกันในอนาคต โดยเฉพาะอุทยานที่กำลังมีปัญหาอยู่ เช่น อุทยานแห่งชาติสิรินาถ จ.ภูเก็ต อุทยานแห่งชาติทับลาน และที่ดินในวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา และอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด จ.ระยอง

วิพากษ์ มาตรา 52 ประเด็นการแก้ไขปัญหาชุมชนในผืนป่าอนุรักษ์ โดย ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร : เรื่องนี้ต้องพิจารณาโดยใช้หลักความเป็นจริง เป็นธรรม และเป็นไปได้ กรณีของชุมชนอยู่มาก่อนการประกาศเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ควรมีกฎหมายคุ้มครองชุมชนเหล่านั้น ให้อยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ได้ต่อไป พร้อมกับดึงเขามาเป็นแนวร่วมในการช่วยดูแลทรัพยากรธรรมชาติ บริหารจัดการบนพื้นฐานการรักษาคุณค่าของระบบนิเวศและหลักสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชน ขณะเดียวกันชุมชนที่ได้สิทธิในการอยู่อาศัยในพื้นที่ป่าต้องไม่บุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มด้วย หมายความว่ารัฐต้องมีกระบวนการทำงานกับชุมชนอย่างเป็นมิตร โดยทำข้อตกลงอย่างมีส่วนร่วมทั้งสองฝ่าย

 

บทความโดย ฝ่ายสื่อสารองค์กรมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

 

รับข่าวสาร