• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ หยุดบริโภค 'หูฉลาม' ในวันตรุษจีน

หยุดบริโภค 'หูฉลาม' ในวันตรุษจีน

อีเมล พิมพ์ PDF
องค์กร ไวลด์เอด ช่วยสัตว์ป่า (WildAid) เปิดกิจกรรมรณรงค์เลิกบริโภคหูฉลาม (Say No to Shark Fin) ในสัปดาห์นี้ เพื่อลดปริมาณการบริโภคหูฉลามตลอดเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นเทศกาลที่มีการบริโภคหูฉลามมากที่สุด และประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในวิกฤตการณ์หูฉลามในตลาดโลก
ข้อมูลจาก ไวลด์เอด ระบุว่าแต่ละปี มีฉลามกว่า 100 ล้านตัว ถูกฆ่าอย่างโหดร้ายเพื่อเอาครีบของมัน โดยกว่าร้อยละ 73 ถูกนำมาทำเป็น “ซุปหูฉลาม” ซึ่งประเทศไทยถูกจัดได้ว่าเป็นตลาดค้าครีบฉลามรายใหญ่แห่งหนึ่งของโลก
จากรายงานเรื่อง “สถานการณ์ผลิตภัณฑ์จากฉลามในตลาดโลก” โดยองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติเมื่อปี 2558 ระบุว่า ประเทศไทยมีตลาดค้าครีบฉลามที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีสถิติการนำเข้าสูงถึง 136 ตัน ในระหว่างปี 2550 ถึง 2555 และยังมีบทบาทสำคัญในตลาดโลกในฐานะผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์หูฉลามแปรรูปมูลค่าต่ำรายสำคัญของโลกอีกด้วย
นอกจากนี้ การสำรวจตลาดเบื้องต้นโดยองค์กรไวลด์เอด ยังพบว่า ราคาซุปหูฉลามในประเทศไทยนั้นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ส่งเสริมให้มีการบริโภคอย่างกว้างขวาง โดยมีราคาต่ำถึงชามละ 300 บาท ในร้านค้าข้างถนนย่านเยาวราช ไปจนถึงชามละ 4,000 บาท ในภัตตาคารหรูใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร
“การซื้อขายหูฉลามนั้นหยุดลงเมื่อใด การฆ่าก็จะหยุดลงเมื่อนั้น” นายปีเตอร์ ไนท์ ผู้อำนวยการองค์กรไวลด์เอด กล่าว
ประชากรฉลามลดลงถึงร้อยละ 98 ภายในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา โดย 1 ใน 3 ของชนิดพันธุ์ฉลามที่อาศัยบริเวณผิวน้ำถูกระบุว่าเป็นชนิดพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์โดยสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดก็หนีไม่พ้นอุปสงค์และการซื้อขายครีบฉลามดังกล่าว
ผู้อำนวยการองค์กรไวลด์เอด กล่าวว่าสาเหตุที่มีการบริโภคกันมาก เกิดจากการที่ผู้บริโภคไม่ตระหนักถึงการกระทำอันโหดร้านเบื้องหลังซุปหูฉลามแสนอร่อยเหล่านั้น ที่เหล่าฉลามต่างถูกลากขึ้นมาเพื่อเฉือนครีบของมันออกทั้งหมดก่อนจะถูกโยนทิ้งกลับลงสู่ ท้องทะเล ซึ่งทำให้ฉลามเหล่านั้นต้องจมน้ำตายทั้งเป็น เนื่องจากสูญเสียครีบอันเป็นอวัยวะสำคัญในการดำรงชีวิต
ก่อนหน้านี้ องค์กร WildAid ได้ทำการรณรงค์เรื่องนี้ไปแล้วในประเทศจีน ซึ่งปัจจุบันปริมาณการบริโภคหูฉลามในประเทศจีนลดลงมาแล้วถึงร้อยละ 50 ถึง 70 ด้วยความร่วมมือของรัฐบาลแห่งประเทศจีนในการประกาศห้ามซื้อขายผลิตภัณฑ์จากครีบฉลามอย่างเป็นทางการ
“ในปี 2560 นี้ องค์กรไวลด์เอด ตั้งปณิธานที่จะดำเนินงานอย่างใกล้ชิดกับภาครัฐให้มากยิ่งขึ้น สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับร้านอาหาร ภัตตาคาร และธุรกิจการโรงแรมให้ดียิ่งกว่าเดิม รวมถึงสรรหาทูตตัวแทนจากเหล่าศิลปิน นักแสดง และผู้มีชื่อเสียง เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงสื่อและการรับรู้ของประชาชนให้ทั่วถึงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะเราเชื่อว่าด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของทุกคน เราจะสามารถยับยั้งความต้องการในผลิตภัณฑ์จากครีบฉลามในประเทศไทยได้ในที่สุด” ผู้อำนวยการองค์กร ไวลด์เอด กล่าว
ภาพโดย Shawn Heinrichs
หูฉลามองค์กรไวลด์เอด ช่วยสัตว์ป่า (WildAid) เปิดกิจกรรมรณรงค์เลิกบริโภคหูฉลาม (Say No to Shark Fin) ในสัปดาห์นี้ เพื่อลดปริมาณการบริโภคหูฉลามตลอดเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นเทศกาลที่มีการบริโภคหูฉลามมากที่สุด และประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในวิกฤตการณ์หูฉลามในตลาดโลก

ข้อมูลจาก ไวลด์เอด ระบุว่าแต่ละปี มีฉลามกว่า 100 ล้านตัว ถูกฆ่าอย่างโหดร้ายเพื่อเอาครีบของมัน โดยกว่าร้อยละ 73 ถูกนำมาทำเป็น “ซุปหูฉลาม” ซึ่งประเทศไทยถูกจัดได้ว่าเป็นตลาดค้าครีบฉลามรายใหญ่แห่งหนึ่งของโลก

จากรายงานเรื่องสถานการณ์ผลิตภัณฑ์จากฉลามในตลาดโลก โดยองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติเมื่อปี 2558 ระบุว่า ประเทศไทยมีตลาดค้าครีบฉลามที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีสถิติการนำเข้าสูงถึง 136 ตัน ในระหว่างปี 2550 ถึง 2555 และยังมีบทบาทสำคัญในตลาดโลกในฐานะผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์หูฉลามแปรรูปมูลค่าต่ำรายสำคัญของโลกอีกด้วย
.
.

หูฉลาม
.
.
นอกจากนี้ การสำรวจตลาดเบื้องต้นโดยองค์กรไวลด์เอด ยังพบว่า ราคาซุปหูฉลามในประเทศไทยนั้นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ส่งเสริมให้มีการบริโภคอย่างกว้างขวาง โดยมีราคาต่ำถึงชามละ 300 บาท ในร้านค้าข้างถนนย่านเยาวราช ไปจนถึงชามละ 4,000 บาท ในภัตตาคารหรูใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร

“การซื้อขายหูฉลามนั้นหยุดลงเมื่อใด การฆ่าก็จะหยุดลงเมื่อนั้น” นายปีเตอร์ ไนท์ ผู้อำนวยการองค์กรไวลด์เอด กล่าว

ประชากรฉลามลดลงถึงร้อยละ 98 ภายในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา โดย 1 ใน 3 ของชนิดพันธุ์ฉลามที่อาศัยบริเวณผิวน้ำถูกระบุว่าเป็นชนิดพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์โดยสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดก็หนีไม่พ้นอุปสงค์และการซื้อขายครีบฉลามดังกล่าว

ผู้อำนวยการองค์กรไวลด์เอด กล่าวว่าสาเหตุที่มีการบริโภคกันมาก เกิดจากการที่ผู้บริโภคไม่ตระหนักถึงการกระทำอันโหดร้านเบื้องหลังซุปหูฉลามแสนอร่อยเหล่านั้น ที่เหล่าฉลามต่างถูกลากขึ้นมาเพื่อเฉือนครีบของมันออกทั้งหมดก่อนจะถูกโยนทิ้งกลับลงสู่ ท้องทะเล ซึ่งทำให้ฉลามเหล่านั้นต้องจมน้ำตายทั้งเป็น เนื่องจากสูญเสียครีบอันเป็นอวัยวะสำคัญในการดำรงชีวิต
.
.

หูฉลาม
.
.
ก่อนหน้านี้ องค์กรไวลด์เอด ได้ทำการรณรงค์เรื่องนี้ไปแล้วในประเทศจีน ซึ่งปัจจุบันปริมาณการบริโภคหูฉลามในประเทศจีนลดลงมาแล้วถึงร้อยละ 50 ถึง 70 ด้วยความร่วมมือของรัฐบาลแห่งประเทศจีนในการประกาศห้ามซื้อขายผลิตภัณฑ์จากครีบฉลามอย่างเป็นทางการ

“ในปี 2560 นี้ องค์กรไวลด์เอด ตั้งปณิธานที่จะดำเนินงานอย่างใกล้ชิดกับภาครัฐให้มากยิ่งขึ้น สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับร้านอาหาร ภัตตาคาร และธุรกิจการโรงแรมให้ดียิ่งกว่าเดิม รวมถึงสรรหาทูตตัวแทนจากเหล่าศิลปิน นักแสดง และผู้มีชื่อเสียง เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงสื่อและการรับรู้ของประชาชนให้ทั่วถึงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะเราเชื่อว่าด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของทุกคน เราจะสามารถยับยั้งความต้องการในผลิตภัณฑ์จากครีบฉลามในประเทศไทยได้ในที่สุด” ผู้อำนวยการองค์กร ไวลด์เอด กล่าว


ขอบคุณข้อมูลจาก WildAid
ภาพถ่าย Shawn Heinrichs, M.Strickland.Innerspace Visions



 

รับข่าวสาร