• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ "ถ่านหิน-ไฟฟ้า-ทรัพยากร" บนฐานประโยชน์ของกลุ่มทุน

"ถ่านหิน-ไฟฟ้า-ทรัพยากร" บนฐานประโยชน์ของกลุ่มทุน

อีเมล พิมพ์ PDF
ถ่านหิน-ไฟฟ้า-ทรัพยากร “บนฐานประโยชน์ของกลุ่มทุน”
ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันมักมีคนจำพวกหนึ่งที่ใฝ่ฝันในความยิ่งใหญ่อลังการ ความสุขสบายของตัวเอง กอบโกยทรัพยากรมาเป็นทุนเพื่อความมั่งคั่งของตัวเอง ทรัพยากรเหล่านั้นได้มาจากการเบียดเบียนคนในพื้นถิ่น ซึ่งพวกเขาไม่ได้เต็มใจ
ยกตัวอย่างสมัยอดีตที่อาณาจักรโรมันมีระบบน้ำประปาที่ทันสมัยใช้ มีอ่างอาบน้ำสาธารณะ มีสถาปัตยกรรมที่สูงล้ำ การที่โรมันทำอย่างนี้ได้เพราะนำกำลังไปบุกรุกดินแดนอื่นนำทรัพย์สมบัติ และเอาประชาชนของดินแดนนั้นมาเป็นทาส ตกระกำลำบากลงไปขุนหิน ขุดน้ำมาให้คนอื่นใช้ สิ่งที่เรียกว่าความเจริญนั้นเกิดขึ้นกับคนเพียงแค่บางกลุ่ม แต่สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นเพียงในสมัยโบราณ
ปัจจุบัน ความเป็นทาสไม่ได้หมดไป เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบจากใช้กำลังมาเป็นเงิน โดยสิ่งนี้จะมาในรูปแบบของสินบน และหนี้สิน จุดหมายเพียงอย่างเดียวคือการยึดครองทรัพยากร สมบัติชาติ สิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอยู่ของประชากรในชาตินั้น ๆ เมื่อยึดแล้วจะสามารถกำหนดชะตาชีวิตประชากรประเทศนั้นได้ ประชากรจะไม่มีเสรีภาพ จะอยู่ภายใต้การควบคุมของคนบางกลุ่ม ซึ่งในระบบเหล่านี้สิ่งที่ผู้เอาเปรียบกลัวที่สุดคือ การพึ่งพาตัวเองได้ของประชากร
จากคำบอกเล่าของ Joseph E. Stiglitz อดีตผู้บริหาร WORLD BANK ที่ได้เปิดเผยว่า การที่ประเทศใดจะกู้เงินจำเป็นต้องทำข้อตกลงในการได้รับความช่วยเหลือทางการเงิน มีเขื่อนไขคือต้องเซ็นสัญญา ซึ่งสัญญาได้ระบุไว้ว่า 1.จะต้องยินยอมหารสมบัติของชาติ อาทิเช่น น้ำ ไฟฟ้า น้ำมัน และก๊าซ 2.เปิดให้เงินไหลเข้าออกได้โดยเสรีซึ่งโดยทั่วไปมักจะไหลออก 3.มีสิทธิในการขึ้นราคาอาหาร ไฟฟ้า น้ำมัน และก๊าซ โดยอ้างว่าเป็นราคาตลาดโลก 4.เปิดการค้าเสรีโดยต้องปฏิบัติตามกฎหมายของเจ้าหนี้
Joseph E. Stiglitz ยังเปิดเผยอีกว่า WORLD BANK และ IMF สามารถสั่งกีดกันทางการเงินได้ถ้าหากไม่ร่วมมือ ในเมื่อผู้บริหารของประเทศนั้น ๆ เจอข้อตกลงแบบนี้เขาจะรู้สึกอย่างไร เขาระบุว่าในทางตรงกันข้าม นักการเมืองและผู้บริหารของประเทศนั้น ๆ ยินดีที่จะยกบริษัทจำพวก น้ำ ไฟฟ้า น้ำมัน และก๊าซ ให้โดยไม่ลังเล หากคิดถึงค่าคอมมิชชั่นจากกการลดราคาหลายพัน ๆ ล้านจากการแปรรูปที่พวกเขาจะได้รับ ซึ่งนักการเมืองจะสามารถอ้างต่อประชาชนได้ว่าถูก WORLD BANK และ IMF บังคับ
ในประวัติศาสตร์ชาติไทย สิทธิเสรีภาพทุกอย่างของประชาชน ต้องถูกโอนย้ายไปเป็นสมบัติของต่างชาติ ทุนต่างชาติ ทุนไทยที่เป็นต่างชาติมาตลอด หากย้อนกลับไปมองเหตุการณ์ปี 2540 ประเทศไทยประสบวิกฤติต้มยำกุ้ง เกิดจากเงินไหลเข้ามาแต่ไปกระจุกตัวอยู่ข้างบน ไม่ได้ไหลลงมาทำประโยชน์ข้างล่าง รอจนกระทั่งให้ฟองสบู่แตก เพราะ György Schwartz มาทุบค่าเงินบาท ซึ่ง György Schwartz คือคนที่ถูกสร้างขึ้นโดย IMF กับ WORLD BANK และ Wall Street จนทำให้ประเทศไทยต้องนำ IMF เข้ามาเพื่อเซ็นสัญญาจำนวน 11 ฉบับ จนนำไปสู่การแปรรูปขายสมบัติชาติในราคาต่ำกว่าราคาจริงถึง 5 เท่า ไม่ใช่เพียงแค่รัฐบาลเดียว แต่มีหลาย ๆ รัฐบาลที่ทำอย่างนี้ ดูเหมือนจะเป็นประเพณีในประเทศเทศไทยไปแล้ว
บริษัทที่ได้รับผลกระทบในตอนนั้นคือ ปตท. ถูกขายภายในเวลา 77 วินาที ประชาชนรอซื้อหุ้นตั้งแต่ตี 4 ไม่สามารถมีใครซื้อได้ เป็นเรื่องที่น่าแปลกว่าหุ้นเหล่านี้ไปอยู่ที่ไหนหมด ปัจจุบันบริษัทนี้เป็น 1 ในร้อยบริษัท ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ได้กำไรปีละกว่าแสนแสนล้านบาท ถามว่ากำไรเหล่านี้ได้มาจากไหน คำตอบคือได้มาจากกระเป๋าของประชาชน ถามว่าราคาน้ำมันปัจจุบันนี้สร้างประโยชน์ให้กับคนในชาติหรือไม่ หากเปรียบเทียบกับราคาน้ำมันจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือราคาจากน้ำมันโลก เมื่อเปรียบเทียบดูแล้วพบว่าราคาไม่ตรงกัน ซึ่งทำให้ได้คำตอบว่าเกิดอะไรขึ้น
อีกบริษัทที่ได้มีการแปรรูปตาม IMF คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อาจจะไม่ได้ถูกแปรรูปทั้งหมด แต่ถูกหั่นเป็นส่วนย่อยแยกออกไป โดยมีสัญญาข้อตกลงที่ถูกเอาเปรียบเพราะรัฐจะต้องเสียเงินให้กลุ่มทุนโดยเปล่าประโยชน์เรื่อยไป รวมแล้ว 60% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทยทั้งหมดไม่ว่าเอกชนหรือรัฐ จะใช้สัญญาในลักษณะนี้ รวมทั้งโรงไฟฟ้ากระบี่
จังหวัดกระบี่มีนโยบายการท่องเที่ยวที่เน้นรักษาธรรมชาติสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดีและประสบความสำเร็จมาโดยตลอด คนกระบี่มีแผนจะสร้างพลังงานหมุนเวียนสะอาดใช้เอง จากการสำรวจพบว่ากระบี่มีศักยภาพการผลิตถึง 1,700 เมกะวัตต์ เท่ากับ 10 เท่าของการใช้ไฟฟ้าในปัจจุบัน โดยรวมสามารถทำได้อย่างแน่นอน จะส่งผลดีต่อชาวกระบี่เอง
ทว่ากับไม่ส่งผลดีต่อกลุ่มทุนที่เปรียบเสมือนเสือนอนกินไฟฟ้า คนพวกนี้จะเสียประโยชน์ทางธุรกิจเพราะกลุ่มทุนเหล่านี้ไม่ได้ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง แต่มองว่าชาวบ้านคือลูกค้าที่จะต้องซื้อไฟฟ้าใช้ และยอมรับไม่ได้หากจะมาผลิตไฟฟ้าแข่ง
จากการสำรวจของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติหากเกิดโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จังหวัดกระบี่ยังคงจะกลับมาเที่ยวหรือไม่ คำตอบที่ได้คือ 90% ไม่กลับมา จากผลสำรวจ 2 ครั้ง สิ่งเหล่านี้ใครจะรับผิดชอบ ความเจริญของคนเพียงบางกลุ่มบนความเสียสละของคนที่ไม่เต็มใจ สูญเสียทั้งสุขภาพ สูญเสียสิ่งแวดล้อม เกิดสารพิษกับอาหาร
เรื่องน่าแปลกคือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ระบุว่าไฟฟ้าไม่พอใช้จึงจำเป็นจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มและต้องเป็นถ่านหินเท่านั้น ปัจจุบันกระบี่มีโรงไฟฟ้าอยู่แล้ว ได้แก่ โรงไฟฟ้าไบโอแก๊ซ 9 โรง, โรงไฟฟ้าโซล่าเซลล์ 1 โรง, โรงไฟฟ้าพลังงานลม 1 โรง และโรงไฟฟ้าขยะ 1 โรง รวมแล้วผลิตได้ 109 เมกะวัตต์ แต่ทำไมการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ไม่รับซื้อ ส่วนการรับซื้อไฟฟ้าโซล่าจากประชาชน ภาครัฐระบุว่าจะรับซื้อในข้อตกลงคือจะกดราคาให้ต่ำสุดโดยรับซื้อเพียง 1 บาท เพื่อไม่ให้ประชาชนมีแรงจูงใจในการผลิตไฟฟ้าขาย ต้องกดราคาเพราะกลัวจะมาขายไฟให้
การสร้างวาทกรรมเท็จโดยกลุ่มทุนพลังงานให้เกิดความหวาดกลัวมีมายาวนาน เช่นเวลาจะเปิดสัมปทานพลังงาน จะมีข่าวออกมาอย่างก๊าซจะหมด หรือไปซื้อจากแหล่งอื่นนั้นแพง ควรจะสร้างโรงไฟฟ้าขึ้นมาเอง ยกตัวอย่างวาทกรรมของ ต้น มะขามป้อม ในหนังสือประชาธิปไตย พ.ศ. 2517 ระบุเอาไว้ว่า “การกักทุนความขาดแคลนนั้น เบื้องหลังของมันคือบริษัทผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่นน้ำมัน ในประเทศไทยจึงพยายามอย่างเหลือเกิดที่จะสร้างสถานการณ์ให้เห็นว่ามีการขาดแคลนน้ำมัน เพื่อที่จะให้รัฐบาลยอมให้ขึ้นราคาขายเป็นการชดเชยที่ขาดทุนกำไรโดยอ้างว่ากลุ่มผู้ค้าน้ำมันขึ้นราคาน้ำมันสูงหลายเท่าตัวและลดปริมาณการดูดลงมาก ซึ่งถ้าไม่แก้วิกฤตการณ์ด้วยการขึ้นราคาแล้ว ผลของการขาดแคลนน้ำมันจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอัมพาตไปหมด”
มล.รุ่งคุณ กิติยากร กล่าวสรุปว่า ควรปรับเปลี่ยนระบบทุกอย่างใหม่ ให้มองว่าสายไฟ หรือไฟฟ้า ทุกอย่างเป็นของประชาชน ไม่ใช่ให้กลุ่มทุนมาผูกขาดเพื่อเอื้ออำนวยกับตัวเอง อีกทั้งมองความมั่นคงของพลังงานด้วยการเปิดเสรีผลิตไฟฟ้าหลากหลายแหล่ง ที่กระจายตัว มั่นคง เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม ควรทบทวนสัญญาปารีสเนื่องจากไม่เป็นธรรม มีผลประโยชน์ทับซ้อน คนกระบี่ไม่ได้ต่อต้านอำนาจ แต่ต่อต้านการใช้อำนาจแบบผิดๆ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ไม่ได้มีไว้เพื่อเอาทรัพยากรของชาติไปเป็นของตัวเอง ไม่ควรใช้กลลวง กลยุทธ์แบ่งแยกปกครองยกมาให้ประชาชนทะเลาะกันเอง หากไม่สนใจว่าเป็นมรดกของลูกหลาน จะไม่เหลืออะไรเลย ผู้รับกรรมจะเป็นลูกหลานของเราเอง ถ้าหากยังเล่นการเมือง
เรียบเรียง ปาฐกถา เรื่อง " ถ่านหิน-ไฟฟ้า-ทรัพยากร " บนฐานประโยชน์ของกลุ่มทุน - มล.รุ่งคุณ กิติยากร เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน จากงานงานประเทศไทยในสัญญาปารีส (ถ่านหิน-ไฟฟ้า-ทรัพยากร) เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2560 ณ หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ ปทุมวัน โดย อาคม พรรณนิกร เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารองค์กร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
โรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันมักมีคนจำพวกหนึ่งที่ใฝ่ฝันในความยิ่งใหญ่อลังการ ความสุขสบายของตัวเอง กอบโกยทรัพยากรมาเป็นทุนเพื่อความมั่งคั่งของตัวเอง ทรัพยากรเหล่านั้นได้มาจากการเบียดเบียนคนในพื้นถิ่น ซึ่งพวกเขาไม่ได้เต็มใจ
.
.
ยกตัวอย่างสมัยอดีตที่อาณาจักรโรมันมีระบบน้ำประปาที่ทันสมัยใช้ มีอ่างอาบน้ำสาธารณะ มีสถาปัตยกรรมที่สูงล้ำ การที่โรมันทำอย่างนี้ได้เพราะนำกำลังไปบุกรุกดินแดนอื่นนำทรัพย์สมบัติ และเอาประชาชนของดินแดนนั้นมาเป็นทาส ตกระกำลำบากลงไปขุนหิน ขุดน้ำมาให้คนอื่นใช้ สิ่งที่เรียกว่าความเจริญนั้นเกิดขึ้นกับคนเพียงแค่บางกลุ่ม แต่สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นเพียงในสมัยโบราณ
.
ปัจจุบัน ความเป็นทาสไม่ได้หมดไป เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบจากใช้กำลังมาเป็นเงิน โดยสิ่งนี้จะมาในรูปแบบของสินบน และหนี้สิน จุดหมายเพียงอย่างเดียวคือการยึดครองทรัพยากร สมบัติชาติ สิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอยู่ของประชากรในชาตินั้น ๆ เมื่อยึดแล้วจะสามารถกำหนดชะตาชีวิตประชากรประเทศนั้นได้ ประชากรจะไม่มีเสรีภาพ จะอยู่ภายใต้การควบคุมของคนบางกลุ่ม ซึ่งในระบบเหล่านี้สิ่งที่ผู้เอาเปรียบกลัวที่สุดคือ การพึ่งพาตัวเองได้ของประชากร
.
จากคำบอกเล่าของ Joseph E. Stiglitz อดีตผู้บริหาร WORLD BANK ที่ได้เปิดเผยว่า การที่ประเทศใดจะกู้เงินจำเป็นต้องทำข้อตกลงในการได้รับความช่วยเหลือทางการเงิน มีเขื่อนไขคือต้องเซ็นสัญญา ซึ่งสัญญาได้ระบุไว้ว่า 1.จะต้องยินยอมหารสมบัติของชาติ อาทิเช่น น้ำ ไฟฟ้า น้ำมัน และก๊าซ 2.เปิดให้เงินไหลเข้าออกได้โดยเสรีซึ่งโดยทั่วไปมักจะไหลออก 3.มีสิทธิในการขึ้นราคาอาหาร ไฟฟ้า น้ำมัน และก๊าซ โดยอ้างว่าเป็นราคาตลาดโลก 4.เปิดการค้าเสรีโดยต้องปฏิบัติตามกฎหมายของเจ้าหนี้
.
Joseph E. Stiglitz ยังเปิดเผยอีกว่า WORLD BANK และ IMF สามารถสั่งกีดกันทางการเงินได้ถ้าหากไม่ร่วมมือ ในเมื่อผู้บริหารของประเทศนั้น ๆ เจอข้อตกลงแบบนี้เขาจะรู้สึกอย่างไร เขาระบุว่าในทางตรงกันข้าม นักการเมืองและผู้บริหารของประเทศนั้น ๆ ยินดีที่จะยกบริษัทจำพวก น้ำ ไฟฟ้า น้ำมัน และก๊าซ ให้โดยไม่ลังเล หากคิดถึงค่าคอมมิชชั่นจากกการลดราคาหลายพัน ๆ ล้านจากการแปรรูปที่พวกเขาจะได้รับ ซึ่งนักการเมืองจะสามารถอ้างต่อประชาชนได้ว่าถูก WORLD BANK และ IMF บังคับ
.
ในประวัติศาสตร์ชาติไทย สิทธิเสรีภาพทุกอย่างของประชาชน ต้องถูกโอนย้ายไปเป็นสมบัติของต่างชาติ ทุนต่างชาติ ทุนไทยที่เป็นต่างชาติมาตลอด หากย้อนกลับไปมองเหตุการณ์ปี 2540 ประเทศไทยประสบวิกฤติต้มยำกุ้ง เกิดจากเงินไหลเข้ามาแต่ไปกระจุกตัวอยู่ข้างบน ไม่ได้ไหลลงมาทำประโยชน์ข้างล่าง รอจนกระทั่งให้ฟองสบู่แตก เพราะ György Schwartz มาทุบค่าเงินบาท ซึ่ง György Schwartz คือคนที่ถูกสร้างขึ้นโดย IMF กับ WORLD BANK และ Wall Street จนทำให้ประเทศไทยต้องนำ IMF เข้ามาเพื่อเซ็นสัญญาจำนวน 11 ฉบับ จนนำไปสู่การแปรรูปขายสมบัติชาติในราคาต่ำกว่าราคาจริงถึง 5 เท่า ไม่ใช่เพียงแค่รัฐบาลเดียว แต่มีหลาย ๆ รัฐบาลที่ทำอย่างนี้ ดูเหมือนจะเป็นประเพณีในประเทศเทศไทยไปแล้ว
.
.
ถ่านหิน
ถ่านหินใครว่าสะอาด?
.
บริษัทที่ได้รับผลกระทบในตอนนั้นคือ ปตท. ถูกขายภายในเวลา 77 วินาที ประชาชนรอซื้อหุ้นตั้งแต่ตี 4 ไม่สามารถมีใครซื้อได้ เป็นเรื่องที่น่าแปลกว่าหุ้นเหล่านี้ไปอยู่ที่ไหนหมด ปัจจุบันบริษัทนี้เป็น 1 ในร้อยบริษัท ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ได้กำไรปีละกว่าแสนแสนล้านบาท ถามว่ากำไรเหล่านี้ได้มาจากไหน คำตอบคือได้มาจากกระเป๋าของประชาชน ถามว่าราคาน้ำมันปัจจุบันนี้สร้างประโยชน์ให้กับคนในชาติหรือไม่ หากเปรียบเทียบกับราคาน้ำมันจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือราคาจากน้ำมันโลก เมื่อเปรียบเทียบดูแล้วพบว่าราคาไม่ตรงกัน ซึ่งทำให้ได้คำตอบว่าเกิดอะไรขึ้น
.
อีกบริษัทที่ได้มีการแปรรูปตาม IMF คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อาจจะไม่ได้ถูกแปรรูปทั้งหมด แต่ถูกหั่นเป็นส่วนย่อยแยกออกไป โดยมีสัญญาข้อตกลงที่ถูกเอาเปรียบเพราะรัฐจะต้องเสียเงินให้กลุ่มทุนโดยเปล่าประโยชน์เรื่อยไป รวมแล้ว 60% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทยทั้งหมดไม่ว่าเอกชนหรือรัฐ จะใช้สัญญาในลักษณะนี้ รวมทั้งโรงไฟฟ้ากระบี่
.
จังหวัดกระบี่มีนโยบายการท่องเที่ยวที่เน้นรักษาธรรมชาติสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดีและประสบความสำเร็จมาโดยตลอด คนกระบี่มีแผนจะสร้างพลังงานหมุนเวียนสะอาดใช้เอง จากการสำรวจพบว่ากระบี่มีศักยภาพการผลิตถึง 1,700 เมกะวัตต์ เท่ากับ 10 เท่าของการใช้ไฟฟ้าในปัจจุบัน โดยรวมสามารถทำได้อย่างแน่นอน จะส่งผลดีต่อชาวกระบี่เอง
.
ทว่ากับไม่ส่งผลดีต่อกลุ่มทุนที่เปรียบเสมือนเสือนอนกินไฟฟ้า คนพวกนี้จะเสียประโยชน์ทางธุรกิจเพราะกลุ่มทุนเหล่านี้ไม่ได้ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง แต่มองว่าชาวบ้านคือลูกค้าที่จะต้องซื้อไฟฟ้าใช้ และยอมรับไม่ได้หากจะมาผลิตไฟฟ้าแข่ง
.
จากการสำรวจของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติหากเกิดโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จังหวัดกระบี่ยังคงจะกลับมาเที่ยวหรือไม่ คำตอบที่ได้คือ 90% ไม่กลับมา จากผลสำรวจ 2 ครั้ง สิ่งเหล่านี้ใครจะรับผิดชอบ ความเจริญของคนเพียงบางกลุ่มบนความเสียสละของคนที่ไม่เต็มใจ สูญเสียทั้งสุขภาพ สูญเสียสิ่งแวดล้อม เกิดสารพิษกับอาหาร
.
เรื่องน่าแปลกคือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ระบุว่าไฟฟ้าไม่พอใช้จึงจำเป็นจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มและต้องเป็นถ่านหินเท่านั้น ปัจจุบันกระบี่มีโรงไฟฟ้าอยู่แล้ว ได้แก่ โรงไฟฟ้าไบโอแก๊ซ 9 โรง, โรงไฟฟ้าโซล่าเซลล์ 1 โรง, โรงไฟฟ้าพลังงานลม 1 โรง และโรงไฟฟ้าขยะ 1 โรง รวมแล้วผลิตได้ 109 เมกะวัตต์ แต่ทำไมการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ไม่รับซื้อ ส่วนการรับซื้อไฟฟ้าโซล่าจากประชาชน ภาครัฐระบุว่าจะรับซื้อในข้อตกลงคือจะกดราคาให้ต่ำสุดโดยรับซื้อเพียง 1 บาท เพื่อไม่ให้ประชาชนมีแรงจูงใจในการผลิตไฟฟ้าขาย ต้องกดราคาเพราะกลัวจะมาขายไฟให้
.
.
มล.รุ่งคุณ กิติยากร เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน
มล.รุ่งคุณ กิติยากร เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน
.
การสร้างวาทกรรมเท็จโดยกลุ่มทุนพลังงานให้เกิดความหวาดกลัวมีมายาวนาน เช่นเวลาจะเปิดสัมปทานพลังงาน จะมีข่าวออกมาอย่างก๊าซจะหมด หรือไปซื้อจากแหล่งอื่นนั้นแพง ควรจะสร้างโรงไฟฟ้าขึ้นมาเอง ยกตัวอย่างวาทกรรมของ ต้น มะขามป้อม ในหนังสือประชาธิปไตย พ.ศ. 2517 ระบุเอาไว้ว่า “การกักทุนความขาดแคลนนั้น เบื้องหลังของมันคือบริษัทผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่นน้ำมัน ในประเทศไทยจึงพยายามอย่างเหลือเกิดที่จะสร้างสถานการณ์ให้เห็นว่ามีการขาดแคลนน้ำมัน เพื่อที่จะให้รัฐบาลยอมให้ขึ้นราคาขายเป็นการชดเชยที่ขาดทุนกำไรโดยอ้างว่ากลุ่มผู้ค้าน้ำมันขึ้นราคาน้ำมันสูงหลายเท่าตัวและลดปริมาณการดูดลงมาก ซึ่งถ้าไม่แก้วิกฤตการณ์ด้วยการขึ้นราคาแล้ว ผลของการขาดแคลนน้ำมันจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอัมพาตไปหมด”
.
มล.รุ่งคุณ กิติยากร เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน กล่าวสรุปว่า ควรปรับเปลี่ยนระบบทุกอย่างใหม่ ให้มองว่าสายไฟ หรือไฟฟ้า ทุกอย่างเป็นของประชาชน ไม่ใช่ให้กลุ่มทุนมาผูกขาดเพื่อเอื้ออำนวยกับตัวเอง อีกทั้งมองความมั่นคงของพลังงานด้วยการเปิดเสรีผลิตไฟฟ้าหลากหลายแหล่ง ที่กระจายตัว มั่นคง เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม ควรทบทวนสัญญาปารีสเนื่องจากไม่เป็นธรรม มีผลประโยชน์ทับซ้อน คนกระบี่ไม่ได้ต่อต้านอำนาจ แต่ต่อต้านการใช้อำนาจแบบผิดๆ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ไม่ได้มีไว้เพื่อเอาทรัพยากรของชาติไปเป็นของตัวเอง ไม่ควรใช้กลลวง กลยุทธ์แบ่งแยกปกครองยกมาให้ประชาชนทะเลาะกันเอง หากไม่สนใจว่าเป็นมรดกของลูกหลาน จะไม่เหลืออะไรเลย ผู้รับกรรมจะเป็นลูกหลานของเราเอง ถ้าหากยังเล่นการเมือง
.
.
ม.ล. รุ่งคุณ กิติยากร หรือหม่อมโจ้  ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหาร 'อาภัสรา บิวตี้ สลิมมิ่ง สปา' สถาบันความงามเพื่อสุขภาพและบำบัดสมดุลของร่างกาย และปัจจุบันเป็นหนึ่งในเครื่อข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน
.
ถอดบทความจากปาฐกถา เรื่อง "ถ่านหิน-ไฟฟ้า-ทรัพยากร" บนฐานประโยชน์ของกลุ่มทุน - มล.รุ่งคุณ กิติยากร จาก งานประเทศไทยในสัญญาปารีส (ถ่านหิน-ไฟฟ้า-ทรัพยากร) เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2560 ณ หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ ปทุมวัน
.
เรียบเรียงบทความโดย อาคม พรรณนิกร เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารองค์กร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
.
.
 

รับข่าวสาร