• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ คัดค้านโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง

คัดค้านโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง

อีเมล พิมพ์ PDF
แถลงการณ์เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง คัดค้านโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง เพื่อปกป้องผืนดินไทย และระบบนิเวศ-มรดกทางธรรมชาติ

สืบเนื่องจากกรณีที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแผนพัฒนาการเดินเรือระหว่างประเทศในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง พ.ศ.2558-2568 เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาการขนส่งทางน้ำระหว่างประเทศในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง ให้เกิดความสะดวก ปลอดภัย และเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างประเทศสมาชิก ในวันที่ 27 ธ.ค. ที่ผ่านมา ทำให้เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง และองค์กรภาคีเครือข่ายลุ่มน้ำโขง เล็งเห็นว่าโครงการนี้จะสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม อย่างกว้างขวาง ทั้งการทำลายระบบนิเวศ ทำลายแหล่งอาหารของชุมชน ชาวบ้านประสบปัญหาการประกอบอาชีพ โครงการดังกล่าวไม่คุ้มค่ากับการทำลายระบบนิเวศที่สำคัญ รวมถึงอาจมีเกิดการฉวยโอกาสจากโครงการเพื่อนบ้านเข้ามาละเมิดอธิปไตยไทยได้ เป็นต้น จึงออกแถลงการณ์ฉบับเต็มมีใจความดังต่อไปนี้

แถลงการณ์เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง

ยุติโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง
ปกป้องผืนดินไทย และระบบนิเวศ-มรดกทางธรรมชาติ

28 ธันวาคม 2559

จากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2559 ซึ่ง คณะรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาการเดินเรือระหว่างประเทศ ในแม่น้ำล้านช้าง – แม่น้ำโขง ค.ศ. 2015 – 2025 เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาการขนส่งทางน้ำระหว่างประเทศ ในแม่น้ำล้านช้าง – แม่น้ำโขง และการดำเนินงานเบื้องต้น (งานศึกษาสำรวจออกแบบ) รวมทั้งเห็นชอบให้กรมเจ้าท่าเป็นหน่วยงานปฏิบัติและประสานงาน
เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง และองค์กรเครือข่ายภาคีลุ่มน้ำโขง ซึ่งทำงานติดตามสถานการณ์แม่น้ำโขงมาโดยตลอด ขอแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับมติครม. ดังกล่าว และถือเป็นความผิดพลาดอย่างรุนแรงที่รัฐไทย ยินยอมให้ดำเนินโครงการที่จะสร้างความเสี่ยงและผลกระทบร้ายแรง เนื่องจากโครงการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ ที่ผลักดันโดยจีนมาตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา มีวัตถุประสงค์จะทำให้แม่น้ำโขงกลายเป็นคลองส่งน้ำ เพื่อให้เรือสินค้าขนาด 500 ตัน สามารถเดินทางขนส่งสินค้าได้จากท่าเรือซือเหมา มณฑลยูนนาน ลงมาผ่านไทยไปจนถึงหลวงพระบาง ประเทศลาว
ที่สำคัญ เป็นที่สังเกตว่า ข้อตกลงว่าด้วยการเดินเรือเสรีที่ร่วมลงนาม โดย 4 ประเทศน้ำโขงตอนบน ได้แก่ จีน พม่า ลาว และ ไทย ว่าด้วยการเดินเรือระหว่าง 4 ประเทศ เท่านั้น ไม่ได้ระบุครอบคลุมถึงการปรับปรุงร่องน้ำหรือระเบิดแก่งแต่อย่างใด แต่หลังจากการลงนามของ 4 ประเทศ ทีมดำเนินการระเบิดแก่งของจีนก็เริ่มปฏิบัติการในพื้นที่พรมแดนจีน-พม่า และพรมแดนลาว-พม่า โดยอ้างว่า การ “บูรณะร่องน้ำ” ดังกล่าวกระทำโดยถูกต้องตามหลักสากล แต่สุดท้ายก็ติดขัดที่บริเวณพรมแดนไทย-ลาว ที่ จ.เชียงราย จึงนำมาสู่การผลักดันที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวจะดำเนินการบนแม่น้ำโขงสายประธาน ซึ่งประเทศ ลาว และ ไทย เป็นประเทศสมาชิกในคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ MRC ที่จะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของข้อตกลงแม่น้ำโขงว่าด้วยกระบวนการ PNPCA แต่ไม่ปรากฏว่า มติครม.ดังกล่าวจะได้กล่าวถึงไว้แต่อย่างได้

เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง และองค์กรภาคีเครือข่ายลุ่มน้ำโขง เห็นว่าโครงการนี้จะสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม อย่างกว้างขวาง ดังนี้

1. ทำลาย "แก่งคอนผีหลง" ซึ่งเป็นแก่งขนาดใหญ่บนแม่น้ำโขง บริเวณพรมแดนไทย-ลาว ที่ จ. เชียงราย มีความยาว 1.6 กิโลเมตร และแก่งอื่น ๆ ในแม่น้ำโขง แก่งแม่น้ำโขง เป็นมรดกทางธรรมชาติอันทรงคุณค่า มีระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์และสลับซับซ้อน มีความสำคัญต่อวงจรชีวิตและเป็นแหล่งอาศัยและวางไข่ของ ปลา และ นก อีกทั้งยังเป็นพื้นที่หาปลาของชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขง การทำลายแก่งเท่ากับทำลาย บ้านของปลา บ้านของนก และแหล่งอาหารของชุมชนริมฝั่งโขงทั้งสองประเทศ

2. ทำลาย แหล่งพืชพรรณบนแก่ง ริมฝั่งน้ำ และหาดแม่น้ำโขง พืชพรรณหลากชนิดบนแก่งหินและริมน้ำโขงมีความสำคัญต่อการชะลอการไหลหลากของแม่น้ำโขง และเป็นอาหารสำคัญของปลาชนิดกินพืช รวมถึง “ไก” สาหร่ายแม่น้ำที่มีเฉพาะถิ่น ซึ่งอาศัยแก่งใต้น้ำบริเวณหาดเป็นแหล่งเจริญเติบโต และเป็นรายได้สำคัญของคนริมฝั่งโขงในช่วงฤดูแล้ง

3. เกิดการพังทลายของชายฝั่ง และทำลายการเดินเรือของประชาชนริมฝั่งโขงทั้งไทยและลาว การระเบิดแก่งในแม่น้ำโขงออก จะทำให้เกิดกระแสน้ำที่ไหลแรงและเร็วมากขึ้น อาจจะทำให้เกิดการกัดเซาะริมตลิ่ง ซึ่งจะทำให้แม่น้ำกว้างขึ้นอีกด้วย อันจะส่งผลให้การเดินเรือสัญจรและการทำประมงของชาวบ้านในเขตอำเภอเชียงแสน เชียงของ และเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย อันเป็นอุปสรรคในการเดินเรือริมฝั่งและข้ามฝั่งของประชาชนสองฝั่งโขง อีกทั้ง จากการระเบิดแก่งและมีการเดินเรือ ขนาด 500 ตัน โครงการดังกล่าว ได้มีข้อกำหนดห้ามมิให้ประชาชนทั่วไปทำการที่กีดขวางการเดินเรือพาณิชย์ อาทิ ห้ามวางอวนจับปลาในแม่น้ำโขง ซึ่งจะทำให้ชาวบ้านสองฝั่งโขง ประสบปัญหาในการประกอบอาชีพประมงเป็นอย่างมาก

4. การค้าขายชายแดนมีการเจริญเติบโตและรวดเร็วมากขึ้นอยู่แล้ว จากการขนส่งโดยถนนเอเชีย หมายเลข 13 และสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 เชียงของ – ห้วยทราย ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งสินค้าชายแดนระหว่างจีนและไทย อีกทั้ง ปัจจุบันก็ยังคงมีเรือขนส่งสินค้าจากมณฑลยูนานถึงท่าเรือเชียงแสนได้ตลอดปี ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศอยู่แล้ว การขนส่งและเดินเรือสินค้า ขนาด 500 ตัน ในอนาคตจะเป็นประโยชน์ของจีนเพียงประเทศเดียว แต่ต้องแลกกับทำลายระบบนิเวศสำคัญของแม่น้ำโขง จึงไม่มีความคุ้มค่าแต่อย่างใด

5. ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดน เนื่องจากการปักปันเขตแดน ไทย-ลาว ตามสนธิสัญญาฝรั่งเศส ใช้ร่องน้ำลึกเป็นตัวชี้วัด หากมีการระเบิดแก่ง ปรับปรุงร่องน้ำ ก็จะทำให้ไทยสูญเสียดินแดนเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งเหตุผลข้อนี้เอง ที่ก่อนหน้านี้ในปี 2546 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ชะลอโครงการและให้มีการศึกษาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและเสนอให้กระทรวงกลาโหมจัดทำข้อตกลงกับประเทศลาวให้แล้วเสร็จในปี 2546 และทำให้โครงการยุติมาจนปัจจุบัน หากปล่อยให้เกิดการระเบิดแก่งขึ้นได้ตามโครงการดังกล่าว ซึ่งโครงการนี้อาจจะกลายเป็นโครงการ ที่เปิดโอกาสให้ประเทศเพื่อนบ้านมาละเมิดอธิปไตยของไทยได้

6. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดว่า โครงการที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดินแดนจะต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่ปรากฏว่า มติครม.ดังกล่าว ยังมิได้ผ่านความเห็นของจากรัฐสภาแต่อย่างใด อันเป็นการละเมิดกฎหมายภายในประเทศ

7. โครงการนี้เป็นโครงการที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำนานาชาติ ซึ่งมีกฎหมายระหว่างประเทศคุ้มครองการดำเนินโครงการที่ส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้าน การลงนามร่วมกันของ 4 ประเทศ โดยไม่ได้ปรึกษาหารือกับกัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากโครงการเช่นเดียวกัน เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องชอบธรรม อีกทั้งยังขัดต่อทั้งข้อตกลงแม่น้ำโขง ว่าด้วย กระบวนการ PNPCA และ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยการบริหารจัดการแม่น้ำนานาชาติอีกด้วย

เครือข่ายประชาชน จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติโครงการดังกล่าวทันที เพื่อปกป้องผืนดินไทย และระบบนิเวศอันทรงคุณค่า

เหตุผลในการผ่านมติครม. ครั้งนี้ มีเบื้องลึกหรือข้อตกลงพิเศษกับจีนอยู่เบื้องหลังหรือไม่ สิ่งนี้ต้องอธิบายให้ประชาชนได้รับทราบทันที

ลงชื่อ
1 เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง
2 เครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมล้านนา
3 เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน(คสข.)
4 สมาคมคนฮักถิ่น จ.อำนาจเจริญ
5 กลุ่มรักษ์เชียงของ
6 เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสาน
7 ศูนย์พิทักษ์สิทธิการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำชีตอนล่าง
8 เครือข่ายชุมชนคนฮักน้ำของ จ.อุบลราชธานี
9 กลุ่มรักษ์เชียงคาน
10 สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต
11 สมาคมสถาบันชุมชนลุ่มน้ำโขง
12 ภาคีความร่วมมือเพื่อการอนุรักษ์แม่น้ำอิง
13 www.mymekong.org
14 มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน
15 สมาคมรักษ์ทะเลไทย
16 มหาวิทยาลัยชาวบ้านลานหอยเสียบ
17 โครงการอาหารปันรัก
18 สมาคมเพื่อผู้บริโภคสงขลา
19 มูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (Thai-Water Partnership)
20 เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีสาน

ภาพแก่งหินแม่น้ำโขงแถบอำเภอเชียงของ
ยุติโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงแถลงการณ์เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง คัดค้านโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง เพื่อปกป้องผืนดินไทย และระบบนิเวศ-มรดกทางธรรมชาติ


สืบเนื่องจากวันที่ 27 ธ.ค. กรณี คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแผนพัฒนาการเดินเรือระหว่างประเทศในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง พ.ศ.2558-2568 เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาการขนส่งทางน้ำระหว่างประเทศในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง ให้เกิดความสะดวก ปลอดภัย และเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างประเทศสมาชิก ทำให้เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง และองค์กรภาคีเครือข่ายลุ่มน้ำโขง เล็งเห็นว่าโครงการนี้จะสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างกว้างขวาง อาทิ การทำลายระบบนิเวศ ทำลายแหล่งอาหารของชุมชน ชาวบ้านประสบปัญหาการประกอบอาชีพ โครงการดังกล่าวไม่คุ้มค่ากับการทำลายระบบนิเวศที่สำคัญ รวมถึงอาจมีเกิดการฉวยโอกาสจากโครงการเพื่อนบ้านเข้ามาละเมิดอธิปไตยไทยได้ เป็นต้น จึงออกแถลงการณ์ในวันที่ 28 ธ.ค. โดยแถลงการณ์ฉบับเต็มมีใจความดังต่อไปนี้

แถลงการณ์เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง

ยุติโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง
ปกป้องผืนดินไทย และระบบนิเวศ-มรดกทางธรรมชาติ

28 ธันวาคม 2559

จากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2559 ซึ่ง คณะรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาการเดินเรือระหว่างประเทศ ในแม่น้ำล้านช้าง – แม่น้ำโขง ค.ศ. 2015 – 2025 เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาการขนส่งทางน้ำระหว่างประเทศ ในแม่น้ำล้านช้าง – แม่น้ำโขง และการดำเนินงานเบื้องต้น (งานศึกษาสำรวจออกแบบ) รวมทั้งเห็นชอบให้กรมเจ้าท่าเป็นหน่วยงานปฏิบัติและประสานงาน
เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง และองค์กรเครือข่ายภาคีลุ่มน้ำโขง ซึ่งทำงานติดตามสถานการณ์แม่น้ำโขงมาโดยตลอด ขอแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับมติครม. ดังกล่าว และถือเป็นความผิดพลาดอย่างรุนแรงที่รัฐไทย ยินยอมให้ดำเนินโครงการที่จะสร้างความเสี่ยงและผลกระทบร้ายแรง เนื่องจากโครงการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ ที่ผลักดันโดยจีนมาตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา มีวัตถุประสงค์จะทำให้แม่น้ำโขงกลายเป็นคลองส่งน้ำ เพื่อให้เรือสินค้าขนาด 500 ตัน สามารถเดินทางขนส่งสินค้าได้จากท่าเรือซือเหมา มณฑลยูนนาน ลงมาผ่านไทยไปจนถึงหลวงพระบาง ประเทศลาว

ที่สำคัญ เป็นที่สังเกตว่า ข้อตกลงว่าด้วยการเดินเรือเสรีที่ร่วมลงนาม โดย 4 ประเทศน้ำโขงตอนบน ได้แก่ จีน พม่า ลาว และ ไทย ว่าด้วยการเดินเรือระหว่าง 4 ประเทศ เท่านั้น ไม่ได้ระบุครอบคลุมถึงการปรับปรุงร่องน้ำหรือระเบิดแก่งแต่อย่างใด แต่หลังจากการลงนามของ 4 ประเทศ ทีมดำเนินการระเบิดแก่งของจีนก็เริ่มปฏิบัติการในพื้นที่พรมแดนจีน-พม่า และพรมแดนลาว-พม่า โดยอ้างว่า การ “บูรณะร่องน้ำ” ดังกล่าวกระทำโดยถูกต้องตามหลักสากล แต่สุดท้ายก็ติดขัดที่บริเวณพรมแดนไทย-ลาว ที่ จ.เชียงราย จึงนำมาสู่การผลักดันที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวจะดำเนินการบนแม่น้ำโขงสายประธาน ซึ่งประเทศ ลาว และ ไทย เป็นประเทศสมาชิกในคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ MRC ที่จะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของข้อตกลงแม่น้ำโขงว่าด้วยกระบวนการ PNPCA แต่ไม่ปรากฏว่า มติครม.ดังกล่าวจะได้กล่าวถึงไว้แต่อย่างได้

เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง และองค์กรภาคีเครือข่ายลุ่มน้ำโขง เห็นว่าโครงการนี้จะสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม อย่างกว้างขวาง ดังนี้

1. ทำลาย "แก่งคอนผีหลง" ซึ่งเป็นแก่งขนาดใหญ่บนแม่น้ำโขง บริเวณพรมแดนไทย-ลาว ที่ จ. เชียงราย มีความยาว 1.6 กิโลเมตร และแก่งอื่น ๆ ในแม่น้ำโขง แก่งแม่น้ำโขง เป็นมรดกทางธรรมชาติอันทรงคุณค่า มีระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์และสลับซับซ้อน มีความสำคัญต่อวงจรชีวิตและเป็นแหล่งอาศัยและวางไข่ของ ปลา และ นก อีกทั้งยังเป็นพื้นที่หาปลาของชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขง การทำลายแก่งเท่ากับทำลาย บ้านของปลา บ้านของนก และแหล่งอาหารของชุมชนริมฝั่งโขงทั้งสองประเทศ

2. ทำลาย แหล่งพืชพรรณบนแก่ง ริมฝั่งน้ำ และหาดแม่น้ำโขง พืชพรรณหลากชนิดบนแก่งหินและริมน้ำโขงมีความสำคัญต่อการชะลอการไหลหลากของแม่น้ำโขง และเป็นอาหารสำคัญของปลาชนิดกินพืช รวมถึง “ไก” สาหร่ายแม่น้ำที่มีเฉพาะถิ่น ซึ่งอาศัยแก่งใต้น้ำบริเวณหาดเป็นแหล่งเจริญเติบโต และเป็นรายได้สำคัญของคนริมฝั่งโขงในช่วงฤดูแล้ง

3. เกิดการพังทลายของชายฝั่ง และทำลายการเดินเรือของประชาชนริมฝั่งโขงทั้งไทยและลาว การระเบิดแก่งในแม่น้ำโขงออก จะทำให้เกิดกระแสน้ำที่ไหลแรงและเร็วมากขึ้น อาจจะทำให้เกิดการกัดเซาะริมตลิ่ง ซึ่งจะทำให้แม่น้ำกว้างขึ้นอีกด้วย อันจะส่งผลให้การเดินเรือสัญจรและการทำประมงของชาวบ้านในเขตอำเภอเชียงแสน เชียงของ และเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย อันเป็นอุปสรรคในการเดินเรือริมฝั่งและข้ามฝั่งของประชาชนสองฝั่งโขง อีกทั้ง จากการระเบิดแก่งและมีการเดินเรือ ขนาด 500 ตัน โครงการดังกล่าว ได้มีข้อกำหนดห้ามมิให้ประชาชนทั่วไปทำการที่กีดขวางการเดินเรือพาณิชย์ อาทิ ห้ามวางอวนจับปลาในแม่น้ำโขง ซึ่งจะทำให้ชาวบ้านสองฝั่งโขง ประสบปัญหาในการประกอบอาชีพประมงเป็นอย่างมาก

4. การค้าขายชายแดนมีการเจริญเติบโตและรวดเร็วมากขึ้นอยู่แล้ว จากการขนส่งโดยถนนเอเชีย หมายเลข 13 และสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 เชียงของ – ห้วยทราย ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งสินค้าชายแดนระหว่างจีนและไทย อีกทั้ง ปัจจุบันก็ยังคงมีเรือขนส่งสินค้าจากมณฑลยูนานถึงท่าเรือเชียงแสนได้ตลอดปี ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศอยู่แล้ว การขนส่งและเดินเรือสินค้า ขนาด 500 ตัน ในอนาคตจะเป็นประโยชน์ของจีนเพียงประเทศเดียว แต่ต้องแลกกับทำลายระบบนิเวศสำคัญของแม่น้ำโขง จึงไม่มีความคุ้มค่าแต่อย่างใด

5. ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดน เนื่องจากการปักปันเขตแดน ไทย-ลาว ตามสนธิสัญญาฝรั่งเศส ใช้ร่องน้ำลึกเป็นตัวชี้วัด หากมีการระเบิดแก่ง ปรับปรุงร่องน้ำ ก็จะทำให้ไทยสูญเสียดินแดนเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งเหตุผลข้อนี้เอง ที่ก่อนหน้านี้ในปี 2546 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ชะลอโครงการและให้มีการศึกษาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและเสนอให้กระทรวงกลาโหมจัดทำข้อตกลงกับประเทศลาวให้แล้วเสร็จในปี 2546 และทำให้โครงการยุติมาจนปัจจุบัน หากปล่อยให้เกิดการระเบิดแก่งขึ้นได้ตามโครงการดังกล่าว ซึ่งโครงการนี้อาจจะกลายเป็นโครงการ ที่เปิดโอกาสให้ประเทศเพื่อนบ้านมาละเมิดอธิปไตยของไทยได้

6. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดว่า โครงการที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดินแดนจะต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่ปรากฏว่า มติครม.ดังกล่าว ยังมิได้ผ่านความเห็นของจากรัฐสภาแต่อย่างใด อันเป็นการละเมิดกฎหมายภายในประเทศ

7. โครงการนี้เป็นโครงการที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำนานาชาติ ซึ่งมีกฎหมายระหว่างประเทศคุ้มครองการดำเนินโครงการที่ส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้าน การลงนามร่วมกันของ 4 ประเทศ โดยไม่ได้ปรึกษาหารือกับกัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากโครงการเช่นเดียวกัน เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องชอบธรรม อีกทั้งยังขัดต่อทั้งข้อตกลงแม่น้ำโขง ว่าด้วย กระบวนการ PNPCA และ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยการบริหารจัดการแม่น้ำนานาชาติอีกด้วย

เครือข่ายประชาชน จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติโครงการดังกล่าวทันที เพื่อปกป้องผืนดินไทย และระบบนิเวศอันทรงคุณค่า

เหตุผลในการผ่านมติครม. ครั้งนี้ มีเบื้องลึกหรือข้อตกลงพิเศษกับจีนอยู่เบื้องหลังหรือไม่ สิ่งนี้ต้องอธิบายให้ประชาชนได้รับทราบทันที

ยุติโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง
ภาพแก่งหินแม่น้ำโขงแถบอำเภอเชียงของ

รายชื่อร่วมลงท้ายแถลงการณ์ระบิดแก่งแม่น้ำโขง

ในนามองค์กร
1. เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง
2. เครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมล้านนา
3. เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน(คสข.)
4. สมาคมคนฮักถิ่น จ.อำนาจเจริญ
5. กลุ่มรักษ์เชียงของ
6. เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสาน
7. ศูนย์พิทักษ์สิทธิการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำชีตอนล่าง
8. เครือข่ายชุมชนคนฮักน้ำของ จ.อุบลราชธานี
9. กลุ่มรักษ์เชียงคาน
10. สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต
11. สมาคมสถาบันชุมชนลุ่มน้ำโขง
12. ภาคีความร่วมมือเพื่อการอนุรักษ์แม่น้ำอิง
13. Mymekong.org
14. มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน
15. สมาคมรักษ์ทะเลไทย
16. มหาวิทยาลัยชาวบ้านลานหอยเสียบ
17. โครงการอาหารปันรัก
18. สมาคมเพื่อผู้บริโภคสงขลา
19. มูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (Thai-Water Partnership)
20. เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีสาน
21. สมาคมพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหา
22. เครือข่ายปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สงขลา สตูล
23. เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาภาคใต้
24. สถาบันอ้อผะหญา (องค์กรสาธารณประโยชน์)
25. เครือข่ายชุมชนรักป่าลุ่มน้ำแม่แจ่มตอนบน
26. เครือข่ายเพื่อนตะวันออก วาระเปลี่ยนตะวันออก
27. กลุ่มอนุรักษ์อ่าวบางละมุง
28. เครือข่ายรักษ์อ่าวอุดม
29. กลุ่มประมงต้นแบบบ้านนาเกลือ
30. กลุ่มประมงต้นแบบบ้านบางละมุง
31. เครือข่ายสภาพลงเมืองจังหวัดชลบุรี
32. เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนจังหวัดชลบุรี
33. เครือข่ายปกป้องผืนป่าตะวันออก
34. เครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือ
35. โครงการฟื้นฟูนิเวศในภูมิภาคแม่น้ำโขง
36. เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคเหนือ (คปน.)
37. สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล
38. สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา(LDI)
39. กลุ่มรักเขาชะเมา จ.ระยอง
40. กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch)
41. มูลนิธิเลยเพื่อการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน
42. มูลนิธิพิทักษ์ธรรมชาติเพื่อชีวิต จ.อุบลราชธานี
43. มูลนิธิประชาสังคม จ.อุบลราชธานี
44. สมาคมพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง
45. มูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์
46. เครือข่ายสลัม 4 ภาค
47. มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
48. เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมภู (คอลภ.)
49. พนักงานโรงแรมพระนครนอนเล่น
50. เครือข่ายอนุรักษ์ป่าภูหินเหล็กไฟ จ.เลย
51. เครือข่ายลุ่ม้ำยม
52. กลุ่มราษฎรักษ์ป่า ต.สะเอียบ จ.แพร่
53. คณะกรรมการคัดค้านเขื่อนแก่งเสือเต้น เขื่อนยมบนยมล่าง
54. กรีนพีช เชียตะวันออกเฉียงใต้
55. เครือข่ายรักษ์ชุมพร
56. กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อ.แม่สาย
57. มูลนิธิโลกสีเขียว
58. มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ
59. ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติโคกขาม จ.สมุทรสาคร
60. ศูนย์ปู้หญิงบ้านดินเพื่อสันติภาพและความเป็นธรรม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

ในนามบุคคล
1. รศ.ดร.เรณู เวชรัชต์วิมล เครื่อข่ายนักวิชาการ (EHIA)
2. ผศ.ดร.อลงกรณ์ อรรคแสง วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
3. อ.ดร.ไขยณรงค์ เศรษฐเชื้อ คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
4. สุข์ปราณี คันธะชัย
5. จงรัก โพธิ์ยิ้ม จ.อุบลราชธานี
6. เทียนวรรณ ชิรเวทย์ จ.สมุทรสงคราม
7. โสภณ แสงสลับ บางยี่รงค์ อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม
8. ดร.พิทยา สุวคันธ์ วิทยาลัยสหวิทยาการ ม.ธรรมศาสตร์
9. อ.ดร.สุภัทรา บุญปัญญโรจน์ คณะมนุษยศาสตร์ ม.รามคำแหง
10. ประเสริฐศักดิ์ มีหมู่ นักวิชาการศึกษา มรภ.ชัยภูมิ
11. ธรรมศักดิ์ จันทร์กลาง
12. น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ
13. เอื้ออารี แจ่มผล
14. อัครพงษ์ สวัสดิพงษ์ นักวิจัย คณะวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์
15. อ.ดร.ศักดิ์บวร ตุ้มปี่สุวรรณ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
16. วิรัตน์ ทรงพล
17. เฉลิมเกียรติ ศรียรรยงค์
18. เบญจา ธรรมประภาส
19. รัตนากรณ์ ทรงเรณู
20. ดวงกมล สารกิจ
21. คทา มหากายี
22. โยธิน สุไพบูลย์วัฒน์
23. สุรีรัตน์ กรองกระโทก
24. อรยุพา สังขะมาน
25. กมลชนก คุณยศยิ่ง
26. ภาณุเดช. เกิดมะลิ
27. ศศินันท์ พรรณยี่
28. ธนบัตร อุประ
29. ปิยะพร พุ่มพันธ์
30. มาณพ รัติโชติ
31. ปานทิพย์ เจียรวัฒนกนก
32. อภิมุข วิชาสอน
33. เฉลิม เครือจันทร์
34. กมลพร สิทธิชัย
35. อโนชา ยิ้มศิริวัฒนะ
36. แก่นคำกล้า พิลาน้อย
37. นิภา สุจริต
38. ภูริทัต เมืองบุญ
39. กมลชนก ลิ้มประยูร
40. อัตถกฤดิ ศรียาภัย
41. ปฏิภัทร พวงพลับ
42. รุ่งธิวา เนียมมูล
43. น้ำผึ้ง รักวงษ์
44. ธรรมสรณ์. ลำยองฌริฏฐ์
45. ชาตรี วงศ์วิวัฒนากุล
46. อิสระ บุญเย็น
47. กาญจนา พลพิมพ์
48. จรรยา กวางแก้ว กลุ่มพิทักษ์สิ่งแวดล้อมพยุหะ
49. พีรศักดิ์ กลับเกตุ
50. ชวลิต วิทยานนท์ Southeast Asia and Mekong Regional Co-Chair, IUCN-Wetland International-Species Survival Commission/ Freshwater Fish Specialist Group
51. วริศรา ลี้ธีระกุล
52. ครอบครัว คทา มหากายี
53. นันทสา ปะนันทา
54. ทรงยศ แววหงษ์
55. ผษุฎี ทองโอภาส
56. นงรัตน์ หิโตปกรณ์
57. กรินทร์ กลิ่นขจร
58. วสันต์ สิทธิเขตต์
59. เพ็ญรุ่ง โตสุข
60. เบญจมาศ ชุมตรีนอก
61. วีลา สุวันทา จ.เชียงราย
62. สมศักดิ์ สุนทรนวภัทร
63. กัลยาณี อินทร์กง
64. อนันต์ วิญญรัตน์
65. ผศ.ดร.สิตาศุ์ พิลัยหล้า นักวิชาการ วิศวกรรทรัพยากรน้ำ
66. ระวี ถาวร
67. วันลี ชื่นเกาะสมุย
68. กิตติ ภู่เอี่ยม
69. ดร.สมพันธ์ เตชะอธิก
70.สาคร สงมา เครือข่ายทรัพยาดิน น้ำ ป่า ภาคเหนือตอนล่าง
71. ชยุต ชุมไชยโย
72. วนาลี ถนอมเกียรติ
73. พรทิพย์ อุดมสมุทรหิรัญ
74. ปัญญา คชสาร
75. ธัญพร สงขะสะโรช
76. พัชราวรรณ มาทีฆะ
77. รังสิโชติ อรวรรณ มาทีฆะ
78. เวธกา จันทร์เผือก
79. เล็ก มโนวิเชียร
80. ภรภัทร พิมพา
81. รศ.ดร. อริยา อรุณินท์ ภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
82.สามารถ เทพนครเมือง
83. สุนี ไชยรส
84. ฉลอง ดิษสี
85. ดาวนภา อภัยโรจน์
86. จันทา แสงเมล์
87. วิชัย จารุนันทภาคย์
88. สุภาพร ยิว
89. พงษ์พันธิ์ สุขสุพันธิ์
90. จินตนา สมพงศ์
91. กรัณยกร วันโพนทอง
92. ดร.พิทยา ว่องกุล
93. มัสยา คำแหง
94. สุรวัตต์ คำแหง
95. พรชัย เอี่ยมโสภณ
96. ไกรศักดิ์ ชุณหวัณ
97. วราธรรม ธรรมดี
98. น้ำทิพย์ จิตตะพัฒน์
99. ณัฐพงศ์ ต้อยปาน
100. วิไลพร นิสาภัย
101. อดิศักดิ์ เหล่าม่วง
102. กฤติยา นาถจริยานุวัฒน์
103. สัญญา ลีฬหรัตนรักษ์
104. อานนท์ บุญเชิดชู
105.รังรอง สมมิตร
106.ดร.สรณัชณ์ กาญจนวณิชย์
107. ไมตรี หนูเอียด
108. ดร.บูชิตา สังข์แก้ว
109. อารีรัตน์ กิตติศิริ
110. วรลักษณ์ ศรีใย
111.สงวนศรี วิบูลย์ชุติกุล
112.ประกายรัตน์ ทินกร ณ อยุธยา
113.อนุวัต สถิรศานต์
114.ดวงใจ โอภาสปกรณ์กิจ
115.เทวฤทธิ์ คำสีศิลป์
116.ชูศักดิ์ วิทยาภัค
117.ธรรมฑิต เจริญยิ่ง
118.บุญ บวรสิริญาดา
119.ขัตติยา สำเภาทอง
120.ผศ.มนัส นางสุณี จินตนะดิลกกุล โครงกานสหวิถีเพื่อชุมชนยั่งยืน จ.ลำพูน
121.นิยม ทองเหมือน
122. ชาว สุภาจินดานนท์
123. อลิศรา วงศ์สุวรรณ
124. กำพล นิรวรรณ
125. กวิน ชุติมา
126. โกสุมภ์ สายจันทร์
127.จิรภรณ์ คำจันทร์
128. ประภาพร แสงกาญจนวานิช คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม ม.สงขลานครินทร์
129. ทนงศักดิ์ สุขนาคกิจ
130. ณัญธนภัทร โคมลอย
131 .สุชาดา จันทร์สมัคร
132. พิเชฐ นุ่นโต
133. ตะวันฉาย หงษ์วิลัย
134. ญาณิน กิจทรัพย์
135. พิศอำไพ สมความคิด
136. อารีรัตน์ สายฟ้า
137. กอบัว สีบุญเรือง
138. ศิริวรรณ ต่ายทรัพย์
139. ครีมเดือน วงษ์ปัญญา
 

รับข่าวสาร