• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ การกลับมาของ 'กระเรียน' บนผืนแผ่นดินไทย (Return of the Cranes)

การกลับมาของ 'กระเรียน' บนผืนแผ่นดินไทย (Return of the Cranes)

อีเมล พิมพ์ PDF
ระยะเวลาผ่านไปราว 9 เดือนเศษแล้ว (11 มี.ค. 2559) นับตั้งแต่มี การปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทย คืนสู่ธรรมชาติ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งแต่เดิมนกกระเรียนไทยตกอยู่ภายใต้สถานะ สัตว์ป่าสงวน ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ จัดให้เป็นสัตว์ที่มีแนวโน้มจะสูญพันธุ์ และถูกจัดเป็นสัตว์ในบัญชี 2 (Appendix II) ของอนุสัญญา CITES โดยภายในประเทศไทยได้สูญพันธุ์ไปแล้ว ไม่มีรายงานการค้นพบใหม่ กระทั่งปัจจุบัน
นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ กรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรและประธานชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา ได้เดินทางไปยัง จ. บุรีรัมย์ พร้อมครอบครัวเพื่อดูนกกระเรียนไทย และได้แสดงความเห็นผ่านเฟสบุ๊ค ดังนี้
การกลับมาของกระเรียนบนผืนแผ่นดินไทย (Return of the Cranes)
ครั้งหนึ่ง นกกระเรียนไทย (Eastern Sarus Crane) เคยเป็นนกที่พบอย่างดาษดื่น ตามท้องทุ่งนา พื้นชุ่มน้ำ ทั่วเมืองไทย
บางฝูงจำนวนนับหมื่นตัว
แต่ในอดีตที่ผ่านมา นกกระเรียน ในมุมมองของคนไทย ไม่ได้มีความหมายมีความวิเศษไปมากกว่า อาหาร เป้าปืน หรือนก ตัวนึงเท่านั้น ประกอบกับการขยายตัวของชุมชน และการทำนาแบบเกษตรประณีต (Intensive farming) การเสื่อมโทรมของพื้นที่ชุ่มน้ำ
นกกระเรียนในธรรมชาติของไทย จึงเหลือแต่เพียงความทรงจำ
โดยมีรายงานพบสองตัวสุดท้ายที่ชายแดนเขมร เมื่อปี 2511 “เมื่อตอนผม 3 ขวบ ชั่วชีวิตนี้ ผมไม่คิดว่า จะได้มีโอกาสเห็น นกกระเรียนใช้ชีวิตในธรรมชาติ และโบยบินบนท้องฟ้าเมืองไทยอีก แต่แล้ววันนี้ ภาพที่ปรากฎตรงหน้าผม ภรรยา และลูกสาว คือ ลูกนกกระเรียนพันธุ์ไทยอายุ 2 เดือนกว่า กำลังเดิน หากินในนาของชาวบ้านอย่างอิสระ โดยมี พ่อแม่ของมันคอยระแวดระวังภัยดูแลอยู่ไม่ห่าง ดูแล้วความรักความผูกพันของพวกเขาไม่ต่างกับเราสามคน ที่เฝ้ามองเขาอยู่”
นี่แสดงว่า นกกระเรียนไทย สามารถ กลับมาทำรังวางไข่ เลี้ยงลูก สืบสายพันธุ์ของมันสำเร็จแล้ว บนผืนแผ่นดินไทย ภาพที่เห็นนี้ ทำให้ หัวใจผมมีความปิติล้นเหลือ แทบอยากจะร้องไห้
ผมขอขอบคุณทุกๆ คนที่เกี่ยวข้องแทนลูกสาวผม และคนไทยรุ่นหลังทุกคนด้วย ที่นำ นกกระเรียนไทย มรดกธรรมชาติที่สูญหายไป กลับคืนมาอีกครั้ง ท่ามกลางข่าวร้ายและความโศกเศร้ามากมาย
สำหรับผม นี่คือข่าวที่ดีสุดที่เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินไทย ในปี พ.ศ. 2559 กว่าจะถึงวันนี้ มีคนมากมายที่ทำงานกันอย่างหนัก
สำนักอนุรักษ์และวิจัย องค์กรสวนสัตว์ Sumate Kamolnorranath , Boripat Siriaroonrat และโดยเฉพาะทีมสวนสัตว์โคราช นำโดยคุณวันชัย สวาสุ
การนำสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติ (Reintroduction) เป็นกระบวนการที่ยุ่งยากซับซ้อนยาวนานต้องใช้ทรัพยากร และความเชี่ยวชาญมากมายในทุกๆ ด้าน นอกจากจะประสบความสำเร็จในเพาะเลี้ยงแล้ว การทำงานอย่างหนักในพื้นที่ ก็ปัจจัยสำคัญยิ่ง
ผมได้คุยกับชาวบ้านบริเวณน้ัน ตั้งแต่ร้านก๋วยเตี๋ยว จน คนจับปลา ทุกคนดูจะภูมิใจ กับมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรู้ว่า ผมถ่อมาจากเชียงใหม่ตั้งใจมาที่หมู่บ้านเล็กๆ กลางทุ่งนาเวิ้งว้าง จ. บุรีรัมย์ ของเขาเพื่อมาดูนกกระเรียน
ต่อจากนี้ไป คนไทยรุ่นหลังจะได้มีโอกาสได้ยินเสียงร้องสั่นเครือที่ก้องกังวาลทั่วทุ่ง ได้เห็นลีลาเต้นระบำปลายเท้า ในการเกี้ยวพาราสีอันสง่างาม จับหัวใจ
นกกระเรียน จะไม่ใช่เป็นเพียง สัตว์ป่าสงวนของไทยอีกชนิดหนึ่งที่เราจะได้ยินเพียงการเล่าขาน เหลือแต่ชื่อไว้ตามภูมินามว่า นกเขียน นกเกรียน เป็นชื่อหมู่บ้านตำบล จนแทบไม่รู้ที่มาที่ไป หรือให้เด็กต้องเรียนรู้จากเพียงภาพถ่ายเก่าๆ หรือภาพวาดในตำราหรือแทบเบล็ดของ ร.ร. แบบไร้วิญญานเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จวันนี้ ยังเพียงเริ่มต้น หนทางอย่างอีกไกลกว่าความฝันที่จะเห็นฝูงนกกระเรียนนับร้อยนับพัน มีประชากรที่มั่นคง กระจายตัวไปอาศัยทั่วเมืองไทยจะเป็นจริง แต่สำหรับ ความสำเร็จในวันนี้ ผมอยากให้คนไทยร่วมยินดี และปรบมือให้กำลังใจกับผู้ทำงานเบื้องหลัง ตั้งแต่ระดับนโยบาย บริหาร วิชาการ จนถึงผู้ปฏิบติงานในพื้นที่ องค์การสวนสัตว์ , กรมอุทยานฯ , ม.เกษตรศาสตร์) และช่วยกันทุกวิถีทางให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จยิ่งๆ ขึ้นไป ขอบคุณมากๆ อีกครั้งครับ
นกกระเรียนไทย ระยะเวลาผ่านไปราว 5 ปี แล้วตั้งแต่มี "การปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยคืนสู่ธรรมชาติ" จ.บุรีรัมย์ ซึ่งแต่เดิมนกกระเรียนไทยตกอยู่ภายใต้สถานะ สัตว์ป่าสงวน ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ จัดให้เป็นสัตว์ที่มีแนวโน้มจะสูญพันธุ์ และถูกจัดเป็นสัตว์ในบัญชี 2 (Appendix II) ของอนุสัญญา CITES โดยภายในประเทศไทยได้สูญพันธุ์ไปแล้ว ไม่มีรายงานการค้นพบใหม่ กระทั่งปัจจุบัน...

นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ กรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และประธานชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา จ.เชียงใหม่ ได้เดินทางไปยัง จ. บุรีรัมย์ พร้อมครอบครัวเพื่อดูนกกระเรียนไทย และได้แสดงความเห็นผ่านเฟสบุ๊ค Rungsrit Kanjanavanit ดังนี้

"การกลับมาของกระเรียนบนผืนแผ่นดินไทย (Return of the Cranes)"

ครั้งหนึ่ง นกกระเรียนไทย (Eastern Sarus Crane) เคยเป็นนกที่พบอย่างดาษดื่น ตามท้องทุ่งนา พื้นชุ่มน้ำ ทั่วเมืองไทย บางฝูงจำนวนนับหมื่นตัว

แต่ในอดีตที่ผ่านมา นกกระเรียน ในมุมมองของคนไทย ไม่ได้มีความหมายมีความวิเศษไปมากกว่า อาหาร เป้าปืน หรือนก ตัวนึงเท่านั้น ประกอบกับการขยายตัวของชุมชน และการทำนาแบบเกษตรประณีต (Intensive farming) การเสื่อมโทรมของพื้นที่ชุ่มน้ำ

นกกระเรียนในธรรมชาติของไทย จึงเหลือแต่เพียงความทรงจำ
.
.
นกกระเรียนไทย
นกกระเรียนไทย
.
.
โดยมีรายงานพบสองตัวสุดท้ายที่ชายแดนเขมร เมื่อปี 2511 “เมื่อตอนผม 3 ขวบ ชั่วชีวิตนี้ ผมไม่คิดว่า จะได้มีโอกาสเห็น นกกระเรียนใช้ชีวิตในธรรมชาติ และโบยบินบนท้องฟ้าเมืองไทยอีก แต่แล้ววันนี้ ภาพที่ปรากฎตรงหน้าผม ภรรยา และลูกสาว คือ ลูกนกกระเรียนพันธุ์ไทยอายุ 2 เดือนกว่า กำลังเดิน หากินในนาของชาวบ้านอย่างอิสระ โดยมี พ่อแม่ของมันคอยระแวดระวังภัยดูแลอยู่ไม่ห่าง ดูแล้วความรักความผูกพันของพวกเขาไม่ต่างกับเราสามคน ที่เฝ้ามองเขาอยู่”

นี่แสดงว่า นกกระเรียนไทย สามารถ กลับมาทำรังวางไข่ เลี้ยงลูก สืบสายพันธุ์ของมันสำเร็จแล้ว บนผืนแผ่นดินไทย ภาพที่เห็นนี้ ทำให้ หัวใจผมมีความปิติล้นเหลือ แทบอยากจะร้องไห้

ผมขอขอบคุณทุกๆ คนที่เกี่ยวข้องแทนลูกสาวผม และคนไทยรุ่นหลังทุกคนด้วย ที่นำ นกกระเรียนไทย มรดกธรรมชาติที่สูญหายไป กลับคืนมาอีกครั้ง ท่ามกลางข่าวร้ายและความโศกเศร้ามากมาย

สำหรับผม นี่คือข่าวที่ดีสุดที่เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินไทย ในปี พ.ศ. 2559 กว่าจะถึงวันนี้ มีคนมากมายที่ทำงานกันอย่างหนัก สำนักอนุรักษ์และวิจัย องค์กรสวนสัตว์ Sumate Kamolnorranath , Boripat Siriaroonrat และโดยเฉพาะทีมสวนสัตว์โคราช นำโดยคุณวันชัย สวาสุ

การนำสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติ (Reintroduction) เป็นกระบวนการที่ยุ่งยากซับซ้อนยาวนานต้องใช้ทรัพยากร และความเชี่ยวชาญมากมายในทุกๆ ด้าน นอกจากจะประสบความสำเร็จในเพาะเลี้ยงแล้ว การทำงานอย่างหนักในพื้นที่ ก็ปัจจัยสำคัญยิ่ง
.
ภาพวาดนกกระเรียนไทย
ภาพวาดนกกระเรียนไทย โดย นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์
.
ผมได้คุยกับชาวบ้านบริเวณน้ัน ตั้งแต่ร้านก๋วยเตี๋ยว จน คนจับปลา ทุกคนดูจะภูมิใจ กับมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรู้ว่า ผมถ่อมาจากเชียงใหม่ตั้งใจมาที่หมู่บ้านเล็กๆ กลางทุ่งนาเวิ้งว้าง จ. บุรีรัมย์ ของเขาเพื่อมาดูนกกระเรียน

ต่อจากนี้ไป คนไทยรุ่นหลังจะได้มีโอกาสได้ยินเสียงร้องสั่นเครือที่ก้องกังวาลทั่วทุ่ง ได้เห็นลีลาเต้นระบำปลายเท้า ในการเกี้ยวพาราสีอันสง่างาม จับหัวใจ

นกกระเรียน จะไม่ใช่เป็นเพียง สัตว์ป่าสงวนของไทยอีกชนิดหนึ่งที่เราจะได้ยินเพียงการเล่าขาน เหลือแต่ชื่อไว้ตามภูมินามว่า นกเขียน นกเกรียน เป็นชื่อหมู่บ้านตำบล จนแทบไม่รู้ที่มาที่ไป หรือให้เด็กต้องเรียนรู้จากเพียงภาพถ่ายเก่าๆ หรือภาพวาดในตำราหรือแทบเบล็ดของ ร.ร. แบบไร้วิญญานเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จวันนี้ ยังเพียงเริ่มต้น หนทางอย่างอีกไกลกว่าความฝันที่จะเห็นฝูงนกกระเรียนนับร้อยนับพัน มีประชากรที่มั่นคง กระจายตัวไปอาศัยทั่วเมืองไทยจะเป็นจริง แต่สำหรับ ความสำเร็จในวันนี้ ผมอยากให้คนไทยร่วมยินดี และปรบมือให้กำลังใจกับผู้ทำงานเบื้องหลัง ตั้งแต่ระดับนโยบาย บริหาร วิชาการ จนถึงผู้ปฏิบติงานในพื้นที่ องค์การสวนสัตว์ , กรมอุทยานฯ , ม.เกษตรศาสตร์) และช่วยกันทุกวิถีทางให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จยิ่งๆ ขึ้นไป ขอบคุณมากๆ อีกครั้งครับ.
.
.
.
เรียบเรียงบทความโดย พัชริดา พงษปภัสร์ เจ้าหน้าที่สื่อสารองค์กร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
.
.
 

รับข่าวสาร