• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ น้ำแข็งอาร์กติกละลายส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศทั่วโลก

น้ำแข็งอาร์กติกละลายส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศทั่วโลก

อีเมล พิมพ์ PDF
น้ำแข็งอาร์กติกละลายอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลก
นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านขั้วโลกเหนือเตือนว่าการละลายของน้ำแข็งที่มากขึ้นอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 19 ครั้ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงทั่วโลก
รายงาน Arctic Resilience Report ระบุว่าอุณหภูมิที่อุ่นขึ้นในขั้วโลกเหนือ อาจส่งผลกระทบไปไกลถึงคาบสมุทรอินเดีย นับว่าเป็นคำเตือนที่ชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงในขั้วโลกเหนืออาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ไม่สามารถควบคุมได้ในระดับโลก
อุณหภูมิในทวีปอาร์กติกตอนนี้ มากกว่าอุณหภูมิที่ควรจะเป็นในช่วงระยะเวลาเดียวกันถึงราว 20 องศาเซลเซียส โดยนักวิทยาศาสตร์ประเมินเหตุการณ์ดังกล่าวว่า “เหนือความคาดหมาย” โดยพื้นที่น้ำแข็งในทะเลมีการขยายตัวต่ำอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในอดีต
“สัญญาณเตือนภัยนี้มีแต่จะเสียงดังขึ้น” Marcus Carson จากสถาบันสิ่งแวดล้อมสต็อกโฮล์ม และผู้เขียนรายงานหลัก ให้สัมภาษณ์ “การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีโอกาสจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ และเป็นวัฎจักรที่อาจทำให้ผลกระทบมีความรุนแรงมากขึ้น”
จุดเปลี่ยนของสภาพภูมิอากาศ (climate tipping points) จะเกิดขึ้นเมื่อสมดุลของธรรมชาติ เช่น ยอดภูเขาน้ำแข็ง เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงแบบกะทันหัน หรือการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงซึ่งอาจส่งผลกระทบสำคัญต่อระบบนิเวศโดยรอบในระดับที่ยากจะฟื้นฟู
ในขั้วโลกเหนือ สัญญาณการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญกำลังเกิดขึ้น อาทิ การงอกของพืชในเขตภูมิอากาศแบบทุนดรา (แบบขั้วโลก) ซึ่งเปลี่ยนพื้นผิวจากหิมะและน้ำแข็งซึ่งมีการสะท้อนแสงสูง เป็นพืชที่ดูดซับความร้อนและแสงสว่างได้ดีกว่า การปล่อยแก๊สมีเทนซึ่งเป็นแก๊สเรือนกระจกอันตราย จากเขตทุนดราหลังจากที่อุณหภูมิสูงขึ้น การกระจายตัวของหิมะที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งอาจส่งผลให้มหาสมุทรอุ่นขึ้น นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงลักษณะภูมิอากาศได้ไกลถึงทวีปเอเชีย เกิดเป็นไต้ฝุ่น นอกจากนี้ ยังทำให้ห่วงโซ่อาหารในทะเลตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ เนื่องจากการล่มสลายของพื้นที่จับปลาสำคัญในทวีปอาร์กติก
งานวิจัยดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของ 11 องค์กร เช่น the Arctic Council และมหาวิทยาลัย 6 แห่ง เผยแพร่ในเวลาที่สำคัญ ไม่เฉพาะการเพิ่มสูงขึ้นของอุณหภูมิที่ขั้วโลกเหนือ แต่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ
โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาได้ประกาศแผนเมื่อไม่นานมานี้ว่า จะลดงบประมาณในปัจจุบันของนักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศขององค์การนาซ่า และหน่วยงานอื่นๆ ของสหรัฐฯ ในโครงการ เช่น ประเมินการเปลี่ยนแปลงของขั้วโลกเหนือ และนำงบประมาณดังกล่าวไปใช้เพื่อการสำรวจอวกาศ
“นี่เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่” Carson กล่าว และเรายังต้องศึกษาอีกมากถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของขั้วโลกเหนือ เพื่อให้เราเข้าใจอันตรายที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งความหวังที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว “การตัดสินใจของทรัมป์ ไม่ต่างจากการดึงเครื่องมือในห้องนักบินออกจากเครื่องบิน ในขณะที่เรากำลังลอยอยู่บนอากาศ”
เขาเสริมว่า “นี่เป็นปัญหาที่ร้ายแรงอย่างมาก ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญกำลังเกิดขึ้น แต่เราแทบไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นเลย เราต้องการศึกษาวิจัยเพื่อทำความเข้าใจมัน และการค้นพบสำคัญหลายต่อหลายครั้งก็เกิดขึ้นภายใต้การสนับสนุนของสหรัฐฯ”
นักวิทยาศาสตร์หลายคนคาดว่า ในอนาคตข้างหน้า โลกอาจเผชิญกับกลไกย้อนกลับ (Feedback Mechanisms) ที่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในพื้นที่หนึ่งหรือภูมิทัศน์แบบหนึ่ง อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ กลไกดังกล่าวอาจเกิดขึ้นโดยมนุษย์ไม่ทันตั้งตัว และเปลี่ยนพลวัตของการละลายของน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือ จากค่อยเป็นค่อยไป สู่ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วอย่างมาก ตามมาด้วยผลลัพธ์ที่คาดเดาไม่ได้ และไม่มีโอกาสที่จะแก้ไข
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อพื้นที่น้ำแข็งในทะเลลดลง เหลือเพียงมหาสมุทรที่มีพื้นผิวสีดำซึ่งจะดูดซับความร้อนมากกว่าน้ำแข็งที่สะท้อนแสงได้มากกว่า ส่งผลให้พื้นที่น้ำแข็งหดตัวอย่างรวดเร็วมากขึ้นในอัตราเร่ง ภูเขาน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือช่วยลดอุณหภูมิของน้ำทะเลและกระแสลม โดยสะท้อนรังสีจากดวงอาทิตย์กลับสู่อวกาศ และทำหน้าที่เสมือนเครื่องทำความเย็นเมื่อกระแสน้ำและลมไหลผ่านพื้นที่ดังกล่าว เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ขั้วโลกเหนือมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในภูมิอากาศโลก แต่ด้วยความยุ่งยากและค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงในการสังเกตและเก็บข้อมูล ทำให้มีเพียงนักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่เท่านั้นที่สามารถเก็บข้อมูลอย่างละเอียดได้
รายงานดังกล่าวพบว่า “ผลกระทบที่เป็นไปได้จากการเปลี่ยนแปลงในอาร์กติกต่อพื้นที่อื่นทั่วโลกนั้นอาจมีความรุนแรงอย่างยิ่ง แต่เรามีความเข้าใจกระบวนการและผลกระทบดังกล่าวน้อยมาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ การลดการปล่อยปล่อยแก๊สเรือนกระจกในระดับโลกจึงจำเป็นอย่างยิ่งในการลดความเสี่ยง”
กลุ่มผู้เขียนรายงานยังเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือว่าอาจได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรง และเรียกร้องให้มีการส่งมอบอุปกรณ์หรือทักษะที่จำเป็นแก่ชุมชนในบริเวณดังกล่าว เพื่อให้สามารถรอดจากผลกระทบ กลุ่มผู้ศึกษายังพบสัญญาณอีกหลายอย่างที่ยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้น
“รายงานสำคัญชิ้นนี้คือความพยายามที่จะทำความเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และผลการศึกษาก็นับเป็นพื้นฐานที่สำคัญ ที่จะนำไปสู่ความร่วมมือระดับภูมิภาคในการสร้างความสามารถในการรับมือการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น” Joel Clement ประธานร่วมในโครงการศึกษาสรุป
สำหรับผู้สนใจ สามารถดาวน์โหลด Arctic Resilience Report ได้ที่ https://goo.gl/vpFS3V
ถอดความจาก Arctic ice melt could trigger uncontrollable climate change at global level โดย Fiona Harvey เข้าถึงได้ที่ https://goo.gl/TflmUK
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
Ice Meltนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านขั้วโลกเหนือเตือนว่าการละลายของน้ำแข็งที่มากขึ้นอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 19 ครั้ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงทั่วโลก


รายงาน Arctic Resilience Report ระบุว่าอุณหภูมิที่อุ่นขึ้นในขั้วโลกเหนือ อาจส่งผลกระทบไปไกลถึงคาบสมุทรอินเดีย นับว่าเป็นคำเตือนที่ชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงในขั้วโลกเหนืออาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ไม่สามารถควบคุมได้ในระดับโลก

อุณหภูมิในทวีปอาร์กติกตอนนี้ มากกว่าอุณหภูมิที่ควรจะเป็นในช่วงระยะเวลาเดียวกันถึงราว 20 องศาเซลเซียส โดยนักวิทยาศาสตร์ประเมินเหตุการณ์ดังกล่าวว่า “เหนือความคาดหมาย” โดยพื้นที่น้ำแข็งในทะเลมีการขยายตัวต่ำอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในอดีต

“สัญญาณเตือนภัยนี้มีแต่จะเสียงดังขึ้น” Marcus Carson จากสถาบันสิ่งแวดล้อมสต็อกโฮล์ม และผู้เขียนรายงานหลัก ให้สัมภาษณ์ “การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีโอกาสจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ และเป็นวัฎจักรที่อาจทำให้ผลกระทบมีความรุนแรงมากขึ้น”

จุดเปลี่ยนของสภาพภูมิอากาศ (climate tipping points) จะเกิดขึ้นเมื่อสมดุลของธรรมชาติ เช่น ยอดภูเขาน้ำแข็ง เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงแบบกะทันหัน หรือการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงซึ่งอาจส่งผลกระทบสำคัญต่อระบบนิเวศโดยรอบในระดับที่ยากจะฟื้นฟู
.
Ice Melt

ในขั้วโลกเหนือ สัญญาณการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญกำลังเกิดขึ้น อาทิ การงอกของพืชในเขตภูมิอากาศแบบทุนดรา (แบบขั้วโลก) ซึ่งเปลี่ยนพื้นผิวจากหิมะและน้ำแข็งซึ่งมีการสะท้อนแสงสูง เป็นพืชที่ดูดซับความร้อนและแสงสว่างได้ดีกว่า การปล่อยแก๊สมีเทนซึ่งเป็นแก๊สเรือนกระจกอันตราย จากเขตทุนดราหลังจากที่อุณหภูมิสูงขึ้น การกระจายตัวของหิมะที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งอาจส่งผลให้มหาสมุทรอุ่นขึ้น นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงลักษณะภูมิอากาศได้ไกลถึงทวีปเอเชีย เกิดเป็นไต้ฝุ่น นอกจากนี้ ยังทำให้ห่วงโซ่อาหารในทะเลตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ เนื่องจากการล่มสลายของพื้นที่จับปลาสำคัญในทวีปอาร์กติก

งานวิจัยดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของ 11 องค์กร เช่น the Arctic Council และมหาวิทยาลัย 6 แห่ง เผยแพร่ในเวลาที่สำคัญ ไม่เฉพาะการเพิ่มสูงขึ้นของอุณหภูมิที่ขั้วโลกเหนือ แต่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ

โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาได้ประกาศแผนเมื่อไม่นานมานี้ว่า จะลดงบประมาณในปัจจุบันของนักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศขององค์การนาซ่า และหน่วยงานอื่นๆ ของสหรัฐฯ ในโครงการ เช่น ประเมินการเปลี่ยนแปลงของขั้วโลกเหนือ และนำงบประมาณดังกล่าวไปใช้เพื่อการสำรวจอวกาศ

“นี่เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่” Carson กล่าว และเรายังต้องศึกษาอีกมากถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของขั้วโลกเหนือ เพื่อให้เราเข้าใจอันตรายที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งความหวังที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว “การตัดสินใจของทรัมป์ ไม่ต่างจากการดึงเครื่องมือในห้องนักบินออกจากเครื่องบิน ในขณะที่เรากำลังลอยอยู่บนอากาศ”

เขาเสริมว่า “นี่เป็นปัญหาที่ร้ายแรงอย่างมาก ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญกำลังเกิดขึ้น แต่เราแทบไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นเลย เราต้องการศึกษาวิจัยเพื่อทำความเข้าใจมัน และการค้นพบสำคัญหลายต่อหลายครั้งก็เกิดขึ้นภายใต้การสนับสนุนของสหรัฐฯ”

นักวิทยาศาสตร์หลายคนคาดว่า ในอนาคตข้างหน้า โลกอาจเผชิญกับกลไกย้อนกลับ (Feedback Mechanisms) ที่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในพื้นที่หนึ่งหรือภูมิทัศน์แบบหนึ่ง อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ กลไกดังกล่าวอาจเกิดขึ้นโดยมนุษย์ไม่ทันตั้งตัว และเปลี่ยนพลวัตของการละลายของน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือ จากค่อยเป็นค่อยไป สู่ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วอย่างมาก ตามมาด้วยผลลัพธ์ที่คาดเดาไม่ได้ และไม่มีโอกาสที่จะแก้ไข

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อพื้นที่น้ำแข็งในทะเลลดลง เหลือเพียงมหาสมุทรที่มีพื้นผิวสีดำซึ่งจะดูดซับความร้อนมากกว่าน้ำแข็งที่สะท้อนแสงได้มากกว่า ส่งผลให้พื้นที่น้ำแข็งหดตัวอย่างรวดเร็วมากขึ้นในอัตราเร่ง ภูเขาน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือช่วยลดอุณหภูมิของน้ำทะเลและกระแสลม โดยสะท้อนรังสีจากดวงอาทิตย์กลับสู่อวกาศ และทำหน้าที่เสมือนเครื่องทำความเย็นเมื่อกระแสน้ำและลมไหลผ่านพื้นที่ดังกล่าว เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ขั้วโลกเหนือมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในภูมิอากาศโลก แต่ด้วยความยุ่งยากและค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงในการสังเกตและเก็บข้อมูล ทำให้มีเพียงนักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่เท่านั้นที่สามารถเก็บข้อมูลอย่างละเอียดได้
.
ArcticResilienceReport

รายงานดังกล่าวพบว่า “ผลกระทบที่เป็นไปได้จากการเปลี่ยนแปลงในอาร์กติกต่อพื้นที่อื่นทั่วโลกนั้นอาจมีความรุนแรงอย่างยิ่ง แต่เรามีความเข้าใจกระบวนการและผลกระทบดังกล่าวน้อยมาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ การลดการปล่อยปล่อยแก๊สเรือนกระจกในระดับโลกจึงจำเป็นอย่างยิ่งในการลดความเสี่ยง”

กลุ่มผู้เขียนรายงานยังเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือว่าอาจได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรง และเรียกร้องให้มีการส่งมอบอุปกรณ์หรือทักษะที่จำเป็นแก่ชุมชนในบริเวณดังกล่าว เพื่อให้สามารถรอดจากผลกระทบ กลุ่มผู้ศึกษายังพบสัญญาณอีกหลายอย่างที่ยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้น

“รายงานสำคัญชิ้นนี้คือความพยายามที่จะทำความเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และผลการศึกษาก็นับเป็นพื้นฐานที่สำคัญ ที่จะนำไปสู่ความร่วมมือระดับภูมิภาคในการสร้างความสามารถในการรับมือการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น” Joel Clement ประธานร่วมในโครงการศึกษาสรุป
.
.
สำหรับผู้สนใจ สามารถดาวน์โหลดเอกสาร Arctic Resilience Report ได้ที่ https://goo.gl/vpFS3V
ถอดความจาก Arctic ice melt could trigger uncontrollable climate change at global level โดย Fiona Harvey เข้าถึงได้ที่ https://goo.gl/TflmUK
.
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
 

รับข่าวสาร