• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ บทเรียน "พะยูนตัวสุดท้าย" แห่งทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออก

บทเรียน "พะยูนตัวสุดท้าย" แห่งทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออก

อีเมล พิมพ์ PDF
ศวทอ. ตรวจสอบผ่าชันสูตรซากพะยูน หลังการพบซากพะยูนที่ จ.ระยอง และคาดว่าเป็นพะยูนตัวนี้คือตัวสุดท้ายแห่งน่านน้ำทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออก หากเป็นเช่นนั้นจริงก็นับว่าเป็นการสูญเสียที่น่าเศร้าอีกครั้ง หลังเหตุการณ์พบซากวาฬบรูด้าที่ท่าเรือแหลมฉบังเพียงไม่กี่วันก่อน
เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 59 เมื่อทราบข่าวการพบซากพะยูน ตัวผู้ ขนาด 2.63 เมตร (25 พ.ย. 59) ในพื้นที่ระหว่างเกาะทะลุและเกาะมันใน จ.ระยอง หลังเหตุการณ์สะเทือนใจการพบซากวาฬบรูด้าเข้ามายังท่าเรือแหลมฉบัง (23 พ.ย. 59) ผู้สื่อข่าวมูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ดำเนินการติดต่อกับ น.สพ. ภูมเมศ ชุ่มชาติ นายสัตวแพทย์ประจำ ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก (ศวทอ.) หนึ่งในคณะผู้รับผิดชอบการผ่าชันสูตรซากวาฬบรูด้าและพะยูน เมื่อวันที่ 24 และ 26 พ.ย. ที่ผ่านมาตามลำดับ
โดยปรกติพะยูนจะอาศัยบริเวณแนวหญ้าทะเลในพื้นที่ร็อคการ์เด้นรีสอร์ท (อ่าวมะขามป้อม) อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ไปจนถึงอ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี จากการทำแบบสอบถามชาวบ้านพบพะยูน 2 ตัวที่อาศัยหากินตามหญ้าทะเลบริเวณนี้ ก่อนหน้านี้พะยูนตัวหนึ่งตายไปแต่ไม่สามารถพบซาก ซึ่งในวันนี้เองทาง ศวทอ. คาดว่าพะยูนตัวล่าสุดที่ตายนี้คือ ”พะยูนตัวสุดท้ายในน่านน้ำอ่าวไทยฝั่งตะวันออก”
น.สพ. ภูมเมศ ชุ่มชาติ ได้ชี้แจงสาเหตุการตายของพะยูน จากการชันสูตรดังนี้ “จากการสังเกตลักษณะผิวหนังของพะยูนเบื้องต้นไม่พบความผิดปรกติ เนื่องจากชั้นผิวหนังของพะยูนมีความหนามากจึงต้องใช้เครื่องมือผ่าชันสูตรซากพะยูน พบว่ามีรอยช้ำรอบกล้ามเนื้อ รอยกระแทกส่วนหน้า รอยเลือดออกที่บริเวณไซนัส จึงสรุปสาเหตุการตายของพะยูนได้ว่าเกิดจากการกระแทกซึ่งเกิดขึ้นขณะที่พะยูนยังมีชีวิต เพราะกระบวนการอักเสบจะไม่เกิดขึ้นหลังการตาย”
แต่สถานการณ์อันน่าเป็นห่วงไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก พวกมันถูกคุกคามอยู่เนืองๆ ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทั้ง โลมา วาฬ และพะยูนเอง รวมไปถึงหญ้าทะเลที่เป็นพื้นที่สำคัญทั้งเป็นแหล่งอาหารและแหล่งอาศัยของสัตว์มากหน้าหลายตา แต่เมื่อสังคมมนุษย์เริ่มขยับขยายเข้ามามากขึ้น ทำให้สัตว์ได้รับผลกระทบจำนวนประชากรลดลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่สัตว์ทะเลพวกนี้เป็นตัวบ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของทะเลในแถบอ่าวไทย คงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่อีกหน่อยเราก็จะไม่ได้เห็นอะไรแบบนี้อีกแล้ว
ในทางกลับกันนั้นเอง การอนุรักษ์นั้นมีความเป็นไปได้ยาก การอนุรักษ์สัตว์เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องอาศัยพลังมวลชนปลุกจิตสำนึกในการใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น เช่น การดูแลการประมง วินัยการจัดการการทิ้งขยะ ซึ่งหลายครั้งเราสามารถพบขยะได้ที่ปากทะเล รวมไปถึงการล่าพะยูน และสัตว์อื่นๆ ตามความเชื่อผิดๆ ว่า เขี้ยวพะยูน งาแดงของนกชนหิน งาช้าง และนอแรดเป็นเครื่องรางของขลัง ทั้งที่พวกมันเองไม่สามารถเอาตัวรอดจากน้ำมือมนุษย์ได้เลย
ตลอดช่วงประมาณ 30 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ในบริเวณทะเลทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ประเทศไทยได้สูญเสียพะยูนไปแล้ว 391 ตัว และซากพะยูนตัวที่พบครั้งนี้มีรหัส DU-391 (รหัสการตาย) นายสัตวแพทย์ยืนยันแล้วว่าเขี้ยวและอวัยวะชิ้นส่วนอื่นของ พะยูนรหัส DU-391 ยังอยู่ครบถ้วน โดยได้จดบันทึกอย่างละเอียดไว้อย่างดีและเตรียมดำเนินการขั้นตอนจะจัดทำโครงกระดูกและนำไปไว้ยังพิพิธภัณฑ์ต่อไป
หากเราเริ่มอนุรักษ์กันตั้งแต่ตอนนั้น ก็คงไม่ต้องมากังวลว่าพะยูนรหัส DU-391 จะเป็นพะยูนตัวสุดท้ายของน่านน้ำทะเลอ่าวไทยตะวันออก แต่เรายังสามารถพบพะยูนได้ตามทะเลฝั่งอื่น เช่น อันดามัน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การสูญเสียที่ผ่านมาเราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้ มีเพียงนำเรื่องเหล่านั้นมาเป็นบทเรียน สร้างแรงจูงใจ ปลุกจิตสำนึก และตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมต่อจากนี้ไป เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมนำไปสู่การสูญเสียขึ้นอีกครั้ง แล้วคุณคิดบ้างไหมว่าเมื่อทรัพยากรธรรมชาติเสียสมดุลไป เผ่าพันธุ์มนุษย์จะรอดพ้นไปจากผลกระทบเหล่านี้ได้อีกนานแค่ไหน ในเมื่อเราอยู่บนโลกใบเดียวกัน
พะยูนศวทอ. ตรวจสอบผ่าชันสูตรซากพะยูน หลังการพบซากพะยูนที่ จ.ระยอง และคาดว่าเจ้าพะยูนตัวนี้อาจจะเป็นพะยูนตัวสุดท้ายแห่งน่านน้ำทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออก เนื่องจากยังไม่มีการสำรวจพบพะยูนเพิ่มเติม หากเป็นเช่นนั้นจริงก็นับว่าเป็นการสูญเสียที่น่าเศร้าอีกครั้ง หลังเหตุการณ์พบซากวาฬบรูด้า (ไม่ใช่วาฬประจำถิ่น) ที่ท่าเรือแหลมฉบังเพียงไม่กี่วันก่อน


เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 59 เมื่อทราบข่าวการพบซากพะยูน ตัวผู้ ขนาด 2.63 เมตร (25 พ.ย. 59) ในพื้นที่ระหว่างเกาะทะลุและเกาะมันใน จ.ระยอง หลังเหตุการณ์สะเทือนใจการพบซากวาฬบรูด้าเข้ามายังท่าเรือแหลมฉบัง (23 พ.ย. 59) ผู้สื่อข่าวมูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ดำเนินการติดต่อกับ น.สพ. ภูมเมศ ชุ่มชาติ นายสัตวแพทย์ประจำ ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก (ศวทอ.) หนึ่งในคณะผู้รับผิดชอบการผ่าชันสูตรซากวาฬบรูด้าและพะยูน เมื่อวันที่ 24 และ 26 พ.ย. ที่ผ่านมาตามลำดับ

โดยปรกติพะยูนจะอาศัยบริเวณแนวหญ้าทะเลในพื้นที่ร็อคการ์เด้นรีสอร์ท (อ่าวมะขามป้อม) อ.แกลง จ.ระยอง ไปจนถึงอ่าวคุ้งกระเบน จ.จันทบุรี จากการทำแบบสอบถามชาวบ้านพบพะยูน 2 ตัวที่อาศัยหากินตามหญ้าทะเลบริเวณนี้ ก่อนหน้านี้พะยูนตัวหนึ่งตายไปแต่ไม่สามารถพบซาก ซึ่งในวันนี้เองทาง ศวทอ. คาดว่าพะยูนตัวล่าสุดที่ตายนี้คือ "พะยูนตัวสุดท้ายในน่านน้ำอ่าวไทยฝั่งตะวันออก”

น.สพ. ภูมเมศ ชุ่มชาติ ได้ชี้แจงสาเหตุการตายของพะยูน จากการชันสูตรดังนี้ “จากการสังเกตลักษณะผิวหนังของพะยูนเบื้องต้นไม่พบความผิดปรกติ เนื่องจากชั้นผิวหนังของพะยูนมีความหนามากจึงต้องใช้เครื่องมือผ่าชันสูตรซากพะยูน พบว่ามีรอยช้ำรอบกล้ามเนื้อ รอยกระแทกส่วนหน้า รอยเลือดออกที่บริเวณไซนัส จึงสรุปสาเหตุการตายของพะยูนได้ว่าเกิดจากการกระแทกซึ่งเกิดขึ้นขณะที่พะยูนยังมีชีวิต เพราะกระบวนการอักเสบจะไม่เกิดขึ้นหลังการตาย”

พะยูนตัวสุดท้ายทะเลอ่าวไทย
ซากพะยูน รหัส DU-491


แต่สถานการณ์อันน่าเป็นห่วงไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก พวกมันถูกคุกคามอยู่เนืองๆ ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทั้ง โลมา วาฬ และพะยูนเอง รวมไปถึงหญ้าทะเลที่เป็นพื้นที่สำคัญทั้งเป็นแหล่งอาหารและแหล่งอาศัยของสัตว์มากหน้าหลายตา แต่เมื่อสังคมมนุษย์เริ่มขยับขยายเข้ามามากขึ้น ทำให้สัตว์ได้รับผลกระทบจำนวนประชากรลดลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่สัตว์ทะเลพวกนี้เป็นตัวบ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของทะเลในแถบอ่าวไทย คงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่อีกหน่อยเราก็จะไม่ได้เห็นอะไรแบบนี้อีกแล้ว

ในทางกลับกันนั้นเอง การอนุรักษ์นั้นมีความเป็นไปได้ยาก การอนุรักษ์สัตว์เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องอาศัยพลังมวลชนปลุกจิตสำนึกในการใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น เช่น การดูแลการประมง วินัยการจัดการการทิ้งขยะ ซึ่งหลายครั้งเราสามารถพบขยะได้ที่ปากทะเล รวมไปถึงการล่าพะยูน และสัตว์อื่นๆ ตามความเชื่อผิดๆ ว่า เขี้ยวพะยูน งาแดงของนกชนหิน งาช้าง และนอแรดเป็นเครื่องรางของขลัง ทั้งที่พวกมันเองไม่สามารถเอาตัวรอดจากน้ำมือมนุษย์ได้เลย

ตลอดช่วงประมาณ 30 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ในบริเวณทะเลทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ประเทศไทยได้สูญเสียพะยูนไปแล้ว 391 ตัว และซากพะยูนตัวที่พบครั้งนี้มีรหัส DU-391 (รหัสการตาย) นายสัตวแพทย์ยืนยันแล้วว่าเขี้ยวและอวัยวะชิ้นส่วนอื่นของ พะยูนรหัส DU-391 ยังอยู่ครบถ้วน โดยได้จดบันทึกอย่างละเอียดไว้อย่างดีและเตรียมดำเนินการขั้นตอนจะจัดทำโครงกระดูกและนำไปไว้ยังพิพิธภัณฑ์ต่อไป

พะยูนตัวสุดท้ายอ่าวไทย
ซากพะยูน รหัส DU-491


หากเราเริ่มอนุรักษ์กันตั้งแต่ตอนนั้น ก็คงไม่ต้องมากังวลว่าพะยูนรหัส DU-391 จะเป็นพะยูนตัวสุดท้ายของน่านน้ำทะเลอ่าวไทยตะวันออกหรือไม่ แต่เรายังสามารถพบพะยูนได้ตามทะเลฝั่งอื่น เช่น อันดามัน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การสูญเสียที่ผ่านมาเราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้ มีเพียงนำเรื่องเหล่านั้นมาเป็นบทเรียน สร้างแรงจูงใจ ปลุกจิตสำนึก และตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมต่อจากนี้ไป เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมนำไปสู่การสูญเสียขึ้นอีกครั้ง แล้วคุณคิดบ้างไหมว่าเมื่อทรัพยากรธรรมชาติเสียสมดุลและหมดไป เผ่าพันธุ์มนุษย์จะรอดพ้นจากผลกระทบเหล่านี้ได้นานสักเพียงไหนกัน ในเมื่อเราอาศัยอยู่บนโลกใบเดียวกัน

บทความโดย พัชริดา พงษปภัสร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารองค์กร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
 

รับข่าวสาร