• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ ทรัมป์ กับนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทรัมป์ กับนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

อีเมล พิมพ์ PDF
ทรัมป์ กับนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ชัยชนะที่น่าประหลาดใจของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอมริกา อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญต่อนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของอเมริกา ทรัมป์ได้ส่งสัญญาณว่าจะปฏิเสธนโยบายของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ที่ตั้งเป้ารับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในขณะที่ความคิดของทรัมป์อาจทำให้ความร่วมมือในระดับนานาชาติเพื่อลดการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกอาจเข้าสู่ความวุ่นวาย
สหรัฐอเมริกามีสัดส่วนของการปล่อยแก๊สคาร์บอนค่อนข้างมาก หากมนุษยชาติไม่สามารถริเริ่มการลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกในทันที นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศคาดว่า โลกจะเผชิญกับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิประมาณ 6 องศาเซลเซียสเทียบกับยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมภายในปี พ.ศ. 2643 ซึ่งอาจนำไปสู่ภัยแล้ง ไฟป่า น้ำทะเลที่สูงขึ้น และความล้มเหลวอย่างรุนแรงในภาคการเกษตรทั่วโลก
ทรัมป์แสดงความสงสัยอย่างสม่ำเสมอว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือความจริงหรือไม่ และปฏิเสธว่าปัญหาดังกล่าวคือภัยคุกคามสำคัญต่อมนุษยชาติ ในการกล่าวปาฐกถาต่อสาธารณะ ทรัมป์แสดงการสนับสนุนอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลในสหรัฐอเมริกาอย่างเต็มที่ ซึ่งสวนทางกับนโยบารับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ทรัมป์ยังกล่าวอีกว่าจะลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อสหประชาชาติในโครงการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
จากการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ Myron Ebell จากสถาบัน Competitive Enterprise Institute ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเปลี่ยนผ่านนโยบายสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ แม้เขาจะไม่ให้คำตอบที่ชัดเจนมากนัก แต่ก็ย้ำถึงความต่อเนื่องด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับพลังงานฟอสซิล และกล่าวโจมตีนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของรัฐบาลโอบามา
“ทรัมป์ได้ให้สัญญาในหลายประเด็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน ซึ่งผมว่าค่อนข้างมีความชัดเจน เหมือนสีขาวกับสีดำ” Myron Ebell กล่าว
เอกสารเผยแพร่ของ Competitive Enterprise Institute สถาบันคลังสมองฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่รับสนับสนุนเงินทุนจาก ExxonMobil และกลุ่มสนับสนุนกลไกตลาดเสรีซึ่งรวมทั้งมูลนิธิ Charles G. Koch โดย Myron Ebell กล่าวว่าอุณหภูมิของโลกนั้นเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และอธิบายว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะวัดว่ามนุษย์ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสัดส่วนเท่าไร เขาไม่เห็นด้วยกับองค์การนาซ่า และคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ภายใต้องค์การสหประชาชาติ ที่ย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มอย่างยิ่งที่จะเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิล
จากคำกล่าวของเขา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะไม่เป็นปัญหาจนกระทั่งอีก 100 หรือ 200 ปีข้างหน้า แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น เป้าหมายแรกของโลกคือการขยายการเข้าถึงพลังงานในทุกรูปแบบ และย้ำว่า Competitive Enterprise Institute ต่อต้านการอุดหนุนพลังงานทั้งเชื้อเพลิงฟอสซิล และพลังงานหมุนเวียน
“เราชื่นชอบพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม” Myron Ebell กล่าว และเสริมว่าเขาต่อต้านการใช้เครดิตภาษีที่มีเป้าหมายที่จะเร่งการเติบโตในอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่ารัฐบาลกลางของสหรัฐฯ จะไม่อุดหนุนอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน แต่ด้วยแรงผลักดันจากทั่วโลกในการพัฒนาและติดตั้งเทคโนโลยีที่สามารถรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก็ทำให้อุตสากรรมพลังงานหมุนเวียนยังสามารถเติบโตอย่างรวดเร็ว
ทั้งกลุ่มสิ่งแวดล้อมและนักวิทยาศาสตร์ต่างไม่เห็นด้วยกับมุมมองอของทรัมป์และทีมงานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ “การเปลี่ยนแปลงนโยบายและกฎเกณฑ์ด้านพลังงานแบบพลิกฝ่ามือเพื่อแสวงหาผลประโยชน์เพียงเล็กน้อยอาจก่อให้เกิดหายนะทางสิ่งแวดล้อม ที่นอกจะทำให้ประชากรหลายล้านคนเสียชีวิตจากมลภาวะ ยังเป็นโอกาสดีของประเทศจีนที่จะทิ้งสหรัฐอเมริกาแบบไม่เห็นฝุ่นในทศวรรษหน้า” Eric Sala ผู้ก่อตั้งโครงการ Pristine Sea แสดงความเห็น “ส่วนใครที่จะต้องทนทุกข์มากที่สุดน่ะหรือ ? ก็แรงงานชาวอเมริกันไงล่ะ”
Bob Inglis ผู้จัดการกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม republicEn เห็นด้วยกับความคิดของ Eric ว่า “ประสบการณ์และข้อมูลเป็นหลักฐานยืนยันที่หนักแน่นและมีประสิทธิผลมากที่สุด แต่ทั้งสองอย่างคือครูที่ค่อนข้างโหดร้าย และเราคือผู้ที่กำลังจะได้รับบทเรียนดังกล่าว” Bob Inglis คือหนึ่งในคนที่เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์
แผนพลังงานสะอาด (The Clean Power Plan) คือกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลโอบามาที่มีการถกเถียงอย่างกว้างขวาง แผนดังกล่าวถูกออกแบบเพื่อลดการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกของโรงงานไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาอย่างน้อย 1 ใน 3 จากระดับการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจก ณ ปี พ.ศ. 2548 โดยต้องดำเนินการภายในปี พ.ศ. 2573 แผนดังกล่าวคือการดำเนินการตามข้อตกลงปารีสที่กำลังจะมีผลในเดือนพฤศจิกายนนี้
ข้อตกปารีสคือข้อตกลงระหว่างประเทศชิ้นสำคัญซึ่งได้รับการลงนามจาก 195 ประเทศทั่วโลกที่มุ่งหวังจะลดการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจก โดยไม่ให้อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส ภายในปี พ.ศ. 2643 โดยมีการประมาณการว่าคาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่ในชั้นบรรยากาศจะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น 1.5 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษนี้
ทรัมป์กล่าวว่าเขาต้องการยกเลิกข้อตกลงปารีส และพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเขาไม่สนใจปริมาณการปลดปล่อยแก๊สคาร์บอนหรือเป้าหมายการลดการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกของสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ดี ข้อตกลงปารีสก็ยังคงเดินหน้าต่อไป ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้เข้าร่วม และถึงแม้สหรัฐฯ จะถอนตัวออกจากข้อตกลง ประเทศที่ลงนามร้อยละ 55 ซึ่งปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกคิดเป็นร้อยละ 55 ของโลก ก็ยังมีแนวโน้มว่าจะให้สัตยาบันข้อตกลงปารีสภายในสิ้นปีนี้
บริษัทวิจัยอิสระ Lux Research คาดว่าภายในอีก 8 ปีข้างหน้า นโยบายที่เสนอโดยทรัมป์จะทำให้การปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกของอเมริกาเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 ในขณะที่หากฮิลารี คลินตัน ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีก็มีแนวโน้มว่าจะดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลบารัค โอบามา ซึ่งตั้งเป้าว่าจะลดการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ. 2568 ความแตกต่างดังกล่าวเทียบเท่ากับการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจก 3.4 พันล้านตันในรอบ 8 ปี หรือเทียบได้กับการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกของประเทศยูเครนในเวลาเดียวกัน
นอกจากประเด็นการปลดปล่อยแก๊สคาร์บอนในสหรัฐฯ ที่จะเพิ่มขึ้นจากนโยบายใหม่ แนวทางดังกล่าวยังทำให้จุดยืนในเวทีโลกของสหรัฐฯ ในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตกอยู่ในสภาวะย่ำแย่ ซึ่งแทบจะตรงข้ามกับรัฐบาลโอบามาที่สนับสนุนข้อตกลงปารีสอย่างเต็มที่ และมีบทบาทสำคัญในการทำให้เกิดกระบวนการให้สัตยาบันที่ค่อนข้างรวดเร็ว การถอนตัวของอเมริกาอาจส่งผลให้หลายประเทศเริ่มลังเลที่จะทำตามคำมั่นสัญญา
“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาที่เหนือกว่าประเด็นทางการเมือง และเกี่ยวข้องกับการรักษาชีวิตและความเป็นอยู่ เกียรติยศ และดาวเคราะห์ดวงเดียวที่เราอาศัยอยู่ได้” Bob Inglis สมาชิกพรรครีพับลิกันยังคงมีความหวังว่ารัฐบาลทรัมป์สภาคองเกรสจะมีความกล้าหาญทางการเมืองเพียงพอที่จะดำเนินการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ถอดความบางส่วนและเรียบเรียงจาก ‘The Global Dangers of Trump’s Climate Denial’ โดย Michael Greshko เข้าถึงได้ที่ http://news.nationalgeographic.com/2016/11/president-trump-global-climate-change-denial-environment/
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
ทรัมป์ กับนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศชัยชนะที่น่าประหลาดใจของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอมริกา อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญต่อนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของอเมริกา ทรัมป์ได้ส่งสัญญาณว่าจะปฏิเสธนโยบายของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ที่ตั้งเป้ารับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในขณะที่ความคิดของทรัมป์อาจทำให้ความร่วมมือในระดับนานาชาติเพื่อลดการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกอาจเข้าสู่ความวุ่นวาย

สหรัฐอเมริกามีสัดส่วนของการปล่อยแก๊สคาร์บอนค่อนข้างมาก หากมนุษยชาติไม่สามารถริเริ่มการลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกในทันที นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศคาดว่า โลกจะเผชิญกับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิประมาณ 6 องศาเซลเซียสเทียบกับยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมภายในปี พ.ศ. 2643 ซึ่งอาจนำไปสู่ภัยแล้ง ไฟป่า น้ำทะเลที่สูงขึ้น และความล้มเหลวอย่างรุนแรงในภาคการเกษตรทั่วโลก

ทรัมป์แสดงความสงสัยอย่างสม่ำเสมอว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือความจริงหรือไม่ และปฏิเสธว่าปัญหาดังกล่าวคือภัยคุกคามสำคัญต่อมนุษยชาติ ในการกล่าวปาฐกถาต่อสาธารณะ ทรัมป์แสดงการสนับสนุนอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลในสหรัฐอเมริกาอย่างเต็มที่ ซึ่งสวนทางกับนโยบารับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ทรัมป์ยังกล่าวอีกว่าจะลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อสหประชาชาติในโครงการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

จากการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ Myron Ebell จากสถาบัน Competitive Enterprise Institute ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเปลี่ยนผ่านนโยบายสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ แม้เขาจะไม่ให้คำตอบที่ชัดเจนมากนัก แต่ก็ย้ำถึงความต่อเนื่องด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับพลังงานฟอสซิล และกล่าวโจมตีนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของรัฐบาลโอบามา
.
.
ทรัมป์ กับนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอมริกา
.
.
“ทรัมป์ได้ให้สัญญาในหลายประเด็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน ซึ่งผมว่าค่อนข้างมีความชัดเจน เหมือนสีขาวกับสีดำ” Myron Ebell กล่าว

เอกสารเผยแพร่ของ Competitive Enterprise Institute สถาบันคลังสมองฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่รับสนับสนุนเงินทุนจาก ExxonMobil และกลุ่มสนับสนุนกลไกตลาดเสรีซึ่งรวมทั้งมูลนิธิ Charles G. Koch โดย Myron Ebell กล่าวว่าอุณหภูมิของโลกนั้นเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และอธิบายว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะวัดว่ามนุษย์ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสัดส่วนเท่าไร เขาไม่เห็นด้วยกับองค์การนาซ่า และคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ภายใต้องค์การสหประชาชาติ ที่ย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มอย่างยิ่งที่จะเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิล

จากคำกล่าวของเขา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะไม่เป็นปัญหาจนกระทั่งอีก 100 หรือ 200 ปีข้างหน้า แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น เป้าหมายแรกของโลกคือการขยายการเข้าถึงพลังงานในทุกรูปแบบ และย้ำว่า Competitive Enterprise Institute ต่อต้านการอุดหนุนพลังงานทั้งเชื้อเพลิงฟอสซิล และพลังงานหมุนเวียน

“เราชื่นชอบพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม” Myron Ebell กล่าว และเสริมว่าเขาต่อต้านการใช้เครดิตภาษีที่มีเป้าหมายที่จะเร่งการเติบโตในอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่ารัฐบาลกลางของสหรัฐฯ จะไม่อุดหนุนอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน แต่ด้วยแรงผลักดันจากทั่วโลกในการพัฒนาและติดตั้งเทคโนโลยีที่สามารถรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก็ทำให้อุตสากรรมพลังงานหมุนเวียนยังสามารถเติบโตอย่างรวดเร็ว

ทั้งกลุ่มสิ่งแวดล้อมและนักวิทยาศาสตร์ต่างไม่เห็นด้วยกับมุมมองอของทรัมป์และทีมงานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ “การเปลี่ยนแปลงนโยบายและกฎเกณฑ์ด้านพลังงานแบบพลิกฝ่ามือเพื่อแสวงหาผลประโยชน์เพียงเล็กน้อยอาจก่อให้เกิดหายนะทางสิ่งแวดล้อม ที่นอกจะทำให้ประชากรหลายล้านคนเสียชีวิตจากมลภาวะ ยังเป็นโอกาสดีของประเทศจีนที่จะทิ้งสหรัฐอเมริกาแบบไม่เห็นฝุ่นในทศวรรษหน้า” Eric Sala ผู้ก่อตั้งโครงการ Pristine Sea แสดงความเห็น “ส่วนใครที่จะต้องทนทุกข์มากที่สุดน่ะหรือ ? ก็แรงงานชาวอเมริกันไงล่ะ”

Bob Inglis ผู้จัดการกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม republicEn เห็นด้วยกับความคิดของ Eric ว่า “ประสบการณ์และข้อมูลเป็นหลักฐานยืนยันที่หนักแน่นและมีประสิทธิผลมากที่สุด แต่ทั้งสองอย่างคือครูที่ค่อนข้างโหดร้าย และเราคือผู้ที่กำลังจะได้รับบทเรียนดังกล่าว” Bob Inglis คือหนึ่งในคนที่เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์

แผนพลังงานสะอาด (The Clean Power Plan) คือกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลโอบามาที่มีการถกเถียงอย่างกว้างขวาง แผนดังกล่าวถูกออกแบบเพื่อลดการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกของโรงงานไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาอย่างน้อย 1 ใน 3 จากระดับการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจก ณ ปี พ.ศ. 2548 โดยต้องดำเนินการภายในปี พ.ศ. 2573 แผนดังกล่าวคือการดำเนินการตามข้อตกลงปารีสที่กำลังจะมีผลในเดือนพฤศจิกายนนี้

ข้อตกปารีสคือข้อตกลงระหว่างประเทศชิ้นสำคัญซึ่งได้รับการลงนามจาก 195 ประเทศทั่วโลกที่มุ่งหวังจะลดการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจก โดยไม่ให้อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส ภายในปี พ.ศ. 2643 โดยมีการประมาณการว่าคาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่ในชั้นบรรยากาศจะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น 1.5 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษนี้

ทรัมป์กล่าวว่าเขาต้องการยกเลิกข้อตกลงปารีส และพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเขาไม่สนใจปริมาณการปลดปล่อยแก๊สคาร์บอนหรือเป้าหมายการลดการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกของสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ดี ข้อตกลงปารีสก็ยังคงเดินหน้าต่อไป ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้เข้าร่วม และถึงแม้สหรัฐฯ จะถอนตัวออกจากข้อตกลง ประเทศที่ลงนามร้อยละ 55 ซึ่งปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกคิดเป็นร้อยละ 55 ของโลก ก็ยังมีแนวโน้มว่าจะให้สัตยาบันข้อตกลงปารีสภายในสิ้นปีนี้

บริษัทวิจัยอิสระ Lux Research คาดว่าภายในอีก 8 ปีข้างหน้า นโยบายที่เสนอโดยทรัมป์จะทำให้การปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกของอเมริกาเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 ในขณะที่หากฮิลารี คลินตัน ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีก็มีแนวโน้มว่าจะดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลบารัค โอบามา ซึ่งตั้งเป้าว่าจะลดการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ. 2568 ความแตกต่างดังกล่าวเทียบเท่ากับการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจก 3.4 พันล้านตันในรอบ 8 ปี หรือเทียบได้กับการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกของประเทศยูเครนในเวลาเดียวกัน

นอกจากประเด็นการปลดปล่อยแก๊สคาร์บอนในสหรัฐฯ ที่จะเพิ่มขึ้นจากนโยบายใหม่ แนวทางดังกล่าวยังทำให้จุดยืนในเวทีโลกของสหรัฐฯ ในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตกอยู่ในสภาวะย่ำแย่ ซึ่งแทบจะตรงข้ามกับรัฐบาลโอบามาที่สนับสนุนข้อตกลงปารีสอย่างเต็มที่ และมีบทบาทสำคัญในการทำให้เกิดกระบวนการให้สัตยาบันที่ค่อนข้างรวดเร็ว การถอนตัวของอเมริกาอาจส่งผลให้หลายประเทศเริ่มลังเลที่จะทำตามคำมั่นสัญญา

“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาที่เหนือกว่าประเด็นทางการเมือง และเกี่ยวข้องกับการรักษาชีวิตและความเป็นอยู่ เกียรติยศ และดาวเคราะห์ดวงเดียวที่เราอาศัยอยู่ได้” Bob Inglis สมาชิกพรรครีพับลิกันยังคงมีความหวังว่ารัฐบาลทรัมป์สภาคองเกรสจะมีความกล้าหาญทางการเมืองเพียงพอที่จะดำเนินการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ถอดความบางส่วนและเรียบเรียงจาก ‘The Global Dangers of Trump’s Climate Denial’ โดย Michael Greshko เข้าถึงได้ที่ http://news.nationalgeographic.com/2016/11/president-trump-global-climate-change-denial-environment/
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
 

รับข่าวสาร