• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ มหัศจรรย์ 60 ล้านปี นกเงือกกับความยั่งยืนของระบบนิเวศป่า [PART 2]

มหัศจรรย์ 60 ล้านปี นกเงือกกับความยั่งยืนของระบบนิเวศป่า [PART 2]

อีเมล พิมพ์ PDF
สัญฐานวิทยาของนกเงือก
นกเงือกมีลักษณะปากใหญ่โค้ง มีโหนก (Casque) ประดับเหนือปาก (ยกเว้นนกเงือกคอแดงที่ไม่มีโหนก) โหนกเป็นโพรง (ยกเว้นนกชนหินที่มีโหนกตันดั่งงาช้าง) ซึ่งโหนกของนกเงือกแต่ละชนิดพันธุ์มีความแตกต่างกันไป บริเวณใต้ปีกของพวกมันไม่มีขนปกคลุม (Under wing coverts) เวลากระพือปีกบินอากาศจะผ่านช่องว่างทำให้เกิดเสียงดัง
มนุษย์เรายกย่องนกเงือกให้เป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก เพราะพวกมันมีพฤติกรรมการครองรักกันแบบผัวเดียวเมียเดียว การครองคู่กันของนกเงือกเมื่อถึงฤดูทำรัง พวกมันจะปิดโพรงโดยใช้เวลา 3-7 วัน ก่อนจะขังตัวเองอยู่ในนั้นเพื่อออกไข่ ฝังไข่ และเลี้ยงลูกนานถึง 3-4 เดือน ซึ่งตัวผู้มีหน้าที่หาอาหารมาป้อน นกเงือกชนิดที่มีขนาดเล็กใช้เวลาฝักไข่ 25-27 วัน แต่นกเงือกที่มีขนาดใหญ่จะใช้เวลาฝักไข่ 40-45 วัน ทั้งนี้นกเงือกมีศัตรูตามธรรมชาติ อาทิ หมาไม้และหมีขอ
นกเงือกกินทั้งผลไม้และสัตว์ขนาดเล็กเป็นอาหาร ซึ่งมีความหลากหลาย ตามข้อมูลที่ทีมวิจัยบันทึกไว้จากการศึกษาวิจัยพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ พบว่า นกเงือกกินสัตว์มากกว่า 20 ชนิด และผลไม้มากกว่า 100 ชนิด ลักษณะเด่นของพืชที่เป็นอาหารนกเงือก อยู่ในวงศ์พืชเดียวกับป่ายุคโบราณ เรียกได้ว่า “นกเงือกเป็นผู้รักษาความหลากหลายของพืชป่าดิบยุคโบราณ”
โพรง (บ้าน) นกเงือกมีวันหมดอายุ
โพรงนกเงือกมีอายุการใช้งานเฉลี่ยประมาณ 8-10 ปี ด้วยปัจจัยต่างๆ บางโพรงพังไม่สามารถใช้งานได้จริง อาทิ พื้นโพรงทรุด (ไม่ควรลึกเกิน 20 ซม.) ปากโพรงปิด และปากโพรงลื่น ส่งผลให้เหล่านกเงือกต้องเปิดศึกแย่งชิงโพรงเป็นของตน การแก่งแย่งโพรงรังนับเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า เกิดสภาวะขาดแคลนโพรง
เมื่อปัญหาเกิดขึ้นทำให้ทีมงานศึกษาวิจัยนกเงือกต้องทำการแก้ไข ปีนต้นไม้ขึ้นไปเพื่อสำรวจและซ่อมแซมโพรง ทั้งการเติมดิน ขยายเปิดโพรง และติดคานให้นกเงือกสามารถใช้เกาะได้ ตั้งแต่ปี 2537-2557 ที่ได้มีการปรับปรุงซ่อมแซมโพรงนกเงือก นกเงือกได้ใช้โพรงเหล่านี้ทั้งสิ้น 83% แบ่งเป็น นกกก 56%, นกกู๋กี๋ 43% และนกเงือกเล็ก 20% เนื่องจากทีมงานเน้นการช่วยเหลือนกเงือกขนาดใหญ่ เพราะนกขนาดเล็กสามารถปรับตัวใช้โพรงขนาดเล็กได้
บทบาทความสำคัญของนกเงือกต่อระบบนิเวศวิทยา
1. นกเงือกเป็นนักปลูกป่า (Farmers of the forest) ที่ช่วยรักษาความหลากหลายของพรรณพืช นกเงือกจะนำพาเมล็ดที่กินเป็นอาหารไปตามเส้นทางการบิน โดยเฉพาะนกแก๊ก (Oriental pied hornbill) ที่อาศัยบริเวณชายขอบป่า จึงมีบทบาทหน้าที่ในการเชื่อมโยงความต่อเนื่องของหย่อมป่า
2. นกเงือกเป็น คีย์สโตน (Keystone Species) ชนิดพันธุ์หลัก หากนกเงือกหายไปพรรณไม้ไม่น้อยที่จะหายไปด้วย
ทำให้พรรณพืชยังคงเจริญเติบโตเป็นกล้าไม้ใหญ่ และเป็นผืนป่าต่อไป
3. นกเงือกช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศป่า เพราะนกเงือกช่วยกำจัดแมลงและสัตว์ขนาดเล็ก จึงช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ
4. นกเงือกเป็น Umbrella species หากอนุรักษ์นกเงือกไว้ สิ่งมีชีวิตภายใต้ผืนป่านั้นก็จะได้รับการอนุรักษ์ด้วย
5. ดัชนีบ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของป่า (Indicator species) เมื่อป่าสมบูรณ์ นกเงือกจึงจะสามารถอยู่ได้ เพราะนกเงือกมีความเปราะบางเรื่องถิ่นอาศัย มนุษย์เราจึงใช้นกเงือกสามารถใช้เป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของป่า
6. นกเงือกเป็น Flagship species ที่มีความโดดเด่นและดึงดูดความสนใจ
ทั้งนี้เองจะเห็นได้ว่าการอนุรักษ์นกเงือกถือเป็นการอนุรักษ์ป่าไม้ผืนใหญ่ด้วย เพราะความสามารถในการช่วยปลูกป่าของนกเงือกเต็มไปด้วยประสิทธิภาพ ช่วยฟื้นฟูป่าและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ทางมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือกได้เล็งเห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งของการศึกษาและฟื้นฟูประชากรนกเงือก เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนของผืนป่าของประเทศไทยให้คงความหลากหลายทางชีวภาพ จึงดำเนินการศึกษาวิจัยนกเงือกเรื่อยมากระทั่งปัจจุบัน
พื้นที่วิจัยของทีมมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก
เพื่อตอบโจทย์ให้ครอบคลุมการศึกษานกเงือกทั้ง 13 ชนิดในประเทศไทย จึงกำหนดพื้นที่ 3 แห่งเป็นพื้นที่วิจัย ได้แก่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี
ยกตัวอย่างพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จากการลงพื้นที่เพื่อศึกษาประเด็นศักยภาพแหล่งอาศัยของนกเงือก พบ ไม้ยางเกิน 40% และมีต้นหว่าวัดเส้นผ่าศูนย์กลางจากพื้นดิน 100 เมตร โดยเฉลี่ยแล้วพบเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 1 เมตร ถือว่าเป็นแหล่งที่มีไม้ขนาดใหญ่และเป็นป่าดั้งดิม และพบปัญหาโพรงรังนกเงือกที่แม้มีจำนวนโพรงรังถึง 200 โพรง แต่กลับใช้ได้จริงแค่ 3 โพรง เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการปรับปรุงโพรงกว่า 100 โพรง
เพราะฉะนั้นการศึกษาวิจัยนกเงือกจึงไม่ใช่กระบวนการทำงานระยะสั้น แต่ต้องศึกษาวิจัยระยะยาวหลายปี ซึ่งถือเป็นการติดตามเฝ้าระวังความผิดปกติแต่ละจุด เพื่อที่จะทำการแก้ไขให้ทันท่วงที นี่คือสิ่งสำคัญ จึงอยากให้คนสนับสนุนงานวิจัยงานด้านนี้ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การศึกษานกเงือกเท่านั้น
“และที่เรากำลังระดมทุนอยู่เพื่อศึกษาองค์ความรู้ใหม่ คือ “การศึกษานกเงือกกรามช้างปากเรียบ” เมื่อฤดูทำรังสิ้นสุด ณ ห้วยขาแข้ง พวกมันจะทำการอพยพถิ่นไปไกลถึงประเทศมาเลเซีย โดยมีระยะทาง 1,400 กม. ภายในเวลา 123 วัน กระทั่งฤดูทำรังผันเวียนมาอีกครั้ง นกเงือกกรามช้างปากเรียบใช้เวลา 16 วันในการเดินทางกลับมา” – อ.พิไล
ชนิดพันธุ์สัตว์เป็นหนึ่งในตัวแปรความสมบูรณ์ของผืนป่า
ป่าเสื่อมโทรมขาดแคลนผู้กระจายเมล็ดพรรณไม้ อาทิ นก ชะนี เป็นต้น เมื่อผลไม้สุกตกลงที่ใต้ต้น จะมีสัตว์จำพวกหมูป่า กระรอก หนู ซึ่งเป็นสัตว์ที่ทำลายเมล็ดพรรณ กล้าไม้จึงมีน้อยและโอกาสที่กล้าจะเจริญเติบโตก็ลดน้อยลงไป แตกต่างกับป่าสมบูรณ์ ที่มีสัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่และสัตว์ผู้ล่าขนาดเล็ก ทั้ง นก ชะนี กวาง ผลไม้ที่จะตกลงมาใต้ต้นน้อยลง เพราะสัตว์ผู้มีหน้าที่กระจายจะกิน แล้วนำพาเมล็ดพรรณแพร่กระจายออกไป เพิ่มโอกาสให้กล้าไม้ได้เติบโตกลายเป็นไม้ใหญ่มากขึ้น และแผ่ขยายกิ่งก้านสาขากลายเป็นป่าผืนใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์
จะเห็นแล้วว่าสัตว์ป่า ป่าไม้แต่ละชนิดพันธุ์เรียงร้อยเชื่อมโยงแบบที่ไม่สามารถแยกจากกันได้ ทั้งนี้คุณภาพและสภาพของทรัพยากรป่าไม้เองก็ทรงอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเสื่อมโทรมและหมดไปของป่าไม้สร้างผลกระทบต่อสภาพดิน น้ำ อากศ ที่นำมาซึ่งความผิดปรกติทางสิ่งแวดล้อม ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ภัยพิบัติ ปัญหาโลกร้อน ซึ่งมนุษย์อย่างเราไม่อาจปฏิเสธความสัมพันธ์ซับซ้อนนี้ได้เลย พวกเราจึงไม่ควรเพิกเฉยต่อการอนุรักษ์สัตว์ป่าและป่าไม้ โดยเฉพาะนกเงือกที่เป็นนักปลูกป่าและฟื้นฟูสมดุลความหลากหลายทางชีวภาพ
ประชารัฐสามารถช่วยกันอนุรักษ์ความหลากหลายของสัตว์ป่าและความหลากหลายทางชีวภาพของผืนป่าประเทศไทยได้ด้วยการอนุรักษ์และเพิ่มประชากรนกเงือกให้เกิดความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือระหว่าง ชุมชนท้องถิ่น นักวิจัย นักวิชาการ ภาครัฐ เอกชน NGO ชุมชนเมือง และสื่อ ก็ตาม คุณสามารถเลือกได้ว่าจะสนับสนุนทิศทางการอนุรักษ์หรือการทำลายระบบนิเวศ เพียงแค่คุณไตร่ตรองว่า คุณต้องการมองเห็นนกเงือกจากธรรมชาติ หรือจะมองดูแค่ซากอวัยวะบางส่วนของพวกมันเท่านั้น
“Today HORNBILLS, Tomorrow YOU
วันนี้เราสร้างปัญหาให้นกเงือก ในอนาคตธรรมชาติจะย้อนกลับมาทำลายเรา” – อ.พิไล
เรียบเรียงบทความจากเวทีงาน จากป่า สู่เมือง บทเรียนงานอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลาน (รำลึก 26 ปี สืบ นาคะเสถียร)
บทความโดย พัชริดา พงษปภัสร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารองค์กร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
นกเงือกสัญฐานวิทยาของนกเงือก
นกเงือกมีลักษณะปากใหญ่โค้ง มีโหนก (Casque) ประดับเหนือปาก (ยกเว้นนกเงือกคอแดงที่ไม่มีโหนก) โหนกเป็นโพรง (ยกเว้นนกชนหินที่มีโหนกตันดั่งงาช้าง) ซึ่งโหนกของนกเงือกแต่ละชนิดพันธุ์มีความแตกต่างกันไป บริเวณใต้ปีกของพวกมันไม่มีขนปกคลุม (Under wing coverts) เวลากระพือปีกบินอากาศจะผ่านช่องว่างทำให้เกิดเสียงดัง

มนุษย์เรายกย่องนกเงือกให้เป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก เพราะพวกมันมีพฤติกรรมการครองรักกันแบบผัวเดียวเมียเดียว การครองคู่กันของนกเงือกเมื่อถึงฤดูทำรัง พวกมันจะปิดโพรงโดยใช้เวลา 3-7 วัน ก่อนจะขังตัวเองอยู่ในนั้นเพื่อออกไข่ ฝังไข่ และเลี้ยงลูกนานถึง 3-4 เดือน ซึ่งตัวผู้มีหน้าที่หาอาหารมาป้อน นกเงือกชนิดที่มีขนาดเล็กใช้เวลาฝักไข่ 25-27 วัน แต่นกเงือกที่มีขนาดใหญ่จะใช้เวลาฝักไข่ 40-45 วัน ทั้งนี้นกเงือกมีศัตรูตามธรรมชาติ อาทิ หมาไม้และหมีขอ

หมีขอ
หมีขอ (Binturong)
.
นกเงือกกินทั้งผลไม้และสัตว์ขนาดเล็กเป็นอาหาร ซึ่งมีความหลากหลาย ตามข้อมูลที่ทีมวิจัยบันทึกไว้จากการศึกษาวิจัยพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ พบว่า นกเงือกกินสัตว์มากกว่า 20 ชนิด และผลไม้มากกว่า 100 ชนิด ลักษณะเด่นของพืชที่เป็นอาหารนกเงือก อยู่ในวงศ์พืชเดียวกับป่ายุคโบราณ เรียกได้ว่า “นกเงือกเป็นผู้รักษาความหลากหลายของพืชป่าดิบยุคโบราณ”

โพรง (บ้าน) นกเงือกมีวันหมดอายุ
โพรงนกเงือกมีอายุการใช้งานเฉลี่ยประมาณ 8-10 ปี ด้วยปัจจัยต่างๆ บางโพรงพังไม่สามารถใช้งานได้จริง อาทิ พื้นโพรงทรุด (ไม่ควรลึกเกิน 20 ซม.) ปากโพรงปิด และปากโพรงลื่น ส่งผลให้เหล่านกเงือกต้องเปิดศึกแย่งชิงโพรงเป็นของตน การแก่งแย่งโพรงรังนับเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า เกิดสภาวะขาดแคลนโพรง

โพรงนกเงือก
พื้นโพรงทรุด

.
เมื่อปัญหาเกิดขึ้นทำให้ทีมงานศึกษาวิจัยนกเงือกต้องทำการแก้ไขด้วยการปีนต้นไม้ขึ้นไปสำรวจและซ่อมแซมโพรง ทั้งการเติมดิน ขยายเปิดโพรง และติดคานให้นกเงือกสามารถใช้เกาะได้ ตั้งแต่ปี 2537-2557 ที่ได้มีการปรับปรุงซ่อมแซมโพรงนกเงือก นกเงือกได้ใช้โพรงเหล่านี้ทั้งสิ้น 83% แบ่งเป็น นกกก 56%, นกกู๋กี๋ 43% และนกเงือกเล็ก 20% เนื่องจากทีมงานเน้นการช่วยเหลือนกเงือกขนาดใหญ่ เพราะนกขนาดเล็กสามารถปรับตัวใช้โพรงขนาดเล็กได้

บทบาทความสำคัญของนกเงือกต่อระบบนิเวศวิทยา
1. นกเงือกเป็นนักปลูกป่า (Farmers of the forest) ที่ช่วยรักษาความหลากหลายของพรรณพืช นกเงือกจะนำพาเมล็ดที่กินเป็นอาหารไปตามเส้นทางการบิน โดยเฉพาะนกแก๊ก (Oriental pied hornbill) ที่อาศัยบริเวณชายขอบป่า จึงมีบทบาทหน้าที่ในการเชื่อมโยงความต่อเนื่องของหย่อมป่า
2. นกเงือกเป็น คีย์สโตน (Keystone Species) ชนิดพันธุ์หลัก หากนกเงือกหายไปพรรณไม้ไม่น้อยที่จะหายไปด้วย
ทำให้พรรณพืชยังคงเจริญเติบโตเป็นกล้าไม้ใหญ่ และเป็นผืนป่าต่อไป
3. นกเงือกช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศป่า เพราะนกเงือกช่วยกำจัดแมลงและสัตว์ขนาดเล็ก จึงช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ
4. นกเงือกเป็น Umbrella species หากอนุรักษ์นกเงือกไว้ สิ่งมีชีวิตภายใต้ผืนป่านั้นก็จะได้รับการอนุรักษ์ด้วย
5. ดัชนีบ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของป่า (Indicator species) เมื่อป่าสมบูรณ์ นกเงือกจึงจะสามารถอยู่ได้ เพราะนกเงือกมีความเปราะบางเรื่องถิ่นอาศัย มนุษย์เราจึงใช้นกเงือกสามารถใช้เป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของป่า
6. นกเงือกเป็น Flagship species ที่มีความโดดเด่นและดึงดูดความสนใจ

ทั้งนี้เองจะเห็นได้ว่าการอนุรักษ์นกเงือกถือเป็นการอนุรักษ์ป่าไม้ผืนใหญ่ด้วย เพราะความสามารถในการช่วยปลูกป่าของนกเงือกเต็มไปด้วยประสิทธิภาพ ช่วยฟื้นฟูป่าและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ทางมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือกได้เล็งเห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งของการศึกษาและฟื้นฟูประชากรนกเงือก เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนของผืนป่าของประเทศไทยให้คงความหลากหลายทางชีวภาพ จึงดำเนินการศึกษาวิจัยนกเงือกเรื่อยมากระทั่งปัจจุบัน
.
มหัศจรรย์ 60 ล้านปี นกเงือกกับความยั่งยืนของระบบนิเวศป่า
คู่รัก นกเงือกสีน้ำตาลคอขาว (White-throated Brown Hornbill)
.
พื้นที่วิจัยของทีมมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก
เพื่อตอบโจทย์ให้ครอบคลุมการศึกษานกเงือกทั้ง 13 ชนิดในประเทศไทย มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือกจึงกำหนดพื้นที่ 3 แห่งเป็นพื้นที่วิจัย ได้แก่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี

ยกตัวอย่างพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จากการลงพื้นที่เพื่อศึกษาประเด็นศักยภาพแหล่งอาศัยของนกเงือก พบ ไม้ยางเกิน 40% และมีต้นหว่าวัดเส้นผ่าศูนย์กลางจากพื้นดิน 100 เมตร โดยเฉลี่ยแล้วพบเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 1 เมตร ถือว่าเป็นแหล่งที่มีไม้ขนาดใหญ่และเป็นป่าดั้งดิม และพบปัญหาโพรงรังนกเงือกที่แม้มีจำนวนโพรงรังถึง 200 โพรง แต่กลับใช้ได้จริงแค่ 3 โพรง เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการปรับปรุงโพรงกว่า 100 โพรง

เพราะฉะนั้นการศึกษาวิจัยนกเงือกจึงไม่ใช่กระบวนการทำงานระยะสั้น แต่ต้องศึกษาวิจัยระยะยาวหลายปี ซึ่งถือเป็นการติดตามเฝ้าระวังความผิดปกติแต่ละจุด เพื่อที่จะทำการแก้ไขให้ทันท่วงที นี่คือสิ่งสำคัญ จึงอยากให้คนสนับสนุนงานวิจัยงานด้านนี้ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การศึกษานกเงือกเท่านั้น
.
นกเงือกกรามช้างปากเรียบ Plain-pouched Hornbill
นกเงือกกรามช้างปากเรียบ (Plain-pouched Hornbill)
.
“และที่เรากำลังระดมทุนอยู่เพื่อศึกษาองค์ความรู้ใหม่ คือ “การศึกษานกเงือกกรามช้างปากเรียบ” เมื่อฤดูทำรังสิ้นสุด ณ ห้วยขาแข้ง พวกมันจะทำการอพยพถิ่นไปไกลถึงประเทศมาเลเซีย โดยมีระยะทาง 1,400 กม. ภายในเวลา 123 วัน กระทั่งฤดูทำรังผันเวียนมาอีกครั้ง นกเงือกกรามช้างปากเรียบใช้เวลา 16 วันในการเดินทางกลับมา” – อ.พิไล

ชนิดพันธุ์สัตว์เป็นหนึ่งในตัวแปรความสมบูรณ์ของผืนป่า
ป่าเสื่อมโทรมขาดแคลนผู้กระจายเมล็ดพรรณไม้ อาทิ นก ชะนี เป็นต้น เมื่อผลไม้สุกตกลงที่ใต้ต้น จะมีสัตว์จำพวกหมูป่า กระรอก หนู ซึ่งเป็นสัตว์ที่ทำลายเมล็ดพรรณ กล้าไม้จึงมีน้อยและโอกาสที่กล้าจะเจริญเติบโตก็ลดน้อยลงไป แตกต่างกับป่าสมบูรณ์ ที่มีสัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่และสัตว์ผู้ล่าขนาดเล็ก ทั้ง นก ชะนี กวาง ผลไม้ที่จะตกลงมาใต้ต้นน้อยลง เพราะสัตว์ผู้มีหน้าที่กระจายจะกิน แล้วนำพาเมล็ดพรรณแพร่กระจายออกไป เพิ่มโอกาสให้กล้าไม้ได้เติบโตกลายเป็นไม้ใหญ่มากขึ้น และแผ่ขยายกิ่งก้านสาขากลายเป็นป่าผืนใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์

จะเห็นแล้วว่าสัตว์ป่า ป่าไม้แต่ละชนิดพันธุ์เรียงร้อยเชื่อมโยงแบบที่ไม่สามารถแยกจากกันได้ ทั้งนี้คุณภาพและสภาพของทรัพยากรป่าไม้เองก็ทรงอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเสื่อมโทรมและหมดไปของป่าไม้สร้างผลกระทบต่อสภาพดิน น้ำ อากาศ ที่นำมาซึ่งความผิดปรกติทางสิ่งแวดล้อม ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ภัยพิบัติ ปัญหาโลกร้อน ซึ่งมนุษย์อย่างเราไม่อาจปฏิเสธความสัมพันธ์ซับซ้อนเหล่านี้ได้เลย พวกเราจึงไม่ควรเพิกเฉยต่อการอนุรักษ์สัตว์ป่าและป่าไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนกเงือกที่เป็นนักปลูกป่าและฟื้นฟูสมดุลความหลากหลายทางชีวภาพ
.
นกชนหิน
นกชนหิน (Helmeted hornbill)
.
ประชารัฐสามารถช่วยกันอนุรักษ์ความหลากหลายของสัตว์ป่าและความหลากหลายทางชีวภาพของผืนป่าประเทศไทยได้ด้วยการอนุรักษ์และเพิ่มประชากรนกเงือกให้เกิดความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือระหว่าง ชุมชนท้องถิ่น นักวิจัย นักวิชาการ ภาครัฐ เอกชน NGO ชุมชนเมือง และสื่อ ก็ตาม คุณสามารถเลือกได้ว่าจะสนับสนุนทิศทางการอนุรักษ์หรือการทำลายระบบนิเวศ เพียงแค่คุณไตร่ตรองว่า คุณต้องการมองเห็นนกเงือกจากธรรมชาติ หรือจะมองดูแค่ซากอวัยวะบางส่วนของพวกมันเท่านั้น

“Today HORNBILLS, Tomorrow YOU
วันนี้เราสร้างปัญหาให้นกเงือก ในอนาคตธรรมชาติจะย้อนกลับมาทำลายเรา” – อ.พิไล


เรียบเรียงบทความจากเวทีงาน จากป่า สู่เมือง บทเรียนงานอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลาน (รำลึก 26 ปี สืบ นาคะเสถียร)
บทความโดย พัชริดา พงษปภัสร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารองค์กร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
 

รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง