• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ มหัศจรรย์ 60 ล้านปี นกเงือกกับความยั่งยืนของระบบนิเวศป่า [PART 1]

มหัศจรรย์ 60 ล้านปี นกเงือกกับความยั่งยืนของระบบนิเวศป่า [PART 1]

อีเมล พิมพ์ PDF
มหัศจรรย์ 60 ล้านปี นกเงือกกับความยั่งยืนของระบบนิเวศป่า
กำเนิดนกเงือก
นกเงือกถือเป็นสัตว์โบราณถือกำเนิดมาเมื่อประมาณ 50-60 ล้านปี โดยนกเงือก Ground Hornbill มีความเก่าแก่มากที่สุด สามารถพบได้ในทวีปแอฟริกา (Africa) เท่านั้น จากหลักฐานการพบซากฟอสซิลโบราณที่ประเทศโมรอคโค (Morocco) ด้านทวีปเอเชีย มี นกชนหิน (Helmeted Hornbill) คงความเก่าแก่มากที่สุดและเชื่อกันว่าเป็นบรรพบุรุษของนกเงือกแห่งเอเชีย ซึ่งปัจจุบันยังคงมีชีวิตอยู่
บินลัดฟ้าจากแอฟริกาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การเดินทางของนกเงือกจากถิ่นกำเนิดทวีปแอฟริกามุ่งหน้ามายั่งทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) เริ่มต้นขึ้นในยุคเก่าแก่ อีโอซีน (Eocene Epoch) ที่เกิดการเคลื่อนตัวของอนุทวีปอินเดีย (Indian subcontinent) ออกผ่านมาดากัสก้าชนกับทวีปเอเชีย เกิดการเคลื่อนตัว 2 ระลอก ระหว่างที่กำลังเคลื่อนตัวมาทวีปอินเดีย คือ ปากีสถานกับบังคลาเทศ เคลื่อนที่ไปอยู่ใต้กับจงอยของทวีปแอฟาริกาทางตอนใต้ของคาบสมุทรอาระเบีย (Arabian Peninsula) ระลอกแรกนี้นกเงือกได้กระจายจากสุมาตรา (Sumatra) ขึ้นไป และการกระจายอีกระลอกหนึ่งมาทางอิหร่าน
“บรรพบุรุษของนกเงือกเอเชียอยู่ในป่าของเรา” – อ.พิไล
ภายในประเทศไทยมีนกชนหินเป็นบรรพบุรุษแห่งนกเงือกเอเชีย นกเงือกหัวหงอก (White-crowned hornbill) เป็นชนิดพันธุ์ที่มีอายุมากกว่า 47 ล้านปี และยังมีนกเงือกคอแดง (Rufous-necked hornbill) อาศัยอยู่ในผืนป่าตะวันตกของประเทศไทย ซึ่งชนิดพันธุ์นี้มีอายุประมาณ 27 ล้านปี มีความสัมพันธ์ใกล้เคียงกับบรรพบุรุษของนกเงือกกรามช้าง หรือ นกกู๋กี๋ (Wreathed hornbill), นกเงือกกรามช้างปากเรียบ (Plain-pouched Hornbill) และนกเงือกปากย่น (Wrinkled hornbill)
การกระจายของนกเงือกมีความสอดคล้องกับการรุกเข้ามาของพืชโบราณ
พืชโบราณที่ยังมีชีวิตรอดจากการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ (Mass Extinction) ซึ่งอยู่ในทวีปอินเดีย เรียกว่า การรุกของพืชอินเดีย (Proto-Indian flora) แบ่งเป็น 2 ระลอก (1) ระลอกแรก กลางยุคอีโอซีนประมาณ 45 ล้านปี (2) ระลอกสอง ประมาณ 39 ล้านปีก่อน พืชวงศ์ไม้ยาง (Dipterocarpaceae) และวงศ์พญาไม้ (Podocarpaceae) รุกเข้ามาอีกระลอกสู่ทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เนื่องจากเมล็ดพรรณไม้เด่นที่รุกเข้ามาสู่ทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอาหารของนกเงือกและมีความจำเป็นต้องอาศัยสัตว์เป็นตัวแพร่กระจายเมล็ด การกระจายตัวของนกเงือกและการรุกของพืชจึงเกิดความซ้อนทับกัน สรุปได้ว่า นกเงือกเป็นผู้นำพาเมล็ดพรรณไม้ป่าดิบเข้ามาสู่ทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั่นเอง
ป่าดิบเป็นแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพ
ขณะที่ป่าดงดิบเป็นแหล่งสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ประเทศไทยกลับเกิดเหตุการณ์ทำลายถิ่นฐานธรรมชาติ (Habitat destruction) มากขึ้น คิดอัตราการทำลายป่าจากน้ำมือมนุษย์เป็นร้อยละ 0.7 ต่อปี เช่น กรณีจังหวัดน่าน ภูทับเบิก ฯลฯ นอกจากนี้แล้ว นกเงือกซึ่งเป็นตัวแพร่กระจายเมล็ดพรรณไม้ยังต้องเผชิญปัญหากับการถูกล่า เช่น นกชนหิน ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically endangered ; CR) โดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซียที่เกิดวิกฤต นกเงือกถูกล่าไปถึง 8,000 ตัวตลอดระยะเวลา 3 ปี
“กิจกรรมการล่านกชนหิน” ยังคงเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ โดยเฉพาะชาวจีนที่มีความหลงไหลงาแดงของนกชนหิน จนมีราคาพุ่งสูงกว่างาช้างถึง 5 เท่า ด้วยเหตุนี้เองทำให้ประชากรนกชนหินลดลงจนใกล้สูญพันธุ์
แต่การฟื้นฟูประชากรนกเงือกนั้นยากและใช้เวลานานกว่า “การล่า” หลายเท่าตัว ทีมมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก (The Hornbill Research Foundation) ทำการศึกษาวิจัยในพื้นที่เทือกเขา บูโด-สุไหงปาดี ใช้เวลามากกว่า 20 ปี สามารถฟื้นฟูประชากรนกชนหิน แต่สามารถเพิ่มประชากรได้ไม่ถึง 50 ตัว
“เราสามารถได้ยินเสียงนกชนหินจากป่าใต้ได้ ซึ่งคล้ายเสียงหัวเราะ ดังนั้นเมื่อไรที่ป่าใต้ของประเทศไทยเสื่อมโทรมและหมดไป เสียงหัวเราะของนกชนหินก็จะหายจากประเทศไทยด้วยเช่นกัน” – อ.พิไล
มหัศจรรย์ 60 ล้านปี นกเงือกกับความยั่งยืนของระบบนิเวศป่ากำเนิดนกเงือก
นกเงือกถือเป็นสัตว์โบราณถือกำเนิดมาเมื่อประมาณ 50-60 ล้านปี โดยนกเงือก Ground Hornbill มีความเก่าแก่มากที่สุด สามารถพบได้ในทวีปแอฟริกา (Africa) เท่านั้น จากหลักฐานการพบซากฟอสซิลโบราณที่ประเทศโมรอคโค (Morocco) ด้านทวีปเอเชีย มี นกชนหิน (Helmeted Hornbill) คงความเก่าแก่มากที่สุดและเชื่อกันว่าเป็นบรรพบุรุษของนกเงือกแห่งเอเชีย ซึ่งปัจจุบันยังคงมีชีวิตอยู่


การเคลื่อนตัวของอนุทวีปอินเดีย
(www.gl.rhul.ac.uk/seasia/welcome.html)
การเคลื่อนตัวของอนุทวีปอินเดียนำไปสู่เส้นทางการกระจายตัวของนกเงือก
.

บินลัดฟ้าจากแอฟริกาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การเดินทางของนกเงือกจากถิ่นกำเนิดทวีปแอฟริกามุ่งหน้ามายั่งทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) เริ่มต้นขึ้นในยุคเก่าแก่ อีโอซีน (Eocene Epoch) ที่เกิดการเคลื่อนตัวของอนุทวีปอินเดีย (Indian subcontinent) ออกผ่านมาดากัสก้าชนกับทวีปเอเชีย เกิดการเคลื่อนตัว 2 ระลอก ระหว่างที่กำลังเคลื่อนตัวมาทวีปอินเดีย คือ ปากีสถานกับบังคลาเทศ เคลื่อนที่ไปอยู่ใต้กับจงอยของทวีปแอฟาริกาทางตอนใต้ของคาบสมุทรอาระเบีย (Arabian Peninsula) ระลอกแรกนี้นกเงือกได้กระจายจากสุมาตรา (Sumatra) ขึ้นไป และการกระจายอีกระลอกหนึ่งมาทางอิหร่าน
.
“บรรพบุรุษของนกเงือกเอเชียอยู่ในป่าของเรา” – อ.พิไล

ภายในประเทศไทยมีนกชนหินเป็นบรรพบุรุษแห่งนกเงือกเอเชีย นกเงือกหัวหงอก (White-crowned hornbill) เป็นชนิดพันธุ์ที่มีอายุมากกว่า 47 ล้านปี และยังมีนกเงือกคอแดง (Rufous-necked hornbill) อาศัยอยู่ในผืนป่าตะวันตกของประเทศไทย ซึ่งชนิดพันธุ์นี้มีอายุประมาณ 27 ล้านปี มีความสัมพันธ์ใกล้เคียงกับบรรพบุรุษของนกเงือกกรามช้าง หรือ นกกู๋กี๋ (Wreathed hornbill), นกเงือกกรามช้างปากเรียบ (Plain-pouched Hornbill) และนกเงือกปากย่น (Wrinkled hornbill)
.
การกระจายของนกเงือกมีความสอดคล้องกับการรุกเข้ามาของพืชโบราณ
พืชโบราณที่ยังมีชีวิตรอดจากการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ (Mass Extinction) ซึ่งอยู่ในทวีปอินเดีย เรียกว่า การรุกของพืชอินเดีย (Proto-Indian flora) แบ่งเป็น 2 ระลอก (1) ระลอกแรก กลางยุคอีโอซีนประมาณ 45 ล้านปี (2) ระลอกสอง ประมาณ 39 ล้านปีก่อน พืชวงศ์ไม้ยาง (Dipterocarpaceae) และวงศ์พญาไม้ (Podocarpaceae) รุกเข้ามาอีกระลอกสู่ทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การกระจายตัวของนกเงือกและป่าดิบ
เนื่องจากเมล็ดพรรณไม้เด่นที่รุกเข้ามาสู่ทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอาหารของนกเงือกและมีความจำเป็นต้องอาศัยสัตว์เป็นตัวแพร่กระจายเมล็ด การกระจายตัวของนกเงือกและการรุกของพืชจึงเกิดความซ้อนทับกัน สรุปได้ว่า นกเงือกเป็นผู้นำพาเมล็ดพรรณไม้ป่าดิบเข้ามาสู่ทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั่นเอง

ป่าดิบเป็นแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพ
ขณะที่ป่าดงดิบเป็นแหล่งสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ประเทศไทยกลับเกิดเหตุการณ์ทำลายถิ่นฐานธรรมชาติ (Habitat destruction) มากขึ้น คิดอัตราการทำลายป่าจากน้ำมือมนุษย์เป็นร้อยละ 0.7 ต่อปี เช่น กรณีจังหวัดน่าน ภูทับเบิก ฯลฯ นอกจากนี้แล้ว นกเงือกซึ่งเป็นตัวแพร่กระจายเมล็ดพรรณไม้ยังต้องเผชิญปัญหากับการถูกล่า เช่น นกชนหิน ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically endangered ; CR) โดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซียที่เกิดวิกฤต นกเงือกถูกล่าไปถึง 8,000 ตัวตลอดระยะเวลา 3 ปี

“กิจกรรมการล่านกชนหิน” ยังคงเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ โดยเฉพาะชาวจีนที่มีความหลงไหลงาแดงของนกชนหิน จนมีราคาพุ่งสูงกว่างาช้างถึง 5 เท่า ด้วยเหตุนี้เองทำให้ประชากรนกชนหินลดลงจนใกล้สูญพันธุ์
.
นกชนหิน
นกชนหิน
.
แต่การฟื้นฟูประชากรนกเงือกนั้นยากและใช้เวลานานกว่า “การล่า” หลายเท่าตัว ทีมมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก (The Hornbill Research Foundation) ทำการศึกษาวิจัยในพื้นที่เทือกเขา บูโด-สุไหงปาดี ใช้เวลามากกว่า 20 ปี สามารถฟื้นฟูประชากรนกชนหิน แต่สามารถเพิ่มประชากรได้ไม่ถึง 50 ตัว

“เราสามารถได้ยินเสียงนกชนหินจากป่าใต้ได้ ซึ่งคล้ายเสียงหัวเราะ ดังนั้นเมื่อไรที่ป่าใต้ของประเทศไทยเสื่อมโทรมและหมดไป เสียงหัวเราะของนกชนหินก็จะหายจากประเทศไทยด้วยเช่นกัน”
.
อ.พิไล
.
“Today HORNBILLS, Tomorrow YOU
วันนี้เราสร้างปัญหาให้นกเงือก ในอนาคตธรรมชาติจะย้อนกลับมาทำลายเรา” – อ.พิไล


เรียบเรียงบทความจากเวทีงาน จากป่า สู่เมือง บทเรียนงานอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลาน (รำลึก 26 ปี สืบ นาคะเสถียร)
บทความโดย พัชริดา พงษปภัสร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารองค์กร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

 

รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง