• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ เกรตแบร์ริเออร์รีฟ – ย่ำแย่แต่ยังมีชีวิต

เกรตแบร์ริเออร์รีฟ – ย่ำแย่แต่ยังมีชีวิต

อีเมล พิมพ์ PDF
‘ตาย’ กับ ‘ป่วยหนัก’ คำสองคำนี้มีความแตกต่างกันอย่างมาก
หากใครคนหนึ่งถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคที่อาจอันตรายถึงชีวิต คนที่รักเขาหรือเธอก็คงไม่รีบร้อนที่จะประกาศว่าเขาหรือเธอคนนั้นได้เสียชีวิตไปแล้วหรือเตรียมจัดงานศพ พืชและสัตว์ก็เช่นเดียวกัน คงไม่มีใครประกาศว่ามันสูญพันธุ์จนกว่ามันจะสูญพันธุ์ไปจริงๆ
พาดหัวข่าวเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมาซึ่งแพร่หลายในโลกอินเทอร์เน็ตถึงการจากไปของเกรตแบร์ริเออร์รีฟ เช่น ในนิตยสาร Outside ที่พาดหัวว่า “เกรตแบร์ริเออร์รีฟ ประเทศออสเตรเลีย ได้ถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. 2559 หลังจากเจ็บป่วยมานาน โดยมีอายุประมาณ 25 ล้านปี” พาดหัวดังกล่าวเรียกร้องความสนใจจากสาธารณชนได้ไม่น้อย
อย่างไรก็ดี เกรตแบร์ริเออร์รีฟยังไม่ได้ตายไปทั้งหมด การศึกษาเบื้องต้นซึ่งเผยแพร่เมื่อไม่นานมานี้โดยอุทยานแห่งชาติทางทะเลเกรตแบร์ริเออร์รีฟ (Great Barrier Reef Marine Park Authority) พบว่าปะการังราว 22 เปอร์เซ็นต์ที่ตายจากการฟอกขาว ทำให้ยังเหลือปะการังอีกว่า 2 ใน 3 ที่ยังมีชีวิตอยู่ กล่าวคือ สถานการณ์อาจไม่ได้แย่ถึงขั้นประกาศการมรณกรรม
เกรตแบร์ริเออร์รีฟคือระบบนิเวศปะการังขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งอยู่ใกล้อ่าวควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย โดยมีความยาวกว่า 2,250 กิโลเมตร แบ่งออกเป็นแนวปะการังกลุ่มย่อยๆ กว่า 3,000 กลุ่ม และเกาะอีกกว่า 100 เกาะ แต่หลังจากได้รับผลกระทบจากคลื่นความร้อนเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ปะการังตอนกลางและตอนบนของเกรตแบร์ริเออร์รีฟก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักจนกลายเป็นปรากฎการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่
ปะการังฟอกขาวคือการที่ปะการังซึ่งอยู่ในสภาวะถูกกดดันปลดปล่อยสาหร่ายซึ่งเป็นแหล่งอาหารออกมาและเปลี่ยนเป็นสีขาว และหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นภายในระยะเวลาหนึ่ง ปะการังก็จะตายลง
ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศปะการังต่างกล่าวโจมตีการพาดหัวข่าวถึงมรณกรรมของเกรตแบร์ริเออร์รีฟว่าสร้างความเข้าใจผิด คล้ายกับการที่ต้นไม้โดยตัดไปครึ่งหนึ่ง แล้วประกาศว่าป่าไม้หายไปหมดแล้ว
Terry Hughes ผู้อำนวยการ ARC ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาแนวปะการัง (ARC Centre of Excellence for Coral Reef Studies)กล่าวว่า “เราต้องเดินหน้าปกป้องและช่วยเหลือเกรตแบร์ริเออร์รีฟเพราะแนวปะการังดังกล่าวช่วยสร้างงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกว่า 70,000 ตำแหน่ง แนวปะการังส่วนใหญ่ทางด้านล่างก็ไม่ได้ฟอกขาวจากคลื่นความร้อนเมื่อตอนต้นปี และยังอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างดี ยังไม่สายเกินไปที่รัฐบาลออสเตรเลียจะดำเนินการฟื้นฟูและปกป้องเกรตแบร์ริเออร์รีฟอย่างจริงจัง ไม่ใช่ยอมพ่ายแพ้เพราะเข้าใจไปเองว่าเกรตแบร์ริเออร์รีฟตายแล้ว”
Terry Hughes ย้ำว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่เราต้องมองโลกในแง่ดีในขณะที่โลกกำลังเผชิญวิกฤติ เขาเชื่อว่าธรรมชาติมีความสามารถที่จะฟื้นฟูตัวเองกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดี ความคิดดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ผ่อนคลายลง อุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรที่สูงขึ้นและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้แนวปะการังทั่วโลกตกอยู่ในสภาวะย่ำแย่
Greta Aeby ผู้เชี่ยวชาญด้านปะการังจากสถาบันชีววิทยาทางทะเลฮาวาย (Hawaii Institute of Marine Biology)เห็นต่างออกไปเธอเล่าให้ฟังว่า เธอน้ำตาไหลหลังจากสำรวจแนวปะการังที่ตายแล้วบริเวณ Coconut Island บริเวณหมู่เกาะฮาวาย
“ในฐานะนักชีววิทยาปะการังที่ทำงานด้านนี้มากว่าทศวรรษครึ่งเพื่อเข้าใจปัญหาของแนวปะการังเพื่อสื่อสารให้ผู้ดูแลแนวปะการังและประชาชนรับทราบว่าปัญหาคืออะไรและจะจัดการอย่างไร ฉันบอกได้เลยว่า บางทีบทความที่สามารถสร้างกระแสอย่างการประกาศมรณกรรมของเกรตแบร์ริเออร์รีฟ อาจจำเป็นในการดึงความสนใจจากสาธารณชน แต่ฉันก็ยังสงสัยว่ามันจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่” เธอกล่าว
ขณะที่ GergelyTorda นักวิจัยจากเครือข่ายระดับชาติเพื่อรับมือปะการังฟอกขาว (the National Coral Bleaching Taskforce) แสดงความเห็นหลังการสำรวจสถานการณ์ล่าสุด “ยังมีความหวังที่แนวปะการังซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุดจะฟื้นตัว แต่กระบวนการดังกล่าวมันกินเวลาในระดับศตวรรษภายในสถานการณ์ที่เหมาะสม” และแม้ทั่วโลกจะเลิกใช้เชื้อเฟลิงฟอสซิลในวันพรุ่งนี้ แต่โลกก็ยังติดอยู่ในกับดักของความร้อน ระหว่างนั้น กระแสความร้อนดังกล่าวก็จะส่งผลกระทบต่อเกรตแบร์ริเออร์รีฟที่สภาพย่ำแย่อยู่แล้ว
“โศกนาฎกรรมนี้เปรียบเสมือนสัญญาณเตือนต่อสาธารณชน รวมถึงผู้กำหนดนโยบาย และหวังว่ามันจะนำไปดูผลลัพธ์เชิงบวก แต่ฉันก็ยังมีคำถามว่ามันสายเกินไปหรือเปล่า”GergelyTorda สรุป
ถอดความและเรียบเรียงจาก‘Great Barrier Reef Obituary Goes Viral, To The Horror Of Scientists’โดย
Chris D’Angelo เข้าถึงได้ที่ http://www.huffingtonpost.com/entry/scientists-take-on-great-barrier-reef-obituary_us_57fff8f1e4b0162c043b068f และ ‘The Great Barrier Reef Has Become A Coral Graveyard’โดย Nick Visser เข้าถึงได้ที่ http://www.huffingtonpost.com/entry/great-barrier-reef-coral-bleaching-death_us_58103c2ae4b001e247df48c8
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
ปะการังฟอกขาว‘ตาย’ กับ ‘ป่วยหนัก’ คำสองคำนี้มีความแตกต่างกันอย่างมาก - หากใครคนหนึ่งถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคที่อาจอันตรายถึงชีวิต คนที่รักเขาหรือเธอก็คงไม่รีบร้อนที่จะประกาศว่าเขาหรือเธอคนนั้นได้เสียชีวิตไปแล้วหรือเตรียมจัดงานศพ พืชและสัตว์ก็เช่นเดียวกัน คงไม่มีใครประกาศว่ามันสูญพันธุ์จนกว่ามันจะสูญพันธุ์ไปจริงๆ

พาดหัวข่าวเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมาซึ่งแพร่หลายในโลกอินเทอร์เน็ตถึงการจากไปของเกรตแบร์ริเออร์รีฟ เช่น ในนิตยสาร Outside ที่พาดหัวว่า “เกรตแบร์ริเออร์รีฟ ประเทศออสเตรเลีย ได้ถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. 2559 หลังจากเจ็บป่วยมานาน โดยมีอายุประมาณ 25 ล้านปี” พาดหัวดังกล่าวเรียกร้องความสนใจจากสาธารณชนได้ไม่น้อย

อย่างไรก็ดี เกรตแบร์ริเออร์รีฟยังไม่ได้ตายไปทั้งหมด การศึกษาเบื้องต้นซึ่งเผยแพร่เมื่อไม่นานมานี้โดยอุทยานแห่งชาติทางทะเลเกรตแบร์ริเออร์รีฟ (Great Barrier Reef Marine Park Authority) พบว่าปะการังราว 22 เปอร์เซ็นต์ที่ตายจากการฟอกขาว ทำให้ยังเหลือปะการังอีกว่า 2 ใน 3 ที่ยังมีชีวิตอยู่ กล่าวคือ สถานการณ์อาจไม่ได้แย่ถึงขั้นประกาศการมรณกรรม

เกรตแบร์ริเออร์รีฟคือระบบนิเวศปะการังขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งอยู่ใกล้อ่าวควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย โดยมีความยาวกว่า 2,250 กิโลเมตร แบ่งออกเป็นแนวปะการังกลุ่มย่อยๆ กว่า 3,000 กลุ่ม และเกาะอีกกว่า 100 เกาะ แต่หลังจากได้รับผลกระทบจากคลื่นความร้อนเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ปะการังตอนกลางและตอนบนของเกรตแบร์ริเออร์รีฟก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักจนกลายเป็นปรากฎการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่

ปะการังฟอกขาวคือการที่ปะการังซึ่งอยู่ในสภาวะถูกกดดันปลดปล่อยสาหร่ายซึ่งเป็นแหล่งอาหารออกมาและเปลี่ยนเป็นสีขาว และหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นภายในระยะเวลาหนึ่ง ปะการังก็จะตายลง
.
ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศปะการังต่างกล่าวโจมตีการพาดหัวข่าวถึงมรณกรรมของเกรตแบร์ริเออร์รีฟว่าสร้างความเข้าใจผิด คล้ายกับการที่ต้นไม้โดยตัดไปครึ่งหนึ่ง แล้วประกาศว่าป่าไม้หายไปหมดแล้ว
.
.

ปะการังฟอกขาวบางส่วนบริเวณเกรตแบร์ริเออร์รีฟ
ปะการังฟอกขาวบางส่วนบริเวณเกรตแบร์ริเออร์รีฟ
.
.
Terry Hughes ผู้อำนวยการ ARC ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาแนวปะการัง (ARC Centre of Excellence for Coral Reef Studies)กล่าวว่า “เราต้องเดินหน้าปกป้องและช่วยเหลือเกรตแบร์ริเออร์รีฟเพราะแนวปะการังดังกล่าวช่วยสร้างงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกว่า 70,000 ตำแหน่ง แนวปะการังส่วนใหญ่ทางด้านล่างก็ไม่ได้ฟอกขาวจากคลื่นความร้อนเมื่อตอนต้นปี และยังอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างดี ยังไม่สายเกินไปที่รัฐบาลออสเตรเลียจะดำเนินการฟื้นฟูและปกป้องเกรตแบร์ริเออร์รีฟอย่างจริงจัง ไม่ใช่ยอมพ่ายแพ้เพราะเข้าใจไปเองว่าเกรตแบร์ริเออร์รีฟตายแล้ว”

Terry Hughes ย้ำว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่เราต้องมองโลกในแง่ดีในขณะที่โลกกำลังเผชิญวิกฤติ เขาเชื่อว่าธรรมชาติมีความสามารถที่จะฟื้นฟูตัวเองกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดี ความคิดดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ผ่อนคลายลง อุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรที่สูงขึ้นและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้แนวปะการังทั่วโลกตกอยู่ในสภาวะย่ำแย่

Greta Aeby ผู้เชี่ยวชาญด้านปะการังจากสถาบันชีววิทยาทางทะเลฮาวาย (Hawaii Institute of Marine Biology)เห็นต่างออกไปเธอเล่าให้ฟังว่า เธอน้ำตาไหลหลังจากสำรวจแนวปะการังที่ตายแล้วบริเวณ Coconut Island บริเวณหมู่เกาะฮาวาย

“ในฐานะนักชีววิทยาปะการังที่ทำงานด้านนี้มากว่าทศวรรษครึ่งเพื่อเข้าใจปัญหาของแนวปะการังเพื่อสื่อสารให้ผู้ดูแลแนวปะการังและประชาชนรับทราบว่าปัญหาคืออะไรและจะจัดการอย่างไร ฉันบอกได้เลยว่า บางทีบทความที่สามารถสร้างกระแสอย่างการประกาศมรณกรรมของเกรตแบร์ริเออร์รีฟ อาจจำเป็นในการดึงความสนใจจากสาธารณชน แต่ฉันก็ยังสงสัยว่ามันจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่” เธอกล่าว
.
.

ปะการังฟอกขาว
ปะการังบริเวณ Lizard Island ในเกรตแบร์ริเออร์รีฟ ทางซ้ายคือสภาพฟอกขาวหลังจากโดนคลื่นความร้อนในเดือนมีนาคม ส่วนทางขวาคือสภาพในเดือนพฤษภาคม
.
.
ขณะที่ GergelyTorda นักวิจัยจากเครือข่ายระดับชาติเพื่อรับมือปะการังฟอกขาว (the National Coral Bleaching Taskforce) แสดงความเห็นหลังการสำรวจสถานการณ์ล่าสุด “ยังมีความหวังที่แนวปะการังซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุดจะฟื้นตัว แต่กระบวนการดังกล่าวมันกินเวลาในระดับศตวรรษภายในสถานการณ์ที่เหมาะสม” และแม้ทั่วโลกจะเลิกใช้เชื้อเฟลิงฟอสซิลในวันพรุ่งนี้ แต่โลกก็ยังติดอยู่ในกับดักของความร้อน ระหว่างนั้น กระแสความร้อนดังกล่าวก็จะส่งผลกระทบต่อเกรตแบร์ริเออร์รีฟที่สภาพย่ำแย่อยู่แล้ว

“โศกนาฎกรรมนี้เปรียบเสมือนสัญญาณเตือนต่อสาธารณชน รวมถึงผู้กำหนดนโยบาย และหวังว่ามันจะนำไปดูผลลัพธ์เชิงบวก แต่ฉันก็ยังมีคำถามว่ามันสายเกินไปหรือเปล่า”GergelyTorda สรุป
.
.
ถอดความและเรียบเรียงจาก‘Great Barrier Reef Obituary Goes Viral, To The Horror Of Scientists’โดย
Chris D’Angelo เข้าถึงได้ที่ http://www.huffingtonpost.com/entry/scientists-take-on-great-barrier-reef-obituary_us_57fff8f1e4b0162c043b068f และ ‘The Great Barrier Reef Has Become A Coral Graveyard’โดย Nick Visser เข้าถึงได้ที่ http://www.huffingtonpost.com/entry/great-barrier-reef-coral-bleaching-death_us_58103c2ae4b001e247df48c8
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
.
.
 

รับข่าวสาร