• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ ความทรงจำเรื่องการอนุรักษ์ของรัชกาลที่ 9

ความทรงจำเรื่องการอนุรักษ์ของรัชกาลที่ 9

อีเมล พิมพ์ PDF
ความทรงจำเรื่องการอนุรักษ์ของรัชกาลที่ 9
อีกหนึ่งเรื่องราวของกษัตริย์นักพัฒนา รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงจักรี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิรา บรมนาถบพิตร  ที่ทรงมุ่งมั่นในการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ราษฎรทั่วประเทศ แต่การพัฒนาของพระองค์นั้นมิได้ทรงละเลยเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะพระองค์ทรงได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์  ดังความตอนหนึ่งในพระบรมราโชวาทว่า
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
“…อาจมีบางคนเข้าใจว่า ทำไมจึงสนใจเรื่องชลประทาน หรือเรื่องป่าไม้ จำได้ว่าเมื่ออายุ 10 ขวบ ที่โรงเรียนมีครูคนหนึ่งซึ่งเดี๋ยวนี้ตายไปแล้ว สอนเรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องการอนุรักษ์ดิน แล้วให้เขียนว่า ภูเขาต้องมีป่าไม้อย่างนั้นเม็ดฝนลงมาแล้วจะชะดินลงมาเร็วทำให้ไหลตามน้ำไป ไปทำให้เสียหาย ดินหมดจากภูเขา เพราะไหลตามสายน้ำไป ก็เป็นหลักของป่าไม้เรื่องการอนุรักษ์ดิน และเป็นหลักของชลประทานที่ว่า ถ้าเราไม่รักษาป่าไม้ข้างบน จะทำให้เดือดร้อนตลอด ตั้งแต่ภูเขาจะหมดไปกระทั่งการมีตะกอนลงมาในเขื่อน มีตะกอนลงมาในแม่น้ำทำให้เกิดน้ำท่วม นี่น่ะ เรียนมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ...”  พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานแก่คณะกรรมการสโมสรไลออนส์สากล ภาค 310 (ประเทศไทยและประเทศลาว) ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันที่ 25 กันยายน 2512
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
พระองค์ได้ฟังเรื่องอนุรักษ์ป่าไม้ที่ครูสอนตั้งแต่ 10 พรรษา ซึ่งในขณะนั้นถ้าเป็นบุคคลทั่วไปคงเป็นเรื่องที่อยากจะเข้าใจได้ และอาจจะลืมเลือนไปแล้ว แต่พระองค์กลับทรงจำเรื่องนี้ได้อย่างแม่นยำแม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใดก็ตาม
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
พระองค์ทรงศึกษา เพื่อให้รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริง
พระองค์ทรงศึกษาปัญหาต่างๆ อย่างละเอียด ถี่ถ้วน เพื่อให้รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริง จึงจะเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกวิธี ดังพระราชดำรัสที่เคยทรงกล่าวเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อนความตอนหนึ่งว่า
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
“…สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลง เขาบอกว่าเพราะมีสารคาร์บอนขึ้นไปในอากาศมาก จะทำให้เหมือนเป็นตู้กระจกครอบ แล้วโลกนี้ก็ร้อนขึ้น เมื่อโลกนี้ร้อนขึ้นมีหวังน้ำแข็งจะละลายลงทะเล และรวมทั้งน้ำในทะเลนั้นจะพองขึ้น เมื่อน้ำพองขึ้นก็จะทำให้ที่ที่ต่ำ เช่น กรุงเทพฯ ถูกน้ำทะเลท่วม จึงได้ข้อมูลว่าสิ่งที่ทำให้คาร์บอนในอากาศเพิ่มมากขึ้นนั้น มาจากการเผาเชื้อเพลิงซึ่งอยู่ในดินและจากการเผาไหม้...ทำให้จำนวนคาร์บอนมีน้อยลงได้ก็เป็นความจริง ต้นไม้ทั่วโลกในปัจจุบันนี้กินคาร์บอนได้ในอัตรา 110 พันล้านตันต่อปี แต่ว่าถ้าเราดูต่อไปอีกต้นไม้นั้นเองมันคายคาร์บอนออกมาในอัตราปีละ 55 พันล้านตัน ก็เหลือกำไรเพียงครึ่งเดียว วิธีแก้ไขคือ ต้องเผาน้อยลง และต้องปลูกต้นไม้มากขึ้น...” พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้า ถวายมงคลชัย ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2532 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
พระองค์ทรงแก้ปัญหาโดยหลักวิชาการ
การแก้ไขปัญหาในทุกๆเรื่องของพระองค์จะคำนึงถึงหลักวิชาการ ความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่จริง การแก้ไขปัญหาด้านป่าไม้ก็เช่นเดียวกัน ดังพระราชดำรัส และพระบรมราโชวาทเพื่อแก้ไขปัญหาป่าไม้เรื่องต่างๆ ดังนี้
1. ปกป้องพื้นที่ป่า ฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม “…ให้ช่วยดูแลรักษาป่าอย่าไปรังแกป่าถ้าปล่อยทิ้งไว้ ไม่ให้ใครไปรบกวน ระยะ 30-40 ปี ป่าแห่งนี้จะฟื้นคืนสภาพจากป่าเต้งรังเป็นป่าเบญจพรรณ...”  พระราชดำริ วันที่ 15 กรกฎาคม 2539
2. ปลูกป่าทดแทนบริเวณป่าต้นน้ำ “…การปลูกป่าทดแทนจะต้องทำอย่างมีแผนโดยการดำเนินการพร้อมกับการพัฒนาชาวเขาในการนี้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ชลประทาน และฝ่ายเกษตรจะต้องร่วมมือกัน สำรวจต้นน้ำในบริเวณพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อวางแผนปรับปรุงต้นน้ำและพัฒนาอาชีพได้อย่างถูกต้อง สำหรับต้นที่ปลูกทดแทนป่าไม้ที่ถูกทำลายนั้น ควรใช้ต้นไม้โตเร็ว ที่มีประโยชน์หลายๆทางคละกันไป และควรปลูกพืชคลุมแนวร่องน้ำต่างๆ เพื่อยึดผิวดินและเก็บรักษาความชุ่มชื้น นอกจากนั้น จะต้องสร้างฝายเล็กเพื่อหนุนน้ำส่งไปตามเหมืองไปใช้ในพื้นที่เพาะปลูก 2 ด้าน ซึ่งจะทำให้น้ำค่อยๆแผ่ขยายออกไปทำความชุ่มชื้นให้บริเวณนั้นด้วย ในการนี้จะต้องอธิบายให้ราษฎรรู้ว่า การที่ปริมาณน้ำตามแหล่งน้ำลดลงนั้น ก็เพราะมีการทำลายป่าต้นน้ำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์...”  พระราชดำรัส เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2520 ณ สถานีหลวงพัฒนาชาวเขา จังหวัดเชียงใหม่
3. สร้างฝายในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม “…ให้ดำเนินการสำรวจทำเลสร้างฝายต้นน้ำลำธารในระดับที่สูง ใกล้บริเวณยอดเขามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ลักษณะของฝาย ดังกล่าวจำเป็นต้องออกแบบใหม่ เพื่อให้สามารถกักเก็บน้ำ ไว้ได้ปริมาณน้ำหล่อเลี้ยงและประคับประคองกล้าไม้พันธุ์ที่ แข็งแรง และโตเร็วที่ใช้ปลูกแซมในป่าแห้งแล้ง อย่างสม่ำเสมอ โดยการจ่ายน้ำไปรอบๆ ตัวฝายจนสามารถตั้งตัวได้...”  พระราชดำรัส วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2521 อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน
4. โครงการปลูกหญ้าแฝกเพื่อช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน “…และหญ้าที่มีคุณค่าอย่างหญ้าแฝก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่การอนุรักษ์ดินและน้ำ เพราะมีรากที่หยั่งลึกแผ่กระจายลงไปตรงๆ ทำให้อุ้มน้ำและยึดเหนี่ยวดินได้มั่นคง รักษาหน้าดินได้ดี...” พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ วันที่ 24 กรกฎาคม 2540
โดยแต่ละโครงการ ทรงแก้ไขธรรมชาติด้วยวิธีการที่เป็นธรรมชาติอย่างที่สุด
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนาคู่การรักษาทรัพยากร
โครงการพัฒนาต่างๆ พระองค์ทรงมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งหมายถึง การพัฒนาในรุ่นปัจจุบันโดยจะไม่ส่งผลกระทบกับการพัฒนาในอนาคต เช่นไม่เอาทรัพยากรมาพัฒนามากจนเกิดไป จนคนรุ่นลูกรุ่นหลาน ขาดแคลนทรัพยากรที่จะใช้พัฒนาในอนาคต ดังความตอนหนึ่งของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่พระราชทานสัมภาษณ์เกี่ยวกับหลักการทรงงานพัฒนาประเทศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในหนังสือ “พระมหากษัตริย์นักพัฒนา เพื่อประโยชน์สุขสู่ปวงประชา” ว่า “…เป้าหมายการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของคน โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมให้คนมีความสุข โดยต้องคำนึงถึงเรื่องสภาพภูมิศาสตร์ ความเชื่อทางศาสนา เชื้อชาติ และภูมิหลังทางเศรษฐกิจ สังคม แม้ว่าวิธีการพัฒนามีหลากหลาย แต่ที่สำคัญคือนักพัฒนาต้องมีความรัก ความห่วงใย ความรับผิดชอบ และการเคารพในเพื่อนมนุษย์...”
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
จากพระบรมราโชวาทที่เคยกล่าวเกี่ยวกับความทรงจำเมื่อ 10 พรรษา พระองค์ได้ทรงยึดมั่นในแนวทางพระราชดำริการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืนทั้งนี้ก็เพื่อเก็บมรดกอันลำค่านี้ไว้ให้ลูกหลานในอนาคต ดังพระราชดำริ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2521  “...ธรรมชาติแวดล้อมของเรา ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดิน ป่าไม้ แม่น้ำ ทะเล และอากาศ มิได้เป็นเพียงสิ่ง สวยๆ งามๆ เท่านั้น หากแต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตของเรา และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของเราไว้ให้ดีนี้ ก็เท่ากับเป็นการปกปักรักษาอนาคตไว้ให้ลูกหลานของเราด้วย...”
ความทรงจำเรื่องการอนุรักษ์ของรัชกาลที่ 9อีกหนึ่งเรื่องราวของกษัตริย์นักพัฒนา รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงจักรี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิรา บรมนาถบพิตร  ที่ทรงมุ่งมั่นในการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ราษฎรทั่วประเทศ แต่การพัฒนาของพระองค์นั้นมิได้ทรงละเลยเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะพระองค์ทรงได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์  ดังความตอนหนึ่งในพระบรมราโชวาทว่า

“…อาจมีบางคนเข้าใจว่า ทำไมจึงสนใจเรื่องชลประทาน หรือเรื่องป่าไม้ จำได้ว่าเมื่ออายุ 10 ขวบ ที่โรงเรียนมีครูคนหนึ่งซึ่งเดี๋ยวนี้ตายไปแล้ว สอนเรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องการอนุรักษ์ดิน แล้วให้เขียนว่า ภูเขาต้องมีป่าไม้อย่างนั้นเม็ดฝนลงมาแล้วจะชะดินลงมาเร็วทำให้ไหลตามน้ำไป ไปทำให้เสียหาย ดินหมดจากภูเขา เพราะไหลตามสายน้ำไป ก็เป็นหลักของป่าไม้เรื่องการอนุรักษ์ดิน และเป็นหลักของชลประทานที่ว่า ถ้าเราไม่รักษาป่าไม้ข้างบน จะทำให้เดือดร้อนตลอด ตั้งแต่ภูเขาจะหมดไปกระทั่งการมีตะกอนลงมาในเขื่อน มีตะกอนลงมาในแม่น้ำทำให้เกิดน้ำท่วม นี่น่ะ เรียนมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ...” พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานแก่คณะกรรมการสโมสรไลออนส์สากล ภาค 310 (ประเทศไทยและประเทศลาว) ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันที่ 25 กันยายน 2512
.
.
ความทรงจำเรื่องการอนุรักษ์ของรัชกาลที่ 9
.
.
พระองค์ได้ฟังเรื่องอนุรักษ์ป่าไม้ที่ครูสอนตั้งแต่ 10 พรรษา ซึ่งในขณะนั้นถ้าเป็นบุคคลทั่วไปคงเป็นเรื่องที่อยากจะเข้าใจได้ และอาจจะลืมเลือนไปแล้ว แต่พระองค์กลับทรงจำเรื่องนี้ได้อย่างแม่นยำแม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใดก็ตาม

พระองค์ทรงศึกษา เพื่อให้รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริง
พระองค์ทรงศึกษาปัญหาต่างๆ อย่างละเอียด ถี่ถ้วน เพื่อให้รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริง จึงจะเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกวิธี ดังพระราชดำรัสที่เคยทรงกล่าวเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อนความตอนหนึ่งว่า

“…สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลง เขาบอกว่าเพราะมีสารคาร์บอนขึ้นไปในอากาศมาก จะทำให้เหมือนเป็นตู้กระจกครอบ แล้วโลกนี้ก็ร้อนขึ้น เมื่อโลกนี้ร้อนขึ้นมีหวังน้ำแข็งจะละลายลงทะเล และรวมทั้งน้ำในทะเลนั้นจะพองขึ้น เมื่อน้ำพองขึ้นก็จะทำให้ที่ที่ต่ำ เช่น กรุงเทพฯ ถูกน้ำทะเลท่วม จึงได้ข้อมูลว่าสิ่งที่ทำให้คาร์บอนในอากาศเพิ่มมากขึ้นนั้น มาจากการเผาเชื้อเพลิงซึ่งอยู่ในดินและจากการเผาไหม้...ทำให้จำนวนคาร์บอนมีน้อยลงได้ก็เป็นความจริง ต้นไม้ทั่วโลกในปัจจุบันนี้กินคาร์บอนได้ในอัตรา 110 พันล้านตันต่อปี แต่ว่าถ้าเราดูต่อไปอีกต้นไม้นั้นเองมันคายคาร์บอนออกมาในอัตราปีละ 55 พันล้านตัน ก็เหลือกำไรเพียงครึ่งเดียว วิธีแก้ไขคือ ต้องเผาน้อยลง และต้องปลูกต้นไม้มากขึ้น...” พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้า ถวายมงคลชัย ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2532 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต
.
.
ความทรงจำเรื่องการอนุรักษ์ของรัชกาลที่ 9
.
.
พระองค์ทรงแก้ปัญหาโดยหลักวิชาการ
การแก้ไขปัญหาในทุกๆเรื่องของพระองค์จะคำนึงถึงหลักวิชาการ ความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่จริง การแก้ไขปัญหาด้านป่าไม้ก็เช่นเดียวกัน ดังพระราชดำรัส และพระบรมราโชวาทเพื่อแก้ไขปัญหาป่าไม้เรื่องต่างๆ ดังนี้

1. ปกป้องพื้นที่ป่า ฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม “…ให้ช่วยดูแลรักษาป่าอย่าไปรังแกป่าถ้าปล่อยทิ้งไว้ ไม่ให้ใครไปรบกวน ระยะ 30-40 ปี ป่าแห่งนี้จะฟื้นคืนสภาพจากป่าเต้งรังเป็นป่าเบญจพรรณ...” พระราชดำริ วันที่ 15 กรกฎาคม 2539

2. ปลูกป่าทดแทนบริเวณป่าต้นน้ำ “…การปลูกป่าทดแทนจะต้องทำอย่างมีแผนโดยการดำเนินการพร้อมกับการพัฒนาชาวเขาในการนี้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ชลประทาน และฝ่ายเกษตรจะต้องร่วมมือกัน สำรวจต้นน้ำในบริเวณพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อวางแผนปรับปรุงต้นน้ำและพัฒนาอาชีพได้อย่างถูกต้อง สำหรับต้นที่ปลูกทดแทนป่าไม้ที่ถูกทำลายนั้น ควรใช้ต้นไม้โตเร็ว ที่มีประโยชน์หลายๆทางคละกันไป และควรปลูกพืชคลุมแนวร่องน้ำต่างๆ เพื่อยึดผิวดินและเก็บรักษาความชุ่มชื้น นอกจากนั้น จะต้องสร้างฝายเล็กเพื่อหนุนน้ำส่งไปตามเหมืองไปใช้ในพื้นที่เพาะปลูก 2 ด้าน ซึ่งจะทำให้น้ำค่อยๆแผ่ขยายออกไปทำความชุ่มชื้นให้บริเวณนั้นด้วย ในการนี้จะต้องอธิบายให้ราษฎรรู้ว่า การที่ปริมาณน้ำตามแหล่งน้ำลดลงนั้น ก็เพราะมีการทำลายป่าต้นน้ำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์...” พระราชดำรัส เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2520 ณ สถานีหลวงพัฒนาชาวเขา จังหวัดเชียงใหม่

3. สร้างฝายในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม “…ให้ดำเนินการสำรวจทำเลสร้างฝายต้นน้ำลำธารในระดับที่สูง ใกล้บริเวณยอดเขามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ลักษณะของฝาย ดังกล่าวจำเป็นต้องออกแบบใหม่ เพื่อให้สามารถกักเก็บน้ำ ไว้ได้ปริมาณน้ำหล่อเลี้ยงและประคับประคองกล้าไม้พันธุ์ที่ แข็งแรง และโตเร็วที่ใช้ปลูกแซมในป่าแห้งแล้ง อย่างสม่ำเสมอ โดยการจ่ายน้ำไปรอบๆ ตัวฝายจนสามารถตั้งตัวได้...” พระราชดำรัส วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2521 อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน

4. โครงการปลูกหญ้าแฝกเพื่อช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน “…และหญ้าที่มีคุณค่าอย่างหญ้าแฝก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่การอนุรักษ์ดินและน้ำ เพราะมีรากที่หยั่งลึกแผ่กระจายลงไปตรงๆ ทำให้อุ้มน้ำและยึดเหนี่ยวดินได้มั่นคง รักษาหน้าดินได้ดี...” พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ วันที่ 24 กรกฎาคม 2540
.
.
ความทรงจำเรื่องการอนุรักษ์ของรัชกาลที่ 9
.
.
โดยแต่ละโครงการ ทรงแก้ไขธรรมชาติด้วยวิธีการที่เป็นธรรมชาติอย่างที่สุด

พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนาคู่การรักษาทรัพยากร
โครงการพัฒนาต่างๆ พระองค์ทรงมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งหมายถึง การพัฒนาในรุ่นปัจจุบันโดยจะไม่ส่งผลกระทบกับการพัฒนาในอนาคต เช่นไม่เอาทรัพยากรมาพัฒนามากจนเกิดไป จนคนรุ่นลูกรุ่นหลาน ขาดแคลนทรัพยากรที่จะใช้พัฒนาในอนาคต ดังความตอนหนึ่งของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่พระราชทานสัมภาษณ์เกี่ยวกับหลักการทรงงานพัฒนาประเทศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในหนังสือ “พระมหากษัตริย์นักพัฒนา เพื่อประโยชน์สุขสู่ปวงประชา” ว่า “…เป้าหมายการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของคน โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมให้คนมีความสุข โดยต้องคำนึงถึงเรื่องสภาพภูมิศาสตร์ ความเชื่อทางศาสนา เชื้อชาติ และภูมิหลังทางเศรษฐกิจ สังคม แม้ว่าวิธีการพัฒนามีหลากหลาย แต่ที่สำคัญคือนักพัฒนาต้องมีความรัก ความห่วงใย ความรับผิดชอบ และการเคารพในเพื่อนมนุษย์...”

จากพระบรมราโชวาทที่เคยกล่าวเกี่ยวกับความทรงจำเมื่อ 10 พรรษา พระองค์ได้ทรงยึดมั่นในแนวทางพระราชดำริการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืนทั้งนี้ก็เพื่อเก็บมรดกอันลำค่านี้ไว้ให้ลูกหลานในอนาคต ดังพระราชดำริ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2521  “...ธรรมชาติแวดล้อมของเรา ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดิน ป่าไม้ แม่น้ำ ทะเล และอากาศ มิได้เป็นเพียงสิ่ง สวยๆ งามๆ เท่านั้น หากแต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตของเรา และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของเราไว้ให้ดีนี้ ก็เท่ากับเป็นการปกปักรักษาอนาคตไว้ให้ลูกหลานของเราด้วย...”

บทความโดย มะลิวรรณ นามขันธ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

 

รับข่าวสาร