• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

นางสิงห์เฝ้าป่า

อีเมล พิมพ์ PDF

วันแม่ปีนี้ แม่ลูกหลายคู่คงมีนัดไปกินข้าว ในบรรยากาศดีและสถานที่พิเศษๆ ลูกอาจจะเตรียมมาลัย ดอกมะลิหอมๆ ไว้ให้แม่ชื่นใจ นอกเหนือจากวันปกติที่คำว่าแม่นั้นมีความหมายท่วมท้นจิตใจลูกทุกคนอยู่แล้ว

แต่สำหรับแม่วัย 75 ปี เจ้าของฉายานางสิงห์เฝ้าป่าตะวันตก อย่าง อ.รตยา จันทรเทียร ประธานมูลนิธิ สืบ นาคะเสถียร กลับมีนัดกับลูกสาวคนโต รติยา จันทรเทียร เข้าสำรวจผืนป่าชุมชน เพื่อเตรียมทำโครงการป่าชุมชน 30 ป่ารักษาทุกโรค

"มีลูก 3 คน คนโตเป็นลูกสาว อีก 2 คนเป็นผู้ชาย คนโตเค้าจะชอบทางเดียวกับแม่มากที่สุด ถ้ามีเวลาว่าง แม่ไปไหนก็จะขอตามไปด้วย ส่วนอีก 2 คนจะเป็นกำลังสนับสนุนอยู่ที่บ้าน" นางสิงห์เล่าด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข

กับบทบาทแม่ที่ต้องเลี้ยงลูก 3 คนโดยลำพัง เพราะสามีเสียชีวิตตั้งแต่ปี 2518 และไม่เคยทอดทิ้ง ภาระกิจการเฝ้าระวังรักษาป่า ที่ทำหน้าที่นี้อย่างแข็งขันเสมอมา เรื่องอาจหาญที่หลายคนยังจำได้เกี่ยวกับการทำหน้าที่นี้ของเธอคือ การเป็นหนึ่งในแกนนำคัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจน ในพื้นที่ป่าตะวันตก ตอนนั้น อ.รตยาดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ และเป็นนายกสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งช่วงเวลานั้นอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อเลือกตัวผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติคนใหม่ ในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อีกด้วย หลายๆ คนที่อยู่ในสภาวะก้ำกึ่งดังกล่าวคงจะเก็บตัวเงียบ หรือไม่ก็รีบเสนอผลงานตัวเองเพื่อให้เข้าตารัฐบาลผู้ตัดสินชี้ขาดเรื่องนี้ แต่พฤติกรรมด ังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้หญิงที่ชื่อรตยาคนนี้ เธอเดินหน้าคั ดค้านการตัดป่าผืนใหญ่ เพื่อเตรียมสร้างเขื่อนน้ำโจน เต็มลูกสูบ

 

รตยา จันเทียร


"ไม่ได้คิดอะไรกับตำแหน่ง คิดแต่ว่าทำงานรับใช้แผ่นดินมานาน หากเพิกเฉยกับเรื่องนี้ก็คงแย่เต็มที และในที่สุดรัฐบาล พล.อ.เปรมก็ไม่อนุมัติให้สร้างเขื่อนน้ำโจน เรารู้สึกดีมาก เพราะถ้ามีเขื่อนน้ำโจน เราจะไม่มีป่าทุ่งใหญ่ที่เป็นมรดกโลกในวันนี้"
อ.รตยาบอก

แต่ในที่สุดแล้ว เธอก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติคนต่อมาในสมัยนั้นจนได้

วันที่ 1 กันยายน ปี 2533 ที่ประเทศไทยต้องสูญเสียวีรบุรุษผู้ทำหน้าที่ดูแลป่าอย่างเข้มแข็งที่สุดคนหนึ่งอย่างคุณสืบ นาคะเสถียร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งไปอย่างไม่มีวันกลับ ผู้ใหญ่ที่เคยร่วมงานและมีอุดมการณ์เดียวกับคุณสืบ นัดคุยกัน และเห็นว่า ต้องตั้งมูลนิธิเพื่อสืบสานเจตนาการปกป้องป่าของคุณสืบต่อ ทุกคนเห็นว่า อ.รตยาเหมาะสมที่จะเข้าไปดูแลตรงนั้นมากที่สุด จึงมีมติให้เป็นประธานมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน ปีเดียวกัน เธอทำหน้าที่อย่างแข็งขันควบคู่งานประจำ กระทั่งเกษียณอายุราชการจึงออกมาทำงานที่มูลนิธิเต็มตัวถึงวันนี้

"ลูกๆ เคยห้ามหรือเปล่า ว่า แม่ 75 แล้วนะ หยุดอยู่บ้านบ้างเถอะ" ผู้ไปเยือนถาม

"ไม่เคยห้าม มีแต่ปรามๆ บ้าง แต่เราก็รู้ตัวเราดีงานแบบนี้ไหว แบบนั้นไม่ไหว ทุกวันนี้โชคดีมากกว่าที่ยังมีงานทำอยู่ตลอด 20-30 ปีที่แล้วเป็นยังไงก็ยังรู้สึกอย่างนั้น การได้คิด ได้ไปนั่น มานี่ทำให้กระฉับกระเฉง ไม่เคยป่วย หรือเป็นลมเลยเวลาไปไหนมาไหน ลูกๆ เขาก็เข้าใจตรงนี้ มีแซวบ้างเวลาเราแสดงความคิดเห็นอะไรแรงๆ ผ่านสื่อ เช่น บอกว่าแม่เอาอีกแล้ว อะไรแบบนี้"

นางสิงห์เล่าถึงวิธีการเลี้ยงลูกท่ามกลางขวากหนามความวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิกฤตการป่าไม้ถูกทำลายอย่างหนักยุคหนึ่งว่า เลี้ยงลูกเหมือนแม่ที่รักลูกมากๆ ทั่วไปเลี้ยง ไม่เคยบอกอะไ รลูกเป็นพิเศษว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ลูกทั้ง 3 เห็นอยู่ตลอดเวลาว่าแม่ทำอะไรบ้าง แม่ไปสำรวจป่า ไปคุยกับชาวบ้าน ลุยโคลน ลุยตัวทาก แล้วมานั่งทำข้อมูลอยู่ที่บ้าน มาเล่าให้ลูกฟัง ว่าแม่ไปเจออะไรมาบ้าง แต่ละเรื่องที่ไปเจอมา มีที่มาที่ไป มีเหตุผลอะไร อย่างไร

"ทันทีที่กลับถึงบ้านหลังจากลงพื้นที่ พวกเขาเห็นก็จะเข้ามาถามว่าแม่ไหวมั้ย ไม่ไหวก็พักบ้างนะ แต่ไม่ห้ามว่าอย่าไปเลยนะ อยู่บ้านดีกว่า ไม่มี อย่างลูกสาวคนโตเขามาทางแม่เต็มตัว มีเวลาว่างก็จะมาช่วยงานแม่เสมอ เวลานี้ก็เป็นตัวตั้งตัวตี ทำมูลนิธิป่าเขตร้อน กับโครงการรักษาบ้านของเจ็ดผู้ยิ่งใหญ่แห่งผืนป่าตะวันตก ผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง 7 คือ เสือโคร่ง ช้างป่า กระทิง วัวแดง ควายป่า สมเสร็จ และนกยูง เขาทำงานนี้คู่กับงานประจำเหมือนกัน ส่วนลูกชายถ้ามีเวลาก็หาโอกาสไปบ้าง แต่ไม่บ่อยเท่าลูกสาว"

ความประทับใจเกี่ยวกับลูกทั้ง 3 ที่แม่นักอนุรักษ์คนนี้คิดถึงแล้วอดที่จะยิ้มกับตัวเองเป็นประจำนั้น เธอเล่าว่า เมื่อปี 2516 ที่ประเทศไทยกำลังวุ่นวายกับเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมือง ลูกสาวคนโตเพิ่งจะเรียนเตรียมอุดมฯ ร่ำร้องบอกเธอว่าจะขอออกจากบ้านไปโรงพยาบาลศิริราช เพื่อบริจาคเลือดให้คนที่ได้รับบาดเจ็บ จนเธอทนรบเร้าไม่ไหวต้องพาลูกออกจากบ้านไปเอง ไปถึงมีคนเข้าแถวรอบริจาคเยอะมาก จนในที่สุดแล้วทั้งแม่ทั้งลูกก็ไปบริจาคเลือดด้วยกัน เป็นกิจกรรมทางสังคมยุคแรกๆ ที่ทั้งคู่ทำด้วยกัน

"ส่วนลูกชาย 2 คน เวลานี้ยังอยู่บ้านเดียวกันนั้น เขาก็น่ารัก ล่าสุดนั้นแม่กลับจากไปเดินสำรวจป่าที่หมู่บ้านเขาเหล็ก ที่ จ.กาญจนบุรี พอกลับมาถึงกรุงเทพฯ ก็ขับรถแวะไปซื้อบะหมี่เกี๊ยวเจ้าอร่อยกลับบ้านไปฝากลูก ไปถึงลูกชายก็เข้ามาขอกอดแม่ บอกว่าคิดถึง แล้วนั่งกินบะหมี่เกี๊ยวอย่างเอร็ดอร่อย อิ่มแล้วเขาก็ถามแบบขำๆ ว่า คราวหน้าแม่จะไปป่าไหนอีกล่ะ ถ้าฝนตกก็ค่อยรอไปให้ฝนหยุดก่อนนะ เขาเป็นห่วง แม่ก็นั่งยิ้มมองลูกด้วยความชื่นใจ" อ.รตยาเล่าแล้วอมยิ้ม แต่คนฟังเริ่มน้ำตารื้น เพราะคิดถึงแม่ตัวเองเหมือนกัน

อ.รตยาบอกว่า ดีใจที่ลูกๆ ทั้ง 3 แม้ว่าจะโตแค่ไหน ก็ยังแสดงความรักกับแม่โดยการกอด และพูดคุยหยอกล้อสนุกสนานเหมือนเมื่อครั้งยังเด็กๆ เสมอ เป็นความชื่นใจที่กลับจากทำงานเหนื่อยๆ แล้วเห็นรอยยิ้มกับการอยู่ในอ้อมกอดของลูก

วันแม่อยากให้ลูกทำอะไรให้เป็นพิเศษหรือเปล่าคะ

เธอยิ้มอีกครั้ง พลางส่ายหน้า บอกว่า ไม่เคยคิดจะรบกวนอะไรลูกเลย เพราะทุกวันนี้พอใจและมีความสุขกับการมีลูกดีและเข้าใจงานที่แม่กำลังทำอยู่ แค่นี้ก็เป็นสุขมากพอแล้ว ความปรารถนาสูงสุดของแม่ ก็แค่อยากมีสุขภาพดี แข็งแรง จะได้ทำงานและอยู่กับลูกๆ ไปนานๆ เท่านั้นเอง

ความรักลูกของนางสิงห์เฝ้าป่าคนนี้ ไม่แตกต่างจากแม่คนอื่นๆ เลย

 

รับข่าวสาร