• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ Power of กุยบุรี ก้าวข้ามการบูรณาการ... จัดการความขัดแย้ง สู่การทำงานร่วมกันอย่างยั่งยืน

Power of กุยบุรี ก้าวข้ามการบูรณาการ... จัดการความขัดแย้ง สู่การทำงานร่วมกันอย่างยั่งยืน

อีเมล พิมพ์ PDF
Power of กุยบุรี ก้าวข้ามการบูรณาการ... จัดการความขัดแย้ง สู่การทำงานร่วมกันอย่างยั่งยืน
หากย้อนหลังไปเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ผืนป่าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เกิดความขัดแย้งระหว่างช้างป่ากับชาวบ้านที่อาศัยทำไร่สัปปะรดอยู่บริเวณรอยต่อติดกับป่าอุทยานฯ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทวีความรุนแรงถึงขั้นมีช้างถูกวางยาพิษ เผานั่งยาง และถูกยิงจนเสียชีวิต และความขัดแย้งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งมีโครงการพระราชดำริเข้ามาในพื้นที่ในปี พ.ศ. 2542 มีแนวพระราชดำรัสในการแก้ไขปัญหาว่า “ช้างป่าควรอยู่ในป่า เพียงแต่ทำป่านั้นให้มีอาหารเพียงพอ การปฏิบัติคือให้ไปสร้างอาหารในป่าเป็นแปลงเล็กๆ และกระจาย กรณีช้างป่าออกมาที่ชายป่า ต้องให้ความปลอดภัยกับช้างป่า” กระแสพระราชดำรัสดังกล่าวเป็นเสมือนแนวทางในการแก้ไขปัญหา ภายหลังจากนั้นทางอุทยานฯกุยบุรีเริ่มสร้างแปลงอาหารและแหล่งน้ำในป่ามีการเวนคืนพื้นทางการเกษตรกว่า 20,000 ไร่ เพื่อสร้างแปลงหญ้า แต่ปัญหาไม่ได้จบลงเพราะช้างเป็นสัตว์ที่เรียนรู้และปรับพฤติกรรมได้เร็วโดยเฉพาะพฤติกรรมในการติดใจรสหวานของสัปปะรด การขับไล่ช้างในไร่ชาวบ้านยังคงเกิดขึ้นในทุกคืน
การแก้ไขปัญหาดำเนินเรื่อยมาจนกระทั้งปี 2548เป็นปีที่ช้างออกมากินสัปปะรดมากที่สุดซึ่งนับจำนวน 332 ครั้ง อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ชุมชน และ กองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) จึงได้ปรึกษาหารือกันเพื่อแก้ไขปัญหา ทำให้เกิดแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างมีส่วนร่วม จนเกิดกลุ่มท่องเที่ยวชมช้างป่าโดยชุมชนขึ้นในปี 2549
การแก้ไขปัญหาช้างป่าอย่างมีส่วนร่วมดำเนินเรื่อยมาจนกระทั่งปี พ.ศ. 2555 ได้มีการลงนาม “พันธะสัญญาเทือกเขาตะนาวศรี 5 ยุติ” ประกอบด้วย ยุติล่าสัตว์ป่า ยุติไม่เลี้ยงสัตว์ป่า ยุติไม่กินเนื้อสัตว์ป่า ยุติไม่ให้อาหารสัตว์ป่า และยุติไม่ใช้ผลิตภัณฑ์สัตว์ป่า โดยเป็นการลงนามของผู้บังคับบัญชาของแต่ละหน่วยงาน เกิดเป็นเครือข่ายอนุรักษ์สัตว์ป่ากุยบุรี หรือ ‘Power of กุยบุรี’
‘Power of กุยบุรี’ คือการรวมตัวกันของหน่วยงานในพื้นที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จำนวน 13 หน่วยงานในพื้นที่มีเป้าหมายเพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่ากุยบุรี ประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ฝ่ายปกครอง WWF ชุมชน ทหาร ตำรวจ และภาคเอกชนในอำเภอกุยบุรี แต่ละหน่วยงานที่ทำหน้าที่ของตนเองเพื่อการอนุรักษ์ เช่น อุทยานแห่งชาติกุยบุรีมีหน้าที่ลาดตระเวนป้องกันภัยคุกคามอย่างเข้มเข้มในป่าเก็บข้อมูล ฝ่ายปกครองหรือทางอำเภอมีหน้าที่ประชาสัมพันธ์ป้องกันดูแลภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจากภายนอก ชุมชนเองก็ตั้งกลุ่มท่องเที่ยวดูช้างโดยนำงบประมาณที่ได้ไปช่วยงานสังคมในหมู่บ้านภาคเอกชนก็จะสนับสนุนในเรื่องงบประมาณและการประชาสัมพันธ์ หน่วยงานทหารก็มีหน้าที่สนับสนุนกำลังคนรถขนบรรทุกน้ำมาเติมแหล่งน้ำในป่า โดยมีเจ้าหน้าที่ WWF เป็นผู้ประสานงาน และจะนำผลการปฏิบัติงานมาเข้าที่ประชุมร่วมกันทุกเดือนเรื่องเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่กุยบุรี โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเรื่องช้างป่า
นายพงษ์พันธ์ วิเชียรสมุทร ปลัดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า “Power of กุยบุรี” ก็คือความร่วมมือของพวกเราที่ก้าวข้ามคำว่าบูรณาการ คำว่า “ก้าวข้าม” หมายความว่า เราสามารถขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่อยู่ในเครือข่ายได้ทุกหน่วยงานเพียงแค่ยกหูโทรศัพท์ คือสามารถติดต่อประสานงานจนกลายเป็นเพื่อนกัน เพราะฉะนั้นองค์กรนี้เป็นองค์กรเหนือองค์กร คำว่าองค์กรเหนือองค์กร หมายถึงใครก็แล้วแต่ที่มาดำรงตำแหน่งในอำเภอกุยบุรี ต้องมาอยู่ในองค์กรนี้เข้ามาร่วมกับเครือข่าย นี่คือความร่วมมือและต้นแบบขององค์กร การที่จะดูแลเรื่องสัตว์ป่าหรือเรื่องสิ่งแวดล้อมจะพึ่งแต่กรมอุทยานฯเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีหน่วยงานอื่นๆ มาร่วมด้วย และที่สำคัญคือชาวบ้านเราได้รับความร่วมมือจากพี่ชาวบ้าน และชาวบ้านกลุ่มนี้จะเป็นคนดูแลสัตว์ป่าต่อไป”
นายวายุพงษ์ จิตร์วิจักษณ์ ผู้จัดการโครงการช้างป่ากุยบุรี WWFกล่าวว่า “ เราจะมีการประชุมร่วมกันทุกเดือนทั้ง 13 หน่วยงาน ในประเด็นเรื่องสัตว์ป่าที่กุยบุรี วิธีการในการประชุมคือ การพูดความจริงแสดงความจริงใจออกมา ที่ประชุมสามารถถกเถียงกันได้เหมือนพี่น้อง ออกมาจากที่ประชุมไม่โกรธกัน ไม่มีข้อจำกัดเรื่องหน่วยงาน เพราะการนำความจริงมาพูดเป็นแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาที่ถูกจุด”
แม้วันนี้แก้ไขปัญหาช้างป่าที่กุยบุรีเป็นเพียงการควบคุมสถานการณ์เท่านั้น แต่การรวมตัวกันของPower of กุยบุรี เพื่ออนุรักษ์และแก้ไขปัญห่าความขัดแย้งระหว่างคน กับช้างป่า เป็นรูปแบบที่ยึดเอาแนวทางพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน ซึ่งเป็นรากฐานแนวคิดที่สำคัญที่เชื่อมโยงบุคคลากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน ก้าวข้ามการบูรณาการ ระหว่างหน่วยงานและมองไปที่เป้าหมายเดียวกัน เกิดรูปแบบเฉพาะของกุยบุรีและเป็นกลุ่มพลังที่สำคัญในพื้นที่ ที่จะทำให้ คน ช้าง ปา อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข จนได้รับการยกย่องว่าเป็นอุทยานแห่งชาติที่แก้ไขปัญหาช้างป่าที่ดีที่สุดในเอเชีย
บทความโดย ปราโมทย์ ศรีใย เจ้าหน้าที่ภาคสนามมูลนิธิสืบนาคะเสถียรพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี
Power of กุยบุรีหากย้อนหลังไปเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ผืนป่าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เกิดความขัดแย้งระหว่างช้างป่ากับชาวบ้านที่อาศัยทำไร่สัปปะรดอยู่บริเวณรอยต่อติดกับป่าอุทยานฯ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทวีความรุนแรงถึงขั้นมีช้างถูกวางยาพิษ เผานั่งยาง และถูกยิงจนเสียชีวิต และความขัดแย้งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

จนกระทั่งมีโครงการพระราชดำริเข้ามาในพื้นที่ในปี พ.ศ. 2542 มีแนวพระราชดำรัสในการแก้ไขปัญหาว่า “ช้างป่าควรอยู่ในป่า เพียงแต่ทำป่านั้นให้มีอาหารเพียงพอ การปฏิบัติคือให้ไปสร้างอาหารในป่าเป็นแปลงเล็กๆ และกระจาย กรณีช้างป่าออกมาที่ชายป่า ต้องให้ความปลอดภัยกับช้างป่า” กระแสพระราชดำรัสดังกล่าวเป็นเสมือนแนวทางในการแก้ไขปัญหา ภายหลังจากนั้นทางอุทยานฯกุยบุรีเริ่มสร้างแปลงอาหารและแหล่งน้ำในป่ามีการเวนคืนพื้นทางการเกษตรกว่า 20,000 ไร่ เพื่อสร้างแปลงหญ้า แต่ปัญหาไม่ได้จบลงเพราะช้างเป็นสัตว์ที่เรียนรู้และปรับพฤติกรรมได้เร็วโดยเฉพาะพฤติกรรมในการติดใจรสหวานของสัปปะรด การขับไล่ช้างในไร่ชาวบ้านยังคงเกิดขึ้นในทุกคืน

การแก้ไขปัญหาดำเนินเรื่อยมาจนกระทั้งปี 2548เป็นปีที่ช้างออกมากินสัปปะรดมากที่สุดซึ่งนับจำนวน 332 ครั้ง อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ชุมชน และ กองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) จึงได้ปรึกษาหารือกันเพื่อแก้ไขปัญหา ทำให้เกิดแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างมีส่วนร่วม จนเกิดกลุ่มท่องเที่ยวชมช้างป่าโดยชุมชนขึ้นในปี 2549
.
Power of กุยบุรี
.
การแก้ไขปัญหาช้างป่าอย่างมีส่วนร่วมดำเนินเรื่อยมาจนกระทั่งปี พ.ศ. 2555 ได้มีการลงนาม “พันธะสัญญาเทือกเขาตะนาวศรี 5 ยุติ” ประกอบด้วย ยุติล่าสัตว์ป่า ยุติไม่เลี้ยงสัตว์ป่า ยุติไม่กินเนื้อสัตว์ป่า ยุติไม่ให้อาหารสัตว์ป่า และยุติไม่ใช้ผลิตภัณฑ์สัตว์ป่า โดยเป็นการลงนามของผู้บังคับบัญชาของแต่ละหน่วยงาน เกิดเป็นเครือข่ายอนุรักษ์สัตว์ป่ากุยบุรี หรือ ‘Power of กุยบุรี’

‘Power of กุยบุรี’ คือการรวมตัวกันของหน่วยงานในพื้นที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จำนวน 13 หน่วยงานในพื้นที่มีเป้าหมายเพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่ากุยบุรี ประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ฝ่ายปกครอง WWF ชุมชน ทหาร ตำรวจ และภาคเอกชนในอำเภอกุยบุรี แต่ละหน่วยงานที่ทำหน้าที่ของตนเองเพื่อการอนุรักษ์ เช่น อุทยานแห่งชาติกุยบุรีมีหน้าที่ลาดตระเวนป้องกันภัยคุกคามอย่างเข้มเข้มในป่าเก็บข้อมูล ฝ่ายปกครองหรือทางอำเภอมีหน้าที่ประชาสัมพันธ์ป้องกันดูแลภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจากภายนอก ชุมชนเองก็ตั้งกลุ่มท่องเที่ยวดูช้างโดยนำงบประมาณที่ได้ไปช่วยงานสังคมในหมู่บ้านภาคเอกชนก็จะสนับสนุนในเรื่องงบประมาณและการประชาสัมพันธ์ หน่วยงานทหารก็มีหน้าที่สนับสนุนกำลังคนรถขนบรรทุกน้ำมาเติมแหล่งน้ำในป่า โดยมีเจ้าหน้าที่ WWF เป็นผู้ประสานงาน และจะนำผลการปฏิบัติงานมาเข้าที่ประชุมร่วมกันทุกเดือนเรื่องเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่กุยบุรี โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเรื่องช้างป่า
.
Power of กุยบุรี
.
นายพงษ์พันธ์ วิเชียรสมุทร ปลัดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
.
นายพงษ์พันธ์ วิเชียรสมุทร ปลัดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า “Power of กุยบุรี” ก็คือความร่วมมือของพวกเราที่ก้าวข้ามคำว่าบูรณาการ คำว่า “ก้าวข้าม” หมายความว่า เราสามารถขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่อยู่ในเครือข่ายได้ทุกหน่วยงานเพียงแค่ยกหูโทรศัพท์ คือสามารถติดต่อประสานงานจนกลายเป็นเพื่อนกัน เพราะฉะนั้นองค์กรนี้เป็นองค์กรเหนือองค์กร คำว่าองค์กรเหนือองค์กร หมายถึงใครก็แล้วแต่ที่มาดำรงตำแหน่งในอำเภอกุยบุรี ต้องมาอยู่ในองค์กรนี้เข้ามาร่วมกับเครือข่าย นี่คือความร่วมมือและต้นแบบขององค์กร การที่จะดูแลเรื่องสัตว์ป่าหรือเรื่องสิ่งแวดล้อมจะพึ่งแต่กรมอุทยานฯเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีหน่วยงานอื่นๆ มาร่วมด้วย และที่สำคัญคือชาวบ้านเราได้รับความร่วมมือจากพี่ชาวบ้าน และชาวบ้านกลุ่มนี้จะเป็นคนดูแลสัตว์ป่าต่อไป”
.
Power of กุยบุรี
.
นายวายุพงษ์ จิตร์วิจักษณ์ ผู้จัดการโครงการช้างป่ากุยบุรี WWF
.
นายวายุพงษ์ จิตร์วิจักษณ์ ผู้จัดการโครงการช้างป่ากุยบุรี WWF กล่าวว่า “ เราจะมีการประชุมร่วมกันทุกเดือนทั้ง 13 หน่วยงาน ในประเด็นเรื่องสัตว์ป่าที่กุยบุรี วิธีการในการประชุมคือ การพูดความจริงแสดงความจริงใจออกมา ที่ประชุมสามารถถกเถียงกันได้เหมือนพี่น้อง ออกมาจากที่ประชุมไม่โกรธกัน ไม่มีข้อจำกัดเรื่องหน่วยงาน เพราะการนำความจริงมาพูดเป็นแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาที่ถูกจุด”

แม้วันนี้แก้ไขปัญหาช้างป่าที่กุยบุรีเป็นเพียงการควบคุมสถานการณ์เท่านั้น แต่การรวมตัวกันของ Power of กุยบุรี เพื่ออนุรักษ์และแก้ไขปัญห่าความขัดแย้งระหว่างคน กับช้างป่า เป็นรูปแบบที่ยึดเอาแนวทางพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน ซึ่งเป็นรากฐานแนวคิดที่สำคัญที่เชื่อมโยงบุคคลากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน ก้าวข้ามการบูรณาการ ระหว่างหน่วยงานและมองไปที่เป้าหมายเดียวกัน เกิดรูปแบบเฉพาะของกุยบุรีและเป็นกลุ่มพลังที่สำคัญในพื้นที่ ที่จะทำให้ คน ช้าง ปา อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข จนได้รับการยกย่องว่าเป็นอุทยานแห่งชาติที่แก้ไขปัญหาช้างป่าที่ดีที่สุดในเอเชีย
.
Power of กุยบุรี
.
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร นำโดยนายปราโมทย์ ศรีใย เจ้าหน้าที่ภาคสนามพื้นที่กาญจนบุรี ร่วมศึกษาดูงานการแก้ไขปัญหาช้างป่า ณ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี หน่วยงานที่เข้าร่วมได้แก่ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) , ร่วมกับสถาบันศรัทธาภัฏ , มูลนิธิสืบนาคะเสถียร , ZSL , ชุมชนตำบลห้วยเขย่ง , ชุมชนบ้านช่องสะเดา และ เจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าศรีสวัสดิ์ โดยมีนายกาญจนพันธ์ คำแหง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี เป็นวิทยากรร่วม

บทความโดย ปราโมทย์ ศรีใย เจ้าหน้าที่ภาคสนามมูลนิธิสืบนาคะเสถียรพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี

 

รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง