• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ ธรรมชาติมาหานคร ความหวังการเปลี่ยนเชิงนโยบาย

ธรรมชาติมาหานคร ความหวังการเปลี่ยนเชิงนโยบาย

อีเมล พิมพ์ PDF
ธรรมชาติมาหานคร ความหวังการเปลี่ยนเชิงนโยบาย
2 ปีที่ผ่านมา กับบทบาทการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมของ ศศิน เฉลิมลาภ นอกจากขยับตัวเองจากเก้าอี้เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรมาดำรงตำแหน่งประธาน คอยขับเคลื่อนงานด้านนโยบายให้กับองค์กร อีกงานหนึ่งที่ทำให้เราได้เห็นเขาอย่างสม่ำเสมอ คือ การผันตัวมารับงานพิธีกรทีวี ในรายการ “ธรรมชาติมาหานคร”
“ธรรมชาติมาหานคร” เป็นรายการถกประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เชิญนักวิชาการ นักเคลื่อนไหวที่เรียกว่าได้เป็น “ตัวจริง” ด้านสิ่งแวดล้อมในมิติต่างๆ มาพูดคุยถึงปัญหาและแนวทางแก้ไข เพื่อหวังว่าใครสักคนที่มีส่วนในการผลักดันงานเชิงนโยบายของชาติมาชม และนำเนื้อหาของรายการไปใช้เป็นแนวทางแก้ปัญหา
อาจจะดูผิดแผกแปลกตาจากหน้าที่เดิม แต่ความหวังดีที่จะช่วยเหลือสิ่งแวดล้อมไม่ต่างจากหน้าที่ที่ทำให้กับองค์กรหลัก
หากจะมีอะไรที่ต่างออกไป ก็เป็นเพียงเพราะรายการนี้นำเสนอปัญหาสิ่งแวดล้อมในทุกที่ ทุกมิติ ไม่ได้เฉพาะเจาะจงแค่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเหมือนอย่างงานที่ทำกับองค์กรหลัก
เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้มีแค่ในป่า มันมีอยู่ทุกที่รอบตัวเรา และมันเป็นงานที่ทำไม่มีวันเสร็จ...
ทำไมถึงตัดสินใจมารับงานพิธีกร
“ผมมองว่ารายการแบบนี้เป็นรายการที่มีประโยชน์ และเป็นโอกาสที่เราจะกระจายข่าวสารได้กว้าง เขียนหนังสือคนดูไม่มาก เล่นเฟสบุ๊คก็มีข้อจำกัด พอเป็นทีวีเราสามารถเอาทรัพยากรต่างๆ ที่เราสนใจมาใส่ลงไปได้เต็มที่ ยกตัวอย่างมูลนิธิสืบนาคะเสถียรอยากมีสารคดีสัก 15 นาที จะไปจ้างบริษัททำเขาเรียกเงินตั้งสองแสนบาท มันเป็นเรื่องที่เอ็นจีโอบ้านๆ ไม่มีทางหาเงินมาทำรายการสิ่งแวดล้อมดีๆ สักตอนให้ตัวเองได้ จะทำเองฝีมืออย่างเราก็ไม่ดี ทีนี้พอมีช่างภาพมืออาชีพ กล้องดีๆ โอกาสแบบนี้มีที่ไหน”
“อีกเหตุผล คือ รายการธรรมชาติมาหานครจะบริจาคให้มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ตอนละ 10,000 บาท ซึ่งเงินบริจาคในส่วนนี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงต่อการทำงาน เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อและมูลนิธิฯ กำลังมีวิกฤตเรื่องการเงิน แล้วนิวทีวีก็เข้ามา ผมก็ลดเงินเดือนตัวเองแล้วรับค่าตัวจากรายการแทน เราก็สามารถดำรงชีวิตด้วยงานตัวนี้ไปพร้อมกับลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับมูลนิธิฯ เงินที่ได้รับจากนิวทีวีผมก็เอามาปรับโครงสร้างการทำงานให้กับองค์กร รับเจ้าหน้าที่ฝ่ายระดมทุน เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ซึ่งปกติงานของเอ็นจีโอไม่มีฝ่ายแบบนี้ แต่ผมมองว่าถ้าจะทำให้มูลนิธิฯ อยู่รอดได้ เราไม่ต้องการแค่คนที่จะออกไปทำงานอนุรักษ์ในป่า เราต้องการคนทำงานในเมือง แต่ผมก็ไม่สามารถหางบประมาณส่วนนั้นได้ โชคดีที่นิวทีวีเข้ามาทำให้การทำงานในฝ่ายต่างๆ ขององค์กรกระเตื้องขึ้น”
งานของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร จริงๆ แล้วทำในป่าตะวันตก แต่เนื้อหาของรายการไม่ได้จำกัดอยู่แค่นั้น
“รายการต้องทำกว้างออกไปเพื่อหากลุ่มเป้าหมาย ถ้าทำแค่ป่าตะวันตกจะง่ายเพราะเรารู้จักกันหมด แต่โจทย์ของรายการธรรมชาติมาหานครเป็นรายการถกประเด็นหนักๆ ตามโจทย์ของโปรดิวเซอร์รายการเราต้องออกไปหาบุคลากรข้างนอก เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับประเทศ และที่สำคัญ ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้มีเฉพาะในป่า
ระหว่างปัญหาในป่ากับนอกป่า ที่ไหนดูน่ากลัวกว่ากัน
“ปัญหาสิ่งแวดล้อมนอกป่ารุนแรงกว่าในป่า เพราะในป่ามีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นผู้รับผิดชอบ มีนักอนุรักษ์เป็นผู้ปกป้องคุ้มครอง มีเรื่องราวคุณค่าของป่าที่คนตระหนักเพื่อปกป้องไว้ เวลามีปัญหาอะไรก็มาช่วยกัน เรื่องราวในป่าจะเป็นอารมณ์แบบนี้ แต่ข้างนอกเครียดเพราะเป็นปัญหาที่มันต้องหาทางออก ทำไมมันเกิดอะไรขึ้นได้ขนาดนี้”
ปัญหาสิ่งแวดล้อมมีมากมาย ไปเอาความรู้จากไหนมาดำเนินรายการ
"นักวิชาการหรือนักสิ่งแวดล้อมที่รายการเชิญมาล้วนเป็นมือหนึ่ง ซึ่งผมต้องมั่นใจก่อนว่า สิ่งที่เขาจะพูดออกมา คือ การแก้ไขเชิงนโยบายให้ประเทศนี้ได้จริงๆ"
"คือ ผมทำงานด้านสิ่งแวดล้อมมาจะครบ 30 ปี แล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 ตอนที่ยังเป็นนักศึกษา ฉะนั้นคนที่ทำงานมากกว่าผมก็จะมีอาจารย์รตยา จันทรเทียร อดีตประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร นอกจากนี้ก็จะเป็นคนในรุ่นผม เพื่อนผม เครือข่ายที่ผมรู้จัก ผมจะรู้ว่าถ้าเป็นปัญหาอะไรใครจะเป็นคนให้คำตอบได้ เพราะว่างานสิ่งแวดล้อมเป็นงานที่ทำกันเป็นเครือข่าย เช่น เมื่อก่อนมีงานประชุมสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เป็นวงประชุมที่เราได้เจอแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกันมาโดยตลอด"
ทำรายการมากว่า 100 ตอน ปัญหาสิ่งแวดล้อมประเด็นไหนที่คิดว่าหนักที่สุด
"ผมคิดว่าเรื่องการกัดเซาะชายฝั่งเป็นปัญหาที่หนักที่สุด ช่วงสองปีที่ผ่านมาผมอินกับเรื่องการกัดเซาะชายฝั่งมาก เรื่องป่าเราระดมกำลังทุ่มเทปกป้อง ขอความร่วมมือไปใครๆ ก็มาช่วย เรื่องปะการัง เรื่องการปิดเกาะเพื่อฟื้นฟูปะการัง บอกข้าราชการไปเขาก็เชื่อว่าถ้าปะการังตาย คนทั้งประเทศเดือดร้อนแน่ แต่บอกว่าหาดทรายจะหมดไม่มีใครเชื่อ บอกหน่วยงานที่รับผิดชอบไปช่วยหน่อย ก็กลับกลายเป็นว่าจะมีแต่ไปทำลายเพิ่ม ไปหาคนที่เก่งที่สุดเรื่องการกัดเซาะชายฝั่ง คือ อาจารย์สมบูรณ์ พรพิเนตพงศ์ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มาอธิบายให้ฟังแต่มันไม่มีคนดู คนที่ดูก็บอกว่ายิ่งดูยิ่งหดหู่ ยิ่งดูยิ่งเศร้าใจ เพราะมันไม่ได้เสียหายแค่เรื่องหาดทรายอย่างเดียว แต่มันบอกว่าประเทศนี้มันโง่มาก"
"ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งประเทศไทยมี 2 เรื่องใหญ่ๆ เรื่องแรก แถวๆ สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร บริเวณนั้นเป็นพื้นที่ปากแม่น้ำ การกัดเซาะเริ่มตั้งแต่เราสร้างเขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนภูมิพล และเขื่อนเจ้าพระยา ตะกอนมันไหลลงมาไม่ได้ ดังนั้น ชายฝั่งก็ไม่งอก แต่ที่ไม่มีปัญหาเพราะมีป่าชายเลน ป่าชายเลนจะทำหน้าที่ดึงตะกอนให้ทับถมตลอดเวลาก็ช่วยลดปัญหาการกัดเซาะไปได้ แต่มาพังตอนคนนิยมทำนากุ้งเมื่อปี 2540 ถางป่าชายเลนทำนากุ้งกันหมด พอคลื่นมาตูมเดียวก็พังกันหมด นี่คือเรื่องปากแม่น้ำที่เรากำลังเผชิญ"
"เรื่องที่สอง เรื่องหาดทราย เมื่อก่อนมีเรือขุดสันดอนเพื่อกันการทับถมของตะกอน เพราะหาดทรายจะพัดพาทรายมาปิดปากแม่น้ำ เรียกสันดอนปิดปากแม่น้ำ กรมเจ้าท่ามีหน้าที่ที่ต้องมาขุด เมื่อสัก 20 ปีที่ผ่านมา เขาบอกไม่อยากขุดเนื่องจากมีการบูมของเรือประมงต้องเข้าออกในร่องน้ำนี้ ก็เลยทำเขื่อนหินกันไม่ให้กระแสน้ำพัดทรายทับถมที่ปากแม่น้ำ ซึ่งได้ผลจริงๆ เพราะเรือเข้าออกได้และไม่ต้องขุด พอมีเขื่อนหินมาขวางทรายก็พัดไปอีกฝั่งหนึ่งไม่ได้ เขื่อนหินนี้มีขนาดแค่ 100 เมตรเอง แต่เมื่อไม่มีทรายมาคอยเติมแถวปากผนังก็เกิดการกัดเซาะไปเป็น 40 กิโลเมตร ที่แหลมผักเบี้ย มีหาดทรายยาวเหยียด มีโรงแรมบ้าอะไรไม่รู้เห็นแก่ตัวอยากจะมีหาดทรายส่วนตัวกว้างๆ เอาหินไปกองนิดเดียว หาดทรายของแหลมผักเบี้ยทั้งหาดหายไปหมดเลย แหล่งวางไข่นกหัวโตมลายูไม่เหลือเลย เราก็บอกอย่าไปทำเลย อย่าไปถมหินเลย ไปเอาออกเหอะ เขาก็บอกว่าคุณไม่รู้หรอก คุณไม่ใช่คนในพื้นที่ คนพื้นที่เขาเห็นน้ำทะเลมันขึ้นทุกปี โลกก็กำลังร้อน เราต้องย้ายบ้านหนี คุณจะมาห่วงนกอะไร... เราก็ทำรายการออกไป และก็พูดออกไป ปรากฏว่ากรมเจ้าท่าก็อยากจะรักษาร่องน้ำของฉัน กรมโยธาธิการบอกว่าดินแดนประเทศไทยจะเสียไปถ้าไม่เอาหินมาถม เทศบาลก็บอกว่าไม่ได้หรอกประชาชนผมเดือดร้อนต้องเอาหินมาถม ก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปตะโกนบอกใคร ถามผมว่าอะไรแย่ที่สุด ผมว่าการกัดเซาะชายฝั่งแย่ที่สุด"
คนดำเนินรายการเป็นเอ็นจีโอ หน่วยงานรัฐเลยไม่เชื่อดีกว่า
"ก็ไม่รู้ แต่ให้คนอื่นมาพูดก็พูดไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องง่ายที่สุดแต่ไม่มีคนรู้ เป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดทางธรณีสัณฐานชายฝั่ง แต่ไม่มีคนรู้เรื่อง ถ้าเป็นผลกระทบจากโครงการอุตสาหกรรมมันยังมีประโยชน์นะ หรือสร้างเขื่อนในป่าแม่วงก์มันก็ยังมีเหตุผล เพราะคนต้องการ จะตัดถนนก็ยังมีเหตุผลเพราะคนต้องการ ปัญหาสิ่งแวดล้อมในเมืองก็มีเหตุผลเพราะมีคนอยู่เยอะมลพิษก็เยอะตาม แต่ที่ไม่มีเหตุผลและทำลายโดยไร้เหตุผลที่สุด คือ การกัดเซาะชายฝั่ง ไร้เหตุผลแบบไม่มีเหตุผลอะไรนอกจากคอร์รัปชั่น หรือรู้แล้วทำแกล้งโง่ แล้วที่สำคัญไม่มีรัฐบาลหรือรัฐมนตรีหรือใครที่จะมีความรู้ได้เลย อธิบดีกรมชายฝั่ง อธิบดีกรมเจ้าท่า อธิบดีกรมโยธา อยู่ในประเทศที่ไร้ความรู้เรื่องนี้โดยสิ้นเชิง"
มีตอนไหนที่มีความหวังบ้าง
"ทุกตอนมีความหวังหมด ยกเว้นตอนกัดเซาะชายฝั่ง แขกรับเชิญเรื่องป่าเราไปเอาตัวอย่างที่ดีมา เช่น เรื่องป่าอนุรักษ์ เราทำเรื่องห้วยขาแข้งตั้งหลายตอนเพราะที่นี่เป็นตัวอย่างการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ เรื่องป่าชุมชนก็นำเสนอไปหลายตอน เรื่องสิ่งแวดล้อมในเมืองก็มีกรณีศึกษาดีๆ เยอะ การแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมหรือปะการังฟอกขาว ทุกตอนมีความหวังหมด ถ้าหยิบเอากรณีที่รายการไปทำเป็นนโยบายของชาติ รับรองประเทศไทยเจริญอย่างยั่งยืน ก็หวังว่าจะมีคนเข้ามาดู"
ทำรายการไปเรื่อยๆ คิดว่าเรื่องจะหมดไหม
"ทำอีก 5 ปี ก็ได้ งานอนุรักษ์เป็นงานที่ทำไม่เสร็จ ต้องทำเรื่อยๆ อยู่แล้ว เมื่อก่อนผมเป็นอาจารย์อยู่มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นนักวิชาการที่เคยทำงานช่วยเหลือเรื่องสิ่งแวดล้อมมามาก มีคนชวนไปทำเรื่องเหมืองแร่ ไปช่วยเรื่องน้ำ เรื่องชายฝั่ง ดูปัญหาจากอุตสาหกรรม ผมเคยทำงานตรวจสอบเรื่องสิทธิชุมชนด้านสิ่งแวดล้อมมาประมาณ 400 กรณี เคยทำงานกับกรรมการสิทธิมนุษยชน 7 ปี เอาเรื่องเหล่านั้นมาทำก็ยังไม่หมดเลย แถมยังมีเรื่องใหม่ๆ เข้ามาทุกวัน"
กันตภณ บุญญานนท์ โปรดิวเซอร์รายการธรรมชาติมาหานคร
“ผมเคยทำสารคดีรำลึก ‘สืบ นาคะเสถียร’ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว แล้วรู้สึกชอบ เลยเป็นแรงบันดาลใจให้ผมสนใจงานสิ่งแวดล้อม ประจวบเหมาะกับทางผู้ใหญ่ของนิวทีวีมีนโยบายว่าอยากทำรายการสิ่งแวดล้อมโดยให้ 'อาจารย์ศศิน เฉลิมลาภ' มาเป็นพิธีกร พอผู้ใหญ่ในช่องโทรมาชวน ว่ามาทำกับพี่ไหม ผมก็ตัดสินใจรับงานทันที
“การทำรายการสิ่งแวดล้อมให้คนสนใจถือเป็นโจทย์ที่ยากพอสมควร คนที่ทำงานด้านสื่อน่าจะเข้าใจดี ถ้าเปรียบเทียบเป็นหนังสือที่ขายตามตลาดก็คล้ายกันตรงที่ว่า หนังสือที่มีสาระข้อมูลดีๆ จะขายได้น้อยกว่าหนังสือบันเทิง ดารา รายการทีวีก็เหมือนกัน แต่ผมโชคดีตรงที่ว่าผู้บริหารสถานีเขามีความคิดที่จะทำรายการที่เป็นสาระประโยชน์ เราก็ต้องมาพยายามทำในทิศทางที่น่าจะมีคนดูมากขึ้น พยายามที่จะทำให้คนดูสามรถดูได้ง่าย เข้าถึงได้ง่าย ไม่ใช่แค่ชวนแขกรับเชิญมานั่งถกปัญหาหนักๆ เพียงอย่างเดียว ผมก็พยายามที่จะทำให้มันเป็นในรูปแบบสารคดี ใส่ฉาก ใส่บรรยากาศสวยๆ ตัดต่อสวยๆ พยายามใช้ชั้นเชิงในการดำเนินเรื่อง
“อาจารย์ศศิน ไม่ได้เป็นแค่พิธีกร แต่อาจารย์เป็นเหมือนโปรดิวเซอร์รายการอีกคนหนึ่งในเรื่องของเนื้อหา มีส่วนช่วยคิดรูปแบบและการนำเสนอของรายการ การทำงานง่ายและรวดเร็ว โดยปกติรายการที่ออกอากาศเป็นชั่วโมงมันต้องใช้เวลาในการทำงานที่เยอะพอสมควร อย่างน้อยต้องเตรียมเป็นสัปดาห์กว่าจะได้เริ่มถ่ายทำ แต่อาจารย์ศศินจะมีข้อมูลเบื้องต้นอยู่แล้ว แล้วไปคุยข้อมูลกับแขกรับเชิญทำข้อมูลกันวันสองวันก็เสร็จ มันทำให้เราประหยัดเวลาในการทำงานไปได้เยอะ เวลาไปถ่ายทำ คำถามที่พูดออกไป มันออกมาจากความคิดจริงๆ ของอาจารย์ศศินซึ่งดูเป็นธรรมชาติมาก
“ถ้าหากต้องเปลี่ยนเอาพิธีกรมืออาชีพหรือดาราที่ไม่ได้รู้เรื่องสิ่งแวดล้อมจริงๆ มาแทนอาจารย์ศศิน ผมคิดว่ารายการคงไม่ได้ออกมาในรูปแบบอย่างนี้ และรายการนั้นก็คงไม่ใช่รายการธรรมชาติมาหานครอย่างแน่นอน
ถอดความจาก เสวนาเปิดตัวหนังสือร้อยเรื่องธรรมชาติมาหานคร 11 กันยายน 2559
เรียบเรียง เอกวิทย์ เตระดิษฐ์ หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กร
ในวาระครอบรอบ 100 ตอน และ 2 ปี ของการออกอากาศของการทำรายการธรรมชาติมาหานคร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้จัดพิมพ์หนังสือชื่อ “ร้อยเรื่องธรรมชาติมาหานคร” ซึ่งเป็นการรวมบทสรุปท้ายรายการมาจัดพิมพ์เป็นหนังสือ เพื่อเป็นเหมือนการสรุปเรื่องราวของรายการอีกครั้ง และยังเป็นเหมือนสารานุกรมของรายการสำหรับสืบค้นเรื่องราวของการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเพื่อไม่ให้กลับมาซ้ำรอยอีกครั้งในอนาคต
ขอรับหนังสือได้โดยการสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ติดต่อ กล่องข้อความเฟสบุ๊ค มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และไลน์ ID snfshop
ติดตามชมรายการธรรมชาติมาหานคร ได้ทาง นิวทีวี ช่อง 18 ทุกบ่ายวันอาทิตย์ เวลา 13.30 - 14.00 น. รับชมรายการย้อนหลังทุกตอนได้ที่ www.newtv.co.th/mahanakhon
ธรรมชาติมาหานคร2 ปีที่ผ่านมา กับบทบาทการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมของ ศศิน เฉลิมลาภ นอกจากขยับตัวเองจากเก้าอี้เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรมาดำรงตำแหน่งประธาน คอยขับเคลื่อนงานด้านนโยบายให้กับองค์กร อีกงานหนึ่งที่ทำให้เราได้เห็นเขาอย่างสม่ำเสมอ คือ การผันตัวมารับงานพิธีกรทีวี ในรายการ “ธรรมชาติมาหานคร”

“ธรรมชาติมาหานคร” เป็นรายการถกประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เชิญนักวิชาการ นักเคลื่อนไหวที่เรียกว่าได้เป็น “ตัวจริง” ด้านสิ่งแวดล้อมในมิติต่างๆ มาพูดคุยถึงปัญหาและแนวทางแก้ไข เพื่อหวังว่าใครสักคนที่มีส่วนในการผลักดันงานเชิงนโยบายของชาติมาชม และนำเนื้อหาของรายการไปใช้เป็นแนวทางแก้ปัญหา

อาจจะดูผิดแผกแปลกตาจากหน้าที่เดิม แต่ความหวังดีที่จะช่วยเหลือสิ่งแวดล้อมไม่ต่างจากหน้าที่ที่ทำให้กับองค์กรหลัก

หากจะมีอะไรที่ต่างออกไป ก็เป็นเพียงเพราะรายการนี้นำเสนอปัญหาสิ่งแวดล้อมในทุกที่ ทุกมิติ ไม่ได้เฉพาะเจาะจงแค่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเหมือนอย่างงานที่ทำกับองค์กรหลัก

เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้มีแค่ในป่า มันมีอยู่ทุกที่รอบตัวเรา และมันเป็นงานที่ทำไม่มีวันเสร็จ...
.
.

ธรรมชาติมาหานคร
.
.
ทำไมถึงตัดสินใจมารับงานพิธีกร
“ผมมองว่ารายการแบบนี้เป็นรายการที่มีประโยชน์ และเป็นโอกาสที่เราจะกระจายข่าวสารได้กว้าง เขียนหนังสือคนดูไม่มาก เล่นเฟสบุ๊คก็มีข้อจำกัด พอเป็นทีวีเราสามารถเอาทรัพยากรต่างๆ ที่เราสนใจมาใส่ลงไปได้เต็มที่ ยกตัวอย่างมูลนิธิสืบนาคะเสถียรอยากมีสารคดีสัก 15 นาที จะไปจ้างบริษัททำเขาเรียกเงินตั้งสองแสนบาท มันเป็นเรื่องที่เอ็นจีโอบ้านๆ ไม่มีทางหาเงินมาทำรายการสิ่งแวดล้อมดีๆ สักตอนให้ตัวเองได้ จะทำเองฝีมืออย่างเราก็ไม่ดี ทีนี้พอมีช่างภาพมืออาชีพ กล้องดีๆ โอกาสแบบนี้มีที่ไหน”

“อีกเหตุผล คือ รายการธรรมชาติมาหานครจะบริจาคให้มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ตอนละ 10,000 บาท ซึ่งเงินบริจาคในส่วนนี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงต่อการทำงาน เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อและมูลนิธิฯ กำลังมีวิกฤตเรื่องการเงิน แล้วนิวทีวีก็เข้ามา ผมก็ลดเงินเดือนตัวเองแล้วรับค่าตัวจากรายการแทน เราก็สามารถดำรงชีวิตด้วยงานตัวนี้ไปพร้อมกับลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับมูลนิธิฯ เงินที่ได้รับจากนิวทีวีผมก็เอามาปรับโครงสร้างการทำงานให้กับองค์กร รับเจ้าหน้าที่ฝ่ายระดมทุน เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ซึ่งปกติงานของเอ็นจีโอไม่มีฝ่ายแบบนี้ แต่ผมมองว่าถ้าจะทำให้มูลนิธิฯ อยู่รอดได้ เราไม่ต้องการแค่คนที่จะออกไปทำงานอนุรักษ์ในป่า เราต้องการคนทำงานในเมือง แต่ผมก็ไม่สามารถหางบประมาณส่วนนั้นได้ โชคดีที่นิวทีวีเข้ามาทำให้การทำงานในฝ่ายต่างๆ ขององค์กรกระเตื้องขึ้น”

งานของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร จริงๆ แล้วทำในป่าตะวันตก แต่เนื้อหาของรายการไม่ได้จำกัดอยู่แค่นั้น
“รายการต้องทำกว้างออกไปเพื่อหากลุ่มเป้าหมาย ถ้าทำแค่ป่าตะวันตกจะง่ายเพราะเรารู้จักกันหมด แต่โจทย์ของรายการธรรมชาติมาหานครเป็นรายการถกประเด็นหนักๆ ตามโจทย์ของโปรดิวเซอร์รายการเราต้องออกไปหาบุคลากรข้างนอก เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับประเทศ และที่สำคัญ ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้มีเฉพาะในป่า

ระหว่างปัญหาในป่ากับนอกป่า ที่ไหนดูน่ากลัวกว่ากัน
“ปัญหาสิ่งแวดล้อมนอกป่ารุนแรงกว่าในป่า เพราะในป่ามีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นผู้รับผิดชอบ มีนักอนุรักษ์เป็นผู้ปกป้องคุ้มครอง มีเรื่องราวคุณค่าของป่าที่คนตระหนักเพื่อปกป้องไว้ เวลามีปัญหาอะไรก็มาช่วยกัน เรื่องราวในป่าจะเป็นอารมณ์แบบนี้ แต่ข้างนอกเครียดเพราะเป็นปัญหาที่มันต้องหาทางออก ทำไมมันเกิดอะไรขึ้นได้ขนาดนี้”

ปัญหาสิ่งแวดล้อมมีมากมาย ไปเอาความรู้จากไหนมาดำเนินรายการ
"นักวิชาการหรือนักสิ่งแวดล้อมที่รายการเชิญมาล้วนเป็นมือหนึ่ง ซึ่งผมต้องมั่นใจก่อนว่า สิ่งที่เขาจะพูดออกมา คือ การแก้ไขเชิงนโยบายให้ประเทศนี้ได้จริงๆ"

"คือ ผมทำงานด้านสิ่งแวดล้อมมาจะครบ 30 ปี แล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 ตอนที่ยังเป็นนักศึกษา ฉะนั้นคนที่ทำงานมากกว่าผมก็จะมีอาจารย์รตยา จันทรเทียร อดีตประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร นอกจากนี้ก็จะเป็นคนในรุ่นผม เพื่อนผม เครือข่ายที่ผมรู้จัก ผมจะรู้ว่าถ้าเป็นปัญหาอะไรใครจะเป็นคนให้คำตอบได้ เพราะว่างานสิ่งแวดล้อมเป็นงานที่ทำกันเป็นเครือข่าย เช่น เมื่อก่อนมีงานประชุมสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เป็นวงประชุมที่เราได้เจอแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกันมาโดยตลอด"
.
.

ธรรมชาติมาหานคร
.
.
ทำรายการมากว่า 100 ตอน ปัญหาสิ่งแวดล้อมประเด็นไหนที่คิดว่าหนักที่สุด
"ผมคิดว่าเรื่องการกัดเซาะชายฝั่งเป็นปัญหาที่หนักที่สุด ช่วงสองปีที่ผ่านมาผมอินกับเรื่องการกัดเซาะชายฝั่งมาก เรื่องป่าเราระดมกำลังทุ่มเทปกป้อง ขอความร่วมมือไปใครๆ ก็มาช่วย เรื่องปะการัง เรื่องการปิดเกาะเพื่อฟื้นฟูปะการัง บอกข้าราชการไปเขาก็เชื่อว่าถ้าปะการังตาย คนทั้งประเทศเดือดร้อนแน่ แต่บอกว่าหาดทรายจะหมดไม่มีใครเชื่อ บอกหน่วยงานที่รับผิดชอบไปช่วยหน่อย ก็กลับกลายเป็นว่าจะมีแต่ไปทำลายเพิ่ม ไปหาคนที่เก่งที่สุดเรื่องการกัดเซาะชายฝั่ง คือ อาจารย์สมบูรณ์ พรพิเนตพงศ์ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มาอธิบายให้ฟังแต่มันไม่มีคนดู คนที่ดูก็บอกว่ายิ่งดูยิ่งหดหู่ ยิ่งดูยิ่งเศร้าใจ เพราะมันไม่ได้เสียหายแค่เรื่องหาดทรายอย่างเดียว แต่มันบอกว่าประเทศนี้มันโง่มาก"

"ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งประเทศไทยมี 2 เรื่องใหญ่ๆ เรื่องแรก แถวๆ สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร บริเวณนั้นเป็นพื้นที่ปากแม่น้ำ การกัดเซาะเริ่มตั้งแต่เราสร้างเขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนภูมิพล และเขื่อนเจ้าพระยา ตะกอนมันไหลลงมาไม่ได้ ดังนั้น ชายฝั่งก็ไม่งอก แต่ที่ไม่มีปัญหาเพราะมีป่าชายเลน ป่าชายเลนจะทำหน้าที่ดึงตะกอนให้ทับถมตลอดเวลาก็ช่วยลดปัญหาการกัดเซาะไปได้ แต่มาพังตอนคนนิยมทำนากุ้งเมื่อปี 2540 ถางป่าชายเลนทำนากุ้งกันหมด พอคลื่นมาตูมเดียวก็พังกันหมด นี่คือเรื่องปากแม่น้ำที่เรากำลังเผชิญ"
.
"เรื่องที่สอง เรื่องหาดทราย เมื่อก่อนมีเรือขุดสันดอนเพื่อกันการทับถมของตะกอน เพราะหาดทรายจะพัดพาทรายมาปิดปากแม่น้ำ เรียกสันดอนปิดปากแม่น้ำ กรมเจ้าท่ามีหน้าที่ที่ต้องมาขุด เมื่อสัก 20 ปีที่ผ่านมา เขาบอกไม่อยากขุดเนื่องจากมีการบูมของเรือประมงต้องเข้าออกในร่องน้ำนี้ ก็เลยทำเขื่อนหินกันไม่ให้กระแสน้ำพัดทรายทับถมที่ปากแม่น้ำ ซึ่งได้ผลจริงๆ เพราะเรือเข้าออกได้และไม่ต้องขุด พอมีเขื่อนหินมาขวางทรายก็พัดไปอีกฝั่งหนึ่งไม่ได้ เขื่อนหินนี้มีขนาดแค่ 100 เมตรเอง แต่เมื่อไม่มีทรายมาคอยเติมแถวปากผนังก็เกิดการกัดเซาะไปเป็น 40 กิโลเมตร ที่แหลมผักเบี้ย มีหาดทรายยาวเหยียด มีโรงแรมบ้าอะไรไม่รู้เห็นแก่ตัวอยากจะมีหาดทรายส่วนตัวกว้างๆ เอาหินไปกองนิดเดียว หาดทรายของแหลมผักเบี้ยทั้งหาดหายไปหมดเลย แหล่งวางไข่นกหัวโตมลายูไม่เหลือเลย เราก็บอกอย่าไปทำเลย อย่าไปถมหินเลย ไปเอาออกเหอะ เขาก็บอกว่าคุณไม่รู้หรอก คุณไม่ใช่คนในพื้นที่ คนพื้นที่เขาเห็นน้ำทะเลมันขึ้นทุกปี โลกก็กำลังร้อน เราต้องย้ายบ้านหนี คุณจะมาห่วงนกอะไร... เราก็ทำรายการออกไป และก็พูดออกไป ปรากฏว่ากรมเจ้าท่าก็อยากจะรักษาร่องน้ำของฉัน กรมโยธาธิการบอกว่าดินแดนประเทศไทยจะเสียไปถ้าไม่เอาหินมาถม เทศบาลก็บอกว่าไม่ได้หรอกประชาชนผมเดือดร้อนต้องเอาหินมาถม ก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปตะโกนบอกใคร ถามผมว่าอะไรแย่ที่สุด ผมว่าการกัดเซาะชายฝั่งแย่ที่สุด"

คนดำเนินรายการเป็นเอ็นจีโอ หน่วยงานรัฐเลยไม่เชื่อดีกว่า
"ก็ไม่รู้ แต่ให้คนอื่นมาพูดก็พูดไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องง่ายที่สุดแต่ไม่มีคนรู้ เป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดทางธรณีสัณฐานชายฝั่ง แต่ไม่มีคนรู้เรื่อง ถ้าเป็นผลกระทบจากโครงการอุตสาหกรรมมันยังมีประโยชน์นะ หรือสร้างเขื่อนในป่าแม่วงก์มันก็ยังมีเหตุผล เพราะคนต้องการ จะตัดถนนก็ยังมีเหตุผลเพราะคนต้องการ ปัญหาสิ่งแวดล้อมในเมืองก็มีเหตุผลเพราะมีคนอยู่เยอะมลพิษก็เยอะตาม แต่ที่ไม่มีเหตุผลและทำลายโดยไร้เหตุผลที่สุด คือ การกัดเซาะชายฝั่ง ไร้เหตุผลแบบไม่มีเหตุผลอะไรนอกจากคอร์รัปชั่น หรือรู้แล้วทำแกล้งโง่ แล้วที่สำคัญไม่มีรัฐบาลหรือรัฐมนตรีหรือใครที่จะมีความรู้ได้เลย อธิบดีกรมชายฝั่ง อธิบดีกรมเจ้าท่า อธิบดีกรมโยธา อยู่ในประเทศที่ไร้ความรู้เรื่องนี้โดยสิ้นเชิง"
.
.

ศศิน เฉลิมลาภ
.
.
มีตอนไหนที่มีความหวังบ้าง
"ทุกตอนมีความหวังหมด ยกเว้นตอนกัดเซาะชายฝั่ง แขกรับเชิญเรื่องป่าเราไปเอาตัวอย่างที่ดีมา เช่น เรื่องป่าอนุรักษ์ เราทำเรื่องห้วยขาแข้งตั้งหลายตอนเพราะที่นี่เป็นตัวอย่างการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ เรื่องป่าชุมชนก็นำเสนอไปหลายตอน เรื่องสิ่งแวดล้อมในเมืองก็มีกรณีศึกษาดีๆ เยอะ การแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมหรือปะการังฟอกขาว ทุกตอนมีความหวังหมด ถ้าหยิบเอากรณีที่รายการไปทำเป็นนโยบายของชาติ รับรองประเทศไทยเจริญอย่างยั่งยืน ก็หวังว่าจะมีคนเข้ามาดู"

ทำรายการไปเรื่อยๆ คิดว่าเรื่องจะหมดไหม
"ทำอีก 5 ปี ก็ได้ งานอนุรักษ์เป็นงานที่ทำไม่เสร็จ ต้องทำเรื่อยๆ อยู่แล้ว เมื่อก่อนผมเป็นอาจารย์อยู่มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นนักวิชาการที่เคยทำงานช่วยเหลือเรื่องสิ่งแวดล้อมมามาก มีคนชวนไปทำเรื่องเหมืองแร่ ไปช่วยเรื่องน้ำ เรื่องชายฝั่ง ดูปัญหาจากอุตสาหกรรม ผมเคยทำงานตรวจสอบเรื่องสิทธิชุมชนด้านสิ่งแวดล้อมมาประมาณ 400 กรณี เคยทำงานกับกรรมการสิทธิมนุษยชน 7 ปี เอาเรื่องเหล่านั้นมาทำก็ยังไม่หมดเลย แถมยังมีเรื่องใหม่ๆ เข้ามาทุกวัน"

กันตภณ บุญญานนท์ โปรดิวเซอร์รายการธรรมชาติมาหานคร
ธรรชาติมาหานคร ต้องเป็น ศศิน เฉลิมลาภ เท่านั้น
“ผมเคยทำสารคดีรำลึก ‘สืบ นาคะเสถียร’ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว แล้วรู้สึกชอบ เลยเป็นแรงบันดาลใจให้ผมสนใจงานสิ่งแวดล้อม ประจวบเหมาะกับทางผู้ใหญ่ของนิวทีวีมีนโยบายว่าอยากทำรายการสิ่งแวดล้อมโดยให้ 'อาจารย์ศศิน เฉลิมลาภ' มาเป็นพิธีกร พอผู้ใหญ่ในช่องโทรมาชวน ว่ามาทำกับพี่ไหม ผมก็ตัดสินใจรับงานทันที"

“การทำรายการสิ่งแวดล้อมให้คนสนใจถือเป็นโจทย์ที่ยากพอสมควร คนที่ทำงานด้านสื่อน่าจะเข้าใจดี ถ้าเปรียบเทียบเป็นหนังสือที่ขายตามตลาดก็คล้ายกันตรงที่ว่า หนังสือที่มีสาระข้อมูลดีๆ จะขายได้น้อยกว่าหนังสือบันเทิง ดารา รายการทีวีก็เหมือนกัน แต่ผมโชคดีตรงที่ว่าผู้บริหารสถานีเขามีความคิดที่จะทำรายการที่เป็นสาระประโยชน์ เราก็ต้องมาพยายามทำในทิศทางที่น่าจะมีคนดูมากขึ้น พยายามที่จะทำให้คนดูสามรถดูได้ง่าย เข้าถึงได้ง่าย ไม่ใช่แค่ชวนแขกรับเชิญมานั่งถกปัญหาหนักๆ เพียงอย่างเดียว ผมก็พยายามที่จะทำให้มันเป็นในรูปแบบสารคดี ใส่ฉาก ใส่บรรยากาศสวยๆ ตัดต่อสวยๆ พยายามใช้ชั้นเชิงในการดำเนินเรื่อง"
.
.

กันตภณ บุญญานนท์
.
.
“อาจารย์ศศิน ไม่ได้เป็นแค่พิธีกร แต่อาจารย์เป็นเหมือนโปรดิวเซอร์รายการอีกคนหนึ่งในเรื่องของเนื้อหา มีส่วนช่วยคิดรูปแบบและการนำเสนอของรายการ การทำงานง่ายและรวดเร็ว โดยปกติรายการที่ออกอากาศเป็นชั่วโมงมันต้องใช้เวลาในการทำงานที่เยอะพอสมควร อย่างน้อยต้องเตรียมเป็นสัปดาห์กว่าจะได้เริ่มถ่ายทำ แต่อาจารย์ศศินจะมีข้อมูลเบื้องต้นอยู่แล้ว แล้วไปคุยข้อมูลกับแขกรับเชิญทำข้อมูลกันวันสองวันก็เสร็จ มันทำให้เราประหยัดเวลาในการทำงานไปได้เยอะ เวลาไปถ่ายทำ คำถามที่พูดออกไป มันออกมาจากความคิดจริงๆ ของอาจารย์ศศินซึ่งดูเป็นธรรมชาติมาก"

“ถ้าหากต้องเปลี่ยนเอาพิธีกรมืออาชีพหรือดาราที่ไม่ได้รู้เรื่องสิ่งแวดล้อมจริงๆ มาแทนอาจารย์ศศิน ผมคิดว่ารายการคงไม่ได้ออกมาในรูปแบบอย่างนี้ และรายการนั้นก็คงไม่ใช่รายการธรรมชาติมาหานครอย่างแน่นอน"
.
.
ถอดความจาก เสวนาเปิดตัวหนังสือร้อยเรื่องธรรมชาติมาหานคร 11 กันยายน 2559
เรียบเรียง เอกวิทย์ เตระดิษฐ์ หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กร
.
.
ในวาระครอบรอบ 100 ตอน และ 2 ปี ของการออกอากาศของการทำรายการธรรมชาติมาหานคร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้จัดพิมพ์หนังสือชื่อ “ร้อยเรื่องธรรมชาติมาหานคร” ซึ่งเป็นการรวมบทสรุปท้ายรายการมาจัดพิมพ์เป็นหนังสือ เพื่อเป็นเหมือนการสรุปเรื่องราวของรายการอีกครั้ง และยังเป็นเหมือนสารานุกรมของรายการสำหรับสืบค้นเรื่องราวของการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเพื่อไม่ให้กลับมาซ้ำรอยอีกครั้งในอนาคต ขอรับหนังสือได้โดยการสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ติดต่อ กล่องข้อความเฟสบุ๊ค มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และไลน์ ID snfshop
.
ร้อยเรื่องธรรมชาติมาหานคร
.

.
ติดตามชมรายการธรรมชาติมาหานคร ได้ทาง นิวทีวี ช่อง 18 ทุกบ่ายวันอาทิตย์ เวลา 13.30 - 14.00 น. รับชมรายการย้อนหลังทุกตอนได้ที่ www.newtv.co.th/mahanakhon
.
.
 

รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง