• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก เราทำงานให้พี่สืบ ศศิน เฉลิมลาภ บทความโดยศศิน เฉลิมลาภ คิดยกกำลัง 2 : พายุถล่ม ปัจจัยตัดสินทำนาปรังหรือไม่

คิดยกกำลัง 2 : พายุถล่ม ปัจจัยตัดสินทำนาปรังหรือไม่

อีเมล พิมพ์ PDF
จากสถานการณ์พายุถล่มเข้ามาช่วงกลางค่อนข้างปลายฤดูฝน หย่อมความกดอากาศต่ำไล่จากภาคเหนือลงมาอยู่ภาคกลางช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม แต่ปัญหาคือปี 2558 ที่ผ่านมา เมื่อหมดฤดูฝนน้ำในเขื่อนหลักเหลืออยู่ประมาณ 3,500 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งทำให้ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ภัยแล้ง ปกติหากน้ำมีปริมาณถึง 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตรถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่พอใช้ แต่ในระดับที่สมบูรณ์ต้องมีปริมาณน้ำถึง 10,000 ลูกบาศก์เมตร จึงจะสามารถทำนาได้เต็มที่
แต่ปริมาณน้ำขณะนี้ (15 ก.ย. 2559) มีอยู่ประมาณ 5,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งฝนที่กำลังตกช่วงนี้ไม่ใช่พายุแต่เป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ เกิดเป็นคำถามว่าเขื่อนจะสามารถเก็บน้ำไว้ได้เพียงใด แม้ฝนจะตกหนักในช่วงนี้แต่ไม่ได้หมายความว่าปริมาณน้ำในเขื่อนจะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย เพราะบริเวณจุดที่ฝนตกไม่ได้อยู่เหนือเขื่อน โดยขณะนี้มีพายุเรียงตัวอยู่ในประเทศฟิลิปปินส์และมหาสมุทรแปซิฟิกอีก 4 ลูกกำลังก่อตัว เราต้องลุ้นให้มันเคลื่อนที่ไปภาคเหนือของประเทศไทยให้น้ำในเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี ได้น้ำในปริมาณจำนวนมาก ส่วนน้ำในเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ์ (เขื่อนเขาแหลม) จังหวัดกาญจนบุรี ยังมีปริมาณน้อย เพราะฉะนั้นน้ำที่ใช้สำหรับการอุปโภคบริโภค และการทำนาปรัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ประเทศไทย) ต้องตัดสินใจว่าควรทำนาหรือไม่ ซึ่งคาดว่ากระทรวงเกษตรฯ จะตัดสินใจในเดือนตุลาคมนี้
เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นแล้วว่า "เขื่อนไม่ใช่คำตอบ" เพราะเวลานี้มีเขื่อนที่เพียงพอแต่กลับไม่มีน้ำ เนื่องจากฝนตกพื้นที่ภาคกลางที่ไม่สามารถทำเขื่อนได้ เช่น ที่ราบภาคกลาง โดยแนะนำทฤษฎีการกระจายแหล่งน้ำขนาดเล็กไปทั่วทุกพื้นที่ คนทำนาอาจต้องเสียสละพื้นที่นาบ้างเพื่อเก็บกักน้ำส่วนตัว การปรับเปลี่ยนชนิดพืช การปลูกพืชอื่นเสริม ก็จะสามารถบริหารจัดการน้ำด้วยตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่นคอยมาจะปันน้ำมาให้ โดยไม่รู้ว่าเป็นปริมาณมากหรือน้อยเพียงใด แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ควรประมาทพายุที่กำลังลำเลียงเข้ามาด้วย
ปัจจุบันนี้เขื่อนมีจำนวนกว่า 4,000 เขื่อนแล้ว ซึ่งเขื่อนมันมีคุณประโยชน์แต่ในขณะเดียวกันก็ให้โทษทำลายสภาพแวดล้อมมามาก ด้วยจำนวนเขื่อนขนาดนี้น่าจะสามารถบริหารจัดการน้ำได้ ส่วนพื้นที่ที่ยังมีความสำคัญทางสิ่งแวดล้อมนั้นควรละเว้นบ้าง อาทิ แม่วงก์ แก่งเสือเต้น เพราะยังมีทางเลือกอื่นๆ ที่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ เช่น การกระจายแหล่งน้ำขนาดเล็กในทั่วพื้นที่ที่จะช่วยให้ประชาชนได้มีน้ำใช้บริโภคอุปโภคได้
พายุจากสถานการณ์พายุถล่มเข้ามาช่วงกลางค่อนข้างปลายฤดูฝน หย่อมความกดอากาศต่ำไล่จากภาคเหนือลงมาอยู่ภาคกลางช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม แต่ปัญหาคือปี 2558 ที่ผ่านมา เมื่อหมดฤดูฝนน้ำในเขื่อนหลักเหลืออยู่ประมาณ 3,500 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งทำให้ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ภัยแล้ง ปกติหากน้ำมีปริมาณถึง 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตรถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่พอใช้ แต่ในระดับที่สมบูรณ์ต้องมีปริมาณน้ำถึง 10,000 ลูกบาศก์เมตร จึงจะสามารถทำนาได้เต็มที่

แต่ปริมาณน้ำขณะนี้ (15 ก.ย. 2559) มีอยู่ประมาณ 5,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งฝนที่กำลังตกช่วงนี้ไม่ใช่พายุแต่เป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ เกิดเป็นคำถามว่าเขื่อนจะสามารถเก็บน้ำไว้ได้เพียงใด แม้ฝนจะตกหนักในช่วงนี้แต่ไม่ได้หมายความว่าปริมาณน้ำในเขื่อนจะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย เพราะบริเวณจุดที่ฝนตกไม่ได้อยู่เหนือเขื่อน โดยขณะนี้มีพายุเรียงตัวอยู่ในประเทศฟิลิปปินส์และมหาสมุทรแปซิฟิกอีก 4 ลูกกำลังก่อตัว เราต้องลุ้นให้มันเคลื่อนที่ไปภาคเหนือของประเทศไทยให้น้ำในเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี ได้น้ำในปริมาณจำนวนมาก ส่วนน้ำในเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ์ (เขื่อนเขาแหลม) จังหวัดกาญจนบุรี ยังมีปริมาณน้อย เพราะฉะนั้นน้ำที่ใช้สำหรับการอุปโภคบริโภค และการทำนาปรัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ประเทศไทย) ต้องตัดสินใจว่าควรทำนาหรือไม่ ซึ่งคาดว่ากระทรวงเกษตรฯ จะตัดสินใจในเดือนตุลาคมนี้

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นแล้วว่า "เขื่อนไม่ใช่คำตอบ" เพราะเวลานี้มีเขื่อนที่เพียงพอแต่กลับไม่มีน้ำ เนื่องจากฝนตกพื้นที่ภาคกลางที่ไม่สามารถทำเขื่อนได้ เช่น ที่ราบภาคกลาง โดยแนะนำทฤษฎีการกระจายแหล่งน้ำขนาดเล็กไปทั่วทุกพื้นที่ คนทำนาอาจต้องเสียสละพื้นที่นาบ้างเพื่อเก็บกักน้ำส่วนตัว การปรับเปลี่ยนชนิดพืช การปลูกพืชอื่นเสริม ก็จะสามารถบริหารจัดการน้ำด้วยตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่นคอยมาจะปันน้ำมาให้ โดยไม่รู้ว่าเป็นปริมาณมากหรือน้อยเพียงใด แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ควรประมาทพายุที่กำลังลำเลียงเข้ามาด้วย
.
.

พายุ
.
.
ปัจจุบันนี้เขื่อนมีจำนวนกว่า 4,000 เขื่อนแล้ว ซึ่งเขื่อนมันมีคุณประโยชน์แต่ในขณะเดียวกันก็ให้โทษทำลายสภาพแวดล้อมมามาก ด้วยจำนวนเขื่อนขนาดนี้น่าจะสามารถบริหารจัดการน้ำได้ ส่วนพื้นที่ที่ยังมีความสำคัญทางสิ่งแวดล้อมนั้นควรละเว้นบ้าง อาทิ แม่วงก์ แก่งเสือเต้น เพราะยังมีทางเลือกอื่นๆ ที่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ เช่น การกระจายแหล่งน้ำขนาดเล็กในทั่วพื้นที่ที่จะช่วยให้ประชาชนได้มีน้ำใช้บริโภคอุปโภคได้

.
.
 

รับข่าวสาร