• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ มหาสมุทรโลกไม่อาจปกป้องเราจากสภาวะโลกร้อนได้อีกต่อไป

มหาสมุทรโลกไม่อาจปกป้องเราจากสภาวะโลกร้อนได้อีกต่อไป

อีเมล พิมพ์ PDF
มหาสมุทร ระบบนิเวศที่แบกรับผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนมากที่สุดกำลังเข้าสู่ขีดจำกัด จากภาพปะการังที่ค่อยๆ ตายลงทั่วโลก และปริมาณปลาที่ลดลงอย่างฮวบฮาบเป็นสัญญาณอย่างดีที่ระบุว่ามหาสมุทรกำลังเข้าสู่จุดพลิกผันที่น่าเป็นกังวล โดยประชาชนเองก็เริ่มรู้สึกถึงผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลง เช่น เหตุการณ์ความแปรปรวนทางภูมิอากาศที่รุนแรง เช่น เฮอร์ริเคน อ้างอิงจากรายงานล่าสุดของ International Union for Conservation of Nature (IUCN)
“เราทุกคนทราบดีว่ามหาสมุทรคือระบบนิเวศสำคัญที่โอบอุ้มโลกใบนี้ แต่เรากำลังปล่อยให้มหาสมุทรป่วยไข้”Inger Anderson ผู้อำนวยการ IUCN กล่าว
นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 ผืนน้ำทั่วโลกนับว่าเป็นพันธมิตรสำคัญในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสภาวะโกลร้อน โดยดูดซับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งปลดปล่อยจากกิจกรรมของมนุษย์ถึงร้อยละ 93
“หากเปรียบแบบกำปั้นทุบดิน ถ้าไม่มีมหาสมุทรที่คอยปกป้องเรา อุณหภูมิในชั้นบรรยากาศโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 36 องศาเซลเซียส” Dan Laffoley ที่ปรึกษาด้านสมุทรศาสตร์และการอนุรักษ์ ประจำโครงการ Global Marine and Polar ของ IUCN กล่าว
เมื่อสภาวะโลกร้อนยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง อุณหภูมิในมหาสมุทรก็มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นราว 1 ถึง 4 องศาเซลเซียส ภายในสิ้นปี ค.ศ. 2100 ซึ่งในมุมมองของ Inger Anderson “หากมองเงื่อนเวลาแบบประวัติศาสตร์ของระบบนิเวศ ค.ศ. 2100 ก็ไม่ต่างจากวันพรุ่งนี้ กล่าวคือน้อยมากๆ”
นักวิทยาศาสตร์ 80 คนจาก 12 ประเทศ ร่วมกันทำงานวิจัยที่ “ครบถ้วนและเป็นระบบที่สุดที่เราเคยดำเนินการกับมหาสมุทรที่อุ่นขึ้น” Dan Laffoley กล่าว
“เราศึกษาสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ระดับแบคทีเรียนไปจนถึงปลาวาฬ จากขั้วโลกเหนือไปจนถึงขั้วโลกใต้ เราพิจารณาระบบนิเวศสำคัญๆ ทุกประเภท รวมถึงทะเลลึก” เขากล่าวเสริม
ปรากฎการณ์ที่น่ากังวลคือ ประชากรของทั้งสปีชีส์ เช่น แพลงก์ตอน แมงกะพรุน เต่าทะเล และนกทะเล กำลังอพยพตัวเองขึ้นสู่ขั้วโลกราว 10 องศาละติจูด เพื่ออาศัยในผืนน้ำที่ครั้งหนึ่งเคยหนาวเกินกว่าที่จะใช้ชีวิตอยู่ได้ การอพยพดังกล่าวรวดเร็วกว่าการอพยพของสัตว์บกสู่ขั้วโลกเหนือถึง 5 เท่า
การเปลี่ยนที่อยู่อาศัยของปลาจากแหล่งที่อยู่อาศัยดั้งเดิมนั้นจะสั่นคลอนอุตสาหกรรมประมงทั่วโลก เช่น ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากปลาอพยพไปทางขั้วโลก จะส่งผลให้ปริมาณปลาที่จับได้ลดลงถึงร้อยละ 30 ภายในปี ค.ศ. 2050 เช่นเดียวกับในทวีปแอฟริกาตะวันออก และบางส่วนในทะเลอินเดียที่น้ำอุ่นทำให้ปะการังตาย ส่งผลต่อเนื่องให้ปลาตายลงเช่นกัน ทำให้ชาวประมงจำนวนมากต้องสูญเสียแหล่งรายได้เลี้ยงชีพ
การศึกษาดังกล่าวได้มองไปยังแหล่งปะการังซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศสำคัญของหลายประเทศทั่วโลก แต่ปัจจุบัน แนวปะการังบางแห่งได้ตายลงไปแล้วกว่าครึ่งหนึ่ง แบบจำลองล่าสุดได้ทำนายว่าภายในปี ค.ศ. 2050 น้ำในมหาสมุทรที่อุ่นขึ้นจะทำให้ปะการังทั่วโลกฟอกขาว กล่าวคือ ปะการังจะสูญเสียสาหร่ายที่อาศัยแบบเกื้อหนุนกันและทำให้ปะการังมีแนวโน้มขาดสารอาหารและตายลง
ประชาชนที่อยู่อาศัยหรือข้องเกี่ยวกับมหาสมุทรก็จะมีโอกาสเจ็บป่วยมากขึ้น เนื่องจากอุณหภูมิของมหาสมุทรที่สูงขึ้นจะเพิ่มโอกาสการแพร่ระบาดของเชื้อโรค เช่น แบคที่เรียที่เป็นพาหะของอหิวาตกโรค รวมถึงปรากฎการณ์ทะเลสาหร่าย (algae bloom) ที่อาจก่อให้เกิดโรคทางระบบประสาท นอกจากนี้ มหาสมุทรที่อุ่นขึ้นยังเพิ่มโอกาสเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรง เช่น พายุไต้ฝุ่นหรือเฮอร์ริเคนอีกด้วย
จากรายงานดังกล่าว เหตุการณ์เฮอร์ริเคนที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ต่ออุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส เนื่องจากน้ำอุ่นคือแห่งพลังงานของพายุ ปรากฎการณ์เอลนิโญ ซึ่งทำให้เกิดน้ำอุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิกในบางช่วงเวลา ยังมีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาอีกด้วย
“แล้วเราจะหยุดปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร ?” Greg Stone รองประธานกรรมการองค์กรไม่แสวงหากำไร Conservation International และผู้เชี่ยวชาญด้านมหาสมุทรตั้งคำถาม
เขาเสนอว่า ควรรักษามหาสมุทรเหมือนผู้ป่วยที่มีไข้ขึ้นสูง คือต้องหาทางลดอุณหภูมิโดยหยุดปล่อยมลภาวะคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย
ส่วนอีกทางออกหนึ่งคือ การประกาศพื้นที่อนุรักษ์ทางทะเล ซึ่งเปรียบเสมือน “การบอกให้ผู้ป่วยพักผ่อน เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันมีโอกาสที่จะรักษาตัวเอง”Greg Stone กล่าว
“ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ก็เพิ่งมีข่าวดี” เขาเสริม เพราะเมื่อปลายเดือนสิงหาคม ประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศเพิ่มขนาดเขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำ Papahānaumokuākea  ณ ฮาวาย เพิ่มถึง 4 เท่า โดยเขตห้ามล่าสัตว์น้ำดังกล่าวได้ขยายขนาดเป็น  1.5 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเขตอนุรักษ์ทางบกทั่วสหรัฐอเมริการวมกัน
นอกจากคำแนะนำให้เพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ทางทะเลแล้ว กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ยังแนะนำว่าควรเตรียมรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจ เช่น หากเราสูญเสียป่าสาหร่ายทะเลยักษ์ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก หลายประเทศจำเป็นต้องทราบถึงผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวต่ออุตสาหกรรมประมง
แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันก็เป็นภาระของพวกเรา เพราะ “แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า พวกเราคือต้นเหตุของปัญหาเหล่านี้” Carl Gustaf Lundin ผู้อำนวยการโครงการ Global Marine and Polar กล่าว
“เรารู้ว่าทางออกคืออะไร และสิ่งที่เราทำได้ คือตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อไป” เขาสรุป
ถอดความจากThe Oceans Can’t Protect Us Anymore—Here’s Why โดย Christine Dell'Amore เข้าถึงได้ที่ http://news.nationalgeographic.com/2016/09/oceans-warming-global-environment-climate/
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
มหาสมุทรมหาสมุทร ระบบนิเวศที่แบกรับผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนมากที่สุดกำลังเข้าสู่ขีดจำกัด จากภาพปะการังที่ค่อยๆ ตายลงทั่วโลก และปริมาณปลาที่ลดลงอย่างฮวบฮาบเป็นสัญญาณอย่างดีที่ระบุว่ามหาสมุทรกำลังเข้าสู่จุดพลิกผันที่น่าเป็นกังวล โดยประชาชนเองก็เริ่มรู้สึกถึงผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลง เช่น เหตุการณ์ความแปรปรวนทางภูมิอากาศที่รุนแรง เช่น เฮอร์ริเคน อ้างอิงจากรายงานล่าสุดของ International Union for Conservation of Nature (IUCN)

“เราทุกคนทราบดีว่ามหาสมุทรคือระบบนิเวศสำคัญที่โอบอุ้มโลกใบนี้ แต่เรากำลังปล่อยให้มหาสมุทรป่วยไข้” Inger Anderson ผู้อำนวยการ IUCN กล่าว

นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 ผืนน้ำทั่วโลกนับว่าเป็นพันธมิตรสำคัญในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสภาวะโกลร้อน โดยดูดซับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งปลดปล่อยจากกิจกรรมของมนุษย์ถึงร้อยละ 93

“หากเปรียบแบบกำปั้นทุบดิน ถ้าไม่มีมหาสมุทรที่คอยปกป้องเรา อุณหภูมิในชั้นบรรยากาศโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 36 องศาเซลเซียส” Dan Laffoley ที่ปรึกษาด้านสมุทรศาสตร์และการอนุรักษ์ ประจำโครงการ Global Marine and Polar ของ IUCN กล่าว

เมื่อสภาวะโลกร้อนยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง อุณหภูมิในมหาสมุทรก็มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นราว 1 ถึง 4 องศาเซลเซียส ภายในสิ้นปี ค.ศ. 2100 ซึ่งในมุมมองของ Inger Anderson “หากมองเงื่อนเวลาแบบประวัติศาสตร์ของระบบนิเวศ ค.ศ. 2100 ก็ไม่ต่างจากวันพรุ่งนี้ กล่าวคือน้อยมากๆ”

นักวิทยาศาสตร์ 80 คนจาก 12 ประเทศ ร่วมกันทำงานวิจัยที่ “ครบถ้วนและเป็นระบบที่สุดที่เราเคยดำเนินการกับมหาสมุทรที่อุ่นขึ้น” Dan Laffoley กล่าว

“เราศึกษาสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ระดับแบคทีเรียนไปจนถึงปลาวาฬ จากขั้วโลกเหนือไปจนถึงขั้วโลกใต้ เราพิจารณาระบบนิเวศสำคัญๆ ทุกประเภท รวมถึงทะเลลึก” เขากล่าวเสริม

ปรากฎการณ์ที่น่ากังวลคือ ประชากรของทั้งสปีชีส์ เช่น แพลงก์ตอน แมงกะพรุน เต่าทะเล และนกทะเล กำลังอพยพตัวเองขึ้นสู่ขั้วโลกราว 10 องศาละติจูด เพื่ออาศัยในผืนน้ำที่ครั้งหนึ่งเคยหนาวเกินกว่าที่จะใช้ชีวิตอยู่ได้ การอพยพดังกล่าวรวดเร็วกว่าการอพยพของสัตว์บกสู่ขั้วโลกเหนือถึง 5 เท่า

เต่าทะเล
สัดส่วนเพศของเต่าทะเล เช่นเต่ากระในภาพ จะเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิของมหาสมุทร เนื่องจากอุณหภูมิในช่วงฟักไข่จะเป็นตัวกำหนดว่าลูกเต่าจะมีเพศใด ซึ่งอุณหภูมิที่สูงจะทำให้ลูกเต่าส่วนใหญ่ฟักออกมาเป็นเพศเมีย


การเปลี่ยนที่อยู่อาศัยของปลาจากแหล่งที่อยู่อาศัยดั้งเดิมนั้นจะสั่นคลอนอุตสาหกรรมประมงทั่วโลก เช่น ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากปลาอพยพไปทางขั้วโลก จะส่งผลให้ปริมาณปลาที่จับได้ลดลงถึงร้อยละ 30 ภายในปี ค.ศ. 2050 เช่นเดียวกับในทวีปแอฟริกาตะวันออก และบางส่วนในทะเลอินเดียที่น้ำอุ่นทำให้ปะการังตาย ส่งผลต่อเนื่องให้ปลาตายลงเช่นกัน ทำให้ชาวประมงจำนวนมากต้องสูญเสียแหล่งรายได้เลี้ยงชีพ

การศึกษาดังกล่าวได้มองไปยังแหล่งปะการังซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศสำคัญของหลายประเทศทั่วโลก แต่ปัจจุบัน แนวปะการังบางแห่งได้ตายลงไปแล้วกว่าครึ่งหนึ่ง แบบจำลองล่าสุดได้ทำนายว่าภายในปี ค.ศ. 2050 น้ำในมหาสมุทรที่อุ่นขึ้นจะทำให้ปะการังทั่วโลกฟอกขาว กล่าวคือ ปะการังจะสูญเสียสาหร่ายที่อาศัยแบบเกื้อหนุนกันและทำให้ปะการังมีแนวโน้มขาดสารอาหารและตายลง

ประชาชนที่อยู่อาศัยหรือข้องเกี่ยวกับมหาสมุทรก็จะมีโอกาสเจ็บป่วยมากขึ้น เนื่องจากอุณหภูมิของมหาสมุทรที่สูงขึ้นจะเพิ่มโอกาสการแพร่ระบาดของเชื้อโรค เช่น แบคที่เรียที่เป็นพาหะของอหิวาตกโรค รวมถึงปรากฎการณ์ทะเลสาหร่าย (algae bloom) ที่อาจก่อให้เกิดโรคทางระบบประสาท นอกจากนี้ มหาสมุทรที่อุ่นขึ้นยังเพิ่มโอกาสเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรง เช่น พายุไต้ฝุ่นหรือเฮอร์ริเคนอีกด้วย

จากรายงานดังกล่าว เหตุการณ์เฮอร์ริเคนที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ต่ออุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส เนื่องจากน้ำอุ่นคือแห่งพลังงานของพายุ ปรากฎการณ์เอลนิโญ ซึ่งทำให้เกิดน้ำอุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิกในบางช่วงเวลา ยังมีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาอีกด้วย

“แล้วเราจะหยุดปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร ?” Greg Stone รองประธานกรรมการองค์กรไม่แสวงหากำไร Conservation International และผู้เชี่ยวชาญด้านมหาสมุทรตั้งคำถาม

เขาเสนอว่า ควรรักษามหาสมุทรเหมือนผู้ป่วยที่มีไข้ขึ้นสูง คือต้องหาทางลดอุณหภูมิโดยหยุดปล่อยมลภาวะคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย

ส่วนอีกทางออกหนึ่งคือ การประกาศพื้นที่อนุรักษ์ทางทะเล ซึ่งเปรียบเสมือน “การบอกให้ผู้ป่วยพักผ่อน เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันมีโอกาสที่จะรักษาตัวเอง”Greg Stone กล่าว

มหาสมุทร

“ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ก็เพิ่งมีข่าวดี” เขาเสริม เพราะเมื่อปลายเดือนสิงหาคม ประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศเพิ่มขนาดเขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำ Papahānaumokuākea  ณ ฮาวาย เพิ่มถึง 4 เท่า โดยเขตห้ามล่าสัตว์น้ำดังกล่าวได้ขยายขนาดเป็น  1.5 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเขตอนุรักษ์ทางบกทั่วสหรัฐอเมริการวมกัน

นอกจากคำแนะนำให้เพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ทางทะเลแล้ว กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ยังแนะนำว่าควรเตรียมรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจ เช่น หากเราสูญเสียป่าสาหร่ายทะเลยักษ์ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก หลายประเทศจำเป็นต้องทราบถึงผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวต่ออุตสาหกรรมประมง

แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันก็เป็นภาระของพวกเรา เพราะ “แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า พวกเราคือต้นเหตุของปัญหาเหล่านี้” Carl Gustaf Lundin ผู้อำนวยการโครงการ Global Marine and Polar กล่าว

“เรารู้ว่าทางออกคืออะไร และสิ่งที่เราทำได้ คือตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อไป” เขาสรุป

ถอดความจากThe Oceans Can’t Protect Us Anymore—Here’s Why โดย Christine Dell'Amore เข้าถึงได้ที่ http://news.nationalgeographic.com/2016/09/oceans-warming-global-environment-climate/
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
 

รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง