• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก เราทำงานให้พี่สืบ ศศิน เฉลิมลาภ บทความโดยศศิน เฉลิมลาภ รายได้กรมอุทยานฯ กับเรื่องที่ต้องปฏิรูป

รายได้กรมอุทยานฯ กับเรื่องที่ต้องปฏิรูป

อีเมล พิมพ์ PDF

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชข่าวที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เก็บค่าเข้าอุทยานแห่งชาติได้มากมาย 1,821 ล้านบาท เป็นประวัติการณ์ในปีงบประมาณ 2559 นับว่าเป็นมิติใหม่ของกรมนี้

ผมไล่ๆ ดูสถิติการเก็บเงินย้อนหลังไปสิบปีตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งเก็บได้เพียง 469 ล้านบาท มาจนถึงปี 2558 ซึ่งเก็บได้ 897 ล้าน ระหว่างนั้น ก็อยู่ในราวๆ 500 - 600 ล้านบาท


ผมลองเอาตัวเลขมาบวกกันแล้วหาค่าเฉลี่ยในรอบ 9 ปี ตั้งแต่ปี 2550 - 2558 ได้ตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ 583 ล้านบาท แต่พอถึงปีนี้ ได้มากขึ้นอย่างเป็นสามเท่าตัวย่อมแสดงถึงอะไรบางอย่างที่ดีขึ้นชัดเจน

ในสมัยการบริหารงานของรัฐมนตรี และอธิบดี ที่ต่างก็เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งทำงานจริงจังในปีนี้

เรื่องแบบนี้จะคิดไปเรื่องอื่นก็คงลำบากว่าที่ผ่านมาประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ค่าเข้าอุทยานแห่งชาติโดยเฉพาะในส่วนของอุทยานแห่งชาติทางทะเล ซึ่งนักท่องเที่ยวนั่งเรือเข้าไปเที่ยวเกาะต่างๆ ได้ทุกทิศทุกทาง ย่อมยากที่จะไปไล่เก็บให้ครบถ้วนได้ ไม่เหมือนอุทยานทางบกส่วนใหญ่ที่ทางเข้าไปยังแหล่งท่องเที่ยวสามารถกั้นด่านได้ในทางหลักที่เข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ

เงินที่เก็บค่าเข้าอุทยานทางทฤษฎีแล้วต้องแบ่งให้องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นสิบเปอร์เซ็นต์ และที่เหลือก็ต้องนำมาบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติทั้งในส่วนของการบริการนักท่องเที่ยว การดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงสภาพสวยงาม และการสนับสนุนสวัสดิภาพสวัสดิการเจ้าหน้าที่ ซึ่งปัจจุบันเรามีพื้นที่อุทยานแห่งชาติอยู่ 148 แห่ง

บางปีเงินส่วนนี้ก็นำไปใช้แบบมีข้อสงสัย เช่น ไปดูงานต่างประเทศอะไรบ้าง อันนี้ก็ว่ากันไป เพราะก็อาจจะนับว่าได้ประสบการณ์มาดูแลป่าและการท่องเที่ยวบ้านเราได้ แล้วแต่มุมมองกันไป

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืข

แต่เท่าที่ทราบๆ กัน นอกจากปัญหาเก็บเงินยากที่ว่า ปัญหาที่มีแนวโน้มมากกว่าคือปัญหาของการรั่วไหลรายทาง ตั้งแต่ต้นทางการเก็บเงิน เทคนิคการทุจริตต่างๆ ไม่ว่าการเหมาจ่ายของทัวร์ การแบ่งปันไปสู่เส้นทางการส่งเงินเข้าส่วนกลางที่ว่ากันว่าต้องส่งไปถึงผู้บริหารสูงสุดระดับกระทรวง หรือเหนือกว่านั้นกันเลยทีเดียว

ในช่วงที่ผ่านมาแล้วแต่ว่าในแต่ละยุคสมัยจะเรียกกัน “หนัก” เพียงใด ดังนั้นการที่ พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอธิบดีธัญญา เนติธรรมกุล สามารถปรับปรุงการเก็บเงินรายได้มากขึ้นสามเท่าตัวในปีเดียวที่มาทำงานก็ต้องนับได้ว่าไม่ธรรมดา

ผมเคยฟังรัฐมนตรีท่านนี้พูดเปิดงานประชุมในช่วงรับตำแหน่งใหม่ๆ หลายครั้ง ได้ยินกับหูมาว่าท่านบอกว่าท่านพอแล้ว ท่านไม่รับอะไรแบบนี้ และอธิบดีคนนี้ก็ประกาศชัดว่าต้องการมาทำงานเพื่อปรับแก้ภาพลักษณ์ที่ย่ำแย่ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เสียที

นับว่าเรื่องเงินรั่วรายได้อุทยานแห่งชาติรั่วไหลได้ปฏิรูปกันครั้งใหญ่ทีเดียว

ต่อไปก็ต้องติดตามว่าเงินจำนวนนี้ได้ถูกนำไปใช้เรื่องอะไร คุ้มค่ากับที่อุตส่าห์ไปเก็บเพิ่มมาได้มากมายหรือไม่

เพราะเงินราวๆ ปีละพันถึงสองพันล้านหากนำไปปรับปรุงการบริการนักท่องเที่ยว และปกป้องทรัพยากรให้ยั่งยืน เช่น การวางทุ่น การจัดการขยะ การลาดตระเวนดูแลทรัพยากร ก็นับว่าทำอะไรได้เยอะแยะ

และหากได้มาแบบนี้ทุกปีความหวังที่จะรักษาทรัพยากรให้เราก็มีหวังมาก อย่าลืมว่าการดูแลป่าเขา ทะเล เรื่องสำคัญอยู่ที่การเดินลาดตระเวน และการตรวจตราโดยรถ โดยเรือ ต้องใช้ทั้งคน ทั้งเสบียงอาหาร ยานพาหนะ เชื้อเพลง อาวุธ ฯลฯ

มาตรฐานการเก็บเงินขนาดนี้หากผู้บริหารยุคต่อไปทำไม่ได้กลับไปปล่อยให้รั่วไหลเหมือนเก่า ผมคิดว่าสังคมคงตั้งคำถามเยอะแยะ

รอดูการปฏิรูปเรื่องต่อไป สำหรับผม ผมขออีกสองเรื่อง คือแก้ไขปัญหาชุมชนในป่าโดยการยอมรับจากทุกฝ่าย และการเสริมประสิทธิภาพการลาดตระเวนเชิงคุณภาพทั่วประเทศครับ

ที่มา facebook.com/sasin.chalermlarp.9 เขียนเมื่อ 16 กันยายน 2559

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุืพืช

 

 

รับข่าวสาร