• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

รำลึกคำสอน อ.ยงยุทธ จรรยารักษ์

อีเมล พิมพ์ PDF
ข้อคิดจาก อ.ยงยุทธ จรรยารักษ์
วันที่ 9 สิงหาคม ปี 57 ผมทราบข่าวการเสียชีวิตของ ผศ.ยงยุทธ จรรยารักษ์ อาจารย์ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย พอดีเปิดเฟสบุ๊คแล้วแอปวันนี้ในอดีตได้เตือนความทรงจำให้ระลึกถึง
ผมไล่อ่านโพสต์ของตัวเองระหว่างเดินทางไปร่วมพิธีรดน้ำศพอาจารย์ ผู้ที่ผมถือว่าเป็นอาจารย์ทางการอนุรักษ์ที่สำคัญที่สุดของผม
ผมบันทึกในเฟสบุ๊ควันนั้นไว้ว่า
16.04 น. ระหว่างเดินทางมาวัดอภัยทายาราม หรือวัดมะกอก ผมแวะกินข้าวเพื่อนั่งสงบสติระลึกเรื่องราวที่อาจารย์สอนไว้ ผมบันทึกไว้ว่า
“กำลังเดินทางไปเคารพศพ อ.ยงยุทธ จรรยารักษ์ ผู้เป็นแรงบันดาลใจ ให้ผมเรียนรู้เรื่องธรรมชาติ ครั้งแรกๆ ที่ผมหาโอกาสไปคุยกับอาจารย์ เรื่องความสำคัญของวิทยาศาสตร์ เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรม Sciencetise camp ตอนผมอยู่ปี 4 ปี 2533
อาจารย์ บอกผมว่า Science is the way of life...
จำได้แม่นยำ และตีความไปไกลไม่จบสิ้น จนทุกวันนี้”
16.20 น. ระหว่างเดินเข้าซอยผมแวะหาร้านกินข้าวข้างทางจริงๆแล้วไม่หิวอะไรเพียงแต่หยุดเวลาเพื่อระลึกถึงคำสอนของอาจารย์ระหว่างรออาหาร
“เริ่มต้นโครงการจอมป่า ผมเชิญอาจารย์ ยงยุทธ จรรยารักษ์ มาอบรมให้ความรู้พวกเรา เจ้าหน้าที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ที่เตรียมทำงานโครงการใหญ่ เพื่อปรับพื้นฐานเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติ ที่ป่าเต่าดำ
อาจารย์สอนเรื่องต้นไม้ ต้นนั้นต้นนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างสรรพสิ่ง ใครคนหนึ่งหยิบผลไม้ป่า ใกล้ตัวมาถามอาจารย์ว่า "ต้นนี้กินแล้วตายไหมครับ?" อาจารย์ หันมามองหน้านิ่งๆสักพักแล้วถามกลับว่า "มีต้นอะไรกินแล้วไม่ตายไหม?"
เออ จริงแท้ๆ เลยครับอาจารย์ หมดคำถามเลย”
16.28 น. ผมทบทวนความทรงจำต่อไป
“ยืนอยู่หน้าภูเขาเมืองกาญฯ กำลังโดนระเบิดหิน ไปก่อสร้างกับอาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ อาจารย์ชวนคิดว่า ป่าไม้บนภูเขา ก็เหมือนผม ตัดไปก็งอกใหม่ หมุนเวียนมาใช้ได้ ระเบิดภูเขาก็เหมือนขุดลงไปในร่างกาย ถึงกระดูก.....”
16.31 น. ผมคิดถึงสิ่งอาจาย์สอนไว้เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้วได้แม่นยำ ก่อนที่จะเดินช้าๆ เข้าประตูวัด
“อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ สอนเรื่องการอนุรักษ์ ให้ผมเมื่อปี 2533 อาจารย์บอกว่า การอนุรักษ์ไม่ใช่ การไปปะทะ ไปชน แต่คือการหน่วงการทำลาย ให้ช้าลง จนระบบธรรมชาติพออยู่ได้
อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ ถามผมว่าป่าคืออะไร? ผมตอบไปตามวิชาการต่างๆ นานา อาจารย์มองหน้า แล้วบอกว่า "ป่าคือที่ที่ชีวิตต่างๆ ดำรงอยู่อย่างอิสระ" ขออาจารย์เดินทางไปสู่ป่าของอาจารย์อย่างสุขคติด้วยครับ”
16.46 น. มาถึงศาลาที่ตั้งศพอาจารย์ ร่างที่อยู่ใต้ผ้าคลุมนั้นหวลให้คิดถึงสิ่งสำคัญที่อาจารย์สอนเรื่องธรรมชาติโดยเปรียบกับร่างกาย และชีวิต
“อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ อธิบาย หลักการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติให้ฟังว่า เรามองธรรมชาติเหมือนร่างกาย จะตัดเล็บ แต่งผม อย่างไร ก็ได้ เพราะไม่ได้กระทบต่อสุขภาพ ถ้าตัดสินใจ ทำศัลยกรรม ทำตา ผ่าตัดหน้า อะไรก็เพิ่มความเสี่ยง แต่ก็พอทำได้ แต่หากถึงขั้นผ่าตัดอวัยวะ ภายใน ถึงกระดูก นั่นมันก็อันตรายถึงตายได้ โลกและสมดุลธรรมชาติก็เช่นกัน เราควรจะทำการเปลี่ยนแปลงอะไรมันแค่ไหน ก็พิจารณาเอา”
17.14 น. ระหว่างพีธีรดน้ำศพ ผมทบทวนเรื่องสำคัญที่เป็นหลักในการพิจารณาผลกระทบต่อสิ่งแวกล้อมที่ผมใช้มาจนถึงปัจจุบันว่า
“วันหนึ่งอาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ เดินเข้าห้องเรียนวิชา Environmental Management มาสอนแทน อ.สุรพล สุดารา เมื่อปี 2534 โน่น อาจารย์บอกว่า อ.สุรพลขอให้มาสอนเรื่อง "Environmental System"
ผมจำได้แม่นว่าอาจารย์ วาดรูปภูเขา มีป่าไม้ขึ้นตามความลาดชันต่างๆ อาจารย์สอนว่าตรงไหนของระบบสิ่งแวดล้อม สำคัญที่สุดในการอนุรักษ์ เราอภิปรายกันนาน แล้วอาจารย์ก็สรุปว่า ยอดเขาและที่ลาดชันสูงๆ สำคัญมาก เพราะหากบริเวณนี้โดนทำลาย ก็จะไหลลงมากระทบกับที่อื่นหมด
แล้วอาจารย์ก็ให้ผมไปวาดภาพตัดขวางของพื้นที่ชุ่มน้ำที่ต่อเนื่องขึ้นมาถึงขอบตลิ่ง
อาจารย์ อธิบายว่า ถ้าเป็นแบบนี้กลับกัน ตรงกลางบึงสำคัญมาก เพราะเป็นแหล่งที่มีคุณค่าโดดเด่น เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของระบบนิเวศ ดังนั้น ขอบๆ พอจะพัฒนาเปลี่ยนแปลงได้ถ้าป้องกันผลกระทบมาสู่ในบึงได้ แต่ถ้าเราทำลายกลางบึงแล้วหัวใจของระบบสิ่งแวดล้อมจะหายไปหมดจนระบบนี้มันพังไป
จำได้ว่าเป็นครั้งเดียวที่เรียนในห้องเรียนกับอาจารย์ นอกนั้นผมเรียนกับอาจารย์นอกห้อง หาโอกาสไปคุย และเชิญมาเป็นวิทยากรในงานกิจกรรม
หลักการจัดลำดับความสำคัญของระบบต่างๆ ในระบบสิ่งแวดล้อมใหญ่ เป็นพื้นฐานให้เรามีมุมมองในการจัดการต่างๆ และประเมินคุณค่าและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาถึงทุกวันนี้
ศพอาจารย์บรรจุอยู่ในโลงสีขาวเบื้องหน้าผม
17.26 น. ระหว่างรอพิธีสวดพระอภิธรรม ผมคิดถึงภาพที่อาจารย์สอนพวกเราในหลายครั้งหลายครา
“อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ชูกระดาษ A4 ขึ้งนมาถามพวกเราว่า นี่คืออะไร ที่จริงแล้วอาจารยฺถามว่าเราเห็นอะไร เราต่างตอบไปว่าเป็นกระดาษ เป็นต้นไม้ เป็นโน่นนี จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า อาจารย์บอกว่าเป็นพลังงานที่เปลี่ยนรูปมาเป็นกระดาษ แล้วมันก็หมุนเวียนกลับไปสู่ธาตุพื้นฐาน”
17.33 ในบรรยากาศงานศพ ผมได้ทบทวนคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่อาจารย์เคยสอน
“อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์เล่าเรื่องมนุษย์ให้ฟังว่ามนุษย์มีคุณสมบัติอย่างไร
อาจารย์เล่าว่า เสือตะปบกวางฆ่ากิน 1 ตัว อิ่มแล้ว ก็ไม่ฆ่าอีก นอนอยู่ริมบึง สัตว์อื่นๆ รู้ว่าเสืออิ่มก็เดินผ่านไปมาได้โดยปลอดภัย
มีสัตว์อีกพวก มาพร้อมอาวุธร้าย ฆ่าสัตว์ทั้งฝูงตายทั้ง ตัวเล็กตัวใหญ่เลือกเนื้อ เลือกหนังดีๆ ที่เหลือก็ทิ้ง บางทีก็ฆ่าเล่นโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ นั่นคือ คน
มีพรานป่าทาล่าเนื้อไปเลี้ยงครอบครัว ดักยิงกวาง พบกวางแม่ลูก หากินอยู่ พรานมองแล้ว เกิดฆ่าแม่มันตายลูกมันคงอยู่ไม่ได้ปล่อยให้มันเติบโตสืบเผ่าพันธ์ยั่งยืน แล้วก็เก็บปืน กลับไปกินผักข้างบ้านก็ได้ คุณสมบัติของมนุษย์ คือ คิดได้รู้สึกได้ เลือกที่จะทำหรือไม่ทำได้"
17.43 น. ผมพบว่าอาจารย์สอนอะไรต่อมิอะไรที่ผมยังใช้อยู่ถึงปัจจุบันมากมายเหลือเกิน
“อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ กระซิบบอกกับผม เมื่อครั้งเชิญอาจารย์มาอบรมเรื่องระบบนิเวศ ให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิสืบฯ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ตอนนั้น ผมตัดสินใจลาออกจากอาจารย์มหาวิทยาลัย มารับบริหารโครงการให้จอมป่าให้มูลนิธิฯ
ว่า เคล็ดลับการทำงานคือ ให้รู้ว่า "ลูกน้องได้หน้า หัวหน้าได้งาน" ผมจำมาใช้สิบกว่าปีแล้วครับอาจารย์”
17.59 น. ผมยังมีเวลาทบทวนเรื่องราวอีกสักพักก่อนพระจะมาศาลา
“ก่อนออกค่ายนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ที่ผมรับผิดชอบงานวิชาการ ผมเชิญอาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ มาบรรยาย ให้พี่ค่ายฟัง เมื่อปี 2533 อาจารย์ยกตัวอย่างเรื่องปะการัง สาวไบโอเคม คนหนึ่งถามอาจารย์ว่า หนูเรียนไบโอเคม แล้วจะไปดูอะไรดีในแนวปะการัง
อาจารย์บอกว่า มันมีอะไรให้สังเกต ให้ดูให้คิด เต็มแนวปะการังเต็มไปหมด ใช้ความเป็นมนุษย์ไปศึกษาเรียนรู้สิ จะไปเจาะดู ไอ้ตรงไบโอเคมนิดเดียว ทำไม?”
18.10 น. ก่อนพิธีสวด
“คุยกับอาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ มีนิสิตวิทยาศาสตร์หลายสาขาวิชา มาฟังอาจารย์ให้ข้อคิด ถึงศักยภาพการเรียนรู้ อาจารย์บอกว่าก่อนคุณเข้ามาเรียนคณะวิทยาศาสตร์ ตอน ม.6 คุณมีศักยภาพมากกว่านี้ เราก็คิดกันว่าเอ๊ะไงนะ ตอนนี้เรียนมาตั้งนานจะจบอยู่แล้ว จะมีมีวิชาชีพกันแล้ว
อาจารย์บอกว่า ก่อนหน้าคุณเข้าคณะวิทย์ คุณยังเป็นคนอยู่เลย ถ้าไม่มาเรียนจะทำอาชีพอะไรก็หลากหลาย ตอนเข้าคณะก็กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ อะไรที่ไม่ใช่ก็ไม่คิด ตอนนี้เข้าภาคก็ยิ่งแคบ เกิดจบไปทำโปรเจคเรื่องอะไรก็ยิ่งจำเพาะลงไปเป็นคนเชี่ยวชาญเรื่องนั้นเรื่องนี้ ถ้ายิ่งเรียนโท เรียนเอก ยิ่งแคบไปรู้เรื่องลึกแต่แคบนิดเดียว
ดังนั้นเวลาจะเรียนรู้อะไร อย่าทิ้งศักยภาพที่เคยเป็นคน ก่อนจะกลายเป็นนักนั่นนักนี่
จำคำอาจารย์ไว้ตลอดมา”
19.04 น. เข้าสู่ช่วงสวดพระอภิธรรมศพอาจารย์ ลาโลกกลับสู่ธรรมชาติครับอาจารย์
20.48 น. ระหว่างเดินทางกลับบ้านคืนนั้น ผมเปิดยูทูปเพลงคาราบาวเพลงสองเฒ่าผู้ยิ่งใหญ่ ก่อนโพสต์สุดท้ายว่า
“อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ ชอบร้องเพลงนี้ ตรง ประโยค ที่ว่า ผู้เฒ่าไม้เท้าลำไผ่...
แล้วแกก็ไปดูนก หนู แมลง จริงๆ
ตอนผมเรียนจุฬา เดินผ่านหลังห้องอาจารย์ จะมีจานน้ำ มีนกมากิน อาจารย์ให้คนกวาดใบไม้ถนนมาทิ้งที่หลังห้องแทน ผมชอบมาดักคุยกับอาจารย์ มุมตึกพฤกษศาสตร์
วันนี้ กราบลาอาจารย์ รดน้ำศพ ฟังสวด และจุดธูปลาอาจารย์ บอกอาจารย์ว่า จะทำงานอนุรักษ์ให้ดีที่สุด”
เขียนเมื่อ 9 สิงหาคม 2559
ที่มา www.facebook.com/sasin.chalermlarp.9
ยงยุทธ จรรยารักษ์วันที่ 9 สิงหาคม ปี 57 ผมทราบข่าวการเสียชีวิตของ ผศ.ยงยุทธ จรรยารักษ์ อาจารย์ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย พอดีเปิดเฟสบุ๊คแล้วแอปวันนี้ในอดีตได้เตือนความทรงจำให้ระลึกถึง

ผมไล่อ่านโพสต์ของตัวเองระหว่างเดินทางไปร่วมพิธีรดน้ำศพอาจารย์ ผู้ที่ผมถือว่าเป็นอาจารย์ทางการอนุรักษ์ที่สำคัญที่สุดของผม ผมบันทึกในเฟสบุ๊ควันนั้นไว้ว่า

16.04 น. ระหว่างเดินทางมาวัดอภัยทายาราม หรือวัดมะกอก ผมแวะกินข้าวเพื่อนั่งสงบสติระลึกเรื่องราวที่อาจารย์สอนไว้ ผมบันทึกไว้ว่า

“กำลังเดินทางไปเคารพศพ อ.ยงยุทธ จรรยารักษ์ ผู้เป็นแรงบันดาลใจ ให้ผมเรียนรู้เรื่องธรรมชาติ ครั้งแรกๆ ที่ผมหาโอกาสไปคุยกับอาจารย์ เรื่องความสำคัญของวิทยาศาสตร์ เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรม Sciencetise camp ตอนผมอยู่ปี 4 ปี 2533 อาจารย์ บอกผมว่า Science is the way of life... จำได้แม่นยำ และตีความไปไกลไม่จบสิ้น จนทุกวันนี้”

16.20 น. ระหว่างเดินเข้าซอยผมแวะหาร้านกินข้าวข้างทางจริงๆแล้วไม่หิวอะไรเพียงแต่หยุดเวลาเพื่อระลึกถึงคำสอนของอาจารย์ระหว่างรออาหาร

“เริ่มต้นโครงการจอมป่า ผมเชิญอาจารย์ ยงยุทธ จรรยารักษ์ มาอบรมให้ความรู้พวกเรา เจ้าหน้าที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ที่เตรียมทำงานโครงการใหญ่ เพื่อปรับพื้นฐานเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติ ที่ป่าเต่าดำ อาจารย์สอนเรื่องต้นไม้ ต้นนั้นต้นนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างสรรพสิ่ง ใครคนหนึ่งหยิบผลไม้ป่า ใกล้ตัวมาถามอาจารย์ว่า "ต้นนี้กินแล้วตายไหมครับ?" อาจารย์ หันมามองหน้านิ่งๆสักพักแล้วถามกลับว่า "มีต้นอะไรกินแล้วไม่ตายไหม?" เออ จริงแท้ๆ เลยครับอาจารย์ หมดคำถามเลย”

16.28 น. ผมทบทวนความทรงจำต่อไป “ยืนอยู่หน้าภูเขาเมืองกาญฯ กำลังโดนระเบิดหิน ไปก่อสร้างกับอาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ อาจารย์ชวนคิดว่า ป่าไม้บนภูเขา ก็เหมือนผม ตัดไปก็งอกใหม่ หมุนเวียนมาใช้ได้ ระเบิดภูเขาก็เหมือนขุดลงไปในร่างกาย ถึงกระดูก.....”

16.31 น. ผมคิดถึงสิ่งอาจาย์สอนไว้เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้วได้แม่นยำ ก่อนที่จะเดินช้าๆ เข้าประตูวัด “อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ สอนเรื่องการอนุรักษ์ ให้ผมเมื่อปี 2533 อาจารย์บอกว่า การอนุรักษ์ไม่ใช่ การไปปะทะ ไปชน แต่คือการหน่วงการทำลาย ให้ช้าลง จนระบบธรรมชาติพออยู่ได้ อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ ถามผมว่าป่าคืออะไร? ผมตอบไปตามวิชาการต่างๆ นานา อาจารย์มองหน้า แล้วบอกว่า "ป่าคือที่ที่ชีวิตต่างๆ ดำรงอยู่อย่างอิสระ" ขออาจารย์เดินทางไปสู่ป่าของอาจารย์อย่างสุขคติด้วยครับ”

ยงยุทธ จรรยารักษ์

16.46 น. มาถึงศาลาที่ตั้งศพอาจารย์ ร่างที่อยู่ใต้ผ้าคลุมนั้นหวลให้คิดถึงสิ่งสำคัญที่อาจารย์สอนเรื่องธรรมชาติโดยเปรียบกับร่างกาย และชีวิต

“อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ อธิบาย หลักการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติให้ฟังว่า เรามองธรรมชาติเหมือนร่างกาย จะตัดเล็บ แต่งผม อย่างไร ก็ได้ เพราะไม่ได้กระทบต่อสุขภาพ ถ้าตัดสินใจ ทำศัลยกรรม ทำตา ผ่าตัดหน้า อะไรก็เพิ่มความเสี่ยง แต่ก็พอทำได้ แต่หากถึงขั้นผ่าตัดอวัยวะ ภายใน ถึงกระดูก นั่นมันก็อันตรายถึงตายได้ โลกและสมดุลธรรมชาติก็เช่นกัน เราควรจะทำการเปลี่ยนแปลงอะไรมันแค่ไหน ก็พิจารณาเอา”

17.14 น. ระหว่างพีธีรดน้ำศพ ผมทบทวนเรื่องสำคัญที่เป็นหลักในการพิจารณาผลกระทบต่อสิ่งแวกล้อมที่ผมใช้มาจนถึงปัจจุบันว่า

“วันหนึ่งอาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ เดินเข้าห้องเรียนวิชา Environmental Management มาสอนแทน อ.สุรพล สุดารา เมื่อปี 2534 โน่น อาจารย์บอกว่า อ.สุรพลขอให้มาสอนเรื่อง "Environmental System" ผมจำได้แม่นว่าอาจารย์ วาดรูปภูเขา มีป่าไม้ขึ้นตามความลาดชันต่างๆ อาจารย์สอนว่าตรงไหนของระบบสิ่งแวดล้อม สำคัญที่สุดในการอนุรักษ์ เราอภิปรายกันนาน แล้วอาจารย์ก็สรุปว่า ยอดเขาและที่ลาดชันสูงๆ สำคัญมาก เพราะหากบริเวณนี้โดนทำลาย ก็จะไหลลงมากระทบกับที่อื่นหมด

แล้วอาจารย์ก็ให้ผมไปวาดภาพตัดขวางของพื้นที่ชุ่มน้ำที่ต่อเนื่องขึ้นมาถึงขอบตลิ่ง อาจารย์ อธิบายว่า ถ้าเป็นแบบนี้กลับกัน ตรงกลางบึงสำคัญมาก เพราะเป็นแหล่งที่มีคุณค่าโดดเด่น เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของระบบนิเวศ ดังนั้น ขอบๆ พอจะพัฒนาเปลี่ยนแปลงได้ถ้าป้องกันผลกระทบมาสู่ในบึงได้ แต่ถ้าเราทำลายกลางบึงแล้วหัวใจของระบบสิ่งแวดล้อมจะหายไปหมดจนระบบนี้มันพังไป

จำได้ว่าเป็นครั้งเดียวที่เรียนในห้องเรียนกับอาจารย์ นอกนั้นผมเรียนกับอาจารย์นอกห้อง หาโอกาสไปคุย และเชิญมาเป็นวิทยากรในงานกิจกรรม หลักการจัดลำดับความสำคัญของระบบต่างๆ ในระบบสิ่งแวดล้อมใหญ่ เป็นพื้นฐานให้เรามีมุมมองในการจัดการต่างๆ และประเมินคุณค่าและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาถึงทุกวันนี้"

ศพอาจารย์บรรจุอยู่ในโลงสีขาวเบื้องหน้าผม

17.26 น. ระหว่างรอพิธีสวดพระอภิธรรม ผมคิดถึงภาพที่อาจารย์สอนพวกเราในหลายครั้งหลายครา

“อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ชูกระดาษ A4 ขึ้งนมาถามพวกเราว่า นี่คืออะไร ที่จริงแล้วอาจารยฺถามว่าเราเห็นอะไร เราต่างตอบไปว่าเป็นกระดาษ เป็นต้นไม้ เป็นโน่นนี จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า อาจารย์บอกว่าเป็นพลังงานที่เปลี่ยนรูปมาเป็นกระดาษ แล้วมันก็หมุนเวียนกลับไปสู่ธาตุพื้นฐาน”

ยงยุทธ จรรยารักษ์

17.33 ในบรรยากาศงานศพ ผมได้ทบทวนคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่อาจารย์เคยสอน

“อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์เล่าเรื่องมนุษย์ให้ฟังว่ามนุษย์มีคุณสมบัติอย่างไร อาจารย์เล่าว่า เสือตะปบกวางฆ่ากิน 1 ตัว อิ่มแล้ว ก็ไม่ฆ่าอีก นอนอยู่ริมบึง สัตว์อื่นๆ รู้ว่าเสืออิ่มก็เดินผ่านไปมาได้โดยปลอดภัย มีสัตว์อีกพวก มาพร้อมอาวุธร้าย ฆ่าสัตว์ทั้งฝูงตายทั้ง ตัวเล็กตัวใหญ่เลือกเนื้อ เลือกหนังดีๆ ที่เหลือก็ทิ้ง บางทีก็ฆ่าเล่นโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ นั่นคือ คน มีพรานป่าทาล่าเนื้อไปเลี้ยงครอบครัว ดักยิงกวาง พบกวางแม่ลูก หากินอยู่ พรานมองแล้ว เกิดฆ่าแม่มันตายลูกมันคงอยู่ไม่ได้ปล่อยให้มันเติบโตสืบเผ่าพันธ์ยั่งยืน แล้วก็เก็บปืน กลับไปกินผักข้างบ้านก็ได้ คุณสมบัติของมนุษย์ คือ คิดได้รู้สึกได้ เลือกที่จะทำหรือไม่ทำได้"

17.43 น. ผมพบว่าอาจารย์สอนอะไรต่อมิอะไรที่ผมยังใช้อยู่ถึงปัจจุบันมากมายเหลือเกิน

“อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ กระซิบบอกกับผม เมื่อครั้งเชิญอาจารย์มาอบรมเรื่องระบบนิเวศ ให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิสืบฯ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ตอนนั้น ผมตัดสินใจลาออกจากอาจารย์มหาวิทยาลัย มารับบริหารโครงการให้จอมป่าให้มูลนิธิฯ ว่า เคล็ดลับการทำงานคือ ให้รู้ว่า "ลูกน้องได้หน้า หัวหน้าได้งาน" ผมจำมาใช้สิบกว่าปีแล้วครับอาจารย์”

17.59 น. ผมยังมีเวลาทบทวนเรื่องราวอีกสักพักก่อนพระจะมาศาลา

“ก่อนออกค่ายนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ที่ผมรับผิดชอบงานวิชาการ ผมเชิญอาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ มาบรรยาย ให้พี่ค่ายฟัง เมื่อปี 2533 อาจารย์ยกตัวอย่างเรื่องปะการัง สาวไบโอเคม คนหนึ่งถามอาจารย์ว่า หนูเรียนไบโอเคม แล้วจะไปดูอะไรดีในแนวปะการัง อาจารย์บอกว่า มันมีอะไรให้สังเกต ให้ดูให้คิด เต็มแนวปะการังเต็มไปหมด ใช้ความเป็นมนุษย์ไปศึกษาเรียนรู้สิ จะไปเจาะดู ไอ้ตรงไบโอเคมนิดเดียว ทำไม?”

18.10 น. ก่อนพิธีสวด
“คุยกับอาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ มีนิสิตวิทยาศาสตร์หลายสาขาวิชา มาฟังอาจารย์ให้ข้อคิด ถึงศักยภาพการเรียนรู้ อาจารย์บอกว่าก่อนคุณเข้ามาเรียนคณะวิทยาศาสตร์ ตอน ม.6 คุณมีศักยภาพมากกว่านี้ เราก็คิดกันว่าเอ๊ะไงนะ ตอนนี้เรียนมาตั้งนานจะจบอยู่แล้ว จะมีมีวิชาชีพกันแล้ว อาจารย์บอกว่า ก่อนหน้าคุณเข้าคณะวิทย์ คุณยังเป็นคนอยู่เลย ถ้าไม่มาเรียนจะทำอาชีพอะไรก็หลากหลาย ตอนเข้าคณะก็กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ อะไรที่ไม่ใช่ก็ไม่คิด ตอนนี้เข้าภาคก็ยิ่งแคบ เกิดจบไปทำโปรเจคเรื่องอะไรก็ยิ่งจำเพาะลงไปเป็นคนเชี่ยวชาญเรื่องนั้นเรื่องนี้ ถ้ายิ่งเรียนโท เรียนเอก ยิ่งแคบไปรู้เรื่องลึกแต่แคบนิดเดียว ดังนั้นเวลาจะเรียนรู้อะไร อย่าทิ้งศักยภาพที่เคยเป็นคน ก่อนจะกลายเป็นนักนั่นนักนี่ จำคำอาจารย์ไว้ตลอดมา”

19.04 น. เข้าสู่ช่วงสวดพระอภิธรรมศพอาจารย์ ลาโลกกลับสู่ธรรมชาติครับอาจารย์

20.48 น. ระหว่างเดินทางกลับบ้านคืนนั้น ผมเปิดยูทูปเพลงคาราบาวเพลงสองเฒ่าผู้ยิ่งใหญ่ ก่อนโพสต์สุดท้ายว่า

“อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ ชอบร้องเพลงนี้ ตรงประโยคที่ว่า ผู้เฒ่าไม้เท้าลำไผ่... แล้วแกก็ไปดูนก หนู แมลง จริงๆ ตอนผมเรียนจุฬา เดินผ่านหลังห้องอาจารย์ จะมีจานน้ำ มีนกมากิน อาจารย์ให้คนกวาดใบไม้ถนนมาทิ้งที่หลังห้องแทน ผมชอบมาดักคุยกับอาจารย์ มุมตึกพฤกษศาสตร์ วันนี้ กราบลาอาจารย์ รดน้ำศพ ฟังสวด และจุดธูปลาอาจารย์ บอกอาจารย์ว่า จะทำงานอนุรักษ์ให้ดีที่สุด”

ยงยุทธ จรรยารักษ์
ภาพจากเฟสบุ๊ค Zcongklod Bangyikhan

เขียนเมื่อ 9 สิงหาคม 2559
 

รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง