• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ โครงการวิจัยเสือโคร่งเดินหน้าศึกษาระบบนิเวศวิทยาเสือ

โครงการวิจัยเสือโคร่งเดินหน้าศึกษาระบบนิเวศวิทยาเสือ

อีเมล พิมพ์ PDF
โครงการวิจัยเสือโคร่งทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก (Thailand Tiger Project)
การอนุรักษ์ดูแลรักษาเสือโคร่งเป็นหนึ่งในภารกิจที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรให้ความสำคัญมาตั้งแต่กาลอดีตยาวนานมาถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลาเกือบ 26 ปีแล้ว สำหรับมุมมองนักอนุรักษ์มองว่าเสือคือกุญแจสำคัญต่อระบบนิเวศ เป็นตัวชี้วัดผืนป่า ที่สามารถแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่านั้นๆ ระบบนิเวศที่ดีช่วยรับประกันคุณค่าของผืนป่าที่มีผลทั้งดีและเลวร้ายต่อมนุษย์ทั้งหลายนั่นเอง ดังนั้นที่ยังคงทำการอนุรักษ์ทรัพยากรไว้ มิใช่เพื่ออื่นใด แต่ด้วยความเห็นแก่ตัวของมนุษย์เอง ตราบใดที่มนุษย์ยังมีความจำเป็นที่ต้องดื่มน้ำต้องใช้ออกซิเจนหายใจ ผืนป่าธรรมชาติก็ยังคงมีความจำเป็นเพื่อตอบสนองชีวิตมนุษย์ตลอดมาและตลอดไป
อ.รตยา จันทรเทียร ประธานที่ปรึกษามูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า เมื่อราว 25 ปีก่อน มูลนิธิสืบฯมุ่งเน้นเรื่องรักษาป่า ทั้งหมด และทำงานในผืนป่าตะวันตก และได้ขยายเดิมจากการดูแลพื้นที่จากผืนป่าตะวันตก 12 ล้านไร่ รวมป่าพื้นที่ใกล้เคียงรอบๆกลายเป็น 20 ล้านไร่ ดูแลทั้งผืนป่าและสัตว์ป่า เพื่อให้ระบบนิเวศยังคงสมบูรณ์ที่สุด เรื่องเสือเองก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่มูลนิธิสืบฯให้ความสำคัญ เพราะเสือมีความสำคัญในระดับสูงสุดของสายใยอาหาร ซึ่งมีความเชื่อมโยงเกี่ยวพันธุ์กันระหว่างสัตว์กินเนื้อ สัตว์กินพืช และเชื่อมขยายกิ่งก้านราวใยแมงมุม เป็นมากกว่าห่วงโซ่อาหารที่สัมพันธ์เพียงแค่เชื่อมโยงต่อกันเป็นทอดๆเท่านั้น เมื่อเสืออยู่ยอดสูงสุดของสายใยอาหาร จึงถือได้ว่าเสือมีความสำคัญเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศในป่านั้นๆเลยก็ว่าได้
ความสำคัญและความสมบูรณ์ดังกล่าวเหล่านี้เองทำให้ ดร. เดฟ สมิธ ผู้เชี่ยวชาญด้านเสือระดับโลกเองก็ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ พยายามผลักดันให้ประเทศไทยอนุรักษ์เสือ ก่อเกิดเป็น โครงการวิจัยเสือโคร่งทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก (Thailand Tiger Project) ซึ่งดำเนินการโครงการนี้โดยสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรตะวันออก และมูลนิธิสืบฯ ซึ่งมูลนิธิสืบฯได้รับบทบาทในส่วนของการบริหารจัดการด้านการเงินให้โครงการ ซึ่งทุนส่วนตรงนี้เองได้รับจากที่ ดร. เดฟ ที่พยายามรวบรวมทุนจากหลายแห่ง ผนวกกับพื้นที่ดำเนินการ เขตรักษาพันธุ์ทุ่งใหญ่นเรศวรตะวันออก ตั้งอยู่ใจกลางกลุ่มป่าตะวันตก (Western Forest Complex)  ซึ่งได้รับการยกย่องว่ามีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่พิเศษและเหมาะสม ทำให้มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และระบบนิเวศที่หลากหลาย เหมาะแก่การเจริญเติบโตของพรรณพืชและสัตว์ป่าในปริมาณที่มากกว่าที่พบในพื้นที่ป่าอื่นทั่วไปทั้งประเทศไทย อย่างไรก็ตามในผืนป่าดังกล่าว แม้มีสัตว์ป่าที่หลากหลายทั้งชนิดและจำนวนประชากร แต่ข้อมูลงานวิจัยเสือโคร่งในผืนป่าแห่งนี้มีอยู่น้อยมาก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องศึกษาวิจัย
นางสาวอรยุพา สังขะมาน หัวหน้าฝ่ายวิชาการ มูลนิธิสืบฯ กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำงานของโครงการวิจัยเสือว่า โครงการวิจัยเสือโคร่งทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก มีระยะเวลาดำเนินการ 1 พฤศจิกายน 2558 - 1 พฤศจิกายน 2560 นับเป็นระยะเวลา 2 ปี ซึ่งได้ ดร.อัจฉรา ซิ้มเจริญ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 (นครสรรค์) ซึ่งมีความรู้ด้านการวิจัยเสือเป็นหัวหน้าผู้ดำเนินโครงการ โครงการนี้สร้างกระบวนการ 5 กิจกรรม ทำงานเพื่อเก็บเป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดการพื้นที่และสัตว์ป่าต่อไป ดังนี้
(1) การติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพ เพื่อเห็นข้อมูลยืนยันการดำรงอยู่ของเสือและตรวจสอบลายเสือที่เปรียบเสมือนดีเอ็นเอ (2) การจับเสือโคร่งเพศเมียและลูกเพื่อติดปลอกคอวิทยุ เพื่อศึกษานิเวศวิทยาของเสือโคร่ง ขั้นตอนนี้ในขั้นที่จับเสือได้แล้ว จะมีการตรวจสอบเก็บข้อมูลนิเวศวิทยาเบื้องต้น อาทิ ชั่งน้ำหนักตัว เพศ และถ่ายรูปเพื่อเก็บลายเสือเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ตรวจสอบแหล่งที่มาต่อไป (3) การสำรวจวิจัยประชากรเหยื่อของเสือโคร่ง แน่นอนว่าเสืออยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเหยื่อ หากเสือมีจำนวนมากก็สามารถชี้วัดปริมาณเหยื่อได้ (4) การจัดอบรมการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ เพื่อดูแลรักษาและปกป้องเสือ ปกป้องทรัพยากรทั้งหมด รวมไปถึง (5) ประชาสัมพันธ์ความสำคัญของเสือโคร่งในระบบนิเวศยังหมู่บ้านในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรตะวันออก เพื่อสร้างจิตสำนึกและความตระหนักร่วมกันในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หากภาครัฐอนุรักษ์อย่างเดียวไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยความเข้าใจของประชาชนในพื้นที่
ซึ่งทางผู้ดำเนินโครงการสามารถจับเสือโคร่งได้จำนวน 4 ตัว ได้ตัวแรกวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559 และแล้วเสร็จตัวสุดท้ายในวันที่ 30 เมษายน 2559 แบ่งเป็น เพศผู้ 1 ตัว และเพศเมีย 3 ตัว ได้แก่ ข้าวจี่, ตะวัน จันทรเทียร และวิรัช ซึ่งมีทั้งเสือเจ้าถิ่นและต่างถิ่น มีอายุตั้งแต่ประมาณ 3 ปีขึ้นไป อยู่ในวัยที่สมบูรณ์ ตัวผู้มีน้ำหนักถึง 160 กิโลกรัม
กระบวนการเหล่านี้เองนำไปสู่การเก็บรวบรวมข้อมูลที่แท้จริงและเป็นปัจจุบัน ส่งผลไปถึงการวางแผนจัดการบริหารที่ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับการสร้างแนวทางการอนุรักษ์ประชากรเสือโคร่งให้คงอยู่ต่อไปในระบบนิเวศแห่งนี้ สมมุติว่าหากข้อมูลผิดพลาดหรือไม่มีข้อมูลพื้นฐานที่ชัดเจน มันส่งผลกระทบต่อการจัดการที่ไม่ถูกต้อง และการตัดสินใจที่ผิดพลาด ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความล้มเหลวได้ เมื่อแนวทางอันดีประสบผลสำเร็จ จำนวนประชากรเสือนั้นจะสามารถเพิ่มได้นั่นเอง
และสิ่งที่ขาดไม่ได้นั่นคือการเตรียมมาตรการรับมือเมื่อประสบผลสำเร็จในการเพิ่มจำนวนประชากรเสือโคร่งต่อไป ต้องมีปริมาณเหยื่อเพียงพอ ป่าไม้ตามธรรมชาติต้องสมบูรณ์เป็นผืนใหญ่มากขึ้น อาชญากรรมการล่าการค้าสัตว์ป่าลดจำนวนลงหรือประชากรต้องฉายแสงยานุภาพให้อาชญากรรมนี้สาบสูญสิ้นไป เพราะไม่ใช่เพื่อป่าไม้ ไม่ใช่เพียงเพื่อสัตว์ป่าเท่านั้น แต่เพื่อระบบนิเวศที่มนุษย์จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยตราบจนสิ้นลมหายใจนั่นเอง
โครงการวิจัยเสือโคร่งทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก (Thailand Tiger Project)การอนุรักษ์ดูแลรักษาเสือโคร่งเป็นหนึ่งในภารกิจที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรให้ความสำคัญมาตั้งแต่กาลอดีตยาวนานมาถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลาเกือบ 26 ปีแล้ว สำหรับมุมมองนักอนุรักษ์มองว่าเสือคือกุญแจสำคัญต่อระบบนิเวศ เป็นตัวชี้วัดผืนป่า ที่สามารถแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่านั้นๆ ระบบนิเวศที่ดีช่วยรับประกันคุณค่าของผืนป่าที่มีผลทั้งดีและเลวร้ายต่อมนุษย์ทั้งหลายนั่นเอง
.
ดังนั้นที่ยังคงทำการอนุรักษ์ทรัพยากรไว้ มิใช่เพื่ออื่นใด แต่ด้วยความเห็นแก่ตัวของมนุษย์เอง ตราบใดที่มนุษย์ยังมีความจำเป็นที่ต้องดื่มน้ำต้องใช้ออกซิเจนหายใจ ผืนป่าธรรมชาติก็ยังคงมีความจำเป็นเพื่อตอบสนองชีวิตมนุษย์ตลอดมาและตลอดไป

อ.รตยา จันทรเทียร ประธานที่ปรึกษามูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า เมื่อราว 25 ปีก่อน มูลนิธิสืบฯมุ่งเน้นเรื่องรักษาป่า ทั้งหมด และทำงานในผืนป่าตะวันตก และได้ขยายเดิมจากการดูแลพื้นที่จากผืนป่าตะวันตก 12 ล้านไร่ รวมป่าพื้นที่ใกล้เคียงรอบๆกลายเป็น 20 ล้านไร่ ดูแลทั้งผืนป่าและสัตว์ป่า เพื่อให้ระบบนิเวศยังคงสมบูรณ์ที่สุด เรื่องเสือเองก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่มูลนิธิสืบฯให้ความสำคัญ เพราะเสือมีความสำคัญในระดับสูงสุดของสายใยอาหาร ซึ่งมีความเชื่อมโยงเกี่ยวพันธุ์กันระหว่างสัตว์กินเนื้อ สัตว์กินพืช และเชื่อมขยายกิ่งก้านราวใยแมงมุม เป็นมากกว่าห่วงโซ่อาหารที่สัมพันธ์เพียงแค่เชื่อมโยงต่อกันเป็นทอดๆเท่านั้น เมื่อเสืออยู่ยอดสูงสุดของสายใยอาหาร จึงถือได้ว่าเสือมีความสำคัญเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศในป่านั้นๆเลยก็ว่าได้

อ.รตยา จันทรเทียร มูลนิธิสืบ
อ.รตยา จันทรเทียร ประธานที่ปรึกษามูลนิธิสืบนาคะเสถียร

ความสำคัญและความสมบูรณ์ดังกล่าวเหล่านี้เองทำให้ ดร.เดวิด สมิธ ผู้เชี่ยวชาญด้านเสือระดับโลกเองก็ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ พยายามผลักดันให้ประเทศไทยอนุรักษ์เสือ ก่อเกิดเป็น โครงการวิจัยเสือโคร่งทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก (Thailand Tiger Project) ซึ่งดำเนินการโครงการนี้โดยสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรตะวันออก และมูลนิธิสืบฯ ซึ่งมูลนิธิสืบฯได้รับบทบาทในส่วนของการบริหารจัดการด้านการเงินให้โครงการ ซึ่งทุนส่วนตรงนี้เองได้รับจากที่ ดร. เดฟ ที่พยายามรวบรวมทุนจากหลายแห่ง ผนวกกับพื้นที่ดำเนินการ เขตรักษาพันธุ์ทุ่งใหญ่นเรศวรตะวันออก ตั้งอยู่ใจกลางกลุ่มป่าตะวันตก (Western Forest Complex)  ซึ่งได้รับการยกย่องว่ามีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่พิเศษและเหมาะสม ทำให้มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และระบบนิเวศที่หลากหลาย เหมาะแก่การเจริญเติบโตของพรรณพืชและสัตว์ป่าในปริมาณที่มากกว่าที่พบในพื้นที่ป่าอื่นทั่วไปทั้งประเทศไทย อย่างไรก็ตามในผืนป่าดังกล่าว แม้มีสัตว์ป่าที่หลากหลายทั้งชนิดและจำนวนประชากร แต่ข้อมูลงานวิจัยเสือโคร่งในผืนป่าแห่งนี้มีอยู่น้อยมาก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องศึกษาวิจัย
.
นางสาวอรยุพา สังขะมาน หัวหน้าฝ่ายวิชาการ มูลนิธิสืบฯ กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำงานของโครงการวิจัยเสือว่า โครงการวิจัยเสือโคร่งทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก มีระยะเวลาดำเนินการ 1 พฤศจิกายน 2558 - 1 พฤศจิกายน 2560 นับเป็นระยะเวลา 2 ปี ซึ่งได้ ดร.อัจฉรา ซิ้มเจริญ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 (นครสรรค์) ซึ่งมีความรู้ด้านการวิจัยเสือเป็นหัวหน้าผู้ดำเนินโครงการ โครงการนี้สร้างกระบวนการ 5 กิจกรรม ทำงานเพื่อเก็บเป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดการพื้นที่และสัตว์ป่าต่อไป ดังนี้
.
นางสาวอรยุพา สังขะมาน หัวหน้าฝ่ายวิชาการ มูลนิธิสืบ
น.ส.อรยุพา สังขะมาน หัวหน้าฝ่ายวิชาการ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
.
(1) การติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพ เพื่อเห็นข้อมูลยืนยันการดำรงอยู่ของเสือและตรวจสอบลายเสือที่เปรียบเสมือนดีเอ็นเอ (2) การจับเสือโคร่งเพศเมียและลูกเพื่อติดปลอกคอวิทยุ เพื่อศึกษานิเวศวิทยาของเสือโคร่ง ขั้นตอนนี้ในขั้นที่จับเสือได้แล้ว จะมีการตรวจสอบเก็บข้อมูลนิเวศวิทยาเบื้องต้น อาทิ ชั่งน้ำหนักตัว เพศ และถ่ายรูปเพื่อเก็บลายเสือเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ตรวจสอบแหล่งที่มาต่อไป (3) การสำรวจวิจัยประชากรเหยื่อของเสือโคร่ง แน่นอนว่าเสืออยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเหยื่อ หากเสือมีจำนวนมากก็สามารถชี้วัดปริมาณเหยื่อได้ (4) การจัดอบรมการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ เพื่อดูแลรักษาและปกป้องเสือ ปกป้องทรัพยากรทั้งหมด รวมไปถึง (5) ประชาสัมพันธ์ความสำคัญของเสือโคร่งในระบบนิเวศยังหมู่บ้านในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรตะวันออก เพื่อสร้างจิตสำนึกและความตระหนักร่วมกันในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หากภาครัฐอนุรักษ์อย่างเดียวไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยความเข้าใจของประชาชนในพื้นที่

ซึ่งทางผู้ดำเนินโครงการสามารถจับเสือโคร่งได้จำนวน 4 ตัว ได้ตัวแรกวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559 และแล้วเสร็จตัวสุดท้ายในวันที่ 30 เมษายน 2559 แบ่งเป็น เพศผู้ 1 ตัว และเพศเมีย 3 ตัว ได้แก่ ข้าวจี่, ตะวัน, จันทรเทียร และวิรัช ซึ่งมีทั้งเสือเจ้าถิ่นและต่างถิ่น มีอายุตั้งแต่ประมาณ 3 ปีขึ้นไป อยู่ในวัยที่สมบูรณ์ ตัวผู้มีน้ำหนักถึง 160 กิโลกรัม และเจ้าหน้าที่ได้ทำการติดปลอกคอวิทยุเสือโคร่งทั้ง 4 ตัวนี้ เพื่อติดตามศึกษาระบบนิเวศวิทยาของเสือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

กระบวนการเหล่านี้เองนำไปสู่การเก็บรวบรวมข้อมูลที่แท้จริงและเป็นปัจจุบัน ส่งผลไปถึงการวางแผนจัดการบริหารที่ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับการสร้างแนวทางการอนุรักษ์ประชากรเสือโคร่งให้คงอยู่ต่อไปในระบบนิเวศแห่งนี้ สมมุติว่าหากข้อมูลผิดพลาดหรือไม่มีข้อมูลพื้นฐานที่ชัดเจน มันส่งผลกระทบต่อการจัดการที่ไม่ถูกต้อง และการตัดสินใจที่ผิดพลาด ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความล้มเหลวได้ เมื่อแนวทางอันดีประสบผลสำเร็จ จำนวนประชากรเสือนั้นจะสามารถเพิ่มได้นั่นเอง
.
โครงการวิจัยเสือโคร่งทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก
โครงการวิจัยเสือโคร่งทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก
.
และสิ่งที่ขาดไม่ได้นั่นคือการเตรียมมาตรการรับมือเมื่อประสบผลสำเร็จในการเพิ่มจำนวนประชากรเสือโคร่งต่อไป ต้องมีปริมาณเหยื่อเพียงพอ ป่าไม้ตามธรรมชาติต้องสมบูรณ์เป็นผืนใหญ่มากขึ้น อาชญากรรมการล่าการค้าสัตว์ป่าลดจำนวนลงหรือประชากรต้องฉายแสงยานุภาพให้อาชญากรรมนี้สาบสูญสิ้นไป เพราะไม่ใช่เพื่อป่าไม้ ไม่ใช่เพียงเพื่อสัตว์ป่าเท่านั้น แต่เพื่อระบบนิเวศที่มนุษย์จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยตราบจนสิ้นลมหายใจนั่นเอง
.
.
บทความโดย พัชริดา พงษปภัสร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารองค์กร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
.
 

รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง